ย้อนวันวานที่มาพระราชสมัญญา “สมเด็จพระปิยมหาราช”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461586

ย้อนวันวานที่มาพระราชสมัญญา "สมเด็จพระปิยมหาราช"

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 ต.ค.ตรงกับวันที่ “สมเด็จพระปิยมหาราช” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต เมื่อปีจอ พ.ศ. 2453 ภายหลังจากการเสด็จสวรรคต จึงได้กำหนดวันสักการบูชาประจำปีขึ้นในวันที่ 23 ต.ค. ซึ่งตรงกับวันเสด็จสวรรคต บริเวณลานด้านหน้าพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งประดิษฐาน ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม

พระบรมรูปทรงม้า ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 40 ปี ใน พ.ศ. 2451

คำว่า “มหาราช” มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง คำซึ่งมหาชนถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน หรืออีกความหมายหนึ่ง คือ ธงประจำพระองค์พระเจ้าแผ่นดิน ที่เรียกว่า “ธงมหาราช” การทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” แด่พระมหากษัตริย์ของไทยในอดีตที่ผ่านมานั้น ไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เป็นมติของมหาชนในสมัยต่อมาที่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้ทูลเกล้าฯถวายพระราชสมัญญาต่อท้ายพระนามว่า “มหาราช” หรือพระราชสมัญญาอื่นที่แสดงถึงพระเกียรติคุณเฉพาะพระองค์ และเป็นที่ยอมรับในการขานพระนามสืบมา

การเริ่มทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” ต่อท้ายพระนามพระมหากษัตริย์นั้นสันนิษฐานว่าเริ่มมีขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ประมาณรัชกาลที่ 5 เนื่องจากเป็นสมัยที่เริ่มมีการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ของชาติและบรรพบุรุษมากขึ้น ทำให้ประจักษ์ถึงวีรกรรมและพระราชอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้นๆ จึงได้มีการยกย่องพระมหากษัตริย์บางพระองค์ที่ทรงมีพระเกียรติคุณเด่นกว่าพระองค์อื่นขึ้นเป็น “มหาราช”

สำหรับ “สมเด็จพระปิยมหาราช” เป็นพระราชสมัญญาที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงเป็นประธานจัดงานสมโภช โดยทรงเชิญชวนพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชน ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ คือ พระบรมรูปทรงม้า ซึ่งประดิษฐาน ณ ลานหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม กรุงเทพมหานคร ที่ฐานของพระบรมรูปทรงม้านี้ มีแผ่นโลหะจารึกข้อความเทิดพระเกียรติ พร้อมทั้งทูลเกล้าฯ ถวายพระสมัญญาว่า “สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปิยมหาราช”

ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 25 หน้า 944-945 วันที่ 29 พฤศจิกายน ร.ศ.127 หรือ พ.ศ. 2451 มีการบันทึกโดยนำ “คำจาฤกที่ประดิษฐานพระบรมรูป” ซึ่งกล่าวถึงพระราชสมัญญา

“สมเด็จพระปิยมหาราช” เป็นพระราชสมัญญาที่ได้รับการถวาย โดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นผู้ทรงคิดถวาย ซึ่งปรากฏอยู่บนจารึกใต้ฐานของพระบรมรูปทรงม้า (พ.ศ. 2451) พระนามนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงเขียนชมเชย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ได้คิดพระนามนี้ถวาย

จากพระปาฐกถาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงแสดงที่สถานีวิทยุพญาไท ค่ำวันที่ 22 ต.ค. 2475 เนื่องในงานถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าประจำปี ซึ่งคัดจาก “ชุมนุมพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ’” ที่ตีพิมพ์พระปาฐกถานี้ บอกกล่าวที่มาเรื่องพระราชสมัญญา “สมเด็จพระปิยมหาราช” ไว้ชัดเจน

“…และเงินสมโภชที่เหลือจากการสร้างพระบรมรูปนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ใช้เป็นทุนตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งปรากฏอยู่ทุกวันนี้ เนื่องต่อการถวายพระบรมรูปทรงม้าดังได้กล่าวก็ยังมีข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งได้ถวายพระนามพิเศษว่า ‘พระปิยมหาราช’ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังจารึกไว้ที่ฐานพระบรมรูป การที่ถวายพระนามพิเศษนั้นอนุโลมตามประเพณีโบราณ อันถือว่าเป็นพระเกียรติยศสูงสุดซึ่งพสกนิกรจะพึงถวายได้…

…เมื่อถวายพระบรมรูปทรงม้า ครั้งนั้นปรึกษากันว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระเดชพระคุณแก่ประเทศสยามถึงชั้นพระมหากษัตริย์ ซึ่งยกย่องที่พงศาวดารว่าเป็นพระเจ้ามหาราชของประเทศ และการที่พสกนิกรพร้อมใจกันเฉลิมพระเกียรติ ด้วยความรักเห็นปานนั้นก็ไม่เคยมีมาในปางก่อน สมควรจะถวายพระนามพิเศษ จึงพร้อมกันถวายพระนาม “ปิยมหาราช” เป็นพระนามพิเศษ พระบรมรูปทรงม้ากับพระนามปิยมหาราชจึงเป็นอนุสรณ์สำคัญ ซึ่งเตือนใจให้ระลึกถึงพระเดชพระคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และที่ชาวพระนครพากันถวายสักการบูชาทุกปีมิได้ขาด…”

สำหรับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระภัทรมหาราช” มีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ผู้ประเสริฐยิ่ง ต่อมามีการทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญาใหม่ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช” และ “พระภูมิพลมหาราช” อนุโลมธรรมเนียมเช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงได้รับพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระปิยมหาราช” ดังคำถวายอาศิรวาทราชสดุดี และถวายชัยมงคลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ที่งานสโมสรสันนิบาต เนื่องในวโรกาสวันฉัตรมงคลวันที่ 5 พ.ค. 2530 ณ ทำเนียบรัฐบาล

 

“ภูมิพลมหาราช” กษัตริย์ผู้เป็นกำลังของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ตุลาคม 2559 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461546

"ภูมิพลมหาราช" กษัตริย์ผู้เป็นกำลังของแผ่นดิน

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

มหาราช หรือในภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า The Great ถือเป็นสมัญญานามต่อท้ายพระนามของกษัตริย์ หรือผู้ปกครอง ที่ได้ทำภารกิจอย่างมากมายช่วยเหลือผู้คนทั้งด้านการรบ การแก้ไขปัญหาภายในประเทศ ตลอดจนการรักษาเอกราชของประเทศ รวมทั้งคงไว้ด้วยความยุติธรรมอันเป็นแบบอย่างที่ดี

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้ประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันยกย่องเทิดทูนให้พระองค์ทรงเป็น “มหาราช” ในใจของประชาชน แต่ตามขั้นตอนการเติม “มหาราช” ต่อท้ายพระนามนั้น ทางรัฐบาลกำลังดำเนินการจัดทำให้ถูกต้องตามกระบวนการ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่า การใช้คำว่า มหาราช นั้นจะเป็นไปตามกฎหมายและวิธีดำเนินการของรัฐบาล รัฐบาลที่ผ่านมาเคยเสนอพระองค์ท่านไปแล้ว พระองค์ท่านทรงยังไม่เห็นชอบ ยังไม่โปรดเกล้าฯ ลงมา พระองค์ท่านรับสั่งว่าเป็นเรื่องของประชาชนและรัฐบาลที่จะทำต่อไป

“ตอนนี้ยังใช้ไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากใช้ แต่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าพระองค์ทรงรับทราบแล้ว เรื่องเป็นมหาราชหรือไม่เป็นมหาราชเป็นเรื่องของรัฐบาลและประชาชนจะต้องทำถวายพระองค์ท่าน ซึ่งรัฐบาลอยู่ในขั้นตอนตรงนี้อยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ย้อนไปก่อนหน้านี้ ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา ประชาชนชาวไทยพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญา “ภูมิพลมหาราช” โดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ได้อ่านประกาศถวายพระราชสมัญญาตอนหนึ่งว่า

“จึงขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาตประกาศความสมานฉันท์ พร้อมเพรียงกันเฉลิมพระเกียรติ และถวายพระราชสมัญญาเป็น มหาราช” และ “…ขอพระมหาราชเจ้าเผยแพร่พระบรมกฤษฎาเดชานุภาพ คุ้มเกล้า คุ้มกระหม่อม เหล่าพสกนิกร ตลอดจิรัฐิติกาล เทอญ”

ทั้งนี้ ถือเป็นพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี พระองค์ที่ 3 ที่ได้รับพระราชสมัญญา “มหาราช” แต่เป็นมหาราชองค์แรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย ที่ได้รับพระราชสมัญญาจากมติของปวงชนชาวไทย โดยในการสำรวจประชามติ เมื่อปี 2530 มีการผูกพระราชสมัญญาขึ้น 15 พระราชสมัญญา ประชาชนจำนวน 34 ล้านคน เลือกพระราชสมัญญา “สมเด็จพระภูมิพลมหาราช” ขณะที่ 6 ล้านคนเลือก “สมเด็จพระภัทรมหาราช”

“ภูมิพลมหาราช” มีความหมายว่า กษัตริย์ ผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งทรงเป็นกำลังของแผ่นดิน

และ “ภัทรมหาราช” หมายความว่า กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นท่ี่รักของปวงชน ซึ่งก่อนวันฉัตรมงคล 5 พ.ค. 2530 เคยมีความพยายามที่จะทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสมัญญา “มหาราช” แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาหลายครั้งแล้ว แต่เพิ่งจะเป็นผลเมื่อมีการสำรวจประชามติจนได้ฉันทามติจากประชาชน

ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เล่าว่า การถวายพระราชสมัญญานาม “มหาราช” เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยอดีต หากจำไม่ผิดเกิดขึ้นครั้งแรกในราชวงศ์จักรี เป็นช่วงที่ฝ่ายนักประวัติศาสตร์ หรือฝ่ายข้าราชการเสนอสมัญญานามมหาราชแก่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงได้รับสมัญญานามมหาราช

พระองค์ต่อมาเป็นรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้รับสมัญญาว่า “ปิยมหาราช” แปลว่า มหาราชผู้ทรงเป็นที่รัก และแปลว่า “พระพุทธเจ้าหลวง” เหตุผลที่เสนอสมัญญาว่ามหาราชเพราะเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำคุณงามความดีแก่แผ่นดินอย่างใหญ่หลวง

ศรีศักร กล่าวว่า การถวายพระราชสมัญญา พระเจ้าตากสินมหาราช เกิดขึ้นในรัฐบาลสมัย “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” ได้ประกาศให้วันที่ 28 ธ.ค.ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันที่พระองค์ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ เป็น “วันสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยุคนั้นยังมีมติให้ถวายพระราชสมัญญานามว่า “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” และได้พร้อมใจกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ประดิษฐาน ณ วงเวียนใหญ่ ฝั่งธนบุรี

ทั้งนี้ ศิลป์ พีระศรี อดีตคณบดีคณะประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ออกแบบ ซึ่งทางราชการได้ประกอบพระราชพิธีเปิดและถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2497 และในวันที่ 28 ธ.ค. 2497 จึงมีรัฐพิธีเปิดเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลาถวายราชสักการะต่อมาทางราชการกำหนดให้วันที่ 28 ธ.ค. เป็นวันถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นั่นคือความเป็นมาของการถวายสมัญญาพระมหากษัตริย์ไทย เช่นเดียวกับรัชกาลที่ 9 รัฐบาลปัจจุบันสามารถดำเนินการได้เหมือนสมัยจอมพล ป.

6 มหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่

หากไล่เรียงตั้งแต่อดีตมีพระมหากษัตริย์ไทยที่มี “มหาราช” ต่อท้ายพระนามมีทั้งสิ้น 6 พระองค์ ได้แก่ 1.พ่อขุนรามคำแหงมหาราช 2.สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 3.สมเด็จ พระนารายณ์มหาราช 4.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 5.พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 6.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 3 ในราชวงศ์พระร่วงแห่งราชอาณาจักรสุโขทัย ครองราชย์ประมาณ พ.ศ. 1822-1841 พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของไทยที่ได้รับการยกย่องเป็น “มหาราช” ด้วยทรงบำเพ็ญ พระราชกรณียกิจอันทรงคุณประโยชน์แก่แผ่นดิน ทรงรวบรวมอาณาจักรไทยจนเป็นปึกแผ่นกว้างขวาง

ยุคนี้ถือเป็นยุคที่เฟื่องฟูที่สุด ของกรุงสุโขทัย ทั้งระบบการปกครองภายในแบบพ่อปกครองลูกก่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยอย่างมีประสิทธิภาพ มีการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง ประชาชนอยู่ดีกินดี ทรงประดิษฐ์ตัวอักษรไทยขึ้น ทำให้ชาติไทยได้สะสมความรู้ทางศิลปวัฒนธรรม และวิชาการต่างๆ สืบทอดกันมากว่าเจ็ดร้อยปี

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชพระนามเดิมว่าพระนเรศ หรือ “พระองค์ดำ” เป็นพระราชโอรสในสมเด็จ พระมหาธรรมราชาธิราชและพระวิสุทธิกษัตรีย์ ครองราชย์เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2133 สิริรวมการครองราชสมบัติ 15 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2148 รวมพระชนมพรรษา 50 พรรษา พระองค์ได้กู้อิสรภาพของไทยจากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก

นอกจากนี้ ยังได้ทรงแผ่อำนาจของราชอาณาจักรไทยอย่างกว้างใหญ่ไพศาล นับตั้งแต่ประเทศเมียนมาตอนใต้ทั้งหมด นั่นคือ จากฝั่งมหาสมุทรอินเดียทางด้านตะวันตก ไปจนถึงฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกทางด้านตะวันออก ทางด้านทิศใต้ตลอดไปจนถึงแหลมมลายู ทางด้านทิศเหนือก็ถึงฝั่งแม่น้ำโขงโดยตลอด และยังรวมไปถึงรัฐไทใหญ่บางรัฐ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3  เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 27 ในสมัย กรุงศรีอยุธยา ครองราชย์ พ.ศ. 2199-2231 สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ สร้างความรุ่งเรือง และความยิ่งใหญ่ให้แก่กรุงศรีอยุธยา ได้รับเอาวิทยาการสมัยใหม่จากต่างประเทศมาใช้ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์ รวมทั้งวางระบบท่อประปาภายในพระราชวัง

ที่สำคัญยุคนี้สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง มีการติดต่อทั้งด้านการค้าและการทูตกับประเทศต่างๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และฮอลันดา รวมทั้งมีชาวต่างชาติเข้ามาในพระราชอาณาจักร รวมทั้งรับราชการในตำแหน่งสูง หลายคน  อาทิ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) อีกทั้งยังได้ตั้งเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในสมัยอาณาจักรธนบุรี ทรงปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2310 สวรรคตเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2325 พระราชกรณียกิจที่สำคัญในรัชสมัยของพระองค์ คือ การกอบกู้เอกราชจากเมียนมาภายหลังการ เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง โดยขับไล่ทหารเมียนมาออกจากราชอาณาจักรจนหมดสิ้น

นอกจากนี้ ยังรวบรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ขับไล่ข้าศึกออกไปจากอาณาเขตไทยและขยายอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง รวมทั้งพัฒนากฎหมายบ้านเมือง ฉบับใดยังเหมาะแก่กาลสมัยก็โปรดเกล้าฯ ให้คงไว้ ฉบับใดไม่เหมาะก็โปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขเพิ่มเติมก็มี ยกเลิกไปก็มี ตราขึ้นใหม่ก็มี และ ทรงส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม และการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2325 ขณะมีพระชนมพรรษาได้ 46 พรรษา ทรงย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรีมาอยู่ฝั่งพระนคร และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมมหาราชวังเป็นที่ประทับ  และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรมาประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

พระราชกรณียกิจที่สำคัญยิ่ง คือ การป้องกันราชอาณาจักรให้ปลอดภัยและทรงฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีการตรวจสอบกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด เสร็จแล้วให้เขียนเป็นฉบับหลวง 3 ฉบับ ประทับตราราชสีห์ คชสีห์ และบัวแก้วไว้ทุกฉบับ เรียกว่า “กฎหมายตราสามดวง” สำหรับใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี เสวยราชสมบัติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 15 ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. 2411 รวมสิริดำรงราชสมบัติ 42 ปี 22 วัน สวรรคตเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2453 ด้วยโรคพระวักกะสิริรวมพระชนมพรรษา 58 พรรษา พระองค์ได้รับสมัญญาว่า “ปิยมหาราช” แปลว่า มหาราชผู้ทรงเป็นที่รัก

พระราชกรณียกิจที่สำคัญคือการโปรดเกล้าฯ ให้มีการเลิกทาสและไพร่ในประเทศไทย ตลอดจนการป้องกันการเป็นอาณานิคมของจักรวรรดิฝรั่งเศสและจักรวรรดิอังกฤษ รวมทั้งนำระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย ทั้ง ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท ระบบเขตการปกครองใหม่ รวมทั้ง การสร้างรถไฟสายแรก  การก่อตั้งการประปา การไฟฟ้า ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ การสื่อสาร การรถไฟ

ทั้งหมดนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของไทยได้ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจที่สร้างคุณูปการให้กับประเทศสืบนับจนถึงปัจจุบัน

 

แย้มพระสรวล ของพระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 ตุลาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461477

แย้มพระสรวล ของพระราชา

โดย…ประกฤษณ์ จันทะวงษ์

กล่าวกันว่า พระสรวลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นสิ่งที่หาชมได้ยาก หากผู้ใดได้เห็นถือว่ามีบุญยิ่งนัก ข้าพเจ้าเคยตามเสด็จฯ เพื่อถ่ายภาพของพระองค์ทั้งงานพระราชพิธีและพระราชกรณียกิจ และในการเสด็จฯ ส่วนพระองค์ น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นรอยแย้มพระสรวลของพระองค์ท่าน การถ่ายรอยแย้มพระสรวลของพระองค์ท่านถือว่าเป็นสิ่งที่ปรารถนาของช่างภาพสื่อมวลชนทุกคน เพราะนั่นคือแสดงว่าพระองค์ทรงมีพระเกษมสำราญ มีความสบายพระทัย อันยังความปลาบปลื้มยินดีแก่พสกนิกร

ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2553 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินจากโรงพยาบาลศิริราช ไปในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระบรมมหาราชวัง ระหว่างทางเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาลศิริราช ประชาชนแน่นทะลักโรงพยาบาล เพื่อรอชื่นชมพระบารมี บางคนละทิ้งงานมาจากต่างจังหวัด บางคนมานอนรอกันเป็น 2-3 คืน

ข้าพเจ้ายืนรอพระองค์ท่านเป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง ผู้คนเบียดเสียดกันมาก สื่อจากหลายสำนักต้องบีบตัวเข้าอยู่ในพื้นที่อันน้อยนิดแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ทุกคนเอื้ออาทรต่อกัน แบ่งปันมุมกันฉันพี่น้อง แต่เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด ต้องยืนอยู่กับที่เช่นนั้นตลอด ไม่สามารถไปไหนได้เป็นเวลากว่า 1 ชั่วโมง

ทันทีที่พระองค์เสด็จลง พระองค์ท่านชายพระเนตรจากขวาจรดซ้าย ทอดพระเนตรพสกนิกรของพระองค์ ประชาชนทุกคนล้วนเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” อย่างกึกก้องทั้งโรงพยาบาลศิริราช เป็นเวลานานหลายนาที ทำให้หัวใจข้าพเจ้าเต้นระรัว บรรยากาศเหมือนมีมนต์สะกด

เมื่อพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเข้ามาใกล้ ทำให้หัวใจข้าพเจ้าสั่นระรัวยิ่งนัก สิ่งสำคัญคือสติต้องตั้งมั่น เพราะท่านจะผ่านไปในเวลารวดเร็วเพียงไม่กี่นาที เก็บทุกช็อตที่มองเห็น ถ่ายให้ได้อิริยาบถที่สำคัญ ที่มีความหมาย ที่ผู้คนอยากดูมากที่สุด การที่พระองค์ทรงแย้มพระสรวล แม้รอยแย้มพระสรวลนั้นจะมีเพียงเล็กน้อย แต่นั่นคือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ รอยแย้มพระสรวลนั้นทำให้ภาพนั้นได้ตีพิมพ์บนหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ และบางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 6 ธ.ค. 2559

วันนั้นประชาชนที่อยู่ห่างไกลจนไม่เห็นพระองค์ท่าน ได้มาขอร้องเพื่อขอดูภาพที่ข้าพเจ้าถ่ายจากกล้อง ทุกคนต่างหลั่งน้ำตา พร้อมพูดคุยกันอย่างเสียงดังด้วยความดีใจ “พระองค์ท่านยิ้มด้วย พระองค์ท่านสุขภาพดีขึ้นแล้ว” แล้วทั้งหมดก็ประนมมือขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมเปล่งวาจาทรงพระเจริญ ทำให้ข้าพเจ้าแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ปกติแล้วเมื่อมีงานพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ข้าพเจ้าจะขอขันอาสาไปถ่าย หรือบางทีก็แอบไปถ่าย เพื่อชื่นชมพระบารมี แต่สำหรับงานเคลื่อนพระศพจากโรงพยาบาลศิริราชมายังพระบรมมหาราชวัง เมื่อ 14 ต.ค. 2559 ข้าพเจ้าตัดสินใจไม่ไป เพราะข้าพเจ้ายังไม่อาจทำใจได้ ข้าพเจ้าไม่เข้มแข็งพอ บางคนบอกว่านั่นคือวันประวัติศาสตร์ แต่สำหรับข้าพเจ้าไม่อยากจดจำ ข้าพเจ้าขอจดจำภาพพระพักตร์ของพระองค์ท่าน ทุกภาพทุกตอนเมื่อครั้งยังมีพระชนม์ชีพอยู่ ขอเวลาสักระยะ ข้าพเจ้าจะไปร่วมแสดงความไว้อาลัยที่ท้องสนามหลวงอย่างแน่นอน

สิ่งที่ภูมิใจในชีวิตช่างภาพสื่อมวลชนของข้าพเจ้าคือ การได้ฉายพระรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอดวงพระวิญญาณของพระองค์ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญคนไทยตลอดไป นับจากนี้ข้าพระพุทธเจ้าจะขอทำหน้าที่พลเมืองไทยอย่างดีที่สุดตามแบบอย่างคำสอนของพระองค์ท่าน เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติ

 

“กีตอกาเซะรายอกีตอ – เรารักในหลวงของเรา” รอยพระบาทยาตราชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 18:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461239

"กีตอกาเซะรายอกีตอ - เรารักในหลวงของเรา" รอยพระบาทยาตราชายแดนใต้

“กีตอกาเซะรายอกีตอ” – เรารักในหลวงของเรา นี่คือสิ่งที่พสกนิกรไทยมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ แสดงออกถึงความจงรักภักดีและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้น

พื้นที่ชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ซึ่งมีลักษณะเฉพาะพิเศษ เนื่องจากความหลากหลายในด้านชาติพันธุ์ ศาสนา และ วัฒนธรรม ในอดีตที่ผ่านมาปัญหาใหญ่ของพื้นที่ชายแดนภาคใต้ก็คือ ภัยคุกคามจากขบวนการแบ่งแยกดินแดน ที่จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ ต่อสู้กับรัฐบาลไทยเพื่อแยกดินแดนในส่วนนี้จัดตั้งรัฐอิสระ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนักถึงภัยคุกคามความมั่นคงที่ชายแดนใต้เป็นอย่างดีและในช่วงที่ทรงครองสิริราชสมบัติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ต่างเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียน บำบัดทุกข์ บำรุงสุขพสกนิกรในพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง

“กีตอกาเซะรายอกีตอ” – เรารักในหลวงของเรา นี่คือสิ่งที่พสกนิกรไทยมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ แสดงออกถึงความจงรักภักดีและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้น

สายเมือง วิรยศิริ ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานโครงการ 1 สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) กล่าวถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อพสกนิกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ความห่วงใยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีต่อพสกนิกรชาวไทยเป็นที่ประจักษ์ผ่านพระราชกรณียกิจต่างๆ น้ำพระทัยและพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรของพระองค์นั้น แผ่ครอบคลุมไปทุกหมู่เหล่า ไม่แยกเชื้อชาติ ศาสนา

สำหรับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พระองค์ท่านเริ่มเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรครั้งแรกที่จังหวัดนราธิวาส ประมาณเดือนมีนาคม 2502 และเสด็จต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการแปรพระราชฐานไปที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ซึ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2517 ถือเป็นสายใยเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับพสกนิกรชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ พระองค์ท่านจะเสร็จเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนสิงหาคม หลังวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระบรมราชินีนาถจนถึงประมาณต้นเดือนตุลาคม

จุดเริ่มต้นในการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ก็คือ การรับสั่งให้โรงพยาบาลนราธิวาสและโรงพยาบาลสุไหงโกลก จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปดูแลรักษาคนไข้ที่อำเภอแว้ง อย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นงานพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ระหว่างในหลวงกับพสกนิกรชาวไทยมุสลิมในพื้นที่ก็ดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมา และความสัมพันธ์ดังกล่าวเป็นความสัมพันธ์ทั้งในด้านจิตใจและด้านการพัฒนา ซึ่งกระจ่างชัดจากคำที่พสกนิกรในพื้นที่เรียกขานถึงกษัตริย์ของพวกเขา ซึ่งมีการพัฒนาการมาเป็นลำดับ บ่งบอกนัยความสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดี

เริ่มแรกชาวบ้านเรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “รายอซีแย” ที่แปลว่า King of Siam ซึ่งเป็นคำเรียกที่เป็นทางการมาก ต่อมาหลังจากที่ทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่มากขึ้น ชาวบ้านก็เรียกว่า “รายอกีตอ” ซึ่งแปลว่า พระมหากษัตริย์ของเรา และในระยะหลังเปลี่ยนเป็น “รายอกีตอบาเอะ” ซึ่งแปลว่า ในหลวงของเรานี่ดี บ้างก็มักพูดกันว่า “กีตอกาเซะรายอกีตอ” ที่แปลว่า “เรารักในหลวงของเรา”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าพระทัยในศาสนาอิสลามและวัฒนธรรมวิถีชีวิตของชาวมุสลิมในพื้นที่เป็นอย่างดี อย่าง เช่น เวลาที่ผู้นำศาสนาเข้าเฝ้าฯ ที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ พระองค์ท่านก็บอกให้แต่งกายตามประเพณีท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงเข้าใจความเป็นมุสลิมเป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกัน พระองค์ยังเป็นพระมหากษัตริย์ทีทรงทำนุบำรุงศาสนาทุกศาสนา สำหรับศาสนาอิสลามทรงซ่อมแซมทำนุบำรุงมัสยิดหลายแห่ง อย่างเช่น มัสยิดตันหยงที่อยู่หน้าพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ หรือ มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีรับสั่งให้ซ่อมแซมเมื่อปี 2536 หลังจากที่ทรุดโทรมมาเป็นเวลานาน

หลังการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรชายแดนใต้ตั้งแต่ พ.ศ. 2502 เป็นต้นมา โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ก็ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและมีถึง 398 โครงการ คิดเป็นงบประมาณส่วนพระองค์มากถึง 3,700-3,800 ล้านบาท โดยแยกเป็น จังหวัดนราธิวาส 296 โครงการ ใช้งบประมาณไปประมาณ 2,700 ล้านบาท จังหวัดปัตตานี มีอยู่ 62 โครงการ ใช้งบประมาณไป 549 ล้านบาท ในขณะที่ จังหวัดยะลา มีอยู่ 40 โครงการ ใช้งบประมาณไป 455 ล้านบาท

ในด้านการส่งเสริมวัฒนธรรม การเสด็จแปรพระราชฐานทุกปี พระองค์ท่านจะเสด็จฯเป็นประธานและมอบรางวัลให้กับผู้ชนะในการแข่งขัน เรือกอและ และ นกเขาชวา อันเป็นกิจกรรมที่เป็นวิถีชีวิตของราษฎรในจังหวัดชายแดนภาคใต้

วาเด็ง ปูเต๊ะ

ภาพแห่งความจงรักภักดีและความผูกพันระหว่างพสกนิกรมุสลิม และพระมหากษัตริย์ของพวกเขา ปรากฏผ่านชายชราคนหนึ่งนาม วาเด็ง ปูเต๊ะ ซึ่งถูกเรียกขานว่า “พระสหายแห่งสายบุรี” ราษฎรบ้านทุ่งเคร็ด อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ซึ่งได้เข้าเฝ้าฯในหลวงเมื่อครั้งเสด็จฯ เยี่ยมเยียนพื้นที่ดังกล่าวซึ่งประสบปัญหาเกี่ยวกับดินเปรี้ยวเมื่อเดือนกันยายน ฑ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นการเสด็จที่อยู่นอกเหนือหมายงานและทำให้พบเจอชายชราวัย 70 ปีในขณะนั้นที่พูดจาฉะฉานและตรงไปตรงมา

“ตอนนั้นเป๊าะทราบแล้วว่าเป็นในหลวง แต่จะเข้าไปใกล้ๆก็ไม่กล้า เพราะว่านุ่งโสร่งตัวเดียว ไม่ได้สวมเสื้อ พอเข้าไปใกล้ๆ ในหลวงก็บอกว่า จะมาขุดคลองชลประทานให้ พอได้ยินอย่างนั้น เป๊าะก็ดีใจมาก คุยกันเยอะ ในหลวงคุยกับเป๊าะเป็นภาษามลายู ท่านพูดมลายูสำเนียงไทรบุรี คุยกันก็เข้าใจเลย พอเจอกันบ่อยๆ คุยกัน มีความเห็นตรงกัน ท่านก็เลยรับเป๊าะเป็นพระสหาย เป๊าะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่บอกท่านไป ทั้งหมดเป็นความจริง พูดโกหกไม่ได้จะเป็นบาป คิดถึงท่านที่สุดเลย” วาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรีระบุ

ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น เป็นที่ประทับใจของผู้พบเห็น เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้วที่จะเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์อย่างใกล้ชิดได้โดยไม่ต้องใส่เสื้อ

“เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” คำสั้นๆเพียงสามคำ คือสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวทางในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้เป็นบทสรุปซึ่งได้มาจากการประกอบพระราชกรณียกิจในพื้นที่นี้มาไม่น้อยกว่า 4 ทศวรรษ

หมายเหตุ : เนื้อหาจากหนังสือ “ตามรอยพระบาท ชาติมั่นคง” จัดพิมพ์โดย สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

 

“ห้องประทับชั้น 16 รพ.ศิริราช”…วันที่พ่อไม่อยู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 13:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461135

"ห้องประทับชั้น 16 รพ.ศิริราช"...วันที่พ่อไม่อยู่

เรื่องและภาพโดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

13 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่พสกนิกรชาวไทยโศกเศร้าอย่างหาที่สุดมิได้ หลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

วันนี้ผ่านมาจนครบหนึ่งสัปดาห์ บรรยากาศภายในโรงพยาบาลศิริราชซึ่งเต็มไปด้วยประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อถวายพระพร

เวลานี้ช่างดูเงียบเหงา …

นิพนธ์ ชาติปรีชากุล เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยโรงพยาบาล รับผิดชอบดูแลอาคารเฉลิมพระเกียรติซึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เล่าว่า ทำงานที่ศิริราชมา 17 ปีแล้ว เคยถวายงานรับใช้พระบรมวงศานุวงศ์มาแล้วหลายพระองค์ ตั้งแต่ช่วงที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จฯมาประทับที่ศิริราช เรื่อยมาจนกระทั่งในหลวงเสด็จมาประทับตั้งแต่ปี 2552 จวบจนถึงปัจจุบัน

“ครั้งแรกที่ทราบข่าวว่าพระองค์ทรงพระประชวรต้องมาพักรักษาที่ศิริราช ผมกับเพื่อนก็ตกใจ แต่ขณะเดียวกันก็ภาคภูมิใจ เพราะได้รับเลือกเป็นหนึ่งในรปภ. 18 คนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ โดยทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ลิฟต์ คอยถวายงานรับส่งเสด็จพระองค์ และพระบรมวงศานุวงศ์ขึ้นลงอาคาร มีอยู่ครั้งหนึ่งผมกดลิฟต์รับส่งเสด็จ ซึ่งอยู่ภายในลิฟต์เดียวกับพระองค์ พอถึงชั้นล่างในหลวงท่านทรงเสด็จออก และได้หันกลับมาตรัสว่า ‘ขอบใจนะ’ แม้เพียงคำสั้นๆก็ถือว่าเป็นความภูมิใจมากที่สุดในชีวิต

นิพนธ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถ่ายรูปคู่กับลิฟท์โดยสารหมายเลข 7

นิพนธ์ เล่าอีกว่า ในหลวงทรงมีพระเมตตามาก ครั้งหนึ่งเป็นวันพระคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม ช่วงกลางวันหลายหน่วยงานจะนำเค้กและแจกันดอกไม้มาถวายจำนวนมาก แต่วันนั้นช่วงดึกหลังจากที่ทุกคนที่มาถวายพระพรกลับหมด พระองค์ก็ให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังตัดแบ่งเค้กมาพระราชทานให้แก่เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ถวายงานตั้งแต่เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ทหาร ตำรวจ รวมถึงพวกตนที่เป็น รปภ. ทำให้ทุกคนรู้สึกทราบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ส่วนแจกันกอกไม้พระองค์ จะพระราชทานให้ตามห้องพยาบาล (วอร์ด)คนไข้ในอาคารต่างๆ นอกจากนี้ทุกปีพระองค์มักจะพระราชทาน ส.ค.ส. ให้แก่เจ้าหน้าที่ด้วย

“การปฏิบัติงานช่วงที่พระองค์ประทับอยู่ศิริราช รปภ.ที่มี 18 คน จะแบ่งกำลังกันเป็น 3 ชุดโดยจะทำงานวันละ 2 ชุด ผลัดแรกเริ่มตั้งแต่ 07.00-19.00 น. และผลัดสอง 19.00-07.00 น. สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกัน วันใดได้รับแจ้งว่าพระองค์จะเสด็จไปข้างนอก จะต้องเตรียมลิฟต์หมายเลข 7 ขึ้นไปรอรับพระองค์ที่ชั้น 16 ซึ่งเป็นชั้นที่ประทับ แต่ถ้าวันใดพระองค์ไม่เสด็จออกข้างนอกเจ้าหน้าที่ รปภ.ประจำอาคารจะทำหน้าที่กดลิฟต์รับส่งประชาชน เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังตามปกติ เพราะพระองค์เคยรับสั่งว่า ไม่อยากทำให้ประชาชน และผู้ป่วยที่มาติดต่อรักษาต้องเดือดร้อน”

ทีมรปภ.ประจำอาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช

 

นิพนธ์ เล่าอีกว่า วันนี้ที่พระองค์ไม่ได้ประทับอยู่ที่ศิริราชอีกแล้ว ทุกอย่างเงียบเหงาอ้างว้างมาก ต่างจากช่วงเวลาตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เพราะปกติมักจะมีผู้คนเดินทางมาลงนามลงนามถวายพระพรและรอเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก ซึ่งเป็นบรรยากาศที่คุ้นเคย แต่วันนี้พระองค์ไม่อยู่ส่วนตัวก็ยังคงต้องมาประจำจุดที่เดิม คอยดูแลตรวจตราให้บริการประชาชนตามเดิม แม้บรรยากาศที่นี่จะเปลี่ยนไป แต่ประสบการณ์ที่เคยได้รับใช้พระองค์จะเก็บไว้ในความทรงจำตลอดไป

“วันนี้อยากบอกพระองค์ท่านว่า ผมและเพื่อนๆดีใจที่มีโอกาสรับใช้ถวายงานให้กับในหลวง ถึงแม้ว่าต่อจากนี้จะไม่มีโอกาสนั้นแล้ว แต่ยังไงทุกคนจะจดจำภาพนั้นไปตลอดชีวิต และจะยึดมั่นปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์”

ศุภกิจ สุวรรณไตรย์ อาจารย์สถานการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทำงานอยู่ที่คลินิกอายุรเวทแพทย์แผนไทยประยุกต์ ชั้น 7 ของอาคารศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ซึ่งเป็นสถานที่หนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มักเสด็จมาพักผ่อนอิริยาบถระหว่างเข้ารับการรักษา เล่าว่า ตั้งแต่พระองค์เสด็จมาประทับที่ศิริราชปี 2552 ได้เดินทางมาเยี่ยมชมคลินิกแห่งนี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2554

ครั้งแรกที่พระองค์เสด็จมาจำได้ดีว่า ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่ได้เตรียมตัวรับเสด็จก่อนล่วงหน้ามาก รู้เพียงก่อนเวลาเสด็จเพียง 15 นาทีเท่านั้นซึ่งก็เป็นเช่นนี้ทุกครั้งจากนั้นเรื่อยมา และเมื่อเสด็จขึ้นมาถึงชั้น 7 เจ้าหน้าที่จะเตรียมพื้นที่บริเวณห้องโถง ซึ่งเป็นจุดที่มองเห็นทัศนียภาพรอบโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา พระบรมมหาราชวัง และฝั่งพระนครทั้งหมดให้พระองค์ได้ประทับ โดยช่วงเวลาที่พระองค์มักเสด็จมาประมาณ 16.00น. หรือ 17.00 น. โดยใช้เวลาอยู่ 50 นาที เพื่อพักผ่อนอิริยาบถพูดคุยกับเจ้าหน้าที่คณะผู้ติดตามที่มาเพียงไม่กี่คน และตนมาทราบภายหลังว่า พระองค์เสด็จมาทรงงานด้วย โดยจะมาคอยดูระดับการขึ้นลงของน้ำ เพื่อมานำไปประกอบการทรงงานของพระองค์ บางครั้งพระองค์จะแวะเยี่ยมชมบริเวณชั้น 7 ซึ่งเจ้าหน้าที่จะรายงานเรื่องการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์แผนไทยให้พระองค์ทราบ ส่วนการถวายบริการทางแพทย์แผนไทยแก่พระองค์ จะเป็นหน้าที่ของพยาบาลผู้ที่ดูแลใกล้ชิด ซึ่งจะเข้ามาอบรมเรียนรู้ที่คลินิก ก่อนนำความรู้ด้านแพทย์แผนไทยนำไปนวดถวายพระองค์

สุกิจ สุวรรณไตรย์

 

ชั้น 7 อาคารศิริราชปิยมหาราชการุณย์ จุดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมาทอดพระเนตรดูวิวทิวทัศน์เป็นประจำ

“เมื่อพระองค์ขึ้นลิฟต์มาถึงชั้น 7 เจ้าหน้าที่ทุกคนจะออกมารับเสด็จ จากนั้นเมื่อท่านเข้าไปยังบริเวณห้องโถงริมแม่น้ำ จะกั้นพื้นที่เฉพาะบริเวณนั้น ส่วนบริเวณอื่นในชั้นเดียวกัน เจ้าหน้าที่ประชาชนที่มาใช้บริการจะทำงานตามปกติ เพียงแต่เมื่อไหร่ที่จะเสด็จกลับทุกคนจะหยุดชั่วครู่ และมาคอยส่งเสด็จกลับ จากนั้นทุกคนจะทำงานตามปกติ เนื่องจากพระองค์ประสงค์ไม่อยากให้ทุกครั้งที่เสด็จมา ต้องรบกวนประชาชนผู้อื่น”

อาจารย์แพทย์แผนไทยรายนี้ เล่าต่อว่า ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตหนึ่งจะมีโอกาสได้อยู่ถวายงานรับใช้ใกล้ชิดพระองค์ แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ตนและเจ้าหน้าที่ทุกคนรู้สึกปลาบปลื้ม บางครั้งน้ำตาไหลออกมาโดยไม่ได้รู้สึกตัว เพราะทุกครั้งที่เห็นพระองค์เสด็จมาจะภูมิใจที่ได้เห็นรูปแบบการดำเนินชีวิตเรียบง่ายของพระองค์ไม่เอิกเกริกใหญ่โต มีเพียงผู้ติดตามไม่กี่คน แต่ในวันนี้เมื่อไม่ได้มีโอกาสถวายงาน ส่วนตัวก็รู้สึกเสียใจเพราะเมื่อก่อนทุกวันที่มาทำงาน จะเห็นบรรยากาศในโรงพยาบาลมีคนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อลงนามถวายพระพร สวดมนต์ทำกิจกรรมอื่นโดยที่เจ้าหน้าที่ในศิริราช มักร่วมกิจกรรมเป็นประจำ

ถึงอย่างไรพระองค์ท่านได้ฝากสิ่งดีๆไว้มากมายให้กับประชาชนรุ่นหลัง ทั้งเรื่องความเรียบง่าย การทำงาน หลักการปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับประชาชนคนรุ่นหลัง ได้นำไปปรับใช้ในชีวิตซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

สมพงศ์ ลาดมี อายุ 50 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งเดินทางมาที่ศิริราชเพื่อชื่นชมพระบารมีฯเป็นประจำ เล่ว่า ตนป่วยเป็นโรคหัวใจจึงต้องมารักษาที่ศิริราชตลอดหลายปี ทุกครั้งหลังจากพบแพทย์มักจะชอบมานั่งอยู่ที่บริเวณด้านหน้าศาลาศิริราช 100 ปีถึงช่วงเย็นก่อนเดินทางกลับบ้าน ระหว่างรอก็มักจะร่วมกับเพื่อนๆ คอยช่วยเหลืองานในโรงพยาบาล เช่น ล้างห้องน้ำ กวาดพื้น เก็บขยะ ดูแลคนป่วยที่ชรา งานจิตอาสาอื่นๆ นอกเหนือจากการร่วมสวดมนต์เพื่อถวายพระพรฯ และนั่งมองตึกที่พระองค์ท่านเคยประทับ ซึ่งสิ่งที่ทำอาจไม่มาก แต่เมื่อนึกว่าทำเพื่อในหลวงก็รู้สึกสบายใจ เพราะตลอดชีวิตที่เกิดมาก็เห็นพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ ดูแลช่วยเหลือประชาชนให้หมดทุกข์เป็นสุขมาตลอด โดยที่ไม่เคยแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนาขอเพียงให้อยู่ในแผ่นดินไทย พระองค์ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือ

พระบรมฉายาลักษณ์ ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ

 

 

บรรยากาศช่างดูเงียบเหงา วันที่พ่อไม่อยู่

“จำได้ตอนที่ฉันอายุ 8 ขวบได้มาดูในหลวงหว่านเมล็ดข้าวแบบใกล้ชิด ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ครั้งนั้นเมื่อเห็นก็รู้สึกประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะท่านทำให้ตนนึกถึงความพอเพียง ซึ่งทรงเป็นแบบอย่างให้ประชาชนนำไปเป็นหลักของการดำเนินชีวิต การที่พระองค์จากไปเสมือนเป็นการสูญเสียเสาหลักไม่มีที่ยึดเหนี่ยว เพราะตลอดชีวิตเท่าที่จำความได้พระองค์จะคอยดูแลประชาชนเหมือนลูกมาโดยตลอด และตอนนี้ตนก็ยังรู้สึกเหมือนว่าพระองค์ยังอยู่ เพราะพระเจ้าแผ่นดิน ไม่เคยทอดทิ้งประชาชน ฉะนั้นตนและประชาชนคนไทยทุกคน จะระลึกถึงพระองค์ตลอดไป”

ความคืบหน้าล่าสุด ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ออกมาเปิดเผยว่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีแนวคิดตั้งใจจะเก็บห้องประทับชั้น 16 ขณะรักษาพระอาการประชวรไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากศิริราชได้ถวายการรับใช้มาตลอดนานกว่า 20 ปีแล้ว แต่คงต้องปรึกษาหารือและขออนุญาตจากทางสำนักพระราชวังก่อน

ข่าวนี้สร้างความปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก เพราะนอกจากจะเดินทางมารักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่รพ.ศิริราชแล้ว หลายคนยังต้องการมาเพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงทรงมีแก่ประชาชน พร้อมเงยหน้าไปยังชั้น 16 ของอาคารเฉลิมพระเกียรติ อันเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ด้วยความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้.

อาคารเฉลิมพระเกียรติ รพ.ศิริราช

 

เปิดกรุสะสมเหรียญ-ธนบัตร สิ่งรำลึกถึง”ในหลวงภูมิพล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 ตุลาคม 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461088

เปิดกรุสะสมเหรียญ-ธนบัตร สิ่งรำลึกถึง"ในหลวงภูมิพล"

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ภาพประชาชนจำนวนมากเข้าคิวแลกธนบัตรเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 เพื่อเก็บเป็นที่ระลึก ที่ธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม เมื่อวันที่ 17 ต.ค. และข่าวประชาชนจำนวนมากเช่นกันบางรายต้องรอหน้าธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ สะพานควาย เปิดให้แลกธนบัตรที่ระลึก ที่จัดทำขึ้นในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ 84 พรรษา ตั้งแต่ช่วงตี 2 ของวันที่ 18 ต.ค. ล้วนเป็นประจักษ์พยานอีกด้านหนึ่งของการร่วมแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

ท่ามกลางบรรยากาศการแสดงความไว้อาลัย การเฟ้นหาเหรียญและธนบัตรเพื่อเก็บสะสมเป็นที่ระลึกถึงช่วงการสูญเสียครั้งสำคัญ ตามร้านค้าและจุดต่างๆ กำลังกลายเป็นเรื่องราวมุมเล็กๆ ที่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์สำคัญ

ณัฐพงษ์ ชวาลรัตนสกุล หรือที่วงการนักสะสมวัตถุมงคลและเหรียญที่ระลึก รู้จักกันดีในชื่อ “ต้นท่า พระจันทร์” ระบุว่า วัตถุมงคลและเหรียญสะสมที่ระลึกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มนักสะสมแลกเปลี่ยนนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน คือกลุ่มที่เป็นวัตถุมงคลกับเหรียญกษาปณ์ เหรียญที่ระลึก

ในส่วนของวัตถุมงคลซึ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมมานานหลายสิบปี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี คือ พระสมเด็จจิตรลดา หรือพระกำลังแผ่นดิน หรือเดิมเรียกว่าพระพิมพ์ที่ฐานพระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระเครื่องที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสร้างด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง พระราชทานแก่ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และพลเรือน ในช่วงระหว่างปี 2508-2513 มีทั้งสิ้นประมาณ 2,500 องค์

สาเหตุที่ทำให้พระรุ่นนี้เป็นที่ต้องการของนักสะสม คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง มีเอกสารส่วนพระองค์ หรือใบกำกับพระ แสดงชื่อ นามสกุล วันที่รับพระราชทาน หมายเลขกำกับทุกองค์

 

และที่รู้จักกันในหมู่นักสะสมเช่นกัน คือ เหรียญอนุสรณ์มหาราช ครบ 3 รอบ เป็นเหรียญที่ระลึกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระชนมพรรษาครบ3 รอบ หรือ 36 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2506 เป็นเหรียญที่ได้ผ่านพิธีการปลุกเสก ณ อุโบสถวัดราชบพิธถึง2 วาระด้วยกัน โดยพระคณาจารย์ที่โด่งดังในปี 2506 เช่น อาจารย์ทิม วัดช้างให้ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อเต๋ พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์ ฯลฯ หากใครนึกถึงเหรียญรุ่นนี้ไม่ออก ให้นึกไปถึงเหรียญที่มักจะเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรติดตรงกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายนั่นเอง

ต้น ท่าพระจันทร์ บอกว่า นอกจากนี้อีกเหรียญที่นักสะสมจะถามหา คือ เหรียญทรงผนวช ความจริงแล้ว เหรียญทรงผนวชไม่ใช่เหรียญที่จัดสร้างเพื่อเป็นที่ระลึกเมื่อครั้งทรงผนวชโดยตรง ด้วยจัดสร้างขึ้นภายหลังจากที่ทรงลาผนวชแล้วถึง 9 ปี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงผนวชในปี  2499 แต่ “เหรียญทรงผนวช” สร้างขึ้นในปี  2508 เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จฯ พระราชกุศล จาตุรงคมงคล เป็นเหรียญหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงและเป็นที่แสวงหาของนักสะสม ออกโดยวัดบวรนิเวศวิหาร ช่วงปีนี้จะมีเหรียญและวัตถุมงคลที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมาโดยตรงเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นช่วงที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนพระทัยในวงการพระสงฆ์ และถือเป็นกลุ่มเหรียญซึ่งเป็นที่ต้องการของนักสะสมมานาน

อีกเหรียญที่จะมีนักสะสมมาถามหา คือ เหรียญพระมหาชนก ซึ่งเป็นเหรียญที่ได้รับความนิยมมาก ผลิตออกมาเมื่อปี 2539 เป็นเหรียญที่แสดงถึงหนึ่งในสิบชาติก่อนที่พระองค์จะเกิดเป็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีทั้งแบบพิมพ์ใหญ่ หรือพิมพ์เล็ก ออกแบบโดย ศ.นนทิวรรธน์ จันทนะผลิน คณบดีคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งจัดทำขึ้นคู่กับหนังสือพระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์

เหรียญกษาปณ์ เหรียญที่ระลึกนั้นมีการรวมกลุ่มกันมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว เหรียญหลายรุ่นถือเป็นที่ต้องการของนักสะสมมานาน จนเรียกได้ว่าแม้ไม่มีเหตุการณ์สำคัญก็มีผู้สนใจสะสมมาโดยตลอด บางรุ่นมีการแลกเปลี่ยนราคาหลักแสนบาทมานานแล้ว

ขณะที่ในส่วนของธนบัตร นักสะสมที่ตั้งใจเก็บจะเก็บกันเป็นคอลเลกชั่นครบชุดเรียงตามมูลค่าบนธนบัตร เป็นธนบัตรที่ไม่ผ่านการใช้มาก่อนเลย และเลขที่กำกับบนธนบัตรจะต้องเป็นชุดเดียวกัน คนที่จะเก็บธนบัตรเป็นชุดตามที่กล่าวมาได้ มักจะเป็นนักสะสมที่ทราบหลักเกณฑ์ในการเก็บดี และทราบว่าแม้จะเป็นธนบัตรที่ใช้ชำระหนี้ได้จริง แต่ต้องเก็บอย่างดีไม่มีตำหนิ หากผิดไปจากหลักเกณฑ์การเก็บเป็นชุดก็จะทำให้ราคามูลค่าลดลง

ณัฐพงษ์ บอกด้วยว่า หากใครชื่นชอบ มีความเคารพ ศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเก็บสะสม วัตถุมงคล เหรียญที่ระลึก หรือธนบัตรรุ่นต่างๆ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  รุ่นไหน ทั้งเก่าและใหม่ ต่างก็ถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจและทางประวัติศาสตร์ที่เท่ากัน

อริยา สิทธิบุศย์ นักสะสมเหรียญกษาปณ์ เล่าว่า เริ่มสะสมเพราะเดิมพ่อทำงานในกรมธนารักษ์ ที่บ้านจึงมีเหรียญที่ระลึกค่อนข้างเยอะ แต่ตอนที่ยังเป็นเด็กไม่ได้สนใจสะสมมากนัก แต่เมื่อโตมาได้เห็นได้รับรู้ถึงเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เห็นว่าท่านทรงงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทยและประเทศชาติอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำให้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง จึงเริ่มสนใจเก็บสะสม โดยเหรียญกษาปณ์ที่สะสมไว้มีทั้งเหรียญที่ระลึกในราชพิธีต่างๆ รวมทั้งเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนเก่าๆ จำนวนหนึ่ง

“สิ่งที่สะสมนั้นรู้สึกว่าเป็นคุณค่าทางใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าจะถามว่าชอบเหรียญไหนเป็นพิเศษคงตอบยาก เพราะรักทุกอย่างที่มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านก็ว่าได้ และจะเก็บรักษาไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานดูสืบต่อไป เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าเราเคยมีพระมหากษัตริย์ที่เป็นดั่งพ่อหลวงของเราชาวไทยทุกคน” อริยา กล่าว

 

เรื่องเล่าจากในวัง…พระราชอารมณ์ขันของในหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 ตุลาคม 2559 เวลา 20:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/461064

เรื่องเล่าจากในวัง...พระราชอารมณ์ขันของในหลวง

เรื่องราวพระราชอารมณ์ขันที่ประทับตราตรึงอยู่ในหัวใจของข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิดและปวงพสกนิกร

กว่า 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทย ทรงออกเยี่ยมเยียนบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎรทั่วทุกหมู่เหล่า ไม่เว้นแม้แต่ถิ่นทุรกันดารพระองค์ท่านยังฝ่าฟันย่ำเดินพบปะประชาชนในฐานะ “ลูกของพ่อหลวง” และทุกครั้งจะมีชาวบ้านต่างพร้อมจิตพร้อมใจตั้งแถวรอรับเสด็จด้วยความตื่นเต้น และแววตาแห่งความผาสุกที่เปล่งประกายแม้แดดลมจะร้อนเพียงใดก็ตาม

หนังสือ :”เรื่องเล่าจากในวังและพระราชอารมณ์ขันของในหลวง”  จัดทำโดยกลุ่มพิทักษ์รักราชันย์  และส่วนหนึ่งคัดลอกบางตอนมาจากหนังสือ “พระราชอารมณ์ขัน” เขียนโดย วิลาศ มณีวัต ตีพิมพ์เมื่อปี 2555 นำเสนอเรื่องพระอารมณ์ขันกับประชาชน  ที่เกิดขึ้นมากมายระหว่างเสด็จฯลงพื้นที่ หรือแม้แต่เสด็จฯอยู่ภายในวังก็ทรงมีเรื่องราวที่สร้างรอยยิ้มให้กับข้าราชบริพารหรือผู้ติดตามเช่นกัน

ย้อนไปเมื่อครั้งสมัยพระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร ทางภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส  ซึ่งทางใต้นี้มีปัญหาเรื่องดินเป็นกรดมีความเค็ม พระองค์จึงทรงรับสั่งถามชาวบ้านที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า “ดินหลังบ้านเป็นอย่างไร เค็มไหม?” ชาวบ้านก็มองหน้ากันแล้วทำหน้างงก่อนตอบกลับมาว่า “ไม่เคยชิมซักที” ในหลวงก็รับและทรงสั่งกับข้าราชบริพาร ที่ตามเสด็จว่า “ชาวบ้านแถวนี้เขามีอารมณ์ขันกันดีนะ”

ครั้งเหตุการณ์ในหลวงเสด็จพร้อมสมเด็จพระเทพฯ เพื่อไปทอดพระเนตรกิจการตามพระราชดำริ ซึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับข้าวกล้องอยู่ด้วย ในหลวงทรงตรัสว่า “ข้าวกล้องนี้ดี เรากินข้าวกล้องทุกวัน” สมเด็จพระเทพฯ เห็นว่าน่าสนใจแต่นักข่าวไม่สนใจเท่าไร  จึงตรัสว่า “น่าสนใจนะ น่าจะเก็บไว้” ก็เลยมีการทูลขอให้ทรงตรัสอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งสมเด็จพระเทพฯ ก็ทรงช่วยเหลือ และนำมาซึ่งคำตอบที่ไม่คิดว่าจะได้  “ข้าวกล้องนี้ดี  มีประโยชน์  คนอื่นเขาว่าเป็นข้าวของคนจน  เรากินข้าวกล้องทุกวัน  เรานี่แหละคนจน”

เมื่อหมุนเข็มเวลาเปิดปฏิทินไปเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2528 เป็นวันสุดท้ายของพระราชทานปริญญาบัตรของบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวันนั้นเกิดเหตุการณ์ไฟฟ้าดับทั่วประเทศในตอนบ่าย เป็นผลให้บัณฑิต 6 คน ที่เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในช่วงนั้นหมดโอกาสที่จะถ่ายภาพตอนเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ไว้เป็นที่ระลึก  แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเสร็จพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสรับสั่งกับอาจารย์ที่หมอบถวายปริญญาอยู่ข้างๆ ที่ประทับว่า “ให้ไปตามบัณฑิต 5-6 คนนั้นขึ้นมารับปริญญาใหม่อีกครั้งหนึ่ง” เพื่อจะได้ถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก เรื่องราววันนั้นได้สร้างความตื้นตันให้กับนิสิตและคณาจารย์กันทั่วทั้งหอประชุม

อีกเรื่องเมื่อครั้งในหลวงท่านทรงโทรศัพท์ไปหาหม่อมคนนึง พอดีหม่อมคนนั้นไม่อยู่บ้าน คนใช้ของหม่อมถามว่านั่นใครค่ะ  อยากจะฝากข้อความไว้หรืออยากจะพูดกับเจ้านายต้องบอกชื่อมาก่อน  ในหลวงทรงตรัสว่า “ฉันชื่อภูมิพลเคยได้ยินบ้างไหม ยังไงรบกวนเจ้านายโทรหาฉันกลับด้วยแล้วกันนะ” เท่านั้นล่ะคนใช้คนนั้นเป็นลมต้องปฐมพยาบาลกันใหญ่

ช่วงปี พ.ศ. 2513 วันนั้นในหลวงท่านทรงเสด็จไปหมู่บ้านท้ายดอยจอมหด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่  ผู้ใหญ่บ้านลีซอกราบทูลชวนให้ไปแอ่วบ้านเฮา ท่านก็ทรงเสด็จฯตามเขาเข้าไปในบ้าน  ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่และมุงหญ้าแห้ง เขาเอาที่นอนมาปูสำหรับให้พระองค์ประทับแล้วก็รินเหล้าทำเองใส่ถ้วยที่คงไม่ค่อยจะได้ล้างจนมีคราบดำๆจับอยู่  ทางผู้ติดตามรู้สึกเป็นห่วงพระองค์ท่าน เพราะปกติไม่ทรงใช้ถ้วยที่มีคราบ จึงกระซิบทูลว่าควรจะแค่ทำท่าเสวย แล้วส่งถ้วยมาพระราชทานผู้ติดตามจะจัดการเอง แต่ท่านก็ทรงดวดเองกร้อบเดียวเกลี้ยง  หลังจากนั้นจึงทรงรับสั่งว่า “ไม่เป็นไร แอลกอฮอล์เข้มข้นเชื้อโรคตายหมด”

นอกจากนี้ยังมีเรื่องให้เกิดอารมณ์ขันและความประทับใจไว้อีกไม่น้อย อย่างเมื่อตำรวจประจำตู้ยามบางคนคับแค้นใจ เกี่ยวกับเรื่องปัญหาครอบครัว ปัญหาการครองชีพ เมื่อเสพสุราแล้วครองสติไม่ได้ ไม่รู้จะระบายความในใจกับใคร จึงได้พล่ามบรรยายมาทางวิทยุ บางคนหลับยามไม่พอกดคีย์ไมโครโฟนค้างไว้ ทำให้มีเสียงกรนออกอากาศมาด้วย บางคนตะโกนร้องเพลงลูกทุ่งออกอากาศมาเป็นการแก้เหงาก็มี

ในยามดึกวันหนึ่งพนักงานวิทยุคนหนึ่งได้ระบายความเดือดร้อน เนื่องจากหิวโหยไม่สามารถหาอาหารรับประทานได้เพราะต้องเข้าเวร  เมื่อทรงรับฟังแล้วทรงสงสารจึงได้รับสั่งทางวิทยุกับพล.ต.ต.สุชาติ  เผือกสกนธ์ อดีตอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข ในฐานะผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานนั้นโดยตรงว่า “โปรดเกล้าฯ พระราชทานตู้เย็นเพื่อเก็บอาหารสำรองสำหรับเวรยามดึก 1 ตู้”

หรืออย่างเรื่องที่ท่านผู้หญิงบุตรี  วีระไวทยะ  รองราชเลขาธิการ เคยเล่าว่าด้วยพระบุญญาธิการและพระบารมีในพระองค์นั้นมากล้นจนบางที่ถึงกับไม่อาจระงับอาการกิริยาประหม่ายามกราบบังคมทูลจึงมีการผิดพลาดเสมอ  แม้จะซักซ้อมาเป็นอย่างดีก็ตาม

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน มีข้าราชการระดับสูงผู้หนึ่งกราบบังคมทูลรายงานว่า “ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อมข้าพระพุทธเจ้า พลตรีภูมิพลอดุลยเดช  ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต กราบบังคมทูลรายงานฯลฯ”

เมื่อคำกราบบังคมทูลจบ ในหลวงทรงแย้มพระสรวลอย่างมีพระอารมณ์ดีและไม่ถือสาว่า “เออ ดี เราชื่อเดียวกัน”  ข่าวว่าวันนั้นผู้เข้าเฝ้าฯต้องซ่อนตัวหัวเราะขำขันกันทั้งศาลาดุสิดาลัย เพราะผู้กราบบังคมทูลรายงานตื่นเต้น จนกระทั่งจำชื่อตนเองไม่ได้

ด้วยความที่ในหลวงทรงทำงานตลอดเวลา มีหลายหนที่พระองค์ท่านทรงติดพันงานจนมืดสนิท ท่ามกลางฝูงยุงที่รุมตอมเข้ามากัดบริเวณพระวรกาย รอบพระศอ พระกร พระพักตร์ รวมทั้งแมลงต่างๆ ที่เข้ามารุมรบกวนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะยังทรงทอดพระเนตรแผนที่อยู่ภายใต้แสงไฟฉายที่มีผู้ส่องถวายอย่างไม่สะดุ้งสะเทือน  อย่างมากที่ทรงทำคือโบกพระหัตถ์ปัดไล่เบาๆ เท่านั้น

ครั้งหนึ่งทรงมีรับสั่งเล่าเรื่อง “ยุง” ด้วยพระราชอารมณ์ขันว่า “ที่บางจากแต่ไม่มีจากหรอกนะ ยุงชุมมากเลย ไปยืนดูแผนที่ เลยโดนยุงรุมกัดขาทั้งสองข้าง  กลับมาขาบวมแดง ไปสกลนครกลับมาแล้วถึงได้ยุบลง มองเห็นเป็นตุ่มแดง ลองนับดูได้ข้างละร้อยห้าสิบตุ่ม สองข้างรวมสามร้อยพอดี”

เช่นเดียวกันกับตอนที่มีช่างไปทำฝ้าเพดานในวังคนนึงกำลังยืนบนบันได ส่วนหัวอยู่ใต้ฝ้า อีกคนคอยจับบันไดอยู่ด้านล่าง พอดีในหลวงเสด็จมา คนอยู่ข้างล่างเห็นในหลวงก็ก้มลงกราบ คนอยู่ด้านบนไม่เห็นก็บอกว่า “เฮ้ย จับดีๆ หน่อยสิ อย่าให้แกว่ง” ในหลวงก็ทรงจับบันไดให้ เขาก็บอกว่า “เออ ดีๆ เสร็จงานนี้จะให้เป็นช่างจริง” พอเสร็จก็ก้าวลง พอเห็นในหลวงเป็นคนจับบันไดให้ ถึงกับเข่าอ่อนจะตกบันไดรีบลงมาก้มกราบ ก่อนที่ในหลวงจะทรงตรัสกับช่างว่า “แหม ดีนะที่ชมว่าใช้ได้ แถมจะปรับตำแหน่งให้เป็นช่างอีกด้วย”

กระทั่งในกลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีอาการไข้ขึ้นสูง พระหทัยเต้นไม่เป็นปกติแต่ก็ยังทรงมีพระอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา  ในฐานะนักดนตรี ได้รับสั่งกับหมอว่าจังหวะการเต้นของพระหทัยนี้ คล้ายๆกับจังหวะห้าสี่ในทางดนตรี และหลังจากทรงหายพระประชวรแล้ว พระองค์ท่านก็ทรงแต่งเพลงแจ๊ส จังหวะห้าสี่ขึ้นเพลงหนึ่งใช้ชื่อว่า “High Fever” น่าชื่นชมในพระอัจฉริยภาพของพระองค์อย่างมาก

เรื่องราวอารมณ์ขันเพียงเศษเสี้ยวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงสร้างความประทับใจ  รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ให้กับพสกนิกร และข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิด ได้รู้สึกอิ่มเอมใจในความสุข  จะยังคงตราตรึงใจของปวงชนชาวไทยทั้งผองตลอดไป

 

“อัครศิลปิน”จิตรกรรมบนกำแพง งานศิลป์จากหัวใจนศ.ศิลปากร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 19:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460867

"อัครศิลปิน"จิตรกรรมบนกำแพง งานศิลป์จากหัวใจนศ.ศิลปากร

เรื่องและภาพ…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวน 9 ภาพ บนกำแพงมหาวิทยาลัยศิลปากร  วังท่าพระ ฝั่งถนนหน้าพระลาน ตรงข้ามพระบรมหาราชวัง โดดเด่นเป็นสง่าเรียกความสนใจจากสายตาทุกคู่

จิตรกรรมฝาผนังที่เห็นสร้างสรรค์โดยกลุ่มนักศึกษาคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ภายใต้เเนวคิด “อัครศิลปิน” ใช้เวลาทำถึง 3 วัน 3 คืน

ปาร์ค-ธานี บุญเลิศเจริญ นักศึกษาชั้นปี 2 หัวหน้าทีมโครงการดังกล่าว เล่าถึงจุดเริ่มต้นให้ฟังว่า หลังทราบข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงเกิดแนวคิดอยากเขียนภาพคัทเอาท์ในหลวงขึ้นมา โดยระดมความคิดเห็นผ่านกลุ่มแอพพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งทุกคนล้วนเห็นด้วยที่จะสร้างสรรค์ผลงานแสดงความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของในหลวงรัชกาลที่ 9

“ทุกคนเห็นด้วย อยากทำ อยากสร้างผลงาน  พอช่วงเช้าวันที่ 14 ก็รวมตัวกัน คิดธีม นำเงินสะสมของรุ่นที่มีอยู่จำนวนหนึ่งไปซื้ออุปกรณ์ เช่น สี ไม้ อีกกลุ่มช่วยกันคัดเลือกภาพ จนกระทั่งทางมหาลัยทราบ ท่านอธิการบดี ท่านคณบดี เเละสมาคมศิษย์เก่าก็พากันช่วยออกเงินสนับสนุนเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดประมาณ 3 หมื่นบาท”

ธานี บอกว่า วันที่ 14 ต.ค. ประชุมกันอย่างเข้มข้นถึงแนวคิดที่อยากนำเสนอ โดยตั้งโจทย์ว่า ในฐานะที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความโดดเด่นด้านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ จึงอยากเขียนภาพพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับทรงงานศาสตร์เเละศิลป์ วางกรอบไว้เป็นคัทเอาท์เรียงเฟรมต่อเฟรมเป็นเเนวยาว ซึ่งภาพเเต่ละภาพที่เห็นล้วนแต่คุ้นตาในหมู่นักศึกษาเเละผู้สนใจงานด้านจิตรกรรมอยู่เเล้ว สะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยะภาพเเละความสามารถของพระองค์ สอดคล้องกับวิชาชีพของคณะเเละมหาวิทยาลัย จนเกิดเป็นเเนวคิด “อัครศิลปิน”ขึ้นในที่สุด

“ช่วงเเรกวางเเผนสเก็ตภาพไว้ว่า จะร้อยเรียงภาพวาดตามช่วงพระชนมายุของพระองค์ไปเรื่อยๆ เเต่พอถึงเวลาลงมือทำจริง งานที่ออกมาไม่สอดคล้องเเละสวยงามตามที่คิด จึงเปลี่ยนเเผนเป็นการวางให้มีความสอดคล้อง โดยพระพักตร์ของท่านแต่ละภาพจะค่อยๆ หันเข้ามาสู่จุดศูนย์กลางที่เป็นหน้าตรง สอดรับกับมุมมองสายตาของผู้ชมพอดี สุดท้ายออกมาน่าพอใจมากๆครับ”

นักศึกษากลุ่มนี้ใช้เวลาทำเเบบไม่หลับไม่นอนตลอดสามวันสามคืน แต่งแต้มสีอะคริลิคบนคัทเอาท์ไม้ขนาดความสูง 2 เมตร กว้าง 2 เมตร 40 เซนติเมตร โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนช่วยกันลงมือสร้างสรรค์ พร้อมกับรับคำเเนะนำจากรุ่นพี่ศิษย์เก่า เเละอาจารย์ กระทั่งเสร็จสิ้นในเวลา ตี 5 ของวันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา

“งานนี้ทำกันหลายคนครับ ประมาณเกือบร้อย ทั้งรุ่นเรา รุ่นพี่ เเละศิษย์เก่า ความยากอุปสรรคก็คือเรื่องฟ้าฝนเเละสถานที่ ซึ่งคณะกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุง ทำให้เหลือพื้นที่ทำงานกลางเเจ้งเท่านั้น วันก่อนฝนตกลงมาอย่างหนัก เราก็ต้องหยุดชะงักไป ทำให้งานล่าช้ากว่าที่วางไว้ว่าจะเสร็จในวันอาทิตย์ เเต่ไม่ทัน”

ธานี เล่าว่า รู้สึกดีใจมาก ที่ทำออกมาสำเร็จเเละได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากเข้ามาถ่ายภาพตลอดทั้งวัน พร้อมกับเสียงชื่นชมที่มีมากอย่างไม่คิดมาก่อน

พงษ์พันธ์ จันทนามัฏทา อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ที่ปรึกษาโครงการ บอกว่า เด็กๆกล้าคิด กล้าทำ สร้างผลงานที่ออกมาน่าพอใจอย่างมากสำหรับคนวัยนี้ โดยอาจารย์ทำหน้าที่เพียงเเค่ให้คำเเนะนำตามเจตนาเเละทิศทางที่พวกเขาต้องการนำเสนอเท่านั้น

“พวกเขาคิดเเละทำเลย ใช้เวลาสามวันเท่านั้น พอเลือกเเบบก็เอามาให้เราดู ขอคำปรึกษาว่า จะไล่เรียงภาพอย่างไรให้ออกมายอดเยี่ยม ตามองค์ประกอบทัศนภาพ มีความสัมพันธ์เเละมีเอกภาพในการมอง ผมทำหน้าที่เพียงเเค่ช่วยตรวจทาน ความรอบคอบของกระบวนการคิดเท่านั้น เด็กๆเก่งมาก”

อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรมฯ กล่าวต่อว่า ผลงานที่ออกมาแต่ละภาพนั้นสะท้อนให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะ ตัวอย่างเช่น ภาพพระองค์ท่านปั่นจักรยานในช่วงวัยเด็ก แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับศิลปะโดยตรงแต่ก็เปรียบเสมือนเป็นการเริ่มต้นของชีวิต ก่อนนำไปสู่ภาพอื่นๆ  อย่าง ภาพขณะทรงเป่าแซกโซโฟนเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางด้านศิลปะทางด้านการดนตรีที่พระองค์ฝึกฝนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์และปรากฎให้เห็นแก่ประชาชนเสมอ ภาพพระองค์ทรงประดิษฐ์ต่อเรือใบก็นับเป็นศิลปะทางด้านงานไม้และการออกแบบซึ่งพระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยมาก หรือแม้แต่ภาพการถือกล้องก็อยู่ในหมวดของศิลปะเช่นกัน ซึ่งปรากฎชัดว่าพระองค์ทรงโปรดการถ่ายภาพมาตลอด

“หนึ่งในมิติที่เราซ่อนเอาไว้คือ รูปของในหลวงจะเป็นขาวดำ แต่ภาพจิตรกรรมตรงกลางนั้นจะเต็มไปด้วยสีสัน ด้านข้างทั้งสองฝั่งสีจะลดลั่นน้อยลงไป ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าพระอัจฉริยะและพระราชกรณียกิจต่างๆที่พระองค์ท่านทำไว้ให้กับประเทศไทย แม้ในวันที่พระองค์สวรรคตไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังได้ทิ้งไว้ยังมีชีวิตหรือมีสีสันอยู่ต่อไปนั่นเอง”

อาจารย์พงษ์พันธ์ ทิ้งท้ายว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ที่เด็กๆร่วมมือร่วมใจกันเเสดงออก นับเป็นความปลาบปลื้มของอาจารย์ที่เหล่าลูกศิษย์มีจิตอาสา สละเวลาส่วนตัวมาทำงานส่วนรวม เพื่อร่วมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

 

 

 

อัครวิจิตรศิลป์ อัครศิลปินแห่งองค์ราชันย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 15:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460835

อัครวิจิตรศิลป์ อัครศิลปินแห่งองค์ราชันย์

เรื่องโดย…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…หนังสือ “ราชันย์ผู้สร้างสรรค์ ดนตรี กีฬา ศิลปะ ของพระเจ้าแผ่นดิน”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่๙ ทรงฉายแสงแห่งศิลปินมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๘๐-๒๔๘๔ เมื่อครั้งพระองค์ยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงสนพระราชหฤทัยในงานจิตรกรรมอย่างลึกซึ้ง และได้ทรงฝึกด้วยพระองค์เอง ด้วยการทรงศึกษาจากตำราต่างๆ รวมทั้งทรงศึกษาจากผลงานภาพเขียนของศิลปินชั้นนำของโลกและของไทย เห็นได้จากการที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เหล่าบรรดาจิตรกรผู้มีชื่อเสียงของเมืองไทยเข้าเฝ้าฯ เพื่อร่วมปฏิสันถารและถวายคำปรึกษาทางด้านศิลปะ

ไม่ว่าจะเป็น เขียน ยิ้มศิริ จำรัส เกียรติก้อง เหม เวชกร เฟื้อ หริพิทักษ์ ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ จุลทัศน์พยาฆรานนท์ อวบ สาณะเสน พิริยะ ไกรฤกษ์ เฉลิม นาคีรักษ์ เป็นอาทิ ซึ่งจากคำให้สัมภาษณ์ของศิลปินเหล่านี้จึงได้ทราบว่าเป็นการถวายคำปรึกษาด้านเทคนิคในการเขียนภาพเท่านั้น หากเมื่อทรงจรดปลายพระพู่กัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเขียนภาพด้วยพระองค์เองตามพระราชดำริ ซึ่งพระองค์มักจะมีรับสั่งถามเพียงสั้นๆต่อบรรดาศิลปินใหญ่ว่า “พอไปได้ไหม”

หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ ศิลปินชั้นแนวหน้าของไทยเคยตรัสว่า งานจิตรกรรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบ่งงานเป็น ๓ ลักษณะใหญ่ๆ ได้แก่ ลักษณะภาพเหมือนจริง (Realistic) ลักษณะทางคตินิยมแบบเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ (Expressionism) และศิลปะลักษณะแบบนามธรรม (Abstractionism) ส่วนเทคนิคที่ทรงใช้มากในการเขียนภาพของพระองค์คือเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ

ภายหลังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ในปีพุทธศักราช ๒๕o๒ พระองค์ทรงเขียนภาพอย่างจริงจัง ผลงานภาพเหมือนในระยะแรกนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นภาพพระฉายาสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์ ตลอดจนภาพจากหุ่นนิ่ง ภาพวิวทิวทัศน์ทั่วไป และภาพที่ทรงใช้จินตนาการส่วนพระองค์สร้างสรรค์ขึ้น อย่างไรก็ตามโดยสรุปแล้ว เนื้อหาจากภาพคนจะเป็นแนวเรื่องหลักของการทรงงานจิตรกรรมของพระองค์

ภาพเหมือนฝีพระหัตถ์สีน้ำมัน โดยเฉพาะพระรูปเขียนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ส่วนใหญ่เป็นภาพเหมือนแนวเรียลิสม์ (Realism) ที่มุ่งเน้นแสดงความเหมือนอย่างศิลปะสัจนิยมเป็นด้านหลัก พระองค์ทรงใช้สีตามธรรมชาติ สีออกน้ำตาลหรือเอิร์ทโทน ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เช่น พระรูปเขียนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (พุทธศักราช ๒๕๐๖)

 

นอกจากนั้น ยังมีภาพเหมือนแนวอิมเพรสชันนิสม์(Impressionism) ทรงแสดงรอยพู่กันเพื่อแสดงความประทับพระราชหฤทัยในบรรยากาศและสภาพแวดล้อมหรือภาพเหมือนแนวโฟวิสม์ (Fauvism) ที่ทรงใช้สีเป็นสื่อแสดงออกอย่างที่พระองค์ทรงพระราชปรารถนา สีคือเสรีภาพ สีแสดงมิติในตัวของมันเอง เช่น พระรูปเขียนสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ (พุทธศักราช๒๕o๗)

ระยะเวลาต่อมาพระองค์ทรงมีเทคนิคในการเขียนภาพที่เคยใช้ฝีแปรงนุ่มนวลเปลี่ยนแปลงไป ทรงเขียนสีน้ำมันทับซ้อนหนาเป็นก้อน ทรงใช้ฝีแปรงที่มีการเคลื่อนไหวฉับพลันมากขึ้น สีที่ออกมาเปลี่ยนแปลงไปจากความเป็นจริง มีลักษณะส่วนพระองค์มากขึ้น แต่ละภาพจะมีเนื้อหาตามพระราชดำริของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของรูปทรง เส้น และสีสัน ที่ทรงใช้สอดคล้องไปตามแนวคิดของภาพนั้นๆ โดยพระองค์จะทรงอาศัยใช้ทั้งแสงไฟฟ้าและแสงจากธรรมชาติในการทรงเขียนภาพ

ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งเกี่ยวกับการเขียนภาพของพระองค์เองว่า ทรงวาดเอง มิได้ปล่อยให้แบบหรือแนวทางของผู้ใดเข้ามามีอิทธิพลกับงานเขียนภาพ และในการวาดภาพนั้นก็ทรงวาดอย่างนักวาดภาพสมัครเล่นคือทรงวาดตามพระราชหฤทัยจะนึกวาด มิได้ทรงคำนึงถึงทฤษฎีหรือหลักเกณฑ์อันใด ผลงานของพระองค์ท่านออกมาจากจินตนาการของพระองค์เอง ฉะนั้นเมื่อได้เห็นภาพเขียนฝีพระหัตถ์ก็จะเห็นชัดแจ้งถึงลักษณะที่เป็นอิสระเฉพาะตัว

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเริ่มเขียนภาพเหมือน ซึ่งเหมือนจริงและละเอียดมาก แต่ต่อมาได้ทรงวิวัฒน์เข้ากับภาพของจิตรกรสมัยใหม่ และทรงค้นคว้าหาทางแปลกๆ ใหม่ๆ ที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกของพระองค์โดยไม่ต้องกังวลกับความเหมือน อันจะมีอิทธิพลบีบบังคับไม่ให้ปล่อยความรู้สึกออกมาได้อย่างอิสระ”

เป็นข้อสังเกตเกี่ยวกับภาพเขียนฝีพระหัตถ์ที่หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ทรงกล่าวเอาไว้

สำหรับผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในระยะแรกๆ ไม่เป็นที่ทราบกันโดยแพร่หลาย จะมีโอกาสได้ชมก็แต่ในวงแคบๆ เท่านั้น จนกระทั่งเริ่มปรากฏให้ประชาชนทั่วไปได้เห็น เมื่อปีพุทธศักราช๒๕o๖ เมื่อพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพจิตรกรรมเข้าร่วมแสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่๑๔ ซึ่งลักษณะผลงานที่พระองค์ทรงสร้างสรรค์ขึ้นมา มีทั้งภาพคน ภาพทิวทัศน์ ภาพหุ่นนิ่ง รวมไปถึงภาพที่ทรงจินตนาการตามแนวพระราชดำริของพระองค์ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำไปร่วมแสดงในครั้งต่อๆ มาอีกหลายครั้ง พระองค์ทรงมีผลงานใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องจนมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาจิตรกรรม แด่พระองค์ ในปีพุทธศักราช ๒๕o๘

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานจิตรกรรมตั้งแต่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ จวบจนปีพุทธศักราช ๒๕๑o พระองค์ก็มิได้ทรงเขียนภาพอีก เพราะมีพระราชภารกิจน้อยใหญ่ในด้านอื่นๆ มากมายที่ต้องเอาพระราชหฤทัยใส่มากกว่าเดิมที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติ และเพื่ออุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่พสกนิกรได้อยู่ดีมีสุขขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ภาพวาดฝีพระหัตถ์ของพระองค์ก็ทรงปรากฏเผยแพร่ และมีส่วนที่ยังไม่ได้เผยแพร่อีกรวมกันกว่า ๑๖๗ ภาพ แสดงถึงพระอัจฉริยภาพในด้านจิตรกรรมโดยแท้จริง

ผลงานอันงดงามเหล่านี้ของพระองค์ได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาปวงประชาชนชาวไทยอย่างแจ่มชัดแล้ว ทรงฝากผลงานทางศิลปะไว้ให้ชื่นชม เป็นตัวอย่างอันดีที่เราคนไทยทุกคนควรนำไปปฏิบัติ ในการสร้างสรรค์ผลงานอันใดก็ตามที่ตนเองถนัด มีความสนใจใฝ่ศึกษา และใจรักใจชอบฝากไว้กับคนรุ่นหลัง อย่างที่พระองค์ได้ฝากภาพเขียนอันล้ำค่าไว้ให้กับแผ่นดิน

ดังพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๙ ที่ทรงแสดงถึงงานศิลปะไว้ว่า

“คนที่ทำงานศิลปะก็ต้องรู้เรื่องวิชาการและรู้หลักวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้เป็นแบบแผนต่างๆ ต่อไป งานวิชาการก็ทำนองเดียวกัน จะต้องรู้หลักวิทยาศาสตร์ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีใจทางศิลปะจึงจะสามารถพัฒนางานนั้นให้ดีไปได้และในทางวิทยาศาสตร์ก็ทำนองเดียวกัน ต้องมีความรู้ด้านวิชาการและต้องมีใจรัก ตั้งใจทำอะไรให้ดีขึ้น สรุปว่าทั้งสามส่วนเป็นความสำคัญซึ่งต้องเกี่ยวเนื่องกัน งานศิลปะมีความสำคัญต่องานทั้งปวง ศิลปินเป็นบุคคลที่มีความสำคัญสมควรจะยกย่องเชิดชูเกียรติต่อไป”

หมายเหตุ-ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ “ราชันย์ผู้สร้างสรรค์ ดนตรี กีฬา ศิลปะ ของพระเจ้าแผ่นดิน” เรียบเรียงโดย กิตติ โล่ห์เพชรัตน์ สำนักพิมพ์ก้าวแรก และหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

 

70 ปี 70 ชุด “ดวงตราไปรษณียากรเฉลิมพระเกียรติ” ในหลวงรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ตุลาคม 2559 เวลา 14:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460829

70 ปี 70 ชุด "ดวงตราไปรษณียากรเฉลิมพระเกียรติ" ในหลวงรัชกาลที่9

โดย… http://www.m2fnews.com

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ทรงทุ่มเททั้งพระวรกายและพระปรีชาสามารถ เพื่อพัฒนาให้พสกนิกรของพระองค์ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้น หลายหน่วยงานจึงได้มีการจัดทำผลงาน สิ่งของที่ระลึก เพื่อร่วมรำลึกถึงพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย รวมถึง บริษัท ไปรษณีย์ไทย ด้วย

นายวิบูลย์ เสรีชัยพร ผู้จัดการฝ่ายตลาดไปรษณียากร บริษัท ไปรษณีย์ไทย (ปณท) เล่าว่า ไปรษณีย์ไทยได้จัดทำตราไปรษณียากรขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอด 7 ทศวรรษที่ผ่านมา มีจำนวนทั้งสิ้น 70 ชุด 349 แบบ จำนวนพิมพ์กว่า 2,000 ล้านดวง โดยทั้งหมดประกอบไปด้วย

1.ตราไปรษณียากรพระบรมฉายาลักษณ์ 10 ชุด หรือการจัดทำแสตม์ทั่วไป (Definitive Stamp) ซึ่งโดยปกติจัดทำเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ในพระมหากษัตริย์ของประเทศ โดยจัดทำขึ้นชุดแรกเพื่อเฉลิมพระเกียรติเมื่อ พ.ศ. 2490 ในชื่อชุดพระบรมฉายาลักษณ์ ร.9 ชุด 1 (สยาม) และหลังจากนั้นมีการจัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกจำนวน 9 ชุด ได้แก่ พ.ศ. 2494 พ.ศ. 2504 พ.ศ. 2506 พ.ศ. 2515 พ.ศ. 2516 พ.ศ. 2523 พ.ศ. 2531 พ.ศ. 2539 จนถึง พ.ศ. 2553 รวมทั้งสิ้น 10 ชุด

2.ตราไปรษณียากรฉลองครบรอบพระชนมายุจำนวน 24 ชุด เป็นการจัดทำตราไปรษณียากรขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพ 5 ธันวาคม โดยเริ่มต้นจัดทำชุดแรกในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 20 พรรษา และจากนั้นมีการจัดทำทุก 1 รอบ (12 ปี) ใน พ.ศ. 2506 พ.ศ. 2518 พ.ศ. 2530 พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2554 ซึ่งหลังจากชุด พ.ศ. 2554 ก็จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี และชุดที่ระลึกวันเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษาใน พ.ศ. 2558

3.ตราไปรษณียากรพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ 13 ชุด โดยจัดทำขึ้นครั้งแรกเนื่องในโอกาสที่ระลึกพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. 2493 และจากนั้นเป็นการจัดทำตราไปรษณียากรที่ระลึกในวโรกาสครองสิริราชสมบัติครบ 25 ปี ในชื่อชุดที่ระลึกรัชดาภิเษก และชุดครบรอบ 28 ปี 50 ปี จนถึงชุดครบรอบ 60 ปี ที่จัดทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2553

4.ตราไปรษณียากรพระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพ 5 ชุด เป็นการจัดทำตราไปรษณียากรขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงพระราชกรณียกิจที่ทรงทุ่มเทด้วยพระอัจฉริยภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดแก่พสกนิกรไทยและประเทศไทย ชุดแรกที่จัดทำคือตราไปรษณียากรที่ระลึกโครงการที่ดำเนินการตามพระราชดำริ เพื่อเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และชุดอื่นๆ ได้แก่ ที่ระลึกพระราชอัจฉริยภาพด้านโทรคมนาคม ที่ระลึกการเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ระลึกพระบิดาแห่งมาตรฐานการช่างไทย และชุดที่ระลึกพระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน เพื่อเฉลิมพระเกียรติในพระราชกรณียกิจด้านการศึกษาที่จัดทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2555

5.ตราไปรษณียากรราชาภิเษกสมรส 4 ชุด ตราไปรษณียากรที่ระลึกเพื่อร่วมบันทึกความประทับใจและร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส โดยจัดทำชุดแรกคือตราไปรษณียากรที่ระลึกราชาภิเษกสมรส 15 ปี ใน พ.ศ. 2508 และครบรอบ 25, 50 และ 60 ปี โดยชุดพิเศษคือตราไปรษณียากรที่ระลึก 60 ปีราชาภิเษกสมรส ซึ่งประดับด้วยคริสตัลแท้จากออสเตรีย

6.ตราไปรษณียากรที่ระลึกอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 17 ชุด เป็นตราไปรษณียากรที่จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสต่างๆ โดยแต่ละชุดล้วนแสดงถึงพระปรีชาสามารถ พระราชกรณียกิจ และพระราชอัจฉริยภาพ ที่มีความสำคัญต่อพสกนิกรชาวไทยและประเทศไทย อาทิ ตราไปรษณียากรที่ระลึกเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 6 ตราไปรษณียากรที่ระลึกงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 9 พ.ศ. 2520 ตราไปรษณียากรที่ระลึกงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ตราไปรษณียากรที่ระลึกครบรอบ 100 ปีธนบัตรไทย และตราไปรษณียากรที่ระลึก 100 ปีงานวิจัยข้าวไทย ซึ่งถือเป็นตราไปรษณียากรล่าสุดที่ออกจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2559

ทั้งนี้ การจัดสร้างตราไปรษณียากรที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทุกชุดนั้น ไปรษณีย์ไทยใส่ใจทุกรายละเอียดในการออกแบบ รวมถึงยังประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทันสมัย เพื่อให้ตราไปรษณียากรที่ระลึกดังกล่าวมีความเหมาะสมกับการอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิสลักษณ์ เพื่อจัดทำตราไปรษณียากร

ส่วนจะมีการจัดทำตราไปรษณียากรที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอีกหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาตามโอกาสที่เหมาะสมต่อไป