เปิดปมไทยเสี่ยงติดบ่วง “บัญชี PWL สหรัฐ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2560 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490160

เปิดปมไทยเสี่ยงติดบ่วง "บัญชี PWL สหรัฐ"

โดย…อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

การลงนามในคำสั่งพิเศษของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ (Executive Order) เพื่อดำเนินการตรวจสอบหาสาเหตุ การขาดดุลการค้าของสหรัฐกับ 16 ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย มีการโยงถึงประเด็นที่สหรัฐแสดงความไม่ความพอใจต่อการแก้ไขปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทยที่ยังดีพอ และอาจเป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับไทยในระยะต่อจากนี้

ทั้งนี้ ในการจัดสถานะบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาประจำปี 2560 ตามกฎหมายการค้าสหรัฐ มาตรา 301 พิเศษ ที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐจะประกาศผลสิ้นเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าไทยจะยังอยู่ในบัญชีจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 นับจากปี 2550 ที่ไทยถูกสหรัฐจัดอันดับให้อยู่ในบัญชี PWL นี้

หากไล่เรียงการแก้ไขปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ที่ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าไทยจะยังอยู่ในบัญชี PWL เริ่มตั้งแต่ภาคเอกชนสำคัญของสหรัฐ โดยกลุ่มพันธมิตรต่อต้านการปลอมระหว่างประเทศ (IACC) สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์แห่งสหรัฐ (PhRMA) และองค์กรอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (BIO) ได้เสนอต่อยูเอสทีอาร์ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ให้คงสถานะไทยในบัญชี PWL เพื่อให้ไทยยกระดับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้สูงขึ้น เช่น การให้ความคุ้มครองสิทธิบัตรที่ครอบคลุมมากขึ้น การให้ความคุ้มครองข้อมูลผลการทดสอบยาอย่างเข้มงวด และการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาให้รวดเร็วขึ้น เป็นต้น

หลังจากนั้น ยูเอสทีอาร์ได้เผยแพร่รายงานประเมินผลด้านการค้าของสหรัฐเกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศประจำปี 2560 (National Trade Estimate Report on Foreign Trade) หรือรายงาน NTE ช่วงวันที่ 31 มี.ค. 2560 โดยระบุว่าในปี 2559 สหรัฐขาดดุลการค้าสินค้ากับไทยมูลค่า 1.89 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.7% จากปี 2558 ซึ่งสหรัฐส่งออกสินค้ามาไทยมูลค่า 1.06 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 5.9%

ในรายงาน NTE ปี 2560 ได้ระบุเฉพาะเจาะจงลงไปในประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาของไทย มีการอ้างถึงปีที่ผ่านมาแม้สหรัฐจะกำหนดให้มีการทบทวนสถานะบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญามาตรา 301 พิเศษนอกรอบ (Out of Cycle Review) แต่ในพื้นที่สีแดง (Notorious Market) ของไทย ก็ยังพบการวางขายสินค้าละเมิดจำนวนมาก ที่สำคัญพบการละเมิดผ่านเครือข่ายออนไลน์และโทรศัพท์มือถือที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงความกังวลการแก้ไขปัญหาการจดสิทธิบัตรคั่งค้าง (Backlog) ซึ่งมีจำนวนมาก การละเมิดซอฟต์แวร์เถื่อนในหน่วยงานราชการและเอกชนของไทย และการลักลอบใช้สัญญาณเคเบิลเถื่อน เป็นต้น

ล่าสุดในการประชุมคณะมนตรีภายใต้กรอบความตกลงด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐ (TIFA JC) ระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ทางสหรัฐได้ออกมาตอกย้ำประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญาในที่ประชุม โดยระบุถึงการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานด้านต่างๆของไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลในหลายเรื่อง เพราะการแก้ไขปัญหาของไทยในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้คืบหน้าเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและการจดสิทธิบัตรที่ยังล่าช้า

อย่างไรก็ตาม TIFA JC ครั้งนี้เป็นครั้งแรกภายใต้ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลทรัมป์ ไม่มีรายงานออกมาอย่างเป็นทางการ แม้จะมีการหารือในประเด็นการแก้ไขปัญหาละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งใช้เวลาพูดคุยยาวนานเป็นครึ่งวันก็ตาม โดยผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหรัฐแจ้งว่าจะนำผลการประชุมทั้งหมดไปรายงานต่ประธานาธิบดีสหรัฐด้วย

ด้าน สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ ยอมรับว่าแม้ขณะนี้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าไทยอยู่ในกลุ่มรายชื่อที่ถูกสอบปมขาดดุลของสหรัฐอย่างเป็นทางการ เพราะสหรัฐน่าจะพุ่งเป้าไปที่ จีน เม็กซิโกเป็นหลัก แต่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยสิ่งที่เป็นห่วงคือประเด็นด้านทรัพย์สินทางปัญญา และการกีดกันนำเข้าสินค้าต่างๆ ซึ่งได้พยายามแก้ไขปัญหาอยู่ โดยเฉพาะการใช้มาตรา 44 มาสะสางสิทธิบัตรที่คั่งค้าง

“หลังจากนี้น่าจะมีคำสั่งมาตรา 44 ออกมาใช้ในการสะสางการยื่นจดสิทธิบัตรคั่งค้าง ซึ่งมี 2 แนวทาง คือ การใช้มาตรา 44 รวมสิทธิบัตรยา หรือแยกสิทธิบัตรยาออกไป แต่ถ้าดำเนินการแล้วยังจัดอันดับให้ไทยอยู่ในบัญชี PWL ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นเรื่องตาย เพราะถ้าเราได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ประชาคมโลกรับรู้ ก็จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นในด้านการเข้ามาลงทุน” สนธิรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

จากนี้ไปต้องจับตาดูการจัดอันดับสถานะไทยในบัญชีประเทศคู่ค้าด้านทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ ซึ่งน่าติดตามว่าหากไทยยังคงอยู่ในบัญชี PWL ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 แม้ว่าตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ไทยอยู่ในบัญชีดังกล่าว สหรัฐจะยังไม่เคยใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้ากับไทย แต่ในอนาคตอันใกล้ภายใต้นโยบายการปกป้องผลประโยชน์คนอเมริกันของทรัมป์ ทำให้การติดอยู่ในบัญชี PWL ในปีที่ 10 เป็นเรื่องไม่ค่อยสู้ดีกับไทยนัก

เหตุเพราะว่าสหรัฐสามารถใช้เป็นข้ออ้างในมาตรการตอบโต้ทางการค้ากับประเทศที่คิดว่าเอาเปรียบสหรัฐ ซึ่งมีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ที่สินค้าไทยได้รับสิทธิจีเอสพีจากสหรัฐอยู่หลายรายการ รวมถึงการตอบโต้ทางการค้าในรูปแบบ อื่นๆ ทั้งการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) และมาตรการสุขอนามัยที่จะเข้มงวดมากขึ้น

ไม่รวมถึงประเด็นด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม ที่สหรัฐเข้ามาเข้มงวดในการจัดอันดับไทยอีกครั้ง แม้ว่าในปี 2559 สหรัฐจะประกาศสถานการณ์การค้ามนุษย์ ปรับเพิ่มอันดับให้ไทยอยู่ในสถานะดีขึ้น (เทียร์ 2) “ที่ต้องจับตามอง” หลังจากที่เคยถูกจัดระดับ “เทียร์ 3” ก็อาจเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาจากการแก้ไขปัญหาหลายๆ ด้านของไทยยังไม่คืบหน้ามากพอ

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลและภาคเอกชนไทยต้องตั้งรับและเตรียมพร้อมกับสถานการณ์กีดกันการค้าที่รุนแรงมากขึ้นภายใต้นโยบายปกป้องประเทศของ “โดนัลด์ ทรัมป์”

 

อวสาน หมุดคณะราษฎร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 19:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490141

อวสาน หมุดคณะราษฎร

จากใจทายาทพระยาพหลฯ  อวสาน หมุดคณะราษฎร  “ไม่ลบความทรงจำ2475”

เรื่อง ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ 

เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ เมื่อจู่ๆ “หมุด 2475” หรือ “หมุดคณะราษฎร” บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ถูกรื้อถอนอย่างเงียบๆ  หลังจากหมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญแห่งนี้ ถูกฝังติดตั้งเมื่อปี 2479 รวมแล้ว 81 ปี

“หมุดคณะราษฎร” ถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสัญลักษณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ซึ่งคณะราษฎร นำโดยพระยาพหลหลหยุหเสนา ได้ทำการปฏิวัติทำให้ประเทศสยามมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกขึ้น

หมุดทองเหลืองดังกล่าวนี้เป็นตำแหน่งที่ พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา อ่านประกาศคณะราษฎรมีข้อความปักบนหมุดว่า “ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ”  แต่หมุดใหม่ที่เปลี่ยนขึ้นก่อนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2560 เขียนข้อความใหม่ขึ้นแทนว่า

“ความนับถือรักใคร่ในพระรัตนตรัยก็ดี ในรัฐของตนก็ดี ในวงศ์ตระกูลของตนก็ดี มีจิตซื่อตรงในพระราชาก็ดี ย่อมเป็นเครื่องทำให้รัฐของตนเจริญยิ่ง……ขอประเทศสยามจงเจริญ ยั่งยืนตลอดไป ประชาชนสุขสันต์ หน้าใส เพื่อเป็นพลังของแผ่นดิน”

 

 

ย้อนประวัติศาสตร์ไปเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2479  มีพิธีฝังหมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญที่ทำด้วยโลหะสัมฤทธิ์  เหตุการณ์นั้นเป็นความต้องการของพระยาพหลพลพยุหเสนา ที่ต้องการสร้างวัตถุเพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ที่เป็นจุดกำเนิดของการมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ

งานดังกล่าวได้มีลักษณะเหมือนการจำลองเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยมีคณะทหารบกและทหารเรือรวมไปถึงพลเรือนได้ไปชุมนุมกันที่ ลานพระราชวังดุสิต เพื่อร่วมประกอบพิธีสำคัญนี้ จากนั้นพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ปราศรัยที่มีเนื้อหาถึงการให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งอ้างอิงจากหนังสือ111 ปี ฯพณฯ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา “เชษฐบุรุษ”

“พี่น้องเคยร่วมตายทั้งหลาย ท่านยังระลึกได้หรือไม่ว่าตำบลใดเป็นที่ที่เราได้เคยร่วมกำลัง ร่วมใจร่วมความคิดกระทำการเพื่อขอความเป็นอิสรเสรี ให้แก่ปวงชนชาวสยาม ข้าพเจ้าเชื่อว่าบางท่านคงจะจำได้แต่เพียงเลือนๆและบางท่านที่ต้องถูกใช้ไปทำหน้าที่อื่นๆที่ห่างไกลออกไป ก็คงไม่ทราบว่าจุดนั้นแห่งใดแน่

…ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเราชาวสยามไม่ควรจะหลงลืมที่สำคัญอันนี้เสียเลย เพราะเป็นที่กำเนิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ซึ่งเราถือกันว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเป็นมิ่งขวัญของประชาชาติด้วย มิ่งขวัญของพวกเราชาวสยามได้เริ่มถูกเรียกและถูกเชิญให้มาอยู่กับเนื้อกับตัวในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง ณ ที่นี้ ในขณะวันและเวลาทีกล่าวนั้นพวกท่านผู้ร่วมก่อการได้มอบชีวิตจิตใจไว้แก่ข้าพเจ้าอย่างเต็มที่ที่จะยอมเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อเพื่อขอรับพระราชทานแลกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น สำหรับเป็นเครื่องป้องกันการหลงลืม และให้เป็นอนุสรณ์สืบต่อไปภายภาคหน้า

…ฉะนั้น หมุดที่จะวางลง ณ ที่นี้จึงเรียกว่า หมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญ ในมงคลสมัยซึ่งเป็นวันบรรจบครบรอบ ๔ รอบปีแห่งการรับพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวร นับว่าเป็นฤกษ์งามยามดีอยู่แล้ว ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอถือโอกาสวางหมุดกำเนิดรัฐธรรมนูญ ณ ที่ซึ่งเตรียมการไว้นั้นตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” 

 

 

ขณะที่ พันตรีพุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา ทายาทพลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา กล่าวกับ โพสต์ทูเดย์ ถึงความรู้สึกที่ หมุดคณะราษฎรถูกถอดรื้อออกว่า  เพิ่งทราบข่าวเหมือนกันแต่ ก็รู้สึกเฉยๆ ไม่คิดอะไรมาก เพราะทุกอย่างล้วนตั้งอยู่ดับไป ไม่มีอะไรจีรัง แต่หมุดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะพระยาพหลพลหยุหาเสนา ได้ยืนตรงจุดนี้อ่านประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475 และมาทำหมุดนี้เมื่อปี 2479 เกือบ 80 ปีแล้ว เพื่อเป็นที่รำลึกในเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยกรมโยธาและเทศบาลได้หล่อจากทองแดงสำริด

ทายาทพระยาพหลพลพยุหเสนา  กล่าวว่า ที่ผ่านมามีความพยายามทำลาย หมุดคณะราษฎร มาโดยตลอดแทนที่จะปกป้องรักษาไว้กับแผ่นดิน ขนาดปัจจุบันก็ยังปล่อยให้รถวิ่งทับหมุด  แต่เชื่อว่า แม้จะมีการเปลี่ยนหมุดไปแล้ว ก็ไม่สามารถลบล้างความทรงจำเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ได้ ใครอยากจะรื้อก็ตามสบาย

“ความทรงจำไม่ได้อยู่ที่ว่า คุณถอนหมุดแล้ว ทำลายมัน ทุกอย่างจะจบ เพราะถ้าใครทำชั่ว ทำดี ยันชั่วลูกหลานเหลนโหลน มันก็ยังถูกพูดถึง ดังนั้น ไม่ต้องหาสัญลักษณ์อะไรเก็บไว้เป็นที่รำลึก  แต่คุณก็สามารถปิดบังคนรุ่นหลังได้ เพราะเดี๋ยวเทคโนโลยีมันกว้างไกล”

ทายาทแกนนำคณะราษฎร กล่าวว่า ปัจจุบันใครคิดจะทำอะไรก็ได้ เพราะถือว่ามีอำนาจ แต่คนเราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าตลอด วันหนึ่งอาจถูกทำลาย แล้วแต่กรรมที่ก่อ ตนเองก็ไม่รู้สึกวิตกอะไรแล้ว เพราะปัจจุบันอายุก็ 78 ปี ไม่รู้สึกทุกข์ร้อน ใครอยากทำอะไรก็ทำ แต่ถ้าหมดอำนาจขึ้นมาเมื่้อไร เมื่อนั้นก็จะจบทุกอย่าง

เมื่อถามว่า อยากให้มีการชี้แจงหรือไม่ว่าเปลี่ยนหมุดเพราะอะไร พันตรีพุทธินาถ กล่าวว่า ไม่ต้องชี้แจง เพราะพูดไปก็คงเหมือนการแก้ตัว 3 ปีที่ผ่านก็เห็นแล้วว่า มีอะไรเกิดขึ้นในทางที่ดีงามหรือไม่ แต่ถ้าเขาทำดี ทุกอย่างก็จะถูกจดจำ ถ้ายังยึดติดเรื่องตัวกู ของกู ทำในสิ่งที่ไม่ดี ยึดตัวตน ก็เตรียมรับกรรมของตัวเองไว้ได้เลย

“วันนี้ถ้าคุณพ่อ คุณแม่ผมยังอยู่ หรือดวงวิญญาณมีจริง ท่านก็คงไม่คิดอะไรเหมือนผม ท่านก็คงคิดอย่างที่พุทธองค์ว่า ไม่มีอะไรจีรัง ไม่มีอะไรเป็นของแท้แน่นอน ใครอยากทำอะไรก็ทำไป”   ทายาทพระยาพหลฯ ทิ้งท้าย

 

 

 

3 ล้านดอกไม้จันทน์ 36 แบบ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2560 เวลา 08:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/490019

3 ล้านดอกไม้จันทน์ 36 แบบ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กำลังจะมีขึ้นในช่วงเดือน ต.ค. 2560 ตามที่คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ ได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อมีพระบรมราชวินิจฉัย กำหนดวันประกอบพระราชพิธีต่อไป

พระราชพิธีแบ่งเป็น 5 วัน ประกอบด้วย วันที่ 1 พระราชกุศลออกพระเมรุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง วันที่ 2 พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง วันที่ 3 เก็บพระบรมอัฐิ ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง วันที่ 4 งานพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง และวันที่ 5 เลี้ยงพระภิกษุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พร้อมเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานพระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมจัดทำซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ทั่วพื้นที่จำนวน 101 ซุ้ม เตรียมดอกไม้จันทน์จำนวน 3 ล้านดอก เพื่อแจกจ่ายให้แก่ประชาชน โดยซุ้มต่างๆ แบ่งเป็น ซุ้มขนาดใหญ่ 16 ซุ้ม อาทิ ข้างกองสลากเดิมจำนวน 2 ซุ้ม สวนสันติชัยปราการ ฐานทัพเรือกรุงเทพ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ เชิงสะพานพระราม 8 สะพานพระพุทธยอดฟ้า ลานเซ็นทรัลเวิลด์ (สตช.) กองบัญชาการกองทัพบก หน้าลานสนามศุภชลาศัย วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร วัดบวรนิเวศวิหาร บริเวณหน้าอินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ สวนหลวง ร.9

นอกจากนี้ ยังมีซุ้มขนาดกลางมีจำนวน 23 ซุ้ม ได้แก่ บริเวณถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า จำนวน 4 ซุ้ม ถนนราชดำเนินกลาง จำนวน 4 ซุ้ม ถนนราชดำเนินนอก จำนวน 6 ซุ้ม ถนนหลานหลวง จำนวน 3 ซุ้ม และตามวัดต่างๆ จำนวน 6 ซุ้ม

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า ได้เตรียมรูปแบบการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ไว้หลากหลายรวม 36 แบบ อาทิ ลักษณะดอกบานชื่น ดอกจำปา ดอกกล้วยไม้ ดอกดารารัตน์ ดอกบัวสาย กุหลาบ พุดซ้อน ฯลฯ เพื่อเป็นต้นแบบให้ประชาชนนำไปประดิษฐ์ได้เองและทำขึ้นจากวัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น เช่น ใบตองแห้ง กาบกล้วย ผักตบชวา เป็นต้น โดย กทม.จะจัดเตรียมดอกไม้จันทน์สำหรับประชาชนจำนวนทั้งสิ้น 3 ล้านดอก

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวอีกว่า ในช่วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ กทม.จะนำดอกไม้สีเหลืองประดับตกแต่งบนถนนทุกเส้นทางที่มุ่งสู่สนามหลวง และขอเชิญชวนประชาชนร่วมประดับดอกไม้สีเหลืองบริเวณอาคารสถานที่ต่างๆ ซึ่งถือเป็นสีประจำพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

วิภารัตน์ ไชยานุกิจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม กล่าวว่า กทม.ขอเปิดรับบริจาควัสดุธรรมชาติจากท้องถิ่น เช่น เปลือกข้าวโพด ใบตองแห้ง ผักตบชวาที่รีดแล้ว หรือวัสดุที่สามารถนำมาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ได้ เพื่อนำมาประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ในการแจกจ่ายให้แก่ประชาชน

ทั้งนี้ ลวดลายของดอกไม้จันทน์ที่โดดเด่นผ่านการพิจารณาจากสำนักพระราชวังแล้ว อาทิ ดอกคารเนชั่นแคทลียา พุดซ้อน แก้ว ลีลาวดี ดารารัตน์ กุหลาบ ฯลฯ ซึ่งได้รับการออกแบบจากอาจารย์ผู้ฝึกสอนจากโรงเรียนฝึกสอนอาชีพ กทม. ร่วมกันออกแบบและประดิษฐ์อย่างเต็มความสามารถ

ลลิดา ดวงรัตน์ ครูผู้สอนวิชาศิลปะประดิษฐ์ กล่าวว่า ภารกิจที่ทางโรงเรียนฝึกอาชีพจำนวน 10 แห่งทั่ว กทม. ได้รับมอบหมายให้ฝึกสอนและประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์แห่งละ 1 แสนดอก โดยเปิดสอนให้ประชาชนและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้เรียนรู้เพื่อกลับไปสอนต่อในหน่วยงานของตัวเองในวันที่ 21 เม.ย.นี้

ลลิดา กล่าวอีกว่า ส่วนตัวเลือกสอนประดิษฐ์ดอกแก้ว เนื่องจากเป็นดอกไม้ไทย มีกลิ่นหอม สีขาวสะอาด ลักษณะช่อดอกมีความอ่อนหวาน ประดิษฐ์ขึ้นได้จากวัสดุที่หาง่าย เช่น กระดาษ และขั้นตอนการทำจะใช้กระดาษอย่างคุ้มค่าที่สุด แทบไม่ให้เหลือเศษทิ้งอย่างเด็ดขาด

ส่วนความหมายของดอกไม้จันทน์รูปแบบอื่น อาทิ พุดซ้อน กล้วยไม้ บัวสาย หรือลีลาวดี เป็นดอกไม้ไทยที่พบเห็นได้ทั่วไป หากนำวัสดุเหลือใช้มาทำดอกไม้เหล่านี้ก็จะออกมาสวยงาม มีความอ่อนหวาน ลักษณะคล้ายของจริง คงความเป็นไทย อีกทั้งอยู่บนพื้นฐานของความประหยัดตามคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“มีความภูมิใจที่เป็นประชาชนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจะตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณได้อย่างไร และเมื่อมีโอกาสนี้จึงตั้งใจอย่างมากในการออกแบบหรือถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ที่สนใจด้วยความเต็มใจ มักจะบอกผู้มาเรียนทุกครั้งว่า ขอให้ทุกคนมาร่วมเป็นหนึ่งใน 3 ล้านดอกไม้จันทน์เพื่อถวายแด่พระองค์ท่าน” ลลิดา กล่าว

สำหรับภาพรวมการดำเนินการในส่วนภูมิภาค ทุกจังหวัดกำลังเตรียมจัดทำซุ้มขนาดใหญ่ 76 ซุ้ม และซุ้มขนาดกลางทุกอำเภอ 802 ซุ้มส่วนในต่างประเทศจะมีซุ้มขนาดกลางที่สถานเอกอัครราชทูตไทยและสถานกงสุล 96 ซุ้ม และซุ้มขนาดเล็กตามวัดไทย 539 ซุ้ม

 

ย้อนชม “วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. 2475”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2560 เวลา 13:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/489278

ย้อนชม "วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค. 2475"

โดย…ส.สต

ท่านผู้อ่านได้ชื่นชมพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 ซึ่งเป็นพระราชพิธียิ่งใหญ่ครั้งแรกในรัชกาลที่ 10 ไปแล้ว

ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร ฉบับแรก ในสมัยรัชกาลที่ 7 หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยมีพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2475

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญ 16 ฉบับ แต่ที่จัดเป็นพระราชพิธีมี 2 ครั้ง คือ รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม 2495 และฉบับปี พ.ศ. 2511

พระเจ้าแผ่นดินทรงลงพระบรมนามาภิธัยในรัฐธรรมนูญ / ภาพ : สมุดภาพ พระยาพหลพลพยุหเสนา ภาค 1

 

พระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญวันที่ 6 เม.ย. 2560 นับเป็นครั้งแรกในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ดังหมายกำหนดการว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดการพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต เวลา 15.00 น. เสด็จออก ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงยืนหน้าพระราชอาสน์หน้าพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร แวดล้อมด้วยเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านเปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะทูต สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระ ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ตามตำแหน่งเป็นมหาสมาคม

เมื่อสุดเสียงประโคมแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชิญรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว พระราชทานแก่นายกรัฐมนตรี เจ้าพนักงานอาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ประทับพระราชลัญจกรแล้วเชิญไปประดิษฐานบนพานทองที่เสาบัวหน้ามหาสมาคม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อาลักษณ์ กองอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอ่านกระแสพระราชปรารภประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 จบแล้ว ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์ ทหารกองเกียรติยศถวายความเคารพ วงดุริยางค์บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ยิงปืนใหญ่ฝ่ายละ 21 นัด และวัดทั่วราชอาณาจักรย่ำระฆังและกลอง

ขบวนแห่ของกรมแผนที่

 

ครั้นสุดเสียงปืนใหญ่ มหาดเล็กรัวกรับ ชาวม่านปิดพระวิสูตร ชาวพนักงานประโคมกระทั่งแตร มโหระทึก วงดุริยางค์บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดําเนินกลับ

ฉลองรัฐธรรมนูญ 2475

ผู้เขียนขอย้อนอดีต 10 ธ.ค. 2475ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม (พ.ศ. 2475) ให้แก่ปวงชนชาวไทย ซึ่งบรรยากาศในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญและการฉลองเมื่อ พ.ศ. 2475นั้นยิ่งใหญ่มาก ทั้งนี้ดูจากภาพในหนังสือสมุดภาพพระยาพหลพลพยุหเสนา ภาค 1ของสำนักพิมพ์ต้นฉบับ ที่ ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ เป็นเจ้าของและบรรณาธิการ ซึ่งเป็นภาพหายาก

ธงชัยเขียนในคำนำเล่าถึงสมุดภาพพระยาพหลฯ ภาค 1 ว่า เป็นผลงานลำดับที่ 32 ของสำนักพิมพ์ต้นฉบับ เป็นการประมวลภาพเก่าของพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เรียงตามลำดับเวลา พร้อมทั้งเหตุการณ์งานฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

คณะผู้แทนราษฎรและราษฎรเฝ้า ในงานพระราชทานรัฐธรรมนูญ

 

ธงชัยเล่าถึงที่มาของภาพว่า ภาพนี้เก็บรักษาและจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พระยาพหลฯ ที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จ.ลพบุรี ที่จัดแสดงในรูปพิพิธภัณฑ์เล็กๆ หลังจากได้รับมอบสิ่งของและภาพถ่ายจากทายาทตระกูลพหลโยธินเมื่อ พ.ศ. 2536

ธงชัย เล่าว่า เมื่อชมพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวในวันที่ 9 ก.พ. 2555 สอบถามเจ้าหน้าที่แล้วทราบว่ายังมีภาพอีกจำนวนมากที่ไม่ได้จัดแสดง จึงได้ติดต่อทายาทของพระยาพหลฯ ซึ่งเหลือ 4 ท่าน เพื่อขออนุญาตจัดพิมพ์เผยแพร่ ท่านก็อนุญาต

ทายาททั้ง 4 คือ พ.ต.พุทธินาถ ฐ.พหลพลพยุหเสนา พจี สุทธินาค พวงแก้วสาตรปรุง และ พ.ต.พรหมธรมหัชชัย พหลพลพยุหเสนา

ภาพที่เสนอวันนี้สแกนจากสมุดภาพพระยาพหลฯ ภาค 1 โดยได้รับอนุญาตจาก ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ แล้ว

รัฐธรรมนูญไทยใน 30 วินาที

 

 

 

เห็นผลทันตา จ่ายค่าปรับมากขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 เมษายน 2560 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/489113

เห็นผลทันตา จ่ายค่าปรับมากขึ้น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจากที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 เมื่อ วันที่ 21 มี.ค. ออกมาตรการบังคับใช้กฎหมายการจราจร 3 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือการเข้มงวดจ่ายค่าปรับตามใบสั่ง หากฝ่าฝืนจะมีผลต่อการต่อทะเบียนภาษีหรืออาจถึงขั้นถูกฟ้องศาล

พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธุ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับผิดชอบงานจราจร เปิดเผยว่า หลักคิดเรื่องนี้เพื่อต้องการให้เป็นผู้ขับขี่เปลี่ยนพฤติกรรมและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ เนื่องจากที่ผ่านมาสถิติผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นทุกปี จนเมื่อปี 2559 ไทยติดอันดับประเทศที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมากที่สุดของโลก

พล.ต.ท.วิทยา กล่าวว่า เหตุที่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการออกใบสั่งและชำระค่าปรับ เนื่องจากแต่ละปีมีใบสั่งที่เจ้าพนักงานออกไปมากกว่า 1 ล้านใบไม่มีการชำระค่าปรับจำนวนมาก โดยปี 2559 มีการออกใบสั่งทั้งหมด 1,738,296 ใบ แต่มีผู้มารายงานตัวชำระค่าปรับเพียง 698,300 ใบเท่านั้น หรือคิดเป็น 60% ข้อหาที่พบมากที่สุด คือ ขับรถเร็วเกินกำหนด รองลงมาไม่ปฏิบัติตามเครื่องหมายจราจร

ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวว่า จากการประเมินกลุ่มใบสั่งที่มีการชำระน้อย คือใบสั่งจากการตรวจสอบทางกล้องและส่งสำเนาไปทางไปรษณีย์มากกว่าการตรวจยึดใบขับขี่จากเจ้าพนักงานโดยตรง เนื่องจากปัญหาอาจเกิดที่ใบสั่งไปไม่ถึงผู้ครอบครองรถ หรือบางครั้งเจ้าของเพิกเฉยไม่มาชำระค่าปรับ แต่เมื่อครบกำหนดต่อทะเบียนเสียภาษีกับดำเนินการได้ ทำให้ใบสั่งนั้นเป็นอันต้องหมดอายุความลงภายใน 1 ปี นี่จึงเป็นจุดอ่อนที่ต้องขอแก้ไขกฎหมายการเรียกเก็บค่าปรับ

ทั้งนี้ เดิมทีนายทะเบียนกรมการขนส่งทางบกไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลชำระค่าปรับคงค้างได้ ขณะนี้ได้ปลดล็อกเปิดให้สามารถตรวจสอบได้ในส่วนนี้ ผ่านระบบการตรวจสอบและระบบชำระค่าปรับเดียวกันทั่วประเทศจากผู้ปฏิบัติ 3 ฝ่าย คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน้าที่ออกใบสั่ง ธนาคารกรุงไทยจะรับชำระค่าปรับ และกรมการขนส่งทางบก มีหน้าที่ตรวจสอบ ถ้าหากพบว่ายังไม่มีการชำระค่าปรับ สามารถยุติการต่อทะเบียนไว้ก่อนได้จนกว่าเจ้าของรถจะไปดำเนินการให้เสร็จถึงที่สิ้นสุด

ขณะเดียวกันในเรื่องมาตรการตัดคะแนนเป็นเรื่องเดิมที่เคยใช้มาตั้งแต่ปี 2543 แต่ที่ผ่านมาได้ยุติการใช้ชั่วคราวสืบเนื่องจากประสบปัญหาในขั้นตอนบันทึกคะแนน และขณะนี้ได้ปรับปรุงและนำระบบนี้กลับมาใช้ร่วมกับใบสั่งปกติ หากเจ้าของรถถูกตัดคะแนนครบกำหนดจะต้องเข้ารับการอบรม หรือถูกพักใช้ใบอนุญาตตามระเบียบ สำหรับคะแนนที่ถูกหักมีตั้งแต่ 10, 20, 30 และ 40 คะแนนแล้วแต่ฐานความผิด

ผู้ช่วย ผบ.ตร. ยังเล่าว่าการแก้ปัญหาการตรวจจับจากการบันทึกภาพ ที่ผ่านมาพบว่าสามารถตรวจสอบได้เฉพาะรถยนต์ เพราะมีแผ่นป้ายทะเบียนด้านหน้าและหลังตัวรถ แต่กลุ่มรถจักรยานยนต์ไม่สามารถตรวจสอบได้เนื่องจากแผ่นป้ายทะเบียนจะอยู่ด้านหลัง ซึ่งการแก้ปัญหาเบื้องต้นจะใช้วิธีสกัดจับกุมหรือตั้งด่านและเปรียบเทียบปรับเต็มอัตรา

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตจะมีแผนเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนวางระบบกล้องตรวจจับสองทางให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเอกชนจะได้ส่วนแบ่งจากค่าปรับ ซึ่งความคืบหน้าแผนโครงการดังกล่าวตอนนี้ผ่านความเห็นชอบจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แล้วกำลังอยู่ขั้นตอนของฝ่ายกฎหมาย

พล.ต.ท.วิทยา มั่นใจว่ามาตรการทั้งหมดที่ออกมาทำถูกทางแล้ว เนื่องจากพบว่าหลังมีคำสั่งมาตรา 44 มีผู้ที่ชำระค่าปรับเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยก่อนและหลังวันที่ 21 มี.ค. 7 วัน คือ วันที่ 14-20 มี.ค. มีผู้ชำระค่าปรับทั้งสิ้น 7,888 ราย แต่หลังจากออกประกาศวันที่ 21-26 มี.ค. มีผู้มาชำระค่าปรับเพิ่มขึ้นรวม 13,782 ราย

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากลุ่มผู้ที่ถูกใบสั่งก่อนหน้าวันที่ 21 มี.ค. ขณะนี้กฎหมายยังไม่สามารถบังคับย้อนหลังได้ จึงคิดว่าเรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่พลเมืองดีทุกคนที่ต้องตระหนัก เพราะการจะให้ยกเลิกใบสั่งทั้งหมดก่อนหน้าเป็นเรื่องของกฎหมายซึ่งทำไม่ได้ แต่มาตรการที่จะดำเนินการเรียกเก็บค่าปรับกับใบสั่งที่ค้างอยู่ ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังหาทางว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่ามาตรการเข้มงวดที่ออกมาจะเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐแสวงหาผลประโยชน์เพิ่มขึ้นหรือไม่ พล.ต.ท.วิทยา ระบุว่า คำสั่งนี้ไม่ได้ออกมาเพื่อให้เจ้าพนักงานได้ค่าปรับมากขึ้น เพราะเงินรางวัลจากค่าปรับเป็นเพียงส่วนน้อยและมีเพดานจำกัดเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 330 บาท/คน/วัน หากนำมาเทียบกับเงินค่าล่วงเวลา การที่เจ้าหน้าที่ต้องตื่นแต่เช้าและกลับบ้านดึกเพื่อทำงานอำนวยความสะดวกประชาชน และต้องเผชิญฝุ่นละอองบนมลพิษบนท้องถนน มองว่าอย่างไรก็ไม่คุ้มค่า

พล.ต.ท.วิทยา ทิ้งท้ายว่า หากประชาชนเจอตำรวจที่ประพฤติมิชอบ ไม่ถูกระเบียบ ควรใช้กล้องหน้ารถบันทึกภาพไว้ เพราะจะทำให้อีกฝ่ายไม่กล้ากระทำผิดทั้งตำรวจและประชาชน

 

“พัวพันการพนัน–คนดูไม่ยอมรับคำตัดสิน” ต้นเหตุเสี่ยงตายของกรรมการห้ามมวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2560 เวลา 19:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/488888

"พัวพันการพนัน–คนดูไม่ยอมรับคำตัดสิน" ต้นเหตุเสี่ยงตายของกรรมการห้ามมวย

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพชายหนุ่มสวมหมวกกันน็อกอำพรางใบหน้า กระโดดลงจากมอเตอร์ไซค์ พร้อมไม้หน้าสามขนาดถนัดมือ เดินดิ่งเข้าไปบรรจงตีเข้าที่ศรีษะของ “อุดม ดีกระจ่าง” ประธานกรรมการฝ่ายเทคนิคของสนามมวยลุมพินีจนเสียหลักร่างกายแทบทรุดลงกับพื้น ระหว่างนั้นนายอนุชา ประทุมมา พนักงานรักษาความปลอดภัยพยายามเข้ามาช่วยเหลือ จึงถูกเพื่อนคนร้ายที่คร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซค์ใช้อาวุธปืนยิงใส่เสียชีวิตทันที กลายเป็นข่าวดังไปทั่วสังคม

เหตุช็อกวงการมวยครั้งนี้กำลังถูกพูดถึงและตั้งคำถามอย่างกว้างขวางถึงต้นเหตุและความไม่ปลอดภัยของกรรมการห้ามมวย

ปฐมเหตุความขัดแย้ง

หนึ่งสัปดาห์หลังเกิดเหตุสลด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายที่ใช้ไม้ฟาดศรีษะกรรมการได้ คนร้ายสารภาพว่าเป็นคนลงมือไม่มีผู้จ้างวานและเจตนาฆ่า ต้องการมาสั่งสอนเพราะเสียพนัน ส่วนผู้ใช้ปืนยิงรปภ.เสียชีวิตกำลังอยู่ระหว่างหลบหนี

สมาส จันทะคล้อย ประธานกรรมการผู้ตัดสินมวยไทย เวทีราชดำเนิน มองว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกรรมการห้ามมวย ส่วนใหญ่มีต้นเหตุมาจากการปฎิบัติหน้าที่ที่บรรดาเซียนมวยหรือคนดูมองว่า “ไม่ยุติธรรม” ซึ่งแยกออกไปได้หลายปัจจัย  เช่น ความสามารถของกรรมการเอง ความเข้าใจที่ไม่ตรงกันของผู้ชมและกรรมการ แม้แต่เรื่องการพนัน

“ต้องยอมรับว่าวงการนี้มันมีพนัน คู่ไหนสูสีคู่คี่ เราก็พากันคิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน กูต้องชนะ พอผิดหวังก็พาลไม่พอใจ เกิดความขัดแย้ง ทั้งที่ทุกอย่างมันจะจบเลย ถ้าทุกคนดูกีฬาให้เป็นกีฬา รู้จักยอมรับคำตัดสิน หากมองแล้วกรรมการตัดสินแย่ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ยุติธรรม ทางออกก็คือร้องเรียน ซึ่งเป็นหน้าที่ของระดับฝ่ายบริหารที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ  ถ้าเล่นตัดสินกันเองแบบนี้ก็ตายกันหมด”

ถึงแม้หลายคนจะดูด้วยความบันเทิง แต่ต้องยอมรับว่าการพนันในสนามมวยนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในเมืองไทย อากัปกิริยาของคนในสนามเต็มไปด้วยหลากหลายท่าที มีการส่งซิกให้สัญญาณต่อรองราคา

สมาส เล่าว่า การพนันเกิดได้ทุกวินาทีในสนามมวย จากราคาต่อรองที่ขึ้นลงตลอดเวลาตามแต่สายตาของบรรดาเซียนมวย วันไหนใครผิดหวัง หมดเงินก็เสี่ยงที่จะมีอารมณ์ สุดท้ายโทษกรรมการว่าเป็นตัวปัญหา

“ราคามันไหลไปเรื่อยตามแต่ที่เขาเล่นกัน วินาทีนี้เล่นไอ้นี่ เดี๋ยวสักพักไอ้นี่ล้ม กลิ้งไปกับพื้น ก็มีคนเปิดราคาใหม่ คนมันเยอะ ราคาในสนามมันมีหลายวง หาจับชนกันไปเรื่อย”

 

 

ยงศักดิ์ ณ สงขลา กรรมการจากเวทีมวยช่อง 7 สี ยอมรับว่า สิ่งที่ก้าวกระโดดไปพร้อมกับความนิยมในกีฬามวยก็คือ การพนัน โดยเฉพาะการถ่ายทอดสดที่ทำให้เม็ดเงินในการพนันนั้นเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณจากในอดีต ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจสำหรับผู้ที่เสียผลประโยชน์

อย่างไรก็ตามเขายืนยันว่า ผู้ตัดสินแทบทั้งหมดทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรมและเจตนาบริสุทธิ์

“มันมีการปล่อยข่าว มีการสร้างกระแสในแง่ลบให้กับผู้ตัดสิน แต่ผมกล้าการันตีว่า ผู้ตัดสินทุกคนทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรม ข่าวลือและกระแสอาจทำให้คนในวงการมวยมีความรู้สึกเชื่อหรือครหาในการทำหน้าที่”

ยงศักดิ์ บอกว่า วงการมวยมีความเป็นลูกผู้ชาย น้อยครั้งที่จะเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น โดยวัฒนธรรมของการแสดงออกเมื่อเกิดความไม่พอใจเป็นไปในลักษณะส่งเสียงโห่ประท้วงเท่านั้น

“ตอนผู้ตัดสินชูมือ มีทั้งคนปรบมือและด่า ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย การไม่พอใจถึงขั้นทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นน้อยมากในวงการมวย บางวงการหนักกว่าเยอะ ผมกล้าพูดว่า คนที่อยู่วงการมวยมีความเป็นลูกผู้ชายค่อนข้างสูง เป็นนักเลง ไม่ใช่อันธพาล แพ้คือแพ้ การส่งเสียงโห่ฮา ขว้างสิ่งของ คือสัญลักษณ์ของการแสดงออกว่าไม่ยอมรับ ไม่พอใจ บางครั้งก็ลงมาประท้วง ขอคำชี้แจงจากผู้ตัดสิน ซึ่งเมื่อผู้ตัดสินชี้แจง พวกเขาก็จะหยุดทันที นี่คือเสน่ห์ของวงการมวยบ้านเรา”

 

วางตัวให้เป็น อย่าให้กระทบกับการตัดสิน

ปัจจุบันเซียนพนันบางคนยังคงใช้อิทธิพลในการครอบงำการทำงานของกรรมการผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น สร้างกระเเสในเเง่ลบ ข่มขู่ กดดันทั้งทางตรงและอ้อม

สมาส บอกว่า กรรมการห้ามมวยต้องรู้จักปฎิบัติตน จัดการความสัมพันธ์กับคนเพื่อไม่ให้โน้มเอียงไปมีผลประโยชน์ที่ส่อไปในทางมิชอบ

“เคยมีโทรศัพท์มาหาผม ไม่เชิงเป็นข้อเสนอ พวกนี้เขาจะพยายามคุยเอาเราเป็นพวกไว้ก่อน เมื่อไหร่เป็นพวกแล้ว ข้อเสนอตามมาทีหลัง แต่เราอยู่มา 20 ปี ไม่คลุกคลีมีนอกมีในกับใคร พวกเซียนเราไม่ไปสนิทด้วย การวางตัวและระยะห่างมันทำให้เราปลอดภัย น่าเชื่อถือ มีภาพลักษณ์ดีและอยู่ได้ยาวนาน”

ธานี ชัยสุนทรโยธิน หรือ เจ๋ง ท่าพระจันทร์ ที่ปรึกษานิตยสารมวยสยาม บอกว่า แม้กติการมวยไทยจะระบุและเป็นที่รับรู้อย่างชัดเจน แต่ในทางปฎิบัติไม่สามารถมองเห็นหรือตัดสินใจได้อย่างตรงไปตรงมาแม่นยำ 100 % เหมือนกีฬาที่ถูกกำหนดด้วยเวลา น้ำหนัก หรือตัวเลข ฉะนั้นความผิดพลาดหรือความคิดเห็นไม่ตรงกันจึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเสมอ

“ทุกคนทราบดี ใครออกอาวุธชัดเจนจะแจ้งหนักหน่วง ใครออกอาวุธได้หลากหลายจะเป็นผู้ชนะ และถ้าคู่คี่สูสีนักมวยที่เป็นฝ่ายกระทำจะเป็นผู้ชนะ แต่ในทางปฎิบัติและตัดสินมันไม่ง่ายขนาดนั้น ทุกคนไม่ได้เห็นตรงกันไปซะหมด คนดูมวยถ่ายทอดสดกับคนดูที่เวทียังมองต่างมุมกันเลย เพราะงั้นมันยากที่จะมีอะไรชัดเจน”

ที่ปรึกษานิตยสารมวยสยาม บอกว่า ไม่มีใครรับประกันได้ว่ากรรมการต้องตัดสินแบบไหนถึงจะปลอดภัยหรือลดความเสี่ยงปราศจากความรุนแรงได้ 100% แต่อย่างน้อยที่สุด การสร้างศรัทธาความน่าเชื่อถือ มีการตัดสินที่ตรงไปตรงมา ก็ช่วยให้กรรมการผู้นั้นได้รับความเคารพและยอมรับได้

“สร้างความน่าเชื่อถือและปฎิบัติหน้าที่อย่างมั่นคงในรูปแบบที่แฟนมวยยอมรับ อย่างมวยสูสีคู่คี่ คุณเคยให้มวยฝ่ายเดินรุกไล่ชนะ คุณก็ควรจะให้การตัดสินแบบนี้เป็นมาตรฐานอย่างมั่นคง ต่อเนื่อง เป็นการลดข้อครหาได้ส่วนหนึ่ง เขาจะเห็นว่าเออ…คุณมีมาตรฐาน ไม่ใช่วันนี้มวยคู่คี่ ให้มวยเดินชนะ อีกวันให้มวยถอยชนะ ไม่ได้หมายถึงว่า มวยถอยต้องแพ้ตลอดนะ ถ้าออกอาวุธมันก็สามารถชนะได้ แต่อย่างน้อยๆ การมีมาตรฐานก็เป็นหนึ่งในปัจจัยลดความเสี่ยงของความรุนแรงลงได้ ที่สำคัญการวางตัวสร้างบุคลิกน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญ แต่สุดท้ายไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้ 100% หรอก”

 

ยกระดับความยุติธรรมให้วงการมวย

ทนุเกียรติ จันทร์ชุม ผู้อำนวยการฝ่ายกีฬาอาชีพและกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) บอกว่า ผู้ตัดสินในเวทีมวยหลักของประเทศทุกคนต่างมีความรู้ความสามารถและจรรยาบรรณกำกับอยู่แล้ว หากละเมิดจะถูกลงโทษตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามยอมรับว่าปัจจุบัน กกท. ไม่สามารถกำกับดูแลการทำหน้าที่ได้อย่างทั่วถึง

“คนดูกีฬาต้องรู้จักยอมรับคำตัดสินเป็นพื้นฐาน หากไม่พอใจ รู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม สามารถร้องเรียนการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินได้ ทางกกท. จะทำการพิจารณา โดยตั้งอนุกรรมการไต่สวนสืบหาข้อเท็จจริง ส่วนเรื่องการพนันผมยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง และถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กรรมการเสี่ยงต่ออันตราย ความรุนแรง ความไม่ปลอดภัยได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา ว่ากันไปตามรูปมวยและกติกา”

ทนุเกียรติ ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการกีฬามวยอยู่ระหว่างหยิบยกเรื่องมาตรฐานการปฎิบัติหน้าที่ของกรรมการผู้ตัดสินใจขึ้นมาพิจารณาและหาแนวทางพัฒนา เช่นกันกับการพัฒนาให้คนดูมีทัศนคติที่ดีและรู้จักยอมรับคำตัดสินมากขึ้น

สมาส กรรมการห้ามมวย บอกว่า เมื่อการพนันเกิดขึ้นจริงในวงการ ก็ควรมีวิธีจัดการให้ชัดเจน เพื่อยกระดับให้ทุกอย่างมีคุณภาพ มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม การทำให้มีมาตรฐานอย่างแท้จริงจะนำไปสู่ความเป็นมืออาชีพของนักมวย กรรมการ โปรโมเตอร์ เซียนมวย แม้กระทั่งคนดู ขณะเดียวยังทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ระบบกฎหมายจนสามารถนำไปพัฒนาส่วนอื่นๆในวงการมวยไทยได้อีกมาก

“ตอนนี้คนพนันแบบไร้รูปแบบ กูทำไงก็ได้แล้วแต่เพื่อให้ชนะ เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง วงการมวยมันต้องยกระดับเพื่อให้คนภายนอกเห็นว่า วงการนี้ไม่ใช่วงการมาเฟีย ไม่ใช่วงการนักเลง แต่เป็นวงการกีฬาที่น่าเข้าไปสัมผัสไม่ใช่ของคนบางกลุ่มเท่านั้น”

ยงศักดิ์ บอกว่า ถึงเวลาที่ต้องมีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อจัดตั้งองค์กรผู้ตัดสินอาชีพในลักษณะองค์กรกลางขึ้นมาเพื่อหารือข้อบกพร่อง ปรับทิศทางการตัดสินให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“ผมต้องการให้คนดูมวยทั้งประเทศเข้าใจตรงกัน ทั้งเซียน ชาวบ้าน คนต่างชาติ ไม่ใช่เซียนดูแบบหนึ่ง ชาวบ้านดูแบบหนึ่ง ฝรั่งดูแบบหนึ่ง แบบนั้นมันล้มเหลว ออกสู่สากลไม่ได้ ทำไงให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันหมด เห็นผู้ชนะเป็นภาพเดียวกัน”

 

 

นพ.สุทธิชัย โชคกิจชัย นายใหญ่แคมป์ ส.โชคกิจชัย และแพทย์ประจำเวทีมวยลุมพินี เห็นว่า ปัจจุบันมาตรฐานในการตัดสินนั้นมีอยู่แล้วและเป็นที่ยอมรับในส่วนใหญ่ เพียงแต่มีพื้นที่สีเทาในการตัดสินอยู่บ้าง โดยมักเกิดขึ้นกับการชกที่สูสี

“เซียนมวยที่เล่นกันเป็นแสนเป็นล้าน เขาเสียก็แค่โวยวาย เต็มที่ไม่พอใจก็ขอดูวิธีการตัดสิน พูดคุยกับผู้บริหารสนามมวย ขอให้ตรวจสอบ หากผิดพลาด กรรมการก็จะถูกคาดโทษ สั่งพักงาน นี่คือมาตรฐานการลงโทษของวงการมวยไทย ซึ่งความเห็นต่างระหว่างเซียนมวยและกรรมการมันเกิดขึ้นได้แน่นอน แต่ไม่ได้นำไปสู่ความรุนแรง เพราะมีกระบวนการจัดการอยู่แล้ว”

นพ.สุทธิชัย บอกว่า การยกระดับความยุติธรรมโดยไม่สูญเสียสีสันและเสน่ห์ของวงการมวยก็คือ การมีกระบวนการจัดการตรวจสอบการทำหน้าที่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นโดยมีกฎหมายรองรับผ่านกรรมการกลาง ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ก่อนดำเนินการลงโทษทางวินัย

“โดยทั่วไปสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันของวงการมวยไม่ได้รุนแรง ผมมองว่า เป็นสีสันเสน่ห์ของวงการ เรื่องสำคัญคือทำยังไงให้คนเห็นต่างไม่เลยเถิดไปถึงการแสดงความรุนแรงต่อกัน”

ทั้งหมดนี้คือความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและมีประสบการณ์ในแวดวงมวยไทย โดยสรุปก็คือหากแต่ละคนทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ รู้จักยอมรับคำตัดสิน ไม่ระบายความแค้นใส่กันเอง ความรุนแรงก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

เปิดรธน.60แก้มาตรา5 ให้ใช้ประเพณีการปกครองแก้วิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 เมษายน 2560 เวลา 18:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/488885

เปิดรธน.60แก้มาตรา5 ให้ใช้ประเพณีการปกครองแก้วิกฤต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เนื้อหาใน รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ที่มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้มีการแก้ไขเนื้อหาในบางมาตราต่างไปจากร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติคณะกรรมการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ อาทิ

1.มาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทําใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทํานั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทําการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ขณะที่ มาตรา 5 เดิม บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้น เป็นอันใช้บังคับมิได้

เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัย กรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

เมื่อมีกรณีตามวรรคสองเกิดขึ้น ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วม ระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานองค์กรอิสระ เพื่อวินิจฉัย

ในการประชุมร่วมตามวรรคสาม ให้ที่ประชุมเลือกกันเองให้คนหนึ่งทำหน้าที่ ประธานในที่ประชุมแต่ละคราว ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งใด ให้ที่ประชุมร่วมประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งเท่าที่มีอยู่

การวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธาน ในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

คำวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้เป็นที่สุด และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

2.มาตรา 12 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่น ของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง หรือข้าราชการ “เว้นแต่การเป็นข้าราชการในพระองค์ ในตําแหน่งองคมนตรี” และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใดๆ

ขณะที่ มาตรา 12 เดิม บัญญัติว่า องคมนตรีต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง และต้องไม่แสดงการฝักใฝ่ในพรรคการเมืองใด ๆ

3.มาตรา 16 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหาร พระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้น ให้เป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และในกรณีที่ทรงแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

ขณะที่ มาตรา 16 เดิม ระบุว่า ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทน พระองค์ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

4.มาตรา 17 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 16 หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์เพราะ ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น แต่ต่อมาคณะองคมนตรีพิจารณาเห็นว่ามีความจําเป็นสมควร แต่งตั้งผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์และไม่อาจกราบบังคมทูลให้ทรงแต่งตั้งได้ทันการ ให้คณะองคมนตรี เสนอชื่อบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะ ตามลําดับที่โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมกําหนดไว้ก่อนแล้ว ให้เป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ แล้วแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อประกาศในพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นขึ้นเป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์

ขณะที่ มาตรา 17 เดิม ระบุว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามมาตรา 16 หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

5.มาตรา 182 ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ

ขณะที่ มาตรา 182 เดิมบัญญัติว่า บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับ ราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ในรัฐธรรมนูญ

ให้ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวงบรรดา ที่ได้รับสนองพระบรมราชโองการ

อ่านรายละเอียดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2560

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/040/1.PDF

 

“กม.ห้ามนั่งท้ายกระบะไม่เป็นธรรมกับคนทำมาหากิน”เสียงครวญของชนชั้นปิกอัพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2560 เวลา 18:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/488718

"กม.ห้ามนั่งท้ายกระบะไม่เป็นธรรมกับคนทำมาหากิน"เสียงครวญของชนชั้นปิกอัพ

เรื่อง…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

วันแรกของการประกาศใช้มาตรา 44 “ห้ามผู้โดยสารนั่งแคป-นั่งท้ายกระบะ” เกิดกระแสคัดค้านตามมาเป็นวงกว้าง

ประชาชนกว่า 90 % ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เนื่องจากส่งผลกระทบต่อคนทำมาหากิน โดยเฉพาะอาชีพที่มีความจำเป็นต้องใช้กระบะหลังบรรทุกคน บรรทุกสิ่งของ เช่น รับเหมาก่อสร้าง ส่งน้ำแข็ง รับจ้างจัดสวนตัดต้นไม้ พ่อค้าแม่ค้า บ้างมองว่าบังคับกฎหมายปุบปับรวดเร็วเกินไป บ้างว่าไม่เป็นธรรมกับคนยากคนจน อีกหลายคนเชื่อว่าเป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด

จิตรกร เล็งสาห์ พ่อค้าขายหมูตลาดคลองเตย บอกเสียงหนักแน่นว่า ไม่เห็นด้วย พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่ซื้อรถกระบะคันละเกือบล้านเพื่อใช้งานบรรทุกของ บรรทุกคน แต่กลับถูกกฎหมายห้าม สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

“อย่างงานรับเหมาก่อสร้าง เขาก็ต้องขนลูกน้องขึ้นรถจากที่นึงไปทำงานอีกที่นึง ถ้าออกกฎหมายมาแบบนี้ จะซื้อรถกระบะมาทำไม หรือเวลามีงานสำคัญ ไปเที่ยวไหน เขาก็สามารถพาพี่น้องไปด้วยได้ บางคนออกรถมา 7 – 8 แสน พอครอบครัวญาติพี่น้องออกไปด้วยไม่ได้ แล้วจะออกรถมาเพื่ออะไร มีแต่เสียกับเสีย ไม่มีผลประโยชน์อะไรเลย รถกระบะมันมีประโยชน์ บางคนออกรถมาเพื่อขนสินค้าและขนคน สาเหตุที่เลือกซื้อรถกระบะมีแคปเพราะราคาถูกกว่า ขนของไปขายได้หลายที่ พอไปขายของ ลูกน้องก็นั่งท้ายกระบะไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะให้ไปนั่งตรงไหน เพราะพ่อค้าแม่ค้าไม่ใช้รถเก๋งกันอยู่แล้ว มันทำให้คนค้าขายเดือดร้อน

 

เรนู ปานประสิทธิ์ แม่ค้าคนขายขนม มองว่า การห้ามไม่ให้นั่งท้ายกระบะ ข้อดีคือไม่อันตราย หากเกิดอุบัติเหตุคนจะไม่กระเด็นออกนอกตัวรถ แต่ข้อเสียคือ เวลาจะเดินทางไปไหนทั้งครอบครัว หรือมีลูกน้อง ก็จะโดยสารไม่ได้  ทั้งที่สามารถช่วยประหยัดเรื่องเวลา จำนวนคน จำนวนสิ่งของ

“ห้ามนั่งท้ายกระบะข้างนอกพอเข้าใจได้ว่าห้ามทำไม แต่ห้ามนั่งแคปที่อยู่ข้างในนี่ไม่เข้าใจจริงๆ ถ้ามันกลายเป็นรถผิดประเภทแล้วจะทำรถแบบนี้ออกมาทำไม าจะให้ไปซื้อรถประเภทอื่น เช่น รถตู้ที่สามารถโดยสารได้เยอะๆก็ไม่มีเงินขนาดนั้น ถ้ามี 5 คน แต่รถโดยสารไปได้แค่ 4 คน แล้วอีก 1 คนจะทำอย่างไร ให้นั่งแท็กซี่ตามไปเหรอ นี่ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดจุดไป อยากเสนอให้อนุโลมให้นั่งแคปได้ อย่างน้อยก็ยังอันตรายน้อยกว่านั่งท้ายกระบะ

ด้าน พรทิพย์  นุย์นลำ แม่ค้าขายปลา เล่าว่า สาเหตุที่จำเป็นต้องให้มีคนนั่งท้ายกระบะ เพื่อเฝ้าของไม่ให้ถูกลักขโมย หรือตกหล่น

“จะให้ย้ายมานั่งข้างหน้ากันหมดคงไม่ไหว ไม่มีคนคอยเฝ้าว่าของเราจะหายไหม คิดว่าไม่ช่วยแก้ปัญหาจากอุบัติเหตุจากจราจรได้ไ อุบัติเหตุมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด ขับรถคนเดียวยังเกิดอุบัติเหตุได้เลย ไม่ต้องเฉพาะเทศกาลหรอก  การออกกฎหมายมาก็เป็นเรื่องดี แต่มันปุบปับไป ควรไปเข้มงวดที่ตัวคนขับจะดีกว่า ขับรถมีวินัย ปลอดภัย แก้ปัญหาให้มันถูกจุดดีกว่า”

 

ขณะที่ ทวีทรัพย์ พงศ์พรทรัพย์ ผู้ประกอบการร้านน้ำแข็ง บอกว่า สำหรับตัวเองแล้ว การห้ามนั่งท้ายกระบะกระทบกับการทำงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในเเง่ความสะดวก ซึ่งพอปรับปรุงได้ คนงานไม่จำเป็นต้องยืนท้ายกระบะ เนื่องจากในการขนส่งน้ำเเข็งมีอุปกรณ์สายรัดดูเเลการเคลื่อนย้ายอยู่เเล้ว

“ห้ามนั่งแคปนั้นเป็นปัญหาเเน่นอน เพราะบรรทุกคนงานได้น้อยลงกฎหมายตัวนี้มีปัญหาในเชิงปฎิบัติมาก โดยเฉพาะหากมองในภาพรวมของผู้ประกอบการธุรกิจลักษณะขนส่งสินค้าในภาพรวมหากเปรียบเทียบการนั่งท้ายกระบะกับรถสองเเถว ความอันตรายเเทบไม่ต่างกันเลย หรือเเม้เเต่รถเมล์ ก็ไม่มีเข็มขัดนิรภัย อันตรายพอกัน ยิ่งบอกไม่ให้นั่งเเคป คำถามคือแล้วคุณจะผลิตออกมาทำไม ไม่ต้องผลิตเเคปออกมาเลยดีกว่าไหม  ผมว่าตำรวจควรไปดูเเลเรื่องการขับขี่ผิดกฎหมาย เช่น ย้อนศร เล่นโทรศัพท์ขณะขับ เมาเเล้วขับ จะเข้าท่ากว่า

สุดท้าย ธราดล ทันด่วน หมอต้นไม้ชื่อดัง ผู้ประกอบอาชีพที่จำเป็นต้องใช้ท้ายกระบะในการขนคนและอุปกรณ์ กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายแบบปุบปับกะทันหันย่อมผลกระทบต่อสังคมวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น โดยคนชนชั้นล่างที่เรียกว่า “ชนชั้นปิกอัพ”

“คนพวกนี้เป็นคนทำมาหากิน เป็นคนระดับล่างซึ่งไม่มีปากเสียง เมื่อโดนกวดขันเข้า ก็ต้องยอมจ่ายเงินเพื่อให้จบๆ ฉะนั้นการบังคับใช้กฎหมายจราจรที่ผ่านมามันไม่ได้บังคับใช้เพื่อผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของตำรวจ แล้วจู่ๆจะมาบังคับใช้ ผมว่ามีปัญหาแน่ ผมทำงานเกี่ยวกับต้นไม้ รถที่ใช้ก็ต้องขนทั้งอุปกรณ์และคนงาน อาชีพผมคงไม่เดือดร้อนอะไรมาก ก็ไปคิดราคาเพิ่มกับลูกค้าแทน แต่ถ้าบังคับใช้จริงจังมันส่งผลกระทบกันหมด เช่น ผู้รับเหมาทำรถไฟฟ้า รับเหมาสร้างคอนโด ต้องตระเวนไปดูจุดต่างๆ เขาก็ใช้รถกระบะเพื่อขนคนและวัสดุทั้งนั้น แต่กลัวว่าจะทำไม่จริง ตอดเล็กตอดน้อย รีดไถเป็นระยะๆ ผมไม่เชื่อว่าจะทำจริงๆจังๆ แต่บังคับใช้ได้แค่คนชั้นล่างระดับบนเท่านั้น นั่นคือ ชนชั้นปิกอัพ

 

ธราดลบอกว่า อยากให้นายกรัฐมนตรีเริ่มทดลองกับกับรถราชการก่อน แล้วค่อยมาใช้กับรถของประชาชน

“ถ้าเป็นผม ผมจะยังไม่บังคับใช้กับคนทั่วไป เพราะรถของคนทั่วไปมีมากกว่ารถของราชการหลายเท่าตัว อยากให้นายกรัฐมนตรีทดลองทำกับรถราชการทุกคันก่อน โดยเฉพาะข้าราชการที่ขับรถส่วนตัว ควรไปกวดขันให้ปฏิบัติตามกฎหมายทุกข้อเป็นตัวอย่างให้ได้ก่อนแล้วคนทั่วไปจะทำตาม”

นี่คือหลากหลายเสียงสะท้อนที่กลั่นมาจากความเดือดร้อนของประชาชนที่ยังจำเป็นต้องบรรทุกคน บรรทุกของไว้ท้ายกระบะ

 

“ไม่เรียนครูก็สอบครูได้”แก้ปัญหาการศึกษาไทยจริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 22:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/488339

"ไม่เรียนครูก็สอบครูได้"แก้ปัญหาการศึกษาไทยจริงหรือ?

โดย…พรพิรุณ ทองอินทร์

เมื่อเร็วๆนี้ มีการจัดเวทีเสวนา เรื่อง “ตั๋วครู : วิกฤตของวิชาชีพครูจริงหรือ?” โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกับ CHES, ทปสท. และองค์กรพันธมิตร เพื่อระดมความคิดและหาทางออกของกระบวนการผลิตครู ใช้ครู และพัฒนาครูอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกล่วววิกฤตการขาดแคลนครูในยุคปัจจุบัน

คนจบสาขาอื่นเป็นครูได้หรือเปล่า?

เป็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในแวดวงวิชาชีพครู เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดโอกาสให้ผู้ไม่มีวุฒิครูมาสอบเป็นผู้ช่วยครูได้ จึงมีเสียงคัดค้านจากกลุ่มนักศึกษาที่มีสิทธิ์สอบตามหลักสูตรครู 5 ปี และกลุ่มอาจารย์คณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์  ส่วนใหญ่มองว่าอาชีพครูเป็นเรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการคัดเลือก

กมลเทพ ชังชู ผ.อ.โรงเรียนอนุบาลปราโมชพัฒนา กล่าวว่า ตนไม่ได้จบคณะครุศาสตร์มาโดยตรง แต่ได้เป็นครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์แก่เด็กนักเรียนมาตั้งแต่เรียนจบ โดยอาศัยประสบการณ์จากตอนเป็นเด็ก เช่น คุณครูเคยสอนอย่างไรก็สอนเด็กแบบที่ครูเคยสอน กระทั่งสอนมาได้ 5 – 6 ปี แล้วได้ไปอบรมที่ต่างประเทศถึงได้รู้ว่า เราสอนเด็กไม่ได้ ควบคุมเด็กไม่ได้ จิตวิทยาไม่มี เป็นแค่ “คนเก่งที่สอนเด็ก” จนสุดท้ายต้องสั่งสมประสบการณ์ใหม่

“การที่ครูที่จบจากสาขาอื่นมาเป็นครูเป็นเรื่องที่ดี แต่จะเป็นแค่ครูที่เป็นคนเก่ง ทว่าสอนเด็กไม่เป็น กว่าจะสอนได้ต้องสะสมประสบกาณ์อยู่หลายปี แต่ถ้าเป็นครูที่มาจากครูสายตรง ก็จะรู้แค่ในมุมมองแคบตามที่เรียนมา รู้ไม่เท่าทันเท่าครูที่จบสายอื่น ติดอยู่ที่ความรู้เดิม เหมือนที่ครูวิทยาศาสตร์ก็รู้แต่เรื่องวิทยาศาสตร์”

 

สอนเด็กไม่ใช่เรื่องหมูๆ

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานสภาคณาจารย์ และข้าราชการแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ประสบการณ์ที่จบคณะครุศาสตร์มาแล้วได้ไปสอนเด็ก มีความตั้งใจที่จะสอนเด็กมาก แต่เด็กไม่รู้ไม่เข้าใจในที่สุดถึงได้รู้ว่าการที่มีความรู้แล้วไปสอนเด็กทันทีไม่ได้ ต้องใช้เวลาสอนนานหลายปีถึงจะมองตาเด็กเข้าใจว่าเด็กต้องการอะไร

“มันเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่ในหนังสือเรียน ต้องใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจ ตอนนี้ต้องมองภาพรวมของทั้งประเทศ ไม่ได้มองแค่จุดใดจุดหนึ่ง ต้องมองว่าจะไปสอนใคร เพราะการสอนเด็กแต่ละระดับมีความแตกต่างกัน ทั้งการสอนเด็กที่เก่งและการสอนเด็กที่อ่อน
หลายคนบอกว่าให้ติวเตอร์ไปสอนเด็กก็ได้ เพราะติวเตอร์เก่งมาก แต่ผมกลับมองว่าติวเตอร์ก็สอนได้แค่เด็กที่เก่ง ลองให้ติวเตอร์สอนเด็กที่อ่อนดูจะทำได้ไหม ผมเคยไปสอนที่โรงเรียนสาธิต ผมตกใจมาก แค่ก้าวขาเข้าไปถึงหน้าประตูห้อง เด็กแย่งกันถามสิ่งที่ไม่เข้าใจจนหมดคาบ เราแทบไม่ต้องสอนอะไรด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิ่งที่เด็กรู้อยู่แล้ว แต่พอมาสอนในระดับมหาลัยราชภัฎ พูดแทบเป็นแทบตายจนหมดคาบ พอถามว่าสงสัยอะไรไหมสุดท้ายก็ไม่มีคนถาม นี่คือจุดที่ต่างอย่างเห็นได้ชัด”

ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวต่อว่า  การศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาคน ต้องมีการคิดอย่างเป็นระบบ การพัฒนาต้องใช้เวลา ครูไม่ได้เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้เท่านั้น แต่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจด้วย ยอมรับว่าการมีใบประกอบวิชาชีพมีความจำเป็น โดยเฉพาะครูชั้นประถมศึกษา เพราะเป็นครูที่สอนเด็กเล็ก ต้องสอนทุกอย่าง และทุกวันนี้การสอบของนักเรียนในวิชาต่างๆ หรือการสอบบรรจุครูก็เป็นการสอบที่ดูแลความรู้ แต่ไม่ได้ดูที่คุณธรรม หากมีข้อสอบที่วัดความรู้มา ก็แค่ท่องจำและนำไปสอบ ใครๆก็ทำได้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านเป็นคนที่เก่ง แต่ไม่เข้าใจเรื่องปัญหาการศึกษา การศึกษาคือการพัฒนาคน ต้องคิดอย่างเป็นระบบ เพราะตอนนี้คุณภาพการศึกษาไทยต่ำทั่วประเทศ ต่ำทุกสาขา ทุกมหาวิทยาลัย ดังนั้นจึงควรควรพัฒนาไปพร้อมกันทั้ง 3 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะ เจตคติ ตอนนี้เราวัดกันแค่ด้านเดียวคือ ความรู้ การตกต่ำของคนไทยไม่ใช่เรื่องคุณภาพแต่เป็นเรื่องคุณธรรม ครูไม่ได้เป็นเพียงผู้ถ่ายทอดวิชา แต่เป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ”

 

ทางออกวิกฤตอาชีพครู

ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ อดีตประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) กล่าวว่า คนที่ไม่ได้เรียนครูมาโดยตรงสามารถเป็นครูได้ แต่จะดีกว่าและไม่เสี่ยงถ้าได้รับการฝึกฝนวิธีการสอน ไม่ใช่ว่าคนเป็นครูอยากสอนก็สอนได้เลยทันที ต้องมีเงื่อนไขที่เรียกว่า “VUCA” มาจากคำว่า Volatility (ความผันผวน) Uncertainty (ความไม่แน่นอน) Complexity (ความซับซ้อน) และ Ambiguity (ความคลุมเครือ) หลังจากที่ครูผ่านการอบรมและฝึกฝนแล้ว คนที่ไม่ได้เรียนด้านครูมาโดยตรงก็จะสามารถเป็นครูผู้สอนได้ทั้งหมดในทุกระดับชั้น ทุกวิชา เพราะผู้เรียนแตกต่างกัน ผู้สอน วิธีสอน วิธีความรู้ก็แตกต่างเหมือนกัน

“การเป็นครูนั้นไม่สามารถที่จะสอนวิธีเดียวกันให้กับเด็กนักเรียนได้ทุกคน ในวงการครูก็มีครูที่ไม่จบครุศาสตร์โดยตรงมาสอนและสามารถสอนดีก็มีเหมือนกัน และครูที่จบครุศาสตร์โดยตรงมาสอนเด็กนักเรียนแล้วสอนได้แย่ก็มี ทั้งผู้เรียนและผู้สอนต่างกัน ความรู้ที่ได้รับก็ต่างกันด้วย”

ผศ.ดร.สุรวาท ยืนยันว่า การศึกษาทุกวันนี้ไม่ได้ตกต่ำเพราะครู และครูก็ไม่ได้ขาดแคลนแต่อย่างใด ยังมีครูที่ติดค้างอยู่ระบบอีกมาก เพราะที่ผ่านมาคุรุสภาได้เข้าไปปรับปรุงมาตรฐานการผลิตครูมาตลอด

“ตอนนี้ครูทั้งประเทศ ครูเก่ามี 70 – 75 % ผลิตโดยหลักสูตรในระบบเก่า ส่วนครูใหม่ที่จบจากหลักสูตรระบบใหม่ก็ได้เข้าสู่ระบบเพียงแค่ 10 – 15% เท่านั้น  ที่คุรุสภายังไม่ได้มีควบคุมและแนวทาง แต่ยืนยันว่าไม่ได้ปิดกั้น เราเดินทางมาถูกทางแล้ว เพียงแต่ต้องมาปรับแนวทาง มีการรองรับงาน ไม่รองรับแบบสะเปะสะปะ”

 

สำหรับแนวทางในการจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องตั๋วครูและผลิตครูให้ตอบโจทย์กับการศึกษาไทย ผศ.ดร.สุรวาท กล่าวว่า ควรปรับหลักสูตรครูให้เข้มข้นขึ้น ควรกำหนดนโยบายให้ชัดเจน เป็นไปได้ไหมที่เด็กที่จบครูมาโดยตรง 5 ปี จะสอนได้ดีและมีความมั่นใจมากกว่า ส่วนคนที่ไม่ได้จบครูมาโดยตรงแต่อยากสอน ควรไปเรียนเพิ่มอีกสัก 1 – 2 ปี เพื่อเพิ่มทักษะการสอน

“ครู 1 คนต่อนักเรียน 1 ห้อง กี่คน ต้องการครูจากสาขาวิชาไหน สาขาวิชาไหนที่ครูขาดแคลน มีช่องว่างการศึกษาตรงไหน ควรควบคุมให้ชัด บางโรงเรียนครูเยอะจนล้น บางโรงเรียนครูขาดจนไม่พอต่อการสอนของเด็ก หากต้องการปรับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริงคิดว่าแนะนำมาถูกทาง แต่ต้องเลือกเด็กและครูผู้สอนให้สอดคล้องกับความต้องการ ปัจจุบันมีสถาบันที่ผลิตครูกว่า 200 แห่ง เปิดโดยที่คุรุสภาไม่รู้ เพราะคุรุสภาไม่มีระบบและมาตรการควบคุมสถาบันผลิตครูมากพอ ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ต้องกำหนดมาตรฐานวิชาชีพให้ชัดเจน หน่วยงานที่ต้องใช้ครูต้องมีแผนการจัดการอย่างชัดเจน ต้องการครูจบจากสาขาอะไร ต้องใช้จำนวนคนเท่าไหร่ อัตราเกษียณอายุเมื่อถึงอายุเท่าไหร่ และควรบอกล่วงหน้า เพราะครูไม่ได้เกษียณพร้อมกันทั้งหมด แต่ทยอยกันเกษียณ ถึงแม้จะเริ่มกำหนดทิศทางการผลิตครูและการศึกษาได้อย่างดีแล้ว แต่การเลือกเด็กนักเรียน การเลือกครู และการพัฒนาครู การปรับปรุงสภาพแวดล้อมจะต้องสอดคล้องกับความต้องการทั้งปริมาณและคุณภาพการศึกษาด้วย”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่การเสนอมุมมองของเรื่องการมีตั๋วครู เพื่ออำนวยและเปิดรับครูเท่านั้น สพฐ.ยังยืนยันว่ามีความจำเป็นที่ต้องได้ครูที่มีคุณภาพตรงตามสาขาที่สถานศึกษาต้องการ และได้ทันเวลา เมื่อต้องการให้เป็นแบบนี้ หลายฝ่ายมองว่าจึงควรจัดระบบครูและครูผู้ช่วยให้เกิดความเท่าเทียมกัน

 

 

5 เม.ย.ดีเดย์กฎความปลอดภัย ระวังใบสั่งลักไก่ – จนท.เลือกปฏิบัติ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2560 เวลา 16:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/488299

5 เม.ย.ดีเดย์กฎความปลอดภัย ระวังใบสั่งลักไก่ - จนท.เลือกปฏิบัติ?

โดย….พัชรศรี ปิ่นแก้ว

5 เม.ย.นี้ ตำรวจจะเริ่มกวดขันจับปรับจริงจังกับผู้ขับขี่ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยเฉพาะการไม่คาดเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ รถกระบะ และรถโดยสารสาธารณะเพื่อรองรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามา

ทั้งนี้ คําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ออกมามีสองฉบับ คือเรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก โดยให้ต้องคาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง รถตู้ลดจำนวนที่นั่งจาก 15 เหลือ 12 ที่นั่ง และ อีกคำสั่ง หากถูกใบสั่งแล้วไม่จ่ายค่าปรับจะต่อทะเบียนรถไม่ได้  วันนี้ยังคงมีคำถามว่า คำสั่งที่ออกมาช่วยแก้ปัญหาความปลอดภัยได้ถูกจุดหรือไม่

อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าวว่า คำสั่งมีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ข้อเสียจะมีมากกว่า แม้ว่าข้อดีคือการบังคับใช้กฎหมายเอาผิดต่อผู้กระทำความผิดจริง แต่มองว่าเป็นการแก้ปัญหาไม่ถูกจุดและยังเป็นการออกคำสั่งที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตำรวจมากกว่า จึงขอตั้งคำถามว่า ถ้าประชาชนไม่ได้ทำผิดกฎจราจร แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรยัดข้อหา พวกเขาจะทำอย่างไร

อัจฉริยะ กล่าวว่า คำสั่งที่ออกมาจึงเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ตำรวจจราจรที่ประพฤติโดยมิชอบมากเกินไปต่อการมุ่งหวังเรียกเงินค่าปรับทางจราจรมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีช่องโหว่ที่ทำให้ตำรวจจราจรออกมาตั้งด่านอย่างที่เห็น

ขณะเดียวกัน การไม่จ่ายค่าปรับจะไม่ต่อภาษีรถเป็นคนละเรื่องกัน การเสียค่าปรับก็ต้องดูตามการกระทำความผิด หากว่ามีประชาชนถูกยัดข้อกล่าวหาก็ไม่สามารถต่อทะเบียนรถได้ทั้งที่เขาไม่ได้ทำผิดอะไรและต้องทำอย่างไร ดังนั้น คำสั่งนี้ควรชี้แจงเรื่องบทลงโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยัดข้อหาให้ประชาชนหรือตำรวจที่ทำผิดพลาดอย่างชัดเจนด้วย ทั้งนี้ ได้ย้ำว่าควรกำหนดเอาความผิดด้วยเรื่องของความเร็ว และต้องระวังเรื่องใบสั่งที่ลักไก่ก็ยังมีอยู่โดยเฉพาะแบบออนไลน์ รวมถึงการเลือกปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามเก็บแต่คนหาเช้ากินค่ำเพราะไม่กล้ามีปากเสียง แต่คนรวยกลับทำเป็นมองไม่เห็น ก้มผูกรองเท้าปล่อยผ่านไป

อัจฉริยะ กล่าวต่อว่า ส่วนการออกข้อบังคับให้มีคาดเข็มขัดทุกที่นั่ง อันที่จริงควรออกคำสั่งเคร่งครัดแก้เรื่องการใช้ความเร็วมากกว่า เพราะทุกวันอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นมาจากการใช้ความเร็วเกินกำหนดทั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องการลดจำนวนที่นั่งของรถตู้จาก 15 ที่นั่ง เหลือ 12 ที่นั่ง เป็นเรื่องที่เห็นด้วย เพราะว่าตามสภาพรถตู้จะมีทางออกทางเดียวและหน้าต่างมีขนาดเล็กเปิดไม่ได้ และเห็นว่า ควรเสริมเรื่องการเพิ่มประตูรถให้มีทั้งสองข้างด้วยดีกว่า เพื่อสามารถหนีออกมาง่ายขึ้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการ จเรตำรวจแห่งชาติ

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการ จเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าว มีสาเหตุจากปัญหาที่ประชาชนไม่ยอมไปเสียค่าปรับ จึงทำให้การบังคับใช้กฎหมายจราจรไม่มีประสิทธิภาพ  เมื่อมีคำสั่งเป็นข้อบังคับใช้ทางกฎหมายน่าจะดีขึ้น แต่แง่หลักนิติธรรมกลายเป็นว่าจะได้รับผลกระทบ  เพราะการกระทำความผิดจราจรการเรียกค่าปรับกับการไม่ต่อภาษีทะเบียนรถถือว่าเป็นคนละเรื่อง ความจริงรัฐบาลควรไปปรับระบบการดำเนินการในการออกใบสั่ง การออกหมายเรียกและการสอบสวน ดังนั้น คำสั่งที่ออกมาแม้จะดีแต่จะสร้างความเครียดให้แก่ประชาชน กลายเป็นเรื่องสร้างแรงกดดันมากกว่าการทำให้เป็นแรงจูงใจ

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเรียกเก็บค่าปรับตามปัจจุบันนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเพราะต้องเป็นหมายเรียกที่ได้จากศาลตามอำนาจของตุลาการที่จะพิจารณาการเรียกค่าปรับ ปัจจุบันกลายเป็นการเรียกค่าปรับมั่วไปหมด จึงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชนเพราะว่าการเรียกเก็บค่าปรับ 400 บาทเท่ากันทั้งคนจนและคนรวย จำนวนเงินนี้สำหรับกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำถือว่าเป็นเงินจำนวนมากเพราะกว่าพวกเขาจะหามาได้ต้องเหนื่อยขนาดไหน จึงกลายว่าเป็นตำรวจที่โลภจะได้เงินค่าปรับมากขึ้นจากการเขียนใบสั่งกับคนจนที่เป็นเหยื่อ

พ.ต.อ.วิรุตม์ กล่าวเสริมว่า สิ่งที่จะทำให้ประชาชนเชื่อถือตำรวจจราจรมากขึ้น คือไม่มีการมอบรางวัลเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจร เพราะรางวัลทำให้ตำรวจโลภและยิ่งหากินมากขึ้น โดยการเขียนใบสั่งเพิ่มขึ้นตามยอดเจ้านายที่สั่งมา ยัดข้อหาให้ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องโดยเฉพาะคนจน ซึ่งเป็นการทำงานที่ง่ายและยิ่งมีกล้องยิ่งง่ายกว่าเดิม จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมี ทั้งนี้อยากถามว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้าราชการ เคารพกฎจราจร มากน้อยแค่ไหน

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

ขณะที่ สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมายจราจรอย่างจริงจัง แต่จะออกเป็นมาตรการเฉพาะช่วงเทศกาลแทน จึงคิดว่าเมื่อรัฐบาลมาสนใจจะทำสิ่งที่ให้ลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยมีตำรวจและกรมขนส่งทางบกประสานงานกัน ถือเป็นเรื่องที่ควรทำมาตั้งนานแล้ว แต่สาเหตุที่ทำไม่ได้เพราะต้องมีการแก้กฎหมายหลายฉบับ แต่กว่าจะแก้เสร็จก็อาจจะไม่ทันสงกรานต์ จึงต้องออกมาเป็นคำสั่งแบบนี้  ส่วนตัวจึงเห็นด้วยเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการรักษาชีวิตประชาชน และเข้าใจคำสั่งที่เร่งรัดว่าคงใกล้ถึงช่วงสงกรานต์พอดี เรื่องการคาดเข็มขัดเป็นเรื่องที่คนไทยควรเรียนรู้และทำ เพราะต่างประเทศได้บังคับมานานแล้ว การบังคับใช้กฎหมายในไทยมีความอ่อนแอ จนกลายเป็นช่วงเทศกาลต่าง ๆ มักจะมียอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี จึงต้องหันกลับมามองถึงความปลอดภัยส่วนนี้

สังศิต กล่าวถึงคำสั่งที่ออกมาจะทำให้เกิดเป็นผลประโยชน์ต่อตำรวจมากขึ้นหรือไม่นั้น ตามความจริงแม้จะไม่มีคำสั่งดังกล่าว ตำรวจก็พยายามหาผลประโยชน์อยู่แล้ว หากยังไม่มีการปฏิรูปตำรวจ เพราะตำรวจก็ยังหาผลประโยชน์ได้ตลอดเวลา จะทำให้เป็นจุดบอดของการปฏิบัติตามคำสั่ง ประชาชนจะถูกยัดข้อหามากขึ้น ทำให้ตำรวจสามารถหาช่องทางเอาเปรียบประชาชนได้มากขึ้นเป็นเรื่องจริง แต่สำหรับประชาชนก็ควรมีการป้องกันตัวและต้องช่วยกัน เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือให้เป็นประโยชน์ โดยประชาชนต้องช่วยกันเก็บหลักฐานทั้งรูป คลิป เสียง ไว้เป็นเครื่องมือป้องกันด้วย แต่ถ้ามองเป็นภาพรวมคำสั่งจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ แต่ก็ยังคิดว่าต้องดูผลที่จะเกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะถึง ว่าจะสามารถช่วยลดอุบัติเหตุได้จริงหรือไม่ ถ้าผลออกมาว่ายังเหมือนเดิมก็คงต้องกลับมานั่งคิดกันใหม่

สังศิต กล่าวว่า ส่วนการลดที่นั่งของรถตู้ ก็เห็นด้วย เพื่อลดการเอาเปรียบผู้ใช้บริการและมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่สำหรับความคิดเห็นผู้ประกอบการ ผู้ขับก็จะบอกว่าเดือดร้อน ตนคิดว่าการคุ้มครองผู้บริโภคให้ปลอดภัยต้องมีการเสียสละบ้าง เพราะจะอ้างว่าเป็นการทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น นับว่าไม่ถูก สิ่งที่ควรทำคือการช่วยคุ้มครองชีวิตผู้โดยสารของตนให้ดีขึ้นกว่าเดิม

“การเพิ่มเรื่องการออกคำสั่งช่วงเทศกาล เช่น การให้ 10 จังหวัดที่มียอดผู้เสียชีวิตและอุบัติเหตุสูงสุด ติดตามและรายงานอย่างเข้มงวด หากไม่มีจำนวนลดลงก็ต้องเพิ่มบทลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ที่ไม่สามารถปฏิบัติงานและควบคุมจำนวนอุบัติเหตุให้ลดลง” สังศิต กล่าว