ดัชนีเศรษฐกิจแย่ ร้านข้าวแกงลูกค้าลด30%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ธันวาคม 2559 เวลา 08:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/472775

ดัชนีเศรษฐกิจแย่ ร้านข้าวแกงลูกค้าลด30%

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

จากข้อมูลของสวนดุสิตโพลเมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค. พบว่าสิ่งที่ประชาชนมองว่าสิ่งที่เป็นปัญหาขณะนี้ คือค่าครองชีพสูงขึ้นทำให้ราคาสินค้าอาหารแพง ส่งผลต่อความเป็น อยู่ปากท้องของประชาชน โพสต์ทูเดย์สำรวจเสียงสะท้อนจากผู้ที่ประกอบ อาชีพค้าขายว่าตลอดปี 2559 ที่ผ่านมา สถานการณ์การค้าจริงเป็นอย่างไร ย่ำแย่ตามภาวะเศรษฐกิจจริงหรือไม่

นงนิตย์ แก่นกระโทก อายุ 50 ปี แม่ค้าขายอาหารตามสั่งย่านดินแดง  เล่าว่า ขายอาหารบริเวณนี้มานานกว่า 25 ปี เริ่มขายมาตั้งขนมกะหรี่ปั๊บพัฟฟ์ ก๋วยเตี๋ยว และปัจจุบันขายอาหารตามสั่งมาได้ประมาณ 5 ปี ช่วงแรกขายตลอด 7 วัน แต่ช่วงหลังขายไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน จึงลดเวลาการขายเหลือ 5 วัน ส่วนปัจจัยที่ทำให้จำนวนลูกค้าลดลงกว่า 30% เพราะพฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไป คือเลือกทำอาหารมาจากบ้านเพื่อรับประทานกันเอง หรือซื้อเฉพาะกับข้าวที่จะรับประทานและหุงข้าวกินรวมกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีร้านสะดวกซื้อที่เป็นอีกทางเลือก

ส่วนราคาวัตถุดิบแม้จะมีการปรับตัวสูงขึ้นมานานแล้ว แต่ที่ร้านพยายามจะไม่ปรับราคาอาหารขึ้น พยายามขายอยู่ที่ 35-40 บาท ซึ่งยอมใช้วิธีลดกำไรลงบ้าง เพื่อที่จะได้ขายใกล้บ้าน มีเวลาดูแลครอบครัว และไม่เหนื่อยเรื่องการเดินทาง แต่จะไม่ลดปริมาณคุณภาพอาหารลง อย่างไรก็อยากให้รัฐบาลช่วยควบคุมราคาวัตถุดิบให้ถูกลงไม่ควร สูงมาก

นุชนาฏ สาแสง อายุ 50 ปี แม้ค้าขายอาหารตามสั่งย่านการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เล่าว่า ขายบริเวณนี้มานานกว่า 20 ปี เมื่อก่อน ที่ร้านจะขายดีมาก แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้เริ่มขายได้ลดน้อยลง เนื่องจากมีร้านอาหารเปิดใหม่เพิ่มขึ้นมาก ประกอบกับในการไฟฟ้าฯ มีร้านอาหารไว้บริการพนักงาน และลูกค้าเก่าที่เคยรับประทานก็เกษียณไป ดังนั้นเมื่อพนักงานใหม่ เข้ามาจึงเลือกรับประทานอาหารร้านที่สะดวกและราคาถูกลง เช่น ก๋วยเตี๋ยว สลัด ข้าวแกงตักจานเดียว หรือเข้าร้านสะดวกซื้อ ที่มีตั้งแต่ไข่ต้มและหมูปิ้ง

ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้ปัจจุบันลูกค้าที่ร้านหายไปเกือบ 30-40% ซึ่งทาง ร้านต้องปรับตัวตามสภาพโดยเลือกใช้วัตถุดิบที่จำเป็น แต่ต้องคงคุณภาพรสชาติอาหารไว้เพื่อให้ไม่เสียกลุ่มลูกค้าเดิม แต่ถึงอย่างไรก็อยากให้หน่วยงานรัฐเข้ามาช่วยดูแลช่วยเหลือควบคุม เรื่องราคาวัตถุดิบให้ถูกลง เพราะคิดว่าหากสถานการณ์เป็นเช่นนี้คาดว่าภายใน 2-3 ปีทางร้านคงแย่

ไพร ศรีลาโลอายุ 61 ปี แม่ค้า ข้าวแกงภายภายในกระทรวงแรงงาน เล่าว่า ขายอาหารมากว่า 15 ปี และตลอดเวลาที่ผ่านมาราคาวัตถุดิบก็ เพิ่มขึ้นอยู่ทุกปีในจำนวนที่ไม่มากแต่ค่อยๆ ปรับขึ้น เช่น เนื้อหมูเมื่อก่อนซื้ออยู่ที่ราคาไม่เกิน 100 บาท/กิโลกรัม ปัจจุบันราคา 130-145 บาท/กิโลกรัม ดังนั้นเมื่อราคาวัตถุดิบมีราคาแพงขึ้น ทางร้านจึงต้องปรับตัวโดยเลือกใช้ วัตถุดิบที่ราคาสามารถพอรับได้นำมาปรุงอาหาร และหมุนเวียนเมนูอาหารตามวัตถุดิบที่มีเพื่อควบคุมให้สามารถขายได้ในราคาที่ 25-30 บาท ซึ่งก็พออยู่ได้เนื่องจากทางร้านมีลูกค้าประจา

มุมของของนักวิชาการอย่าง เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคของคนไทยเปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่การประหยัดค่าใช้จ่าย เลือกทำอาหารเองมากขึ้น ลดการรับประทานอาหารในร้านที่มีราคาแพง หากจำเป็นจะเลือกร้านบุฟเฟ่ต์ที่กินได้ไม่อั้นเพราะสามารถควบคุมรายจ่ายได้ แม้สถานการณ์ราคาสินค้าปีนี้ ที่ไม่ได้ขยับขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา

สาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าค่าครองชีพแพงขึ้น เนื่องจากเป็นผลกระทบที่ตลอด 10 ปีมานี้ ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาระบบเชิงโครงสร้างการผลิตและเศรษฐกิจ เห็นได้จากไทยยังคงผลิตสินค้าได้มากขึ้นด้วยวิธีการเดิม ขณะที่ประเทศคู่แข่งผลิตสินค้าได้มากแต่ใช้วิธีใหม่ จึงทำให้ไทยไม่สามารถสู้กับประเทศอื่นได้บนเวทีโลก ประกอบกับเกิดเงินเฟ้อสะสมมาตั้งแต่ปี 2555 และเมื่อประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

เมื่อมีปัญหาเหล่านั้นจึงไม่สามารถสู้ประเทศอื่นได้ ทำให้เงินเข้าประเทศน้อยลงจนเกิดความลำบากสะสม ประกอบกับช่วงที่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ ถือว่าเป็นก้าวกระโดดที่เร็วเกินไป แม้จะเป็นนโยบายที่ทำให้คุณภาพชีวิตแรงงานดีขึ้นในระยะสั้น แต่ก็ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนย้ายฐานการผลิต โรงงานที่อยู่ก็ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้น และประกอบกับเกิดภัยธรรมชาติยิ่งทำให้ปัญหาที่สะสมมานานเป็นสาเหตุทำให้ของแพงขึ้นเรื่อยมา จนปัจจุบัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าลดลง ทั้งที่ความเป็นจริงราคาสินค้าขยับเพิ่มขึ้นไม่มาก

ผู้ช่วยรองอธิการฝ่ายวิจัย มหา วิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ประเมินว่า  2-3 ปีนี้จากนี้สถานการณ์ของประเทศ ไทยจะทรงตัวเช่นนี้ แต่หากรัฐบาล ไม่พยายามทำอะไรภายใน 4-5 ปีข้างหน้า เชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจไทยจะแย่ลงกว่านี้ เพราะกำลังซื้อของประเทศ จะอ่อนแอและหากเป็นเช่นนั้น จากเมื่อก่อนที่ไทยเคยแข่งขันการค้ากับประเทศมาเลเซีย และขณะนี้แข่งกับเวียดนาม อนาคตอีก 5 ปีถ้าหากไทยไม่ปรับปรุงพัฒนาคงต้องแข่งขันการค้ากับลาว หรือกัมพูชา

 

เป้าหมายความปลอดภัย ตัวเลขตายปีใหม่ 5% ต้องลดลงจากปีเก่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 ธันวาคม 2559 เวลา 08:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/472571

เป้าหมายความปลอดภัย ตัวเลขตายปีใหม่ 5% ต้องลดลงจากปีเก่า

โดย….กันติพิชญ์ ใจบุญ

เป็นที่ถกกันในทุกช่วงเทศกาลปีใหม่เกี่ยวกับ “ยอดตาย” ของประชาชนในการสัญจรบนท้องถนน

ตัวเลขจำนวนผู้เสียชีวิตในเทศกาลปีใหม่ 2559 พุ่งสูงถึง 380 ราย และหากนับรวมระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องจบชีวิตบนถนนในเทศกาลปีใหม่มากถึง 4,136 คน เฉลี่ยตายชั่วโมงละกว่า 2 คน หรือวันละเกือบ 54 คน

มาตรการ “หยุดการตาย” บนท้องถนนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่หน่วยงานภาครัฐจำต้องเข้ามาเร่งแก้ไขปัญหา

น่าสนใจกับรายงานเพื่อหาทางออกเรื่องดังกล่าวของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่ชูหัวข้อเรื่อง “การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน” เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุท้องถนนในช่วงเทศกาล

ในรายงานวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น พบว่าประชาชนเลือกใช้ช่วง วันหยุดยาวเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวจำนวนมาก กอปรกับนิยมเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมากกว่าโดยสารรถสาธารณะ ทั้งนี้ก็เพราะความเร่งรีบให้ ถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าทางร่างกาย อีกทั้งยังนิยมเลี้ยงฉลองจนมึนเมา สร้างความคึกคะนอง นำไปสู่ความประมาท ขับขี่รถโดยไม่เคารพกฎจราจร จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นในทุกปี ค่าเฉลี่ยการ เสียชีวิตจึงพุ่งสูงขึ้นในทุกปี โดยล่าสุดปี 2559 ก็มากกว่าปี 2558 ถึง 11%

นอกจากความประมาทส่วนบุคคลของผู้ขับขี่แล้ว รายงานของคณะกรรมา ธิการฯ ยังพบความไม่มีเอกภาพใน หน่วยงานของการแก้ไขปัญหา ขาด การบูรณาการบวกกับการสร้างพื้นฐานของการขับขี่ที่ไม่เคารพกฎของสังคมให้เด็กและเยาวชนได้เห็นจนคิดว่าเป็น เรื่องปกติ ทั้งการฝ่าฝืนกฎเล็กๆ น้อยๆ สิ่งที่ตามมาจึงเกิดการขาดจิตสำนึกในการรักษากฎระเบียบวินัยบนท้องถนน แม้จะมีวิชาการด้านกฎหมายออกมาให้ข้อมูลอยู่ตลอดก็ตาม

สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจึงนำไปสู่ แผนแม่บทที่ต้องเริ่มตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป โดยแบ่งเป็นแผนระยะสั้น ซึ่งคือการลดตัวเลขผู้เสียชีวิตในปี 2560 โดยมุ่งหวังใช้มาตรการนี้เป็นต้นแบบ ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ทั้งเมาแล้วขับถูกยึดรถ ซึ่งเป้าหมายที่จะเป็นค่าวัดได้ รัฐบาลต้องการลดการ เสียชีวิตจากช่วงเดียวกันของปี 2559 ให้ได้อย่างน้อย 5%

ต่อมาที่แผนระยะกลาง ระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 6 ด้าน โดยจะนำหลักการตามที่องค์กรสหประชาชาติมากำหนดกรอบ ที่จะให้ลดอัตราการเสียชีวิตบนท้องถนนให้ได้ 50% ภายในปี 2563 เพราะแต่ละปีประชากรทั่วโลกต้องจบชีวิตบนท้องถนนมากถึง 2.6 หมื่นคน และบาดเจ็บอีกกว่า 8 แสนคน

ตามแผนดังกล่าวของนานาชาติ ประเทศไทยถือเป็นกลุ่มประเทศหลัก ที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะ สถิติที่ไม่เคยโกหกใครระบุเอาไว้ว่า ประเทศไทยเกิดอุบัติทางถนนสูงเป็นอันดับสองของโลก

แผนการปฏิรูประบบความปลอดภัยบนท้องถนนระยะยาวมีกรอบเวลา 20 ปี หนึ่งในนั้นรวมถึงการจัดตั้งศาลจราจร การให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางถนน (จปถ.) การพัฒนาคุณภาพคนในทุก ช่วงวัยให้มีภูมิคุ้มกันต่อความปลอดภัย โดยให้สถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน สังคม

ในรายงานระบุถึงรูปแบบการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่นที่เน้นตั้งแต่การปลูกฝังเด็ก ให้เรียนรู้ถึงความปลอดภัย และใช้ชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อน เช่น ช่วยประชาสัมพันธ์เรื่องความปลอดภัยทางถนน หรือกำหนดเส้นทางสู่โรงเรียนอย่างปลอดภัยให้เด็ก

ขณะที่ประเทศออสเตรเลียจะเริ่มให้ความรู้กับเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาล โดยจะสอนในลักษณะการเล่นบทบาทในสถานการณ์ ระดับประถมศึกษาต้นจะเรียนรู้ว่าอะไรควรปฏิบัติหรือไม่ควรปฏิบัติ เพื่อให้เด็กจดจำได้ง่าย รวมทั้งการนำกระบวนทางวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นสื่อการสอนเรื่องความปลอดภัย ทางถนน เช่น การข้ามถนน ถ้ารถมาด้วยอัตราความเร็วเท่าใดและต้องใช้ เวลาข้ามถนนเท่าใด

รายงานยังระบุว่า ประเทศไทย จะต้องนำระบบการจัดการศึกษาของ ต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทสภาพการศึกษาและสังคม ของประเทศไทย อาทิ ปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ในระดับต่างๆ 2.นำความรู้เรื่องความปลอดภัยทางถนนบรรจุในโปรแกรม ของการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้  สร้างสภาพแวดล้อมบริเวณภายในโรงเรียนให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ รวมถึงอบรมพัฒนาบุคลากรครูเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยทางถนน

 

พรบ.โค้ดมิลค์ เสียงหนุน ‘เลี้ยงลูกนมแม่’ ทลายกับดักการตลาดนมผง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ธันวาคม 2559 เวลา 08:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/472378

พรบ.โค้ดมิลค์ เสียงหนุน ‘เลี้ยงลูกนมแม่’ ทลายกับดักการตลาดนมผง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปัจจุบันสถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของไทยต่ำกว่าทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน

ปัจจัยอะไรที่ทำให้แม่มือใหม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ลดลง แล้วหันไปใช้นมผงแทน?

ที่ผ่านมาแม้คนไทยต้องเผชิญกับพายุการโฆษณา และส่งเสริมการตลาดของอุตสาหกรรมนมผงที่โหมกระหน่ำตั้งแต่ลูกน้อยยังอยู่ในครรภ์

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยขององค์การอนามัยโลกยืนยันชัดเจนถึงอิทธิพลของการส่งเสริมการตลาดที่ไม่เหมาะสมของผลิตภัณฑ์นมผง ซึ่งใช้กลยุทธ์หลากหลายและงบประมาณมหาศาล ส่งผลโดยตรงให้แม่หยุดเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก่อนเวลาอันควร หรือไม่ให้เลย รวมถึงให้อาหารเสริมก่อนลูกอายุ 6 เดือน ยิ่งเมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนข้อมูลจากบุคลากรสาธารณสุข ประกอบกับสภาพแวดล้อมการทำงานในสถานประกอบการก็ไม่เอื้อต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ทั้งหมดนี้ยิ่งซ้ำเติมให้อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของไทยถดถอยลงเรื่อยๆ

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสมาพันธ์เครือข่ายนมแม่แห่งประเทศไทย ได้ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พ.ศ….  (ร่าง พ.ร.บ.โค้ดมิลค์) เพื่อควบคุมการโฆษณาและการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กอายุ 0-3 ขวบ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม การผลักดันกฎหมายดังกล่าวถูกต่อต้านจากกลุ่มบริษัทนมผงที่จะเสียประโยชน์ทางธุรกิจ รวมถึงบุคลากรในแวดวงสาธารณสุขจำนวนหนึ่ง ที่ออกมาแถลงข่าวคัดค้านรุนแรง โดยให้เหตุผลว่าระยะเวลาในการควบคุมนานเกินไปถึง 3 ปี เพราะเด็กควรเริ่มกินอาหารเสริมในวัย 1 ขวบขึ้นไปจนฝ่ายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.โค้ดมิลค์ออกมาตั้งคำถามถึงกลุ่มคัดค้านมีผลประโยชน์ ทับซ้อนกับบริษัทผู้ผลิตนมหรือไม่

นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เล่าถึงสาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายนี้ เพื่อปกป้องแม่ให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และเพิ่มโอกาสให้เด็กได้รับนมแม่มากขึ้น

สาระสำคัญของกฎหมายจะช่วยป้องกันการโน้มน้าวจากโฆษณาและการส่งเสริมการขายด้วยการแจกคูปองส่วนลด ขายพ่วง การแจกตัวอย่างสินค้าที่เข้าถึงแม่เด็ก โดยบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจะเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนแทนบริษัทนมผง พร้อมกับทำหน้าที่ส่งเสริมการเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่ ส่วนกรณีจำเป็นที่ต้องใช้อาหารทารกและเด็กเล็กแทนนมแม่ จะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยบุคลากรทางการแพทย์จะร่วมเฝ้าระวังการส่งเสริมการตลาด และไม่เป็นส่วนหนึ่งในการรับสิ่งของที่มีสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์นมผง

นพ.ธงชัย กล่าวว่า แม้ว่าปัจจุบันจะมีการห้ามโฆษณานมผงตาม พ.ร.บ. อาหาร พ.ศ. 2522 ควบคุมไม่ให้มีการโฆษณานมผงที่ใช้สำหรับเด็กที่มีอายุ 0-3 ขวบอยู่แล้ว ในนมสูตร 1 และสูตร 2 แต่ยังพบว่ามีการโฆษณาแบบข้ามผลิตภัณฑ์ หากจะออกกฎหมายใหม่แล้วลดการควบคุมลงคงไม่เหมาะสม นอกจากนี้ ในการประชุมสมัชชาใหญ่ องค์การอนามัยโลก เมื่อเดือน มิ.ย. 2559 มีข้อแนะนำให้ควบคุมการส่งเสริมการตลาดของอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ครอบคลุมอาหารสำหรับเด็กถึงเด็กอายุ 3 ขวบ และมีการวิเคราะห์ว่าหากเด็กไทยทุกคนได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ จะสามารถป้องกันการสูญเสีย รายได้ถึง 6,818 ล้านบาท/ปี จากความสามารถของสมองที่เพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับ ดร.เรณู การ์ก หัวหน้าฝ่ายโรคไม่ติดต่อ องค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทยยังต่ำมาก มีเด็กที่ได้กินนมแม่เพียงอย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน ไม่ถึง 12.3% ขณะที่องค์การอนามัยโลก แนะนำว่าควรอยู่ในอัตราร้อยละ 50% ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีอัตราต่ำที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้หรืออาเซียน

บวรสรรค์ เจี่ยดำรง อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ซึ่งติดตามกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดของอุตสาหกรรมนมผง กล่าวว่า การส่งเสริมการตลาดนมผงส่วนใหญ่ใช้กลวิธี 5 รูปแบบที่บูรณาการร่วมกันและส่งผลต่อการตัดสินใจของแม่เป็นอย่างมาก ประกอบด้วย 1.การโฆษณา 2.การส่งเสริมการขาย 3.การตลาดทางตรง 4.การตลาดทางอินเทอร์เน็ต และ 5.พนักงานขาย

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ของ CODE ห้ามโฆษณานมผงสูตร 1 และ 2 หรือนมผงสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก 6 เดือน-3 ขวบ แต่การโฆษณาทางโทรทัศน์และรถเมล์กลับเอาสูตร 3 และ 4 มาโฆษณา โดยออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกับนมผงทารก ทำให้แม่สามารถเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ในการเลือกซื้อ

บวรสรรค์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การสื่อสารการตลาดนมผงในปัจจุบันได้สร้างมายาคติให้แม่เข้าใจว่า นมผงเท่ากับนมแม่ ด้วยการโฆษณาว่าใส่โอเมก้า อัลฟา-แล็คตัลบูมิน ซึ่งไม่เป็นความจริง ประกอบกับเมื่อแม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องทำงาน ทำให้ตัดสินใจเลือกซื้อนมผงง่ายขึ้น เพราะเข้าใจว่านมผงเท่ากับนมแม่ อีกทั้งยังมีความสะดวกกว่า และยังพบการละเมิดเกณฑ์สากลการตลาดอาหารทดแทนนมแม่ขององค์การอนามัยโลก โดยการติดต่อสื่อสารกับแม่โดยตรงผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือ เฟซบุ๊ก รวมถึงการจัดกิจกรรมพิเศษในโรงพยาบาลและตามงานต่างๆ เพื่อแจกนมผงทดลองถึงแม่และผู้ปกครองโดยตรง

บวรสรรค์ ย้ำว่า การออกกฎหมายมาควบคุมการส่งเสริมการตลาดนมผงสำหรับเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ขวบ จึงเป็นการควบคุมตั้งแต่ต้นน้ำ ส่งผลให้การทำการส่งเสริมการตลาดทุกรูปแบบไม่สามารถทำได้ ก็เท่ากับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้แม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องก่อน ที่จะตัดสินใจเลือกนมที่จะใช้เลี้ยงลูก และเมื่อไม่มีการส่งเสริมการตลาดนมผงก็ควรจะต้องถูกลงถึง 20-25%

 

2559 สางปมรุกที่ดินรัฐ สปก. ป่า อุทยานแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2559 เวลา 09:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/472195

2559 สางปมรุกที่ดินรัฐ สปก. ป่า อุทยานแห่งชาติ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปฏิบัติการยึดที่ดินคืนจากกลุ่มต่างๆ ปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่า เขตอุทยานแห่งชาติและการใช้ที่ดินที่ได้จากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ผิดประเภท ส่วนที่เป็นผลงานของกรมป่าไม้ปี 2559 มีการจับกุมดำเนินคดีกว่า 3,000 คดี ยึดพื้นที่คืนกว่า 1 แสนไร่ ประเมินความเสียหายนับหมื่นล้านบาท

การจับกุมกลุ่มบ้านพักตากอากาศและรีสอร์ทที่บุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติ มียอดการจับกุมถึง 1,958 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 1,025 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 400 แห่ง ภาคกลาง 229 แห่ง และภาคใต้ 304 แห่ง ในจำนวนนี้แยกเป็นตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว 476 แห่ง อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ยังมิได้แสดงเอกสาร 1,022 แห่ง และไม่พบผู้ครอบครองอีก 460 แห่ง พื้นที่ซึ่งปรากฏเป็นข่าวดังอย่างภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ นั้นถูกดำเนินคดีรวมถึงได้เดินหน้าเข้าไปรื้อถอนแล้วถึง 19 แห่ง

ปูพรมสางรุกป่าไม้

เริ่มปฏิบัติการแรกช่วงเดือน มิ.ย. ชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ สรุปการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนเส้นทางสายหางดง-สะเมิง จ.เชียงใหม่ พื้นที่ซึ่งเรียกกันว่าหุบเขาไฮโซ ผู้มีฐานะทั้งในพื้นที่และ กทม.เข้าไปซื้อที่ดินปลูกบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ท มีการบุกรุกป่าสร้างโรงแรม คอนโดมิเนียม รีสอร์ทหรู และบ้านพักตากอากาศกว่า 30 แห่ง มีการสร้างสิ่งปลูกสร้างนอกเขตเอกสารสิทธิ และอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนชัดเจน มีการซื้อขายที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิไร่ละ 1 ล้านบาท โดยได้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด ซึ่งหากเอกสารสิทธิไม่ถูกต้อง สันนิษฐานว่าได้มาโดยมิชอบตามกฎหมาย ก็จะถูกฟ้องร้องดำเนินคดี

จัดระเบียบอุทยานฯ

ช่วงปลายเดือน มิ.ย. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้รายงานสรุปผลการบุกรุกครั้งสำคัญ โดย ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงว่าตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.-20 มิ.ย. หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติ หรือทีมพญาเสือ สามารถตรวจยึดจับกุมการกระทำผิดรวม 25 คดี โดยตรวจยึดพื้นที่บุกรุกได้กว่า 2,700 ไร่ แบ่งเป็นการบุกรุกอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง จำนวน 5 หลัง กรณีนี้เจ้าของยินยอมรื้อถอนภายใน 90 วัน

อุทยานฯ หมู่เกาะชุมพร พื้นที่สิ้นสุดการอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนอ่าวทุ่งคาและป่าอ่าวสวี ตรวจยึดคืน 2,703 ไร่ ความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท อุทยานฯ เขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ดำเนินคดี 21 ราย เนื้อที่กว่า 31 ไร่ และอุทยานฯ หมู่เกาะช้าง พบมีการรุกล้ำพื้นที่กว่า 25 ไร่ และสิ่งปลูกสร้าง 31 รายการ

ต่อมาวันที่ 19 พ.ย. อุทยานแห่งชาติทางทะเล กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้เข้าไปแก้ปัญหาและจัดระเบียบ อุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ผู้ประกอบการรีสอร์ท 16 ราย ยินยอมรื้อถอน อีก 6 รายขอให้มีการตรวจพิสูจน์

ขอคืนที่ ส.ป.ก.

วันที่ 5 ก.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญให้แก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบกฎหมาย พุ่งเป้าไปที่ที่ดินในเขต ส.ป.ก. ได้แก่ ที่ดินที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่มีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป ที่ดินที่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัดมีมติให้เกษตรกรผู้ได้รับการจัดที่ดินมีสิทธิเข้าทำประโยชน์แล้วและครอบครอง โดยบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ได้รับการจัดที่ดินมีเนื้อที่ตั้งแต่ 100 ไร่ ขึ้นไป ที่ดินที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ส่งมอบแก่ ส.ป.ก.แล้ว และมีเนื้อที่ตั้งแต่ 500 ไร่ขึ้นไป

การตรวจสอบการถือครอง ส.ป.ก.เกินกว่า 500 ไร่ มีจำนวน 431 แปลง เนื้อที่ 441,054 ไร่ ในพื้นที่ 27 จังหวัด มีผู้ยื่นคัดค้านจำนวน 362,865 ไร่ คำคัดค้านฟังขึ้น จำนวน 289,482 ไร่

มาตรา 44 สางปัญหาภูทับเบิก

ปีนี้ถือเป็นปียุติปัญหาการใช้ที่ดิน ภูทับเบิกในการสร้างรีสอร์ท เมื่อหัวหน้าคณะ คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งการให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสิ่งปลูกสร้างออกจากภูทับเบิกภายในเวลาที่กำหนด และงดเว้นการกระทำใดๆ ในภูทับเบิก เจ้าของหรือผู้ครอบครองสิ่งปลูกสร้างในป่าภูทับเบิกรื้อถอน ทำลาย หรือกระทำการอื่นใดแก่สิ่งปลูกสร้าง เพื่อให้ป่าภูทับเบิกกลับคืนสภาพเดิมหรือใกล้เคียงสภาพเดิม และจะมีปฏิบัติการยึด รื้อถอน ทำลาย หรือกระทำการอื่นใดแก่สิ่งปลูกสร้างเพื่อให้ป่าภูทับเบิกกลับคืนสภาพเดิม

ยึดที่ธรรมกายรุกที่ป่า

อีกเรื่องที่กลายเป็นคดีใหญ่ คือ การเข้าตรวจสอบศูนย์ปฏิบัติธรรมเครือข่ายธรรมกาย “เวิลด์พีซ วัลเล่ย์ เขาใหญ่” จ.นครราชสีมา พื้นที่กว่า 200 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวนมาก หลังพบรุกล้ำพื้นที่รัฐ-ไม่มีโฉนด โดยพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และต่อมาช่วงเดือน พ.ย. เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 ได้เข้าตรวจสอบ “เวิลด์พีซ พังงา” อ.เกาะยาว จ.พังงา สถานปฏิบัติธรรมของวัดธรรมกาย

 

โครงการปลูกป่า ถล่ม ‘น่าน’ สร้างวัตถุ-ไม่สร้างคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 09:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/472103

โครงการปลูกป่า ถล่ม ‘น่าน’ สร้างวัตถุ-ไม่สร้างคน

โดย…พิเชษฐ์ ชูรักษ์/วีรทัศน์ อิงคภัทรางกูร

เมื่อเอ่ยถึงปัญหาเขาหัวโล้น เชื่อได้ว่า “น่าน” ย่อมเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ถูกสายตาจับจ้อง หรือตีตราว่าเป็นผู้สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กินเวลามายาวนาน ตั้งแต่การทำลายป่าไปจนถึงหมอกควัน โดยทั้งหมดมีเกษตรกรตกเป็นจำเลย

โจทย์ดังกล่าวกลายเป็นความท้าทายให้โครงการพัฒนาต่างๆ พุ่งเป้าเข้ามายังพื้นที่ตอนเหนือของประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลอดช่วงปีที่ผ่านมา มีการผุดโครงการอันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความสนใจที่ล้นหลาม หรือที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลหลักพันล้าน เพื่อหวังคืนพื้นที่สีเขียวให้กับจังหวัดแสนเนิบนาบแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม มุมมองจากสายตานักอนุรักษ์เจ้าของพื้นที่อย่าง พระครูสุจิณนันทกิจ หรือ พระสมคิด จรณธมฺโม เจ้าอาวาสวัดโป่งคำ ต.ดู่พงษ์ อ.สันติสุข จ.น่าน หนึ่งในพระนักพัฒนาผู้คร่ำหวอดในพื้นที่ ตลอดช่วงชีวิตวัย 55 ปี และเห็นแนวทางการแก้ปัญหามานักต่อนักจากหลากองค์กรหลายโครงการ กลับมีความคิดที่ต่างออกไป กล่าวคือ รู้สึกไม่เห็นด้วยกับโครงการปลูกป่าที่เข้ามา

พระอาจารย์ กล่าวว่า จ.น่าน มีโครงการปลูกป่าเข้ามาในแต่ละปี ตั้งเป้ารวมแล้วเป็นแสนเป็นล้านต้น แต่ไม่เคยมีข้อมูลว่าต้นไม้ที่ปลูกไปแล้วเติบโตขึ้นมาได้จำนวนเท่าใด กลายเป็นการปลูกที่วนเวียนไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เรื่องของป่าไม้ ถ้าเราเข้าใจเราไม่ต้องไปปลูกมัน การเพิ่มพื้นที่ป่าเราแค่ปล่อยป่าให้มันขึ้น ตรงไหนถ้าไม่ขึ้นก็ค่อยเข้าไปปลูก” พระสมคิด อธิบายในหลักการ

“โครงการปลูกป่าเป็นเพียงเงื่อนไขที่ทำให้เราได้เห็นพลังของคน เป็นสัญญาว่าเรามาพร้อมกันแล้ว เราต้องมาดูแลปกป้องรักษาป่านะ เป็นเรื่องอุบายมากกว่าการทำได้จริง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องปาก ป่าจะอยู่ได้ก็ต้องสร้างเรื่องปากท้องของพี่น้องชาวบ้าน เมื่อท้องอิ่มเขาย่อมปกป้องสิ่งที่ดีเอง”

พระนักอนุรักษ์แห่ง อ.สันติสุข วิพากษ์ว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐให้ความสำคัญกับ “ปลูก” อย่างเดียว ละเลย “ปล่อย” และ “ปาก” ขณะที่บางมูลนิธิดำเนินโครงการโดยมองข้ามองค์ความรู้และภูมิปัญญาของพื้นที่ มีหลักการดีแต่เมื่อโครงการปฏิบัติกลับนำเงินมาสร้างวัตถุมากกว่าการสร้างคน นำนักวิชาการ งานวิจัย สารเคมี ตลอดจนพืชพันธุ์ใหม่ๆ จากภายนอกเข้ามา

“ความตั้งใจของอาตมา คือ อยากให้โครงการเข้ามาปลูกฝังชาวบ้านให้หันมาพึ่งพาตนเอง สามารถพัฒนาบนฐานคิดของตัวเอง เอาชาวบ้านเข้ามาคุยกันก่อน ร่วมกันถอดบทเรียนต่างๆ ให้เขาได้ร่วมขยับและสร้างกลุ่มของเขา แต่กลับกลายเป็นว่าจนป่านนี้ยังต้องเอากล้าผักมาแจกชาวบ้านให้ไปปลูก แล้วเมื่อไรชาวบ้านจะหลุดจากความโง่สักที”

พระสมคิด เท้าความกลับไปในช่วงยุคหลังปี 2545 ซึ่งเป็นช่วงที่วิถีการทำเกษตรบนฐานทุนมีความรุนแรง ด้วยปัจจัยของเทคโนโลยี อำนาจรัฐ และอำนาจทุน ที่ผนวกกัน กระแสดังกล่าวจึงเข้ามากระแทกและเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นเขาหัวโล้น

แต่เมื่อผ่านไปอีกสิบปี ในหลังปี 2555 เป็นต้นมา ผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรงจนกลายเป็นกระแสของความตื่นตัว คือจุดที่ทำให้พระอาจารย์ท่านนี้มองเห็นถึงทิศทางที่ดี ที่ผู้คนตื่นขึ้นและเป็นโอกาสของการใช้ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการทางความคิด

“เมื่อก่อนคนทำเกษตรบนฐานทุน ยังไงมันก็มีปัญหา ใช้ทุนเป็นฐาน งานเป็นเงิน บุญเป็นส่วนเกินของชีวิต จะทำอะไรก็ตามคุณมีทุนไหม ถ้าไม่มีแล้วจะเอาอะไรมาให้ คนไม่เข้าใจเรื่องวิถีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จะทำงานได้สักอย่างต้องถามว่ามีค่าจ้างไหม จ้างเท่าไร ถ้าอย่างนั้นเราต้องเปลี่ยนมาเป็นเกษตรบนฐานธรรม ใช้ธรรมเป็นฐาน งานเป็นทุน บุญเป็นเป้าหมาย”

พระอาจารย์ขยายความเพิ่มว่า ธรรมเป็นฐาน คือการที่คนมีความเข้าใจในธรรมชาติ เข้าใจในเรื่องของธรรมะที่เป็นคำสั่งสอน ธรรมที่เป็นองค์ความรู้และภูมิปัญญาเชื่อมโยงกับวิถีของตน งานเป็นทุน คือการใช้แรงมาทำอะไรร่วมกันเป็นกลุ่ม ช่วยเหลือเกื้อกูล ร่วมมือกันสร้างพลัง ส่วนบุญเป็นเป้าหมาย คือเมื่ออยู่ในกรอบของธรรมชาติ ไม่มีการใช้สารพิษสารเคมี ธรรมชาติต่างๆ ย่อมดีขึ้น และสิ่งที่ดีตามมาคือสุขภาพ

“บุญในที่นี้จึงเป็นการเสียสละ การแบ่งปัน การได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี หรือเรียกว่าบุญที่จับต้องได้ มิใช่เพียงบุญสวรรค์ชั้นฟ้า”

ในแง่ของการสร้างคน พระรูปนี้ยกตัวอย่างว่า เมื่อชาวบ้านมักมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทำผิดกฎหมายป่าไม้ ก็ควรสร้างสถาบันหรือที่ปรึกษาทางกฎหมายเพื่อร่วมพูดคุยหรืออบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ทว่าการอบรมที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง กลับมีแต่การร้องรำทำเพลงที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ

ขณะที่ในแง่ของปากท้อง คือการพัฒนาการเกษตรบนวิถีของชาวบ้าน หรือที่จะใช้คำว่า “เกษตรเชิงประณีต” ซึ่งหมายถึงการทำเกษตรบนฐานคิด ปลูกสิ่งใดก็ตามจะต้องจัดการได้

“ถ้ามีแนวคิดว่ายิ่งปลูกมากยิ่งได้มาก หากต้องการรายได้มากขึ้นก็เพิ่มพื้นที่ปลูกไปเรื่อยๆ แต่ก็ลืมมองดูฐานตัวเองว่าต้องเพิ่มต้นทุนอะไรบ้าง ตลาดคงที่ไหม แต่เกษตรเชิงประณีตบอกว่าถ้าอยากได้มากขึ้น คุณก็ลองใช้วิธีคิดใส่ลงไป เช่น ถ้าเราต้องการรายได้วันละ 300 บาท บนเนื้อที่ขนาด 1 ไร่ จะทำอย่างไร…”

“…ลองสำรวจข้อมูลดูว่าคุณกินอะไรบ้าง ทุกคนกินพริก แต่ถ้าคุณจะปลูกพริกทั้งหมด คุณก็มีปัญหาเรื่องโรคพริกหรือราคาพริกอีก สินค้าอาจล้นตลาดและคุณเองก็กินไม่หมด ถ้าอย่างนั้นคุณก็ลองปลูกพริกสัก 20 ต้น ทุกคนกินมะเขือ กินตำลึง กินผักบุ้ง เราก็ใส่ลงไป ถ้าเราปลูกสัก 30 ชนิด ขายชนิดละ 10 บาท ก็ได้ 300 บาท มันไม่ใช่เรื่องยากเลย”

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกษตรกรส่วนใหญ่ที่นี่ปลูกพืชเกษตรเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ที่ต้องใช้พื้นที่ปลูกจำนวนมาก พระสมคิดมองว่า “ยิ่งทำยิ่งจน ยิ่งทำ
ยิ่งจม” จึงเป็นที่มาของสูตร 50-30-20 ที่พระอาจารย์ท่านนี้ใช้เป็นโมเดลของโครงการ “สวมหมวกให้ภูเขา สวมรองเท้าให้ตีนดอย” เพื่อแก้ไขปัญหาการทำลายป่าเพื่อการเกษตร

กล่าวคือ ในการจัดสรรพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 50% ยังทำเหมือนเดิมได้ เนื่องจากการหักดิบเปลี่ยนทีเดียวนั้นยาก ขณะที่อีก 30% จะเปลี่ยนหรือไม่ก็ได้ แต่อย่างน้อยอีก 20% ให้มาปรับทำการเกษตรเชิงประณีต

ผลลัพธ์ที่ได้ เมื่อชาวบ้านทำแล้วปรากฏว่าสำเร็จ เพราะใช้พื้นที่น้อยแต่มีเวลาเอาใจใส่มาก พร้อมกับทำให้สามารถอยู่ได้และมีรายได้ด้วย ที่สำคัญคือสามารถปลดหนี้ให้กับชาวบ้านเกษตรกร ทำให้คนเหล่านี้เลิกปลูกข้าวโพดต่อไป

เมื่อยืนยันว่าเทคนิคเป็นเรื่องที่ไม่ยาก พระอาจารย์ท่านนี้จึงได้มีรูปธรรมแสดงให้เห็นอยู่ในรูปแบบของแปลงสาธิตที่มีอยู่หลายสิบแปลง หนึ่งในนั้นคือพื้นที่ที่อยู่ภายในวัดโป่งคำ ซึ่งมีขนาด 3 ไร่ มีสภาพเป็นผืนป่าที่สอดแทรกด้วยแปลงเกษตรหลายชนิด ควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์อย่างผสมผสาน

“แปลงนี้เมื่อก่อนโล้นหมดเลยแต่พระอาจารย์ก็อยากทดลองในพื้นที่ 3 ไร่นี้ ก่อนทดลองก็ให้เด็กๆไปเดินสำรวจเก็บข้อมูล พบว่ามีต้นไม้อยู่12 ชนิด และมีอยู่ไม่กี่ต้น แต่เมื่อให้เด็กๆ ไปเก็บข้อมูลอีกครั้ง พบว่ามีพันธุ์ต้นไม้ 363 ชนิด โดยที่เราไม่ได้ปลูกแค่ปล่อยมันขึ้นเอง เป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์มาก”

ในอีกแง่มุมหนึ่ง หากมีการส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวของ จ.น่าน พระสมคิด มองว่า ประโยชน์ก็ยังคงไม่ตกอยู่กับชาวบ้าน แต่จะตกอยู่กับนายทุนนอกพื้นที่ที่หลั่งไหลเข้ามาผุดโรงแรม ที่พัก หรือรีสอร์ท ส่วนชาวบ้านจะกลายเป็นเพียงผู้รับจ้าง หรือลูกหลานที่ทำงานบริการ ดังนั้นหากจะทำเรื่องของการท่องเที่ยวจริง จะต้องมองมาที่การเชื่อมต่อกับชุมชน ส่งเสริมชาวบ้านให้ทำที่พักโฮมสเตย์ ทำแปลงเกษตรให้เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

“เรามีเครือข่ายป่าชุมชนน่านอยู่กว่า 300 ชุมชน ทำไมไม่ส่งเสริมให้เขาพัฒนาเป็นที่พัก ให้นักท่องเที่ยวได้มาดูว่าอยากไปพักแปลงไหน พักแล้วอยากออกไปเก็บผักปลอดสารพิษมาทำอาหารเอง แบบนี้มีไหม อยากกินไก่บ้านอบฟางอร่อยๆ อยากกินข้าวหลามน่านที่ทำด้วยมือตัวเอง อยากนั่งเกวียน อยากเดินชมป่าชมลำห้วย ชมแปลงเกษตรของชาวบ้าน อยากฟังดนตรีพื้นบ้านของที่นี่…”

“…ถ้าการท่องเที่ยวเป็นในมิตินี้ ชาวบ้านก็จะแข็งแรงขึ้น มีรายได้อยู่ในแปลงเขาแค่ไม่กี่ไร่ เขาไม่ไปทำหรอก ปลูกข้าวโพดเป็นร้อยไร่ ยิ่งทำยิ่งจน ยิ่งทำยิ่งจม เราจึงไม่ได้บอกว่าปฏิเสธกระแสการท่องเที่ยวนะ เห็นด้วย แต่มันต้องมาคุยกัน ดูว่าผลได้ผลเสียมันตกอยู่กับใคร”

นอกเหนือไปจากการทำเกษตร สิ่งที่พระอาจารย์ท่านนี้สอนแก่ชาวบ้าน คือการสร้างคุณธรรมให้กับตนเอง ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นกับชีวิตออกไป ตัวอย่างเช่น สิ่งที่เกินขอบเขตของเครื่องดื่มอย่างเหล้าหรือน้ำอัดลม ซึ่งในเวลางานศพหรืองานบุญครั้งใด ชาวบ้านจะหมดเงินไปกับสิ่งเหล่านี้ไม่น้อย

“ไม่ใช่ว่าไม่ให้ดื่มนะ แต่ว่ามาดื่มของเราแทนได้ไหม นั่นคือมาดื่มสมุนไพรที่ก็ได้มาจากป่า พระอาจารย์ก็ไปส่งเสริมให้เกิดกลุ่มหมอยาผลิตสมุนไพร เวลามีงานก็เลี้ยงกันด้วยสมุนไพรต้ม จนเดี๋ยวนี้ที่วัดมีหม้อสมุนไพรเตรียมไว้ให้ใช้ และที่สำคัญยังสื่อไปถึงเด็กและเยาวชน ที่ไม่ต้องไปเห็นพฤติกรรมผู้ใหญ่กินเหล้า แล้วยังสามารถสืบทอดวิถีเหล่านี้ โตไปก็กลายเป็นหมอยาได้”

ไม่เพียงการสื่อสารกับชาวบ้านเท่านั้น พระนักอนุรักษ์จากวัดโป่งคำยังมีโอกาสได้บรรยายประเด็นต่างๆ ให้แก่หน่วยงานรัฐฟังไปแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็ได้ชี้แจงว่าปัญหาของสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย คือคนรู้ไม่มีโอกาสได้ทำนโยบาย ขณะที่คนไม่รู้กลายเป็นคนมีอำนาจในการทำ

“การจะฟื้นฟูป่าทำไมคุณไม่ถามคนที่อยู่กับป่า ชาวบ้านเขาจะรู้หมดเลยว่าแต่ละต้นมีประโยชน์อะไร จะต้องรักษาด้วยวิธีไหน ถามว่าในรัฐบาลจะมีสักกี่คนที่รู้เรื่องต้นไม้ดี อย่างโครงการทวงคืนผืนป่านี่มันไม่ได้สร้างป่า แต่มันจะสร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ทวงคืนผืนป่าแล้วจะให้ชาวบ้านกินอะไร ทำไมไม่สร้างป่าด้วยแล้วก็สร้างปากด้วย”

“ถ้าพระอาจารย์เป็นฆราวาส ป่านนี้อาจจะถูกไปปรับทัศนคติหลายครั้งแล้วนะ” พระสมคิด กล่าวทิ้งท้าย

 

ไขปม “สำนักตรวจสอบอำนาจรัฐ” กับข้อครหาไร้อำนาจ-ไม่มีกฎหมายรองรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 19:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/471909

ไขปม "สำนักตรวจสอบอำนาจรัฐ" กับข้อครหาไร้อำนาจ-ไม่มีกฎหมายรองรับ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“สำนักงานตรวจสอบอำนาจรัฐ” หรือ ส.ต.ร. กำลังถูกสังคมตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่า เป็นหน่วยงานที่มีตัวตนหรือไม่ ภายหลังปรากฎภาพเหตุการณ์ กลุ่มชายฉกรรจ์สวมชุดดำและห้อยบัตรขององค์กรดังกล่าวหลายคนยืนเฝ้าอยู่บริเวณหน้าสถานบันเทิง ในถนนวอล์กกิ้งสตรีท พัทยา ตลอดจนปรากฎคลิปมากมายในโลกออนไลน์ที่แสดงถึงการใช้อำนาจหน้าที่และการรวมกลุ่มลักษณะประชุม

รองโฆษกตำรวจฟันธง “ไม่มีอำนาจเข้าตรวจค้น”

สำนักงานตรวจสอบอำนาจรัฐ แจ้งเกิดโด่งดังไปทั่วสังคมออนไลน์เมื่อ เดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารพบกลุ่มชายฉกรรจ์สวมชุดดำและห้อยบัตรขององค์กรดังกล่าวยืนเฝ้าอยู่บริเวณหน้าสถานบันเทิงหลายแห่ง ในถนนวอล์กกิ้งสตรีท โดยกลุ่มชายฉกรรจ์ ส่งตัวแทน 5 คน เข้าพบและพูดคุยกับตำรวจอ้างว่า เป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้น มีหน้าที่หลักคือการป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการ ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่า โดยมี สถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่ ต.ลำนารายณ์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี

โพสต์ทูเดย์ได้สอบถามประเด็นนี้ไปยัง พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และได้รับคำตอบว่า ส.ต.ร. เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเองไม่มีกฎหมายรองรับ ไร้อำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบเข้าตรวจค้นเจ้าหน้าที่ตลอดจนพี่น้องประชาชน

“องค์กรนี้ไม่มีอะไรรองรับ ที่อ้างว่า ตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ปัจจุบันก็ได้ยกเลิกใช้ไปแล้ว จึงไม่มีอำนาจในการตรวจค้น ตรวจจับใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ แต่ถามว่าถ้าคุณสงสัยและอยากตรวจสอบอำนาจรัฐก็ทำได้ด้วยการส่งหนังสือสอบถาม ร้องเรียนตามช่องทางต่างๆ ผ่านภาครัฐ บอกมาเลยว่า หน่วยงานใดมีพฤติการณ์นอกลู่นอกทาง ขอให้ช่วยตรวจสอบ พูดง่ายๆ มีหน้าที่เหมือนประชาชนอยากทำดีหรือทนายอาสาทั่วไปที่คอยบอกกล่าวแจ้งเตือนปัญหา”

ส่วนที่มีรายงานว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์จากสมาชิกหรือผู้เข้าร่วมนั้น พล.ต.ต.ทรงพล บอกว่า ต้องดูว่าเป็นการตกลงยินยอมระหว่างประชาชนกันเองหรือไม่ หากมีเจ้าทุกข์ร้องเรียนว่าถูกเรียกรับผลประโยชน์ เป็นผู้เสียหาย โดยถูกหลอกหรือชักชวนให้ทำสัญญา เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ที่ไม่มีจริงหรือไร้กฎหมายรองรับ แบบนั้นเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน

“พี่น้องประชาชนที่เจอบุคคลจากองค์กรประเภทนี้ ถ้าเขาไม่ได้มาละเมิดสิทธิเราหรือผู้อื่น ก็ไม่ต้องไปยุ่งวุ่นวาย แต่ถ้ามาทำให้คุณหรือใครเดือดร้อน แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจที่แท้จริงให้มาตรวจสอบได้”

ตรวจสอบได้ในฐานะประชาชน แต่ห้ามก้าวก่ายอำนาจเจ้าหน้าที่

ไม่นานมานี้มีคลิปวิดีโอปรากฎอย่างกว้างขวาง เหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบรถกระบะขนแตงโม ที่ต่อเติมเหล็กด้านท้ายให้หยุดที่ด่านตรวจ ซึ่งมีชายสองคนลงมาจากรถ สวมเจ็กเก็ตสีดำติดโลโก้ ส.ต.ร. พร้อมกับห้อยบัตรคล้ายเจ้าหน้าที่ อ้างตัวเองว่าเป็น “ผู้ตรวจสอบอำนาจรัฐ” ขอทำการตรวจสอบการทำหน้าที่ของตำรวจอีกที โดยขอดูเอกสารการตั้งด่านเเละใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ตามท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ได้แจ้งความเอาผิดชายทั้งสอง ที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนหลงผิดเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ตั้งด่านไม่ถูกต้องแล้ว

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ บอกเสียงดังฟังชัดว่า ส.ต.ร. คือ องค์กรเถื่อน เหมือนประชาชนตั้งกลุ่มขึ้นมาเท่านั้น ไม่มีอำนาจในการเข้าตรวจสอบหรือตรวจค้นเจ้าหน้าที่หรือผู้ใดทั้งสิ้น

“ในทางปฎิบัติคุณไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากร้องเรียนให้เกิดการตรวจสอบเท่านั้น ไปก้าวก่ายอำนาจเจ้าหน้าที่ไม่ได้ บางคลิปไปไล่ล่าหาความผิดจนเกินขอบเขต อาจเข้าข่ายขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ ไม่รู้ว่าเขาทำเพื่ออะไร บางแห่งมีการเรียกเก็บค่าสมาชิก มีการสอบเข้าด้วย บางแห่งมีการแต่งกายให้ประชาชนเกิดความสับสน ทั้งที่ไม่มีกฎหมายรองรับว่าพวกคุณสามารถทำอะไรได้เลย”

ทั้งนี้ ทนายความเกิดผล บอกด้วยว่า หากมีการหลอกลวงชาวบ้าน เรียกรับเงินโดยอ้างว่า สามารถช่วยดำเนินการกับหน่วยงานของรัฐได้ แบบนี้เท่ากับเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน

ประธาน ส.ต.ร. ยืนยันไม่ใช่องค์กรเถื่อน

ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์ไปยังหมายเลขของ ดร.กิตติมศักดิ์ ทวีทรัพย์ ตัดสมัย ประธาน ส.ต.ร. แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โดยระบบเครือข่ายโทรศัพท์แจ้งว่า ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก

อย่างไรก็ตาม ดร.กิตติมศักดิ์ ผู้ก่อตั้งหน่วยงานดังกล่าว เคยให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ ว่า ตั้ง ส.ต.ร. ขึ้นเมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2553 ตามรัฐธรรมนูญ 2550 โดยไม่ต้องมีการจดทะเบียน มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติในการป้องกันปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการ และมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์

ประธานคนดังกล่าว บอกว่า ปัจจุบันองค์กรมีสมาชิกครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศกว่า 5,000 คน ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะมีผู้อำนวยการระดับจังหวัดคอยกำกับดูแล โดยพร้อมให้ตรวจสอบความโปร่งใส เนื่องจากเปิดดำเนินกิจกรรมมานานถึง 7 ปี มีผลงานมากมาย

“ทางองค์กรของเราได้ทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานราชการทุกทบวงกรมของภาครัฐในทุกจังหวัด ถึงสำนักงานตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ขอรับรองว่าทางองค์กรจะไม่ปล่อยให้สมาชิกประพฤติตนนอกลู่นอกทางอย่างเด็ดขาด หากท่านใดพบเห็นสมาชิกประพฤติตนไม่เหมาะสม สามารถแจ้งเข้ามาได้ที่สำนักงานใหญ่โดยตรงที่ หมายเลข 086-8058217” ดร.กิตติมศักดิ์ ทวีทรัพย์ กล่าวในที่สุด

สำหรับประชาชนทั่วไปหากถูกบุคคลหรือองค์กรใดชักชวนให้กระทำในสิ่งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ก็ต้องประเมินแล้วว่า ควรจะแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบหรือไม่

คลิปจากเฟซบุ๊ก “คฑาเพชร แก่นแก้ว กล้า” เผยพฤติกรรมของ ส.ต.ร. รายหนึ่ง

 

คลิป สำนักงานตรวจสอบอำนาจรัฐจันทบุรี แก่งหางแมว จาก สบายดีทีวี8มหานคร

ถกกฎหมายคอมพิวเตอร์ หวั่นดุลยพินิจผู้ใช้อำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2559 เวลา 16:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/471854

ถกกฎหมายคอมพิวเตอร์ หวั่นดุลยพินิจผู้ใช้อำนาจ

โดย……ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเวทีจุฬาฯ เสวนา ครั้งที่ 3  เรื่อง “ก้าวต่อไปของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หลัง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ 2559” ณ ห้องประชุมสารนิเทศ หอประชุมจุฬาฯ

ปารีณา ศรีวนิชย์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ให้ความเห็นว่า สาระสำคัญของกฎหมายภาพรวมถือว่าดี แต่ยังมีข้อห่วงกังวลในส่วนของร่างประกาศกระทรวง ที่มุ่งเน้นไปยังรัฐและเอกชนเป็นหลัก จึงอยากให้ห่วงเรื่องประชาชนในฐานะผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม เพราะในร่างประกาศกระทรวงที่จะออกตามมาตรา 15 ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ว่าด้วยการพ้นผิดของผู้ให้บริการ หากดำเนินการระงับการเผยแพร่และลบข้อมูลที่มีความผิด จากระบบการแจ้งเตือน มีข้อห่วงกังวลว่า จะเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ สำหรับการให้ผู้ให้บริการทำการระงับการเผยแพร่และลบทำลายข้อมูล ทั้งที่ ยังไม่มีการชี้ถึงความผิดของข้อมูลนั้น จึงควรมีการระบุความผิดให้ชัด เพื่อไม่ก้าวล่วงศาล และให้ผู้ให้บริการสบายใจ

ส่วนหลักเกณฑ์การแจ้งเตือนร่างประกาศ กำหนดให้ผู้ร้องเรียนต้องใส่ข้อมูลตัวตันที่แจ้ง ไปยังผู้ให้บริการแล้วส่งต่อให้ผู้ร้องเรียนทราบด้วยนั้น มันจะกลายเป็นการทำให้ เอกชน 3 ฝ่าย ต้องมาทะเลาะกันจากมาตรการของรัฐหรือไม่ และแน่นอนว่า ในทางปฏิบัติอำนาจการตัดสินใจนี้จะขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการ

ทั้งนี้ เป็นไปได้ 2 ทาง คือ เอาลงตามรายงานแจ้งเตือน และไม่เอาลง เนื่องจากรู้ว่าข้อมูลนั้นไม่ผิดแน่นอน หรือไม่ก็ต้องการคุ้มครองเสรีภาพของผู้บริการ เนื่องจากยังไม่มีใครชี้ว่าผิด อีกทั้ง มองว่ามาตรา 15 และร่างประกาศที่เกี่ยวข้องควรมีลักษณะตั้งต้น ด้วยการพิสูจน์เจตนาตามหลักกฎหมายอาญาก่อน หากพิสูจน์ได้ ก็ไม่ต้องดำเนินการตามกระบวนการนี้

สำหรับมาตรา 20 ของพ.ร.บ.นี้ จะต่างจากมาตรา 15 เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอำนาจศาลในการสั่งระงับการเผยแพร่และลบข้อมูล ถือว่าดีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนความผิดที่เกี่ยวกับความมั่นคง และการละเมิดศีลธรรมอันดีนั้น จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาพิจารณา

ทว่า แต่จากประกาศที่กำหนดให้คณะกรรมการชุดนี้ มีเงินเดือน ก็กังวลว่า คณะกรรมการนี่ จะเฝ้าดูตลอด 24 ชั่วโมงเลยหรือไม่ นอกจากคณะกรรมการกลางชุดนี้แล้ว ยังมีคณะกรรมการเฉพาะด้านที่ยังไม่เห็นว่า จะมีด้านใดบ้าง จึงอยากเรียกร้องกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเปิดเผยมาก่อน

“เมื่อมีคำสั่งศาลให้ระงับและลบการเผยแพร่ข้อมูลแล้ว ร่างประกาศกำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถระงับได้เองหรือสั่งผู้ให้บริการดำเนินการได้ จุดที่น่ากังวลที่สุด คือ การระงับหรือลบของมูลข้องเจ้าพนักงานจะทำได้ก็ต่อเมื่อ ต้องเข้าไปในฐานข้อมูลของผู้ให้บริการ ผู้รับบริการก็จะเสี่ยงต่อการถูกเจาะข้อมูลส่วนอื่นจากหลังบ้าน ที่ไม่ได้เกี่ยวกับความผิดนั้นได้ หมายความว่า เขาจะเข้าถึงข้อมูลเราได้ทั้งหมด

แล้วหากตอนลบเกิดความผิดพลาด ผลกระทบจะเกิดอย่างมหาศาลในทันที และความน่ากลัวอีกจุดหนึ่งในประกาศ ที่กำหนดว่า เพื่อประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ ให้มีการตั้ง ศูนย์กลางบริหารจัดการ เพื่อทำการระงบและลบการเผยแพร่ ที่ทำให้เจ้าที่เข้าถึงฐานข้อมูลผู้รับบริการจากผู้ให้บริการได้ ดังนั้น จึงเสนอให้ความรับผิดชอบนี้ ควรเป็นของผู้ให้บริการ เพราะมีความชอบธรรมจากคำสั่งศาล และเจ้าหน้าที่ไม่ต้องไปยุ่งกับผู้ให้บริการ”

ขณะที่ ศรัทธา หุ่นพยนต์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมาย บริษัท Lazada (Thailand) สำหรับธุรกิจแล้วมาได้กลัวกฎหมาย แต่ปัญหาอยู่ที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพราะไม่รู้จะมีทัศนคติต่อการใช้กฎหมายนั้นอย่างไร โดยธุรกิจการขายของออนไลน์นั้นจะโดยเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล ที่สำนักงานอาหารและยา (อย.) และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค จะใช้พ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นตัวหลักในการตรวจสอบความผิด

ส่วนมาตรา 15 ของกฎหมายนี้ ถือว่าสบายใจขึ้นช่วยทำให้ไม่ผิด แต่ร่างประกาศกระทรวงโดยเฉพาะบางถ้อยคำยังไม่ชัดเจน และจะเป็นปัญหากับผู้ประกอบการ ซึ่งระบบแจ้งเตือนให้ดึงลง (notice and take down) ตามร่างประกาศ ผู้ประกอบการจะมีมาตรการนี่อยู่แล้ว ใครรายงานอะไรมาที่มีมูลาก็ดึงข้อมูลนั้นลง

“แต่หากกำหนดตามร่างประกาศนี้ ธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ ทั้งหมดคงไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 15 เพราะร่างประกาศมีเนื้อหาว่า ผู้ให้บริการต้องไม่ได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม จากข้อมูลที่มีปัญหาจนถูกรายงาน การเขียนแบบนี้กว้างไป เราทำธุรกิจขายของออนไลน์ มีรายได้จากค่าคอมมิชชั่นของที่ขายได้ ซึ่งเราไม่ได้มีเจตนาขายของที่มีความผิด

ที่ผ่านมาเราก็เจอปัญหาจากเจ้าหน้าที่ที่มีทัศนะคติแบบนี้ อย่างเลขาฯอย. บอกเราให้กลั่นกรองข้อมูลสินค้าทุกชิ้นก่อนลงเว็บ  เราขายสินค้าเป็นล้านชิ้น จะต้องเสียทรัพยากรจ้างคนมาดูทุกอย่างให้ได้ 100% ก่อนขึ้นเว็บ มันจะมีต้นทุนสูงมาก อีกทั้งระบบแจ้งเตือนของเรา ก็พบว่ามีรายงานการกลั่นแกล้งกันเองของร้านค้าจำนวนมาก ที่ใช้บริการเรา”

ด้าน อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เลขานุการมูลนิธิเพื่ออินเตอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง มองว่า ตัวพ.ร.บ.ดังกล่าวยังคงมีปัญหา โดยเฉพาะมาตรา 14 ที่มีการเพิ่มคำว่าบิดเบือนเข้ามา แม้กมธ.ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะยืนยันว่าคดีหมิ่นประมาทจากมาตรานี้จะน้อยลง แต่ก็เกิดคำถามว่าการใช้กฎหมายนี้เพื่อฟ้องปิดปากนักสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรม และนักอนุรักษ์ จะหมดไปหรือไม่

ส่วนมาตรา 15 ข้อยกเว้นสำหรับผู้ให้บริการไม่ต้องรับโทษ ก็ยังสงสัยว่าไม่ต้องรับโทษนั้น แต่จะยังมีคดีอาญาติดตัวหรือไม่ ทั้งยังเป็นการผลักภาระไปยังผู้ให้บริการต้องเป็นผู้พิสูจน์ แต่คนกล่าวหานั้น คือ เจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้ง ทั้งยังอาจนำไปสู่การกลั่นแกล้งกัน

“ผมยกตัวอย่างจากสถิติของกูเกิ้ล ที่ให้ข้อมูลต่อสภานิวซีแลนด์ เพื่อการปรับแก้กฎหมายลักษณะนี้พบว่า การแจ้งเตือนสูงถึง 57%  มาจากบริษัทคู่แข่งการค้า นอกจากนี้ ระบบแจ้งเตือนดังกล่าวยังเป็นการผลักภาระให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ดังนั้น ควรปรับประกาศกระทรวงให้ชัดเจนกว่านี้ โดยเฉพาะระบบรับแจ้งแล้วดึงลง (notice and take down) ที่เราจะเห็นว่าเป็นมาตรการของผู้แจ้ง และผู้ให้บริการไม่เกี่ยวกับผู้ถูกแจ้งในฐานะเจ้าของข้อมูลเลย”

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวยกแบบอย่างแคนนาดา ซึ่งควรศึกษาเนื่องจากใช้ระบบ notice and notice โดยแคนนาดามองว่า เจ้าของข้อมูลผู้ถูกร้องต้องอยู่ในกระบวนการนี้ด้วย จึงกำหนดมาตรการให้ผู้ให้บริการ เมื่อได้รับรายงานจากผู้ร้องให้แจ้งไปยังผู้ถูกร้อง เพื่อตัดสินใจว่าจะดึงลงหรือไม่ ถ้าไม่ก็ไปพิสูจน์กันที่ศาล

ส่วนร่างประกาศตามมาตรา 20 ก็ควรกำหนดมาตรการให้ผู้ให้บริการรับผิดชอบก่อนเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมาตรการก็ควรมีตั้งแต่ระดับเบาไปหาหนักเพื่อไม่ให้มีผลกระทบเยอะ

 

“ข้าราชการ-การเมือง-เอกชน” ผลประโยชน์ทับซ้อนที่แยกกันยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 20:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/471474

"ข้าราชการ-การเมือง-เอกชน" ผลประโยชน์ทับซ้อนที่แยกกันยาก

โดย..โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

ข่าวการรับเงินค่าที่ปรึกษาประมาณ 5 หมื่นบาทต่อเดือนจากบริษัทยักษ์ใหญ่แอลกอฮอล์เเห่งหนึ่งของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ และเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างกว้างขวางทั่วสังคม

ล่าสุด องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จัดเสวนาหัวข้อเรื่อง “กรณีค่าที่ปรึกษาเจ้าหน้าที่…ถูกหรือผิด…แก้ได้ หรือ ไร้หวัง” เพื่อหวังกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล เเละเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการที่ชัดเจนป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าของรัฐ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ทับซ้อน

การเมือง ข้าราชการ เอกชน เอื้อกันและกัน

ดร.บัณฑิต นิจถาวร เลขาธิการโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (CAC) กล่าวว่า การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐทั้งที่อยู่ในตำแหน่งและอดีตไปนั่งเป็นที่ปรึกษาของบริษัทเอกชน นำไปสู่ความห่วงใยจากภาคประชาชน 3 เรื่องได้เเก่

1.การกำกับดูแลการทำหน้าที่ของรัฐเองจะอ่อนแอ เนื่องจากมีคนไปนั่งในบริษัทที่รัฐกำกับดูแล  2.นำไปสู่การปกป้องช่วยเหลือในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม  3.ทำให้การแข่งขันในระบบตลาดเสี่ยงต่อความเสียหาย เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปนั่งในบางบริษัท

ดร.บัณฑิต บอกว่า ความใกล้ชิดที่ส่งผลให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างเจ้าหน้าที่ภาครัฐและเอกชนนั้น หากมองภาพใหญ่มีอยู่ประมาณ 3 รูปแบบ คือ

1. เจ้าหน้าที่รัฐในระดับสูงทั้งที่อยู่ในตำแหน่งและอดีตเข้าไปรับตำแหน่งในบริษัทเอกชน ซึ่งสามารถมีอิทธิพลให้คุณให้โทษได้

2.ผู้บริหารเอกชน เข้าไปนั่งในตำแหน่งภาครัฐ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการกำกับนโยบาย โดยทำหน้าที่ให้คำแนะนำหรือสามารถเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมหรือหน่วยงานของตัวเอง

3.นักการเมือง เข้าไปเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน พวกนี้จะรู้วิธีการตัดสินใจขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ใช้คอนเนคชั่น ประสบการณ์ พยายามขับเคลื่อนให้เกิดมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องหรือให้คุณให้โทษกับการทำธุรกิจ

“ฝรั่งเรียกประตูหมุน เหมือนการเข้าออกของคนในภาครัฐ เอกชน และนักการเมือง เรื่องนี้เสี่ยงจะทำให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น เสี่ยงต่อการทำหน้าที่ของหน่วยราชการที่ไม่เป็นกลาง ไม่เป็นธรรม และเสี่ยงต่อประเด็นปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน”

คำถามสำคัญก็คือ เราจะลดทอนความเสี่ยงจากสภาพดังกล่าวได้อย่างไร..

ดร.บัณฑิต บอกว่า ควรมีมาตรการและกฎระเบียบที่ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าของรัฐใช้อำหนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ต่อภาคเอกชน โดยอาจจะมีการออกกฎหมายเหมือนในหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น

-ภาครัฐควรกำหนดแนวทางปฏิบัติของข้าราชการที่ชัดเจน ทั้งบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งและอดีต อะไรทำได้ อะไรไม่ได้  ทั้งนี้ในมุมมองของตนบุคคลใดรับเงินเดือนรัฐถือว่าเป็นข้าราชการหมด

-ภาคเอกชน ที่จะไปรับตำแหน่งของภาครัฐ ต้องกำหนดให้ชัดเจน เช่นกันว่า ทำอะไรได้บ้าง

-ภาครัฐควรกำหนดให้ข้าราชการ นักการเมือง เว้นวรรคการรับตำแหน่งที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ที่ตัวเองดูแลเป็นเวลา 2 ปี (Cooling of Period) เรื่องนี้จะช่วยลดเส้นสายและการใช้อิทธิพล

-ภาคธุรกิจควรยึดธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ มีความผิดชอบในการแต่งตั้งบุคคล โดยพิจารณาว่าเหมาะสมหรือไม่ พร้อมกับแสดงความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจน

-ภาคธุกิจควรเปิดเผยรายชื่อตำแหน่งที่มีข้าราชการเข้าไปรับตำแหน่งต่างๆ ต่อสาธารณะชน

“บางทีกฎหมายเมืองไทยมีอยู่แล้ว เพียงแต่ปัญหาอยู่ที่การตีความและการบังคับใช้ ทำให้ไม่มีความชัดเจน คลุมเคลือ จากนี้จึงควรบังคับให้ชัดเจนไปเลย ที่ผ่านมาเราเคยปล่อยผ่าน แต่ถึงจุดนี้สังคมไทยเปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาต้องการความโปร่งใส เป็นธรรม และความชัดเจน”

ถึงเวลาเปิดเผยอย่างชัดเจน

ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา บอกว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นเกิดขึ้น และมีให้พบเห็นมาตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน โดยแฝงอยู่ในรูปเเบบต่างๆ จะเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยเท่านั้นเอง

“ประเด็นหลักสำคัญคือ ผลประโยชน์ของบรรดาข้าราชการทั้งหลายที่ได้มาจากภาคเอกชน มากกว่าเงินเดือนประจำ มันถึงเกิดปัญหาเช่นนี้มาตลอด”

เขา เล่าว่า ในอดีตก่อนมี พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ห้ามผู้มีอำนาจแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ผู้ใดเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ และหรือนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่า 3 แห่ง บรรดาปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง เเละผู้มีอำนาจตำเเหน่งใหญ่อื่นๆ พากันเป็นคนละ 10 แห่ง ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้มากมายมหาศาล ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มอัยการ

สำหรับกรณีนี้ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เขา ตั้งข้อสังเกตว่า มีรายละเอียดที่น่าสังเกตหลายอย่าง เช่น มีการระบุในบัญชีทรัพย์สินว่าได้รับเงินเดือนละประมาณ 5 หมื่นบาท ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งแปลว่าเพิ่งได้รับเงินเมื่อตอนมีตำแหน่ง หมายความว่า บริษัทเอกชนอาจจะจ่ายให้ตามตำแหน่ง อย่างไรก็ดี ยังไม่พบหลักฐานการจ่ายเงินจากภาคเอกชนว่า จ่ายในนามบริษัทแม่หรือบริษัทในเครือ และยังไม่มีคำชี้แจงอย่างชัดเจนจากทั้งสองฝ่าย ทำให้ไม่มีหลักฐานแหล่งรายได้ที่ชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามเรื่องการเสียภาษีอย่างถูกต้องตามระบบ

ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา พูดถึงข้อกฎหมายต่างๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องการรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ไล่ตั้งแต่ มาตรา 103 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลภายนอก หรือกฎหมายอื่นๆ อย่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน  พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่มีเนื้อความที่พูดถึงข้อห้าม เข้าไปถือหุ้นส่วนหรือรับตำแหน่งในบริษัทที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะฉะนั้นการที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ ไปนั่งเป็นที่ปรึกษาบริษัทขายแอลกอฮอล์ จึงหนีไม่พ้นการถูกตั้งคำถามอย่างแน่นอน

นอกจากนั้นยังมี มาตรา 100  ในข้อที่ 4 ของ ปปช. ที่ระบุว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปมีส่วนได้เสียในฐานะเป็นกรรมการ ที่ปรึกษา ตัวแทน พนักงาน หรือลูกจ้างในธุรกิจของเอกชนซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับ ดูแล ควบคุมหรือตรวจสอบหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดอยู่หรือปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งโดยสภาพของผลประโยชน์ของธุรกิจเอกชนนั้นอาจขัดหรือแย้งต่อประโยชน์ส่วนรวมหรือประโยชน์ของทางราชการหรือกระทบต่อความมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น

อย่างไรก็ตาม มาตราดังกล่าว ปัจจุบัน มีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้นที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับ ได้แก่ คณะรัฐมนตรี และกลุ่มผู้บริหารและรองผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

“บรรดาข้าราชการต่างๆ รอดพ้นการกำกับข้อกฎหมายนี้ ด้วยปัญหาต่างๆ อาจจะไม่สามารถประกาศให้คลอบคลุมข้าราชการทุกคนได้ ผมจึงเสนอว่า ทำไมไม่ประกาศเฉพาะตำแหน่งสำคัญๆ ที่มีลักษณะต้องไปกำกับดูแลเอกชนต่างๆ เช่น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจใหญ่ ถ้า ป.ป.ช. มีวิธีคิด และศึกษาชัดเจน การประกาศตำแหน่งสำคัญให้ชัดเจน อาจจะแก้ปัญหาทับซ้อนได้ในระดับหนึ่ง”

ผู้สื่อข่าวรายนี้ เสนอไอเดียทิ้งท้ายถึงมาตรการให้ข้าราชการรายงานการเข้ารับตำแหน่งของตนเองในภาคธุรกิจต่างๆ พร้อมกับชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นในการรับตำแหน่ง ก่อนนำเสนอสู่สายตาประชาชน

“ให้มีการออกกฏหรือข้อกำหนดที่ชัดเจน ให้บรรดาข้าราชการต้องรายงาน ชี้แจงต่อหน่วยงานต้นสังกัด ว่าได้เข้าไปรับตำแหน่งภาคธุรกิจที่ไหนบ้าง มีบทบาทหน้าที่และความจำเป็นอย่างไร แล้วควรกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนในกรณีที่ไม่รายงงานต้นสังกัด ที่สำคัญ เปิดเว็บไซต์ให้สังคมสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ว่าตำแหน่งที่ข้าราชการเข้าไปรับนั้นมีความขัดแย้งกับผลประโยชน์หน้าที่ที่ตนเองต้องดูแล หรือเคยดูแลหรือไม่ ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ทำมาหากิน เพียงแต่ห้ามทำมาหากินในลักษณะที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับตำแหน่งหน้าที่คุณ”

ผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ใช่อาชญากรรม

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกลุ่มธุรกิจการเงินธนาคารเกียรตินาคินภัทร  บอกว่า ผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นเรื่องยากที่สุดเรื่องหนึ่งในกระบวนการต่อต้านคอรัปชั่น มีความซับซ้อน และการออกข้อกฎหมาย ข้อบังคับต่างๆ เพื่อแก้ไขอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย

“ต้องเข้าใจก่อนว่าผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ใช่เรื่องทุจริต ไม่ใช่อาชญากรรม เพียงแต่เป็นภาวะที่ต้องมีการจัดการ ซึ่งมีหลายระดับและมีต้นทุนมาก แม้แต่มาตรฐาน OECD (ศูนย์บริการข้อมูลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ) ยังอธิบายถึงผลประโยชน์ทับซ้อนว่า ไม่สามารถดีไซน์ให้เหมือนกันทั้งโลกได้ ขึ้นอยู่กับบริบท แม้แต่ในสังคมเดียวกันประเทศเดียวกันก็ไม่สามารถดีไซน์ออกมาเป็นกฎตายตัวได้ เนื่องจากเกิดผลกระทบและมีต้นทุนสูงมาก”

อดีตคณะกรรมการนโยบายเเละกำกับดูเเลรัฐวิสาหกิจ บอกว่า เป็นไปไม่ได้ หากจะห้ามมีผลประโยชน์ทับซ้อนในทุกกรณี แต่จำเป็นต้องจัดการเเละระวัง โดยต้องเปิดเผยทั้งแบบอย่างพับบลิคเเละไม่พับบลิค และมีกระบวนการสลายผลประโยชน์ทับซ้อน

“การจัดการปัญหามีหลายทาง เช่น การให้เจ้าหน้าที่แถลงผลประโยชน์ที่ตนมีไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทั่วไปหรือผลประโยชน์ในกรณีเฉพาะหน้า เเละหากมีปัญหาขึ้นให้เจ้าหน้าที่คนนั้นออกนอกกระบวนการตัดสินใจในกระบวนการตัดสินใจนั้น คือ ไม่ต้องลาออก แต่หากมีเรื่องนี้ขึ้นมา คุณไม่เกี่ยวนะ มีการกำกับการเข้าถึงข้อมูลของเจ้าหน้าที่ผู้นั้น มีการจัดสรรหน้าที่ใหม่ถ้าหากมีผลประโยชน์ทับซ้อนขึ้น หรือแม้ห้ามเข้าร่วมการดำเนินงานที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของตัวเอง”

อดีตซุปเปอร์บอร์ดรายนี้ ย้ำอีกครั้งว่า ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ใช่อาชญากรรม แต่ประเด็นสำคัญคือเมื่อตกอยู่ในภาวะนั้นแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งการแก้ปัญหาต้องคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงด้วย

“ต้องคำนึงถึงความเป็นจริง ว่าถ้าเราตัดเงินที่ได้รับโดยชอบออกหมด เงินที่ไม่ชอบจะโตขึ้นอีกหรือเปล่า” เขาทิ้งท้าย

 

“เน้นสวยงาม-จำกัดอายุ-แก้กฎกติกา”…ถึงเวลาปฏิรูปนักมวยเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 ธันวาคม 2559 เวลา 18:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/471470

"เน้นสวยงาม-จำกัดอายุ-แก้กฎกติกา"...ถึงเวลาปฏิรูปนักมวยเด็ก

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

เมื่อพูดถึง “นักมวยเด็ก” หลายคนนึกถึงศิลปะแม่ไม้มวยไทยอันสวยงามผ่านท่วงท่าลีลาของเหล่านักสู้ตัวน้อย เอกลักษณ์ของชาติที่ควรรักษาไว้ อีกหลายคนกลับมองว่าโหดเหี้ยมป่าเถื่อน เป็นการทารุณกรรมโดยใช้เด็กเป็นเครื่องมือพนันของผู้ใหญ่

ไม่ว่าจะมองมุมไหน ประสบการณ์อันน้อยนิดบวกกับกติกาที่เน้นความรุนแรง เสี่ยงที่จะทำให้นักมวยเด็กได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ อันจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ไอคิวต่ำ-สมองบอบช้ำระยะยาว”ผลจากการโดนต่อยศีรษะ

ปัจจุบันเมืองไทยมีนักมวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมากกว่าหนึ่งแสนคนต้องเดินสายขึ้นชกอย่างไม่เป็นทางการ ทั้งชกเดิมพัน ชกชิงเงินรางวัลตามเวทีงานวัด งานเทศกาลต่างๆ โดยอายุน้อยสุดที่พบคือ 4 ปี นักมวยเด็กเหล่านี้จะได้รับความกระทบกระเทือนจากการโดนชกที่ศีรษะอย่างน้อย 20 หมัดต่อไฟท์

ยิ่งเริ่มชกอายุน้อยกว่า ชกนานกว่า จำนวนไฟต์การชกมากกว่า ก็ยิ่งมีผลต่อสมองมากขึ้น ซึ่งการบาดเจ็บเล็กๆน้อยๆในการชกซ้ำๆกันหลายครั้ง ส่งผลให้เกิดความผิดปกติของสมองในระยะยาวได้

ดร.วิทยา สังขรัตน์ หนึ่งในคณะผู้วิจัยเรื่อง “การบาดเจ็บสมองของนักมวยเด็ก” ศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ได้ใช้เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ศึกษาความแตกต่างระหว่างสมองของเด็กที่ชกมวย 323 คน กับเด็กทั่วไปที่ไม่ได้ชกมวย 253 คน พบว่า การชกมวยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีนั้นมีผลต่อสมองของเด็ก

“ผลวิจัยสรุปได้ว่า 69 % ของนักมวยเด็กจะมีความผิดปกติทางสมอง 1.มีเลือดออกในสมองจากการถูกชกหัว ทำให้มีธาตุเหล็กสะสมซึ่งเป็นสารพิษต่อเนื้อสมอง 2.เซลล์สมองและใยประสาทฉีกขาด ถูกทำลาย ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ 3.การทำงานของสมองด้านความทรงจำลดลง นำไปสู่อาการบกพร่องทางปัญญา หรือภาวะสมองเสื่อมได้ จากการวิจัยพบว่า ระดับสติปัญญา (ไอคิว) ของเด็กที่ชกมวยมากกว่า 5 ปีจะอยู่ 84 คะแนน ซึ่งคะแนนระหว่าง 80-89 คะแนนจะสามารถเรียนจบระดับมัธยมปลายเท่านั้น ส่วนเด็กทั่วไปที่ไม่ได้ชกมวย ไอคิวจะอยู่ที่ 90-110 คะแนน ซึ่งสามารถเรียนจบระดับอนุปริญญาหรือปริญญาตรี”

ดร.วิทยา เผยว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ การบาดเจ็บของสมองนักมวยเด็กจะส่งผลต่อการศึกษาและการดำรงชีวิตของเด็กในอนาคต

“หากเด็กเหล่านี้โตขึ้นไปแล้วไม่ได้เข้าสู่วงการมวย ไม่ได้เป็นนักกีฬามวยระดับชาติ จะกลับเข้าสู่สังคม จะใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปอย่างไร จะเรียนอะไร ทำงานทำการอะไร ในเมื่อสมองบอบช้ำ แถมไอคิวยังต่ำกว่าคนทั่วไป ยังไม่นับโรคทางระบบทางประสาทที่อาจตามมา เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน ฉะนั้นในเด็กที่ต่ำกว่า 15 ปีลงไป ผู้ปกครองไม่ควรใช้สิทธิ์ตัดสินใจให้พวกเขาถูกทำร้ายด้วยการชกมวยตั้งแต่อายุยังน้อย”

 กฎหมายมวยไม่สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองเด็ก

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีประเด็นที่สับสนระหว่างมวยอาชีพกับมวยสมัครเล่น ในพรบ.กีฬามวย พ.ศ.2542 ไม่สอดคล้องกับพรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 กฎหมายค้ามนุษย์  และอนุสนธิสัญญาสิทธิเด็ก

“ตามพรบ.มวย 2542 มาตรา 29 ระบุว่า นักมวยที่จะจดทะเบียนได้ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ แต่ในความเป็นจริงคือ ทุกวันนี้มีนักมวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมากกว่าหนึ่งแสนคน แต่มีการลงทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย การกีฬาแห่งประเทศไทยไม่ถึง 1 % เท่านั้น ซึ่งการชกมวยเด็กก็เป็นลักษณะมวยอาชีพ ได้รับค่าตอบแทน จึงถือว่าผิดกฎหมาย เนื่องจากตามพรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 26 ระบุว่า ห้ามไม่ให้จ้าง บังคับ ขู่เข็ญ ยุยง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กกระทำการอันอาจเป็นอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ขัดขวางต่อพัฒนาการของเด็ก เล่นกีฬาเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางการค้า หรือเข้าไปในสถานที่เล่นพนัน

ขณะเดียวกันในต่างประเทศถือว่ามวยเด็กเป็นการทารุณกรรม เป็นการใช้แรงงานเด็กขั้นเลวร้ายที่สุด ที่ผ่านมามีสื่อต่างชาติรายงานข่าวเรื่องมวยเด็กในไทยออกมาในเชิงลบอยู่เป็นประจำ นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ไทยถูกจัดอยู่ในระดับ Tier 3 จากรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (TIP Report) ของสหรัฐอเมริกา”

รศ.นพ.อดิศักดิ์ บอกว่า สิ่งที่ต้องการมิใช่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเลิกชกมวยเด็ดขาด แต่แค่ปรับเปลี่ยนกฎกติกาที่คำนึงถึงความปลอดภัยในตัวเด็กมากขึ้น ไม่ให้บอบช้ำ หรือได้รับการบาดเจ็บรุนแรงอันจะส่งผลเสียต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของเด็ก

“4 ข้อเสนอเพื่อให้มวยไทยปลอดภัยสำหรับเด็กก็คือ 1.นักมวยเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ต้องเป็นเพียงวัฒนธรรมและกีฬาสมัครเล่นโดยมีกฎกติกาที่เหมาะสมตามอายุ ไม่ใช่เป็นอาชีพ ไม่ทดแทนคุณ ไม่ทารุณกรรม และไม่เป็นการพนัน 2.มีการกำหนดเกณฑ์อายุ เช่น อายุต่ำกว่า 9 ปี ให้แค่รำมวย แสดงท่าททางอันหลากหลายของแม่ไม้มวยไทย เน้นสวยงาม เตะต่อยเป้า อายุ 9-12 ปี แข่งแบบปะทะได้ แต่ห้ามชกศีรษะ ถ้าชกที่ศีรษะจะไม่ได้คะแนน แถมถูกตัดคะแนน หรือจับแพ้ ที่สำคัญต้องใส่บอดี้การ์ด หรือเฮดการ์ดด้วย ส่วนอายุ 13-15 ปี แข่งแบบปะทะได้ มุ่งเป้าศีรษะได้ แต่ต้องชกแบบเบา เน้นเข้าเป้า การได้คะแนนจะวัดจากความแม่นยำ ไม่ใช่การต่อสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนที่เป็นอยู่

3.ต้องแก้กฎหมายพรบ.มวย 2542  ให้สอดคล้องกับพรบ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 กฎหมายค้ามนุษย์  และอนุสนธิสัญญาสิทธิเด็ก นั่นคือ ป้องกันไม่ให้เด็กได้รับอันตราย ไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ เดิมพัน พนัน ให้กีฬามวยไทยเด็กเป็นแค่มวยสมัครเล่นเท่านั้น เดี๋ยวนี้จะเห็นได้ว่านักมวยเด็กเขาต่อยกันแบบนักมวยผู้ใหญ่เลย มีค่าตัว ถอดเสื้อ ตัวเปล่า ชกกันแบบรุนแรง โดยไม่มีการสวมอุปกรณ์ป้องกันเหมือนมวยสมัครเล่น และ 4.ในการแข่งขันกีฬาให้กำหนดชก 3 ยก ยกละ 1- 1.5 นาที กำหนดช่วงพักระหว่างการชกแต่ละครั้ง หากมีการบาดเจ็บสมอง ต้องพักนานขึ้น แต่ละอายุจะมีข้อแนะนำการพักที่แตกต่างกัน”

เสียงจากครูมวย-อดีตนักค้ากำปั้น

สมควร สิงห์พลี อดีตนักมวยไทยผู้ใช้นามบนสังเวียนว่า “น้องรัก สิงห์กรุงธน” เล่าว่า เริ่มชกมวยตั้งแต่อายุ 14 ปี

“ชกนานๆสมองเสียหายกระทบกระเทือนจริง สมัยหนุ่มๆร่างกายแข็งแรง กระฉับกระเฉงว่องไว แต่ตอนนี้ภรรยาบอกว่าเวลาถามอะไรจะตอบสนองช้า ไม่ทันท่วงที กว่าจะพูดตอบกลับมาได้ใช้เวลาพอสมควร”

วีระ ทิพย์แก้ว อดีตนักมวยอีกรายบอกว่า วงการมวยสมัยนี้การพนันเข้ามามีอิทธิพลสูง เซียนมวย หัวหน้าค่ายจึงไม่ค่อยเน้นศิลปะแม่ไม้มวยไทยอันสวยงามเหมือนแต่ก่อน

“เดี๋ยวนี้ทราบว่า วงเงินพนันเป็นล้านๆ พวกเซียนมวยก็ไม่มาสนใจความสวยงามหรอก หัวหน้าค่ายก็เน้นสอนแต่ให้นักมวยชกแบบหนักหน่วงรุนแรง ไม่เน้นสวยงามกันแล้ว ตรงนี้แหละที่ผมเป็นห่วง”

นพฤทธิ์ ยูฮันเงาะ ครูสอนมวยไทย บอกอีกว่า แต่ไหนแต่ไรมาการจะสร้างนักมวยเก่งๆขึ้นสักคนต้องเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย โตขึ้นร่างกายจะสะสมความแข็งแกร่ง ฝีไม้ลายมือ และประสบการณ์ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องชกมวยตั้งแต่ยังเด็ก

“ผมอยากเน้นย้ำเรื่องการดูแลนักมวยหลังหยุดชก ที่ผ่านมาช่วงนักมวยรุ่งๆ หัวหน้าค่ายประคบประหงมอย่างดีอย่างกับซูเปอร์สตาร์ พอแขวนนวมเลิกชก ก็ไม่ดูแล นักมวยหลายคนจึงตกอับ เจ็บป่วยออดๆแอดๆ ไม่มีเงินรักษา ไม่มีงานทำ ไม่มีหน่วยงานไหนมาช่วยเหลือ”

กระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปวงการนักมวยเด็กครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นการห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเลิกชกมวยอย่างถาวร เพียงแค่ปรับเปลี่ยนกฎกติกาที่คำนึงถึงความปลอดภัยในตัวเด็กมากขึ้น เน้นความสวยงามของศิลปะแม่ไม้มวยไทยมากกว่าจะต่อสู้กันแบบเอาเป็นเอาตายอย่างที่ผ่านมา

 

“พลุไฟในสนาม” เมื่อแฟนบอลบางกลุ่มเปลี่ยนเสียงเชียร์เป็นผลเสียให้ทีมเจ้าบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 18:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/471038

"พลุไฟในสนาม" เมื่อแฟนบอลบางกลุ่มเปลี่ยนเสียงเชียร์เป็นผลเสียให้ทีมเจ้าบ้าน

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

พฤติกรรมของกองเชียร์บางกลุ่มที่จุดพลุแฟลร์ หรือ พลุไฟ ในเกมการแข่งขันฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ ระหว่างทีมชาติไทย และ ทีมชาติอินโดนีเซีย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสังคม รวมทั้งยังส่งผลให้ทีมชาติไทยเสี่ยงต่อการถูกลงโทษจากสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย หรือ เอเอฟซี ด้วย

สมาคมฟุตบอลเตรียมโดนปรับแน่ๆ 7 แสนบาท

มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันความรุนแรงระหว่างผู้ชมกีฬาฟุตบอลในระบบสากลของฟีฟ่า ระบุชัดเจนว่า “ห้ามนำพลุไฟเข้าไปภายในสนามฟุตบอล” เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และโฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า สมาคมฯ คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงโทษปรับจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และเอเอฟซีได้ โดยคาดว่าไม่ต่ำกว่า 20,000 สวิตฟรัง หรือ ประมาณ 700,000 บาท ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการด้านวินัยของเอเอฟซี

“กรณีล่าสุด บทลงโทษขึ้นอยู่กับความเสียหายที่เกิดขึ้น การตอบสนองและจัดการสถานการณ์ของประเทศเจ้าภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้รบกวนหรือว่าสร้างความเสียหายให้กับเกมการแข่งขัน ทำให้บทลงโทษไม่น่าจะออกมารุนแรง ไม่ถึงขั้นห้ามแฟนบอลเข้าชมการแข่งขันในสนามหรือไปเล่นที่สนามกลาง แต่หนีไม่พ้นถูกปรับแน่นอน โดยคาดว่าไม่ต่ำกว่า 20,000 สวิตฟรัง หรือ ประมาณ 700,000 บาท”

ขณะที่ความผิดของแฟนบอล สมาคมฯ อยู่ระหว่างพิจารณา โดยมีโทษตั้งแต่ การปรับเงินไปจนถึงการแบนห้ามเข้าสนาม ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการอีกครั้งหลังจากคลี่คลายในประเด็นข้อกฎหมายทั่วไปเสียก่อน โดย พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่า จะดำเนินการกับกลุ่มผู้ก่อเหตุที่อยู่ในกลุ่มกองเชียร์ดังกล่าว และอาจเอาผิดถึงแกนนำของกลุ่มด้วย เนื่องจากทำให้ภาพลักษณ์ของวงการฟุตบอลและประเทศชาติเสื่อมเสีย

สำหรับการจุดพลุในสนามฟุตบอล เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเรื่อง พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธ พ.ศ. 2490

โดย มาตรา 47 ห้ามมิให้ผู้ใดสั่ง นำเข้า หรือค้า ซึ่งดอกไม้เพลิง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ฐานความผิด การไม่ได้รับอนุญาตตาม ม.47 เป็นความผิดมาตรา 77 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พงส.เปรียบเทียบปรับได้

ส่วนกรณีฐานความผิดอื่นๆ ได้แก่ การเล่นดอกไม้เพลิง พลุ หรือประทัด ในที่สาธารณะหรือในงานรื่นเริง อาจมีความผิดฐาน “ทำให้เกิดเสียงหรือกระทำความอื้ออึงโดยไม่มีเหตุอันสมควร จนทำให้ประชาชนตกใจหรือเดือดร้อน” ตาม ป.อาญา มาตรา 370 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาท

– กรณีการเล่นประทัดหรือจุดพลุ โดยโยนใส่หรือจุดใส่บุคคลอื่น โดยเจตนา หากบุคคลดังกล่าวได้รับบาดเจ็บหรือบาดเจ็บสาหัส ผู้นั้นมีความผิดฐาน “ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือได้รับอันตรายสาหัส” ตาม ป.อาญา มาตรา 295 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือ 297 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี

– กรณีการเล่นประทัดหรือจุดพลุ โดยโยนเล่นหรือจุดเล่น แต่ไปถูกคนอื่นได้รับบาดเจ็บหรือบาดเจ็บสาหัส โดยไม่ได้ตั้งใจ ผู้นั้นมีความผิดฐาน “กระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือได้รับอันตราสาหัส” ตาม ป.อาญา มาตรา 300(สาหัส) หรือ 390 แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กลุ่ม ULTRAS ในเมืองนอก ภาพจาก http://ultras-europe.com/en/content/8-photos

อันตรายต่อชีวิตคนรอบข้าง

พลุไฟคือ พลุสัญญาณขอความช่วยเหลือ Red Hand Flare หรือที่เรียกว่า พลุสัญญาณส่องสว่างสีแดง เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตในยามฉุกเฉิน ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ท่ามกลางผู้คนหมู่มากอย่างสนามฟุตบอล

รศ.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์สาขาเคมีอินทรีย์และนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า พลุไฟ มีส่วนประกอบเป็นสารเคมีในกลุ่ม Strontium  ปัจจุบันองค์กรฟุตบอลทั่วโลก ห้ามจุดพลุบนอัฒจรรย์  เพราะกลัวอันตราย จากเหตุเพลิงไหม้ ผลกระทบทางด้านร่างกายและสุขภาพของคนรอบข้าง

“การจุดในที่ๆ มีคนหมู่มาก ปัญหาเเรก คือ ความร้อนของมันเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ เวลาเผาไหม้จะเกิดควัน ผง และกลิ่น ซึ่งเป็นสารพวกไฮโดรคาร์บอน คนที่แพ้จะเกิดการละคายเคืองต่อผิวหนัง ดวงตา หลายคนอาจเกิดการละคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ และสำลักควันได้ เพราะงั้นไม่เหมาะสมในการจุดท่ามกลางฝูงชน” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเคมีกล่าว

พลุเเฟลร์ ในเกม กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ภาพจาก http://www.internazionale.fr/

เลียนแบบต่างชาติแบบสุดโต่ง กลายเป็นพวกไม่มีเหตุผลที่สร้างผลเสีย

พฤติกรรมที่กลุ่ม ULTRAS THAILAND แสดงออกไม่ใช่ครั้งแรก หากยังจำกันได้ เมื่อปี พ.ศ. 2557 เคยแสดงพฤติกรรมลักษณะนี้มาแล้วในการแข่งขัน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2014” นัดที่ทีมชาติไทยถล่มทีมชาติฟิลิปปินส์ 3-0 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

ตัวแทน Ultras กลุ่มหนึ่งจากภาคอีสาน เล่าว่า กลุ่ม ULTRAS THAILAND ลอกเลียนแบบวัฒนธรรมการเชียร์มาจากต่างประเทศ เป็นกลุ่มที่มีอารมณ์ร่วมสูงในการเชียร์ ผ่านความอึดอัด กดดัน มาหลายด้านทั้งจากการทะเลาะวิวาท การต่อสู้ทางด้านสังคม วัฒนธรรม ทุนนิยม ตลอดจนการเมืองภายในประเทศของตน ก่อนปรากฎภาพการเชียร์ในลักษณะดังกล่าว

“สมัยก่อนฟุตบอลเมืองนอกเวลาเป็นทีมเยือนค่อนข้างเสี่ยงต่อความรุนแรง กลุ่มนี้เขารวมตัวกันเพื่อไม่ให้โดนทำร้าย เดินเข้าสนามเป็นกลุ่มๆ บ้านเราเอามาทำบ้างทั้งที่จริงๆ แล้วไม่มีใครมาตีเราหรอก เลียนแบบมา พยายามอยากเป็นแบบนั้น

“ที่สำคัญเมืองนอกเขาผ่านความอึดอัด ความขัดแย้งอะไรมามาก แต่บ้านเราไม่ขนาดนั้น รับเอาวัฒนธรรมเขามาและปรับใช้มันอย่างรวดเร็ว มีความคิดสุดโต่งเกินเหตุจนกลายเป็นพวกไม่มีเหตุผล ไปอ้างว่าต่อสู้เพื่อชาติ ทั้งที่เหตุการณ์ในบ้านเมืองไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่แสดงออก แทนที่การเชียร์จะกลายเป็นนรกของทีมเยือนกลับกลายเป็นสร้างปัญหาให้กับพวกเดียวกันเอง”

เขา บอกต่อว่า กลุ่ม ULTRAS มีการแสดงออกที่หลากหลาย ที่เห็นได้ชัดอย่างการแต่งกายด้วยชุดดำ ไม่สวมเสื้อสโมสรหรือเสื้อทีมชาติที่ตัวเองเชียร์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน ขอแค่เชียร์และสนับสนุนทีมก็พอโดยมี คอนเซปต์ว่า No Face, No Name! ส่วนการจุดพลุไฟ มองแง่หนึ่งเหมือนการเฉลิมฉลอง ขณะที่อีกด้านเหมือนเป็นการประท้วง นอกจากนั้นทางกลุ่มยังยึดติดกับคำว่า AGAINST MODERN  FOOTBALL หรือการต่อต้านฟุตบอลสมัยใหม่ โดยประท้วงธุรกิจในโลกฟุตบอล หรือแม้กระทั่ง Regulation are killing us  ซึ่งแปลว่ากฎระเบียบจะฆ่าเรา

“ก่อนหน้านี้ ULTRAS THAILAND เคยหยุดจุดพลุไฟไปแล้วหลังจากโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง แต่รอบนี้ผมคิดว่าเขาคงนึกไม่พอใจอะไรสักอย่าง อาจมาจากกระแสเรื่องการเผาธงชาติพม่าและการแสดงออกของกลุ่มก่อนหน้านี้ ซึ่งถูกด่าเละเทะจากสังคม พวกเขาคงคุยกันมาแล้วว่าจะตอบโต้ด้วยการจุดพลุไฟ ตั้งใจทำ เพราะรู้ตัวอยู่ว่าทำไปก็โดนด่าแน่นอน”

อย่างไรก็ตามหากไม่นับเรื่องการจุดพลุไฟ แฟนบอลจากภาคอีสานรายนี้ บอกว่า กลุ่ม ULTRAS THAILAND  นั้นมีแง่มุมดีๆ อยู่เช่นกัน เนื่องจากเป็นกลุ่มกองเชียร์ที่คอยสนับสนุนนักกีฬาทีมชาติไทยหลายประเภทไม่ว่าจะเป็น ฟุตซอลคนหูหนวก ตะกร้อ วอลเลย์บอล หรือกีฬาชนิดอื่นๆ ที่มักไม่ค่อยมีคนสนใจ

สังคมส่วนใหญ่กำลังไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่อส่วนรวม อย่าง การจุดพลุไฟขณะที่พฤติกรรมอื่นซึ่งเป็นการแสดงออกลักษณะเฉพาะกลุ่ม หากไม่ได้ส่งผลเสียต่อส่วนรวมหรือละเมิดกฎหมายเสียแล้ว ก็คงไม่มีใครต่อว่า

ภาพจาก http://www.dw.com/en/crusaders-in-the-crowd-fighting-polands-right-wing-football-ultras/a-19330835

 

ภาพจาก https://lookatthesescenes.com/2015/09/27/a-matter-of-life-death/

ภาพเหตุการณ์ในสนามราชมังคลากีฬาสถานจาก เฟซบุ๊กเพจ Fair