“รถส่วนตัวเยอะ-รถสาธารณะห่วย”…ต้นเหตุเมืองไทยรถติดระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/482146

"รถส่วนตัวเยอะ-รถสาธารณะห่วย"...ต้นเหตุเมืองไทยรถติดระดับโลก

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ถ้อยคำประกาศอย่างมั่นใจของรัฐบาลว่าจะแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพฯให้เห็นผลภายใน 1 เดือน เมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้ว

วันนี้ผ่านมา 6 เดือนเต็ม เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อรายงานสภาพการจราจรโลก โดย “อินริกซ์ โกลบอล ทราฟฟิก สกอร์การ์ด” บ่งชี้ว่า ไทยเป็นประเทศรถติดมากที่สุดอันดับหนึ่งของโลก คนไทยเสียเวลาเฉลี่ยประมาณ 61 ชั่วโมงต่อปีกับการเผชิญรถติดบนถนน

อะไรคือต้นตอของปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรังมายาวนานนับทศวรรษ และทางออกคืออะไร ?

รถส่วนตัวเยอะ รถสาธารณะแย่ 

ผลสำรวจแบบเจาะจงแต่ละเมืองของ อินริกซ์ โกลบอลฯ พบว่า นครลอสแองเจลิสของสหรัฐอเมริกาเป็นเมืองที่รถติดที่สุดในโลก ผู้ขับขี่ยานพาหนะต้องเสียเวลากับรถติดบนท้องถนนเฉลี่ยปีละ 104 ช.ม. ขณะที่กรุงเทพฯติดอันดับที่ 12 ของโลก เสียเวลาไปกับรถติดประมาณ 64.1 ช.ม.ต่อปี หรือ  23% ของเวลาทั้งหมดในแต่ละปี

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่า สถานการณ์ด้านคมนาคมของไทยสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายของรัฐให้ความสำคัญกับรถยนต์ส่วนตัวมาก วัดได้จากทุ่มงบประมาณด้านการก่อสร้างและซ่อมแซมถนนสูงถึง 1.5 แสนล้านบาท เมื่อปี 2559

“ประเทศเราเสพติดถนน สร้างถนนมหาศาล และไม่เคยคิดว่าเป็นกำไรหรือขาดทุน เพราะถนนไม่เคยเก็บเงิน ทุกคนใช้ฟรี เป็นสิ่งก่อสร้างที่น่าอิจฉา ไม่มีใครมองว่าเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้รถยนต์ส่วนตัวได้รับความนิยมมาก งบสร้างและซ่อมเป็นแสนล้านต่อปี ขณะที่การลงทุนด้านอื่นอย่างรถไฟ รถเมล์ ทุกอย่างถูกตั้งคำถามเรื่องกำไรขาดทุนหมด” 

อดีตรมว.คมนาคม บอกอีกว่า ปัจจุบันกทม.มีรถยนต์ส่วนตัวประมาณ 4 ล้านคัน รถเมล์ 5 พันคัน ซึ่งอาจวิ่งจริงเพียง 3 พันคันเท่านั้น ขณะที่รถตู้โดยสารมี 5 พันคัน ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าถนนสาธารณะเป็นที่จับจองของรถส่วนตัว และหากมองไปที่อัตราการเพิ่มขึ้นของรถยนต์ส่วนตัวที่มากกว่าอัตราการเกิดของประชากรในช่วง 8 ปีหลัง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายรถคันแรกด้วย ก็ชัดเจนว่า ความสำคัญของรถส่วนตัวนั้นมีมากขนาดไหน

ทั้งนี้ ถึงแม้ทุกคนจะรับรู้ว่ารถสาธารณะนั้นสามารถรองรับคนได้มากกว่าก็ตามที เมื่อมองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็พบว่า เราให้ความสำคัญกับรถยนต์ส่วนตัวเรื่อยมา ตั้งแต่ยกเลิกรถราง เพราะเห็นว่ากีดขวางทางรถยนต์ที่คนรวยใช้ มีการถมคลองจำนวนมากเพื่อทำถนนที่คิดว่าแสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง ขณะที่ล่าสุดรถโดยสารบีอาร์ทีก็มีแนวโน้มว่าจะพ่ายแพ้ให้กับรถยนต์ด้วยเช่นกัน

“สำนักงานแห่งหนึ่งข้างๆออฟฟิศผมมีคนอยู่ประมาณ 4 พันคน เดินทางโดยรถส่วนตัวแค่ 20% ที่เหลือมาด้วยรถสาธารณะ แต่ 20% นั้นกลับใช้พื้นที่เกือบทั้งหมดบนท้องถนน ปัญหาหลักคือเราใช้รถส่วนตัวเยอะเกินไป ขณะที่รถสาธารณะก็ยังทำได้ไม่ดีพอ”

อย่าคิดว่ารถไฟฟ้าแก้รถติดได้

ที่ผ่านมาโครงการรถไฟฟ้าหลากหลายเส้นทางถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวช่วยแก้ไขปัญหาด้านการจราจร แต่ ประมวล สุธีจารุวัฒน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า รถไฟฟ้านั้นเป็นของดีจริง แต่อย่าคิดว่าเป็นพระเอกที่จะสามารถแก้ไขปัญหารถติดได้ เนื่องจากแท้จริงแล้วเป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตเท่านั้น

ที่สำคัญทุกการลงทุนต้องคิดให้รอบคอบ ความสะดวกสบายต้องมาพร้อมกับความคุ้มค่าและยั้งยืน มันคือส่วนผสมที่จะเปลี่ยนโปรเจคเงินก้อนโตให้กลายเป็นผลประโยชน์ตอบเเทนสังคมอย่างแท้จริง มิฉะนั้นจะเกิดการขาดทุนมหาศาลเหมือนที่รถไฟฟ้าสายสีม่วงกำลังประสบ

“โดยทั่วไปเมืองที่มีการใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งที่ดี ผังเมืองจะต้องถูกพัฒนาเจริญเติบโตไปพร้อมๆกับเส้นทางรถไฟฟ้า เมืองที่รถไฟฟ้าเขาประสบความสำเร็จ ใจกลางเมืองต้องถูกพัฒนาอย่างเต็มที่ มีรถไฟฟ้าในรัศมีโดยรอบประมาณ 10 กม. ถ้าเจริญเติบโตเต็มที่แล้วค่อยขยับรัศมีในชั้นที่สอง แต่ประเทศไทยเรา ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นคือ รถไฟฟ้ากำลังกระจายตัวไปชั้นที่สาม มีการลากเส้นทางที่กระจัดกระจาย ไม่เป็นไปตามลำดับความสำคัญ  ทำให้การใช้งานไม่เป็นไปตามความคาดหวังและประสบปัญหาขาดทุนอย่างรุนแรง” 

นักวิชาการรายนี้ชี้ว่า ถึงเวลาที่ไทยควรจริงจังกับการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงมากกว่าแค่เยียวยาบาดแผล โดยแก้ไขในเชิงโครงสร้าง มีนโยบายและยุทธศาสตร์ชัดเจน ไม่ใช่ฝากความหวังไว้กับโครงการรถไฟฟ้าเส้นทางต่างๆ เท่านั้น

“สไตล์การทำงานของแต่ละหน่วยงานต้องเปลี่ยนไป ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต้องมีการวางแผนร่วมกันจากหลายๆฝ่าย ความสำเร็จต้องเกิดจากการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ด้วยโปรเจค ซึ่งแปลว่า ต้องถูกกำหนดโดยผู้มีอำนาจสูงสุดที่มีวิสัยทัศน์”

เหนืออื่นใด ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ยังมีต้นตอมาจากการรวมศูนย์กลางความเจริญและความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วย 

ประมวล บอกว่า ยิ่งเมืองเจริญเติบโตมากขึ้นเท่าไหร่ การแก้ไขปัญหาความหนาแน่นก็ทำได้ยากขึ้นเท่านั้น กลับกันหากสามารถกระจายความเจริญและลดความเหลื่อมล้ำในหลายๆ ด้านลงได้ โอกาสในการเลือกใช้ชีวิตของประชาชนก็จะมีมากขึ้น

“ถ้าสังคมนี้ไม่ได้มีความเหลื่อมล้ำในแง่ของพื้นที่อาศัย ทุกจังหวัดมีมหาวิทยาลัยที่ดี มีโรงพยาบาล สาธารณูปโภค และคุณภาพชีวิตที่ยอดเยี่ยม เราก็คงไม่จำเป็นต้องเลือกเดินทางไปไกลๆ เพื่อไปใช้ชีวิตหรือประกอบอาชีพในเมืองที่เต็มไปด้วยความแออัดหรือเข้ามาดิ้นรนเฉพาะในกรุงเทพฯ”

กรุงโซล…ต้นแบบความสำเร็จที่เป็นไปได้ 

พัฒนาการที่น่าตื่นตาตื่นใจและประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาจราจรของกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ถูกชัชชาติหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างให้กับกรุงเทพฯ เนื่องจากเห็นว่าปัจจัยและสถานการณ์ต่างๆ นั้นใกล้เคียงกันมาก

“เรากับเขามีการพัฒนาจากอดีตพร้อมๆกัน ทั้งจำนวนรถและคน แต่มาถูกทิ้งห่างเอาเมื่อปี 2002 โดยนายกเทศมนตรีกรุงโซล อี มย็อง บัก (I Myeongbak) ซึ่งตัดสินใจว่าจะปฏิวัติการขนส่งของเมือง เริ่มทำความเข้าใจกับประชาชนและสั่งปรับโครงสร้างสถาบันการดูแลระบบขนส่งสาธารณะ โดยตั้งผู้นำและเจ้าภาพดูแลภาพรวมอย่างชัดเจน”

อดีตรมว.คมนาคม เล่าว่า อี มย็อง บัก ปรับปรุงระบบรถบัสโดยสาร โดยลดความซ้ำซ้อนของเส้นทางวิ่ง และมีตั๋วร่วมที่คิดรูปแบบค่าบริการในการเดินทางเป็นกิโลเมตร ไม่ได้คิดเป็นโหมด ทำให้การเดินทางโดยทั่วไปสะดวกสบายขึ้น นอกจากนั้นยังมีการเลือกใช้ระบบรถโดยสารบีอาร์ที โดยมีระยะทางไกลถึง 157 กม. ระบบดังกล่าวทำให้ความเร็วในการเดินทางของรถทุกชนิดเร็วขึ้น เนื่องจากผู้คนเปลี่ยนจากโหมดรถส่วนตัวไปสู่รถเมล์ โดยจำนวนผู้โดยสารในบัสเลนมีมากกว่าเลนปกติถึง 6 เท่า นำไปสู่ความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางเพิ่มขึ้นจาก 10 กม.ต่อชั่วโมงเป็น 20 กม.ต่อชั่วโมง 

“เมื่อก่อนเขาก็มีรถเอกชนมาวิ่งร่วมเหมือนกับเรา แข่งกันแย่งผู้โดยสาร แต่สุดท้ายเขาเอารถเมล์ทั้งหมดมาเข้าระบบ รัฐเป็นคนเก็บเงินค่าโดยสารผ่านระบบทีการ์ดและจ่ายให้รถเมล์ตามระยะทางที่วิ่งและคุณภาพที่กำหนด ทำให้รถเมล์มีคุณภาพดีขึ้นทันที เอกชนอยู่ได้ด้วยการจ้างวิ่ง โดยมีรัฐควบคุมเส้นทางทั้งหมด เส้นทางไหนที่เห็นว่าไม่ดีก็ปรับได้ทันที ผิดกับบ้านเรา ปรับไม่ได้ เพราะเป็นระบบสัมปทาน”

หากให้สรุปถึงอุปสรรคในการแก้ไขปัญหาจราจรในเมืองไทย ชัชชาติ บอกว่า หนีไม่พ้นเรื่องโครงสร้างการทำงานที่ไร้เจ้าภาพผู้มีบทบาทสูงในการทำงาน ขาดความมุ่งมั่นและนโยบายจากผู้นำที่ต้องมีวิสัยทัศน์ สามารถผสมผสานความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ 

ขณะที่ทุกคนสังคม อย่ามองว่าปัญหาจราจรเป็นเรื่องของรัฐเพียงอย่างเดียว จริงๆ แล้ว พวกเราต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของรถติด ดังนั้นควรเริ่มจากใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น ควบคู่กันกับหันมาเคารพสิทธิของผู้อื่นและปฏิบัติตามกฎจราจร

“รถเมล์เป็นของขสมก.และเอกชน ป้ายรถเมล์เป็นของกทม. ถนนของกทม. บางส่วนเป็นของกรมทางหลวง มันมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกัน ไม่สามารถผสมผสานกันได้ แต่ละอย่างมีเจ้าของ มีสัมปทาน ต่างคนต่างทำ ไม่มีเจ้าภาพรวมที่จะสามารถกำหนดนโยบายให้มันเดินไปสอดคล้องกัน

อย่าคิดว่าเป็นรัฐมนตรีคมนาคมแล้วจะทำได้ทุกอย่าง บางอย่างไม่ได้ควบคุม อยู่นอกเหนือกระทรวงก็ทำยากแล้ว สั่งข้ามหน่วยงานไม่ได้ เอาแค่เรียกประชุมก็ไม่มีคนมาแล้ว บางเรื่องไม่ใช่เป้าหมายเขา อยู่นอกเหนืองบประมาณ จะไปสั่งให้เขาตั้งก็ไม่ได้ สุดท้ายมันเลยกลายเป็นต่างคนต่างทำ ทั้งที่ความสำเร็จมันเกี่ยวเนื่องกันหลายๆ หน่วย”

สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือ ทำอย่างไรให้ภาครัฐหันมาสนใจแก้ปัญหาจราจรและการขนส่งสาธารณะทั้งระบบอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เยียวยาบาดแผลอันเรื้อรังผ่านโครงการใดโครงการหนึ่งเท่านั้น

 

“ทำงาน 10 ปี ค่าแรง-คุณภาพชีวิตเท่าเดิม” เสียงสะท้อนแรงงานไทยในสิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/482012

"ทำงาน 10 ปี ค่าแรง-คุณภาพชีวิตเท่าเดิม" เสียงสะท้อนแรงงานไทยในสิงคโปร์

เรื่องโดย : วิรวินท์ ศรีโหมด

สิงคโปร์ เป็นประเทศที่เพิ่งสร้างชาติมาเพียง 50 กว่าปี และมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จนเคยเป็นหนึ่งประเทศที่แรงงานไทยนิยมเดินทางไปทำงาน เนื่องจากมีความสะดวกในการเดินทางไป-กลับ และสังคมวัฒนธรรมการใช้ชีวิตในสิงคโปร์ไม่ต่างจากประเทศไทยมาก

แต่ทว่า ไม่กี่ปีมานี้ตั้งแต่สิงคโปร์เริ่มเข้มงวดเรื่องกฎหมายแรงงาน เช่น กฎหมายเข้าเมือง ภาษี ประกอบกับมีค่าครองชีพสูง ทำให้แรงงานไทยที่เคยอยู่ในสิงคโปร์เกือบแสนคน ทยอยกลับหรือไปทำงานต่อยังประเทศที่สาม จนปัจจุบันในสิงคโปร์มีแรงงานไทยเหลืออยู่ประมาณ 3 หมื่นคน ฉะนั้นนี่จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยควรให้ความสนใจติดตามดูแลพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานงานไทยในต่างแดน ภายหลังการเปิดประชาคมอาเซียน

การสอบเพิ่มทักษะแรงงานไทย

ปรีชา กรทอง ประธานสมาคมเพื่อแรงงานไทย (สิงคโปร์) เล่าว่า ตนเดินทางมาทำงานที่สิงคโปร์นานกว่า 17 ปี ซึ่งหลายปีก่อนแรงงานไทยมีมากเป็นอันดับ 1 ประมาณ 7-8 หมื่นคน นอกเหนือจากแรงงานจีน มาเลเซีย บัลคลาเทศ อินเดย ฯลฯ. ซึ่งทำงานประเภทก่อสร้าง แม่บ้าน กรรมกร ช่างประเภทต่างๆ แต่ด้วยปัญหาหลายอย่างทำให้ปัจจุบันแรงงานไทย ถึงแม้จะได้รับการยอมรับว่ามีทักษะสูง มารยาทดีจนเป็นที่ชื่นชอบของนายจ้าง

แต่เมื่อทำงาน 10 ปีและยังได้ค่าแรงเท่าเดิม จึงเลือกเดินทางกลับหรือไปทำงานประเทศแถบยุโรป ตะวันออกกลาง ทำให้ขณะนี้ในสิงค์โปร์มีแรงงานไทยเหลืออยู่เพียง 3.5 หมื่นคน หากเทียบกับแรงงานชาติอื่นถือว่าน้อยมาก และตอนนี้แรงงานกลุ่มใหญ่สุดในสิงคโปร์คือ จีน บังคลาเทศ อินเดีย ตามลำดับ

ปรีชา สะท้อนว่า ปัญหาของคนไทยในสิงคโปร์ส่วนใหญ่ประสบปัญหาการเรียกร้องสิทธิสวัสดิการด้านแรงงาน การหาวิธีเพื่อให้ได้ทำงานต่อ เพราะกฎหมายสิงคโปร์ระบุว่า แรงงานที่ได้รับใบอนุญาตจะทำงานได้เพียง 10 ปี หลังใบอนุญาตหมดอายุ หากประสงค์ต่ออายุการทำงานเพิ่ม จะต้องสอบทักษะทางวิชาชีพเพิ่มขึ้นอีก 1 อย่าง ถึงจะอยู่ต่อไปได้อีก 10 ปี

รวมถึงเรื่องภาษาก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ของแรงงานไทย ซึ่งมีผลต่อการเรียกร้องสิทธิแรงงาน รวมถึงการต่อรองขอขึ้นเงินเดือนกับนายจ้าง นี่จึงเป็นหลายเหตุผลที่ทำให้แรงงานไทยในสิงคโปร์มีจำนวนลดลง เพราะไม่สามารถอยู่ได้ในสภาวะที่ประเทศนี้มีค่าครองชีพสูงมาก และคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นธรรมต่อแรงงานไทย แม้ที่สิงคโปร์จะมีสำนักงานผู้แทนแรงงานไทยคอยเข้าไปช่วยประสานกับบริษัทให้

ปรีชา กรทอง ประธานสมาคมเพื่อแรงงานไทย (สิงคโปร์)

ปรีชา มองว่า ปัญหาเรื่องภาษาของคนไทยไม่เก่งเท่ากับชาติอื่น จึงทำให้เสียเปรียบในการต่อรอง ถึงแม้จะมีทักษะวิชาชีพสูงที่ควรจะได้เลื่อนระดับ แต่เมื่อมีปัญหาเหล่านี้ จึงทำให้การพัฒนาด้านการทำงานและค่าแรงของคนไทยน้อยกว่าชาติอื่น อาทิ จีน บังคลาเทศ ถึงแม้จะทำงานเท่ากัน

สำหรับอัตราค่าแรงงานในสิงคโปร์ แรงงานไทยได้ประมาณ 25 เหรียญดอลลาร์สิงคโปร์/วัน (8ชั่วโมง) ส่วนค่าแรงงานจีน 60-70 เหรียญดอลลาร์สิงคโปร์/วัน แรงงานบังคลาเทศ 18 เหรียญดอลลาร์สิงคโปร์/วัน ซึ่งการคิดอัตราค่าแรงงานที่ไม่เท่ากัน มีวิธีคิดจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และค่าเงินของแต่ละประเทศต้นทาง ถึงแม้จะทำงานในตำแหน่งเดียวกันและมีทักษะเพิ่มขึ้นก็ตาม

ประธานแรงงานไทยในสิงคโปร์ เรียกร้องว่า อยากให้สำนักงานแรงงานไทย หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือแรงงานให้มีชีวิตคุณภาพและค่าแรงงานที่ดีขึ้น เพราะส่วนตัวมองว่าที่ผ่านมาแม้จะมีเจ้าหน้าที่ผู้แทนหน่วยงานไทย รวมถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาเยี่ยมอยู่บ่อยครั้ง แต่ปัญหาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม

ฉะนั้นอยากขอให้กระทรวงแรงงานไทยหรือรัฐบาล เข้ามามีบทบาทในการต่อรองปกป้องช่วยเหลือแรงงานในสิงคโปร์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กับฝ่ายราชการแรงงานสิงคโปร์ รวมถึงช่วยดูแลทำให้คนไทยที่จะส่งมาทำงานมีความพร้อมก่อนเดินทางมาถึง เพื่อจะได้ง่ายต่อการปรับตัวไม่ถูกหลอกเวลาถึง

“ตลอด 17 ปีที่อยู่สิงคโปร์ เห็นมาตลอดว่าหน่วยงาน ผู้แทนส่วนราชการไทยที่อยู่ จะคอยช่วยเหลือเฉพาะแรงงาน ที่ประสบปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่การทำงานเรื่องการป้องกันปัญหาหรือส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยในสิงคโปร์ ยังไม่เห็นความรูปธรรมชัดเจน”

ปรีชา ทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาสมาคมไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะสิงคโปร์มีกฎหมายที่เข้มงวดควบคุมได้ 100% เนื่องจากรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นภายในประเทศ ฉะนั้นอยากให้หน่วยงานไทยซึ่งเป็นผู้มีอำนาจมากกว่า เข้ามาช่วยเหลือ

จตุพร เล็กกิมลิ้ม เจ้าของธุรกิจร้านอาหารไทยในสิงค์โปร์ สะท้อนว่า ขณะนี้จำนวนแรงงานไทยในสิงคโปร์มีลดลงมากกว่าเมื่อช่วง 2-3 ปีก่อน และการที่แรงงานไทยเดินทางมาทำงานในต่างประเทศ ซึ่งมักจะต้องไปกู้ยืมเงินมา ทำให้มีหนี้ตั้งแต่ก่อนที่จะมาแล้ว ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นปัญหา และอยากให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือ  เพราะหน่วยงานรัฐของสิงคโปร์ไม่รับฟังเสียงจากด้านแรงงาน แต่จะรับฟังเสียงจากภาคส่วนทางราชการด้วยกันเท่ากันนั้น

และมองว่าเจ้าหน้าที่ไทยที่ย้ายมาประจำอยู่ที่นี่ มีระยะเวลาอยู่เพียง 1-2 ปี ก็ย้ายไปประเทศอื่น จึงไม่มีความต่อเนื่องในการทำงานหรือสร้างสัมพันธไมตรีระดับเจ้าหน้าของสิงคโปร์ ดังนั้นอยากให้เรื่องนี้เป็นการทำงานระดับรัฐบาลซึ่งอาจได้ผลดีกว่า

วาสนา สีสัง จิตรกรไทยอิสระที่เดินทางไปทำงานที่สิงคโปร์

วาสนา สีสัง จิตรกรไทยอิสระที่เดินทางไปทำงานวาดภาพในโบสถ์วัดอานันทเมตยาราม ซึ่งเป็นวัดไทยในสิงคโปร์ สะท้อนว่า ขั้นตอนการเดินทางมาทำงานถือว่าค่อนข้างยาก เพราะรัฐบาลสิงคโปร์จะเลือกประเภทงาน และจำนวนแรงงานตามความต้องเท่านั้น เพื่อให้สามารถควบคุมไม่ให้มีแรงงานมากจนเกิดไป

นอกจากนี้มีการบังคับให้แรงงานต่างชาติต้องตรวจสุขภาพทุก 6 เดือน และถ้าเป็นแรงงานหญิงต้องตรวจภาวะตั้งครรภ์ และถ้าหากพบว่าตั้งครรภ์จะถูกส่งกลับประเทศต้นทางทันที เพราะสิงคโปร์มีความเข้มงวดเรื่องแรงงานและประชาชนมาก

ธงชัย ชาสวัสดิ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนไทยเดินทางมาทำงานประมาณ 3 หมื่นคน 80% ทำงานกลุ่มแรงงานทั่วไป เช่น ก่อสร้าง ช่าง ฯลฯ. ส่วนอีก 20 % ที่เหลืออยู่ในกลุ่มแรงงานสายวิชาชีพเฉพาะทางที่มีทักษะสูง เช่น สถาปนิก บัญชี แพทย์ วิศวกร

สาเหตุที่ทำให้สิงคโปร์ต้องนำเข้าแรงงานเพราะ คนในประเทศไม่ทำ และการนำเข้าแรงงานจะคิดจากความต้องการเท่านั้น โดยการเข้ามาจะห้ามแรงงานนำครอบครัวติดตามมา รวมถึงห้ามแต่งงานกับคนท้องถิ่น ส่วนแรงงานหญิงห้ามตั้งครรภ์เด็ดขาด หากพบจะถูกส่งกลับทันที แต่ถ้าหากต้องการกลับมาจะต้องเข้ามาใหม่โดยที่ไม่อยู่ในฐานะแรงงาน

เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องยอมรับว่ากฎระเบียบเหล่านี้ ต่างจากประเทศไทยที่ไม่มีการออกกฎเช่นนี้ จึงทำให้พบว่าปัจจุบันแรงงานต่างชาติที่เข้ามาไทยมักพาครอบครัวมาด้วย และก็เป็นภาระให้กับประเทศไทย ฉะนั้นคิดว่าถ้าหากคนไทยมองแรงงานต่างชาติเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็ต้องยิ่งเข้มงวดตรวจสอบเช่นเดียวกับสิงคโปร์ เพราะการไม่ควบคุม อาจเป็นช่องทางอะไรบางอย่าง

ธงชัย ชาสวัสดิ์ เอกอัครราชทูตไทยประจำสิงคโปร์

ด้าน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงฯ มีนโยบายคอยติดตามดูแลสิทธิให้แก่แรงงานในต่างประเทศ แต่ถ้าเป็นเรื่องของสวัสดิการรัฐบาลในแต่ละประเทศจะเป็นผู้กำหนด ซึ่งในสิงคโปร์ถือว่ามีความชัดเจนในเรื่องของกฎหมายสวัสดิการค่าจ้างค่อนข้างดี

แต่ถึงอย่างไรกระทรวงจะมีทูตด้านแรงงานไปคอยดูแล ช่วยเหลือคนไทยในการประสานงานกับส่วนราชการท้องถิ่นและนายจ้าง หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำงาน นอกจากนั้นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์คณะทูตแรงงาน ยังจะคอยไปติดตามเยี่ยมคนไทยที่ไปทำงาน รวมถึงสอบถามดูแลด้านคุณภาพ สุขภาพชีวิตความเป็นอยู่ และมักร่วมจัดกิจกรรมต่างๆกับกลุ่มแรงงานไทย

ปลัด.แรงงาน ระบุว่า กรณีที่แรงงานมองว่าทำงานนานจนมีทักษะและควรได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่ได้ขึ้นค่าจ้างนั้น ตามกฎหมายสิงค์โปร์จะมีเพดานค่าจ้างมาตรฐานเป็นตัวกำหนด ฉะนั้นถ้าหากแรงงานต้องการเพิ่มในส่วนนี้ จะต้องไปสอบเพิ่มทักษะ

ส่วนที่แรงงานไทยมองว่าแรงงานจีน มาเลเซีย ได้รับเงินเดือนสูงกว่านั้น เนื่องจากสิงคโปร์จะให้แรงงานกลุ่มผู้ที่เป็นสัญชาติท้องถิ่นที่ร่วมก่อตั้งประเทศ หรือเรียกว่า ภูมิปุตรา ได้รับสวัสดิการต่างจากแรงงานชาติอื่นที่เข้าไป ยกเว้นแรงงานที่มีทักษะสูง เพราะสิงค์โปร์ถือว่าแรงงานเหล่านั้นเป็นคนในสัญชาติดั้งเดิม

สำหรับอัตราค่าจ้างแรงงานไทยในสิงคโปร์มี 3 ระดับ คือ 1.ระดับ (EP) สำหรับชาวต่างชาติตำแหน่งวิชาชีพบริหาร ผู้จัดการจะได้รับค่าตอบแทน 3,600 เหรียญฯ./เดือน  2.ระดับ S Pass สำหรับชาวต่างชาติที่ทำงานระดับกลางด้วยความรู้และทักษะเฉพาะ เช่น ช่างเทคนิค พ่อครัว แม่ครัว และอื่นๆ จะได้รับเงินเดือน 1,600 เหรียญขึ้นไป

และ 3.ระดับ Work Permit ระดับช่างฝีมือหรือกึ่งฝีมือที่ไม่เข้าคุณสมบัติประเภท S Pass เช่น ทำงานในอู่ต่อเรือ งานก่อสร้าง คนรับใช้ในบ้าน การผลิต เกษตรกรรม บริการ กลุ่มเหล่านี้จะได้รับเงินเดือนเฉลี่ย 1,200-1,500 เหรียญฯ/เดือน แต่ถ้าเป็นสัญชาติจีน มาเลเซีย จะทำได้ทุกสาขา เพราะสิงคโปร์ให้สิทธิพิเศษ แต่คนไทยจะทำได้เฉพาะประเภทงานเท่านั้น

ม.ล.ปุณฑริก ทิ้งท้ายว่า การปรับขึ้นค่าแรงถือเป็นกติกากรอบกฎหมายของสิงคโปร์เป็นผู้กำหนด ถ้าแรงงานต้องการได้ค่าจ้างเพิ่มจะต้องไปสอบพัฒนาทักษะให้สูงขึ้น แต่ถึงอย่างไรหน่วยงานไทยก็ยังคอยติดตามช่วยเหลือแรงงานไทย ซึ่งสามารถติดต่อสอบถามหรือขอความช่วยเหลือได้ที่ทูตด้านแรงงาน ที่ประจำจะอยู่ในสถานทูตไทยในสิงค์โปร์ เปิดทำการทุกวันจันทร์-ศุกร์ นอกจากนี้มีศูนย์บริการเสริมที่ห้างโกลเด้นมาย ซึ่งเป็นศูนย์รวมคนไทย เปิดทำการเฉพาะวันพุธ และวันอาทิตย์

 

 

แผนเพิ่มประชากร ต้องรื้อการศึกษาทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/481727

แผนเพิ่มประชากร ต้องรื้อการศึกษาทั้งระบบ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

พลันที่ผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขทำให้สังคมเห็นภาพชัดเจนว่า หญิงไทยแต่งงานน้อยลงหรือช้าลง นิยมอยู่เป็นโสดมากขึ้น พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้อัตราการเพิ่มประชากรไทยลดจาก 2.7% ในปี 2513 เหลือ 0.4% ในปี 2558

หลายฝ่ายถกเถียงเรื่องนี้ โดยมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะหากไม่ดำเนินการภายใน 10 ปี อัตราการเพิ่มจะเท่ากับ 0.0 คือ อัตราประชากรเกิดใหม่จะเท่าอัตราการตาย หมายถึงประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมที่ไม่มีจำนวนประชากรเพิ่ม รวมถึงอาจจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาประชากรขาดคุณภาพ จากเด็กเกิดใหม่ที่มาจากกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่มีลูกทั้งที่ยังอยู่ในวัยและสถานะที่ไม่พร้อม

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล พูดถึงเรื่องนี้ว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มีอัตราการเกิดต่ำสมใจนโยบายชะลอการเกิดที่ได้ผลอย่างชะงักงัน ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพียงปีละไม่ถึง 8 แสนคน และหากวัดด้วยอัตราเจริญพันธุ์รวม หรือ Total Fertility Rate พบว่า จำนวนบุตรเฉลี่ยที่สตรีคนหนึ่งจะมีบุตรได้ตลอดวัยเจริญพันธุ์ ขณะนี้พบว่า เหลือเพียง 1.6 คน ลดลงจาก 5 คน ในปี 2517 ซึ่งจะเห็นว่า อัตราเจริญพันธุ์จะไม่พอเพียงกับการทดแทนประชากรรุ่นพ่อแม่ที่จะต้องตายไปในอนาคต

แต่การแก้ปัญหานี้ด้วยการส่งเสริมให้แต่ละครอบครัวมีลูกมากขึ้น ยังมีโจทย์สำคัญอื่นๆ ที่จะต้องจัดการควบคู่กันไป นั่นก็คือเรื่องสุขภาพของเด็กที่จะเกิดใหม่และเรื่องของการเลี้ยงดูให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

“เราพบว่าการตั้งครรภ์ของแม่รุ่นปัจจุบันมีปัญหาเรื่องสุขภาพ แต่ปัญหาดังกล่าวก็ส่งเสริมกันได้ด้วยระบบดูแลสุขภาพ แต่นอกเหนือจากนั้น คนไม่กล้ามีลูก เพราะทราบดีว่าหมายถึงการมีภาระมากขึ้น และเมื่อต้องคิดว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ดีก็ยิ่งเป็นภาระหนัก เพราะสังคมไทยมีจุดอ่อนสำคัญ คือเรามีระบบการศึกษาที่เป็นแบบ แพ้คัดออก เด็กไทยตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงระดับอุดมศึกษาต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ แม้แต่เด็กอนุบาลที่อยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมและเรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก สมควรถูกสอนให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์ ฝึกพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ พัฒนาการทางร่างกาย พัฒนาการทางด้านสังคม พัฒนาการทางด้านอารมณ์ และพัฒนาการทางด้านสติปัญญา ไม่ใช่เร่งรัดเรียน

นพ.สุริยเดว กล่าวว่า หากจะส่งเสริมให้คนมีลูก สิ่งที่ควรปฏิรูปเปลี่ยนแปลงและไม่ควรให้เกิดขึ้นเลยก็คือ ระบบสอบเข้าในระดับชั้นอนุบาล รวมไปถึงการสอบเลื่อนชั้น ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดอย่างมากและส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก วัยที่ชีวิตจะมีคุณภาพได้ต้องเริ่มจากเสริมพลังครอบครัว การเลี้ยงดูที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับลูก โดยไม่ผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของครูและโรงเรียน

“เด็กเลี่ยงที่จะต้องอยู่ร่วมกับสังคมแข่งขันไม่ได้ เพราะปัจจุบันโลกก็เต็มไปด้วยการแข่งขันอยู่แล้ว แต่เมื่อต้องอยู่กับโลกแบบนี้ เด็กสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้หรือไม่ หรือแค่เรียนรู้เพื่อจะเอามาประกอบอาชีพ เด็กก็เสี่ยงที่จะเป็นแค่คนเห็นแก่ตัว”นพ.สุริยเดว กล่าว

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวเช่นกันว่า หากในอนาคตประชากรวัยเด็กน้อยลง จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาให้เด็กรายหัวสูงขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายในการจัดการต่างๆ เช่น เงินเดือนครูจะเป็นอัตราที่คงที่ ไม่ว่าจะมีภาระการสอนมากหรือน้อยลง แต่กรณีดังกล่าวสามารถมองเป็นโอกาสที่เพิ่มขึ้นได้ เพราะเด็กที่น้อยลงจะทำให้ครูดูแลได้ทั่วถึงขึ้น อย่างไรก็ดี โจทย์ในการจัดการศึกษาเมื่อเด็กน้อยลง ยิ่งต้องเข้าไปจัดการเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ได้ผล

“ตอนนี้เด็กรุ่นใหม่ใช้สื่อออนไลน์ต่างๆ ได้มากขึ้นก็จริง แต่ยังมีส่วนน้อยที่ใช้เพื่อมาเป็นส่วนส่งเสริมหรือเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน และในอนาคตหากเด็กน้อยลงจะกระทบกับการเรียนในระดับอุดมศึกษา ซึ่งขณะนี้มีที่นั่งเรียนมากกว่าเด็ก อาจจะทำให้มีมหาวิทยาลัยต้องปิดตัวลง หรือต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากการดึงผู้เรียนจากวัยเด็กมาเป็นหาผู้เรียนในวัยทำงานมากขึ้น ซึ่งในต่างประเทศเริ่มปรับตัวจากกรณีนี้แล้ว” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

 

“นักวิชาการ-เอ็นจีโอ” เตือน สร้างโรงไฟฟ้าต้องปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/481726

"นักวิชาการ-เอ็นจีโอ" เตือน สร้างโรงไฟฟ้าต้องปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลุ่มองค์กรภาคประชาชน 36 องค์กร และนักวิชาการจำนวน 49 คน รวม 85 ราย ร่วมกันออกแถลงการณ์เพื่อขอให้รัฐบาลทบทวนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

จากกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2560 เห็นชอบการเดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใน จ.กระบี่ ซึ่งนำไปสู่การชุมนุมคัดค้านของเครือข่ายปกป้องอันดามันและประชาชนจาก จ.กระบี่ รวมทั้งประชาชนจากพื้นที่ใกล้เคียงที่ต้องการปกป้องสิทธิชุมชนของตนเองที่ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าวบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. เพื่อเป็นการป้องกันมิให้ความขัดแย้งนำไปสู่การเผชิญหน้ารุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน และเพื่อเป็นการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างสันติวิธี ที่จำเป็นยิ่งในห้วงเวลาของการเริ่มต้นกระบวนการปรองดองในสังคมไทยอย่างแท้จริง

องค์กรและผู้ที่มีรายชื่อแนบท้ายคำแถลงฉบับนี้ มีข้อเรียกร้อง เสนอแนะและสื่อสารต่อรัฐบาล และประชาชนทั้งประเทศในฐานะที่เป็นผู้ใช้พลังงาน เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการตัดสินใจกำหนดนโยบายในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

1.กรณีเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ รวมทั้งในพื้นที่อื่นๆ เป็นกรณีรูปธรรมที่สะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยที่ยังคงดำรงอยู่ อันเนื่องมาจากเรื่องแนวคิดการพัฒนาประเทศ เรื่องทิศทางการพัฒนาด้านพลังงาน เรื่องกระบวนการตัดสินใจนโยบายสาธารณะ เรื่องความแตกต่างของข้อมูลด้านพลังงาน เรื่องระบบการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องปฏิรูปเป็นประเด็นที่เกี่ยวโยงกับการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติระยะยาวและเป็นโจทย์ท้าทายต่อการสร้างความปรองดอง

รัฐบาลและสังคมไทยควรใช้เรื่องนี้เป็นกรณีตัวอย่างของการจัดการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ หาทางเลือกทางออกโดยใช้สันติวิธีทำให้เป็นจุดเริ่มต้นและผลลัพธ์รูปธรรมของการปฏิรูป การสร้างความสามัคคีปรองดองอย่างแท้จริง และการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลตามที่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (มาตรา 65) และเป็นภารกิจหลักของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.)

2.รัฐบาลควรจัดเวทีสาธารณะที่เป็นกลางที่เป็นที่ยอมรับโดยทุกฝ่าย เพื่อให้ทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน โรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ รวมทั้งในพื้นที่อื่นๆ ได้ถกแถลงเหตุผลและข้อมูลของทั้งสองฝ่าย และเพื่อให้ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้ใช้พลังงานไฟฟ้าได้รับทราบข้อมูลอย่างรอบด้าน เป็นโอกาสของการสร้างการเรียนรู้เรื่องพลังงานแก่สังคมไทยให้มีส่วนร่วมรับรู้ข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจ รับรู้ภาระ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจเลือกกำหนดนโยบายอย่างไร ทั้งนี้อาจให้สถาบันอุดมศึกษาอย่างน้อยจำนวน 3 สถาบันที่จัดการเรียนการสอนเรื่องพลังงานและเรื่องสิ่งแวดล้อม ร่วมกันเป็นองค์กรเจ้าภาพจัดเวทีและกระบวนการดังกล่าว และเป็นผู้จัดทำรายงานสรุปผลการจัดเวทีสาธารณะเสนอต่อรัฐบาลและเผยแพร่ต่อสาธารณะ และให้รัฐบาลนำรายงานดังกล่าวเป็นฐานในการกำหนดตัดสินใจทางนโยบายต่อไป

3.การจัดเวทีสาธารณะและการตัดสินใจทางนโยบายในกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ รวมทั้งในพื้นที่อื่นๆ ควรมีประเด็นที่ครอบคลุมอย่างน้อยใน 4 เรื่องดังนี้

(1) การพิจารณาถึงความสอดคล้องกับเป้าหมาย เป้าประสงค์ และตัวชี้วัดเรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่ประเทศไทยมีข้อผูกพันทางการเมืองในการมุ่งมั่นดำเนินการให้บรรลุผลตั้งแต่ปี 2558

(2) การพิจารณาถึงความสอดคล้องกับพันธสัญญาภายใต้ความตกลงปารีส ที่ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 20-25 จากอัตราการปล่อยปกติให้ได้ภายในปี 2573 และต้องมีการทบทวนเป้าหมายดังกล่าวให้มีระดับก้าวหน้าขึ้นทุก 5 ปีนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป

(3) การพิจารณาถึงเป้าหมายความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

(4) การพิจารณาถึงทางเลือกของการจัดหาพลังงานอย่างรอบด้าน ทั้งที่เป็นพลังงานฟอสซิล พลังงานหมุนเวียน โดยมีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนโดยรวมของแต่ละทางเลือก ทั้งที่เป็นต้นทุนด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และด้านสุขภาพ

สำหรับองค์กรภาคเอกชนและนักวิชาการที่ร่วมลงนาม อาทิ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เครือข่ายชาวเลอันดามัน เครือข่ายชนเผ่าฯ ภาคใต้ เครือข่ายชุมชนจัดการภัยพิบัติ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ขณะที่ในส่วนของนักวิชาการ นำโดย ศ.สุริชัย หวันแก้ว ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

“มีลูกเพื่อชาติ”…อย่าบังคับให้เกิดโดยไร้ “คุณภาพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/481429

"มีลูกเพื่อชาติ"...อย่าบังคับให้เกิดโดยไร้ "คุณภาพ"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

จากคำขวัญในอดีตที่ว่า “มีลูกมาก จะยากจน” เมื่อปี พ.ศ.2515 วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป ตัวเลขการเกิดเเละการตายที่ใกล้เคียงกัน วัยเเรงงานมีจำนวนลดน้อยลง เเละเคลื่อนตัวไปสู่สังคมผู้สูงอายุเข้าทุกที

ทั้งหมดนี้กำลังเป็นปัญหาที่นำไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนาอนามัยเจริญพันธุ์แห่งชาติฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2569) ว่าด้วยการส่งเสริมการเกิดและการเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ

“มีลูกกวนตัว ไม่อยากมีผัวกวนใจ” ทัศนคติคนไทยพ.ศ.นี้

ข้อมูลจากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่า คนไทยมีลูกน้อยลงกว่าสมัยก่อน จาก 6 คนต่อผู้หญิง 1 คนเมื่อ50 ปีที่แล้ว เหลือเพียงแค่ 1-2 คนในปัจจุบัน ขณะที่รายงานสำมะโนประชากรและเคหะที่มีการสำรวจทุกสิบปี ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2523–2553 พบว่า ชายหญิงชาวไทยมีแนวโน้มไม่สมรสและอยู่เป็นโสดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ปัทพร สุคนธมาน อาจารย์ประจำวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่า จากงานวิจัยชื่อ “Attitude and Perceptions Towards Marriage and Singlehood Among Thai Women” ที่ศึกษาทัศนคติและค่านิยมของหญิงไทยที่มีต่อการสมรส โดยใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณที่สอบถามผู้หญิงกว่า 4,000 คนทั่วประเทศ และเชิงคุณภาพจากผู้หญิงในกรุงเทพฯ จำนวน 30 คน พบว่า เหตุผลที่พวกเธอไม่อยากแต่งงาน เพราะยังไม่เจอคนที่ใช่และคู่ที่เหมาะสม

“งานวิจัยชิ้นนี้ได้สำรวจผู้หญิงที่มีการศึกษาและอาชีพที่ค่อนข้างมั่นคง พบว่า เป็นเรื่องของทัศนคติทั้งต่อตัวเองและครอบครัว พวกเขาคิดว่าการแต่งงานไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตและไม่มีการกดดันจากครอบครัวเหมือนกับในอดีต ขณะที่สถานการณ์ทางสังคมก็เป็นเหตุผลสำคัญเช่นกัน ผู้หญิงหลายคนได้รับการศึกษาสูงมากขึ้น มีความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน สร้างเนื้อสร้างตัว และมีรายได้เพิ่มขึ้นจนมั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร”

ปัทพรบอกต่อว่า ทัศนคติหนึ่งที่ยังดำรงอยู่ในผู้หญิงส่วนใหญ่แถบเอเชียคือ ถ้าจะแต่งงานต้องแต่งกับผู้ชายที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นด้านรายได้ การศึกษา หรืออย่างน้อยก็ต้องเท่าเทียมกัน กลุ่มที่หาคู่ยากจึงกลายเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาหรือรายได้สูง เช่นกันกับผู้ชายที่มีการศึกษาหรือรายได้ต่ำก็มักจะหาคู่ได้ยาก

อย่างไรก็ตามผู้หญิงยุคใหม่ในแถบเอเชียบางส่วนเริ่มมีทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไป เริ่มมองเห็นความเท่าเทียม ไม่ยึดติดค่านิยมผู้ชายต้องเป็นผู้นำ มีฐานะหรือการศึกษาที่สูงกว่าเสมอไปเหมือนเช่นผู้หญิงในประเทศแถบตะวันตก

ในส่วนของการมีลูก ข้อมูลประชากรไทยจากองค์กรหลายแห่งระบุในทิศทางเดียวกันว่า ครัวเรือนไทยมีลูกน้อยลงจากอดีต พูดง่ายๆว่าผู้หญิงหนึ่งคนจะมีบุตรน้อยกว่า 2 คน

นักวิชาการรายนี้ เล่าว่า จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลผู้หญิงในกรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. 2559 พบว่าเหตุผลหลักที่คนไม่อยากลูก คือ “ภาระค่าใช้จ่าย” ขณะที่งานวิจัยระดับเอเชียหลายแห่งระบุเหตุผลในด้านเวลาประกอบกันไปด้วย

“ส่วนใหญ่มองว่าลูกนั้นสร้างภาระค่อนข้างมาก ตั้งแต่เกิด เข้าโรงเรียน รวมถึงเรียนพิเศษ ขณะที่งานวิจัยในระดับเอเชียก็มีเหตุผลด้านเวลาประกอบในแง่ที่ว่าผู้หญิงที่ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รู้สึกว่าการมีลูกต้องใช้เวลาค่อนข้างมากในการดูแล ไม่มีโอกาสทุ่มเทกับงานเต็มที่ ทำให้โอกาสก้าวหน้าในอาชีพลดน้อยลง หรือบางประเทศ พอผู้หญิงท้องและคลอดลูก อาจถูกมองจากที่ทำงานว่า ไม่สามารถทุ่มเทให้กับงานได้มากเช่นเดิม รวมๆ แล้วเป็นเรื่องของการเงินและเวลาเป็นหลัก ขณะเดียวกันบางกลุ่มอาจมีความเชื่อทางศาสนาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้ามาเกี่ยวข้อง”

รับมือความเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพ

โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป ประชากรมีอัตราการเกิดน้อยใกล้เคียงกับการตาย ซึ่งหากปล่อยสภาพนี้ต่อไปอีก 10 ปี อัตราเพิ่มขึ้นของประชาชนกรจะเหลือ 0% ทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัวในอีกไม่เกิน 20 ปี โดยในเดือน ธ.ค. ปี 2559 สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ไทยมีประชากร 65.7 ล้านคน เป็นประชากรที่มีงานทำ 37.36 ล้านคน

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการฝ่ายการวิจัยนโยบายเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ว่า การปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ต้องมองอย่างรอบด้านให้ครบทั้ง 3 ขา ได้แก่ ตัวเอง ภาคเอกชน และภาครัฐ

ตัวเอง

ประชาชนต้องมีวินัยทางการเงินมากขึ้นจากเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มจะโตต่ำลงและมีโอกาสเกิดความเสี่ยงต่างๆ ที่ส่งผลต่อรายได้ในอนาคต ทุกคนต้องศึกษา รู้จักวิธีบริหารจัดการและใช้เครื่องมือทางการเงินไปจนถึงการใช้ระบบประกันสุขภาพต่างๆ

ภาคเอกชน

โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลกระทบให้เกิดภาวะขาดแคลนและหาแรงงานฐานรากได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและประมง รวมถึงแรงงานในอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น พนักงานทำความสะอาด พนักงานบริการในร้านอาหาร ถึงแม้จะมีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาทดแทน แต่ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะรองรับกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ในอนาคต ขณะที่แรงงานด้านบน แม้จะได้รับผลกระทบไม่มากนัก แต่ก็อาจทำให้ธุรกิจที่ดำเนินการอยู่สะดุดลง

เหตุผลดังกล่าวทำให้ภาคเอกชนจึงเริ่มปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต หันมาใช้เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีที่เข้มข้นมากขึ้นเพื่อทดแทนแรงงานและเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานให้สูงขึ้น โดยเฉพาะแรงงานไทย พร้อมกับขยายอายุการทำงาน ตลอดจนพิจารณาการใช้ระบบโค้ชชิ่ง ซึ่งเป็นโมเดลจากประเทศเยอรมัน โดยรายงานวิจัยระดับโลกพบว่า ช่วงอายุ 35-55 ปี เป็นช่วงการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แรงงานมีส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างกำลังและประสบการณ์ แต่หลังจากอายุ 55 ปีขึ้นไป แรงงานจำนวนไม่น้อยจะเริ่มหย่อนประสิทธิภาพ บางงานวิจัยระบุว่าเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 50 ปีเลยด้วยซ้ำ

“เมื่อแรงงานหย่อนประสิทธิภาพ ขณะที่ค่าแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามอายุ ปัญหาคือ ธุรกิจไม่สามารถจ้างคนพวกนี้ไว้ได้ สิ่งที่ประเทศเยอรมันทำก็คือ ระบบโค้ชชิ่ง โดยแรงงานกลุ่มที่มีประสิทธิภาพต่ำลง จะถูกลดเงินเดือนและปรับตำแหน่ง คอยทำหน้าที่ถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับคนรุ่นใหม่ ถ้าไทยสามารถสร้างตำแหน่งและวัฒนธรรมนี้ขึ้นมาได้ คนกลุ่มนี้จะไม่ใช่ภาระของบริษัทอีกต่อไป”

ภาครัฐ

นักวิชาการจากทีดีอาร์ไอ ชี้ว่า บทบาทของภาครัฐต้องเริ่มตั้งแต่เกิดยันตายหรือจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

วัยแรกเกิด – เมื่ออัตราการเกิดลดลง รัฐควรมีมาตรการรองรับ สนับสนุนให้การมีลูกไม่เป็นภาระทางเศรษฐกิจมากเกินไปสำหรับพ่อแม่ เช่น ขยายเวลาการลาคลอดโดยได้รับเงินทดแทน แรงจูงใจทางด้านภาษีและระบบอุดหนุน ไล่ตั้งแต่ช่วงก่อนวัยเรียน โดยอาจมีการฝึกอบรมการเลี้ยงลูก เพื่อให้ครอบครัวมีความพร้อม อย่างไรก็ตามนโยบายเหล่านี้ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะสิ่งสำคัญคือ การเกิดมาพร้อมกับคุณภาพ ไม่ใช่การถูกบังคับให้เกิดมา

วัยเรียน – งานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ พบว่าแนวทางหนึ่งในการคัดง้างกับผลกระทบจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมสูงวัย คือการพัฒนาระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึง คุณภาพในการเรียนรู้  ความเหลื่อมล้ำระหว่างสถานศึกษา ตลอดจนความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน

วัยทำงาน – ภาครัฐต้องแก้ไขปัญหาในตลาดแรงงาน เร่งพัฒนาศักยภาพและผลิตภาพของแรงงาน ส่งเสริมให้คนทำงานได้ยาวนานขึ้น มีระบบโค้ชชิ่ง ตลอดจนมีการเชื่อมโยงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันปัญหาที่พบคือ แรงงานมีทักษะไม่สอดคล้องกับงานที่ทำ บางกลุ่มเป็นการว่างงานแฝง ลักษณะการใช้วุฒิเกินตำแหน่ง เช่น งานบางงานควรใช้วุฒิเพียงแค่ ปวช. แต่ปรากฎว่า จ้างคนระดับปริญญาตรีมาทำ นอกจากนั้นยังต้องวางแผนเรื่องแรงงานข้ามชาติอย่างรอบด้านด้วย

วัยเกษียณ – เมื่อคนไทยมีอายุยาวนานขึ้นส่งผลให้มีประชากรสูงอายุมากขึ้น รัฐควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ มีความพร้อมในด้านหลักประกันรายได้ และเตรียมการดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว เพื่อไม่ให้เป็นปัญหากับระบบสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล รวมทั้งควรจัดหางานให้กับผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี ที่ยังต้องการทำงาน

“ทั้งหมด 3 ขา ตัวเอง เอกชน และภาครัฐ ต้องเดินไปพร้อมกัน เพื่อรองรับและทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปอย่างมีคุณภาพ”  ดร.นณริฏ กล่าวย้ำอย่างหนักแน่น

เพิ่มจำนวนประชากร…ทุ่มเงินอย่างเดียวไม่เพียงพอ

การพัฒนาระบบเพื่อรองรับปัญหาโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ละประเทศนั้นมีรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยวิธีการเพิ่มประชากรนั้น รัฐบาลมักเลือกเพิ่มสิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจ อย่างสิงคโปร์  มีการให้เงินโบนัสพิเศษแก่ทารก โดยแจกเงินหลักแสนตั้งแต่แรกเกิด มีการอุดหนุนเงินฝากเพื่อพัฒนาเด็ก มอบเซ็ตของขวัญสำหรับเด็กอ่อนตั้งแต่วันแรกเกิด ขณะที่พ่อแม่ก็ได้รับสิทธิการลาคลอด สามารถดูแลลูกได้อย่างเต็มที่โดยได้รับเงินเดือนเต็มจำนวนเช่นเดิม

ดร.นณริฏ กล่าวว่า ยังไม่มีประเทศใดประสบความสำเร็จในการเพิ่มประชากร เนื่องจากบางครั้งสิ่งจูงใจทางเศรษฐกิจไม่สามารถเอาชนะแรงผลักดันทางสังคมที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจมีลูกของครอบครัวได้

“ถึงแม้สิงคโปร์จะสนับสนุนให้คนเป็นแฟนกัน ให้เงินอุดหนุน พยายามเอื้อให้คนสร้างครอบครัวและมีลูก แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เช่นกันกับอีกหลายประเทศ ที่มีมาตรการใกล้เคียงกัน ให้น้ำหนักกับกลไลทางด้านเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะคนเราไม่ได้ดูเพียงแค่ด้านการเงิน แต่ยังคำนึงถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย ทั้งสังคม การศึกษา ทุกภาคส่วนจึงต้องสนับสนุนทั้งวงจร ให้คนรู้สึกว่า ฉันอยากมีลูก มีลูกแล้วไม่เป็นภาระและกำลังเติบโตในสังคมที่ดี”

กล่าวโดยสรุปก็คือ ความสำเร็จของการส่งเสริมการเกิดนั้นประกอบไปด้วยปัจจัยหลายอย่าง ไม่ใช่เฉพาะแค่ภาครัฐอย่างเดียว ประชาชนในสังคมและภาคเอกชนเองก็มีส่วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันที่จะทำให้คนในชาติรู้สึกว่า “อยากมีลูก” มีแล้วไม่เป็นภาระแต่เป็นทรัพย์สินที่มีคุณภาพ.

 

รอบ3หรือจะคว้าน้ำเหลว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 06:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/481282

รอบ3หรือจะคว้าน้ำเหลว

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปฐมบทการบุกค้นวัดพระธรรมกายเพื่อควบคุมตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน รับของโจร รวมถึงคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ มาดำเนินคดีตามหมายจับของศาล

เส้นทางคดีนี้นับตั้งแต่ที่มีการสอบสวนเอาผิดคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กระทั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้มีหมายเรียกพระธัมมชโยและพวกมารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรเมื่อเดือน มี.ค. 2559 จนถึงขณะนี้ก็ร่วม 1 ปี แต่ก็ยังไม่สามารถนำตัวพระธัมมชโยส่งฟ้องศาลได้

ดีเอสไอออกหมายเรียกพระธัมมชโยรวมแล้ว 3 ครั้ง เพื่อเข้าให้ปากคำตามข้อกล่าวหา แต่แล้วก็ไร้เงาของอดีตเจ้าอาสวัดพระธรรมกาย กระทั่งศาลอนุมัติหมายจับครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2559 และดีเอสไอได้ยื่นคำขาดให้พระธัมมชโยเข้ามอบตัวก่อนวันที่ 26 พ.ค.ในปีเดียวกัน ไม่เช่นนั้นอาจจะต้องนำกำลังเข้าค้นวัด

การถือหมายค้นและหมายจับเข้าวัดพระธรรมกายครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2559 โดยการนำของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ตามแผนปฏิบัติการ “กบิล 59” ที่นำกำลังตำรวจรวม 3 กองร้อยประชิดหน้าวัด

ทว่า ในวันนั้นเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ชั้นในของวัดได้ เนื่องจากกลุ่มลูกศิษย์ได้นั่งสมาธิกระทำการขัดขืนเงียบ เพื่อไม่ให้กฎหมายเอาผิดพระธัมมชโย ขณะที่เจ้าหน้าที่เองก็หวั่นว่าหากบุกเข้าไปจะเกิดการปะทะ ร้ายแรงอาจถึงขั้นบาดเจ็บ จึงถอนกำลังขณะประชิดอยู่ได้เพียงวันเดียว

ดีเอสไอเสียหน้า ตำรวจเองก็เสียหาย และผลพวงที่ว่ากระเทือนไปถึงรัฐบาลโดยถูกสังคมตราหน้าว่าไม่อาจนำคนผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้

กระทั่งผ่านพ้นไปราว 5 เดือนเศษ เมื่อเจ้าหน้าที่ตั้งหลักได้อีกครั้ง จึงขอศาลอนุมัติหมายค้นวัดพระธรรมกายอีกรอบ ด้วยหลักฐานที่ยืนยันว่าพระธัมมชโยยังคงอยู่ภายในวัด

 

10 ธ.ค. 2559 พล.ต.อ.ศรีวราห์ สั่งการให้ตำรวจร่วม 3,000 นาย เตรียมเขย่าวัดพระธรรมกายอีกรอบ และเช้าตรู่วันที่ 13 ธ.ค.ถือเป็นการดีเดย์ครั้งที่ 2 ที่เจ้าหน้าที่เตรียมบุกเข้าวัดอีกครั้ง แต่ก็เข้าอีหรอบเดิมเมื่อเจอกับกำแพงมนุษย์ซึ่งเป็นลูกศิษย์และพระลูกวัดที่ขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปภายในวัดได้ พร้อมทั้งนำรถแบ็กโฮปิดกั้นทางเข้าออกทุกทาง ที่สุดตำรวจล้อมเอาไว้ครบ 4 วันก็ล่าถอย เนื่องจากไม่สุ่มเสี่ยงจะให้เกิดการปะทะ

แต่การล้อมกรอบวัดครั้งที่ 2 พล.ต.อ.ศรีวราห์ ซึ่งรับผิดชอบการคุมกำลัง และดำเนินคดีพระธัมมชโยสั่งการให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเอาผิดผู้ที่ขัดขวาง ทั้งพระสงฆ์ และฆราวาสและทางวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะองอาจ ธรรมนิทา ที่โดนคดียุยงปลุกปั่น ทำให้เสียขบวนหลบหนีไปสักพัก ก่อนจะเข้ามอบตัวเมื่อกลางดึกวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา และได้ประกันตัวออกไป

การปิดล้อมและตรวจค้นครั้งที่ 3 ถือว่าจัดหนัก ถึงขนาดที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้เจ้าหน้าที่ใช้เป็นเครื่องมือทางกฎหมาย อำนวยความสะดวกในการเข้าค้น โดยกำหนดให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุมเป็นพิเศษ

 

คำสั่งตามมาตรา 44 ครั้งนี้ มีสาระสำคัญ ห้าม 8 ประการ อาทิ ห้ามผู้ใดที่มิใช่เจ้าหน้าที่เข้าหรือออกในพื้นที่วัดพระธรรมกายหรือมูลนิธิธรรมกาย ห้ามผู้ใดที่มิใช่พนักงาน พกพาอาวุธ หรือวัตถุระเบิด ห้ามผู้ใดที่มิใช่เจ้าหน้าที่ใช้เครื่องขยายเสียงหรือกระจายเสียงในพื้นที่ควบคุม ห้ามผู้ใดขัดขวาง ก่อกวน ยั่วยุ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ ห้ามผู้ใดปลุกระดม ชักจูงมวลชนให้มีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าน่าจะเป็นการขัดขวางเจ้าหน้าที่ ห้ามผู้ใดที่มิใช่เจ้าหน้าที่นำอากาศยานไร้คนขับที่บังคับด้วยคลื่นสัญญาณหรือการบังคับด้วยลักษณะทำนองเดียวกันขึ้นบินในเขตพื้นที่ควบคุม ห้ามผู้ใดถ่ายภาพหรือบันทึกเสียงเกี่ยวกับการปฏิบัติการของพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมกับกำหนดว่า ผู้ใดขัดขวางหรือฝ่าฝืนคำสั่งฉบับนี้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ต้องดูว่าปฏิบัติการรอบสามครั้งนี้จะสามารถได้ตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมได้หรือไม่ หรือว่าจะคว้าน้ำเหลว เพราะมีข่าวสะพัดก่อนหน้านี้ว่า พระธัมมชโยหลบหนีไปนานแล้ว

 

ถอดรหัสความปัง”น้องน้ำตาล”ตำแหน่งนางงามไม่ได้มากันง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 19:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/481260

ถอดรหัสความปัง"น้องน้ำตาล"ตำแหน่งนางงามไม่ได้มากันง่ายๆ

เรื่องโดย…พรพิรุณ ทองอินทร์

ปรากฎการณ์ “น้ำตาลแพงมาก” ส่งผลให้ชื่อของ “น้ำตาล-ชลิตา สวนเสน่ห์” ตัวแทนนางงามผู้ไปประกวดเวที Miss Universe 2016 ดังกระหึ่มไปทั่วโลก แม้ไม่ได้มงกุฎ แต่รัศมีความสวย เก่ง และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ความมั่นใจของเธอก็เอาชนะใจคนไทยทั้งประเทศได้

ใครจะรู้ว่า เบื้องหลังความเปล่งประกายของเพชรเม็ดงามเม็ดนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย หากแต่ผ่านการเจียระไนโดยน้ำมือของเหล่ากูรูผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพระดับแถวหน้า

เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา มีงานเสวนาเรื่อง “เบื้องหลังนางงาม: ถอดรหัส “ศาสตร์” และ “ศิลป์” ด้านการสื่อสาร กับการสร้างตัวตน คุณค่าความเป็นไทย และความเป็นข่าว” ณ ภาควิชาวาทวิทยาและสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ลองไปฟังกันดูว่า กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นนางงามได้นั้นยากเย็นเพียงใด

ปลุกตัวตนที่แท้จริง สร้างความมั่นใจ

โค้ชมอส-ตรีมินทร์ เกษมวิรัติพงศ์  ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับทัศนคติและดึงศักยภาพ เล่าให้ฟังว่า ครั้งแรกที่น้ำตาลได้ตำแหน่ง Miss Thailand Universe 2016 เธอเครียดมาก เนื่องจากถูกกระแสวิจารณ์ด้านลบโจมตีว่า น้ำตาลไม่ใช่นางงามตัวเก็งตั้งแต่แรก

“ช่วงแรกคนจะชอบวิจารณ์กันว่า หน้าเธอเครียด ถึงริมฝีปากจะยิ้มแต่สายตาดูเครียด แสดงให้เห็นถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ข้างใจ พอถ่ายรูปออกมาเลยดูไม่สวย เหมือนเป็นผู้หญิงที่มีแต่ร่างที่ไร้จิตวิญญาณ เราก็รับรู้ได้ว่าเธอมีอะไรบางอย่างในใจ อย่างเวลาไปทานข้าวกับผู้ใหญ่ก็เห็นว่าน้ำตาลจะรู้สึกวังเวง ไม่รู้จะพูดอะไรกับใครดี เพราะเป็นโลกใบใหม่ของเธอ ดังนั้นเราจึงต้องให้เธอเปลี่ยนตัวตนและทัศนคติให้เข้าใจใหม่ว่า ชีวิตไม่ได้มีแต่เรื่องเครียด แต่ชีวิตคือการเรียนรู้

หลังจากนั้นก็เป็นกระบวนการนั่งคุยกัน ดึงสิ่งที่เธออยากเป็นออกมา ให้ตอบแบบสอบถามจากจิตใต้สำนึก และให้คิดว่าตัวเองเป็นอย่างไร ให้เธอยอมรับเสียงที่มีภายในหัวของตัวเอง น้ำตาลอยากเป็นนางงามแบบ sophisticated หรืออธิบายให้เข้าใจง่ายๆคือ นางหงส์ เป็นผู้หญิงที่มีความสวย ลึกลับ น่าค้นหา นั่นจึงเริ่มทำให้น้ำตาลรู้สึกสนุก พอเริ่มสนุก เมื่อนำรูปเก่าและรูปใหม่มาเปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ว่าแววตาของน้ำตาลเปลี่ยนไป ดูมีความสุขมากขึ้น เพราะเธอได้เป็นในแบบที่อยากเป็นจริงๆ ความมั่นใจจึงโดดเด่นออกมาจากภายใน และนั่นเป็นสิ่งที่กอบกู้ให้น้ำตาลกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง”

 

ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ Miss Universe Thailand

บุคลิกภาพดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ขณะที่ น้ำฝน ภักดี ครูสอนด้านบุคลิกภาพสถาบัน John Robert Powers บอกว่า ในฐานะที่เชี่ยวชาญเรื่องพัฒนาบุคลิกภาพ แวบแรกที่เห็นน้ำตาลคิดเหมือนกับครูทุกคนว่า ผู้หญิงคนนี้ยังไม่มีจิตวิญญาณ ยังไม่มีความรู้สึกอินกับเรื่องนางงาม

“ถ้าถามว่า ครูสอนบุคลิกภาพจะสอนอย่างไร ขอตอบว่า ไม่ใช่ให้น้องน้ำตาลมาถึงแล้วสอนให้เดินแล้วเอาหนังสือมาวางบนหัวเลย สังเกตได้จากคนที่เดินแบบเก่งๆเขาไม่ได้ทิ้งน้ำหนักลงไปทั้งตัว แต่เขาเดินด้วยความมั่นใจ น้ำหนักที่ทิ้งตัวลงไปไม่ใช่ทิ้งตามแรงโน้มถ่วงของโลก แต่ทุกก้าวที่เดินออกไปคือทิ้งตัวตามแรงจังหวะของหัวใจ ตอนแรกก็ให้น้ำตาลเริ่มทำแบบฝึกหัดก่อน ดึงความกังวลและอุปสรรคของเธอออกไปก่อนจะเริ่มพัฒนาบุคลิกภาพของน้ำตาล เพราะความอยากมันยังไม่มากพอที่จะไปถึงขั้นประกวดเวทีมิสยูนิเวิร์ส พลังที่จะไปถึงมันต้องล้นมากกว่านี้ ถ้ามีความรู้สึกที่ล้นออกมาเราก็จะสามารถตบได้ง่ายมาก แต่ถ้าความรู้สึกออกมาน้อยก็เป็นงานยากที่เราต้องขุดความอยากของเขา

ครูน้ำฝน ยอมรับว่า เธอฝึกบุคลิกภาพให้แก่น้ำตาลจนเครียดถึงขั้นร้องไห้ ก่อนจะพบว่าตัวครูนั่นแหละที่กดดันตัวเองมากเกินไป เธอจึงปล่อยแบบสบายๆ อิสระ ทุกอย่างจึงค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับ

“ที่เราทำไม่ได้เพราะเรากดดันตัวเอง แล้วก็บังคับให้ออกมาในประสบการณ์ที่เราทำแล้วมันสำเร็จทันทีเหมือนนางงามคนก่อนๆ แต่มันไม่มีสมการไหนที่เป็นนิรันดร์ขนาดนั้น ทีนี้เลยลองใหม่ ทำแบบสบายๆ พอทำแล้วสบายใจขึ้น ค่อยๆพูดค่อยๆสอนน้ำตาล จนในที่สุดก็เป็นน้ำตาลอย่างที่เห็น คนเบื้องหลังจะรู้ดีว่า วันที่ Kickoff events น้ำตาลเปลี่ยนไปเยอะมาก แววตา จริตจก้านต่างๆมาหมด ต่างจากนางงามคนอื่นเขามาแบบตัวสูง มีความมั่นใจ ยิ้มแย้มสนุกสนาน ลองนึกภาพเด็กสายวิทย์ เรียบร้อย เนิร์ดๆอยู่ในห้องแล็บ อยู่ในกรอบมาโดยตลอด ชีวิตมันเปลี่ยนยาก แต่เราต้องค่อยๆเติมเต็ม ใส่ให้น้ำตาลทีละนิด แล้วดึงอินเนอร์ออกมา”

เรื่องการตอบคำถาม เราก็ไปเอาวีดีโอการประกวดเก่าๆมาดู แล้วจับคอนเซ็ปได้ว่ามันน่าจะถาม-ตอบเป็นแพทเทิร์นประมาณนี้ แต่ไม่ได้มันมีแพทเทิร์นเดียว จึงลองให้นางงามลองตอบคำถามหลายๆแนวทางดู  กำชับว่าถ้าไม่ได้มีความรู้สึกจริงๆก็อย่าตอบ ต้องมีความรู้สึกและรู้ข้อเท็จจริงด้วย แต่ในบทเวทีการประกวดวันนั้นที่น้ำตาลตอบคำถามเรื่องผู้นำได้น่าประทับใจมาก ก็อยากให้เข้าใจว่า ตอนตอบคำถามแค่ขาไม่สั่นก็ดีแค่ไหนแล้ว (หัวเราะ) เพราะถ้าให้ครูไปตอบก็อาจตอบไม่ได้แบบนั้น

ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ Miss Universe Thailand

 

ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ Miss Universe Thailand

เวทีประกวดนางงามในยุคโซเชียล

ดร.เจษฎา ศาลาทอง อาจารย์ประจำภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า เวทีประกวด Miss Universe 2016 ครั้งนี้มีปรากฎการณ์ใหม่ๆเกิดขึ้นให้เห็นหลายอย่าง

“ที่เห็นได้ชัดคือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านการสื่อสาร ยกตัวอย่างคือ การฉีกขนบการประกวดนางงาม การประกวดนางงามครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่นตรงที่ไม่ได้ดูบนจอโทรทัศน์ครั้งเดียวแล้วจบ แต่ทุกวันนี้เราสามารถดูผ่านจอโทรทัศน์แล้วสามารถแสดงความคิดเห็นทางอินเตอร์เน็ตได้ทันที  ติดแฮชแท็กนู้นนี่นั่น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนให้เห็นถึง Media Convergence หรือการหลอมรวมสื่อ แสดงให้เห็นถึงความสดใสและมีมิติของสื่อมากขึ้น ซึ่งทางกองประกวดนางงามก็ใช้สื่อตัวนี้ได้อย่างชาญฉลาด

ปกติเวลาเราดูนางงามเราดูผ่านจอโทรทัศน์ก็คือจบ แต่ตอนนี้ที่เพิ่มเข้ามาคือ Transmedia storytelling การเล่าเรื่องข้ามสื่อ ไม่ได้มีแค่สื่อเดียวแต่ใช้หลายๆ สื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ทางกองประกวดจะมีเฟซบุ๊กของเขา สามารถอัพเดตข่าวและข้อมูลต่างๆได้เป็นอย่างดี อย่างน้องน้ำตาลก็มีการมาทำเรื่องเล่า เราไม่ได้แต่เห็นแค่น้องน้ำตาลมีแค่ความสวย แต่ยังได้รับรู้เรื่องราวของน้องน้ำตาลที่มีคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว เหตุผลที่มาเรียนจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ เพราะเห็นว่าไปทำงานกับแม่แล้วเห็นฝุ่นแล้วจึงเกิดความสงสัยว่าฝุ่นมาจากไหน แล้วคิดตามต่อว่าทำอย่างไรถึงจะกำจัดฝุ่นไปได้ เรื่องราวเหล่านี้มันสัมผัสคน เวลาที่คนเห็นน้องน้ำตาลเขาไม่ได้ดูที่ความสวย แต่เขาจะรู้ด้วยว่าเธอมาจากที่ไหน มีเรื่องราวแบบไหน และสามารถที่จะต่อยอดไปได้ ทำให้นางงามมีมิติ  ซึ่งมันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสื่อ”

นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนรายนี้ บอกอีกว่า เวทีประกวดนางงามจักรวาลครั้งนี้มีการใช้สื่ออย่างหลากหลายและชาญฉลาด ขอชื่นชมที่กองประกวดของไทยรู้จักใช้ประโยชน์ตรงนี้ มีการสร้างกระแส สร้างแฮชแท็กและเอื้อกับคนไทยที่สามารถทำได้ง่ายๆจนติดเทรนด์

“อย่างกระแสน้ำตาลแพงมาก สังคมไทยพร้อมอยู่แล้วสำหรับเรื่องเหล่านี้ มันมีไม่กี่ประเทศที่พร้อมจะทำ ทำให้เกิดความเป็นชาตินิยม สิ่งที่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือในทวิตเตอร์จะมีการติดแฮชแท็กและแจกของ ต้องการให้มียอดรีทวิตเตอร์เยอะเพราะมีผลต่อคะแนน มีการปั่นกระแสและสับขาหลอกอย่างแฮชแท็ก #Thailand กับ #Thailland เป็นวิชามารตัดคะแนนกัน ทำให้ผู้คนเข้าไปแสดงความคิดเห็นโดยไม่ทันได้สังเกตถึงความผิดปกติ สิ่งที่สำคัญคือต้องรู้จักคิด วิเคราะห์และแยกแยะ อย่างการปล่อยข่าวลือก็เหมือนกัน ต้องคิด แล้วชัวร์ก่อนที่จะแชร์”

ทั้งหมดนี้เป็นเบื้องหลังความสำเร็จอันน่าชื่นชมของ “น้ำตาล-ชลิตา สวนเสน่ห์” มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2016 ผู้เปล่งประกายบนเวทีนางงามระดับโลก ซึ่งน้อยคนจะรู้ว่าความดัง ความปังของเธอนั้นไม่ได้มาง่ายๆ.

 

ขอบคุณภาพบางส่วนจาก เฟซบุ๊กเพจ Miss Universe Thailand

 

สมควรแก่เวลา? ปลดล็อก”กระท่อม-กัญชา”เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 18:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/480577

สมควรแก่เวลา? ปลดล็อก"กระท่อม-กัญชา"เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

เรื่อง…พรพิรุณ ทองอินทร์

เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเวทีสัมมนาวิชาการเรื่อง “กระท่อม กัญชาคือพืชยาไม่ควรเป็นยาเสพติด” โดยกองทุนศาสตร์ตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์วิฑูรย์  อึ้งประพันธ์ ณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)

เป็นที่ทราบกันว่า “กระท่อม” และ “กัญชา” คือพืชสมุนไพรที่ถูกตราหน้าว่าเป็นยาเสพติดมายาวนาน ภายใต้กฎหมายควบคุมห้ามเสพ ห้ามปลูก ห้ามขาย ทว่าในทางกลับกันสรรพคุณของพืชทั้งสองชนิดนี้มีประโยชน์ทางการแพทย์ ช่วยรักษาโรคได้ ดังนั้นแนวคิดที่จะ“ปลดล็อก”กระท่อม-กัญชา ออกจากบัญชียาเสพติด จึงถูกหยิบยกมาพูดถึงดังๆอีกครั้งว่า สมควรแล้วหรือยังที่จะทำให้ถูกกฎหมาย?

ไพศาล  ลิ้มสถิตย์  กรรมการบริหาร ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ปี 2558 มีปริมาณคดีเกี่ยวกับยาเสพติดเข้าสู่การพิจารณาของศาลถึง 268,666 คดี ประกอบด้วย คดีเมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) มีการกระทำความผิดมากที่สุด จำนวน 192,953 คดี คดีพืชกระท่อม  55,004 คดี และคดีกัญชา  20,709 คดี

กระท่อมเป็นพืชที่กฎหมายบัญญัติให้เป็นยาเสพติดมานานกว่า 70 ปี จัดอยู่ในยาเสพติดประเภทที่ 5 ในพระราชบัญญัติยาเสพติดยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 แต่ละปีมีคดีเกี่ยวกับกระท่อมในชั้นศาลนับหมื่นคดี สิ้นเปลืองงบประมาณและการใช้ทรัพยากรของรัฐโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคในการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และบำบัดโรคเพื่อสุขภาพ ในกฎหมายระหว่างประเทศ กระท่อมไม่ถือเป็นยาเสพติด การที่เราบัญญัติให้กระท่อมเป็นยาเสพติดในกฎหมายไทย เป็นการบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับบัญญัติกฎหมายระหว่างประเทศ มีเพียงไม่กี่ประเทศที่บัญญัติให้กระท่อมเป็นยาเสพติด ทำให้ประเทศไทยถูกมองว่ามีกฎหมายเข้มที่สุดในโลก

ผู้คร่ำหวอดด้านกฎหมายสุขภาพของไทยรายนี้ เสนอแนะว่า อยากให้มีการพิจารณาทางเลือกอื่นๆในพืชกระท่อม ควรมีมาตรการควบคุมให้แตกต่างกับยาเสพติด

“เรื่องขอบเขตใบกระท่อม กัญชา และกัญชง ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์ในเรื่องการวิจัยทางการแพทย์ ส่วนเรื่องการควบคุมก็ยังคงห้ามนำเข้าและส่งออกอยู่ แต่ควรมีข้อยกเว้นในปริมาณที่ไม่มากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าเป็นความผิด ควบคุมการจำหน่าย การ ครอบ การใช้เสพ ยกเว้นการเสพเพื่อสุขภาพ หรือบำบัดอาการติดยาเสพติด ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจากแพทย์

ด้าน รศ.สมสมร ชิตตระการ อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ใบกระท่อมนำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้ สามารถระงับอาการปวดได้อย่างชัดเจน แก้อักเสบ ลดการท้องเสีย ลดระดับน้ำตาลในเลือด เบาหวาน และความดันสูง อีกทั้งสามารถใช้บำบัดอาการติดยาเสพติดได้อีกด้วย

ดร.ยงศักดิ์ ตันติปิฎก รองประธานสมาพันธ์แพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่พบคือ ถูกความรู้ชุดหนึ่งซึ่งเป็นความรู้แบบวิทยาศาสตร์มาฟันธงว่าทั้งกัญชาและใบกระท่อมเป็นสิ่งต้องห้ามอันตราย ซึ่งส่วนตัวคิดว่าเป็นการตัดสินที่มีอคติ เป็นเรื่องที่สังคมไทยควรกลับมาทบทวน

ทั้งกัญชาและใบกระท่อมเป็นพืชที่มีบทบาทสำคัญอยู่ในวัฒนธรรมของชนชาติเรา เป็นวิถีชีวิตโดยเฉพาะชาวบ้านภาคใต้ ผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เติบโตที่นั่น เราคุ้นเคยเป็นเรื่องปกติ หมอพื้นบ้านยืนยันว่าถึงแม้จะผิดกฎหมายแต่ก็ยังมีการใช้อยู่ แต่เป็นลักษณะของการลักลอบมากกว่า เพราะจะปลูก หรือทำอะไรค่อนข้างจะมีปัญหา

ขณะที่ พิภพ ชำนิวิกัยพงศ์ รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ให้ความเห็นว่า ในทางกฎหมายยังคงให้กระท่อมและกัญชายังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ที่มีการผ่อนปรนให้ปลูกเพื่อวิจัยและใช้สำหรับผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป แต่ยังไม่ชัดเจนถึงแนวทางการแก้ไขกฎหมาย เพราะยังต้องอยู่ในการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด

“ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงก็จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนมากขึ้น เอาข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีการดำเนินการแล้วไปยืนยัน แต่ก็ยังต้องมีการศึกษาเชิงผลกระทบในเรื่องอาชญากรรม ยาเสพติด สังคมและเศรษฐกิจ ส่วนกัญชาก็อยู่ในระหว่างศึกษาข้อดีและข้อเสีย ผลกระทบต่างๆที่เกิดขึ้นโดยจะใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาตัดสินใจ แนวทางในขณะนี้ยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวดแต่จะเปิดช่องทางให้ใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์มากขึ้น การใช้เฉพาะตัวจะต้องได้รับอนุญาตเป็นรายๆไป จะเอาแนวทางของการควบคุมพืชกัญชงเป็นพื้นฐาน เพราะมีพระราชบัญญัติพืชกัญชงออกมาแล้ว แต่จะใช้จริงในอีก 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตามอาจจะต้องมีคณะกรรมการ ลงทะเบียนและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภูมิภาคส่วน เป็นแนวทางที่คณะปปส.จะดำเนินการในเร็วๆนี้”

แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่า จะสามารถปลดล็อกพืชกระท่อม-กัญชาให้ถูกกฎหมายเพื่อใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ในเร็วๆนี้ แต่เชื่อว่าประเด็นดังกล่าวจะถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป.

 

สู้ดีๆ วิศวะมีสิทธิหลุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/480210

สู้ดีๆ วิศวะมีสิทธิหลุด

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างวิศวกรหนุ่มใหญ่กับกลุ่มวัยรุ่น จนนำไปสู่การลั่นไกยิงปืนจากมือวิศวกรเข้าใส่กลุ่มคนที่กำลังมีเรื่อง ผลลัพธ์ออกมาคือหนึ่งศพในกลุ่มวัยรุ่นที่นอนกองเสียชีวิตบนท้องถนนย่านอ่างศิลา จ.ชลบุรี

เหตุการณ์ครึกโครมขึ้นมาทันควัน ต่างฝ่ายต่างมาเที่ยวพักผ่อน แต่เกิดผิดใจทะเลาะกันด้วยเรื่องการจอดรถกีดขวาง ผลร้ายนำไปสู่การสูญเสีย

ในแง่ของเหตุการณ์วิศวกรอ้างว่าทำไปเพื่อป้องกันตัว และครอบครัวที่ยังนั่งอยู่ในรถ เพราะกลุ่มวัยรุ่นก็กรูเข้ามาทำร้ายชกต่อย ฟากกลุ่มวัยรุ่นเองก็อ้างว่าถูกวิศวกรหาเรื่องและจะเข้าทำร้ายด้วยเช่นกัน

วันชัย สอนศิริ
สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และยังเป็นทนายความชื่อดัง วิพากษ์เรื่องนี้ว่า กฎหมายอาญามาตรา 68 ระบุว่า ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การ กระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด แต่หากทำเกินกว่าเหตุ ศาลจะกำหนดโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดเพียงใดก็ได้

อย่างไรก็ตาม กรณีของวิศวกรรายนี้ เมื่อดูจากพฤติการณ์ทั้งหมดแล้ว เชื่อว่าวิญญูชนคนทั่วไปที่เจอเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ต้องกระทำเยี่ยงวิศวกรรายนี้ได้ทำ เพราะเด็กวัยรุ่นลงมาจากรถตู้คู่กรณีเกือบ 10 คน มาพร้อมกับพฤติการณ์ที่ไม่เป็นมิตร พร้อมจะมีเรื่อง นั่นแปลได้ว่ากลุ่มวัยรุ่นกำลังละเมิดต่อกฎหมาย และทำผิดต่อวิศวกรคู่กรณี

“คิดดูว่าคนเป็นสิบคนกรูเข้า มาหา ใช้คนละหมัด วิศวกรก็อ่วมแล้ว” วันชัย ให้ความเห็น

วันชัย เชื่อว่า สิ่งที่วิศวกรได้กระทำไปด้วยการลั่นไกปืนออกไปหนึ่งนัดนั้น สมควรแก่เหตุแล้ว เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นเหตุการณ์ข้างหน้าจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น หรือกลุ่มวัยรุ่นอาจเข้าทำร้ายครอบครัวของวิศวกรที่อยู่ภายในรถยนต์ ดังนั้น กระสุนที่ออกจากปืนของวิศวกรคือการยับยั่งเหตุ ไม่ให้เหตุมันเกิดขึ้นอีกต่อไป

“ยิงนัดเดียวก็สมควรแก่เหตุแล้ว เพราะไม่ได้ยิงซ้ำ อีกอย่างหากไม่ยิงก็ไม่รู้จะเกิดอะไรตามมา” วันชัย ย้ำ

อนันต์ชัย ไชยเดช นักกฎหมายด้านคดีอาญาวิพากษ์ว่า หากดูตามพฤติการณ์ของวิศวกรหนุ่มใหญ่รายนี้ก็มีสิทธิจะอ้างว่าป้องกันตัว หรือจำเป็นต้องกระทำก็ได้ เพราะความจำเป็นคืออยู่ในเหตุการณ์ภายใต้การบังคับ ไม่อาจขัดขืน จึงนำไปสู่การป้องกันสิทธิของตนเอง หรืออ้างว่าป้องกันตัวตามสมควรแก่เหตุก็ได้ หรือแม้แต่หากกระทำเกินกว่าเหตุ ก็สามารถอ้างได้อีกว่าอยู่ในภาวะอาการตกใจ ซึ่งศาลสามารถพิจารณาตามดุลพินิจไม่ลงโทษ หรือลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ได้

“คดีนี้สู้ดีๆ วิศวกรรายนี้หลุดคดีได้ง่ายดาย หากว่ากันในเรื่องของป้องกันตัว รวมถึงทรัพย์สิน” อนันต์ชัย เสริม แต่อีกกรณีคือการพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ ซึ่งอาจจะผิดเต็มๆ

“เพราะกฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้วว่าห้ามเด็ดขาดในการพกพาอาวุธในที่สาธารณะ ปืนต้องเก็บไว้ที่บ้าน หากจำเป็นจะพกก็ต้องให้แยกปืนและกระสุนออกจากกัน และต้องอยู่ในลักษณะที่ไม่พร้อมจะใช้งาน แต่ผมเข้าใจว่าจากเหตุการณ์นี้คือปืนพร้อมจะยิงได้เลย ก็แสดงได้ว่าการพกพาอาวุธไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว” อนันต์ชัย แยกกรณีทั้งการพกพาอาวุธและการป้องกันตัว

อย่างไรก็ตาม อนันต์ชัย มองว่า เมื่อถูกกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นลักษณะชายฉกรรจ์บุกเข้าทำร้าย และวิศวกรรายนี้ที่มีอายุพอควรจึงตัดสินใจป้องกันตนเอง ยิงออกไปโดยไม่ได้เล็งก็เข้าข่ายสมควรแก่เหตุได้ แต่หากเล็งและเลือกเป้า แน่นอนว่าจุดนี้คือเกินกว่าเหตุอันไม่สมควร

แต่อีกสิ่งที่อนันต์ชัยตั้งข้อสังเกตคือ ความสมดุลระหว่างอาวุธขณะที่มีเหตุทะเลาะวิวาท โดยอีกฝ่ายมีปืนอยู่ในมือ ขณะที่อีกฝ่ายมีเพียงกำปั้นเปล่า เมื่อถามว่ามีความสมดุลกันหรือไม่ คำตอบจากอนันต์ชัยคือแน่นอนว่ามันไม่สมดุลกัน ดังนั้น สิ่งที่วิศวกรต้องพิสูจน์คือกลุ่มวัยรุ่นมีอาวุธหรือไม่ หรือมีลักษณะจะมีอาวุธหรือไม่

อนันต์ชัย เสริมว่า คดีนี้ต้องสู้ให้ดีและชนวนมันไม่ได้มีแค่นี้เพราะมีเรื่องกันมาก่อนด้วย ต้องไปดูว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น เป็นไปได้หรือไม่ว่าฝ่ายวิศวกรไปด่าเขาก่อน กลุ่มวัยรุ่นเลยโมโหขับรถตาม จนนำไปสู่การเอาเรื่องเอาราว เรื่องนี้อยู่ที่ดุลพินิจศาล อย่างเดียว

“คู่ต่อสู้มีแค่มือ แต่จะรุมทำร้าย หรือทำร้ายครอบครัว ตรงนี้ศาลจะ เอามาพิจารณาด้วย แต่ถ้าสู้ไม่ดี วิศวกรก็มีสิทธิติดคุกเหมือนกัน เพราะเอาจริงก็ไม่สมดุลระหว่างปืนกับมือเปล่า มันคิดได้หลายแง่จริงๆ แต่ถามว่าจำเป็นมั้ย ก็จำเป็น แต่ถามว่าเกินกว่าเหตุมั้ย ก็เกิน แต่ก็อ้างได้ว่าเพราะ ตกใจกลัวก็ได้ ศาลไม่ลงโทษก็ได้” อนันต์ชัย ทิ้งท้าย

 

เพียงสิทธิ์พื้นฐานความเป็นมนุษย์ เสียงร้องขอของแรงงานต่างด้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา 12:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/480059

เพียงสิทธิ์พื้นฐานความเป็นมนุษย์ เสียงร้องขอของแรงงานต่างด้าว

เรื่อง กันติพิชญ์ ใจบุญ

จำนวนแรงงานต่างด้าวในจ.ภูเก็ตที่มีมากกว่า 3 แสนคน กว่า 80% ของจำนวนดังกล่าวเป็นแรงงานพม่าที่เข้ามาใช้แรงงานแลกเงินตรา แต่ระหว่างการทำงานนี้ พวกเขากำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการคลอดบุตรที่ดูเหมือนพวกเขาเหล่านี้จะไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนโยบายของรัฐบาลไทย

สิ่งที่ยึดถือว่า การรักษาอาการเจ็บป่วยต้องมาก่อนเรื่องเงินทอง อาจจะใช้ไม่ได้ทั้งหมด และสิ่งที่สะท้อนออกมาในหลักมนุษยธรรมด้านการรักษาพยาบาลในจ.ภูเก็ต ของโรงพยาบาลภาครัฐในบางแห่ง ชั่วยามนี้กำลังถูกตั้งคำถาม

แต่สิ่งใดกันที่โรงพยาบาลไม่อาจจะช่วยเหลือได้ หรือสิทธิ์ของการเข้าถึงการรักษาพยาบาลแรงงานต่างด้าว อาจไม่ได้ครอบคลุมจักรวาลอย่างที่พวกเขาเข้าใจ

ต่อจากนี้คือเสียงสะท้อนของพื้นที่จ.ภูเก็ต ที่ถูกขนานนามว่าเป็นไข่มุกแห่งอันดามัน และเป็นเมืองใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ แต่อีกด้านพลังกายจากแรงงานต่างด้าว เมื่อเจ็บป่วยขึ้นมา เขาก็้ต้องการสิทธิ์อันพึงได้ในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลด้วยเช่นกัน รวมถึงอีกด้านของเสียงจากโรงพยาบาลที่สะท้อนเรื่องดังกล่าวได้ชัดแจ้งไม่ต่างกัน

แรงงานคลอดลูก ปัญหาเกิดทันที

 

สุมนา ภักบุลวัชร ผู้ประสานงานภาคสนาม ศูนย์พัฒนาสังคม มูลนิธิคาทอลิคสุราษฎร์ธานี (สาขาภูเก็ต) สะท้อนปัญหาด้านสุขภาพของแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะชาวพม่าซึ่งมาเป็นแรงงานในจ.ภูเก็ตมากถึงกว่า 3 แสนคน ว่า ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โรงพยาบาลใน จ.ภูเก็ต ไม่ขายบัตรประกันสุขภาพแก่แรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือแรงงานที่มีบัตรประกันสุขภาพอยู่แล้ว หากพบว่าตั้งครรภ์ ก็จะไม่ต่ออายุบัตรประกันสุขภาพให้ และเมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว ก็ไม่สามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลไม่เกิน 28 วันของแม่ได้ อีกทั้งไม่ขายบัตรประกันสุขภาพแก่เด็กเหล่านี้ด้วย

กล่าวคือ แต่เดิมก่อนปี 2558  แรงงานต่างด้าวที่ตั้งครรภ์และซื้อประกันสุขภาพกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไว้แล้ว เมื่อคลอดบุตร บุตรสามารถใช้สิทธิการรักษาของแม่ได้เป็นเวลาไม่เกิน 28 วัน หลังจากนั้นทางโรงพยาบาลต้องขายบัตรประกันสุขภาพให้แก่เด็กรายละ 365 บาท แต่ปัจจุบันนี้กลับไม่ใช่รูปแบบที่กล่าวถึงนี้

“เคยถามไปยังโรงพยาบาลของรัฐ เขาก็ตอบกลับมาว่าเพราะขาดทุน ขายให้ไม่ได้ ขณะเดียวกันเสียงจากการหารือกับหน่วยงานรัฐในหลายๆ ครั้ง ก็ได้รับคำตอบในทิศทางเดียวกันว่า ต้องการแรงงาน ไม่ได้ต้องการให้แรงงานมาคลอดลูก เพราะรับภาวะกันไม่ไหว” สุมนา กล่าว

ผลพวงดังกล่าวจากแนวปฏิบัติของภาครัฐที่กำหนดมาเช่นนี้ สุมนา ฉายภาพว่า เป็นการสร้างปัญหาที่ตามมา เพราะแรงงานต่างด้าวต้องจ่ายค่าทำคลอดและค่ารักษาต่างๆเอง 100% สิ่งที่พบคือเมื่อเด็กคลอดแล้วมีร่างกายไม่แข็งแรง น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ตัวเหลือง ก็ต้องเข้าตู้อบหรือทำการรักษาเพิ่มเติม ซึ่งทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง และเกิดปัญหาเด็กถูกทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลเนื่องจากพ่อแม่ไม่มีเงินมาจ่าย กลัวว่าหากไม่จ่ายแล้วจะถูกยึดพาสปอร์ตหรือถูกผลักดันกลับประเทศต้นทาง

ทั้งนี้ เด็กที่ถูกทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล หากตามตัวพ่อแม่ไม่พบ จะมีปัญหาไม่สามารถแจ้งสัญชาติเกิดได้ แม้จะถูกส่งตัวไปสถานสงเคราะห์แต่ก็เลี้ยงได้แต่ตัว แต่ไม่สามารถหาพ่อแม่บุญธรรมให้ได้เพราะไม่มีสถานะตามกฎหมาย เด็กก็จะเติบโตมาในประเทศไทยแบบคนไร้สัญชาติ และจะกลับประเทศต้นทางก็ไม่ได้อีก

นอกจากปัญหาการคลอดบุตรแล้ว สุมนา ยังเผยว่า พบปัญหาว่าโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งเรียกเก็บเอกสารจากนายจ้าง เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อนำไปประกอบขอใบรับรองการเกิดของบุตรแรงงานต่างด้าว ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายแล้วไม่จำเป็นจะต้องใช้เอกสารของนายจ้างแต่อย่างใด

“ในอดีตมีคนที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลไปเรียกเก็บค่าขอใบรับรองการเกิดบุตรแรงงานต่างด้าว ทำให้โรงพยาบาลต้องเรียกขอเอกสารของนายจ้างเพื่อยืนยันด้วย ซึ่งนายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องให้เพราะไม่เกี่ยวข้อง ผลตรงนี้ทำให้เด็กบางส่วนขอใบรับรองการเกิดจากโรงพยาบาลไม่ได้” สุมนา ย้ำ

ปัจจุบัน มีเด็กที่ไม่ได้รับการรับรองการเกิดในจ.ภูเก็ตมากถึงกว่า 100 คน ทำให้เด็กเหล่านี้ไม่มีสถานะบุคคล และเติบโตอย่างคนไร้สัญชาติ และจะกลับประเทศของพ่อและแม่ก็ไม่ได้ เพราะไม่มีสิ่งใดยืนยันได้ว่าเด็กเหล่านี้เป็นใคร มีรากเหง้ามากจากไหน

“การคลอดบุตรเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แรงงานส่วนใหญ่ก็อยู่ในช่วงเจริญพันธุ์ แต่ถามแรงงานว่าอยากมีลูกหรือไม่ คำตอบคือไม่อยากมี แต่มีเพราะพลาด เพราะเขายังขาดความรู้ด้านคุมกำเนิด” สุมนา ทิ้งท้าย

นายจ้างหวั่นแรงงานหาย ธุรกิจเสี่ยงเจ๊ง และรัฐต้องเหลียวมอง

 


วิระชัย เสดสม ประธานชมรมผู้ประกอบการรับเหมาจังหวัดภูเก็ต
สะท้อนปัญหาของแรงงานต่างชาติว่า ภูเก็ตถือเป็นพื้นที่ที่ต้องเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในงานก่อสร้างแล้ว แรงงานคนไทยแทบจะไม่มี กลุ่มผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องใช้แรงงานต่างชาติเป็นหลักในการทำงาน แต่ด้วยแรงงานข้ามชาติสำหรับขั้นตอนการขออนญาตก็มีความยุ่งยาก เพราะข้อกฎหมายที่ยิบย่อยทำให้ระบบการทำงานของผุ้ประกอบการได้รับแรงสะเทือนไปไม่น้อย

“ในเรื่องของสุขภาพแรงงาน ปกติแล้ว นายจ้างก็จะช่วยดูแลในทุกคน และดูแลดีในระดับหนึ่ง เพราะพวกเขาคือกำลังสำคัญในการทำงาน เรื่องการคลอดบุตรของแรงงานเองก็เช่นกัน ถ้าค่าใช้จ่ายไม่พอ หรือใช้สิทธิ์ไม่ได้ นายจ้างก็จะช่วยเหลือ หรือให้เงินไปทำคลอดเลย เราไม่ได้ใจดำขนาดนั้น” วิระชัย แจงเรื่องการดูแลแรงงานข้ามชาติ

แต่สิ่งที่วิระชัยกังวล และเพื่อนสมาชิกในชมรมก็เล็งเห็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน คำตอบนั้นคือการขาดแคลนแรงงาน โดยแรงงานข้ามชาติกลุ่มนี้จะกลับถิ่นฐานอย่างแน่นอนในระยะเวลาไม่เกินอีก 5 ปีข้างหน้า เพราะด้วยทุกวันนี้เมียนมาร์กำลังพัฒนาประเทศอย่างหนัก แรงงานก็เห็นช่องทาง เห็นงาน และแน่นอนว่าได้อยู่ในถิ่นฐานบ้านเกิด และแรงงานจะเลือกกลับถิ่นฐาน เมื่อถึงเวลานั้น ผู้ประกอบการในประเทศไทยก็เตรียมตัวเข้าสู่ภาวะ “เจ๊ง” ในธุรกิจของตัวเองได้เลย

วิระชัย เสริมเรื่องนี้ว่า คนไทยทำงานแรงงานเพียงแค่ 1% เท่านั้น ร้านค้าทุกแห่งก็ใช้แรงงานต่างด้าวในการขับเคลื่อน ผลกระทบหากแรงงานกลับถิ่นฐาน ผลกระทบจะไม่ได้ตกอยู่แค่ที่ภูเก็ต แต่ปัญหาจะครอบคลุมไปทั้งประเทศ

“ผมไม่รู้ว่ารัฐเห็นปัญหานี้หรือไม่ หรือประเมินสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานเอาไว้อย่างไร ทราบว่าจะมีการทำบันทึกความร่วมมือกับเมียนมาร์ แต่ค่าใช้จ่ายในการนำแรงงานเข้ามาทำงานก็จะสูงขึ้น นายจ้างจะต้องแบกรับภาระเรื่องนี้ รวมถึงค่าแรงก็จะสูงขึ้น และที่สำคัญคือไม่ได้มีการประกันว่าจะได้แรงงานที่มีทักษะตรงกับสายการทำงานที่ต้องการ เพราะบางคนไม่รู้จักจอบ ไม่รู้จักอุปกรณ์ ก็ขอค่าแรงแล้ว 350 บาทต่อวัน”

เมื่อวกมาคุยกันเรื่องค่าแรงของแรงงานต่างชาติในจ.ภูเก็ต วิระชัย บอกถึงเรื่องนี้ด้วยความคุ้นชิน เขายกตัวอย่างกรณีที่รัฐบาลประกาศขึ้นราคาค่าจ้างรายวันขั้นต่ำ สำหรับผู้ประกอบการในภูเก็ตไม่ได้ตื่นเต้นกับข่าวนี้มากนัก เพราะด้วยความจริง ทุกวันนี้ ผู้ประกอบการต้องจ่ายค่าแรงในราคา 400-500 บาทต่อวันอยู่แล้ว มันคือราคาที่ต้องจ่ายให้กับแรงงานทุกวัน และสูงกว่าที่รัฐบาลกำหนดไว้ด้วย

อย่างไรก็ตาม เรื่องค่าแรงที่สูงกว่าปกติถือว่าไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ แต่เรื่องที่ต้องมุ่งเน้นสำหรับผู้ประกอบการรับเหมาในจ.ภูเก็ต คือการอยากให้ภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพได้ใส่ใจกับกลุ่มแรงงานต่างชาติ เพราะกลุ่มแรงงานเหล่านี้คือกำลังสำคัญที่เข้ามาพัฒนาประเทศไทย เมื่อพวกเขาได้สิทธิ์ในการซื้อบัตรประกันสุขภาพประจำปี ที่ใช้จ่ายซื้อไปปีละนับร้อยล้านบาท เราก็ต้องเข้าใจและให้เขาได้รับการรักษาสุขภาพ เพราะอีกมุมก็เหมือนกลุ่มแรงงานต่างชาติก็เข้ามาอุดหนุนบ้านเราด้วยเช่นกัน

ไม่ต่างจากภาณุวัฒน์ พงเพ็ชร รองประธานชมรมผู้ประกอบการรับเหมาจังหวัดภูเก็ต เสริมวิระชัยว่า ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทุกวันนี้ประเทศไทยเองก็รับแรงงานเถื่อนเข้ามาทำงานจำนวนไม่น้อย แต่ชมรมฯ จะรณรงค์เป็นประจำเพื่อให้นายจ้างใช้แรงงานอย่างถูกกฎหมาย แต่สิ่งที่จะแก้ปัญหาด้านแรงงานได้คือการสร้างความรู้ที่แท้จริงให้กับแรงงานข้ามชาติในทักษะที่เหมาะสมกับการทำงาน เพราะทุกวันนี้แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานก็ไม่มีความรู้ โดยเฉพาะด้านการช่าง

“นายจ้างก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ ขณะที่ก็ต้องยอมจ่ายค่าแรงอย่างสูงเพราะแรงงานหายากแล้ว และต้องมาฝึกทักษะในวิชาชีพช่างให้ด้วย”

ภาณุวัฒน์ เสริมเรื่องการดูแลสุขภาพแรงงานในประเด็นการคลอดบุตรย่างน่าสนใจ เขาบอกว่าห้ามไม่ได้แน่นอนกับเรื่องมีลูก ตั้งท้อง เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ในมุมของนายจ้างเมื่อลูกจ้างตั้งท้อง ก็หมายความว่าการสูญเสียแรงงานไปแล้ว และเมื่อคลอดออกมาก็ต้องดูแลลูกของแรงงานด้วย อีกทั้งบางพื้นที่พักอาศัยก็ไม่เหมาะสมที่จะเลี้ยงดูลูก

“แต่ทั้งนี้ไม่ว่าคนชาติไหนก็ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นกัน ผมจึงอยากให้ภาครัฐเข้ามาใส่ใจเรื่องนี้ในเรื่องของสุขภาพแรงงานข้ามชาติ เพราะถ้าแรงงานสุขภาพดี ก็จะทำงานได้ นายจ้างก็ได้ทำงานสำเร็จ ระบบเศรษฐกิจก็พัฒนา เริ่มต้นดี ปลายทางก็จะดีตาม” ภาณุวัฒน์ แสดงความเห็น

ลำบาก และวิตก แรงงานร้องขอสิทธิ์รักษา

หากถามถึงว่าครอบครัวแรงงานต่างด้าวได้รับผลกระทบอย่างไรเกี่ยวกับบัตรประกันสุขภาพ ที่มีก็เหมือนจะไม่ได้ใช้ คำตอบผ่านครอบครัวแรงงานพม่า สามชีวิตพ่อแม่ลูกให้คำตอบถึงผลกระทบที่ว่าอย่างน่าสนใจ

ยี แรงงานสาวชาวพม่า พร้อมด้วยชาย แรงงานหนุ่มจากประเทศเดียวกัน มาพร้อมกับลูกสาวตัวน้อยในวัย 3 ขวบ ที่เกิดในประเทศไทย ยีและชายมีบัตรประกันสุขภาพ แต่ล่าสุดก็ไม่ได้รับการต่ออายุบัตร ขณะที่ลูกสาวเธอก็ไม่ได้สิทธิ์ซื้อบัตรประกันสุขภาพในฐานะคนในครอบครัวด้วยเช่นกัน ส่ิงนี้ทำให้สองพ่อแม่ชาวพม่าวิตกอย่างหนัก เพราะในอนาคตไม่รู้ได้เลยว่าลูกสาวตัวน้อยของเธอจะเจ็บป่วยรุนแรงบ้างหรือไม่ และเมื่อถึงเวลานั้นจริงๆ จะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินเท่าไหร่กัน

“ลูกสาวทำบัตรประกันสุขภาพไม่ได้ แม้ตอนนี้เขายังแข็งแรงดีอยู่ วิ่งเล่นได้ตามปกติ เป็นเด็กร่าเริง แต่เรื่องสุขภาพของลูกสาวก็ไม่รู้จะมาเมื่อไหร่ ค่อนข้างกังวลกับตรงนี้ อยากให้โรงพยาบาลรัฐในภูเก็ตช่วยขายบัตรประกันสุขภาพให้หน่อย” ยี เล่า

เมื่อคลอดลูกสาวตัวน้อย ยีใช้สิทธิ์บัตรประกันสุขภาพที่เธอมีอยู่ ซึ่งตามระเบียบตามที่เธอเข้าใจ คือบัตรดังกล่าวสามารถครอบคลุมการทำคลอดได้ แต่เมื่อถึงห้องคลอด ที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ของเธอแจ้งว่าจะต้องมีค่าทำคลอดอีก 6,000 บาท โชคดีที่เธอและสามีมีเงินเก็บเอาไว้ จึงนำมาใช้จ่ายในส่วนนี้

ยี เล่าว่า แต่เมื่อหลังคลอดลูกสาวมา โรงพยาบาลกลับไม่ขายบัตรประกันสุขภาพให้กับลูกสาวเธอ รวมถึงไม่ต่อบัตรประกันสุขภาพของเธอและของสามีด้วย เมื่อสอบถามผ่านทางล่าม โรงพยาบาลแจ้งว่าเพราะเด็กยังไม่ครบกำหนดอายุขายบัตรให้ได้คือ 18 ปีขึ้นไป แต่ระเบียบที่เธอทราบมา โรงพยาบาลสามารถทำบัตรให้เด็กที่เพิ่งคลอดได้ ด้วยราคาปีละ 365 บาท และหวังจากบัตรนี้เพราะลูกยังเล็ก เจ็บป่วยจะได้มีสิทธิ์ในการรักษา

รายรับค่าแรงของสองสามีภรรยาชาวเมียนมาร์ ทำหน้าที่ขายของให้กับนายจ้างที่ตลาดแห่งหนึ่ง มีรายได้ต่อวันรวมกันที่ 800 บาท บางส่วนเก็บหอมรอมริบเอาไว้ส่งกลับบ้านเกิดประเทศพม่าเดือนละ 6,000 บาท อีกส่วนหนึ่งเป็นค่ากินใช้ขณะเป็นแรงงานอยู่ที่จ.ภูเก็ต

“ต่อไปคงส่งลูกสาวกลับพม่าเพื่อให้ตายายช่วยเลี้ยง อีกอย่างการค่ารักษาพยาบาลที่พม่าถูกกว่าที่ประเทศไทย ก็ต้องจำใจจากลูกเพราะจำเป็นจริงๆ เราสู้ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่นี่ไม่ไหว” ยี เล่า

อีกด้านจากครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเป็นแรงงานชาวพม่าด้วยเช่นกัน หญิงสาวชื่อ อายีกำลังตั้งครรภ์ 8 เดือน อีกไม่นานก็จะครบกำหนดทำคลอด ซึ่งโรงพยาบาลรัฐแจ้งกับเธอว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายทำคลอดราว 2 หมื่นบาท สิ่งที่เธอทำได้คือต้องไปกู้เงินนอกระบบมา เพราะจากค่าแรงที่ได้รับรวมถึงค่าแรงของสามี ไม่เพียงพอที่จะทำคลอดได้

และสิ่งที่อายีและสามีกังวล คือเรื่องของบัตรประกันสุขภาพเช่นกัน กรณีของเธอก็ไม่ต่างจากแรงงานพม่ารายอื่นๆ ที่โรงพยาบาลปฏิเสธการขายบัตรประกันสุขภาพให้กับเธอ และเมื่อคลอดลูกมาแล้ว จะต้องมีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติมอีกบ้าง

“เขาแจ้งราคาค่าทำคลอดมา 2 หมื่นบาท ตอนนี้สามีทำงานคนเดียว มีรายได้เดือนละหมื่นบาทนิดๆ คงไม่พอจะไปทำคลอด จึงต้องไปกู้เงินนอกระบบมาเป็นค่าคลอด ก็ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน ก็ต้องยอมเพราะไม่มีหนทางจริงๆ” อายี เล่า พร้อมเปรียบเทียบจากกรณีที่คลอดลูกคนแรกที่ประเทศพม่า มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 1,800-2,000 บาท

เมื่อถามว่าทำไมถึงไม่กลับไปคลอดลูกที่ประเทศพม่า อายีให้คำตอบว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมความเชื่อของเธอ ที่หญิงท้องจะต้องอยู่ใกล้กับสามี และอยากให้สามีดูแลด้วย แต่อีกเรื่องที่สำคัญคือโรงพยาบาลในประเทศไทยมีเครื่องมืออุปกรณ์ที่ครบครันมากว่าพม่า และเชื่อใจความปลอดภัยมากกว่า แม้ต้องแลกมาด้วยเงินที่หยิบยืมกู้มาก็ตาม

“แต่หลายครั้งก็เจอปัญหา เมื่อไปโรงพยาบาลก็ไม่รู้จะสื่อสารกับแพทย์ หรือพยาบาลอย่างไร เพราะเราก็ไม่รู้ภาษาไทย ล่ามก็ไม่มี บางครั้งเมื่อเจ็บป่วนก็ต้องจ้างล่ามไปโรงพยาบาลกับเรา ตรงนี้ก็มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นด้วย” อายี ย้ำถึงปัญหา

ยันสิทธิ์ขายบัตรประกันสุขภาพ รพ.ตัดสินใจเอง

 

ดร.ประพรศรี นรินทร์รักษ์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต (สสจ.ภูเก็ต) กล่าวถึงเรื่องปัญหาด้านสุขภาพของแรงงานต่างชาติว่า ด้วยมนุษยธรรม แพทย์จะต้องรักษาผู้ป่วยก่อนเรื่องอื่นใดอยู่แล้ว และใครมาที่โรงพยาบาลเพราะเจ็บป่วย แพทย์ก็ไม่สามารถปฏิเสธการรักษาได้ โดยในพื้นที่จ.ภูเก็ตก็มีการดูแลกลุ่มแรงงานต่างด้าวอย่างทั่วถึงในทุกด้าน และจะต้องรายงานด้านสุขภาพของแรงงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตทราบในทุกๆ เดือน

“แต่ยอมรับว่าหลายโรงพยาบาลของรัฐในพื้นที่จ.ภูเก็ตจะมีปัญหาด้านบริการอยู่ โดยเ ฉพาะเรื่องการสื่อสารภาษาพม่า ซึ่งเราหาแทบไม่ได้ และต้องหาล่ามที่สื่อสารได้มาช่วย ซึ่งบางครั้งก็ได้ แต่บางครั้งก็ไม่ได้” ดร.ประพรศรี กล่าว

รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีบัตรประกันสุขภาพของแรงงานต่างด้าวนั้น หากเป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้อง ถูกกฎหมาย โรงพยาบาลของรัฐก็ต้องขายบัตรประกันสุขภาพให้อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีช่องที่โรงพยาบาลไม่อาจขายให้แรงงานต่างด้าวได้ เพราะกฎระเบียบสามารถให้โรงพยาบาลใช้ดุลยพินิจในการขายบัตรประกันสุขภาพได้ด้วย

“ยกตัวอย่างกรณีที่ไม่สามารถขายบัตรประกันสุขภาพให้ได้ เกิดจากแพทย์ประเมินแล้วว่าอาการเจ็บป่วยของแรงงานอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงาน หรือการทำงานนั้นๆ มีผลกระทบต่อสุขภาพได้ เป็นต้น”

อย่างไรก็ตาม ท่ผ่านมาได้บูรณาการระบบบริการสุขภาพแรงงานต่างด้าวกับภาคส่วนต่างๆ ให้ได้ตามหลักมนุษยชน โดยให้ความสำคัญกับการตรวจสุขภาพและสร้างหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุม เพื่อให้แรงงานต่างด้าวสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การควบคุม และป้องกันโรค รวมถึงฟื้นฟูสมรรถภาพ และการรักษาพยาบาล

ดร.ประพรศรี กล่าวว่า ที่ผ่านมาในปี 2560 จ.ภูเก็ตได้ตรวจสุขภาพและจัดระบบหลักประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวรวมทั้งสิ้น 7.2 หมื่นราย รวมค่าใช้จ่ายที่บริการค่ารักษาพยาบาลและบริการทางการแพทย์ เป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 94 ล้านบาท

“จำนวนนี้มีบริการรับฝากครรภ์และทำการคลอดร่วมด้วย 1,362 ราย และยังมีการจัดอบรมอาสาสมัครแรงงานข้ามชาติพื่อให้ความรู้ดูแลสุขภาพตนเอง ครอบคลุมทุกอำเภอรวม 62 คน” ดร.ประพรศรี กล่าว

ทางออกที่ไม่ยาก และไม่ง่าย

 

ขณะที่ฟากฝั่งของโรงพยาบาลของรัฐ หนึ่งในนั้นคือโรงพยาบาลป่าตอง ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางสำคัญของผู้ใช้บริการที่หลากหลาย ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาภูเก็ต แรงงานต่างด้าว และคนไทยในพื้นที่ด้วยกันเอง

ปัญหาของแรงงานต่างด้าว โรงพยาบาลป่าตองได้ประสบมาบ้างหรือไม่ และคำตอบจาก นพ.ศิริชัย ศิลปอาชา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลป่าตอง บอกเล่าถึงการรักษาสุขภาพแรงงานต่างด้าวไว้อย่างน่าสนใจว่า สำหรับการรักษาผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลป่าตอง ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ คนไทย คนในพื้นที่ หรือแม้แต่แรงงานต่างด้าว เรามีมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด สถานที่เดียวกัน แพทย์คนเดียวกัน และจ่ายยาเหมือนกัน

และหากเป็นแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวพม่าจะมีล่ามประจำของโรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือในการสื่อสารระหว่างคนไข้และแพทย์ พยาบาล ขณะเดียวกันโรงพยาบาลป่าตองก็ส่งเสริมศักยภาพเจ้าหน้าที่ด้านภาษา และเร็วๆ นี้จะส่งไปอบรมภาษาจีนด้วย

“คนพม่าเข้ามารับบริการในปี 2559 สูงถึง 3,258 คน และหลากหลายปัญหาที่พบก็จะเป็นการทำงานผิดประเภท การเข้าไม่ถึงวัคซีนในเด็ก และบางส่วนเป็นแรงงานที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกกฎหมาย แต่เราก็ต้องรักษาเพราะไม่สามารถจะเลือกได้ คนเจ็บคนไข้มาหา อย่างไรก็ต้องรักษาให้การช่วยเหลือ”

นพ.ศิริชัย กล่าวว่า แต่แน่นอนว่าปัญหาด้านการเงินก็ต้องได้รับผลกระทบอยู่บ้าง โดยการรักษาแรงงานต่างด้าวที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ ระหว่างปี 2558-2560 เกิดการสูญเสียด้านรายได้ทั้งส่วนของผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกรวมกว่า 1.4 ล้านบาท แต่โรงพยาบาลก็ชดเชยได้จากการเคลมประกันด้านสุขภาพของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อีกทั้งโรงพยาบาลป่าตองเป็นโรงพยาบาลที่เรียกเก็บค่าประกันได้มากที่สุดในประเทศ

ในส่วนการส่งต่อผู้ป่วยของโรงพยาบาลรัฐทั้ง 3 แห่งในจ.ภูเก็ตนั้น ได้ทำข้อตกลงร่วมกันในการรับและส่งต่อผู้ป่วย ทั้งในส่วนอุบัติเหตุฉุกเฉิน หรือการคลอดฉุกเฉิน ซึ่งแรงงานต่างด้าวสามารถเข้าใช้บริการได้ และโรงพยาบาลจะเรียกเก็บจากต้นทางตามบัตรประกันสุขภาพ แต่ก็จะมีเกณฑ์ในการเรียกเก็บตามหลักความยุติธรรม

อย่างไรก็ตาม นพ.ศิริชัย ยอมรับว่า ยังพบปัญหาแรงงานต่างด้าวที่มาคลอดบุตรและได้ทิ้งลูกเอาไว้ที่โรงพยาบาลอยู่ไม่น้อย ส่วนหนึ่งคือไม่มีค่ารักษาพยาบาล ค่าทำคลอด หรือเกรงว่าจะเลี้ยงลูกอย่างไร

“แล้วแบบนี้จะให้โรงพยาบาลทำอย่างไร เพราะมีเด็กมาอยู่ด้วย หน่วยงานอื่นๆ หรือนายจ้างมาช่วยได้บ้างมั้ย โรงพยาบาลป่าตองก็ต้องรับไว้ ผมรับไว้ทุกเคส และดูแลให้หมด นโยบายของผมคือมีเงินเก็บเงิน ไม่มีเงินก็ต้องรักษา แต่หากไม่มีการชดเชยรายได้จากส่วนอื่นๆ ก็ยอมรับว่าอยู่ไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้น ผมเห็นว่าควรมีหน่วยงานมาช่วยโรงพยาบาลบริหารจัดการด้วย”

“แต่กรณีที่ไม่รับเด็กก็มี เพราะบางครั้งที่มีคนนำเด็กมาให้เพราะพบเจอ เราก็รับไม่ได้ เพราะไม่สามารถยืนยันได้ว่าเด็กเป็นใคร ลูกเต้าเหล่าใคร หรือเด็กไม่มีเอกสาร แต่รูปแบบนี้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของโรงพยาบาลแต่ละแห่ง”

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลป่าตอง แนะแนวคิดอย่างหนึ่งที่น่าสนใจว่า อีกด้านรัฐบาลพม่าก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือจัดการแรงงานด้วย ไม่ใช่ว่าจะส่งแรงงานออกมาทำงานประเทศเราเพียงอย่างเดียว ด้านสุขภาพก็ปล่อยเป็นภาระของรัฐบาลไทย ซึ่งไม่ถูกต้อง นายจ้างเองก็เช่นกัน เพราะทุกวันนี้ได้งานจากแรงงานแลกกับการจ่ายค่าจ้างเพียงน้อยนิด เมื่อแรงงานเจ็บป่วยก็โยนมาที่ภาครัฐเพียงอย่างเดียว ทั้งๆ ที่ธุรกิจของพวกคุณเติบโตได้ ก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ผลักภาระมาอย่างเดียว อาจจะเป็นการตั้งกองทุนช่วยเหลือแรงงาน ลงขันกันคนละนิดละหน่อยให้มันเคลื่อนต่อไปได้

“ส่วนเรื่องบัตรประกันสุขภาพที่แรงงานต่างด้าวมีสิทธิ์จะซื้อในราคา 3,200 บาทในทุกๆ 2 ปี ผมบอกได้เลยว่าไม่มีประกันใดในโลกนี้หรอกที่จ่ายราคานี้แล้วจะครอบคลุมได้ทุกอย่าง บางคนถึงมีค่าคลอดเพิ่มเข้ามา ค่ายาต่างๆ เข้ามาอีก จะเข้าใจว่าครอบคลุมทั้งหมดคงไม่ได้ อีกอย่างคนไทยยังไม่ได้สิทธิ์แบบนี้ด้วยซ้ำไป แรงงานต่างด้าวบางคนย้ายถิ่นฐานทำงานก็ซื้อบัตรประกันสุขภาพอีกแห่งได้เลย ต่างจากคนไทยที่ต้องทำเรื่อง รอโอนย้ายสิทธิ์บัตรทอง คนไทยยังไม่ได้สิทธิ์นี้ด้วยซ้ำ” นพ.ศิริชัย ทิ้งท้าย