‘เซ็กซ์’ความรู้ที่ต้องส่งเสริม ผงะหญิงไทยมีคู่นอน5คนตั้งแต่วัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 กันยายน 2559 เวลา 06:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/457517

‘เซ็กซ์’ความรู้ที่ต้องส่งเสริม ผงะหญิงไทยมีคู่นอน5คนตั้งแต่วัยรุ่น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“อนาคตเป็นยุคของการพัฒนาตนเองในทุกด้านที่ต้องหลากหลาย ฉะนั้นคนรุ่นใหม่ต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอด” คำกล่าวตอนหนึ่งของ รศ.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในงานแถลงผลวิจัยพฤติกรรมสุขภาพของคนไทยซึ่งเป็นประเด็นที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำมาเป็นหัวข้อพูดคุยเรื่อง “เข้าใจพฤติกรรมต่างเจน ผ่านตัวชี้วัดสุขภาพคนไทย”

ผศ.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ คณะทำงานรายงานสุขภาพคนไทย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ฉายภาพว่า ปัจจุบันประชากรโลกถูกจัดแบ่งออกเป็น 7-8 ช่วงวัย (เจน) แต่สำหรับคนไทยปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัยหลัก คือ เจนเบบี้บูมเมอร์ ซึ่งเกิดระหว่างปี 2486-2503 มีอายุเฉลี่ย 56-74 ปี มีจำนวน 11.7 ล้านคน เจนเอ็กซ์ เกิดระหว่างปี 2504-2524 อายุเฉลี่ย 35-54 ปี มีจำนวนมากที่สุดถึง 23 ล้านคน ขณะที่เจนวาย เกิดระหว่างปี 2525-2548 อายุเฉลี่ย 11-34 ปี มี 22 ล้านคน และคนรุ่นหลังเจนวายมี 7.8 ล้านคน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน แต่คาดว่าอีก 20 ปีข้างหน้า เจนวายจะเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญมากที่สุดของประเทศ

ผศ.เฉลิมพล ระบุว่า เจนวายจะมีลักษณะการทำงานที่ไม่เหมือนคนรุ่นก่อน ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย อาทิ เปลี่ยนงานบ่อยเพื่อพัฒนาตนเองและหาโอกาสที่ดีกว่า รวมถึงคนเจนวายจะเติบโตมาพร้อมกับการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว จึงทำให้ทำงานหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้มีรายได้สูงกว่าเจนเอ็กซ์ แต่เรื่องที่น่ากังวลของคนกลุ่มนี้ คือ นิยมการใช้จ่ายสูง ฉะนั้นอนาคตมองว่าเจนเอ็กซ์และเจนวายต้องพึ่งพิงตนเองมากขึ้น และควรวางแผนเรื่องออมเงินให้มาก

ขณะที่การใช้ชีวิตพบว่าคนเจนเอ็กซ์และเจนวาย พบว่าการแต่งงานลดลงเช่นเดียวกับความต้องการมีลูก สาเหตุหลักมาจากคนสองกลุ่มนี้ต้องการความเป็นอิสระในการใช้ชีวิต จึงทำให้ผู้หญิงยุคใหม่นิยมพึ่งพาตนเองมากขึ้น นอกจากนี้ ยังพบว่าคนเจนวายใช้เวลาการทำกิจกรรมทางกายในที่ทำงานน้อยที่สุดเฉลี่ย 1.1 ชั่วโมงต่อวัน จึงมองว่าวิถีชีวิตที่เปลี่ยนนี้อาจนำมาสู่ผลทางด้านพฤติกรรมเรื่องสุขภาพ

“จากการสำรวจพฤติกรรมการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ ปัจจุบันพบกลุ่มหน้าใหม่ที่เพิ่มมีช่วงอายุที่ลดลง  คือพบตั้งแต่อายุ 15-24 ปี เช่นเดียวกับพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก เพราะจากการสำรวจในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่าคนเจนวายรุ่นใหม่มีคู่นอนตั้งแต่อายุ 15-19 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงช่วงอายุนี้มีคู่นอนถึง 5 คน เท่ากับวัยรุ่นชาย ฉะนั้น มองว่าอนาคตเรื่องเซ็กซ์ควรต้องสร้างการรับรู้ เพื่อให้เด็กเข้าใจถึงเรื่องเซฟเซ็กซ์ให้มากขึ้น” ผศ.เฉลิมพล ระบุ

ขณะที่เจนเอ็กซ์โตขึ้นมากับวัฒนธรรมไทยที่มีกลิ่นอายของต่างชาติเข้ามา เช่น ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด และความเป็นเมืองมากขึ้น จึงทำให้พฤติกรรมทางสังคมเปิดกว้าง และเมื่อมีเทคโนโลยีเข้ามามากขึ้นเมื่อเทียบกับยุคเบบี้บูมเมอร์ จึงทำให้คนกลุ่มนี้มีอัตราการแต่งงานที่ช้าลงและเป็นโสดเพิ่มขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้หลักประกันรายได้หลังเกษียณดีขึ้น แต่อนาคตก็อาจต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้นเช่นกัน ส่วนการพึ่งพาลูกหลานจะน้อยลง

ส่วนวัยเบบี้บูมเมอร์ พบว่ามีพฤติกรรมเคารพกติกาทางสังคมมากที่สุด แต่มีความหลากหลายน้อยกว่ารุ่นอื่น เพราะมีการใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ย 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เพื่อติดตามข่าวสารทั่วไปโดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ นอกจากนี้ คนรุ่นนี้จำนวนมากยังอยู่ในวัยทำงาน จึงยังไม่มีหลักประกันรายได้ที่มั่นคง ซึ่งมีเพียง 18% ที่มีหลักประกันรายได้ยามแก่ชราภายใต้กองทุนต่างๆ

ขณะที่ รศ.ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เมื่อสังคมปัจจุบันมีคนแต่ละเจน ซึ่งเกิดมาในยุคที่ต่างกัน ดังนั้นอย่าไปคาดหวังว่าเจนวายจะเหมือนกับเจนเอ็กซ์หรือเบบี้บูมเมอร์ ฉะนั้นสิ่งที่เปลี่ยนไปในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไปมาก ซึ่งปัจจุบันความเข้าใจตรงนี้อาจทำให้เจนวายถูกมองไม่ดีจากเจนอื่นว่ามีข้อจำกัดเรื่องการทำงานหลายอย่าง อาทิ ทำงานไม่ทน ฯลฯ แต่ส่วนตัวมองว่าคนเจนวายก็ยังมีดี คือ สามารถทำงานได้หลากหลาย ฉะนั้นเจนเอ็กซ์และเจนเบบี้บูมเมอร์ที่ทำงานร่วมกับเจนวาย ควรต้องเข้าใจและนำข้อดีของแต่ละเจนมาใช้ประโยชน์กับการทำงานให้มากที่สุด

ส่วนเรื่องเพศสัมพันธ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม เพราะสังคมปัจจุบันอิสระมากกว่าเมื่ออดีต จึงทำให้พฤติกรรมนี้ไม่มีใครไปห้ามการใช้ชีวิตได้ ฉะนั้นเมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปทำให้โอกาสที่การมีเพศสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น ก็ควรต้องให้ความรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยอย่างเหมาะสมกับคนรุ่นใหม่ ให้รู้จักป้องกันและปฏิเสธ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นไปตามอารมณ์

 

“จอดรถชั้นใต้ดินแล้วน้ำท่วม”เหตุสุดวิสัยนี้ใครรับผิดชอบ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 15:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/457162

"จอดรถชั้นใต้ดินแล้วน้ำท่วม"เหตุสุดวิสัยนี้ใครรับผิดชอบ?

เรื่อง…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ / ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก Nann Kokcharoenpong

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมงจนเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน

โดยเฉพาะผู้พักอาศัยคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านเมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ต้องเจอกับฝันร้าย หลังจากลานจอดรถชั้นใต้ดินถูกน้ำท่วมขัง ทำให้รถยนต์กว่า 30 คันจมน้ำพังเสียหาย

คำถามชวนสงสัยคือ เหตุการณ์นี้จะโทษฝนฟ้าที่ตกลงมาไม่หยุดหย่อน โทษเจ้าของคอนโดที่ไม่ยอมสูบน้ำ โทษเทศบาลที่ไม่วางแผนรับมือ หรือโทษตัวเองที่จอดรถไม่ดูตาม้าตาเรือ…ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ?

 

ภัยธรรมชาติหรือการกระทำของบุคคล?

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ เจ้าของเว็บไซต์ tanaiwirat.com มองว่า เรื่องฝนตก น้ำท่วม จะไปโทษฟ้าฝน โทษธรรมชาติอย่างเดียวคงไม่ได้

โดยปกติ ถ้าจอดรถอยู่ในอาคารคอนโดมิเนียม แล้วรถหาย ถูกขโมย เจ้าของคอนโดต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะอาคารดังกล่าวอยู่ในความคุ้มครองของเขา แต่กรณีฝนตกหนักลงมาต่อเนื่องติดต่อกันหลายชั่วโมง ไม่ได้เกิดจากการกระทำของบุคคล แต่เกิดจากธรรมชาติ จะไปกล่าวโทษธรรมชาติก็คงไม่ได้ ตรงนี้น่าจะอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของคอนโดมิเนียม ส่วนเทศบาลต้องรับผิดชอบไหม ต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆประกอบด้วยว่าเป็นความผิดของเขาหรือเปล่า  เช่น เรื่องการระบายน้ำ สูบน้ำ แต่ก็ยาก เพราะจะไปห้ามฟ้าห้ามฝนไม่ได้ เมื่อดูสองส่วนนี้แล้ว ก็ต้องไปดูอีกว่ารถคันนั้นทำประกันภัยรูปแบบใด คุ้มครองกรณีฝนตกน้ำท่วมแบบนี้ไหม  เพราะประกันภัยแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน

ทนายวิรัช แนะนำว่า เบื้องต้น เจ้าของรถควรพิจารณาเลือกสถานที่จอดรถด้วยความรอบคอบระมัดระวัง ตรงไหนเสี่ยงน้ำท่วม ตรงไหนปลอดภัย เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง

 

คอนโดมิเนียมต้องมีส่วนรับผิดชอบ

ขณะที่ เกิดผล แก้วเกิด ทนายความ กล่าวว่า ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ.2551 คอนโดมีเนียมต้องมีส่วนผิดชอบอย่างเเน่นอน แต่การรับผิดชอบนั้นขึ้นอยู่กับสภาพความเสียหายเเละสภาพดั้งเดิมของรถยนต์ด้วย หมายความว่า หากเป็นรถใหม่ป้ายแดงก็ต้องรับผิดชอบมากกว่ารถที่ผ่านการใช้งานมาเเล้วหลายปี

คอนโดมีเนียมต้องรับผิดชอบ เนื่องจากลานจอดรถเป็นทรัพย์ส่วนกลาง ซึ่งในกฎหมายระบุไว้ว่า “ทรัพย์ส่วนกลาง” หมายวามว่า ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุด และที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้หรือเพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วม คอนโด หรือนิติบุคคลซึ่งปกติมีการเก็บค่าส่วนกลางอยู่เเล้ว จึงจำเป็นต้องอำนวยความสะดวก บำรุงรักษา เเละป้องกัน พูดง่ายๆ เก็บค่าส่วนกลางเราไปเเล้วก็ต้องรับผิดชอบ หากรถเราพังเสียหายในพื้นที่นั้น โดยเจ้าของรถอย่างเราไม่ได้มีส่วนกระทำให้เกิดความเสียหายขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ทนายเกิดผล แนะนำว่า ก่อนเริ่มก่อสร้างคอนโดมิเนียมนั้น ผู้สร้างพึงคาดหมายได้อยู่เเล้วว่า พื้นที่ก่อสร้างของตนเองนั้นเสี่ยงต่อภัยอันตรายใดๆบ้าง ซึ่งจำเป็นต้องป้องกันดูเเล โดยเฉพาะการสร้างพื้นที่จอดรถชั้นล่างหรือใต้ดิน สามารถประเมินได้อยู่เเล้วว่า หากเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นย่อมเสี่ยงมากกับการได้รับผลกระทบตามมา

คิดให้ดีก่อนซื้อประกันรถ 

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ให้ความเห็นว่า  การหาผู้รับผิดชอบในเหตุการณ์ดังกล่าว ต้องถามว่า สาเหตุที่น้ำท่วมนั้นเกิดจากอะไร โดยต้องทำการพิสูจน์ว่าคอนโดมิเนียมนั้นประมาทเลินเล่อหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องมองในหลายปัจจัย ตั้งเเต่ระบบการระบายน้ำ ท่อน้ำ ตลอดจนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งอาจเป็นเหตุสุดวิสัย ก่อนทำการวินิจฉัยหาสาเหตุที่เเท้จริง

บทเรียนดังกล่าวเเสดงให้เห็นว่า สำหรับผู้ครอบครองรถยนต์ ความเสี่ยงนั้นมาได้ทุกเมื่อไม่เฉพาะเเค่บนท้องถนนหรือขณะขับขี่ หากมีความสามารถเเละประเมินอย่างดีเเล้ว เเนะนำให้เลือกทำประกันภัยที่ครอบคลุมความเสียหายรอบด้าน ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องศึกษาให้ดีว่าพื้นที่อาศัยของตนเองนั้น เสี่ยงมากน้อยเเค่ไหนกับภัยธรรมชาติที่ใกล้ตัวคนเมืองอย่างน้ำท่วม

บทเรียนจากกรณีรถยนต์จมน้ำเสียหายครั้งนี้ น่าจะทำให้หลายคนได้คิดตรึกตรองว่าจะเตรียมตัวรับมืออย่างไร หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้อีกในอนาคต

 

สื่อกระดาษจะไม่ตาย ถ้าอ่านแล้วยังเท่มีความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กันยายน 2559 เวลา 07:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/457040

สื่อกระดาษจะไม่ตาย ถ้าอ่านแล้วยังเท่มีความรู้

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“วันที่ประชาชนอ่อนล้า อำนาจรัฐเข้มแข็ง ยามที่เศรษฐกิจไม่ดี ฉะนั้นเราต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพราะการอ่านหนังสือ เปรียบเสมือนการทำลายกำแพงแห่งความโง่เขลา เสริมสร้างความคิดทางปัญญา ฉะนั้นการที่ทุกอย่างในประเทศกำลังอ่อนล้า แต่หนังสือจะทำให้เราเข้มแข็ง และเป็นสิ่งเดียวที่จะเป็นแสงสว่างจุดปัญญาให้สว่าง เพื่อรอความรุ่งโรจน์ในอนาคต”

คำกล่าวตอนหนึ่งของ จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ภายในงานแถลงการจัดมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 13-24 ต.ค.นี้ ที่ยืนยันถึงความจำเป็นในการอ่านหนังสือเพื่อเสริมสร้างความรู้ แม้เขาจะยอมรับว่า สถานการณ์ปัจจุบัน คนอ่านหนังสือลดลงเนื่องจากผู้คนหันไปเสพข้อมูลต่างๆ บนสื่อโซเชียลมีเดียมากขึ้น

นี่เป็นประเด็นที่น่ากังวล ทำให้สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานหลักงานมหกรรมหนังสือทุกครั้ง นำมาเป็นหัวข้อพูดคุยเพื่อร่วมหาคำตอบและทางออก

ทิพย์สุดา สินชวาลวัฒน์ กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การอ่านหนังสือของคนไทยในปัจจุบันลดลง เพราะมีผลกระทบมาจากกระแสโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊กที่มาแย่งผู้อ่านไป ทำให้ยอดจำหน่ายหนังสือลดลงจากเมื่อก่อน ยกตัวอย่างคือ เมื่อผู้อ่านซื้อหนังสือลดลง สำนักพิมพ์ก็ส่งหนังสือไปที่หน้าร้านลดลงครึ่งหนึ่งเพราะขายไม่ได้ และเมื่อผู้อ่านเข้าไปดูหนังสือในร้าน มักเห็นแต่หนังสือเล่มเดิมก็จะไม่ซื้อ จึงเป็นวงจรให้ยอดจำหน่ายหนังสือลดลงตามมา

ทิพย์สุดา กล่าวว่า ปัจจุบันหนังสือทุกประเภทมียอดจำหน่ายลดลงเกือบทั้งหมด อาทิ หนังสือนิยาย เพราะผู้เขียนมีจำนวนมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ประกอบกับทุกวันนี้มีนิยายออนไลน์ให้อ่านฟรี ส่วนหนังสือพิมพ์ ถือว่าลดลงมากซึ่งมองว่าอาจจะไม่รอด ดังนั้น หนังสือพิมพ์ควรต้องเปลี่ยนรูปแบบช่องทางการเข้าถึงผู้อ่านในด้านอื่น โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ให้มาก เพราะปัจจุบันผู้อ่านนิยมติดตามข่าวสารในโซเชียลมีเดีย เพราะมีความรวดเร็วกว่าหนังสือพิมพ์มาก

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันพบว่าหนังสือสำหรับเด็กมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น ปัจจัยมาจากผู้ปกครองรุ่นใหม่ทุ่มเทเต็มที่ กับเรื่องการเสริมสร้างพัฒนาการทางสติปัญญา ความคิดให้กับเด็ก จึงเป็นสาเหตุให้หนังสือกลุ่มหนังสือเด็กโตสวนทางกับสื่อสิ่งพิมพ์ชนิดอื่น

“ยืนยันว่า คำกล่าวที่บอกว่าสื่อกระดาษกำลังจะตายนั้นไม่จริง เพราะจากการสำรวจยังพบว่าทุกวันนี้สื่ออี-บุ๊กยังไม่สามารถไปได้ ฉะนั้นก็ชัดเจนว่าสื่อสิ่งพิมพ์ยังคงอยู่ได้ แต่การเติบโตของสื่อสิ่งพิมพ์ผู้ผลิตหนังสือ ต้องผลิตผลงานออกมาให้ตรงใจกับความต้องการของผู้อ่าน ควบคู่ไปกับการทำการตลาดให้มากขึ้นควบคู่กันไป”

นอกจากนี้ ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยส่งเสริมกระตุ้นเรื่องการอ่านของประชาชนให้มากขึ้น เช่น ออกมาตรการลดภาษีสำหรับผู้ที่ซื้อหนังสือ เพราะนอกจากผู้อ่านจะได้ความรู้แล้ว ยังสามารถลดภาษีได้อีก ฉะนั้นโดยสรุปการที่จะทำให้การอ่านกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเท่ และนำไปพูดคุยกับผู้อื่นในสังคมได้ ซึ่งถ้าทำได้เช่นนี้ส่วนตัวเชื่อว่าปรากฏการณ์การอ่านจะกลับมาอีกครั้ง และจะทำให้วงการผู้ผลิตหนังสืออยู่ได้ต่อไป

ทิพย์สุดา ระบุว่า ความแตกต่างระหว่างสื่อโซเชียลมีเดียกับสื่อกระดาษ ภาพรวมการอ่านสื่อโซเชียลมีเนื้อหาที่สั้นกว่าการอ่านหนังสือที่มีบทความยาวๆ ที่ให้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วน ถูกต้องเพราะกว่าจะเผยแพร่สู่ผู้อ่านได้ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคัดกรองหลายชั้น ตรงนี้เป็นจุดแข็งของสื่อสิ่งพิมพ์

“จากการวิจัยเชิงคุณภาพครั้งแรกเมื่อเดือน ก.ค. พบว่า ผู้อ่านประจำจะเลือกซื้อหนังสือจากการอ่านหน้าร้าน และไม่เชื่อการจัดอันดับหนังสือภายในร้าน เพราะคนกลุ่มนี้มีความสุขทุกครั้งที่เริ่มเปิดอ่านหน้าร้าน ส่วนกลุ่มผู้อ่านไม่ประจำจะศึกษาหนังสือก่อนที่จะมาซื้อ และมักเชื่อการจัดอันดับที่หน้าร้าน แต่ภาพรวมผู้ที่นิยมการอ่านหนังสือ ถึงอย่างไรก็ยังนิยมอ่านหนังสือจากสิ่งพิมพ์เช่นเดิม ซึ่งไม่ตรงกับที่สื่อโซเชียลมีเดียรายงานว่าผู้อ่านหนังสือลดลง” ทิพย์สุดา ระบุ

ขณะที่ จรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบันทางสมาคมรอการผลักดันจากรัฐบาลเพื่อส่งเสริมเรื่องการอ่านให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ฉะนั้นทางสมาคมจึงต้องมีการจัดงานมหกรรมหนังสือขึ้นมาเพื่อกระตุ้นเรื่องการอ่าน และทำให้ผู้ผลิตหนังสือยังคงอยู่ได้ ดังนั้นในปีนี้จึงมีการจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 21 ขึ้น 12 วัน ตั้งแต่ 13-24 ต.ค.นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.ทุกวัน

ภายในงานจะมีผู้ผลิตหนังสือมาออกบูธจำหน่ายหนังสือมากถึง 934 บูธ บนพื้นที่ 2.1 หมื่นตารางเมตร และตลอดการจัดงานทั้ง 12 วัน จะมีเวทีเสวนาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องหนังสือ ส่วนตัวคาดว่าการจัดงานหนังสือครั้งนี้จะมีผู้ที่สนใจมาร่วมชมงานไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน

ขณะที่ สุชาดา สหัสกุล อุปนายกฝ่ายในประเทศสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ของหนังสือพิมพ์ นิตยสาร สื่อสิ่งพิมพ์เริ่มปิดตัวลง แต่การที่จัดงานนี้ขึ้นมาก็เพื่อต้องการให้สังคมรับรู้ว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังทำหนังสือยังอยู่ และต้องการทำให้ผู้อ่านได้รู้ว่า ก่อนที่จะได้เห็นหนังสือ 1 เล่ม จะต้องผ่านกระบวนการทำงานที่หนักและละเอียด ฉะนั้นจึงอยากให้ผู้อ่านหนังสือเข้าใจในตรงนี้

 

เปิดวิชั่นกฎหมาย พิทักษ์ขุมทรัพย์ทางทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 07:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/456600

เปิดวิชั่นกฎหมาย พิทักษ์ขุมทรัพย์ทางทะเล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยมีชายฝั่งด้านอ่าวไทยและทะเลอันดามันยาวเกือบ 3,000 กิโลเมตร ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีมูลค่ามหาศาลราว 22 ล้านล้านบาท

ทะเลเป็นแหล่งอาหาร อุตสาหกรรม แหล่งท่องเที่ยว การขนส่ง และพลังงานจากก๊าซธรรมชาติ รวมถึงเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์แบบผิดกฎหมาย หรือธุรกิจสีเทา เส้นทางลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมาย

เช่น ยาเสพติด สินค้าหนีภาษี น้ำมันเถื่อนด้วย ที่สำคัญ ไทยถูกเพ่งเล็งเรื่องประมงผิดกฎหมาย หรือ “IUU Fishing” การค้ามนุษย์ รวมถึงการจับสัตว์น้ำที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ดังนั้น การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. … ออกมาในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  ต้องการใช้กฎหมายฉบับนี้แก้ปัญหาดังกล่าวแบบเบ็ดเสร็จ

แม้กฎหมายฉบับนี้ผลักดันโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แต่กองทัพเรือถือเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน โดยมี พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เป็นมือยกร่างกฎหมายฉบับนี้

พล.ร.ท.จุมพล เปิดเผยว่า รูปแบบการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ จะเป็นการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการทางทะเลทั้งหมด 16 หน่วยงานให้ทำงานเป็นเอกภาพ โดยหน่วยงานทั้งหมดอยู่ภายใต้การบูรณาการโดยกองทัพเรือ ที่ทำหน้าที่บูรณาการการรักษาและคุ้มครองผลประโยชน์ โดยมีศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ “ศรชล.” มีอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จได้ทุกหน่วยงาน

“การทำงานมีลักษณะเช่นเดียวกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. แต่ ศรชล. เป็น กอ.รมน.ทางทะเล ที่ครอบคลุมการทำงานทั้งภายในน่านน้ำไทยและน่านน้ำระหว่างประเทศ” พล.ร.ท.จุมพล กล่าว

พล.ร.ท.จุมพล กล่าวว่า  ในการทำงานเพื่อให้เป็นเอกภาพ ยังมีการจัดตั้ง ศรชล.ภาค โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือภาคเป็นผู้อำนวยการ และ ศรชล.จังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ มีอำนาจหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในเขตพื้นที่รับผิดชอบของจังหวัดชายทะเล และในระดับนโยบายและยุทธศาสตร์กฎหมายฉบับนี้ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายทางทะเลแห่งชาติ พร้อมกับมีการจัดตั้งคณะที่ปรึกษา โดยจะมีผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ด้าน ในการร่วมกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนการทำงาน คือ

1.ด้านความมั่นคง โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาความมั่นคงทางทะเลเพื่อกำหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ในการรักษาความมั่นคงทางทะเล ในด้านความมั่นคง เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาโจรสลัด การลักลอบขนยาเสพติด หรือสินค้าหนีภาษีทางทะเล พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

2.ด้านความมั่งคั่ง จะมีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาความมั่งคั่งทางทะเล เน้นด้านเศรษฐกิจทางทะเลเป็นหลัก เพราะทะเลเป็นแหล่งอาหารและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องทางด้านประมงและอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำ แท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ อุตสาหกรรมกลั่นน้ำมัน อุตสาหกรรมปิโตรเคมิคอล รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว และระบบขนส่ง ฯลฯ

3.ด้านความยั่งยืน จะมีการจัดตั้งศูนย์ศึกษาความยั่งยืนทางทะเล เน้นงานศึกษาวิจัยเพื่อดูแลทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดทำผังทะเลเพื่อกำหนดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

4.ด้านกฎหมาย จะมุ่งเน้นการออกกฎหมายทั้งภายในและนอกน่านน้ำทางทะเลที่เกี่ยวข้องทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง หรือกฎหมายระหว่างประเทศทางทะเล เช่น ประมงผิดกฎหมาย หรือ “IUU Fishing” เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการประมงผิดกฎหมาย รวมถึงการจับสัตว์น้ำที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งประมงพื้นบ้านและประมงเชิงพาณิชย์

พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์

พล.ร.ท.จุมพล ยืนยันว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับกฎหมายของหน่วยงานปกติ เพราะในสภาวะปกติหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางทะเลจะทำงานไปตามปกติ แต่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทาง ศรชล. หรือ กอ.รมน.ทางทะเล โดยมีกองทัพเรือเป็นหน่วยงานหลักจะเข้ามาบูรณาการและสั่งการเพื่อแก้ปัญหาแบบเร่งด่วน เช่น ภัยพิบัติทางทะเล พายุถล่มชายหาด หรือเกิดสึนามิ อุบัติเหตุทางทะเลเรือขนสารเคมีอันตรายรั่วไหล เรือนักท่องเที่ยวล่ม น้ำมันหรือก๊าซรั่วกลางทะเล

“ศรชล.จะเป็นแกนกลางในการบูรณาการหน่วยงานปกติมาทำงานร่วมกัน อาทิ ปภ. ตำรวจน้ำ กรมเจ้าท่า กรมประมง ทั้งหมดจะระดมสรรพกำลังคน เครื่องมืออุปกรณ์ หรืองบประมาณ โดยมีนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการ ศรชล. เป็นผู้บัญชาการสูงสุดและสั่งการโดยผู้อำนวยการ ศรชล.ภาค และ
ผู้อำนวยการ ศรชล.จังหวัด รับมอบคำสั่งไปปฏิบัติและดำเนินการในระดับพื้นที่ ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ได้ต่อยอดการทำงานทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันให้เป็นหนึ่งเดียว”

ทั้งนี้ อนาคตจะมีการจัดทำผังทะเลลักษณะคล้ายผังเมือง อันนำไปสู่การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ทางทะเลอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เช่น การกำหนดพื้นที่ปะการัง พื้นที่อุทยานทางทะเล พื้นที่สัตว์น้ำสงวน การกำหนดพื้นที่ประมงพื้นบ้านหรือประมงพาณิชย์แต่ละจังหวัด ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามันต้องมีระยะทาง หรือกฎเกณฑ์อย่างไรในการจับสัตว์น้ำ การดูแลการกัดเซาะชายฝั่ง ปิดอ่าวเพื่อเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ พื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล การแก้ปัญหาขยะ รวมถึงระบบขนส่งทางทะเล เป็นต้น

โดยเชิญ พล.ร.อ.ชุมพล ปัจจุสานนท์ อดีตผู้บัญชาการทหารเรือ และเผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมกำหนดยุทธศาสตร์และ นโยบายผังทะเล เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับทะเล

 

“วิชาสู้โจรด้วยมือเปล่า” เมื่อคนธรรมดาแห่เรียนศิลปะป้องกันตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 19:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/456587

"วิชาสู้โจรด้วยมือเปล่า" เมื่อคนธรรมดาแห่เรียนศิลปะป้องกันตัว

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ…วิศิษฐ แถมเงิน / เฟซบุ๊ก JDT Joe Defensive Tactics

“สังคมอยู่ยากขึ้นทุกวัน”

ประโยคนี้กำลังเป็นวลีฮิตติดปาก วัดได้จากข่าวอาชญากรรมที่เกิดขึ้นรายวัน ไม่ว่าจะตีรันฟันแทง ฉกชิงวิ่งราว ปล้นฆ่าข่มขืน แม้กระทั่งขับรถปาดหน้ากันก็อาจทะเลาะวิวาทถึงขั้นเสียชีวิตได้ง่ายๆ

สอดคล้องกับสถิติคดีอาชญากรรมปี 2558 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า คดีอาญาที่พุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อน ประกอบด้วยทะเลาะวิวาทฆ่ากันตาย ข่มขืนกระทำชำเรา ลักทรัพย์และชิงทรัพย์ มีมากกว่า 103,164 คดี

ท่ามกลางความหวาดหวั่นในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลให้คนกลุ่มหนึ่งหันมาเรียนวิชาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว เพื่อช่วยเหลือตัวเองในสถานการณ์คับขัน

กระแสเรียนต่อสู้ป้องกันตัวฟีเวอร์ รับมือสังคมอยู่ยาก

คลาสเรียนศิลปะต่อสู้ป้องกันตัวที่กำลังได้รับการกล่าวขวัญถึงในขณะนี้หนีไม่พ้น เจดีที (JDT:Joe Defensive Tactics) ทีมครูฝึกสอนผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดอบรมการต่อสู้ระยะประชิดให้แก่หน่วยงานทหาร ตำรวจ องค์กรภาครัฐ และบริษัทเอกชนมานานกว่า 18 ปี

ประวัติผลงานที่ผ่านมานับว่าไม่ธรรมดา ตั้งแต่ฝึกอบรมการต่อสู้ระยะประชิด การใช้มือเปล่า และการใช้อาวุธให้แก่กองพันรบพิเศษที่ 1 ค่ายสิชล ,กองพันรบพิเศษที่ 1 พลร่มป่าหวาย ลพบุรี ,กองพันรบพิเศษที่ 1 กรมรบพิเศษที่ 5 เชียงใหม่ ,กองบังคับการตำรวจสันติบาล ,กรมสอบสวนคดีพิเศษ ฯลฯ ขณะเดียวกันยังเป็นวิทยากรให้บริษัทเอกชนชื่อดัง เช่น หลักสูตรระวังป้องกันภัยสำหรับผู้ใช้รถ บริษัทเมืองไทยประกันภัย หลักสูตรป้องกันระวังภัยสำหรับผู้หญิงให้แก่พนักงานคอลเซนเตอร์ บริษัทกรุงศรีแคลปิทอล ,พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บริษัทการบินไทย รวมทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัยหัวเฉียว เป็นต้น

“เดิมทีสอนเฉพาะในหมู่เจ้าหน้าที่ทหารรบพิเศษ ชุดอารักขาผู้นำประเทศ ตำรวจชุดจู่โจม ต่อมาได้ขยายไปยังบริษัทห้างร้านต่างๆ กระทั่งมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งถามว่า ‘ทำไมไม่สอนให้พลเรือนบ้าง การสอนให้คนดีติดอาวุธทางความคิดก็มีส่วนช่วยทางการได้เหมือนกัน’ ประโยคนี้ทำให้เรามีความคิดที่จะเปิดสอนให้แก่คนทั่วไปที่ต้องการความปลอดภัยในชีวิต

ผู้ที่สนใจมาสมัครแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ 1.ชื่นชอบศิลปะการต่อสู้เป็นทุนเดิม อยากออกกำลังกาย แถมได้วิชาความรู้กลับไปด้วย 2.ความจำเป็นบีบบังคับ ลูกศิษย์หลายคนเป็นผู้หญิง บางคนถูกแฟนทำร้าย มีอยู่คนหนึ่งมีประสบการณ์เกือบถูกข่มขืน ครั้งแรกโชคดีมีประจำเดือน ครั้งที่สองพกมีดไปด้วยเลยรอดตัว แต่ครั้งที่สามล่ะจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครหรอกรู้ว่าภัยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ ดังนั้นจึงมาสมัครเรียนเพื่อความปลอดภัยของชีวิต”

คำกล่าวของ ครูโจ้-กิตติเชษฐ์ มายะการ ผู้ก่อตั้งบริษัท เจดีที เรียลลิตี้ เบส เซลฟ์ ดีเฟ้นส์ จำกัด หรือทีมเจดีที (JDT:Joe Defensive Tactics)

ครูโจ้-กิตติเชษฐ์ มายะการ ผู้ก่อตั้งบริษัท เจดีที เรียลลิตี้ เบส เซลฟ์ ดีเฟ้นส์ จำกัด หรือทีมเจดีที (JDT:Joe Defensive Tactics)

หัวใจของหลักสูตรวิชาต่อสู้ป้องกันตัว เป็นการฝึกฝนทักษะร่างกายและเผชิญสถานการณ์จำลอง เพื่อเป็นต้นทุนไว้ใช้แก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุขึ้น ตรงนี้เองมีส่วนสำคัญทำให้ผู้เรียนระมัดระวังตัวมากขึ้น มีสติในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งยังสามารถหลีกเลี่ยงเอาตัวรอดจากสถานการณ์รุนแรงได้

พูดง่ายๆ ถึงคราวคับขันไม่ยืนแข็งทื่ออย่างที่เคยเป็นมาแน่นอน

“คลาสเราไม่มีหลักสูตรตายตัว จัดการเรียนการสอนตามความต้องการของผู้เรียน คนมาสมัครมีตั้งแต่อายุ 7 ขวบจนถึง 58 ปี บางคนมาเรียนเพราะถูกรังแก บางคนอ่านข่าวแล้วกลัวเกิดขึ้นกับตัวเอง เช่น ลักจี้ชิงปล้น ข่มขืน เราสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยภาคทฤษฎีจะเน้นการบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับการระวังภัยในรูปแบบต่างๆ เช่น ฝึกการสังเกตระวังภัย ฝึกประเมินความเสี่ยง วิธีหาทางออกภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

ภาคปฏิบัติจะฝึกแก้ปัญหาจากสถานการณ์จำลอง เช่น ทำอย่างไรหากถูกมัดมือ ฉุดแขน ล็อคคอ จิกผม ถูกคนร้ายเอามีดจี้ ปืนจ่อ ส่วนการต่อสู้ป้องกันตัว มีทั้งเทคนิคการต่อสู้ด้วยมือเปล่า เช่น การใช้ท่อนแขน กระแทก ทุบ ตบ ศอก ปัดป้อง บล็อค รวมถึงการประยุกต์ใช้ของที่มีอยู่รอบตัวให้เป็นอาวุธ เช่น ปากกา ขวดน้ำ ร่ม หนังสือ เรียกว่าเป็นการฝึกแบบ ‘Reality based Concept’ สามารถใช้งานได้ในชีวิตจริง

หลักการสำคัญคือ การถูกฝึกให้เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา หรือ  Situation Awareness (SA.) ยกตัวอย่างผู้หญิงคนหนึ่งเดินกลับบ้านในซอยเปลี่ยวตอนกลางคืน ตรงปากซอยมีกลุ่มผู้ชายนั่งกินเหล้าอยู่ จังหวะเดินผ่าน ผู้ชายกลุ่มนั้นมองแล้วหันมาขยิบตาให้กัน ถ้าผู้หญิงคนนั้นตื่นตัว สังเกตเห็น จะรู้ได้ทันทีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป สุดท้ายก็มีทางเลือกตัดสินใจได้ว่าจะนั่งมอเตอร์ไซค์เข้าบ้าน หรือเรียกให้คนมารับ โอกาสที่จะป้องกันตัวได้มีสูงมาก ต่างจากคนที่อ่านสถานการณ์ไม่ออก ขาดการระวังตัว เพราะมัวแต่ก้มหน้าเล่นมือถือ”

ครูโจ้ เล่าว่า ยุคนี้คนจำนวนไม่น้อยนิยมฝึกชกมวยเพื่อออกกำลังกาย หรือลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว มากกว่าจะฝึกให้สามารถนำมาใช้งานได้ในชีวิตจริง ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก

“ยิมหลายแห่งสอนให้นักเรียนฝึกชกมวยแบบเน้นท่าสวย (Fancy move) แทนที่จะสอนออกอาวุธเตะต่อยอย่างถูกต้อง น่าเสียดาย ไหนๆก็ออกกำลังกายแล้วก็น่าจะได้วิชาติดตัวกลับบ้าน อย่างน้อยเวลาเกิดเหตุจะเป็นการซื้อโอกาสรอดได้มากขึ้น การเรียนต่อสู้ป้องกันตัวไม่ต่างจากการซื้อประกันภัยสักฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นประกันที่ราคาถูกที่สุดและคุ้มครองเราได้นานและยั่งยืนกว่า”

“อ่านข่าวแล้วจะไม่เป็นข่าว”…รู้ไว้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

ข่าวอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเพื่อนำมาป้องกันตัวเองจากภัยอันตรายได้

หลักคิดที่ทีมครูฝึกเจดีทีย้ำให้ลูกศิษย์ฟังอยู่เสมอคือ จงอ่านข่าวแล้วจะไม่เป็นข่าว

ข้อดีของการอ่านข่าวคือ เป็นการสมมติตัวเองว่าอยู่ในเหตุการณ์คับขัน ฝึกการประเมินสถานการณ์ การคิด วางแผน การตัดสินใจอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามเบื้องหน้า ยกตัวอย่างข่าวชายหนุ่มมีอาการทางประสาทถือมีดไล่แทงคนย่านมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผมสอนให้นักเรียนใช้หลักเตือนภัยที่เรียกว่า ‘Colour Alert’ ซึ่งเป็นแถบสีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 

อธิบายง่ายๆคือ หากคนทั่วไปเดินไปตามท้องถนน จะเกิดภาวะ Blank มองทุกอย่างที่เห็นเป็นสีขาว หมายความว่าไม่ได้คิดอะไร ไม่รู้สึกถึงภัย แต่หากมองตามหลัก ‘Colour Alert’ สีเหลืองคือ สีของการระวังภัยเบื้องต้น เหมือนเราเดินข้ามถนนแล้วมองซ้ายมองขวา สังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัว ไม่ว่าจะการแต่งตัว การเคลื่อนไหว พฤติกรรม ท่าทางต่างๆ  ถ้ามีสิ่งผิดปกติจะเข้าสู่โหมดสีส้ม เช่น มีคนมองหน้าเราแล้วซุบซิบ มีคนสะกดรอยตาม แบบนี้ต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่โหมดระวังตัว หาทางหนีทีไล่ ส่วนระดับที่รุนแรงที่สุดคือสีแดง นั่นหมายถึงการเผชิญหน้า การต่อสู้กำลังจะเริ่มขึ้น ถึงตรงนี้ต้องเตรียมพร้อมที่จะรับมือแล้ว

นอกจากนี้ เมื่อเกิดเหตุคับขัน ผมสอนลูกศิษย์ว่าให้ใช้วิธี ‘เลี่ยง-ลี้-หนี-ยอม’ ขึ้นอยู่กับระยะห่างและสถานการณ์เบื้องหน้า เลี่ยงคือ สมมติเดินเข้าซอยเห็นแล้วว่าจิ๊กโก๋ยืนอยู่ สัญชาตญาณบอกว่าไม่ดีแล้ว เราก็เลี่ยงไปเดินอีกฝั่ง ไม่ก็นั่งมอเตอร์ไซค์เข้าซอย ลี้คือ เข้ามาจนใกล้ เห็นภัยมาไม่แน่ใจว่าใช่ไหม ขอลี้ดีกว่า หนีคือ เข้ามาจนประชิดตัว หนีได้หนีเลย และยอม ยอมทั้งสีหน้า ท่าทาง และการกระทำ แต่ใจต้องพร้อมสู้ หาทางออกอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายที่ผมย้ำอยู่ตลอดคือ คนร้ายมักจะเลือกเหยื่อเสมอ โดยเฉพาะเหยื่อที่ง่ายและไม่ระวังตัว ถ้าเราฝึกสังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัว ประเมินสถานการณ์ รู้หลักการต่อสู้ป้องกันตัวที่ถูกต้อง โอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อก็ยากขึ้น

วิชาเอาตัวรอดฉบับ”พึ่งพาตนเอง”

จุฑามณี ธนานุภาพไพศาล พนักงานบริษัทเอกชน หญิงสาวร่างเล็ก เธอเข้าคอร์สศิลปะป้องกันตัวมาได้ 3 เดือนแล้ว เหตุผลที่มาเรียนคือ ต้องการช่วยเหลือตัวเองได้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

“สาเหตุที่มาเรียนเป็นจังหวะที่เราอ่านข่าวมาตลอด เห็นอันตรายของการใช้ชีวิตในสังคมนี้มากขึ้น ที่สำคัญนิสัยส่วนตัวชอบไปไหนมาไหนคนเดียว หากเกิดเรื่องก็จะคาดหวังความช่วยเหลือจากคนอื่นได้ยาก เพราะโดยปกติโจรส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย และมักมองผู้หญิงอย่างเราเป็นเหยื่ออยู่แล้ว วิธีเอาตัวรอดเดียวคือ ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ในยามฉุกเฉิน”

ความเปลี่ยนแปลงที่้เกิดขึ้นหลังได้เรียนศิลปะป้องกันตัว เธอบอกว่า เวลาเดินทางไปไหนจะระมัดระวังตัวมากขึ้น

“เวลาไปเที่ยวห้าง สมัยก่อนเน้นเดินดูของ เดี๋ยวนี้ดูของและดูรอบตัวเราด้วย มีสติ รู้จักประเมินสถานการณ์ ต่างจากเมื่อก่อนที่ไม่เคยสนใจอะไรเลย ข้อดีคือ ประมาทน้อยลง มั่นใจในการไปไหนมาไหนคนเดียวมากขึ้น ลูกผู้หญิงจำเป็นต้องเรียนค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้สังคมน่ากลัวขึ้นทุกวัน ทุกคนต่างเอาตัวรอด คาดหวังคนจะมาช่วยคงยาก”

สยามฤทธิ์ สุภาวะกุล นักศึกษาหนุ่ม มองว่า กฎหมายบ้านเราหละหลวม ความช่วยเหลือมาถึงช้า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้ระดับหนึ่ง

“มาเรียนได้ 6 เดือนแล้วครับ เรียนป้องกันตัวด้วยมีด เรียนการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ทำให้มั่นใจขึ้นเวลาไปสถานที่เสี่ยง สาเหตุที่มาเรียนไม่ใช่ว่าทำให้เราต่อยตีเก่ง แต่ทำให้บุคลิกเราเข้มแข็งขึ้น ระมัดระวังตัวขึ้น และมั่นใจในการเอาตัวรอดมากขึ้น รู้ว่าสถานการณ์แบบไหนเสี่ยง สถานการณ์แบบไหนอันตราย”

ณภพ พงศาธนโชติ อดีตนักเรียนศิลปะป้องกันตัว ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยครูฝึกสอนทีมเจดีที ผ่านประสบการณ์เรียนรู้วิชาศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวมานานกว่า 6 ปี

“สมัยก่อนเล่นยูโดครับ แต่ศิลปะต่อสู้ป้องกันตัว (Self defend) มันต่างจากกีฬาทั่วไป เพราะไม่มีการแข่งขัน ไม่มีกฎกติกา มันอาจเกิดขึ้นกับเราได้ทุกที่ทุกเวลา การเรียนทำให้เราสามารถนำไปใช้ได้จริง มีความรู้ในการรับมือภัยคับขันในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การต่อสู้ด้วยมือเปล่าในที่แคบอย่างลิฟท์ ทางหนีไฟ รถยนต์ หรือทำยังไงเมื่อถูกโจรใช้มีดจี้ ถูกแทง ถูกปืนจ่อ และอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

นอกจากวิชาป้องกันตัวที่ได้ สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สำคัญสุดคือ วิธีคิดเปลี่ยนไป มีสติมากขึ้น ประเมินสถานการณ์เป็น สมัยก่อนไม่ระวังตัวเลย ชอบพาตัวไปสถานที่เสี่ยง สถานที่อโคจร เช่น กินเหล้าสำมะเลเทเมา นั่งเล่นโทรศัพท์หน้าเซเว่นตอนดึกๆ เดี๋ยวนี้สุขุมรอบคอบ ใจเย็น นิ่ง รับมือกับสถานการณ์คับขันได้ดีขึ้น”

ในวันที่ผู้คนหวั่นเกรงภัยจากโจรผู้ร้าย การเรียนศิลปะป้องกันตัวแบบที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่เน้นท่าสวย จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังอาจช่วยให้เราเอาตัวรอดจากสถานการณ์ฉุกเฉินได้ด้วย ดีกว่ามานั่งรอขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเพียงฝ่ายเดียว

หมายเหตุ- สามารถเข้าไปเยี่ยมชมผลงานของทีมผู้ฝึกสอนการต่อสู้ป้องกันตัว เจดีที (JDT:Joe Defensive Tactics) ได้ที่เฟซบุ๊ก JDT Joe Defensive Tactics https://www.facebook.com/JDTpage/?fref=ts

 

 

ไขข้อข้องใจแจ้งจับได้ส่วนแบ่ง50% “ชีวิตจริงไม่ง่ายอย่างที่คิด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 20:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/455927

ไขข้อข้องใจแจ้งจับได้ส่วนแบ่ง50% "ชีวิตจริงไม่ง่ายอย่างที่คิด"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

แจ้งจับได้ส่วนแบ่ง 50 เปอร์เซนต์………

เมื่อเร็วๆนี้สังคมออนไลน์พากันแชร์ ข้อกฎหมายเรื่อง “การนำค่าปรับมาแบ่งให้ผู้แจ้งกึ่งหนึ่ง” ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 โดยระบุถึง การกระทำความผิดต่างๆ ที่ประชาชนมีโอกาสพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ไล่ตั้งแต่ การพ่นสีบนกำแพงในที่สาธารณะ, จอดรถหรือขับรถบนทางเท้า,  เปลี่ยนแบตเตอรี่บนถนน, วางของกั๊กที่จอด เป็นต้น

หลายคนพากันพูดว่า จากนี้ไปจะเดินตามหาความผิดพลาดบนท้องถนนเพื่อหารายได้จากการกระทำความผิด คดีไหนมีโทษปรับ 5,000 บาท ก็สามารถได้รับส่วนแบ่งถึง 2,500 บาท

อย่างไรก็ดี…คำถามคือ เราจะได้เงินง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ?

พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร

ปรับเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ

หลายคนหวังส่วนแบ่งจากค่าปรับกึ่งหนึ่ง โดยลืมคิดไปว่า โทษปรับนั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจ องค์ประกอบของพฤติการณ์และความรุนแรงด้วย

พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่า กฎหมายระบุโทษชัดปรับ “ไม่เกิน” 5,000 บาท ไม่ได้เขียนว่าปรับ 5,000 บาท ฉะนั้นครึ่งหนึ่งของค่าปรับใช่ว่าจะเท่ากับ 2,500 บาทเสมอไป เนื่องจากต้องคำนึงถึงเหตุผลและปัจจัยอื่นๆ ทั้งในแง่นิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ประกอบด้วย

“ถ้าตำรวจปรับ 200 บาท กึ่งหนึ่งก็เท่ากับ 100 บาทเท่านั้น ตามหลักกฎหมายจะปรับเต็มอัตราต้องมีเหตุผล ขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า ทิ้งซากรถขวางทางจราจร หรือวางของกั๊กที่จอดรถ ต้องดูปัจจัยความเสียหายประกอบด้วย  พฤติกรรมต้องเหมาะสมกับค่าปรับ ตัวอย่างเช่น ชายคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไปจอดบนทางเท้า เนื่องจากมีธุระเร่งด่วน กับแม่ค้าใช้ทางเท้าทำมาหากิน เจ้าหน้าที่ได้ตักเตือนแล้ว จับครั้งหนึ่งก็แล้ว ครั้งที่สองก็แล้ว ยังทำอีกและรบกวนชาวบ้านในภาพรวม แบบนี้ค่าปรับแตกต่างกัน”

เรื่องส่วนแบ่งค่าปรับที่ประชาชนจะได้รับนั้น ต้องผ่านกระบวนการเบิก-จ่ายตามขั้นตอนทางกฎหมายด้วย ไม่ใช่แบมือรับทันทีภายหลังผู้ต้องหาจ่ายค่าปรับ

“ผู้ต้องหาจ่ายเงินค่าปรับแล้ว ใช่ว่าผู้แจ้งจะได้รับส่วนแบ่งทันที ตำรวจต้องนำเงินเข้าหน่วยงานท้องถิ่นก่อน จากนั้นค่อยทำเรื่องเบิกมาให้ ขั้นตอนคล้ายกับกรมศุลกากร หากจับรถหนีภาษีได้ กฎหมายบอก ให้แบ่งสายลับ 30 เปอร์เซนต์ รางวัลนำจับ 25 เปอร์เซนต์ และต้องรอให้เสร็จสิ้นการประมูลรถ มีการนำเงินเข้ากรมศุลลากรเสียก่อน ผู้แจ้งจึงค่อยเขียนคำร้องเบิกรับเงินรางวัลสินบน”

เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ

กฎหมายมี แต่ชีวิตจริงยาก

พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535

มาตรา 48 ระบุว่า บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือผู้ซึ่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นแต่งตั้งและพนักงาน สอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบได้ เมื่อผู้ต้องหาชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบภายในสิบห้าวัน แล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบหรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระค่าปรับภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ดำเนินคดีเพื่อฟ้องร้องต่อไป

“ค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่ง ให้แบ่งแก่ผู้แจ้งตามมาตรา 51 กึ่งหนึ่งและพนักงานเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงานจราจร หรือตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมการจราจรผู้จับกุมอีกกึ่งหนึ่ง”

ส่วน มาตรา 49 ระบุว่า ภายใต้บังคับมาตรา 48 วรรคสาม ค่าธรรมเนียมและค่าปรับที่เปรียบเทียบตามพระราชบัญญัตินี้ให้เป็นรายได้ของราชการส่วนท้องถิ่น

จากเนื้อความข้างต้น เกิดผล แก้วเกิด ทนายความอิสระ ขยายความให้เข้าใจง่ายว่า ไม่ว่าค่าปรับจะมากน้อยแค่ไหน จะต้องถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน เพื่อมอบให้กับ ผู้แจ้ง ผู้จับ และแผ่นดินอย่างภาครัฐหรือหน่วยงานท้องถิ่น โดยผู้แจ้ง และผู้จับได้รับเงินตามมาตรา 48 วรรคสาม ส่วนรัฐได้ค่าปรับตามมาตรา 49 นั่นเอง

“สมมติปรับ 1,000 บาท ต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน หน่วยงานอาจจะได้ 500 บาท เหลืออีก 500 บาทผู้แจ้งอย่างประชาชน และผู้จับอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเทศกิจแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งคือ 250 บาท เป็นลักษณะเช่นนี้ โดยสัดส่วนการแบ่งสรรตัวเงินที่แน่ชัดขึ้นอยู่กับกฎหมายท้องถิ่นประกอบด้วย”

แม้ข้อความจะเขียนไว้ชัดเจนว่าประชาชนมีสิทธิได้ส่วนแบ่ง แต่ในสภาพความเป็นจริง ทนายความรายนี้บอกว่า เป็นเรื่องยาก แทบไม่มีใครไปแจ้งความเพื่อหวังเงินส่วนนี้

“โทษปรับสูงสุด 5,000 บาท สถานการณ์จริง เจ้าพนักงานใช้ดุลพินิจมองสถานการณ์แล้วปรับแค่ 200 หักเข้าหลวง 100 แบ่งให้คนจับและคนแจ้ง คนละ 50 บาท แต่ไม่ได้เงินทันที ต้องนำเงินเข้าท้องถิ่นหรือหน่วยงานรัฐก่อน จากนั้นค่อยทำเรื่องเบิกมามอบให้กับเรา หรือเลวร้ายสุดๆ ผู้ต้องหาไม่ยอมชดใช้ ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้บอกว่า ให้เป็นไปตามวิธีพิจารณาความอาญา คือต้องชำระภายใน 15 วัน หากไม่ชำระให้ส่งฟ้องศาลหรือถ้าผู้ต้องหาปฎิเสธก็ส่งฟ้องศาลเช่นกัน ซึ่งสุดท้ายแล้ว ศาลอาจสั่งปรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าเดิมอีกก็เป็นได้ อาจปรับแค่ 100 บาท สุดท้ายเหลือแบ่งกันคนละ 25 บาท ถามว่าคุ้มค่าหรือไม่กับระยะเวลาที่ฟ้องร้อง นอกจากนั้นกฎหมายยังไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่คุณจะได้รับเงินอีกด้วย”

ทนายเกิดผล บอกว่า ความมุ่งหมายของกฎหมาย มีไว้เพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบ้านเมือง ไม่ได้หวังให้เป็นแรงจูงใจ ชี้ช่องให้ตำรวจดำเนินคดีเพื่อแลกกับเงิน คล้ายเป็นกุศโลบาย ถ้ามีเงินรางวัล ประชาชนจะเป็นหูเป็นตามากขึ้น แต่ระเบียบปฎิบัติจริงๆ นั้น ไม่ง่ายเลย

ตัวอย่างคดีใกล้ตัว แจ้งจับได้กึ่งหนึ่ง

ตัวอย่างความผิดใกล้ตัวที่กฎหมายกำหนดให้เอาค่าปรับมาแบ่งให้ผู้แจ้งกึ่งหนึ่ง ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535

ปรับไม่เกิน 500

– ปล่อยให้สัตว์ถ่ายมูลบนถนนและไม่จัดการมูลดังกล่าวให้หมดไป

ปรับไม่เกิน 5,000

– พ่นสี/เขียนกำแพง จะต้องเป็นกําแพงที่ติดกับถนน บนถนนที่ต้นไม้หรือส่วน หนึ่งส่วนใดของอาคารที่อยู่ติดกับถนนหรืออยู่ในที่สาธารณะ

– ประดับยนต์/เปลี่ยนแบตเตอรี่บนถนน กฎหมายห้ามมิให้ใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดของถนนเป็นที่ซ่อม เปลี่ยนแปลง ต่อเติม หรือติดตั้งอุปกรณ์รถยนต์ รถจักรยานยนต์

– จอดรถบนทางเท้า ขับขี่จักรยานยนต์ บนทางเท้า

– ทิ้งซากรถ วาง หรือกองซากยานยนต์บนถนนหรือสถานสาธารณะ

ปรับไม่เกิน 10000

– วางของกั๊กที่จอด ห้ามตั้ง วาง หรือกองวัตถุใดๆ บนถนน

ปรับไม่เกิน 3000

– รถบรรทุกหิน/ทราย/ดิน ร่วงบนถนน ต้องจัดให้รถนั้นอยู่ในสภาพที่ป้องกันมิให้มูลสัตวหรือสิ่งดังกลาวตกหลน รั่วไหล ปลิว ฟุ้งกระจายลงบนถนนในระหว่างที่ใช้รถนั้น รวมทั้งต้องป้องกันมิให้น้ำมันจากรถ รั่วไหลลงบนถนน

อ่านพ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 ฉบับเต็มๆ ได้ที่

http://www.koratnreo.org/Filedownload/swro2553/2554/11.pdf

 

หนุนตั้งกองทุนดูแลผู้สูงอายุ เน้นระบบสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 07:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/455703

หนุนตั้งกองทุนดูแลผู้สูงอายุ เน้นระบบสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” อย่างเต็มตัว เพราะปัจจุบันตัวเลขผู้สูงอายุของไทยมีจำนวนประมาณ 11 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จนคาดการณ์ว่าในปี 2568 ผู้ที่อายุเกิน 60 ปีจะมีประมาณ 14 ล้านคน เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาล รวมถึงทุกภาคส่วนในสังคม จำต้องเร่งระดมความคิดหาแนวทางป้องกันปัญหานี้

จึงเป็นประเด็นที่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ จัดเวทีแถลงผลงานวิจัยเรื่อง “พร้อมรับสังคมสูงวัย วางระบบดูแลผู้ป่วยระยะยาว กับทางเลือกระยะสุดท้ายของชีวิต” ให้เป็นอีกข้อเสนอหนึ่งจากผู้เชี่ยวชาญในการเสนอหาทางออกสำหรับปัญหาในอนาคต

วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การดูแลผู้สูงอายุถือเป็นปัญหาของทุกครอบครัว แต่ด้วยลักษณะครอบครัวในปัจจุบัน นิยมเป็นครอบครัวขนาดเล็ก หรือบางคนไม่นิยมมีครอบครัว จึงทำให้การดูแลผู้สูงอายุในอนาคตอาจเป็นปัญหาได้ เรื่องนี้ภาครัฐ ภาคเอกชนรวมถึงประชาชนต้องร่วมกันหาทางออก เพราะในอนาคตทุกคนต้องเข้าสู่สังคมสูงอายุเหมือนกัน

สถานการณ์ผู้ที่อายุเกิน 60 ปีปัจจุบันประเทศไทยมีกว่า 11 ล้านคน และอีก 20 ปีข้างหน้าคาดว่าจะเพิ่มเป็น 20 ล้านคน หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนประชากรทั้งหมด นอกจากนี้คาดการณ์กันว่าปี 2560 ไทยจะมีผู้สูงอายุที่ติดบ้าน และเป็นผู้ป่วยติดเตียง ประมาณ 3.7 แสนคน และภายในปี 2580 จะมีเพิ่มมากถึง 8.3 แสนคน

วรวรรณ ให้ภาพอีกว่า ขณะที่ค่าใช้จ่ายการดูแลผู้สูงอายุ อาทิ ค่าจ้าง ผู้ดูแล ค่าอุปกรณ์ของใช้ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุปี 2560 จะสูงถึง 5.9 หมื่นล้านบาท และภายในปี 2580 จะสูงเกือบ 2 แสนล้านบาท มองว่าเรื่องค่าใช้จ่ายเหล่านี้เป็นหน้าที่รัฐบาลในการดูแล

“การศึกษาวิจัยเรื่องการวางระบบดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยระยะยาว รัฐควรทำหน้าที่สนับสนุนด้านระบบสาธารณสุขให้ดีขึ้น รวมถึงควรส่งเจ้าหน้าที่ไปคอยติดตามดูแลอยู่เสมอ ส่วนประชาชนที่มีอายุ 40-65 ปี ควรร่วมกันรับผิดชอบ โดยตั้งกองทุนสมทบเงินดูแลผู้ป่วยระยะยาวขึ้นมา จากนั้นให้ภาคประชาชนที่จะเป็นผู้สูงอายุในอนาคตส่งเงินเข้ากองทุนปีละ 414 บาท รวมถึงให้ท้องถิ่นสมทบเงินเพิ่มเติมในจำนวนที่เท่ากัน ซึ่งตรงนี้จะเป็นหลักประกันการดูแลผู้สูงอายุ” วรวรรณ ระบุ

ที่ปรึกษาด้านหลักประกันฯ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ถ้าดำเนินการเช่นนี้ได้ นอกจากระบบการดูแลผู้สูงอายุจะมีคุณภาพแล้ว ยังช่วยทำให้เกิดธุรกิจใหม่ขึ้น เช่น กิจการผู้ตรวจสอบคุณภาพสถานบริการ บริการรับ-ส่งดูแลผู้สูงอายุ และบริการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ใช้กับผู้สูงอายุมากขึ้น เพราะจากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ช่วงสุดท้ายของชีวิตผู้สูงอายุต้องการอยู่ที่บ้าน ฉะนั้นควรสร้างระบบดูแลที่ดีเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้สูงอายุ

วรวรรณ ย้ำว่า ถ้าให้รัฐบาลรับผิดชอบทั้งหมด ระบบจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นภาคประชาชน สังคมต้องเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนทำให้ระบบนี้เกิดขึ้นได้ เบื้องต้นมองว่ามี 2 รูปแบบ คือ ต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ระบบนี้ อยู่ภายใต้องค์กรเดิมที่มีหน้าที่รับผิดชอบ หรือเสนอกฎหมายให้มีการตั้งหน่วยงานหลักขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยตรง แต่ถึงอย่างไร เมื่อทีดีอาร์ไอได้ข้อสรุป จะนำเสนอให้ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

ขณะที่ พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในฐานะนายกสมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย กล่าวว่า การดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว ควรเพิ่มเติมองค์ความรู้ทางด้านนี้ให้แก่โรงพยาบาลท้องถิ่น เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจอย่างละเอียดรอบคอบ เช่น สถานพยาบาลต่างจังหวัดควรมีการติดตามดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีประชากรหนาแน่น ควรทำให้ผู้ที่ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน สามารถเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลได้อย่างใกล้ชิดเป็นระบบ เพราะตามหลักผู้ป่วยระยะสุดท้าย ส่วนใหญ่ต้องการอยู่บ้าน แต่ปัจจุบันผู้สูงอายุที่ป่วยต้องเข้าไปอยู่ในโรงพยาบาล เพราะระบบดูแลที่บ้านยังไม่ดีเพียงพอ

ด้าน นพ.คณพล ภูมิรัตนประพิณ ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์กรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วยระยะยาวเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะสถานการณ์ผู้สูงอายุของไทยเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการดูแลบุคคลกลุ่มนี้จึงเป็นการดูแลแบบเรื้อรังยาวนาน ส่วนรูปแบบการดูแลผู้สูงอายุของไทยปัจจุบัน พื้นที่ตามชนบทถูกสร้างไว้ได้ดี เพราะมีระบบติดตามดูแลดีกว่าในกรุงเทพฯ ซึ่งมีปัจจัยอุปสรรคคือเรื่องของพื้นที่ที่หนาแน่น และต้องหาทางแก้ไขในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

 

ใครหนีคดี…หลบหน้าศาล หมดสิทธิอุทธรณ์-ฎีกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/455265

ใครหนีคดี...หลบหน้าศาล หมดสิทธิอุทธรณ์-ฎีกา

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ลงมติเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับหนึ่งเป็นกฎหมาย คือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ. … มีสาระสำคัญตรงที่การกำหนดให้จำเลยที่ต้องคำพิพากษาจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้นและจำเลยที่ไม่ได้ถูกคุมขัง หากจะใช้สิทธิยื่นต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจะต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในระยะเวลาที่ศาลกำหนด จากเดิมที่จำเลยสามารถให้ทนายความมาดำเนินการแทนได้

ที่มาของร่างกฎหมายฉบับนี้มาจากการเข้าชื่อร่วมกันของสมาชิก สนช. นำโดย “มหรรณพ เดชวิทักษ์” ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับพิจารณาและส่งไปกลับมาให้ สนช.พิจารณาอีกครั้ง

เหตุผลของการมีร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้กำหนดให้จำเลยต้องมาแสดงตนต่อศาล เมื่อประสงค์จะอุทธรณ์หรือฎีกาส่งผลให้ศาลไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าจำเลยยังมีตัวตนอยู่หรือไม่ จึงจำเป็นต้องตรากฎหมายฉบับนี้

ทั้งนี้ ก่อนที่ สนช.จะมีมติรับหลักการและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาในรายละเอียด ครม.ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปสอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานศาลยุติธรรมแสดงความคิดเห็นไว้พอสังเขป ดังนี้

“เนื่องจากศาลพบปัญหาว่า ในกรณีจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดี เมื่อถึงวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา ทำให้ศาลต้องเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปและอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลย ในกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย จำเลย ซึ่งหลบหนีอาจใช้สิทธิตามกฎหมายอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป แต่หากผลของคำพิพากษานั้นเป็นประโยชน์กับจำเลย เช่น ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ หรือรอการลงโทษ จำเลยจะมาปรากฏตัวต่อศาลและยื่นคำร้องของดหรือขอลดค่าปรับ ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม”

“การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญาตามร่าง พ.ร.บ.นี้ ไม่ถึงขั้นไปจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาของจำเลยเสียทีเดียว จำเลยสามารถให้ทนายความร่างอุทธรณ์หรือฎีกาได้เช่นเดิม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นเพียงการกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขให้จำเลยมาแสดงตนในวันยื่นอุทธรณ์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าจำเลยประสงค์ที่จะยื่นอุทธรณ์หรือยื่นฎีกาและจำเลยไม่หลบหนีเท่านั้น ไม่ได้จำกัดสิทธิในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาของจำเลยแต่อย่างใด”

เช่นเดียวกับ สำนักงานงบประมาณ ซึ่งมีความเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า “เนื่องจากเป็นการกำหนดมาตรการเพื่อป้องปรามการหลบหนีของจำเลยในระหว่างการดำเนินคดีทางอาญาและร่าง พ.ร.บ.นี้ไม่มีผลเป็นการกระทบต่อภาระงบประมาณแต่อย่างใด”

ขณะที่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ในชั้นของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ของ สนช.นั้นยังคงเนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงหลักการดังกล่าวไว้เกือบทั้งหมด พร้อมกับมีข้อสังเกตให้ที่ประชุม สนช.ส่งไปยัง ครม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“กรณีที่จำเลยต้องแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาหมายความเฉพาะจำเลยที่ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่าโทษจำคุกเท่านั้น ส่วนจำเลยที่ต้องรับโทษอย่างอื่น เช่น โทษปรับหรือแม้แต่จำเลยที่มีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกหากศาลมีคำสั่งให้รอการลงโทษไว้ จำเลยเหล่านี้ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องแสดงตนในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ถ้าจำเลยที่ต้องแสดงมีเหตุมาศาลไม่ได้ในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา ก็อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาตามมาตรา 23 แห่งประมวลวิธีพิจารณาความแพ่งประกอบมาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งถ้าเหตุผลรับฟังได้ศาลก็จะมีคำสั่งให้ขยายเวลาในการแสดงตนออกไป เพื่อให้โอกาสแก่จำเลยในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาอันเป็นการสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR)”

ด้าน สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช.ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ อธิบายว่า กฎหมายฉบับนี้มีเจตนาที่จะต้องแก้ไขปัญหาในอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากจำเลยมักจะหลบคดีและมอบหมายให้ทนายความมาดำเนินการแทน แต่ยืนยันว่าสิทธิในการอุทธรณ์และฎีกาของจำเลยยังคงอยู่ตามเดิม

สมชาย กล่าวว่า ตามขั้นตอนจะเป็นดุลพินิจของศาลในการพิจารณา เช่น กรณีที่จำเลยหลบหนีและไม่มาปรากฏตัวต่อหน้าศาล ทนายความยังมีสิทธิทำหน้าที่แทนเพื่อขออุทธรณ์หรือฎีกาและขอขยายเวลาในการนำตัวจำเลยมาต่อหน้าศาล จากนั้นศาลก็จะวินิจฉัยว่าจะให้ขยายเวลาหรือไม่ต่อไป หรือถ้าเป็นกรณีที่จำเลยที่หลบหนีมาปรากฏตัวต่อหน้าศาลแล้ว ศาลจะพิจารณาว่ามีเหตุสมควรเพื่อให้ประกันตัวหรือไม่เช่นกัน

จากร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่…) พ.ศ. …ที่สนช.เพิ่งให้ความเห็นชอบไปล่าสุดนี้ ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจพอสมควร เนื่องจากระยะหลังมานี้ สนช.ได้ผลิตกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตออกมาค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบ และร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีหัวใจสำคัญคือ การยกแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญาเป็นศาลชำนัญพิเศษและใช้ระบบไต่สวนเป็นกลไกหลักในการทำงาน ต่างจากคดีอาญาทั่วไปที่เป็นระบบกล่าวหา

ดังนั้น นับจากนี้ไปต้องจับตาการทำงานของ สนช.และ ครม.ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านว่าจะสร้างกลไกปราบการทุจริตอย่างไร ซึ่งอาจสะเทือนไปถึงคนใหญ่ทั้งในและนอกประเทศไม่มากก็น้อย

 

การศึกษาชำรุด-เด็กไม่รู้จักตัวเอง ปรับระบบสอบแค่แก้ปัญหาปลายเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กันยายน 2559 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/455264

การศึกษาชำรุด-เด็กไม่รู้จักตัวเอง ปรับระบบสอบแค่แก้ปัญหาปลายเหตุ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ประเทศไทยได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบ-วิธีการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ระบบเอนทรานซ์แบบแพ้คัดออกซึ่งใช้มายาวนานกว่า 40 ปี เข้าสู่ระบบแอดมิชชั่นที่ผสมผสานระหว่างคะแนนสอบกลาง (โอเน็ต) กับคะแนนเฉลี่ยตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย (จีแพ็กซ์) รวมถึงระบบรับตรงที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเปิดสอบเอง

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบ-วิธีการคัดเลือกบุคคล ไม่ได้ช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ

มากไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าความสุขของเด็กนักเรียนจะค่อยๆ ลดน้อยถอยลงตามลำดับ

ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ มีแนวคิด “ปลดแอก” ความเครียดให้นักเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กมัธยมปลายที่ต้อง “วิ่งรอก” สอบตรงกับมหาวิทยาลัยตลอดทั้งปี ด้วยการจัดระเบียบระบบรับตรงใหม่

รูปธรรมของแนวคิดดังกล่าวถูกส่งผ่านมติที่ประชุมร่วมระหว่างศธ.ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นตรงกันว่า ภายในปีการศึกษา 2561 มหาวิทยาลัยทุกแห่งจะเปิดรับตรงร่วมกัน เป็นระบบเดียวกันทั้งประเทศ

กล่าวคือจะใช้ข้อสอบกลางร่วมกัน ได้แก่ แบบวัดความถนัดทั่วไป (GAT)แบบวัดความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) และวิชาสามัญ 9 วิชา เมื่อนักเรียนทราบคะแนนแล้วนำไปยื่นสมัครกับคณะที่ต้องการ คะแนนนั้นก็จะถูกส่งเข้าไปยังส่วนกลางซึ่งทำหน้าที่เป็น “เคลียริ่งเฮาส์” จัดลำดับคะแนนตามจำนวนที่นั่ง

“การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาตามระบบใหม่จะเริ่มดำเนินการได้ในเดือน มี.ค.-เม.ย. 2560 ส่วนการรับสมัครจะใช้ระบบเคลียริ่งเฮาส์ 2 ครั้ง เบื้องต้นจะให้นักเรียนเลือกได้ 4 สาขาวิชาทั้งสองครั้ง หลังจากเคลียริ่งเฮาส์ทั้งสองครั้งแล้ว หากมหาวิทยาลัยยังมีที่ว่างก็สามารถเปิดรับสมัครเองได้ แต่ต้องอยู่ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ที่กำหนด” พล.อ.ดาว์พงษ์ อธิบาย

แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวจะเต็มไปด้วยเจตนาดี แต่ก็ยังถูกตั้งคำถามถึงผลเลิศของนโยบายว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ “ปลายเหตุ” เท่านั้นหรือไม่

นั่นเพราะหากในภาพกว้างจะพบว่าต้นตอของปัญหาการศึกษาไทยอยู่ที่ระบบอันชำรุด ไม่สามารถช่วยให้เด็กนักเรียนรู้จักตัวเองหรือค้นหาทักษะ-ความถนัดเฉพาะของตัวเองได้ เด็กจึงเติบโตขึ้นอย่างไร้ทิศทาง สอดรับกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล ทรัพยากรและบุคลากรไม่เพียงพอ ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านงานแนะแนวอาชีพ เด็กจึงไม่มีทางเลือก

เดิมพันเดียวที่เหลืออยู่ คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัย

ว่ากันอย่างเป็นธรรม ใช่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเพิกเฉยหรือไม่รับรู้ถึงปัญหา ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ นวัตกรรม Samsung Career Discovery “ค้นพบตัวเอง ค้นพบอาชีพ” ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร (กทม.) และภาคเอกชนอย่างบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ร่วมกันพัฒนาขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือช่วยให้เด็กค้นหาความถนัดของตัวเอง และค้นพบเส้นทางอาชีพในอนาคต

นวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยให้นักเรียนสามารถค้นพบความถนัดและทางเลือกของอาชีพได้เอง ผ่านการตอบคำถามเชิงจิตวิทยาวัดผล “พหุปัญญา” ทางเว็บแอพพลิเคชั่น [http:]www.samsungslc.org/scd ซึ่งจะแปรผลออกมาเป็นกราฟวงกลม แสดงสัดส่วนของความถนัดในแต่ละด้าน

สำหรับทฤษฎีพหุปัญญานั้น ถูกคิดค้นและนำเสนอโดย ศ.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาการศึกษาแห่งฮาร์วาร์ด ซึ่งแบ่งปัญญาของมนุษย์ออกเป็น 8 ด้าน มนุษย์ทุกคนมีครบในทุกๆ ด้าน เพียงแต่จะมีบางด้านโดดเด่นแตกต่างกันออกไป

ทฤษฎีนี้ไม่ได้เสนอขึ้นมาเพื่อจัดอันดับว่าใครมีปัญญามากน้อยกว่ากัน แต่มีไว้เพื่อให้คนได้ค้นพบและใช้ปัญญาที่ตัวเองถนัดเพื่อประโยชน์แก่สังคม

นิยดา พงศ์พาชำนาญเวช คุณครูโรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ กทม. ยอมรับว่า นวัตกรรมช่วยค้นหาความถนัดของเด็กมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอนมาก โดยเฉพาะกับเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งอยู่ในวัยที่เริ่มค้นหาตัวเอง

“เด็กส่วนใหญ่จะมีอาชีพในอุดมคติไม่ตรงกับความเป็นจริง ฉะนั้นเมื่อเรามีเครื่องมือคือแบบสำรวจที่ช่วยให้ค้นพบตัวเองได้ก่อน จะช่วยกระตุ้นให้เขารู้ตัวว่าต้องฝึกฝนทักษะด้านใดให้ตรงกับความสามารถที่แท้จริง” นิยดา ระบุ

สอดคล้องกับ บุญยงค์ มีพร้อม หัวหน้างานแนะแนวชั้น ม.6 โรงเรียนมัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ กทม. ที่ระบุว่า การใช้สื่อใหม่มาช่วยสนับสนุนการเรียนการสอน เป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการตัดสินใจ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กนักเรียนดีกว่ามีเพียงแต่ครูเป็นผู้แนะนำ

จริยาภรณ์ คุ้มพันธ์ คุณครูโรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ จ.ปทุมธานี บอกว่า ได้นำเครื่องมือไปทดสอบกับเด็กชั้น ม.1-3 พบว่าเด็กตื่นตัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กที่กำลังต้องเลือกแผนการเรียน ขณะที่ครูก็ได้รับประโยชน์ จากการนำเครื่องมือไปใช้ร่วมกับกระบวนการในห้องเรียน

หลายนวัตกรรมอาจต้องนำมาใช้เพื่อหนุนเสริมระบบการศึกษาไทยให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้เด็กมีทางเลือกและมีอิสระที่จะเลือกตามความถนัดและความชื่นชอบของตัวเอง

 

คุกคามบังคับซื้อ สารพัดเล่ห์กล ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2559 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/455228

คุกคามบังคับซื้อ สารพัดเล่ห์กล ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

โดย…นิติพันธุ์ สุขอรุณ

เสียงโทรศัพท์จากบริษัทประกัน ธนาคาร และค่ายโทรศัพท์มือถือต่างพากันกระหน่ำเข้ามาหาผู้รับที่อยู่ปลายสายอย่างไม่มีทีท่าจะวางมือ เพียงเพื่อต้องการนำเสนอสินค้า โดยใช้กลยุทธ์โฆษณาแบบเข้าถึงในอีกความหมายคือ “บังคับให้ฟัง” โดยปลายสายไม่เคยให้เบอร์โทรศัพท์หรือใช้บริการกับบริษัทเหล่านั้นมาก่อน

นอกจากถือเป็นการคุกคามสิทธิส่วนบุคคลแล้ว ยังหว่านล้อมหวังฉกเงินในกระเป๋าสตางค์ออกไปไม่ทันรู้ตัวเช่นกัน

ชลลดา บุญเกษม กรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน เปิดเผยว่า กรณีที่พนักงานบริษัทเอกชนโทรศัพท์เข้ามาหาเพื่อเสนอขายสินค้า ส่วนใหญ่มีการร้องเรียนเข้ามามากคือ การขายประกันชีวิต รองลงมาคือ บริษัทค่ายมือถือที่พยายามเสนอขายแพ็กเกจบริการอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งไม่รู้ว่านำข้อมูลส่วนตัวมาได้อย่างไร ทั้งที่ไม่เคยใช้บริการหรือเกี่ยวข้องด้วยมาก่อน

ยิ่งทำให้เกิดความกังวลเมื่อข้อมูลส่วนตัวของลูกค้ามีการซื้อขายต่อๆ กันมาโดยไม่ได้รับอนุญาต นำไปสู่การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เป็นภัยต่อความมั่นคงในชีวิตและครอบครัว เดือดร้อนรําคาญยากจะปฏิเสธ

ชลลดา กล่าวว่า การพูดคุยจากพนักงานแม้จะไม่ได้ข่มขู่ พูดจาว่าร้ายกระทบต่อจิตใจ แต่มีลักษณะพูดเร็วเหมือนหุ่นยนต์ ไม่เปิดช่องให้ถามว่าสะดวกรับฟังหรือไม่ จากนั้นก็มัดมือด้วยการบอกว่า “ตอนนี้คุณลูกค้าสามารถรับบริการได้แล้ว” หรือ “เดี๋ยวจะมีเมสเซนเจอร์ไปส่งเอกสารให้ที่บ้านทันที” ลักษณะเช่นนี้เป็นการบังคับให้ลูกค้าตอบตกลงโดยไม่มีทางเลือก

ชลลดา กล่าวอีกว่า ทุกวันนี้เริ่มพบเห็นขบวนการโทรศัพท์ระดมโทรเข้ามาบอกว่าถูกรางวัล หรือได้รับสิทธิพิเศษ เข้าข่ายหลอกลวง อาทิ อ้างว่าโทรมาจากธนาคารแห่งหนึ่งแล้วบอกว่าลูกค้าได้ใช้บัตรเครดิตของทางธนาคาร ดังนั้นต้องชำระเงินภายในวันเวลาที่กำหนด แต่ถ้าจะขอผ่อนผันต้องแจ้งเลขที่บัตรประชาชน ลักษณะนี้พึงระวังทันทีว่าเข้าข่ายหลอกลวง เพราะเลขที่บัตรประชาชนสามารถนำไปใช้อ้างอิงเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อดำเนินการต่อในเรื่องต่างๆ ได้

ธุรกิจต่อมาที่เข้าข่ายกวนใจสร้างความเดือดร้อนคือ บริการข้อความ (เอสเอ็มเอส) ดาวน์โหลดเพลงฟรี ข้อความดูดวงประจำวันฟรี ชักจูงใจคนด้วยการให้บริการฟรีก่อน กระตุ้นให้คนสนใจลองกดเข้ามาดู ทั้งที่ยังไม่ได้ตัดสินใจปรากฏว่ามีข้อความยืนยันการรับบริการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นหากลูกค้าต้องการขอยกเลิกจะทำได้ยุ่งยากมาก

“กลเม็ดหลอกลวงสามารถล้วงเงินในกระเป๋าของเราได้อย่างไม่ทันระวังตัว ขณะนี้ปัญหาใหญ่คือประชาชนไม่รู้ว่าตัวเองถูกละเมิดสิทธิ หากตอบตกลงไปเพื่อตัดความรำคาญ ผลเสียจะตามมาอีกมากจนยากจะแก้ไขดังนั้นจึงควรมีมาตรการป้องกันหรือสืบสาวที่มาที่ไปว่าบริษัทนั้นๆ นำเบอร์ส่วนตัวของผู้อื่นมาได้อย่างไร เพื่อปกป้องเจ้าของเบอร์โทรศัพท์ รวมถึงมีมาตรการลงโทษกับผู้ที่นำข้อมูลมาเปิดเผยหาประโยชน์ส่วนตัวอีกด้วย” ชลลดา กล่าว

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฉายภาพผลกระทบจากการคุกคามทางข้อมูลโทรศัพท์มือถือซึ่งได้ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่ามีเบอร์โทรศัพท์จำนวนกว่า 30 ล้านรายชื่อถูกขายอยู่ในท้องตลาดทุกวัน ขณะเดียวกันยังพบการซื้อขายข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น คือ ไม่ใช่เพียงแค่เบอร์กับชื่อเท่านั้น ยังรวมไปถึงข้อมูลพฤติกรรมการโทรเข้า-ออก มีการระบุตำแหน่งโลเกชั่นเบสเซอร์วิส ซึ่งทำให้รู้ได้ว่าผู้ใช้โทรศัพท์อยู่ที่ใด โทรหาใครเป็นประจำ ถือเป็นการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวขั้นร้ายแรงที่สุด

“เรื่องนี้อันตรายอย่างมาก เพราะถ้ามีคนร้ายนำข้อมูลไปใช้สามารถสะกดรอยติดตามได้แม่นยำ หรือรู้เวลาเข้าออกจากบ้านฉวยจังหวะเข้าไปขโมยทรัพย์สินภายในบ้านได้อย่างสบายๆ ดังนั้นเรื่องโลเกชั่นเบสเซอร์วิสจึงไม่ควรถูกเปิดเผย” นพ.ประวิทย์ กล่าว

ขณะที่ในต่างประเทศมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว แต่ในไทยยังไม่มีกฎหมายเช่นนี้ออกมา จึงทำได้เพียงบังคับใช้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ให้อำนาจ กสทช.ออกหลักเกณฑ์คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน

อีกทั้งข้อมูลส่วนบุคคลยังไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นทรัพย์สินจึงยังไม่ถือว่าเป็นการขโมยทรัพย์ ดังนั้นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ รัฐบาลต้องออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออกมา เพื่อป้องกันการสูญเสีย

นพ.ประวิทย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควรออกมาบังคับใช้ได้นานแล้ว แต่รัฐบาลก็ไม่ควรใช้เพื่อมุ่งหวังสอดส่องเท่านั้น ต้องออกกติกาเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

ภาพ…เอเอฟพี