“เสน่ห์กรุงเทพฯต้องไม่สกปรก” วัลลภ สุวรรณดี มือจัดระเบียบทางเท้ากทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 20:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459921

"เสน่ห์กรุงเทพฯต้องไม่สกปรก" วัลลภ สุวรรณดี มือจัดระเบียบทางเท้ากทม.

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพหาบเร่แผงลอยแน่นเอี้ยดเต็มทางเท้าที่คนกรุงคุ้นเคยกันดี วันนี้กำลังจะกลายเป็นอดีต หลังจากที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินหน้าจัดระเบียบอย่างเด็ดขาดจริงจัง เพื่อคืนทางเท้าให้กับประชาชน

วัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะมาเปิดเผยถึงนโยบายที่สร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งให้กับเมืองหลวงของประเทศไทย

“ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนต้องยอมรับและทำตามกฎหมาย” 

หมดเวลาเอาเปรียบคนอื่น

แม้ตามกฎหมาย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง  พ.ศ. 2535 จะระบุไว้ว่า ‘การค้าขายบนทางเท้านั้นเป็นเรื่องผิด’ ทว่าที่ผ่านมาภาพหาบแร่แผงลอยตั้งขายกันทั่วทุกมุมเมืองนั้นถือเป็นการผ่อนปรน เปิดโอกาสให้กับผู้มีฐานะยากจนสร้างรายได้

วัลลภ สุวรรณดี เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน เมื่อครั้งกรุงเทพมหานคร ยังเป็นเมืองที่ไม่มีความหนาแน่นของประชากร การจราจร และการก่อสร้างมากดังเช่นปัจจุบัน ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายสมัยได้มีการอนุโลมให้ค้าขายบนทางเท้า เรียกว่า ‘จุดผ่อนผัน’ เพื่อดูแลผู้ค้าที่มีฐานะทางเศรษฐกิจย่ำแย่

“ช่วงนั้นผู้ว่าฯ เปิดโอกาสให้หารายได้บนทางเท้า แต่ระยะหลังบ้านเมืองหนาแน่น ทั้งคน ทั้งรถ การก่อสร้างอาคาร คอนโดที่อยู่อาศัย บางจุดในอดีตไม่มีคนเดิน วันนี้กลับเต็มไปหมด กระทั่งเกิดการร้องเรียนอย่างหนักจากประชาชนตั้งแต่สมัย ผู้ว่าฯอภิรักษ์ โกษะโยธิน ซึ่ง กทม.พยายามแก้ปัญหาร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น) มาตลอด งานนี้เจ้าพนักงานจราจรก็ปวดศีรษะ อยากให้ กทม.จัดการให้ในหลายๆ จุด”

วัลลภ บอกว่า แผงค้าบนทางเท้านั้นทับซ้อนไปด้วยปัญหามากมาย ตั้งแต่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชน เพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทั้งจากมิจฉาชีพและการจราจร ตลอดจนพบว่าประเภทของผู้ค้าได้เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน จำนวนมากมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี มีศักยภาพในการหารายได้สูง บางแผงยกเลิกค้าขายแล้ว ตามหลักพื้นที่ต้องฟันหลอ แต่ในความเป็นจริง กลับมีการเซ้งต่อในระดับตัวเลข 6-7 หลัก

“ปัญหาจากการขายนั้นมีมาก เช่น ผู้ค้าไปเช่าที่เก็บถังหรือรถใส่สินค้าตามพื้นที่ใกล้เคียง ถึงเวลาก็เข็นออกมาขาย ซ้ำเติมปัญหารถติด หรือการตั้งร้านวางสินค้า บางแห่งเว้นที่เหลือให้คนเดินเพียง 60 เซนติเมตร พอคับแคเบียดเสียดก็เป็นช่องให้พวกมิจฉาชีพ ล้วงกระเป๋าจนเป็นคดีความมากมาย โดยเฉพาะในท้องที่ สน.บางรัก และสน.ปทุมวัน

ส่วนประชาชนที่ไม่อยากซื้อของ ไม่อยากเบียดเสียด ก็เลือกลงมาเดินบนถนนเช่นเดียวกับคนที่ยืนรอตามป้ายรถเมล์ พอรอบนทางเท้าไม่สะดวกก็ลงมายืนข้างล่าง กลายเป็นความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุเข้าไปอีก หนักกว่านั้นพื้นที่อย่างสีลมหรือสุขุมวิทช่วงกลางคืนยังพบว่า มีการค้าขายสินค้าเถื่อนและปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหารริมทาง ขายสุราหรือเหล้าปั่นด้วย เรื่องแบบนี้สังคมต้องรับทราบ”

นอกจากแผงค้าจะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนแล้ว ลึกลงไปกว่านั้นยังสร้างความลำบากในการจัดการความปลอดภัยยามเกิดภาวะฉุกเฉินเหตุร้ายขึ้นด้วย  ยกตัวอย่างเหตุการณ์ระเบิดที่แยกราชประสงค์เมื่อปี 2558 การเข้าช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องพบอุปสรรคขัดขวางจากพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแผงค้านอกกฎหมาย

“เหตุการณ์ที่ราชประสงค์ เป็นอุทาหรณ์ชั้นดี เพราะการก่อการร้ายจากผู้ไม่หวังดีนั้นสร้างสถานกาณ์ได้ทุกรูปเเบบ หากเกิดเหตุร้ายขึ้นบนรถไฟฟ้า เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือลำบากมาก กว่าจะฝ่าด่านผู้ค้าไปได้ ขณะที่ผู้ประสบภัยลงมาไม่ได้ เพราะติดขัดไปหมด ลองนึกดูหากคนรู้จักของเราเจ็บป่วยหรือเจอสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ด้านบน เดินลงมาข้างล่าง เข้าหาโรงพยาบาลไม่ทัน เพราะติดแผงผู้ค้า จะเสียหายขนาดไหน”

แผงค้าถูกกฎหมายว่างกว่าหมื่นแห่ง 

ที่ปรึกษากทม.รายนี้ยืนยันว่า ไม่ได้รังแกหรือบีบบังคับให้ผู้ค้าย้ายออกจากพื้นที่ชนิดไม่ทันตั้งตัวหรือไร้การวางแผน กลับกันมีการประชุม เจรจาทำความเข้าใจหลายต่อหลายครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังจัดหาพื้นที่การค้าแห่งใหม่รองรับด้วยซ้ำ โดยโครงการจัดระเบียบผู้ค้าหายเร่แผงลอย เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนก.ค. 2557 ถึงปัจจุบัน สามารถดำเนินการได้ทั้งสิ้น 233 จุด ครอบคลุมจำนวนผู้ค้า 19,678 ราย ในพื้นที่ 42 เขตทั่วกทม.

“เราประชุมกันก่อน แล้วค่อยๆปรับเปลี่ยน ยกตัวอย่างที่สยามสแควร์ เมื่อก่อนขายตั้งเเต่ 10.00 น. – 24 .00 น. เราก็ขอปรับเปลี่ยนไม่ให้ขายตอนเช้า ให้ขายตั้งเเต่ 19.00 น. เป็นต้นไป เป็นมาตรการผ่อนปรน ตั้งเเต่สมัยผู้ว่าสุขุมพันธุ์ บริพัตร กระทั่งช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา มีการประชุมตลอด ไม่ใช่ประชุมแค่ 4 วันหรือ 48 ชั่วโมงแล้วไล่ เฮ้ย คุณออกไป ไม่ใช่แบบนั้น”

ข้อมูลน่าสนใจคือ ตลาดในการบริหารจัดการของสำนักงานตลาดกรุงเทพฯและเอกชน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จากแผงค้ารวมทั้งสิ้น 28,857 แห่ง มีแผงค้าว่างถึง 10,538 แห่ง ซึ่งเท่ากับว่ายังมีพื้นที่ให้ผู้ค้าจับจองอย่างถูกต้องตามกฎหมายอีกเพียบ

ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม.ยืนยันว่า มาตรการที่ใช้ในแต่ละพื้นที่นั้นไม่แตกต่างกัน คือเริ่มสำรวจเเผงค้า หาพื้นที่แห่งใหม่รองรับ พร้อมเจรจาเจ้าของที่ดินโดยขอร้องให้เจ้าของงดเก็บค่าเช่าในช่วง 3-6 เดือนแรก และคงค่าเช่าในระยะ 3 ปีแรก ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี ก่อนจะเรียกประชุมผู้ค้าเพื่อทำความเข้าใจและวอนขอให้ย้ายไป โดย 3 ต.ค.ที่ผ่านมา กทม.สามารถเคลียร์พื้นที่หลายจุด และจัดการไปทั้งหมด 105 จุด เคลียร์ผู้ค้าไปทั้งสิ้น 4,883 ราย ในพื้นที่ 19 เขต

“ทุกจุดที่กทม.จัดระเบียบไม่ว่าจะเป็นคลองถม สะพานเหล็ก ปากคลองตลาด กทม.ได้จัดที่ค้าใหม่ให้หมด แรกๆก็ต่อต้านบ้าง แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยอมและปรับตัวได้ อย่างคลองถม เราจัดสถานีสายใต้ใหม่ ถ.บรมราชชนนีให้ ทุกวันนี้ขายดิบดี สัปดาห์ละ 7 วัน วันละหลายชั่วโมง หรือที่ ตลาดนัดรถไฟ รามอินทรา มีคนเดินแน่นทุกวัน ให้กลับมาที่เดิม พวกเขาไม่เอาแล้ว”

สำหรับผู้ค้าบริเวณสยามสเเควร์ พื้นที่ปัญหาล่าสุด ได้จัดพื้นที่บริเวณใต้ทางด่วนพงษ์พระราม ขนาด 7 ไร่ 46 ตารางวา ซึ่งเป็นพื้นที่ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ไว้ให้ โดยติดตั้งไฟฟ้า ขีดเส้นล็อกแผงสินค้า และเตรียมนำห้องน้ำสาธารณะไปติดตั้งเพื่ออำนวยความสะดวก ส่วนผู้ค้าย่านประตูน้ำ ถนนราชปรารภ กทม.ได้เจรจากับเอกชน ขอใช้พื้นที่ซอยหัสดิน ซึ่งอยู่ระหว่างซอยราชปรารภ 2-4 และใต้ทางด่วนพงษ์พระราม เป็นพื้นที่รองรับ มีการทำความสะอาดและติดตั้งโครงหลังคาแผงค้าให้เรียบร้อยแล้ว

กลุ่มผู้ค้าดอกไม้สดในบริเวณปากคลองตลาดรวมตัวกันประท้วงเจ้าหน้าที่ กทม. เมื่อช่วงกลางปี 2559 ที่ผ่านมา

เลิกอ้างเอกลักษณ์และความยากจน

ไม่นานมานี้ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้จัดอันดับ 23 เมืองที่มีอาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดในโลก อันดับหนึ่งหนีไม่พ้นกรุงเทพฯ โดยซีเอ็นเอ็นระบุว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่พลาดอาหารริมถนนในกรุงเทพฯ” อย่างไรก็ตามสำหรับ กทม. แล้ว  การจัดอันดับดังกล่าวไม่น่าดีใจนัก เพราะไม่ได้มองในเรื่องกฎหมายและความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย

“ขอบคุณที่ให้เกียรติ เเต่ถามกลับว่าสุขอนามัยของร้านจำหน่ายอาหารบนทางเท้าเป็นอย่างไร มีใครพูดถึงการล้างจานไหม ล้างด้วยน้ำกี่กะละมัง เวียนใช้กี่ครั้ง พูดไหมว่าร้านนำไขมัน เศษอาหารเทลงท่อระบายน้ำ ฉะนั้นที่บอกว่าการจัดระเบียบทำให้เสน่ห์หายไป ผมว่าไม่เกี่ยว ตรงนั้นไม่ใช่เสน่ห์ เเต่คือความสกปรก เอกลักษณ์ความเป็นไทยต้องมองอย่างรอบด้าน ไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนอยากเดินกินของอร่อยๆ แล้วถูกล้วงกระเป๋า ถามว่าล้วงกระเป๋า เป็นเอกลักษณ์ที่บวกเข้าไปด้วยหรือเปล่า หรือถ้าไม่อยากโดนล้วงกระเป๋าก็ลงมาเดินบนถนน เพื่อเสี่ยงต่อการถูกรถชนเเทน นั่นเป็นเอกลักษณ์เหรอ”

ส่วนข้ออ้างเรื่องความยากจนเพื่อขอผ่อนปรนนั้น วัลลภบอกข้ามไปได้เลย เพราะหากวัดกันที่เงินตรา กฎหมายระเบียบคงไม่มีความหมาย ที่สำคัญคาดว่าจะมีผู้ที่เหมาะสมกว่าผู้ค้าปัจจุบันหลายราย

“ผู้ค้าบางคน ตอนมาประท้วง ยังขอความเห็นใจบอกว่า ขายตรงนี้ทำให้เขาซื้อบ้าน ซื้อรถ สร้างเนื้อสร้างตัวได้  ผมถามกลับว่า ถ้าคนอื่นที่เขาไม่มีอะไรเลยจะขออย่างคุณบ้างล่ะ ระเบียบสังคมอยู่ตรงไหน ถ้าจะเเข่งกันด้วยความจน อาจจะมีคนที่เหมาะสมกว่าคุณด้วยซ้ำ”

ที่ปรึกษา ยืนยันว่า ที่ผ่านมา กทม.ดำเนินการทุกอย่างด้วยการผ่อนปรน มองข้ามความผิดของผู้ค้า เปรียบดั่งการหลับตาข้างเดียวจัดการปัญหามาตลอด ซึ่งขอให้เข้าใจว่าหาก กทม.ไม่ทำตามกฎหมาย จะกลายเป็นผู้ผิดเสียเอง ประชาชนทั่วไปฟ้องร้องได้ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

คำถามสำคัญที่สุดหลังการจัดระเบียบก็คือ ทำอย่างไรให้ความเรียบร้อยเป็นไปอย่างยั่งยืน

ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ความยั่งยืนอย่างแท้จริงขึ้นอยู่กับวินัยของทุกคนในสังคม ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ ผู้ค้า และผู้ขายที่จะต้องรู้จักบทบาทหน้าที่ ตระหนักในความรับผิดชอบของการเป็นพลเมืองดีที่เคารพกฎหมาย พร้อมกันนี้ยังนี้ชี้แจงด้วยว่า การจัดระเบียบไม่ได้เป็นนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องจากกทม.ทำมาตลอดหลายพื้นที่ตั้งแต่ยังไม่มีคสช.

“ทุกคนต้องช่วยกันให้ความถูกต้องนั้นยั่งยืน ผู้ว่าฯกำชับเลย กลับมาไม่ได้  ทุกวันนี้สั่งการให้สำนักเทศกิจทุกเขต ถ่ายรูปรายงานจุดที่ดำเนินการไปเเล้วทุกวัน เเละฟังการร้องเรียนตลอด  แต่เข้าใจว่าคนไทยก็คือคนไทย พูดตรงๆว่า ไม่ค่อยรักษาวินัย พอเจ้าหน้าที่หันหลัง ก็กลับมาปูผ้าค้าขายกันอีก ฉะนั้นพี่น้องประชาชนต้องช่วยด้วย ไม่ซื้อ ไม่สนับสนุน และแจ้งเจ้าหน้าที่ ความยั่งยืนครั้งนี้ขึ้นอยู่ที่สังคม”

ทั้งหมดนี้เป็นคำชี้แจงจาก วัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถึงการพลิกโฉมทางเท้าเมืองหลวงครั้งสำคัญ

 

“คอร์รัปชั่น” ต้นเหตุสำคัญปัญหาถนนโลกพระจันทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 ตุลาคม 2559 เวลา 20:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459918

"คอร์รัปชั่น" ต้นเหตุสำคัญปัญหาถนนโลกพระจันทร์

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“ภาพผู้หญิงอาบน้ำนุ่งกระโจมอกกลางถนนไปถึงองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แล้วนะ หลายประเทศนำเอาไปเป็นแบบอย่าง แล้วบอกว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลให้ดีกว่านี้ อายเขาไหมล่ะ”

ความไม่พอใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หลังภาพดังกล่าวแพร่สะพัดประจานปัญหาการสร้างถนนที่เป็นหลุมบ่อและความล่าช้าของระบบราชการในพื้นที่ไม่ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน

กระนั้นนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวบ้านทนไม่ไหวกับปัญหาสภาพถนน การประท้วงถนนเป็นหลุมเป็นบ่อเกิดขึ้นหลายครั้งด้วยภาพประท้วงที่ตลกเสียดสีจนบางทีขำไม่ออก เช่น ชาวบ้านรวมตัวกันใช้สุ่มจับปลากลางถนนลูกรังที่เป็นหลุม หรือปลูกต้นกล้วยกลางถนน แต่หากเทียบกับถนนใจกลางเมือง หรือหน้าบ้านพักนักการเมืองทั้งหลายคงไม่เป็นเช่นนี้แน่ เป็นคำถามที่ประชาชนสงสัยว่าเพราะอะไร หรือควรทำอย่างไรปัญหานี้จึงจะหมดไปจากประเทศไทย

ชาวบ้าน จ.หนองบัวลำภู ประท้วงนุ่งกระโจมอกอาบน้ำโคลนกลางถนน / ภาพ : หนังสือพิมพ์หนองบัวลำภูนิวส์

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ผู้รับบทบาทตรวจสอบทุจริต กล่าวว่า ถนนดีสามารถทำได้ แต่สาเหตุที่ถนนพังอยู่บ่อยครั้งเพราะมีการทุจริต ซึ่งเกิดขึ้นมานานแล้วในประเทศไทย โดยรูปแบบการโกงก็ทำคล้ายๆ กัน ไม่ว่าภาคไหนก็ตาม เพราะเมื่อคนโกงอยู่ที่ไหนก็โกงได้หมด

“การดำเนินทุกโครงการต้องมีการกำหนดมาตรฐานก่อสร้างถนน (สเปก) ไว้อย่างละเอียดว่าต้องใช้หิน ทราย ปริมาณเท่าใด หรือถนนบดอัดเท่าไร และเมื่อถึงขั้นตอนการตรวจสอบก็จะต้องเจาะดูว่าความหนาแน่นของถนนได้มาตรฐานหรือไม่ แต่ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้เข้าไปตรวจสอบจริง ปล่อยให้บริษัทผู้รับเหมาดำเนินการเอง

…เมื่อนายช่างผู้ควบคุมงานไปตรวจก็มักให้ซองกันมาบ้าง หรือถ้ามีความสนิทสนมกัน ดูเสร็จก็กลับบ้านโดยที่ไม่ได้ทดสอบจริง รวมถึงการทำงานเมื่อกำหนดว่าถนนขนาดนี้ ต้องผูกเหล็กขนาดใดจึงได้มาตรฐานก็อาจลดขนาดเหล็กลงสักนิดก็ได้กำไรเพิ่มขึ้นแล้ว หรือถนนคอนกรีตมาตรฐานกำหนดความหนาต้องไม่น้อยกว่า 17 ซม. แต่เมื่อเทปูนจริงอาจเหลือเพียง 13-15 ซม. ตรงนี้ถ้าลดปริมาณความหนาของถนนไป 3-4 ซม. หรือลดขนาดเหล็ก ปริมาณทรายไปนิดหน่อยก็เป็นเงินมหาศาล”

วิลาศ ระบุว่า การหาประโยชน์ก็จะได้ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มประกวดราคาโครงการ ผู้ให้งบประมาณ คณะกรรมการตรวจรับงาน นายช่างควบคุมงาน ฯลฯ ต้องได้หมด เพราะปัจจุบันการทุจริตแต่ละโครงการมีมูลค่าถึง 40% ของราคาค่าก่อสร้างถนน ไม่นับรวมค่าอุปกรณ์อื่นเพิ่มเติม เช่น เครื่องจักร ฉะนั้นการทุจริตขณะนี้ถือว่าหนักหนาสาหัสมากในประเทศไทย

ชาวสตูลประท้วงนำกล้วยมาปักกลางถนนที่เป็นหลุมบ่อ

ด้าน รศ.คมสัน มาลีสี ประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย อธิบายว่า รูปแบบการก่อสร้างถนนในประเทศไทยมี 2 ลักษณะหลัก คือ ถนนบดอัดเทคอนกรีต ซึ่งพบมากในเขตเมือง ส่วนแบบที่ 2 ถนนบดอัดเทแอสฟัลต์ (ถนนยางมะตอย) ซึ่งพบมากตามต่างจังหวัด หรือถนนเชื่อมระหว่างเมือง เพราะถนนแบบยางมะตอยนี้ ค่าก่อสร้างจะถูกกว่าถนนคอนกรีตมาก

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ถนนพังบ่อยมีหลายปัจจัย อาทิ รถที่ใช้ถนนบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าค่ามาตรฐานกำหนด ส่วนที่ 2 ถนนบดอัดไม่ดีพอ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณที่ดิน

นอกจากนี้ การสร้างถนนจะมีงบประมาณกำหนดไว้คิดเป็นตารางเมตรว่ามีมูลค่าเท่าไร แต่ที่ผ่านมาเมื่อมีการกำหนดมาตรฐาน แต่ละพื้นที่จะมีกลุ่มสัมปทานผู้รับเหมาในพื้นที่ จึงทำให้เกิดการแข่งขันสู้ราคาประมูลโครงการให้ถูกกว่า นี่จึงเป็นอีกปัญหาที่ทำให้ถนนพัง เพราะถ้าหากผู้รับเหมาทำถนนราคาต่ำ คุณภาพจะออกมาไม่ดี และมักพบว่าถนนพื้นที่นั้นคุณภาพไม่ดีอยู่เรื่อย

“คนไทยสร้างถนนที่ดีมีคุณภาพได้ เพราะศักยภาพการคุมงาน ผู้รับเหมา วัสดุคอนกรีตของไทย นับว่ามีคุณภาพสูง แต่ที่เป็นปัญหาเช่นนี้ เพราะมีการแข่งขันสู้ราคากันของผู้รับเหมาให้ต่ำลงเพื่อให้ได้โครงการ และต้องจ่ายใครเพื่อให้ได้งาน ฉะนั้นต้องไปดูในส่วนนี้ว่ามีเบี้ยรายทางหรือไม่ ถ้ามีก็จะยิ่งทำให้ต้นทุนคุณภาพถนนลดลงไปอีก ฉะนั้นการที่นายกรัฐมนตรีบ่นว่าถนนทำไมถึงพัง ผมว่าทุกคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

รศ.คมสัน กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาถนนพังเหล่านี้ ทุกคนรู้ว่าเกิดจากอะไร ถ้าจริงจังกับมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพและกระบวนการต่างๆ รวมถึงปราบเรื่องคอร์รัปชั่นได้ ปัญหาทุกอย่างจะคลี่คลาย

 

ชงรัฐผุดเศรษฐกิจพิเศษสุขภาพ ปั๊มกำลังซื้อรับสังคมสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 21:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459709

ชงรัฐผุดเศรษฐกิจพิเศษสุขภาพ ปั๊มกำลังซื้อรับสังคมสูงอายุ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ “สังคมผู้อายุ” ในอีก 6 ปีข้างหน้า คือก่อนปี 2568

ข้อมูลจาก องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ในปี 2565 (ก่อนเข้าสังคมผู้สูงอายุ 3 ปี) ประเทศไทยจะมีประชากรถึงจุดสูงสุดที่ 67.9 ล้านคน

ทว่าปริมาณแรงงานกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร โดยพบว่าตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา จำนวน “คนงาน” กลับลดลงเรื่อยๆ และจะยิ่งลดลงอีกอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในระยะเวลา 5 ปี จะเติบโตเพียง 3% แต่จากปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสังคมผู้สูงอายุจะทำให้อัตราการเติบโตเหลือแค่ 2.6% เท่านั้น

จากข้อมูลของ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางและอนาคตประเทศไทย” ภายใต้การประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ในข้างต้น

ชัดเจนว่าสังคมผู้สูงอายุจะนำพาประเทศชาติเผชิญหน้ากับความเสี่ยง

ที่ไม่อาจปฏิเสธได้เลยก็คือ เมื่อมีจำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น ภาระงบประมาณของรัฐบาลในการดูแลรักษาสุขภาพก็เพิ่มสูงเป็นเงาตามตัว

อาจารย์สมเกียรติ อธิบายว่า ระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา ค่ารักษาพยาบาลของประเทศไทยเพิ่มสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อถึง 2 เท่า

ข้อมูลปี 2557 พบว่า ระบบหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 ระบบ ได้แก่ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ มีค่าใช้จ่ายรวมถึง 2.5 แสนล้านบาท

ผลการศึกษาของ วิลเลียม บอร์มอล (William Baumol) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ชี้ว่าสาเหตุที่ค่ารักษาพยาบาลแพงเนื่องจากเป็น “บริการหัตถกรรม” ที่ต้องใช้แรงงานคนและทักษะเฉพาะด้าน

ว่ากันในรายละเอียด สาเหตุที่ทำให้บริการหัตถกรรมมีต้นทุนสูง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเทคโนโลยีมีราคาแพง การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นโยบายเมดิคัล ฮับ ทุรเวชปฏิบัติ รวมทั้งการผูกขาดในวิชาชีพ

ทว่าในมุมมองของ ศ.วิลเลียม สิ่งเหล่านี้มีส่วนให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจริง แต่ก็ยังไม่ใช่สาเหตุหลักของราคาแพง

สำหรับต้นตอของปัญหาเป็นเพราะบริการหัตถกรรมจะมีผลิตภาพเท่าเดิม (การผลิตเท่าเดิม) ในขณะที่ต้นทุนด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

ตามทฤษฎีด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข กฎข้อที่ 1 ก็คือค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลต่อคน จะเติบโตใกล้เคียงกับรายได้ต่อหัวของประเทศนั้นๆ

นั่นก็คือเมื่อประเทศพัฒนาไป ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลจะสูงขึ้น

อาจารย์สมเกียรติ บอกว่า ไม่มีวิธีการใดจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ก็พอจะมีทางชะลอปัญหาได้ เช่น เทคโนโลยีราคาแพงก็ต้องประเมินความคุ้มค่า หรือทบทวนนโยบายเมดิคัลฮับเพื่อลดอุปสงค์ ส่งเสริมการใช้ยาราคาถูก ลดทุรเวชปฏิบัติและลดการผูกขาดในวิชาชีพ

ทั้งหมดจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำลง แต่ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องสร้างเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วเพื่อสร้างกำลังซื้อ

การก่อกำเนิดของนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไปจนถึงไทยแลนด์ 4.0 จึงมีหลักใหญ่ใจความอยู่ที่ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ

หนึ่งในสาขาที่จะถูกปั้นก็คือ “บริการสุขภาพ” ซึ่งมีจุดเด่นคือราคาถูก บุคลากรเก่ง ต้อนรับดี โรงพยาบาลมีคุณภาพ โดยพบว่าบริการสุขภาพในประเทศไทยถูกกว่าของสหรัฐอเมริกา 6-15 เท่า สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศมากกว่าปีละ 1 แสนบาท

อย่างไรก็ตาม การผลักดันบริการสุขภาพโดยเฉพาะนโยบายเมดิคัล ฮับ ย่อมสร้างผลกระทบต่อคนไทย ไม่ว่าจะเป็นแพทย์จากชนบทหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะถูกดึงตัวเข้าสู่ระบบเอกชน จนเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัว

ข้อเสนอของอาจารย์สมเกียรติก็คือ ควรเปิด “เศรษฐกิจพิเศษสำหรับรักษาพยาบาล”

ควรเปิดโอกาสให้แพทย์ พยาบาล บุคลากรด้านสุขภาพจากต่างประเทศเข้ามาให้บริการคนไข้ต่างประเทศในพื้นที่ที่จำกัด ซึ่งปัจจุบันกฎหมายของประเทศไทยห้ามไว้

“เรามีความจำเป็นที่จะต้องสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น เพื่อลดแรงกดดันของบริการต่างๆ หากเน้นส่งเสริมบริการอย่างเมดิคัล ฮับ โดยไม่เปิดเสรีให้มีบุคลากรจากต่างประเทศเข้ามารักษาพยาบาลคนไข้ต่างประเทศ แรงกดดันก็จะมีมากขึ้นต่อคนไทย” ประธานทีดีอาร์ไอ ระบุ

 

เปิดภารกิจปั๊มกฎหมาย เร่งรัดปฏิรูป-กรุยทางเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ตุลาคม 2559 เวลา 11:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459540

เปิดภารกิจปั๊มกฎหมาย เร่งรัดปฏิรูป-กรุยทางเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

อีกไม่กี่อึดใจประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างเป็นทางการ ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการแก้ไขตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันนี้

ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญถึงมือ พล.อ. ประยุทธ์ ก็จะเข้าสู่กระบวนการทำให้มีผลบังคับใช้ต่อไป ซึ่งหลังจากที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว เท่ากับว่าในปี 2560 จะมีการเลือกตั้ง สส.อย่างแน่นอน แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นมีภารกิจที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำมากมายเพื่อการเปลี่ยนผ่านประเทศ หนึ่งในนั้น คือ การจัดทำกฎหมาย

ทั้งนี้ การจัดทำกฎหมายดังกล่าวแบ่งได้เป็น 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.คณะกรรมการการเลือกตั้ง 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กรธ.ต้องจัดทำให้แล้วเสร็จ และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ภายใน 240 วัน นับตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดย สนช.มีเวลาพิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจาก กรธ.

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับแรก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ถ้า สนช.ให้ความเห็นชอบและมีผลบังคับใช้จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

ส่วนที่ 2 การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ทั่วไป โดยมาตรา 278 อาจเรียกได้ว่าเป็นบทบังคับที่จะมีผลให้ฝ่ายข้าราชการเกิดการตื่นตัวครั้งใหญ่ เพราะมีการกำหนดว่าถ้าไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จตามที่กฎหมายกำหนด คณะรัฐมนตรีต้องสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐพ้นตำแหน่ง

มาตรา 278 บัญญัติว่า “ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการให้หน่วยงานของรัฐที่คณะรัฐมนตรีกำหนดดำเนินการให้จัดทำร่างกฎหมายที่จำเป็นตามมาตรา 58 มาตรา 62 และมาตรา 63 ให้แล้วเสร็จ และเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติภายใน 240 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ และให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัตินั้น

ในกรณีที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ให้คณะรัฐมนตรีกำหนดระยะเวลาที่แต่ละหน่วยงานต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามความจำเป็นของแต่ละหน่วยงาน แต่ทั้งนี้เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 240 วันตามวรรคหนึ่ง

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐตามวรรคหนึ่งไม่อาจดำเนินการได้ภายในกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้คณะรัฐมนตรีสั่งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นพ้นจากตำแหน่ง”

สำหรับกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานภาครัฐต้องดำเนินการจัดทำตามมาตรา 58 มาตรา 62 และมาตรา 63 มีสาระสำคัญ ดังนี้

1.ร่างกฎหมายควบคุมการดำเนินการของรัฐหรือกรณีที่รัฐอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ หรือชุมชน หรือ
สิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง

2.ร่างกฎหมายเกี่ยวกับรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน รวมไปถึงการจัดระบบภาษีให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม

3.ร่างกฎหมายที่กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจากการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และมาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตอย่างเข้มงวด

ขณะเดียวกัน การจัดทำร่างกฎหมายในส่วนที่ 2 นี้ จะรวมไปถึงร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศด้วย

กล่าวคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 259 กำหนดให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ และประกาศใช้ภายใน 240 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

ร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน โดยให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปประเทศในแต่ละด้านภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

นอกจากนี้ ในเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการศึกษา ร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้มีกฎหมายเพื่อการปฏิรูปเป็นการเฉพาะด้วย

กรณีของการปฏิรูปตำรวจ กำหนดให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด โดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรมและไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจมาก่อนเป็นประธาน มีหน้าที่ในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อการปฏิรูปดังกล่าว และตราบใดที่ยังไม่มีกฎหมายฉบับใหม่ ให้การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจดำเนินการตามหลักอาวุโส

ขณะที่การปฏิรูปการศึกษากำหนดให้มีคณะกรรมการอิสระหนึ่งคณะ ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะ และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายเพื่อเสนอให้กับคณะรัฐมนตรี มีกำหนดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง

นับจากนี้ไปภารกิจในระยะเปลี่ยนผ่านกำลังจะเริ่มอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ ต้องรอดูว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศได้อย่างที่ คสช.หวังหรือไม่

 

ดึงสูงวัยทำงานหลังเกษียณ ออมเพื่อชีวิต ไม่เป็นภาระครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 07:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459329

ดึงสูงวัยทำงานหลังเกษียณ ออมเพื่อชีวิต ไม่เป็นภาระครอบครัว

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

อีก 5 ปี สังคมไทยกำลังนับถอยหลังเพื่อก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์” ในปี 2564 เมื่อถึงตอนนั้นจำนวนประชากร 20% ของประเทศจะมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 60 ปี สวนทางกับประชากรเกิดใหม่ที่ลดลง

ที่ผ่านมารัฐบาลเริ่มวางนโยบายรับมือตั้งแต่ก่อตั้งกรมกิจการผู้สูงอายุ เมื่อปี 2558 รวมถึงตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ ฯลฯ ขึ้นมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.ย. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน มีไอเดียทำแผน “โมเดลจ้างแรงงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณอายุให้มีงานทำ” จึงเป็นเรื่องน่าจับตาว่าทิศทางการดำเนินนโยบายนี้อีก 5 ปี จะไปทิศทางใด

ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นด้วยว่า โมเดลจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณเป็นแนวคิดที่ดี และควรเร่งทำให้เสร็จภายใน 5 ปี เพราะปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุในประเทศไทยเพิ่มขึ้นทุกปี และอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว

“ขณะนี้สถานการณ์การจ้างงานขาดแคลนในเชิงปริมาณมีมานาน และมีแนวโน้มที่จะขาดแคลนเพิ่ม เห็นได้จากปัจจุบันไทยต้องใช้แรงงานต่างด้าวเกือบ 3 ล้านคน”

ยงยุทธ เสนอว่า โมเดลจ้างแรงงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณ เบื้องต้นจะต้องทำระบบฐานข้อมูล คัดกรองกลุ่มผู้สูงอายุให้แบ่งเป็นประเภทต่างๆ โดยมีเกณฑ์ด้านสติปัญญา ภาวะสุขภาพซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ และความสนใจงานของแต่ละบุคคลมาเป็นตัวชี้วัด เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการแยกกลุ่มระหว่างผู้สูงอายุระดับบนและระดับล่าง ซึ่งกลุ่มแรงงานระดับบนที่มีความรู้สูงอาจให้ทำงานเป็นที่ปรึกษากับแรงงานรุ่นใหม่ที่ขาดประสบการณ์ ส่วนกลุ่มผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาดี ควรให้ทำงานในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เช่น สอนภาษา ฯลฯ

ขณะที่กลุ่มแรงงานผู้สูงอายุที่มีความรู้ไม่เท่าระดับผู้บริหาร แต่มีทักษะประสบการณ์ทำงานสูง ตรงนี้ต้องพิจารณาดูลักษณะงานให้เหมาะสม เช่น หลายประเทศหน่วยงานภาครัฐจะจ้างในรูปแบบสัญญา ให้ทำงานลักษณะพนักงานเก็บเงิน ฉะนั้นมองว่ารัฐควรนำเงินส่วนหนึ่งมาจ้างงานกับบุคคลกลุ่มนี้ แทนที่จะจ้างคนรุ่นใหม่ทั้งหมด คิดว่ากระทรวงแรงงานต้องสร้างระบบการคุ้มครองแรงงานผู้สูงอายุขึ้นมา และต้องมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลโดยตรง ทั้งเรื่องค่าจ้าง ค่าตอบแทนที่ไม่ควรน้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรมให้กับผู้สูงอายุที่ต้องการทำงาน

“ยังมีผู้สูงอายุเป็นหลักล้าน หรืออย่างน้อยก็หลายแสนคน ที่ยังต้องการทำงานอยู่ ฉะนั้นถ้าหากสามารถขึ้นทะเบียนผู้สูงอายุให้มีงานทำได้ นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ผู้สูงอายุได้มีเงินออมต่อไป ก็จะได้ไม่ต้องเป็นภาระของครอบครัวในอนาคต”

ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การพัฒนาจะทำให้แรงงานผู้สูงอายุมีความรู้เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมถึงยังจะเป็นการช่วยลดปัญหาสังคม เพราะหากรอความช่วยเหลือจากรัฐผ่านเบี้ยชราภาพ 800 บาท/เดือน คงไม่พอกิน เพราะสมัยนี้ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,500 บาท/เดือน จึงจะเพียงพอต่อการใช้ชีวิต

ขณะที่ พญ.ลัดดา ดำริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) อธิบายว่า หลักการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตามปฏิญญาสากลจะต้องทำให้มีความมั่นคง 3 ด้าน คือ 1.ด้านสุขภาพ ต้องทำให้การดำเนินชีวิตมีสุขภาพที่ดี 2.ด้านเศรษฐกิจ ต้องมีรายได้ มีงานทำ และมีเงินออมเพื่อเป็นปัจจัยทำให้ชีวิตเกิดความมั่นคง และ 3.ต้องมีหลักประกันที่มั่นคงจากครอบครัวและสิ่งแวดล้อม

สำหรับโมเดลจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณ รัฐและเอกชนต้องทำให้เกิดการจ้างงานต่อเนื่อง ส่วนแรงงานนอกระบบ นายจ้างต้องส่งเสริมให้ผู้ที่เป็นผู้สูงอายุดูแลสุขภาพของตนเองด้วย ฉะนั้นทิศทางการจ้างงานผู้สูงอายุ และขยายการเกษียณออกไป ถ้าเป็นกลุ่มผู้บริหารองค์กรที่มีทักษะสูง สถานประกอบการเอกชนก็พร้อมรับเข้าทำงาน ส่วนกลุ่มทั่วไป อย่างน้อยรัฐควรสนับสนุนจ้างงานในสถานที่ราชการ ตามชุมชน ท้องถิ่น โรงพยาบาล และสถานีอนามัย

“การต่อขยายอายุการทำงาน ขณะนี้เริ่มใช้แล้วในกลุ่มงานผู้พิพากษา อัยการ เพราะต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์เฉพาะ ซึ่งในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่นขณะนี้มีการออกกฎหมายขยายอายุการทำงานแล้ว ปัจจุบันญี่ปุ่นกำหนดให้บางอาชีพสามารถทำงานได้ถึงอายุ 67 ปี เช่น ผู้พิพากษา ส่วนอาชีพที่เน้นใช้แรงงานกาย ใช้ความว่องไว และเสี่ยงอันตราย เช่น ตำรวจ ทหาร ตรงนี้ถ้าไม่มีงานตำแหน่งรองรับ ก็อาจอยู่ไม่ได้”

พญ.ลัดดา ระบุว่า การเสนอแนวคิดจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณอายุราชการ ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ส่วนตัวคิดว่าราชการคงไม่สามารถขยายงานได้ทุกประเภท แต่ถ้าจำเป็นต้องขยาย ควรเริ่มจากกลุ่มที่ต้องการทักษะฝีมือเฉพาะมาเติมส่วนที่ขาดก่อน จากนั้นถึงพิจารณากลุ่มงานประเภทอื่นๆ

ขณะเดียวกัน รัฐควรส่งเสริมเรื่องการออมด้วย เพราะชีวิตผู้สูงอายุหลังเกษียณถ้าคิดเพียงแต่จะใช้เงินสะสมอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะเมื่อไหร่ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ค่าใช้จ่ายต่างๆ ต้องเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย และถ้าสุดท้ายมาพึ่งรัฐด้วยจำนวนมากเกิน รัฐก็คงไม่มีจะให้พึ่งเช่นกัน

“ผู้สูงอายุหลังเกษียณควรต้องมีเงินเก็บอย่างน้อย 2 ล้านบาท เพื่อให้มีใช้จ่ายเฉลี่ย 8,000-9,000 บาท/เดือน ซึ่งเงินจำนวนนี้หากเทียบกับสภาพปัจจุบันอาจดูไม่มาก แต่ความเป็นจริงผู้ที่จะออมเงินได้ถึง 2 ล้านบาทมีน้อยมาก เพราะจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ผู้สูงอายุไทยที่มีรายได้จากการเก็บออมเป็นรายได้มีเป็นส่วนน้อย เพราะรายได้ส่วนใหญ่มาจากบุตรเลี้ยงดูแลรับผิดชอบ รองลงมาเป็นรายได้จากการทำงาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารายได้จากการออมคงไม่พอ คนกลุ่มนี้ถึงยังต้องทำงานอยู่”พญ.ลัดดา กล่าว

พญ.ลัดดา กล่าวว่า ปัจจุบันคนรุ่นใหม่นิยมไม่มีลูก หรืออาจมีน้อย ซึ่งจะทำให้อีก 20-30 ปีข้างหน้า คนยุคปัจจุบันที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคตอาจมีรายได้จากบุตรลดลง และต้องพึ่งพาตนเองจากการทำงานมากขึ้น ควบคู่ไปกับต้องเก็บออมเงินให้มากขึ้น เพื่อที่จะได้มีเงินดูแลตนเองไปตลอดจนช่วงท้ายของชีวิต

ด้านผู้บริหารหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้อย่าง ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า โมเดลจ้างแรงงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณให้มีงานทำ เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุระยะที่ 1 ช่วงปี 2559-2564 โดยแบ่งเป็น 5 กลยุทธ์ย่อย คือ 1.ต้องกระจายงานเข้าสู่ชุมชน เพื่อทำให้ผู้สูงอายุทั่วไปที่อยู่บ้านมีงานทำ 2.ร่วมมือกับภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุหลังเกษียณ เบื้องต้นมีสถานประกอบการร่วมโครงการแล้ว 12 แห่ง 3.สร้างตลาดแรงงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ

4.ขยายการเกษียณอายุราชการเฉพาะตำแหน่ง 5.ส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงวัยในอาชีพที่ต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มทำแล้วบางหน่วยงานของภาครัฐ เอกชน เช่น ให้มาเป็นกรรมการฯ ที่ปรึกษา หรือวิทยากร

ม.ล.ปุณฑริก กล่าวว่า ปัจจุบันมีการจ้างงานผู้สูงอายุในตำแหน่งที่มีทักษะเฉพาะ เท่าที่อายุมากถึง 70 ปี ในรูปแบบสัญญาจ้างปีต่อปี หรือจ้างเหมาเป็นรายโครงการ ส่วนกลุ่มข้าราชการเกษียณทั่วไป ขณะนี้มีเปิดลงทะเบียนฝึกประกอบอาชีพ รวมถึงได้เปิดศูนย์รับลงทะเบียนผ่านศูนย์บริการจัดหางานคนพิการและผู้สูงอายุ ของกรมการจัดหางานแล้ว คาดว่าโมเดลนี้จะชัดเจนภายใน 6 เดือน เพื่อเตรียมตัวรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุในปี 2564

 

ส่องปัญหาน้ำท่วมกรุง เมื่อเมืองโตเร็วจนน้ำระบายไม่ทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 17:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459310

ส่องปัญหาน้ำท่วมกรุง เมื่อเมืองโตเร็วจนน้ำระบายไม่ทัน

โดย…วราพงษ์ ป่านแก้ว/โชคชัย สีนิลแท้

ปัญหาการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ที่เห็นได้ชัดเจนในเวลานี้คือ ปัญหาน้ำท่วม และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวสูงมาก จนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ของเมืองยังรองรับไม่ทัน

ข้อมูลจากบริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า กรุงเทพฯ นับตั้งแต่ปี 2538 จนถึงเดือน ส.ค. 2559 หรือประมาณ 21 ปี มีจำนวนคอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้นตามแนวรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินเพิ่มขึ้นจากอดีต 1.8 แสนยูนิต ส่วนโครงการนอกเส้นทางรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 2.5 แสนยูนิต

ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม ที่สร้างเสร็จจดทะเบียนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลนับตั้งแต่ปี 2554 มาจนถึง 6 เดือนแรกของปี 2559 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 6.5 แสนหน่วย จะเห็นว่าในช่วงเวลาไม่กี่ปีมีจำนวนการก่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นมากมาย และยังไม่รวมถึงอาคารศูนย์การค้า อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นเช่นกัน

มานพ พงศทัต อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ประจำภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า แรงกดดันทางเศรษฐกิจทำให้คนจากทั่วประเทศต้องเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เมืองเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการก่อสร้างเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้สาธารณูปโภคที่จะมารองรับไม่เพียงพอ ประกอบกับมีการพัฒนาพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น มีการสร้างหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่รับน้ำ หรือแนวฟลัดเวย์ทำให้กีดขวางทางระบายน้ำ หรือมีการถมดินเพื่อสร้างบ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม จนทำให้พื้นถนนต่ำกว่า เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองปลายน้ำ โอกาสที่น้ำท่วมเมืองจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ คนเมืองกรุงจึงต้องทำใจยอมรับให้ได้ในระดับหนึ่ง และคิดในเชิงบวกว่าเราจะอยู่อย่างไรกับธรรมชาติที่เกิดขึ้น จะแก้ปัญหาและจัดการกับระบบน้ำอย่างไร โดยยอมรับกับธรรมชาติของน้ำ ซึ่งก็มีหลายแนวคิดที่ใช้ประสบความสำเร็จมาแล้วกับเมืองที่มีลักษณะเหมือนกรุงเทพฯ เช่น ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น สำหรับประเทศไทยมีภูมิปัญญาในการอยู่ร่วมกับน้ำคือ การยกใต้ถุนสูง ที่สามารถนำมาประยุกต์ในการปรับปรุงเมืองยุคใหม่ได้

ด้าน นพนันท์ ตาปนานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านผังเมือง กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในช่วงนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งทำให้มีฝนตกในภาคกลางและกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งปริมาณน้ำฝนรวมและปริมาณน้ำฝนในช่วงระยะที่ฝนตก ทำให้ระบบการระบายน้ำซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ได้

“การแก้ไขก็คงต้องรื้อและปรับปรุงระบบ ซึ่งก็ต้องมีการศึกษาวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง และดำเนินการไปตามลำดับ คงต้องนึกภาพว่าถ้าเปลี่ยนท่อระบายน้ำกันทั้งกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร ส่วนเสริมอื่นๆ ที่ต้องทำในเบื้องต้นอาจเป็นการทำพื้นที่หน่วงน้ำหรือแก้มลิงไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และดึงน้ำรอระบายจากถนนไปเก็บไว้ในนั้น”

ขณะที่แหล่งข่าวจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งเห็นว่า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะพัฒนาโครงการจัดสรรตามที่ผังเมืองกำหนด หรือสิ่งที่ภาครัฐวางกรอบการพัฒนากำหนดในรูปแบบของผังเมือง แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเมื่อพัฒนาไปแล้วไม่ได้คำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา เช่น พัฒนาโดยการไปถมที่ดินทับลำราง ทางน้ำไหลผ่าน หรืออาจจะพัฒนาอยู่บนพื้นที่รับน้ำ

“ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการจะพัฒนาโครงการใหม่ขึ้นมาต้องคำนึงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมา เช่น อาจจะต้องมีการก่อสร้างพื้นที่หน่วงน้ำภายในโครงการ เพื่อเป็นการระบายน้ำภายในพื้นที่โครงการ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดกับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการ แต่ก็เป็นที่ทราบว่าการลงทุนเพื่อป้องกันน้ำท่วมมากขึ้น ภาระที่แท้จริงก็จะตกไปอยู่กับผู้บริโภค”

ขณะที่ ปิยะ ประยงค์ กรรมการผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจแวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ให้ความเห็นว่า ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ รวมไปถึงหลายจังหวัดในเขตปริมณฑลนั้น ไม่ได้เพิ่งจะมาเกิดปัญหาใหญ่ในช่วงนี้ แต่หากศึกษาในอดีตจะพบว่ามีปัญหามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมัยรัชกาลที่ 5 ก็พบปัญหาดังกล่าว เนื่องจากในพื้นที่ภาคกลางนั้นเป็นที่ราบลุ่ม พื้นที่ดินต่ำ การแก้ไขปัญหาควรจะต้องมีการวางแผนอย่างบูรณาการร่วมกันในหลายหน่วยงานเหมือนกับประเทศเนเธอร์แลนด์ที่มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ

“กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่รับน้ำอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้น้ำระบายออกได้รวดเร็ว ในหลายครั้งที่ผ่านมาจะพบว่ามีมวลน้ำขนาดใหญ่ทางภาคเหนือไหลลงมา ทำอย่างไรจะทำให้เกิดการระบายออกอย่างรวดเร็วไปยังโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยต้องมีการขุดลอกคลองหรือลำราง รวมไปถึงใช้หลักในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมีการพร่องน้ำออก แต่ที่ผ่านมาแทบจะไม่เห็นหน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ปัญหาการรุกล้ำบริเวณลำคลองนั้นยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ปัญหาขยะล้นเมือง เป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ระบบการรับน้ำและระบายน้ำไม่มีประสิทธิภาพ” ปิยะ กล่าว

 

กฐินคอร์รัปชั่น สกัดโจรปล้นชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 ตุลาคม 2559 เวลา 09:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/459095

กฐินคอร์รัปชั่น สกัดโจรปล้นชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชั่นแห่งประเทศไทย จัดโครงการสัมมนาเชิงวิชาการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในหัวข้อ “คอร์รัปชั่น…หายนะประเทศไทย” ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กล่าวเปิดสัมมนา

พล.อ.เปรม กล่าวว่า การคอร์รัปชั่นนิยมแปลความหมายว่าการโกงชาติ แต่ส่วนตัวยืนยันจะแปลความหมายว่าเป็นการปล้นชาติ ทั้งนี้ มีความพยายามคิดค้นวิธีการปราบการปล้นชาติ ที่ผ่านมาตัวเองเคยเสนอว่าเราต้องเริ่มต้นจากเด็ก และเราต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างโดยเริ่มจากคนในชาติของเรา

“เราไม่มีมาตรวัดความขี้โกง ไม่มีมาตรวัดความร่วมมือ แต่ทางสมาคมอาจมีข้อมูลตัวเลขว่าความรู้จักละอายของคนในชาติเราลดลงหรือมากขึ้น ที่ผ่านมามีความร่วมมือดีขึ้น เหมือนเดิม หรือลดลง เรื่องนี้คือปัญหาที่ยากมาก เราต้องช่วยกันคิดวิธีแก้ปัญหาว่ามีวิธีใดบ้างที่สร้างแรงจูงใจให้คนเลิกคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ ไม่ได้มาปล้นตนเอง เพราะอยู่แบบนี้ก็สบายดี จะไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนทำไม นั่นคือปัญหาที่ยิ่งใหญ่ ผมก็ได้แต่บอกว่าคนเราเกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน” พล.อ.เปรม กล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเทศเรามีความรักชาติพอสมควร ถ้าเรานำเรื่องคอร์รัปชั่นไปพูดให้ทุกคนเกิดความเข้าใจว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีงบประมาณไม่เพียงพอ การสร้างโบสถ์สร้างวัดยังบริจาคกันได้ ดังนั้น การบริจาคเงินมาสร้างเครื่องมือปราบทุจริตก็น่าเป็นไปได้ ส่วนตัวคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามคอร์รัปชั่นนั้นยังไม่เพียงพอ

“ทุกคนต้องมาช่วยกัน เช่น บ้านเกิดของผมอยู่ที่ จ.สงขลา มีเกาะยอ มีคลองกั้น เมื่อรัฐบาลทำสะพานผมก็ไปนั่งคุยกับเพื่อนๆ และมีผู้หญิงคนหนึ่งนำเงินมาให้ผม 1,000 กว่าบาท ผมก็ถามว่านำมาให้ทำไม หญิงคนนั้นก็บอกว่าเมื่อก่อนจะเขาข้ามไปตัวอำเภอเมืองแต่เขาไม่กล้าข้ามคลอง กลัวเรือจะล่มเนื่องจากว่ายน้ำไม่เป็น แต่ตอนนี้มีสะพานแล้วเขาก็สามารถข้ามไปฝั่งตัวเมืองได้ ซึ่งเงิน 1,000 บาทนั้นคือค่าเรือจ้างที่เขาเก็บออมไว้ได้จึงนำมาให้”

ประธานองคมนตรี กล่าวว่า คนไทยมีจิตใจที่ปรารถนาดีต่อชาติถ้าไม่มีสตางค์เราก็ทอดกฐินคอร์รัปชั่นของเราไป การปราบปรามการปล้นชาตินับเป็นประโยชน์อย่างมาก หากมีเอกสารให้เด็กๆ ได้รับรู้ว่าการโกงเป็นเรื่องที่ไม่ดี อยากให้ทุกคนไปทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการริเริ่มเพราะทุกคนต่างมีข้อมูลกันอยู่แล้ว

“แต่สิ่งที่ยากมากคือระบบอุปถัมภ์ ผมคิดไม่ออกว่าจะแก้อย่างไร หากบอกว่าคนไทยช่วยเหลือคนผิด มันก็จริง แต่เขาก็ต้องตอบแทนบุญคุณซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูก มันจึงเป็นเรื่องยาก แต่ผมคิดว่านี่คือปัญหาใหญ่ที่เราต้องมานั่งช่วยกันคิดว่าเขาต้องแยกให้ออกว่าอะไรควรจะอุปถัมภ์ได้หรือไม่ได้” พล.อ.เปรม กล่าว

ด้าน พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า การทำงานของ ป.ป.ช. เมื่อพบมูลความผิดก็จะรับเรื่องและดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และเมื่อเข้าสู่กระบวนการทางศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ การทำคดีต้องแล้วเสร็จภายใน 2 ปี ดังนั้นเมื่อครบ 3 ปีต้องมีบุคคลที่รับผิดชอบต่อการทุจริตที่เกิดขึ้นส่วนการทำคดีที่ค้างอยู่ในระบบประมาณ 500 เรื่องให้แล้วเสร็จ ภายใน 3 ปี

การแก้ไขปัญหาทุจริตที่จะเอาชนะได้จริงต้องอยู่ที่การป้องกันและปลูกฝัง ซึ่งเป็นเหมือนงานปิดทองหลังพระ ป.ป.ช. จึงมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระยะที่ 3 (2560-2564) โดยกำหนดเป้าประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต ด้วยการปลูกฝังให้คนในชาติทุกช่วงวัยไม่ยอมรับและไม่ทนต่อการทำทุจริต และมีบทบาทร่วมกันทำทุจริตในชาติให้กลายเป็นศูนย์ภายใน 5 ปี

 

กินเจผวาสารพิษในผักผลไม้ 68 ชนิด คะน้า-ส้มสายน้ำผึ้งครองแชมป์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ตุลาคม 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/458866

กินเจผวาสารพิษในผักผลไม้ 68 ชนิด คะน้า-ส้มสายน้ำผึ้งครองแชมป์

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เทศกาลกินเจทุกครั้งส่งผลให้ปริมาณการบริโภคผักผลไม้ในท้องตลาดสูงขึ้นหลายเท่าตัว ฟังแล้วเป็นเรื่องที่ดี   ทว่าผลการสุ่มตรวจล่าสุดของเครือข่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) กลับพบเรื่องที่น่ากังวลของคนกินผัก เนื่องจากผลไม้และผักมีสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานสูงเกินกว่าครึ่งของกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ

ที่น่ากลัวที่สุดคือ พบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตามรายชื่อวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ซึ่งยกเลิกการใช้แล้ว ได้แก่ ไดโครโตฟอส เอ็นโดซัลแฟน เมทามิโดฟอส และโมโนโครโตฟอส รวมทั้งวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่กรมวิชาการเกษตรไม่อนุญาตทะเบียน 2 ชนิด คือ คาร์โบฟูรานและเมโทมิล ตกค้างอยู่ในผลผลิตรวม 29  จาก 158 ตัวอย่าง หรือคิดเป็น 18.4%

เครือข่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) สุ่มตัวอย่างผักและผลไม้ที่นิยมบริโภค 16 ชนิด ประกอบด้วย ผัก 10 ชนิด รวม 158 ตัวอย่าง  ระหว่างวันที่ 23-29 ส.ค. 2559 โดยเก็บตัวอย่างจากห้างโมเดิร์นเทรด 3 ห้างหลักและตลาดค้าส่ง 3 แห่ง ย่านปทุมธานี นครปฐม และราชบุรี พบว่าผักผลไม้ในช่วงปลายเดือน ส.ค. หรือก่อนช่วงเทศกาลกินเจมีแนวโน้มพบสารพิษตกค้างสูงกว่าช่วงกลางเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยมีสารตกค้างเกินค่า MRL 88 ตัวอย่าง คิดเป็น 56% ขณะที่ผลไม้มีสารตกค้างเกินค่ามาตรฐานถึง 65%

สำหรับสารพิษตกค้างที่พบมีถึง 68 ชนิด จำแนกเป็น 3 ประเภท คือ สารกำจัดไร สารกำจัดแมลง และสารป้องกันและกำจัดโรคพืช ซึ่งผักที่พบสารตกค้างมากที่สุด คือ คะน้า ตามด้วยพริกแดง ถั่วฝักยาว กะเพรา ผักบุ้ง มะเขือเปราะ แตงกวา มะเขือเทศ ขณะที่กะหล่ำปลี และผักกาดขาวพบน้อยที่สุด ส่วนผลไม้ที่พบสารตกค้างมากที่สุด คือ ส้มสายน้ำผึ้ง ตามด้วยแก้วมังกร ฝรั่ง มะละกอ แตงโม และแคนตาลูป

ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ระบุว่า ผักและผลไม้จากห้างโมเดิร์นเทรด มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานมากถึง 70% ทั้งที่ผู้บริโภคต้องจ่ายสินค้าในห้างโมเดิร์นเทรดแพงหลายเท่าตัว ขณะที่ผักผลไม้จากตลาดค้าส่งมีสารพิษตกค้างอยู่ที่ 54%

ส่วนฉลากรับรองสินค้าเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ พบว่าฉลาก Q-GAP พบสารพิษตกค้างเกินค่า MRL มากที่สุด โดยตรวจพบ 10 จาก 16 ตัวอย่าง รองลงมา คือ Q-GMP พบ 6 จาก 10 ตัวอย่าง และผักผลไม้ที่ติดฉลากว่าสินค้าปลอดภัยไม่มีตรารับรองมาตรฐานพบ 5 จาก 10 ตัวอย่าง นอกจากนี้ในกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ ตรารับรอง Organic Thailand พบสารตกค้างเกินค่า MRL 2 จาก 10 ตัวอย่าง ตรารับรองอินทรีย์อื่นพบ 2 ใน 9 ตัวอย่าง และไม่มีตรามาตรฐานพบ 4 จาก 8 ตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าระบบการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ยังมีปัญหา จากการตรวจพบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานถึง 16 จาก 26 ตัวอย่าง หรือ 65% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด และสูงกว่าการตรวจสอบในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่พบ 57%

สารพิษที่พบนั้นเป็นสารที่มีการดูดซึม ส่วนใหญ่เป็นสารกำจัดเชื้อรา โอกาสที่ล้างออกนั้นค่อนข้างยาก ซึ่งจะพบกระจายในหลายชนิดผัก การพบสารเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงของการก่อเกิดโรคมะเร็ง เป็นสาเหตุที่คนไทยเสียชีวิตมากอันดับ 1 ชั่วโมงละ 8.5 คน รวมถึงต่อมไร้ท่อ พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เป็นต้น ทางที่ดีที่สุดคือผู้บริโภคควรหันไปเลือกซื้อผักผลไม้ที่ผลิตจากแหล่งผลิตเกษตรอินทรีย์ที่น่าเชื่อถือ

ปรกชล กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องยกประเด็นความปลอดภัยจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชให้เป็นวาระสำคัญของประเทศ เพราะครึ่งหนึ่งของผักผลไม้ในท้องตลาดมีสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐาน รวมถึงผู้บริโภคต้องทบทวนการซื้อผักผลไม้จากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ จนกว่าจะลดปัญหาสารพิษตกค้างอย่างเป็นรูปธรรม

“เรื่องนี้ต้องดำเนินการทางกฎหมายใน 2 ส่วน คือ พ.ร.บ.อาหาร ซึ่งจะกำหนดไว้ว่าหากเป็นอาหารที่มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานก็จะถือเป็นอาหารที่ไม่ปลอดภัย หรือกรณีที่อ้างว่าตนเองเป็นเกษตรอินทรีย์เวลามีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐานก็จะถือว่าเป็นอาหารผิดมาตรฐานด้วย” ปรกชล กล่าว

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา จากกลุ่มกินเปลี่ยนโลก กล่าวว่า ขอเสนอให้ภาครัฐสุ่มตรวจอย่างเป็นกลาง ทุกฤดูกาลประมาณ 3 ครั้ง/ปี สำหรับวันที่ 7 ก.ย.  ทางกลุ่มไทยแพลนจะยื่นเอกสารผลตรวจดังกล่าวไปยังกรมวิชาการเกษตรและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  เพื่อให้ติดตามการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

 

“ภาษีเน็ตไอดอล”…ราคาที่ต้องจ่ายของคนดังโลกโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 21:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/458849

"ภาษีเน็ตไอดอล"...ราคาที่ต้องจ่ายของคนดังโลกโซเชียล

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ในวันที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง  อินเตอร์เน็ตกลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ ทั้งยังนับเป็นบันไดต่อยอดสู่การเป็นผู้ทรงอิทธิพลในโลกเสมือน เพื่อสร้างรายได้จากการขายสินค้าและบริการ

เมื่อเร็วๆนี้ กระทรวงการคลังประกาศว่า จะเดินหน้าจัดการเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์ที่กำลังเติบโตอย่างพรวดพราด โดยพุ่งเป้าไปยังบรรดาแอดมินเพจชื่อดังและเน็ตไอดอลที่มียอดผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก ซึ่งมักได้รับการติดต่อจากเจ้าของผลิตภัณฑ์ในการโฆษณาสินค้า

หรือว่าเม็ดเงินมหาศาลของเน็ตไอดอลกำลังสั่นสะเทือน…

ตั้งทีมเฉพาะกิจจับตาเน็ตไอดอล

ข้อมูลจากสมาคมโฆษณาดิจิทัล ประเทศไทย พบว่า ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ทั้งสิ้น  38 ล้านคน หรือคิดเป็น 56% ของจำนวนประชากรทั้งหมด มีผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์สูงถึง 41 ล้านคน เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่นิยมสูงสุดสามอันดับแรก ได้แก่ เฟซบุ๊ก 92.1% ไลน์ 85.1% และกูเกิล 67%

สำหรับเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้  Nielsen บริษัทวิจัยการตลาด ระบุว่า เม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ เติบโตอยู่ที่ 849 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 72.56 % ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของ PwC ที่คาดการณ์ในปี 2563 มูลค่าการใช้จ่ายผ่านโฆษณาออนไลน์จะอยู่ที่ 3,100 ล้านบาท เติบโต 117% จากคาดการณ์ปี 2559 ที่ 1,400 ล้านบาท

ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบายว่า ภาษีสำหรับธุรกิจขายของออนไลน์ แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ธุรกิจที่มีการซื้อขายสินค้าในประเทศ และธุรกิจที่มีการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ

“ธุรกิจที่มีการซื้อขายสินค้าในประเทศ การเก็บภาษีธุรกิจอีคอมเมิร์สนั้นมีมานานแล้วในประเทศไทย บริษัทใหญ่ๆไม่มีปัญหาในการจัดการเรื่องนี้ ปัญหาคือวันที่ทุกคนสามารถขายสินค้าได้อย่างอิสระ ไม่ต้องมีหน้าร้าน พ่อค้าแม่ค้าเต็มโลกออนไลน์ ทำให้ยากต่อการติดตาม อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกรมสรรพากรได้ตั้งทีมงานติดตามบุคคล เพจ หรือร้านค้าในโลกออนไลน์แล้ว โดยเฉพาะบุคคลหรือร้านค้าที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก และพบการค้าขาย รีวิวโฆษณา ที่สะท้อนให้เห็นว่า มีรายได้จำนวนมาก ทีมงานจะทำหนังสือแจ้งเตือนให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี”

ส่วนธุรกิจที่มีการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ การซื้อขายสินค้ากับเว็บไซด์ต่างประเทศ หรือบุคคลที่ได้รับเงินว่าจ้างจากธุรกิจในต่างประเทศ  กฎหมายบ้านเรายังไปไม่ถึง นอกเหนืออำนาจ อยู่ระหว่างพัฒนา ปรับปรุง และเตรียมออกกฎหมายต่อไป เพื่อให้คลอบคลุมถึงการซื้อขายระหว่างประเทศ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้”

ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร

อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า โดยปกติเน็ตไอดอลที่คนติดตามจำนวนมากในโลกออนไลน์ มีรายได้จาก 3 แหล่ง คือ รายได้จากการเขียน ได้แก่ การรีวิว โฆษณาสินค้า รายได้จากการขาย เช่น ครีม อาหารเสริม วิตามิน และรายได้จากการโชว์ตัว ออกอีเวนท์

“รายได้เท่าไหร่ ขึ้นกับความนิยมที่พวกเขาได้รับ ฐานคนติดตาม และรูปแบบการนำเสนอสำหรับบริษัทผู้ว่าจ้าง ก่อนจ่ายเงินให้กับพวกเขาต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย  นำเงินส่งเข้าสรรพากร ซึ่งเท่ากับว่ เกิดร่องรอยเส้นทางการเงินในระบบ และทำให้รู้ว่าใครเป็นผู้จ่าย ผู้รับ ตรวจสอบเส้นทางการเงินและติดตามได้ ตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่น ไอโชว์ (iShow) ที่ว่าจ้างนางแบบมาโชว์ตัวและร่วมสนทนากับผู้ชม พวกเขาก็จัดการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ก่อนเช่นกัน 

ส่วนบริษัทเล็กๆ ที่ว่าจ้างด้วยเงินสดหรือโอนเงินเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนั้นมีจริง แต่พฤติกรรมเช่นนี้ไม่ส่งผลดี ขัดขวางการเติบโตของผู้ค้าเอง เสียระบบจัดการ หากคณะทีมงานพิเศษของกรมสรรพากร  ติดตามเจอในภายหลัง ก็จะส่งใบแจ้งเตือนไปแน่นอน ก่อนมีมาตรการทางกฎหมายต่อไป”

ทั้งนี้ เน็ตไอดอลมีชื่อเสียงโด่งดัง มีการติดตามจำนวนมาก และมีรายได้ต่อปี มากกว่า 1.8 ล้านบาท ล้วนมีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจ และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ปัจจุบันพวกเขากำลังถูกจับตาจากกรมสรรพากร สิ่งต่างๆ ที่โพสต์ ขายสินค้าหรือโฆษณาบริการนั้น นับเป็นหลักฐานผูกมัดการมีรายได้ของตัวเอง

ชา-อนุชา แสงชาติ ผู้ก่อตั้งเพจ Lowcostcosplay

รับงานบริษัทใหญ่ปลอดภัยไร้กังวล

ชา-อนุชา แสงชาติ ผู้ก่อตั้งเพจสุดฮอตอย่าง “Lowcostcosplay” เผยว่า การสร้างรายได้จากโฆษณาและสินค้าออนไลน์นั้น มีผู้ว่าจ้างหลากหลายรูปแบบ หากเป็นแบรนด์ใหญ่ระดับประเทศหรือระดับโลก ขั้นตอนการจ้างจนกระทั่งรับเงิน เป็นไปตามระเบียบกฎหมายอยู่แล้ว

“ผู้มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์มีหลายแขนง บางคนถูกมองเป็นเน็ตไอดอล บางคนเป็นศิลปิน บางคนเป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ หรือผู้มีอำนาจในโลกออนไลน์ สินค้าที่ติดต่อเข้ามาพวกโฆษณาแฝงหรือการไทอิน (tie-in) ก็แตกต่างกันไป แล้วแต่ความเหมาะสม ส่วนตัวได้รับการติดต่อจากเอเจนซี่ของบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกอยู่แล้ว การรับงานก็เป็นไปอย่างสบายใจทำข้อตกลงที่มีระบบ ถูกต้องตามกฎหมาย หัก ภาษี ณ ที่จ่ายชัดเจน ผมไม่มีปัญหา ถึงเวลาก็ไปยื่นแบบเสียภาษีอีกครั้ง ปัญหามักเกิดขึ้นกับแบรนด์เล็กๆ ที่พึ่งเกิดใหม่ ที่ทำการว่าจ้างเน็ตไอดอล โดยมีวิธีการจ่ายค่าจ้างด้วยเงินสด ทำให้หลุดรอดจากการเสียภาษี”

ในฐานะผู้หารายได้จากโลกออนไลน์ อนุชาแนะว่า นอกจากไล่เก็บภาษี กรมสรรพากรควรพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลให้เกิดความสะดวกมากขึ้นกว่าปัจจุบันที่เห็นว่ายังมีความยุ่งยากซับซ้อนอยู่ เพื่อเอื้อให้ผู้มีรายได้จ่ายภาษี อย่างเอกสารที่ได้รับจากค่าจ้างหลังการหักภาษี ณ ที่จ่าย ที่ต้องเก็บไว้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีอีกครั้ง

“เราเสียภาษีในระบบไปแล้วครั้งหนึ่ง สรรพากรมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว ถึงเวลาไม่น่าจะต้องถือเอกสารไปยื่นแสดงอีกรอบ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบของรัฐบาลที่ต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับอาชีพใหม่ที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ”

ไม่จ่ายเพราะเห็นว่าไม่คุ้ม

เรตค่าจ้างของเน็ตไอดอลในการรีวิวสินค้าไม่มีราคาที่ชัดเจนเป็นมาตรฐาน เรียกว่ายิ่งดังยิ่งเเพง 

โดยทั่วไปการโฆษณาเเบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ประกอบด้วย 1.โพสต์สินค้าอย่างเดียว  2.ถือสินค้าโพสต์ภาพ เเละ 3.คลิปวิดีโอ  ผลสำรวจที่ผ่านมาหลายเเห่งระบุตรงกันว่า หากมีผู้ติดตามเกิน 1 เเสนคน จะได้ค่าโพสต์ครั้งละ 35,000 บาท หากผู้ติดตาม 2 แสนขึ้นไป  45,000 บาท และหากถึง 5 แสนคน เงินค่าโพสต์จะทะลุไปถึง 50,000 บาททีเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามไปยัง ผู้จัดการเน็ตไอดอลรายหนึ่ง พบว่า เรตราคาในปัจจุบันนั้นลดลงกว่าในอดีต เนื่องจากมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาสู่วงการเพิ่มมากขึ้นทุกวัน หากมียอดติดตามไม่เกิน 5 แสน และไม่ได้มีบุคคลิกลักษณะเฉพาะอย่างแท้จริงกับตัวสินค้า ค่าจ้างต่อหนึ่งโพสต์อยู่ในระดับหลักพันเท่านั้น ต้องมีระดับการติดตามหลักล้านขึ้นไป หรือโด่งดังจริงๆ ค่าตัวจึงจะพุ่งไปสู่ระดับหลักหมื่น

“เรตเดิมที่มีการเปิดเผยก่อนหน้านี้ คนติดตาม 5 แสน ค่าจ้าง 5 หมื่น ยืนยันว่าสมัยนี้ไม่มีแน่นอน  เพราะหน้าใหม่ หน้าเก่าเยอะมาก ผู้จ้างมีตัวเลือกมากขึ้น พวกที่ยอดฟอลโล่ตั้งแต่ 1-3 แสน จ้างไม่เกิน 3 พันบาทต่อโพสต์ด้วยซ้ำ  เพราะระดับนี้เกลื่อนทั่วโลกออนไลน์  ที่สำคัญค่าจ้างไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตาม แต่อยู่ที่ตัวเน็ตไอดอลเองด้วย หากเป็นพวกที่ก้าวไปสู่ระดับวงการบันเทิงบ้างแล้ว ค่าจ้างก็จะมากขึ้น”

ผู้จัดการเน็ตไอดอลรายนี้ว่า ทุกวันนี้การสร้างชื่อในโลกโซเชียลทำได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างทำคลิปวิดีโอลักษณะเซ็กซี่ 1 ตัว วันถัดมาก็มียอดติดตามพุ่งจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันสูง ตัดราคาเพื่อแข่งขันกันเองในผู้เล่นหน้าใหม่

“สินค้าแบรนด์เล็กๆผลิตใหม่ จ่ายกันเป็นเงินสดหรือโอนให้กันอยู่แล้ว ดีลระหว่างสองคน  เอ้า ถือโปรดักให้หน่อย คิดราคาเท่าไหร่ว่ากันไป ไม่ถึงขั้นเซ็นสัญญาจริงจัง ผู้จ้างก็เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจเงินไม่ค่อยมีเงิน ส่วนใหญ่เลือกจ้างเน็ตไอดอลหลายๆคน คนละ 2-3 พัน 10 คน รวมกัน 3 หมื่นบาท แลกกับผู้ติดตาม 1 ล้านกว่าคน”

สำหรับประเด็นการตรวจสอบภาษี ผู้คลุกคลีในวงการเน็ตไอดอล ระบุ อาจเป็นเรื่องยากสำหรับเหล่าเน็ตไอดอลหน้าใหม่ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้ราคาที่แน่ชัด บางรายอ้างว่าทำฟรี ขณะที่บางคนภาพที่แสดงออกมานั้นดูเหมือนว่าได้เงินสูงมาก แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่อย่างที่คิด

แนตตี้ (นามสมมติ) เน็ตไอดอลสาวสวยเซ็กซี่ที่มีผู้ติดตามกว่า 3 แสนคนบนเฟซบุ๊ก บอกว่า ได้รับค่าตัวจากการโพสต์ภาพคู่สินค้า 1.5 หมื่นบาท หากเป็นคลิปวิดีโอ 2 หมื่นบาท เจ้าของสินค้าจะเลือกว่าจ้างผู้ที่มีบุคคลิกลักษณะเข้ากับผลิตภัณฑ์ แน่นอนว่า สินค้าส่วนใหญ่ที่ตนเองและเพื่อนได้รับเป็นพวก อาหารเสริมและครีมบำรุงผิว

“สินค้าพวกนี้ราคามันก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ รวมถึงการเจรจาด้วย ยอมรับว่าที่ผ่านมา ก็มีการให้ค่าจ้างเป็นเงินสด”

สาวสวยรายนี้ กล่าวว่าสาเหตุที่หลายคนไม่อยากจ่ายภาษี คือ ไม่คิดว่าได้รับความคุ้มครองในโลกออนไลน์ กลุ่มเน็ตไอดอลที่มีผู้ติดตามจำนวนมากมักถูกแฮ็กเฟซบุ๊ก ปลอมแปลง แอบอ้าง นำภาพไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตบ่อยครั้ง ภาษีที่เสียไปควรจะช่วยคุ้มครองและแก้ปัญหาเรื่องแบบนี้ได้บ้าง

“จ่ายไปแล้วรู้สึกไม่คุ้มค่า เขาก็ไม่เต็มใจที่จะจ่าย เคยเดินทางไปแจ้งความ หลังจากถูกคนร้ายแฮ็กเฟซบุ๊กและนำภาพไปหาประโยชน์ แต่สุดท้ายก็ไม่มีความคืบหน้า  ภาษีที่ทุกคนเสียไป เข้าใจว่า เพื่อเอาไปพัฒนาประเทศ ถนน เสาไฟฟ้า สะพาน ท่อประปา รวมถึงสวัสดิการ แต่ในโลกออนไลน์ก็ควรจะได้รับการคุ้มครองที่มากกว่าเดิมเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม บทลงโทษของการไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯภายเวลาที่กำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 2,000บาท ขณะที่รายได้ถึงเกณฑ์ที่จะต้องเสียภาษี แต่ไม่ไปเสียภาษีมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท จำคุกไม่เกิน 6 เดือน และต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อเดือนจนกว่าจะเสียภาษี ส่วนกรณีที่ไม่ได้ยื่นแบบฯไว้หรือยื่นแล้ว แต่ชำระภาษีขาดไป หากถูกพนักงานตรวจสอบและออกหมายเรียก นอกจากจะต้องเสียเงินเพิ่มแล้ว ยังเสียเบี้ยปรับอีก 1 เท่า หรือ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระอีก แต่เบี้ยปรับอาจลด หรือไม่เก็บก็ได้ตามระเบียบ ทั้งนี้กรณีจงใจแจ้งข้อความเท็จ แสดงหลักฐานเท็จหรือฉ้อโกง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี  และปรับตั้งแต่สองพัน ถึงสองแสนบาท

คำกล่าวคลาสสิกที่ว่า สิ่งแน่นอนสองอย่างในชีวิตที่เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้คือความตายและการเสียภาษี ประโยคนี้น่าจะทำให้เหล่าบรรดาเน็ตไอดอลทั้งหลายตื่นตัวมากขึ้นไม่มากก็น้อย

 

อิทธิพล “ลานินญา” ฤดูฝนลากยาวถึงสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ตุลาคม 2559 เวลา 07:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/457979

อิทธิพล "ลานินญา" ฤดูฝนลากยาวถึงสิ้นปี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กรมอุตุนิยมวิทยาและนักวิชาการด้านสภาพอากาศยืนยันตรงกันว่า ปริมาณฝนและพายุที่เกิดขึ้นในปีนี้ จะไม่ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมจนลามไปเป็นอุทกภัยระดับเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2554 โดยตัวเลขปริมาณฝนทั่วทั้งประเทศในปีนี้มากกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 5-10% อย่างไรก็ตามคาดการณ์ว่าจะมีพายุใหญ่เข้าประเทศไทยอีก 2 ลูก ซึ่งแม้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ แต่สิ่งที่อาจเลี่ยงไม่ได้ก็คือปัญหาน้ำท่วมในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มหรือเป็นจุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง ทั้งภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน

รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ระบุว่า แม้สถานการณ์ปริมาณฝนจะเริ่มคลี่คลายลง แต่สิ่งที่ยังต้องระวังและต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดคือ ช่วงวันที่ 5-7 พ.ย. ซึ่งจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำจากทะเลจีนใต้ หรือแนวของมวลอากาศที่มีความหนาแน่นต่ำได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ และมีมวลอากาศที่มีความกดสูงกว่ากระจายอยู่รอบแนว 2 ด้าน จากประเทศจีน

ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีแนวโน้มเกิดพายุพัดเข้าไปในประเทศเวียดนาม อาจกระทบถึงประเทศไทยในส่วนทะเลอันดามัน อย่างไรก็ตามการคาดการณ์ดังกล่าวจะบอกได้ชัดเจนได้เมื่อนำข้อมูลด้านแนวโน้มเกิดพายุจากองค์การสากลอย่างอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) มาคำนวณอย่างละเอียด เพื่อระบุทิศทางของพายุได้ โดยสามารถบอกล่วงหน้าก่อนเกิดพายุได้เพียง 2 สัปดาห์ ขณะที่ข้อมูลด้านอากาศของหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ในประเทศไทยจะบอกล่วงหน้าได้เพียง 1 สัปดาห์

ทั้งนี้ การคาดการณ์การเกิดพายุต้องใช้ข้อมูลหลายส่วนประกอบกัน เช่น อุณหภูมิผิวน้ำทะเล ข้อมูลการรวมของแรงปะทะแรงดันอากาศต่ำ พร้อมกับมีแรงดันอากาศสูงที่ก่อให้เกิดลมส่งผลให้เกิดการเคลื่อนตัวเปลี่ยนรูปของเมฆ

จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำยังให้ทำต้องระวังเรื่องของปริมาณฝนคือ ต้องไม่ลืมว่าฤดูฝนในปีนี้ยังอยู่ในอิทธิพลของ “ลานินญา” ซึ่งเป็นองค์ประกอบปัจจัยเดียวกับปริมาณฝนที่ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 แม้จะไม่มีโอกาสเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เหมือนในอดีต แต่จะส่งผลให้การคาดการณ์ปริมาณฝนได้ยากขึ้น

โดยลานินญาจะพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำสูงกว่าทางตะวันออกอยู่แล้ว ยิ่งมีอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก เกิดการก่อตัวของเมฆและฝน บริเวณด้านตะวันตกของแปซิฟิกเขตร้อน ส่งผลให้มีฝนตกหนักบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริเวณชายฝั่งออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จะมีฝนตกมากกว่าปกติ และจะทำให้ฤดูฝนในประเทศไทยยืดยาวออกไปอีก

“ลานินญาจะทำให้พายุมาถึงประเทศไทยโดยไม่อ่อนกำลัง ยังไม่มีอะไรที่ทำให้วางใจได้แม้น้ำจะไม่ท่วมเหมือนปี 2554 แต่หลายพื้นที่ก็ยังมีโอกาสถูกน้ำท่วมได้ ขณะเดียวกันยังถือว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีพายุมากกว่า 2 ลูก และฝนยังมีโอกาสตกยาวไปถึงปลายปี แม้ในพื้นที่ภาคกลางหรือในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจมีฝนเบาบางลง ช่วงหลังเดือน พ.ย. แต่บางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ก็ยังเสี่ยงที่จะมีฝนตกหนักไปจนถึงต้นปีหน้า และเสี่ยงน้ำท่วมได้เช่นกัน”จิรพล กล่าว

อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (จิสด้า) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในภาพรวมไม่มีอะไรน่าวิตก และจากการติดตามภาพถ่ายดาวเทียมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางที่มีฝนตกในปริมาณมาก พบว่ามีน้ำท่วมทุ่งยังอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านไร่ โดยถือว่ายังน้อยหากเทียบกับเวลาเดียวกันเมื่อปี 2558 ที่จะมีน้ำท่วมเฉลี่ย 2 ล้านไร่ บริเวณน้ำท่วม 1 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่มีการเก็บเกี่ยวพืชผลเกษตรแล้ว และใกล้จะเก็บเกี่ยว แต่ยังมีพื้นที่ปลูกใหม่ 3 แสนไร่ หรือ 30% เท่านั้นส่วนใหญ่อยู่ใน จ.พิจิตร สุโขทัย และพิษณุโลก โดยฝนที่ตกต่อเนื่องไปถึงสัปดาห์หน้าทำให้พื้นที่น้ำท่วมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านไร่ ต้องแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ต่างๆ เป็นจุดๆ ไป

“เนื่องจากหลายพื้นที่ยังอยู่ในช่วงฤดูฝนที่ยาวไปถึงเดือน พ.ย. ยังมีโอกาสที่ฝนจะตกหนักในช่วงระหว่างนี้ รวมถึงยังมีโอกาสเกิดพายุ ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะมีอีกประมาณ 2 ลูก จิสด้าจะยังติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด”อานนท์ กล่าว