ถอดสมณศักดิ์ ตามรอยพระลิขิตสังฆราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มีนาคม 2560 เวลา 06:59 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/483937

ถอดสมณศักดิ์ ตามรอยพระลิขิตสังฆราช

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สะเทือนไปทั้งวงการพระพุทธศาสนา เมื่อประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องถอดถอนสมณศักดิ์ของ พระเทพญาณมหามุนี (พระไชยบูลย์ สุทธิผล) หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย อย่างเป็นทางการ

จากความผิดที่พระธัมมชโย ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจร และยังถูกกล่าวหาในความผิดอาญาอีกหลายคดี

คำว่า “สมณศักดิ์” สำหรับพระสงฆ์แล้วถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยความหมายคือ ยศสำหรับพระสงฆ์ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่พระสงฆ์ที่เป็นผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบให้ดำรงมั่นอยู่ในสมณเพศ เพื่อเป็นกำลังสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาและเพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นไปโดยเรียบร้อย เพราะการที่พระภิกษุรูปใดได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ย่อมได้รับมอบหมายภาระหน้าที่ในการปกครองหมู่คณะแห่งสงฆ์ไปพร้อมกัน

ขณะที่ ทำเนียบสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ในประเทศไทย แบ่งเป็น 10 ชั้นยศ คือ 1.สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 1 พระองค์ 2.สมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ 8 รูป 3.พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ 19 รูป 4.พระราชาคณะชั้นธรรม 35 รูป 5.พระราชาคณะชั้นเทพ 66 รูป

6.พระราชาคณะชั้นราช 144 รูป 7.พระราชาคณะชั้นสามัญ 394 รูป 8.พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี-โท-เอก-พิเศษ (ไม่จำกัดจำนวน) 9.พระครูฐานานุกรม ตั้งได้ตามจำนวนที่ปรากฏในสัญญาบัตรของพระราชาคณะ 10.พระครูประทวนสมณศักดิ์ (พระครูผู้อุปการะการศึกษาไม่จำกัดจำนวน)

นัยสำคัญของการถอดสมณศักดิ์ สำหรับพระธัมมชโย คืออะไร คนที่ให้ คำตอบเกี่ยวกับเรื่องพระธัมมชโยได้ อย่าง ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่ติดตามพัฒนาการคดีของพระ ธัมมชโยมาโดยตลอด ให้มุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ

ปรีชา อธิบายถึงนัยการถอดถอนสมณศักดิ์ของพระธัมมชโย ว่า เป็นเรื่องของกฎหมายอย่างมีนัยที่ถูกใช้เข้ามาดำเนินการกับพระธัมมชโย สอดคล้องกับพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่เคยมีพระลิขิตไว้ว่า พระธัมมชโย ปาราชิก หรือหมดสภาพของการเป็นพระสงฆ์ไปแล้ว

“กรณีดังกล่าว หากมีการจับกุมพระธัมมชโยได้แล้ว ก็ไม่ต้องจับสึก แค่ดึงผ้าเหลืองที่ห่อหุ้มตัวออกเท่านั้น เพราะถือว่าหมดสภาพความเป็นพระมาตั้งแต่ปี 2542 ตามที่มีพระลิขิตออกมาด้วย” ปรีชา เน้นย้ำถึงสถานะของพระธัมมชโย

อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีคำสั่งให้ถอดถอนสมณศักดิ์นับเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และช่วยเน้นย้ำให้พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อน และถือว่ารัฐบาลดำเนินการอย่างถูกต้อง

ปรีชา มองว่า เชื่อว่าสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน ก็จะทรงยึดในพระลิขิตเดิมของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนในการปกป้องพระพุทธศาสนาของประเทศไทย นอกเหนือจากนี้แล้ว การเรียกขานพระธัมมชโย จะไม่เรียกว่าพระเทพญาณมหามุนี อีกต่อไป สำหรับพระธัมมชโยก็ไม่อาจได้ชื่อว่าเป็นพระอีกต่อไป เพราะด้วยว่าหมดสภาพจากความเป็นพระไปหมดแล้ว นับตั้งแต่ปี 2542 เป็นต้นมา

“ใครจะเรียกพระธัมมชโยอย่างไรก็ไม่มีผลอะไรแล้ว เพราะเขาไม่ใช่พระอีกต่อไป หากแต่เป็นคนตามปกติที่กระทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และผมว่าอาจจะมีความผิดเพิ่มด้วยซ้ำ คือ การแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ด้วย เพราะเขาไม่ใช่พระอีกต่อไปแล้ว” ปรีชา กล่าว

สำหรับเส้นทางของชั้นยศในโลกทางธรรมของพระธัมมชโย ที่แปลความหมายของชื่อได้ว่า “ผู้ชนะโดยธรรม”

นับตั้งแต่ตั้งปณิธานในตนเองว่าจะบวชไม่สึกไปตลอดชีวิตและจะตายที่วัดพระธรรมกาย พระธัมมชโยได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญฝ่ายวิปัสสนาธุระที่พระสุธรรมยานเถร เมื่อปี 2539 และครั้งนี้ถือเป็นชั้นยศแรกของพระธัมมชโย

ภายในปีเดียวกันนั้นเอง พระ ธัมมชโย ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่พระราชภาวนาวิสุทธิ์ อธิมุตธรรมวรากร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี

ถัดมาปี 2554 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพฝ่ายวิปัสสนาธุระ ที่พระเทพญาณมหามุนี ศรีธรรมโกศล โสภณภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี ก่อนที่ปี 2560 จะถูกถอดยศจากคำสั่งล่าสุดที่ประกาศโดยสำนักนายกรัฐมนตรี

 

วิกฤต”ขยะทะเลไทย”ไม่ช่วยกันพังแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2560 เวลา 19:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/483917

วิกฤต"ขยะทะเลไทย"ไม่ช่วยกันพังแน่

โดย…พรพิรุณ ทองอินทร์

เมื่อเร็วๆนี้มีการจัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “วิกฤตขยะบกสู่แพขยะในทะเล : จะแก้อย่างไร?” โดยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยหวังจะสร้างความตระหนักให้กับทุกภาคส่วนต่อวิกฤตขยะมูลฝอยของประเทศจากเหตุการณ์แพขยะในทะเลอ่าวไทย พร้อมกับร่วมกันจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลและส่วนงานที่เกี่ยวข้อง

ขยะทะเล…ภัยร้ายต่อสุขภาพคนและสัตว์

จากผลการสำรวจโดยทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยจอร์เจีย ปี 2558 ระบุว่า ไทยรั้งอันดับ 5 ของประเทศที่ทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุดในโลก

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ขยะทะเลต่างจากขยะบนบกตรงที่สามารถลอยน้ำออกไปได้ไกลสู่ทะเลในต่างประเทศ ซึ่งการจัดการแพขยะต้องเป็นมาตรการเดียวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจกที่นานาชาติจะเข้ามาบีบให้เราจัดการ ไทยถึงจะขยับตัว

“ประเทศไทยติดอันดับที่ 5 ของโลกที่มีการทิ้งขยะลงทะเลมากที่สุด ทั้งที่มีประชากรน้อยแต่ขยะเยอะ ไทยชอบรอเวลาผ่านไปเรื่อยๆ รอให้โดนบีบอัดเต็มที่ก่อนถึงจะทำ สิ่งที่ชี้ชัดก็คือ การรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติกที่รณรงค์ให้ตายยังไงก็ทำได้แค่ 10 %”

 

ผศ.ดร.ธรณ์ กล่าวว่า ภัยเงียบสำคัญจากขยะในท้องทะเลคือ ไมโครพลาสติก ที่ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ โดยพลาสติกจะแตกย่อยเป็นปิโตรเคมีและจะเล็กลงเรื่อยๆ จนมองไม่เห็นแต่ยังคงมีสารเคมีหลงเหลืออยู่ แพลงตอนจะกินไมโครพลาสติกเข้าไป ปลาเล็กกินแพลงตอน ปลาใหญ่จะกินปลาเล็ก แล้วมนุษย์ก็จะกินปลาใหญ่อีกที ในท้ายที่สุดไมโครพลาสติกจึงเข้าไปสะสมในร่างกายของมนุษย์ ทำให้เกิดอันตรายได้

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ กล่าวด้วยว่า การลดใช้ถุงพลาสติกไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและภาคีวิชาการควรจับมือกับคนในสังคม วิเคราะห์นิสัยของคนไทย เพื่อศึกษาทำความเข้าใจนิสัยและพฤติกรรมของคน ก่อนจะเปลี่ยนแปลงความคิดของพวกเขา

ทั้งนี้มาตรการที่ขอเสนอให้รัฐนำไปพิจารณาและจัดการ คือ 1. ขายถุงพลาสติก ใครต้องการใช้ถุงต้องจ่ายเงินเพิ่ม 2. นำขยะมาต่อยอดเป็นสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น รองเท้า

 

 

ขยะไหลลงทะเลปีละ 60,000 ตัน

ดร.วิจารย์  สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เผยว่า องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญเรื่องไมโครพลาสติกมาก เพราะไมโครพลาสติกเกิดจากขยะในทะเล มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันแต่ละคนสร้างขยะวันละ 1.1 กิโลกรัมต่อวัน คิดรวมทั้งประเทศเท่ากับ 7.4 หมื่นตันต่อวัน รวมกัน 27 ล้านตันต่อปี  ขณะที่ขยะที่กำจัดถูกต้องมีเพียง 36% มีขยะที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อ 21%  ขยะที่กำจัดไม่ถูกต้อง 43% และขยะตกค้างอีก 10 ล้านตันต่อปี

“เรามีถังขยะเพียงพอแต่เหตุใดคนถึงไม่ทิ้งขยะลงถัง ทั้งที่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ควรทำได้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญโดยตั้งเป้าลดขยะจากต้นทาง 5% ตามนโยบายประเทศไทยไร้ขยะ”

ด้าน ผศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนมักคิดว่าขยะทะเลมากจากคนริมทะเลและชาวประมง  แต่งานวิจัยพบว่า ขยะในทะเล 80% มาจากขยะบนบก ส่วนใหญ่เป็นถุงพลาสติก ขวดน้ำและเศษอาหาร  มีเพียง 20% ที่มาจากกิจกรรมทางทะเล

“ประเทศไทยยังไม่สามารถเก็บขยะในท้องทะเลได้ทั้งหมด มีหลงเหลือในปริมาณสูงถึงปีละ 3,000-4,000 ตัน ดังนั้นต้องรีบหาทางจัดการปัญหาการเก็บขยะให้ได้มากขึ้น วางระบบจัดการที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง พร้อมกับส่งเสริมให้ซาเล้งสามารถร่วมจัดการขยะเหล่านี้ด้วย”

ข้อมูลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยอ้างอิงจากผลการสำรวจประเมินจากภาพรวมปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศ ในปี พ.ศ.2558 ซึ่งมีจำนวนขยะประมาณ 26.85 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นปริมาณขยะ จำนวน 1.13 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน โดยในจำนวนนี้มีปริมาณขยะที่ตกค้างเพราะไม่สามารถกำจัดอย่างถูกวิธี ราว 23% หรือประมาณ 6.22 ล้านตันต่อปี โดยชายฝั่งทะเล 23 จังหวัด มีปริมาณขยะประมาณ 10 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้มีประมาณ 5 ล้านตันที่ได้รับการจัดการไม่ถูกวิธี

ทั้งนี้ข้อมูลจากการสำรวจ พบอีกว่าประมาณร้อยละ 10 ของขยะที่ตกค้างเนื่องจากจัดการไม่ถูกวิธีจะไหลลงทะเล ซึ่งนั่นหมายถึงมีขยะไหลลงทะเลปีละประมาณ 50,000-60,000 ตันต่อปี ซึ่งประเมินว่าในแต่ละปีจะมีปริมาณขยะพลาสติดในทะเลประมาณ 50,000 ตัน หรือ 750 ล้านชิ้น

 

ซากเต่าตนุ น้ำหนักถึง 100 กิโลกรัม โดยผลการชันสูตรพบเศษขยะอัดแน่นเต็มกระเพาะ ภาพจากเฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat

 

ถึงเวลากำหนดยุทธศาสตร์จัดการขยะ

นอกจากมาตรการแก้ไขเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการจัดการขยะทะเลโดยประกอบด้วย 5 มาตรการดังนี้

1.การสำรวจ ศึกษา จัดทำฐานข้อมูลชนิด ปริมาณ แหล่งที่มาของขยะทะเล

2.การลดปริมาณขยะทะเลจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ชุมชนชายฝั่ง การประมง การท่องเที่ยว และกลุ่มวิสาหกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นต้น

3.การลดผลกระทบจากขยะทะเลต่อระบบนิเวศ ต่อการท่องเที่ยว ต่อสุขอนามัย

4.การส่งเสริมผู้ประกอบการในการผลิตวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

5.การรณรงค์สร้างจิตสำนึกและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

 

เช่นเดียวกับสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ ที่เสนอมาตรการจัดการแก้ปัญหาขยะมูลฝอยบนบกและขยะในทะเลไว้ดังนี้

1.กำหนดมาตราการการจัดการขยะทะเล ควบคุมการทำกิจกรรมบนชายฝั่ง เช่น การทำประมง การท่องเที่ยว การเดินเรือ และการขนถ่ายสินค้าทางทะเล ไม่ให้มีการทิ้งขยะมูลฝอยลงในทะเล มีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดกับผู้ที่ฝ่าฝืน

2.เร่งดำเนินการตามมาตราการแก้ไขปัญหาขยะทะเลในระยะยาว เสนอโดยสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย   ได้แก่ แก้ไขปัญหาขยะบนบกและชายฝั่ง โดยเฉพาะพลาสติกและไมโครพลาสติก เป็นปัญหาเร่งด่วนที่ควรรีบแก้ไข ลดปัญหาขยะพลาสติกที่ต้นทาง เช่น การขายถุงพลาสติก จัดทำจังหวัดนำร่องในการจัดการปัญหาขยะทะเล เสนอให้จังหวัดระยอง เป็นจังหวัดนำร่อง จัดตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะและมาตราการที่เหมาะสมในระยะยาว ผ่านคณะอนุกรรมการด้านทรัพยากรทางทะเล

3.กำหนดมาตราการจำกัดจำนวนที่พักต่างอากาศในบางพื้นที่ คำนวนศักยภาพในการรองรับ และความสามารถในของระบบการจัดการขยะจากนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยว

4.กำหนดระเบียบเฉพาะว่าด้วยการกำขัดขยะมูลฝอย โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยวที่เป็นเกาะ ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นในการจัดเก็บค่าขยะจากนักท่องเที่ยว โดยออกกฎห้ามนำบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ยากเข้าในพื้นที่ เช่น โฟมควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ใช้ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ง่ายแทน

5.ผลักดันให้เป็นวาระระดับอาเซียน เพื่อหามาตรการแก้ปัญหาร่วมกันโดยเฉพาะประเทศที่ถูกจัดอันดับที่มีขยะในทะเลมากที่สุด เช่นเดียวกับประเทศไทย คือ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนามและมาเลเซีย

การจัดการปัญหาขยะจะสำเร็จได้เมื่อคนไทยทุกคนหันมาตระหนักว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่งหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเท่านั้น แต่มันคือปัญหาที่ทุกคนต้องช่วยกัน.

 

“สื่อควรนำเสนอเรื่องความทุกข์ยาก-เหลื่อมล้ำให้มากขึ้น” ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2560 เวลา 19:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/483910

"สื่อควรนำเสนอเรื่องความทุกข์ยาก-เหลื่อมล้ำให้มากขึ้น" ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ปาฐกถางาน 62 ปีสมาคมนักข่าว แนะสื่อเสนอปัญหาความยากจน-เหลื่อมล้ำให้มากกว่านี้เพื่อให้เกิดการแก้ไข สืบสานพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และเลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปภัมภ์กล่าวเริ่มต้น ปาฐกถาหัวข้อ “สื่อมวลชนกับการสืบสานพระราชปณิธาน” เนื่องในโอกาสครบรอบ62ปีสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยโดยมีเนื้อหาดังนี้

หลายท่านที่อยู่ภายในห้องนี้เกิดไม่ทัน แต่ก็สามารถเรียนรู้ศึกษามาก่อนไม่มากก็น้อยเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในขณะที่ทรงราชย์นั้น บ้านเมืองต้องเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างมหาศาล หลังจากที่รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่2 น้ำท่วมใหญ่ เกิดโรคระบาด บ้านเมืองทรุดโทรมอย่างหนัก ขณะนั้นอิทธิพลคอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพล มีการต่อสู้กันด้วยอาวุธ คนไทยเข่นฆ่ากันเองเป็นเวลาต่อเนื่องหลายปี

เป็นที่รับรู้กันว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในหลายประเทศของโลกนี้เป็นเพียงสัญลักษณ์ รัชกาลที่9ไม่ทรงพระเกษมสำราญเฉกเช่นพระมหากษัตริย์โดยทั่วไป จนมีพระราชดำรัสถ่ายทอดพระสุรเสียงที่ว่าการเป็นพระมหากษัตริย์ถ้าทำให้ประชาชนมีความสุขไม่ได้ ถือได้ว่าเป็นความล้มเหลว คือสัญญาประชาคม ปัจจุบันเราได้ยินThailand4.0 ประเทศไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เทคโนโลยีบนจุดแข็งของตัวเอง สินค้าทางวัฒนธรรม เราย้อนหลังเมื่อครั้งประเทศไทยเป็น 2.0 3.0ส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมการผลิตทดแทนการนำเข้า ผลิตเพื่อการส่งออก

ราชการทำงานเป็นแนวตั้ง ต้องช่วยกันทลายการทำงานแบบไซโล

ประเทศไทยมีความยากลำบาก พระองค์จึงผลิตวัคซินพระราชทานช่วยประชาชน เกิดฟาร์มโคนมแห่งแรกของประเทศไทย อ่างเก็บน้ำเขาเต่า พระราชดำริเรื่องน้ำเป็นโครงการแรก หน่วยแพทย์พระราชทาน ปัญหาฝนแล้ง ปัญหาเฮโรอีนตามแนวชายแดน โครงการหลวงผสมผสานกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด การแก้ไขปัญหาเกษตรทฤษฏีใหม่ เรื่องน้ำ ดิน ป่า เกษตร ประเทศมุ่งสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรม สิ่งที่จะต้องเตือนใจยึดฐานการเกษตรให้มั่นคง บริหารราชการแผ่นดิน ปี2522ศูนย์ศึกษาพัฒนาค้นคว้าวิจัยในท้องที่แต่ละแห่งที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมือนกัน ให้กรมกองแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิดเห็นและประสานกัน ศูนย์ศึกษาเป็นแหล่งรวมข้าราชการทุกกรมกองมีเป้าหมาย พระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าการเกษตรเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ต้องใช้หลักวิชาการ ภูมิปัญญาชาวบ้าน

ส่วนราชการทำงานแบบบูรณาการ แต่ทุกวันนี้ทำงานเป็นแนวตั้ง ตัวใครตัวมัน ต่างก็มีอาณาจักรเป็นของตัวเอง ทำงานแบบไซโล เราจะต้องช่วยกันทลายไซโลให้ได้ ทำงานแนวตั้ง ทำงานแนวนอน ทำงานจากล่างขึ้นบน ทำงานจากบนลงล่างพร้อมๆกันและขึ้นลงอย่างต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง

การทำงานร่วมกัน คิดร่วมกัน ระหว่างหน่วยงาน ทำไปพร้อมๆกัน เลือกปัญหาของประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ใช้ระบบยัดเยียดสิ่งที่หน่วยงานอยากจะทำไปผ่านปลัดอำเภอ ปลัดจังหวัดถึงผู้นำชาวบ้าน ชาวบ้าน เราต้องศึกษาให้ได้อย่างถ่องแท้ว่าปัญหาของชาวบ้านคืออะไร ต้องแก้ไขปัญหาไม่ใช่ตั้งตัวเองเป็นคนคิดและยัดเยียดความคิดของตัวเองให้ชาวบ้านทำ ประเทศไทยถึงได้ตกอยู่ในวังวนเปลี่ยนเสื้อตัวใหม่ ภาคการเกษตรทรุดลงต่อเนื่องยาวนาน สาเหตุจากปัญหาเรื่องน้ำ ปัญหาการศึกษา

รัชกาลที่9ทรงเน้นงานเรื่องน้ำมาโดยตลอด ทรงนำหน่วยงานลงพื้นที่จริง ทรงทำเป็นตัวอย่าง ทรงลงมือแก้ไข จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงนั่งกางแผนที่ คนที่ยกมือไหว้พระองค์ก็คือประชาชนตาดำ ๆบุคคลเหล่านี้คือใคร สำหรับผมก็คือพระอาจารย์ของพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงศึกษาแผนที่ประเทศไทยอย่างทะลุปรุโปร่ง ถ้าถามเรื่องนี้กับชาวบ้านใครจะรู้ดีมากไปกว่าชาวบ้าน เขาเกิดที่นี่รู้ทุกปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด ว่าปัญหาเกิดจากที่ไหน บุคคลนี้คือพระอาจารย์ของพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ท่านทรงปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องจนแน่พระทัยแล้วว่าจะต้องแก้ไขเรื่องอะไรบ้าง พระองค์รับสั่งกับอธิบดีกรมชลประทาน มีรัฐบาลไหนที่ทำงานจริงจังแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำบ้าง มีใครที่จะผลักดันเรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติ มีไหม ทำไม คนทั้งหลายไหลเข้าเมืองจนวันนี้

ในหลวงรัชกาลที่9ทรงลงมือทำให้เห็น หากช่วยกันอย่างต่อเนื่องจะพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

ขณะนี้ประเทศไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นอันดับที่3ของโลกแล้ว รองจากประเทศรัสเซียและประเทศอินเดีย เรื่องนี้เป็นปัญหารุนแรงมาก ความเหลื่อมล้ำที่แตกต่างกันราวกับฟ้าและเหว จำเป็นต้องเร่งแก้ไขและแบ่งเบาความทุกข์ยากของประชาชน รัชกาลที่9ทรงริเริ่มโครงการพระราชดำริไว้มากมาย แม้แต่ปัญหารถติดก็ยังทรงแก้ไขปัญหาการสร้างถนนรัชดาภิเษกเมื่อปีพ.ศ.2515 เป็นโครงการถนนวงแหวนแก้ไขปัญหารถติด โครงการถนนวงแหวนอุตสาหกรรมปี2538 ผมไม่สามารถพูดได้ทั้งหมด4,000กว่าโครงการ

ผมอยากให้ท่านทั้งหลายเห็นว่านับแต่พระองค์ทรงครองราชย์ พระองค์ไม่ได้ทรงมีความสุขสนุกสบาย ทรงงานเพื่อสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศแต่ละยุคแต่ละสมัย ประชาชนได้ประโยชน์มากมายจากโครงการพระราชดำริ ทรงลงมือทำให้เห็นว่าถ้าทุกคนช่วยกันทำอย่างต่อเนื่องจะพัฒนาได้อย่างยั่งยืน เสียดายหลายคนที่เคยตามเสด็จฯมาเป็นเวลาสิบปี แต่ไม่ได้เรียนรู้อะไรและไม่ได้ทำตามพระราชดำริแต่อย่างใด กี่ยุคกี่สมัยกันมาแล้วผมเสียดาย

ปี2555พระเจ้าอยู่หัวยังพระราชทานงานออกมาจากโรงพยาบาลศิริราช โครงการพระราชดำริโครงการสุดท้ายทรงขอให้โรงเรียนยุวสถิรคุณผลิตคนดีเพื่อสังคมส่งผลให้เกิดโรงเรียนพอเพียงและโรงเรียนคุณธรรม ไม่ใช่ผลิตคนเก่งแต่ชั่ว การแก้ไขปัญหาความยากจนนั้นจะต้องทำให้ประชาชนมีอาหาร มีปลา มีนมสด ทำให้ร่างกายแข็งแรงใหญ่โต  ตลอดเวลา3สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เกิดการชุมนุมหลายแห่งไม่แคร์ต่อมาตรา 44 ชุมนุมต้านโรงไฟฟ้า ปัญหาเรื่องธรรมกาย ชุมนุมนักร้องเกาหลี มีความพยายามเอาชนะที่มีอยู่ยังเหมือนเดิม ต่างฝ่ายต่างเชียร์ฝ่ายตน เชียร์ฝ่ายตรงกันข้าม

สังคมออนไลน์มีบทบาทมากในทุกวันนี้ ทุกคนพร้อมที่จะเป็นนักข่าวกันทั้งหมด อีกหน่อยนักข่าวตกงานกันทั้งหมด สังคมออนไลน์ที่มีดีมานด์ซัพพลาย ขอให้ได้ดังใจตัวเองก็ถือว่าถูกต้อง สังคมไทยมีความเหลี่อมล้ำอย่างรุนแรง สร้างความยุ่งยาก โอกาสในสังคม การศึกษาน้อยส่งผลต่อรายได้ก็ลดน้อยลงด้วย ปัญหาหนี้สินประชาชนมีหนี้สินล้นพ้นตัว ปัญหาหนี้เสีย

การศึกษาจะต้องตอบโจทย์ของสังคมด้วยว่าการศึกษามีไว้ทำไม มีไว้เพื่อพัฒนาประเทศชาติ แต่เวลานี้การศึกษาไม่ได้ตอบโจทย์กันจริงๆ เด็กยากจน ชาวบ้านต้องกู้เงินไปเรียนหนังสือ จบออกมาแล้วก็ไม่มีงานทำ เรียนมามากแต่หางานทำไม่ได้ มีไหมที่หน่วยงานเข้ามาจองตัวนักศึกษาตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่ชั้นปีที่3 เพื่อเอามาทำงาน เชื่ออีกว่ามหาวิทยาลัยอีกไม่นานนี้จะเกิดปัญหาต้องปิดมหาวิทยาลัยอีกหลายแห่งและต้องปิดไปเรื่อยๆ เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องการศึกษาและการทำงาน มหาวิทยาลัยหลายแห่งเวลานี้ไปช่วยคนมีไปปล้นคนจน คนจนหลายคนเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยต้องกู้เงินเพื่อเรียนหนังสือต่อ ชาวบ้านในชนบทต้องกู้เงินเป็นแสนๆเพื่อส่งลูกเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ทุกครั้งที่พ่อแม่เห็นเบอร์โทรศัพท์ของลูกก็รู้สึกใจหาย เพราะต้องเตรียมหาเงินส่งลูกเรียน

ในโลกนี้พวกเราคนไทยทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพที่ต้องเป็นหนี้ต่างประเทศ การสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ดอกเบี้ยนอกระบบ20%ต่อเดือน ที่ดินที่มีอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นของคนส่วนน้อยนิดที่มีกำลังทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นทำให้เมืองและชนบทเกิดช่องว่าง เราต้องทำให้ในเมืองและชนบทมีความใกล้เคียงกัน ลดช่องว่างคนรวยในเมือง พวกเราทุกคนอยู่ในวัฏจักรนี้ ปีที่ผ่านมานั้นหนังสือพิมพ์ต้องปิดกิจการเลิกจ้างไปแล้วหลายราย เราจะทำอย่างไร ในโลกออนไลน์แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายเป็นกลุ่มกัน สังคมออนไลน์ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง

อุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตย เมื่อคนจนกลายเป็นเหยื่อของการเมืองได้โดยง่าย ในการสร้างมวลชนของแต่ละฝ่าย การเอาชนะคะคานกันในทุกเรื่อง สุดท้ายเกิดการปฏิวัติรัฐประหารกี่ครั้งๆต่อกี่ครั้งก็กลับมาเหมือนเดิมอีก แก้ไขปัญหามองข้ามรากเหง้าของความยากจน มีความเหลื่อมล้ำ ไม่มีอิสระในการใช้ชีวิต ไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้ เมื่อเราพูดถึงคนจน คนเมือง ความเป็นประชาธิปไตยเราต้องสร้างมวลชนด้วย ประชาชนและรัฐบาลมีสื่ออยู่ตรงกลาง เราเรียกว่าสื่อมวลชน

ผมขอตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยนั้นเป็นปัญหาวิกฤต สื่อมวลชนได้เห็นปัญหาเหล่านี้บ้างหรือไม่ ได้มีการเปิดเวทีแก้ไขมากน้อยแค่ไหน เป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาหรือหาทางออกให้ประเทศบ้างหรือไม่ ข้าราชการทำงานแบบไซโล ต่างคนต่างทำ ชาวบ้านพึ่งสื่อมวลชนได้หรือไม่ สื่อได้ทำหน้าที่นำเสนอความทุกข์ยากของประชาชนบนหน้ากระดาษของหนังสือพิมพ์หรือไม่ ทุกวันนี้เด็กเมืองรู้ข่าวเพียงด้านเดียว

สื่อควรนำเสนอเรื่องความทุกข์ยาก-ผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำ

รัชกาลที่9ทรงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศ หลายครั้งที่ผมพาผู้สื่อข่าวไปดูงานในพื้นที่ มีหลายประเด็นที่นักข่าวไม่เคยรู้ ไม่เคยสัมผัส ชาวบ้านมีรายได้ไม่ถึงปีละ3หมื่นบาท ปัญหาชนบทคนเมืองจะพูดว่าไม่เกี่ยว สื่อมวลชนได้ให้พื้นที่ทางการเมือง ความขัดแย้ง บันเทิง เป็นรายงานข่าวสกู๊ปใหญ่ หรือเราคิดแต่เพียงว่าหมากัดคนไม่เป็นข่าว คนกัดหมาถึงจะเป็นข่าว ต้องเป็นข่าวแปลกๆเท่านั้นที่จะมีการนำเสนอ ทำไมเรื่องของความเหลื่อมล้ำในสังคมนำเสนอไม่ได้

ตลอดเวลาที่ผ่านมารัชกาลที่9 ทรงแก้ไขมาโดยตลอด แต่ไม่ได้รับความสนใจในการนำเสนอจากสื่อมวลชน สื่อมวลชนได้ใส่ใจในปัญหากระแสหลักของสังคมมากน้อยเพียงใด ในขณะที่สื่อต้องการสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ปัญหาของประเทศได้รับการนำเสนอให้มีการแก้ไขอย่างจริงจังหรือไม่ ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังลำบากยากแค้น สื่อควรนำเสนอเรื่องความทุกข์ยาก การนำเสนออย่างมีคุณค่า ไม่ควรทำเสนอข่าวที่ใครทะเลาะกับใครเท่านั้น

อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ขอให้ผมพูดขับเคลื่อนสื่อมวลชนถึงบทบาทหน้าที่ ผมว่าเป็นเรื่องที่ผมยินดีพูดเป็นอย่างยิ่ง และขอขอบคุณเป็นอย่างมาก ที่เปิดกว้างเปิดเวทีให้ผมพูดในประเด็นนี้ สื่อควรเปิดพื้นที่เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำในสังคม กระตุ้นเพื่อหาแนวทางแก้ไข นำเสนอข่าวแพร่หลายออกไปอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องต่อไป ปัญหาจะได้รับการแก้ไข ในไม่ช้าสังคมก็จะดีขึ้น ทุกท่านเองก็จะดีขึ้นด้วย ทุกคนมีส่วนร่วมในการสืบสานพระราชปณิธานตลอดเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์70ปี เพื่อให้ประเทศยั่งยืนกันโดยทั่วหน้า

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์พานักข่าวจากประเทศกัมพูชามาดูงานโครงการพระราชดำริสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันภารกิจหลักของสมาคมฯจะต้องทำให้คนไทยด้วยกันเข้าใจปัญหาของประเทศไทยที่ได้รับการสั่งสมกันมาอย่างยาวนาน การพัฒนาสังคมให้มีความยั่งยืนดังที่รัชกาลที่9ได้ทรงทำเป็นตัวอย่างสำคัญอย่างมหาศาลและเป็นประโยชน์ต่อพวกเราทุกคน สื่อมวลชนร่วมมือร่วมใจทำอย่างจริงใจและจริงจังด้วย

“ไลฟ์สดฆ่าตัวตาย”เมื่อความสดสะท้อนความเสื่อมของสื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2560 เวลา 19:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/483452

"ไลฟ์สดฆ่าตัวตาย"เมื่อความสดสะท้อนความเสื่อมของสื่อไทย

เรื่อง…พรพิรุณ ทองอินทร์

สังคมรุมประณามสื่อมวลชนอีกครั้ง…

หลังจากสื่อบางสำนักใช้โทรศัพท์มือถือ Live Facebook รายงานสดเหตุการณ์ชายวัย 65 ปีผูกคอเสียชีวิตบนเสาส่งสัญญาณ หลังประท้วงให้คสช.ยกเลิกมาตรา 44 กับวัดพระธรรมกายไม่เป็นผล ท่ามกลางสายตานับล้านคู่ของผู้คนในโลกออนไลน์ ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ด็อกเตอร์ราชภัฎใช้ปืนยิงตัวตาย โดยมีกล้องถ่ายทอดสดของสื่อหลายสำนัก เมื่อหลายเดือนก่อน

โศกนาฏกรรมครั้งนี้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงว่า การปฏิบัติหน้าที่อันละเมิดจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสื่อมวลชนไทยยุคนี้อย่างไรบ้าง

Live Facebook เข้าถึงง่าย มีอิทธิพลมาก

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หลังจากการไลฟ์สดของกรณีดร.ราชภัฎ ได้มีการประชุมของคนทำงานสื่อ รวมถึงผู้ผลิตข่าวออนไลน์ต่างๆ เพื่อร่วมกันวางกฎกติกาในเรื่องของการไลฟ์สดว่า อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ สาระสำคัญคือ หากมีสถานการณ์ที่แหล่งข่าวมีท่าทีว่าจะฆ่าตัวตาย ก็ไม่ควรที่จะมีการไลฟ์สด เพราะอาจเกิดภาพที่อุจาดไม่เหมาะสมออกสู่สายตาประชาชน

เหตุการณ์ที่วัดพระธรรมกาย เห็นปรากฎการณ์อย่างหนึ่งคือ สื่อส่วนใหญ่หลบเลี่ยงที่จะนำเสนอการไลฟ์สด มีเพียงไม่กี่สื่อเท่านั้นที่นำเสนอ โดยส่วนตัวรู้สึกว่ามันไม่เหมาะสม เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนแสดงความคิดเห็นด้วยอารมณ์ อาจทำให้เกิดความขัดแย้ง ยิ่งหากเกิดครอบครัวของผู้เสียชีวิตเห็นก็จะยิ่งก่อให้เกิดความสะเทือนใจได้ ดังนั้นสื่อมวลชนควรจะพึงระวังอย่างมากในการนำเสนอการไลฟ์สด ต้องผ่านการกลั่นกรองเป็นพิเศษ การไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ เมื่อก่อนจะไลฟ์สดผ่านโทรทัศน์ ยกกองไป

จำนวนมาก จะมีการเลือกว่าเหตุการณ์ใดควรจะนำเสนอ เหตุการณ์ใดไม่ควรนำเสนอ กลั่นกรองโดยบรรณาธิการ แต่ทุกวันนี้หลายเหตุการณ์ที่ไลฟ์สดจะมีนักข่าวไปไลฟ์สด นอกจากคนที่ตัดสินใจนำเสนอ ส่วนหนึ่งที่จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลยคือ บรรณาธิการของข่าวนั้นๆ”

ดร.มานะ มองว่า แต่ละสำนักข่าวมีการแข่งขันกันดุเดือดอยู่แล้ว เรื่องลิขสิทธิ์ เรื่องยอดวิว การไลฟ์สดจึงมีอิทธิพลมาก ยิ่งในสถานการณ์ความรุนแรงอยู่แล้ว ยิ่งควบคุมยาก

“การไลฟ์สดสามารถนำเสนอเรื่องราวต่างๆได้ก็จริง แต่ต้องคำนึงด้วยว่าสิ่งที่จะไลฟ์จะนำเสนออะไร ไม่จำเป็นต้องถ่ายมุมมองการฆ่าตัวตาย หรือลุ้นเพื่อจะให้เกิดการฆ่าตัวตาย แต่สามารถนำเสนอเรื่องราวหรือภาพอื่นๆที่สามารถสื่อถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เหมือนกัน โดยที่เนื้อหาหรือเหตุการณ์ไม่ได้บิดเบือนไป”

“การฆ่าตัวตาย”ไม่สมควรถ่ายทอดสดอยู่แล้ว

ผศ.ดร. พิรงรอง รามสูต รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กล่าวว่า เฟซบุ๊กไลฟ์เป็นเทคโนโลยีใหม่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้เอง  สื่อออนไลน์ก็พยายามที่จะทำให้มีคนติดตามมากที่สุด เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันสื่อเองก็อยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ การเพิ่มจำนวนคนดู ยิ่งมีผู้ติดตามเยอะ ยอดวิวเยอะ เรทโฆษณาก็ยิ่งเยอะ ทำให้ฐานรายได้เพิ่มขึ้น

ผศ.ดร.พิรงรอง กล่าวต่อว่า ประเด็นเนื้อหาที่ล่อแหลมอาจจะทำให้คนสนใจ เป็นความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นแบบผิดปกติ ในอีกแง่หนึ่งคือ สื่อคาดเดาได้อยู่แล้วว่าเขาขู่จะฆ่าตัวตาย การฆ่าตัวตายก็เป็นอะไรที่ไม่สมควรจะถ่ายทอดสดอยู่แล้ว กรณีของลุงวัย 65 ที่วัดพระธรรมกายมีภาวะกดดันสูง เป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา เขาขู่ว่าจะฆ่าตัวตาย โอกาสและเปอร์เซ็นก็ค่อนข้างสูง จะปฏิเสธหรือเกาะติดสถานการณ์เพื่อนำเสนอความจริง  ก็ต้องมีเส้นแบ่งของความเหมาะสม เส้นแบ่งของสิ่งที่สาธารณชนควรรับรู้ ประเด็นที่คาดเดาได้ว่ามีความเสี่ยงสูง มีผลกระทบต่างๆ ก็ไม่ควรนำเสนอเป็นข่าว

“มีไม่กี่สื่อที่ไลฟ์สดเรื่องนี้ ไม่ใช่สื่อไทยทั้งหมดที่ทำ สังคมไทยชอบเหมารวม สื่อมีความแตกต่างกันตั้งเยอะ มีสื่อกระแสหลัก สื่อกระแสรอง สื่อทางเลือก สื่อออนไลน์ จริงๆถ้าสื่อไหนทำผิดจริยธรรมในลักษณะดังกล่าวก็ควรจะพูดถึงสื่อนั้นโดยเฉพาะ ถ้าสะท้อนภาพของสื่อไทย ทั้งที่ภาพที่ออกมามันมาจากสื่อเดียว จะไปด่าสื่อทั้งหมดมันก็ไม่ถูก แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดขึ้นจริงคือ ความไม่ระมัดระวังและย่อหย่อนทางจริยธรรม”

 

 

เสรีภาพของสื่อไม่ใช่ว่าจะนำเสนออะไรก็ได้

มานิจ สุขสมจิตร  สื่อมวลชนอาวุโส มองว่า จรรยาบรรณวิชาชีพ หรือมารยาททางสังคม ยังจำเป็นสำหรับสื่อไทย และไม่ว่าจะเป็นปัจจุบัน อดีต หรือในอนาคต การมีเสรีภาพไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ทำตามใจชอบ เสรีภาพสื่อมวลชนนั้นต้องควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ

“การใช้เสรีภาพนั้นจะต้องควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ คือรับผิดชอบต่อจริยธรรมแห่งวิชาชีพ รับผิดชอบต่อกฎหมายบ้านเมือง รับผิดชอบต่อสังคม และความรู้สึกของแต่ละบุคคล ผู้รับสารด้วย”

นายมานิจ กล่าวว่า การไลฟ์สดบนเฟซบุ๊กต่างจากเมื่อก่อนตรงที่เป็นสื่อใหม่ที่มีอิทธิพลมาก ทำให้เกิดความรู้สึกได้หลายอย่าง อยู่ที่ว่าภาพที่เห็นเป็นอย่างไร พื้นฐานความคิดคนรับสารเป็นอย่างไร

สื่อที่ทำข่าวต้องตระหนักให้ดีว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันถูกต้องไหม ทำถูกจรรยาบรรณ ทำถูกจริยธรรมสื่อหรือเปล่า จริยธรรมสื่อห้ามเสนอภาพที่หวาดเสียว จริยธรรมไม่ได้ให้เสนอภาพหวาดเสียว ภาพน่าเกลียด ภาพอุจาดลามก หรือเป็นการชักจูงให้เกิดการกระทำที่รุนแรง  การทำแบบนั้นแหละผิด  ถ้าจะอ้างว่าสื่อมีหน้าที่ถ่ายทอด ประชาชนมีหน้าที่คิดเอาเอง แบบนี้ก็ไม่ถูก ตัวสื่อเองควรจะไตร่ตรองและกลั่นกรองว่าภาพเช่นนี้ควรจะนำเสนอออกไปสู่ประชาชนหรือไม่ สำหรับประชาชนถ้าสื่อไหนเลือกที่จะทำตามใจชอบ ประชาชนก็อย่าไปรับสื่อนั้น

สื่อมวลอาวุโสรายนี้ ทิ้งท้ายว่า สื่อนอกก็ใช่ว่าจะดีทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสื่อไทยจะเอาตัวอย่างที่ไม่ดีมาใช้ อยู่ที่ตัวลูกจ้างและนายจ้างด้วย ด้านองค์กรสื่อก็เตือนอยู่ตลอดเวลา เมื่อนักข่าวเข้ามาสู่วิชาชีพนี้ก็เท่ากับปฏิญาณตนแล้วว่าปฏิบัติตนตามกฎจริยธรรมตามวิชาชีพ

เมื่อทำตามไม่ได้ก็ไม่ควรจะอยู่ในอาชีพนี้ เพราะมีแต่จะทำให้เสื่อมเสีย

 

ยกเลิกม.44-เจรจาธัมมชโย ทางออกศึกธรรมกาย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 21:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/483280

ยกเลิกม.44-เจรจาธัมมชโย ทางออกศึกธรรมกาย?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

 

หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ประกาศให้วัดพระธรรมกายและพื้นที่โดยรอบเป็น “พื้นที่ควบคุม” เพื่อนำตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 1,400 ล้านบาท มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

เจ้าหน้าที่ดีเอสไอกว่า 4 พันนายตบเท้าบุกอาณาจักร 2,000 ไร่ของธรรมกาย เพื่อตรวจค้นจับกุมพระธัมมชโย เผชิญหน้ากับพระและลูกศิษย์วัดที่ระดมกำลังต้านสุดฤทธิ์ กระทั่งสถานการณ์ย่ำแย่ลงเมื่อชายวัย 65 ปีผูกคอเสียชีวิตหลังประท้วงให้ยกเลิก ม.44 ไม่เป็นผล

วันนี้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์แตกเป็นสองฝ่ายว่า การใช้ม.44 จัดการกับธรรมกายนั้นเหมาะสมแล้วจริงหรือ?

“พระธัมมชโย”ต้องมอบตัวเท่านั้น

ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาดีเอสไอได้เรียกพระธัมมชโยเข้าให้ปากคำก็แล้ว ออกหมายจับก็แล้ว แต่ยังไร้วี่แววว่าจะเข้ามอบตัว หนำซ้ำพระกับลูกศิษย์วัดพระธรรมกายยังชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นเมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถใช้กฎหมายอาญาได้ คสช.จึงจำเป็นต้องใช้มาตรา 44 ในการควบคุมพื้นที่เป้าหมาย

“ถ้าเป็นการชุมนุมประท้วงตามปกติเหมือนวัดทั่วไป เหมือนพระภิกษุทั่วไป ก็คงไม่ต้องใช้ แต่กรณีพระธัมมชโยนั้นลากยาวมากว่า 10 เดือนแล้ว ดีเอสไอก็ดำเนินการตามกฎหมายอาญา ทั้งหมายค้น หมายจับ แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเข้าไปได้ แถมทางวัดยังใช้การชุมนุมของพระและลูกศิษย์นับพันคนมาขัดขวางเจ้าหน้าที่ ดังนั้นเมื่อปัญหาถึงจุดที่บังคับใช้กฎหมายตามอาญาไม่ได้ คสช.จึงเป็นต้องใช้ม.44 ฉบับที่ 5/2560 ในการควบคุมวัดพระธรรมกายและพื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น เพื่อตรวจค้นและจับกุมพระธัมมชโย ซึ่งเชื่อว่ายังคงอยู่ในวัด ไม่ได้หนีไปไหน

 

ไพบูลย์ยืนยันว่า การบุกวัดพระธรรมกายเพื่อจับกุมตัวพระธัมมชโยครั้งนี้ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง แต่ดำเนินการไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม

คดีนี้อัยการสั่งฟ้องแล้ว อัยการก็ไม่ใช่องค์กรที่คสช.แต่งตั้งขึ้น หมายจับ หมายค้นก็ออกจากศาล ดีเอสไอเขาก็จับตามหน้าที่ เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลคสช.หรือรัฐบาลปกติที่มาจากประชาธิปไตย ดีเอสไอซึ่งเป็นส่วนราชการก็ยังต้องทำหน้าที่ต่อไปอยู่ดี คสช.เพิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องตอนประกาศม.44 ไม่นานนี้เอง ดังนั้นการอ้างว่าไม่ได้รับความยุติธรรมจึงไม่ถูกต้อง เท่ากับไปกล่าวหากระบวนการยุติธรรม ถ้าอ้างแบบนั้น ช่วงนี้กระบวนการยุติธรรมก็ต้องหยุดหมด ไม่หยุดแค่คดีพระธัมมชโย แต่หยุดจับผู้ร้าย หยุดดำเนินคดีกันหมด ประเทศก็ไม่ต้องมีกฎหมายกันพอดี”

ไพบูลย์มองว่า หากพระธัมมชโยเข้ามอบตัว เหตุการณ์วุ่นวายต่างๆก็คงไม่เกิด รวมถึงการเสียชีวิตของชายวัย 65 ที่ตัดสินใจผูกคอตายประท้วงให้ยกเลิกม.44 ด้วย

“ผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก แต่ทางออกไม่ใช่ให้คสช.ยกเลิกม.44 ทางออกต้องแก้ที่เหตุนั่นคือ พระธัมมชโยควรจะมอบตัวซะ โดยส่วนตัวผมคิดว่าถ้าท่านมอบตัว ท่านควรจะได้รับการประกันตัวเพื่อต่อสู้คดี แต่ยังไงก็ขอให้มามอบตัวก่อน”

ไพบูลย์ นิติตะวัน

 

“ม.44″แฝงวาระทางการเมือง

สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านพุทธศาสนา ไม่เห็นด้วยกับการใช้ม.44 ควบคุมวัดพระธรรมกาย เนื่องจากเป็นกฎหมายอันเกิดจากฝ่ายการเมือง ต่างจากกฎหมายอาญาที่มีอยู่แล้วในกระบวนการยุติธรรม

ก่อนจะมีรัฐประหาร กฎหมายปกติที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตก็มีอยู่แล้ว ซึ่งถ้าใช้กฎหมายปกติก็จะอธิบายได้ว่ามันมีความยุติธรรม แต่การยกระดับมาใช้ม.44 มันเป็นวาระทางการเมือง ถ้าย้อนดูลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ประกาศปฏิรูปพุทธศาสนา รื้อฟื้นคดี สกัดสมเด็จช่วงเชื่อมโยงกับพระธัมมชโย พอสมเด็จช่วงมีมลทินก็มาแก้กฎหมายแต่งตั้งพระสังฆราชใหม่ พอแต่งตั้งพระสังฆราชได้ไม่ทันไรก็ประกาศใช้ม.44 กับวัดธรรมกาย ทั้งหมดนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีวาระทางการเมือง สิบกว่าวันของการใช้ ม.44  มันไม่ได้ผล เกิดความสูญเสีย สิ้นเปลืองงบประมาณมากมายมหาศาล ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ประเทศในสายตานานาชาติด้วย บ้านเรามีรัฐประหาร สังคมอารยะเขาก็ไม่อยากคบอยู่แล้ว พอมาเจอเรื่องการใช้อำนาจเผด็จการกับองค์กรศาสนา ยิ่งทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหาย ภาพที่ออกไปในต่างประเทศเหมือนกับว่ารัฐบาลกำลังใช้อำนาจเผด็จการละเมิดเสรีภาพทางศาสนา”

สุรพศมองว่า เหตุการณ์ชายวัย 65 ฆ่าตัวตายจะไม่เกิดขึ้น หากรัฐไม่ไปสร้างเงื่อนไขด้วยมาตรา 44

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงคือ มีคนฆ่าตัวตายไปแล้ว ซึ่งไม่สามารถที่จะชดเชยอะไรได้ แล้วก็จะไม่มีใครรับผิดชอบ เหมือนกับการเมืองที่ผ่านมา พอมีคนตายก็ไม่มีใครรับผิดชอบ บางฝ่ายมองว่าการฆ่าตัวตายของลุงเป็นศรัทธาที่สุดโต่ง ศรัทธาที่สุดโต่งมันมีอยู่แล้วไม่ว่ากลุ่มศาสนาใดก็ตาม แต่ว่ารัฐต้องไม่ไปสร้างเงื่อนไขให้นำไปสู่การทำให้คนต้องตาย ถ้าไม่มีการใช้ม.44 ไปดำเนินการปิดล้อม กดดันขนาดนั้น มันก็ไม่มีเงื่อนไขให้เขาต้องฆ่าตัวตาย

 

นักวิชาการด้านพุทธศาสนารายนี้ เสนอว่า ทางออกที่ชอบธรรมที่สุดคือ ยกเลิกมาตรา 44 แล้วเข้าสู่กระบวนการเจรจา เพื่อให้พระธัมมชโยยอมเข้ามอบตัว

“ตามหลักการแล้วพระธัมมชโยก็ควรมอบตัว แต่ปัญหาคือฝ่ายธรรมกายเขาไม่แน่ใจว่า ถ้ามอบตัวแล้วจะได้ประกันตัวได้หรือเปล่า ทุกคนเวลาโดนคดีความก็มักตั้งคำถามว่าจะได้รับอนุญาตให้ประกันตัวไหม เพราะการประกันตัวคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนต้องได้รับ แต่ถ้าเขาไม่แน่ใจว่าจะได้สิทธิ์ประกันตัว เขาก็ไม่มอบตัวอยู่แล้ว ซึ่งการใช้ม.44 ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ให้ประกันตัว สุดท้ายฝ่ายรัฐบาลจะอ้างว่าเป็นผู้มีอิทธิพล จับยาก กลัวหลบหนี ไม่ยอมให้ประกันตัว

ถ้ายังเดินหน้ากันไปแบบนี้ โอกาสที่จะเกิดความสูญเสียก็จะมีมากขึ้น เหมือนกับการสลายการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา พูดว่าจะใช้มาตรการสันติวิธี แต่พอถึงจุดนึงก็อย่างที่เรารู้กัน ประวัติศาสตร์มันเป็นแบบนี้มาตลอด ถ้าทุกฝ่ายเดินหน้าต่อไปในลักษณะแบบนี้บอกได้เลยว่าเป็นความเสียหายที่จะเป็นรอยด่างทางประวัติศาสตร์ จะเป็นประวัติศาสตร์อัปยศอีกหน้าหนึ่งในสังคมไทยซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น ผมคิดว่ารัฐเป็นผู้ใช้อำนาจ เขาคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าจะมีการสูญเสีย แต่ถ้ารู้ว่ามีการสูญเสียแต่ยังเดินหน้าต่อไป รัฐก็ไม่ได้คำนึงถึงมนุษยธรรม ไม่ได้คำนึงถึงค่าของชีวิตคนเพียงพอ

สุรพศมองว่า ไม่ว่าศึกนี้จะลงเอยอย่างไร จับตัวพระธัมมชโยได้? หลบหนีไปต่างประเทศ?ปิดวัดพระธรรมกาย? หากไปถึงจุดนั้นจริงๆ สังคมไทยจะเลวร้ายลงไปกว่านี้

“สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน เสรีภาพทางศาสนา ไม่มีอะไรเหลือ ความหวังว่าสังคมเราจะก้าวไปสู่ประชาธิปไตยจะห่างไกลมากขึ้น การใช้อำนาจเผ็จการจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะขนาดกลุ่มศาสนายังถูกรัฐเข้าไปจัดการแบบนั้น  แล้วกลุ่มประชาชนใครจะกล้าออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องกับรัฐบาล”

สุรพศ ทวีศักดิ์

พลังของธรรมกายจะไม่มีวันเหมือนเดิม

พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว มองว่า มาตรา 44 ซึ่งถูกมองว่าเป็นกฎหมายเผด็จการ ประเด็นคือถ้าไม่ใช่เผด็จการบ้าอำนาจ แต่เป็นเผด็จการโดยธรรม ก็จะผดุงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและระเบียบบ้านเมืองได้

“วัดมีตั้งสองสามหมื่นวัด ทำไมใช้อยู่แค่วัดเดียว นั่นก็แสดงว่ามันต้องมีปัญหา เมื่อมีปัญหาก็ต้องหาเครื่องมือแก้ปัญหา พอเครื่องมือแก้ปัญหาธรรมดามันใช้ไม่ได้ ก็ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ คำว่าเผด็จการอยู่ที่เป็นเผด็จการแบบบ้าอำนาจ ใช้อำนาจเกินขอบเขต หรือเผด็จการที่ใช้อำนาจแบบเป็นธรรม ผดุงไว้ซึ่งกฎหมาย ระเบียบแบบแผนในการบริหารประเทศ ไม่ปล่อยให้ใครอยู่เหนือกฎหมาย

กรณีชายวัย 65 เสียชีวิตหลังประท้วงม.44 ไม่สำเร็จ พระพยอมบอกว่า ศาสนาพุทธสอนให้คนดับทุกข์ สอนให้แก้ปัญหา ไม่ใช่ฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา

พระพุทธเจ้าเคยเปรียบไว้ว่า ศาสนาเหมือนหญ้าคา คนไปถอน ถ้าถอนไม่ดีหญ้าก็บาดมือ ถ้าถอนดีก็เอาไปทำเป็นหลังคาบังแดดบังฝน อยู่เย็นเป็นสุขภายใต้หลังคาศาสนา แต่บางคนไปจับมุมไหนก็ไม่รู้ อยู่ไปก็เป็นทุกข์ ศาสนาสอนเรื่องดับทุกข์ แต่นี่กลับเป็นทุกข์จนฆ่าตัวตาย พูดง่ายๆว่าทำเสียชื่อครูบาอาจาารย์ เสียชื่อพระพุทธศาสนา อาตมาขอบิณฑบาตเลยว่า ขอให้เป็นรายเดียว อย่าคิดเลียนแบบ ใช้วิจารณญาณให้มากหน่อย เราควรจะมาตายในเรื่องที่ไม่ควรตายหรือเปล่า ควรจะอยู่แก้ปัญหาร่วมกันดีไหม จะมาชิงตายไปก่อนแล้วปัญหาก็ไม่ได้แก้อะไร การผูกคอตายประท้วงไม่ได้แก้อะไรเลย ชาวพุทธไม่ควรฆ่าตัวตาย มันบอกถึงภูมิปัญญาชาวพุทธที่ไม่สมกับพุทธบริษัท ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

 

พระนักเทศน์ชื่อดัง บอกว่า อยากให้พระธัมมชโยเข้ามอบตัว ทหารจะได้ยกเลิกม.44 สุดท้ายก็จะไม่เกิดความรุนแรง

“เรื่องจะรบ ล้าง เลิกวัดก็คงเป็นไปไม่ได้ จะหนีก็หนีไป แต่ว่าวัดจะยังอยู่ เพราะวัดทำประโยชน์มาใหญ่โตขนาดนี้แล้ว ก็ใช้ทำประโยชน์อย่างอื่นต่อไป เป็นศูนย์ฝึกวิปัสสนา ฝึกพระ อะไรก็ว่าไป แต่คนต้องปรับเปลี่ยน เพราะถูกตำหนิติเตียนเยอะเหลือเกิน อาตมาเชื่อมั่นในคณะสงฆ์ว่าคงใช้สถานที่และทรัพย์สินที่ลงทุนไปมากมายให้เป็นประโยชน์ เพียงแต่ว่าปรับปรุงกิจกรรมคำสอนให้ถูกต้อง ไอ้ที่เกิดปัญหามาจนถึงทุกวันนี้เพราะคำสอนอย่างนี้แต่ไปสอนอย่างโน้น มหาเถรสมาคม สำนักพุทธศาสนาต้องจัดพระที่มีฝีมือของวัดพระธรรมกาย รวมถึงลูกศิษย์ หลายคนพูดจาแตกฉาน ความรู้ดี ดึงพระข้างนอกสัก 2-3 องค์มาดูแล ควบคุมสักระยะนึง หลังจากนั้นพอเข้ารูปเข้ารอยก็ปล่อยให้ลูกศิษย์ดูแล รู้จักปรับปรุง ไม่ทำในส่วนที่เกินเลย ไม่ทำกิจกรรมที่ชาวบ้านตำหนิติเตียน เดินเต็มถนน จราจรติดขัด เรี่ยไรซะจนได้ฉายาธรรมโกย มุ่งเรื่องบุญขายบุญอย่าทำแบบที่แล้วๆมา”

สุดท้ายแล้วไม่ว่าจะจบลงแบบไหน พระพยอมเชื่อว่า พลังของธรรมกายก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“ไม่มีอะไรที่แน่นอน ลูกเสือชาวบ้าน ขบวนการเสรีไทย อะไรที่เคยเป็นขบวนการใหญ่ ตั้งอยู่แล้วก็เสื่อมไปทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่ตั้งอยู่ตลอดไป ที่ผ่านมาขนาดพระธัมมชโยอยู่ ยังมีคนเปลี่ยนใจออกมาตั้งเยอะ นายแพทย์มโน อาจารย์ธรรมศาสตร์ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ เคยไปบวชที่นั่น ก็ปรับเปลี่ยนใจไปแล้ว ถ้าพระธัมมชโยไม่อยู่มันก็น่าจะง่ายขึ้น”

14 วันของปฏิบัติการล้อมจับวัดจับพระธัมมชโยดูทีท่าว่าจะยืดเยื้อไม่จบลงง่ายๆ ท่ามกลางการจับตามองของผู้คนในสังคม ภายใต้ความหวังว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก

พระพยอม กัลยาโณ

 

 

 

“รักษาโรคด้วยแพทย์ทางเลือก”…ไม่อยากตายต้องเลือกให้ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2560 เวลา 18:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/483224

"รักษาโรคด้วยแพทย์ทางเลือก"...ไม่อยากตายต้องเลือกให้ดี

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ไม่นานมานี้ มีข่าวเล็กๆแต่เป็นอุทาหรณ์ให้กับคนที่ชอบรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยวิธีแปลกๆได้เป็นอย่างดี

เมื่อคนไข้รายหนึ่งตัดสินใจเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งด้วยการแพทย์ทางเลือกกับพระภิกษุ ส่งผลให้เธอมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง เกือบเอาชีวิตไม่รอด สุดท้ายต้องแบกสังขารกลับมารักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ แพทย์ทางเลือกคืออะไร หากตัดสินใจเข้ารับการรักษาแล้วต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง..

นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า แพทย์ทางเลือกคือ การแพทย์ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการแพทย์หลักหรือการแพทย์แผนปัจจุบัน โดยจำแนกตามการนำไปใช้ได้ดังนี้

Complementary Medicine การแพทย์ทางเลือกที่สามารถนำไปใช้เสริมหรือใช้ร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันได้

Alternative Medicine การแพทย์ที่สามารถใช้ทดแทนการแพทย์แผนปัจจุบันในกรณีที่ไม่สามารถบำบัดรักษาได้ด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน หรือรักษาไม่สำเร็จ

นพ.ปราโมทย์ กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ผู้ป่วยเลือกเข้ารับการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก เนื่องมาจากรักษากับแพทย์แผนปัจจุบันแล้วไม่หาย เกิดความสิ้นหวัง หรือประสบปัญหากับโรคเรื้อรังที่ยังไม่มีวิวัฒนาการในการรักษาให้หายขาด

“10-20% ของประชาชนที่เผชิญกับโรคเรื้อรัง เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคไต โรคหัวใจ โรคเบาหวานความดันหรือมะเร็งบางชนิด พวกนี้เป็นโรคที่วิทยาการยังไปไม่ถึงทำให้ประชาชนแสวงหาแพทย์ทางเลือกอื่น”

นพ.ปราโมทย์  แนะนำว่า ประชาชนที่แสวงหาการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกต้องคำนึงถึงพื้นฐานสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

ประสิทธิผล คนไข้ต้องประเมินว่า การแพทย์ในศาสตร์และสาขานั้นสามารถบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยได้จริงไหม และมีหลักฐานอ้างอิงตามกล่าวอ้างหรือไม่

ความปลอดภัย หากเลือกรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวแล้วมีภาวะแทรกซ้อนจะส่งผลให้เกิดอันตรายหรือไม่ และหากมีจริง ผู้บำบัดสามารถแก้ไขหรือป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันสถานที่ที่ให้การบำบัดรักษาก็ควรพิจารณา

ความพร้อม รวมถึงยาและอุปกรณ์ที่ใช้ว่ามีคุณภาพหรือไม่ หัตถการต่างๆที่กระทำอันตรายแค่ไหน ผู้บำบัดมีการประเมินภาวะเจ็บป่วยและแจ้งให้ทราบหรือไม่ว่าอาจจะเกิดอันตรายจากการรักษาได้

ค่าใช้จ่าย จำเป็นต้องประเมินว่า การบำบัดรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกนั้น ค่าใช้จ่ายโดยรวมมีความคุ้มค่าหรือไม่เมื่อเทียบกับผลการรักษาและฐานะของตน โดยสอบถามให้ชัดเจน

ความน่าเชื่อถือ ตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ผู้ให้การบำบัดได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ทางเลือก เช่นกันกับสถานพยาบาลได้ขออนุญาตเปิดอย่างถูกต้องจากกระทรวงสาธารณสุข

“4 ข้อดังกล่าวเป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจเข้ารับการรักษาจากแพทย์ทางเลือกทุกศาสตร์และสาขา”

รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์ฯ บอกว่า แพทย์ทางเลือกส่วนใหญ่ทั้งในไทยและต่างประเทศนั้นล้วนคาบเกี่ยวกับความเชื่อและภูมิปัญญาชาวบ้านในแต่ละท้องถิ่น มีการพิสูจน์โดยการปฎิบัติจนเกิดการเรียนรู้ พัฒนาต่ออย่างเป็นระบบ บางการรักษาอาจมีการรวบรวมหลักฐานจนสามารถนำมาใช้อ้างอิงได้

อย่างไรก็ตามวิธีการหลายรูปแบบตอบได้ยากว่า มีประสิทธิภาพหรือไม่ เพราะบางอย่างมีงานวิจัยรองรับจริง บางอย่างก็ไม่ชัดเจน โดยภาครัฐพยายามทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคด้วยการให้ความรู้และข้อมูลที่ถูกต้อง สร้างและตรวจสอบงานวิจัย รวมถึงผลสำเร็จในการรักษาโรคต่างๆ ซึ่งข้อเท็จจริงจะถูกพิสูจน์และคลี่คลายจากงานวิจัยและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นทุกขณะ

“สมมติตุ๊กแกกำลังได้รับความนิยมในการรักษา ภาครัฐก็มีหน้าที่ให้การให้ข้อมูลและพิสูจน์ว่า วิธีการนั้นปลอดภัยได้รับการยอมรับจริงหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับตุ๊กแกก็คือมีการใช้ในสูตรยาแพทย์แผนจีน เมื่อรู้ว่ามันมีจริง ข้อคำนึงต่อมาก็คือ ความคุ้มค่า ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของคนและสถานที่ ถ้ามีใบประกอบวิชาชีพ มีสถานประกอบการที่ถูกต้องตามกฎหมาย แบบนี้ก็ไม่มีปัญหาและอาจเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับบางคน”

นพ.ปราโมทย์ ทิ้งท้ายว่า ศาสตร์บางอย่างถูกพิสูจน์ ลองผิดลองถูก ปรับปรุงกันมาต่อเนื่องหลายร้อยปีตกทอดมาจนถึงยุคปัจบัน ต้องเข้าใจว่าบางสูตรที่ได้ผลในอดีตอาจจะล้มเหลวในปัจจุบัน เนื่องจากวัตถุดิบอย่างพืชหรือสัตว์บางชนิดนั้นหาไม่ได้แล้ว ทำให้การรักษาไม่ประสบความสำเร็จดังเช่นในอดีต

“ไม่ควรไปดูถูกหรือโจมตีแพทย์ทางเลือก หากคิดว่าไม่ใช่ ก็ควรพิสูจน์และหาเหตุผลมาหักล้าง เนื่องจากต้องยอมรับว่า โรคบางโรคในร่างกายของคนบางคน ยังไม่มีวิวัฒนาการทางการแพทย์แผนปัจจุบันรักษาให้หายขาดได้ ทำให้แพทย์ทางเลือกกลายเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ป่วยบางคน”

เอาแน่! ปฏิรูปท้องถิ่นยุบ “อบต.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/482852

เอาแน่! ปฏิรูปท้องถิ่นยุบ "อบต."

โดย…ปริญญา ชูเลขา

เริ่มเห็นความคืบหน้าในการปฏิรูปท้องถิ่นเนื่องจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มี วัลลภ พริ้งพงษ์​ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น เตรียมนำเสนอแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป

ด้วยการยกฐานะองค์การปกครองส่วนตำบล (อบต.) ทั่วประเทศให้มาเป็นรูปแบบเทศบาลและควบรวมท้องถิ่นขนาดเล็กเข้าด้วยกัน และปรับปรุงอำนาจหน้าที่ขององค์การปกครองส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาลไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน โดยจะเสนอให้คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่มี วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลพิจารณาออกกฎหมาย หรือใช้อำนาจบริหารตามมาตรา 44 เป็นต้น

แนวทางการปฏิรูปองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเสนอให้ควบรวม อบต. ที่มีประชากรรวมไม่เกิน 7,000 คน และมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีหรืออื่นๆ ต่ำกว่า 20 ล้านบาท/ปี โดยไม่รวมกับรายได้จากการอุดหนุนจากภาครัฐ จะต้องควบรวมกับเทศบาล โดยแนวทางใหม่จะไม่มี อบต. แต่จะมีเพียงองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กับเทศบาลเท่านั้น ทั้งทรัพย์สินและบุคลากรของ อบต. จะถ่ายโอนให้เทศบาลกำกับดูแลแทน

ดังนั้นเมื่อควบรวมแล้วจะเหลือ อบจ.และเทศบาล รวมกัน 4,000 แห่ง จากเดิม อบจ. เทศบาล อบต.และรูปแบบปกครองพิเศษ อาทิ พัทยา และ กทม. รวมกัน 7,853 แห่ง สำหรับ อบจ.จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก มีเพียงการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ระหว่างเทศบาลกับ อบจ.ให้มีความชัดเจน และไม่ซ้ำซ้อนกันในบทบาทหน้าที่การดูแลหรือบริการประชาชน

พงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดการควบรวม อบต.กับเทศบาล เพราะปัจจุบัน อบต.ขนาดเล็กมีจำนวนมากเหลือเกิน เบื้องต้นไม่ได้พิจารณาในเชิงสภาพองค์กรการบริหารเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาขนาดหรือพื้นที่ งบประมาณหรือจำนวนบุคลากรร่วมด้วย เพราะ อบต.บางแห่งขนาดเล็กเกินไปจนไม่สามารถดำเนินงานบริการอะไรได้เลย ดังนั้น อบต.ขนาดใหญ่ย่อมบริหารจัดการดีกว่า อบต.ขนาดเล็ก

“เก่งเล็กหรือจะสู้เก่งใหญ่ ยิ่งปัจจุบันทั้ง อบต. อบจ. หรือเทศบาล นับรวมท้องถิ่นพิเศษอย่าง พัทยา กับ กทม. มีอยู่ราว 7 กว่าแห่ง อบต.บางพื้นที่ไม่น่าเชื่อว่า พื้นที่ขนาด 5 ตร.กม.มี อบต.กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกันถึง 3 แห่ง ดังนั้นจึงเห็นด้วยในการรวม อบต.ที่มีขนาดเล็กควบรวมกับเทศบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการสาธารณะ” พงศ์โพยม กล่าว

พงศ์โพยม กล่าวว่า สำหรับแนวทางการควบรวม อบต.มีด้วยกัน 2 แนวทาง คือ 1.อบต.ขนาดเล็กพื้นที่ใกล้เคียงกันให้ควบรวมกับเทศบาล และ 2.หาก อบต.ขนาดเล็กมีจำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน ในระดับจังหวัดควรตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อพิจารณา “สั่งตัด” อบต.โดยการพิจารณาต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและต้องคำนึงถึงขนบธรรมเนียบประเพณีวัฒนธรรมหรือเชื้อชาติ ศาสนาของ อบต.แต่ละแห่งที่จะสั่ง ตัด หรือ มารวมกัน สิ่งสำคัญคือต้องค่อยๆ ดำเนินการเริ่มตั้งแต่เปิดโอกาสตามความสมัครใจว่า อบต.ใดต้องการควบรวมกับเทศบาล หรือถึงระยะหนึ่งจำเป็นต้องใช้วิธีการแกมบังคับ เช่น ประกาศว่า อบต.ใดจะร่วมโครงการควบรวมบ้าง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินการจะต้องมีการแก้ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินตามหลักการกระจายอำนาจการปกครอง โดยอาจจะออกเป็น พ.ร.บ. หรือจะใช้อำนาจการบริหาร ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย แม้ทราบดีว่าแนวทางดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่นักการเมืองท้องถิ่น เพราะทำให้เขตพื้นที่การหาเสียงเลือกตั้งใหญ่ขึ้น การแข่งขันรับเลือกตั้งจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก ดังนั้นสิ่งสำคัญของแนวทางการควบรวม คือ ต้องการยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญมิใช่ยึดประโยชน์หรือกลัวผลกระทบของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะนักการเมือง

“แน่นอนจะทำอะไรต้องมีทั้งคนได้บ้าง หรือคนเสียบ้างเป็นธรรมดา เหมือนการควบรวม อบต. ก็คือ การผ่าตัดร่างกายครั้งใหญ่ ย่อมต้องเสียเลือดบ้างเป็นธรรมดา แนวคิดการควบรวม อบต.ของ สปท.ไม่ใช่คิดขึ้นมา หรือทำกันเพื่อสนุกๆ แต่ต้องการทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง”พงศ์โพยม กล่าว

พ.ท.กมล ประจวบเหมาะ นายกสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางการควบรวม อบต.กับเทศบาล เพราะหลักการถูกต้องและช่วยสร้างความเข้มแข็งรวมถึงการสร้างความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรภาครัฐ เนื่องจาก อบต.ขนาดเล็กบางแห่งสร้างตึกอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตเกินศักยภาพและขีดความสามารถของตัวเองในการจัดเก็บรายได้ ดังนั้นหากมีการควบรวมพื้นที่ จำนวนประชากร หรืองบประมาณที่ได้รับหรือจัดเก็บย่อมดีขึ้นตามมา

“อบต.บางแห่งใช้งบประมาณเกินตัวสร้างรั้วล้อมตึกสำนักงานใหญ่ยิ่งโตกว่าที่ว่าการอำเภอเสียอีก เงินภาษีที่ได้หมดไปกับงานก่อสร้างทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ใดๆ ถ้าควบรวมกันได้จริงก็จะได้หมดความวุ่นวายเรื่องแบบนี้เสียที” พ.ท.กมล กล่าว

วีระศักดิ์ เครือเทพ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความไม่เห็นด้วยกับการควบรวม อบต.กับเทศบาล เพราะไม่ได้ตอบโจทย์การปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเพิ่มศักยภาพท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพราะการควบรวมหรือยุบ อบต.เป็นเพียงแนวทางหนึ่งเท่านั้นในการปฏิรูปหรือเพิ่มศักยภาพท้องถิ่น ยังมีอีกหลายวิธีการที่สามารถทำได้ แต่สิ่งสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการปกครองส่วนท้องถิ่น มีด้วยกัน 2 แนวทาง คือ 1.การสร้างความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นโดยปลอดจากอำนาจส่วนกลางเข้าไปแทรกแซง และ 2.กลไกการตรวจสอบต้องเข้มแข็ง

 

ปั๊มลูกเพื่อชาติทางแก้วิกฤตอนาคตไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/482560

ปั๊มลูกเพื่อชาติทางแก้วิกฤตอนาคตไทย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สถานการณ์ลดลงของจำนวนประชากรเกิดใหม่ เป็นเรื่องที่หลายประเทศกำลังเผชิญและกำลังหาวิธีแก้ รวมถึงประเทศไทย ที่พบว่าเมื่อช่วงปี 2506-2526 อัตราการเกิดของเด็กไทยสูงเกินกว่า 1 ล้านคน แต่หลังจากนั้นก็มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ

ปัจจุบันอัตราการเกิดของเด็กไทยอยู่ที่ 7 แสนคน/ปี และกำลังมีแนวโน้มลดลง ทำให้กังวลกันว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ไทยอาจเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่มาจากสาเหตุประชากรมีน้อย

นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่รัฐบาลหันมาส่งเสริมให้เพิ่มประชากรด้วยนโยบาย “มีลูกเพื่อชาติ”

ศ.ปราโมทย์ ประสาทกุล ที่ปรึกษาอาวุโส สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนว่า ปัจจุบันขณะนี้อัตราจำนวนการเกิดของเด็กไทยลดลงมาก หากเทียบกับอดีตที่มีมากกว่า 1 ล้านคนในทุกปี แต่ขณะนี้จำนวนการเกิดลดต่ำลงเรื่อยๆ อาทิ เมื่อปี 2557 อัตราการเกิดอยู่ที่ 7.7 แสนคน ปี 2558 เกิด 7.4 แสนคน ล่าสุดปี 2559 เกิดอยู่ที่ 7 แสนคน

สาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่นิยมไม่มีลูก มาจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป และสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน เช่น ผู้หญิงไทยในอดีตมักเป็นช้างเท้าหลังทำงานอยู่แต่บ้าน ส่วนผู้ชายจะเป็นฝ่ายออกไปทำงานนอกบ้าน แต่ปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้หญิงออกไปทำงานมากขึ้น ประกอบกับผู้หญิงยุคใหม่รักความอิสระ และเมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ผู้หญิงยุคใหม่ไม่อยากมีลูก เพราะกังวลหลากหลายปัญหาทั้งเรื่องภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัวและครอบครัว รวมถึงกังวลว่าจะมีความยุ่งยากกับชีวิตส่วนตัว

นอกจากนี้ เหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีลูกน้อย มาจากวิถีชีวิตเปลี่ยนไป สมัยก่อนที่คิดว่าการมีลูกไม่เป็นภาระเหมือนปัจจุบัน เพราะคนเลี้ยงสมัยก่อนเป็นระบบครอบครัวใหญ่ที่ช่วยกันเลี้ยง แต่ปัจจุบันไม่มีใครช่วยเลี้ยง และการนำเด็กเล็กไปฝากกับเนิร์สเซอรี่ นอกจากต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น ผู้ปกครองไม่สามารถไว้ใจได้เต็มที่อย่างที่เห็นในข่าว และจากพฤติกรรมของวัยรุ่นในปัจจุบันอย่างที่พบเห็นในสื่อ สาเหตุเหล่านี้จึงทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก แม้อดีตแต่ละครอบครัวต้องมีลูกอย่างน้อย 2 คนเพื่อมาทดแทนพ่อกับแม่

“เตือนว่าหากสถานการณ์การเกิดยังเป็นเช่นนี้ ซึ่งกำลังสวนทางกับจำนวนการตายที่เพิ่มขึ้น คาดว่าอีก 10 ปี อัตราการเกิดและการตายจะเท่ากัน และในอีก 20 ปีข้างหน้าคาดว่าการเกิดจะน้อยกว่าอัตราการตาย ตรงนี้จะทำให้จำนวนประชากรไทยไม่มีความสมดุล อาจมีผล กระทบกับเรื่องแรงงานของไทยในอนาคต”

ดังนั้น นโยบายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ส่วนตัวมองว่ามาถูกทาง ฉะนั้นไม่ต้องกลัว แต่การดำเนินการทุกภาคส่วนของประเทศควรร่วมมือกันทำแบบค่อยเป็นค่อยไป อย่ารีบร้อน เพราะการเพิ่มจำนวนประชากรต้องคิดถึงเรื่องคุณภาพประชากรพร้อมกับจะต้องลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำของคนให้ได้ เพราะถ้าทำให้คนที่จะเกิดมาไม่มีคุณภาพ ก็อย่าไปมีเลยดีกว่า

ศ.ปราโมทย์ มองว่า นโยบายที่รัฐบาลพยายามกระตุ้นขณะนี้ อาทิ ให้แม่ลาคลอดได้ 90 วัน สนับสนุนเงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูบุตรแรกเกิดจนถึงอายุ 3 ขวบ จำนวน 600 บาท/เดือน แจกวิตามินธาตุเหล็กและโฟลิกเพื่อให้

ร่างกายผู้หญิงมีความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ ให้ผู้ชายที่รับราชการสามารถลางานได้ 15 วัน ไปดูแลภรรยาและลูกหลังคลอด โดยได้รับเงินเดือนปกติ และกำลังจัดทำนโยบายยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติฉบับที่ 2 (ปี 2560-2569) เป็นนโยบายที่เหมาะสม

ทั้งนี้ หากเทียบกับประเทศที่กระตุ้นในเรื่องนี้อย่างสิงคโปร์ อาทิ การสนับสนุนเงินโบนัสสวัสดิการต่างๆ นั้น มองว่าถ้าประเทศไทยมีเงินอาจไม่ใช่ปัญหา แต่เรื่องนี้ส่วนตัวไม่อยากวิจารณ์มาก เพราะเชื่อว่าบางทีก็อาจมีบุคคลบางกลุ่มต้องการมีลูกเพื่อเงิน และเมื่อเป็นเช่นนั้นอาจทำให้เกิดผลเสียได้ เพราะการที่รัฐมี นโยบายว่ามีลูกหนึ่งคนจะได้เงินหลักแสน เชื่อว่าหลายคนอาจสนใจ แต่หลังจากนั้นอาจมีปัญหาการดูแลเด็ก เพราะจะไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นนโยบายเช่นนี้ต้องระวัง เพราะไทยยังมีความรู้สึกทางความคิดบางอย่าง เช่น เรื่องชาตินิยมที่ยังมีมาก รวมถึงหลักเรื่องศาสนา การใช้ชีวิต

“นโยบายส่งเสริมการมีลูกแบบสิงคโปร์ต้องระวัง ซึ่งอาจเป็นดาบสองคม เพราะประเทศไทยประชากรยังมีหลายระดับทางฐานะเศรษฐกิจที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ ไม่เหมือนสิงคโปร์ที่เศรษฐกิจระดับประชากรไม่มีความแตกต่างกัน แต่ไทยยังมีคนจน ฉะนั้นถ้ารัฐทุ่มเงินจำนวนมากลงไปก็อาจทำให้คนบางกลุ่มพร้อมที่จะมีลูกเพื่อเงินก็เป็นได้”

ศ.ปราโมทย์ ทิ้งท้ายว่า การสนับสนุนให้คนมีลูกเพิ่ม ควรทำไปพร้อมกับพัฒนาทักษะเด็กที่จะเกิดขึ้นด้วย เพราะการผลิตลูกเพื่อชาติ ควรทำแบบตั้งใจ เริ่มตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ช่วงตั้งครรภ์ หลังคลอดจะต้องมีการเลี้ยงดูและให้การศึกษา ใส่ใจในทุกขั้นตอนของชีวิต เพราะคนเหล่านี้จะต้องเติบโตมาเป็นกำลังคนที่สำคัญของประเทศ ไม่เช่นนั้นถ้าหวังเพียงต้องการเพิ่มจำนวนประชากร แต่ไม่สามารถเลี้ยงดูให้มีคุณภาพได้ อย่าไปมีจะดีกว่า

ภาพ http://www.trf.or.th

 

ยกสุดท้ายธรรมกาย เดิมพันความเชื่อมั่น คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 09:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/482462

ยกสุดท้ายธรรมกาย เดิมพันความเชื่อมั่น คสช.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ต้องถือว่าเป็น “ยกสุดท้าย” กับการบุกค้นวัดพระธรรมกายเพื่อติดตามตัว พระเทพญาณมหามุนี หรือธัมมชโย มาดำเนินคดีรอบนี้​ ​ซึ่งรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งสัญญาณ เอาจริงหวัง “ปิดเกม” ให้ได้โดยเร็ว หลังจากดึงเกมยื้อมานานพอสมควร

ครั้งนี้ถึงขั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.​ออกคำสั่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ประกาศให้พื้นที่วัดพระธรรมกายเป็นเขตพื้นที่ควบคุมอำนวยความสะดวกให้เข้าไปตรวจค้น พร้อมประกาศว่าจะไม่ยกเลิก​คำสั่งจนกว่าจะนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี

ปัญหาส่วนหนึ่งอยู่ตรงที่บรรดาศิษยานุศิษย์ที่ออกมาแสดงพลังปกป้องขัดขวางเข้าตรวจค้นของเจ้าพนักงาน จนนำไปสู่การปะทะทำให้เจ้าหน้าที่ไม่อาจผลีผลามเข้าไปปูพรมตรวจค้นในพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ได้อย่างที่ควรจะเป็น  ​

ทางฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐเข้าใจความสุ่มเสี่ยงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งที่จะไปเข้าทางผู้ที่ต้องการให้ความรุนแรง เพื่อลดทอนความชอบธรรมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ทำให้ที่ผ่านมาพยายามลดความสุ่มเสี่ยงได้ แต่ปักหลักอยู่บริเวณพื้นที่นอกวัด

ไม่ต่างจากช่วงก่อนหน้านี้ที่ได้แต่ดูเชิงขอหมายค้น หมายจับ นวดกันอยู่หลายรอบ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่กับการบังคับใช้กฎหมายจนไม่อาจ “ยื้อ” ต่อไปได้อีก ​

กลายเป็นแรงบีบให้ภาครัฐต้องออกมาเร่งปิดเกมและนำมาสู่การปฏิบัติการบุกค้นครั้งนี้

แน่นอนว่าการดำเนินการครั้งนี้​ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีสัญญาณไฟเขียวพร้อมอำนาจพิเศษเรียบร้อย เพราะบรรดาศิษยานุศิษย์ทั้งที่ปักหลักคอยทำหน้าที่เป็นโล่มนุษย์อยู่ภายในวัดและยังมีความพยายามระดมเข้ามาเสริมทีมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเวลานี้กำลังเปิดหน้าเรียงแท่งปูนตั้งแนวรับอย่างขันแข็ง

ทางเจ้าหน้าที่เองย่อมปฏิบัติการตามหลักสากลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เริ่มจากการเจรจาเพื่อเข้าไปตรวจค้นอย่างละเอียด ซึ่งผลการเจรจาก็ออกมาอย่างที่คาด พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ประกาศชัดเจนไม่ยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปภายในวัดอีก เนื่องจากตรวจค้นวัดเสร็จสิ้นแล้ว

“วัดให้ความร่วมมือมาตลอด แต่เนื่องจากวัดนี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยมือญาติโยม หากจะบอกว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทางวัด และจะให้ออกนอกพื้นที่ พวกเขาจึงมองว่าไม่ถูกนัก ที่ผ่านมาทางเจ้าหน้าที่เองก็เข้าตรวจค้นในทุกพื้นที่แล้ว ถือว่าเสร็จสิ้นแล้วก็ควรจะยกเลิกมาตรา 44 ได้แล้ว” พระสนิทวงศ์ กล่าว

สัญญาณตรงนี้​ทำให้เชื่อได้ว่าปฏิบัติการนับจากนี้คงจะเต็มไปด้วยความยากลำบากและเปราะบาง

ดังจะเห็นจากรัฐบาลพยายามใช้มาตรการกดดันด้านอื่นๆ ทั้งแนวคิดที่เตรียมจะตัดน้ำตัดไฟ ​ไปจนถึงกรณี สุรชัย ขันอาสา ผวจ.ปทุมธานี มีหนังสือด่วนอาศัยอำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. และมาตรา 44 เรียกนายกเทศมนตรี รองนายกเทศมนตรี เมืองท่าโขลง อ.คลองหลวง นายก อบต.คลองส​าม สมาชิก อบต.คลองสาม กำนันตำบลคลองสาม และผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 มาเป็นทีมเสริม

ทางด้าน พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาระบุว่าอาจเข้าตรวจค้นภายในพื้นที่วัดบริเวณโซนเอและบีอีกครั้ง แต่คงไม่เสร็จภายในวันเดียว

ปฏิบัติการครั้งนี้จึงมีแนวโน้มยืดเยื้อและใช้เวลาอีกพอสมควร แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี่ถือเป็นเดิมพันและบทพิสูจน์ฝีมือครั้งสำคัญของ คสช.ว่าจะสามารถติดตามตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีได้อย่างที่สังคมคาดหวังและกำลังจับตาหรือไม่

ประการแรกเพราะ​ครั้งนี้รัฐบาล คสช.ประกาศเอาจริงถึงขั้นใช้มาตรา 44 เข้ามาอำนวยความสะดวก พร้อมส่งกำลังเจ้าหน้าที่หลายร้อยคนเข้าร่วมปฏิบัติการติดตามตัว

ต่างจากที่ผ่านมาที่มีความเป็นห่วงกลัวการกระทบกระทั่งจนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กลัวจะเป็นมวยล้มต้มคนดูเสียมากกว่า

ประการต่อมาหากไม่สามารถจับกุมตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีได้ย่อมสั่นคลอนกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ตอกย้ำปัญหาที่เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

เมื่อเวลานี้รัฐบาล คสช.มีอำนาจเต็มอยู่ในมือ การดำเนินการจัดการย่อมได้เปรียบกว่าทุกรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นอำนาจ เครื่องไม้เครื่องมือรวมไปถึงเจ้าหน้าที่

ดังนั้น หากปฏิบัติการครั้งนี้ไม่สำเร็จย่อมต้องโดนถล่มไปตามลำดับตั้งแต่ คสช.ไล่มาจนถึงหน่วยข่าวขาดประสิทธิภาพ ไม่อาจติดตามตัวคนคนเดียวมาดำเนินคดี ซึ่งเป็นบุคคลที่เป็นที่รู้จัก ยากจะหลบหนีไปกลบดานที่ไหน หรือหนีออกนอกประเทศ

สอดรับกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องแผนการ ซึ่งต้องการเปิดช่องให้การหลบหนีหลีกเลี่ยงการปะทะ หรือลุกฮือของลูกศิษย์ที่จะออกมาเคลื่อนไหวกดดันให้เกิดการปล่อยตัวในอนาคต

แถมยังอาจใช้โอกาสอึมครึมระหว่างการติดตามตัวพระธัมมชโยเข้าไปตรวจค้นภายในวัด และสลายเครือข่ายที่มาการจัดตั้งเหนียวแน่นให้อ่อนกำลังลงไปจนไม่อาจกลับมาสร้างแรงเสียดทานให้ คสช.ในอนาคต

ผลของการติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีในรอบนี้ จึงถือเป็น “เดิมพัน” สำคัญที่จะชี้วัดความเชื่อมั่นที่มีต่อ คสช.ในเวลานี้ที่จะส่งผลไปถึงอนาคต

 

ฮือฮาสนั่นเมือง! เปิดรายละเอียดงาน “ผู้สำรวจความสุขคนไข้” เงินเดือน 1 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/482404

ฮือฮาสนั่นเมือง! เปิดรายละเอียดงาน "ผู้สำรวจความสุขคนไข้" เงินเดือน 1 ล้าน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

กระชากสายตาและสั่นสะเทือนหัวใจมนุษย์เงินเดือนคนทำงานทั้งประเทศกับประกาศรับสมัครงานในตำแหน่ง “ผู้สำรวจความสุขคนไข้” ที่มี เงินเดือนสูงถึง 1 ล้านบาท จากโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล แจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี

ตัวเลขดังกล่าวสูงเกินกว่าเงินเดือนของนายกรัฐมนตรี ผู้บริหารองค์กรระดับสูงบริษัทเอกชนหลายแห่งจนเกิดความคาใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือเพียงแค่แผ่นป้ายโฆษณา

วันนี้ กันตพร หาญพาณิชย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายการตลาดภายในประเทศ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล จะเฉลยที่มาที่ไปของโครงการดังกล่าวให้ได้หายสงสัยกัน

เดือนละ 1 ล้าน สัญญาจ้าง 6 เดือนรับ 6 ล้าน 

“เรื่องจริงครับ เรารับสมัครจริง และจ่ายจริงครับ” ผู้บริหารหนุ่มเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

กันตพร บอกว่า หลังจากเปิดให้บริการมาได้ 3 ปี รพ.ต้องการสื่อสารและทำให้ทุกคนได้สัมผัสว่า เรามีมาตรฐานการให้บริการและการรักษาระดับสูง โดยตำแหน่งดังกล่าวจะเข้ามาตอกย้ำว่า คนไข้ที่มารักษากับเราได้รับความสุขและรอยยิ้มจากพนักงานและบริการที่ยอดเยี่ยมกลับไป

“บุคลากรตำแหน่งดังกล่าวจะทำหน้าที่สำรวจ รับฟังความสุขของคนไข้ที่ได้รับจากการมาพักรักษาตัว และนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงการบริการ ให้คนไข้มีความสุขมากที่สุด ผมเชื่อว่า การที่ทำให้คนไข้มีความสุขและมีกำลังใจที่ยอดเยี่ยมขณะรับการรักษาตัว จะทำให้เขาสามารถฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วยและกลับไปทำหน้าที่ของตนเองได้เร็วมากขึ้น”

หยุดเสาร์-อาทิตย์ พร้อมห้องพักฟรี

หน้าที่ของ มนุษย์เงินเดือน 1 ล้านบาท นั้นเป็นอีกเรื่องที่ทุกคนอยากรู้

กันตพร บอกว่า เวลาทำงานตั้งแต่จันทร์-ศุกร์เริ่มต้น 8.00 -17.00 น. และหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ โดยตอนเช้า ผู้สำรวจความสุขคนไข้ ต้องขอรายงานสรุปจากฝ่ายการพยาบาลว่า วันนี้มีคนไข้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกี่คน และทำกำหนดการเพื่อเข้าไปพบปะพูดคุยกับคนไข้ที่เป็นผู้ป่วยใน

“ถามสารทุกข์สุขดิบ สำรวจว่าคนไข้มีความสุขในการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลดีหรือไม่ และต้องทำอย่างไรเพื่อเพิ่มความสุขและรอยยิ้มของเขา ในกรณีที่เป็นคนไข้ต่างชาติ ทางโรงพยาบาลจะมีล่ามเจ้าของภาษา ซึ่งเป็นพนักงานของโรงพยาบาลคอยช่วยเหลือในให้ตลอดเวลา”

ในช่วงสาย เป็นเวลาของการพูดคุยกับผู้ป่วยนอกทั่วไป เพื่อดูว่าพวกเขาได้รับความสุขดีหรือไม่ ขณะที่ช่วงบ่ายให้นำเรื่องราวที่ได้รับ มาเรียบเรียงถ่ายทอดผ่านเฟซบุ๊กของทางโรงพยาบาล

ทั้งนี้ในกรณีที่มีกิจกรรม ต้องเป็นตัวแทนของโรงพยาบาลในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในโรงพยาบาลด้วย

“เจ้าหน้าที่รายนี้มีตำแหน่งในโรงพยาบาลเหมือนคนอื่นๆ ทั่วไปหากต้องทำงานเกินเวลาก็จะได้รับโอที และไม่จำเป็นต้องพักอาศัยอยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าเขามีบ้านหรือที่พักที่คิดว่าสะดวกต่อการเดินทางกว่า เราเตรียมที่พักไว้รองรับสำหรับผู้ที่อาจมาจากต่างจังหวัดหรือไม่สะดวกในการกลับบ้าน”

สำหรับข้อมูลของผู้ป่วยที่เก็บมาทั้งหมดในแต่ละวันนั้นจะถูกรวบรวม และเป็นแนวทางในการปรับปรุงเพื่อให้บริการคนไข้ต่อไปอนาคต

บรรยากาศห้องพักของ พนักงานเงินเดือน 1 ล้าน ที่โรงพยาบาลเตรียมไว้ให้

 

ภายในห้องพักยังมีห้องนอนเสริมอีกห้องสำหรับญาติหรือเพื่อนสนิทของพนักงาน

ผู้บริหารรายนี้ บอกว่า สาเหตุที่ต้องให้ค่าจ้างสูงถึง 1 ล้านบาท เนื่องจาก รพ.อยากจะคัดเลือกบุคคลากรที่มีคุณภาพมากที่สุด โดยเปิดโอกาสเรื่องคุณสมบัติให้กับความหลากหลาย ทั้งอาชีพ เพศ การศึกษา ตลอดจนความสมบูรณ์ทางร่างกาย อย่างไรก็ตามสิ่งขาดไม่ได้เลยก็คือการเป็นคนมองโลกในแง่บวก และพร้อมถ่ายทอดความสุขของตัวเองให้กับผู้อื่น

“คนนี้ต้องเป็นคนที่มีความสุข ถึงจะสามารถไปสำรวจความสุขของคนอื่นได้ ต้องมองโลกในแง่บวก  และมีวิธีสื่อสารที่ทำให้คนที่กำลังเจ็บป่วยมีความสุขเพิ่มมากขึ้น”

“รูปร่างหน้าตา ร่างกายและวุฒิการศึกษา ไม่มีข้อจำกัด เพราะไม่อยากปิดกั้นหรือจำกัดกรอบ ต้องการให้ทุกคนนำเสนอสิ่งที่คิดว่าเหมาะกับงานนี้ ถ้าไปกำหนด 1-2-3 เกรงว่า จะขาดความคิดสร้างสรรค์ไป  ส่วนเงินเดือนที่สูง เชื่อว่าเป็นความท้าทายให้กับคนที่ทำงานต่างสาขาอาชีพได้มาทดลองหรือลองรับประสบการณ์ในการทำงานที่ โรงพยาบาล”

ทั้งนี้หลังจากทำงานครบ 6 เดือนตามสัญญา โรงพยาบาลมีข้อเสนอให้เป็นพนักงานประจำต่อไป ในตำแหน่งที่ต้องตกลงกันอีกครั้ง

บรรยากาศห้องทำงานที่โรงพยาบาลเตรียมไว้ให้พนักงานในตำแหน่งนี้

 

สมัครง่ายๆ เปิดกว้างทุกอาชีพและสภาพร่างกาย 

การสมัครนั้นทำได้ง่ายเพียงแค่ ถ่ายคลิปวิดีโอ เวลาประมาณ 60 วินาที โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง เพื่อทำให้คณะกรรมการเห็นว่าทำไมท่านถึงเหมาะกับตำแหน่งงานนี้ และ โพสต์คลิปวิดีโอ มาทาง Facebook: bestjobinthailand  โดยเปิดรับสมัคร วันที่ 6 มีนาคม – สิ้นสุด วันที่ 12 พฤษภาคม 2560

ส่วนวิธีการคัดเลือก จะมีการคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศ เข้าสู่รอบ Final ทั้งหมด 12 คน โดย 6 คน จะมาจากกรรมการโรงพยาบาลเป็นผู้คัดเลือก และอีก 6 คน จะมาจากจำนวนการกด Like ผ่าน facebook: bestjobinthailand โดยประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบ 12 คน ในวันพฤหัสที่ 1 มิถุนายน

มีกำหนดการประกาศผลผู้ได้รับต่ำแหน่ง วันที่ 23 มิถุนายน และเริ่มงานเริ่มทำงานในวันจันทร์ที่ 3 กรกฏาคม 2560

“ผมมองว่าเฟซบุ๊กและคลิปวิดีโอ เป็นช่องทางที่ง่ายที่สุด เห็นบุคลิกภาพและความคิดสร้างสรรค์เบื้องต้นของผู้สมัครแต่ละคนได้มากที่สุด”

ผู้บริหารหนุ่ม ยืนยันว่า ไม่มีการล็อกผลล่วงหน้าแน่นอนและขณะนี้กำลังมีการติดต่อจากกรรมการตัดสินจากภายนอกผู้มีชื่อเสียงในสังคมจำนวน 3 คน เพื่อทำให้ทุกคนเห็นและเชื่อว่า การค้นหาผู้เหมาะสมครั้งนี้นั้นโปร่งใส 

“เป็นตำแหน่งที่โรงพยาบาลต้องการอย่างมาก จำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพบริการในโรงพยาบาล และผมเชื่อว่า เราต้องหาคนที่มีความสามารถมากที่สุดในตำแหน่งนี้เจออย่างแน่นอน

“เราให้ความสำคัญเรื่องความสุขของคนไข้มาก่อน และเรื่องโปรโมทโรงพยาบาลนั้นเป็นเรื่องรองลงมา”  กันตพรทิ้งท้าย

กันตพร หาญพาณิชย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลฝ่ายการตลาดภายในประเทศ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล

ชมคลิป