บทเรียนจากพรบ.ผู้ประสบภัย อย่าเดินซ้ำให้ “ประกัน” คุมค่ารักษาขรก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ธันวาคม 2559 เวลา 07:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470857

บทเรียนจากพรบ.ผู้ประสบภัย อย่าเดินซ้ำให้ "ประกัน" คุมค่ารักษาขรก.

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

กรณีการโอนระบบสิทธิดูแลค่ารักษาพยาบาลข้าราชการและครอบครัวกว่า 5 ล้านคน จากเดิมที่กระทรวงการคลังมอบหมายให้กรมบัญชีกลางดูแล กำลังจะถูกโอนให้บริษัทประกันเอกชนเข้ามาบริหารนั้น เป็นเรื่องที่ภาคสังคมกังวลว่านโยบายนี้จะทำให้ข้าราชการและครอบครัว รวมถึงระบบโรงพยาบาลรัฐทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่

ในมุมมองของ นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ไม่เชื่อว่าเอกชนจะบริหารระบบค่ารักษาพยาบาลข้าราชการได้ดี เพราะบริษัทประกันเอกชนมีหลักอยู่บนพื้นฐานที่อิงกับกำไร เมื่อเข้ามาจะต้องแสวงหากำไร โดยพยายามลดต้นทุนการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการแน่นอน

ทั้งนี้ เนื่องจากปกติแล้วระบบประกันเอกชนต้องมีกติกาเพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายหลายขั้นตอนและยุ่งยาก ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่คงเคยเผชิญกับระบบประกันมาแล้ว หากเป็นเช่นนั้นข้าราชการอาจเข้ากับดัก กรณีนี้จึงไม่ใช่คำตอบในการเปลี่ยนระบบคุมรักษาพยาบาลข้าราชการเพื่อหวังคุมงบประมาณที่มีแนวโน้มสูงขึ้น

นพ.อำพล กล่าวว่า ปัจจุบันระบบหลักประกันสุขภาพในไทยมี 3 หน่วยงานหลักดูแล คือ สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ระบบประกันสังคม และระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการนี้ ถือว่าเป็นระบบปลายเปิดคือ สามารถเบิกได้ตามการใช้จริงทุกครั้งนี้ที่เข้าใช้บริการโดยไม่มีข้อจำกัด

สำหรับโรงพยาบาลรัฐจะเบิกตรงกับกรมบัญชีกลางทำให้ระบบนี้ควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ได้ เนื่องจากไม่มีการควบคุมระบบการเงิน หากเทียบกับระบบปลายปิดของระบบประกันสังคม หรือระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีระบบสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายให้สถานพยาบาล

นอกจากนี้ ระบบปลายเปิดที่ใช้ในสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ยิ่งทำให้สถานพยาบาลมีแรงจูงใจที่ตรวจรักษาเพราะหากรักษามากก็จะทำรายได้เข้าโรงพยาบาลมากขึ้น อย่างที่เห็นในปัจจุบันหลายโรงพยาบาลมักมีการนวดแผนไทยเฉพาะ เนื่องจากข้าราชการสามารถเบิกได้จึงทำให้วันนี้หลายโรงพยาบาลเปิดให้บริการนวดกันมาก

นอกจากนั้น จากสถานการณ์ราคาเวชภัณฑ์ยาแพงขึ้น และปัจจัยที่ข้าราชการและครอบครัวยุคใหม่มีอายุยืนยาว เหตุผลเหล่านี้จึงอาจทำให้ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการมีแนวโน้มขึ้นมาตลอดเรื่อยๆ ทำให้กระทรวงการคลังต้องนำบริษัทประกันเอกชนเข้ามา

นพ.อำพล มองว่า การแก้ปัญหาไม่ควรให้ประกันเอกชนเข้ามาบริหาร เพราะจะไม่สามารถแก้ได้ เนื่องจากเมื่อเอกชนเข้ามาจะต้องมีค่าบริหารตั้งแต่ 10% ไปถึง 40% ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่ให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลระบบ และไม่เห็นเหตุผลที่ดีอะไร แต่สิ่งที่วันนี้กรมบัญชีกลางบริหารกองทุนทำ เพียงตั้งงบประมาณและออกกำหนดกฎเกณฑ์ โดยไม่มีหน่วยงานเข้ามาดูแลและพัฒนาระบบบนี้ ไม่เหมือนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บริโภค และนักวิชาการวิชาชีพมาร่วมกันดูและพัฒนา และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก็มีกรรมการคอยดูแล ขณะที่ผู้ประกันตนก็มีสิทธิที่จะร่วมพัฒนา ฉะนั้นมองว่าสวัสดิการข้าราชการ ควรต้องมีระบบการบริหารที่เป็นกลไกของรัฐเช่นนี้ แต่จะเป็นองค์กรรูปแบบใดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นพ.อำพล กล่าวว่า เป้าหมายเอกชนคือทำกำไรสูงสุดอย่างที่เห็นมาตลอดใน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ ซึ่งทางสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เคยศึกษาวิจัยพบว่าที่ผ่านมาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติปี 2550 เคยที่จะแก้ไขกฎหมายนี้เนื่องจากการบริหารได้ยกให้เอกชนมาดูแล ซึ่งพบว่า มีปัญหาชัดเจน คือ 1.มีค่าบริหารสูง 2.มีขั้นตอนมากมายทำให้ผู้ใช้บริการได้รับความเดือดร้อนเคลมยาก

ทั้งนี้ เนื่องจากตั้งแต่ช่วงเริ่มออกกฎหมายนี้ รูปแบบการบริหารถูกออกแบบให้ตั้งกองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ขึ้นมา โดยดึงเงินที่เก็บจากผู้ใช้รถระหว่างต่อทะเบียนทุกปี ซึ่งเป็นประกันภาคบังคับ เพราะรัฐหวังว่าเมื่อมีเหตุการณ์รถชนผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต จะมีเงินจากองทุนนี้ไปช่วยเหลือ โดยใช้ระบบการพิสูจน์ถูกผิด คือ ต้องมีการไปไล่เบี้ยผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายและมีขั้นตอนมากมาย ซึ่งรัฐก็ได้ให้เอกชนรับไปทำทั้งหมด และขณะนี้ถือว่า พ.ร.บ.ตัวนี้มีกำไรดีมาก จนปัจจุบันเห็นเอกชนหลายรายนิยมเปิดร้านรับทำ พ.ร.บ.นี้จำนวนมาก

ผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์ ฉายภาพว่า ระบบเงินหมุนเวียนในกองทุนของ พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถยนต์นี้จากข้อมูลการวิจัยของ ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล นักวิจัยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าเมื่อปี 2548 มีเงินไหลเข้าสู่กองทุนมูลค่ามากถึง 8,500 ล้านบาท ในทางกลับกันมีการนำไปจ่ายเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นเพียง 3,800 ล้านบาท/ปี ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายการบริหารจัดการกองทุน 4,200 ล้านบาท และกำไรอีก 500 ล้านบาท

ประเด็นดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าระบบนี้มีเงินไปถึงผู้ประกันนั้นน้อยมาก เพราะส่วนใหญ่จะถูกหักเป็นค่าบริหารกับกำไร และเชื่อว่าการเจ็บป่วยประเภทนี้ในความเป็นจริงการรักษาวงเงินรวมน่ามากกว่า 3,000 ล้านบาท/ปี แต่สาเหตุที่ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่มาก เนื่องจากมีการนำเงินจากระบบสวัสดิการอื่นมาจ่ายร่วม เพราะเชื่อว่าโรงพยาบาลและผู้ประกัน มีความลำบากที่จะไปเบิกกับบริษัทประกันที่มีขั้นตอนยุ่งยาก จึงเลือกใช้ประกันส่วนอื่นแทน

อดีตเลขาธิการ สช. กล่าวว่า ตามหลักความเป็นจริงเมื่อมีการเจ็บป่วย จะต้องมีเงินที่สามารถช่วยเหลือในเบื้องต้นได้ทันที แต่ปรากฏว่าเมื่อมีข้อกำหนดขั้นตอนต่างๆ มากมาย อาทิ เรียกตรวจสอบหลักฐานเยอะ จ่ายยาก หรือแม้แต่เลขตัวถังรถยนต์ก็ต้องไปดูและนำมากรอกในเอกสาร ปัญหาเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนเป็นการยกภาระให้กับผู้ที่ป่วย ทำให้ระบบนี้เมื่อผู้เอาประกันเกิดอุบัติเหตุ จึงมักไม่ไปใช้สิทธิประกันจาก พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถฯ แต่เลือกใช้ระบบประกันสังคม หรือระบบประกันสุขภาพแห่งชาติมากกว่า เท่ากับว่าเป็นการดึงเงินจากกองทุนอื่นมาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากกองทุนผู้ประสบภัยจากรถ ฉะนั้นวันนี้มองว่าไม่ควรจะมี พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว แต่รัฐก็ยังคงให้เอกชนทำแบบอยู่

หรือหากจะทำต่อจากงานวิจัยก็มีข้อเสนอว่า ควรแก้กฎหมายนี้ ไม่ควรให้เอกชนทำ แต่อาจนำเงินค่าประกันหลังจากที่กรมการขนส่งทางบกเก็บได้ ส่งไปยังระบบรักษาพยาบาลกองทุนอื่นของรัฐ เช่น สปส. หรือ สปสช. ที่ดูแลอยู่เพื่อดำเนินการต่อ

ดังนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ควรทำซ้ำอีก หรือเอาสวัสดิการข้าราชการไปให้เอกชนทำ เพราะที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นแล้วอย่างใน พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถฯ นี้ ที่เอกชนดำเนินการ อาจทำให้ข้าราชการได้รับสิ่งตอบแทนที่ต่ำกว่าปัจจุบัน และที่สุดเมื่อข้าราชการเดือดร้อนไม่พอใจขึ้นมา ประกันก็จะหวังว่ารัฐก็ต้องเพิ่มงบประมาณ และในที่สุดงบประมาณก็ต้องบานปลายต่อไป

นพ.อำพล เสนอทางออกว่า เรื่องนี้ควรให้หน่วยงานรัฐทำเองดีกว่ามอบให้เอกชนทำ ส่วนการดำเนินการควรทำร่วมกัน 3 ฝ่ายคือ ภาครัฐ ฝ่ายวิชาการ ข้าราชการที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาช่วยกันแสดงความคิดเห็นหามาตรการระบบที่เป็นรูปธรรม เชื่อว่าวิธีนี้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายที่บานปลายให้สามารถควบคุมได้อย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบคุณภาพบริการไปพร้อมกันซึ่งรัฐจะได้ทั้งคุณภาพ พร้อมกับสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนการดำเนินงานคิดว่าผลสุดท้ายก็จะทราบเองว่าหน่วยงานใดของรัฐ แต่ไม่ควรเป็นกรมบัญชีกลาง

 

ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล เดิมพันปลุกเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 16:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470837

ของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล เดิมพันปลุกเศรษฐกิจไทย

โดย…ชลลดา อิงศรีสว่าง

การแจกของขวัญปีใหม่จากใจรัฐบาลให้ประชาชน กำลังจะกลายเป็นประเพณีที่ทุกรัฐบาลจะต้องขนออกมาส่งความสุขให้คนไทย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีมาก่อน

ในยุคของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่พ้นต้องแจกของขวัญปีใหม่ด้วยเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลได้จัดทำผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับของขวัญปีใหม่ที่ต้องการจากรัฐบาลต่อเนื่องมาสองปีแล้ว โดยปีนี้ได้จัดทำระหว่างวันที่ 1-12 พ.ย. 2559 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั่วประเทศ จำนวน 5,000 คน

ผลสำรวจพบว่า ของขวัญปีใหม่ในปี พ.ศ. 2560 ที่ประชาชนต้องการใน 5 อันดับแรก คือ การแก้ปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้มีราคาแพง รองลงมา คือ การแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน การแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรไม่ให้มีราคาตกต่ำหรือพยุงราคา การจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และการแก้ไขปัญหาว่างงานหรือจัดหาอาชีพ

เมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคเหนือ และ กทม. ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่ให้มีราคาแพง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ในปี พ.ศ. 2560 มากกว่าเรื่องอื่น ของขวัญปีใหม่ของรัฐบาลปีนี้ ก็จะเน้นหนักไปตามผลสำรวจแม้จะไม่อู้ฟู่อลังการเหมือนของขวัญปีใหม่ในปีก่อน แต่ก็ตรงตามความต้องการของประชาชน

ช็อปช่วยชาติ

โครงการช็อปช่วยชาติที่เป็นของขวัญเซอร์ไพรส์ประชาชนในเทศกาลปีใหม่ของปีที่แล้วได้ถูกนำมาใช้อีกครั้ง แต่ในปีนี้ได้ปรับปรุงมาตรการให้ดียิ่งขึ้นด้วยการขยายระยะเวลาของมาตรการออกไปเป็น 15 วัน มาตรการช็อปช่วยชาติเปิดโอกาสให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการ ระหว่างวันที่ 14-31 ธ.ค. 2559 มาลดหย่อนภาษีเงินได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท

ทั้งนี้ มีข้อยกเว้น ไม่รวมสุรา เบียร์ ไวน์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ค่าเชื้อเพลิงทั้งก๊าซและน้ำมัน ค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศัลยกรรม ค่าซื้อทองคำแท่ง นำมาหักภาษีตามมาตรการช็อปช่วยชาติไม่ได้ เพราะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) แต่หักได้เฉพาะค่ากำเหน็จ ส่วนค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ นำมาหักไม่ได้ เพราะเป็นการชำระของเดือนก่อนหน้า มาตรการเช่นเดียวกับค่าตั๋วเครื่องบินในประเทศ ใช้หักภาษีไม่ได้ เพราะค่าขนส่งในประเทศได้รับการยกเว้นแวต และซื้อบัตรของขวัญของห้างสรรพสินค้านำมาหักภาษีไม่ได้ เพราะบัตรของขวัญไม่เสียแวต ขณะที่ซื้อประกันชีวิต ประกันรถยนต์ หักภาษีไม่ได้ เนื่องจากวันคุ้มครองอยู่นอกเหนือจากวันที่ 14-31 ธ.ค. 2559 ส่วนค่าซ่อมรถยนต์นำมาหักภาษีได้ หากเป็นการซ่อมและชำระค่าบริการแล้วเสร็จในช่วงวันที่ 14-31 ธ.ค. 2559

เที่ยวเพื่อชาติ

หลังจากนั้นก็มีของขวัญปีใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว โดยให้สามารถนำเอาค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1-31 ธ.ค. 2559 มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2559 จำนวน 1.5 หมื่นบาท เพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ที่เคยมีมติอนุมัติให้นำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค. 2559 มาหักลดหย่อนภาษีจำนวน 1.5 หมื่นบาท รวม 2 รายการ ผู้เสียภาษีสามารถนำค่าใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวมาหักลดหย่อนภาษีได้ 3 หมื่นบาท

คนที่จะได้สิทธิประโยชน์ภาษีท่องเที่ยวต้องเป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น ดังนั้น ซื้อทัวร์ในนามนิติบุคคลไม่ได้สิทธิประโยชน์ภาษีนี้ ต้องเป็นการจ่ายค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเท่านั้น

ดังนั้น เที่ยวต่างประเทศหรือถึงแม้เที่ยวในไทย แต่ซื้อทัวร์กับคนที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์อันนี้ ดังนั้นก่อนจ่ายเงินซื้อทัวร์ในประเทศ เช็กดูให้ดีก่อนนะว่าเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมายหรือเปล่า หรืออย่างค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารถทัวร์ ถ้าไม่ได้อยู่ในแพ็กเกจทัวร์ก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์ภาษีอันนี้เหมือนกัน ดังนั้นถ้าอยากเอาค่าตั๋วเครื่องบิน ค่ารถทัวร์มาลดหย่อนภาษีด้วย ก็ต้องซื้อเป็นแพ็กเกจแบบรวมค่าเดินทาง และจะต้องเป็นการจ่ายค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมตามกฎหมายว่าด้วยโรงแรมเท่านั้น ดังนั้น การจองที่พักผ่านคนที่ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม อย่างเช่น จองผ่านเว็บต่างๆ ที่ไม่ใช่ของโรงแรมโดยตรง ก็ไม่ได้สิทธิประโยชน์อันนี้

แจกเงินคนจน

รัฐบาลประกาศมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อย โดยมอบเงินช่วยเหลือแก่ผู้มีรายได้น้อยไม่เกินปีละ 3 หมื่นบาท รายละ 3,000 บาท และผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 3 หมื่นบาท แต่ไม่เกินปีละ 1 แสนบาท รายละ 1,500 บาท สำหรับผู้ที่ได้รับแจกเงินช่วยเหลือนี้จะเป็นผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนผ่านธนาคารรัฐ 3 แห่ง ที่กระทรวงการคลังให้ดำเนินการไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้มาลงทะเบียน 8.3 ล้านราย และกระทรวงการคลังได้เริ่มทยอยจ่ายเงินให้ประชาชนแล้ว

ลดกระหน่ำราคาสินค้า

เมื่อมีมาตรการเพิ่มเงินในกระเป๋าแล้ว ก็จะต้องมีมาตรการลดค่าครองชีพ กระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมกับสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ จัดงาน “รวมใจ…ช่วยไทย…ลดรับปีใหม่” ตั้งแต่ วันที่ 15 ธ.ค. 2559-4 ม.ค. 2560 รวม 21 วัน จาก 16 ผู้ประกอบการ ในทุกสาขากว่า 1.35 หมื่นสาขาทั่วประเทศ การจัดงานลดกระหน่ำในครั้งนี้เป็นการลดราคาจำหน่ายสินค้าทุกแผนกลดสูงสุดถึง 80% ทั้งในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งห้างค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ ยินดีให้ความร่วมมือรับซื้อข้าวสารจากเกษตรกรมาจำหน่าย และนำมาจัดเป็นกระเช้าของขวัญ เพื่ออุดหนุนข้าวไทย ให้กำลังใจชาวนาอีกด้วย การจัดงานในครั้งนี้คาดว่าจะมียอดขายสินค้าประมาณ 8 หมื่นล้านบาท สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้เฉลี่ย 30% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท

ลดค่าผ่านทาง

คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (13 ธ.ค.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวง ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนต์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 (มอเตอร์เวย์สายตะวันออก) และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 (ถนนกาญจนาภิเษก) ที่ตามที่กระทรวงเสนอให้ยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของ วันที่ 29 ธ.ค. 2559 ถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 4 ม.ค. 2560 รวม 7 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยวให้ประชาชนสามารถเดินทางได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ลดปัญหาการจราจรหน้าด่าน และลดการใช้พลังงานของประเทศ และเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับประชาชน

ของขวัญเบ็ดเตล็ด

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เตรียมจัดกิจกรรม “ส่งสุขปีใหม่ 2560 จากใจกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ระหว่างวันที่ 26 ธ.ค. 2559-12 ม.ค. 2560 เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วประเทศ ประกอบด้วย 3 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมส่งเสริมแหล่งบริการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กิจกรรมบริการประชาชนและมอบความรู้ พัฒนาอาชีพ และกิจกรรมลดรายจ่ายในครัวเรือน

ถึงแม้ในปีนี้รัฐบาลไม่ได้สั่งการให้ทุกกระทรวงอัดโครงการของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนเหมือนในปี 2558 แต่มาตรการทั้งหมดนี้ก็ได้สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนได้มีความสุขในช่วงสั้นๆ ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

 

“บ้านพิงพัก” ที่พึ่งยามยากของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

8 ธันวาคม 2559 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470743

"บ้านพิงพัก" ที่พึ่งยามยากของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

“โรคมะเร็งเต้านม”เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของหญิงไทย แต่ละปีมีผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมปีละกว่า 3,475 ราย เฉลี่ยวันละ 10 ราย นับเป็นโรคภัยที่สร้างความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแก่สาวๆยุคนี้เป็นอย่างยิ่ง

ใครโชคดีตรวจเจอเร็ว เข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี โอกาสรอดก็สูง ใครโชคร้ายมาเจอวันที่สาย ความตายก็มารอเคาะประตูเรียก

ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ คนป่วยยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ไร้ญาติขาดมิตร ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาได้ ท้ายที่สุดต้องพานพบกับชะตากรรมแสนหดหู่จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

จากโศกนาฎกรรมข้างถนนสู่กุศโลบายอันยิ่งใหญ่

สังคมไทยรู้จักชื่อของ รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ในฐานะแพทย์ด้านศัลยศาสตร์ระดับแถวหน้าของวงการ ผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์

มูลนิธินี้ถือกำเนิดขึ้นตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่พระราชทานแก่ รศ.นพ.กฤษณ์ ว่า “ฉันอยากให้ศูนย์ฯ นี้ เป็นที่พึ่งของผู้หญิง” ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจร โดยไม่แสวงหาผลกำไรมานานเกือบสิบปี

วันนี้ รศ.นพ.กฤษณ์ กำลังดำเนินงานที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นคือ การสร้างโครงการ “บ้านพิงพัก (Pink Park Village)” เพื่อเป็นสถานที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นผู้ป่วยยากไร้ ด้อยโอกาส ขาดแคลนทุนทรัพย์ ไม่มีครอบครัวญาติพี่น้องคอยดูแล

แรงบันดาลใจมาจากวันหนึ่งผมไปเจอผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย เป็นผู้หญิงอยู่ในสลัม หน้าตาหม่นหมอง เธอเสียชีวิตไปต่อหน้าต่อตา เพราะไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ เนื่องจากยากจน ไม่มีเงิน อีกครั้งผมไปเจอผู้หญิงป่วยเป็นมะเร็งเต้านม เดินทางจากต่างจังหวัดมาหาหมอในกรุงเทพฯ แล้วไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีที่พัก ต้องไปนอนอยู่ใต้สะพาน พอเกิดล้มป่วยหนักๆ สุดท้ายไม่ส่งโรงพยาบาลไม่ทันต้องเสียชีวิตลงอย่างน่าเศร้า

ถึงเวลาแล้วที่จะทำ เพื่อให้มีความคล่องตัว ไม่ใช่ว่าเอาเขามารักษาแล้วให้นอนอยู่บนเตียงเฉยๆ แต่เราจะดูแลเขาอย่างดีที่สุด กลุ่มเป้าหมายของเราคือ ผู้ป่วยยากจน ไม่มีเงิน ไม่มีญาติพี่น้องดูแล บางคนเดินทางไกลมาจากต่างจังหวัด ไม่มีที่พัก ต้องไปอยู่วัด ใต้สะพาน สถานีรถไฟ ผมอยากให้เขามาอยู่แบบสบายๆ เพื่อต่อสู้กับโรคหนักๆอย่างไม่มีอะไรต้องห่วงกังวล“ประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ กล่าว

รศ.นพ.กฤษณ์ จาฏามระ

“บ้านพิงพัก”สวรรค์ในร่มไม้ สุข สงบ สว่าง

เมื่อเอ่ยถึงบ้านพิงพัก หลายคนคงพยายามนึกภาพจินตนาการตามว่ารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

เจ้าของโปรเจกต์อย่าง รศ.นพ.กฤษณ์ บอกว่า จุดมุ่งหมายของบ้านพิงพักจะใช้เป็นศูนย์บำบัดและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย ประกอบด้วยที่พักของผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ป่วยที่กำลังทำการรักษาแต่ขาดแคลนที่พักอาศัย ศูนย์กิจกรรมในระหว่างวันเพื่อผู้ป่วยและอาสาสมัคร ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนศูนย์วิจัยและวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม

แนวคิดการออกแบบมีลักษณะคล้ายหมู่บ้านในสวน เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ แวดล้อมด้วยแมกไม้ร่มรื่นเขียวขจี มอบความรู้สึกอบอุ่น สบายกายสบายใจ เหมือนดั่งบ้านแด่ผู้พักพิงทุกคน พื้นที่ 121 ไร่ ย่านมีนบุรี จะประกอบด้วย บ้านพักของผู้ป่วยหลังละประมาณ 4-6 คนสำหรับในส่วนของบ้านพักและสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) และบ้านพักฟื้นผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา (Convalescence)บางส่วนจะถูกนำมาแบ่งให้ใช้ทำเกษตรกรรม เพื่อนำผลผลิตที่ได้มาบริโภค ที่สำคัญกว่านั้นคือ การสร้างให้เป็นเหมือนชุมชน เพื่อสร้างความกลมกลืนสัมพันธ์ไปกับสังคมบริเวณรอบพื้นที่โครงการ

 

“ตอนที่ผมเอ่ยว่าอยากจะทำโครงการนี้ ก็โชคดีมากที่มีคนไข้ของผมคนหนึ่งบริจาคที่ดิน 121 ไร่ที่มีนบุรีให้ ต่อมาผมต้องหาเงินจำนวน 7 ล้านบาทเพื่อนำไปเสียภาษีค่าโอนที่ดิน ก็มีคนไข้มาบริจาคให้อีกจนครบ นับว่าโชคดีมากๆ เราคาดการณ์ว่างบประมาณค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการก่อสร้าง ออกแบบภูมิทัศน์ อุปกรณ์ภายในบ้านต่างๆ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท ถามว่าความสำคัญของการออกแบบภูมิทัศน์มันดียังไงต่อคนไข้ระยะสุดท้าย เราไม่สร้างตึก แต่สร้างสวนแบบสวรรค์ ปลูกต้นไม้เยอะๆ สร้างบ้านในสวน เปิดประตูหน้าต่างมาเจอก็แต่สีเขียวร่มรื่น สบายตาสบายใจ คนไข้เหล่านี้อาจได้รับโอกาสครั้งแรกและครั้งสุดท้ายในชีวิตเขาที่จะได้รับการดูแลที่ดีอย่างนี้ ที่นี่ไม่ใช่ที่มารอความตาย

บ้านพิงพักแห่งนี้ไม่ใช่แค่ให้ผู้ป่วยมานอนบนเตียง มีข้าวมียาให้กิน มีหมอมารักษา แต่เราจะต้องดูแลเขาอย่างดีที่สุดเหมือนพ่อแม่ญาติพี่น้องของเราเอง คิดดูว่า คนป่วยที่กำลังจะตาย ไร้ญาติขาดมิตร ไร้เงิน ไม่มีใครเลยในชีวิต อ้างว้างมาก เราจะทำยังไงให้เขาอยู่อย่างสงบสุข สง่างาม มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ซึ่งสมควรจะได้รับการรักษาอย่างดีที่สุดจวบจนลมหายใจสุดท้าย ก่อนจะจากไปโดยไร้ความกังวลใดๆ ที่สำคัญที่สุดคือ ฟรี ไม่มีการเก็บเงินใดๆทั้งสิ้น”

รักษาแบบให้เจ็บปวดทารุณน้อยที่สุด —- เป็นประโยคที่รศ.นพ.กฤษณ์เน้นย้ำอยู่ตลอดการสนทนา

ความมุ่งหวังของประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติคือ ถ้าทุกอย่างราบรื่นเป็นไปด้วยดี เงินบริจาคเพียงพอ ก็จะเสร็จสิ้น พร้อมรับคนไข้คนแรกในเดือนสิงหาคม 2560 อันเป็นปีเดียวกับวันเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

คอนเสิร์ตรวมน้ำใจเพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

หนึ่งในการระดมทุนเงินบริจาคเพื่อนำไปสร้างโครงการบ้านพิงพัก นั่นคือ คอนเสิร์ตการกุศล ‘Pink Park Charity Concert น้ำเอยน้ำใจ อัสนี-วสันต์ & The Divas’

สุภี พงษ์พานิช ผู้ริเริ่มการจัดคอนเสิร์ตการกุศลครั้งนี้ เปิดเผยที่มาของการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ว่า คอนเสิร์ตนี้เกิดขึ้นจากน้ำใจของทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะเหล่าศิลปินนักร้องระดับประเทศที่ครองกระแสนิยมมายาวนานที่มาร่วมอุทิศพลังเสียง เพื่อหารายได้มอบให้แก่บ้านพิงพัก (Pink Park Village) โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆเลย

“คอนเสิร์ตนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะขายให้ได้ 5,000 ที่นั่ง รวมเป็นเงินกว่า 18 ล้านบาท เงินทุกบาททุกสตางค์นำไปบริจาคให้โครงการหมด โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่าย โชคดีที่งานนี้ทุกคนไม่ว่าจะเจ้าของสถานที่อย่างสยามพารากอน นักร้องชื่อดังอย่างเจนนิเฟอร์ คิ้ม รัดเกล้า อามระดิษ ใหม่ เจริญปุระ และอัสนี-วสันต์ โชติกุล เรียกว่าให้ใจกันเลย ยินดีมาช่วยกันเต็มที่ ต้องขอขอบคุณแทนผู้ป่วยทุกคนที่กำลังจะได้รับความเอื้อเฟื้อในครั้งนี้ด้วย”

 

คอนเสิร์ตการกุศล ‘Pink Park Charity Concert น้ำเอยน้ำใจ อัสนี-วสันต์ & The Divas’ จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 22 ก.พ.2560 เวลา 19.00 น. ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ บัตรราคา 1,500, 2,000, 2,500, 3,000, 3,500, 4,000, 4,500 และ 5,000 บาท เปิดจองบัตรแล้ววันนี้ที่ Thai Ticket Major โทร. 02-262-3456 หรือ http://www.thaiticketmajor.com/concert ผู้สนใจสามารถชมรายละเอียดโครงการบ้านพิงพักเพิ่มเติมได้ที่ www.pinkpark.org

อาจกล่าวได้ว่า ความหวังอันริบหรี่ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย กำลังจะถูกจุดไฟให้สว่างไสวอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของทุกคน

 

 

ถกข้อกฎหมายจัดการ ‘น้ำ’ หนุนสิทธิส่วนรวม-ร่างแผนแก้วิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ธันวาคม 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470507

ถกข้อกฎหมายจัดการ 'น้ำ' หนุนสิทธิส่วนรวม-ร่างแผนแก้วิกฤต

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

บนเวทีเสวนาหัวข้อ “ทำอย่างไร พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. …จึงจะเป็นกติกาหลักในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ” ที่จัดขึ้นโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ หยิบยกข้อกฎหมายการจัดการ “น้ำ” ซึ่งกำลังจะถือเป็นฉบับแรกของเมืองไทยอย่างกว้างขวาง

ทิศทางของการพูดคุยต่างมุ่งไปในเรื่องเดียวกันว่า ข้อกฎหมายที่ร่างกันอยู่ในขณะนี้ครอบคลุมปัญหาพื้นฐานด้านการจัดการน้ำของประเทศแล้วหรือยัง

แผนระยะยาวในการจัดการน้ำ ซึ่งมีข้อกฎหมายเข้ามากำกับดูแลนั้น ถูกกำหนดระยะการดำเนินการจากรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอาไว้ยาวถึง 10 ปี รวมกว่า 4,000 โครงการ แต่เรื่องดังกล่าวจากคำชี้แจงในเวทีของ พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ประธานคณะอนุกรรมการการศึกษาและพิจารณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตรกรรม ที่ระบุชัดว่า ปัญหาเรื่องน้ำนั้นในส่วนของข้อกฎหมายจะติดขัดอยู่เพียงแค่ 20% แต่ขณะที่อีก 80% กลับเป็นเรื่องของการจัดการบริหาร ดังนั้น กฎหมาย “น้ำ” ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้จะต้องตอบโจทย์ปัญหาด้านการจัดการอย่างแท้จริงให้ได้

“ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฯ ได้ถูกเสนอเข้าไปยังรัฐสภาเพื่อให้เห็นชอบในวาระแรกแล้ว แต่เกิดข้อท้วงติงว่ายังไม่ครอบคลุม นายกฯ จึงให้ตีกลับลงมาเพื่อให้เกิดการศึกษาอย่างรอบด้านในทุกมิติ และหาจุดร่วมที่สมบูรณ์กับทุกฝ่ายที่เข้ามาจัดการใช้ประโยชน์ให้ได้ เพราะเรื่องน้ำหากบริหารจัดการไม่ดีจะเกิดปัญหาตามมามาก ดังนั้นการปรับแต่งข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมมากที่สุดจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากเข้าสู่สภาแล้วจะแก้ไขอะไรไม่ได้อีก” พล.อ.อกนิษฐ์ แสดงข้อห่วงใย

แต่ในเรื่องตัวบทกฎหมายของร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฯ ยังคงมีช่องโหว่อยู่บางเรื่อง โดย นิพนธ์ พัวพงศกร จากทีดีอาร์ไอ สะท้อนเรื่องนี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า โครงสร้างการจัดการน้ำแบบรวมศูนย์ ไม่อาจตอบสนองความต้องการใช้น้ำแต่ละภาคเศรษฐกิจและแต่ละพื้นที่ได้ เพราะในยามปกติเป็นการจัดการแบบรวมศูนย์เบ็ดเสร็จ จะเกิดความไม่เป็นธรรมและไม่ยั่งยืน เนื่องจากส่วนกลางไม่สามารถตอบสนองปัญหาของท้องถิ่นที่ต่างกันได้

รวมถึงจุดอ่อนสำคัญในการจัดการขณะที่มีภาวะวิกฤต ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง ที่ผ่านมามักจะเกิดความเสียหายเกินความจำเป็น และมีแนวโน้มที่ความเสียหายจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐได้ขาดความสามารถในการพยากรณ์น้ำและการวางแผนป้องกันล่วงหน้า

“มันสะท้อนว่า ความสามารถในการจัดการน้ำอยู่ที่คนเพียงอย่างเดียว แต่องค์กรไม่ได้จดจำเหตุการณ์เอาไว้เลย เมื่อคนจากไปก็เอาความสามารถไปด้วย ดังนั้นเรื่องนี้ต้องสร้างระบบการจดจำขององค์กรด้านการจัดการให้จดจำ และสามารถวางแผนเอาไว้ได้หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินเรื่องน้ำ” นิพนธ์ ย้ำ

อย่างไรก็ตาม นิพนธ์เล็งเห็นความสำคัญว่ากฎหมายจัดการน้ำจะต้องมีหลักการที่ชัดเจน จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานด้านการจัดการน้ำได้ ซึ่งรูปแบบของความชัดเจนก็จะต้องมาจากการบริหารจัดการน้ำที่มีความเป็นธรรม และต้องเป็นการบริหารจัดการแบบบูรณาการในเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง กล่าวคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและคณะกรรมการลุ่มน้ำ จะต้องมีบทบาทมากขึ้นทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และท้องถิ่น

“ลุ่มน้ำที่ผ่านหลายจังหวัด มีความจำเป็นต้องมีหน่วยงานระดับประเทศดูแลรับผิดชอบ ขณะเดียวกันการจัดการวิกฤตต้องเป็นการผสมผสานระหว่างงานนโยบายกับงานปฏิบัติ และไม่ควรเปิดช่องทำให้นักการเมืองเข้าแทรกแซงในระดับปฏิบัติการ เพราะจะเกิดความไม่เป็นเอกภาพและเกิดความขัดแย้ง” นิพนธ์ กล่าว

อีกมุมเป็นเสียงจากฝั่งนักวิชาการ โดย อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ จากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เป้าหมายหลักของกฎหมายน้ำ คือการกำหนดจัดสรรน้ำที่เป็นธรรมและเหมาะสม รวมถึงกำหนดให้มีมาตรการป้องกันและบรรเทาวิกฤตน้ำแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ สิทธิในน้ำ รวมถึงการจัดเก็บค่าใช้น้ำ

“แน่นอนว่า การจัดเก็บค่าใช้น้ำสาธารณะจะต้องเกิดขึ้นโดยเฉพาะนอกเหนือจากภาคส่วนเกษตรกรรม ทั้งอุตสาห กรรม การท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีการจัดเก็บค่าใช้น้ำที่เหมาะสมให้ได้”

อิทธิพล เสริมอีกว่า ร่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำฯ จะต้องกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนในเรื่องของสิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการ บำรุงรักษา ควรมีรายละเอียดรูปแบบการจัดการที่ต้องชัดเจน เพราะในร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำฯ ยังไม่พูดถึงเรื่องนี้ และในอนาคตอาจจะเกิดปัญหาว่าสิ่งใดทำได้ และสิ่งใดทำไม่ได้

 

ความเป็นจริง พรบ.มิลค์โค้ด หนุน-ค้านคุมโฆษณาอาหารเด็กถึง3ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 09:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470376

ความเป็นจริง พรบ.มิลค์โค้ด หนุน-ค้านคุมโฆษณาอาหารเด็กถึง3ปี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จากความพยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. …หรือที่เรียกว่า “กฎหมายมิลค์โค้ด” โดยกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสมาพันธ์เครือข่ายนมแม่แห่งประเทศไทย เพื่อควบคุมการโฆษณาและการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กอายุ 0-3 ขวบ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือการป้องกันการโฆษณาและการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กอายุ 0-3 ปี ด้วยการแจกคูปองส่วนลด ขายพ่วง การแจกตัวอย่างสินค้าที่เข้าถึงแม่เด็ก โดยบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจะเป็นผู้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนแทนบริษัทนมผง พร้อมกับทำหน้าที่ส่งเสริมการเลี้ยงดูลูกด้วยนมแม่

ส่วนกรณีจำเป็นที่ต้องใช้อาหารทารกและเด็กเล็กแทนนมแม่จะต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุขจะร่วมเฝ้าระวังการส่งเสริมการตลาดและไม่เป็นส่วนหนึ่งในการรับสิ่งของ อุปกรณ์ที่มีตราหรือสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์นมผง

ล่าสุดแพทยสภานำโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา ร่วมกับประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้ออกมาแถลงข่าวในหัวข้อ “เครือข่ายหมอเด็กออกโรง ชี้ พ.ร.บ.นมสุดโต่ง ทำร้ายเด็กไทย แนะทางแก้ไขเหมาะสม”

ศ.นพ.สมศักดิ์ แถลงว่า เครือข่ายกุมารแพทย์เห็นด้วยกับหลักการของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งควบคุมการโฆษณาและการตลาดผลิตภัณฑ์ทดแทนนมแม่สำหรับทารก และส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้มากขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยกับบางประเด็น คือ การควบคุมจนถึงช่วงอายุ 3 ขวบ เพราะเขียนครอบคลุมกว้างจนเกินไป อาจสร้างปัญหาในทางปฏิบัติได้

ศ.เกียรติคุณ นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ อดีตผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและโภชนาการ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) สำนักงานใหญ่ แถลงว่า เห็นด้วยหากมีการควบคุมห้ามการโฆษณาหรือทำการตลาดผลิตภัณฑ์ทดแทนนมแม่สำหรับทารก เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน แต่ไม่เห็นด้วยหากควบคุมในส่วนของอาหารสำหรับเด็กเล็กถึง 3 ขวบ เนื่องจากจะกระทบต่อการโฆษณาและการตลาดอาหารทุกชนิด เช่น นมสด นมกล่อง นมเปรี้ยว นมโรงเรียน อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่างๆ ซึ่งเป็นอาหารเสริมตามวัยที่เด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป กินได้

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวออกมาควบคุมอาหารสำหรับเด็กเล็กที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยอาหารด้วย ทั้งที่เป็นอาหารที่มีประโยชน์สำหรับเด็กอายุ 1 ขวบขึ้นไป แต่กลับไม่ครอบคลุมและไม่ควบคุมการส่งเสริมการตลาดของอาหารที่ไม่มีประโยชน์และเป็นโทษต่อเด็ก เช่น ขนม เครื่องที่มีน้ำตาลสูงดังนั้น จึงต้องมีการแก้นิยามร่าง พ.ร.บ.นี้ให้ชัดเจน

ข้อทักท้วงของเครือข่ายหมอเด็ก ระบุว่า ข้อห้ามต่างๆ ตามร่าง พ.ร.บ.นี้ อาจส่งผลกระทบด้านโภชนาการกับเด็ก เพราะนมและอาหารที่มีสารอาหารเหมาะสมเพียงพอสำหรับทารกและเด็กเล็ก ซึ่งขึ้นทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร และเป็นอาหารเด็ก กลับถูกควบคุมด้วยกฎหมายนี้

อย่างไรก็ดี นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย ชี้แจงว่า ร่างกฎหมายนี้มีเป้าหมายเพื่อควบคุมการส่งเสริมการตลาดของนมสำหรับทารกและเด็กเล็ก คือ ห้ามโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดทุกรูปแบบ แต่ไม่ได้ห้ามการซื้อขาย เด็กที่จำเป็นต้องใช้นมผงก็ยังหาซื้อได้ตามปกติ แพทย์สามารถให้คำแนะนำกับผู้เลี้ยงดูเกี่ยวกับนมผงได้ ซึ่งขอบเขตการควบคุมผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กอายุ 0-3 ขวบ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากลว่าด้วยการตลาดอาหารทดแทนนมแม่ทั้งองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟ เพราะที่ผ่านมาการโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดมีส่วนสำคัญที่ทำให้แม่และครอบครัวมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโภชนาการของเด็ก

รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้บริษัทนมใช้วิธีที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อนทำให้แม่และครอบครัวมีความมั่นใจว่า เมื่อได้รับข้อมูลจากแพทย์และบุคลากรทางสุขภาพจะเป็นข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นจริง ไม่มีอิทธิพลของการส่งเสริมการตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งแพทย์ยังสามารถให้ข้อมูลเรื่องอาหารทางการแพทย์ได้ตามปกติ

 

ข่าวลือ=ซอมบี้ ไม่มีวันตาย วิกฤตที่สังคมต้องช่วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ธันวาคม 2559 เวลา 09:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470166

ข่าวลือ=ซอมบี้ ไม่มีวันตาย วิกฤตที่สังคมต้องช่วยกัน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ในรอบปี 2559 ประเทศไทยมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมาเป็นระยะ ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นตามมามากมายในสังคม โดยเฉพาะบนสื่อโซเชียลมีเดียที่ข้อมูลเดินทางอย่างรวดเร็ว มีทั้งข้อมูลจริงและข้อมูลเท็จต่างกันไป ซึ่งสร้างทั้งผลดีพร้อมกับความเสียหายให้กับบุคคลและสังคมที่ถูกกล่าวถึง

วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นประเด็นที่ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (ส.ก.ว.) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันหยิบยกมาพูดคุยบนเวทีเสวนาเรื่อง “ข่าวลือท่ามกลางวิกฤตการณ์ทางการเมืองในสื่อใหม่ : กรณีศึกษาทวิตเตอร์” เมื่อวันที่ 13 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสะท้อนทำให้ปัญหาจากข่าวลือลดลงไป

นที ธรรมพัฒน์พงศ์ นักวิชาการอิสระ อธิบายว่า ข่าวลือที่มีการแพร่กระจายอยู่ในสื่อสังคมออนไลน์มี 3 แบบหลักๆ คือ 1.ข่าวหลุดหรือข่าวปล่อยที่มีผลเป็นจริงในขั้นตอนสุดท้าย 2.ข่าวลือที่สุดท้ายไม่มีผลเป็นจริง และ 3.ข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยันหรือปฏิเสธ ทั้งนี้ข่าวลือส่วนใหญ่มักเป็นประเด็นหวั่นไหวเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ บุคคลสาธารณะ กลุ่มนักการเมือง พรรคการเมือง กลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ สำนักข่าว และหน่วยงานราชการ

ขณะที่หลักการของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับเดิมและฉบับที่กำลังปรับปรุงแก้ไขสาระสำคัญ มองว่าส่วนใหญ่มีเนื้อหาไม่ต่างกันมากที่ครอบคลุมเนื้อหาหลัก อาทิ สื่อลามกอนาจาร เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ การพนัน ศาสนา ป้องกันก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน และเกี่ยวข้องกับการควบคุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับข้อห้ามเหล่านี้จะต้องถูกบล็อก

พิจิตรา สึคาโมโต้ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ข่าวลือจุดเริ่มต้นส่วนใหญ่มาจากทวิตเตอร์และเชื่อมต่อไปยังสื่อออนไลน์ประเภทอื่นอย่างรวดเร็ว เพราะข่าวลือตั้งอยู่บนพื้นสีเทาที่มีทั้งความจริงและเท็จ ส่วนผู้นำเสนอและส่งต่อข่าวลือมักเป็นบุคคลธรรมดากลุ่มเดิม เพราะทางจิตวิทยาผู้ที่ส่งข่าวลือมักรู้สึกว่าเป็นคนวงในที่ทราบข่าวก่อน และเมื่อข้อมูลถูกส่งต่อไปยังผู้มีชื่อเสียก็จะยิ่งทำให้ข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วมากขึ้น ขณะที่องค์กรสื่อมวลชนก็จะทำหน้าที่ชี้แจงแก้ข่าวลือที่เกิดขึ้น

ขณะที่สาเหตุการสร้างข่าวลือก็เพื่อหวังผลที่ลดความน่าเชื่อถือฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะประเด็นทางการเมือง นอกจากนั้นเพื่อต้องการสร้างสถานการณ์ ดังนั้นการแก้ปัญหาข่าวลือเชื่อว่ากฎหมายอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันข่าวลือได้ เพราะข่าวลือเปรียบเสมือนซอมบี้ที่ไม่เคยหายไปจากสารบบข้อมูลสารสนเทศ เพียงแต่รอวันที่จะขึ้นมาเท่านั้น

พิจิตรา กล่าวว่า วิธีที่แก้ปัญหานี้ผู้บริโภคหรือผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ต้องร่วมกันตรวจสอบข่าวต่างๆ ที่ออกมาว่าเป็นความจริงหรือไม่ก่อนส่งต่อออกไป รวมถึงควรมีระบบตรวจสอบร่วมจากหน่วยงานองค์กรอิสระ เช่น สื่อมวลชน สถาบันการศึกษา ที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นกระบอกเสียงชี้แจงสังคมให้ได้รับรู้ข้อมูลความเป็นจริง และหากทุกฝ่ายในสังคมช่วยกันก็จะทำให้กระบวนการตรวจสอบข่าวในสังคมมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อสังคม

พีรพล เวทีกูล อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่คนไทยนิยมใช้สื่อออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะสื่อทวิตเตอร์ที่มีจำนวนผู้ใช้สูงขึ้นทุกปีทำให้ทวิตเตอร์เป็นสื่อออนไลน์อันดับ 1 ของไทย นี่จึงเป็นสาเหตุทำให้เมื่อมีข่าวลือเกิดขึ้นจึงเกิดการแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ข่าวลือที่เกิดขึ้นมาจากนักการเมือง และผู้ที่เคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ฉะนั้นจึงมีการร่วมกันสร้างระบบปฏิบัติการที่เรียกว่า CU.Tweet ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ให้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด

สำหรับระบบปฏิบัติการดังกล่าวถูกออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้เข้าใจถึงระบบหมุนเวียนข้อมูลบนสื่อทวิตเตอร์ และเพื่อศึกษาวงจรการแพร่กระจายของข่าวลือ รวมถึงบุคคลสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่เป็นที่สนใจ โดยศักยภาพของโปรแกรมจะทำงานโดยจัดหมวดหมู่ที่สนใจเป็นกลุ่ม

ขณะที่การทำงานของระบบปฏิบัติการนี้ สามารถตรวจสอบข้อมูลที่มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนทวิตเตอร์ได้ โดยการทำงานของระบบจะมี 3 ขั้นตอน คือ 1.จัดการกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บนทวิตเตอร์เป็นกลุ่ม เช่น หน่วยงานภาครัฐ องค์กรต่างๆ ผู้สื่อข่าว ทหาร หรือแกนนำทางการเมือง

จากนั้น 2.ระบบจะจัดการชุดฐานข้อมูลและแบ่งเป็นกรณีศึกษา 3.ระบบจะค้นหาและวิเคราะห์ผลผ่านทางข้อความของผู้ใช้ เช่น หากใส่คำอะไรลงไป ระบบจะค้นหา ก็จะทำให้ทราบว่าบุคคลใดคือจุดเริ่มต้นของข่าวนั้น เพื่อที่ให้ทราบทิศทางการแพร่กระจายของข้อมูลนั้น นอกจากนี้ระบบยังสามารถติดตามวงจรชีวิตของข่าวลือได้ว่ามีวงจรทิศทางใดและมีผู้ใดเกี่ยวข้องบ้างและมีอิทธิพลต่อคนมากน้อยเพียงใดโดยวัดจากผู้ติดตาม

 

“รักสัตว์อย่างมีสติ” คาถาเตือนใจก่อนพาหมาแมวเที่ยวนอกบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 18:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/470122

"รักสัตว์อย่างมีสติ" คาถาเตือนใจก่อนพาหมาแมวเที่ยวนอกบ้าน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

สัปดาห์ที่ผ่านมาโลกออนไลน์วิจารณ์พฤติกรรมของคนรักสัตว์บางคนที่นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปยังร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร แล้วถ่ายภาพคู่กับตู้กดน้ำอัดลมบ้าง ชั้นวางเครื่องดื่มบ้าง หรืออีกกรณีที่นำหมาเข้าไปนั่งกินไอศกรีมภายในร้าน

กระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมทวงถามถึงความเหมาะสม กาลเทศะ ตลอดจนจิตสำนึกของเจ้าของสัตว์เลี้ยง

“กาลเทศะและความเหมาะสม”…ท่องไว้ก่อนพาสัตว์เลี้ยงเที่ยวนอกบ้าน

โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า หากไม่ใช่สัตว์นำทางคนพิการและไม่มีกฎระเบียบกำหนดไว้

การนำสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะควรพิจารณาและคำนึงถึงความเหมาะสมใน 4 เรื่องดังนี้

1.สถานที่ เหมาะสมสมหรือไม่ที่จะนำสัตว์เข้าไป อาทิ โรงพยาบาล วัด มหรสพ หรืองานพิธีต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานศพ

2.ตัวสัตว์ ทั้งประเภท ชนิด ขนาด และสภาพสัตว์ เช่น สัตว์ป่า สัตว์ร้าย สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์สกปรก สัตว์ป่วย อาจเป็นพาหะนำโรค หรือคนส่วนใหญ่รังเกียจ หวาดกลัว เช่น หมู กระรอก กระต่าย หนู กิ้งก่า งู และสุนัขที่มีขนาดใหญ่เกินไป

3.พฤติกรรมสัตว์ เช่น สัตว์ที่ดุ ซุกซน ส่งเสียงดังหนวกหูก่อความรำคาญให้ผู้อื่น

4.สวัสดิภาพสัตว์เอง เช่น สัตว์ขี้ตื่นกลัว ไม่ชอบแสงและสภาพแวดล้อมที่พาไป หรืออาจถูกสัตว์อื่นที่เผอิญพบทำร้าย

เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ บอกว่า การใช้อุปกรณ์พาสัตว์เข้าไปในที่สาธารณะ ต้องคำนึงถึงสุขอนามัยและความรู้สึกของส่วนรวมด้วย ขณะที่การใช้รถเข็นเด็กหรืออุปกรณ์อื่นๆมาประคบประหงมสัตว์เสมือนเป็นลูก ถือเป็นสิทธิหรือรสนิยมส่วนตัวที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเหมาะสม กาลเทศะ ไม่ว่าจะเรื่องของคนหรือสัตว์ ต้องพิจารณาอยู่บนพื้นฐานของระเบียบ กติกา และการเคารพสิทธิผู้อื่น ไม่เอาความชอบของเราไปสร้างความเดือดร้อนให้กับใคร หลายคนคิดว่า ฉันรัก ฉันเห่อ แต่ดูด้วยว่าเหมาะสมกับสถานที่ สภาพแวดแวดล้อม และสวัสดิภาพสัตว์ไหม”

 

โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย

น้ำลายสุนัข…ตัวการก่อเชื้อโรค

สิ่งที่ทุกคนควรรู้คือ น้ำลายของสัตว์ทั้งหลายแหล่มีเชื้อแบคทีเรียที่อาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงกับมนุษย์ได้

นายสัตวแพทย์พรพิทักษ์ พันธ์หล้า หัวหน้ากลุ่มโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค  เปิดเผยว่า การใช้ภาชนะเดียวกับสุนัข อาจก่อให้เกิดโรคจากน้ำลายสุนัขสู่คน เนื่องจากสุนัขจะคลุกคลีอยู่กับดินและมีสัญชาตญาณเลียกันเอง ซึ่งในขนสุนัขจะมีเชื้อแบคทีเรียหลายตัวซึ่งเชื้อแบคทีเรียเข้าไปปะปนในน้ำลายและลิ้น นิสัยเหล่านี้จะก่อให้เกิดโรคต่างๆ สู่คนได้ง่าย หากมีการติดต่อสัมผัสโดยการเลีย หรือใช้ภาชนะร่วมกัน

ที่ผ่านมาจะพบ 2 โรคหลัก คือ 1.โรคปรสิต (Parasites) ในตัวสุนัขจะมีทั้งไข่พยาธิ พยาธิตัวตืด พยาธิปากขอ และพยาธิตัวกลมที่ได้รับจากดินหรือการเลียตัวอื่น ทั้งนี้อาจจะมีอยู่ที่น้ำลายหรือลิ้นสุนัข ทำให้เมื่อมาสัมผัสกับเราโดยการเลีย หรือใช้ช้อนตักอาหารอันเดียวกัน พยาธิเหล่านั้นก็สามารถมาสู่เราได้เช่นกัน 2.โรคพิษสุนัขบ้า แม้ว่ามีโอกาสพบน้อย แต่ก็มีโอกาสติดได้จากการสัมผัสโดยการเลียเช่นเดียวกัน

นสพ.พรพิทักษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังพบว่าในน้ำลายสุนัขจะมีเชื้ออีกหลายชนิดที่ก่อให้เกิดโรคได้ เช่น แบคทีเรียพาสตูเรลลา ซึ่งหากมีการถ่ายทอดมายังคนจะทำให้เกิดการติดเชื้อในผิวหนัง รวมทั้งยังมีแบคทีเรียกลุ่มสเตรปโตคอคคัสบางชนิดด้วย ซึ่งสามารถติดได้ทางบาดแผล หากได้รับเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดและเข้าไปสู่เยื่อหุ้มสมอง จะส่งผลให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ข้ออักเสบ ม่านตาอักเสบ ส่วนแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ เฮลแมนนิ เมื่อได้รับเข้าไปอาจทำให้เป็นแผลในกระเพราะอาหาร จนถึงมะเร็งกระเพาะอาหารได้

“ขอเตือนไปยังผู้เลี้ยงสุนัขว่า ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการใช้ช้อนหรือภาชนะใส่อาหารร่วมกันกับสุนัขอย่างเด็ดขาด เพื่อสุขอนามัย และหลีกเลี่ยงการนำเข้าไปในร้านอาหารของคน ที่สำคัญควรนำสุนัขไปตรวจโรค ดูแลเรื่องความสะอาด เห็บ หมัดต่างๆ เพื่อป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียที่อาจนำมาสู่คนได้”

ฝ่าฝืน…มีสิทธิ์ไล่ออกจากร้านได้ 

กรณีการนำสัตว์เลี้ยงเข้าร้านอาหารนั้น เกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดัง กล่าวว่า กฎหมายเมืองไทยยังไม่ระบุโทษหรือความผิดชัดเจนในลักษณะเฉพาะ เช่น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พูดถึงเฉพาะแค่การเลี้ยงแล้วเป็นเหตุให้ผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญ  แต่ไม่ระบุชัดเจนถึงการพาสัตว์เข้าไปในพื้นที่สาธารณะหรือร้านอาหาร

ขณะที่ พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ก็ต้องให้มีประกาศของเจ้าพนักงานท้องถิ่นเสียก่อนว่าพื้นที่ใดห้ามเข้า หมายความว่า ระเบียบการห้าม ต้องเป็นไปตามเจตนาของทางร้าน

“ถ้าร้านติดประกาศห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาเเล้ว เกิดมีคนฝ่าฝืนนำเข้ามา เเจ้งเตือนเเล้วไม่เชื่อฟัง ร้านสามารถขับไล่ออกจากร้านได้ ถ้ายังฝ่าฝืนก็เรียกว่าละเมิด มีสิทธิ์เรียกค่าสินไหมทดแทนต่อไป”

อย่างไรก็ดีถึงแม้จะไม่มีกฎหมายชัดเจนว่าห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในร้านอาหาร แต่ถ้าหากสัตว์ของคุณไปก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น เจ้าของก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 433 ที่ระบุว่า ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ เจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของ จำต้องใช้ค่าสินไหม ทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใดๆอันเกิด แต่สัตว์นั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนได้ใช้ความระมัดระวัง อันสมควร แก่การเลี้ยงการรักษาตามชนิดและวิสัยของสัตว์หรือตามพฤติการณ์ อย่างอื่นหรือพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายนั้นย่อมจะต้องเกิดมีขึ้นทั้งที่ได้ใช้ความระมัดระวังถึงเพียงนั้น

ทั้งนี้ บุคคลผู้ต้องรับผิดชอบดั่งกล่าวมาในวรรคต้นนั้น จะใช้สิทธิ ไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลผู้ที่เร้าหรือยั่วสัตว์นั้นโดยละเมิด หรือเอาแก่ เจ้าของสัตว์อื่นอันมาเร้าหรือยั่วสัตว์นั้น ๆ ก็ได้

ประเด็นสำคัญอันเป็นหัวใจของเรื่องนี้คงอยู่ที่การเคารพกฎกติกา ระเบียบ สิทธิและสุขภาพของเพื่อนร่วมสังคม อย่าปล่อยให้ความรักและความหลงใหลที่มีต่อสัตว์นั้นส่งผลให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ภาพจาก http://pantip.com/topic/35883314  , http://pantip.com/topic/30457446 , เฟซบุ๊ก Red Skull V.SE

 

หมอมโนวิเคราะห์กลศึกธรรมกาย จับพระธัมมชโยไม่ได้รัฐบาลวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 08:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/469951

หมอมโนวิเคราะห์กลศึกธรรมกาย จับพระธัมมชโยไม่ได้รัฐบาลวิกฤต

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ศึกระหว่างตำรวจที่จับมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ต่อสู้กับพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าลัทธิแห่งวัดพระธรรมกาย กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมากถึงแง่กลต่างๆ ระหว่างสองฝ่ายที่รุกและรับเข้าใส่กัน

ตำรวจและดีเอสไอ ต้อง “เอาตัว” พระธัมมชโยมาดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจร รวมถึงคดีบุกรุกที่ดินป่าสงวน รวมถึงเอาผิดพระรูปอื่นในวัด ด้วยข้อหาให้ที่พักพิงแก่พระธัมมชโย

เส้นขนานที่ควบคู่การดำเนินการของรัฐ ทีมงานของพระธัมมชโยก็สู้ตามกระบวนการกฎหมายที่อาจจะเปิดช่องเอาไว้ด้วย และยื้อในทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ตำรวจได้เข้าถึงตัวพระธัมมชโย

ประเด็นสำคัญ คือ การเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสวัดเพื่อไม่ให้ถูกคดีให้ที่พักพิง จากพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสที่รักษาการอยู่ ไปสู่พระวิเทศภาวนาจารย์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายขึ้นมารักษาการแทน ขณะที่พระธัมมชโยก็ถูกยกขึ้นให้เป็นเจ้าอาวาสวัดกิตติมศักดิ์ ซึ่งไม่มีอำนาจการปกครองวัดตามกฎหมายอีกต่อไป

รับรองจากพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี

วิเคราะห์กลเกมที่สังคมกำลังจับตาอยู่ในขณะนี้ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตศิษย์รักของพระธัมมชโย ที่วันนี้มายืนตรงข้ามกัน เผยแนวคิดกลศึกครั้งนี้ของวัดพระธรรมกายอย่างน่าสนใจว่า วัดพระธรรมกาย ได้เตรียมทุกอย่าง บล็อกทุกทางของกฎหมายสงฆ์ที่จะสามารถเอาผิดพระธัมมชโยได้ การเปลี่ยนตัวเจ้าอาวาสให้พระรูปอื่นของวัดขึ้นมารักษาการ ก็เป็นกลเกมอีกอย่างหนึ่งของวัดที่จะทำให้กฎหมายทางโลกไม่สามารถเข้าถึงพระระดับบริหารของวัด หรือที่เรียกว่า 5 เสือธรรมกายได้

ขยายความข้างต้นจากหมอมโน ที่อธิบายว่า เจ้าอาวาสวัดจะถูกแต่งตั้งได้จากเจ้าคณะจังหวัด และปลดโดยเจ้าคณะจังหวัดเช่นกัน กรณีของวัดพระธรรมกายที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี และเมื่อพระธัมมชโยถูกออกหมายจับว่าต้องคดี เจ้าคณะจะต้องถอดตำแหน่งออก เพื่อให้ลงจากอำนาจหน้าที่ แต่ประเด็นนี้ก็มีการตั้งให้พระธัมมชโยเป็นเจ้าอาวาสวัดกิตติมศักดิ์ และสามารถลอยอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง กล่าวคือตามกฎอำนาจไม่มีแล้ว แต่เอาเข้าจริงพระธัมมชโยก็ยังชักใยเดินเกมทุกอย่างภายในวัดอยู่ดี

อดีตศิษย์เอกวัดพระธรรมกาย เล่าอีกว่า การตั้งพระธัมมชโยเป็นเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์นั้น เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีแต่ตั้งเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา และแต่งตั้งอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้สังคมได้รับรู้ กระทั่งเรื่องมาแดงขึ้นเมื่อสองวันให้หลัง เพราะพระผู้ใหญ่เหล่านี้คือแขกของวัดพระธรรมกายมาช้านาน จะเห็นได้ว่า กฎหมายทางสงฆ์ระดับท้องถิ่น การจะเอาผิดพระธัมมชโยแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างได้ “เคลียร์” เอาไว้หมดแล้ว

หรือแม้แต่ระดับมหาเถรสมาคม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้ามาจัดการก็ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะหมอมโนบอกว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละปีพระธัมมชโยสนับสนุนช่วยเหลือให้กับพระระดับชั้นผู้ใหญ่การหวังให้มาเอาผิดพระธัมมชโย จึงไม่มีทางจะเกิดขึ้น

“ทุกวันนี้รูปแบบการบริหารวัดพระธรรมกายก็เหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง 5 เสือของวัด และพระทัตตชีโวที่เป็นแม่ทัพ ก็ยังบริหารงานตามปกติภายใต้การกำกับดูแลของพระธัมมชโย แต่ถ้าเมื่อใดที่ 5 เสือ ถูกขึ้นเป็นรักษาการ ก็จะโดนความผิดคดีให้ที่พักพิงทันที ซึ่งตรงนี้วัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโยยอมไม่ได้ ดังนั้น5 เสือจึงต้องไม่พัวพันในคดีใดๆ ที่จะนำจุดอ่อนมาสู่พระธัมมชโย จึงนำไปสู่เหตุผลที่พระลูกวัดอื่นๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหาร เข้ามารักษาการเจ้าอาวาสแทน และผมเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนเจ้าอาวาสทุกๆ 30 วันนับจากนี้ไปเพื่อเลี่ยงกฎหมายที่จะเอาผิด” หมอมโน อธิบายเกมของวัดพระธรรมกาย

หมอมโน ใช้คำว่า “การจะล้มพระธัมมชโย” ให้ได้นั้น ดีเอสไอและตำรวจจำต้องพกความกล้า ที่จะเข้าไปเอาตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีให้ได้ เพราะหากให้พูดถึงการมอบตัวแล้วนั้น จะไม่มีทางเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะพระธัมมชโยรู้ตัวดีแล้วว่าการขึ้นศาลมันเหนื่อย มันเครียดแค่ไหน และควรจะฉวยโอกาสที่ความเห็นใจจากประชาชนยังมอบให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ และมองพระธัมมชโยเจ้าเล่ห์ เป็นศรีธนญชัย เข้าบุกวัดเพื่อให้ถึงตัวพระธัมมชโย

แต่คำถามต่อมา หากบุกจริง สิ่งที่ดีเอสไอและตำรวจจะต้องเผชิญ คืออะไร

หมอมโน ตอบคำถามนี้ว่า รูปแบบการป้องกันของวัดพระธรรมกายจะใช้โล่มนุษย์ ที่มีชื่อว่า กองพลจักรพรรดิหัตถ์สวรรค์ และกองพันแก้วกายสิทธิ์ ซึ่งรวมแล้วมีอยู่ราว 4,000 คน และทุกคนเป็นผู้หญิงทั้งหมด

จำแนกให้เห็นภาพชัด กองพลจักรพรรดิหัตถ์สวรรค์จะเป็นผู้หญิงอายุ 60-80 ปี และกองพันแก้วกายสิทธิ์จะเป็นผู้หญิงอายุ 40-60 ปี ซึ่งกลุ่มหลังจะเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว หากเจ้าหน้าที่เข้าจุดไหนก็จะเคลื่อนพลไปได้ทันที

“วิธีการของ 2 กำลังทัพ คือ จะก้มกราบเจ้าหน้าที่ ขอร้องอย่าบุกอย่าเข้าจับกุมหลวงพ่ออันเป็นที่รักของพวกเขา ขณะเดียวกันก็จะถ่ายภาพทุกขั้นตอนเอาไว้ แต่หากเจ้าหน้าที่ดื้อดึงจะเข้า ก็จะกระโดดกอดรัดไม่ให้ไป และภาพที่สื่อออกไปจะเป็นในลักษณะที่ว่า เจ้าหน้าที่ทำร้ายลูกศิษย์วัดที่เป็นผู้หญิง ตำรวจที่เคยเจอแต่ฝูงชนที่ดุดัน พร้อมปะทะ มาเจอแบบนี้ก็ไปไม่เป็นได้เหมือนกัน” หมอมโน เล่า

บทสรุปจากการวิเคราะห์ของหมอมโน ตอกย้ำว่า ศึกครั้งนี้ระหว่างโลกกับพระอยู่ที่แนวทางปฏิบัติเพียงอย่างเดียว เพราะกฎหมายได้เดินหน้าไปแล้ว แต่ตัวผู้ต้องหายังไม่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐจะต้องไปวางแผนให้ดีว่าจะทำอย่างไรที่จะฝ่าด่านมนุษย์เข้าไปได้ และหากทำไม่ได้ เรื่องใหญ่จะตามมา

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะกลายเป็นตัวตลกทันที ความศรัทธาจากประชาชนจะตกต่ำเป็นศูนย์ ไร้ค่า กระแสของเรื่องนี้จะตีกลับ เพราะความเป็นกฎหมายของรัฐไม่สามารถทำอะไรได้ นี่คือสงครามของความศรัทธา ระหว่างความเชื่อของรัฐบาลที่บริหารงานได้ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แต่อีกฝ่ายคืออยู่เหนือกฎหมาย และไม่มีใครทำอะไรได้ แม้จะมีหมายจับก็ตาม โลกจะได้เห็นตรงนี้ และพระธัมมชโยกำลังจะทำให้เห็นด้วย เป้าหมายของเขา (พระธัมมชโย) ไม่ใช่ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ หรือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. แล้ว แต่มันคือ พล.อ.ประยุทธ์ ทางรอดของเขาคือต้องล้มรัฐบาล ล้ม พล.อ.ประยุทธ์” หมอมโน กล่าวทิ้งท้าย

 

บุกธรรมกายจับธัมมชโย ระวังจุดเปราะบางความรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 08:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/469948

บุกธรรมกายจับธัมมชโย ระวังจุดเปราะบางความรุนแรง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตั้งท่าเอาจริงอีกรอบกับปฏิบัติการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อนำตัว พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาส มาดำเนินคดีให้ได้ภายในสัปดาห์นี้ หลังจากที่ตั้งท่าเตรียมการมาหลายรอบก่อนหน้านี้ แต่ทว่าทำได้แต่เพียงดูเชิงไม่อาจผลีผลามทำอะไรบุ่มบ่ามอันอาจจะบานปลายเสียหายหนัก

รอบนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร และตัวแทน จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ร่วมประชุมนัดสำคัญเตรียมการเพื่อความรอบคอบรัดกุม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

วางแนวทางปฏิบัติการครั้งนี้ ทั้งจัดกำลังเจ้าหน้าที่เตรียมรับมือหากเกิดอุปสรรคในการเข้าคุมตัวพระธัมมชโย ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร รวมถึงคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนจากการสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมเวิลด์พีซ วัลเลย์ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

รอบนี้ดูแนวโน้มจะเข้าใกล้ความจริงกว่าทุกครั้ง เมื่อดีเอสไอได้ยื่นศาลเพื่อขอหมายค้นวัดพระธรรมกายจำนวน 4 ฉบับ เพื่อเข้าปฏิบัติการตรวจค้นต่อเนื่องทั้งสิ้น 4 วัน คือ วันที่ 13-16 ธ.ค.นี้ ที่จะช่วยให้ทุกอย่างคล่องตัวขึ้น โดยศาลอนุมัติหมายค้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วทำให้สถานการณ์ขมึงตึงขึ้น

รวมไปถึงการจัดวางกำลัง 3,000 นาย เพื่อรับสถานการณ์ป้องกันเหตุความวุ่นวายจากบรรดาญาติโยมและประชาชนทั่วไปภายในวัดที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ตลอดจนเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุมือที่สามที่จ้องคอยสร้างสถานการณ์

แต่เมื่อจับสัญญาณจาก พล.ต.อ.ศรีวราห์ ว่า “ทุกอย่างต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน”

ทำให้คิดว่าการตั้งท่าเอาจริงเอาจังรอบนี้ สุดท้ายก็คงไม่อาจติดตามตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดีได้เช่นเดียวกับรอบก่อนหน้านี้ เพราะอย่างไรเสียเจ้าหน้าที่ก็คงไม่อาจทำอะไรสุ่มเสี่ยงถึงขั้นฝ่าคลื่นมหาชนเข้าไปตรวจค้นได้ทุกซอกทุกมุมบนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่

เพราะหากพาดพลั้งเกิดเหตุปะทะขึ้นมาแม้แต่เพียงเล็กน้อย ย่อมสร้างความเสียหายรุนแรงให้บรรดาเจ้าหน้าที่และตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ภารกิจที่พยายามทำมาทั้งหมดต้องเสียหายและสูญเปล่า

ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่างทราบและรับรู้ถึงจุดเปราะบางตรงนี้ และพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหา แต่อีกด้านก็ไม่อาจนิ่งเฉย เพราะจะเท่ากับเป็นการไปบั่นทอนความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม

สิ่งที่ทางดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ทำได้มากที่สุด คือการออกมาขยับให้เห็นว่าไม่ได้นิ่งเฉย พร้อมไล่กระชับพื้นที่ และออกแรงนวดให้ฝ่ายตั้งรับค่อยๆ อ่อนแรงไปทีละนิด

ไล่มาตั้งแต่การประกาศเตรียมเอาเข้าค้นหลายรอบจนนำมาสู่การระดมมวลชนของลูกศิษย์ที่จัดเวรยามสวดมนต์ภายในพื้นที่ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเตรียมพร้อมตอบโต้เจ้าหน้าที่จนไม่กล้าทำอะไรที่บุ่มบ่าม

เรื่อยมาจนถึงการที่ดีเอสไอได้ขอให้ กสทช.สั่งหยุดการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม DMC เพื่อปิดช่องทางการสื่อสารไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมมวลชนที่จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรง

อีกด้านหนึ่งยังพบการเตรียมเอาผิดคำพูดในลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายชี้นำ ยุยง ปลุกปั่น เป็นภัยต่อความมั่นคง ในหลายกรณีเพื่อสกัดตัดไฟควบคุมการปลุกระดมไม่ให้ติดลมจนยากจะควบคุม

สอดรับกับที่ทางเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ใช้อำนาจทางปกครองดำเนินการปลดพระธัมมชโยพ้นเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ด้วยเหตุผลเพื่อไปพักรักษาตัวที่อาพาธด้วยโรคเบาหวานเส้นเลือดดำใหญ่อุดตันที่ขาซ้ายและภูมิแพ้ โดยไม่มีอำนาจทางการปกครองวัดตามกฎหมายอีกต่อไป

แต่ใช่ว่าเรื่องทุกอย่างจะหาข้อยุติได้ง่ายๆ เมื่อด้านหนึ่งก็ยังไม่มีท่าทีจะออกมาต่อสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ดังจะเห็นจากคำพูดในอดีตผ่านลูกศิษย์ที่ประกาศชัดว่า “หลวงพ่อธัมมชโยบอกว่า ท่านไม่ขอไปไหน ขอตายที่วัด”

เมื่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวพระธัมมชโยก็คือการจับลาสิกขาเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นี่อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พระธัมมชโยไม่อยากเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ทางฝั่งเจ้าหน้าที่ก็ประกาศชัดว่าจะต้องดำเนินการตามกฎหมายไม่อาจละเว้น หรือดำเนินการเป็นอื่นใดได้ ปัญหาอยู่ที่ “กำแพงมนุษย์” ที่ยังปักหลักขึงขังจนยากที่เจ้าหน้าที่จะฝ่าไปดำเนินการใดๆ

จุดเปราะบางของสถานการณ์เวลานี้ จึงอยู่ที่ “ความรุนแรง” ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแม้แต่มือที่สามที่อาจหวังผลจากการสร้างสถานการณ์

แถมเมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้สถานการณ์บานปลายจนทำให้เส้นทางที่จะเดินไปข้างหน้าตีบตันมากขึ้นเรื่อยๆ และนี้จึงเป็นปัจจัยที่ทางเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

 

“ตม.เกาหลี”…ฝันร้ายของนักท่องเที่ยวกำมะลอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ธันวาคม 2559 เวลา 18:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/469915

"ตม.เกาหลี"...ฝันร้ายของนักท่องเที่ยวกำมะลอ

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…เฟซบุ๊ก ข่าวสารจาก ตม. ตำรวจ เกาหลี & ไทย

เมื่อลองเสิร์ชคำว่า “ตม.เกาหลี”ในอินเตอร์เน็ต หลายคนคงได้รับรู้ถึงเสียงลือเสียงเล่าอ้าง กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมาตรการตรวจคนเข้าเมืองสุดเข้มงวดของประเทศเกาหลีใต้ บ้างว่าตม.เกาหลีโหดสุดๆ บางเสียงบอกเล่าถึงประสบการณ์เคยถูกกักตัว พร้อมสอบสวนอย่างละเอียดยิบ บางคนถึงขั้นถูกส่งกลับตัวประเทศทันที

คำถามที่ทุกคนสงสัยและอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจคือ เกิดอะไรขึ้นกับนักท่องเที่ยวไทยที่ไปเที่ยวเกาหลีใต้ ทำไมถึงเข้ายาก ตม.เกาหลีมีปัญหาอะไรกับคนไทยหรือเปล่า

ย้อนรอยกระแส”ขุดทอง”แดนโสม

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2531 แรงงานชาวไทยเริ่มหลั่งไหลเข้าไปทำงานอย่างเกาหลีใต้อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากค่านิยมของคนเกาหลีใต้มักจะเข้าทำงานในองค์กรใหญ่ทันสมัย ส่งผลให้สถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กประสบกับปัญหาขาดแคลนแรงงาน

งานส่วนใหญ่ที่แรงงานไทยเข้าไปทำคือ งานประเภท 3D ประกอบด้วย งานยากลำบาก (Difficult) งานสกปรก (Dirty) งานเสี่ยงอันตราย (Dangerous)  เช่น เกษตรกรรม ขุดดินขุดหญ้าตั้งแต่เช้าจรดเย็น ต้องไปยืนอยู่ท่ามกลางอากาศหนาวๆ งานไซต์ก่อสร้าง โรงงานหลอมโลหะ รายได้ตกราวๆ 30,000-40,000 บาท คราวนี้คนที่เคยไปพอกลับเมืองไทยก็ชักชวนเพื่อนๆไปทำบ้าง ‘เฮ้ย ไปเลย อากาศดี ภูมิประเทศสวยงาม เงินดี มีความสุข เหมือนขึ้นสวรรค์’ — นี่จึงเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกิดการบอกกันปากต่อปากรศ.ดำรงค์ ฐานดี ผอ.ศูนย์เกาหลีศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าว

ปีพ.ศ.2547 รัฐบาลเกาหลีใต้เห็นชอบให้ใช้ระบบอนุญาตทำงาน (Employment Permit System:EPS) โดยอนุญาตให้ 15 ประเทศจัดส่งแรงงานไปทำงานที่เกาหลีใต้ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา มองโกเลีย จีน อุซเบกิสถาน ปากีสถาน กัมพูชา เนปาล เมียนมา คีร์กิซสถาน บังคลาเทศ และติมอร์ตะวันออก ปัจจุบันโควต้าของแรงงานไทยที่ได้รับอนุญาตให้ไปทำงานอยู่ที่จำนวน 24,244 คน

“ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแรงงานไทยในเกาหลีก็คือ เรื่องการสื่อสาร แรงงานไทยส่วนใหญ่พูดภาษาเกาหลีไม่ได้ ฟังก็ไม่รู้เรื่อง บางคนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมไม่ได้ อากาศหนาว งานหนักเกินไปทำไม่ไหว จะขอย้ายงานเปลี่ยนงานก็ไม่ได้ สุดท้ายเลยหาทางออกด้วยการทิ้งงานหนีไปเป็นแรงงานผิดกฎหมาย”

ไปแล้วไม่ยอมกลับ …ด้านมืดของคนไทยในเกาหลี

กระแสปากต่อปากชักชวนกันไปทำงานในเกาหลี เนื่องจากรายได้ดี บวกกับรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเกาหลีใต้มีข้อตกลงยกเว้นการตรวจลงตราเพื่อการท่องเที่ยวจำนวน 90 วัน สามารถไปเที่ยวเกาหลีใต้และอยู่ได้ 90 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า ทั้งหมดนี้กลายเป็นช่องโหว่ให้คนไทยบางกลุ่มลักลอบเข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย

“ช่องโหว่ที่ฮิตที่สุดคือ การท่องเที่ยว โดยปลอมตัวเป็นนักท่องเที่ยวขึ้นเครื่องบินมากับทัวร์ สุดท้ายพอเข้าประเทศได้ก็ไม่ยอมกลับ ทำตัวเป็นโรบินฮู้ด พวกนี้พอไปลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมายก็มักจะถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบ ใช้งานหนัก ชั่วโมงการทำงานนาน แถมให้ค่าแรงน้อยนิด สุดท้ายทนไม่ไหวก็ลาออก หนีไปก่ออาชญากรรมลักจี้ชิงปล้น เป็นผลเสียต่อสังคมเขาอีก ทีนี้พอเกิดปัญหา เขาก็เลยปิดช่องโหว่ตรงการท่องเที่ยว ใครมีตั๋วมาแต่ไม่มีตั๋วกลับ ตอบคำถามเขาไม่ได้ว่ามาทำอะไร จะไปที่ไหนบ้าง เอกสารหลักฐานประจำตัวไม่ชัดเจน คนเหล่านี้ก็เลยถูกกัก โดยเฉพาะประเทศไทยที่ติดแบล็คลิสต์ไว้ว่าต้องดูแลจับตาเป็นพิเศษ”

สอดคล้องกับสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีใต้ เมื่อเดือนมี.ค.2559 ระบุว่า มีคนไทยพำนักอย่างผิดกฎหมาย  52,435 คน คิดเป็น 48.1 % ของคนไทยที่พำนักอยู่ในเกาหลีใต้ทั้งหมด 90,235 คน นอกจากนี้ยังมีรายงานด้วยว่า ปี 2558 มีคนไทยถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศทันทีที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง  20,017 คน และอีก 8,733 คน ถูกส่งกลับเนื่องจากถูกจับกุมข้อหาอยู่เกินเวลาที่กำหนดและลักลอบทำงานอย่างผิดกฎหมาย นับเป็นอันดับหนึ่งของประเทศที่เกาหลีใต้ปฏิเสธไม่ให้เข้าเมืองมากที่สุด

“ถามว่าเป็นไปได้ไหม หากเกิดวิกฤตเยอะๆแล้วทางการเกาหลีจะเลิกยกเว้นไม่ต้องขอวีซ่าเข้าประเทศ ผมมองว่าการท่องเที่ยวนั้นมีทั้งผลดีและผลเสีย ผลดีคือนักท่องเที่ยวเอาเงินมาให้ ผลเสียคือมีคนลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ดังนั้นทุกประเทศจึงมีการชั่งน้ำหนัก ยกตัวอย่างเช่นญี่ปุ่น แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยคิดถึงการท่องเที่ยว แต่พอเศรษฐกิจไม่ดี จึงอะลุ้มอล่วย ทำข้อตกลงกับหลายประเทศโดยยกเว้นไม่ต้องขอวีซ่า เพราะเขาบวกลบคูณหารแล้วว่า การท่องเที่ยวมีความสำคัญกว่า แต่ขณะเดียวกัน ถ้ามีปัญหาตามมามากๆ ดูสถิติแล้วพบว่ามีเรื่องเดือดร้อนเยอะ ก็มีสิทธิ์ที่จะยกเลิกไม่ต้องทำวีซ่าเหมือนกัน แต่ตอนนี้การท่องเที่ยวยังมีความจำเป็น ก็เดินหน้าต่อไป”ผอ.ศูนย์เกาหลีศึกษา ม.รามคำแหง กล่าว

“บริษัททัวร์-ไกด์-นักท่องเที่ยวน้ำดี”…แพะรับบาป

ผึ้ง หัวหน้าทัวร์เกาหลีของบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง เล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังว่า

“เรื่องเกิดจากกระแสบอกต่อกันในหมู่คนไทยทางภาคอีสานว่า มีคนในหมู่บ้านไปทำงานที่เกาหลีแล้วได้เงินเดือนเยอะ มีเงินเก็บก้อนใหญ่กลับบ้าน คนที่ได้ยินก็อยากไปบ้าง เพราะคนมาชวนเขาฮาร์ดเซลล์มากๆ ยิ่งกว่าโฆษณาชวนเชื่ออีก วิธีที่ใช้เข้าประเทศเกาหลีที่ง่ายที่สุดก็คือไปในฐานะนักท่องเที่ยว ทางเครื่องบิน เพราะประเทศเกาหลีไม่ต้องทำวีซ่า อยู่ได้นานถึง 90 วัน นายหน้าหลายคนเปิดบริษัททัวร์บังหน้า ลักลอบนำคนเข้าเกาหลี จ่ายตังค์ปุ๊บ เขาจะแนะนำเลยว่า ต้องแต่งตัวยังไง ทำตัวยังไงให้ดูเหมือนนักท่องเที่ยว เดี๋ยวนี้ตั๋วเครื่องบินไปเกาหลีถูก ทัวร์เกาหลีก็ถูก ไม่ยากเลยที่จะเก็บเงินซื้อทัวร์มาเที่ยวแล้วก็ชิ่งไปทำงาน มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยง

หัวหน้าทัวร์สาวสวยรายนี้ บอกต่อว่า เคยมีลูกค้ารายหนึ่งมาซื้อทัวร์กับบริษัท เดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีเรียบร้อยแล้ว ทว่าพอไปถึงกรุงโซล เที่ยวได้เพียงสองวันก็มีคนแปลกหน้ามารับตัวไปตอนกลางคืน แล้วไม่กลับมาอีกเลย

“บริษัททัวร์ไม่สามารถสกรีนคนจากการแต่งตัวได้ เขานัดหมายกันล่วงหน้าแล้ว ซื้อทัวร์บังหน้า คิดว่าผ่านง่าย พอถึงกำหนดกลับก็ไม่กลับกับทัวร์ ทั้งที่ตั๋วซื้อแบบกลุ่มระบุจำนวนชัด แบบนี้บริษัททัวร์ก็จะซวยไปด้วย เจอแบล็คลิสต์ มาคราวหน้าอาจเจอเรื่องยุ่งยาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือ ลูกค้าที่ซื้อทัวร์ไปเกาหลีกับเรา แล้วบังเอิญถูกซักถาม ถูกเรียกเข้าห้องสอบสวน สุดท้ายถูกปฏิเสธไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ พูดง่ายๆคือ นักท่องเที่ยวตัวจริงพลอยซวยไปด้วย แล้วเขาจะมาฟ้องร้องค่าเสียหายจากเราทีหลัง เดี๋ยวนี้หลายบริษัทจึงวางกฎไว้เลยว่า จะไม่การันตีว่าคุณจะผ่านตม.เข้าประเทศเกาหลีได้หรือไม่ เพราะการเข้าประเทศได้เป็นดุลยพินิจของตม.เกาหลี เขามีบันทึกไว้หมดว่า คนไหนเคยมาแล้วไม่ยอมกลับในระยะเวลาที่กำหนด คนไหนประวัติเสีย ทุกวันนี้เจอตรวจเข้มงวดหมดทุกคน ไม่รู้ว่าเพราะจำนวนคนหลบหนีเข้าเมืองมันเยอะหรือเปล่า ทำให้ช่วงที่โดนสอบสวน เจ้าหน้าที่ตม.เกาหลีพูดจาไม่ดี ปฏิบัติไม่ดีกับนักท่องเที่ยว

อย่าทำเสียชื่อเสียงประเทศ

แนวทางการแก้ไขปัญหาการเดินทางลักลอบไปทำงานอย่างผิดกฎหมายในเกาหลีใต้ รศ.ดำรงค์ มองว่า โรงเรียนสอนภาษาเกาหลีที่เปิดอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมีส่วนสำคัญในการสร้างทัศนคติที่ดีต่อนักเรียน

“สิ่งที่ผมกังวลคือ ครูสอนภาษาเกาหลีทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะพูดแต่เรื่องดีๆ เพราะต้องการลูกค้า โฆษณาชวนเชื่อเต็มที่ สรรเสริญเยินยอเกาหลีอย่างโน้นอย่างนี้ กลายเป็นแรงจูงใจให้คนเรียนไปบอกต่อญาติพี่น้องว่าไปแล้วดี ไปแล้วรวย คนไทยก็อยากจะไปเสี่ยงโชค

“ผมอยากฝากถึงครูอาจารย์ที่สอนภาษาเกาหลีว่า อยากให้ปลูกฝังสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น อธิบายเรื่องข้อตกลงระหว่างรัฐบาลเกาหลี-ไทยเป็นยังไง โทษของการเป็นแรงงานผิดกฎหมายจะต้องโดนอะไรบ้าง การเป็นแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจะต้องเผชิญวิบากกรรมอะไรบ้าง ทั้งถูกนายจ้างโกงค่าแรง เอาเปรียบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานของไทยพูดกันมาเยอะแล้วเรื่องบทลงโทษของการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย บริษัททัวร์ ควรพูดถึงมุมมองที่เป็นกลาง ข้อดีข้อเสีย พยายามชี้แจงให้ชัดเจนถึงข้อเท็จจริง ไม่ใช่ว่าห้ามไปเด็ดขาด แต่ไม่อยากให้พูดแต่สิ่งที่ดีๆเพื่อชักชวนคนไปเที่ยวอย่างเดียว ควรให้ความรู้ประชาชนด้วยข้อเท็จจริงด้วย”

สำหรับบทลงโทษแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายจะไม่สามารถเดินทางเข้าเกาหลีใต้ได้อีก และต้องเสียค่าปรับตามระยะเวลาที่เกินกำหนด 90 วัน คือ กรณีผิดกฎหมาย 1 เดือน ปรับ 100,000 วอน (3,333 บาท) 1-3 เดือน ปรับ 1,500,000 วอน (50,000บาท) 3-6 เดือนปรับ 2,000,000 วอน (66,666 บาท) และ 6 เดือน ถึง 1 ปี ปรับ 4,000,000 วอน (133,333 บาท)

ใครคิดจะไปแสวงโชค ขุดทองในเกาหลีใต้คงต้องคิดให้ดี ควรเดินทางไปทำงานอย่างถูกกฎหมาย และเดินทางกลับเมื่อครบกำหนดสัญญาจ้าง หากอาศัยอยู่หรือทำงานแบบผิดกฎหมายจะถูกปรับเงิน ถูกห้ามเข้าประเทศอีก ทั้งยังส่งผลเสียต่อแรงงานไทยในอนาคตและภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้วย