เส้นทาง..คำสอนพ่อ 70 ปีที่ครองราชย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463687

เส้นทาง..คำสอนพ่อ 70 ปีที่ครองราชย์

เรื่อง วิรวินท์ ศรีโหมด ภาพปกบริษัท แพลน บี มีเดีย

ถ้าขับรถผ่านทางพิเศษสายเฉลิมมหานคร (ช่วงทางราบบ่อนไก่ ข้างโรงงานยาสูบ) เขตคลองเตย ผู้ที่สัญจรผ่านมักจะเห็นป้ายโฆษณาจำนวนมากเรียงรายเป็นแถวยาว แต่ในวันนี้ป้ายโฆษณาเหล่านั้นได้แปรเปลี่ยนเป็น “นิทรรศการพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช” ซึ่งสร้างความสนใจเป็นอย่างมากให้แก่ผู้ที่พบเห็น

เรืองสิริ สถิรกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท แพลน บี มีเดีย  ตัวแทนบริษัทผู้จัดทำ เล่าให้โพสต์ทูเดย์ฟังว่า จุดเริ่มต้นการจัดทำนิทรรศการพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ตลอดระยะเวลาการครองราชย์ 70 ปีนี้ เนื่องจากในหลวงรัชการที่ 9 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดินไทยอย่างมากมาย

“ตลอด 70 ปีพระองค์ทรงงานหนักเพื่อคนไทยมาโดยตลอด ผู้จัดทำจึงน้อมนำรวบรวมพระราชดำรัสที่เคยพระราชทานให้แก่ประชาชนนำมาจัดแสดง เพื่อทำให้คนที่พบเห็น ได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อคนไทย”

ส่วนรูปแบบการจัดทำได้นำพระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงพระราชกรณียกิจ พร้อมข้อความพระราดำรัสในช่วงเหตุการณ์สำคัญแต่ละปีตั้งแต่ พ.ศ.2489 ปีที่ทรงขึ้นครองราชย์จนถึงปี พ.ศ.2558 มาจัดแสดง โดยพระราชดำรัสทั้งหมดจะเกี่ยวข้องสอดคล้องกับเรื่องการดำรงชีวิต การทำงาน และการเรียน เพื่อผู้ที่ได้อ่านจะได้น้อมนำไปเป็นแบบอย่างปรับใช้ในการดำเนินชีวิต ส่วนขั้นตอนการทำงานจะร่วมกับสำนักพระราชวังในการตรวจสอบความเรียบร้อยเนื้อหาข้อความเพื่อจะได้ไม่ผิดเพี้ยน

เรืองสิริ กล่าวอีกว่า นิทรรศการฯ ดังกล่าวเบื้องต้นขณะนี้จัดทำเพียงจุดเดียวตรงบริเวณข้างทางพิเศษสายเฉลิมมหานคร ช่วงข้างโรงงานยาสูบ คลองเตย โดยมีจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. ไปถึงวันที่ 16 ธ.ค.นี้ แต่ถ้าได้รับความสนใจจากประชาชนมากอาจมีต่อไปถึงช่วงสิ้นปี ส่วนผลตอบรับหลังจากที่ติดตั้งได้เพียง 2 วันถือว่าได้รับความสนใจจากประชาชนที่พบเห็นเป็นอย่างมาก เพราะทุกคนที่เห็นจะรู้สึกมีแรงบัลดาลใจเพื่อเป็นอีกแรงหนึ่งในการก้าวเดินของชีวิต

สำหรับนิทรรศการพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส จะถูกจัดแสดงทั้งหมด 66 ภาพบนเสา 33 ต้น โดยบางภาพจะรวมพระราชดำรัส 2 ปี ขณะที่การจัดแสดงจุดเริ่มต้นปี 2489 เริ่มจากฝั่งที่มาจากทางดินแดง มุ่งหน้าไปบางนา และการเล่าเรื่องย้อนกลับมาจนถึงปี 2558 ที่เดียวกับจุดแรกแต่อยู่อีกด้านของป้าย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เขตศก.พิเศษเอื้อทุนใหญ่ อย่าทำลายวิถีชีวิต ยึดที่ดินเกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 10:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463362

เขตศก.พิเศษเอื้อทุนใหญ่ อย่าทำลายวิถีชีวิต ยึดที่ดินเกษตรกร

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

“ภูมิอากาศ การลงทุนข้ามชาติ และจินตนาการสยามที่ยั่งยืนและเป็นธรรม” คือหัวข้ออันท้าทายของสมัชชาความมั่นคงทางอาหารปี 2559 โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย) และเครือข่ายความมั่นคงทางอาหาร ได้จัดเสวนาเพื่อหาทางออกร่วมกัน หลังจากความมั่นคงทางอาหารไทยกำลังเกิดวิกฤต พื้นที่และแรงงานภาคเกษตรลดลงมากกว่า 50%

ลดาวัลย์ คำภา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า สถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารของไทยนั้นน่าเป็นห่วง เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรลดลงจากที่มีกว่า 81   ล้านไร่ ในปี 2549 ลดเหลือกว่า 41 ล้านไร่ในปี 2556 ที่ดินที่เกษตรกรเช่าทำกินเพิ่มขึ้นจากกว่า 23 ล้านไร่ ในปี 2551 มาเป็นกว่า 29 ล้านไร่ ในปี 2556 แรงงานภาคเกษตรลดลงจาก 67% เหลือ 39% ในปี 2556 แรงงานภาคเกษตรซึ่งเป็นผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 11% เกษตรกรมีหนี้สินครัวเรือนละกว่า 1 แสนบาท แต่ความสามารถใช้หนี้ลดลง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องของสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงโดยเฉพาะปัญหาดินเสื่อมสภาพกว่า 190 ล้านไร่ คิดเป็น 60% ของพื้นที่ประเทศ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งผลกระทบจากการเปิดการค้าเสรีและการผูกขาดทางเมล็ดพันธุ์

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลเน้นเรื่องรายได้และการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แม้จะมีการหยิบยกประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมเข้ามาด้วย แต่ก็ไม่ได้มุ่งพัฒนาทรัพยากรชีวภาพและส่งเสริมเกษตรกรระดับชุมชนอย่างยั่งยืน มีการใช้นวัตกรรมโดยหวังพึ่งพามหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ การลงทุนจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งมีการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดต่างๆ ให้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรม น่าห่วงว่านโยบายนี้จะส่งผลกระทบต่อที่ดินทำกินและการทำการเกษตรในพื้นที่ รวมทั้งการส่งเสริมให้นักวิจัยต่างชาติเข้ามาศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรชีวภาพในไทย เช่น พืชผัก สมุนไพร จะเป็นการเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามายึดเอาทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยได้

สอดคล้องกับ สมนึก จงมีวศิน ตัวแทนเครือข่ายเปลี่ยนตะวันออก ที่ระบุว่า จากการสำรวจผลกระทบการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 10 จังหวัด เช่น ตาก เชียงราย มุกดาหาร สงขลา พบว่าจะใช้พื้นที่รวมกันทั้งหมดประมาณ 5 ล้านไร่ ให้เช่าที่ระยะยาว 50-99 ปี ซึ่งการดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษมองข้ามวิถีชีวิตชุมชนและการเกษตรในพื้นที่ มีการยกเว้นการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม ยกเว้นการใช้บังคับกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองและกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคารในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับผู้ประกอบการรายใหญ่ในไทยและนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่เพราะรัฐบาลต้องการให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมการคมนาคมและสาธารณูปโภคตามแนวชายแดน ซึ่งจะมีการจ้างแรงงานต่างด้าวมากกว่าแรงงานไทยเพราะค่าจ้างต่ำกว่า

“เมื่อคำนวณจากอัตราการส่งเสริมการลงทุนของไทยกับการลงทุนเขตเศรษฐกิจพิเศษอยู่ที่กว่า 2.8 แสนล้านบาท/ปี มีการจ้างงาน 5.5 หมื่นคน/ปี สร้างรายได้กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท/ปี เท่ากับรัฐขาดทุนถึง 25 เท่า ซึ่งนโยบายนี้จะทำให้ที่ดินทำการเกษตรหายไปมาก มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ทาเกษตรมากขึ้น“สมนึก กล่าว

ธีระ วงษ์เจริญ ตัวแทนสภาเกษตรกรแห่งชาติ เสนอว่า หากรัฐบาลจะสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรแต่ละชุมชนสามารถสู้กับนายทุนต่างชาติได้ จะต้องให้ความสำคัญกับระบบสหกรณ์เพื่อการเกษตร จัดตั้งหน่วยงานรัฐมาดูแลโดยเฉพาะ สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์การเกษตรแต่ละชุมชนทั้งระบบตั้งแต่เงินทุน การผลิต การแปรรูป การตลาดและส่งออก

 

“ครั้งหนึ่งในชีวิต-วินาทีสุดแสนอาลัย” ความในใจพสกนิกรได้ถวายบังคมพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/463151

"ครั้งหนึ่งในชีวิต-วินาทีสุดแสนอาลัย" ความในใจพสกนิกรได้ถวายบังคมพระบรมศพ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังสำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชน เข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่ 29 ต.ค. และจะมีต่อไปอีก 1 ปีจากนี้ ประชาชนจำนวนมาต่างเฝ้ารอหาโอกาสที่เดินมา

วันนี้โพสต์ทูเดย์จึงรวบรวมข้อแนะนำ ความรู้สึกของผู้ที่มาแล้ว เพื่อเป็นแนวทางให้กับคนที่กำลังจะมาว่าต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เอกจิตรา จันทร์จิตจริงใจ

เอกจิตรา จันทร์จิตจริงใจ อายุ 61 ปี ข้าราชการบำนาญ เดินทางมาจากจังหวัดสงขลา เล่าว่า ตั้งใจเดินทางมาเพื่อเข้ากราบพระศพฯ นั่งเครื่องบินมาถึงกรุงเทพ.ตั้งแต่วันที่ 30 ต.ค. แล้วแวะพักบ้านลูกสาวย่านดอนเมือง จากนั้นเดินทางมาถึงสนามหลวงวันที่ 31 ต.ค.ประมาณ 06.30 น. รอต่อแถวจนได้เข้าไปภายในพระบรมมหาราชวังช่วง 09.30 น. เหตุผลที่เลือกมาวันธรรมดาเนื่องจากช่วงวันหยุด จะมีประชาชนเดินทางจำนวนมากจึงเลือกมากในปกติ

เอกจิตรา บรรยายความรู้สึกว่า เมื่อได้มีโอกาสเข้าไปภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาท จุดที่จัดพิธีพระบรมศพเจ้าหน้าที่จะให้ประชาชนแต่ละชุด ใช้เวลากราบเบื้องหน้าพระพรมโกศประมาณ 5 นาที ซึ่งบรรยากาศภายในทุกคนจะอยู่ในอาการสงบนิ่งไม่มีพูดคุยกัน แต่บางคนเมื่อเห็นพระบรมโกศก็กลั่นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้ออกมาบ้าง แต่ภาพรวมบรรยากาศทุกอย่างสงบ


“รับรู้ได้ว่าทุกคนที่มารวมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความรักสามัคคี เอื้ออาทรต่อกัน ไม่มีการแตกแถวแซงคิว ทุกคนช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ เพราะทุกคนมาเพื่อสิ่งเดียวกัน คือ พระองค์ท่านซึ่งเป็นที่รักของคนไทยทั้งชาติ”

เอกจิตรา เล่าอีกว่า เมื่อได้เข้ามากราบพระบรมโกศสมดั่งความตั้งใจถึงแม้จะเสียใจ แต่รู้สึกประทับใจมากเพราะคิดว่าเป็นครั้งหนึ่งและครั้งสุดท้ายในชีวิตที่จะได้ใกล้ชิดพระองค์ นอกจากนั้นยังมีโอกาสได้เห็นพระราชพิธีขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณ เช่น พิธีประโคมย่ำยาม ยิ่งทำให้รู้สึกประทับใจและจะเก็บความรู้สึกที่ได้เห็นนำกลับไปเล่าให้ลูกหลานได้ฟัง รวมถึงอยากให้คนไทยทั่วประเทศมีโอกาสเดินทางมาซักครั้ง

ขณะที่การเตรียมความตัวมาของ เอกจิตรา เพียงแค่เตรียมร่างกายและชุดแต่งกายให้พร้อมตามระเบียบที่สำนักพระราชวังกำหนด ส่วนภายในกระเป๋าควรมียาโรคประจำตัว ยาดม น้ำดื่มติดไว้

 

นฤมล สาระเทียน

นฤมล สาระเทียน อายุ 56 ปี พนักงานเอกชน เดินทางมาจากเขตพระนคร กทม. แนะนำว่า ผู้ที่จะเดินทางมาควรเตรียมตัวให้พร้อม รวมถึงในกระเป๋าควรมีร่ม พัด น้ำดื่ม ขนมปัง หรือ ข้าวเหนียวไก่ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลารอรนานบางครั้งผู้ที่มาอาจหิวหรือกระหายน้ำได้

นฤมล บรรยายว่า เดินทางมาคนเดียวถึงสนามหลวง 09.30 น. ใช้เวลารอคิวกว่าที่จะได้เข้าไปภายในพระบรมมหาราชวังช่วงเที่ยง และออกมาบ่ายโมง แต่ภาพรวมการจัดระบบแถวของทางเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังถือว่าดีมาก มีเต็นท์ เก้าอี้ จัดเตรียมให้ประชาชนรอ แต่เมื่อได้เข้าไปภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาท ทุกคนต้องถอดถุงเท้ารองเท้าใส่ไว้ในถุงดำที่แจกให้และถือเข้าไป ส่วนกระเป๋าห้ามสะพายต้องถือ รวมถึงโทรศัพท์มือถือต้องปิด แต่หลังกราบพระบรมศพเสร็จค่อยนำถุงดำที่ใส่รองเท้ามาคืน และระหว่างทางเดินออกจะได้รับแจกรูปภาพพระบรมโกศ 1 ใบ ถุงข้าวเปลือก “พอเพียง” และยาดม เป็นที่ระลึก

 “เมื่อเข้าไป ตอนกราบดิฉันรู้สึกขนลุก ตื่นเต้น ตื้นตันใจมากที่ได้มากราบพระองค์” นฤมล ระบุ

ปราโมทย์ ศรีตระการ

ปราโมทย์ ศรีตระการ อายุ 48 ปี เดินทางมาจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เล่าว่า มาถึงสนามหลวงเมื่อเวลา 10.00 น. ได้เข้าไปภายในพระที่ดุสิตมหาปราสาทช่วงเที่ยงซึ่งถือว่าเร็วมาก ขณะที่อยู่เบื้องหน้าพระบรมโกศก็ตั้งจิตอธิษฐานถึงพระองค์ ด้วยความรู้สึกก็เสียใจ ขณะที่อีกมุมก็ภูมิใจมากที่ได้เกินมาบนแผ่นดินไทย

ปราโมทย์  อธิบายว่า เมื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวังเจ้าหน้าที่จัดแถวให้ประชาชนยืนหน้ากระดานเรียง 4 เมื่อใกล้พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทประมาณ 200 เมตรเจ้าหน้าที่จะขอความร่วมมือให้รวมเหลือ 2 แถว จากนั้นจะแจกถุงพลาสติกสีดำหรือสีขาว ไว้สำหรับให้ใส่รองเท้าถุงเท้าก่อนเข้าไปภายใน รวมถึงขอความร่วมมือปิดโทรศัพท์มือถือ และห้ามสะพายกระเป๋าแต่สามารถถือเข้าไปได้ ก่อนจะให้เดินเข้าไปพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแถวละ 2 คน

“วันนี้ก่อนผมยังนึกไม่ออกว่าบรรยากาศข้างในเป็นอย่างไร แต่วินาที่ที่ได้ก้าวเท้าเข้าไปภายในเบื้องหน้าพระบรมโกศ ด้านซ้ายเป็นพระที่นั่งของในหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มานั่งอยู่ตรงนี้ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของประเทศ จึงถือเป็นบุญที่ได้เข้ามา”

ปราโมทย์ เล่าอีกว่า ทุกคนเมื่ออยู่ตรงนั้นบางคนก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้ออกมา แต่ทุกคนก็อยู่ในความสงบ จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังจะบอกให้นั่งพับเพียบปลายเท้าหันไปทางขวา และก้มลงกราบพร้อมกันไม่ต้องแบบมือ ใช้เวลาอยู่ข้างในไม่นานก่อนเดินออกมา แต่เวลาเพียงชั่วครู่ สำหรับตนจะจำวินาทีนั้นไปตลอดชีวิต

จักรกริช นนท์ภาษโสภณ

จักรกริช นนท์ภาษโสภณ อายุ 61 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว เล่าว่า เดินทางมาจากเขตคลองสานถึงสนามหลวง 10.00 น. ได้เข้าไปในพระบรมมหาราชวังเมื่อเวลา 12.00 น.  เมื่อได้เข้าไปเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็ดูแลจัดระเบียบแถวเป็นอย่างดีซึ่งจะมีจุดให้นั่งพักเป็นช่วงๆ

“เมื่อได้เห็นภาพเบื้องหน้าเป็นพระบรมโกศบรรยากาศทุกอย่างสงบเงียบ รู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก ด้วยความซาบซึ้งและประทับใจ ชั่วเวลาเพียงครู่เดียว เเต่รู้สึกว่าเป็นบุญคุณอันล้นพ้นเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม”

ดวงรัตน์ ขมิ้นเขียว (ขวา)

ดวงรัตน์ ขมิ้นเขียว อายุ 57 ปี ข้าราชการ เล่าว่า เดินทางมาจากจังหวัดอุดรธานีกับครอบครัวตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค และแวะพักอยู่ที่บ้านญาติจังหวัดชลบุรี จากนั้นเดินทามาถึงสนามหลวงเวลา 06.00 น. วันที่ 31 ต.ค. ใช้เวลารอประมาณ 3 ชั่วโมงจึงได้เข้าไปภายในพระบรมมหาราชวัง ระหว่างรอก็ทานข้าวทำธุระส่วนตัวให้พร้อม และเมื่อได้ไปใช้เวลาอยู่ในวังประมาณ 30 นาทีก็กลับออกมา

ดวงรัตน์ เล่าความรู้สึกที่ได้กราบพระบรมโกศ ว่า ดีใจมากที่ได้ทำตามความตั้งใจ ถ้ามีโอกาสจะเดินทางมาอีก เพราะคิดว่าคงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้ใกล้ชิดพระองค์ท่านมากถึงเพียงนี้

ขณะที่การเตรียมตัวของดวงรัตน์มีเพียงชุดดำสุภาพตามที่กำหนด มากับร่างกายที่พร้อม นอกนั้นยาดม ยาหม่อง น้ำ ขนม มีแจกโดยรอบบริเวณสนามหลวง แต่ก็ควรนำติดตัวเข้าไปด้วย ส่วนภาพรวมการเดินทาง และอาหารเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี

สวาท ราชเสนา

สวาท ราชเสนา อายุ 44 ปี อาชีพค้าขาย มาจากเขตดอนเมือง กรุงเทพฯ เล่าว่า มาถึงสนามหลวง 05.00 น. รอจนได้เข้าไปภายวังประมาณ 09.30 น. ซึ่งตั้งใจมาเพื่อกราบสักการะพ่อหลวง เพราะส่วนตัวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ที่ชาตินี้ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย

สวาท  อธิบายอย่างละเอียดว่า เมื่อเดินทางมาสนามหลวงเจ้าหน้าที่ทหารจะจัดแถวให้รอเป็นชุดๆ ระหว่างนั้นจะตรวจความพร้อมเครื่องแต่งกาย และเมื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เจ้าหน้าที่จะคอยให้คำแนะนำวิธีปฏิบัติ พร้อมบอกข้อห้ามจุดที่งดถ่ายรูป เมื่อได้เข้าไปเบื้องหน้าพระบรมโกศจะใช้เวลากราบประมาณ 5 นาที จากนั้นเมื่อออกมาเจ้าหน้าที่จะแจกภาพพระบรมโกศ และถุงข้าวเปลือกพอเพียงเป็นที่ระลึก

เสาวลักษณ์ แจ่มน้อย อายุ 49 ปี  เดินทางมากจากเขตดินแดง กทม. เล่าว่า รู้สึกปลื้มปิติที่ได้เดินทางมาถึงสนามหลวงเมื่อ 09.00 น. และได้เข้าไปภายในเมื่อ 13.00 น. ส่วนการเตรียมตัวไม่มีอะไรมากเพียงแค่เตรียมใจและร่างกายมาให้พร้อม อาหารน้ำดื่มรอบสนามหลวงมีแจก เมื่อได้เข้าไปภายในวังเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกตามระบบขั้นตอนอย่างดี

“เมื่อได้กราบเบื้องหน้าพระบรมศพ ขณะนั้นมีความรู้สึกว่าเศร้าอาลัยเสมือนสูญเสียบุคคลที่รักอีกคนหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ภูมิใจที่ครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสมากราบพระองค์” เสาวลักษณ์ เล่าด้วยความภาคภูมิใจ

สุดา รัชเค่

สุดา รัชเค่ อายุ 67 ปี เดินทางมาจากจังหวัดสระแก้ว เล่าว่า เดินทางถึงสนามหลวงประมาณ  09.30 น.ได้เข้าไปภายในวังช่วงเที่ยง ความรู้สึกเมื่อได้กราบเบื้องหน้าพระบรมศพรู้สึกดีใจ เพราะพระองค์เป็นที่รักของคนไทยและชาวโลก ส่วนการเตรียมตัวมาแนะนำว่า ต้องเตรียมใจและร่างกายให้พร้อมเท่านั้น

ทวี เรืองศรี (ขวา)

ทวี เรืองศรี อายุ 55 ปี เดินทางมากจากอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เล่าว่า ตั้งใจเดินทางข้ามทะเล ขึ้นรถมาเพื่อกราบพระองค์ เมื่อมาถึงกรุงเทพแวะพักที่บ้านญาติ จากนั้นเดินทางถึงสนามหลวง 08.00 น. ได้เข้าไปภายในช่วงบ่ายโมง แต่ระหว่างรอก็ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี

“รอครึ่งวันไม่เหนื่อยไม่ร้อน เพราะตั้งใจมากราบพระองค์ วันนี้เมื่อได้กราบเบื้องหน้าพระบรมโกศ ความรู้สึกตอนนั้นเกิดกว่าที่จะบรรยาย อยากร้องไห้แต่ไม่ร้อง เสมือนขาดบุคคลที่รักมากไป แต่ถึงอย่างไรก็ประทับใจที่ครั้งหนึ่งได้มาใกล้ชิดพระองค์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย”

ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนเเละความรู้สึกของพสกนิกรทั่วฟ้าเมืองไทย ที่ได้มีโอกาส เข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ

 

“ไม่แปลกที่เด็กรุ่นผมจะรักท่าน” ความทรงจำถึง “ในหลวง” ของเด็กรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 20:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/462748

"ไม่แปลกที่เด็กรุ่นผมจะรักท่าน" ความทรงจำถึง "ในหลวง" ของเด็กรุ่นใหม่

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ในห้วงความทรงจำถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ของคนรุ่นอายุก้าวผ่านเลข 3 นำหน้าไปนั้น มักปรากฏแจ่มชัดในเรื่องของพระราชกรณียกิจเพื่อประชาชนที่หลายคนต่างได้รับชมผ่านข่าวพระราชสำนักทางสถานีโทรทัศน์ในช่วง 20.00 น. ของทุกวัน

สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ข่าวเกี่ยวข้องกับพระราชกรณียกิจของพระองค์จะลดลง เนื่องจากทรงมีพระอาการประชวร แต่ในความทรงจำของเด็กรุ่นใหม่ที่พึ่งก้าวผ่านอายุที่มีเลข 1 นำหน้ามาไม่นานกลับยังคงเต็มไปด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์ที่ยังคงตราตรึงในหัวใจไม่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน

เรียนรู้จากธนบัตร ปฏิทิน และข่าวสาร

มะปราง ประทุม สาวน้อยวัย 17 ปี บอกว่า ภาพแรกที่ทำให้รู้จักในหลวงรัชกาลที่9 คือ “โครงการเศรษฐกิจพอเพียง” ที่พบเห็นจากหนังสือแบบเรียน สื่อแขนงต่างๆ โดยเฉพาะธนบัตรหนึ่งพันบาทที่ให้บทเรียนแก่เธออย่างมาก

“ในธนบัตรหนึ่งพันบาท มีทั้งพระราชดำรัส และโครงการเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ แบงค์พันเป็นแบงค์ใหญ่ที่สุด การจะใช้จ่ายเงินทองออกไปสมควรจะคิดให้รอบคอบก่อนที่จะใช้ หลายคนเคยได้ยินประโยคที่ว่า คนส่วนมากรู้มูลค่าของมัน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้คุณค่าของธนบัตรนี้ เรามองแล้วก็เกิดความตระหนัก” 

มะปราง มองว่า ในหลวงทรงเป็น “นักพัฒนา” เมื่อมองโครงการพระราชดำริต่างๆ เช่น โครงแก้มลิง เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย โครงการหญ้าแฝก เพื่อแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรม พระองค์ท่านทรงแสดงให้เห็นว่า โครงการเหล่านั้นประสบความสำเร็จได้จริง

ขณะที่ ณัฐธินี จุลกะโสภณ  วัย 17 ปี เรียนรู้เรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านข่าวพระราชสำนัก ปฏิทินข้างฝาบ้าน และหนังสือ

“เห็นภาพในหลวงครั้งแรกจากปฏิทิน พ่อแม่บอกว่านี่คือ พระเจ้าอยู่หัว พอโตมาก็ได้รู้จักในหลวงมากขึ้นผ่านหนังสือเรียนและข่าวพระราชสำนักในโทรทัศน์ ที่จำได้แม่นยำคือ นิทานเรื่องคุณทองแดงที่ให้บทเรียนการรู้คุณค่าความดีงามของสิ่งมีชีวิตที่หลายคนอาจมองว่าไร้ค่า แต่กลับมีหัวใจที่สูงส่งจากความซื่อสัตย์ต่อผู้มีพระคุณ”

ชยาภรณ์ – ณัฐธินี – มาริสา – มะปราง

มาริสา ธงชัย และ ชยาภรณ์ ปราบพาล บอกเป็นเสียงเดียวว่า ภาพจำถึงในหลวงที่ยึดเป็นแบบอย่างเสมอก็คือ “การประหยัดอดออม”

“ในหลวงเป็นเเบบอย่างของความประหยัดและใช้ประโยชน์จากสิ่งของได้อย่างประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น ภาพหลอดยาสีพระทนต์ พระองค์ท่านใช้จนเรียบคล้ายแผ่นกระดาษ เพราะทรงใช้ด้ามแปรงสีฟันรีด กดเพื่อให้ได้ยาสีฟันจนเกลี้ยงหลอดนั่นเอง”

มาริสา บอกว่า เธอเลือกใช้กระปุกออมสินที่มีพระบรมฉายาลักษณ์อยู่บนกระปุกมานานหลายปี เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจ พร้อมสัญญากับตัวเองอย่างซื่อสัตย์ว่า ถ้าไม่เต็มจะไม่แกะออกไปใช้เป็นอันเด็ดขาด 

ขณะที่ ชยาภรณ์ กล่าวเสริมว่า 17 ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้เติบโตในช่วงที่พระองค์ท่านทรงงานหนัก แต่เรื่องราวต่างๆที่ถูกบอกเล่าส่งต่อกันมาก็ชัดเจนแล้วว่าพระองค์มีความสำคัญกับประเทศชาติและโลกใบนี้มากแค่ไหน

คมกฤตย์ นันทา

เกิดไม่ทัน แต่เรียนรู้ได้ถึงความเสียสละ

ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2549 หรือสิบปีที่แล้ว ในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี คมกฤตย์ นันทา เด็กน้อยวัย 4 ขวบได้จดจำภาพแห่งความประทับใจเป็นครั้งแรก

ปัจจุบันเขาอายุ 14 ปี เป็นลูกเสือจิตอาสาดูแลการจราจรบริเวณสนามหลวง คมกฤตย์ เล่าว่า วันนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม ทรงโบกพระหัตถ์พร้อมทรงแย้มพระโอษฐ์นั้น ถึงแม้ยังไม่ค่อยรับรู้เรื่องราวของพระองค์มากนัก แต่พระพักตร์และเสียงทรงพระเจริญที่ดังกึกก้องของประชาชน ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีวันลืม

“ผมยังเด็กมาก โชคดีจริงๆที่ได้มารับเสด็จ กลายเป็นภาพจำของในหลวงครั้งแรก ผมไม่ได้เกิดมาในช่วงที่ในหลวงทรงงานหนักตามพื้นที่ต่างจังหวัด แต่ก็ได้รับรู้จากการเล่าสู่กันฟังของพ่อแม่  เรื่องราวของท่านสะท้อนให้เห็นว่า ท่านห่วงใยประชาชนทุกคนเสมอ”

คมกฤตย์ บอกว่า คำสอนของพระองค์ที่ยึดมาใช้ในชีวิตประจำวัน คือ มีภูมิคุ้มกันในตัว และยึดความประหยัด พอประมาณ ในการดำรงชีวิต

ปรมัตถ์ วรรธนะพินทุ จิตอาสาทำดีเพื่อพ่อหลวง วัย 18  บอกว่า ถึงแม้จะมีความเชื่อมโยงกับในหลวงน้อยกว่าผู้ใหญ่หลายท่าน แต่การศึกษาตั้งแต่เด็กก็ทำให้ได้ซึบซับเรื่องราวพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อันแสดงให้เห็นถึงความเสียสละ มิรู้จักเหน็ดเหนื่อยของพระองค์

“พระองค์ทำเพื่อคนไทยมาเยอะมาก โครงการต่างๆ อย่าง ฝนหลวง แก้มลิง อ่างเก็บน้ำ ล้วนแต่ทำให้คุณภาพชีวิตของชาวไทยดีขึ้น แค่นี้ผมก็เห็นแล้วว่าท่านทำเพื่อเรา ศึกษาเพื่อเราเสมอ ไม่แปลกที่เด็กอย่างผมจะรักท่าน” 

หนุ่มวัย 18 ปี บอกว่า ภาพประชาชนโดยเฉพาะแม่ของตัวเองร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจ หลังทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์ท่านผ่านโทรทัศน์เมื่อค่ำวันที่ 13 ต.ค. นั้นสะเทือนใจอย่างมาก ซึ่งน้ำตาเป็นเครื่องบ่งบอกความสำคัญของพระองค์ท่านได้อย่างชัดเจน

ปรมัตถ์ วรรธนะพินทุ

พระองค์จะอยู่ในใจเราตราบนานเท่านาน

“ให้คิดเสมอว่า ในหลวง ไม่ได้จากไปไหน พระองค์ยังอยู่ในใจเราตราบนานเท่านาน ในพื้นดิน น้ำ และอากาศ ทุกๆ อย่างที่พระองค์ท่านได้ทำไว้เพื่อเราพวกเราทุกคน” คำพูดจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สอดคล้องกับความคิดเด็กรุ่นใหม่หลายราย ที่มองว่า เสียใจได้แต่ต้องไม่ลืมทำหน้าที่ตามคำสอนของพ่อ

จุฑามาศ นิจประพันธ์ อายุ 23 ปี บอกว่า เธอและครอบครัวเสียใจต่อการสวรรคตของพระองค์ แต่อีกด้านหนึ่งเชื่อว่าถึงเวลาที่ท่านได้พักแล้ว ไม่ว่าจะอย่างไรพระองค์จะยังคงอยู่ในจิตใจชาวไทย พร้อมกับได้รับการจดจำและสักการะต่อไปตลอดกาล

“พระองค์เป็นตัวแทนของความรัก เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในทุกขณะของการกระทำ พวกเราควรยึดพระองค์เป็นแรงบันดาลใจ ลงมือปฏิบัติเพื่อช่วยกันสร้างสังคมให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งนับเป็นการแสดงความจงรักภักดีเช่นกัน”

พัชรพร องค์สรณะคมกุล อายุ 20 ปี บอกว่า ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา ท่านทรงงานหนักและแบกรับภาระมามาก ไม่มีใครหลีกหนีการสูญเสียได้ สิ่งที่คนมีชีวิตควรปฎิบัติและรักษาให้เป็นความต่อเนื่อง คือ ช่วยกันทำความดี สร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อสังคม

“ท่านเป็นผู้เสียสละ ทำงานหนัก ชนิดที่ว่าพ่อแม่บางคนยังทุ่มเท่เพื่อลูกแท้ๆ ไม่ได้เพียงนี้ ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะได้พักบ้าง ท่านไกด์พวกเรามาทั้งชีวิต แต่บางคนฟังหูซ้าย ทะลุหูขวา ไม่ได้นำเอาไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน พึ่งจะมาสำนึกเมื่อตอนท่านไม่อยู่ ส่วนตัวสงสัยว่า ทำไมตอนที่ท่านอยู่ไม่ทำให้ท่านสบายใจ”

พัชรพร บอกว่า ในหลวงทรงพระราชทานสิ่งที่มีคุณค่าไว้เเก่ประเทศไทย ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงน้ำตาให้เกิดสิ่งงดงามเป็นรูปธรรมเสียที

เสียงสะท้อนจากพวกเขาและเธอ ในฐานะเด็กรุ่นใหม่ทำให้เราได้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้าให้เป็นพลังแห่งการเดินตามรอยพระยุคลบาท ร่วมสร้าง พัฒนาสังคมให้เต็มไปด้วยพลเมืองที่มีคุณภาพ

 

“งดดนตรี-มหรสพกลางแจ้ง”สถานการณ์ที่ต้องปรับตัวของนักดนตรีอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ตุลาคม 2559 เวลา 17:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/462744

"งดดนตรี-มหรสพกลางแจ้ง"สถานการณ์ที่ต้องปรับตัวของนักดนตรีอาชีพ

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ในช่วงเวลาแห่งความโศกเศร้านี้ มีประกาศจากรัฐบาลขอความร่วมมืองดจัดมหรสพและงานรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน เพื่อความเหมาะสมในช่วงที่มีงานพระราชพิธีพระบรมศพ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการวงดนตรี คณะมหรสพ รวมถึงสถานบันเทิงทุกแห่งทั่วประเทศพร้อมใจกันปิดให้บริการชั่วคราวเพื่อเป็นการแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทว่าต่อมาเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยผลการประชุมของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) โดยได้ข้อสรุปว่า หลังจากครบกำหนด 30 วันไปแล้ว ประเพณีไทยต่างๆยังคงจัดได้ตามปกติ เช่น เทศกาลทอดกฐิน เทศกาลลอยกระทง เทศกาลปีใหม่ เทศกาลตรุษจีน เทศกาลสงกรานต์ เน้นที่การทำบุญ ตักบาตร สวดมนต์ ฟังเทศน์ฟังธรรม โดยงดคอนเสิร์ต ดนตรี มหรสพ และการละเล่นทุกชนิด ส่วนสถานบันเทิงอนุโลมให้เฉพาะที่เป็นสถานที่ปิดเท่านั้น

ข่าวนี้สร้างความกังวลใจแก่ผู้ประกอบเกี่ยวกับดนตรี มหรสพ การละเล่นต่างๆที่ต้องร้องรำทำเพลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากเสี่ยงต่อการขาดรายได้ เนื่องจากไม่สามารถประกอบอาชีพได้ดังเดิม

ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง แนวทางการปฏิบัติต่อสถานบันเทิงในช่วงมีงานพระราชพิธีพระบรมศพ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2559

เมื่อผู้ประกอบการวงดนตรีโดน”ยกเลิกงาน”ยาวถึงปีหน้า

“ขายครับขาย ทั้งรถทั้งเวที ราคาคุยกันได้ครับ ราคา 800,000”

“สวัสดีครับ นี่คือการตัดสินใจครั้งสุดท้ายและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตครับผม ขายกิจการเกี่ยวกับระบบเสียงทั้งหมดครับ ใครสนใจมาดูของได้ 1.2 ล้านบาท “

“ยกเลิกกิจการ ขายยกวง ขายเหมา ทั้งรถ6ล้อ รถกระบะ เวที เครื่องเสียง “

ประกาศขายกิจการวงดนตรีแบบ “เหมายกวง”ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ สะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจวงดนตรีกำลังเผชิญกับความลำบาก

สุนทร บัวกลิ่น นายกสมาคมวงดนตรีแห่งประเทศไทย และเจ้าของวงเพชรสุนทร เผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการวงดนตรี นักดนตรี หางเครื่อง ช่างไฟ คนคุมเครื่องเสียง คนติดตั้งเวที เด็กขนของ และผู้เกี่ยวข้องกว่าแสนชีวิต ต่างเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

“พวกเราเพิ่งหยุดพักช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน พอออกพรรษาก็เป็นฤดูเที่ยว ทั้งงานทอดกฐิน ลอยกระทง ปีใหม่ ตรุษจีน ปิดทองฝังลูกนิมิต จนถึงสงกรานต์ งานชุกมาก เจ้าภาพก็ติดต่อจองคิว วางเงินมัดจำกันตั้งแต่ช่วงก่อนออกพรรษาแล้ว ทีนี้พอเกิดเหตุการณ์เขาก็ขอคืนงาน ยกเลิกทั้งหมดยาวถึงสงกรานต์ ซึ่งปกติถ้าเจ้าภาพไม่พร้อมจะจัดงาน หรือเบี้ยว เราไม่ต้องคืนเงินมัดจำ 30 % แต่พอเป็นเหตุสุดวิสัย บ้านเมืองเป็นแบบนี้ เราก็ต้องคืนเงินมัดจำเขา เพราะไม่ใช่ความผิดของเจ้าภาพ ส่วนใหญ่แทบทุกวงพอได้เงินมัดจำมาก็เอาไปใช้จ่ายค่าโน่นค่านี่ ระบบไฟ แสง สี เสียง เวที อุปกรณ์ต่างๆ พอต้องคืนก็ต้องไปกู้ยืมเขามา จนตรอกเข้าก็ประกาศขายเครื่องดนตรี ที่เจ็บซ้ำอีกต่อก็คือ เมื่อทางการห้ามไม่ให้เล่นดนตรี แล้วใครจะมาซื้อ คนมาซื้อส่วนมากเป็นนักดนตรีทั้งนั้น สุดท้ายขายไม่ออกอีก”

ในฐานะเจ้าของวงดนตรีลูกทุ่ง สุนทรรู้สึกเครียด หดหู่ เขารักในหลวงมากและพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าลำบากจริงๆ

“ช่วง 30 วันที่เขาให้งด ผมให้ความร่วมมือเต็มที่ ไม่มีปัญหา ที่ทราบตอนนี้คือ หลังจาก 30 วันไปแล้ว ทางการเขาอนุญาตให้จัดประเพณีต่างๆต่อไปได้เหมือนเดิม แต่ห้ามเล่นดนตรี งานพวกเราเป็นงานดนตรีกลางแจ้งทั้งนั้น แบบนี้ชีวิตลูกวงตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่ข้างหลังจะทำยังไง ไม่มีค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเทอมลูก บางคนยึดอาชีพเล่นดนตรีอย่างเดียวไม่มีงานอื่นรองรับก็ต้องไปขับวิน รับจ้างเกี่ยวข้าว ขับสิบล้อ หาหนูนาย่างขายประทังชีวิต

ในนามนายกสมาคมวงดนตรี ผมอยากจะเรียกร้องให้ทางการช่วยเยียวยา อาจจะเป็นเรื่องพักชำระหนี้กับทางสถาบันการเงิน ไฟแนนซ์ต่างๆ เพราะตอนนี้เราขาดรายได้ แต่ยังต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนอุปกรณ์ทำมาหากิน อยากให้ผู้ใหญ่ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้พวกเราบ้าง”

สุนทร บัวกลิ่น นายกสมาคมวงดนตรีแห่งประเทศไทย

 

จำนำ-ขายเครื่องดนตรี…ทางรอดของนักดนตรีกลางคืน

แม้รัฐบาลจะอนุโลมให้สถานบันเทิงผับ บาร์ ร้านอาหารสามารถเล่นดนตรีได้เฉพาะในสถานที่ปิด ทว่าหลายร้านที่เป็นแนวกึ่งกลางแจ้งก็ต้องหยุดจ้างนักดนตรีชั่วคราว

มอร์ นักดนตรีกลางคืน วัย 32 เล่าว่า นักดนตรีกลางคืนกว่า 90 % ไม่มีงานประจำ ทั้งยังได้รับเงินเป็นรายวัน พองานไม่มี รายได้หาย ทำให้เขาและพี่น้องผองเพื่อนนักดนตรีเครียดกันมาก

“ปกติสัปดาห์นึงจะมี 10 งาน งานละ 800 บาท ตอนนี้เหลือแค่ 3 งาน เล่นอะคูสติกเบาๆแทนการเล่นแบบเต็มวง รายได้ลดลงแต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆยังคงที่ เช่น ค่าผ่อนรถ ค่าเช่าบ้าน ค่ากินค่าอยู่  เหตุสุดวิสัยแบบนี้ ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ก็แก้ปัญหาด้วยการเอานาฬิกาไปจำนำ บางคนขายเครื่องดนตรี ขายมอเตอร์ไซค์เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้มีชีวิตรอดต่อไป”

มือเบสหนุ่มรายนี้ใช้โอกาสนี้ในการส่งเสียงไปยังสังคมว่า คนทำงานกลางคืนไม่ใช่คนไม่ดี เป็นอาชีพหนึ่งที่สุจริตและรักในหลวงเช่นเดียวกับคนไทยอาชีพอื่นๆ

ด้าน บุญโทน มือคีย์บอร์ดรับจ้าง ชาวสิงห์บุรี เพิ่งประกาศขายกิจการวงดนตรีที่เป็นสมบัติของบิดาด้วยความชอกช้ำใจ

“มันแย่มาสองปีแล้วครับ เดี๋ยวนี้วงเกิดใหม่มีเยอะ ตัดราคากันเอง อีกอย่างวงผมงานน้อยอยู่แล้วตั้งแต่พ่อล้มป่วยผ่าตัดสมอง เลยถือโอกาสยุบวงขายทิ้งดีกว่า ถามว่าทำไมเอาสมบัติพ่อมาขายกิน คนเราต้นทุนไม่เท่ากันนี่ครับ บางคนทำงานโรงงาน ทำวงดนตรีเป็นอาชีพเสริม บางคนมีเงินเก็บเยอะ แต่ผมไม่มีอะไรเลย ก็ต้องขายเอาเงินมาใช้ก่อน วันหน้ามีวาสนา โชคเข้าข้าง เราค่อยสร้างใหม่”

 

ขณะที่ ธนกฤต โชตทรงกุล เจ้าของวงฮ.นกฮูกซาวด์ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก บอกว่า การประกาศอนุโลมให้เล่นดนตรีได้ในสถานบันเทิงที่ปิดมิดชิด เป็นผลดีกับวงดนตรีบางส่วนเท่านั้น แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นวงดนตรีซึ่งต้องเล่นกลางแจ้ง เช่น ลิเก หนังตะลุง กลองยาว ดนตรีวงแห่ งิ้ว การละเล่น สิงห์โตลูกทุ่ง ลำตัด วงลูกทุ่ง หมอลำ ล้วนได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“สถานการณ์ของวงลูกทุ่ง วงหมอลำ วงดนตรีรับจ้างเล็กๆในต่างจังหวัดขณะนี้คือ ถูกยกเลิกงานยาวแบบไม่มีกำหนด เพราะเจ้าภาพไม่กล้าจ้าง นักดนตรีไปเล่นก็โดนจับ แถมยังเป็นช่องโหว่ให้มีการรีดไถ วันก่อนผมไปเล่นงานหน้าขบวนแห่งานทอดกฐินที่วัด จู่ๆมีเจ้าหน้าที่มาห้ามไม่ให้เล่น สุดท้ายเจ้าภาพต้องจ่ายค่าน้ำร้อนน้ำชาไปพันนึงถึงเล่นต่อได้เพราะกฐินจะเข้าวัดอยู่แล้ว เขาไม่อยากให้งานบุญมันล่ม”

 

ข้อเรียกร้องจากชาวดนตรีถึงรัฐบาล

เมื่อเร็วๆนี้ คณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มบันเทิงและการสื่อสาร สภาหอการค้าไทย นำโดยดร.โฆสิต สุวินิจจิต สุวิทย์ กิตติธรานนท์ ช.อ้น ณ บางช้าง ทำหน้าที่รับเรื่องราวความเดือดร้อนของคนดนตรีทั่วประเทศ เพื่อประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหา ก่อนนำเสนอถึงรัฐบาลต่อไป

“ธรรมชาติของคนทำงานดนตรีจะให้มารวมตัวกันคงยาก ต่างคนต่างต้องทำมาหากิน เราได้นำข้อร้องเรียนจากพี่น้องทั่วประเทศเข้าที่ประชุมแล้ว คงจะดำเนินการนำเสนอผู้หลักผู้ใหญ่ในรัฐบาลเร็วๆนี้ เบื้องต้นคือ อยากจะให้มีการกำหนดขอบเขตเวลาที่ชัดเจนกว่านี้ว่างดถึงเมื่อไหร่ ไม่ใช่งดยาวโดยไม่มีกำหนดที่แน่ชัด และอย่าให้กินระยะยาวจนเกินไปนัก อยากให้ช่วยผ่อนปรนให้กลับคืนสู่ปกติเร็วขึ้น เนื่องจากคนดนตรีนับแสนชีวิตเดือดร้อนกันมาก

ปัญหาที่พบตอนนี้คือ ความคลุมเครือไม่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ระบุว่า สถานบันเทิงที่เป็นอาคารปิดสามารถเล่นดนตรีได้ตามปกติ ส่วนงานประเพณี งานบวชงานบุญต่างๆดำเนินต่อไปได้แต่ให้งดดนตรีและการละเล่น เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ทราบและไม่เข้าใจถึงคำสั่งดังกล่าวก็ไม่อนุญาตให้เล่นทั้งหมด วันก่อนมีนักดนตรีจากปัตตานีโทรมาบอกว่าตำรวจห้ามไม่ให้เล่น ทั้งที่เป็นสถานที่ปิด พอปรินท์ประกาศคำสั่งให้ดู ตำรวจนายนั้นกลับบอกว่าไม่เคยเห็นคำสั่งนี้มาก่อน ตรงนี้คือความบกพร่องของกระทรวงมหาดไทยที่กระจายข่าวไม่ทั่วถึง ระดับล่างๆแม้แต่โรงพักไม่รู้เรื่องได้ยังไง ทั้งที่เป็นประกาศที่ออกโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย”

คำกล่าวของ สุวิทย์ กิตติธรานนท์ กรรมการสมาคมการค้ากลุ่มบันเทิงและการสื่อสาร สภาหอการค้าไทย

ทั้งหมดเป็นเสียงสะท้อนจากผู้ทำงานด้านดนตรี ที่ล้วนยืนยันว่ามีความเข้าใจในสถานการณ์และพร้อมที่จะเคารพกฎกติกาบ้านเมือง ทว่าวิกฤตที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ก็สมควรที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเช่นกัน

 

 

‘ของขวัญ’ จากพระราชา ภาพจิตรกรรม ‘พระมหาชนก’ งานศิลป์สุดวิจิตรแห่งแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 ตุลาคม 2559 เวลา 08:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/462542

‘ของขวัญ’ จากพระราชา ภาพจิตรกรรม ‘พระมหาชนก’ งานศิลป์สุดวิจิตรแห่งแผ่นดิน

โดย…ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

20 ปีที่แล้ว นับเป็นเรื่องที่สุดแห่งความปีติของพสกนิกรไทย เมื่อพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงได้รับการสดุดีด้วยพระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชปรารภชัดเจนว่า อยากพระราชทานของขวัญงดงามให้แก่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ของขวัญงดงามชิ้นนี้เปิดแสดงความวิจิตรสู่สายตาปวงไทย เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2539 ระหว่างเสด็จพระราชดำเนินออก ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต โปรดเกล้าฯ ให้สื่อมวลชนเข้าเฝ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท โดยแจ้งให้ทราบว่าหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มล่าสุดเพื่อจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษกแห่งรัชกาล เรื่อง “พระมหาชนก” จัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

โดยจัดพิมพ์ 2 ภาษา ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ทรงสืบค้นเรื่องราวของพระมหาชนกในพระไตรปิฎก และทรงแปลด้วยพระองค์เอง ภายในหนังสือมีภาพวาดฝีพระหัตถ์ รวมถึงภาพประกอบโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงอีกหลากหลายท่าน

“พระมหาชนก” พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พิมพ์เผยแพร่ออกสู่สายตาผู้อ่าน เป็นฉบับปกแข็ง ขนาด 11 คูณ 11 นิ้ว บรรจุกล่องสวยงาม นอกจากเนื้อหาทรงคุณค่าแล้วยังมีภาพวาดประกอบของจิตรกรชื่อดัง 8 คน คือ ประหยัด พงษ์ดำ พิชัย นิรันต์ ปรีชา เถาทอง เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ปัญญา วิจินธนสาร ธีระวัฒน์ คะนะมะ จินตนา เปี่ยมศิริ และเนติกร ชินโย ผลงานจิตรกรระดับชาติถูกตีพิมพ์เป็นภาพประกอบเนื้อหา ด้วยภาพวิจิตรประณีตสีสวยสดใส ทำให้หนังสือน่าอ่านและน่าเก็บรักษาไว้

จากรายชื่อศิลปินมีทั้งรุ่นใหญ่ รุ่นกลาง และรุ่นเล็ก คละกันทั้ง 8 รายชื่อ ซึ่งเป็นไปตามพระราชประสงค์ ทรงมุ่งให้ภาพประกอบในหนังสือเป็นไปในแนวทางศิลปะร่วมสมัย การทรงงานร่วมกับกลุ่มศิลปินครั้งนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2537 และสำเร็จลุล่วงในปี 2539 ซึ่งเป็นช่วงปีที่ข่าวเกี่ยวกับพระสุขภาพไม่แข็งแรงออกมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังทรงมีพระวิริยอุตสาหะทรงงานร่วมกับศิลปินเพื่อเป็นของขวัญชิ้นวิจิตรประดับไว้ให้แผ่นดินไทย และเป็นของขวัญแก่พสกนิกรของพระองค์ทุกหมู่เหล่าให้ได้เสพศิลป์ชิ้นเอกแห่งรัชกาลที่ 9 โดยถ้วนหน้ากัน

ปัญญา วิจินธนสาร ภาพ… ภัทรชัย ปรีชาพานิช

 

หนังสือพระราชนิพนธ์ที่ ทรงรักอย่างยิ่ง

ในปี 2537 ในช่วงการดำเนินการจัดพิมพ์พระมหาชนกนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สมบูรณ์ทั้งด้านเนื้อหาและศิลปะอย่างแท้จริง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชประสงค์นำเสนอภาพจิตรกรรมไทยแบบร่วมสมัยเพื่อเป็นภาพประกอบในหนังสือ “พระมหาชนก” ให้มีความงดงามวิจิตรสมบูรณ์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ศิลปินร่วมสมัยชั้นนำของไทยร่วมสร้างสรรค์จิตรกรรมอันทรงคุณค่าวาดภาพประกอบพระราชนิพนธ์ โดยมี พิษณุ ศุภนิมิตร เป็นหัวหน้าโครงการรวบรวมจิตรกรไทยชั้นเยี่ยมร่วมกันสร้างผลงานจิตรกรรมตาม
พระราชประสงค์

ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปี 2557 ซึ่งเป็น 1 ใน 8 รับหน้าที่วาดบทแรก ซึ่งเป็นการวาดแบบจิตรกรรมไทยประเพณี ตอนที่ 1-5 เนื้อหาเริ่มที่ฉากกษัตริย์แห่งกรุงมิถิลาพระมหาชนกสวรรคต พระราชโอรสองค์โต พระอริฏฐชนก ขึ้นครองราชสมบัติ และทรงแต่งตั้งพระอนุชา พระโปลชนก เป็นอุปราช ต่อมาได้เกิดเหตุสู้รบกันระหว่างพระอริฏฐชนกและพระโปลชนก อันเนื่องมาจากการยุแหย่ของเหล่าอำมาตย์ใกล้ชิด

พระอริฏฐชนกสิ้นพระชนม์ชีพในสนามรบ พระเทวีซึ่งเป็นพระอัครมเหสีกำลังทรงพระครรภ์อยู่ จึงได้หลบหนีออกจากกรุงมิถิลามุ่งหน้าสู่นครจัมปากะ และต่อมาได้ประสูติพระโอรสซึ่งมีวรรณะดั่งทอง พระเทวีได้ขนานนามพระโอรสว่า “มหาชนกกุมาร” เหมือนกับพระอัยกา

ศิลปิน ปัญญา วิจินธนสาร

 

“แนวพระราชดำริคือต้องการให้เป็นจิตรกรรมไทยร่วมสมัย ผู้คัดสรรศิลปินคือเจ้าของสำนักพิมพ์อมรินทร์ ชูเกียรติ อุทกะพันธุ์ ร่วมกับหัวหน้าโครงการ พิษณุ ศุภนิมิตร คัดเลือกศิลปินในแนวศิลปะไทยประเพณี และไทยร่วมสมัย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้มีความเป็นปัจจุบันที่สุดครับ ศิลปินจึงมีทุกวัย อาวุโสที่สุดคือ ประหยัด พงษ์ดำ อายุน้อยที่สุด คือ จินตนา เปี่ยมศิริ เนติกร ชินโย เพื่อสร้างผลงานให้แตกต่างหลากหลาย เมื่อเสนอชื่อทูลเกล้าฯ ถวายขึ้นไป พระองค์ท่านโปรดทุกคน” ปัญญา กล่าวพร้อมรอยยิ้มภูมิใจเมื่อกล่าวประโยคนี้

ศิลปินรุ่นใหญ่ ประหยัด พงษ์ดำ พิชัย นิรันต์ เคยร่วมงานกับพระองค์ท่านมาแล้วในระหว่างทรงงานศิลปะจริงจัง ตั้งแต่ปี 2502-2510 เมื่อทรงสนพระราชหฤทัยผลงานของศิลปินผู้ใดก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมศิลปินผู้นั้นถึงที่พัก ทรงมีพระราชปฏิสันถารและทอดพระเนตรวิธีการทำงาน ทรงเชิญศิลปินใหญ่ในยุคนั้นเข้ามาให้คำแนะนำและวิจารณ์ผลงานของพระองค์อยู่เสมอ  อาทิ เหม เวชกร เขียน ยิ้มศิริ จำรัส เกียรติก้อง เฟื้อ หริพิทักษ์ จุลทัศน์ พยาฆรานนท์ รวมทั้งสองศิลปินอาวุโสท่านนี้ที่ได้กลับมารับใช้ถวายงานพระองค์ท่านอีกครั้งหนึ่ง

“วันแรกที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านทรงรู้จักศิลปินทุกๆ คนครับ (บอกพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง) ตรัสชมผู้วาดจิตรกรรมฝาผนังที่วัดพุทธประทีป กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ วาดได้ในแนวทางจิตรกรรมไทยร่วมสมัยที่มีเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ แทรกเรื่องราวพุทธประวัติได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งก็คือผลงานของผมกับศิลปินรุ่นพี่ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ตอนนั้นเราทั้งคู่อายุไม่มาก จัดเป็นศิลปินที่คนเริ่มรู้จัก เมื่อศิลปินฟังรับสั่งชมนอกจากความภาคภูมิใจอย่างหาที่สุดมิได้ในชีวิตแล้ว ก็ทำให้เห็นแนวทางศิลปะที่ทรงพอพระราชหฤทัย เริ่มกระจ่างว่าพวกเราควรวาดภาพประกอบหนังสือพระราชนิพนธ์ออกมาในรูปแบบใด เพื่อให้งานของพวกเรา 8 คนมีความเป็นเอกภาพ

ในการนำเสนอบทแรกๆ จึงตกลงกันว่าวาดภาพแนวไทยประเพณี ส่วนบทท้ายๆ จะเป็นไทยร่วมสมัย มีความเป็นปัจจุบันมากขึ้น ผมรับหน้าที่วาดบทแรกคือภาพศิลปะไทยประเพณี ไม่มีใครอยากวาด เพราะวาดไม่ค่อยสนุก (หัวเราะ) เป็นแนวช่างโบราณเขียนด้วยสีฝุ่นบนพื้นผ้าใบทาดินสอพอง เป็นวิธีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังตั้งแต่ยุคสุโขทัย

ศิลปิน เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

 

ขั้นตอนการทำงานถวายพระองค์ท่าน ศิลปินทุกคนต้องร่างวาดสเกตช์สรุปแนวคิดของแต่ละภาพ แล้วส่งทุกๆ ภาพให้พระองค์ท่านทรงวินิจฉัยเป็นขั้นตอนแรกครับ ทรงแก้ไขตลอดเวลา ละเอียดพิถีพิถันตั้งแต่ขั้นแรกนี้เลยทีเดียว ซึ่งในเวลานั้นปี 2539 ทรงพระประชวรและประทับอยู่โรงพยาบาลศิริราชเป็นช่วงแรกๆ แล้วนะครับ ทรงงานนี้เมื่อพระชนมพรรษา 69 พรรษา ไม่ได้ทรงพักผ่อนเลย ทุกๆ ครั้งที่เราถวายภาพไป พระองค์ท่านทรงช่วยดูอย่างละเอียดลออทุกๆ ครั้ง ทราบจากผู้ใหญ่ว่าท่านทรงวินิจฉัยงานของพวกเราบนเตียงบรรทม ดังนั้นผลงานที่ศิลปินทุกคนได้ทำงานถวายแด่พระองค์ จึงนับได้ว่าทรงเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์งาน โดยมีเหล่าศิลปินเป็นผู้ถ่ายทอดในผลงานของพระองค์

เมื่อทรงวินิจฉัยแล้วก็จะส่งกลับให้ศิลปินแก้ไข แม้หนังสือพิมพ์ออกไปแล้วผลงานผมก็ถูกแก้จนวินาทีสุดท้าย การทรงงานเป็นไปอย่างรอบคอบมากๆ ครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องแน่นอนว่าศิลปินทุกคนย่อมมีอัตตา มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง (บอกพร้อมรอยยิ้ม) แต่สิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งคือเหตุผลที่เราโต้แย้งไม่ได้เลย ผมวาดภาพซึ่งพระองค์ท่านทรงวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องการเมืองในปีนั้นทหารมีอำนาจอยู่ในคณะรัฐบาล และมักมีข่าวเจรจาต่อรองตำแหน่งช่วงตีกอล์ฟ ผมก็วาดทหารไปตีกอล์ฟ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่าอยากให้วาดเป็นกลางๆ ไม่แสดงออกในการเมือง เพราะเนื้อหาสาระหลักคือความมุ่งมั่น และความเพียรคือหัวใจหลักของพระมหาชนก ภาพการสื่อในหนังสือต้องตรงกับเรื่องราวให้ชัดเจน

คำว่าพระอัจฉริยภาพจึงแสดงออกทั้งการเป็นนักคิด นักค้นคว้า การทำงานศิลปะพระองค์ท่านก็ไม่ได้ทำเพียงนักวาดภาพนะครับ ยกตัวอย่างผลงานของ ธีระวัฒน์ คะนะมะ เขียนภาพพระมหาชนกทรงช้างและเด็ดมะม่วงเสวยกัดจากลูก ทรงวินิจฉัยและรับสั่งแก้ไข ทรงแนะนำศิลปินว่าแขกไม่กินมะม่วงแบบนี้ แต่จะบีบให้เป็นน้ำไหลผ่านนิ้วโป้งเข้าปาก ทรงละเอียดมาก และรับสั่งย้ำว่าพระมหาชนกเป็นหนังสืออันเป็นที่รักของข้าพเจ้า และมุ่งให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าได้อ่านข้อมูลถูกต้องและสวยงามในหนังสือเล่มนี้”

ศิลปิน ปัญญา วิจินธนสาร

 

วันแถลงข่าวการทำหนังสือพระมหาชนก มีการจัดนิทรรศการผลงานของทั้ง 8 ศิลปินที่ได้วาดถวายงานในครั้งนี้ ที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ศิลปินได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับศิลปินร่วม 5-6 ชั่วโมง ปัญญา เล่าว่า ผู้ใหญ่ข้าราชสำนักกล่าวกับกลุ่มศิลปินว่า พระองค์ไม่เคยมีพระราชปฏิสันถารกับคนทำงานกลุ่มใดได้ยาวนานเช่นนี้ พระพักตร์สดชื่น ทรงพระเกษมสำราญเมื่อรับสั่งเกี่ยวกับงานศิลปะ ทรงแลกเปลี่ยนความคิดกับกลุ่มศิลปินมากมายหลายเรื่อง

‘อัครศิลปิน’ ทรงเป็นเลิศในศิลปะทั้งมวล

พระราชสมัญญา “อัครศิลปิน” ซึ่งคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2529 มีความหมายว่า “ผู้มีศิลปะอันเลอเลิศ” หรือ “ผู้เป็นใหญ่ในศิลปิน” คำกล่าวยกย่องฉายภาพชัดเจนขึ้นมาอีกครั้งในการทรงงานศิลปะร่วมกับกลุ่มศิลปินใหญ่น้อยในครั้งนี้

“เด็กรุ่นใหม่คงไม่ทราบกันว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสร้างสรรค์ภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์มากกว่า 102 องค์ สิ่งที่ฉายชัดออกมาคือทรงมีพระวิริยอุตสาหะ ทรงฝึกฝนด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่งานศิลปะในรูปแบบ Academic Art ซึ่งเป็นงานศิลปะในแบบหลักวิชาการ และปี 2504 ทรงเริ่มเขียนภาพในแบบเหมือนจริง (Realistic) คตินิยมแบบลัทธิเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) และที่ได้เห็นกันช่วงหลังๆ เป็นศิลปะแบบนามธรรม (Abstractionism) ทรงสนพระราชหฤทัยงานศิลปะหลากหลายรูปแบบนะครับ ไม่ใช่ในแบบศิลปินทั่วไปที่จะเลือกเขียนสไตล์เดียวตลอดทั้งชีวิต

ศิลปิน พิชัย นิรันต์

 

เมื่อปี 2540 ขณะนั้นผมเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับมอบหมายทำงานซ่อมแซมและรวบรวมผลงานฝีพระหัตถ์ นอกจากภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ 102 องค์ ซึ่งค้นพบได้ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และในพระที่นั่งในพระบรมมหาราชวัง แล้วยังพบงานประติมากรรมอีก 2 องค์ ไม่รวมถึงภาพฝีพระหัตถ์ดรออิ้งในรูปถ่ายอีกมากมาย ผมจึงแน่ใจว่าทรงสร้างสรรค์ศิลปะไว้ที่เรายังไม่พบมากกว่านี้แน่นอนครับ” ปัญญา กล่าว

สิ่งที่ได้เห็นจากการซ่อมภาพฝีพระหัตถ์ คือการยืนยันคำว่าพระอัจฉริยภาพได้ชัดเจนแล้ว แต่ละภาพยังบ่งบอกได้ถึงพระจริยวัตรที่แสนเรียบง่ายของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ได้อย่างน่าทึ่ง

“ทรงคิดค้นกระทั่งว่าทำเฟรมอย่างไรให้เขียนภาพได้อย่างประหยัด กรอบก็ใส่กรอบง่ายๆ ด้วยเทคนิควิธีซึ่งผมขอใช้คำว่า ทรงน่ารักมาก ทรงนำเศษผ้าใบเล็กๆ รองกับแผ่นกระดาน 2 แผ่น โดยวิธีทรงงานที่ชาญฉลาด ทรงทำกระดานตัดเป็นช่องปูด้วยผ้าใบแล้วจึงทับด้วยกรอบไม้อีกแผ่น ไม่ต้องขึงบนไม้ผ้าใบก็ตึงเปรี๊ยะ ผมวาดภาพมาทั้งชีวิตยังคิดไม่ออกเลยนะครับ (บอกพลางหัวเราะ) แสดงถึงนอกจากศิลปิน ทรงเป็นนักคิดนักประดิษฐ์ที่แท้จริง ทรงโปรดทำของใช้เล็กๆ น้อยๆ ด้วยพระองค์เอง และสิ่งเหล่านี้แสดงถึงพระจริยวัตรทรงละเอียดลออ แล้วยิ่งเมื่อได้ทำงานถวายพระองค์ท่านก็ยิ่งได้ตอกย้ำเรื่องนี้ยิ่งขึ้น ตัวหนังสือทุกตัวทรงพิสูจน์อักษรด้วยพระองค์เอง ตรวจการจัดหน้าทุกอย่างจนพอพระราชหฤทัย กระทั่งวันเปิดตัวหนังสือ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต พวกเรารอเข้าเฝ้าฯ นานมาก ทรงรับสั่งว่าอ่านเช็กอยู่นานว่ามีอะไรผิดพลาดอีกหรือไม่ก่อนสู่สายตาประชาชน และทรงย้ำว่า ‘หนังสือนี้เป็นที่รักของข้าพเจ้า’ ด้วยความเห็นคุณค่าในเนื้อหาจึงอยากให้ประชาชนได้อ่านศึกษาทุกหมู่เหล่า” ปัญญา กล่าว

ศิลปิน ประหยัด พงษ์ดำ

 

พระมหาชนก ฉบับเวอร์ชั่นแรกปกแข็งราคาสูงหลายพันบาท จำหน่ายพร้อมเหรียญทองคำ นาก เงิน เพื่อเป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองกาญจนาภิเษก ต่อมาทรงโปรดให้จัดพิมพ์หนังสือพระมหาชนกปกอ่อน ราคา 300 บาท และฉบับการ์ตูนราคา 125 บาท เพื่อให้เยาวชนอ่านเข้าใจง่ายขึ้น โดย ชัย ราชวัตร วาดภาพประกอบ อีกทั้งยังมีฉบับอักษรเบรลเพื่อผู้พิการทางสายตาในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ เมื่อปี 2542

“ใครที่ได้อ่านเรื่องพระมหาชนก ล้วนพูดตรงกันว่าอ่านง่าย ภาษาสละสลวย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระราชนิพนธ์ด้วยภาษากระชับ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระองค์ท่านทรงได้ศึกษาหาความรู้อย่างลึกซึ้ง พระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนกเน้นให้ผู้อ่านพิจารณาแนวดำเนินชีวิตที่เป็นมงคล ทรงต้องการให้ประชาชนได้อ่าน และเข้าใจถึงการทำความดีและความเพียรด้วยความบริสุทธิ์ใจของพระมหาชนก สำหรับคอลเลกชั่นเหรียญที่จัดสร้างขึ้นนี้ก็ไม่ใช่เครื่องรางของขลัง แต่คนไทยก็มุ่งให้ความสำคัญเรื่องนี้อย่างมากมาย (หัวเราะ) เหรียญเป็นสิ่งเพิ่มกำลังใจในการต่อสู้กับชีวิต เป็นประทีปส่องทางคนประสบปัญหากำลังท้อแท้ ด้านหนึ่งของเหรียญเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ในพระอิริยาบถที่มีหยาดพระเสโทที่พระนาสิก เขียนคำว่า ‘วิริยะ  PERSEVERANCE’ แต่คนไทยเรากลับมุ่งซื้อหนังสือและเหรียญแล้วไปตั้งบนหิ้งบูชา ซึ่งไม่ใช่พระประสงค์ของพระองค์ท่านเลยครับ

พระองค์ท่านย้ำไม่ใช่คัมภีร์ตั้งไว้สูงส่งโดยไม่อ่าน แต่หนังสือเล่มนี้อยากให้เป็นของขวัญแก่ปวงชนลงไปสู่ทุกหมู่เหล่า ได้อ่าน ได้ศึกษา ส่วนความงดงามภาพประกอบในหนังสือที่ศิลปินทำถวายแด่พระองค์ ก็ถือเป็นมรดกอีกชิ้นของงานศิลปะ แสดงความมีวัฒนธรรมของชาติไทยเรา จะเอาสิ่งไหนเป็นเครื่องยืนยันถ้าสิ่งนั้นไม่ใช่งานศิลปะ ซึ่งนี่ก็คือผลงานอีกชุดที่เป็นมรดกในแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญกับศิลปะทุกๆ แขนง นอกจากศิลปะสมัยใหม่ ทรงให้ความสำคัญกับศิลปะที่เป็นโบราณราชประเพณีด้วยเช่นกัน อย่างเช่นการเสด็จฯ ทอดกฐินทางชลมารค หรือพิธีแรกนาขวัญ เมื่อทรงขึ้นครองราชย์ทรงนำสิ่งเหล่านี้กลับมา เพราะเป็นหลักประกันถึงความมีอารยะของแผ่นดิน

ศิลปินธีระวัฒน์ คะนะมะ

 

ทรงสนพระราชหฤทัยทั้งในเรื่องศิลปะในรูปแบบโบราณราชประเพณีที่หลากหลาย ขณะเดียวกับการทรงงานศิลปะสมัยใหม่ ซึ่งทรงเป็นผู้นำและแบบอย่างให้แก่ศิลปินไทยทุกๆ รุ่นเลยนะครับ การทรงงานเป็นศิลปินด้วยพระองค์เอง แสดงชัดถึงทรงเน้นนำศิลปะเข้ามาสู่ประชาชนไทย ให้เข้าใจลึกซึ้งว่าศิลปะก็คือส่วนหนึ่งของการพัฒนาประเทศชาติ”  ปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงบรรลุพระราชภารกิจสำคัญในการส่งมอบของขวัญงดงามด้วยหนังสือพระราชนิพนธ์เล่มนี้ นับเป็นของขวัญวิจิตรศิลป์สุดล้ำค่าแห่งรัชสมัยแห่งมงคลชัยในชีวิตประชาชนชาวไทยอันหาที่เปรียบไม่ได้

 

“โลซานน์” เมืองแห่งความหมายของคนไทยรักในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 ตุลาคม 2559 เวลา 16:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/462319

"โลซานน์" เมืองแห่งความหมายของคนไทยรักในหลวง

เรื่อง/ภาพ ปณิฏา

จากพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทราบกันดีว่า เมื่อ พ.ศ. 2476 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช

ขณะประทับอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนมีร์มงต์ (Miremont) ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน และภาษาอังกฤษ จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ (Ecole Nouvelle de la Suisse Romande) ในตำบลไชยี่ (Chailly) ชานเมืองโลซานน์ ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์ จาก จิมนาส กลาสซีค กังโตนาล (Gymnase Classique Cantonal) แห่งเมืองโลซานน์แล้ว ทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิทยาศาสตร์

มาตามรอยพระบาท ไปยังโรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์  โรงเรียนบนภูเขาตั้งอยู่บนภูเขา ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงศึกษาจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

 

อาคารในภาพ เป็นอาคารดั้งเดิมตั้งแต่เริ่มก่อตั้งในปี 1906 (พ.ศ. 2449) โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน ปี 2554 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทรงร่วมพิธีเปิดอาคารหลังใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นโดยใช้พระราชทุนทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นส่วนใหญ่ โดยมีป้ายที่จัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ด้วย

สำหรับป้ายเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมอักษรพระปรมาภิไธย ภปร. ที่โรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ ที่โลซานน์ เขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส มีความหมายว่า

“อาคารหลังนี้สร้างถวายเพื่อเป็นที่ระลึกแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ พระเชษฐาของพระองค์ ผู้เคยทรงศึกษา ณ สถาบันแห่งนี้ระหว่างปี ค.ศ.1935 – 1945”

จากคำบอกเล่าของ ลีซองดร์ เซไรดารีส บุตรชายของพระอาจารย์ส่วนพระองค์ เล่าว่า บางวันทั้งสองพระองค์จะทรงจักรยานจากวิลล่าวัฒนา ในตำบลปุยยี่ (Pouilly) ที่ความสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 400 เมตร เป็นระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร ไปยังโรงเรียนซึ่งตั้งอยู่บนภูเขา ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณเกือบ 600 เมตรด้วยพระองค์เอง (โดยมีคุณพ่อของลีซองดร์ คือพระอาจารย์และคนขับรถพระที่นั่งตามเสด็จฯ ในรถยนต์) นับว่าเป็นเรื่องท้าทายใช่น้อย ทั้งด้วยระยะทาง ความสูงชัน และสภาพภูมิอากาศ

 

 

 

อาคารหอพักของโรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ ยังคงสภาพคล้ายสมัยที่พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้ง 2 พระองค์เคยศึกษาอยู่ โดยห้องที่ทรงเคยบรรทมปัจจุบันยังใช้ห้องนอนของเด็กนักเรียนในปัจจุบัน

สำหรับโรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ เป็นโรงเรียนเอกชนที่เน้นความเท่าเทียมกันของนักเรียน และเน้นความเคารพในตัวของนักเรียนแต่ละคน เป็นโรงเรียนที่ออกแบบหลักสูตรมาเพื่อประโยชน์ของผู้เข้าเรียนอย่างแท้จริง โดยเน้นวิธีการสอนที่เหมาะสมต่อนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยเน้นให้นักเรียนได้รับความรู้ทั้งในเชิงวิชาการและสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้เป็นอย่างดี

นอกจากโรงเรียนนูแวลล์ เดอ ลา สวิส โรมองด์ สถานที่สำคัญอีกแห่งในเมืองโลซานน์ ที่มีความผูกพันกับคนไทยและควรไปเยี่ยมเยือน คือ ศาลาไทย ที่ตั้งอยู่ในสวนริมทะเลสาปเจนีวา ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนฯ ราชสุดา ได้เสด็จฯ ไปทรงเปิดเมื่อปี ค.ศ. 2009 เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างราชอาณาจักรไทย และสหพันธรัฐสวิตเซอร์แลนด์ อีกด้วย

(ข้อมูลบางส่วนจากเฟซบุ๊ก Ecole Nouvelle de La Suisse Romande, www.ensr.ch)

 

 

 

ต้นศรีตรัง “ต้นไม้ของพ่อในศิริราช” ที่เหลือเพียงความทรงจำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ตุลาคม 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461908

ต้นศรีตรัง "ต้นไม้ของพ่อในศิริราช" ที่เหลือเพียงความทรงจำ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

จากที่สังคมขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก กับกรณีการยืนต้นตายของ “ต้นศรีตรัง” หนึ่งในสองต้นซึ่งเป็นต้นไม้ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงปลูกภายในโรงพยาบาลศิริราช บริเวณสวนของลานพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ด้านหน้าอาคารศาลาศริริราช 100 ปี โดยสวนแห่งนี้จะอยู่ติดกับอาคารเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเคยเป็นอาคารที่ประทับครั้งที่พระองค์ เสด็จเข้ารับการรักษาพระอาการประชวร ที่ โรงพยาบาลศิริราช

ทีมข่าว โพสต์ทูเดย์ได้เดินทางมาดูบรรยากาศภายใน โรงพยาบาลศิริราช และได้สอบถามผู้ที่อยู่บริเวณโดยรอบสวนแห่งนี้ ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่า ต้นศรีตรังต้นนี้เป็น 1 ใน 2 ต้นที่พระองค์ได้ทรงปลูกไว้เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2554 ซึ่งต้นดังกล่าวครั้งที่ถูกนำมาปลูกใหม่ๆ มีขนาดใหญ่โตใกล้เคียงกับขนาดต้นปัจจุบันที่ยืนต้นตายเพียงเล็กน้อย ส่วนอีกต้นปลูกอยู่ภายในสวนฝั่งตรงข้าม บริเวณด้านหน้าตึกอัษฎางค์ สำหรับต้นที่ 2 ครั้งที่นำมาปลูกใหม่ๆ จะมีขนาดเล็กกว่าต้นที่ตายมาก และในปัจจุบันต้นที่ยังอยู่ มีลักษณะเขียวชอุ่มสวยงาม

จากการสอบถามผู้เกี่ยวข้อง เล่าอีกว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีหลังจากที่พระองค์ทรงปลูกต้นนี้ในบริเวณดังกล่าว ลักษณะต้นจะเขียวชอุ่มและมีดอกสีม่วงขึ้นสวยงามอยู่เป็นประจำ

ทว่าเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก่อนที่ต้นศรีตรังต้นนี้จะยืนต้นตาย พบว่าใบเริ่มมีลักษณะสีเหลือง และร่วงลงมาอย่างรวดเร็วใช้เวลาเพียง 2-3วัน จากต้นที่เคยสวยงามใบร่วงลงมาหมดทั้งต้น ก่อนยืนต้นตายในที่สุด สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นอย่างมาก แม้แต่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังเมื่อทราบ ก็เข้ามาตรวจสอบสภาพดิน เพื่อหาสาเหตุของการยืนต้นตาย แต่ก็ไม่ทราบสาเหตุ

อย่างไรก็ตามหากย้อนไปเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2554 ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินลงมาจากห้องประทับชั้น 16 ของอาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อลงมาปลูกต้นศรีตรัง 2 ต้นนี้พร้อมกับรดน้ำพรวนดิน เพื่อต้องการให้เป็นสิ่งสิริมงคลแก่ทาง โรงพยาบาลศิริราช

ต้นศรีตรังอีกต้นที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงปลูกยังเขียวชอุ่มสวยงาม

ทั้งนี้ ต้นศรีตรัง เป็นต้นไม้ประจำถิ่นของประเทศบราซิล และทวีปอเมริกาใต้ ต้นศรีตรังถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรกเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้วที่จังหวัดตรัง โดยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี อดีตผู้ว่าราชการเมืองตรัง สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต จากนั้นต้นศรีตรัง ถูกยกให้เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดตรัง และมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า แคฝอย

ลักษณะทั่วไปของต้นศรีตรังเป็นไม่ยืนต้น วงศ์เดียวกับชมพูพันธุ์ทิพย์ ความสูงเฉลี่ยนประมาณ 4-10 เมตร ใบมีลักษณะเรียวคล้ายปลายขนนกช่วงปลายแหลม ต้นศรีตรังมี 2 ชนิดด้วยกัน คือ ชนิดที่มีช่อดอกที่ปลายยอด กับชนิดที่มีช่อดอกออกตามซอกใบตามกิ่งก้าน และปลายยอด โดยชนิดหลังเป็นที่นิยมปลูกมากในประเทศไทย เนื่องจากลักษณะต้นเป็นทรงพุ่มคอนข้างโปร่ง คนไทยจึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับเพื่อให้ร่มเงาแก่บริเวณบ้าน ส่วนในที่ต่างประเทศนิยมปลูกตามข้างทางเรียงเป็นทิวแถวตามถนนเพื่อความสวยงาม

ดอกมีลักษณะคล้ายปากแตรสีม่วง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดอกมักออกช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม และเมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน – พฤษภาคม ดอกจะร่วงเหลือแต่ผลแก่ๆ ขณะที่การดูแลบำรุงรักษา ต้นศรีตรังถือว่าเป็นต้นไม่ที่ปลูกและดูแลง่าย สามารถอยู่ได้กับดินทุกชนิด มักนิยมปลูกกลางแจ้งเพราะเป็นต้นไม้ชอบแดดจัด แต่ต้องให้น้ำเพื่อให้เกิดความชุ่มชื้นพอสมควร ส่วนการขยายพันธุ์จะใช้การเพาะเมล็ด

อย่างไรก็ตามจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลศิริราช เล่าอีกว่า บรรยากาศภายใน โรงพยาบาลศิริราช ขณะนี้ ต่างจากเมื่อก่อนมาก เพราะตอนนั้นมักจะมีประชาชนจำนวนมาก เดินทางมาเพื่อเฝ้าติดตามพระอาการของพระองค์อยู่ตลอด และกิจกรรมที่พบเห็นเป็นประจำคือ การสวดมนต์ นั่งสมาธิ และผู้ที่มาก็คอยช่วยเหลืองานต่างๆภายในโรงพยาบาล แต่บรรยากาศขณะนี้ในวันที่พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ที่ โรงพยาบาลศิริราช ทุกอย่างดูแต่ต่างไปจากเดิม ผู้คนที่มาน้อยลง มีเพียงเฉพาะผู้ป่วยและญาติที่มารักษาเท่านั้น

ทั้งนี้ข้อมูลจาก กองกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล (http://www.orsa.mahidol.ac.th/StyleMahidol/tree.html) ระบุว่า  แต่เดิมชาวมหิดลใช้ต้นศรีตรังเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งมีเหตุผลกันเป็นเรื่องเล่าต่อกันมาว่า มีการปลูกต้นศรีตรังในคณะวิทยาศาสตร์ เมื่อเริ่มก่อตั้งคณะ และคณะวิทยาศาสตร์เป็นคณะที่เก่าแก่ที่สุดในมหาวิทยาลัยมหิดลจนกระทรั่งเกิดเพลง “ศรีตรัง” ซึ่งเป็นเพราะประจำมหาวิทยาลัย แต่ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าต้นศรีตรังเป็นต้นไม้สัญลักษณ์ ต่อมา ศาสตราจารย์สตางค์ มงคลสุข อดีตคณบดีท่านแรก และผู้ก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์ได้ย้ายไปเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงได้นำต้นศรีตรังไปปลูกที่สงขลา และต้นศรีตรังเจริญงอกงามดีในภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงประกาศให้ต้นศรีตรัง เป็นต้นไม้สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ด้วยเหตุของเรื่องที่ไม่มีการยืนยันดังกล่าว ทำให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยมหิดล ดำริที่จะหาต้นไม้ต้นใหม่เป็นสัญลักษณ์อย่างเป็นทางการ และไม่ซ้ำกับที่อื่น จึงได้ตั้งกฎเกณฑ์การประกวดว่าต้องเป็นต้นไม้ยืนต้นที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย มีความเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยมหิดลในแง่ใดแง่หนึ่ง และไม่ซ้ำกับพรรณไม้สัญลักษณ์ของสถาบันการศึกษาอื่นในประเทศไทย

ข้อมูลต้นศรีตรังจาก  http://community.akanek.com/th/green/plant-jacaranda

 

ชำแหละเล่ห์โจรไฮเทค เบื้องหลังคดี”ล็อครถไม่ได้ทั้งห้าง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ตุลาคม 2559 เวลา 19:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461759

ชำแหละเล่ห์โจรไฮเทค เบื้องหลังคดี"ล็อครถไม่ได้ทั้งห้าง"

เรื่องและภาพโดย…อินทรชัย พาณิชกุล

“แตกตื่นทั้งห้าง หลังรถยนต์ทุกคันล็อครถไม่ได้”

พาดหัวข่าวอันน่าตกใจนี้เป็นเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น ณ ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในจ.กำแพงเพชร หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งว่า เจ้าของรถยนต์หลายสิบคันไม่สามารถกดรีโมทล็อครถได้ สร้างความตื่นตระหนกแก่ผู้อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมากว่า

เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือนี่คือวิธีโจรกรรมรถยนต์รูปแบบใหม่ของคนร้าย

ตัวอย่างอุปกรณ์ส่งสัญญาณรบกวนคลื่นวิทยุ

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ นักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีความมั่นคง เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการก่ออาชญากรรมโดยฝีมือมิจฉาชีพ

“การโจรกรรมรถยนต์มี 2 แบบ คือ ขโมยรถกับขโมยทรัพย์สินภายในรถ สมัยก่อนคนร้ายจะใช้วิธีเดินไปเปิดประตูรถดูว่ามีคันไหนไม่ได้ล็อค แล้วใช้มือหรือไม่ก็อุปกรณ์งัดแงะเข้าไปขโมยทรัพย์สินมีค่า ต่อมามีการติดกล้องวงจรปิด ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสามารถมองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ แต่เดี๋ยวนี้มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ เพราะอุปกรณ์หาง่าย ใครๆก็ทำได้ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเลย เพียงแค่เสิร์ชจากอินเทอร์เน็ต ยูทูบ เช่นคำว่าวิธีเปิดรถ วิธีปลดล็อค วิธีขโมยรถ ที่นิยมกันมากตอนนี้คือ ใช้เครื่องมือส่งสัญญาณคลื่นความถี่ เพราะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า”

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีความมั่นคงรายนี้ บอกว่า การใช้รีโมทส่งสัญญาณรบกวนไม่ให้รีโมทรถยนต์ทำงานมีมานานแล้ว ส่วนใหญ่จะใช้งานในรัศมีวงแคบไม่เกิน 20 เมตร โดยคนร้ายจะต้องรู้ก่อนว่า รถยนต์แต่ละยี่ห้อใช้สัญญาณคลื่นวิทยุย่านใด จากนั้นจึงจะใช้อุปกรณ์ส่งสัญญาณรบกวน หรือ Jammer เพื่อไม่ให้รีโมทรถยนต์ทำการล็อคประตูได้

“พฤติการณ์ของคนร้ายคือ เมื่อเหยื่อขับรถยนต์เข้ามาจอดในลานจอดรถ จังหวะลงจากรถแล้วหยิบรีโมทรถยนต์ขึ้นมาเพื่อกดล็อคประตู คนร้ายที่แอบอยู่ในรถที่จอดใกล้กันก็จะอาศัยจังหวะนี้ใช้รีโมทยิงสัญญาณรบกวนไม่ให้รีโมทรถยนต์ของเหยื่อทำงาน ล็อครถไม่ได้ เหยื่อรายไหนไม่ทันสังเกตนึกว่ารถตัวเองล็อคเรียบร้อยแล้ว หันหลังเดินเข้าห้าง คนร้ายก็จะเปิดเข้าไปขโมยทรัพย์สินมีค่าภายในรถ จุดอ่อนของเหยื่ออยู่ตรงส่วนใหญ่คิดว่ากดรีโมทล็อครถแล้วก็จบ ไม่ทันระวัง เดินหันหลังจะรีบไปช็อปปิ้ง แบบนี้เสี่ยงมาก การล็อครถยนต์ให้ปลอดภัยคือ กดรีโมทล็อคประตู ดูว่าไฟสัญญาณทำงาน แล้วใช้มือดึงประตูดูอีกครั้งเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ

ดร.โกเมน วิเคราะห์กรณีเจ้าของรถยนต์ไม่ได้สามารถล็อครถได้พร้อมกันทั้งห้างว่า น่าจะมาจากความผิดพลาดทางเทคนิค คนร้ายอาจใช้อุปกรณ์ที่มีพลังในการส่งสัญญาณในรัศมีกว้างเกินไปรถยนต์ที่จอดอยู่ทั้งหมดจึงล็อคไม่ได้ ประกอบกับรถยนต์บางยี่ห้อที่มีราคาแพงจะมีการนำรีโมทรถยนต์กับระบบสัญญาณกันขโมยพ่วงด้วยกัน เมื่อเจ้าของรถกดรีโมทล็อครถไม่ได้ เพราะถูกคลื่นสัญญาณรบกวน ระบบสัญญาณกันขโมยซึ่งรับทราบความผิดปกติจากสัญญาณแปลกปลอมที่ไม่ได้มาจากรีโมทรถยนต์ จึงร้องดังขึ้น คนจึงตื่นตกใจ เจ้าหน้าที่รปภ.แห่กันมา คนร้ายจึงไหวตัวหลบหนีไปได้

สำหรับวิธีรับมือโจรไฮเทคเพื่อป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ แบ่งเป็น 3 ส่วนประกอบด้วย เจ้าของรถ ห้างสรรพสินค้า หรือผู้ให้บริการลานจอดรถ และตำรวจ

เจ้าของรถ ทุกครั้งที่กดรีโมทล็อครถ ต้องดึงประตูเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจด้วยว่าล็อคเรียบร้อย หากเกิดความผิดปกติขึ้น เช่น ล็อครถไม่ได้ หรือสัญญาณกันขโมยดังเอง อย่าตื่นตระหนก รีบแจ้งเจ้าหน้าที่รปภ.มาช่วยดู

ห้างสรรพสินค้า หรือผู้ให้บริการที่จอดรถ ควรลงทุนซื้ออุปกรณ์ป้องกันการโจรกรรมรถยนต์เพิ่ม เช่น กล้องวงจรปิด อุปกรณ์ตรวจจับหรือป้องกันสัญญาณรบกวน เพื่อไว้ตรวจจับหาสิ่งผิดปกติ

ตำรวจ ต้องมีความรู้ความเข้าใจว่า มีเทคโนโลยี หรือรูปแบบการโจรกรรมรถยนต์อะไรบ้างในปัจจุบัน แล้วคิดหาวิธีรับมือ เช่น เวลาจับผู้ร้ายได้พร้อมของกลาง ก็อาจจะนำอุปกรณ์นั้นของมาลองผ่าศึกษากลไกการทำงาน นำเอาข้อมูลจากการให้สารภาพของคนร้ายมาวิเคราะห์หาวิธีรับมือ  ที่สำคัญต้องเผยแพร่ข้อมูลที่ได้ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ แจ้งเตือนสังคมและประชาชนด้วย เพราะการประกาศเตือนภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนจะตื่นตัว

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์

“ระบบการรักษาความปลอดภัยของห้างสรรพสินค้าหรืออาคารลานจอดรถ ส่วนใหญ่จะมีแค่กล้องวงจรปิดและเจ้าหน้าที่รปภ.เดินตรวจตรา สามารถป้องกันคนร้ายได้เฉพาะแค่กลุ่มพวกงัดแงะ ทุบรถ แต่ทุกวันนี้โจรมันไฮเทคขึ้น ใช้สัญญาณคลื่นความถี่ในการก่อเหตุ เพราะไม่สามารถมองเห็นได้ ทุกห้างจึงควรระมัดระวังมากขึ้น ไม่ก็ลงทุนหาอุปกรณ์เทคโนโลยีทันสมัยเอาไว้รับมือ”

เมื่อโจรผู้ร้ายไฮเทคขึ้น เราต้องติดตามข่าวสาร รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่้ยม กลวิธี พฤติกรรม จนถึงอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อรายต่อไป

“สัก”หลักพัน”ลบ”หลักหมื่น อุทาหรณ์ของคนชอบลายบนผิวหนัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 20:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461638

"สัก"หลักพัน"ลบ"หลักหมื่น อุทาหรณ์ของคนชอบลายบนผิวหนัง

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“รอยสัก”อันเกิดจากความผิดพลาดที่ถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางทางโลกออนไลน์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นอุทาหรณ์ให้ใครหลายคนที่คิดจะสักได้กลับไปไตร่ตรองก่อนที่จะตัดสินใจลงเข็มฝังลายลงบนผิวหนัง

ต่อจากนี้เป็นคำแนะนำจากช่างสักมืออาชีพรวมทั้งแพทย์ผิวหนังที่จะมาบอกถึงการเตรียมตัวของผู้ที่ต้องการจะสักเพื่อลดความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งวิธีแก้ไขหากรอยสักนั้นเกิดปัญหา

คิดจะสักทั้งที ต้องสื่อสารให้ชัดเจน

สิ่งสำคัญที่ช่างสักมืออาชีพทุกคนต้องคำถึงถึงเป็นอันดับแรกๆคือ การสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดขึ้น

ชัย เกตุสยาม  วัย 30 ช่างสักจากร้าน Ozzfest Tattoo Club Thailand  มองว่า หน้าที่ของช่างสักมืออาชีพคือให้คำแนะนำ ร่วมทบทวนความคิด ตลอดจนประเมินความเหมาะสมของตำแหน่งรอยสักบนเรือนร่างลูกค้า

“ต้องสอบถามลูกค้าก่อนว่า อายุเท่าไหร่ บรรลุนิติภาวะแล้วหรือยัง แล้วค่อยนั่งคุยกันว่า จะสักภาพไหน ตำแหน่งใด สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตคุณเป็นอย่างไร ซึ่งหน้าที่การงานของลูกค้าต้องถูกนำมาพิจารณาด้วย พวกที่เคยสักมาก่อน แบบนี้คลิกกันง่าย ส่วนใหญ่ผ่านการคิดไตร่ตรองมาแล้ว”

ชัยบอกว่า การสื่อสารถือเป็นกุญแจสำคัญสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่ถูกต้องตามความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า

“สมมติมีลูกค้าบอกว่าอยากสักนก ต้องถามกลับไปว่า เพราะอะไรถึงชอบนก ทำไมต้องเป็นนกตัวนี้ มีความหมายอย่างไรกับคุณ ต้องซึมซับและทบทวนความคิดลูกค้าให้เกิดแก่นของงาน ไม่เช่นนั้นต่างคนต่างไม่รู้ความหมายในสิ่งที่กำลังทำ เสียเวลาคุยหน่อยแต่คุ้มค่า บางทีเข้ามานั่งคุย แลกเปลี่ยนทบทวนความคิดกัน เขาก็เปลี่ยนใจ  ตกผลึกแล้ว เฮ้ย…มันไม่ใช่ว่ะ พี่ ผมไม่เอาแล้วก็มี” ช่างสักวัย 30 หัวเราะ

ช่างสักรายนี้เปรียบอาชีพของตัวเองกับดีไซเนอร์ออกแบบเสื้อผ้าที่จำเป็นต้องมองเรื่องการแต่งกายหรือไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคนควบคู่ไปด้วย เพื่อส่งเสริมความมั่นใจและทำให้รอยสักดูไม่ขัดสายตายามสวมใส่เสื้อผ้า

ชัย เกตุสยาม

ประเด็นเรื่องการแก้ไขความผิดพลาด ชัยบอกขึ้นอยู่กับแต่ละเคส ถ้าประเมินแล้วแก้ไขยาก จำเป็นต้องบอกปฎิเสธ อย่างไรก็ดีหากให้ความสำคัญกับการสื่อสารในช่วงเริ่มต้น ข้อผิดพลาดระหว่างทำงานจะน้อยลง หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้

“สรุปคือ ก่อนสักต้องคิดให้ดี คิดให้ตกผลึกก่อน การสักเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเหมาะกับลูกค้าที่คิดมาแล้วเท่านั้น ถ้ามองงานสักในเชิงศิลปะก็เหมือนงานฝีมือ ถ้าชอบจริงต้องศึกษาเพิ่ม แล้วค่อยปรึกษากับช่างสักที่เคยเห็นผลงานหรือมั่นใจในฝีมือ ค้นหาแก่นแนวคิดร่วมกับเขา และอาจใช้เวลาอีกสักพักกลับไปนั่งคิด ก่อนกลับมาสักจริง” ชัย เกตุสยาม ช่างสักชื่อดัง ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ร้าน Ozzfest Tattoo Club Thailand คิดราคาสักเริ่มต้นตั้งแต่ 3,000 บาท ขึ้นไป ตามขนาดและความละเอียดของงาน ขณะที่การแก้ไขรอยสักนั้นต้องมีการประเมินเสียก่อน

เลือกร้านมืออาชีพ ลดโอกาสผิดพลาด 

จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ “เล็ก นิวยอร์ค” เจ้าของร้านสักลาย สตูดิโอ มองว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในการสร้างสรรค์ผลงาน อย่างไรก็ดีหากสื่อสารและทำงานอย่างรอบคอบแล้ว ความผิดพลาดก็ลดน้อยลงทันที โดยเฉพาะการสักถ้อยคำที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน

“ต้องตรวจทานตัวสะกดอย่างรอบคอบ แม้กระทั่งดูจนมั่นใจว่าถูกแล้ว ก็ต้องให้ลูกค้าช่วยดูอีกครั้ง ช่วยกันตรวจทาน ศัพท์บางคำไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน บางทีก็นึกไม่ออกเหมือนกัน …เรื่องนี้น่ากลัว”

ช่างสักชั่วโมงบินสูงรายนี้ บอกว่า กรณีความผิดพลาดที่พบเห็นในโลกออนไลน์เป็นไปได้ว่า เกิดจากการสร้างสรรค์โดยมือสมัครเล่นที่ไม่มีความชำนาญ โดยสังเกตจากการวางตำแหน่ง ขนาดภาพ และตัวอักษรต่าง ๆ พร้อมยังบอกด้วยว่า รอยสักบางรูปแก้ไขด้วยการแต่งเติมยากเหลือเกิน 

ร้าน “สักลาย สตูดิโอ” ไม่รับสักภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบรมสาทิสลักษณ์ และพระปรมาภิไธย เนื่องจากมองว่าไม่เหมาะสมที่จะสร้างสรรค์ลงบนเรือนร่างของใครสักคน

“วันก่อนมีคนมาให้สักลายพระปรมาภิไธย แวบแรกคิดว่า เอ้อ…น่าจะได้ แต่พอคิดไปคิดมา มันไม่เหมาะสม ไม่เหมือนประโยคสำนวนยกย่องหรือแสดงความอาลัยต่าง ๆ แต่พระปรมาภิไธย เหมือนลอกเลียนแบบลายมือพระองค์ท่าน”

สำหรับผู้ที่สนใจ ช่วงเวลาปกติร้านดังย่านสยามสแควร์ ราคาสักเริ่มต้นที่ 2,000 บาทขึ้นไป อย่างไรก็ดีในสภาวะแห่งความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คิดราคาเริ่มต้นเพียง 1,000 เท่านั้น

“เล็ก นิวยอร์ค”

สักง่าย – ลบยาก 

 

การสักผิดพลาดถือเป็นฝันร้ายของหลายคน เพราะรอยสักนั้นจะติดฝังแน่นลงบนเรือนร่างไปตลอดชีวิต ซึ่งการจะลบรอยสักนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด

นพ.ประยูร เจนตระกูลโรจน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลผิวหนังอโศก ให้ความรู้ว่า การลบรอยสักแบ่งออกเป็น 3  วิธี ดังนี้

สักสีเนื้อทับ 

“สักสีที่ใกล้เคียงกับผิวตัวเองทับลงไปเพื่อให้เกิดความกลมกลืนมากที่สุด แต่วิธีดังกล่าวได้รับความนิยมน้อย เนื่องจากค่อนข้างยากที่จะหาสีที่เหมือนผิวหนังจริงๆได้ ทั้งยังพบว่ามีปัญหาเรื่องสีเพี้ยนด้วย  นอกจากนั้นหากวันข้างหน้าหวังแก้ไขด้วยเลเซอร์ก็เท่ากับเพิ่มความยุ่งยากเข้าไปอีก เนื่องจากรอยสักถูกทับซ้อนด้วยสีหลากสี”

ใช้เข็มเปล่า

“วิธีนี้เป็นการทำให้ผิวเกิดรูและรอยถลอก เพื่อให้ร่างกายขับเม็ดสีบางส่วนทิ้งและซ่อมแซมตัวเอง อย่างไรก็ตามการสักแต่ละครั้งนั้นสีออกมาน้อยมาก”

ยิงเลเซอร์ 

“ปัจจุบันมีเลเซอร์กลุ่ม Q switch Laser  และ  PicoSure Laser ที่ได้รับความนิยมมาก โดยจะถูกยิงบนผิวหนัง ทำให้เม็ดสีแตกตัวกลายเป็นเม็ดเล็กๆ ที่ร่างกายสามารถกําจัดออกไปได้เอง โดยเฉลี่ยต้องใช้เวลาราว 5-8 ครั้ง และบางสีอาจจะลบไม่ได้หรือลบได้อย่างยากลำบาก”
ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังรายนี้ แนะว่า ในคนคนเดียวกัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับรอยสักนั้นแตกต่างกันออกไปตามสีและตำแหน่งโดยเฉพาะส่วนปลายแขนด้านนอกและส่วนขา โอกาสเป็นแผลเป็นสูง เนื่องจากความสามารถในการแบ่งตัวของชั้นเซลล์ไขมันไม่เท่ากัน ซึ่งเซลล์ในส่วนที่แบ่งตัวง่ายจะซ่อมแซมตัวเองได้ดีกว่า  

“ยิ่งบริเวณส่วนบนของร่างกายแผลยิ่งน้อย เช่น สักบนกระหม่อม คิ้ว แผลเป็นจะน้อยจนแทบไม่เห็น ผิดกับบนร่างกายตั้งแต่ลำตัวลงมา เช่น แขน ขา สังเกตง่ายๆว่าขาของหลายคนเต็มไปด้วยร่องรอยแผลเป็นจากยุงกัด”

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลผิวหนังอโศก ย้ำว่า ถึงแม้เทคโนโลยีจะสามารถลบรอยสักได้ แต่ก็ไม่มีทางกลับมาเหมือนผิวเดิม 100 % ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ตั้งแต่สีที่สัก ซึ่งสีดำจะลบได้ง่ายกว่าสีแดงและสีอื่นๆ ประสบการณ์ของแพทย์ ตลอดจนการดูแลภายหลังเลเซอร์เพื่อไม่ให้เกิดการติดเชื้อและแผลเป็น

“แผลเป็นจากเลเซอร์จะมีลักษณะนูน ผิวหนังไม่เรียบเนียน เป็นคลื่น ไม่สม่ำเสมอ มองดีๆ จะพอเห็นเค้าเดิมของรอยสักบ้าง ซึ่งผลลัพธ์แตกต่างกันออกไป สิ่งที่ควรรู้อีกอย่างคือ ผู้จะลบรอยสักต้องวางแผนการรักษาเป็นปี เนื่องจากไม่ใช่ทําแค่ครั้งเดียวแล้วออกหมด  ต้องใช้ระยะเวลา 5-8 ครั้ง โดยเว้นช่วง 1-2 เดือนต่อครั้ง ราคาต่อครั้งไล่ตั้งแต่หลักพันไปจนกระทั่งหมื่น”

สำหรับราคาในการลบรอยสักนั้นแตกต่างกันออกไปตามแต่โรงพยาบาลและคลินิคเสริมความงาม ยกตัวอย่าง เช่น โรงพยาบาลยันฮี  ราคาตามขนาดต่อครั้ง 5×5 ตารางเซนติเมตร อยู่ที่ 4,000 บาท 10×10 ตร.ซม. 6,000 บาท 15×15 ตร.ซม. 9,000 บาท อย่างไรก็ตามขนาดเล็กกว่า 5×5 ราคาจะถูกลง โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินราคา

ส่วนโรงพยาบาลรามาธิบดี 5×5 ตร.ซม. ราคาเริ่มต้นที่ 1,250 บาท และสถาบันโรคผิวหนังกรมการแพทย์ เริ่มต้นจุดแรกที่ 500 บาท คิดจากขนาดประมาณเหรียญ 10 บาท  ขณะที่ 10×10 ตารางซม. ราคาเริ่มต้นที่ 3,000 บาท เป็นต้น

เคล็ดลับสำคัญที่สุดของการสักให้สำเร็จตามใจต้องการคือ การไตร่ตรองจนถึงเเก่น ผ่านการสื่อสารอย่างเข้าใจกับช่างผู้เก่งกาจเเละมีประสบการณ์ มิเช่นนั้น อาจนำไปสู่ความผิดพลาดที่น่าอับอาย แถมยังต้องเสียเงินเสียทองในการแก้ไขไม่รู้จบ

ภาพรอยสักจากเฟซบุ๊กเพจ โหดสัส ตามภาพ