โลกร้อนระอุ อุณหภูมิทำลายสมดุลระบบนิเวศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2560 เวลา 06:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492206

โลกร้อนระอุ อุณหภูมิทำลายสมดุลระบบนิเวศ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

แม้ในปีนี้หลายสำนักจะรายงานตรงกันว่า จะมีอากาศร้อนสูงสุดอยู่ที่ 43 องศาเซลเซียส ต่ำกว่าสถิติปีก่อน ซึ่งอุณหภูมิพุ่งสูงทะลุ 44 องศาเซลเซียส แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี เพราะโดยภาพรวมแล้วยังถือว่าเรากำลังเผชิญหน้ากับฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงมาเป็นเวลาหลายปีติดต่อกันโดยที่ยังไม่ทราบชะตากรรมเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่าความร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ เป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่ต่อเนื่องและสะสมมานาน ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลในตอนนี้ คือ ไม่สามารถคาดการณ์ได้ชัดเจนว่าฤดูร้อนจะสิ้นสุดลงเมื่อใด และอาจจะมีอากาศร้อนต่อไปจนทำลายสถิติที่บันทึกไว้เมื่อปีก่อน

อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่อากาศร้อนจะลากยาว เพราะยังอยู่ในอิทธิพลของปรากฏการณ์เอลนินโญ อากาศร้อน ความแห้งแล้ง อาจจะลากยาวไปถึงต้นเดือน ก.ค.

“อากาศร้อนยังไม่มีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจากก๊าซเรือนกระจก แต่ละปีโดยไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลงเลย และที่สำคัญกว่านั้นคืออากาศที่ร้อนขึ้นๆ จะทำให้พืชหายใจมากขึ้น

เดิมทีพืชแต่ละชนิดมีช่วงอุณหภูมิในการสังเคราะห์ที่ต่างกันตั้งแต่ 5-40 องศาเซลเซียส พืชเขตร้อนอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ในช่วงที่ค่อนข้างสูง ปริมาณก๊าซในบรรยากาศ คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่มีผลต่อการสังเคราะห์ด้วยแสง ในสภาพที่มีแสงและอุณหภูมิพอเหมาะ อัตราการสังเคราะห์แสงจะขึ้นกับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าเพิ่มปริมาณความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ให้สูงขึ้น จะมีผลทำให้อัตราการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้นจนถึงจุดอิ่มตัว พืชจะไม่เพิ่มอัตราการสังเคราะห์แสงอีก”จิรพล กล่าว

นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า รายงานขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (โนอา) แห่งสหรัฐอเมริกา ออกมาระบุว่า สถิติอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเมื่อปี 2559 ทั้งบนบกและในน้ำร้อนที่สุดตั้งแต่เก็บข้อมูลกันมา 137 ปี นับเป็นการทำสถิติอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงที่สุดเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ข้อมูลของโนอาสอดคล้องกับผลการศึกษาขององค์การบริหารการบินและอวกาศสหรัฐอเมริกา (นาซ่า) ที่พบว่า ปี 2559 เป็นปีที่โลกร้อนที่สุดเป็นสถิติใหม่ ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกยืนยันผลการศึกษาของสหรัฐอเมริกา และตั้งข้อสังเกตด้วยว่าเมื่อปีที่แล้วความหนาแน่นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนบนชั้นบรรยากาศโลกทำสถิติหนาแน่นที่สุดเช่นกัน

ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่วิทยาศาสตร์ สวทช. กล่าวว่า สภาพอากาศที่ร้อนระอุนี้จะส่งผลให้สัตว์บก พวกที่ทนช่วงอุณหภูมิได้ไม่มากเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก ในบริเวณที่แหล่งน้ำมีน้อยสัตว์ต่างๆ จะลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด อากาศร้อนยังส่งผลให้สัตว์เลื้อยคลานบางชนิดที่ออกลูกเป็นไข่อาจมีสัดส่วนตัวผู้ ตัวเมียที่ผิดไป กรณีที่อุณหภูมิเป็นตัวกำหนดเพศลูก เช่น เพศของลูกจระเข้ที่ถูกกำหนดโดยอุณหภูมิขณะฟักไข่ ไข่ที่เจริญเติบโตในสภาวะฟักไข่ในสภาพอากาศอบอุ่น ลูกจะเป็นตัวผู้ขนาดใหญ่ แต่ไข่ที่ฟักในอุณหภูมิอันเย็นกว่าจะเป็นตัวเมียขนาดเล็กกว่า โดยปกติลูกที่ออกมาจะมีตัวผู้ 1 ตัว ต่อตัวเมีย 5 ตัว

“นอกจากนี้อากาศที่ร้อนขึ้นยังส่งผลให้สัตว์และคนติดโรคบางอย่างเพิ่ม เพราะแมลงพาหะฟักตัวดีขึ้นในสภาพอากาศที่ร้อน รวมถึงผลผลิตเฉลี่ยจากสัตว์ที่ไม่ได้เลี้ยงระบบโรงเรือนอาจลดลง ทั้งนี้ปัจจัยที่จะส่งผลกระทบนั้นขึ้นกับอุณหภูมิว่าเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน” นำชัย กล่าว

สุชนา ชวนิชย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ และรองกรรมการผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรกผู้ศึกษาวิจัยทางทะเลที่ขั้วโลกใต้ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีงานวิจัยที่ระบุว่า โลกของเราจะมีอุณหภูมิขยับขึ้น 1 องศาเซลเซียส ส่งผลให้น้ำในมหาสมุทรก็มีอุณหภูมิสูงขึ้นตามอย่างช้าๆ ในปี 2558–2559 สิ่งที่ตามมาก็คือ เกิดปะการังฟอกขาว ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์เอลนินโญ ได้ฆ่าปะการังน้ำตื้นจำนวน 2 ใน 3 ของแนวปะการังเกรท แบร์ริเออร์ รีฟ ในประเทศออสเตรเลีย ที่ยาวถึง 2,300 กิโลเมตร

“ปะการังแถบทะเลจีนใต้ก็กำลังจะประสบชะตากรรมเดียวกัน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวหลายสิบปี ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของปะการัง นักวิทยาศาสตร์พบว่าเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ปะการังและสัตว์น้ำในทะเลตายไปราว 40% อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรเปิดสูงกว่าระดับปกติ 2 องศาเซลเซียส ทำให้กังวลว่าความผิดปกติของสภาพอากาศเหล่านี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 2 ปี หรือทุกปีจนกระทั่งแนวปะการังจะตายไปจนหมด

และเมื่อไม่มีแนวปะการังสัตว์ทะเลที่อาศัยหรือหากินตามแนวปะการังก็จะได้รับผลกระทบและลดจำนวนลงตามไปด้วย นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่มีผลต่อระบบนิเวศทางทะเลที่ขั้วโลกใต้ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา ในโครงการวิจัยขั้วโลกตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และภายใต้โครงการของ สวทช. พบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้พยาธิเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง จากเดิมที่พบในตัวปลา ขณะนี้สามารถพบได้ที่ภายนอกตัวปลาอีกด้วย เรื่องนี้เป็นการค้นพบใหม่ เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลจุฬาฯ กล่าว

 

กับดัก 4.0 หนทางฉุดรั้งการพัฒนาแรงงานไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 17:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492135

กับดัก 4.0 หนทางฉุดรั้งการพัฒนาแรงงานไทย

โดย…วิรวินทร์ ศรีโหมด

แรงงาน ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศให้มีความเข้มแข็ง ก้าวหน้า ฉะนั้นในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนากำลังคน ซึ่งจะใช้วิธีการรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไปคงไม่ได้ แต่ต้องเพิ่มในเรื่องของการพัฒนาองค์ความรู้ สติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์เข้ามาร่วมด้วย

นี่จึงเป็นประเด็นที่กระทรวงแรงงาน จัดเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อเรื่อง “ May Day ความหวังของแรงงาน จาก Manpower สู่ Brainpower ” เพื่อเป็นเวทีวิพากษ์ถึงทิศทางและอนาคตของแรงงานไทยว่า ควรเดินอย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างถูกต้องพร้อมการเปลี่ยนแปลงจากแรงงานปกติ สู่ แรงงานที่ทำงานด้วยปัญญา เนื่องในโอกาสที่จะเข้าสู่วันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม นี้

รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนว่า ในสังคมไทยแม้ปัจจุบันคำว่า 4.0 มีการกล่าวถึงกันมาก แต่ความเป็นจริงความเข้าใจเรื่องนี้ สำหรับภาคแรงงานส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริง และการที่รัฐต้องการนำ 4.0 เข้ามาแก้ปัญหากับดักรายได้ปานกลาง ส่วนตัวขอถามว่า ความเป็นจริงประเทศไทย มีการกระจายรายได้กันจริงหรือไม่ เพราะรายได้ส่วนใหญ่ของไทย อยู่กับกลุ่มคนเพียงไม่กี่ตระกูล

และอีกอย่างสิ่งที่น่ากังวลคือไทยยังเป็นประเทศ ที่มีการพัฒนาศึกษาวิจัยอยู่ในอันดับต่ำสุดในเอเชีย ไม่เหมือนสิงคโปร์ อินเดีย ที่ลงทุนในเรื่องการศึกษาวิจัยมาก ฉะนั้นมองว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา วิจัยให้เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีดิจิตอล 4.0 ที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ไม่ใช่วิจัยแล้วเก็บเป็นงานวิชาการหรือเกิดประโยชน์เฉพาะบุคคล

ดังนั้นการที่รัฐจะนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามา ก็ต้องคำนึกถึงประชาชนรายได้กลุ่มใหญ่ของประเทศ เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านแรงงานสอดคล้องกับระบบการที่จะพัฒนาอย่างแท้จริง

ณรงค์ โชควัฒนา นักธุรกิจอิสระ วิพากษ์ว่า โลกใหม่ในยุคศตวรรษนี้ถือ เป็นโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเครื่องจักร เทคโนโลยี หากเทียบกับสมัยก่อน ซึ่งไทยจะเปลี่ยนแปลงแบบเดิมโดยยังคงผลิตด้วยแรงคนไม่ได้ เพราะคนไม่สามารถสู้กับแรงงานเครื่องจักรกล ที่รับคำสั่งทำตามโปรแกรมอยู่ตลอดเวลาได้

ทั้งนี้ยอมรับว่า งานวิจัยในประเทศไทยเก่งเทียบเท่ากับภูมิภาคอื่น แต่งานวิจัยของไทยยังทำเพื่อวิชาการและส่วนตัว ซึ่งไม่ได้ทำเพื่อสังคมส่วนรวม เหมือนต่างประเทศ เช่นเยอรมันที่ทุกบริษัทจะมุ่งพัฒนาวิจัยเพื่อให้เกิดการแข่งขันและนำผลที่ได้มาใช้ประโยชน์ แต่ไทยไม่ยอมทำเช่นนั้น เพราะมัวแต่กลับสนับสนุนระบบธุรกิจผู้ขาด จึงทำให้งานวิจัยของไทยสู่ประเทศอื่นไม่ได้

“ยุคทศตวรรษที่ 21 นี้ ที่มีการการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไทยต้องพร้อมรับการแข่งขันและสถานการณ์ที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ซึ่งต้องเริ่มจากการพัฒนาศักยภาพคนไทยให้ได้ ไม่ใช่นิยมแต่การไปซื้อเทคโนโลยีของประเทศอื่น เพราะเท่ากับว่ายิ่งเป็นการสร้างรายได้ และทรัพยากรให้กับต่างประเทศมีความเข้มแข็งมากขึ้น”

ณรงค์ ชี้ว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไปพร้อมกับควรต้องได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐ เพื่อให้อนาคตประเทศไทยสามารถสร้างเครื่องจักรได้ มากกว่าเป็นเพียงผู้ซื้อเพียงอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นประเทศไทย จะมีแต่หนี้สินเพราะต้องคอยซื้อของจากชาติอื่นอยู่ตลอด และถ้าหากประเทศไทยยังขายทรัพย์กรแรงงานถูกๆ เหมือนประเทศอื่นอยู่ ก็ไม่มีวันหลุดพ้นจะประเทศที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ดังนั้นทิศทางของไทย ไม่ควรพัฒนาเฉพาะเครื่องจักร แต่ต้องตั้งเป้าหมายให้เป็นประเทศผู้พัฒนาแรงงาน ทั้งด้านด้านฝีมือ ความสามารถ และสติปัญญา เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มีวันหมดและพัฒนาได้อยู่ตลอด

ชัยพร จันทนา ประธานองค์การลูกจ้างสภาแรงงานอิสระแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐปล่อยให้ลูกจ้างต่อรองกับทุนข้ามชาติเพียงอย่างเดียว และไม่เคยส่งเสริมเรื่องการพัฒนา แต่กลับมีการใช้ทรัพยากรมนุษย์อย่างฟุ่มเฟือย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ฉะนั้นไทยแลนด์ 4.0 อยากร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือกลุ่มภาคแรงงานทั้งระบบ ตั้งแต่เรื่องการศึกษา ภาษา เพราะทุกวันนี้ในสังคมอยู่แบบเอารัดเอาเปรียบกัน เพราะทุกฝ่ายคิดแต่เพียงทำเพื่อหวังผลกำไรเท่านั้น ฉะนั้นการแก้ปัญหาเรื่องการพัฒนาคน รัฐบาล นายจ้าง ลูกจ้างต้องช่วยกันพัฒนา ไม่เช่นนั้นประเทศไทยจะไม่สามารถสู้กับชาติอื่นได้

พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ในอีก 15 ปีข้างหน้า ฉะนั้นการปรับตัวจึงต้องทำให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ยุคโลกาภิวัฒน์ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ส่วนตัวในฐานะผู้ที่เกี่ยวที่ทำงานด้านแรงงานคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ และผู้ใช้แรงงาน จะต้องปรับตัว โดยรัฐจะทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและปฏิรูปกฎหมาย ให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ส่วนภาคธุรกิจ นายจ้าง แรงงาน ต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจและตัวเองให้มีความทันสมัยสอดคล้องกับเทคโนโลยีในอีก 20 ปีข้างหน้า ที่กำลังคนของประเทศ ต้องใช้สติปัญหา ความรู้ ความสามารถเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการทำงาน และความมั่นคงในการดำรงชีวิตไปพร้อมกัน

สุวิทยา จันทวงศ์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงงาน กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้มีการกำหนดกรอบร่างยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อาทิ ด้านความมั่นคง ด้านความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาศักยภาพของคน การสร้างโอกาสและความเสมอภาคในสังคม และการบริหารจัดการหน่วยงานรัฐ ซึ่งทั้งหมดกระทรวงแรงงานได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องเกือบทั้งหมด พร้อมกับได้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนของประเทศระยะ 20 ปี ( ปี 2560 – 2579 ) เนื่องจากกระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานที่ต้องพัฒนากำลังคนของประเทศ

 

ย้อนรอย”ทายาทกระทิงแดงชนตร.” 5ปีเลื่อนคดีมาราธอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2560 เวลา 16:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/492129

ย้อนรอย"ทายาทกระทิงแดงชนตร." 5ปีเลื่อนคดีมาราธอน

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เช้ามืดวันที่ 3 ก.ย. 2555 เกิดข่าวครึกโครมใหญ่โต หลัง นายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลัง “กระทิงแดง” ควบรถสปอร์ตหรู เฟอร์รารี่ สีบรอนซ์เทา มาด้วยความเร็วพุ่งชน ดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป.สน.ทองหล่อ ขณะขี่รถจักรยานยนต์ตราโล่ ยี่ห้อไทเกอร์ จนดาบตำรวจถูกลากไปไกลกว่า 200 เมตร เสียชีวิตอย่างอนาถ

แน่นอนว่าไม่ใช่คดีเล็กน้อยทั่วไป ผู้ตายเป็นตำรวจและผู้ก่อเหตุเป็นถึงทายาทแสนล้านเครื่องดื่มชูกำลัง คดีย่อมไม่เงียบเป็นเป่าสากแน่  เช้าวันนั้น “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ในขณะนั้น) บึ่งรถมาตรวจที่เกิดเหตุด้วยตัวเองทันที พร้อมประกาศเดิมพันใช้ตำแหน่งตัวเองค้ำประกันว่า ต้องได้คนผิดมาลงโทษตามกฎหมาย เรียกเสียงฮือฮาในแวดวงตำรวจและสื่อมวลอย่างมาก

“หากทางฝ่ายคู่กรณียังไม่ยินยอมให้ความร่วมมือ ก็จะกลับมาอีกครั้งพร้อมกับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก200 นาย และหากยังไม่ได้ตัวอีก ก็จะขอลาออกจากตำแหน่ง เพราะในฐานะผู้บังคับบัญชา จะยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องเสียชีวิตไปฟรีๆ” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ กล่าวหลังตรวจสอบบ้านพักหรูนายเฉลิม อยู่วิทยา 3 ก.ย.2555

คำพูดที่พรั่งพรูออกมาจาก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ สร้างขวัญกำลังใจให้กับลูกน้องอย่างมาก เพราะสังคมต่างเชื่อมั่นว่าคดีนี้จะได้ผู้ต้องหาตัวจริงมาดำเนินคดี แต่แล้วเหตุกับตาลปัตรมีตำรวจนายหนึ่งนำพ่อบ้านดูแลรถมามอบตัวกับตำรวจ อ้างตัวเป็นคนขับรถคันเกิดเหตุ แต่ไม่สามารถตบตานายตำรวจใหญ่ อย่าง “บิ๊กแจ๊ด” ได้ จนถึงขั้นขนาดควันออกหูปรี๊ดแตก ก่อนบอกว่า “ผมไม่พอใจเพราะไปเอาตัวปลอมมามอบตัว ส่วนคนขับรถชนตำรวจตัวจริงยังลอยนวลอยู่ ผมทราบดีว่า สวป.คนดังกล่าวมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยให้กับบ้านของลูกชายเจ้าสัวกระทิงแดง แต่ทำงานแบบนี้ใช้ไม่ได้”

ระยะเวลากว่า 5 ปี เกิดข้อกังขาในกระบวนการยุติธรรมแล้วเหตุใดเล่าถึงล่าช้า มีการตั้งคำถามกระทุ้งจากสังคมมากมาย ผู้ก่อเหตุอย่างนายวรยุทธ ยังลอยนวลใช้ชีวิตหรูหราตามปกติ ไม่ได้สะทกสะท้านอย่างใด หนำซ้ำสื่อต่างประเทศยังนำเสนอข่าวนายวรยุทธ ใช้ชีวิตแสนสุขสบายในต่างประเทศ แต่ไม่ยอมมามอบตัวต่อสู้คดีตามกฎหมาย ต่างกับครอบครัวของดาบตำรวจวิเชียร วาดหวังว่ากระบวนการทางกฎหมายจะนำตัวคนก่อเหตุมาดำเนินคดีได้เสียที

 

จนแล้วจนรอดนายวรยุทธ ก็ยังไม่ปรากฏตัว กระทั่งศาลคดีอาญากรุงเทพใต้ มีความเห็นสั่งฟ้อง เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2559 โดยมีหนังสือให้มาพบพนักงานอัยการเพื่อนำตัวไปส่งฟ้องต่อศาล

แต่ที่ผ่านมา นายวรยุทธ ได้ยื่นหนังสือขอเลื่อนการเข้าพบพนักงานอัยการรวมถึงพนักงานสอบสวนของ สน.ทองหล่อ รวม 6 ครั้ง ให้เหตุผลอ้างว่าติดธุระอยู่ต่างประเทศ 2 ครั้ง  ถัดมาอ้างว่าได้ไปยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับคณะกรรมาธิการของสภาฯ ว่า ไม่ได้ขับรถเร็ว 3 ครั้ง  และล่าสุดยื่นขอให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติม 1 ครั้ง

เหตุผลสารพัดที่ถูกหยิบยกมาอ้างต่อศาล ทำให้คดีความยืดเยื้อยาวนานหลายปี สุดท้ายทำให้บางคดีหมดอายุความไปอย่างน่าเสียดาย

สรุปคดีแล้ว นายวรยุทธ ถูกพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อแจ้งความใน 3 ข้อกล่าวหา ประกอบด้วย

1.ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีอายุความ 15 ปี ซึ่งยังเหลืออายุความอีก 10 ปี จะหมดอายุความ 3 ก.ย. 2570

2.ไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือผู้ถูกชน ซึ่งมีอายุความ 5 ปี นั่นหมายความว่าข้อหานี้จะหมดอายุความในเดือนก.ย.ปีนี้

3.ขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ที่มีอายุความ 1 ปี ทำให้หมดอายุความไปแล้วเมื่อปี 2556

ช่วงเวลาที่ผ่านแสดงให้เห็นนายวรยุทธ พยายามประวิงเวลาทางคดี ที่สำคัญยังไม่เคยมาพบศาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว และล่าสุดกำหนดนัดวันที่ 27 เม.ย. นายวรยุทธ ยังพยายามทอดเวลามอบหมายให้ทนายความขอเลื่อนการนัดอีก แต่ศาลไม่อนุญาต เนื่องจากผลัดผ่อนมาแล้วหลายครั้ง

นี่เองกระมัง ทำให้สำนักงานอัยสูงสุด จำเป็นต้องใช้ไม้เด็ดตัดสินใจออกหมายจับนายวรยุทธ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 5 ปี แรงทัดทานจากสังคมชี้ให้เห็นแล้วว่า ความรวยอาจอยู่เหนือกฎหมาย

 

พลิกกฎหมาย “ชั้นความลับ” ปมซื้อเรือดำน้ำ(ลึกลับ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 13:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/491894

พลิกกฎหมาย "ชั้นความลับ" ปมซื้อเรือดำน้ำ(ลึกลับ)

โดย…ชัยรัตน์ เพชรไตรรัตน์

ถ้อยแถลงของรัฐบาล ทั้งจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเป็นทำนองเดียวกันว่า การที่ไม่มีการแถลงข่าวคณะรัฐมนตรี มีมติให้กองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีน มูลค่า13,500 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 18 เม.ย.นั้นเพราะเป็นความลับ เป็นเอกสารมุมแดง

“การกำหนดชั้นความลับของวาระที่เข้าสู่ที่ประชุม ครม.นั้น มีความเป็นมานาน 40-50 ปีแล้ว ดังนั้นหากเอกสารใดเป็นเรื่องลับหรือมุมแดงก็เป็นเรื่องที่หารือเสร็จแล้วหน่วยงานต้นสังกัดก็จัดเก็บคืนไปและไม่มีการแถลงข่าว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานต้นเรื่อง และเอกสารมุมแดงก็เป็นไปตามข้อกำหนดเกณฑ์ อาทิ เรื่องภาษี ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงกลาโหมขอมาว่าเป็นมุมแดง แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดก็ต้องมีการยกเลิกมุมแดงและเปิดเผยให้ทราบ เช่น คราวที่แล้วกฎหมายในพระองค์ที่เข้าสภาไปก็เป็นเรื่องลับหรือมุมแดง แต่พอถึงจุดหนึ่งก็เปิดเผย อย่างไรก็ตามในที่ประชุม ครม.วันเดียวกันนี้ก็จะมีการยกเลิกชั้นความลับหลายเรื่องด้วยกัน”นายวิษณุ ระบุ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพลิกดูกฎหมายกำหนดชั้นความลับทางราชการ  พบว่า ระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ. 2544 ซึ่งออกในสมัย นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญ คือได้กำหนดประเภทชั้นความลับ  แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ประกอบด้วย

1.ลับที่สุด  (TOP SECRET) หมายถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียง บางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรงที่สุด

2.ลับมาก  (SECRET) หมายถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียง บางส่วนจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐอย่างร้ายแรง

3. ลับ  (CONFIDENTIAL) หมายความถึง ข้อมูลข่าวสารลับซึ่งหากเปิดเผยทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์แห่งรัฐ

ทั้งนี้การกำหนดให้ข้อมูลข่าวสารลับอยู่ในชั้นความลับใดให้พิจารณาถึงองค์ประกอบ ต่อไปนี้ 1.ความสำคัญของเนื้อหา 2.แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสาร 3.วิธีการนำไปใช้ประโยชน์ 4.จำนวนบุคคลที่ควรรับทราบ 5.ผลกระทบหากมีการเปิดเผย และ 6.หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบในฐานะเจ้าของเรื่องหรือผู้อนุมัติ

 

 

ขณะเดียวกันในกรณีเป็นการสมควร หัวหน้าหน่วยงานของรัฐจะกำหนดระเบียบการใด เพื่อปฏิบัติเพิ่มเติมจากระเบียบนี้ก็ได้และถ้าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่า การปฏิบัติตามระเบียบนี้ในเรื่องใดจะก่อให้เกิดความยุ่งยากโดยไม่เหมาะสม หัวหน้าหน่วยงานของรัฐจะกำหนดวิธีการรักษาความลับในเรื่องนั้นด้วยวิธีการอื่นที่มีประสิทธิภาพเท่ากันหรือดีกว่าแทนได้

สำหรับหนังสือของราชการกำหนดไว้ดังนี้

“ลับที่สุด” ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับนี้ ได้แก่ ข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่งหรือเทียบเท่าตำแหน่งดังต่อไปนี้ขึ้นไปอธิบดี หัวหน้าคณะทูต ผู้ช่วยทูตทหาร ผู้บัญชาการตำรวจหัวหน้าส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทั้งสามเหล่าทัพ

“ลับมาก” ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับนี้ ได้แก่ ข้าราชการตั้งแต่ตำแหน่งหรือเทียบเท่าตำแหน่งดังต่อไปนี้ขึ้นไปหัวหน้ากอง ผู้บังคับการกรม ผู้บังคับหมวดเรือ ผู้บังคับการกองบิน และหัวหน้าหน่วยราชการอิสระ ซึ่งมีตำแหน่งชั้นหัวหน้าแผนก ผู้บังคับกองร้อย ผู้บังคับการเรือชั้นสาม และผู้บังคับหมวดบิน ข้าราชการตำแหน่งหรือเทียบเท่าตำแหน่งต่อไปนี้ขึ้นไปเป็นผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับนี้ คือ หัวหน้าแผนก ผู้บังคับกองร้อย ผู้บังคับการเรือชั้นสาม และผู้บังคับหมวดบิน

ขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจกำหนดชั้นความลับให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบในการกำหนดชั้นความลับพร้อมทั้งให้เหตุผลประกอบการกำหนดชั้นของความลับของข้อมูลข่าวสารลับนั้นด้วยว่าเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใด ในการนี้ อาจมอบหมายหน้าที่ดังกล่าวได้ตามความจำเป็นให้ผู้ใต้บังคับบัญชา ในกรณีที่สามารถมอบอำนาจได้ตามกฎหมาย

ฉะนั้นโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน ที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่18 เม.ย.แล้วไม่มีการแถลง จะอ้างเป็นเรื่องความลับหรือ ลึกลับ นั้น ประชาชนเท่านั้นจะเป็นคนตัดสิน

 

“หยุดตีทะเบียนสื่อ” หยุดครอบงำประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2560 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/491862

"หยุดตีทะเบียนสื่อ" หยุดครอบงำประชาชน

โดย…ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

3 พฤษภาคม ของทุกปี สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ประกาศให้เป็นเสรีภาพสื่อมวลชนโลก

เป็นเวลากว่า 24 ปีแล้วที่ทุกประเทศซึ่งเป็นสมาชิกได้จัดกิจกรรมเพื่อให้สังคมตระหนักในบทบาทของ “สื่อสารมวลชน” ฐานะตัวแทนปากเสียงของประชาชนที่มีเสรีภาพ รวมถึงเพื่อสื่อสารไปยังรัฐบาลผู้มีอำนาจในประเทศ ที่ต้องเคารพการทำหน้าที่นั้น และสนับสนุนเสรีภาพแห่งการแสดงความคิด ความเห็น และการแสดงออกโดยสุจริต

ก่อนที่วัน “เสรีภาพสื่อมวลชนโลก ปี 2560 จะเวียนมาถึง  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดย  ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ จัดกิจกรรมสำคัญให้สื่อมวลชน-ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในกองบรรณาธิการร่วมส่งสโลแกนประกวดเพื่อใช้ในงานวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก โดยยึดเหตุการณ์ที่เครือข่ายรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติเตรียมผลักดัน ร่างกฎหมายที่ใช้ควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ซึ่งถูกตั้งฉายาว่า “กฎหมายคุมสื่อฯ”

การเปิดให้นักข่าว กองบรรณาธิการทุกแขนง ส่งสโลแกนเข้าประกวด เพื่อคัดเลือกให้เป็น “ธงนำ” ของงานเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ในประเทศไทยนับเป็นครั้งแรก  โดย ปราเมศ เหล็กเพชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย” ย้ำว่า นักข่าวคือพลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนงานขององค์กรวิชาชีพ  และหลังจากที่ได้วิเคราะห์แล้วว่า ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ออกโดย “คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เขียนให้ “ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน” ต้องมีใบอนุญาต และใบอนุญาตดังกล่าวนี้สามารถถูกเพิกถอนได้โดยกลุ่มบุคคล ซึ่งมีตัวภาครัฐเข้าร่วม จึงเปิดทางให้มีการแทรกแซงและควบคุมการปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน

สำหรับ การเปิดให้ สื่อมวลชนและผู้ที่เกี่ยวข้องในกองบรรณาธิการสื่อฯ เข้าร่วมส่งสโลแกนนั้น ได้รับความสนใจ จากสื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งในส่วนกลาง และภูมิภาค ที่ส่งผลงานรวม 64 ชิ้นเข้าให้คัดเลือก แต่ละสโลแกนนั้น สะท้อนถึงข้อห่วงใยอย่างยิ่งในสิทธิ เสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างครบถ้วน รอบด้าน

สโลแกนที่ชนะจากการตัดสินของคณะกรรมการฯ คือ “หยุดตีทะเบียนสื่อ หยุดครอบงำสื่อมวลชน” ซึ่งเป็นการผสม 2 สโลแกน จากนักข่าว 2 คน คือ  สุธิดา ปล้องพุดซา นักข่าวจากช่อง 9 อสมท.  ส่งสโลแกนว่า “หยุดตีทะเบียนสื่อ หยุดปิดกั้นเสรีภาพประชาชน” และ อรรถชยา โทนุศิษย์ ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวหน้าหนึ่ง นสพ.เดลินิวส์  สโลแกนที่ส่งคือ “หยุดกฎหมายคุมสื่อ หยุดครอบงำประชาชน”

นายกสมาคมนักข่าวฯ อธิบายความว่า เพราะทั้ง2สโลแกนนั้นมีถ้อยคำที่ทรงพลัง และตรงกับสถานการณ์ทั้งคู่ แต่อย่างละครึ่ง  ดังนั้นกรรมการจึงนำทั้ง 2 ผสานเพื่อเกิดเป็นพลังที่ทรงอนุภาพ และเหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุด

สำหรับความในใจของ 2ผู้ชนะเลิศ ต่อกิจกรรมครั้งนี้ เห็นตรงกันอย่างยิ่งว่า การกำกับมาตรฐานข้อมูลข่าวสาร หรือตรวจสอบจริยธรรมของนักข่าว เป็นเพียงข้ออ้างที่ภาครัฐต้องการควบคุมการนำเสนอข้อเท็จจริง มากกว่ามุ่งหวังที่จะสร้างคุณภาพของการสื่อสารข้อเท็จจริงสู่ประชาชน

สุธิดา สะท้อนมุมมองว่า เมื่อมีอาญาสิทธิที่ให้องค์กรใดลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพได้ ผ่านการยึดใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ นั่นเท่ากับสร้างความหวาดกลัวการทำหน้าที่ตรวจสอบ นำเสนอข้อเท็จจริงของนักข่าว ต่อสาธารณะ  และความกลัวนั่นเองจะนำมาซึ่งขาดความอิสระต่อการนำเสนอข้อมูล

“กลไกที่ให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติเพื่อคุมมาตรฐานการนำเนอข่าว ซึ่งมีตัวแทนภาครัฐร่วมด้วย อย่างน้อย 2 คนนั้น อาจส่งผลต่องานตรวจสอบบุคคลของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ ขณะเดียวกันประเด็นที่ผู้ทำกฎหมายต้องการสร้างมาตรฐานวิชาชีพและส่งเสริมจริยธรรมจริง ไม่ควรใช้กฎหมายใดมาควบคุม แต่ควรให้สิทธิองค์กรสื่อ หรือผู้ประกอบการสื่อสารมวลชน ทำความเข้าใจและ สร้างจิตสำนึกร่วมกัน”

ขณะที่ “อรรถชยา”  เห็นไปในทางเดียวกันว่า สื่อมวลชน อาจถูกขวางการทำหน้าที่ เพราะเงื่อนไขที่ต้องมี “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ” ที่เพิกถอนได้ นั่นเท่ากับว่า อิสระของการทำข่าว โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพลจะลดน้อยลง เพราะเมื่อนำเสนอสิ่งที่ไม่ตรงใจผู้มีอำนาจ อาจถูกถอดถอนจากหน้าที่สื่อข่าวได้

“สื่อมวลชนเป็นวิชาชีพที่ต่างจากอาชีพอื่น เพราะต้องทำงานตรวจสอบ เปิดโปง ขุดคุ้ยการทุจริต ประพฤติมิชอบของผู้มีอำนาจและรัฐ  ดังนั้นเมื่อมีเงื่อนไขตามร่างกฎหมายใหม่เข้ามา จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของการนำเสนอข่าวสารอย่างรุนแรงและอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญใหม่ที่รับรองสิทธิเสรีภาพไว้”

ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวหน้าหนึ่ง นสพ.เดลินิวส์  ขยายแนวคิดของตัวเองด้วยว่า สื่อมวลชน ไม่ใช่สื่อของรัฐ หรือ สื่อของรัฐบาล หรือ สื่อของพรรคการเมือง เพราะตามความหมาย คำว่า สื่อมวลชน คือ ผู้ที่ทำหน้าที่นำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริงสู่ประชาชน แม้จะไม่มีร่างกฎหมายคุมสื่อฯ แต่การทำหน้าที่ต้องถูกตรวจเข้มทั้งจากกองบรรณาธิการในสำนักงาน และถูกตรวจสอบจากประชาชนผ่านสิทธิของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายหมิ่นประมาท กฎหมายละเมิด หรือ กฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่ง สื่อมวลชนตระหนักเป็นอย่างดี และทำหน้าที่ด้วยความระวัง ดังนั้นข้อสังเกตหนึ่งที่อาจพิจารณาได้จากความต้องการให้มีกฎหมายคุมสื่อ คือ กลัวการถูกเปิดโปงจากสื่อใช่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาสื่อได้ทำหน้าที่เปิดโปงความไม่ชอบมาพากล จนเรื่องขึ้นสู่ชั้นศาลในหลายคดี

นอกจากรางวัลชนะเลิศแล้ว ยังมีสโลแกนของตัวแทนสื่อมวลชนที่ผ่านเข้ารอบอีก 10 ชิ้น อย่าง “สมัชชา หุ่นสาระ  อดีตนักข่าวสายการเมือง-ทำเนียบรัฐบาล ปัจจุบันสังกัดฐานเศรษฐกิจ” ที่ใช้มุมมองถ่ายทอดเป็นสโลแกนว่า “กฎ (หมาย) คุมสื่อ… กดเสรีภาพ” , มรุต มะหะหมัด นักข่าวสายรัฐสภา นสพ.ไทยรัฐ เขียนสโลแกนว่า “ตีทะเบียน..สื่อมวลชน เท่ากับ ปล่อยคอร์รัปชั่น – ทำลายชาติ”,   “อนุชา ทองเติม นักข่าวสายการเมือง นสพ.มติชน” ส่งสโลแกน ว่า “เสรีภาพ ผลประโยชน์ชาติ ปราศจากการครอบงำ”  โดยให้เหตุผลว่า  หากมีการออกกฎหมายคุมสื่อจะส่งผลต่อการทำหน้าที่ของสื่อในการตรวจสอบการทุจริต นั่นเท่ากับการปล่อยให้การคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นปัญหาแห่งรากฐานของโครงสร้างพัฒนาประเทศ ขยายตัวและในที่สุดประเทศจะล่มสลาย

ขณะที่ สื่อสายภูมิภาค ร่วมส่ง “สโลแกน” เข้าประชันกันอย่างไม่ยอมแพ้ และใช้ประสบการณ์กลั่นเป็นคำ เชื่อมเป็นประโยค สะท้อนภาพความเป็นจริง เช่น ตัวแทนสายเหนือ “วริษฐา ภักดี นักข่าว นสพ.ลานนาโพสต์ ส่งสโลแกน “ต้านกฎหมายคุมสื่อ ยืนหยัดเสรีภาพบนความรับผิดชอบ”, สื่อภาคใต้ ศุภกรณ์ แสงสว่าง นักข่าวนสพ.พิทักษ์ไทย จาก จ.ระยอง ส่งสโลแกน  “สื่อคือโรงเรียนของสังคม อย่าปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ”

ขณะที่ตัวแทนคนข่าวภูมิภาค อย่าง ณรงค์  ภัยกำจัด  บรรณาธิการ นสพ.และเว็บไซต์ข่าวสันติภาพ จ.พิษณุโลก” ยังถอดรหัสในสโลแกนที่ส่ง ว่า“สื่อเสรี อิสรภาพบนความถูกต้องเที่ยงธรรม”  หมายถึง  สื่อเสรี ไม่ควรถูกกฎหมาย หรือหน่วยงานรัฐมาควบคุม หากมีอิสระ เท่ากับหลักประกันของข้อมูลที่ถูกต้องและเที่ยงธรรม หากมีการควบคุม เชื่อว่าจะกระทบต่อการทำหน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน  ดังนั้นแนวทางที่จะกำกับสื่อมวลชนที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับ คือ ให้ “องค์กรสื่อมวลชน” กำกับดูแล ตรวจสอบกันเอง

นอกจากนั้นยังมีสโลแกนของตัวแทนนักข่าวโทรทัศน์-ช่างภาพ-นักข่าวหนังสือพิมพ์ที่ผ่านรอบคัดเลือก อาทิ สโลแกน “เลิกกฎหมายคุมสื่อฯ เปิดทางเสรีภาพประชาชน” ของ “ภัทราพร ตั๊นงาม ผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจ-สายการสื่อสาร สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส” , นฤพล อาจหาญ นักข่าวรุ่นใหม่ ของช่อง8 สายสังคม-ทั่วไป ถ่ายทอดมุมมอง เป็นสโลแกนว่า “ควบคุมสื่อ มัดมือประชาชน” , ธนพล บางยี่ขัน นักข่าวสายการเมือง นสพ.โพสต์ทูเดย์ ส่งสโลแกน “ขึ้น..ทะเบียนสื่อ ลด…เสรีภาพประชาชน, รวมถึงช่างภาพมือรางวัล ภัทรชัย ปรีชาพานิช สังกัดโพสต์ทูเดย์  เจ้าของสโลแกน “หยุด กม.คุมสื่อ หยุดย้อนยุคคุมความคิด”

ทั้งหมดคือการสะท้อนภาพที่ทำให้เห็นว่า “สื่อมวลชน” คือ “ประชาชน” เมื่อสื่อมวลชนถูกกระทำจากฝ่ายรัฐ ประชาชนย่อมได้รับผลกระทบที่ไม่ต่างกัน

ในมุมของนักกฎหมายอย่าง ชำนาญ จันทร์เรือง คอลัมนิสต์นสพ.กรุงเทพธุรกิจ” ที่ส่งสโลแกน “รัฐควบคุมสื่อ คือ ควบคุมเสรีภาพประชาชน”เข้าประกวด สะท้อนมุมมองสำคัญว่าความพยายามควบคุมสื่อ เท่ากับ ความพยายามคุมความคิดของประชาชน ซึ่งฝ่ายรัฐทั้งมาจากเลือกตั้ง หรือ มาโดยอำนาจพิเศษ พยายามทำมาตลอด สิ่งที่สะท้อนจากความพยายามทำเรื่องนี้ คือ การสร้างจุดเสี่ยงให้กับตัวเอง ที่สังคมไม่อาจทนได้ต่อการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น

ชำนาญ บอกว่า การกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อต้องมีใบอนุญาตโดยอ้างเพื่อควบคุมมาตรฐานการทำงานนั้น ถือเป็นมายาคติ แต่ใช้จริงไม่ได้ เพราะการตรวจสอบการทำหน้าที่สื่อข่าวนั้น คนอ่านจะเป็นผู้ตัดสินเองว่า สื่อไหนมีคุณภาพ สื่อไหนไม่ดี  ดังนั้นอย่าคิดว่าหากมีกฎหมายแรงแล้ว จะป้องกันให้คนไม่ทำได้ ดูอย่างกฎหมายยาเสพติด ต่อให้เขียนแรงแค่ไหน ปัญหายาเสพติดไม่ได้ลดลง

ขณะที่สโลแกนของ  วิจักร์พันธุ์ หาญลำยวง ผู้สื่อข่าวสายการเมือง นสพ.ไทยโพสต์ ที่ว่า “เสรีภาพ ไร้พันธนาการ หยุดใช้ อธิปไตย ในดุลยพินิจ” สะท้อนให้เห็นมุมมองต่อความเสี่ยงที่ไร้หลักประกันความถูกต้อง ชอบธรรม  กรณีให้อำนาจกลุ่มบุคคล ในนาม “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ”ชี้คุณ ชี้โทษ และใช้ดุลยพินิจกำหนดโทษทัณฑ์ ที่มีขั้นสูงสุดคือ เพิกถอนความเป็นสื่อมวลชน

“สื่อฯ ไม่กลัวการปฏิรูป แต่การปฏิรูปที่ดีนั้นต้องคำนึงถึงบริบทความจริง ซึ่งร่างกฎหมายคุมสื่อฯ ของกมธ. สื่อมวลชน ในสปท. คือการผ่องถ่าย ยกอำนาจไปให้คณะบุคคล ทั้งที่ไม่ใช่คนที่คลุกคลีกับวงการสื่อมวลชน และไม่ได้เข้าใจในความเป็นไปของวงการ ถ้าจะพูดถึงการตรวจสอบการทำงานของสื่อมวลชนมันก็มีกฎหมายอื่นๆ บังคับใช้อยู่ และปัจจุบันสื่อมวลชนนั้นถูกฟ้องร้องจากกฎหมายเหล่านั้นจำนวนมาก”วิจักพันธุ์ สะท้อนมุมมองด้วยประสบการณ์ในวงการหลายสิบปี

สอดคล้องกับมุมมองคนรุ่นใหม่ อย่าง “ธีรนัย จารุวัสตร์ ผู้สื่อข่าวข่าวสดภาคภาษาอังกฤษ” ที่มองในมุมข้อกฎหมายหลายฉบับต่อการกำกับการทำงานของสื่อมวลชน ทำให้การทำงานในยุคปัจจุบันตั้งอยู่บนฐานความรับผิดชอบต่อข้อมูล-ข่าวสารก่อนนำเสนอต่อสาธารณะ และหลายครั้งกฎหมายเชิงกำกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เช่น กฎหมายคอมพิวเตอร์ ยังถูกใช้มากเกินความจำเป็น ทั้งที่เป็นการเปิดโปงข้อเท็จจริง

ขณะที่สโลแกน ซึ่ง “ธีรนัย” ส่งเข้าพิจารณา คือ “ขอให้สื่อสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นสื่อที่อยู่ในระเบียบวินัย และรักความเชื่อง” ถูกถอดมาจากมุมมองต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่รัฐบาลและผู้มีอำนาจปัจจุบัน ต้องคอยควบคุม และจัดระเบียบสื่อมวลชน คล้ายกับการควบคุมเด็ก ให้อยู่ในระเบียบวินัย โดยมุมคิดของสโลแกน คือ ล้อมาจากคำขวัญวันเด็ก ของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เมื่อปี 2504”

“สิ่งที่อ้างว่าต้องการสร้างมาตรฐานให้กับสื่อฯ แต่เนื้อหาคือยอมเสียเสรีภาพ ขณะที่เจตนาของรัฐที่ต้องการความรับผิดชอบของสื่อฯ แต่สิ่งที่ซ่อนคือ สร้างความกลัวต่อการรายงานข่าว หากทำไม่เข้าหู หรือ รัฐไม่ชอบ มีสิทธิถูกถอนใบอนุญาต นั่นไม่ใช่การทำเพื่อยกมาตรฐาน แต่คือการควบคุม”ธีรนัย สะท้อน

พร้อมบอกเล่าในมุมมองของนักข่าวที่ต้องคลุกคลีกับข่าวสารในต่างประเทศด้วยว่า “ยอมรับว่าต่างประเทศที่ถูกเรียกว่าประเทศประชาธิปไตย อย่างสหรัฐอเมริกา มีความพยายามควบคุมการนำเสนอข่าวสาร ด้วยการยื่นเรื่องฟ้องร้อง แต่บุคคลที่มีอำนาจตัดสินว่า สื่อนำเสนอข่าวสารเป็นอย่างนั้น คือ“ศาลฎีกาสหรัฐฯ” และจากบันทึกของคำตัดสินนั้น คือ การเข้าข้างการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เขาสนับสนุนเสรีภาพ มากกว่าความพยายามควบคุม

อย่างไรก็ดีนั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมุมมองคนในวงการสื่อสารมวลชนต่อ ร่างกฎหมายคุมสื่อมวลชนในยุค 4.0 ที่คนวงการสื่อร่วมกันต่อต้านกฎหมายการละเมิดสิทธิการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร และการรับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริงของประชาชนที่องคาพยพของรัฐบาลพยายามผลักดันอยู่

ที่มา http://www.tja.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=4352:2017-04-26-03-08-43&catid=5:professional-media-organizations-and-movements&Itemid=8

 

วิบากกรรม! “ธาริต” รูดม่านชีวิตราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2560 เวลา 14:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/491734

วิบากกรรม! "ธาริต" รูดม่านชีวิตราชการ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ร่อนหนังสือชี้มูลความผิด “ธาริต เพ็งดิษฐ์”อดีตที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่ำรวยผิดปกติไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ลงโทษไล่นายธาริตออกจากราชการ

แจ่มแจ้งขึ้นเมื่อ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของนายธาริต ส่งหนังสือชี้แจงมีคำสั่งลงโทษไล่นายธาริต ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.2560 ที่ผ่านมา เนื่องจากการทุจริตต่อหน้าที่มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงและเป็นการดำเนินการตามที่ประธาน ป.ป.ช. ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีมติร่ำรวยผิดปกติเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หลังพบว่ามีทรัพย์สินมากผิดปกติ และหนี้สินลดลงผิดปกติ รวมมูลค่ากว่า 346 ล้านบาท พร้อมยึดอายัดทรัพย์สินไปนับ 100 ล้านบาท

ประกาศิตไล่ออกนายธาริต ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ สื่อมวลชนได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อสอบถามรายละเอียด นายธาริต แต่ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อได้ ตรวจสอบพบว่าเปลี่ยนหมายเลขใหม่แล้ว แน่นอนว่าคดีนี้ สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มคอการเมือง ในอดีตที่ผ่านมามีบทบาทสำคัญทางการเมืองอย่างโดดเด่น

แม้นายธาริต จะถูกคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 8/2557 เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2557 ให้มาปฏิบัติราชการที่สำนักนายกฯ จนถึงปัจจุบัน แต่ห้วงเวลาที่ผ่านมา “ธาริต”พยายามต่อสู้ชี้แจงทุกข้อครหากับ ป.ป.ช. เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ว่า ทรัพย์สินทุกอย่างได้มาอย่างถูกต้อง ไม่ได้มีการใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ ตั้งแต่ คสช.เข้ายึดอำนาจและโยกย้ายนายธาริต เข้ากรุช่วง 2-3 ปีนี้ก็ไม่ค่อยปรากฏตัวที่สาธารณะเหมือนอดีต

การถูกดำเนินคดีปมร่ำรวยผิดปกติ เริ่มต้นจากการถูกร้องเรียนเรื่องการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศหรู ในพื้นที่ป่าสงวน จังหวัดนครราชสีมา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของคดีดังกล่าว อันคือมรสุมชีวิตของนายธาริต จนชีวิตราชการเสียศูนย์ และมติไล่ออกเองนี้อาจทำให้กระทบกับสวัสดิการทางราชการอย่างบำเหน็จบำนาญได้

“เพราะผมตกเป็นเป้าหมายถูกดำเนินการ จากบทบาทอธิบดีดีเอสไอที่เข้าไปรับผิดชอบคดีสำคัญหลายคดี ทำให้ถูกฟ้องมากถึง 30 คดี และศาลตัดสินยกฟ้องไปแล้ว 19 คดี ผมจึงมั่นใจในศาลยุติธรรม ทุกคดีผมพร้อมต่อสู้จนถึงชั้นฎีกา ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะได้รับความเป็นธรรมอย่างแน่นอน”ธาริต กล่าวชี้แจงประเด็นร่ำรวยผิดปกติ เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2558

ขณะที่ นางจรวยพร ธรณินทร์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อดีตกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) กล่าวว่า มาตรการลงโทษข้าราชการถึงขั้น “ไล่ออก” ถือว่ารุนแรงสูงที่สุดในระบบราชการ เพราะจะไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญที่เป็นสวัสดิการของข้าราชการที่ทำงานมาตลอดชีวิตการงาน ส่วนมาตรการลงโทษ “ให้ออก” กับ “ปลดออก” ข้าราชการคนนั้นยังมีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จบำนาญอยู่ อย่างเช่นกรณี นายสุภัฒ สงวนดีกุล อดีตรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา คดีขโมยรูภาพในโรงแรมญี่ปุ่น

“แต่กรณีนายธาริต แม้จะถูกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีไล่ออก แต่ก็มีสิทธิ์อุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ต่อคณะกรรมการ ก.พ.ค. เพราะนายธาริต เป็นข้าราชการพลเรือนคนหนึ่ง ซึ่งคำสั่งไล่ออกนายธาริต เป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะนายธาริต ถูกโยกย้ายมาจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม มาเป็นที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี”

ส่วนการอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.จะมีคำวินิจฉัยอย่างไร หากนายธาริต พอใจหรือไม่พอใจต่อผลคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. นายธาริตยังมีสิทธิ์ฟ้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วัน ว่าคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีไม่เป็นธรรม

นางจรวยพร กล่าวว่า กรณีเปรียบเทียบคล้าย นายธาริต เกิดขึ้นน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่ข้าราชการระดับสูงที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ชี้มูลความผิดส่วนใหญ่เกษียณอายุราชการไปแล้ว อาจมีอยู่หนึ่งกรณี คือ กรณี นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดคดีร่ำรวยผิดปกติ แต่นายสุพจน์ ชิงลาออกไปก่อน นายสุพจน์จึงไม่ใช้สิทธิ์อุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. แต่อย่างใด

เช่นเดียวกับกรณี ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าฯททท. ร่ำรวยผิดปกติ เป็นคนละกรณีกันเนื่องจาก ททท.เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจไม่ได้เป็นข้าราชการพลเรือน ขั้นตอนหรือกระบวนการทางกฎหมายจึงแตกต่างกัน

 

สำหรับชีวิตโลดโผนทางการเมืองเริ่มต้น เมื่อ“พรรคประชาธิปัตย์” ก้าวขึ้นเป็นรัฐบาล มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โอนย้ายนายธาริต นั่งเก้าอธิบดีดีเอสไอ หลังสั่งเด้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอในขณะนั้น ห้วงเวลานี้เองทำให้ฟากฝั่งตรงข้ามทางการเมืองเชื่ออย่างสนิทใจว่านายธาริต คือเด็กในคาถาของพรรคประชาธิปัตย์

กระทั่งเกิดเหตุการณ์วิกฤติทางการเมืองปี 2553 มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. นายธาริต สวมหัวโขนรับบทกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ทำหน้าที่แถลงข่าวครั้งสำคัญในฐานะทีมโฆษก และยังเดินหน้าทำคดีที่เกี่ยวข้องกับแกนนำการชุมนุม เช่น คดีก่อการร้าย ที่ดำเนินการอย่างรวดเร็ว

ไม่นานการเมืองผลัดใบ“พรรคเพื่อไทย” เป็นรัฐบาล หลายฝ่ายมองว่าเป้าหมายแรกที่ต้องกำจัดคือนายธาริต แต่พลิกความคาดหมายของหลายฝ่าย รัฐบาลกลับเลือกใช้งาน แถมตอบสนองนโยบายรับลูกกับรัฐบาลเป็นอย่างดี ลุยทำคดีฝ่ายตรงข้าม รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่เขาเคยร่วมทำงานมา จนมีการตั้งฉายาว่า “ธาริต เปลี่ยนสี” ล้อมาจากนามสกุลของ “ถวิล เปลี่ยนศรี” อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

หลังจากนี้นายธาริต ยังคงถูก ป.ป.ช. ดำเนินการตามล่าหาทรัพย์สินที่อาจมีการยักย้ายถ่ายเทไปยังบุคคลอื่นอีก ถือเป็นวิบากกรรมของนายธาริต และเป็นอุทาหรณ์สำหรับข้าราชการที่คิดกระทำผิดหาผลประโยชน์จากหน้าที่โดยมิชอบ

 

“แชร์ลูกโซ่” เมื่อลาภก้อนใหญ่กลายเป็นคำลวงสู่หายนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2560 เวลา 19:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/491053

"แชร์ลูกโซ่" เมื่อลาภก้อนใหญ่กลายเป็นคำลวงสู่หายนะ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาธุรกิจในลักษณะฉ้อโกงประชาชน โดยเฉพาะแชร์ลูกโซ่กลายเป็นประเด็นร้อนให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย

ไล่ตั้งแต่การลอยแพนักท่องเที่ยวกว่า 1,000 คนที่สนามบินสุวรรณภูมิของซินแสโชกุน กรณีแพทย์หญิงใช้ความสนิทสนมหลอกเอาเงินจากเพื่อนๆไปลงทุนในบริษัททัวร์ รวมถึงการร้องทุกข์จากประชาชนกว่า 50 ราย หลังถูกหลอกให้ร่วมลงทุนในเหมืองแร่ทองคำ มูลค่าความเสียหายกว่า 500 ล้านบาท

ทั้งหมดกลายเป็นความกังวลว่า อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อให้เห็นแทบทุกปี

จิตวิทยาสร้างความเชื่อมั่น-ไว้วางใจ กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว

สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย อธิบายคำจำกัดความของการฉ้อโกงประเภท “แชร์ลูกโซ่” ว่า เป็นลักษณะการเชิญชวนให้ผู้อื่นมาร่วมลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนให้ คนที่เข้ามาร่วมหากสามารถหาสมาชิกเพิ่มได้ก็จะได้รับผลตอบแทนเพิ่มมากขึ้น

รูปแบบของธุรกิจลักษณะแชร์ลูกโซ่มีหลากหลาย เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ การลงทุนในตลาดหุ้น-ทองคำ สกุลเงินดิจิตอล การท่องเที่ยว หรือแม้แต่การเกษตร พูดง่ายๆว่ามีการพัฒนารูปแบบอยู่ตลอดเวลา

“รูปแบบการลงทุนนั้นไม่สำคัญเท่ากับการสร้างความน่าเชื่อถือ ทำยังไงให้คนเชื่อว่าธุรกิจนี้เป็นไปได้ มีเงินอยู่จริงและน่าลงทุน”

สามารถ ยอมรับว่า มิจฉาชีพเหล่านี้วางแผนเป็นอย่างดี ตั้งแต่วันแรกที่คิดจะหลอกลวง โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามแต่ลักษณะการลงทุน เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป้าหมายคือผู้สูงอายุและชาวบ้านต่างจังหวัด ถ้าเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น กลุ่มเป้าหมายคือคนรุ่นใหม่ที่ติดกับโลกเทคโนโลยี อยากรวยเร็ว

“ความน่ากลัวในปัจจุบันคือ การใช้โซเซียลมีเดียเป็นเครื่องมือเข้ามาหลอกล่อ สมัยก่อนผู้เสียหายท่านหนึ่งเคยเล่าว่า เกือบตกเป็นเหยื่อแม่ชม้อยซะแล้ว แต่เพราะรถติดจึงไปไม่ทัน โชคดีรอดมาได้ ผิดกับสมัยนี้ มีทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ ติดต่อโอนเงินกันได้ตลอด มิจฉาชีพหลายคนตั้งกลุ่มไลน์ดึงคนที่ไม่รู้จักเข้ามา มีกระบวนการแบ่งงานกันทำ หน้าม้า คนนึงคอยเชิดชู โน้มน้าว คนนึงสร้างความน่าเชื่อถือ อีกคนดัดแปลงข้อมูล เช่น สลิปเงิน ใส่ยอดสูงๆ แล้วโพสต์ลงไปในห้องไลน์ ไม่นานก็มีคนเชื่อ”

ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่ฯ บอกว่า โดยทั่วไปเหยื่อจะเริ่มหลงกลเพราะความสงสัย เริ่มทดลองจ่ายเงินลงทุนในจำนวนหลักร้อยหรือหลักพัน เมื่อเห็นว่าได้ผลตอบแทนจริงก็จะเกิดความเชื่อถือ ไว้วางใจ ก่อนจะขยับจำนวนเงินเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

“พอเห็นในไลน์ว่า มีคนได้เงินจริง จะเริ่มคิดแล้ว เฮ้ย..ลองหน่อย หย่อนเงินลงไปดู เช่น อ้างว่าได้ผลตอบแทน 10% ของเงินต้น หย่อนไป 1,000 บาทได้กลับมา 100 บาท เออได้จริงนี่หว่า เริ่มขยับเงินสูงขึ้นๆ เริ่มชักชวนคนรู้จักมาร่วมลงทุน แต่พอองค์กรมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายหาเงินมาจ่ายไม่ได้ ถึงทางตันก็กลายเป็นปัญหา”

 

สารพัดเล่ห์เหลี่ยม “ล่าเหยื่อ”

พิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก.) สคบ. รวบรวมรูปแบบแชร์ลูกโซ่ยอดฮิตที่สามารถดึงคนอยากรวยเข้ามาเป็นเหยื่อไว้ดังนี้

– แอบอ้างชื่อผู้มีอิทธิพล พยายามหว่านล้อมว่า ผู้มีอิทธิพลหรือคนดังคนนั้นสามารถเอื้อประโยชน์กับคนใดคนหนึ่งได้ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อและเกิดความมั่นใจ

– ล็อกเป้ากลุ่มนักศึกษาเป็นเป้าหมาย พวกนี้อยากสบายและเชื่อใจคน มีการชักชวนในลักษณะใช้คนในกลุ่มอาจเป็นเพื่อนเฟซบุ๊กหรือไอดอล แชร์ข้อมูลรายได้ โชว์ความเป็นอยู่ที่หรูหรารายได้ดีท่องเที่ยวต่างประเทศโดยลักษณะธุรกิจจะแฝงด้วยการขายสินค้า แต่ไม่เน้นการขาย เน้นให้มีการจ่ายค่าสมาชิกและขยายเครือข่าย

– ใช้อัตราแลกเปลี่ยนดึงดูดใจ มีวิธีการเชิญชวนผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียให้คนมาร่วมลงทุนเพื่อนำเงินไปลงทุนต่อในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ โดยเสนอเงินปันผลให้ทุกเดือน ขณะเดียวกันหากผู้ลงทุนปรับสถานะตัวเองเป็นตัวแทน ชักชวนคนอื่นมาร่วมลงทุนก็จะได้รับผลประโยชน์กลับคืน

– ใช้สินค้าเกษตรเป็นตัวล่อ เป็นการลงทุนในกองทุนสินค้าเกษตร มีการคืนเงินบางส่วนในระยะแรกๆ เพื่อให้ผู้ลงทุนวางใจ และชักชวนผู้อื่นมาลงทุนด้วย เพราะเห็นประโยชน์จากผลตอบแทน เมื่อมีการลงทุนมากขึ้น กองทุนนั้นก็ปิดตัวลงโดยไร้ผู้รับผิดชอบ สร้างความเดือดร้อนในการติดตามดำเนินคดี

– ขายฝันระดมทุนตั้งบริษัทเพื่อนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นลักษณะบริษัทข้ามชาติ ด้วยการวางแผนธุรกิจระดมทุนแลกกับสิทธิในการถือหุ้นในบริษัท และอาจมีสินค้าที่จำหน่าย ซึ่งสมาชิกสามารถซื้อได้ในราคาถูก แต่เป้าหมายที่นำมาชวนเชื่อคือการขายฝันว่าบริษัทมีแผนจะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อมีสมาชิกเพิ่มขึ้นมากพอก็จะปิดตัวหนี

– ผลิตภัณฑ์อวดอ้างสรรพคุณรักษาได้สารพัดโรค อาศัยความเจ็บป่วยมาเป็นเครื่องมือหลอกเหยื่อให้หลงเชื่อ ซึ่งแชร์ลูกโซ่รูปแบบนี้ระบาดในพื้นที่ต่างจังหวัด

– อ้างศาสนาและการทำบุญ ใช้การทำบุญบังหน้า ได้ทั้งบุญและเงิน สร้างความน่าเชื่อถือโดยการติดตั้งป้ายโฆษณาแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐ บริษัทเอกชนหรือคนมีชื่อเสียงในพื้นที่ว่าได้มาร่วมทำบุญ

– หากินในลักษณะทัวร์ท่องเที่ยว เป็นพฤติกรรมแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงรูปแบบใหม่ ที่ประชาชนควรระมัดระวัง ซึ่งกรณีซินแสโชกุนสะท้อนให้เห็นว่า การจูงใจในลักษณะการท่องเที่ยวในต่างประเทศนั้นกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก

– ซื้อขายประมูลทองคำ กรณีนี้เอาทองมาเป็นตัวล่อ เปิดโอกาสให้ทำสัญญาผ่อนทองในราคาต่ำกว่าท้องตลาด เช่น ผ่อน 10 งวดในราคาเพียง 20,000 บาท ถูกกว่าท้องตลาดถึง 4,000 บาท หากสามารถหาเหยื่อรายอื่นมาผ่อนทองได้อีก ก็จะได้ทองเพิ่มอีก 1 เส้นทันที แต่เมื่อผ่อนไปถึงกำหนดเวลากลับไม่ได้อะไรเลย

พิฆเนศ บอกว่า เหตุผลใหญ่สำคัญที่ทำให้คนตกเป็นเหยื่อคือ ความเชื่อมั่นและภาวะเกรงใจจากคนใกล้ชิด ขณะที่ความโลภและภาพลักษณ์อันน่าเชื่อถือของผู้มีอิทธิพลหรือเหล่าคนดังนั้นเป็นส่วนประกอบตามมาภายหลัง

“คนใกล้ชิด มีความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้นสำคัญมาก บางทีเชื่อใจ เกรงใจ อาศัยช่องนี้ในการขยายธุรกิจ ไม่ใช่แค่เรื่องความโลภอย่างเดียว ถ้าเป็นคนไม่รู้จักมาชวน ค่อนข้างยากมากที่เราจะยอม แต่ตัวคนใกล้ชิดพูดนี่ตัวดี เช่น พี่ชาย น้องสาว เพื่อนสนิท ญาติๆ นี่แหละ ‘โหย…ลองดิ กูได้มาแล้วนะมึง’ พวกนี้ตัวหลักเลย ขยายต่อกันเป็นช่วงๆ”

 

ประชาชนต้องตาสว่าง ภาครัฐต้องเข้มงวด

ปัญหาเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ หรือการฉ้อโกงประชาชน ถือเป็นภัยร้ายที่กำลังทำลายระบบเศรษฐกิจของสังคมและประชาชนในทุกระดับ นอกจากนั้นยังทำลายความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนที่มีต่อการดำเนินธุรกิจขายตรงอื่นๆ ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

สามารถบอกว่า จากความเสียหายของการฉ้อโกงที่เกิดขึ้น ขณะนี้ได้รวบรวมรายชื่อ 3.2 แสนรายชื่อ เสนอให้ทาง สนช. แก้ไขกฎหมาย เพิ่มโทษผู้กระทำความผิดในฐานฉ้อโกงประชาชน ที่แต่เดิมมีอัตราโทษเพียงแค่ 3-5 ปีเป็น 7-14 ปี เพื่อทำให้มิจฉาชีพติดคุกอย่างต่ำ 50 ปี

“คดีแชร์ลูกโซ่ยูฟันศาลพิพากษาจำคุกจำเลยคดีนี้ 22 คน ตั้งแต่ 12,255-12,267 ปี แต่มิจฉาชีพติดจริงแค่ 20 ปี เพราะมีกฎหมายอาญามาตรา 91 (2) ระบุว่าถ้าอัตราโทษไม่ถึง 10 ปี ลงโทษได้ไม่เกิน 20 ปีเท่านั้น เราจึงเสนอแก้กฎหมายให้มีอัตราโทษระหว่าง 7-14 ปี เพื่อให้ติดคุกอย่างน้อย 50 ปี”

อีกเรื่องที่ผู้ต่อต้านธุรกิจแชร์ลูกโซ่อยากผลักดันก็คือ ต้องการให้ภาครัฐมีหน่วยงานลักษณะ “One-Stop Service” บริการแบบเบ็ดเสร็จรับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงโดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันประชาชนไม่ทราบที่แจ้งความอย่างชัดเจน

“ไม่รู้จะไปแจ้งที่ไหน สถานีตำรวจ กองปราบปราม กองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ประชาชนไม่เข้าใจ ต้องมีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนโดยเฉพาะ”

นอกจากนี้บทบาทของภาครัฐยังต้องมีกระบวนการเยียวยาผู้เสียหายให้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวควรพัฒนาปฎิบัติการเชิงรุก สร้างการรับรู้ แสวงหาตรวจสอบและจับกุม ผู้กระทำความผิดที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงประชาชน ไม่รอให้เกิดความเสียหายจำนวนมหาศาลขึ้นก่อน

“อย่ารอให้ประชาชนไปหลงเชื่อ เกิดความเสียหายก่อนแล้วรัฐค่อยทำงาน สมมุติผมไปบอกเพื่อนว่า เฮ้ยบริษัทเอ มันผิดกฎหมายนะ เพื่อนที่มันเชื่อและลงทุนไปแล้วก็คงด่าผมว่า ไอ้บ้า มันได้เงินจริงๆ เว้ย มึงเห็นไหมเนี่ย กลายเป็นทะเลาะกันอีก เพราะงั้นมันไม่ควรเป็นหน้าที่ผมเป็นหลัก แต่มันควรเป็นหน้าที่รัฐในการมาบอกว่า บริษัทนี้มันผิดไหมและจัดการมันก่อนซะ”

สามารถ ทิ้งท้ายว่า ทุกคนสามารถผิดพลาดได้หมด สิ่งสำคัญคืออย่าเขินอาย เมื่อตกเป็นเหยื่อ กรุณาเข้ามาร้องทุกข์และทำหน้าที่ช่วยเหลือ ป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้อื่นต่อไป เพื่อตัดวงจรแชร์ลูกโซ่

“แชร์ลูกโซ่นั่นเป็นอาชญากรเลือดเย็น ฆ่าคนทั้งเป็นได้ อย่าหลงเชื่อเขาเด็ดขาด แม้เป็นข้อมูลจากคนใกล้ตัว หากไม่ชอบมาพากลหรือมีผลประโยชน์น่าสงสัย ขอให้ตั้งสติและตรวจสอบก่อนอย่างรอบคอบ”

ทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารนั้นมีมากมายเเละเข้าถึงได้ไม่ยาก การตรวจสอบเเละเปรียบเทียบข้อมูล ลักษณะการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนผลตอบเเทน เป็นเรื่องที่ทุกคนควรเสียเวลาเพื่อจะได้ไม่ต้องน้ำตาตกในภายหลัง

จุดจบของผู้ร่วมขบวนการคดียูฟันในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

 

“แทะโลม-เคาะห้องพัก-บุกลวนลาม”ชีวิตบนความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่หญิงรพ.สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

7 เมษายน 2560 เวลา 20:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490583

"แทะโลม-เคาะห้องพัก-บุกลวนลาม"ชีวิตบนความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่หญิงรพ.สต.

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชายหนุ่มนิรนามแสร้งทำตัวเป็นคนไข้ เข้าไปรับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่จ.บึงกาฬ ซึ่งเป็นนอกเวลาราชการ ก่อนพยายามข่มขืนเจ้าหน้าที่อนามัยหญิง แต่เจ้าตัวขัดขืนจนเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

เหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ครั้งแล้วครั้งเล่า สร้างความหดหู่ใจให้กับคนทำงาน จนเกิดกระแสเรียกร้องจากประชาชนให้ผู้มีอำนาจเห็นคุณค่าของบุคลากรเหล่านี้เสียที

บุคลากรน้อย งบจำกัด ชีวิตมีแต่ความเสี่ยง

จรรยาวัฒน์ ทับจันทร์ ประธานชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย บอกว่า บุคลากรทางการแพทย์ในรพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลนั้นเสี่ยงต่ออันตรายมาก ด้วยสถานที่ตั้งห่างไกล จำนวนบุคลากรมีน้อย การปฎิบัติหน้าที่ในช่วงเวลากลางคืน หลายครั้งต้องเข้าเวรเพียงคนเดียว ตลอดจนจรรยาบรรณของการทำงานซึ่งไม่ได้คิดถึงอันตรายหรือมีความระมัดระวังเพียงพอ ทั้งหมดนำไปสู่ความเสี่ยงแทบทั้งสิ้น

“กลางคืนต้องอยู่เวรสลับกัน หลายแห่งต้องอยู่คนเดียว เพราะการจัดเวรเกี่ยวพันกับเรื่องบประมาณ และถึงแม้เจ้าหน้าที่จะอยู่ในชุมชน พอมีความคุ้นเคยกับชาวบ้าน แต่ปัญหาอาจจะเกิดจากคนนอกชุมชน เหตุการณ์จี้ปล้น ข่มขู่ พูดจาลวนลามเกิดขึ้นมาตลอด จะเป็นข่าวหรือไม่เท่านั้นเอง สถานีอนามัยบางแห่งอยู่โดดๆ ห่างไกลจากชุมชนก็เสี่ยงเข้าไปใหญ่”

บุคลากรภายใน รพ.สต. ประกอบไปด้วย นักวิชาการสาธารณสุข พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน และลูกจ้างวิชาชีพ ซึ่งแต่ละตำแหน่งมีอัตราแตกต่างกันออกไปตามขนาดและจำนวนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ โดยไม่มีอัตราจ้างในตำแหน่งพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยเฉพาะ การป้องกันความเสี่ยงอันตรายขึ้นอยู่การบริหารจัดการของตัวเอง ส่วนใหญ่เลือกใช้วิธีกำหนดเวลาให้บริการสั้นลงเพื่อความปลอดภัยของบุคลากร

“ก่อน 20.00 น. บางพื้นที่ยังพอมีชาวบ้าน มีอสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน) ช่วยดูแล แต่หลังจาก 20.00 น.ไปแล้ว เริ่มไม่มีความปลอดภัย บางแห่งจึงเลือกปิดให้บริการ แต่ยังมีคนอยู่เวร ซึ่งก็เสี่ยงสำหรับผู้หญิง เด็กจบใหม่ที่มีความคุ้นเคยหรือประสบการณ์น้อย”

แม้มีการกำหนดเวลาให้บริการ แต่ในทางปฏิบัติ หากมีคนไข้ซึ่งแฝงไปด้วยเจตนาร้ายเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ก็จำเป็นต้องช่วย

“บางคนไปขอความช่วยเหลือถึงบ้านพักของเจ้าหน้าที่เลยก็มี บ้านพักนั้นตั้งอยู่ในสถานอนามัย คนเจตนาไม่ดี อาจจะมาเรียกเราตอน 3-4 ทุ่ม ด้วยลักษณะการปฎิบัติหน้าที่ของคนทำงาน เราไม่ได้คิดในแง่ร้าย คิดเพียงว่าจะให้บริการ แต่เจตนาของเขาเราไม่รู้ ทำให้การระมัดระวังตัวเองมันน้อยหรือไม่ได้ระวังเลย บางคนมาขอรับบริการแล้วเหตุการณ์มันพาไปก็มี”

คนขี้เมาตัวดี กอด – แซว

อุไรวรรณ ฐิติวัฒนากูล พยาบาลวิชาชีพรพ.สต.บุ่งคำ ต.พรสวรรค์ อ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี เล่าประสบการณ์ของตัวเองเมื่อครั้งถูกคนไข้ชายวัยรุ่นโผเข้ากอดจากด้านหลัง

“เขามาเพราะเวียนหัว เราดูแล้วเหมือนคนเมาอะไรสักอย่าง แต่ไม่ได้กลิ่นเหล้า ระหว่างเดินนำเข้าไปในห้องตรวจ ด้วยความที่เรายืนอยู่ข้างหน้า จู่ๆ เขาก็โผเข้ากอดเรา โชคดีเราเห็นก่อน ด้วยความตกใจเลยเผลอถีบเขากระเด็นล้มลง คนงานที่อยู่แถวนั้นได้ยินเสียงเข้า ก็เลยรีบวิ่งเข้ามาดู สุดท้ายมารู้ว่าเขาเมายาเสพติด”

บทเรียนที่เธอรับหลังเหตุการณ์นั้นก็คือการระมัดระวังตัวเองมากขึ้น ไม่หันหลังให้กับคนไข้อีกต่อไป พยายามให้คนไข้อยู่ในสายตาตลอดเวลา เธอเผยว่า ลักษณะการลวนลามด้วยวาจาและร่างกายในลักษณะจับมือนั้นยังเกิดขึ้นเป็นประจำ ส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มคนไข้ที่มีอาการมึนเมาสุรา

“พวกเมาๆ บางคนมาด้วยอุบัติเหตุ เข้ามาให้เราทำแผล ตอนทำก็พูดจาลวนลาม จับไม้จับมือพยาบาล”

อุไรวรรณ บอกว่า งบประมาณที่มีอย่างจำกัดเป็นสาเหตุให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าเวรเพียงแค่คนเดียว

“ตอนเย็นเพื่อนร่วมงานกลับบ้านกันหมด เจ้าหน้าที่อยู่เวรคนเดียว ไม่มีเพื่อน ทางเราเซฟเรื่องเงินมาก ต้องประหยัด ไม่ให้อยู่เวรคู่กัน เมื่อก่อนเขาให้อยู่ถึง 20.30 น. ตอนหลังเขาให้อยู่แค่ 18.30 น. เพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความปลอดภัยของคนทำงานด้วย”

พยาบาลวิชาชีพรายนี้ยังเล่าประสบการณ์ของเพื่อนร่วมงานตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขให้ฟังด้วยว่า เจอคนไข้ผู้ชายบุกเข้ามาในบ้านพัก เคาะเรียกประตูห้องนอนเพื่อให้เธอออกมาหา

“น้องหน้าตาดี ถูกแซวประจำ โดยเฉพาะพวกคนเมา บางคนชอบมาเรียก คุณหมอคนสวย รักคุณหมอจังเลยครับ วันหนึ่งนอนอยู่ในห้องพัก กลางคืนมีคนไข้ชายบุกเข้ามา เคาะประตูห้อง น้องก็กลัว โทรตามคนมาช่วยไว้ได้ สุดท้ายเขาย้ายออกจากบ้านพักเลย เทียวไปเทียวมาทำงาน เพราะกลัว แต่ทีนี้อยู่เวรคนเดียว ขับมอเตอร์ไซต์กลับบ้านคนเดียว ก็เท่ากับไปเสี่ยงเอาระหว่างทางอีก”

 

พัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกับชุมชน ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย

ปาริชาติ แก้วทองประคำ ประธานชมรมพยาบาลแห่งประเทศไทย ภาคใต้ตอนล่าง บอกว่า การปฎิบัติงานจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธภาพอันดีกับชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันและเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัวเอง ขณะเดียวต้องวางระบบรักษาความปลอดภัยผ่านอุปกรณ์ด้วย

“เมื่อลงไปพัฒนาความสัมพันธ์กับชุมชน ทำให้เราเป็นที่รู้จัก รักและศรัทธา เขาจะค่อนข้างให้เกียรติและดูแลเรา เราไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหมือน รพ.ในระดับอำเภอ แต่ด้วยความสัมพันธ์ ทำให้ ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ดูแลความเรียบร้อยให้ ในด้านอุปกรณ์พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รพ.สต. ทุกแห่งมีการติดตั้งออดเตือนภัย ฉุกเฉินเมื่อไหร่กดทันที ติดตั้งกล้องวงจรปิดและเช็กสภาพความเรียบร้อยสม่ำเสมอ ทำให้ไม่เคยเกิดเรื่องราวอันตรายขึ้นกับบุคลากร”

สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง ผู้จัดการมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม บอกว่า การคุกคามทางเพศนั้นเกิดขึ้นได้ในทุกๆ สถานที่การทำงาน สำหรับวงการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขจำเป็นต้องลงทุนกับความปลอดภัยของผู้หญิง

“โดยหลักแล้วพวกเขาปฎิเสธคนมารับบริการไม่ได้ และไม่รู้ว่าจะเข้ามาแบบไหน ในเบื้องต้นการป้องกันต้องติดตั้งอุปกรณ์กล้องซีซีทีวี สัญญาณเตือนภัย และผู้บริหารต้องมีความตระหนักต่อความอ่อนไหวทางเพศ พยายามปิดช่องความเสี่ยงระหว่างคนไข้และคนทำงานในลักษณะสองต่อสอง เนื่องจากบางครั้งอันตรายทางเพศนั้นเกิดขึ้นได้รวดเร็วมาก เช่นกันกับกฎหมายที่ต้องติดตามจับกุมลงโทษผู้กระทำความผิดอย่างรวดเร็ว”

ด้านการแก้ไขปัญหาในภาพกว้างนั้น เอ็นจีโอด้านสตรี บอกว่า สถาบันครอบครัวและการศึกษา มีส่วนสำคัญมากในการมอบทัศนคติที่ดีให้กับคนไทย ทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าและเคารพศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข

4 มาตรการยกระดับความปลอดภัย

หลังเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) แห่งหนึ่งในพื้นที่จ.บึงกาฬ ถูกคนร้าย ซึ่งทำทีมาขอรับบริการทำร้ายร่างกายและพยายามล่วงละเมิดทางเพศ

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการที่เจ้าหน้าที่ถูกกระทำในครั้งนี้ กระทรวงต้องปรับระบบบริการในสถานบริการโดยเฉพาะ รพ.สต. เบื้องต้น ได้สั่งการให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศเข้มงวดมาตรการรักษาความปลอดภัยสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติงานนอกเวลาราชการเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ให้กระทบกับผู้ป่วยที่มารับบริการ ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในจุดเสี่ยง กรณีมีผู้มาขอรับบริการในยามวิกาลให้พิจารณาตามความเหมาะสมคำนึงถึงความปลอดภัยและขอให้ลงมาช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นทีม

นพ.วิศณุ วิทยาบำรุง นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ได้สั่งเพิ่มมาตรการความปลอดภัยกรณีมีผู้ป่วยมาขอรับบริการฉุกเฉินนอกเวลาทำการ ดังนี้

1.ประชาสัมพันธ์ให้ผู้รับบริการหากเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถโทรขอความช่วยเหลือทางหมายเลข 1669 ฟรีตลอด 24ชั่วโมง


2.ถ้าจำเป็นต้องลงมาให้บริการผู้ป่วยในยามวิกาลต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่คนอื่นโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้ชายให้ลงมาช่วยและต้องแจ้งผอ.รพ.สต.ด้วย


3.ให้ ผอ.รพสต. และสาธารณสุขอำเภอประสานกับสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่ ในการให้มาตั้งตู้เช็คเหตุการณ์หน้ารพ.สต.


4.ห้ามเจ้าหน้าที่รพ.สต.ที่เป็นผู้หญิงลงมาให้บริการดูแลรักษานอกเวลาเวรโดยเฉพาะยามวิกาล

ทั้งนี้ได้กำชับให้สาธารณสุขอำเภอ และผู้อำนวยการ รพ.สต. ทุกแห่งช่วยดูแลและสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย นอกจากนี้จะหารือกับสาธารณสุขอำเภอและ ผอ.รพ.สต.อีกครั้งเพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ในการจัดระบบที่จะดูแลเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในรพ.สต.ให้มีความปลอดภัยยิ่งขึ้นต่อไป อาทิ การจัดเจ้าหน้าที่ผู้ชายอยู่เวรนอกเวลาทำการ การติดตั้งกล้องวงจรปิด การจัดให้มีเวรรักษาความปลอดภัยที่เป็นชายนอนเฝ้าสถานที่เป็นประจำ การออกนอกสถานที่ เพื่อให้บริการยามวิกาล และออกชุมชน และที่สำคัญคือการสร้างเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้มแข็งเครือข่ายผู้นำชุมชนที่ดี

ถึงเวลาแล้วที่จะหันมามองสวัสดิภาพความปลอดภัยของบุคลากรทางการแพทย์ทั่วทุกภูมิภาคอย่างจริงจังเสียที

 

แก้ทุจริตเชิงนโยบาย ต้องเอาผิดตั้งแต่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2560 เวลา 09:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490465

แก้ทุจริตเชิงนโยบาย ต้องเอาผิดตั้งแต่คิด

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เผยแพร่งานวิจัยเรื่อง “การทุจริตเชิงนโยบาย : มาตรการในทางกฎหมายเพื่อควบคุมและป้องกันปัญหาการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

1.ปัญหาช่องว่างที่ก่อให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายในการนำนโยบายการเมืองไปสู่การปฏิบัติ

ที่ผ่านมากระบวนการตรวจสอบนโยบายของรัฐบาล โดยฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อป้องกันมิให้นำไปสู่การทุจริตนับว่ามีข้อจำกัดอย่างมาก เนื่องจากมีความแนบแน่นระหว่างบุคคลที่รัฐบาล ซึ่งครองเสียงข้างมากในสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ดังนั้น การตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริตก่อนที่ความเสียหายจะเกิดขึ้นนับว่าเป็นเรื่องยาก แม้ความเสียหายเกิดขึ้นแล้วการที่จะนำผู้กระทำผิดมาลงโทษก็อาจจะยากยิ่งกว่าเพราะความล่าช้าในการดำเนินคดีดังจะเห็นจากปัญหาการดำเนินงานของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงอุปสรรคในการตรวจสอบทางกฎหาย ปัญหาที่ใหญ่และสำคัญคือ ในระบบกฎหมายไทยไม่มีกลไกการตรวจสอบ การกำหนดนโยบายที่สภาพบังคับอย่างแท้จริง เนื่องจากการตรวจสอบนโยบายจะถูกกำหนดแยกเป็นการตรวจสอบทางการเมือง โดยรัฐสภาแยกจากการตรวจสอบในทางปกครองที่มีศาลปกครองเป็นฝ่ายตุลาการที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ

ปัญหาอีกประการหนึ่งในช่องว่างของการควบคุมตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐจากนโยบายรัฐบาลคือ ไม่มีการกำหนดความผิดและบทลงโทษที่ชัดเจนสำหรับฝ่ายการเมืองที่ฝ่าฝืนหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คงมีแต่ฝ่ายข้าราชการประจำหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐที่จะได้รับผลโดยตรงในทางการดำเนินงานด้านวินัยเท่านั้น

2.ปัญหาการสมคบกระทำความผิดกับการทุจริตเชิงนโยบายในประเทศไทย

บุคคลจะมีความรับผิดทางอาญาต่อเมื่อได้มีการกระทำในขั้นพยายามไปจนกระทั่งความผิดสำเร็จ โดยหลักความรับผิดทางอาญาจะไม่ลงโทษบุคคลในขั้นตอนของการคิด ตกลงใจ ตระเตรียมการ เพราะเหตุว่าเป็นขั้นตอนที่อยู่ในจิตใจของผู้กระทำที่ยังไม่สามารถกลับใจไม่ลงมือกระทำได้ และในขั้นตอนดังกล่าวยังไม่มีการกระทำที่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อความสงบของสังคม หรือยังไม่สั่นสะเทือนความรู้สึกในความถูกต้องของสาธารณชน

กฎหมายอาญาควรเข้ามาลงโทษการกระทำในขั้นสมคบ เพื่อที่จะป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการลงมือกระทำความผิด ดังนั้น ความผิดสำเร็จฐานใดที่สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับสังคม ก็ยิ่งมีเหตุผลหนักแน่นที่จะลงโทษบุคคลในขั้นตอนของการสมคบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทุจริตเชิงนโยบาย เพราะสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับประเทศ การบังคับใช้กฎหมายอาญาเข้ามาลงโทษบุคคลที่สมคบกันทุจริตเชิงนโยบาย จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งดีกว่าการไม่ลงโทษและปล่อยให้ลงมือกระทำทุจริตและเกิดความเสียหายจนยากที่จะเยียวยา

3.ข้อเสนอแนะ

(1) การปรับปรุงข้อห้ามในการใช้นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งควรมีบทบาทในการวินิจฉัยและกำหนดบทลงโทษบุคคล หรือพรรคการเมืองที่ฝ่าฝืนข้อห้ามในการหาเสียงไว้ด้วย ซึ่งในกรณีนี้ควรมีการกำหนดหลักการสำคัญไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง และให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้วินิจฉัยว่ามีการกระทำที่ต้องห้ามในการหาเสียงหรือไม่

การกำหนดเช่นนี้เชื่อว่าจะช่วยสกัดกั้นตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง มิให้พรรคการเมืองใช้นโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่งบประมาณของรัฐ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงคะแนนเสียง เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาเสียงที่ระบุถึงตัวเลข จำนวนเงินที่ประชาชนจะได้รับจากโครงการของรัฐบาล

(2) ความผิดฐานทุจริตเป็นความผิดที่ไม่มีผู้เสียหายที่เป็นปัจเจกชน ดังนั้น ลักษณะการกระทำความผิดจึงยากในการป้องกันและปราบปราม เพราะไม่มีปัจเจกชนที่เสียหายแจ้งความหรือดำเนินคดี การเพิ่มฐานความผิดในขั้นตอนของการสมคบและการเพิ่มบทลงโทษ จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยับยั้งการกระทำดังกล่าว

เมื่อเปรียบเทียบกับฐานความผิดอื่นๆ ตามกฎหมายอาญาไทยไม่ว่าจะเป็นการสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวยาเสพติด สมคบกันก่อการร้าย สมคบกระทำความผิดที่เกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การสมคบกันทุจริตสร้างความเสียหายกับสังคมมากพอกัน หรืออาจจะมากกว่าบรรดาความผิดที่กล่าวมา

ดังนั้น การกำหนดฐานความผิดสมคบกันทุจริตเพื่อเป็นการลงโทษผู้สมคบในขั้นตอนการวางแผนจึงเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการกระทำต่อไปที่สร้างความเสียหายที่เยียวยาได้ยาก หรือบางครั้งไม่อาจจะเยียวยาให้กลับคืนดังเดิมได้

(3) ในประเด็นการปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เห็นว่าควรนำร่างเนื้อหาของ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งเคยเสนอโดยคณะรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ กลับมาทบทวนปรับปรุงแก้ไข เพราะมีหลักการที่จะช่วยส่งเสริมป้องกันการทุจริตเชิงนโยบายได้อีกทางหนึ่ง

 

ปฏิรูปกฎหมายอาญา เพิ่มโทษปรับ-คุมเข้มโจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 11:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490246

ปฏิรูปกฎหมายอาญา เพิ่มโทษปรับ-คุมเข้มโจร

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อไม่นานมานี้ เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาประกาศเผย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การเพิ่มอัตราโทษปรับในกรณีกระทำความผิดทางอาญา จากเดิมทีอัตราโทษปรับในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในปัจจุบัน โดยมีการแก้ไขบางประการ ดังนี้

1.ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์

มาตรา 334 ความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ธรรมดา เดิมมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท เปลี่ยนเป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท มาตรา 335 เกี่ยวกับการลักทรัพย์เหตุฉกรรจ์ เช่น การลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-1 แสนบาท เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-1 แสนบาท

มาตรา 336 ความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ เดิมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท เปลี่ยนเป็นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนการวิ่งราวทรัพย์ที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ได้เพิ่มโทษปรับเป็นตั้งแต่ 4 หมื่น-1.4 แสนบาท โดยยังคงโทษจำคุกตั้งแต่ 2-7 ปีไว้ตามเดิม

มาตรา 339 ความผิดฐานชิงทรัพย์ ซึ่งเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์ หรือให้พ้นการจับกุม เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 1-2 หมื่นบาท เปลี่ยนเป็นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 1-2 แสนบาท

มาตรา 340 ความผิดฐานปล้นทรัพย์ ซึ่งเป็นการชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-15 ปี และปรับตั้งแต่ 2-3 หมื่นบาท กฎหมายใหม่แก้เป็นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 10-15 ปี และปรับตั้งแต่ 2-3 แสนบาท และหากการปล้นทรัพย์มีผู้กระทำแม้แต่คนเดียวที่มีอาวุธติดตัวไปด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 12-20 ปี และปรับตั้งแต่ 2.4-4 แสนบาท

มาตรา 341 ความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งเป็นการทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงเช่นว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง เดิมต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่กฎหมายใหม่ยังคงโทษจำคุกไว้เท่าเดิม เพียงแต่กำหนดโทษปรับใหม่เป็น 6 หมื่นบาท

2.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

มาตรา 154 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียม หรือกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดเพื่อให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมนั้นไม่ต้องเสีย หรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสีย เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-4 หมื่นบาท ซึ่งกฎหมายใหม่ยังคงโทษจำคุกไว้เท่าเดิม เพียงแต่กำหนดโทษปรับให้สูงขึ้นเป็นปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท

มาตรา 157 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต กฎหมายเดิมบัญญัติให้ต้องระวางโทษตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ยังให้คงโทษจำคุกในอัตราเดิม แต่เพิ่มโทษปรับเป็น 2 หมื่น-2 แสนบาท

3.ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม

มาตรา 201 ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการ พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี หรือพนักงานสอบสวน เรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 2,000-4 หมื่นบาท หรือประหารชีวิต แต่กฎหมายใหม่ได้กำหนดโทษปรับให้สูงขึ้นเป็นปรับตั้งแต่ 1-4 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกและประหารชีวิตยังคงไว้ตามเดิม

4.ความผิดเกี่ยวกับเพศ

มาตรา 280 ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่บุคคลอายุไม่เกิน 15 ปี หรือเกินกว่า 15 ปี จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส เดิมผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 1-4 หมื่นบาท แต่กฎหมายกำหนดโทษปรับเป็น 1-4 แสนบาท ส่วนโทษจำคุกยังคงไว้ตามเดิม

5.ความผิดต่อร่างกาย

มาตรา 297 เดิมทีในกรณีที่ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส จะต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-10 ปี โดยไม่มีโทษปรับ แต่กฎหมายได้กำหนดโทษปรับขึ้นมา ซึ่งบัญญัติให้มีโทษปรับตั้งแต่ 1 หมื่น-2 แสนบาท

ทั้งนี้ ต้องรอดูว่าเมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายอาญาฉบับใหม่แล้ว จะช่วยให้การก่ออาชญากรรมของประเทศลดลงหรือไม่ต่อไป