ปรากฎการณ์ “คราฟต์เบียร์ไทย” เมื่อยักษ์เล็กรวมพลังสู้ยักษ์ใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

0 มกราคม 2560 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/478430

ปรากฎการณ์ "คราฟต์เบียร์ไทย" เมื่อยักษ์เล็กรวมพลังสู้ยักษ์ใหญ่

เสียงสะท้อนจากผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ไทยในวันที่ต้องเผชิญอุปสรรคด้านข้อกฎหมายที่ล้าสมัย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

กระแส “คราฟต์เบียร์ (Craft Beer)” หรือเบียร์ที่เกิดจากผู้ผลิตรายเล็กซึ่งต้องการอิสระเเละสร้างสรรค์เบียร์ด้วยตัวเอง กำลังร้อนแรงในเมืองไทย หลังจากชายหนุ่มผู้ผลิตคราฟต์เบียร์รายหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตจับกุมข้อหาผลิต จัดจำหน่าย และครอบครองเครื่องมือทำสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493

เรื่องราวที่เกิดขึ้นนำไปสู่การตั้งคำถามและรณรงค์เรียกร้องให้รัฐเปิดเสรีการหมักเบียร์ที่ปัจจุบันยังถือว่าผิดกฎหมาย

ปรับกฎหมายให้ทันสมัย ลดความเหลื่อมล้ำ

ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องวิธีการบริหารงานสุรา พ.ศ. 2543 อนุญาตให้มีการทำเบียร์ได้ 2 ประเภทคือ 1.หากเป็นโรงงานขนาดใหญ่ต้องมีปริมาณการผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ล้านลิตรต่อปี  2. โรงเบียร์ขนาดเล็กประเภทผลิตเพื่อขาย ณ สถานที่ผลิต (Brew Pub) โดยให้บริโภคภายในพื้นที่ผลิต ไม่อนุญาตให้บรรจุขวดและต้องผลิตในปริมาณขั้นต่ำที่ 1 แสนลิตร แต่ไม่เกิน 1 ล้านลิตรต่อปี

ทั้งนี้การผลิตเบียร์ทั้งสองประเภท ผู้ผลิตจะต้องเป็นบริษัทที่จดทะเบียนด้วยเงินทุนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท นับเป็นข้อจำกัดและอุปสรรคสำคัญที่ผู้ผลิตรายเล็กมองว่าไม่เป็นธรรม

ฟาง-ปณิธาน ตงศิริ ผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ไทยแบรนด์ “Stone Head”  ซึ่งตัดสินใจไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ก่อนนำเข้ามาจำหน่ายในไทย เผยว่า ข้อจำกัดในบ้านเราสะท้อนให้เห็นถึงการไม่ให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงข้อกฎหมายให้ทันกับยุคสมัย ทัดเทียมกับนานาประเทศที่ค่อนข้างเปิดกว้าง

“ประเทศอื่นเขาออกกฎหมายเพื่อประชาชน ทุกคนมีส่วนร่วมในการผลักดันหรือเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆในสังคม  เมื่อมีการเรียกร้อง เขาจะทยอยอัพเดทเปลี่ยนแปลงให้มีความเหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมให้เกิดความทัดเทียม ล่าสุดประเทศเกาหลีใต้มีการแก้ไขกฎหมาย ลดข้อจำกัด และเอื้อประโยชน์ต่อผู้ผลิตเบียร์รายเล็กมากขึ้น ขณะที่เมืองไทยใช้ พ.ร.บ.สุรา มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2493”

ภาพจาก Stone Head Thai Craft Beer

ในมุมมองของปณิธาน เห็นว่า การแก้ไขกฎหมายเพื่อลดอุปสรรคและเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ผลิตรายเล็กจะส่งผลดีต่อสังคมและภาครัฐ ทั้งในแง่ของการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ตัวเลือกการบริโภค การเรียนรู้วัฒนธรรมการดื่มและการสังสรรค์ ตลอดจนผลประโยชน์ทางด้านภาษีอากร

“1.ผู้บริโภคจะมีตัวเลือกในการดื่มมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่น้อยมาก ตลาดเมนสตรีมในไทยมีอยู่ชนิดเดียวคือ เบียร์ลาเกอร์ 2.เมื่อรายเล็กสามารถผลิตเบียร์เองได้ ความที่เขาด้อยกว่ารายใหญ่ทุกเรื่องในแง่การผลิต ทั้งเทคโนโลยี เงินทุน ช่องทางการจัดจำหน่าย สิ่งเดียวที่เขามีก็คือ ความคิดสร้างสรรค์และความคล่องตัว เขาจะเอาตรงนี้มาผลักดันการแข่งขันในตลาด จนนำไปสู่สิ่งใหม่ๆที่เราจินตนาการไม่ถึง 3.ภาครัฐเองก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษี และช่วยลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าเบียร์ต่างประเทศ”

เจ้าของคราฟต์เบียร์ไทยรายนี้ บอกว่า การมีผู้ผลิตเบียร์คราฟต์เพิ่มขึ้นไม่ได้การันตีว่าตลาดเบียร์โดยรวมจะเติบโตและทำให้เกิดนักดื่มหน้าใหม่แต่อย่างใด เพราะประวัติศาสตร์ในต่างประเทศยืนยันแล้วว่าตลาดไม่ได้เติบโตขึ้น เพียงแต่คราฟต์ได้ส่วนแบ่งมากขึ้นต่างหาก

“เรากำลังพูดถึงความหลากหลาย ความทัดเทียม โอกาสในการแข่งขัน โดยมีเพดานกฎหมายกำกับที่ลดต่ำลงมา ที่น่าคิดและน่าแปลกใจก็คือ  ทำไมสุรากลั่นชุมชนและไวน์นั้นสามารถผลิตได้ง่ายกว่าเบียร์ ประเทศที่พยายามจะพัฒนาตัวเอง เขามักจะสนับสนุน เปิดโอกาสให้ชุมชนได้สร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อเพิ่มมูลค่า เรามีผักผลไม้ทุกอย่างที่เอามาสร้างมูลค่าได้มาก และเป็นตลาดที่ใหญ่จริงๆ”

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

มีคุณค่ามิใช่แค่เมามาย

“มันคือการสร้างสรรค์ผลงานด้วยความพิถีพิถัน มีสายใยระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นศิลปะและจรรโลงใจให้คนใจเย็น อาจเป็นกิจกรรมในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงก็ได้  ซึ่งตัวผมเองก็เริ่มกินเบียร์กับครอบครัวก่อน” เสียงจาก เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้ปลุกกระแสคราฟต์เบียร์ไทย

ชายหนุ่มวัย 28 ปี บอกว่า หากสังคมไทยเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อคราฟต์เบียร์ เริ่มเรียนรู้ มองเป็นศิลปะ และให้คุณค่ากับมันเสียแล้ว จะไม่ดื่มเพื่อความเมาอย่างเดียว แต่จะเห็นเป็นตัวช่วยให้เกิดการเรียนรู้ถึงค่านิยมการดื่มอย่างมีคุณค่า

“ทุกวันนี้เราดื่มเบียร์แบบเอาเมาเละเทะ เฮ้ย รุ่นน้อง มาเอาไปกิน มึงไม่แดกไม่เก๋าเว้ย หรือเฮ้ย ไม่หมดไม่เลิก อะไรแบบนี้ สังคมส่วนใหญ่รู้จักเบียร์แบบนั้น ซึ่งผมก็เคยเป็นจนกระทั่งมารู้จักคราฟต์เบียร์ ทำให้เราเข้าใจการดื่ม และเกิดการเรียนรู้ค่านิยมการดื่มใหม่ๆ”

เท่าพิภพเล่าว่าเคยทำงานในบาร์เบียร์ ทำให้รู้จักและเรียนรู้ประวัติที่มา กระทั่งรสชาติของเบียร์หลากหลายชนิด รวมทั้งได้สัมผัสกับนักดื่มจำนวนมากที่ไม่ได้มีเป้าหมาเพียงแค่ความเมา แต่ยังต้องการซาบซึ้งอิ่มเอิบไปกับที่มาและรสชาติของคราฟต์เบียร์แต่ละชนิดด้วย

“ที่มาและรสชาติของแต่ละค่ายน่าสนใจมาก อย่างของ Punk IPA (พังค์ ไอพีเอ) จากค่ายบรูวด็อก (BrewDog) ประเทศสก็อตแลนด์ ก่อตั้งจากคนไม่มีอะไร และเกือบเจ๊งด้วย จนได้รับการระดมทุน เป็นสตาร์ทอัพที่มาแรงมากของวงการคราฟเบียร์โลก พวกเขาทำให้คนในสหราชอาณาจักรตื่นตัวและเริ่มหันกลับมาดื่มคราฟต์เบียร์กัน รสชาติมันมีความเป็นกบฎในตัว เขาใส่สไตล์อเมริกันเข้าไปโดยเพิ่มฮ๊อปและผลไม้เขตร้อน หรือคราฟต์เบียร์ของไทยอย่าง LEMONGRASS KOLSCH จาก Stone Head ซึ่งผสมผสานวัตถุดิบของไทย โชว์กลิ่นตะไคร้ ก็เป็นอีกหนึ่งคอนเซปต์ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับจินตนาการและดีไซต์ของผู้ผลิต”

ผู้ผลิตคราฟเบียร์หนุ่มรายนี้ บอกอีกว่า การค้าเบียร์สามารถนำเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะท้องถิ่นที่ผลิตเบียร์ของพวกเขาได้ ไม่ใช่แค่กำไรจากตัวผลิตภัณฑ์เอง แต่ยังรวมไปถึงรายได้จากการท่องเที่ยวที่ต่อยอดและเผื่อแผ่ไปถึงใครต่อใครที่เกี่ยวเนื่องอยู่กับทั้งธุรกิจการท่องเที่ยวและชุมชนที่อยู่รายรอบพวกเขา

“คนเราควรมีสิทธิเสรีภาพที่จะเลือก ที่จะทำ จะห้ามหมดเลยมันโบราณ และไม่ใช่หนทางที่ดีของประเทศที่เจริญแล้ว”

ทั้งนี้ ข้อมูลจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ระบุว่า ตลาดเบียร์ไทยในปี 2559 มีมูลค่ากว่า 1.8 แสนล้านบาท โดย อันดับหนึ่งคือ ลีโอ (ค่ายเดียวกับสิงห์) ครองส่วนแบ่ง 53 % รองลงมาคือ ช้าง ครองส่วนแบ่ง 38 – 39 % สิงห์ครองส่วนแบ่ง 5-6 % ไฮเนเก้น 4-5% ตามลำดับ

 

เจษฎา ชื่นศิริกุล เจ้าของและผู้ผลิตเบียร์ยี่ห้อ Triple Pearl

ผลิตเมืองนอก…ต้นทุนสูง-สูญเสียเอกลักษณ์

วินาทีนี้มีคราฟต์เบียร์สัญชาติไทยอยู่ราว 10 ยี่ห้อที่หนีข้อจำกัดทางกฎหมายโดยการทำสัญญาผลิตเบียร์ร่วมกับโรงงานในต่างประเทศ ก่อนนำเข้ามาโดยเสียภาษีให้กับกรมสรรพสามิต หนึ่งในนั้นคือ เจษฎา ชื่นศิริกุล เจ้าของและผู้ผลิตเบียร์ยี่ห้อ Triple Pearl

เจษฎาเปรียบเทียบให้ฟังว่า คนทำเบียร์เหมือนกับคนทำอาหาร เริ่มต้นจากการอยากทำของที่ถูกปากตัวเอง หรือคนในครอบครัว เพื่อนฝูง โดยพยายามทำออกมาให้ดีและสะท้อนความเป็นตัวเองให้มากที่สุด ซึ่งการผลิตในเมืองนอกและนำกลับเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย มีอุปสรรคที่ทำให้สูญเสียรสชาติ เอกลักษณ์ที่ต้องการนำเสนออย่างแท้จริง รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มภาระต้นทุนจนนำไปสู่ราคาขายที่ค่อนข้างสูง

“ถ้าผลิตได้ในเมืองไทย จะเกิดข้อดีหลายส่วน หนึ่งคือส่วนผสม เราสามารถใส่ในสิ่งที่มีความเป็นไทยลงไปได้ อย่างเช่นมะพร้าว ถ้าไปต้มเมืองนอก การจะนำมะพร้าวไปก็ลำบาก หรือกลิ่นตะไคร้ในเมืองไทย คือ เดินไปซื้อที่ตลาดแล้วเอามาหั่นใส่ลงไป แต่ถ้าไปต้มต่างประเทศ มันลำบากกว่ากับการนำส่วนผสมเหล่านั้นไป

“เหมือนเราอยากทำต้มยำไทย แต่ต้องไปทำที่เมืองนอก แน่นอนว่ามันไม่เหมือนกัน ส่วนผสมอย่างมะกรูด ก็ไม่ใช่มะกรูดบ้านเรา ตรงนี้แหละเป็นเหมือนศาสตร์และศิลป์ในการทำ ไหนจะเรื่องต้นทุนการผลิต ค่าเช่า ค่าขนส่ง และภาษีการนำเข้าด้วย เพราะงั้นถ้ามีโอกาสได้ทำในบ้านตัวเองก็เป็นเรื่องที่ดีกว่ามาก”

เจษฎา ยืนยันว่า สิ่งที่ผู้ผลิตรายเล็กกำลังเรียกร้องไม่ใช่การต่อสู้กับผู้ผลิตรายใหญ่หรือกรมสรรพสามิต แต่กำลังต่อสู้กับกฎหมายที่ถูกตั้งคำถามว่าล้าหลังและถึงเวลาปรับปรุงแล้วหรือไม่

วิชิต ซ้ายเกล้า

เอาชนะด้วยผลงานและความสำเร็จ 

ถ้าหากไม่เลือกออกไปตั้งโรงงานผลิตในเมืองนอกก็ต้องต่อสู้ในเมืองไทย ตัวเลือกที่ง่ายที่สุดคือ การทำ Brewpub หรือโรงเบียร์ประเภทที่มีโรงงานผลิตเบียร์อยู่ภายในร้าน ซึ่งสามารถจำหน่ายได้ในร้านเท่านั้น ห้ามบรรจุขวดขาย และกำหนดปริมาณการผลิตขั้นต่ำ 1 แสนลิตร แต่ไม่เกินหนึ่งล้านลิตรต่อปี

วิชิต ซ้ายเกล้า เจ้าของเเบรนด์ Chitbeer อยู่ระหว่างผนึกกำลังกับพรรคพวกก่อตั้ง “โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์” โรงเบียร์ที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ต้ม ชิม และ แชร์ อย่างถูกกฎหมาย

“การต่อสู้กับข้อจำกัดนั้นมีสองทาง หนึ่งคือออกไปตั้งโรงงานผลิตที่ต่างประเทศแล้วนำกลับเข้ามาขายในบ้านเรา สอง คือเปิดโรงเบียร์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งยากหน่อย แต่เป็นภารกิจที่เรากำลังจะทำสำเร็จ”

วิชิต มองว่า ปัจจุบันวงการคราฟต์เบียร์ไทยกำลังเดินมาถึงระยะที่ 2 หลังจากระยะแรกได้สร้างการรับรู้ สาธิต และประกาศว่าพวกเราสามารถทำเบียร์กันได้ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ส่วนระยะที่สองเป็นเรื่องของการเจรจาขอใบอนุญาตก่อตั้ง Brewpub

“โรงเบียร์มิตรสัมพันธ์จะเป็นโรงงานที่ได้มาตรฐาน น้องๆจะมารวมตัวกัน Brew (ต้มเบียร์) ชุบตัวที่นี่และจ่ายภาษีทุกหยด ข้อกำหนดแสนลิตรที่กฎหมายกำหนดจะกลายเป็นเรื่องขี้ๆ และผู้ผลิตทุกคนก็จะได้พัฒนาและถูกตัดสินว่าดีหรือแย่จากผู้บริโภค”

เจ้าของเเบรนด์ Chitbeer บอกต่อว่า ในระหว่างที่เปิดโรงเบียร์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สิ่งที่จะได้เรียนรู้ก็คือ จำนวนภาษีที่ต้องจ่าย ผลงานมากมายที่นำเสนอ ผลกระทบจากนักท่องเที่ยว  ตลอดจนผลกระทบทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ก่อนเก็บสถิติเพื่อนำเสนอเป็นรายงาน ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในอนาคต

“เชื่อว่าวันนั้นรัฐมนตรีก็อยากจะได้รายงานฉบับนี้ เรียกร้องอย่างเดียวมันไม่ค่อยพลัง ไม่มีคนเชื่อ ไม่มีตัวเลข หรืออะไรที่อธิบายได้อย่างเป็นรูปธรรม  เราจะชนะและสร้างผลกระทบด้วยผลงานและความสำเร็จ  ถ้าไม่ทำ เราก็จะมานั่งเถียงกันแบบไทยๆ ไม่จบไม่สิ้น เถียงกันแบบใช้ความเชื่อ อะไรดี ไม่ดี  วันนั้นการเปลี่ยนแปลงจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นกว่าวันนี้ที่นายกรัฐมนตรียังไม่รู้เลยว่าคราฟต์เบียร์คืออะไร” วิชิต พูดถึงเป้าหมายของตัวเองในช่วง 3 ปีหลังเปิดโรงงานสำเร็จกลางปีนี้

ภาพโรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ จากเพจเฟซบุ๊ก Chitbeer

 

“สิงห์”ประกาศหนุนเต็มที่

ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการธุรกิจซัพพลายเชน บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า บุญรอดฯ สนับสนุนแนวคิดแก้ไขกฎหมายกรมสรรพสามิต เพื่อส่งเสริมการผลิตคราฟต์เบียร์อย่างถูกต้อง พร้อมให้ความร่วมมือกับภาครัฐนำผู้เชี่ยวชาญในการปรุงเบียร์ให้ดีมีคุณภาพ มอบความรู้ความเข้าใจกระบวนการผลิต

ทั้งนี้ บุญรอดฯ มองว่าการทำธุรกิจคราฟท์เบียร์ สามารถดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายได้ โดยแนวโน้มตลาดคราฟต์เบียร์ในประเทศไทย ตัวเลขในเชิงปริมาณมีราว 10 ล้านลิตร ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพเติบโตได้อีกมากจากเทรนด์เกิดขึ้นในยุโรป ส่วนพฤติกรรมในไทย ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ต้องการเครื่องดื่มที่มีความแตกต่าง แปลกใหม่ และเชื่อว่าคราฟต์เบียร์จะเข้ามาช่วยสร้างสีสันภาพรวมตลาดเบียร์ในเชิงปริมาณ 2,000 ล้านลิตรให้มีความคึกคักยิ่งขึ้น

ปิติ บอกอีกว่า ปัจจุบันบุญรอดฯ เป็นผู้ให้การสนับสนุน ชมรมคราฟต์เบียร์ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ และบริษัทยังมีบรูมาสเตอร์ หรือผู้เชี่ยวชาญในการปรุงเบียร์ให้ดีมีคุณภาพที่พร้อมให้ข้อมูลความรู้กับผู้สนใจและต้องการแลกเปลี่ยน และหากพันธมิตรหรือสตาร์ทอัพทำคราฟต์เบียร์ที่ดีมีคุณภาพ ก็พร้อมจะสนับสนุนและเติบโตไปด้วยกันในธุรกิจคราฟต์เบียร์

ความนิยมยังไม่มากพอจะเปลี่ยนแปลงกฎหมาย

การลดเพดานและอุปสรรคทางด้านกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ผลิตเบียร์รายย่อย จำเป็นต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ และได้รับความนิยมอย่างแท้จริงจากสังคม เพื่อเป็นแรงกดดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายในที่สุด

สมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต บอกว่า การแก้กฎหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก กระบวนการต้องผ่านการพิจารณา มองอย่างรอบด้านจากหน่วยงานและกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องประกอบ ตลอดจนกระแสสังคม กระบวนการเรียนรู้และเสียงตอบรับในขณะนั้น ไม่ใช่ว่ากรมสรรพสามิตจะสามารถขับเคลื่อนเองได้ทันที

“เรื่องเบียร์พูดยากนะ จริงๆ เราก็มีการปรับปรุงกฎหมายและเงื่อนไขต่างๆ มาตลอด อย่างสุราปัจจุบันก็มีกฎหมายรองรับสุราชุมชนให้เกิดขึ้นได้ เมื่อรัฐเห็นว่าเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยมีกรอบและกติกาควบคุมว่าต้องคำนึงถึงผลกระทบทางสังคม ทั้งสภาพแวดล้อม สุขภาพ และอื่นๆ”

อธิบดีกรมสรรพสามิต บอกว่า การเรียกร้องนั้นต้องใช้เวลาและพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องยอมรับว่า คราฟต์เบียร์เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย อาจจำเป็นต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ สนับสนุน และพัฒนาไปสักระยะก่อน

“เมื่อก่อนยังไม่มีวิธีคิด ไม่มีใครพูดถึง กรอบกฎหมายก็เลยยังไม่มีการพิจารณาหรือพูดไปถึงเรื่องนั้นๆ อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบเพราะมีผลกระทบต่อสังคมหลายด้าน”

ปรากฎการณ์ที่ผู้ผลิตคราฟเบียร์ตัวเล็กๆออกมารวมตัวเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ นับเป็นก้าวย่างสำคัญอันจะเป็นตัวเร่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในวงการเบียร์ไทยในอนาคต

 

คำถามที่สะเทือนสีกากี “มีตำรวจเอาไว้ทำไม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2560 เวลา 15:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/477755

คำถามที่สะเทือนสีกากี “มีตำรวจเอาไว้ทำไม”

เวทีเสวนา เรื่อง “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” หยิบยกกรณีศึกษาปมการโกงสอบคัดเลือกตำแหน่งนายสิบตำรวจ รวมถึงกรณีต่างๆ ที่สร้างผลเสียหายให้กับตำรวจ และจากฝีมือตำรวจเอง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เวทีเสวนาขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) ในหัวเรื่อง “ตำรวจไทย มีไว้ทำอะไร” เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา หยิบยกกรณีศึกษาปมการโกงสอบคัดเลือกตำแหน่งนายสิบตำรวจ รวมถึงกรณีต่างๆ ที่สร้างผลเสียหายให้กับตำรวจ และจากฝีมือตำรวจเอง เพื่อสังเคราะห์ปัญหาและร่วมหาทางออกในการเปลี่ยนแปลงตำรวจ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สังคมได้กังขาเกี่ยวกับความโปร่งใสของตำรวจอย่างกว้างขวางแล้วในขณะนี้

พล.ต.อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และอดีตรมช.มหาดไทย วิพากษ์ถึงวงการสีกากีบนเวทีเสวนาว่า กับคำถามที่ว่ามีตำรวจเอาไว้ทำไม ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่ประชาชนได้ตั้งคำถามนี้มานาน และจะดังขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดข้อสงสัยว่าตำรวจทำอะไรจึงเกิดคำถาม ทั้งๆ ที่ทุกคนก็ทราบกันดีว่าตำรวจมีไว้เพื่อป้องกันทรัพย์สิน และรักษาชีวิตของประชาชน และคำถามดังกล่าวสะท้อนอะไร คำตอบคือสะท้อนการทำงานของตำรวจว่าทำตามหน้าที่ดีแล้วหรือไม่

หากมองลงไปในพ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2547 มาตรา 6 กำหนดหน้าที่อำนาจของตำรวจเอาไว้ ที่ชัดแจ้งคือข้อ 3 ระบุว่า ตำรวจมีหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาญา และข้อ 4 คือ มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความปลอดภัยให้ประชาชน และความมั่นคงของราชอาณาจักร และนี่คือคำตอบว่ามีตำรวจไว้ทำไม แต่เมื่อเกิดคำถามมาโดยตลอด ก็สะท้อนให้เห็นว่าตำรวจกำลังบกพร่อง ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่กำหนดเอาไว้

6 ปัญหาของตำรวจที่ไม่ได้รับการแก้ไข

พล.ต.อ.วิศิษฐ์ ย้ำว่า ผลการศึกษาถึงปัญหาของตำรวจมีหลายหน่วยงานเข้ามาดำเนินการ ทั้งรัฐบาล ภาคเอกชน และแม้แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็ตาม และผลการศึกษาก็ทำให้เห็นว่า การที่ตำรวจไม่สามารถทำตามหน้าที่ได้ มีอยู่ 6 เรื่องสำคัญ คือ 1.การบริหารราชการเป็นรูปแบบการรวมอำนาจ แม้กฎหมายจะกำหนดให้เกิดการกระจายอำนาจ แต่ก็เพียงแค่ตัวหนังสือ เพราะความจริงตำรวจไม่ได้ดำเนินการเช่นนี้ ส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่ทันต่อเหตุการณ์ และไม่สอดคล้องกับประชาชนในแต่ละพื้นที่

2.ภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของตำรวจ กลับถูกบรรจุอยุ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งการตรวจคนเข้าเมือง การป้องกันรักษาป่า การท่องเที่ยว เป็นต้น ส่งผลให้ต้องใช้บุคลลากรในภารกิจที่กระทบต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ที่เป็นภารกิจหลัก 3.กระบวนการสอบสวนที่ขาดความเป็นอิสระ และไม่ได้รับการพัฒนา เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับตำรวจ เพราะเมื่อไม่มีอิสระ มีการครอบงำ การสอบสวนก็จะถูกบิดเบือนเพื่อให้ได้ตามที่อาชญากร หรือผู้ที่ทุจริตต้องการ

4.ค่าตอบแทนไม่เพียงพอ หากเทียบเงินเดือนกับภารกิจหน้าที่ของตำรวจเพื่อให้สอดรับกับความเป็นอยู่ จะเห็นได้ว่าไม่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง หากเดินบนท้องถนนและเห็นตำรวจพกปืนข้างเอว บอกได้เลยว่าเป็นปืนที่ตำรวจซื้อมาเอง ไม่ใช่ของหลวง และทุกวันนี้ปืนพกก็กระบอกละนับแสนบาท 5. การแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งไม่คำนึงถึงคุณธรรม เกิดการเล่นพรรคเล่นพวก คิดถึงผลประโยชน์เป็นหลัก เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้นับตั้งแต่มีการตั้งตำรวจขึ้นมาในประเทศไทย คนที่ผลงานดี อาวุโสถึง กลับไม่ได้ตำแหน่ง คนที่ประจบสอพลอกลับเติบโต และ 6.ประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการบริหารงานตรำวจ และร่วมตรวจสอบ แม้จะมีคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ แต่หลักความจริงกลุ่มคนพวกนี้คือลูกน้องตำรวจแทบทั้งสิ้น การตรวจสอบใดๆ จึงไม่เกิดขึ้น

“ผลการศึกษาสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่มีสักครั้ง หรือสักคนที่จะเริ่มแก้ไขปัญหานั้น กระทั่งส่งผลกระทบที่สะสมจนเกิดคำถามมาโดยตลอดว่าตำรวจมีหน้าที่อะไรกันแน่ และเรามีตำรวจไว้ทำไมกัน” พล.ต.อ.วศิษฐ์ วิพากษ์ถึงปัญหา

อดีตนายตำรวจใหญ่ผู้นี้ เสริมว่า รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีความต้องการที่จะเปลี่ยแปลง ปรับปรุง และปฏิรูปตำรวจ และตั้งกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่กรรมการที่ว่าก็โยนงานกลับไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิรูปกันเอง ทำให้ผลการปฏิรูปก็ไม่คืบหน้า เพราะตำรวจระดับใหญ่ไม่ได้ต้องการปฏิรูป

ตำรวจคือคนที่สร้างอาชญากรรมให้ประชาชน

ขณะที่สังศิต พิริยะรังสรรค์ นักวิชาการด้านกระบวนการยุติธรรม จากมหาวิทยาลัยรังสิต มองตำรวจเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า เสียงจากสังคมที่ทวงถามหาหน้าที่รับผิดชอบของตำรวจจะดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกว่านี้หากไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลง เสียงทุกด้านจากประชาชนกำลังแสดงออกถึงความเดือดเนื้อร้อนใจเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของตำรวจ และหากผู้มีอำนาจเมินเสียงของประชาชน ที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามสิทธิ ก็ถือว่าเป็นคนที่ร้ายกาจอย่างมาก

“การปฏิรูปตำรวจจะต้องต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตำรวจที่เราต้องปฏิรูป ผมไม่เข้าใจว่าทำไมการปรับปรุงองค์กรตำรวจถึงได้ยากเย็นขนาดนี้ และขอให้ปรับปรุงเพียงนิดเดียว ประชาชนก็ยังไม่ได้เห็น และการกระทำของตำรวจเองคือผลสะท้อนที่ทำให้ประชานเกลียดตำรวจ เพราะตำรวจเองก็เป็นคนในองค์กรระดับชาติที่ไปสร้างอาชญากรรมให้กับประชาชน” สังศิต ย้ำ

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งสังศิตนำมาพูดในวงเสวนา โดยเฉพาะกับสายตาของงานวิชาการต่างชาติ ที่มององค์กรตำรวจของเมืองไทยว่านี่คือธุรกิจ ธุรกิจที่มีการซื้อขายกัน โดยเฉพาะค่าตำแหน่ง การสอบแข่งขัน ทุกอย่างเป็นการซื้อขาย สิ่งนี้สะท้อนได้ชัดเจนว่าตำรวจควรจะต้องปฏิรูปมากที่สุด

“เมื่อ 3 ปีก่อนผมพูดว่า องค์กรตำรวจคือองค์กรแรกที่ต้องได้รับการปฏิรูปมากที่สุด ผมถูกตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติฟ้องทันที เพื่อหาว่าผมไปหมิ่นเกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรีของตำรวจ”

สังศิต เสริมว่า แต่ผมเชื่อว่าการปฏิรูปตำรวจ จะสร้างคมเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้มากที่สุด และจะเป็นสิ่งที่นำเอาเกียรติภูมิของตำรวจกลับมา แต่เสียงของประชาชนก็ถูกเพิกเฉย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยทำให้ความต้องการของประชาชนเป็นจริง งานเปลี่ยนแปลงตำรวจจึงเป็นเรื่องยากในทุกวันนี้

“ขนาด รัฐบาลคสช.ที่เข้ามาบริหารด้วยวิธีพิเศษก็ยังทำไม่สำเร็จ แต่อีกด้าน หากรัฐบาลอยากเห็นประชาชนมีคามสุข ก็ต้องกล้าปฏิรูปตำรวจ คำถามคือทำไมรัฐบาลไม่ทำ คำตอบคือ เพราะกลัวจะเกิดแรงต้านตามมาจากตำรวจ ผมเห็นมากับตาแล้วว่าอดีตตำรวจระดับนายพลจะรวมพลังค้ดค้านทันที เพราะเขาจะสูญเสียอำนาจ สูญเสียผลประโยชน์”

แสนล้านให้ตำรวจ แต่ประชาชนได้อะไร?

ตามแนวคิดของสังศิต น่าสนใจตรงที่ว่าประชาชนคือจุดศูนย์กลางของรัฐบาลที่ต้องได้รับการใส่ใจเช่นกัน และประชาชนก็ใกล้ชิดกับตำรวจในบทบาทของสังคม แต่สิ่งที่ประชาชนได้รับจากตำรวจกลับเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถาม สังศิตมองเรื่องนี้ว่า งบประมาณในการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติปีละแสนล้านบาท แต่ให้มองภาพรวมว่าประชาชนได้อะไรจากงบประมาณนี้บ้าง และความหายนะที่ตำรวจสร้างให้กับประชาชนมันมากเท่าไหร่ มันคุ้มกับเงินงประมาณที่ลงไปในสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่

“ผมเคยเสนอไปว่า ให้ตำรวจเป็นตำรวจจังหวัด ความยุติะรรมจะเร็วขึ้น และดูแลเฉพาะจังหวัดของท่าน ให้ประชาชนได้รับความยิตูรรมขึ้นมาเล็กน้อยก็ยังดี โดยเฉพาะในเชิงโครงสร้าง ตำรวจจังหวัดจะทำให้ระบบตรวจสอบได้กระชับและรวดเร็วขึ้น อย่างเช่น ตำรวจญี่ปุ่นจับคนขโมยภาพไป สองวันขึ้นศาลเลย แต่ของเราไม่รู้นานเท่าไหร่ ดังนั้น กระบวนการยุติธรามต้องให้ประโยชน์กับประชาชนบ้าง แม้มันจะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นมาเพียงเล็กน้อยก็ยังดี”

สังศิต กล่าวอีกว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดเรื่องหนึ่งที่สำคัญคือการปรองดองกับประชาชน มากกว่าการให้นักการเมืองปรองดองกัน เพราะประชาชนก็มีจำนวนมากกว่าพรรคการเมืองเสียอีก รัฐบาลต้องให้ประชาชนมากกว่านี้

“ผมยังไม่เห็นว่าตำรวจมีประโยชน์อะไรต่อสังคม ต่อประชาชนบ้าง ตำรวจจำนวน 2.1 แสนคนเรามีเอาไว้ทำไม คำถามนี้ผมตอบไม่ได้จริงๆ”

“แต่การปรองดองที่รัฐบาลกำลังทำคือการสร้างความปรองดองของชนชั้นนำระหว่างกัน แล้วประชาชจะไปสนับสุนนได้อย่างไร แต่หากทำให้เกิดความโปร่งใส กล่้าเปลี่ยนแปลงปรับปรุง ผมว่าประชาชนทั้งแผ่นดินจะปรบมือให้เลย”สังศิต ให้ความเห็น

เอายศให้ตำรวจเท่ากับละเลยประชาชน

อีกมุมมองในวงการตำรวจ อย่าง พ.ต.อ.วิรุฒม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตำรวจในสายตาประชาชนถือว่าเลวร้าย และชั่วร้ายมาก ผลพวงมาจากสาเหตุที่ขาดการถ่วงดุลอำนาจ ขาดการตรวจสอบ นับตั้งแต่ที่มีการแยกการควบคุมออกจากกระทรวงมหาดไทย และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี เพราะหากนายกฯ ไม่คิดจะเปลี่ยนตำรวจ ทุกอย่างก็จบ เพราะสายสัมพันธ์ระหว่างนายกฯ กับตำรวจมันยิ่งแน่นแฟ้น เป็นผลประโยชน์ระหว่างกัน

“ตำรวจไทยสวนทางกับตำรวจในโลกสากล เพราะตำรวจต่างประเทศจะถือเป็นงานพลเรือน แต่ของไทยกลับถูกควบรวมเป็นงานเหล่าทัพ นายร้อยตำรวจก็ไปเรียนกับทหาร ซึมซับวัฒนธรรมและรับแนวคิดแบบทหารมา ซึ่งงานทหารกับงานรักษากฎหมายมันคนละเรื่องกัน งานตำรวจควรจะเป็นงานพลเรือน แต่เอาชั้นยศไปติดกับตำรวจ”

พ.ต.อ.วิรุฒม์ มองว่า ตำรวจไทยถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจติดอันดับโลก เพราะมีทั้งปืน และมีทั้งสำนวนอยู่ในมือ ซึ่งไม่มีประเทศไหนเขาทำกัน การใช้อำนาจที่เกินขอบเขตจึงกลายเป็นปัญหาที่ประชาชนได้เห็น เพราะตำรวจคือระบบศักดินา เอายศไปให้ทำให้ตำรวจคิดใหญ่ขึ้น กินมากขึ้น แย่งกันกินแย่งกันอยู่ สะท้อนไปถึงตำแหน่งที่ต้องเลื่อนขั้นเลื่อนขั้นเพื่อให้เป็นใหญ่ จนละเลยงานที่ต้องรับใช้ประชาชน

“ผมบอกได้เลยว่า ทุกวันนี้การวิ่งเต้นมีมากถึง 100% แต่การซื้อตำแหน่งผมเชื่อว่ามี 90 % ทุกวันนี้มันมีหลากหลายรูปแบบในการซื้อขาย ทั้งการดูแลกัน ผ่อนส่งบ้าง ซึ่งเรื่องนี้ชาวบ้านรู้กันดี แต่ขณะเดียวกันสำนักงานตำรวแห่งชาติก็ไม่เคยออกมายอมรับแม้แต่ครั้งเดียว จึงไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง”

แม้จะมีอำนาจจากรัฐบาลพิเศษ โดยเฉพาะความเด็ดขาดจากการบริหารงานของคสช. แต่สำหรับ พ.ต.อ.วิรุฒม์ มองว่าเรื่องนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะตำรวจ เพราะบ่อนการพนันยังมีอยู่ทั่วไป ตำรวจก็ยังดำเนินการตามปกติ ถ้าพื้นที่มีบ่อนแสดงว่าตำรวจต้องรับเงิน ถ้าไม่รับบ่อนไม่กล้าลง ไม่กล้าเปิดเล่น

“แค่ตกใจชั่วคราวตอนที่เกิดรัฐประหาร แต่พอจับทิศทางได้ ตำรวจก็เหมือนเดิม บ่อนก็มีเหมือนเดิม” พ.ต.อ.วิรุฒม์ ย้ำ

อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท ทิ้งท้ายว่า การคัดเลือกตำรวจเข้ารับราชการก็มีปัญหาเช่นกัน เพราะตรวจสอบแค่ว่าไม่มีประวัติคดีเป็นอันจบ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าคนที่จะเข้ามาเป็นตำรวจมันมีจิตใจดีหรือไม่ เป็นคนจิตใจร้ายที่ต้องการแต่งเครื่องแบบ ได้พกปืนหรือเปล่า เราไม่มีการตรวจสอบ ถ้าเช่นนี้เข้ามาก็โกง ทุจริต ดังนั้นผมไม่ตื่นเต้นกับเรื่องทุจิรตสอบนายสิบ เพราะระดับนายพลเขายังโกงกันจนเป็นเรื่องปกติ

“ตำรวจชั้นผู้น้อยต้องการให้ปฏิรูปทั้งนั้น เขาต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะตำรวจหาเลี้ยงนาย มันเหนื่อย มันคือระบบขายตรง ที่เอาสิ่งผิดกฎหมายในประเทศเข้ามาหากิน ตำรวจที่มีสิทธิ์ทำเงินได้ถึงหลักร้อยล้านบาทมันมีไม่กี่กลุ่มเท่านั้น เช่น การจัดการรถตู้ รัฐบาลก็ยังทำไม่สำเร็จ เพราะเขาจ่ายส่วยกัน เพื่อให้เสียค่าปรับตั๋วเด็ก (ราคาถูกลง)” พ.ต.อ.วิรุฒม์ วิพากษ์ตำรวจ

ปปง.ต้องกล้ายึดทรัพย์

ร.ต.อ.วิเชียร ตันศิริคงคล อดีตนายตำรวจที่ผันตัวมาเป็นนักวิชาการด้านตำรวจ จากมหาวิทยาลัยบูรพา เสริมในวงเสวนาว่า กรณีทุจริตสอบคัดเลือกนายสิบตำรวจ เป็นเรื่องที่ชวนคิดว่า การที่จะเข้าไปเป็นตำรวจจะต้องจ่ายเงินระดับแสนบาทเพื่อคดโกงข้อสอบ แต่เมื่อเข้าไปแล้วก็ได้รับเงินเดือนน้อย เริ่มต้นเมื่อรวมทุกอย่างเพียงแค่ 1.1 หมื่นบาทเท่านั้น ถ้าเช่นนั้นจะเข้าไปทำไม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อใส่เครื่องแบบแล้วมันจะมาพร้อมกับอำนาจ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย ปืน เป็นต้น และสิ่งนี้เองที่นำไปสู่ปัญหาในปัจจุบัน

กรณีประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวทีเ่กิดปัญหาในวงการตำรวจ แต่หลายประเทศกลับเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะยุคที่อยู่กับการเคลื่อนตัว ทั้งสิทธิมนุษยชน ที่นับเป็นเรื่องสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และหน่วยงานไหนที่ละเมิดมากที่สุด คำตอบคือตำรวจ จนกลายเป็นกระแสที่ต้องเกิดการปฏิรูป รวมถึงความเป็นประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อให้นำไปสู่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน นอกจากนี้ ยังมีกระแสการเติบโตของเทคโนโลยี จุดนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการตำรวจ ที่เทคโนโลยีถูกนำมาใช้งาน และประสิทธิภาพประสิทธิผลของตำรวจที่ปฏิบัติงาน ที่ต้องเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง

“ทั้งหมดนำไปสู่การปฏิรูปตำรวจทั่วโลก ยกเว้นเมืองไทยที่ทำในระดับที่ตำ่กว่าประเทศอื่นทำ เราอยู่ในระดับการปฏิรูปที่ต่ำมาก สื่อหลายแขนงสะท้อนออกมาเกี่ยวกับการทำงานของตำรวจ ทุกวันนี้บ่อนหลายแห่งก็กลายเป็นทหารและฝ่ายปกครองเข้าไปจับ มันสะท้อนถึงคามเฉื่อยชา และผลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเช่นนี้ทำให้ประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจกับตำรวจ”

ร.ต.อ.วิเชียร กล่าวอีกว่า รัฐบาลชุดนี้มาด้วยอำนาจพิเศษ หลายคนตั้งความหวังว่า การปฏิรูปภาครัฐอย่าจริงจังน่าจะเห็นผล แต่ปรากฎว่าสองปีที่ผ่านมาการปฏิรูปตำรวจกลับถอยหลัง เกิดการย้อนเวลา โดยเฉพาะงานสอบสวนที่ถือเป็นกระดูกสันหลังของตำรวจ เพราะเป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม ถ้ากระบวนการสอบวนไม่แก้ไข หรือทำได้ไม่ดี เราก็จะเจอแพะอีกไม่รู้กี่ตัว

“สังเกตได้ว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง.ไม่เคยยึดทรัพย์นายตำรวจที่ร่ำรวยผิดปกติแม้แต่รายเดียว ทั้งๆ ที่ว่ากันตามจริง เงินเดือนข้าราชการจะทำให้มีทรัพย์สินมากมายขนาดนั้นหรือไม่ ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายที่เราคิดว่ามันดีจะต้องครอบคลุมได้ทั้งหมด ปปง.ก็ต้องเริ่มเข้ามาตรวจสอบ เงินที่ตำรวจหามาอย่างมิชอบ คิดว่าเก็บไว้ให้ลูกหลาน ต่อไปนี้ลูกหลานของเขาก็ต้องไม่ได้ใช้เงินที่ผิดๆ แบบนี้ ต้องเอาให้เขาคิดใหม่ ต้องจริงจัง”ร.ต.อ.วิเชียร เสนอทางแก้ปัญหาตำรวจ

 

“ประกันทุ่มโปร” หวังดึงสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ สวนทางเสียงค้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2560 เวลา 18:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/477648

"ประกันทุ่มโปร" หวังดึงสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ สวนทางเสียงค้าน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การโอนสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการจากกรมบัญชีกลาง ให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารหลังได้รับเสียงคัดค้านจากสังคมอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะข้าราชการ จนทำให้ สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ต้องออกมาหยุดกระแสสังคม โดยระบุว่า กระทรวงการคลังได้หยุดจ้างบริษัทประกันเข้ามาบริหารจัดการแล้ว เนื่องจากมีผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ยังคงต้องศึกษาว่า การจ้างให้บริษัทประกันกับกรมบัญชีกลางบริหารรูปแบบใดจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่กระทรวงการคลังหวังควบคุมงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และทำให้เกิดการรั่วไหลน้อยสุด ซึ่งดูแล้วประเด็นนี้อาจไม่ได้จบเสียทีเดียว

ดังนั้นประเด็นดังกล่าวจึงเป็นที่มาให้ คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จัดงานสัมมนาหัวข้อเรื่อง “สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการไทย โอนสิทธิให้บริษัทประกันภัยดูแล ใครได้ ใครเสีย?” เพื่อเป็นเวทีสะท้อนเสียงของผู้แทนฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

วราวรรณ เวชสัสถ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ธุรกิจประกันภัยปัจจุบันมีเบี้ยมูลค่ารวมกว่า 7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มประกันชีวิต 5.5 แสนล้าน ประกันวินาศภัย 2 แสนล้าน ซึ่งระบบประกันกรมธรรม์สุขภาพมีเงื่อนไข เช่น ถ้ามีเรื่องโรคก่อนทำประกันหรือเป็นโรคภายใน 30 วัน บริษัทประกันจะไม่จ่าย แต่ถ้าบริษัทประกันเข้ามารองรับสิทธิข้าราชการ ประเด็นต่างๆ จะต้องตัดทิ้งทั้งหมด ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงของบริษัทประกัน

“เราจะไม่มีเงื่อนไขต่างๆ ความคุ้มครองจะเป็นไปตามสิทธิที่ข้าราชการเคยได้ และบริการทุกอย่างภาคธุรกิจจะต้องดำเนินการให้ดีที่สุด แต่ถึงอย่างไรเรื่องเหล่านี้ยังไม่มีมาตรการว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะทุกอย่างต้องศึกษาวิเคราะห์ เพื่อให้ข้าราชการได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิม และดีที่สุด”

วราวรรณ กล่าวอีกว่า หลายประเทศหน่วยงานรัฐให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลระบบพื้นฐาน ส่วนนโยบายหน่วยงานภาครัฐจะเข้ามากำหนดเอง เพราะประเทศเหล่านั้นถือว่า งบประมาณดูแลสุขภาพควรมีระบบที่ดี และงบประมาณส่วนนี้จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นประเด็นค่ารักษาพยาบาลเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐ เอกชน ประกันภัย จะต้องร่วมมือกันโดยใช้เครื่องมือทุกอย่างให้ประชาชน

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ภาพรวมสมาคมฯ.มีความพร้อมที่จะเข้ามาทำ สาเหตุที่เข้ามาไม่ได้หวังผลประโยชน์กำไรอะไร แต่อยากยกระดับธุรกิจขึ้นไป และเพื่อตอบแทนชาติบ้านเมือง ดังนั้นคิดว่าอยากให้รัฐและเอกชนจับมือกัน

เพราะเรื่องสุขภาะของคนไทยถือว่าดีที่สุดในโลกเนื่องจากมี 3 กองทุนหลักในการดูแล คือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และประกันสุขภาพข้าราชการ แต่ส่วนตัวเป็นห่วงว่าถ้าหาก 3 กองทุนเดินต่อไปอย่างนี้อีก 20 ปีข้างหน้าโดยไม่เปลี่ยนแปลงอาจล้มลายได้

ทั้งนี้ เชื่อว่าการที่รัฐบาลจะให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลโครงการนี้ภายใต้ 3 เงื่อนไข คือ สิทธิประโยชน์ต้องไม่ถูกลดทอน การบริการต้องเหมือนเดิมหรือดีกว่าเดิม และงบประมาณรัฐต้องไม่เพิ่มขึ้น ประกันพร้อมอาสาทำ โดยช่วงเริ่มต้นธุรกิจประกันภัย 20-30 บริษัทพร้อมลงทุนค่าบริหารจัดประมาณ 300 ล้านบาทเอง

ส่วนระบบที่นำมาใช้ อาทิ ระยะแรก บริษัทประกันมีระบบที่เชื่อมต่อกับโรงพยาบาล ระบบตรวจสอบดูแลความผิดปกติจากค่ารักษา ระบบการจ่ายยาที่ดีขึ้น ระบบสื่อสารรายละเอียดการดูแลผู้ป่วย พร้อมบริการให้ดีที่สุดเช่นเดียวกับลูกค้าบริษัทประกัน  และการจ่ายเงินให้สถานพยาบาลจะเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องจ้างบุคลากรเพิ่มเพราะมีระบบที่ดีอยู่แล้ว

ระยะกลาง ภายใน 2-3 ปี จะพัฒนาระบบข้อมูลให้ดีขึ้น และระยะยาว เมื่อมีฐานข้อมูลการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขที่ดี ก็สามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้วางระบบบริหารจัดการสาธารณสุขของประเทศได้

ขณะที่ นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ ประธานกลุ่มภารกิจบริหารกองทุน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะให้เอกชนเข้ามาบริหาร เพราะไม่มีมาตรการอะไรที่ชัดเจน หากจะให้เอกชนเข้ามาบริหาร และการที่จะให้เอกชนเข้ามาทำเฉพาะเรื่อง อาจทำให้โรงพยาบาลรัฐมีปัญหา เพราะเรื่องนี้ดำเนินการเฉพาะส่วนไม่ได้ ต้องทำทั้งระบบ หรือหากจะให้เอกชนเข้ามารัฐควรคิดให้รอบด้าน

นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล ประธานชมรมโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป กล่าวว่า การที่รัฐดำเนินการเรื่องนี้เพื่ออยากลดงบประมาณค่ารักษาพยาบาลและครอบครัวให้ลดลง ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา อาทิ ทำให้ระบบข้อมูลการรักษาพยาบาลที่อยู่ในระบบรัฐไหลไปสู่เอกชน ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบในอนาคต และหากการเข้าถึงอาจมีขั้นตอนยุ่งยาก อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ของข้าราชการเดิมที่ได้รับ

จากข้อมูลปัจจุบันกรมบัญชีกลางใช้งบประมาณเพียง 0.01% หรือประมาณ 30 ล้านบาท กับบุคลากรประมาณ 30 คนในการบริหารระบบ แต่ถ้าเอกชนเข้ามา คิดว่าไม่สามารถบริหารระบบด้วยงบประมาณเพียงเท่านี้ เพราะเอกชนต้องมีค่าบริหารจัดกาสูง ในสภาวะที่อนาคตประชากรประเทศมีผู้สูงอายุและโรคเพิ่มขึ้น

พลตรีหญิง พูลศรี เปาวรัตน์ นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาของบริษัทประกันที่ผ่านมา เช่น การจ่ายอาจไม่ครอบคลุม ทำให้รู้สึกไม่มั่นใจ ดังนั้นการที่รัฐจะยกงบประมาณสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการให้บริษัทประกัน เพื่อต้องการประหยัดงบ มองว่าเปรียบเสมือนการผลักไสไล่ส่ง เพราะจุดเริ่มต้นที่เข้ามารับราชการเพราะหวังพึ่งให้รัฐดูแล

พรวิลัย เดชอมรชัย ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง กล่าวว่า สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นสิทธิของบุคลากรที่เข้ามาทำงานในระบบรัฐ จะได้รับสิทธิดูแล เช่น การรักษา บำบัด ฟื้นฟู ดูแลตรวจสุขภาพ แต่ด้วยที่รัฐเป็นองค์กร จึงทำให้โครงการมีงบประมาณสูงขึ้น โดยเหตุผลมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และมีใช้เวชภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ๆ

ขณะที่การจะนำบริษัทประกันที่มีความเป็นมืออาชีพในการดูแลสุขภาพนั้น หลักการยังไม่ได้มีการโอนสิทธิทุกอย่างให้กับบริษัทประกันทั้งหมด แต่คาดว่าจะนำมาบริหารเท่านั้น ส่วนการเบิกจ่ายยังคงมีบุคลากรของรัฐเข้าไปกำกับดูแล เพราะกรมบัญชีกลางเป็นหน่วยงานที่มีข้อมูลแต่ไม่มีเครื่องมือ และบุคลากรเฉพาะทาง

สำหรับขั้นตอนขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาพัฒนาระบบ ซึ่งกรมจะทำแผนระยะสั้น กลาง และยาว ส่งให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเห็นชอบก่อน ยืนยันว่าการบริหารจัดการเรื่องนี้ทุกคนในภาครัฐต้องได้ประโยชน์ และจะไม่ทำให้สิทธิข้าราชการที่มีอยู่ลดลง

 

รำลึก 100 วัน สวรรคต ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงพระองค์ท่าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 15:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/476755

รำลึก 100 วัน สวรรคต ไม่มีวันไหนที่ไม่คิดถึงพระองค์ท่าน

ท้องสนามหลวงยังคงมีผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แม้ว่า ในวันที่20 ม.ค. 2560 ทางสำนักพระราชวังได้แจ้งปิดไม่ให้เข้าสักการะพระบรมศพ

โดย  ศิริกัญญา โกษากุล ,เพชรลักษมณ์ สุ่มมาตย์

ท้องสนามหลวงยังคงมีผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย แม้ว่า ในวันที่20 มกราคม 2560 ทางสำนักพระราชวังได้แจ้งปิดไม่ให้เข้าสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระบรมมหาราชวัง เพื่อจัดพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (ครบ 100 วัน)   ทว่า พสกนิกรชาวไทยได้เดินทางกราบสักการะพระบรมศพ บริเวณรอบกำแพงพระบรมมหาราชวังด้วยความศรัทธาและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ ในหลวงรัชกาลที่9 ทรงมีต่อชาวไทย

โพสต์ทูเดย์ สอบถามความเห็นประชาชนที่เดินทางมาที่ท้องสนามหลวงในวันนี้ถึงความรู้สึกที่มีต่อพระองค์ท่านเนื่องในวัน “สตมวาร 100 วันสวรรคต”

นส.ธัณธนัฐ นาคกัญหา พนักงานบริษัทเอกชน อายุ 44 ปี กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับการจากไปของพระองค์ท่าน เคยมีโอกาสไปกราบพระบรมศพ ในช่วงวันแรกที่พระองค์ท่านจากไปที่โรงพยาบาลศิริราชพร้อมกับครอบครัว ตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบันก็ยังมีความเสียใจอยู่ และที่ผ่านมาพยายามที่จะทำความดีเพื่อเจริญรอยตามพระองค์ และสานต่อความดีนั้นต่อไป  และรอว่า หากการก่อสร้างพระเมรุมาศเสร็จและเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปกราบพระบรมศพได้ก็อยากจะไปเพราะต้องการระลึกถึงพระองค์ท่านในทุกเรื่อง

 

นส.กุลธิดา สาธร นักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม อายุ 22 ปี กล่าวว่า ยังไม่มีโอกาสไปกราบพระบรมศพเพราะเรียนอยู่ต่างจังหวัด แต่ตอนนี้ได้มาฝึกงานที่กรุงเทพฯคิดว่าถ้ามีโอกาสจะไปสักครั้ง และชวนเพื่อนๆ ที่มาฝึกงานไปด้วย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายังรู้สึกเหมือนเดิมจากวันแรกที่ได้รู้ข่าว พระองค์ท่านจากไป  ยังคงคิดเสมอว่าพระองค์ท่านยังไม่ได้จากไปไหน

“เวลาที่ผ่านมาได้พยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการทำความดี เพื่อถวายแด่พระองค์ท่าน ทำในสิ่งที่สามารถทำได้” นส.กุลธิดา กล่าว

 

นายอนุชาติ ประสิทธิ์ ข้าราชการ จากจังหวัดปัตตานี อายุ 58 ปี กล่าวว่า ความรู้สึกที่ผ่านมาตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ที่ครบ100วัน รู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของคนไทยในช่วงเกือบสามเดือนมานี้ เป็นเหมือนสถานการณ์พิเศษที่ทำให้คนไทยเป็นหนึ่งเดียวกันในการร่วมกันทำความดีเพื่อถวายพระองค์ท่าน

“ผมมากราบพระบรมศพแล้ว และครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม วันแรกที่ทราบข่าวการจากไปของพระองค์ท่านจนถึงตอนนี้ ก็ยังรู้สึกใจหายกับสิ่งที่คนไทยเราได้สูญเสียไป เมื่อเกิดมาก็ได้ซึบซับถึงความดีของพระองค์ท่านมาตลอดเวลา แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไปและสิ่งที่สามารถทำได้เพื่อพระองค์ก็คือการเป็นคนดี อย่างข้าราชการก็ต้องทำตัวให้เป็นข้าราชการที่ดี ยินดีรับใช้ประชาชนให้ดีที่สุด เพื่อเป็นการตอบแทนความเมตตาที่ท่านได้ประทานให้ ต้องรับใช้ประชาชนต่อไปให้ดีที่สุด” ข้าราชการจากจ.ปัตตานี กล่าว

 

นายสุรพล ธีรนันทน์ ฝ่ายบริการสำนักพระราชวัง อายุ 59 ปี กล่าวว่า  รู้สึกเสียใจ เพราะอยากให้พระองค์ท่านอยู่เป็นมิ่งขวัญกับประเทศไทยไปนานๆ  ส่วนตัวได้รับรู้และเห็นพระองค์ท่านมาตั้งแต่เด็กจนอายุ 59ปี สิ่งที่พระองค์ท่านได้สอน คือ การใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง จึงสานต่อความพอเพียงที่พระองค์ท่านสอนชาวไทยมาและยิ่งได้ทำงานตรงนี้ได้เห็นผู้คนมากมายมากราบไหว้พระบรมศพ ก็รู้สึกตื้นตันใจ เห็นคนที่เดินทางเข้ามาเหมือนน้ำไหล ทำให้รู้สึกไม่เหนื่อยในการปฏิบัติหน้าที่เพราะว่าทุกคนมาเพื่อพระองค์ท่าน ต้องตั้งใจทำงานเพิ่มมากขึ้นเพื่อพระองค์ท่านและประชาชน

 

นางเปรมวดี สารีกะวณิช พนักงานบริษัทเอกชน อายุ 56 ปี กล่าวว่า ความรู้สึกวันนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมในวันแรกที่ได้รู้ข่าวการจากไปของพระองค์ท่าน ทุกครั้งต้องร้องไห้ แต่พยายามคิดว่าพระองค์ท่านไม่ได้จากไปไหน ท่านยังคงอยู่ในทุกๆวัน เช่นเดิม แม้ว่ายังไม่ได้มีโอกาสได้เข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์  เพราะไม่มีเวลา  แต่ทางบริษัทก็จะเป็นเจ้าภาพสวดในวันที่ 5 ก.พ.ที่ใกล้จะถึงนี้  สิ่งใดที่ทำเพื่อพระองค์ได้ก็ยินดีอย่างยิ่งที่จะทำ ถึงจะไม่ได้เข้าไปกราบแต่ว่าพระองค์ท่านยังอยู่ในใจเสมอ จะตั้งใจทำความดีเป็นคนดีของสังคมเพื่อถวายแด่พระองค์ต่อไปเรื่อยๆ

 

นส.บุศยมาศ พิศลยบุตร นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์   อายุ 21 ปี กล่าวว่า รู้สึกถึงพระองค์ท่าน เสมอมา นึกถึงความดีที่พระองค์ได้ทำตลอดมาเพื่อปวงชนชาวไทย ยิ่งเมื่อครบ 100 วัน ความรู้สึกก็ยังคงไม่เปลี่ยนไป คิดถึง แต่สิ่งที่พระองค์ได้ทำไว้ และจะเป็นเยาวชนคนหนึ่งที่จะทำความดีเพื่อพระองค์ต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะเป็นส่วนน้อยแต่ก็ยินดีที่ได้ทำ

เธอบอกว่า  แม้จะ รู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถเข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์กับครอบครัว ทำได้แค่กราบกำแพง เพราะมีคนมาสักการะพระบรมศพจำนวนมาก แต่ก็ไม่เป็นไร

 

ดญ. ปิยาพร ดอนเด่นปิ่น อายุ 11 ปี จากโรงเรียนเทศบาลวัดเหมืองแดง จังหวัดแพร่ กล่าวว่า ยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์เพราะอยู่ไกลและเดินทางลำบาก ทางโรงเรียนพามาได้เข้าชมแค่ในส่วนของวัดพระแก้ว ถ้าทางสำนักพระราชวังเปิดให้เข้าไปกราบพระบรมศพพระองค์ได้อีกครั้ง ก็อยากพาครอบครัวมากราบพระบรมศพ

ด้านดญ.อัญมณี ส่วนบุญ จากโรงเรียนเดียวกัน กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้เสียใจกับการจากไปของพระองค์ อยากให้พระองค์อยู่กับคนไทยไปนานๆ และจะทำความดีตามคำสอนของพระองค์เพื่อเป็นคนดีของสังคมต่อไป

นี่คือส่วนหนึ่งในความรู้สึกของพสกนิกรที่ยังคงระลึกถึงสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อยู่ทุกเวลา มิมีวันเสื่อมคลายและต่างยึดมั่นจะทำความดีเพื่อเดินตามรอยพระองค์ตลอดไป

 

ต้นน้ำเสียคือพังทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2560 เวลา 06:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/476644

“ต้นน้ำยุติธรรมอย่างตำรวจจะต้องชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ และอย่าได้เกรงกลัวต่อกระแสสังคม แรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา จนทำให้ระบบมันเสียทั้งหมด ทุกคดีจะต้องมีความชัดเจนก่อนที่จะกล่าวหาใคร”

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

นอกจากคำถามว่าใครผิดใครถูกเกี่ยวกับกรณีครูแพะหรือครูแกะ ที่เกิดกับ จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตผู้ต้องหาคดีขับรถชนคนตาย แต่เธอปฏิเสธเรื่องดังกล่าวว่าเป็นแพะ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น จนต้องติดคุกตามคำพิพากษานานกว่า 3 ปี

อดีตครูจอมทรัพย์งัดหลักฐานทุกด้านเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองภายหลังได้รับอภัยโทษ ขณะที่ต้นน้ำอย่างตำรวจที่ทำคดีก็ยืนยันว่าองค์กรได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามพยานหลักฐานที่มี กระทั่งนำไปสู่การเอาผิดจอมทรัพย์ในฐานะผู้ต้องหา และพร้อมต่อสู้ในการรื้อฟื้นคดีขึ้นมาอีกครั้ง

แต่คำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมของเมืองไทย ที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมาได้ขนาดนี้

วิพากษ์เรื่องดังกล่าวจาก เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มองเรื่องกระบวนการยุติธรรมว่า กฎหมายอาญาจะถูกพิจารณาตามวิธี “สบัญญัติ” ซึ่งสาระสำคัญคือการรวบรวมพยานหลักฐานของคดี และการตรวจสอบข้อเท็จจริง และกระบวนการนี้จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของเจ้าพนักงานตามหน้าที่ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ และศาล

กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นต้องย้อนกลับไปมองว่ามีความสมบูรณ์ของคดีมากน้อยแค่ไหน ครอบคลุมมากพอหรือไม่ หรือมีความชัดเจนเกี่ยวกับพยานหลักฐานอย่างไร ก่อนที่จะนำตัวผู้เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

“ตำรวจต้องรวบรวมให้ได้ทั้งหมด และต้องสามารถคลายข้อสงสัยได้ทุกประการ ก่อนจะส่งสำนวนเข้าสู่ชั้นอัยการ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดตามมามันก็จะเสียไปทั้งระบบ ซึ่งเรื่องของครูจอมทรัพย์ไม่ใช่คดีแรก แต่เกิดอยู่บ่อยครั้งด้วยซ้ำไป เพราะความไม่สมบูรณ์ของพยานหลักฐานด้วยในส่วนหนึ่ง” เสรี ให้ความเห็นอย่างกรณีที่เกิดขึ้นนั้น เสรีมองอีกด้านว่า ตำรวจจะต้องชัดเจนในการรวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อนำคนที่ถูกกล่าวหาเข้าสู่กระบวนการแล้ว ภายหลังมีพยานมาแจ้งอีกว่าไม่ใช่ คนขับรถเป็นผู้ชาย อย่างนี้มันคือปัญหาแล้ว

แต่อีกด้านก็เช่นกัน เรื่องของทนายความของผู้ถูกกล่าวหาก็มีส่วนสำคัญ กรณีของจอมทรัพย์ ทนายความก็ร่วมรับฟังการสอบปากคำด้วย และได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างลอยๆ จะอ้างแต่เพียงว่าขอให้การในชั้นศาล ก็เท่ากับทำลายสิทธิของลูกความตนเองด้วย

“ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำลอยๆ อย่างเดียวไม่ได้ เพราะผมบอกได้เลยว่า 99% ของคดีอาญาที่ผู้ต้องหาปฏิเสธให้ปากคำในชั้นสอบสวน ตำรวจและอัยการมักจะนำสำนวนส่งฟ้องแทบทั้งหมด และเมื่อคดีเข้าสู่ชั้นศาลก็แทบจะไม่มีข้อมูลไปหักล้างสำนวนของตำรวจหรืออัยการได้ ซึ่งมันเท่ากับเสียสิทธิที่จะได้ปฏิเสธและยื่นหลักฐานพยานทั้งหมดตั้งแต่ชั้นสอบสวน เพราะมีโอกาสปฏิเสธ ข้อกล่าวหา แต่ก็ไม่ทำ หรือทำก็ไม่ได้ให้ข้อมูลให้ชัดเจน” เสรี ย้ำ

เสรี ระบุว่า ต้นน้ำยุติธรรมอย่างตำรวจจะต้องชัดเจนในการปฏิบัติหน้าที่ และอย่าได้เกรงกลัวต่อกระแสสังคม แรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา จนทำให้ระบบมันเสียทั้งหมด ทุกคดีจะต้องมีความชัดเจนก่อนที่จะกล่าวหาใคร หากไม่เป็นเช่นนั้นความยุติธรรมมันก็คลาดเคลื่อน

 

หลากมุมมอง “บุหรี่ไฟฟ้า” ช่วยให้เลิกหรือเพิ่มนักสูบหน้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2560 เวลา 19:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/476218

หลากมุมมอง "บุหรี่ไฟฟ้า" ช่วยให้เลิกหรือเพิ่มนักสูบหน้าใหม่

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

“บุหรี่ไฟฟ้า” กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมไทย

ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สูบมองว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นตัวเลือกใหม่ที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่ทั่วไป ทั้งยังเป็นเครื่องมือทำให้คนเลิกบุหรี่ง่ายขึ้น อีกฝ่ายคือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพบอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมาก เป็นตัวการให้เกิดผู้เสพหน้าใหม่โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน

บุหรี่ไฟฟ้า=เพิ่มผู้สูบหน้าใหม่?

ในงานเสวนา เรื่อง “บุหรี่ไฟฟ้า…อันตรายมากกว่าที่คุณคิด” โดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ แพทย์หลายคนระบุตรงกันว่า บุหรี่ไฟฟ้านั้นมีอันตราย ถึงแม้จะไม่เทียบเท่ากับบุหรี่แบบปกติ รวมทั้งยังไม่มีรายงานผลกระทบในระยะยาว เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าพึ่งเกิดขึ้นมาเพียง 10 ปี อย่างไรก็ตามถือว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเพิ่มผู้เสพหน้าใหม่ และเพิ่มโอกาสให้เสพติดสารชนิดอื่นมากขึ้น

รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอข้อมูลจากเอกสาร THE FACTS on E-Cigarette Use Among Youth and Young  Adults จากกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์รูปแบบใหม่ที่จะส่งผ่านสารนิโคตินเข้าสู่ร่างกายในรูปแบบละอองฝอยโดยไม่ต้องมีการเผาไหม้หรือการลุกไหม้  ด้วยบรรจุภัณฑ์ที่สวยหรู ดึงดูดใจและทันสมัย ปรุงรสชาติต่างๆ ได้ รวมถึงเหตุผลด้านความอยากรู้ อยากเห็น อาจทำให้หลายคนเข้าใจว่าละอองฝอยปลอดภัยเมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่ อีกทั้งอุตสาหกรรมยาสูบได้ใช้เทคนิคที่ล่อตาล่อใจ ทำให้วัยรุ่นสหรัฐฯมีอัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

“จริงๆการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษต่างๆเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ปกติ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการเสพติดอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลกระทบในแง่ลบต่อสมองและระบบประสาท ทำให้มีโอกาสติดง่าย ติดทนและติดนาน”

นพ.สุริยเดว บอกว่า ในรายงานดังกล่าวระบุว่า ยังคงมีการติดตามอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งองค์การอาหารและยา (อย.) ระบุว่า สารที่ก่อให้เกิดละอองฝอยในบุหรี่ไฟฟ้า เป็นสารที่ใช้ในอาหารเพื่อรสชาติ สีสัน และใช้ในการผลิตยาหรือเวชภัณฑ์เครื่องสำอางค์  หากสัมผัสในระยะสั้นก่อให้เกิดการระคายเคืองระบบทางเดินหายใจ ระคายเคืองตา  ส่วนระยะยาวจะทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด เป็นต้น

ผ.อ.สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวฯ บอกด้วยว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้เป็นสารทดแทนในการเลิกสูบบุหรี่ แต่เป็นจุดเริ่มตั้งต้นในการเสพติดบุหรี่หรือสารเสพติดประเภทอื่นในเด็กและเยาวชน ด้วยรูปลักษณ์และองค์ประกอบทำให้สร้างความยั่วยวนใจให้หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า และเกิดกระแสในวงกว้างในหมู่วัยรุ่นอย่างรวดเร็ว  อีกทั้งยังขาดความรู้เท่าทันกลยุทธ์ของบริษัทผู้ผลิต

“คำถามคือ เราใช้มันเพื่อ ‘เลิก’ หรือเพื่อ ‘เริ่ม’บุหรี่กันแน่ มันเป็นจุดเริ่มต้นของการเสพติดบุหรี่ปกติ และอาจนำไปสู่การใส่สารเสพติดอื่นๆ ในอุปกรณ์นั้นได้ด้วย”

กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า

พญ.ปานทิพย์ โชติเบญจมาภรณ์ ผู้อำนวยการสำนักควบคุมการบริโภคยาสูบ  กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุข  เผยว่า ผลสำรวจการบริโภคยาสูบในเยาวชนไทย อายุ 13-15 ปี  ปี 2558 พบว่า เยาวชนชายสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 4.7 ส่วนเยาวชนหญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 1.9 ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีนโยบายให้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศกำหนดให้บารากู่ บารากู่ไฟฟ้า และบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2557 ผู้ฝ่าฝืนนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามายังประเทศไทยมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับเป็นเงิน 5 เท่าของราคาสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ริบสินค้าเหล่านั้นรวมถึงพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้านั้นด้วย

ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับที่ 9/2558 ห้ามขาย และห้ามให้บริการบารากู่ บารากู่ไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า และตัวยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 ก.พ. 2558 กรณีพบผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และหากผู้ขายหรือให้บริการเป็นผู้ผลิต ผู้สั่งนำเข้ามาขาย ต้องรับโทษเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

นอกจากนี้ในที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ ครั้งที่ 7 (COP7) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7-12 พ.ย. 2559 ณ ประเทศอินเดีย มีมติร่วมกันเรียกร้องให้ประเทศภาคี 180 ประเทศ ให้ความสำคัญและดำเนินการออกกฎเกณฑ์มาตรการเพื่อควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าโดยเร็ว 

คำลวงโลกของบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่

ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย  ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาศักยภาพกำลังคนด้านการควบคุมยาสูบ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศต่างๆทั่วโลก 55 ประเทศ มีกฎหมายห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศ ขณะที่ 17 ประเทศ กำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ อีก 26 ประเทศกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบหนึ่ง และ 4 ประเทศที่กำหนดว่าภาชนะบรรจุนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารพิษ ทั้งนี้ 4 ประเทศในอาเซียนคือ บรูไน กัมพูชา สิงคโปร์ และไทย ได้ประกาศห้ามไม่ให้มีการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว

ปัจจุบัน บริษัทยาสูบยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่ลงทุนในบุหรี่ไฟฟ้า อย่างบริษัทฟิลิป มอริส ได้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้ายี่ห้อ “iQQS” บริติช อเมริกัน โทแบคโค ผลิตยี่ห้อ “Vype EPe” บริษัท japan tobacco international ผลิตยี่ห้อ “E-lites” และ “Ploom tech” และบริษัท Imperial Group ผลิตยี่ห้อ “Puritane”

“บริษัทเหล่านี้มียอดจำหน่ายบุหรี่ปกติลดลงอย่างมากในช่วงหลัง ทำให้พวกเขาเลือกสร้างโฆษณาและวาทกรรมชวนเชื่อว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และจัดเป็นผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่ โดยมีองค์กรล็อบบี้ยิสต์ คือ Factasia.org และนักวิจัยตะวันตกหลายคนได้สนับสนุนให้มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่มีข้อมูลยืนยันจากองค์กรอนามัยโลกว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดจากสารพิษ และไม่มีการประเมินผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ในเรื่องประสิทธิภาพในการช่วยเลิกบุหรี่ แต่กลับพบว่าควันหรือไอจากบุหรี่ไฟฟ้าสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ เพราะมีสารเฟอร์มาลดีไฮด์สูงถึง 15 เท่าของบุหรี่ทั่วไป”

ผศ.ดร.ลักขณา ย้ำหนักแน่นว่า คำกล่าวอ้างใดๆของบริษัทบุหรี่เป็นเพียงการดิ้นเฮือกซึ่งต้องการค้ากำไรบนความตายของผู้บริโภคเท่านั้น

รู้ว่าอันตราย แต่ขอเลือกเอง

“บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตราย ทุกคนทราบ เรายอมรับ แต่มันอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไป ซึ่งเรามองว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ปลอดภัยกว่าของคนที่ติดนิโคติน และคนรอบข้างที่ไม่สูบบุหรี่จะไม่ได้รับความเดือดร้อนจากควันมือสอง”  มาริษ กรัณยวัฒน์ แกนนำกลุ่มบุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร ยืนยันหนักแน่น

มาริษ บอกว่า นอกจากผลกระทบที่น้อยลงของคนรอบข้างแล้ว ผู้สูบเองยังลดโอกาสเจ็บป่วยจากโรคภัยที่เกิดจากบุหรี่ปกติลง โดยทางกลุ่มได้ศึกษาอ่านงานวิจัยจากสถาบันและองค์กรระดับโลกหลายแห่งเช่นกัน อาทิ กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษ สถาบันสุขภาพเเละการวิจัยทางการเเพทย์เเห่งชาติประเทศฝรั่งเศส ต่างยืนยันว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีความปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนทั่วไป เพราะไม่มีการเผาไหม้ เเละเป็นตัวช่วยในการเลิกหรือลดบุหรี่ได้อีกด้วยด้วย

“เอกสารหลายอย่างที่มูลนิธิและกลุ่มต่อต้านบุหรี่ไฟฟ้ากล่าวอ้าง เป็นข้อมูลเก่าหรือถูกหยิบขึ้นมานำเสนอเพียงแค่ส่วนเดียว ตัวอย่างเช่น ควันหรือไอจากบุหรี่ไฟฟ้าสามารถทำให้เกิดมะเร็งได้ เพราะมีสารเฟอร์มาลดีไฮด์สูงถึง 15 เท่าของบุหรี่ทั่วไปนั้น เป็นการยกอ้างงานวิจัยเก่าของญี่ปุ่นเมื่อ 5-6 ปีก่อน ปัจจุบันถูกหักล้างไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน อุปกรณ์พัฒนาขึ้นมาก ได้รับมาตรฐานอุตสาหกรรมระดับสากล ทำให้สารเฟอร์มาลดีไฮด์ลดน้อยลงหรือจำกัดได้ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง” 

มาริษ ยืนยันว่า ผลวิจัยจำนวนมากก็ยืนยันเเล้วว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ปกติถึง 95 % สามารถช่วยให้ผู้สูบสามารถเลิกบุหรี่มวนได้ ขณะที่องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาหรือเอฟดีเอ (FDA) ก็ได้ออกกฎระเบียบเข้มงวดมากขึ้นสำหรับอุตสาหกรรมบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วยป้องกันเด็กเเละให้ข้อมูลที่ถูกต้องเเก่ผู้ใหญ่ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งรวมถึงห้ามขายให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ไม่ได้แสดงความต้องการแบนเหมือนในประเทศไทย

ภาพจากเพจ บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร

ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายควบคุมง่ายกว่า

เป้าหมายในการออกมาเรียกร้องของกลุ่มผู้สนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ได้ต้องการเพิ่มจำนวนนักสูบหน้าใหม่ เพียงแต่ต้องการให้เกิดการควบคุมดูแลการใช้งานอย่างถูกต้อง ไม่ปิดกั้นหรือแบนอุปกรณ์ที่พวกเขาเห็นว่า อันตรายน้อยกว่าบุหรี่แบบปกติมาก

“ไม่ได้เรียกร้องให้คนมาสูบ แต่เรียกร้องให้ถูกกฎหมาย เพื่อให้สามารถบังคับใช้อย่างถูกต้อง ควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำกัดไม่ให้เยาวชนเข้าถึง หรือนำไปใช้งานในทางที่ผิดและแม้แต่สูบในที่สาธารณะจนกระทบต่อคนรอบข้าง ว่าไปแล้วเป้าหมายของพวกเราก็เหมือนกับภาครัฐที่ต้องการช่วยให้คนมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสุขภาพในระบบสาธารณสุขของประเทศด้วย” 

มาริษ บอกว่า ตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคนคือการไม่สูบบุหรี่เลย แต่ถ้าคุณเลือกเสพนิโคตินและติดมันเสียแล้ว ทางที่ดีกว่าสำหรับผู้เสพติดก็คือ บุหรี่ไฟฟ้า

“ในเมื่อยังเลือกที่จะสูบสารนิโคตินอยู่ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไร เราก็ต้องเลือกให้มันปลอดภัยต่อตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น ในอดีตมีวาทกรรมของสาธารณสุขที่พูดว่า บุหรี่จะนำไปสู่สิ่งเสพติดชนิดอื่น ผมสงสัยว่าทำไมมาโยนประโยคดังกล่าวให้กับบุหรี่ไฟฟ้าเสียแล้ว ทั้งๆ ที่บทบาทของบุหรี่แบบปกติก็ยังคงมีอยู่”

หนุ่มรายนี้ทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลมีกฎหมายรองรับบุหรี่ไฟฟ้า นอกจากจะสามารถควบคุมดูแลการใช้งานได้แล้ว ในมุมเศรษฐกิจยังเชื่อว่าด้วยศักยภาพของคนในประเทศไทยมีมากพอในการผลิตอุปกรณ์และส่งออกเหมือนที่ประเทศมาเลเซียทำอีกด้วย

“จริงๆ ไม่ต้องอ้างงานวิจัยให้มากมาย เอาแค่ตอบคำถามที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่มวนอันไหนปลอดภัยกว่ากัน  ทำไมของที่อันตรายกว่าถึงถูกกฎหมาย ในเมื่อห่วงใยสุขภาพประชาชนมาก ทำไมถึงไม่ให้โอกาสเราใช้ของที่อันตรายน้อยกว่า” มาริษที่เลิกบุหรี่แบบปกติได้เพราะบุหรี่ไฟฟ้ากล่าวทิ้งท้าย

หลากหลายมุมมองความคิดเห็นทั้งหมดนี้คงจะช่วยทำให้ทุกคนได้รู้จักบุหรี่ไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น

 

จุดเริ่มสมานฉันท์ เปิดทุกฝ่ายหาทางออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มกราคม 2560 เวลา 07:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475850

จุดเริ่มสมานฉันท์ เปิดทุกฝ่ายหาทางออก

ตามหลักการแก้ไขเรื่องความปรองดอง รัฐบาลไม่ควรเข้ามาทำเอง แต่ควรให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งเข้ามาหาทางออกร่วมกัน

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

แม้จะมีการเริ่มต้นคิกออฟอย่างจริงจังสำหรับแนวทางการปรองดองของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เพื่อพาประเทศชาติพ้นจากวิกฤตเดิมๆ ซึ่งซ่อนอยู่ใต้พรมมาอย่างยาวนาน โดยได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 12 ม.ค.ที่ผ่านมา

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้ได้นิ่งและคลี่คลายมาพักใหญ่ หรือจิตวิทยาทางการเมืองประชาชนค่อยๆ เริ่มลืมความขัดแย้งไม่มากก็น้อย และอยากเห็นความสงบสุข ไม่มีความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งมีผลสะท้อนจากโพลต่างๆ จึงเป็นโอกาสดีที่ควรเริ่มทำอย่างจริงจัง

ตามหลักการแก้ไขเรื่องความปรองดอง รัฐบาลไม่ควรเข้ามาทำเอง ยกตัวอย่างกรณีความขัดแย้งภาคใต้ที่ให้มาเลเซียเข้ามาช่วย จะทำให้สถานภาพการพูดคุยรัฐบาลจะหลุดพ้นความขัดแย้ง แล้วทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งเข้ามาหาทางออกร่วมกันในบรรยากาศเป็นมิตร พูดคุยตรงไปตรงมา

“ผมคิดว่าถ้าบรรยากาศตรงนี้เกิดขึ้นได้ เรื่องของการปรองดองสมานฉันท์ อย่างน้อยที่สุดด้านจิตวิทยาจะดีขึ้น ภาพที่สะท้อนออกไปจากสังคมก็จะดีขึ้น หลังจากนั้นจะมีกระบวนการ  1 2 3 4 5 ระยะสั้น กลาง ยาว อย่างไร ควรปล่อยให้คณะกรรมการที่เป็นอิสระ ทุกฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งได้เข้ามาพูดคุยและช่วยกันนำเสนอ ทำอย่างให้เป็นข้อเสนอที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้”

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความล่าช้าไปบ้าง แต่ถ้ามองแง่ดีความขัดแย้งในเชิงโครงสร้าง ความขัดแย้งความรุนแรงในสังคมลดลงมาก ถ้าแสดงความจริงใจไม่ต้องการเข้าควบคุมกระบวนการ และถ้าต้องการเริ่มต้นพูดคุยกันเพื่อหาทาง ออก อย่างน้อยเวลาที่เหลือทำโครงสร้างคณะกรรมการบางอย่างไว้ แล้วให้ทำงานต่อเนื่อง เมื่อรัฐบาลเลือกตั้งมาก็ต้องรักษาโครงสร้างนี้และทำงานต่อไปเรื่อยๆ จะช่วยแก้ปัญหาในระยะยาว

ขณะที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ในฐานะอดีตโฆษก กปปส. มองว่า ส่วนตัวหากประเมินสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลสามารถประคองความสงบเรียบร้อยได้อยู่แล้ว และเชื่อมั่นว่าก่อนหรือหลังเลือกตั้งก็สามารถควบคุมได้

ส่วนรัฐบาลจะทำสำเร็จหรือไม่ในช่วงระยะเวลานี้หลังจากได้เข้ามาบริหารประเทศเป็นเวลากว่า 3 ปีนั้น ซึ่งต้องเข้าใจว่าการปรองดองคืออะไร บางฝ่ายมองกระบวนการนี้แค่ผิวเผิน เพราะถ้าจะมองเรื่องการปรองดองมันลึกซึ้งกว่านั้น

ทั้งนี้ ประชาชนทุกคนต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน และทุกคนอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรมเดียวกัน เคารพกฎหมายเหมือนกัน และได้รับความยุติธรรมเดียวกัน โดยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บ้านเมืองอยู่ในความสงบเรียบร้อย

“ต้องถามว่าวันนี้จริงๆ แล้วสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ประสบความสำเร็จ คือทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนเคารพกฎหมาย แล้วบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด และให้ความยุติธรรมเท่าเทียมกับประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย ก็ไม่เห็นว่าที่ผ่านมาทำอะไรผิด การเดินหน้าไปตามนี้และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ก็ถูกแล้ว ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ และไม่เห็นว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น และเท่าที่ฟังมาทุกฝ่ายให้การตอบรับเป็นอย่างดี”

ด้าน วรชัย เหมะ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลสามารถทำได้จนสำเร็จถ้าจริงจัง ด้วยการเรียกทุกฝ่ายมาพูดคุยหารือในเรื่องการปรองดองทำอย่างไร และให้ทุกฝ่ายยอมรับในกติกา เพราะการปรองดองคือจุดเริ่มต้นในการพาประเทศชาติเดินหน้าไปสู่ความสงบเรียบร้อย

ทั้งนี้ การปรองดองถือเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรวมถึงปัญหาอื่นๆ ทว่าที่ผ่านมารัฐบาลยังไม่ได้แก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ทั้งในเรื่องรัฐธรรมนูญ นักศึกษา และพระสงฆ์ ยังคงมีความวุ่นวายขัดแย้งอยู่ให้เห็น ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะทำเรื่องนี้จริงจังหรือไม่

ส่วนเรื่องการนิรโทษกรรมที่มองว่าไม่ใช่หนทางแก้ไขปัญหา แต่ประเด็นดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะทางการเมือง หากในเมื่อรัฐบาลมีอำนาจแต่ไม่สามารถแก้ไขได้ถือว่าเสียหาย อีกทั้งยังส่งผลไปยังเรื่องอื่น อาทิ เศรษฐกิจที่แย่ลง แล้วประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างไร

 

ถอดนัยยะคำขวัญวันเด็ก สิทธิ์ที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นและเสียงเด็กที่เบาเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2560 เวลา 17:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475541

ถอดนัยยะคำขวัญวันเด็ก สิทธิ์ที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นและเสียงเด็กที่เบาเกินไป

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตกับคำขวัญวันเด็กว่า วันเด็กเป็นวันสำคัญที่มีรากฐานมาจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์กรสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยลงสัตยาบันเรื่องนี้เอาไว้เมื่อปี 2499 ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นการกล้าหาญอย่างมาก และผู้นำในขณะนั้นมั่นใจว่าจะทำตามได้ แต่เอาเข้าจริง ก็ยังไม่เห็นการพัฒนาเด็กที่สอดคล้องกับคำขวัญที่ผู้นำมอบให้ ไม่ว่าจะยุคสมัยใดก็ตาม แต่กลับกัน คำขวัญวันเด็กกลับขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมในช่วงเวลานั้น ไม่ได้มองถึงความต้องการของเด็กอย่างแท้จริง

ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คำขวัญวันเด็ก 2560 “ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบให้กับเด็กและเยาวชนไทยทั่วประเทศ ถูกนำมาถอดรหัสถึงนัยยะอันสำคัญ

บนเวทีเสวนาหัวข้อ “ตีโจทย์คำขวัญวันเด็ก 2560 เด็กไทยจะมีส่วน ‘ใส่ใจการศึกษา พาชาติมั่นคง’ อย่างไร” คำขวัญของนายกฯ ถูกนำมาวิพากษ์อย่างน่าสนใจ

จากสถิติที่สมพงษ์ ได้รวบรวม ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า คำขวัญวันเด็กที่มาจากผู้นำ ก็มักจะขึ้นอยู่กับบุคลิกผู้นำนั้นๆ ที่ผ่านมาจะมีคำขวัญตั้งแต่ปี 2499 จนถึงปัจจุบัน มีคำสำคัญที่ถูกนำมาใช้ซ้ำในคำขวัญวันเด็กอยู่ 6 คำ คือ 1.วินัยและการเรียน ใช้จำนวน 18 ครั้ง 2.คำว่าชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใช้ 17 ครั้ง 3.คุณธรรม ใช้ 15 ครั้ง 4.ขยัน ใช้ 11 ครั้ง 5.ประยัด สามัคคี ซื่อสัตย์ ใช้ 9 ครั้ง และ 6.ประชาธิปไตย ใช้ 4 ครั้ง

ความแตกต่างของคำขวัญวันเด็กแต่ละปี สามารถแยกย่อยให้เห็นถึงบุคลิกผู้นำได้อย่างชัดเจน เช่น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะใช้วลีที่ว่า “ขอให้เด็กในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจควบคุม ขณะที่ยุคของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก็จะมุ่งเน้นไปที่ความซื่อสัตย์ นิยมไทย และเรื่องของชาติ ส่วนทักษิณ ชินวัตร จะเน้นหนักในเรื่องของความสนุกสนาน การเรียนรู้นอกกรอบ และมองในเรื่องเทคโนโลยี แต่สำหรับชวน หลีกภัย เป็นบุคคลเดียวที่มองเรื่องของประชาธิปไตย โดยเอ่ยถึงคำดังกล่าวมากถึง 4 ครั้ง

“คำขวัญวันเด็กจากผู้นำ ไม่ได้มองถึงสิทธิของเด็ก ทั้งการมีส่วนรวม สิทธิการอยู่รอด สิทธิการได้รับการพัฒนา และสิทธิการได้รับความคุ้มครอง แต่จะสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยในแต่ละช่วงผู้นำเท่านั้น เด็กส่วนใหญ่ทำกิจกรรมตามที่ผู้ใหญ่บอกมา แต่ไม่มีสิทธิที่จะริเริ่มสิ่งที่อยากจะทำ ก่อให้เกิดการย่ำ วน ไม่พัฒนา และเสียงของเด็กก็เบาจนเกินไป” สมพงษ์ วิพากษ์คำขวัญวันเด็กในห้วงที่ผ่านมา

กระนั้น สมพงษ์เสนอสิ่งที่ควรจะปลูกฝังให้กับเด็กผ่านคำขวัญ ที่ต้องประกอบไปด้วย 5 ด้าน คือ 1.ความมีวินัย ตรงต่อเวลา 2.ความซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นต้นแบบสำหรับอนาคตที่จะหยุดการทุจริต 3.ประชาธิปไตย ที่ต้องไม่ใช่ลักษณะลุ่มๆ ดอนๆ เด็กจะต้องเข้าใจในสิทธิของตน และการมีส่วนร่วม 4.การน้อมรับปรัชญาความพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน และ 5.สามัคคี ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะบ้านเมืองทุกวันนี้แตกแยก ก็เพราะขาดความสามัคคี

“ประเทศไทยยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้สำหรับเด็ก เราขาดการกำหนดคุณลัษณะที่ชัดเจนต่อเด็กเยาวชนในชาติ ดูอย่างที่ญี่ปุ่น ประเทศที่สร้างคุณลักษณะได้อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดคุณลักษณะเอาไว้ 10 ด้าน อาทิ ตรงเวลา มีวินัย ทำงานเป็นทีม อ่อนน้อม เห็นความสำคัญของส่วนรวม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ยอมรับกันทั่วประเทศ และสร้างกิจกรรมในทุกด้านเพื่อสอดรับกับคุณลักษณะที่วางเป้าหมายเอาไว้” สมพงษ์ ย้ำ

ขณะที่เสียงจากเด็กและเยาวชนที่ร่วมเวทีเสวนา ชัยอนันต์ พิมพ์พรหมมา ในวัย 16 ปี จากจ.อุบลราชธานี ให้ความเห็นถึงคำขวัญวันเด็กปี 2560 ว่า การศึกษาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ชาติมีความมั่นคง การสนับสนุนให้เด็กไทยใส่ใจศึกษานั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ในเด็กบางคนที่ไม่ถนัดด้านเรียนแต่ชอบการทำกิจกรรมด้านอื่นๆ ก็ควรสนับสนุนเช่นกัน เช่นในโรงเรียนที่ขาดแคลนอุปกรณ์กีฬาแต่มีเด็กสนใจในด้านกีฬานั้น ควรสนับสนุนเด็กในด้านนี้ด้วย เพื่อให้เด็กที่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในการทำกิจกรรม เลิกหันไปเสียเวลากับการเล่นเกมหรือไปทำความวุ่นวายให้สังคม
อีกมุมมองจากเด็กที่เคยหลงผิดจนต้องเข้าสถานพินิจ แต่ท้ายสุดก็กลับตัวได้อย่าง ไพโรจน์ ลอเฒ่า แกนนำเยาวชนโครงการกำลังใจในพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จ.เชียงใหม่ กล่าวในเรื่องของสิทธิที่เด็กควรจะมีว่า อยากให้มีการให้กำลังใจและให้โอกาสเด็กที่เคยก้าวพลาดมาก่อน และอยากให้มีการเปิดใจปรับทัศนคติที่มีต่อเด็กไม่ให้มองว่าเขาเป็นคนไม่ดี เพราะคิดว่าให้กำลังใจและการให้โอกาสนั้นจะสามารถสร้างคนที่เป็นรากฐานให้ประเทศได้ และคนเหล่านั้นยังเป็นคนที่มีศักยภาพเหมือนคนทั่วไปเช่นกัน

ด้าน ณัฐวรรณ บุญแนบ นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนละอายพิทยานุสรณ์ รองประธานสภาเด็กและเยาวชน จ.นครศรีธรรมราช กล่าวแสดงความคิดเห็นในเรื่องของคำขวัญวันเด็กไว้ว่า คำขวัญวันเด็กจะเป็นส่วนสำคัญที่คอยย้ำว่าเด็กควรจะทำตัวยังไง แต่การที่เด็กจะใส่ใจในเรื่องการศึกษานั้นผู้ใหญ่ควรเข้าใจและเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้แก่เด็ก และอยากให้ผู้ใหญ่มองว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพที่เท่าเทียมกัน เพราะสังคมต้องการคนเก่งและเรียนดี เด็กบางคนอาจเก่งในเรื่องเรียน บางคนเก่งเรื่องกิจกรรม จึงคิดว่าทุกคนควรให้ความร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศพัฒนาและนำไปสู่ความมั่นคงเหมือนในคำขวัญที่กล่าวไว้

ทิ้งท้ายจาก ชมพูนุช มณีโชติ ตัวแทนกลุ่มพลังโจ๋ อดีตเด็กแว้นท์ จ.แพร่ กล่าวถึงเรื่องการให้โอกาสเด็กว่า เด็กบางคนก็ต้องการโอกาสในสังคม การที่ผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญหรือไม่เห็นคุณค่านั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้ให้เด็กมองไม่เห็นถึงคุณค่าของตัวเอง ผู้ใหญ่จึงควรให้ความสำคัญกับเด็กเพราะเด็กในวันนี้คืออนาคตของชาติ และคิดว่ากลุ่มเด็กที่กลับตัวกลับใจจะเป็นพลังที่สามารถทำให้ชาติเกิดความมั่นคงได้ เพราะเด็กเหล่านั้นจะสามารถบอกกล่าวในเรื่องที่เคยทำผิดพลาดและจะช่วยลดปัญหาให้สังคมลงบ้าง

“แพะรับบาป” ความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 20:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475355

"แพะรับบาป" ความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมไทย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร กำลังกลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในสังคมไทย

หลังเธอถูกกล่าวหาว่าขับรถยนต์ชนผู้อื่นเสียชีวิตที่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 3 ปี 2 เดือน ซึ่งต่อมากระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานจนประจักษ์ว่าผู้ที่กระทำความผิดไม่ใช่เธอ ส่งผลให้ศาลรับคำร้องรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง

มีคำถามดังๆต่อกระบวนการยุติธรรมไทย อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งตกเป็นแพะ…..

เร่งปิดคดีจนผิดพลาด

กระบวนการพิสูจน์ความจริงให้เกิดความยุติธรรมตามกฎหมาย ประกอบด้วย “ตำรวจ” ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในคดีอาญา “อัยการ” ทำหน้าที่ฟ้องร้องคดีแทนตำรวจ  “ศาล” ทำหน้าที่รับฟังพยาน ตรวจดูหลักฐานและพิจารณาตัดสินคดี และ “ทนายความ” มีหน้าที่ทำให้รูปคดีส่งผลดีหรือก่อประโยชน์ต่อลูกความของฝ่ายตนให้มากที่สุด

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความ มองว่า สาเหตุของการจับผิดตัวหรือจับแพะนั้น เริ่มมาจากกระบวนการยุติธรรมชั้นต้นอย่างการสืบสวนสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐานและการปิดสำนวน ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจขาดความรอบคอบ ประมาท ละเลยไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วน ก็อาจนำไปสู่ความผิดพลาดได้ โดยแรงกดดันที่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งปิดสำนวนมาจากหลายทาง ได้แก่ อิทธิพลของผู้เสียหาย อิทธิพลของจำเลย กระแสสังคม จนถึงผลงานส่วนตัว

“ผู้เสียหายบางคนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แบบนี้ช้าไม่ได้ ตำรวจต้องเร่ง หาคนผิดไม่เจอก็ต้องรีบจับใครสักคนมาเชือดเพื่อรับผิดชอบให้ได้ก่อน หรือตัวจำเลยเอง หากมีอิทธิพล ก็ไปจับใครสักคนมาเป็นแพะแทน ต่อมากระแสสังคม ถ้าคดีนั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ก็ต้องรีบปิดให้ไว หรือผลงานส่วนตัว พวกที่สุกเอาเผากิน เร่งปิดคดีให้พ้นมือ คิดหวังแต่ประโยชน์ของตัวเอง ก็มีโอกาสสร้างความผิดพลาดได้มากขึ้น”

ทนายความชื่อดัง เล่าว่า มีหลายครั้งที่ชาวบ้านโดนเกลี้ยกล่อมจากตำรวจให้ยอมรับสารภาพไปก่อนทั้งที่ตัวเองไม่ได้กระทำความผิด เพื่อลดความยุ่งยากในการทำคดี ประหยัดเวลาและหวังให้คดีสิ้นสุดโดยเร็ว 

“บางทีชาวบ้านไม่รู้หรอกว่าโทษคดีนี้มันสูงขนาดไหน ตำรวจก็กล่อมๆไปว่ารับๆ ไปเถอะ จะได้จบ เดี๋ยวศาลก็ลดโทษให้และสั่งให้รอลงอาญา สู้ไปก็เสียตังค์เปล่าๆ ต้องจ้างทนายความ จ่ายเงินประกัน ถ้าไม่มีเงินก็รับสารภาพไปดีกว่า บางคนบอกอีกว่าความผิดฐานประมาท ยังไงศาลก็สั่งให้รอลงอาญา รับผิดไปเถอะ ทีนี้ท้ายสุด เกิดศาลพิจารณาสั่งลงโทษขึ้นมาโดยไม่รอลงอาญา เขาค่อยมาคิดกันได้ว่า โถ รู้อย่างงี้ไม่น่ารับเลย เรื่องแบบนี้ก็มีให้เห็นเยอะ”

นอกจากตำรวจ เจ้าหน้าที่อัยการและศาลก็มีส่วนสำคัญมากในกระบวนการยุติธรรม เมื่อท่านผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านั้นต้องพิจารณาคดีอย่างรอบคอบ ใส่ใจ หากเห็นความบกพร่องของพยานหลักฐาน ก็จำเป็นต้องให้โอกาสผู้ต้องหาโดยเรียกมาสอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากอาจได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและมีน้ำหนักมากกว่าก็เป็นได้

“ระบบกล่าวหา”ทำจำเลยตกเป็นมวยรองเสมอ 

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า วิธีพิจารณาคดีในเมืองไทยเป็นระบบกล่าวหา ทำให้ศาลไม่มีบทบาทและอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในคดีเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง ศาลถูกจำกัดกรอบให้พิจารณาเฉพาะจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่คู่ความเสนอต่อศาลเท่านั้น

“ระบบกล่าวหาทำให้ศาลไม่สามารถจะสอบถามอะไรได้ นอกเหนือจากหลักฐานที่พยานทั้งสองฝ่ายเอามา ต้องทำตัวเป็นกลาง ชั่งน้ำหนักพยานที่แต่ละฝ่ายเอามาเท่านั้นเอง ผิดกับระบบไต่สวนศาลจะมีบทบาทและอำนาจในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ หากสงสัยตรงไหนก็ถามได้เลย”

ธวัชชัย บอกว่า ในระบบกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาเสมือนตกเป็นเบี้ยล่างตั้งแต่เริ่มต้น ต้องพยายามไปหาหลักฐานมาต่อสู้ ซึ่งแม้จะเป็นผู้บริสุทธิ์ในหลายกรณีก็มีความลำบากในการไปแสวงหาหลักฐานมาประกอบข้อเท็จจริง

“บางคดีมีการชี้ตัวผู้กระทำความผิดเรียบร้อย ไม่มีผู้เสียหายชี้ตัวคุณเลย แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่ได้บันทึกไว้ พอพยานหลักฐานถูกนำขึ้นสู่ชั้นศาล จำเลยก็ไม่มีประเด็นในการต่อสู้ ศาลก็ตัดสินพิจารณาได้เพียงแค่หลักฐานที่มี”

ทั้งนี้ สิ่งที่ธวัชชัยเห็นว่าจะป้องกันความผิดพลาดในกระบวนการยุติธรรมได้คือ การพิสูจน์หลักฐานอย่างรอบคอบชนิดสิ้นกระแสความสงสัย โดยนำนิติวิทยาศาสตร์มาใช้ควบคู่กับกระบวนการยุติธรรม เพื่อลดการโต้แย้งและความหวาดระแวงระหว่างผู้ควบคุมกฎหมายกับผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องหลักการและเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้ ขณะเดียวกันอาจถึงเวลาที่เมืองไทยต้องแยกการทำหน้าที่ระหว่างพนักงานสอบสวนและสืบสวนออกจากกัน เหมือนในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดความโปร่ง รอบคอบ ทั้งยังเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่อีกด้วย

“เป็นเรื่องน่าเสียใจที่ผู้บริสุทธิ์ถูกละเมิดด้วยกระบวนการของรัฐ ทั้งที่รัฐเองมีหน้าที่ให้ความคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และให้ความเป็นธรรม ผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรมในเมืองไทยเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนและปฎิรูป”รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ยืนยัน

ทัศนคติต่อความยุติธรรมต้องพัฒนา 

ขณะที่ ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด แสดงความเห็นว่า นอกจากปัญหาในการสืบหาพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนแล้ว ข้อเสียในกระบวนการยุติธรรมไทยก็คือ บทบาทและทัศนคติของศาลไทยที่คุ้นเคยกับการวางบทบาทและอำนาจไปในทางระบบกล่าวหา

“ศาลไม่ค่อยรับฟังพยานจำเลย มักฟังแต่พยานโจทย์ ซึ่งจริงๆแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 175 ก็บอกชัดว่า เมื่อโจทก์สืบพยานเสร็จแล้ว ถ้าเห็นสมควรให้ศาลมีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการมาเพื่อประกอบการวินิจฉัยได้ หมายถึงให้ชั่งน้ำหนัก อย่าพิพากษาจนกว่าจะเชื่อ ฟังทั้งโจทย์และจำเลย แต่ในทางปฎิบัติพยานจำเลยได้รับความสำคัญน้อย ทุกคนถูกสอนให้ฟังแต่พยานฝ่ายโจทย์ มีทัศนคติว่าเราอยู่ในระบบกล่าวหา แต่จริงๆแล้ว ต้องฟังความทั้งสองฝ่าย”

ปรเมศวร์ บอกต่อว่า เงื่อนไขเรื่องเวลาก็เป็นอีกปัจจัยให้เกิดความผิดพลาด เมื่อเจ้าหน้าที่หลายคนมีความเชื่อว่าต้องรีบทำสำนวนและสั่งฟ้องให้ทันเวลากำหนดฝากขัง 84 วัน ซึ่งความเร่งรีบอาจทำให้เจ้าหน้าที่ขาดความรอบคอบและประมาทได้

“หลายคนพยายามเร่งให้ทันเวลา ทั้งที่จริงๆแล้ว หากหลักฐานไม่พอ ฟ้องไม่ทัน ก็ปล่อยตัวไปก่อนได้ เหมือนในต่างประเทศ เขาปล่อยไปก่อนเลย พร้อมเมื่อไหร่ค่อยฟ้องภายในอายุความ บ้านเราหลายครั้งคำนึงถึงแต่ระยะเวลาควบคุมตัว กลัวปล่อยไปแล้วผู้ต้องหาจะหลบหนี ทั้งที่ตามหลักยุติธรรม ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้นั้นต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์”

หนึ่งในวิธีพัฒนากระบวนการยุติธรรมที่ข้าราชการในสำนักงานอัยการสูงสุดรายนี้บอก ก็คือ คนในสังคมต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และเปิดโอกาสให้ศาลทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเต็มรูปแบบ โดยเพิ่มบทบาทในการไต่สวน

“ทุกวันนี้ศาลถูกจำกัดให้พิจารณาเฉพาะเพียงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่คู่ความเสนอต่อศาล ทำหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมในคดีไม่ได้ เพราะในเมืองไทยถ้าศาลทำอย่างนั้นจะถูกครหา มองในแง่ร้ายทันทีว่าศาลไม่ยุติธรรม เปิดโอกาสให้รับสินบนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ พอไปมองในแง่ร้ายกันเช่นนั้น ระบบยุติธรรมมันก็เบี่ยงเบนและไม่สมบูรณ์”

ตัวอย่างคดีเปลี่ยนผู้ร้ายเป็นผู้บริสุทธิ์

สถิติรับเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากคดีอาญา ตั้งแต่ปี 2558 – 2559  โดย พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมนั้นมีสูงถึง 250 คดี สามารถรื้อฟื้นคดีอาญาและประกอบฎีกาที่สำเร็จแล้ว 10  เรื่อง หนึ่งในนั้นก็คือ คดีที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางล่าสุดอย่าง คดีครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ส่วนคดีอื่นๆ มีตัวอย่างดังนี้

คดีนายพัสกร สิงคิ ถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ที่อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี กระทั่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำคุก 20 ปี กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า นายพัสกรไม่ใช่ผู้กระทำความผิด และมีคนร้ายตัวจริงรับสารภาพว่าเป็นผู้กระทำความผิด จึงได้ฟ้องดำเนินคดี จนศาลพิพากษาให้จำคุก 12 ปี 6 เดือน จนกระทั่งสรุปผลยื่นขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์ภาค1 มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ นายพัสกรจึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมาระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งเป็นคดีแรกของประเทศไทย ที่ให้มีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่

คดีนางจารุพรรณ วุ่นสุวรรณ  ถูกกล่าวหาว่าจ้างวานฆ่าสามี ที่อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช กระทั่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำคุกตลอดชีวิต กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า คนร้ายที่ฆ่าสามีนางจารุพรรณถูกบังคับให้ใส่ร้ายนางจารุพรรณฯว่า เป็นผู้จ้างวานให้ฆ่าสามี แต่ภายหลัง รับสารภาพกับเจ้าที่กระทรวงยุติธรรมว่าไม่ใช่เรื่องจริง จนกระทั่งสรุปผลยื่นขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์ภาค8 มีคำสั่งให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่ จึงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกมาระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งเป็นคดีที่สองที่ให้มีการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาคดีใหม่

คดีนายวุฒิชัย  ใจสมัคร หรือ ปุ๊ วอร์มอัพ ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมแฟนสาวที่จ.เชียงใหม่  ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า นายวุฒิชัยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด โดยมีพยานหลักฐานสำคัญคือ DNAในซอกเล็บของผู้ตาย  ไม่ตรงกับDNAของนายวุฒิชัย  และมีพยานยืนยันได้ว่าในคืนเกิดเหตุคนร้ายที่น่าจะเป็นผู้ก่อเหตุได้พาผู้เสียชีวิตไปร้านอาหารทานข้าวต้มที่ร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ร้านข้าวต้มย้ง  ตามสำนวนของการฟ้องก่อนหน้านี้ จนกระทั่งสรุปพยานหลักฐาน เสนอศาลฎีกา จนกระทั่งศาลฎีกามีคำสั่งยกฟ้อง นายวุฒิชัยจึงได้รับการปล่อยตัว หลังจากถูกจำคุกไป 3 ปี 6 เดือน

คดีที่นายทรงกลด ทรัพย์มี ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนร้ายข่มขืนกระทำชำเรา เด็กหญิงอายุ 16 ปี เหตุเกิดที่อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี   ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต กระทรวงยุติธรรมได้สืบสวนหาข้อเท็จจริงจนทราบว่า นายทรงกลดไม่ใช่ผู้กระทำความผิด โดยมีพยานหลักฐานสำคัญคือ ผู้เสียหายในคดีนี้ยอมรับว่า ชี้คนร้ายผิดตัว ซึ่งมีชื่อว่าทรงกลดเหมือนกันแต่คนร้ายนามสกุล เกลี้ยงน้อย  และมีพยานยืนยันได้ว่านายทรงกลด ทรัพย์มี ไม่เคยมาพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุเลย แต่นายทรงกลด เกลี้ยงน้อย ได้มีภูมิสำเนาอยู่ที่เกิดเหตุมานานแล้ว  จนกระทั่งสรุปพยานหลักฐาน เสนอศาลฎีกา และศาลฎีกาได้อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากถูกจำคุกไป 1 ปี 2 เดือน

เรื่องราวอันน่าเห็นใจของแพะรับบาปในเมืองไทยทั้งหมดนี้ เป็นเสมือนบทเรียนให้ผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้มีอำนาจในวงการยุติธรรมได้ทบทวนการทำหน้าที่ของตัวเองอีกครั้ง

 

หาคำตอบ “คลิปอุบัติเหตุบนท้องถนน” เตือนสติคนได้จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 16:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475330

หาคำตอบ "คลิปอุบัติเหตุบนท้องถนน" เตือนสติคนได้จริงหรือ?

เรื่อง…พรพิรุณ  ทองอินทร์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาคลิปวีดีโอที่ได้รับความนิยมสูงสุดประเภทหนึ่งในโลกออนไลน์คือ “คลิปอุบัติเหตุบนท้องถนน”

ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ถูกบันทึกโดยกล้องวงจรปิด หรือกล้องติดรถยนต์ เผยให้เห็นพฤติกรรมการขับขี่อันเกิดจากความประมาทมักง่าย ทั้งซิ่งด้วยความเร็วสูง ผ่าไฟแดง เฉี่ยวชน แซงไม่พ้น ย้อนศร ฯลฯ จนมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตไม่เว้นแต่ละวัน

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เผยว่า สาเหตุที่คนชอบดูคลิปอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

“ข้อดีคือช่วยให้คนในสังคมได้เห็นเหตุการณ์จริงๆซึ่งถ่ายทอดออกมาได้ดีกว่าคำพูด เป็นหลักฐานประกอบคดีได้ กลายเป็นเครื่องมือชั้นดีที่ทำให้คนในสังคมได้เรียนรู้และเฝ้าระวังอุบัติเหตุบนท้องถนน อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ไข

ขณะเดียวกันข้อเสียคือ บางคลิปเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทั้งภาพความรุนแรง สภาพศพ ใบหน้าผู้ตาย ดังนั้นสิ่งผู้ที่ถ่ายคลิปควรทำคือ อย่าละเลยต่อเหตุการณ์ อย่ามัวห่วงแต่ถ่ายคลิปเพราะกลัวไม่ได้เป็นที่หนึ่งในการอัพลงบนโซเชียล ต้องระมัดระวังไม่ให้ไปละเมิดสิทธิเหยื่อผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือผู้เสียชีวิต”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนท้องถนนรายนี้ ทิ้งท้ายว่า แม้ยังไม่มีงานวิจัยระบุชัดเจนว่าคลิปวีดีโออุบัติเหตุจะช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่ของผู้คนให้ดีขึ้นได้ แต่เชื่อว่าคลิปเหล่านี้จะช่วยเตือนสติ ทำให้ฉุกคิด และระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ มองว่า เหตุผลที่คลิปเหล่านี้มียอดวิวเยอะ เพราะมีองค์ประกอบของดราม่า สร้างผลกระทบให้คนดูได้

“ตามหลักจิตวิทยา คนที่ชอบดูคลิปวีดีโออุบัติเหตุ 1.ดูเพราะอยากดูจริงๆเพื่อเติมเต็มความพึงพอใจ อยากรู้อยากเห็นความสยดสยอง 2.ดูไว้เป็นอุทาหรณ์เตือนภัย ถึงไม่ชอบแต่ก็ยังอยากดู เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว มีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต ถามว่าคลิปอุบัติเหตุจะช่วยทำให้สถิติอุบัติเหตุลดลงไหม ได้ แต่ไม่มากเท่าไหร่ ตราบใดที่ตัวผู้ขับขี่เองเองยังขาดวินัยและความระมัดระวัง อุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา”

นักวิชาการด้านสื่อรายนี้ กล่าวว่า สิ่งที่สำนักข่าวต่างๆควรคำนึงถึงก่อนการลงคลิปอุบัติเหตุคือ ควรลดทอนความรุนแรง ยิ่งคลิปที่อยู่ในโลกออนไลน์ต้องคัดกรองและระมัดระวังในการนำเสนอ เพื่อไม่ให้ไปกระทบต่อครอบครัวของผู้ประสบอุบัติเหตุ

“อย่าพยายามขายเรื่องดราม่า เช่น เรื่องส่วนตัวของผู้ประสบอุบัติเหตุ เพราะเป็นการโฟกัสที่ผิดจุด ไม่ช่วยแก้ปัญหาใดๆ วิธีการที่ควรทำคือ ไปดูสาเหตุของคลิปว่าทำไมถึงเกิดอุบัติเหตุเช่นนั้น สภาพแวดล้อมโดยรอบเป็นอย่างไร มีอะไรผิดปกติหรือไม่ สอบถามเหตุการณ์เพิ่มเติมจากหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ เพื่อความถูกต้องของข้อมูลข้อเท็จจริง”

นอกจากความหวาดเสียว ตื่นเต้นระทึกใจ คลิปเหล่านี้ควรจะเป็นอุทาหรณ์แก่คนดูไม่ให้ประมาท ระมัดระวังในการขับขี่ และใส่ใจเรื่องวินัยจราจรมากขึ้น มิเช่นนั้นโศกนาฏกรรมบนท้องถนนอาจเกิดขึ้นกับตัวเราไม่วันใดก็วันหนึ่ง.