‘ลานินญา’มาแล้วใต้ยังเสี่ยงฝนถล่มถึงต้นก.พ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มกราคม 2560 เวลา 06:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/475143

'ลานินญา'มาแล้วใต้ยังเสี่ยงฝนถล่มถึงต้นก.พ.

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งประเมินกันว่าหนักสุดในรอบ 50 ปี คำถามที่ตามมาคือเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเกิดน้ำท่วมในช่วงเดือน ม.ค. ถือเป็นช่วงปลายฤดูฝนแล้ว

สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัย ระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ฝนในพื้นที่ภาคใต้อาจจะตกยาวไปจนถึงช่วงต้น ก.พ. จากอิทธิพลของปรากฏการณ์ “ลานินญา”

“ฝนที่ตกลงมานั้นเกิดจากกระแสลมจากประเทศจีนที่ต้องผ่านไออุ่นจากทะเลจีนใต้พัดผ่านเข้ามายังประเทศไทยและปะทะกับเนกาทีฟอินเดีย กระแสลมจากประเทศไทยที่กำลังพัดไปทางทวีปแอฟริกา จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ลมหมุนอยู่เหนือพื้นที่ภาคใต้ อิทธิพลจากการปะทะกันดังกล่าวทำให้บางพื้นที่มีฝนตกหนักมากกว่า 300 มิลลิเมตร มากที่สุดในรอบ 20 ปี เป็นปรากฏการณ์ที่เกินคาดว่าจะเกิดขึ้นได้”

ขณะที่ อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า กล่าวว่า ช่วงวันที่ 12-15 ม.ค.นี้ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างมีแนวโน้มทวีกำลังแรงขึ้น และมีโอกาสเคลื่อนตัวกลับเข้ามาสู่อ่าวไทยได้ จึงต้องจับตาว่าจะทวีความรุนแรงถึงขั้นเป็นพายุดีเปรสชั่นหรือไม่ ช่วงเวลาดังกล่าวหลายพื้นที่ของประเทศได้รับอิทธิพลลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนที่พัดผ่านพื้นที่ภาคเหนือทำให้เกิดอากาศหนาว ส่วนที่พัดผ่านภาคใต้จะทำให้เกิดฝนตกหนัก

นอกจากสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นปัจจัยหลักแล้ว สภาพภูมิศาสตร์ในพื้นที่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงมากขึ้น หาญณรงค์ เยาวเลิศประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) กล่าวว่า น้ำระบายช้าเนื่องจากการบุกรุกพื้นที่ป่าพรุ แก้มลิงรับน้ำตามธรรมชาติ

“ป่าพรุตั้งแต่ จ.ชุมพร-นราธิวาส ถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง เช่น ป่าพรุคันธุลี อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี มีนายทุนซื้อที่ดินจากชาวบ้านเพื่อปลูกปาล์มแล้วขุดคันกั้นไม่ให้น้ำท่วมในพื้นที่ตัวเอง รวมถึงมีสิ่งก่อสร้างที่เปลี่ยนแปลงเส้นทางน้ำไหลระบายออกไปสู่ทะเล ทำให้ปริมาณน้ำฝนสะสมระบายไม่ทันจนน้ำท่วมสูงกว่าในอดีต ทั้งๆ ที่ปริมาณฝนตกหนักนั้นเป็นเรื่องปกติของภาคใต้”

เมื่อการเกษตร โดยเฉพาะการ ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลกระทบจากภัยธรรมชาตินั้นหนักหน่วงขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งหาวิธีแก้ไขและป้องกัน

ชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ในอนาคตจะพิจารณาออกกฎหมายไม่อนุญาตให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะยางพารา ในพื้นที่สูงชันที่อยู่ในเขตป่าไม้ จะมีการควบคุมให้ปลูกไม้ยืนต้นชนิดอื่นแซมเข้าไปด้วย ในลักษณะสวนเกษตรผสมผสาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดหน้าดิน เนื่องจากยางพาราไม่มีรากแก้วคอยยึดเกาะดินจนเกิดปัญหาดินถล่มตามมาในหลายพื้นที่

“ระเบียบดังกล่าวจะอยู่ในร่างการแก้ไขที่ดินทำกินในเขตพื้นที่ป่า 30 มิ.ย. 2541 โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ไขปัญหาระบบนิเวศเสื่อมโทรมในพื้นที่ป่า และให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ป่าอย่างยั่งยืนได้ ทั้งนี้ ในพื้นที่แต่ละภาคจะมีกฎระเบียบแตกต่างกัน เช่น ภาคเหนือจะงดการปลูกข้าวโพดอย่างเดียว แต่ต้องมีการเพิ่มพื้นที่ป่า 45% ของพื้นที่ โดยยึดแนวทาง พระราชดำริปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ส่วนภาคใต้จะเน้นการปลูกป่าผสมผสาน”

ด้านสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้เริ่มคลี่คลายแล้ว การติดตั้งสะพานแบริ่งเชื่อมเส้นทางถนนเพชรเกษมสัญจรได้ทั้งขาขึ้นและขาล่อง แต่ยังคงระบายรถได้ช้า ส่งผลให้การจราจรบริเวณ อ.บางสะพาน ติดขัด รถติดยาวร่วม 20 กิโลเมตร

ด้านการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก็เร่งซ่อมแซมเส้นทาง คาดว่าในวันที่ 12 ม.ค.นี้ จะเปิดเดินรถได้จนถึงสถานีชุมทางทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช

ขณะที่ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราชก็ประกาศปิดทำการบินเพิ่มอีก 2 วัน คือ 12-13 ม.ค. หรือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย โดยจะต้องทดสอบระบบในสนามบินบริเวณรันเวย์ และการตรวจสอบความแข็งแรงของผิวทางวิ่ง หากการตรวจสอบระบบความปลอดภัยรันเวย์สนามบินแล้วเสร็จ ก็คาดว่าจะสามารถเปิดสนามบินนครศรีธรรมราชในวันที่ 14 ม.ค.นี้

รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผยว่า พายุฝนที่จะเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้ช่วง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถึงนครศรีธรรมราช ช่วงวันที่ 15-16 ม.ค.นี้ เป็นรอบที่ 3 แต่ปริมาณฝนไม่มากเท่ากับที่ผ่านมา

“พายุฝนเที่ยวนี้ไม่ถึง กทม. จะอยู่แค่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เท่านั้น เพราะความกดอากาศจากอันดามันไม่ได้แรงเหมือนช่วงต้นเดือน ม.ค. รวมถึงไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วมใหญ่แบบปี 2554 เพราะจะเกิดได้ต้องมีปัจจัยใหญ่ๆ เกิดขึ้นในทะเล เช่น ภาวะ ลานินญา และในปี 2554 มีพายุทั้งในอ่าวไทย อันดามัน ทะเลจีนใต้ ส่งผลให้มีน้ำท่วมตั้งแต่เดือน ก.ค. ซึ่งในปีนี้ยังไม่มีปัจจัย”

แม้นักวิชาการด้านทรัพยากรน้ำจะให้ความมั่นใจ แต่สถานการณ์น้ำในปีนี้ก็ยังเป็นประเด็นห่วงใยที่ต้องติดตามกันต่อไป

บรรยายภาพ – ไม้ซุงขนาดใหญ่และดินทรายที่ไหลเข้าทับถมพื้นที่บ้านหน้าเขาล่าง หมู่ 7 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ส่งผลให้บ้านเรือนเสียหายกว่า 10 หลัง พื้นที่เกษตรเสียหายเป็นวงกว้างประมาณ 100 ไร่

 

เมดิคอลฮับไทย วิกฤตหรือโอกาส?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2560 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/474367

เมดิคอลฮับไทย วิกฤตหรือโอกาส?

โดย…วีรวินทร์ ศรีโหมด

ความหวังที่จะทำให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพทางการแพทย์นานาชาติครบวงจร” (เมดิคอลฮับ) ถูกจุดขึ้นในสังคมเมื่อปี 47 แต่ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนพัฒนานโยบายด้านนี้เดินไปอย่างช้าๆ มีเพียงโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งพยายามทำกันเอง แต่ล่าสุดรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้งและนำมาใส่เป็น 1 ใน 10 เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งมีทั้งผู้ที่ขานรับและส่งเสียงค้านไปพร้อมกัน

ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข หนึ่งในคณะทำงานเรื่องนี้ เปิดเผยว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจตัวใหม่ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ของรัฐบาล หรือเมดิคอลฮับ จะมีการพัฒนาใน 4 กลุ่มสินค้า คือ 1.นวด สปา การฟื้นฟูสุขภาพ 2.การรักษาพยาบาล ที่ไม่ใช่เรื่องโรคติดต่อ แต่เป็นโรคเกี่ยวกับการรักษา เช่น เปลี่ยนข้อเข่า ช่วยเหลือบุคคลภาวะมีบุตรยาก โรคหัวใจ เป็นต้น

3.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพและเครื่องมือแพทย์ เช่น พัฒนาสมุนไพรไทยให้เป็นที่รู้จักของต่างชาติที่มาแล้วจะต้องซื้อกลับ และผลิตเครื่องมือแพทย์ใช้ในประเทศ และ 4.ศึกษาส่งเสริมการจัดประชุมด้านสุขภาพนานาชาติ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งแผนพัฒนานี้ได้ผ่านความเห็นชอบหลักการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว

ธงชัย ประเมินว่า ปัจจุบันสถานการณ์เมดิคอลฮับของไทย ทั้งเรื่องสปาและการบริการทางการแพทย์ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก เนื่องจากไทยมีจุดแข็งที่ได้รับมาตรฐานสากลรับรองหลายตัว เช่น มาตรฐานรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (HA) รวมถึงมีชื่อเสียงทางด้านคุณภาพ การบริการ และราคาที่สมเหตุสมผลถูกกว่าในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จึงทำให้ไทยได้รับการยอมรับจากต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการเมดิคอลฮับเฉลี่ย 1.2 ล้านครั้ง/ปี สร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 1 แสนล้านบาท และเชื่อว่าไทยจะสามารถแข่งขันกับประเทศ สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลี อินเดีย ได้

ทั้งนี้ ในส่วนชาวต่างชาติที่มาใช้บริการในไทย ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากกลุ่มเดิมที่เป็นประเทศกลุ่มอาหรับ สแกนดิเนเวีย มาเป็นจีน และประเทศเพื่อนบ้านไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่ามาจากแนวโน้นที่ประชากรในประเทศเหล่านี้หันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น พร้อมกับมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจภายใน

ดังนั้น แผนพัฒนาเมดิคอลฮับในยุทธศาสตร์ 20 ปี ตั้งแต่เรื่องของกลุ่มสุขภาพนวด สปา จึงต้องมีการควบคุมให้มีมาตรฐานเป็นสากล ไม่ว่าผู้ที่เข้ามาเรียนจะไปเปิดร้านที่ประเทศใด ต้องมีมาตรฐานเดียวกับประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ส่วนด้านการรักษาพยาบาลจะส่งเสริมให้โรงพยาบาลเอกชนไทยประสานธุรกิจกับต่างประเทศ เช่น หลังจากจีนมีนโยบายให้มีลูกเพิ่มได้ 1 คน จะไปรณรงค์ให้มาใช้บริการในไทย

นอกจากนี้ ยังรวมถึงเรื่องส่งเสริมการตรวจสุขภาพในราคาเดียว ส่วนผลิตภัณฑ์จะมีการค้นหาสุดยอดสมุนไพรไทย เพื่อให้ชาวต่างประเทศรู้จักสรรพคุณที่สุดยอด

สำหรับที่หลายฝ่ายกังวลว่า เมดิคอลฮับ จะทำให้สถานพยาบาลในประเทศขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์หรือไม่นั้น ธงชัย มั่นใจว่าจะไม่มีผลกระทบต่อระบบสุขภาพของคนไทย เพราะปัจจุบันมีการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ 3,000 คน/ปี และการรักษาที่ใช้ในระบบเมดิคอลฮับคือ การรักษาแบบใช้เทคโนโลยีสูง เช่น การใช้เทคโนโลยีช่วยให้มีบุตร สิ่งเหล่านี้จะไม่ทำให้กระทบกับการรักษาโรคทั่วไปของคนไทย และโรงพยาบาลของรัฐก็ยังคงดูแลคนไทยเป็นหลักอยู่

รองอธิบดี สบส. กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเมดิคอลฮับของไทยในอนาคตเชื่อว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น เพราะมีแผนที่ครอบคลุมชัดเจน แต่สิ่งที่ต้องระวังคือจะต้องพยายามควบคุมคุณภาพและมาตรฐานให้คงไว้ พร้อมกับพัฒนาอยู่ตลอดซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ

ด้าน ศ.ดร.อัมมาร สยามวาลานักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์อันดับต้นของประเทศไทยกลับมองว่า ไม่อยากให้นโยบายเมดิคอลฮับเกิดขึ้น เพราะจะทำให้ระบบค่ารักษาเป็นไปอย่างเสรี ไม่ใช่เป็นราคาที่เกิดขึ้นตามต้นทุน และทำให้สถานพยาบาลมีอำนาจชาร์จได้ตามอัตราต้องการ จึงถือว่าเป็นเรื่องที่สถานพยาบาลเอกชน หากินกับบุคคลมีฐานะจากต่างประเทศ หลังจากหาในประเทศแล้ว

เมดิคอลฮับประโยชน์นั้นมีสำหรับสถานพยาบาลสถานเอกชน ทำให้มีเงินหลั่งไหลเข้ามา แต่ผลเสียก็มีเยอะเพราะจะทำให้สถานพยาบาลเคยชินกับการให้บริการคนไข้ที่มีฐานะร่ำรวย และชาร์จบิลตามขีดความสามารถของลูกค้ากลุ่มนั้น จะทำให้คนไทยทั่วไปลำบากขึ้น เนื่องจากจะถูกชาร์จในอัตราค่าบริการที่สูงขึ้นตามไปด้วย

ศ.ดร.อัมมาร กล่าวว่า ทางแก้ปัญหานี้รัฐบาลไทยต้องมีการควบคุมราคาอย่างใกล้ชิด เพราะสภาพความเป็นจริงปัจจุบันไม่มีระบบควบคุมราคา ดังนั้นก็ควรทำและมีหลายวิธีที่สามารถควบคุมราคาได้

ส่วนสถานการณ์อนาคตของเมดิคอลฮับคิดว่ายังมีโอกาส แต่ส่วนตัวย้ำว่าไม่ตื่นเต้นและเป็นห่วง เพราะการที่สถานพยาบาลให้การรักษากับคนไข้ในอัตราค่าบริการสูง จะทำให้ระบบสุขภาพในเมืองไทยแพงขึ้น และเมื่อเป็นเช่นนั้นแพทย์จะต้องการมีรายได้ดีขึ้น เห็นได้จากเงินเดือนของแพทย์ปรับขึ้นมาตลอดตั้งแต่ปี 2543 ส่วนหนึ่งมาจากพลวัตต่างประเทศ ทำให้ขณะนี้เกิดสถานการณ์การหลั่งไหลออกของแพทย์จากโรงพยาบาลรัฐไปสู่โรงพยาบาลเอกชน

ดังนั้น ทางแก้เรื่องนี้รัฐบาลต้องขึ้นเงินเดือนอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาแพทย์ไว้ให้ได้ มิฉะนั้นอาจจะเป็นวิกฤตกับระบบสุขภาพของคนไทยโดยทั่วไป หรือหากจะอุดรอยรั่วของปัญหาวิกฤตครั้งนี้ อย่างไปสนับสนุนให้มีเมดิคอลฮับ

 

ตีแผ่ด้านมืด…”สตรีทฟู้ดเมืองกรุง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 18:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/474350

ตีแผ่ด้านมืด..."สตรีทฟู้ดเมืองกรุง"

เรื่อง อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

ภาพรถเข็น โต๊ะ เก้าอี้วางเรียงรายบนฟุตบาทริมถนน ควันโขมงจากเตาไฟ แม่ค้าสับพริกกระเทียมดังระรัวบนเขียง ใกล้กันไอร้อนพวยพุ่งจากหม้อก๋วยเตี๋ยว ลูกชิ้นทอดเดือดปุดๆในกระทะทองเหลือง ปลาหมึกย่างในถาดช่างยั่วน้ำลาย เสียงตะโกนสั่งอาหารดังระเบ็งเซ็งแซ่

ทั้งหมดนี้เป็นบรรยากาศร้านอาหารริมทาง (Street food) ในกรุงเทพฯที่นักท่องเที่ยวเห็นชินตา

เมืองสตรีทฟู้ดอันดับหนึ่งของโลก

กลางปีที่ผ่านมา สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นจัดอันดับ 23 เมืองที่มีอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดในโลก โดยยกให้กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น  นครโฮโนลูลู รัฐฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ เมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี ฮ่องกง กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เม็กซิโกซิตี ประเทศเม็กซิโก และกรุงไคโร ประเทศอียิปต์

สำหรับเมนูยอดฮิต 10 อันดับของกรุงเทพฯ ได้แก่ ผัดซีอิ๊ว ส้มตำ หมูปิ้ง ก๋วยเตี๋ยวเรือ ข้าวผัดปู หมูเเดดเดียว ขนมจีน ชาเย็น ข้าวเหนียวมะม่วง และขนมครก

ข่าวนี้สร้างความปลาบปลื้มให้แก่คนไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถึงกับเอ่ยปากยินดี พร้อมฝากให้พ่อค้าแม่ค้าช่วยกันรักษาความสะอาดและคุณภาพของอาหาร รวมทั้งจัดระเบียบการขายอาหารบนทางเท้า เพื่อให้เกิดความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นระเบียบเรียบร้อย ควบคู่กับการให้บริการที่สร้างความประทับใจ ไม่เอารัดเอาเปรียบ ให้สมกับที่ต่างชาติยอมรับ

สอดคล้องกับ ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่เคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็นผลดีต่อประเทศ เพราะช่วยประชาสัมพันธ์ให้กรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆของไทยเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกมากยิ่งขึ้น ทั้งยังตอกย้ำให้เห็นว่าเมืองไทยอุดมด้วยอาหารการกินตลอด 24 ชั่วโมง

“อาหารไทยถือเป็นอาหารที่มีชื่อเสียง ได้รับความนิยมเป็นที่รู้จักในระดับโลกในหลายเมนูอยู่แล้วและขึ้นชื่อมานานแสนนาน ทั้งผัดไทย ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ ล่าสุด เชื่อได้ว่าคงมีอีกหลายเมนูที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชื่นชอบ เพราะปกติอาหารริมทางที่อร่อย จะมีเมนูที่หลากหลายไว้รองรับความต้องการ ความชอบของผู้คนที่หลากหลายเช่นกัน ทั้งก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ราดหน้า ข้าวผัด หรือขนมหวานอย่างบัวลอยไข่หวาน”

 

ด้านมืดที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

ในฐานะนักโภชนาการผู้ดูแลสุขอนามัยของอาหารริมทางมานานหลายสิบปี สง่า ดามาพงศ์ บอกว่า ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้มกับข่าวนี้นัก เพราะสตรีทฟู้ดบ้านเรายังต้องปรับปรุงอีกเยอะ

“ปัญหาน่าเป็นห่วงที่สุดคือเรื่องสุขอนามัย และสาเหตุสำคัญที่สุดก็คือคน เจ้าของร้าน ผู้สัมผัสอาหาร ผู้ปรุงอาหารเองก็ไม่มีทักษะ เช่น ผัดผักบุ้งไฟแดง คุณต้องล้างผักบุ้งให้สะอาด 2-3 น้ำก่อน เพราะผักบุ้งมีสารปนเปื้อนเยอะ บางร้านเอาปลากระป๋องหมดอายุมาผัด บางร้านเอาเด็กลูกจ้างมาเสิร์ฟโดยที่ไม่เคยเทรนคนเหล่านี้เลยว่าเวลาจับแก้วน้ำ ควรจับตรงไหน ไม่ใช่จับปากแก้ว หรือล้วงแก้วลงไปตักน้ำในกระติก บางร้านล้างจานไม่ดี น้ำแค่กะละมังเดียวใช้ล้างจานเป็นร้อยๆใบ ผู้บริโภคเองก็มักง่าย กินอะไรก็ได้ที่อยู่ใกล้ตัว ที่มันอร่อย โดยไม่เลือกร้าน เช่น นั่งยองๆกินข้างถนน ใช้มือเปิบส้มตำเพราะเชื่อว่าซกมกนิดๆถึงจะอร่อย ไม่สนว่าร้านนี้จะใช้ผ้าขี้ริ้วกับผ้าเช็ดเขียงอันเดียวกัน ยอมให้อาตี๋ร้านข้าวมันไก่ใช้มือเปล่าหยิบชิ้นไก่โปะลงบนข้าวแล้วใช้มือเดียวกันนั้นหยิบแบงค์ทอนลูกค้า”

นักโภชนาการชื่อดัง เล่าว่า เลิกซื้ออาหารริมทางกินสุ่มสี่สุ่มห้ามากว่า 20 ปีแล้ว เพราะเชื่อว่าการกินนอกบ้านไม่ปลอดภัย จึงพยายามปรุงอาหารกินเองที่บ้าน

“ความน่ากลัวของร้านอาหารริมทาง เอาง่ายๆแค่ร้านก๋วยเตี๋ยว หลายร้านมีแค่น้ำถังเดียว ไม่มีก๊อกต่อสาย พอเรากินเสร็จ เขาก็มาเอาชาม ตะเกียบ ช้อนไปจุ่มๆในถัง แล้วไปใส่ก๋วยเตี๋ยวให้คนอื่นกินต่อ อีกอย่างสตรีทฟู้ดเต็มไปด้วยสารปนเปื้อน สารก่อมะเร็ง เชื้อโรค พยาธิ ร้านไหนควันเยอะๆ ผมจะไม่กินเลย ผลร้ายที่จะเกิดขึ้นหากกินอาหารริมทางที่ไม่สะอาด อันดับแรกเลยภายใน 4 นาทีคือ ท้องเสีย ต่อมาโรคระบบทางเดินอาหารติดเชื้อ เช่น อาหารเป็นพิษ ท้องร่วง โรคมะเร็งจากโลหะหนักปนเปื้อนในผักที่ล้างไม่ดี ปลาที่ฉีดฟอร์เมอลีน กินบ่อยๆก็สะสมในร่างกายเรื่อยๆ พยาธิในร้านลาบก้อยอีสาน ไหนจะโรคอ้วน เพราะอาหารสตรีทฟู้ดส่วนใหญ่เป็นพวกผัดกับทอด มันระยับเลย เช่น ลูกชิ้นทอด ไก่ทอดหมูทอด ผัดคะน้า ผัดซีอิ้ว ผัดไทย ผัดกระเพรา รวมทั้งอาหารที่มีรสเค็มจัดจากการใส่ผงชูรส ใส่เครื่องปรุงที่มีโซเดียมมาก นำไปสู่ภาวะความดันโลหิตสูง”

กินนอกบ้านยังไงให้ปลอดภัย

นักโภชนาการชื่อดังแนะนำไปยังผู้บริโภคในการเลือกร้านอาหารริมทางให้ปลอดภัยว่า พึงระลึกไว้เสมอว่าทุกครั้งที่กินอาหารนอกบ้าน คุณกำลังเอาชีวิตไปฝากไว้กับพ่อค้าแม่ค้า

“สมัยนี้คนกรุงส่วนใหญ่ไม่มีครัวที่บ้าน ปรุงอาหารเองไม่ได้ ทำอาหารไม่เป็น ไม่ก็ขี้เกียจ ซื้อกินง่ายกว่า อยากจะเตือนว่าทุกครั้งที่กินอาหารนอกบ้าน คุณกำลังฝากชีวิตไว้กับคนที่ไม่ใช่พ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักและเอ็นดูคุณ แต่เป็นพ่อค้าแม่ค้าที่มีเวลาน้อย มัวแต่หาเงิน ไม่มีความรู้เรื่องสุขอนามัย ชีวิตคุณจึงเสี่ยงมาก ดังนั้นคุณต้องมีความรู้และทักษะในการเลือกร้าน สังเกตจากตัวร้านว่าไว้ใจได้ไหม ช้อนส้อมจานชามวางเป็นระเบียบ คนขายสวมผ้ากันเปื้อน ผ้าคลุมศีรษะ คนเสิร์ฟไม่ซกมก โต๊ะเก้าอี้ เครื่องปรุงวางดูดี ผ้าขี้ริ้วไม่ดำปิ๊ดปี๋

พอเลือกร้านได้ปุ๊บ ก็ต้องมีสติในการสั่งอาหารว่าจะกินเพื่ออร่อย กินเพื่อฆ่าความหิว หรือกินเพื่อไม่ให้โรคภัยไข้เจ็บมันมาหา เช่น เลือกเมนูกะเพราไก่ไข่ดาว ก็ออกปากบอกแม่ค้าสักนิดว่า ป้าครับ ไม่ใส่ผงชูรสนะ ใส่น้ำมันน้อยๆนะ  แม่ค้าชอบอยู่แล้ว เพราะประหยัดต้นทุนเขา แล้วไม่ใช่สั่งแต่ของผัดของทอดอย่างเดียว ยังมีน้ำพริก แกงจืด ต้ม เพื่อให้ร่างกายไม่รับไขมันมากเกินไป ทุกอย่างขึ้นอยู่กับปากเรา ฉะนั้นอย่าให้แม่ค้ามากุมชีวิตของคุณได้”

 

เสน่ห์หรือสกปรก?

บางคนเคยบอกว่า เอกลักษณ์ของสตรีทฟู้ดเมืองกรุงอยู่ตรงความไร้ระเบียบ เป็นเสน่ห์ที่ยากจะหาใครเหมือน แต่ ดร.วัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.)  ไม่คิดเช่นนั้น

“ผู้ค้าอาหารสตรีทฟู้ดก็ไม่ต่างจากผู้ค้าหาบเร่แผงลอย หรือผู้ค้าเสื้อผ้าที่สร้างปัญหาตั้งร้านเกะกะกีดขวางบนทางเท้า ตามพรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ระบุไว้ว่าทางเท้ามีไว้สำหรับสัญจรโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง แต่ที่สตรีทฟู้ดหนักกว่าเพื่อนคือ มีการปรุงอาหาร ตั้งวางถังแก๊ส หม้อก๋วยเตี๋ยว กระทะ เตาร้อนๆบนทางเท้า ประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาก็ต้องเสี่ยงอันตราย เกิดเซไปโดนกระทะน้ำมันเดือดๆอาจเสียโฉมได้ ซึ่งร้านอาหารเหล่านี้คงไม่มีประกันภัยที่จะรับผิดชอบ สุดท้ายก็ต้องโทษเรื่องเวรเรื่องกรรม เจ็บฟรีไป”

ดร.วัลลภยกตัวอย่างเหตุการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติถูกแก๊งมิจฉาชีพล้วงกระเป๋าริมถนนสีลม เขามองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้การก่ออาชญากรรมทำได้ง่ายขึ้นคือประชาชนถูกบีบให้เดินอยู่ตรงกลางพื้นที่แค่ 60 ซ.ม. โดนกระหนาบจากหาบเร่แผงลอย ครั้นจะลงไปเดินบนถนนก็เสี่ยงถูกรถชน

“ที่ผ่านมา สำนักอนามัย กทม.หนักใจกับปัญหาการปรุงอาหารไม่ได้มาตรฐาน  แต่กำลังเจ้าหน้าที่จะไปตรวจตราก็ไม่เพียงพอ เพราะร้านมีอยู่มากมายมหาศาลทั่วกรุงเทพฯ กระบวนการปรุงอาหารบนทางเท้าคงเถียงไม่ได้หรอกว่าสะอาด ไหนจะควันขโมง กะหล่ำปลีที่ต้องล้างโดยใช้น้ำไหลผ่าน 3 น้ำแต่นี่แกว่งๆก็ยกขึ้นแล้ว สารปนเปื้อนมันจะหมดได้ไง พื้นตั้งโต๊ะเก้าอี้ ใครจะรู้ว่าเมื่อคืนนี้มีสุนัขมาอุจจาระไว้หรือไม่ กะละมังล้างจานจะเห็นว่ามี 3 กะละมัง ถามว่าคุณล้างกี่ร้อยจาน เศษอาหารเหลือๆเต็มไปด้วยไขมัน คุณจะไปทิ้งที่ไหนถ้าไม่ใช่ท่อระบายน้ำ”

ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. เผยว่า การได้รับยกย่องให้เป็นเมืองสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดในโลก สร้างความหนักใจมากกว่าภูมิใจ

“สตรีทฟู้ดที่ดีสำหรับผม ถ้าไปรวมกันเป็นสัดเป็นส่วนเหมือนตลาดโต้รุ่ง ไม่เกะกะกีดขวางทางเท้า โดยผู้ค้าไปเช่าเจ้าของที่ดินที่เขามีที่ทิ้งขยะ มีห้องน้ำห้องท่า อ่างล้างชาม มีก๊อกน้ำครบครัน แบบนี้โอเค แต่ในความเป็นจริงเรามีอะไรแบบนั้นบ้าง ผมว่าต้องแก้ปัญหาให้ได้ก่อนค่อยภูมิใจ สงสัยเหมือนกันว่าซีเอ็นเอ็นทำไมไม่พูดถึงประเด็นเหล่านี้ การยกย่องให้เราเป็นสตรีทฟู้ดอันดับหนึ่งของโลก แต่ไม่พูดเรื่องความสะอาด สุขอนามัย สิ่งแวดล้อม ความไร้ระเบียบ แบบนี้น่าเชื่อถือได้ไหม”

 

 

ปฏิรูปร้านอาหารริมทาง

ในฐาะผู้รับผิดชอบมาตรการจัดระเบียบทางเท้าของกทม. ดร.วัลลภมองว่า สตรีทฟู้ดที่ดีต้องไม่กีดขวางทางเท้า มีสุขอนามัยที่ดี สะอาดปลอดภัย

“เข้าใจพี่น้องประชาชนว่ายังมีความจำเป็นต้องบริโภคอาหารริมทาง แต่ผู้ค้าต้องหาพื้นที่ที่เหมาะสม อย่าอ้างว่าหาที่ไม่ได้ อ้างแบบนี้บ้านเมืองยุ่งตายชัก ยกตัวอย่างทางเท้าถนนเพชรบุรี ถนนราชดำริ ถนนราชปรารภ มีเอกชนเปิดพื้นที่ให้เช่า ผู้ค้าก็แห่ไปเช่า คนกินก็เริ่มติด เพราะเขาจัดที่จัดทางสิ่งอำนวยความสะดวกให้ครบ ห่างจากถนนที่ขายเดิมนิดเดียว แบบนี้ก็เรียกว่าสตรีทฟู้ด ไม่ใช่จะต้องมีแต่ตามสี่แยกไฟแดง หรือเดินลงมาจากตึกก็ซื้อได้เลย ผู้ขายควรหาพื้นที่เหมาะสมในการตั้งร้านขายของ คนซื้อเองก็ไม่ควรมักง่ายคิดแต่จะซื้อข้างถนน ยอมเดินเอาหน่อย เพื่อความเป็นระเบียบ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน มีจิตสำนึกรับผิดชอบ”

สง่า ดามาพงศ์ มองว่าหัวใจสำคัญอยู่ตรงผู้บริโภคและผู้ประกอบการต้องมีจิตสำนึกด้านสุขภาพ (Health Conscious)

“ถ้าผู้บริโภคมีจิตสำนึก หลีกเลี่ยงร้านสกปรก ร้านที่ดูแล้วไม่เข้าท่า มีทักษะเลือกร้านสตรีทฟู้ดสักนิดนึงว่าร้านนี้สกปรกเลอะเทอะ เขียงขึ้นรา เจ้าของร้านไม่สวมผ้าคลุมผม และไม่ไปกิน ร้านนี้ก็จะเจ๊งไปเอง อยากให้ใช้พลังของผู้บริโภคเป็นตัวกดดันให้ผู้ขายพัฒนาตัวเอง ซึ่งในเมืองนอกเขาทำประสบสำเร็จมาแล้ว ดังนั้นการให้ความรู้แก่ประชาชนควรทำควบคู่ไปกับการอบรมผู้ประกอบการด้วย”

ขณะเดียวกัน กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าร้านอาหารริมทางก็ต้องแสวงหาความรู้ที่จะพัฒนาปรับปรุงให้ร้านตัวเองสะอาด ปลอดภัย

“ผู้ประกอบการร้านสตรีทฟู้ดทุกคนอยากให้ร้านตัวเองสะอาดทั้งนั้นแหละ ไม่มีใครใจร้ายพอจะทำอาหารสกปรกให้คนอื่นกินหรอก เพียงแต่โอกาสที่จะเปิดให้เขาทำความดีมันแคบ หมายถึงขาดทักษะ ขาดความรู้ ไม่ได้ตระหนักว่ามันจะมีผลร้ายยังไง เมื่อไม่ได้รับการปลูกจิตสำนึก เลยทำตามอำเภอใจ ฉะนั้นควรแสวงหาความรู้ที่จะทำให้ร้านตัวเองสะอาด ดูดี ปลอดภัย ภาครัฐต้องไปอบรมให้ความรู้เขามากกว่านี้ พ่อค้าแม่ค้าเองก็ต้องเข้าใจด้วยว่าถ้าคุณปรุงอาหารสะอาด ปลอดภัย คุณกำลังสร้างบุญอันยิ่งใหญ่ หยิบยื่นสิ่งดีๆให้แก่ลูกค้า สุดท้ายคุณจะได้เงินกลับมา ได้ลูกค้าเยอะแยะ ได้รับการสรรเสริญเยินยอ แต่ถ้าคุณทำไม่ดี สกปรก กินแล้วท้องเสีย เสี่ยงเป็นมะเร็ง นั่นคุณกำลังทำบาป”

เหรียญย่อมมีสองด้านฉันใด สตรีทฟู้ดเมืองไทยย่อมมีสองด้านฉันนั้น ด้านหนึ่งได้รับยกย่องว่าอร่อย ราคาถูก มีให้เลือกกินหลากหลายตลอดทั้งวันทั้งคืน ทว่าอีกด้านกลับถูกมองว่าสกปรก ไร้ระเบียบ ทั้งยังสร้างปัญหาตามมานานัปการ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน.

ดร.วัลลภ สุวรรณดี

 

สง่า ดามาพงศ์

 

เพิ่มยาแรงคุมสื่อออนไลน์ งัดมาตรการเก็บภาษีโฆษณา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2560 เวลา 08:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/474216

เพิ่มยาแรงคุมสื่อออนไลน์ งัดมาตรการเก็บภาษีโฆษณา

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

จากปัญหาสังคมออนไลน์ อาทิ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และไลน์ ถูกใช้เพื่อมุ่งหมายโจมตีหมิ่นประมาทผู้อื่น กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา โดยมีการใช้โซเชียลมีเดียทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป้าหมายทางการเมืองทั้งยังล่วงละเมิดสถาบันหลักของประเทศอย่างรุนแรง

ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ได้รับการบังคับใช้เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ฟากหนึ่งก่อให้เกิดความกังวลจากนักวิชาการหลายฝ่ายว่า อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลในอนาคต

ทั้งนี้ผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน รายงานสรุปแผนการปฏิรูปสื่อออนไลน์ พบว่า การยับยั้งด้วยการถอดหรือลบเนื้อหาทำได้ยาก เนื่องจากผู้ให้บริการสื่อออนไลน์อยู่ในต่างประเทศ ซึ่งติดขัดเรื่องความล่าช้าไม่ทันต่อสถานการณ์ ยิ่งไปกว่านั้นผู้กระทำความผิดยังคงหลบซ่อนในเงามืด แต่กลับอ้างกฎหมายสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบปิดกั้นเนื้อหาไม่เหมาะสมที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากขาดศูนย์ข้อมูลกลางที่ใช้บริหารจัดการคำสั่งศาลให้ระงับการเผยแพร่ไปยังผู้ให้บริการ ISP จึงเกิดปัญหาบัญชีรายชื่อตามคำสั่งศาลที่ต้องการระงับไม่ตรงกัน รวมถึงยังไม่มีการบังคับใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้มูลค่ามหาศาลในแต่ละปี

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาของ กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีมีดังนี้ 1.สร้างช่องทางและประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศโดยตรง เช่น บริษัท Google Inc. และตัวแทนประจำสาขาประเทศสิงคโปร์ ควรให้ความร่วมมือในการถอดเนื้อหา คลิปเสียง วิดีโอ และภาพที่ไม่เหมาะสม ตามที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการเผยแพร่จากการขอร้องของทางการไทย เว้นแต่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับเหตุร้ายรุนแรง อย่างเหตุระเบิด-ก่อการร้าย ทาง Google ต้องร่วมมือเป็นพิเศษโดยด่วน

2.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องเป็นช่องทางประสานงานกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงเข้าถึงได้ทุกหน่วยงาน ซึ่งมีฐานข้อมูลเป็นศูนย์กลางเพื่อใช้สำหรับสืบค้น แม้ว่าการขอข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกเพื่อนำไปใช้ดำเนินคดีนั้นไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ เนื่องจากมีกฏหมายของแต่ละประเทศคุ้มครองอยู่ แต่ทางผู้แทนบริษัท Google เสนอทางออก ด้วยการให้รัฐบาลไทยทำข้อตกลงระหว่างรัฐต่อรัฐโดยตรงผ่านสถานทูตสหรัฐ

3.ใช้องค์กรภาคประชาชน ภาคธุรกิจในประเทศ ร่วมกันแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ เพื่อให้เป็นการสร้างกระแสต่อต้านส่งผลให้สื่อออนไลน์ต่างประเทศตื่นตัวและตระหนักถึงความไม่พอใจจากสังคมไทยโดยรวม เพราะการแสดงมติต่อต้านจากสังคมมีน้ำหนักเพียงพอจะทำให้ผู้ให้บริการยอมถอด หรือระงับได้

อย่างไรก็ตาม ได้มีการออกมาตรการเพื่อใช้เป็นยาแรงเพิ่มอีกระดับ คือ มาตรการทางภาษี ซึ่งเป็นการบีบผู้ให้บริการออนไลน์ต่างประเทศ เข้าสู่กรอบอำนาจตามกฏหมายของแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้น โดยผลการศึกษาของกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง สภานิติบัญติแห่งชาติ เมื่อเดือน พ.ย. 2558 ระบุว่า ประเทศไทยมียอดเงินค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการโฆษณาทั้งสิ้น ประมาณ 1 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ต่างประเทศจำนวนเงินกว่า 1.5-2 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกในอาคต หากยังไม่มีการเก็บภาษีจะทำให้รัฐเสียได้เข้าประเทศถึง 2,000-3,000 ล้านบาท ขณะที่ประเทศอังกฤษ ใช้วิธีจัดเก็บภาษีจากบริษัท Google แล้ว

นอกจากนี้ การเก็บภาษีจากค่าโฆษณาจากผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศ ควรกำหนดตามมาตรา 70 หรือมาตรา 76 ทวิ ให้เป็นรายจ่ายต้องห้าม มิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณ กำไรสุทธิ รวมถึงใช้แนวคิดใหม่เรื่องการเก็บภาษีสรรพสามิต เพื่อทำให้เกิดความเสมอภาคจากปัญหาคำนิยาม “ธุรกิจออนไลน์ไม่มีหน้าร้าน” กับ “การมีสถานประกอบการถาวร” โดยรูปแบบการเก็บภาษีสรรพสามิต ทางประเทศอินเดียได้เริ่มจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายแล้วจำนวน 6%

กระนั้นทางการไทย ควรแสวงหาความร่วมมือกับประชาคมอาเซียนเพื่อร่วมมือกันสร้างพลังอำนาจต่อรองเช่นเดียวกับที่กลุ่มประชาคมยุโรปดำเนินการในปัจจุบันนี้

 

“กลัวแต่ก็ต้องนั่ง” เสียงครวญจากคนนั่งรถตู้โดยสารข้ามจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2560 เวลา 18:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/473842

"กลัวแต่ก็ต้องนั่ง" เสียงครวญจากคนนั่งรถตู้โดยสารข้ามจังหวัด

เรื่อง..อินทรชัย พาณิชกุล

ข่าวอุบัติเหตุรถตู้โดยสารพุ่งชนรถกระบะจนเกิดไฟไหม้มีผู้เสียชีวิต 25 ศพ นอกจากจะสร้างความสลดหดหู่ใจ ยังเป็นการตอกย้ำให้คนทั้งประเทศได้รับรู้ความจริงที่ว่า รถตู้โดยสารเป็นพาหนะสาธารณะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด โดยข้อมูลของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ระบุว่า เดือนม.ค.-พ.ย. 2559 มีรถตู้โดยสารเกิดอุบัติเหตุทั้งสิ้น 215 ครั้ง หรือ 19.5 ครั้งต่อเดือน บาดเจ็บ 1,102 คน หรือ 100 คนต่อเดือน มีผู้เสียชีวิต 103 คน หรือ 9.4 คนต่อเดือน

รู้แบบนี้แล้ว คนนั่งรถตู้โดยสารเป็นประจำจะรู้สึกอย่างไร?

ที่เจอบ่อยสุดคือ ขับรถเร็วมาก แถมยังชอบฝ่าไฟแดงทั้งที่สัญญาณยังเป็นไฟส้มอยู่ คนขับเหยียบคันเร่งไม่สนใจเลย

คำบอกเล่าของ สาวิตรี ตำนานจันทร์ พนักงานบริษัทเอกชน ผู้โดยสารที่นั่งรถตู้สายกรุงเทพฯ-ราชบุรี มานานนับสิบปี เธอกลัวทุกครั้งที่นั่งรถตู้ แต่ต้องนั่งเพราะสะดวกรวดเร็วกว่ารถทัวร์

รถตู้คนเต็มก็ออกเลย แต่รถทัวร์บางทีต้องนั่งรอเป็นครึ่งค่อนชั่วโมงกว่าจะได้ไป ยกตัวอย่างนั่งรถตู้ไปราชบุรี ชั่วโมงสี่สิบนาทีก็ถึง ถ้านั่งรถทัวร์อาจใช้เวลาถึงสองชั่วโมงครึ่ง เขาก็เลือกขึ้นรถตู้ก่อนเพราะอยากไปให้ถึงที่หมายไวๆ

สาวิตรี มองว่า ไม่ว่าจะรถโดยสารชนิดใดล้วนมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ ปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับโชเฟอร์ ถ้าไม่ซิ่ง ไม่แซง ไม่หลับใน โอกาสเกิดเหตุก็น่าจะน้อยลง

“คงไม่ถึงกับต้องยกเลิกรถตู้โดยสารต่างจังหวัด เพราะคนต่างจังหวัดยังมีทางเลือกน้อย บางอำเภอคนขึ้นรถตู้มากกว่ารถทัวร์ เพราะมีคิวรถเยอะ จอดรับส่งตามทางสะดวกสบาย วิ่งรวดเดียวไม่ต้องต่อรถหลายต่อ ที่สำคัญถึงเร็วกว่า ฉะนั้นอยากให้แก้ที่ตัวโชเฟอร์มากกว่า ประวัติดี ไว้ใจได้ มีความพร้อมที่จะขับ ไม่ขับเร็ว ไม่เมา หรืออ่อนเพลีย”

สมฤดี พลวงทอง ชาวระยอง นั่งรถตู้โดยสารกลับภูมิลำเนาเดือนละ 2 ครั้ง เธอบอกว่าอ่านข่าวแล้วรู้สึกผวาถึงขั้นคิดจะเลิกนั่งรถตู้ถาวร

“เชื่อไหม นั่งรถตู้มาหลายปีพี่ไม่เคยหลับเลย คอยดูถนนดูทางอยู่ตลอด เผื่อเกิดฉุกเฉินจะได้เอาตัวรอดได้ ทุกครั้งเวลาอ่านข่าวรถตู้พลิกคว่ำ มีคนตาย จะคิดถึงตัวเอง นั่งอยู่ทุกเดือนๆไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อไหร่ ก็ได้แต่ภาวนาว่าโชคร้ายคงไม่เกิดกับเรา”

บัญชา เกรงขาม นั่งรถตู้สายกรุงเทพฯ-อ่างทองมานานหลายปีแล้ว เฉลี่ยเดือนละครั้ง เขาบอกว่า เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่มักมองเรื่องความสะดวกรวดเร็วมากกว่าราคาค่าโดยสาร

“สมัยก่อนสายเอเชียมีแค่รถทัวร์วิ่ง พอมีรถตู้ที่สะดวกกว่า คล่องกว่า มีคิวให้เลือกขึ้นเยอะ ทำให้ได้รับความนิยมมาก เพราะคนอยากถึงที่หมายเร็วๆ ค่าโดยสารถูกหรือแพงเป็นเรื่องรองลงมา”

บัญชาบอกว่า ทางออกที่น่าจะลดอุบัติเหตุลงได้คือ การจำกัดรถตู้โดยสารให้วิ่งแค่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล หรือกรณีอนุญาตให้วิ่งข้ามจังหวัด ระยะทางควรไม่เกิน 200 กิโลเมตร

“ยิ่งวิ่งไกลยิ่งเสี่ยง เดี๋ยวนี้หลายเส้นทางมีรถตู้วิ่งกันหลายเจ้า คนขับต้องทำความเร็วเพื่อให้ได้รอบเยอะๆ พอวิ่งหลายเที่ยวก็เหนื่อย อ่อนล้า เกิดหลับในเสียหลักพลิกคว่ำขึ้นมาก็ถึงตาย เนื่องจากตัวรถตู้มีจุดศูนย์ถ่วงไม่ดี ประตูเข้าออกทางเดียว คนหนีออกไม่ได้เวลาเกิดเหตุคับขัน แตกต่างจากรถทัวร์ที่ปลอดภัยกว่า มีระบบป้องกันภัย เช่น ที่ดับเพลิง ประตูฉุกเฉิน”

สุชารัตน์ สถาพรอานนท์ ชาวจันทบุรี บอกว่า โชคดีที่เป็นคนเมารถ อีกทั้งครอบครัวก็คอยเตือนเสมอว่าอย่านั่งรถตู้เพราะอันตราย ให้นั่งรถทัวร์ถึงช้าหน่อยแต่ปลอดภัยกว่า ทำให้เธอนั่งรถตู้โดยสารเพียง 3-4 ครั้งเท่านั้นก็โบกมือลา

“เส้นกรุงเทพฯไปจันทบุรี ถนนขรุขระไม่ค่อยดี ซ่อมแล้วซ่อมอีก กลางคืนไฟทางก็น้อย ระยะหลังไม่ค่อยมีจุดตรวจด้วย พอวิ่งทางตรงยาวๆก็อันตรายมาก ประสบการณ์นั่งรถตู้ที่เคยเจอคือ โชเฟอร์ขับเร็วมาก เหมือนกับว่าชำนาญทางก็เลยประมาท แซงตลอด บางคันคุยโทรศัพท์ไปด้วยขับไปด้วย บางคันเอาวัยรุ่นอายุน้อยๆมาขับ หนหนึ่งเคยเจอผัวขับ เมียเก็บเงินทะเลาะกันตลอดทาง เลยทำให้เกิดคำถามว่า การคัดเลือกคนมาขับรถมีมาตรฐานอย่างไร คัดกรอง อบรมสอบใบขับขี่หรือไม่ มีจำกัดอายุไหม เพราะหน้าที่โชเฟอร์ขับรถโดยสารนั้นวุฒิภาวะสำคัญมากๆ”

ในฐานะคนเมืองจันทน์ เธอรับรู้ข่าวอุบัติเหตุรถตู้โดยสารกรุงเทพฯ-จันทบุรีชนกับรถกระบะเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 25 ศพ ด้วยความสะเทือนใจ

“ในตัวเมืองจันทน์ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก คนเสียชีวิตในรถตู้ก็ปรากฎว่าเป็นคนรู้จักของน้องสาว กำลังจะนั่งรถกลับกรุงเทพฯ ส่วนคนเสียชีวิตในรถกระบะทราบว่าส่วนใหญ่กำลังจะมาทำมาหากินในเมืองจันทน์ มาด้วยหัวใจที่พองโต มาทำงานสร้างอนาคต กลับต้องเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ”

สุชารัตน์ ทิ้งท้ายว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้โอกาสนี้ตรวจเช็ครถตู้โดยสารทุกคัน ทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของตัวรถ คัดกรองผู้ที่จะมาขับรถอย่างมีมาตรฐานเข้มงวด จำกัดจำนวนวิ่ง จำกัดระยะทาง ตลอดจนเพิ่มบทลงโทษผู้ทำผิดกฎระเบียบอย่างเด็ดขาด

ทั้งหมดนี้คือความอัดอั้นตันใจของประชาชนผู้ใช้บริการรถตู้โดยสาร ในวันที่ทางเลือกในการเดินทางมีไม่มากนัก

 

โหรฟันธงระกาทอง ยุคการเมืองขาขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มกราคม 2560 เวลา 07:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/473688

โหรฟันธงระกาทอง ยุคการเมืองขาขึ้น

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

โชคชะตาบ้านเมืองยังคงเป็นเรื่องให้หลายฝ่ายกังวล โดยเฉพาะปี 2560 สถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นไปในทิศทางใด ในแง่ของนักโหราศาสตร์ให้มุมมองไว้เช่นกัน ซึ่งถือเป็นข้อมูลอีกด้านที่ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือโหร คมช.ผู้โด่งดัง ได้ทำนายทายทักว่า ปี 2560 ถือว่าเป็นปีระกาทอง สถานการณ์บ้านเมืองจะเริ่มคลี่คลายดีขึ้นตามลำดับ เปรียบเหมือนน้ำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จะค่อยๆ ก้าวขึ้นไปพร้อมกัน ซึ่งดูตามหลักของบุญและกรรม

“ครูบาอาจารย์หลวงปู่เฒ่าท่านได้เปิดภาพ เปิดนิมิตมา ในช่วงเวลาที่ผ่านมาบ้านเมืองของเราจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่บางคนมองว่าในปีหน้า มันจะย่ำแย่ตามสถานการณ์โลก แต่ของเรามันจะสวนทาง ผมขอยืนยันในศาสตร์ของผมที่มองเห็นว่า ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรื่องเศรษฐกิจเราจะไม่มีวันถดถอย มีแต่วันขยับ และค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ”

วารินทร์ ยังย้ำว่า โดยเฉพาะในเรื่องของประชาธิปไตยที่บางคนคิดว่าเป็นเพียงแค่ครึ่งใบ แต่ส่วนตัวคิดว่า เหมาะสมกับสภาวะนี้และคนไทย ทุกอย่างถ้าเป็นกฎหมายและระเบียบแบบแผน ความร่มเย็นเป็นสุขของชาติบ้านเมืองก็จะดีขึ้น นอกจากนี้ ประเทศไทยจะได้พบเจอกับทรัพยากรที่จะเกิดขึ้นในผืนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าทำให้ชาติบ้านเมืองมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรืองขึ้น

ส่วนเรื่องสังคมหลังจากเคยแตกแยก ทุกคนได้รู้แล้วว่า สาเหตุมาจากอะไรและเพราะใคร ซึ่งภาวะตรงนั้นจะไม่มีในปีนี้ เพราะปีระกาทอง หมายถึง เป็นปีแห่งความสมบูรณ์ทุกอย่าง จากร้ายกลายเป็นดี สำหรับเรื่องการเมือง แม้ทางรัฐบาล คสช.พยายามดำเนินการไปตามโรดแมป ส่วนตัวยืนยันว่าโรดแมปนั้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่อาจมีการขยับตามสถานการณ์บ้านเมือง คือ “วัฏสงสาร”

อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 ยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งและจะมีคณะรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินการดูแลบ้านเมืองสืบต่อไป แล้วในเรื่องการเลือกตั้งจะได้รัฐบาลมีคุณภาพมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา ภาพนักการเมืองเดิมๆ ที่เคยทำให้บ้านเมืองมีปัญหา จะไม่มากนัก นักการเมืองกลุ่มใหม่ๆ เข้ามาตั้งใจทำหน้าที่ให้กับชาติและแผ่นดิน

ขณะที่ ฟองสนาน จามรจันทร์ โหรสมัครเล่น ได้ทำนายดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ปี 2560 ว่า ตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. 2560 เป็นต้นไป วาระของเมืองยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงใหญ่ต่อไป แต่จะเป็นขาขึ้นหรือดีมากกว่าร้ายพระพฤหัสบดีจรยกเข้าราศีตุล-หยุดร่วมกับพระเสาร์จรทำมุมปลายหอกใส่ลัคนาเมือง-แล้วพฤหัสบดีกลับให้คุณคุ้มครองดวงเมือง

ขณะเดียวกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2560 เป็นต้นไป วาระของเมืองยังคงเปลี่ยนแปลงใหญ่ต่อไป แต่ปัญหาเศรษฐกิจที่ซึมลึกมานานจะค่อยๆ ดูมีหวังขึ้น โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ดูจะมีอนาคตและความหวัง พระเสาร์จรเจ้าของโทษทุกข์ยกจากพิจิกเข้าธนูยุติการเล็งใส่ราศีพฤษภ ซึ่งเป็นขอบเขตการทำมาหาได้ของประเทศ

ส่วนเรื่องโครงสร้างพื้นฐานของชาติที่ลงทุนกันมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2557 เริ่มเห็นผลหรือก้าวหน้า (ผลจากพระเสาร์ตัวแทนภพการงานจรสถิตราศีพิจิกได้มาตรฐานราชาโชคมาตั้งแต่ พ.ย. 2557 ควรจะส่งผลดีตอบแทนให้ตามตำราในระดับเทวดาก็กีดกันเมืองจากความรุ่งโรจน์ไม่ได้หลังจากพระเสาร์ยกจากพิจิก)

ส่วนความขัดแย้งในเมืองลดลง (พระเสาร์จรยุติการเล็งใส่พระอังคารดวงเดิมดวงเมือง) และตั้งแต่วันที่ 21 เม.ย. 2561-21 เม.ย. 2564 วาระของเมืองยังคงอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงใหญ่อยู่ แต่เป็นระยะเรื่องดีมากกว่าร้าย เป็นระยะ 3 ปีที่เมืองจะได้เกณฑ์ “มหามหิทธิโชค” คือ ยิ่งเปลี่ยนแปลงใหญ่ในเรื่องใดความสำเร็จจะยิ่งเกิด ผลประโยชน์ของชาติไหลมาเทมา ผลจากดาวใหญ่ทยอยเป็นศรี-สิริมงคลจรประเทศชาติได้เกณฑ์มหาสิทธิโชค 3 ปีติดกันตามระบบทักษา

ส่วนเรื่องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเริ่มผลิดอกออกผล ประมาณวันที่ 1 ธ.ค. 2560 เป็นต้นไป (บวกลบก่อนหลังประมาณ 7 วัน น่าจะมีคนพูดคล้ายๆ กับว่าผมพอแล้ว ส่วนจะได้พอหรือไม่ขึ้นอยู่กับดวงชะตาของแต่ละคน แต่ชาติเริ่มกระบวนการที่เสียอะไรแล้วจะได้กลับมา เกณฑ์ได้นายกฯ ใหม่น่าจะเป็นระหว่างวันที่ 16 ธ.ค. 2560-15 ม.ค. 2561 แต่หากระยะนี้ยังไม่ลงตัวก็จะเกิดความพลิกผันอุตลุดไปถึงประมาณกลางเดือนก.พ. 2561

 

5ปมเสี่ยงปีระกา เผือกร้อนในมือ “บิ๊กตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/473386

5ปมเสี่ยงปีระกา เผือกร้อนในมือ "บิ๊กตู่"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวเข้าสู่ปี 2560 ที่ว่ากันว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง เส้นทางนับจากนี้กับการบริหารประเทศควบคุมรัฐนาวาให้ไปจนถึงจุดหมายปลายทางดูจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลอดเส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยมรสุมที่รุมเร้า หากรับมือไม่ดีอาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาล คสช. อย่างรุนแรง

วาระร้อนเรื่องแรกเรื่องเศรษฐกิจ ที่ถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะกระทบกับทั้งเศรษฐกิจระดับมหภาค เกี่ยวพันทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ไปจนถึงเรื่องปัญหาปากท้องค่าครองชีพ ตลอดจนปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำที่ยังแก้ไม่ตก เรื่องนี้ถือเป็น “เดิมพัน” ที่สำคัญของรัฐบาล คสช. จากที่เคยถูกปรามาสตั้งแต่แรกเข้ามาบริหารประเทศว่าแม้จะมีจุดแข็งเรื่องความมั่นคงแต่ก็มีจุดอ่อนเรื่องเศรษฐกิจแม้จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้

ปัญหาส่วนหนึ่งอยู่ที่โครงการใหญ่ๆ ต้องใช้เวลานานกว่าจะเริ่มขับเคลื่อนได้ “เม็ดเงิน” ที่หวังว่าจะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับหลายโครงการก่อนหน้านี้ที่พบปัญหาเบิกจ่ายล่าช้า หลายพื้นที่พบปัญหา “งบค้างท่อ” จนทำให้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้

วาระที่สองการจัดการเลือกตั้งที่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอันจะพาประเทศก้าวเข้าสู่สภาวะปกติ ความสำคัญอยู่ที่จะต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน และทำบรรยากาศบ้านเมืองให้เอื้อต่อการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างสุจริตเที่ยงธรรม รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งมีเรื่องต้องดำเนินการมากมายหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการรณรงค์เลือกตั้ง การหาเสียงที่จะเกิดขึ้น

ปัญหาอยู่ที่หลังเปิดรูระบายยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่สะกดไม่ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มต่างๆ ได้ออกมาเคลื่อนไหวหรือแสดงความคิดความเห็นได้อย่างเต็มที่เพื่อทำให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ ตรงนี้อาจสร้างแรงกระเพื่อมให้กับ รัฐบาล คสช.ที่จะถูกกลุ่มการเมืองใช้โอกาสนี้ได้ถล่มหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานที่ผ่านมา รวมไปถึงมือที่สามที่เตรียมจ้องเตรียมสร้างสถานการณ์สร้างความวุ่นวาย

วาระร้อนที่สามเรื่องการปฏิรูป ที่ถือเป็นเป้าหมายสำคัญของการเข้ามาบริหารงานของรัฐบาล คสช. เพื่อใช้โอกาสนี้ทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปสู่เส้นทางที่ควรจะเป็นและก้าวพ้นจากวังวนความขัดแย้งในอดีต ดังจะเห็นที่ผ่านมามีการเขียนล็อกเรื่องการปฏิรูปกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการทำประชามติ กำหนดกลไกต่างๆ เพื่อให้เส้นทางการปฏิรูปเดินหน้าต่อไปไม่มีสะดุด

ทว่า ตลอดสองปีที่ผ่านมาการปฏิรูปที่ทำมายังไม่สามารถจับต้องได้แบบเป็นชิ้นเป็นอัน หลายเรื่องยังเป็นแค่รายงานปึกใหญ่ที่ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทำการศึกษาไว้และมีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มารับช่วงดำเนินการต่อ แต่สุดท้ายก็ยังไม่เห็นการนำแผนงานไปสู่การปฏิบัติ

เรื่องที่สี่มหากาพย์โครงการรับจำนำข้าว จากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยประกาศไว้ชัดเจนว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นหลายแสนล้านบาทจะต้องมีคนรับผิดชอบนั้น แต่ผ่านมาสองปีกว่าเส้นทางการติดตามเอาผิดทั้ง ทางอาญาและทางแพ่งดูจะคืบหน้าช้าเกินกว่าที่สังคมเฝ้ารอ ที่ชัดเจนที่สุดคือที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง กระทรวงการคลัง มีมติให้เรียกค่าเสียหาย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 35,717 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20% ของมูลค่าความเสียหาย 178,586 ล้านบาท ส่วนที่เหลือกำลังพิจารณาเรียกเก็บจากข้าราชการและคนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ปัญหาอยู่ที่ยิ่งนานวันออกไปเท่าไหร่ ยังไม่สามารถติดตามทวงถามหาคนมาชดใช้ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว หรือหาคนผิดมาลงโทษได้ สุดท้ายแรงกดดันทั้งหมดย่อมย้อนกลับมายัง คสช. เสียเองและกระทบไปถึงความเชื่อมั่นและสิ่งที่ คสช.ทำมาทั้งหมดอีกด้วย

เรื่องที่ห้าคดีวัดธรรมกาย ที่ถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ซึ่งเกี่ยวพันไปหลายคดี ปมใหญ่ที่สุดอยู่ที่การติดตามตัว พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มาดำเนินคดี ทว่าการติดตามตัวมาดำเนินคดีนั้นยังเป็นปัญหาส่วนหนึ่งเพราะศิษยานุศิษย์ยังคงรวมตัวปักหลักเป็นโล่มนุษย์ จนเจ้าหน้าที่ไม่กล้าใช้มาตรการแตกหักเข้าไปจับกุม ได้แต่กดดันไปเรื่อยๆ ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไร้ประสิทธิภาพไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย ยิ่งนานวันปัญหายิ่งดูจะหนักขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องร้อนที่รัฐบาล คสช.จะต้องเผชิญในปี 2560 ซึ่งจะต้องจับตาดูว่าสุดท้ายแล้วรัฐบาล คสช.จะสามารถจัดการกับเรื่องเหล่านี้ได้มากน้อยแค่ไหน 

 

การเมืองปี’60 เดินหน้าสู่เลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2560 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/473376

การเมืองปี’60 เดินหน้าสู่เลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในที่สุดการเมืองไทยก็เดินทางมาถึงปี 2560 ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นปีที่คนไทยทั้งประเทศจับตามองอยู่พอสมควร เนื่องจากเป็นปีสุดท้ายในการทำงานของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 คำถามหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตอบแก่สังคมมากที่สุด คือ “ประเทศจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่” ซึ่งทุกครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะตอบย้ำเสมอว่าทุกอย่างเป็นไปตามโรดแมป

“ในส่วนของผม ในฐานะที่ต้องรับผิดชอบในภาพรวม ได้สั่งการว่าเรื่องทั้งหมดจะต้องเป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ โรดแมปว่าอย่างไรก็จะว่าไปตามนั้น คือมีการเลือกตั้งในปี 2560 และกระบวนการเลือกตั้งผมก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม คือเดือน ก.ค. 2560”

เป็นคำยืนยันของ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2559 ว่าอย่างไรเสียในปี 2560 จะต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และยิ่งตอกย้ำเข้าไปอีกภายหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ อันเป็นการทำให้กำหนดการเลือกตั้งไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง

ปัจจัยลบกระทบโรดแมป

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในแง่ของข้อกฎหมายและเงื่อนไขทางการเมืองแล้ว จะพบว่ามีความเป็นไปได้พอสมควรที่การเลือกตั้งอาจถูกขยับออกไปจากปี 2560 ไปเป็นกลางปี 2561 หรือนานกว่านั้น

พลิกดูขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งผ่านประชามติพบว่ามีกระบวนการสลับซับซ้อนพอสมควรระหว่างคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

กล่าวคือ ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ กรธ.ต้องทยอยส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับให้กับ สนช.ภายใน 240 วัน โดยที่ สนช.มีเวลาพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจาก กรธ.

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4.พรรคการเมือง 5.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 6.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 7.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง 8.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับแรกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นกฎหมายที่จะมีผลต่อการกำหนดการเลือกตั้ง โดยร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่าเมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับมีผลบังคับใช้ จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะล็อกกรอบเวลาของการเลือกตั้งไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติแล้วกรอบเวลาดังกล่าวอาจไม่มีความหมายหากเกิดอุบัติเหตุใน สนช.ขึ้นมา

จับตา สนช.รื้อกฎหมายลูก

ตามขั้นตอนปกติ สนช.ในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติมีสิทธิในการแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมายที่ กรธ.ส่งมาทุกมาตรา และถ้าการแก้ไขของ สนช.ทุกฝ่าย ทั้ง กรธ.และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องเห็นด้วย ทุกอย่างก็จบ แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นจะต้องมีกระบวนการที่อีนุงตุงนังกันอีกรอบ คือ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ

คณะกรรมาธิการวิสามัญ ประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ หรือประธานองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และสมาชิก สนช. และ กรธ. ฝ่ายละ 5 คน เพื่อพิจารณาแล้วเสนอต่อ สนช. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง เพื่อให้ความเห็นชอบ

โดยในกรณีที่ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขทุกอย่างจะเดินหน้า แต่หากไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ สนช.มีมติไม่เห็นชอบด้วยคะแนนเสียงเกิน 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิก สนช.เท่าที่มีอยู่ของ สนช. จะมีผลให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น เป็นอันตกไป

ไร้ทางออกรับมือปัญหา

ตรงนี้กำลังกลายเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากในร่างรัฐธรรมนูญไม่บอกทางออกไว้ว่าหากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญต้องมามีอันเป็นไปในสภาจะต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งในประเด็นนี้มีการพยายามเสนอทางออกเป็น 2 แนวทางด้วยกัน

1.ให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเข้ามาให้ สนช.พิจารณาใหม่ เทียบกับการเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสภาตามขั้นตอนปกติ ซึ่งการใช้แนวทางนี้นั้นย่อมมีผลให้โรดแมปต้องถูกเลื่อนออกไปจากกำหนดการในปี 2560 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2.ให้คณะ กรธ.เป็นฝ่ายเสนอร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเข้ามาใหม่ โดยใช้วิธีการแบบเดิมที่เสนอเข้ามา แต่แนวทางนี้มีหลายฝ่ายแสดงความเห็นว่าไม่น่าจะดำเนินการได้ เพราะในเมื่อ สนช.ไม่เห็นชอบกับร่างกฎหมายของ กรธ.แล้ว ก็ไม่ควรให้ กรธ.ได้มีสิทธิเสนอกฎหมายอีก

ขณะเดียวกัน การปฏิรูปประเทศที่ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้าเท่าไหร่นัก อาจเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้ คสช.จำเป็นต้องชะลอการเลือกตั้งออกไปก่อน เพราะรัฐบาลมีแผนในการเสนอกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศเข้า สนช.ตลอดปี 2560 ค่อนข้างมากรวมแล้วกว่า 200 ฉบับ

ด้วยเหตุนี้เองจึงอย่าได้แปลกใจว่า ทำไมล่าสุด สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ถึงออกมาส่งสัญญาณว่าโรดแมปการเลือกตั้งอาจต้องเลื่อนไปถึงกลางปี 2561

ดังนั้น ทำให้ต้องจับตากันตลอดทั้งปีว่า คสช.จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร เพื่อไม่ให้กระทบโรดแมป อันเป็นหนึ่งในนโยบายคืนความสุขให้กับประชาชน

 

จับจริงปรับจริง มอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 09:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/473194

จับจริงปรับจริง มอเตอร์ไซค์วิ่งบนทางเท้า

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

คนเดินเท้าในกรุงเทพฯ ต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชน อันเกิดจากการขาดจิตสำนึก ไม่เคารพกฎหมาย กฎระเบียบของบ้านเมือง เห็นแก่ความสะดวกรวดเร็วของตนเองจึงขับขี่จักรยานยนต์ขึ้นมาวิ่งบนทางเท้า ภาพเช่นนี้มีให้พบเห็นทั่วทุกแห่ง

ที่ผ่านมาทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล จัดโครงการ “คืนความปลอดภัยบนทางเท้าให้ประชาชน” เพื่อคุมเข้มบังคับใช้กฎหมายกับรถจักรยานยนต์ที่ฝ่าฝืนวิ่งบนทางเท้า โดยจะให้ทุก สน.ไปสำรวจจุดพื้นที่ที่มีปัญหา สน.ละ 1 จุด มุ่งเน้นบริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้า หน้าสถานศึกษา และจุดที่ปัญหารถติด หลังจากนั้นจะให้แต่ละ สน.จัดกำลังพลสายตรวจจราจรหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันออกตรวจตรา หากพบผู้กระทำความผิดสามารถจับปรับได้ทันที โดยมีอัตราโทษปรับ 400-1,000 บาท ตามมาตรา 43 (7) ว่าด้วยห้ามเดินรถบนทางเท้า พ.ร.บ.จราจร พ.ศ. 2522

ด้านกรุงเทพมหานคร (กทม.) พบสถิติการจับกุมผู้กระทำผิด พ.ร.บ.รักษาความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง เฉพาะในปี 2559 มีจำนวนถึง 9,514 ราย รวมยอดค่าปรับกว่า 7.2 ล้านบาท แม้จะมีกฎหมาย 2 ฉบับ ในการควบคุมดูแลความปลอดภัยให้คนเดินเท้า แต่จำนวนผู้ละเมิดกฎหมายยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า นโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำทันทีคือ การแก้ปัญหารถจักรยานยนต์ขับขี่บนทางเท้าอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งได้รับการร้องทุกข์จากประชาชนทั่วทุกพื้นที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก  6 เส้นทางที่มีปัญหาสูงสุด ได้แก่ 1.ถนนสุขุมวิท 2.ถนนพระราม 4 3.ถนนเพชรบุรี 4.ถนนพหลโยธิน 5.ถนนรัชดาภิเษก และ 6.ถนนจรัญสนิทวงศ์ จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่เทศกิจทุกสำนักงานเขต ลงพื้นที่เข้มงวดกวดขัน จับจริง ปรับจริง สูงสุด 5,000 บาท หากประชาชนพบเห็นสามารถแจ้งร้องเรียนบริเวณที่มีปัญหาได้ที่สายด่วน 1555

ทางฝั่งของสังคมโซเชียลกำลังร่วมกันรณรงค์สร้างจิตสำนึกผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก อาทิเพจ “ลงขันความคิด ปฏิรูปประเทศไทย” และ “เฮ้ย นี่มันฟุตบาทไทยแลนด์” ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาโดยไม่ต้องรอภาครัฐ จากนั้นทำการทดลองด้วยวิธีต่างๆ เช่น ทางเท้าเป็นสิทธิที่จะเดิน ดังนั้นอย่าหลบให้, สกรีนเสื้อระบุข้อความ “ขึ้นทางเท้ามีโทษปรับ 5,000 บาท” และทำป้ายแสดงว่าพื้นที่นี้ติดตั้งกล้องซีซีทีวี ผลปรากฏว่าหลากหลายวิธีไม่สามารถยับยั้งพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมายได้ ยกเว้นวิธีที่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ออกตรวจตราเป็นกิจวัตรจึงจะแก้ปัญหาได้แน่นอน ดังนั้นการปฏิบัติงานของตำรวจและเทศกิจอย่างจริงจัง เท่านั้นที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้หมดไปได้

 

ปิดฉาก 2559 ไทยโศกเศร้า สุดอาลัยทั่วแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 ธันวาคม 2559 เวลา 07:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/473155

ปิดฉาก 2559 ไทยโศกเศร้า สุดอาลัยทั่วแผ่นดิน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปี 2559 นับเป็นปีแห่งความเศร้าโศกของประเทศ เมื่อต้องจารึกไว้ว่า ในวันที่ 13 ต.ค. 2559 เวลา 19.00 น. สำนักพระราชวังออกแถลงการณ์ที่ทำให้ทราบว่า ประเทศไทยได้สูญเสีย “พ่อของแผ่นดิน” เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต สิริพระชนมพรรษาเป็นปีที่ 89 ทรงครองสิริราชสมบัติได้ 70 ปี ภายหลังที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาประทับรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นเวลากว่า 2 ปี

นับเป็นการสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ที่คนไทยทุกหมู่เหล่าไม่อยากจะให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น

ก่อนหน้าวันที่ 13 ต.ค. ซึ่งถือเป็นวันมหาวิปโยคของคนไทย ปวงชนต่างพากันหลั่งไหลไปที่โรงพยาบาลศิริราช สถานที่ประทับรักษาพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลายคนต่างสวดมนต์หลังทราบข่าวว่าพระองค์ทรงพระประชวรอย่างหนัก ขอพรที่สถิตอยู่ในโลกหล้าให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปลอดภัย กระนั้นแม้คณะแพทย์ถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรได้ทรุดหนักตามลำดับ จนเสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบ

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ถึงประชาชนทั่วประเทศเมื่อวันที่ 13 ต.ค. ในช่วงค่ำตอนหนึ่งว่า

“พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยมากมายล้นพ้นหาที่สุดมิได้มากเพียงใด ความวิปโยคอาลัยของพสกนิกรชาวไทยก็มีมากมายหาที่สุดมิได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าเราจะอยู่ในยามทุกข์โศก น้ำตานองหน้าเพียงใด ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเราและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศต้องดำรงต่อไป อย่าให้การสูญเสียครั้งนี้ทำให้พระราชปณิธานของพระองค์ท่านต้องหยุดชะงักลง”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงงานอย่างหนักนับแต่่ได้ทรงขึ้นครองราชย์ ในทุกพื้นที่ถิ่นฐานทุรกันดาร แม้จะห่างไกลเพียงใด แต่ไม่มีสถานที่ใดที่พระองค์เสด็จฯ ไปไม่ถึง ทั้งหมดเพื่อให้พสกนิกรของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทยยิ่ง ในวันที่พระองค์ได้เสด็จสวรรคต ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลมายังที่โรงพยาบาลศิริราช ตลอดสองข้างทางขบวนเคลื่อนพระบรมศพไปยังพระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง คลาคล่ำไปด้วยน้ำตาและเสียงร้องไห้ รวมถึงประชาชนที่ทั่วประเทศที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพเพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของพระองค์อย่างไม่ขาดสาย

 

หลังพระองค์เสด็จสวรรคต ทุกภาคส่วนต่างรวมใจกันทำความดีเพื่อถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9  คนไทยได้เห็นภาพแห่งความสามัคคี เอื้ออาทรต่อกัน ทั้งการทำอาหารแจกผู้รอแถวเข้าสักการะพระบรมศพที่ต่อคิวรอที่ท้องสนามหลวง ขณะที่ภาครัฐ กระทรวงวัฒนธรรมทำหนังสือรวบรวมพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระองค์แจกจ่ายให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้น้อมนำพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ในวาระต่างๆ รวม 99 พระบรมราโชวาท เพื่อนำไปเป็นแนวทางปฏิบัติตนและดำเนินชีวิตจำนวน 2 ล้านเล่ม ซึ่งประชาชนต่างเดินทางมารับหนังสือจนหมดอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันประชาชนจากทุกสารทิศหลั่งไหลมายังท้องสนามหลวง เพื่อต่อแถวรอเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท รวม 60 วัน จนถึงวันที่ 29 ธ.ค. สำนักพระราชวังบันทึกไว้ว่า มีประชาชนเข้าสักการะแล้วทั้งสิ้น 2.5 ล้านคน

ที่ปลื้มปีติเป็นล้นพ้นในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้า เมื่อพระบรมวงศานุวงศ์ทรงแสดงความห่วงใยประชาชนเช่นกันโดย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำอาหารอย่างดีด้วยชุดเมนูพิเศษมาแจกจ่ายให้ประชาชน โดยตั้งโต๊ะตรงข้ามประตูวิเศษไชยศรี  โดยอาหารพระราชทานมี 3 เวลา ประกอบด้วย เช้า กลางวัน และเย็น รอบละ 5,000 ชุด ตามรับสั่งของพระองค์ที่รับสั่งผ่านมหาดเล็กว่า ประชาชนคือแขกของพระองค์ ดังนั้นเจ้าหน้าที่จะต้องดูแลอย่างดีที่สุด มอบอาหารที่อร่อยที่สุด

 

ขณะที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้ทรงทอดไก่ประทานแก่ประชาชนที่มารอเข้าถวายสักการะพระบรมศพที่ท้องสนามหลวงด้วยพระองค์เอง รวมถึง ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จประทานอาหารให้ประชาชนด้วยเช่นกัน พร้อมตรัสกับประชาชนว่า “ขอบคุณทุกคนมาก เรามีพ่อคนเดียวกัน”

ไม่เฉพาะในประเทศไทยที่โศกเศร้าต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ ทว่าทั่วโลกต่างถือโอกาสนี้ยกย่องเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องจากพระองค์ทรงงานอย่างหนักเพื่อประชาชนคนไทย

เสียงจากต่างชาติจากหลากหลายองค์กร โดยเฉพาะสหประชาชาติ ได้จัดประชุมสมัชชาสมัยพิเศษเพื่อสดุดีและถวายพระเกียรติภายหลังการสวรรคต ณ สำนักงานใหญ่ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ต่างสดุดีพระองค์ว่า โลกได้สูญเสียบุคคลสำคัญยิ่ง

บันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติ ระลึกถึงพระองค์ในที่ประชุมสหประชาชาติว่า พระองค์ทรงเป็นพลังที่สำคัญของประเทศไทยในการรักษาเสถียรภาพ ทั้งยังทรงทุ่มเทในพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อให้ประชาชนเป็นอยู่อย่างเป็นสุข

 

ไม่ต่างจาก ซามาธาร์ พาวเวอร์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐ ประจำสหประชาชาติ บอกเช่นกันว่า นับเป็นโชคดีของประชาชนไทยและชาวโลกที่ได้มีพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่เช่นพระองค์ท่าน รวมถึงพระองค์ยังได้ทรงถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพผ่านนวัตกรรมต่างๆ เพื่อพัฒนาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์เพื่อทำฝนเทียม โครงการเกษตรต่างๆ ในพระราชดำริ เป็นแนวทางการปฏิบัติตนทั้งของคนไทยและของโลก

ขณะเดียวกัน คนไทยในต่างประเทศต่างพร้อมใจแสดงความไว้อาลัยในทุกมุมโลก ทั้งที่สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ยุโรป ญี่ปุ่น ด้วยการร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีรำลึกถึงเกียรติคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9

ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจ กระนั้นปวงชนชาวไทยก็ปลื้มปีติเป็นล้นพ้น เมื่อแผ่นดินไทยได้พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ขึ้นทรงราชย์ โดยเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2559 รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ทำเรื่องอัญเชิญ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ในฐานะองค์รัชทายาทเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์ เพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์สุของประชาชนชาวไทยทั้งปวง พร้อมกันนี้รัฐบาลได้มีประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยในการเรียกขานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2559 เมื่อเวลา 18.55 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้เสด็จฯ ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเปิดอาคารศาลากลางจังหวัดกระบี่หลังใหม่ และนับเป็นจังหวัดแรกในรัชสมัยรัชกาลที่ 10 ที่พระองค์ได้เสด็จฯ

นับเป็นความปลื้มปีติของประชาชนชาวกระบี่ ที่แสดงความจงรักภักดีด้วยการเฝ้าฯ รับเสด็จในเส้นทางที่รถยนต์พระที่นั่งเสด็จฯ ผ่านเป็นระยะทางยาวถึง 16 กิโลเมตร พร้อมเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” อย่างกึกก้อง