รวมพลัง”ฟู้ดทรัค”น้ำใจงาม แจกอาหารฟรีรอบสนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 18:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460748

รวมพลัง"ฟู้ดทรัค"น้ำใจงาม แจกอาหารฟรีรอบสนามหลวง

เรื่องและภาพโดย…ภาดนุ

เมื่อวันที่ 17 ต.ค. ประชาชนยังคงหลั่งไหลสู่พระบรมมหาราชวัง เพื่อเคารพพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งสำนักพระราชวังได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ศาลาสหทัยสมาคมทุกวัน ตั้งแต่ 08.30-16.00 น. ขณะเดียวกันยังได้จัดสมุดหลวงลงนามถวายความอาลัยไว้ ณ ที่นี่ด้วย

ไฮไลต์ของวันอยู่ตรงพ่อค้าแม่ค้ารถขายอาหารเคลื่อนที่ (Foodtruck) ภายใต้ชื่อกลุ่ม http://www.foodtruckclub.net จำนวนกว่า 30 คัน ได้นำอาหารมาบริการประชาชนฟรี เช่น แฮมเบอร์เกอร์ ข้าวหมูแดง ลูกชิ้น ไส้กรอกทอด ข้าวไข่เจียว เค้ก ตลอดจนเครื่องดื่มต่างๆ โดยจอดเรียงรายประจำการอยู่รอบสนามหลวงฝั่งโรงแรมรัตนโกสินทร์

 

 

ภัทโรดม ดาวกระจ่าง วัย 35 ปี เจ้าร้านร้าน “AAH & AAM Kitchen” นำไส้กรอกทอดมาแจกประชาชน จำนวน 1,000 ไม้ พร้อมข้าวหน้าหมูเทอริยากิอีกกว่า 100 กล่อง แจกตั้งแต่ 9.00 น.เป็นต้นไปจนกว่าอาหารจะหมด

ชมรมนี้มีรถอยู่ 200 กว่าคัน ระดมทุนเงินกันในกลุ่มไลน์เพื่อนๆ ซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร และตั้งใจว่าจะมาให้ได้ทุกวัน วันละประมาณ 30 คัน รู้สึกดีมากที่คุณยายท่านหนึ่งรับอาหารแล้วบอกผมว่า ‘ขอให้ลูกเจริญๆ’ ทำให้ผมคลายความเศร้าในการสูญเสียในหลวงได้ครับ

อีกร้านที่มีคนมาเข้าแถวต่อคิวยาวมากคือ “ร้านเล่นไข่” (Omelet Thai Style) ของ วสันต์ พันธม วัย 34 ปี ที่นำไข่ไก่ 600 ฟอง มาทำไข่เจียวสูตรพิเศษแจกประชาชน เช่น ข้าวไข่ข้นพะแนง ข้าวไข่ข้นกะเพราไก่ ข้าวไข่ข้นหมูพริกไทยดำ ข้าวไข่ข้นหมูพริกไทยดำ ข้าวไข่ข้นไก่พริดไทยดำ ข้าวไข่ข้นกระเพรากุ้งนมสด

“ปกติผมขายไข่เจียวอยู่ที่ตรอกข้าวสาร จานละ 60-70 บาท แต่วันนี้มาแจกฟรี แล้วยังมีเชฟชื่อดังเพื่อนผม เชฟฟาง-ณัฐพงศ์ หน่อชูเวช มาช่วยเจียวไข่ด้วย”

ด้าน กันยกานต์ บูรมปรมากุล วัย 29 ปี เจ้าของฟู้ดทรัค “ไส้กรอกอีสานยายอร by Art” กล่าวว่า เพิ่งมาเป็นวันแรก และขอเจ้าหน้าที่จอดฟู้ดทรัคบริเวณรอบสนามหลวง ถ้าพรุ่งนี้จอดที่เดิมไม่ได้ก็จะนำไปขอจอดบริเวณหน้ากระทรวงต่างๆที่อยู่ใกล้สนามหลวงแทน

วันนี้เราได้ทอดหมูยออีสานทำเป็นข้าวกล่องเพื่อให้สะดวกในการแจกจ่ายจำนวน 500 กล่อง โดยแจกหมดอย่างรวดเร็วตั้งแต่ 9.30 น.ดีใจที่ได้มาเป็นจิตอาสาช่วยประชาชน โดยตั้งใจทำดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

 

จันทิรา สุภาพ เจ้าของฟู้ดทรัค “มั้ยจ้ะปั่นปิ้งง” บอกว่า วันนี้ได้นำขนมต่างๆ เช่น คุกกี้ เค้กกล้วยหอม ขนมปังปี๊บ และน้ำดื่ม มาแจกจ่ายผู้คนตั้งแต่ตี 5 โดยมาเป็นวันแรก ซึ่งตนและเพื่อนๆฟู้ดทรัคคันอื่นจะเวียนกันมาที่สนามหลวงทุกวัน

ตั้งใจทำถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง เพราะจากภาพข่าวที่ได้เห็นคนต่างจังหวัดเดินทางมาที่ท้องสนามหลวงกันมากมาย หากดิฉันและเพื่อนๆช่วยอะไรได้ก็ยินดีช่วยเต็มที่ นี่แหละทำให้ชมรมฟู้ดทรัคของเรารวมตัวกันมาในวันนี้ โดยจะผลัดเปลี่ยนกันมาทุกวัน และในวันที่ 28 ต.ค.นี้ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเคารพพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ชมรมของเราก็จะมาแจกอาหาร ขนม และน้ำดื่มแบบฟูลทีมค่ะ

คนละไม้คนละมือที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าฟู้ดทรัคปรุงอาหาร แจกจ่ายประชาชนรอบสนามหลวง ช่วยให้ทุกคนอิ่มหนำสำราญ มีเรี่ยวแรงในการเข้าแถวต่อคิว เพื่อแสดงความอาลัยแก่ในหลวงของเราต่อไปโดยไม่เหน็ดเหนื่อย.

 

 

 

ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจ พาประเทศพ้นวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 08:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460608

ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจ พาประเทศพ้นวิกฤต

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีอย่างมากมาย ซึ่งแต่ละพระราชกรณียกิจล้วนเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อคนไทยทั้งประเทศ และหนึ่งในพระราชกรณียกิจที่สำคัญ คือ พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง

โดยหนังสือ “พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย : 60 ปีสิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย” ของอาจารย์นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เรียบเรียงเนื้อหาไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์นับตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2489 แต่เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา พระองค์จึงต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 19 ส.ค. 2489 เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยโลซานน์

สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทย แม้ว่าการเสด็จขึ้นครองราชย์จะดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย แต่ในช่วงเวลาต่อมาปรากฏว่าสถานการณ์ทางการเมืองกลับทวีความยุ่งยากมากขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มทหารและรัฐบาลพลเรือน ซึ่งได้ดำเนินมาตั้งแต่การยุติสงครามโลกครั้งที่สอง

จากนั้นเกิดเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2490 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงกังวลพระราชหฤทัยและทรงห่วงใยสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ แม้ว่าจะทรงพำนักอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็ตาม

เดือน ก.ย. 2491 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสทางโทรเลขเรียกพระวร วงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต หนึ่งในองค์อภิรัฐมนตรีให้เข้าเฝ้าฯ ยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทรงซักถามความเป็นไปของบ้านเมืองและทุกข์สุขของปวงประชาราษฎร์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต ได้เสด็จไปเข้าเฝ้าฯ และเสด็จกลับสู่ประเทศไทยในปลายปี 2491 โดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต ทรงแถลงให้ประชาชนได้ทราบโดยทั่วกันว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสซักถามความเป็นไปของราชการบ้านเมืองอย่างละเอียดถี่ถ้วน”

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่สถานการณ์โลกที่อิทธิพลของคอมมิวนิสต์กำลังแผ่ขยาย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชยังทรงกังวลพระราชหฤทัยอย่างมากกับสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะบรรดาประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่กำลังจะกลายเป็นคอมมิวนิสต์

“เราเองมีความห่วงใยท่านทั้งหลายอยู่ไม่น้อย คราวใดที่ได้ทราบเหตุการณ์อันผันผวนอยู่ใกล้เคียงประเทศไทยก็ให้มีความกังวลใจถึงผลกระทบกระเทือนซึ่งอาจจะมีขึ้นต่อความสงบสุขของท่านทั้งหลาย” (ส่วนหนึ่งจากพระราชดำรัสพระราชพิธีสมโภช เนื่องในโอกาสเสด็จนิวัตพระนคร ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย วันที่ 19 ม.ค. 2504)

การเสด็จพระราชดำเนินไปยังชนบทที่ห่างไกลนับเป็นจุดเริ่มต้นที่แสดงให้เห็นถึงพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศ ณ ช่วงเวลาที่สถานการณ์ปัญหาทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศมีความไม่น่าไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง และยิ่งสถานการณ์โดยรวมมีความตึงเครียดเท่าใด พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็ได้ทรงแสดงบทบาทในฐานะประมุขและผู้ปกป้องประเทศมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ปี 2516 เกิดความเคลื่อนไหวของกลุ่มนิสิตนักศึกษาเพื่อต่อต้านการกระทำของรัฐบาล เพื่อต้องการให้รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร คืนอำนาจให้กลับคืนสู่ประชาชน และต้องการให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยเร็วที่สุด เกิดเหตุการณ์จับกุมนักศึกษาและอาจารย์ในข้อหามั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมือง

ด้านศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการจับกุมของรัฐบาล การประท้วงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และขยายตัวเพื่อให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมและเคลื่อนขบวนไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นักศึกษาจัดผู้แทนเข้าเฝ้าฯ โดยรัฐบาลจะปล่อยตัวบุคคลที่ถูกจับกุมโดยไม่มีเงื่อนไขและจะทำการร่างรัฐธรรมนูญและประกาศใช้ภายในปี พ.ศ. 2517 แต่กลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างนิสิตนักศึกษากับตำรวจและทหาร

ในที่สุดพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเข้ามาเป็นผู้ระงับเหตุการณ์ และจอมพลถนอมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้ทรงแต่งตั้งให้ สัญญา ธรรมศักดิ์ องคมนตรีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน

พร้อมกันนี้ยังทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่ประชาชนทางโทรทัศน์ในคืนวันที่ 14 ต.ค. 2516 เพื่อให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “ขอให้ทุกฝ่ายทุกคนจงระงับเหตุแห่งความรุนแรงด้วยการตั้งสติยับยั้ง เพื่อให้ชาติบ้านเมืองคืนสู่สภาพปรกติเร็วที่สุด”

จากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นจุดศูนย์รวมและเป็นที่เคารพรักของประชาชนอย่างเท่าทวีคูณ อันเป็นการแก้ไขปัญหาและนำพาประเทศชาติให้พ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 2489 เป็นต้นมา

 

“จิตอาสา” ทำดีเพื่อพ่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460605

"จิตอาสา" ทำดีเพื่อพ่อ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ในวันที่ 16 ต.ค. ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. มีประชาชนหลั่งไหลมาร่วมสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทำให้แถวยาวถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนเที่ยงฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ประชาชนยังปักหลักรอ บางคนต้องรอนานถึง 6 ชั่วโมง จึงได้เข้าถวายสักการะหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

จิตติมา ใจเย็น และอมรรัตน์-อมรพรรณ ยิ้มประเสริฐ กล่าวว่า ไม่เหน็ดเหนื่อย เพราะพ่อเหนื่อยกว่า ถึงฝนจะตกแต่พระองค์ยังออกไปทรงงานตามสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รอแค่นี้ยังไม่ถึงเศษเสี้ยวที่พระองค์ทำ พอเข้าถึงประตูศาลาสหทัยฯ แล้ว ต่างก็น้ำตาไหลอย่างกลั้นไม่ได้ ขณะที่ สุภาพ สุวรรณปราสาท วัย 72 ปี และระเบียบ พินสิน วัย 76 ปี ซึ่งเข้าแถวรอตั้งแต่ 08.30 น. และได้เข้าถวายสักการะในเวลา 15.30 น. ทั้งสองยอมรับว่ายืนแทบไม่ไหว แต่ใจสู้เพื่อพ่อหลวง

ตลอดวันมีกลุ่มจิตอาสามาช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือประชาชนที่มาร่วมสักการะพระบรมศพ เช่น หน่วยพยาบาลสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ และกรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมาตั้งเต็นท์บริการตั้งแต่เวลา 07.00 น. จนถึงเที่ยงคืน บริเวณท่าช้าง เพื่อช่วยปฐมพยาบาลในเบื้องต้น และแจกจ่ายแอมโมเนีย พร้อมมีเจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิตมาประเมินสภาพจิตใจของประชาชน โดยในช่วง 3 วันที่ผ่านมาส่วนใหญ่มีอาการเศร้า รู้สึกสูญเสีย แต่ไม่ถึงขั้นอันตราย

วิชนี เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้จัดการเขตกลุ่มลูกค้าพิเศษ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาวัดพระแก้ว มาตั้งจุดให้บริการน้ำดื่มบริเวณด้านข้างศาลาสหทัยสมาคมตั้งแต่ 6 โมงเช้า โดยนำน้ำมาให้บริการ 3.6 หมื่นขวด และตั้งใจจะปักหลักไปจนกว่าพระราชพิธีจะเสร็จสิ้น

ขณะที่ ปราโมทย์ คลอวุฒิวัฒน์นักร้องวัย 30 ปี รวมกลุ่มกับเพื่อนนำทุนทรัพย์ส่วนตัวมาซื้อน้ำดื่มและขนมแจกจ่ายให้ประชาชนในบริเวณท่าช้าง

นอกจากนี้ ยังมีหลายคนมาช่วยเจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่ เช่น ช่วยเก็บกวาดขยะรอบพระบรมมหาราชวัง นนลนีย์ อึ้งวิวัฒน์กุล และเพื่อนๆ นักปั่นจักรยาน กล่าวว่า เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่เก็บขยะไม่เพียงพอ ก็ต้องลงมือทำให้คนตระหนักถึงปัญหา เพราะปัญหาขยะในพื้นที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดูแย่ ซึ่งทางสำนักงานเขตได้ขอให้ทางกลุ่มอยู่ช่วยจนครบ 100 วัน

ลิลิต วรวุฒิสุนธร นักศึกษาปริญญาโท คณะวารสารศาสตร์ สื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเพื่อนๆ มาช่วยเก็บขยะ โดยยึดแบบอย่างจากพระองค์ท่านในการทรงงานหนัก เพื่อพสกนิกรชาวไทย แม้สิ่งที่ลงมือทำนั้นเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่พระองค์ทำเพื่อสังคมและประเทศชาติ หากทุกคนช่วยเหลือสังคมกันคนละเล็กละน้อย สังคมไทยก็จะน่าอยู่กว่านี้

ส่วน ฝนทิพย์ วัชรตระกูล กับเพื่อนคริสเตียนประมาณ 20 คน ก็มาเดินเก็บขยะในช่วงกลางคืน ดาราสาวกล่าวว่าทุกคนอยากทำเพื่อพ่อหลวง เธอเองก็อยากทำความดีตอบแทนสังคม หากมีโอกาสจะมาอีก หากใครที่ยังไม่รู้จะทำอะไรเพื่อสังคม ก็เริ่มตรงจุดนี้ทำความดีเพื่อสังคมถวายพระองค์

 

 

กำเนิด แก้มลิง-ฝนหลวง โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 ตุลาคม 2559 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460599

กำเนิด แก้มลิง-ฝนหลวง โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงงานหนักตรากตรำพระวรกาย เพื่อแก้ปัญหาทุกข์ร้อนของปวงชนให้ได้อยู่ดีมีสุข โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทรงพระราชทานโครงการพัฒนาต่างๆ ไว้มาก หนึ่งในนั้น คือ การอนุรักษ์ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาแหล่งน้ำ นำมาสู่จนคิดค้น “โครงการแก้มลิง” อันเกิดจากพระราชกระแสที่ทรงอธิบายว่า

“ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวี หรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง”

แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาอุทกภัย โดยทรงตระหนักถึงความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ จึงมีพระราชดำริโครงการแก้มลิงขึ้นเมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๘ ด้วยการจัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ รองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้ จึงค่อยระบายน้ำจากส่วนที่กักเก็บไว้ออกผลที่ได้สามารถลดปัญหาน้ำท่วม ทั้งยังเป็นการช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ โครงการแก้มลิงกระจายตามพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ กว่า ๒๐ แห่ง แบ่งเป็นโครงการแก้มลิงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ใช้คลองชายทะเลที่ตั้งอยู่ริมทะเลด้าน จังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นบ่อพักน้ำหรือบ่อรับน้ำ

โครงการแก้มลิงในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำหน้าที่รับน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อระบายออกทะเลด้าน จังหวัดสมุทรสาคร และยังมีโครงการแก้มลิง  แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง กักเก็บน้ำระบายไปสู่อ่าวไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไม่ได้ห่วงใยแค่กรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ทรงให้ความสำคัญต่อพสกนิกรในถิ่นทุรกันดาร ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และเกษตรกรรมจากภาวะแห้งแล้งความคลาดเคลื่อนของฤดูกาลการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรในทุกภาคของประเทศ

พระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าและวิจัยเอกสารทางด้านวิชาการอุตุนิยมวิทยาและการดัดแปรสภาพอากาศ นำมาสู่การทดลองในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๒ กำหนดพื้นที่วนอุทยานเขาใหญ่ เป็นพื้นที่ทดลองด้วยการหยอดก้อนน้ำแข็งแห้ง ขนาดไม่เกิน ๑ ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลองทำให้กลุ่มเมฆเกิดการเปลี่ยนแปลงรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ไม่นานนักก็ได้รับรายงานยืนยันด้วยจากราษฎรว่าเกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่าการบังคับเมฆให้เกิดฝนนั้นเป็นไปได้

เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎร จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่จวบจนถึงทุกวันนี้

ประโยชน์ที่ได้จากการปฏิบัติการฝนหลวง สามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่อ่างและเขื่อนกักเก็บน้ำเพื่อการชลประทาน นำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า แหล่งน้ำและต้นน้ำลำธารธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยทำนุบำรุงป่าไม้อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงริเริ่มโครงการการพัฒนาการเกษตรขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้เกิดเป็น “โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา” ตั้งอยู่ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงให้ความสำคัญ และมีพระราชประสงค์ดูแลโครงการอย่างใกล้ชิด ผ่านงานวิจัย ค้นคว้าทดลองด้วยพระองค์เอง ขณะเดียวกันยังทรงเปิดกว้างให้ผู้สนใจเข้าไปเยี่ยมชมโครงการ แบ่งเป็นโครงการ ไม่ใช่ธุรกิจ และโครงการกึ่งธุรกิจ ดังนี้

โครงการไม่ใช่ธุรกิจเป็นโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร มุ่งเน้นเศรษฐกิจพอเพียงเช่นโครงการป่าไม้สาธิต โครงการนาข้าวทดลอง โครงการปลานิล ที่รู้จักกันในนาม “ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา”

ส่วนโครงการกึ่งธุรกิจ เป็นการศึกษาทดลองเกี่ยวกับการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และจำหน่ายโดยไม่แสวงผลกำไร ไม่แข่งขันทางธุรกิจ แต่นำรายได้มาใช้พัฒนาโครงการส่วนพระองค์ เช่น กลุ่มงานอุตสาหกรรมนม รู้จักกันดีในชื่อนม “ตราสวนจิตรลดา” มีทั้งรสจืด ช็อกโกแลต และนมอัดเม็ด อันเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย รวมถึงโรงสีข้าวตัวอย่างสวนจิตรลดา โรงผลิตอบแห้ง ผลไม้กระป๋อง โรงปุ๋ยอินทรีย์ ผลงานวิจัยกากมูลหมักมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ และการเพาะเลี้ยงเห็ด

นับเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าให้มีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น แม้พระองค์จะต้องตรากตรำทรงงานหนักตลอดระยะเวลาของการครองแผ่นดินโดยธรรม

 

 

 

ความอลังการ “พระโกศทองใหญ่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460534

ความอลังการ "พระโกศทองใหญ่"

โดย…ส.สต

พระโกศทองใหญ่ที่ทรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เป็นองค์เดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ. 2551 เพื่อทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ดังที่ เกรียงไกร วิศวามิตร กล่าวกับโพสต์ทูเดย์ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระโกศทองใหญ่องค์ใหม่ทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้น เป็นพระโกศสำหรับพระมหากษัตริย์ พระมเหสี และพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่

เกรียงไกร กล่าวถึงความอลังการของพระโกศทองใหญ่องค์ใหม่ว่า ทำด้วยทองคำสลักลายเป็นกลีบขนุนที่สวยงามอย่างยิ่ง เอวพระโกศประดับดอกไม้ไหว เฟื่องและภู่ประดับด้วยเพชร ชั้นพระโกศประดับด้วยดอกไม้เพชร ยอดพระโกศประดับด้วยพุ่มข้าวบิณฑ์ดอกไม้เพชร พระโกศประดิษฐานบนแท่นแว่นฟ้ามีฐานเขียงรองรับพระบุพโพ

พระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เป็นพระองค์ต้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำพระโกศองค์ใหม่มาใช้ในงานพระราชพิธี

เกรียงไกร ซึ่งเชี่ยวชาญพระราชพิธีต่างๆ มายาวนาน ได้กล่าวว่า ตามประเพณีพระโกศมี 2 ชนิดคือ พระรองทองใหญ่ องค์ 1 และพระรองทองใหญ่ ร.5 แต่ทั้งสององค์นั้นปัจจุบันช้ำชอกมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างขึ้นมาใหม่

พระโกศพระรองทองใหญ่ปัจจุบันไม่ได้นำมาใช้แล้ว หลังจากใช้ครั้งล่าสุดเมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนี เสด็จสวรรคต ปัจจุบันเก็บอยู่ที่ตึกมั่นคง กองการคลัง กระทรวงการคลัง หากราชการจะใช้ต้องขอเบิกมา

การที่พระโกศพระรองทองใหญ่ไปเก็บไว้ที่นั้นก็ต้องเท้าความว่า เมื่อก่อนนี้การปกครองสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สิ่งของพวกนี้กระทรวงวังเป็นผู้ดูแล แต่เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วของพวกนี้จึงตกเป็นของหลวงจนถึงบัดนี้

เพื่อให้ได้เห็นภาพในอดีตว่าพระโกศพระรองทองใหญ่องค์เก่าที่ท่านเกรียงไกรกล่าวว่าชอกช้ำมากนั้น เคยมีบทบาทอย่างไรจึงต้องนำบางตอน เรื่อง ตำนานพระโกศและหีบบรรดาศักดิ์ ที่กรมพระสมมตอมรพันธ์ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงช่วยกันเรียบเรียง และตีพิมพ์ในประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 4 มาตีพิมพ์ ดังนี้

เรื่องตำนานพระโกศนั้น เดิมพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธ์ ยังดำรงตำแหน่งเป็นสภานายกหอพระสมุดสำหรับพระนคร ทรงค้นพบบัญชีพระนามที่ได้ทรงพระโกศทองใหญ่ มีจดไว้ในห้องอาลักษณ์ มีรายพระนามตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ลงมาจนต้นรัชกาลที่ 4 กรมพระสมมตอมรพันธ์ ทรงเรียบเรียงเพิ่มเติมต่อมาจนถึงรัชกาลปัจจุบันนี้ ประทานไว้ในหอพระสมุดฯ ข้าพเจ้าเห็นสมควรจะพิมพ์บัญชีนี้ให้ปรากฏด้วยเป็นของโจษกันอยู่เนืองๆ ว่าพระศพเจ้านายพระองค์ไหนได้ทรงพระโกศทองบ้าง ครั้นเมื่อเอาบัญชีของกรมพระสมมตอมรพันธ์มาตรวจดู เกิดความคิดขึ้นว่า ควรจะเรียงตำนานพระโกศอื่นๆ ขึ้นด้วยพิมพ์รักษาไว้อย่าให้ความรู้ในเรื่องพระโกศสูญเสีย ข้าพเจ้าจึงขยายเรื่องเรียบเรียงเป็นตำนานพระโกศ เมื่อแต่งแล้วส่งไปถวายสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ ขอให้ทรงช่วยตรวจแก้ให้เรียบร้อย ได้ทรงพระอุตสาหะเสด็จไปตรวจดูโดยทางฝีมือช่าง แล้วทรงแก้ไขเรื่องตำนานพระโกศที่ข้าพเจ้าเรียงไป สำเร็จรูปเป็นอย่างที่พิมพ์ไว้ในประชุมพงศาวดาร เล่มนี้ เรื่องตำนานพระโกศ จึงเป็นเรื่องที่แต่งด้วยกัน 3 คน ดังจ่าหน้าบอกไว้ในตอนตำนานด้วยประการฉะนี้

พระโกศที่ทรงพระบรมศพและพระศพเจ้านายกับโกศพระราชทานสำหรับศพข้าราชการผู้มีบรรดาศักดิ์สูง ซึ่งมีอยู่ในเวลานี้ 14 อย่าง โดยเรียงลำดับยศเป็นดังนี้

1.พระโกศทองใหญ่ 2.พระโกศทองรองทรง นับเสมอ พระโกศทองใหญ่ 3.พระโกศทองเล็ก 4.พระโกศทองน้อย 5.พระโกศกุดั่นใหญ่ 6.พระโกศกุดั่นน้อย 7.พระโกศมณฑปใหญ่ 8.พระโกศมณฑปน้อย 9.พระโกศไม้สิบสอง 10.พระโกศพระองค์เจ้า เดิมเรียกว่า โกศลังกา 11.โกศราชนิกุล 12.โกศเกราะ 13.โกศแปดเหลี่ยม 14.โกศโถ

 

กษัตริย์นักการทูต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 07:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460490

กษัตริย์นักการทูต

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นบูรพมหากษัตริย์ไทยอันทรงพระอัจฉริยภาพในงานหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ การออกแบบ การดนตรี และการกีฬา อีกทั้งยังสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงให้กับพสกนิกรคนไทยจนสยามประเทศเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า

ในฐานะประมุขของประเทศ พระองค์ยังได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และทวีปอเมริกาเหนือ เพื่อเจริญพระราชไมตรีระหว่างประเทศไทยกับบรรดามิตรประเทศเหล่านั้นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ลำดับในการเสด็จเยือนประเทศต่างๆ ๓๑ ประเทศ ๑ นครรัฐ ในช่วง ๓๕ ปี เริ่มจากประเทศแรก เวียดนามใต้ ในปี ๒๕๐๒ ตามด้วย อินโดนีเซีย เมียนมา สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน อิตาลี นครรัฐวาติกัน เบลเยียม ฝรั่งเศส ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปน ปากีสถาน สหพันธรัฐมลายา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ฟิลิปปินส์ ออสเตรีย เยอรมนี และออสเตรียอีกครั้งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งที่สอง และ อิหร่าน มาที่สหรัฐอเมริกา เสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งที่สอง แคนาดา และประเทศสุดท้าย คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระหว่างวันที่ ๘-๙ เมษายน ๒๕๓๗

การเสด็จฯ เยือนต่างประเทศครั้งใหญ่ คือที่สหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปรวม ๑๔ ประเทศระหว่างวันที่ ๑๔ มิถุนายน-๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๓ ซึ่งการเสด็จครั้งนี้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อเสรีภาพ เอกราช และสันติภาพถาวรของโลก

แถลงการณ์ร่วมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์แห่งสหรัฐอเมริกา ระบุว่า  การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของประเทศไทยและสหรัฐอเมริกาที่มีต่อองค์การซีโต้ แสดงถึงความเชื่อมั่นว่าจำเป็นต้องมีความมั่นคงร่วมกัน เพื่อพิทักษ์รักษาพรมแดนของโลกเสรีให้พ้นอันตรายจากการรุกราน เพื่อเสริมสร้างจุดหมายในทางสันติของทั้งสองประเทศที่มีอยู่ร่วมกัน

ขณะที่หนังสือพิมพ์โฮโนลูลูสตาร์บุลเลตินของรัฐฮาวาย เสนอข่าวสดุดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงเป็นพระมหากษัตริย์และพระราชินีที่ทรงปรีชาญาณในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

ทั้งนี้ ยังได้เสด็จฯ เยือนรัฐต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา อาทิ นครลอสแองเจลิส นครพิตต์สเบิร์ก กรุงวอชิงตัน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มหาจักรีบรมวงศ์ อันเป็นเครื่องพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สูงสุดแด่ประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์

ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๓ กรกฎาคม ๒๕๐๓ ยังได้เสด็จฯ เยือนอังกฤษ โดยสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ ๒ ได้ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์รอยัลวิกตอเรียแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีกระแสพระราชดำรัสสดุดีรัฐสภาอังกฤษ ว่า “เป็นป้อมปราการอันสำคัญแห่งเสรีภาพและประชาธิปไตย”

ในวาระเสร็จสิ้นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศอังกฤษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมีพระราชหัตถเลขาต่อสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ ๒ ความตอนหนึ่งว่า

“พระราชินีและหม่อมฉันไม่สามารถที่จะจากประเทศอังกฤษไป โดยมิได้แสดงความรู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและความชื่นชมยินดีต่อพระบาท ความเป็นมิตรที่ฝ่าพระบาทและดยุกแห่งเอดินบะระ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์และพสกนิกรชาวอังกฤษ ได้ทรงแสดงต่อหม่อมฉันและพระราชินีนั้น เป็นที่ประทับใจยิ่งและคงอยู่ในความทรงจำเสมอมิลืมเลือน

“การแสดงออกซึ่งความรู้สึกฉันมิตรเช่นนี้มาจากประชาชนอังกฤษเองโดยพร้อมเพรียงกัน เป็นการตอบสนองความปรารถนาดีของประชาชนชาวไทย หม่อมฉันตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดซึ้ง และไม่ลืมที่จะแจ้งให้ประชาชนของหม่อมฉันได้ทราบ หม่อมฉันมั่นใจว่าการเดินทางมายังประเทศอังกฤษนั้นจะช่วยให้ประเทศของเราทั้งสองและพระราชวงศ์ทั้งสองมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากขึ้นเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน”

นอกจากการเยือนเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับประเทศในแถบยุโรปแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไม่ละเลยที่จะเยือนประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด โดยวันที่ ๑๘-๒๑ ธันวาคม ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยือนสาธารณรัฐเวียดนามเป็นที่แรก โดยมีประชาชนและนักเรียนชาวเวียดนามโบกธงชาติทั้งสองประเทศเฝ้าฯ รับเสด็จ ด้วยความยินดี

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานหีบเครื่องเขียนถมทองแก่ประธานาธิบดี และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานผ้าไหมแก่มาดาม โง ดินห์ นยู เป็นที่ระลึก

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เขียนอธิบายพระราชกรณียกิจในการเสด็จฯ เยือนนานาประเทศไว้ว่า ได้นำสู่การเปลี่ยนแปลง ๒ ประการที่สำคัญ

๑.ภาพลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลไทย และประเทศไทย ในสายตารัฐบาลต่างประเทศ และสื่อมวลชนต่างชาติที่จะเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น

๒.การรับรู้ภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เป็นผลโดยตรงจากสงครามเย็น อันนำไปสู่การให้ความสำคัญกับกองทัพเป็นสำคัญ

ผลจากการเสด็จประพาสเหล่านี้ ไม่เพียงเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเสริมสร้างฐานะความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสายตานานาอารยประเทศอีกด้วย ซึ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพทางการเมืองอย่างมั่นคง

 

 

 

 

ครั้งหนึ่งในชีวิต …เมื่อ”สามัญชน”ได้เข้าเฝ้าฯ”ในหลวง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 20:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460365

ครั้งหนึ่งในชีวิต ...เมื่อ"สามัญชน"ได้เข้าเฝ้าฯ"ในหลวง"

เรียบเรียง…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ / ภาพ…นิตยสารฅ.คน

ในฐานะประชาชนชาวไทย การได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นความฝันอันสูงสุดของชีวิต

แม้ดูเป็นความฝันที่ไกลเกินเอื้อม หลายคนจึงทำได้เพียงอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ไปติดบนฝาบ้านเพื่อเทิดทูน บ้างเดินทางนับร้อยพันกิโลเมตรมาลงนามถวายพระพร บ้างรอคอยเข้าเฝ้ายามพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปประกอบพระราชกรณียกิจ

ทว่าบางคนกลับโชคดีกว่านั้นได้มีโอกาสเข้าเฝ้าถวายงานพระองค์อย่างใกล้ชิด ได้กราบลงที่เบื้องพระยุคลบาท ถือเป็นความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตของสามัญชนตัวเล็กๆที่มิอาจลืมเลือนลงได้เลย

ต่อไปนี้คือเรื่องเล่าของคนธรรมดาๆที่เคยได้เข้าเฝ้าในหลวง

“สมเจตน์ ยอดย้อย” เด็กชายจอมซนกับลูกกวาดพระราชทาน

สมเจตน์ ยอดย้อย อดีตผอ.โรงเรียนเมืองปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ย้อนอดีตให้ฟังว่า ช่วงปีพ.ศ.2509 ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินมาที่บ้านเขาเต่า อ.หัวหิน บ่อยครั้ง เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือราษฎร

“สมัยนั้นชาวบ้านจะรู้กันว่า ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ประมาณสี่โมงเย็น ในหลวงจะเสด็จพระราชดำเนินมายังสวนป่าหาดทรายใหญ่ ซึ่งเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ ตอนนั้นผมอายุ 8 ขวบเลยชวนเพื่อนอีกสองคนไปดักรอขบวนเสด็จ พอพระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นพวกเราที่เป็นเด็กตัวเล็กๆก็ทรงหยุดรถพระที่นั่ง แล้วเอาลูกกวาดมาให้ เป็นลูกกวาดหลากสี ไม่มีขายตามร้านทั่วไป อร่อยมาก  พวกเราแบ่งกันกินจนหมดทุกวัน คิดแค่ว่าวันนี้กินหมด พรุ่งนี้ค่อยไปแอบดักเข้าเฝ้าใหม่ ไม่รู้หรอกว่าเป็นเรื่องควรไม่ควร แต่ไปบ่อยจนพระองค์ท่านจำได้จนสมเด็จพระราชินีทรงตรัสยิ้มๆว่า ‘มาอีกแล้วสามคนนี้’ พวกเราก็ไม่พูดอะไร นั่งเงียบๆรอรับลูกกวาดเหมือนเดิม ตอนเด็กๆไม่รู้ว่าลูกกวาดพระราชทานมีค่าแค่ไหน รับมาก็กินหมดตามประสา โตมาจึงเข้าใจว่า รู้งี้เก็บรวบรวมไว้เป็นที่ระลึกดีกว่า”

แม้วันนี้สมเจตน์จะจากโลกนี้ไปแล้ว แต่กระนั้นเขาก็ได้เล่าให้คนใกล้ชิดฟังอย่างภาคภูมิใจเสมอยามมีชีวิตอยู่

สมเจตน์ ยอดย้อย ถ่ายรูปกับถนนเมื่อครั้งรอรับเสด็จในหลวง ปีพ.ศ.2509

20 นาทีสำคัญในชีวิตของ”ครูแล สังข์สุข”

พ.ศ.2501 ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่บ้านเขาเต่า อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสมัยนั้นยังทุรกันดาร ถนนเป็นทางเกวียน ไม่มีไฟฟ้าน้ำประปาใช้ โดยทรงสร้างโครงการชลประทาน อ่างเก็บน้ำ ถนนหนทาง สถานีอนามัย โรงงานทอผ้า การไฟฟ้าการประปา จนมีความเจริญขึ้น

ตอนนั้นเองที่ แล สังข์สุข ดำรงตำแหน่งครูโรงเรียนเทศบาลบ้านเขาเต่า ได้มีโอกาสถวายงานรับใช้ด้วยการประสานงานระหว่างทางราชองครักษ์กับชุมชน ครูแลรับใช้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนาน 7 ปี ทำให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย กระทั่งวันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จมาเยี่ยมถึงบ้าน

“ตอนนั้นประมาณ 4-5 โมงเย็น ราชองครักษ์มาบอกว่าในหลวงจะทรงเสด็จมาเยี่ยมบ้าน เราได้แต่ยืนงง ทำอะไรไม่ถูก ตอนนั้นมีทหารมาล้อมบ้านเต็มไปหมด พอพระองค์มาถึงก็รับสั่งว่า ‘ขอเยี่ยมชมบ้านหน่อยได้ไหม ฉันพาประธานสภากาชาดแห่งโลกมาด้วย’ ผมกราบบังคมทูลว่า ‘ได้พระพุทธเจ้าข้า’ แล้วเดินนำทางพระองค์เข้ามาในบ้าน บ้านผมเป็นเพียงบ้านไม้เก่าๆธรรมดาๆ แต่ในหลวงท่านทรงไม่ถือพระองค์ ทั้งยังไถ่ถามความเป็นไปภายในบ้านหลังนี้อย่างเป็นกันเอง พระองค์ท่านทรงถามผมว่า ‘ครูนอนไหน’ ผมก็ชี้ห้องนอนให้ดู ท่านทรงถามต่อว่า ‘แล้วลูกล่ะนอนไหน’ ผมก็พาท่านไปดู พระองค์ท่านยังตรัสถามด้วยว่า ‘บ้านหลังนี้ใครเป็นคนสร้าง’ ผมตอบสั้นๆว่า ‘ตัวกระผมเองพร้อมกับจ้างเพื่อนบ้านมาช่วยด้วย’ ในหลวงท่านฟังแล้วทรงแย้มพระโอษฐ์ ตรัสว่า ‘ไม่รู้ว่าครูแลเป็นช่างไม้เหมือนกัน’ จากนั้นท่านเดินไปดูครัว ดูกรงนกหงส์หยกที่เลี้ยงไว้ ก่อนสนทนากับท่านประธานกาชาดแห่งโลกเป็นภาษาอังกฤษ แล้วจึงเสด็จกลับ …เป็นยี่สิบนาทีในชีวิตที่ผมลืมไม่ลงจริงๆ”

ครูแล เผยว่า จากการทำงานรับใช้ในหลวงอย่างใกล้ชิดทำให้เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่า พระองค์ท่านทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ต่อประชาชนของท่านเหมือนพ่อดูแลลูก

ครูแล สังข์สุข เมื่อครั้งที่ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินมาที่บ้าน

“ฉันทนา ศรีสวัสดิ์”เมื่อสุนัขหลุดเข้าไปในวังไกลกังวล

ฉันทนา ศรีสวัสดิ์ หญิงสาววัยกลางคนซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดชื่อ ‘เจมส์’ ซึ่งต่อมากลายเป็น ‘หลวงแจ่ม’ สุนัขทรงเลี้ยงของในหลวง

“ดิฉันเป็นชาวหัวหินโดยกำเนิด บ้านใกล้กับวังไกลกังวล ประมาณปีพ.ศ.2541 ได้เลี้ยงลูกสุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดชื่อเจมส์ ซนมาก ชอบหลุดเข้าไปวิ่งเล่นในวัง ครั้งหนึ่งหายจากบ้านไปสามวัน จึงขออนุญาตเข้าไปตามพบว่ากำลังนอนตากแอร์อย่างมีความสุขอยู่ในครัว เราก็กังวลนะ กลัวไปสร้างความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ทุกๆวันมักจะมีเจ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบจูงเจ้าเจมส์มาส่งเสมอ กระทั่งครั้งสุดท้ายเขากำชับว่า อย่าปล่อยให้เข้ามาเพ่นพ่านอีกเป็นอันขาด เพราะคราวนี้เข้าไปถึงพระตำหนักชั้นใน เราก็ตกใจมาก สุดท้ายตัดสินใจจับใส่กรง”

ไม่กี่วันถัดมา มีเจ้าหน้าที่จากในวังมาแจ้งว่า ในหลวงตรัสถามหาว่า หมาตัวโตที่เคยมาวิ่งเล่นหายไปไหน และขอนำตัวไปเข้าเฝ้าฯ ฉันทนาเล่าว่าอาบน้ำทำความสะอาด ขัดสีฉวีวรรณเต็มที่เพื่อนำตัวเจ้าเจมส์ไปเข้าเฝ้าเป็นเวลาสามวันก่อนถูกส่งกลับบ้าน

“ตอนนั้นเราคิดว่า การที่พระองค์ท่านตรัสถามหา และให้เข้าไปอยู่ในวังถึงสามวัน แสดงว่าพระองค์ท่านโปรดเจ้าตัวนี้พอสมควร เราเองอยากให้พระองค์ท่านมีความสุข จึงตัดสินใจจะน้อมเกล้าฯถวายให้ วันไปส่งตัวครอบครัวเราได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯพระองค์ท่าน ได้ยินพระองค์ท่านตรัสขึ้นว่า ‘สีเหมือนคุณทองหลางมาก’ เราจึงกราบบังคมทูลว่า ‘ข้าพระพุทธเจ้า ฉันทนา ศรีสวัสดิ์ มีความประสงค์จะขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสุนัขเพศผู้พันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ดอายุ 11 เดือน ชื่อเจมส์ เพคะ’ พระองค์ทรงตรัสว่า ‘เลี้ยงที่นี่ลำบาก ที่สวนจิตรกว้างกว่า’

ขณะนั้นเองหันไปเห็นสุนัขเทศสีแดงคือ คุณทองแดง เขาวิ่งออกมาเห่าใส่เจ้าเจมส์ เราเลยหลุดปากกราบบังคมทูลท่านไปว่า ‘เขาถูกกันไหมเพคะ’ ในหลวงท่านทรงตรัสว่า ‘ไม่รู้สิ ยังไม่เคยเจอกัน แต่นี่เขาขี้อิจฉา’ ท่านทรงชี้ไปที่คุณทองแดง หลังเสร็จสิ้น ข้าราชบริพารเข้ามาบอกว่า เวลาเข้าเฝ้าฯห้ามถามในหลวง ให้ตอบอย่างเดียว เราก็รู้สึกว่า เรานี่ไม่รู้อะไรเลย แต่ขนาดเราทำสิ่งไม่บังควร พระองค์ท่านก็ยังไม่ถือพระองค์ สิ่งนี้เองที่ทำให้รู้สึกว่าในหลวงของเรานี้จะหาที่ใดในโลกเหมือนไม่มีอีกแล้ว”

ฉันทนา บอกว่า หลังการเข้าเฝ้าฯครั้งนั้น เธอได้รับอนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมหลวงแจ่มหลายครั้งก่อนพบว่า หลวงแจ่มดูดีขึ้นมาก อ้วนท้วนสมบูรณ์ ร่าเริงมีความสุข เธอทิ้งท้ายว่า ดีใจที่ได้รู้ว่าเจ้าเจมส์ของเธอทำให้ในหลวงมีความสุข

ฉันทนา ศรีสวัสดิ์ นำเจ้าเจมส์ เข้าเฝ้าฯในหลวงที่วังไกลกังวล

“สีเทา”กับดอกไม้พระราชทานจากในหลวง

สีเทา-จรัล เพ็ชรเจริญ ดาวตลกอาวุโส ก็เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งเคยเล่าถึงความทรงจำที่ได้ถวายงานแก่ในหลวงอย่างใกล้ชิด

อดีตครูประชาบาลจากสุราษฎร์ธานีที่หลงใหลในการพากย์หนัง ใช้เวลาว่างหมดไปกับการตระเวนดูหนังกางแปลง ก่อนเข้าเป็นสมาชิกคณะพากย์หนังของเสน่ห์ โกมารชุน จนกลายเป็นนักพากย์ที่มีชื่อเสียง ด้วยลีลาการพากย์ที่ตลกเฮฮา มีลูกล่อลูกชน ดัดเสียงได้หลากหลายอารมณ์

“วันหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้เข้าไปพากย์หนังให้พระองค์ท่านทอดพระเนตรในวัง ทั้งตื่นเต้น ทั้งเกร็ง ไม่เป็นอันกินอันนอน แต่ก็ต้องทำเต็มที่ จำได้ว่าที่นั่งพากย์ห่างจากพระองค์ท่านไม่กี่เมตร หนังที่ฉายคือ แม่นาคพระโขนง เวอร์ชั่นสุรสิทธิ์ สัตยวงศ์และปรียา รุ่งเรือง ก่อนหนังฉาย ในหลวงท่านเสด็จมารับสั่งกับผมว่า ‘เธอพากย์ในโรงยังไงก็พากย์แบบนั้นให้เราฟังเลยนะ’ คราวนี้ล่ะหายเกร็งเลย ใส่ภาษาชาวบ้านอย่างเต็มที่ ขณะพากย์เหลือบไปมองพระองค์ท่าน เห็นทรงพระสรวล ก็ดีใจ คิดว่าท่านน่าจะโปรด พอหนังจบ พระองค์ท่านเสด็จมาตรัสว่า ‘เหนื่อยไหมล่ะ ทานข้าวก่อนนะ หนังที่เธอพากย์สนุกดี’ เท่านั้นล่ะความเหนื่อยมันหายเป็นปลิดทิ้งเลย”

หลังจากนั้นสีเทาเข้าเป็นโฆษกวงดุริยางค์ตำรวจ มีโอกาสไปแสดงต่อหน้าพระที่นั่งที่พระราชวังไกลกังวล ทุกครั้่งในหลวงจะทรงห่วงใยและเมตตาเสมอ ทรงไถ่ถามว่าเหนื่อยไหม เมื่อเล่นจบ พอพระองค์เสด็จเสวยพระกระยาหารเสร็จก็จะเสด็จลงมาเล่นดนตรีด้วยโดยไม่ถือพระองค์แม้แต่นิดเดียว

“ปีพ.ศ.2539 ผมป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก นอนโรงพยาบาลอยู่ 17 วัน ในใจคิดว่าท่าจะสิ้นชื่อก็คราวนี้ จู่ๆสำนักพระราชวังแจ้งมาว่า ในหลวงท่านทรงพระราชทานดอกไม้มาให้ พอรับแจกันเท่านั้นแหละ น้ำตาไหลเลย ตื่นตันใจ จากที่คิดว่าไม่รอดบอกตัวเองไว้เลยว่า เรารอดแน่ เราไม่เป็นอะไรแน่ เหมือนพระองค์ทรงชุบชีวิตเราขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ให้เรามีความหวังและกำลังใจให้อยู่บนโลกนี้ต่อไป”

สีเทาบอกด้วยน้ำเสียงปลาบปลื้มว่า พอได้ออกจากโรงพยาบาลก็ประคองแจกันดอกไม้พระราชทานเข้าบ้านด้วยตัวเอง ซึ่งช่อดอกไม้พระราชทานในแจกันทรงสูงนั้นแม้จะร่วงโรยแห้งเหี่ยวไปตามกาลเวลา แต่เขาก็เก็บไว้เหนือหัวนอนตราบจนวันนี้

สีเทา

ดอกไม้พระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

“ว่าที่ร.ต.ดิลก ศิริวัลลภ”ความประทับใจของล่ามมลายูส่วนพระองค์

ว่าที่ร.ท.ดิลก ศิริวัลลภ ชาวไทยเชื้อสายมุสลิม อดีตล่ามประจำอำเภอตากใบ จ.นราธิวาส ผู้กลายมาเป็นล่ามส่วนพระองค์ที่ถวายงานแปลภาษามลายูให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีมายาวนานกว่า 40 ปี

ว่าที่ร.ท.ดิลก เล่าว่า ปีพ.ศ.2519 ขณะดำรงตำแหน่งล่ามภาษามลายูประจำอำเภอตากใบ ในหลวงและพระราชินีได้เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ จึงได้มีโอกาสถวายงานรับใช้พระองค์ท่านเป็นครั้งแรกในชีวิต

“พระบารมีของพระองค์ท่านสูงมาก เรามองพระพักตร์ท่านไม่ได้เลย เวลากราบบังคมทูลอะไรต่างๆก็ต้องก้มมองต่ำๆ มันวิตกกังวลต่างๆนานา  กลัวแปลผิด กลัวถูกลงโทษ แต่ด้วยความที่เราเกิดและโตที่ที่จึงรับรู้ปัญหาต่างๆ สามารถตอบได้อย่างฉาดฉานเวลาพระองค์ท่านตรัสถาม พระองค์ท่านตรัสภาษามลายูได้ ทรงฟังออกเป็นบางคำ จึงทรงเข้าใจในสิ่งที่ชาวบ้านพูด พระองค์ท่านทรงเมตตา ไม่ถือพระองค์ พูดผิดไม่เป็นไร จะทรงตั้งใจฟังทุกคำอย่างอดทน วิธีการของผมคือ จะไม่แปลโดยทันที เมื่อในหลวงทรงมีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้าน เราก็ปล่อยให้สนทนากันไป ถ้าสื่อสารกันรู้เรื่อง เราก็ปล่อยให้ชาวบ้านเขาพูด แล้วค่อยเสริมให้ในบางประโยค แต่ต้องไม่ไปขัดระหว่างที่มีพระราชปฏิสันถาร งานนี้ต้องรู้เขารู้เรา

หลังจากถวายงานครั้งนั้น สมเด็จพระราชินีส่งชักชวนให้เป็นล่ามส่วนพระองค์ เพื่อตามเสด็จไปในท้องที่อื่นๆ พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งว่า ‘ในบางพื้นที่ไม่มีล่าม ฉันอยากจะขอให้คุณดิลกช่วยเป็นล่ามติดตามไปในท้องที่อื่นๆด้วยจะได้ไหม’ ผมตอบว่า ‘ด้วยความเต็มใจพระเจ้าข้า’ แต่ต้องขออนุญาตนายอำเภอก่อน นายอำเภอเมื่อได้ยินดังนั้นก็กราบบังคมทูลตอบเสียงดังฟังชัดว่า ‘อนุญาตพระเจ้าข้า'”น้ำเสียงของเขากลั้่วหัวเราะ

การถวายงานล่ามส่วนพระองค์ทำให้เขาทราบถึงหลักเกณฑ์ในการเลือกชาวบ้านที่จะได้เข้าเฝ้าฯ นอกจากตรวจสอบประวัติ รายละเอียดต่างๆแล้ว คนที่จะเข้าเฝ้าฯนั้นต้องวีไอพีจริงๆ แต่วีไอพีในที่นี้หมายถึงชาวบ้านที่เดือดร้อน ยากจนมาก ลำบากจริงๆ ต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

ในฐานะล่ามส่วนพระองค์ เขาบอกว่าแม้ในหลวงจะทรงมีพระราชภารกิจหนักหนาแค่ไหน ก็ยังทรงเปี่ยมด้วยพระราชอารมณ์ขัน

“วันไหนพระองค์ท่านทรงงานหนัก ท่านจะตรัสเป็นภาษามลายูว่า วันนี้ ซาเก๊ะกาปาลอจริงๆ แล้วทรงชี้ไปที่พระเศียร หรือบางทีก็ตรัสว่า ปือนิงกาปาลอ แล้วก็ลูบพระนาภี สองคำนี้แปลว่าปวดหัว ปวดท้อง อุปกรณ์การปฏิบัติพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์ของในหลวงที่เห็นเป็นประจำคือ  ดินสอ กล้องถ่ายรูป วิทยุสื่อสาร สมุดจด แผนที่ เท่านี้ก็ออกทรงงานได้แล้ว เรื่องการกินอื่นๆก็ทรงไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมาย”

กว่า 40 ปีของการถวายงานล่ามส่วนพระองค์อย่างใกล้ชิด ไม่เพียงเฉพาะจะชนะใจชาวมุสลิมผู้นี้คนเดียวเท่านั้น หากแต่ยังชนะใจพี่น้องชาวมุสลิมไทยทั้งแผ่นดิน

“เดิมทีเมื่อครั้งพระองค์เสด็จมาใหม่ๆ พวกชาวบ้านจะเรียกว่า รายอซีแย หมายถึง พระเจ้าแผ่นดินสยาม ซึ่งคล้ายๆกับชาวต่างประเทศที่ดูห่างเหิน แต่กาลเวลาผ่านมากว่า 60 ปี พระองค์ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทรงเป็นพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งปวง ภายหลังชาวไทยมุสลิมเรียกในหลวงว่า รายอกีตอ เรียกสมเด็จพระราชินีว่า ประไหมสุหรีกีตอ ซึ่งแปลว่า ในหลวงของเรา และพระราชินีของเรา การที่พวกเขาเรียกเช่นนี้ย่อมหมายถึงความไว้วางใจ เคารพรัก ศรัทธา และจงรักภักดี สิ่งเหล่านี้ซื้อไม่ได้ด้วยเงินตรา และสร้างขึ้นมาไม่ได้ด้วยวัตถุ”

จวบจนถึงวันนี้ไม่ว่าไทยพุทธ ไทยมุสลิมจะมีคำกล่าวถึงในหลวงเหมือนกันโดยไม่แบ่งแยกว่า

“กีตอกาเซะ รายอกีตอ …. ในหลวงของเรา เรารักในหลวงของเรา”

หมายเหตุ-ข้อมูลจากนิตยสารฅ.คน ฉบับที่ 14 เดือนธันวาคม พ.ศ.2549

ว่าที่ ร.ท.ดิลก ศิริวัลลภ ขณะทำหน้าที่ล่ามประจำพระองค์

 

 

“คิงส์ ไอที มาร์ชชิ่ง แบนด์”บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ในหลวงรัชกาลที่9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 14:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460283

"คิงส์ ไอที มาร์ชชิ่ง แบนด์"บรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ในหลวงรัชกาลที่9

เรื่องและภาพ วรรณโชค ไชยสะอาด

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. บรรยากาศบริเวณวัดอมรินทรารามวรวิหาร ถนนอรุณอมรินทร์ ใกล้โรงพยาบาลศิริราช อันเป็นเส้นทางเคลื่อนขบวนพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 มีพสกนิกรชาวไทยจำนวนมากมาเฝ้ารอเป็นจำนวนมาก

หนึ่งในนั้นคือ คณะนักดนตรีชื่อ “คิงส์ ไอที มาร์ชชิ่ง แบนด์” วงนี้เกิดจากการรวมตัวของพนักงานในบริษัท “KING I.T.” บริษัท คิงส์ อินเทลลิเจ้นท์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์เน็ตเวิร์ก

วิสิทธิ์ ผ่องใส ตัวเเทนวง กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของวงคิงส์ อินเทลลิเจ้นท์ มาร์ชชิ่ง แบนด์ เกิดจากเจ้าของบริษัทเป็นนักดนตรี จึงชักชวนพนักงานก่อตั้งวงดนตรีประจำบริษัทขึ้นมา โดยเป็นการรวมตัวของศิษย์เก่าอดีตนักดนตรีของเเต่ละสถาบัน มีอิสระในการเล่น เเละไม่ได้รับว่าจ้างให้กับที่ใด ส่วนใหญ่จะเล่นเฉพาะโอกาสงานเทิดพระเกียรติ อาทิ วันคล้ายพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 5 ธันวาคม วันปิยมหาราช 23 ตุลาคม และวันสำคัญอื่นๆ ก็จะนำวงดนตรีของบริษัทเข้าไปร่วมบรรเลงเป็นประจำมานานกว่าสิบปีเเล้ว

”วันนี้วงเรามากันมากกว่า 30 คน เป็นงานที่เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้น เเต่เมื่อมันเกิดขึ้นเเล้ว ก็อยากจะร่วมบรรเลงเพลงสักหนึ่งเพลงก็ยังดี เพื่อส่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านสู่สวรรคาลัย โดยเพลงที่นำมาบรรเลง ล้วนเเล้วเเต่เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ที่เล่นอยู่เป็นประจำทั้งสิ้น เช่น เพลงใกล้รุ่ง”

วิสิทธิ์ บอกความรู้สึกที่มีต่อในหลวงว่า เคยรับเสด็จพระองค์ท่านครั้งหนึ่ง ได้เห็นพระพักตร์ในระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว ถือว่าเป็นบุญของชีวิตมาก ทั้งนี้ในส่วนของพวกเรานักดนตรีก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงสุด ทุกครั้งที่ได้เล่นเพลงพระราชนิพนธ์เทิดพระเกียรติในหลวงตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

”ทุกคนรู้สึกจิตใจหดหู่ พูดไม่ถูก เเละน้ำตาไหล เเต่ก็มากันด้วยความเต็มใจเเละเต็มที่ร้อยเปอร์เซนต์ เพื่อส่งพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย”

 

 

 

 

 

 

ก่อการร้ายคลุมเครือ ซ้ำเติมความเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/460182

ก่อการร้ายคลุมเครือ ซ้ำเติมความเชื่อมั่น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประกาศแจ้งเตือนเหตุก่อการร้ายในพื้นที่ กทม. ระหว่างวันที่ 25-30 ต.ค.นี้ พร้อมกำชับไปยังแต่ละพื้นที่ให้เฝ้าระวัง กวดขัน ติดตามรถต้องสงสัย ถือเป็นสัญญาณอันตรายและส่งผลสั่นคลอนความมั่นคงภายในอย่างรุนแรง

ในมุมหนึ่งการออกมาเตือนล่วงหน้าย่อมถูกมองว่าเพื่อให้ประชาชนได้ระมัดระวังตัวที่จะเดินทางไปไหนมาไหน ตลอดจนหวังสร้างความร่วมมือดึงประชาชนให้ช่วยมาเป็นหูเป็นตาแจ้งเหตุ หรือความผิดปกติให้เจ้าหน้าที่รัฐได้รับทราบอีกทางหนึ่ง

แม้วิธีการลักษณะนี้จะนำไปสู่ความ “แตกตื่น” และสุ่มเสี่ยงที่จะบานปลายกระทบต่อไปถึง “ความเชื่อมั่น” ในสายตาต่างชาติที่มองเข้ามายังประเทศไทย

ทั้งหลายเหล่านี้ย่อมยิ่งฉุดให้สถานการณ์ภายในประเทศย่ำแย่หนักกว่าเดิม ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน ซึ่งสุดท้ายย่อมย้อนกลับมาซ้ำเติมความเชื่อมั่นของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ที่สำคัญการออกมาแจ้งเตือนครั้งนี้ ซึ่งมีการระบุช่วงเวลาชัดเจนวันที่ 25-30 ต.ค. ไปจนถึงทะเบียนรถต้องสงสัย แต่ทว่ายังขาดรายละเอียดอื่นๆ ทั้งเรื่องว่าเป็นฝีมือของกลุ่มไหน แรงจูงใจในการก่อเหตุ หวังผลอะไร ที่จะทำให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

บางกระแสมองว่านี่อาจเป็นเพียงแค่การ “ดักคอ” แบบหว่านแหโดยไม่มีน้ำหนัก เพียงแต่เฝ้าระวังในช่วงที่สุ่มเสี่ยงธรรมดาเนื่องจากเดือน ต.ค. มีวันที่เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนหลายวัน และยังมีวันครบรอบเหตุรุนแรงในอดีต เช่น วันที่ 10 ต.ค. เป็นวันสถาปนาฝ่ายกองกำลังของบีอาร์เอ็น วันที่ 12 ต.ค. เป็นวันประกาศธรรมนูญของขบวนการพูโลใหม่ วันที่ 25 ต.ค. ตรงกับเหตุการณ์ตากใบ

การออกมาประกาศให้เฝ้าระวังช่วงนี้ จึงอาจเป็นการสุ่มเฝ้าระวังแบบยังไม่มีข้อมูลที่มีน้ำหนักก็ได้

เนื่องจากก่อนหน้านี้ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงไล่มาตั้งแต่ระเบิดกลางกรุงครั้งแรกที่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เรื่อยมาอีกหลายครั้งจนถึงระเบิดที่ศาลพระพรหม ล้วนแต่เกิดเหตุขึ้นมาโดยไม่มีการข่าวระแคะระคายแจ้งเตือนล่วงหน้า

การแจ้งเตือนล่วงหน้าครั้งนี้ จึงอาจเป็นการ “แก้ลำ” พยายามลบล้าง “แผลเก่า” แสดงให้เห็นว่าการข่าวของคสช.ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีปัญหาอย่างหนักในอดีตนั้น เวลานี้ไม่มีปัญหาแล้วเนื่องจากสามารถออกมาแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อให้มีการเฝ้าระวังได้ก่อนจะเกิดเหตุ

บางกระแสมองว่านี่อาจเป็นเพียงแค่การจุดประเด็นร้อนเพื่อกลบกระแสข่าวฉาวเรื่องทัวร์ฮาวาย ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่กำลังถูกโจมตีอย่างหนัก ด้วยการเปิดประเด็นร้อนใหม่ขึ้นมากลบกระแสหรือไม่

เมื่อมีเสียงวิจารณ์ว่าเรื่องการก่อการร้ายนี้ส่วนมากจะไม่มีการออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะให้เกิดความ “แตกตื่น” ในสังคม

เพราะด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือของรัฐบาล คสช.เวลานี้ มีกลไกอำนวยความสะดวกในการติดตาม สืบสวน สอบสวน ตรวจค้นได้อย่างกว้างขวาง บางส่วนจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรดำเนินการอย่างเงียบๆ ทั้งการติดตามเฝ้าระวังและการติดตามตัวผู้ต้องสงสัยมากกว่าจะออกมาเปิดประเด็นใหญ่สู่สาธารณะที่อาจจะสร้างผลเสียมากกว่าผลดี

ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมานอกจากการตรวจค้นในหลายพื้นที่และยังไม่พบความผิดปกติชัดเจนแล้ว การออกมาเปิดประเด็นว่าจะมีคนร้ายประกอบระเบิดคาร์บอมบ์ แล้วนำมาก่อเหตุในพื้นที่ กทม.และปริมณฑลในช่วงนี้ ย่อมสั่นคลอนต่อเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย เมื่อมีการระบุพื้นที่เป้าหมายจุดล่อแหลมเป็นห้างสรรพสินค้า ลานจอดรถ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

ทางด้าน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ออกมาชี้แจงว่า การแจ้งเตือนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล นั้นในฐานะที่เป็นหน่วยปฏิบัติมีการเตรียมการในการตรวจสอบรายละเอียด ทั้งนี้การแจ้งเตือนเป็นเรื่องปกติ เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ทั่วโลกมีการก่อการร้าย ประเทศไทยถือเป็นจุดหนึ่งจะเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมาได้

“เมื่อมีการแจ้งเตือนมา หน่วยที่รับผิดชอบในเรื่องความมั่นคงจะเข้มงวดในการตรวจสอบ ระแวดระวัง นอกจากนี้การแจ้งเตือนไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก ก่อนหน้านั้นมีการแจ้งเตือนมาตลอด”

ที่สำคัญ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวอีกว่า ส่วนจะเป็นข่าวจริงเท็จอย่างไรไม่ทราบ แต่เราต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งผลสำเร็จจะได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับความร่วมมือร่วมใจและความเข้าใจประชาชน สำหรับบทบาทกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ในปัจจุบันเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการร่วมกันทุกขั้นตอน

ปัญหาความคลุมเครือที่เกิดขึ้นมีแต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์ที่เปราะบางอยู่แล้ว เต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงและมีแต่ทำให้ทุกอย่างย่ำแย่ลงกว่าที่ควรจะเป็น

 

เปิดปูม 33 สนช.ใหม่ ช่วยนิติบัญญัติหรือต่างตอบแทน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ตุลาคม 2559 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459979

เปิดปูม 33 สนช.ใหม่ ช่วยนิติบัญญัติหรือต่างตอบแทน?

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2559 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่มเติมตามมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 จำนวน 33 คน

โดยแบ่งเป็นอดีตนายทหาร 26 คน นายตำรวจ 2 คน และพลเรือน 5 คน เพื่อทำหน้าที่ช่วยภารกิจ สนช.ที่เหลือในการออกกฎหมายสำคัญ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ รวมถึงกฎหมายที่ค้างคาการพิจารณาซึ่งเหลืออยู่

ทั้งนี้ สนช.ใหม่ทั้ง 33 ราย ได้ทยอยเดินทางเข้ารายงานตัว ณ อาคารรัฐสภา 2 เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา หากเปิดประวัติจะพบว่าแต่ละคนที่เข้ารับตำแหน่งนั้นไม่ธรรมดา

เริ่มด้วย พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าปี 2492 รุ่นที่ 24 หลังจบการศึกษาได้เข้ารับราชการในกองทัพอากาศ โดยตำแหน่งสุดท้ายได้ขึ้นไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นได้เข้ารับตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย เมื่อปี 2529 ต่อมายังได้รับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเมื่อปี 2535

ขณะเดียวกัน ยังมีศักดิ์เป็นน้องชาย น.อ.วีระยุทธ ดิษยะศริน อดีตพระสวามีในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

พล.ท.กนิษฐ์ ชาญปรีชญา รองเสนาธิการคนที่ 2 รับผิดชอบงานและเอกสารงานการข่าวและกิจการต่างประเทศ ก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการหน่วยข่าวกรองทางทหาร พล.อ.ท.จิรวัฒน์ มูลศาสตร์ อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการอากาศโยธินและเสนาธิการหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน

พล.ต.เจริญชัย หินเธาว์ เตรียมทหารรุ่น 23 เคยดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ พล.ต.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการกองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ เคยปฏิบัติภารกิจสำคัญในช่วงที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าทำหน้าที่บริหารประเทศใหม่ คือ จัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะ

พล.อ.อ.ชูชาติ บุญชัย รองเสนาธิการทหาร เป็นผู้บัญชาการกรมควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ พล.ต.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 22 และมีความสนิทสนมกับ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก และยังเคยปฏิบัติภารกิจสำคัญร่วมกับ พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในการควบคุมการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ปี 2553

พล.ท.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เจ้ากรมยุทธการทหารบก และเป็น 1 ใน 16 คณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช. พล.ร.อ.ทวีชัย บุญอนันต์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือและหัวหน้าคณะทำงานพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนนโยบายรัฐบาล

พล.อ.ธนดล สุรารักษ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก และอดีตเจ้ากรมทหารช่าง ณ ค่ายภาณุรังษี กรมการทหารช่าง ต.พงสวาย อ.เมือง จ.ราชบุรี พล.ต.ธรรมนูญ วิถี ผู้บัญชาการกองบัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ซึ่งมีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ธีรชัย

พล.ร.อ.นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 16 และโรงเรียนนายเรือ รุ่นที่ 7 นอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการศูนย์ต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง

พล.ร.อ.พลเดช เจริญพูล ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ อีกทั้งยังมีหน้าที่ดูแลเรื่องพลังงานกับความมั่นคงของชาติ พล.ต.พัลลภ เฟื่องฟู ผู้บัญชาการกองพลทหารปืนใหญ่ พล.ร.ท.รัตนะ วงษาโรจน์ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน โดยได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2559 พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ น้องชาย พล.อ.กัมปนาท อีกทั้งยังเป็นแกนนำเตรียมทหารรุ่นที่ 16

พล.ต.วุฒิชัย นาควานิช ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 น้องชายพล.อ.ธีรชัย ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน พล.ท.ศิริชัย เทศนา ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ พล.อ.ศุภรัตน์ พัฒนาวิสุทธิ์ อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ

พล.อ.สมศักดิ์ นิลบรรเจิดกุล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาค 3 จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 16 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 27 พล.ท.สรรชัย อจลานนท์ เจ้ากรมกำลังพลทหารบก เคยดำรงตำแหน่ง อาทิ ผู้บังคับหมวดทหารม้า กองพันทหารม้าที่ 7 ผู้บังคับกองร้อย กรมนักเรียนนายร้อยรักษาพระองค์

พล.ต.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ รองแม่ทัพภาคที่ 1 นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 22 พล.ร.อ.สุชีพ หวังไมตรี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ จบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 17 โรงเรียนนายเรือและโรงเรียนเสนาธิการ

พล.อ.อ.สุทธิพงษ์ อินทรียงค์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่  พล.ท.สุรใจ จิตต์แจ้ง ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก จบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 19 และ พล.อ.อ.สุรศักดิ์ ทุ่งทอง รองเสนาธิการทหารอากาศ เคยดำรงตำแหน่งเจ้ากรมข่าวทหารอากาศ

ส่วน สนช.จากตำรวจ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 34 และ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช รักษาการผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 35 และยังเป็นคนสนิท พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ด้าน สนช.จากพลเรือน เจริญศักดิ์ ศาลากิจ อดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ เคยเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน วุฒิสภา สุชาติ ตระกูลเกษมสุข ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ วิทยา ผิวผ่อง  อดีต ผวจ.พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันเป็น ผู้ช่วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และ เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย