‘วิจัยทางคลินิก’ ปั้นเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่กลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 11:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/454824

‘วิจัยทางคลินิก’ ปั้นเศรษฐกิจไทย โอกาสใหม่กลุ่มอุตสาหกรรมสาธารณสุข

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม คือหัวใจสำคัญของนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายมั่นปั้นมือว่าจะนำพาประเทศให้ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางภายใน 5-6 ปีข้างหน้าความคาดหวังต่อการสร้างเศรษฐกิจใหม่ (New Engines of Growth) มีขึ้นภายหลังประเทศไทยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ไทยแลนด์ 1.0 ที่เน้นหนักด้านการเกษตร เข้าสู่ 2.0 ซึ่งให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเบา ก่อนจะยกระดับเป็น 3.0 ที่ให้น้ำหนักกับอุตสาหกรรมหนักและบริการ

ทว่า ก็ไม่อาจทำให้ประเทศไทยผงาดขึ้นสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้อย่างแท้จริง

ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ครั้งนี้ รัฐบาลจึงเดิมพันด้วยการส่งเสริมพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการวิจัย เพื่อเพิ่มมูลค่าใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย หนึ่งในนั้นก็คือ กลุ่มอุตสาหกรรมด้านสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่ทั้งเป็นจุดแข็งเดิม และยังเป็นการต่อยอดนโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ในคราวเดียว

ว่ากันตรงไปตรงมา โอกาสของประเทศไทยในอุตสาหกรรมด้านสุขภาพยังมีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะการวิจัยทางคลินิก (Clinical Research) ที่แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร หากแต่ทำรายได้เข้าประเทศถล่มทลาย

ข้อมูลจากวงสัมมนา การประชุม สุดยอดผู้นำด้านชีวเภสัชภัณฑ์ : ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 (Biopharma Innovation Leaders’ Forum : Unlocking Thailand 4.0’s Potential) ระบุว่า ในปี 2558  ประเทศไทยมีรายได้จากการวิจัยทางคลินิกมากถึง 8,800 ล้านบาท

สอดรับกับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ประมาณการว่า ในปี 2558 มีการใช้จ่ายเพื่อทำวิจัยทางคลินิกถึง 320 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.04 หมื่นล้านบาท แต่ก่อให้เกิดประโยชน์เป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท

นั่นหมายความว่า ทุกๆ 1 บาท ของการลงทุนทำวิจัยทางคลินิก จะได้รับผลตอบแทน 2.90 บาท

นอกจากนี้ หากเป็นไปตามบทวิเคราะห์ของ ดีลอยท์ แอ็กเซส อีโคโนมิกส์ การวิจัยทางคลินิกในปี 2558 ทำให้เกิดการจ้างงานโดยตรงถึง 8,905  ตำแหน่ง ค่าจ้างรวม 4,900 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องอีก 6,604 ตำแหน่ง

ทั้งหมดเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย

สำหรับการวิจัยทางคลินิก เป็นการวิจัยขั้นสุดท้ายก่อนนำยาไปขึ้นทะเบียนกับองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา  (FDA) เพื่อให้มั่นใจได้ว่ายาที่ผลิตขึ้นมาใหม่นั้นมีความปลอดภัย เหมาะสมกับคนในพื้นที่ รวมถึงมีประสิทธิภาพในการรักษาอย่างแท้จริง

การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 เฟส ได้แก่ 1.วิจัยในกลุ่มอาสาสมัครกลุ่มเล็ก 2.วิจัยเปรียบเทียบในกลุ่มคนไข้อาสาสมัคร 3.วิจัยในกลุ่มคนไข้อาสาสมัครขนาดใหญ่ขึ้น โดยก่อนจะเข้าสู่เฟส 1 ยาต้องผ่านการทดลองในห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด มีการทดลองในสัตว์เชิงลึก และความเสี่ยงต้องต่ำที่สุดเท่านั้น

ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า “ในอดีตเรามักมีความคิดว่าต้องนำยาไปทดลองกับคนต่างประเทศก่อน เมื่อปลอดภัยก็ค่อยนำเข้ามาขายในประเทศ แต่ข้อเท็จจริงที่พบก็คือมันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอ เพราะชาวต่างชาติก็มีพันธุกรรมแบบของเขา ยาตัวหนึ่งๆ อาจจะปลอดภัยหรือดีสำหรับเขา แต่กลายเป็นยาที่เกินขนาดหรือไม่ปลอดภัยกับเราก็ได้”

นั่นคือเหตุผลที่ประเทศไทยควรมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มวิจัย

อย่างไรก็ตาม หากเทียบเคียงกับประเทศอื่นในภูมิภาค จะพบว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการทำวิจัยทางคลินิกไม่มากเท่าที่ควร โดยระหว่างปี 2553-2558 ประเทศไทยมีการวิจัยเพียง  976 โครงการ ขณะที่เกาหลีใต้มีมากกว่า 4,000 โครงการ หรือไต้หวันที่มีกว่า 2,000 โครงการ

วิริยะ จงไพศาล นายกสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ให้ภาพว่า สาเหตุที่ประเทศไทยทำการวิจัยทางคลินิกเฟส 1 ยังไม่มาก เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องระยะเวลาและขั้นตอนราชการ เช่น การขอนำยาเข้าประเทศ ซึ่งต้องรอการอนุมัติไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ที่สุดแล้วบริษัทยาต่างชาติจึงเลือกไปทำวิจัยเฟส 1 ในต่างประเทศ

“เราต้องไม่กลัวเฟส 1 ถ้าทุกคนกลัวเราก็จะไม่มียาใช้ ที่สำคัญคือทัศนคติเรื่องใช้คนเป็นหนูทดลองนั้นก็ต้องปรับเปลี่ยน เพราะทุกวันนี้มีการให้ข้อมูลกับอาสาสมัครเต็มที่ ดูแลอย่างใกล้ชิด มีกรรมการจริยธรรมควบคุม และเหนือสิ่งอื่นใดก็คือการวิจัยต้องให้น้ำหนักกับความปลอดภัยมากที่สุด คือถ้าพบความเสี่ยงต้องหยุดทันที” วิริยะ อธิบาย

วิริยะ ให้ข้อมูลอีกว่า กว่าจะวิจัยจนเป็นยา 1 ตัว ต้องใช้เวลาศึกษาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และใช้เงินเฉลี่ย 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยา (TCELS) ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน จึงมีศักยภาพทำวิจัยได้หลากหลายแต่ก็ต้องใช้เวลามาก เช่น ยารักษามาลาเรีย ซึ่งเป็นเชื้อที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งต้องตามติดเชื้อกว่า 10 ปี และก็ไม่แน่นอนว่าจะวิจัยได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอยู่ที่ประเทศไทยอยู่ในประเทศเขตร้อน ก็ควรเป็นผู้นำในการวิจัยโรคในเขตร้อน ไม่ใช่ให้ประเทศอื่นมาทำแทน

“เรากำลังมองเรื่องนี้เป็นอุตสาหกรรมที่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ มองมันเป็นโอกาสของประเทศไทยที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันสนับสนุน” นเรศ ระบุ

อุตสาหกรรมยาสำหรับโลกใหม่หรือชีวเภสัชภัณฑ์ อาจเป็นอนาคตและความหวังด้านการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วของไทยก็เป็นได้

 

มุมบวกแรงงานต่างด้าว 3 ล้านคน ทดแทนส่วนขาด หนุนวงจรศก.ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2559 เวลา 10:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/454330

มุมบวกแรงงานต่างด้าว 3 ล้านคน ทดแทนส่วนขาด หนุนวงจรศก.ไทย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ขณะนี้กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เดิมเข้ามาประกอบอาชีพกรรมกรรับจ้างทั่วไปตามตลาด ร้านค้า ได้พัฒนายกระดับขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการ จึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเมื่อเป็นเช่นนี้อนาคตสังคมไทยกับชาวต่างด้าวจะมีทิศทางอย่างไร ถึงขั้นคิดไปไกลว่าต่อไปคนไทยต้องเป็นลูกจ้างต่างด้าวหรือไม่

อารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ชี้ว่า สาเหตุที่คนต่างด้าวนิยมเข้ามาทำงานในไทย เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ดีกว่าประเทศต้นทาง ทั้งการจ้างงาน การคุ้มครองแรงงาน ระบบสาธารณสุขและสาธารณูปโภค ปัจจัยเหล่านี้จึงเอื้อให้ต่างด้าวเข้ามา โดยเริ่มในกิจการประมง ลูกจ้าง ร้านค้า หาบเร่ หรืองานซ่อมแซมขนาดเล็ก

ทั้งนี้ เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ เกิดแรงผลักดันต้องการเพิ่มรายได้ ประกอบกับความเป็นเจ้ากิจการคนไทย ให้ต่างด้าวเช่า หรือถ่ายโอนธุรกิจต่อจึงทำให้ต่างด้าวกลุ่มนี้ผันตัวจากลูกจ้างกลายมาเป็นผู้ประกอบการ ตรงนี้นอกจากทำให้คนต่างด้าวมีชีวิตความเป็นอยู่ส่วนตัวที่ดีขึ้น ยังได้การยอมรับจากกลุ่มแรงงานต่างด้าวด้วยกันอีก

“ผมว่าลักษณะประเภทนี้เป็นการเอื้ออาทรของคนไทย ที่มีลักษณะนิสัยวัฒนธรรมความเป็นพี่เป็นน้อง เนื่องจากคนไทยกับต่างด้าวที่เข้ามามีลักษณะรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกัน และเมื่อมีความคุ้นเคยกันก็ทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ประกอบอาชีพและเกิดการซื้อขายของซึ่งกันและกันเกิดขึ้น”

อธิบดีกรมการจัดหางานขยายภาพการเข้ามาของต่างด้าวว่ามีหลายลักษณะ หลายสัญชาติ ตั้งแต่มาจากยุโรป จีน เวียดนาม อินเดีย ปากีสถาน และเมียนมา ลาว กัมพูชา ซึ่งมีตั้งแต่รูปแบบที่ทักษะสูงไปจนถึงไม่มีทักษะ สำหรับกลุ่มต่างด้าวที่ทักษะสูงจะเข้ามาอย่างถูกกฎหมาย เพื่อมาส่งเสริมการลงทุนของประเทศ แต่ต้องมีใบอนุญาตทำงานและมีนายจ้างรับรองการเข้ามา

เช่นกลุ่มนักบริหาร ที่ปรึกษา วิศวะ นอกจากนี้ คือประเภทที่ขออนุญาตเข้ามาทำงาน เช่น อาชีพครูภาษา นักร้อง นักแสดง นายแบบ-นางแบบ ซึ่งกลุ่มหลังนี้ต้องขออนุญาตทำงานตาม พ.ร.บ.
การทำงานคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ซึ่งมีข้อกำหนดระเบียบเพิ่มขึ้นอีก

ส่วนต่างด้าวกลุ่มที่ไม่มีทักษะจะเข้ามาใช้แรงงานกายเป็นกรรมกร อาทิ งานประมง งานรับใช้ในบ้าน อุตสาหกรรม แปรรูปอาหาร การเกษตร แปรรูปสัตว์น้ำ เช่น ในโรงงานไก่ พนักงานเสิร์ฟอาหาร ล้างจาน ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านไทย

อีกประเภทจะบินเข้าเมืองมาอย่างถูกกฎหมายในลักษณะนักท่องเที่ยว และเมื่อเข้ามาก็จะอยู่กินเกินกำหนดและลักลอบทำงาน ซึ่งส่วนใหญ่จะพักอยู่ย่านธุรกิจชาวจีน เวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน เนื่องจากกลุ่มนี้มีเครือข่ายญาติพี่น้องที่มาอยู่ก่อน และเมื่อเดินทางมาถึงจะเริ่มทำธุรกิจเล็กๆ อาทิ ขายถั่ว ขายผ้า หมอน มุ้ง พัฒนาไปถึงขั้นปล่อยเงินกู้ ซึ่งในกลุ่มหลังนี้รัฐไม่สามารถไปเก็บภาษีได้ ดังนั้นที่ผ่านมาได้ติดตามตรวจสอบจับกุมอยู่ตลอด

อธิบดีกรมการจัดหางาน ระบุว่า การป้องกันแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนที่ผ่านมามีการติดตามตรวจสอบ จับกุมอยู่ตลอด ส่วนแผนการแก้ปัญหาระยะยาว ขณะนี้ไทยกำลังวางแนวทางยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวปี 2560-2565 เพื่อนำมาบริหารกำกับดูแลแรงงานต่างด้าวกิจการต่างๆ ในอนาคต

“อนาคตทิศทางต่างด้าวในไทย ถึงอย่างไรยังจำเป็นต้องใช้แรงงานเหล่านี้ ในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร แปรรูปสัตว์น้ำอยู่ เพราะความสามารถของเทคโนโลยีอนาคตยังยากต่องานเฉพาะประเภทนี้ เช่น เครื่องจักรคงไม่สามารถแกะกุ้งได้ ซึ่งก็ไม่ได้เป็นผลเสียอะไร เพราะคนกลุ่มนี้เข้ามาทดแทนแรงงานไทยส่วนที่ขาด รวมถึงนำเงินมาจับจ่ายซื้อของ ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดการหมุนเวียนดีขึ้น และทำให้ความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีการติดต่อซื้อสินค้ากันมากขึ้นด้วย”

ส่วนจำนวนต่างด้าวในอนาคตจะยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เพิ่มจำนวนไปจากปัจจุบันที่มีประมาณ 2-3 ล้านคน เพราะจากที่ติดตามพฤติกรรมมานาน จำนวนการเคลื่อนไหวของแรงงานต่างด้าวตัวเลขจะหมุนเวียนอยู่ประมาณนี้ เนื่องจากปัจจัยจำนวนของผู้บริโภคมีจำนวนอยู่เท่าเดิม

ขณะที่บทเรียนจากปัญหาดังกล่าว อารักษ์ มองว่า เรื่องนี้ไม่มีบทเรียนอะไร แต่เป็นภาพสะท้อนทางสังคมที่ยุคหนึ่งเห็นได้ว่าเมื่อมีแรงงานต่างด้าวเข้ามา และแรงงานไทยที่อยู่ในตลาดก็ไม่ใช่คนหนุ่มสาว แต่เป็นคนอีกรุ่นหนึ่งซึ่งคนยุคนี้ไม่มีแล้ว ฉะนั้นคนไทยควรต้องสร้างความตระหนักและสะท้อนมุมความเป็นชาติมากกว่าว่า ทำไมต่างด้าวถึงต้องเข้ามาขายของแทนที่คนไทยที่ไม่ขาย ทั้งที่ทุกคนมีความรู้ใกล้เคียงกัน แต่ไม่ลงทุนขนาดเล็กเพื่อให้ได้ผลอะไร และไม่ยอมประกอบอาชีพบางอย่างจนต้องปล่อยให้เขาเข้ามา

 

รับน้องโหดต้องลงโทษให้เข็ด ถึงเวลาปฏิรูปมรดกความรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2559 เวลา 10:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/454101

รับน้องโหดต้องลงโทษให้เข็ด ถึงเวลาปฏิรูปมรดกความรุนแรง

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังเดือน มิ.ย.ของทุกปี มหาวิทยาลัยต่างๆ จะเริ่มทยอยเปิดภาคเรียนแรก ท่ามกลางบรรยากาศกิจกรรมรับน้องใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นตามมา

ทุกปีที่ผ่านมารวมถึงปีนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ส่งหนังสือแจ้งเวียนประกาศ สกอ. เรื่องการจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ และประชุมเชียร์ในสถาบันอุดมศึกษาไปยังทุกสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดและในกำกับของ สกอ. ให้กำหนดมาตรการในการจัดกิจกรรมนี้อย่างสร้างสรรค์ ไม่มีความรุนแรงและห้ามล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลทั้งทางร่างกายและหรือจิตใจ ต้องอยู่ในความรับผิดชอบ กำกับดูแลของผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรทุกคณะ/ภาควิชา และนิสิตนักศึกษารุ่นพี่ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของนักศึกษาใหม่เป็นสำคัญ

แต่มาตรการดังกล่าวก็เป็นเพียงข้อห้าม เป็นหลักปฏิบัติที่เป็นเหมือนเสือกระดาษ ที่มหาวิทยาลัยบางแห่งยังแสร้งมองไม่เห็น แทบทุกปีมีภาพหรือคลิปการรับน้องที่ไม่ได้ใส่ใจในข้อปฏิบัติที่ระบุไว้ ปรากฏให้เห็นหลายสถาบันยังจัดกิจกรรมรับน้องแบบเดิมๆ อย่างเหนียวแน่น เพราะยึดถือระบบโซตัส (Sotus) หรือระบบหนึ่งของการฝึกนักศึกษาใหม่ที่ประยุกต์มาจากการฝึกทหาร จนกลายเป็นกิจกรรมลับๆ ที่ตกทอดจากนักศึกษารุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง

อนุชาติ พวงสำลี คณบดีคณะวิทยาการการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า โดยปกติแล้วประเพณีการรับน้องขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละสถาบัน ด้านบวกหรือด้านดีของกิจกรรมนี้ คือ เป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้น้องใหม่หรือนักศึกษาใหม่ปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ได้ง่ายขึ้น แต่การตีความที่เลยเถิด เพราะเคยชินกับวัฒนธรรมเชิงอำนาจ นำสถานะความเป็นรุ่นพี่มาบังคับฝืนใจน้องให้ร่วมกิจกรรม ก็มักจะเข้ามาบิดเบือนเจตนาที่ดี

อนุชาติ กล่าวว่า การรับน้องเกินเลยไปจากเจตนาที่ดี มีวัฒนธรรมเชิงอำนาจเข้ามา วัฒนธรรมอื่นๆ ที่แฝงเร้นอยู่ก็ตามมาด้วย เช่น ได้ทราบจากนักศึกษามาว่า บางสถาบันมี “ระบบโต๊ะ” ที่เอื้อให้มีการเรียกเก็บเงินน้องใหม่จากการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วยตัวเลขที่สูงทีเดียว อ้างว่าเพื่อนำไปใช้ทำกิจกรรมต่างๆ เรื่องนี้จะเป็นประเพณีต่อเนื่อง ที่กลายเป็นภาระของเด็ก โดยมีระบบเพื่อนที่ผ่านการรับน้องมาด้วยกัน ทำให้ไม่มีใครกล้าทัดทานหรือเข้าไปห้ามกิจกรรมทำนองนี้

เกรียงศักดิ์ โชควรกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ชัยภูมิ และอุปนายกสมาคมพนักงานในสถาบันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กิจกรรมรับน้องควรถูกนิยามใหม่ โดยต้องยอมรับ แม้จะเป็นกิจกรรมที่ดี แต่กิจกรรมนี้ก็มีส่วนผสมที่บางสถาบันการศึกษาสอดแทรกความรุนแรงไว้ เพื่อให้น้องจดจำรุ่นพี่ได้ตลอดไป

“กิจกรรมในระบบโซตัสที่ประยุกต์มาจากการฝึกทหาร เมื่อมาอยู่ในมือของผู้ที่ยังอ่อนวัยวุฒิมีอายุมากกว่า น้องเพียงแค่ปีสองปีนั้นกลายเป็นความรุนแรง ที่ไร้ความรับผิดชอบได้ง่าย เพราะผู้ใช้เข้าใจว่าสิ่งที่ทำกับน้องจะสร้างความประทับใจได้ เมื่อรุ่นน้องเติบโตขึ้นเป็นรุ่นพี่ เรื่องนี้ก็ถูกส่งต่อไปพร้อมกับโอกาสที่เป็นเหมือนการแก้แค้นกับน้องรุ่นต่อมา น้องใหม่ส่วนใหญ่ที่ร่วมการรับน้องจนสิ้นสุดกิจกรรม ก็จะรู้ได้ทันทีว่าตัวเองเหมือนผ่านการทดสอบและได้สิทธิในการนำไปปฏิบัติกับน้องใหม่ปีต่อไป เป็นเหมือนมรดกตกทอดถึงกัน จึงไม่มีการร้องเรียน กรณีที่ถูกทำเกินเลยไปบ้าง แนวคิดนี้ถูกบ่มเพาะจนกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่เกิดเป็นข่าวน่าสลด ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการจัดขึ้น” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มรภ.ชัยภูมิ กล่าว

เกรียงศักดิ์ กล่าวว่า  ถึงเวลาที่จะปฏิรูปเรื่องนี้เสียที แต่บังคับด้วยกฎหมายอาจจะเป็นเรื่องปลายทาง มหาวิทยาลัยควรมีรายละเอียดในกิจกรรมนี้มากกว่านี้ ควรนิยามการรับน้องใหม่ไม่ให้มีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะกิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นปกติทุกมหาวิทยาลัยทั่วโลก ต้องทำให้เห็นว่าวัฒนธรรมการรับน้องที่ดีจะเป็นเรื่องที่ถูกส่งต่อไปจากรุ่นสู่รุ่นได้เช่นกัน

ข้อไหนที่เข้าข่ายเอาผิด

การพูดให้คนใดคนหนึ่งเป็นที่ดูหมิ่นเกลียดชังหรือเสื่อมเสียชื่อเสียง อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 1 ปี ปรับสูงสุด 2 หมื่นบาท ตามมาตรา 326 ของประมวลกฎหมายอาญา การลงมือทำร้ายถึงขั้นเลือดตกยางออก บวมเขียวช้ำ อาจเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกาย อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 2 ปี ปรับสูงสุด 4,000 บาท ในมาตรา 295

การบังคับจิตใจ ผู้อื่นให้ฝืนใจทำบางอย่างที่ไม่ได้มีความเต็มใจ แต่ต้องทำเพราะถูกบังคับโดยการใช้กำลังประทุษร้าย หรือทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน อาจเป็นความผิดฐานข่มขู่ อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 3 ปี ปรับสูงสุด 6,000 บาท มาตรา 309 แม้แต่เรื่องการกักบริเวณไม่ยอมให้ผู้อื่นกลับบ้าน เป็นความผิดฐานกักขังหน่วงเหนี่ยว อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 3 ปี ปรับสูงสุด 6,000 บาท ตามมาตรา 310

การลงมือทำร้ายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส เช่น ต้องนอน โรงพยาบาลเกิน 20 วัน หรือจิตพิการอย่างติดตัว อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี มาตรา 297 การลงมือทำร้ายบุคคลอื่นจนถึงแก่ความตาย อาจต้องรับโทษสูงสุดจำคุก 15 ปี มาตรา 290 ทั้งหมดเป็นกฎหมายที่เข้าข่ายกระทำความผิด ผู้เสียหายหรือนักศึกษาที่ถูกกระทำสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย

 

ไขปมมรณะ”แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่”เมื่อความปลอดภัยทางน้ำหละหลวม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2559 เวลา 20:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/454055

ไขปมมรณะ"แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่"เมื่อความปลอดภัยทางน้ำหละหลวม?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล /ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก จังหวัดเชียงใหม่ CM108.com ,Yuttana Thawinij , Natsu Salamander

ภาพนักท่องเที่ยวกระโดดจากคันดินลงสู่ผิวน้ำ เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่ใครได้ไปเยือน “แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่” ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ต้องพบเห็นอยู่เป็นประจำ

ทว่าความผิดพลาดอันเกิดจากพฤติกรรมโลดโผนคึกคะนอง ทักษะการว่ายน้ำงูๆปลาๆ ความอ่อนล้า และมาตรการดูแลความปลอดภัยอันหละหลวม ส่งผลให้ที่ผ่านมามีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจมน้ำเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

 

 “แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่” แหล่งท่องเที่ยวงดงามหรือบ่อน้ำมรณะ?

ในรอบปีที่ผ่านมา ใครเดินทางไปเชียงใหม่ต้องไม่พลาดเยือนสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต “แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่” ตั้งอยู่ที่บ้านแพะขวาง หมู่ 3 ต.น้ำแพร่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่

ประวัติความเป็นมาเริ่มจากเจ้าของสถานที่ทำธุรกิจขุดหน้าดินขายจนเกิดเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่สีเขียวมรกตลึกกว่า 40 เมตร พร้อมคันดินสูงกว่า 20 เมตร ลักษณะโดดเด่นของธรรมชาตินี้เองที่ไปละม้ายคล้ายคลึงกับอุทยานแห่งชาติแกรนด์แคนยอน รัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา กระทั่งต่อมาได้ถูกพัฒนาขึ้นเป็นแหล่งท่องเที่ยว มีบริการร้านกาแฟ ถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ตลอดจนให้นักท่องเที่ยวลงเล่นน้ำได้

ตรงนี้เองเป็นช่องโหว่ให้เกิดโศกนาฎกรรมไม่คาดฝันขึ้น นั่นคือ อุบัติเหตุจากการจมน้ำ

สมัยก่อนจะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว เจ้าของสถานที่ล้อมรั้วปิดไม่ให้คนนอกเข้า แต่มักจะมีพวกวัยรุ่นและนักท่องเที่ยวแอบเข้ามากระโดดน้ำเล่น ถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก จนเกิดอุบัติเหตุบ่อยมากทั้งเป็นข่าวไม่เป็นข่าว แข้งขาหัก จมน้ำ โชคดีช่วยเหลือพาไปส่งโรงพยาบาลได้ทัน โชคร้ายเสียชีวิตก็มี หลังเปิดอย่างเป็นทางการ มีคนจมน้ำตายแล้ว 4 คน ไม่สวมเสื้อชูชีพลงเล่นน้่ำแล้วเกิดหมดแรง อีกรายเป็นนักท่องเที่ยวเกาหลีว่ายน้ำแข่งกับเพื่อนแล้วเป็นตะคริว นักประดาน้ำจะงมหาก็ยาก เพราะข้างใต้น้ำลึกหลายสิบเมตร สุดท้ายต้องรอให้ศพลอยขึ้นมาเอง

คำบอกเล่าของนักกู้ภัยรายหนึ่งในจ.เชียงใหม่ เขามองว่า สภาพแวดล้อมที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ มีคันดินสูงคล้ายเนินผาขนาดตึกสามชั้น บวกกับน้ำลึกมาก ถือเป็นสถานที่สุดอันตราย

ในมุมมองผม ไม่ควรเปิดให้เล่นน้ำด้วยซ้ำ ยิ่งกระโดดน้ำนี่ห้ามเด็ดขาด ต่อให้มีป้ายเตือน มีเจ้าหน้าที่คอยดูแล ก็ไม่ควรอยู่ดี เพราะมันอันตรายมาก คุณจะเสี่ยงเอาชีวิตมาทิ้งทำไม

ฉัตรกรินทร์ ตระกูลอินสัน กำนันตำบลน้ำแพร่ ผู้บริหารแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่ เผยว่า เปิดให้บริการมาได้ 1 ปีกับ 5 เดือนแล้ว ที่ผ่านมาเก็บค่าผ่านประตู 50 บาทต่อคน สำหรับจุดที่ดัดแปลงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางน้ำ มีการวางมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ตั้งแต่ติดกล้องซีซีทีวี ติดป้ายแจ้งเตือนให้นักท่องเที่ยวทราบถึงวิธีการปฏิบัติตัวขณะลงเล่นน้ำ เช่น ต้องสวมเสื้อชูชีพทุกครั้ง ห้ามเด็กลงเล่นน้ำเพียงลำพัง กระโดดน้ำในจุดที่กำหนดให้เท่านั้น โดยมีการ์ดทั้งหมด 6 คน ดูแลปล่อยตัวนักท่องเที่ยวที่กระโดดน้ำและเฝ้าระวังให้การช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่ ยืนยันว่า สถานะล่าสุดอยู่ในระหว่างดำเนินการขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และกำลังรอเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ แต่กลับเกิดโศกนาฎกรรมขึ้นมาเสียก่อน

 

มาตรการรักษาความปลอดภัยยังหละหลวม

คนึงนิตย์ ปิติปุญญพัฒน์ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดเชียงใหม่ ผู้รับผิดชอบงานอุบัติเหตุ เผยว่า ปัญหาของแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่คือ เปิดให้บริการโดยขาดการเตรียมพร้อมเรื่องความปลอดภัยทางน้ำ

ช่วงแรกๆที่เปิดให้บริการเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่กับสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ได้ติดต่อไปยังผู้รับผิดชอบ เพื่อชักชวนเข้ามาหารือแนวทางวางมาตรการรักษาความปลอดภัยทางน้ำ เขารับปากว่าจะมาร่วมประชุม แต่สุดท้ายก็ไม่มาอ้างว่าติดภารกิจ ปรากฎว่าจากนั้นไม่นานก็มีคนจมน้ำเสียชีวิต ผู้ว่าราชจังหวัดเชียงใหม่จึงต้องสั่งปิดชั่วคราว เรื่องทั้งหมดนี้ไม่ควรจะเกิด หากเขาได้รับการอบรมเรื่องความปลอดภัยทางน้ำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เพราะเขาเปิดให้บริการเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีการเก็บค่าเข้า อนุญาตให้คนลงเล่นน้ำ ก็ควรจัดการเรื่องความปลอดภัยทางน้ำอย่างจริงจัง ไม่ใช่จ้างชาวบ้านทั่วไปที่ไม่ได้รับการฝึกทักษะช่วยชีวิตคนจมน้ำมาเป็นการ์ด ถึงเวลาคับขันแทนที่จะไปช่วยชีวิตคนกลับต้องงมศพแทน แบบนี้จะไปมีประโยชน์อะไร”

สำหรับคุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ช่วยชีวิตคนตกน้ำ ประกอบด้วย 6 ข้อ ได้แก่ 1.ต้องมีความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำ ตลอดจนอุบัติเหตุทางน้ำ 2.มีความรู้เกี่ยวกับระเบียบ ข้อบังคับต่างๆในการใช้สถานที่เล่นน้ำ 3.มีความรู้ในด้านการช่วยชีวิตคนตกน้ำอย่างถูกต้องตามลำดับขั้นตอนการช่วยเหลือ 4.มีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลผู้ป่ายจากการจมน้ำขั้นต้น 5.มีความสามารถในการว่ายน้ำ การลอยตัว และดำน้ำตัวเปล่าเป็นอย่างดี และ 6.มีความสามารถช่วยชีวิตคนตกน้ำได้ ผ่านการทดสอบ Life Saving – Water Safety และ First Aid

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางน้ำรายนี้ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่ต้องปรับปรุงมาตรการดูแลความปลอดภัยทางน้ำ หากต้องการจะเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางน้ำต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างมาก ถึงเวลาแล้วที่เจ้าของแกรนด์แคนยอนต้องปรับปรุงมาตรการรักษาความปลอดภัยทางน้ำ หากยังยืนยันว่าจะเปิดให้บริการต่อ

หน่วยงานภาครัฐต้องยื่นมือจัดการ

โศกนาฎกรรมล่าสุดที่นักท่องเที่ยวรายหนึ่งถูกเพื่อนกลุ่มเดียวกันกระโดดจากคันดินสูงกว่า 5 เมตรลงมากระแทกจมน้ำเสียชีวิต กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี วิเคราะห์ให้ฟังหลังจากดูคลิปวีดีโอเหตุการณ์นาทีชีวิตว่า อุบัติเหตุอันน่าสลดครั้งนี้เกิดจากกระบวนการเล่นที่ไร้การจัดการ

จากคลิปวีดีโอจะเห็นได้ว่า มีการกระโดดติดๆกัน คนกระโดดทับเพื่อนอ้างว่ามองไม่เห็น เพราะหลับตาอยู่ขณะกระโดดลงมา ปัญหาอยู่ตรงไม่มีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมการกระโดดอยู่ด้านบน ไม่มีการจัดลำดับการลง เว้นช่วงเว้นจังหวะ ขณะเดียวกันก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ข้างล่างคอยส่งสัญญาณ การกระโดดน้ำจึงไม่มีมาตรฐานความปลอดภัยที่เพียงพอ สุดท้ายพอกระโดดลงมาเป็นไปได้ว่าจะกระแทกศีรษะเพื่อนอย่างแรงจนหมดสติ ไม่ก็กระแทกกระดูกต้นคอจนหัก ส่งผลให้ควบคุมกล้ามเนื้อท่อนล่างไม่ได้จมน้ำเสียชีวิต ซึ่งต้องดูสภาพศพว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้จากการติดตามข่าวที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การเสียชีวิตจากการจมน้ำกรณีอื่นๆ ผู้เสียชีวิตหลายคนมีความสามารถในการว่ายน้ำแตกต่างกันไป บางคนเหนื่อยล้า หมดแรง ตื่นตกใจ บางคนไม่สวมใส่เสื้อชูชีพ ตรงนี้ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการจมน้ำเสียชีวิต

รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า แกรนด์แคนยอนเชียงใหม่เป็นพื้นที่ส่วนตัวซึ่งถูกปรับให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มีการเก็บค่าผ่านประตู มีการจัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวเล่นน้ำ จึงถือเป็นสถานบริการชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างจากสวนสนุกหรือสวนน้ำ ดังนั้นเจ้าของผู้รับผิดชอบจำเป็นต้องเตรียมมาตรการดูแลความปลอดภัย ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพราะมิเช่นนั้นก็ควรห้ามไม่ให้ลงเล่นน้ำ ให้แค่เข้าเที่ยวชมและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกเท่านั้น

ต้องไปตรวจสอบว่าเจ้าของผู้รับผิดชอบขออนุญาตเปิดเป็นสถานบริการรูปแบบใด เนื่องจากเป็นพื้นที่ส่วนตัว มีการเก็บค่าผ่านประตู อนุญาตให้ลงเล่นน้ำ ไม่ต่างอะไรกับสวนสนุกหรือสวนน้ำ ดังนั้นจึงต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งมีหน้าที่ออกใบอนุญาต ไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่นหรือจังหวัดต้องเข้าไปจัดการควบคุม ถ้าเขาทำผิดก็ต้องสั่งปิดให้บริการ ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐต้องเข้ามาจัดการ แค่อบรมเรื่องความปลอดภัยอย่างเดียวมันไม่พอ”

ความคืบหน้าล่าสุดแกรนด์แคนยอนเชียงใหม่ถูกสั่งปิดอย่างไม่มีกำหนดแล้ว แต่หากเจ้าของผู้รับผิดชอบยังยืนยันจะเปิดให้บริการต่อ จำเป็นอย่างยิ่งต้องยกเครื่องขนานใหญ่ โดยปรับปรุงมาตรการดูแลป้องกันความปลอดภัยทางน้ำอย่างถูกต้อง เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีกในอนาคต

จี้ปฏิรูปการศึกษา ปรับหลักสูตรมหา’ลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2559 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453870

จี้ปฏิรูปการศึกษา ปรับหลักสูตรมหา’ลัย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การปฏิรูปการศึกษาไทยถือเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญมาตลอด แต่ที่ผ่านมาพบว่าการศึกษาไทยกลับยังไม่มีการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งๆ ที่ทุกปีกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นหน่วยงานที่ได้งบประมาณมากที่สุด ซึ่งส่วนทางกับผลสำรวจที่พบว่าระดับมาตรฐานการศึกษาเด็กไทยยังต่ำกว่าประเทศอื่นที่กำลังพัฒนา นี่จึงเป็นปัญหาที่ทุกภาคส่วนควรหันมามอง และร่วมกันคิดเพื่อปลดล็อกปัญหานี้ งานเสวนาเรื่อง “เส้นทางปฏิรูปอุดมศึกษาไทย : ย้อนอดีต มองอนาคต” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติคุณ 90 ปี ศ.อดุล วิเชียรเจริญ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ คนแรก ก็หยิบเรื่องนี้มาถกเถียงเช่นกัน

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รูปแบบการสอนในอดีตของไทยจะไม่มีการสอนวิชาพื้นฐาน แต่การที่ ศ.อดุล เริ่มสอนในรูปแบบนี้ถือว่าเป็นการปฏิรูปการศึกษาแท้จริง เช่น วิชาพื้นฐานภาษาอังกฤษ อารยธรรมตะวันตก ตรรกวิทยา คณิตศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะทำให้ผู้เรียนได้เตรียมความพร้อมก่อนที่จะไปเรียนวิชาอื่นๆ ต่อไป รวมถึงนำความรู้ไปใช้ต่อยอดเมื่อเข้าทำงาน จึงมองว่าการปฏิรูปการศึกษาผู้เรียนควรที่จะต้องได้เรียนวิชาพื้นฐานทั้งหมด

นอกจากนี้ ควรมีการตั้งทบวงหรือกระทรวงมหาวิทยาลัยเพื่อดูแลรับผิดชอบด้านปฏิรูปอุดมศึกษาโดยเฉพาะ เพราะหลักสูตรระดับอุดมศึกษามีความหลากหลาย แหลมคมกว่า ชั้นประถม มัธยมศึกษา เพื่อเป็นการปูพื้นฐานความรู้ในแต่ละด้านให้ผู้เรียนก่อนออกไปทำงานจริง

“หลักสูตรดีไม่ดี ไม่รู้ ทำอะไรก็ได้ อย่าทำให้หลักสูตรมันแคบ แต่ส่วนตัวก็ดีใจว่า การสอนพื้นฐานปัจจุบันไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ แต่ได้เปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่เคยได้จากธรรมศาสตร์ คือ ความต้องการอยากเห็นสังคมเป็นธรรมมากขึ้น ฉะนั้นควรต้องกล้าที่จะทำให้สังคมเป็นธรรม ดังนั้นธรรมศาสตร์ต้องทำอย่างไรเพื่อให้เด็กรักหลักของความเป็นธรรม” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฉายภาพว่า การเรียนของไทยในอดีตเริ่มจากที่วัด ต่อมาเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐเริ่มมีการพัฒนาหลักสูตร แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ จนปัจจุบันก็มีสายอาชีพ ซึ่งสะท้อนว่าการศึกษาไทยในอดีต ไม่รู้จักคิด คิดไม่เป็น คิดไม่ลึก ไม่รอบคอบ เห็นได้จาก 20 ปีที่ผ่านมาทุกอย่างดูเลวลงไปหมดทั้งเรื่อง การเมือง คุณภาพ จริยธรรม ศาสนา วัฒนธรรม ฯลฯ ไม่เหลือความเป็นไทยแล้ว ซึ่งเกิดมาจากการศึกษาทั้งนั้น ฉะนั้นการศึกษาไทยควรต้องปฏิรูปกันใหม่

ไตรรงค์ มองว่า การปฏิรูปการศึกษาต่อจากนี้ควรเติมเต็มความรู้ให้ผู้เรียนนำไปต่อยอดได้ ฉะนั้นควรทำการศึกษามี 5 ลักษณะ คือ 1.ผู้ที่เรียนต้องมีความรู้ เมื่อจบออกต้องทำงานได้ 2.ต้องสอนให้ผู้เรียน คิดเป็น รอบคอบ คิดลึก สุขุมในการตัดสินใจ 3.ต้องสอนหลักศาสนา 4.เมื่อผู้เรียนออกไปสู่สังคม ต้องมีความรู้รอบตัว อย่างเข้าใจ รอบคอบ และลึกซึ้ง 5.ต้องสอนเรื่องประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคน เพราะถ้าประเทศต้องการเป็นประชาธิปไตย แต่ยังสอนรูปแบบปัจจุบันซึ่งยังไม่พอ ไม่เช่นนั้นอีกไม่กี่ปีต้องยึดอำนาจอีกครั้ง

ขณะที่ กล้านรงค์ จันทิก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และอดีตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า อนาคตสถาบันการศึกษาควรทำให้ผู้เรียนเข้าใจในเรื่องสิทธิหน้าที่ และการเป็นประชาธิปไตย เพราะตลอด 84 ปีที่ผ่านมาที่มีการเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย ไม่มีการสอนให้คนเข้าใจในเรื่องประชาธิปไตย ว่าประชาชนจะได้อะไรอย่างเป็นรูปธรรม เห็นได้จากที่ผ่านมาการเลือกตั้งทุกครั้ง คนทั่วไปจะเข้าใจแต่ระบบ การช่วยเหลือ คนรู้จัก หรือบุคคลที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทน ฯลฯ ฉะนั้นส่วนตัวอยากให้บัณฑิตที่จบออกไป ควรไปสอนประชาชนให้เข้าใจว่าประชาธิปไตยควรเป็นอย่างไร เพื่อความก้าวหน้าของแผ่นดิน

พิภพ อุดร รองคณบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าวว่า ปัจจุบัน สังคม เทคโนโลยี พัฒนาไปไกล จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอน เพราะความรู้อยู่ที่ปลายนิ้วของผู้เรียน ฉะนั้นการเรียนสอนอะไรที่ผู้เรียนทราบอยู่แล้ว ก็ไม่ควรสอน เพราะจะทำให้ไม่เกิดความสนใจ ดังนั้นการสอนของธรรมศาสตร์ ปัจจุบันเน้นทำให้นักศึกษาได้คิด วิเคราะห์ เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับสังคม ให้นำไปต่อยอด เพราะวันข้างหน้าต้องมีการเปลี่ยนแปลงทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

“ขั้นตอนการผลิตนักศึกษาของธรรมศาสตร์การสอน ตั้งอยู่บนคำว่า GREATS คือ G. จบธรรมศาสตร์ได้ ต้องเข้าใจโลก เข้าใจสังคมอย่างรอบด้าน R. ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ตัวเอง และสิ่งแวดล้อม E. ผู้เรียนต้องสื่อสารได้ชัดเจน และมีทักษะมากกว่า 2 ภาษา A. ต้องเรียนรู้ศิลปะรอบตัวด้วย T. ห้ามเก่งคนเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ และ S. ต้องมีจิตวิญญาณ เรื่องประชาธิปไตย เสรีภาพ โดยต้องยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นด้วย ซึ่งหลักเหล่านี้ก็เพื่อทำให้นักศึกษาไม่เป็นเพียงเสาหลักเฉพาะประเทศ แต่จะต้องเป็นเสาหลักของโลกให้ได้” รองคณบดีฝ่ายวิชาการ มธ. กล่าวทิ้งท้าย

 

เปิดที่มาคำถามพ่วง เสนอรัฐสภาร่วมโหวตนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กันยายน 2559 เวลา 07:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453869

เปิดที่มาคำถามพ่วง เสนอรัฐสภาร่วมโหวตนายกฯ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภายหลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้นัดประชุมเมื่อวันที่ 7 ก.ย. เพื่อพิจารณากรณีที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งร่างรัฐธรรมนูญซึ่งแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ ในประเด็นเพิ่มเติมว่าเป็นการชอบด้วยกับผลการออกเสียงประชามติแล้วหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่หนึ่ง 2558 มาตรา 37/1 ไว้พิจารณา

โดยศาลเห็นสมควรมีหนังสือขอความเห็นและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผลการออกเสียงประชามติในประเด็นเพิ่มเติม จากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมทั้งเอกสารอื่นใดที่เห็นว่าเกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้ส่งต่อศาลภายในวันที่ 12 ก.ย.นี้

อย่างไรก็ดี รายงานการประชุม สนช. เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2559 ได้พิจารณาประเด็นคำถาม สนช.ที่จะเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ตามมาตรา 39/1 วรรคเจ็ด ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2559 ซึ่งมี พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม

กล้านรงค์ จันทิก รองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ คนที่หนึ่ง ชี้แจงว่า กมธ.ได้ดําเนินการส่งหนังสือแจ้งไปยัง กมธ.สามัญประจํา สนช.ทั้ง 16 คณะ โดยมี กมธ.สามัญประจํา สนช. 9 คณะ ส่งคําถามมา และไม่ส่งคําถามมา 7 คณะ

ทั้งนี้ ได้ประมวลประเด็นคําถามซึ่งรับมาส่วนใหญ่มีหลักการและเหตุผลที่คล้ายคลึงกัน คือ ในช่วงระยะเวลา 4 ปี หรือ 5 ปี ควรกําหนดให้มีบทเฉพาะกาลในรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบผู้ดํารงตําแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ โดยมีผู้เสนอ อาทิ กมธ.การกฎหมาย และมีสมาชิก สนช.เสนออีก 5 คน อาทิ พล.ต.อจักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ, ตวง อันทะไชย, พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ และสมชาย แสวงการ

อย่างไรก็ตาม ได้มีสมาชิกอภิปรายสนับสนุนเรื่องดังกล่าว โดย วัลลภ ตังคณานุรักษ์ สมาชิก สนช. ชี้แจงว่า ส่วนตัวอยากให้มีการตั้งคำถามสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ร่างไว้ โดยเฉพาะในเรื่องของการปราบโกงและทุจริตคอร์รัปชั่น

ขณะที่ นิพนธ์ นราพิทักษ์กุล สมาชิก สนช. กล่าวว่า ในเรื่องเกี่ยวกับการตั้งคําถามจะมีหรือไม่มี มีแล้วจะเป็นแนวทางอย่างไร คือถ้าดูตามเจตนาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็เปิดโอกาสให้สมาชิก สนช.สามารถที่จะตั้งคําถามได้อีก 1 คําถาม ประกอบกับคําถามหลักๆ

ก็คือเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วกระผมมีความคิดเห็นว่าสมควรที่จะให้สมาชิก สนช.ใช้โอกาสนี้ถามประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี

ด้าน ตวง อันทะไชย สมาชิก สนช. ระบุว่า วันนี้ประเทศอยู่ในสถานะที่ไม่ปกติ เป็นสถานะพิเศษที่กําลังยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อนําไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

ทั้งนี้ กระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ให้รัฐสภาเป็นผู้เห็นสมควรที่จะต้องพิจารณาว่าใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญบอกว่า จะปฏิรูปประเทศนั้นจะต้องมีแผนและขั้นตอน รวมทั้งต้องทําให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี

“เวลามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นความชอบธรรมที่เขาจะต้องกําหนดนโยบาย เขามีนโยบายที่เขาต้องไปหาเสียงกับประชาชน เขาก็กําหนดนโยบาย เขามีนโยบายที่เป็นของกลุ่มของพรรคพวกก็ต้องกําหนดนโยบายที่เราเรียกว่ามีนโยบายของพรรค มีนโยบายของกลุ่ม และมีนโยบายของชาติ แต่นโยบายของชาติที่เราพูดถึงตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาปฏิรูปประเทศได้เลย ถ้ารัฐสภาไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับผู้นํา ก็คือ นายกรัฐมนตรี รัฐสภา”

ทั้งนี้ จะไม่สามารถไปตรวจสอบ ไปติดตาม ควบคุม กํากับให้ผู้นําประเทศได้เอาใจใส่ต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้เลย การที่ให้รัฐสภามีส่วนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้สมควรเป็นนายกฯ ได้นั้น จึงเป็นการกระทําการในช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศ ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วย

สมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กล่าวชี้แจงว่า ประเทศไทยนั้นมีปัญหามามากมายที่เรียกว่าวิกฤตรัฐธรรมนูญ หากลองย้อนกลับไปนับตั้งแต่ปี 2475 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน จนกลับมาร่มเย็นเป็นสุข สร้างความสามัคคีปรองดอง และขับเคลื่อนประเทศไปได้ ส่วนตัวให้การสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับ

ทั้งนี้ กมธ.จึงได้ปรับถ้อยคําให้เกิดความชัดเจน และนํามาเสนอต่อที่ประชุม “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกําหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามร่างรัฐธรรมนูญนี้” ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ สิ่งเหล่านี้ต้องถามไปที่ประชาชน

“ถ้าประชาชนให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยเรียบร้อยแล้ว มีส่วนที่ขาดไปเล็กน้อย และเป็นส่วนสําคัญ จะเดินไปไหนไม่ได้เลย ถ้าส่งร่างรัฐธรรมนูญไปเฉยๆ ก็คือส่งออกไปเสร็จแล้วก็ไม่สามารถทํางานได้ เพราะฉะนั้น จึงต้องมีระยะ 5 ปีแรก เป็นระยะเปลี่ยนผ่านและให้เกิดการปฏิรูปประเทศต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการได้ดําเนินการสรุป แล้วก็เสนอต่อที่ประชุมนี้ด้วยความรอบคอบ รัดกุม ไม่ต้องการสร้างความสับสน และผมเชื่อว่าประชาชนผ่านความเห็นชอบในประชามติร่างรัฐธรรมนูญก็จะผ่านความเห็นชอบ”

 

แรงงานพันธุ์ใหม่ ยุคไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2559 เวลา 17:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453848

แรงงานพันธุ์ใหม่ ยุคไทยแลนด์ 4.0

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

การปฏิวัติระบบการทำงาน (Transformation) ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้จะทำให้เกิดแรงงานพันธุ์ใหม่ที่จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน จะต้องมีความรู้และทักษะในการใช้เทคโนโลยี นำเอาไอทีเข้ามาใช้ในการทำงาน อีกทั้งจะต้องมีความรู้ในด้านภาษาอังกฤษที่ใช้งานได้ดี เพราะทุกอย่างของระบบไอทีใช้ภาษาอังกฤษในการปฏิบัติงาน ทุกบริษัทอาจจะต้องมีวิศวกร มีโปรแกรมเมอร์ประจำการด้วย

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทจัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า การแข่งขันในตลาดแรงงานยุคปัจจุบันถือว่าเข้มข้นกว่าในอดีตมาก ผู้หางานที่มีความสามารถโดดเด่นหรือมีความพิเศษย่อมเป็นที่ต้องการของทุกองค์กร เพราะหากได้คนเหล่านี้ไปร่วมงานก็เหมือนได้ฟันเฟืองที่แข็งแกร่ง พร้อมส่งเสริมการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายได้

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องการพนักงานพันธุ์ใหม่ ได้แก่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การสื่อสารและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งพนักงานที่โดดเด่นหรือแตกต่างจากคนอื่น ย่อมไม่ได้เกิดจากปริมาณข้อมูลที่มีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรู้จักบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

ขณะที่การเปิดเสรีการค้า หรือการเกิดขึ้นขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เป็นอีกปัจจัยทำให้แรงงานไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือการแข่งขันที่สูงขึ้น นอกจากแข่งกับแรงงานในประเทศยังต้องแข่งกับแรงงานต่างด้าวที่จะเข้ามา และต้องเปิดโอกาสให้ตัวเองมีศักยภาพไปทำงานต่างประเทศได้ อีกความท้าทายก็คือโครงสร้างประชากรและสังคมที่ไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้ประชากรที่เป็นกำลังแรงงานลดลง เมื่อแรงงานไม่เพียงพอกับตลาด ทำให้คนทำงานที่มีอยู่ต้องปรับตัวสู่การเป็นพนักงานพันธุ์ใหม่

คุณสมบัติพิเศษของพนักงานพันธุ์ใหม่ในยุคนี้ ควรมี 7 คุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ 1.ทันโลกทันเหตุการณ์ 2.ใช้เทคโนโลยีเป็น 3.มีทักษะด้านภาษา เพราะภาษาที่สองและสามกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทำงานที่ต้องการความก้าวหน้าไปแล้ว โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับองค์กรข้ามชาติ หรือองค์กรที่ต้องติดต่อกับชาวต่างชาติอยู่เสมอ หากมีทักษะภาษาดีจะช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพทำงานร่วมกันได้ราบรื่น สอดคล้องกับการสำรวจของจ๊อบส์ ดีบี เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานที่จำเป็นมากที่สุดที่นายจ้างมองหา พบว่านายจ้างกว่า 62% เห็นว่าการมีทักษะด้านภาษาและการสื่อสารที่ดีมีความสำคัญมากที่สุด

4.จัดการข้อมูลได้ เพราะในยุค 4จี เราสามารถรับข้อมูลได้ตลอดทุกที่ ทุกเวลา เป็นไปได้ที่ข้อมูลที่เข้าถึงแต่ละวันมีมหาศาล ดังนั้นพนักงานยุคนี้ต้องมีความสามารถบริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลได้ดี รู้จักเลือกรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ จัดการกับข้อมูลเหล่านั้นอย่างรู้คุณค่า  5.เป็นน้ำครึ่งแก้ว ควรเพิ่มพูนทักษะ พัฒนาตนเองสม่ำเสมอเพื่อสร้างโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ซึ่งข้อนี้จากการสำรวจของจ๊อบส์ ดีบี เกี่ยวกับคุณสมบัติที่นายจ้างมองหาเมื่อต้องการจ้างงาน พบว่านายจ้างกว่า 50% เห็นว่าความสามารถเปิดรับความรู้ใหม่และพัฒนาตนเองได้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องการ

6.ปรับตัวได้ดี เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา คนที่ยอมรับและเตรียมปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงได้ จะยืนหยัดและฝ่าฟันวิกฤตทั้งในชีวิตและการทำงานได้ และ 7.มีความสามารถหลากหลาย หรือมัลติ ทาสกิ้ง เพราะในเวลาที่องค์กรขาดแคลนพนักงานหรือมีการโยกย้ายงาน พนักงานที่มีทักษะหลากหลายย่อมได้เปรียบกว่าพนักงานที่ทำได้อย่างเดียว

กูเกิล เป็นตัวอย่างหนึ่งขององค์กรที่มีแรงงานพันธุ์ใหม่เข้าไปอยู่ด้วย พรทิพย์ กองชุน อดีตหัวหน้าฝ่ายการตลาดกูเกิล ประเทศไทย ได้เล่าถึงการสัมภาษณ์งานเพื่อเข้าสู่องค์กรไอทีอย่างกูเกิลว่า แนวคิดในการรับคนเข้าทำงานคือ ต้องสามารถทำงานตามตำแหน่งที่บริษัทต้องการได้ไหม ทั้งประสบการณ์และความสามารถมีแนวคิดและทัศนคติในการทำงาน วิธีการแก้ไขปัญหา ต้องคิดเชิงกลยุทธ์และแก้ปัญหาได้

นอกจากนี้ ต้องมีความสามารถในการเป็นผู้นำได้หรือไม่ คิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อทำให้งานสำเร็จได้ และข้อนี้สำคัญมาก ถ้าผ่านทั้ง 3 ข้อแรก แต่ข้อนี้ไม่ผ่านก็ไม่ได้ไปต่อ นั่นคือเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้หรือไม่ คือมีความเป็นกูกรี (Googlee) หรือไม่ ถ้าเข้ากันไม่ได้ก็เป็นเรื่องยาก เพราะทุกตำแหน่งต้องทำงานร่วมกันได้

พรทิพย์ กล่าวว่า เรื่องของภาษาก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ทำให้องค์กรในกูเกิลส่วนใหญ่จะมีเด็กจบนอกเป็นส่วนมาก เพราะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารและทำงานกับทุกแผนกทำให้ได้คนไทยที่จบจากไทยจริงๆ น้อยมาก เพราะกูเกิลมองว่าถ้าผ่านเรื่องภาษาไม่ได้ก็จะทำงานกับคนอื่นยากจึงกลายเป็นข้อจำกัดที่สำคัญมาก แม้ว่าจะมีคนไทยพูดภาษาอังกฤษได้ก็ต้องใช้ภาษาสวยๆ ในการคิดและตอบคำถามได้ ซึ่งเวลาเจอคำถามจากผู้สัมภาษณ์กว่าจะคิดคำแปลและพูดออกมาเป็นภาษาสวยๆ อธิบายได้ดีเยี่ยมใช้เวลานาน เรื่องภาษาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่พนักงานหน้าใหม่ไม่ควรมองข้าม

สำหรับบริษัทไทยที่โกอินเตอร์อย่างบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ยุทธนา เจียมตระการ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่การบริหารกลาง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานอยู่ 5.3 หมื่นคน โดยจำนวน 1.7 หมื่นคน อยู่ในต่างประเทศ แบ่งเป็นพนักงานในยุคเบบี้บูมมีอยู่ 6% เป็นคนในเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ สัดส่วน 50% และอีกกว่า 40% เป็นเจเนอเรชั่นวาย ซึ่งอีก 5 ปีข้างหน้ากลุ่มเบบี้บูมจะเกษียณอายุไปหมด

ขณะเดียวกัน คนเจเนอเรชั่นใหม่จะเข้ามาโดยเฉพาะเจเนอเรชั่นแซดที่จะเริ่มมีเข้ามาทำงานในปี 2560 ซึ่งจะต้องสร้างทีมให้เขามีความสามารถในการรับไม้ต่อในการทำงาน หัวใจสำคัญคือต้องทำทุกอย่างต่อเนื่องยั่งยืน

ทางด้านยักษ์ใหญ่ บริษัท ปตท. นั้น กฤษณ์ อิ่มแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ทรัพยากรบุคคลและศักยภาพองค์กร บริษัท ปตท. กล่าวว่า กระบวนการรับพนักงานใหม่ของ ปตท.มีการปฏิรูปให้สอดคล้องกับเด็กจบใหม่ในยุค Generation Y หรือยุค Millennials ที่เติบโตมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์-อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีไอที ดังนั้นไม่ต้องเดินทางมาที่ ปตท. เพื่อนั่งเขียนใบสมัครเป็นหน้าๆ เพราะอยู่ที่ไหนก็สามารถสมัครงานกับ ปตท.ได้ผ่านเว็บไซต์ของ ปตท. โดยผู้ที่สนใจทำงานกับ ปตท.คุณสามารถกรอกใบสมัครออนไลน์ตามคุณวุฒิที่มีอยู่ได้ทั้งนั้น ในขณะที่การคัดเลือกก็จะดูจากตำแหน่งงานใน 17 สาขา ที่มีความต้องการ เช่น นักกฎหมาย นักบัญชี นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ นักวางแผน วิศวกร เป็นต้น ซึ่งจะไปทดแทนผู้ที่เกษียณอายุและมีโครงการใหม่ หรือมีหน้างานเปิดใหม่ที่ต้องการบุคลากรเฉพาะวิชาชีพ

ธิติพัทธ์ เจียมรุจีกุล ผู้อำนวยการงานบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท พรีเมียร์ กล่าวว่า ธุรกิจในปัจจุบันควรที่จะเรียนรู้จากเด็กรุ่นใหม่ให้มาก เพราะภาคองค์กรของไทยยังปรับตัวรับเทรนด์ใหม่ๆ ได้ช้า และคนในปัจจุบันยังไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะปรับตัวอย่างไร เช่น พนักงานขับรถอายุ 40-50 ปี ที่รู้จักการใช้งานกูเกิลแมพเพื่อหาข้อมูลในการเดินทางมีจำนวนน้อยมาก

ส่วนเด็กรุ่นใหม่เองก็ควรที่จะรู้จักความสามารถในการเรียนรู้ หรือ Learning Agility ให้มากขึ้น คือเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะการทำงานไม่ได้ง่ายเหมือนการค้นหาข้อมูลอินเทอร์เน็ตอีกต่อไปแล้ว การทำงานในชีวิตจริงต้องมีความอดทนสูง เปิดใจที่จะเรียนรู้ให้มากไม่ปิดกั้นความรู้ด้วยอคติ จากเดิมถ้าเป็นวัยเบบี้บูมจะแบ่งงานเป็นอันดับหนึ่งรองลงมาคือครอบครัว พอเข้าสู่ยุคเจนเอ็กซ์และวายทั้งเรื่องงานและครอบครัวต้องเดินไปด้วยกัน และคนในรุ่นถัดไปจะทำเพื่อตัวเองและโลกมากขึ้น

 

ดันโมเดลเศรษฐกิจดับไฟใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กันยายน 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453450

ดันโมเดลเศรษฐกิจดับไฟใต้

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“การแก้ปัญหาภาคใต้ ถ้าจะเก็บกู้ระเบิดบนท้องถนน ปัญหาจะไม่มีวันหมด แต่ต้องเก็บกู้ระเบิดจากหัวใจคนก่อน” คำกล่าวตอนหนึ่งของ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร (รอง ผอ.ศปป. 5 กอ.รมน.) บนเวทีเสวนาเรื่อง โมเดลเศรษฐกิจ : ดับไฟใต้ ที่ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดขึ้น

โมเดลเศรษฐกิจถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นพูดคุย หลังจากที่รัฐบาลเดินหน้ายุทธศาสตร์แก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้ให้เศรษฐกิจเป็นตัวนำ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ในฐานะคนในพื้นที่ ศิริชัย ปิติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดปัตตานี มองว่า การทำงานในพื้นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกัน และเมื่อคุยกันควรแยกกันทำงานให้เกิดการแก้ปัญหา การดำเนินการที่ผ่านมาหอการค้าภาคใต้พยายามแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจมาตลอด แนวคิดสามเหลี่ยมภาคใต้ที่รัฐบาลกำลังเดินหน้า เป็นแนวคิดที่ทุกภาคส่วนร่วมกันคิดขึ้น เพื่อต้องการทำให้เศรษฐกิจภาคใต้มั่นคง เพราะสินค้าหลักในพื้นที่ คือ ประมง ยางพารา และปาล์ม

ส่วนการดึงนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่ ศิริชัยมองว่า ปัจจุบันมีกลุ่มนักลงทุนจีนสนใจมาลงทุนในพื้นที่ เนื่องจากเศรษฐกิจจีนกำลังเติบโต ต้องการขยายตัว ฉะนั้นการที่นักลงทุนต่างชาติ หรือพื้นที่อื่นจะเข้ามา นักลงทุนในพื้นที่ ต้องสร้างความเชื่อมั่นเพื่อให้คนจากที่อื่นมาร่วมลงทุน เพื่อทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่เดินต่อไปได้

“วันนี้เราต้องแยกเรื่องความมั่นคงกับเศรษฐกิจออกจากกัน ประชาชนในพื้นที่ก็ต้องปรับตัวเข้ามามีส่วนร่วมกับภาคธุรกิจมากขึ้น เพราะถ้าคนในพื้นที่มั่นใจ ก็จะสร้างความมั่นให้คนต่างพื้นที่เข้ามาลงทุน และทำให้หลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้”

ขณะที่ ชินีเพ็ญ ศรีชัย นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีความจริงใจ โปร่งใส ไม่สร้างความกังวล แต่ต้องสร้างความไว้วางใจกับพี่น้องในพื้นที่ โดยทำงานร่วมกับผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน สื่อมวลชนก็ควรมีบทบาทกลั่นกรองข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ

ด้านการทำงานในพื้นที่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ต้องอบรมผู้ปฏิบัติงานให้สามารถสื่อสารภาษาถิ่น และการสลับเปลี่ยนกำลัง ควรขยายระยะเวลาให้ยาวขึ้นมากกว่า 6 เดือน เพื่อทำให้ผู้ปฏิบัติงานเข้าใจวิถีท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นการสร้างสัมพันธ์เจ้าหน้าที่กับประชาชนชายแดนได้ดีขึ้น และทำให้การทำงานในพื้นที่สามารถขับเคลื่อนไปได้

ด้าน พล.ร.ต.สมเกียรติ เล่าว่า ปัญหาและความรุนแรงที่เกิดในพื้นที่เกิดขึ้นมาตั้งตั้งแต่ปี 2452 มีจุดเริ่มต้นมาจากความแตกแยกจากประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ศาสนาในพื้นที่ส่วนหนึ่ง ที่ไม่สอดคล้องกับวิถีบางพื้นที่ เหตุการณ์ในปัจจุบันซึ่งเกิดจากอุดมการณ์ทางการเมือง อาชาญากรรม แม้ที่ผ่านมา รัฐพยายามลงไปแก้ปัญหามาโดยตลอดจนปัญหาลดลงบางส่วน แต่ก็กำลังดำเนินการการต่อไปเพื่อแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น

“อีกนานกว่าปัญหาในภูมิภาคนี้จะจบ แต่ก็เชื่อว่าต่อไปสถานการณ์จะค่อยๆ ดีขึ้น รัฐก็พยายามแก้ไข หยุดความเหลื่อมล้ำ เพื่อทำให้เห็นว่าการที่รัฐลงไปเพื่อช่วยเหลือ ไม่ใช่ไปเพื่อการยึดครอง ส่วนการทำงานทุกฝ่ายก็ต้องช่วยกัน ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเสมือนแสงสว่างในความมืด ซึ่งนำเรื่องถ้าเศรษฐกิจลงไป เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำจะถูกแก้ปัญหาได้” พล.ร.ต.สมเกียรติ กล่าว

ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาสถิติความรุนแรงในพื้นที่ก็ลดลง การทำงานในพื้นที่ทุกหน่วยงาน ก็ช่วยกันลงไปพัฒนาในทุกด้านโดยดึงประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม หลังจากนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ภาคใต้เมื่อวันที่ 25 ก.ค. พร้อมนำคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นมิติใหม่ มีการประกาศโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจ และช่วงที่ผ่านมานักธุรกิจในพื้นที่ ได้พูดคุยกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ถึงเวลาแล้วที่ เกษตร ประมง ปศุสัตว์ การท่องเที่ยว ฯลฯ ในพื้นที่ที่มีศักยภาพควรมีการพัฒนาการลงทุน

“ขณะนี้มีการเตรียมพัฒนาด้านพลังงานในพื้นที่ รวมถึงปรับปรุงด่านการค้าชายแดน การท่องเที่ยว ส่วนการที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนจะมีการพูดคุยในเรื่องสะพานแห่งที่ 2 ที่ตากใบ และสุไหงโกลก การพัฒนารถไฟในพื้นที่ และด่านที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ส่วนเรื่องส่งเสริมการลงทุน ขณะนี้มีการร่างแผนไว้แล้ว จะเสนอให้ ครม. อนุมัติได้ภายในวันที่ 20 ก.ย.นี้  นอกจากนี้มีบริษัทลงทุนขนาดใหญ่ได้ติดต่อประสานเข้าแล้ว”

ปกรณ์ พึ่งเนตร บรรณาธิการศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา มองว่า เรื่องที่เกิดในพื้นที่เป็นมายาทัศนคติ บางเรื่องก็ไม่จริง ขณะนี้ขบวนการผู้ก่อเหตุก็ควบคุมกันเองไม่ได้ จนทำให้เหตุที่เกิดขึ้นตอนนี้มีการขยายตัวออกมากขึ้น เกินที่จะควบคุม และอาจทำให้มีการฉวยโอกาสจากอีกฝ่าย ดังนั้นการแก้ไขต้องดูที่เหตุผล

“ตัวเลขสถิติสถานการณ์ที่ออกมาเชื่อไม่ได้ เพราะตัวเลขแต่ละหน่วยไม่ตรงกัน มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด และถ้าถามว่าสถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ คิดว่าเป็นเรื่องที่ประเมินยาก เพราะการทำงานในพื้นที่มีหลายเรื่องที่เหมือนแยกจากกัน เห็นได้จากการค้าขายขนาดเล็กในพื้นที่ดี แต่การลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ยังน้อยอยู่ ส่วนตัวเชื่อว่าความรุนแรงถ้าลดมายาคติลง สื่อไม่ช่วยขยายความบริบทความรุนแรงเพิ่มขึ้น ก็อาจช่วยลดสถานการณ์ลงได้”

12 ปีที่ไฟใต้ยังลุกโชน หลากหลายแนวทางต่างถูกหยิบยกมาใช้แก้ปัญหา นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจในครั้งนี้ ด้านหนึ่งก่อความหวัง แต่ในระยะยาวยังต้องรอดูต่อไปว่า การยกระดับเศรษฐกิจ ชีวิต ความเป็นอยู่ จะเป็นการเก็บกู้ระเบิดออกจากหัวใจคนในพื้นที่ได้จริงหรือไม่

 

เบื้องหลังดราม่า “แอร์ฯกราบผู้โดยสาร” วิกฤตศรัทธาแอร์โฮสเตส?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กันยายน 2559 เวลา 17:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453392

เบื้องหลังดราม่า "แอร์ฯกราบผู้โดยสาร" วิกฤตศรัทธาแอร์โฮสเตส?

เรื่องโดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ออนไลน์

นาทีนี้ไม่มีประเด็นไหนร้อนแรงเท่ากรณีที่แอร์โฮสเตสสายการบินแห่งหนึ่งถูกกดดันให้กราบเท้าผู้โดยสาร…..

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา ผู้โดยสารหญิงวัยกลางคนรายหนึ่ง พร้อมลูกสาวสองคน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีอาการออทิสติก หรือ “เด็กพิเศษ” เดินทางขึ้นเครื่องบินสายการบินไทยแอร์เอเชีย เที่ยวบิน FD3006 ภูเก็ต-กรุงเทพฯ จากนั้นหัวหน้าลูกเรือได้เข้ามาสอบถามผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวว่า “มีอะไรให้ช่วยไหมคะ” / “น้องเค้าเป็นอะไรคะ” เนื่องจากไม่มีการแจ้งข้อมูลจากภาคพื้นดินว่าจะมี “ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ” เดินทางมาด้วย ผู้โดยสารที่เป็นแม่เกิดไม่พอใจ กล่าวหาว่าหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าว “แสดงท่าทางดูหมิ่นเหยียดหยามไม่ให้เกียรติ” ระหว่างอยู่บนเครื่องผู้โดยสารรายดังกล่าวเรียกให้หัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวมาเสิร์ฟอาหาร ซึ่งหัวหน้าลูกเรือรายดังกล่าวไม่มีหน้าที่ ประกอบกับพยายามหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าจึงไม่ได้ปฏิบัติตาม ผู้โดยสารรายนั้นจึงยิ่งไม่พอใจ สุดท้ายพอเครื่องบินลงจอดก็ได้เข้ามาต่อว่า ทำให้กัปตันเที่ยวบินพร้อมหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวเข้ามาขอโทษผู้โดยสารเพื่อยุติปัญหา

เรื่องไม่จบแค่นั้น ผู้โดยสารรายดังกล่าวได้โพสต์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมนำรายละเอียดชื่อ นามสกุล หมายเลขประจำตัวของหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวมาเผยแพร่ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยถ้อยคำรุนแรง ไม่กี่วันถัดมา ผู้โดยสายรายนี้พร้อมลูกสาวทั้งสองคนเดินทางมายังสำนักงานของสายการบินแอร์เอเชีย เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงนำตัวหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวมาขอขมา

สุดท้ายด้วยแรงกดดัน หัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าวต้องก้มกราบขอขมาลูกสาวของผู้โดยสารรายนี้ที่เป็นเด็กพิเศษถึง 3 ครั้ง ก่อนถูกให้ออกจากห้อง ส่วนผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของแอร์เอเชียได้มีการถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน

 

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถูกส่งต่อกันในกลุ่มไลน์ของเหล่าแอร์โฮสเตส กระแสความไม่พอใจแพร่ขยายลุกลามไปทั่ว จนถูกนำไปโพสต์ต่อในเว็บไซต์พันทิป ท้ายที่สุดจึงบานปลายกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ในโลกโซเชียล

หลังเกิดเรื่อง โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ ได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้โดยสารดังกล่าว แต่ไม่สามารถติดต่อได้….

แหล่งข่าวจากบริษัทไทยแอร์เอเชียรายหนึ่ง เผยว่า ทันทีที่ทราบเรื่อง “ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์” หรือ “คุณโจ” ซีอีโอของไทยแอร์เอเชีย ถึงกับควันออกหู เรียกเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งสามคนเข้ามาตำหนิอย่างรุนแรงว่า“คุณปล่อยให้น้องทำแบบนั้นได้ยังไง”

นอกจากนี้ยังได้สวมกอดให้กำลังใจหัวหน้าลูกเรือคนดังกล่าว พร้อมสั่งให้ “หยุดงานชั่วคราว” เพื่อฟื้นฟูจิตใจ แต่ไม่มีการเปิดเผยว่ามีมาตรการลงโทษเจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสามคนหรือไม่ อย่างไร

“คุณโจไม่ได้นิ่งดูดาย หรือไม่ปกป้องลูกน้องอย่างที่สื่อนำไปลง เขาไม่พอใจมาก แต่มีการดำเนินการยังไงกับผู้โดยสารคนดังกล่าว หรือเจ้าหน้าที่ระดับเมเนเจอร์ทั้งสามคนนั้น ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้”

ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์

 

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของไทยแอร์เอเชียรายหนึ่ง เล่าว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ลูกเรือทุกคน “เสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก” โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทำไมถึงไม่ปกป้องน้อง ทำไมถึงปล่อยให้น้องก้มลงกราบเท้าขอขมาผู้โดยสาร แถมยังถ่ายรูปคู่กันด้วยสีหน้าชื่นมื่น

“ผู้โดยสารที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น เจ็บป่วยเพิ่งผ่าตัดมา ไม่สบาย พิการ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ควรแจ้งตั้งแต่ตอนเช็คอินออนไลน์ หรือแจ้งที่เคาเตอร์เช็คอินของสายการบินว่า ตัวเองมีปัญหาอะไร เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้อำนวยความสะดวกได้อย่างเต็มที่ ยกตัวอย่างถ้าผู้โดยสารเดินทางจากสนามบินขอนแก่น หรืออุบลราชธานี ซึ่งไม่มีงวงเชื่อมต่อกับเครื่องบิน เราก็ต้องเตรียม Ramp เพื่อยกรถวีลแชร์ขึ้นบนเครื่อง แล้วพอมาถึงกรุงเทพฯซึ่งมีทั้งงวงทั้งบันได เราก็ต้องเตรียมเจ้าหน้าที่ Ramp เพื่อยกลงบันได ข้อดีของสนามบินดอนเมืองคือ มีรถยก (ambulift) ซึ่งถ้ามีผู้โดยสารแจ้งมาว่า เดินไม่ได้เลย เราจะได้แจ้งไปยังกรุงเทพฯล่วงหน้า 45 นาทีก่อนเครื่องลง เขาจะได้เตรียมรถไว้รอรับตรงเวลา หรือรถวีลแชร์ เนื่องจากแต่ละชั่วโมงมีเที่ยวบินขึ้นลงเยอะมาก รถวีลแชร์ที่เตรียมไว้อาจไม่เพียงพอ หากผู้โดยสารแจ้งล่วงหน้า เจ้าหน้าที่จะได้เตรียมสำรองไว้ทันท่วงที”

พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินรายนี้ บอกอีกว่า หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้อยากฟ้องร้องเพื่อนเรียกศักดิ์ศรีคืน แต่ประเมินแล้วว่าขั้นตอนทางกฎหมายนั้นยุ่งยาก ใช้เวลานาน ที่สำคัญคนที่เป็นผู้บริหารที่ยืนยันว่าจะ “ปกป้องและสนับสนุนพนักงานเต็มที่”ก็ไม่รู้ว่าจะปกป้องและสนับสนุนไปได้นานแค่ไหน ฉะนั้นอยากยอมให้จบลงโดยเร็วที่สุดดีกว่า เนื่องจากผู้โดยสารรายดังกล่าวก็ได้ถูกสังคมลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว

 

โทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทแอร์เอเชีย

 

ท่ามกลางกระแสวิกฤตศรัทธาในหมู่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. เวลา 11.00 น. โทนี่ เฟอร์นานเดส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแอร์เอเชีย ได้เดินทางมายังกรุงเทพฯ พร้อมเรียกประชุมพนักงานทุกคน ณ ห้องประชุมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง

โทนี่ ยืนยันว่า ยังคงยึดมั่นในนโยบายของบริษัทแอร์เอเชียที่ว่า “พนักงานมาเป็นที่หนึ่ง ลูกค้าคือที่สอง ถ้าพนักงานมีความสุขในการทำงาน เขาก็จะดูแลลูกค้าได้มีความสุขเช่นกัน” แต่อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่ชัดเจนในกระบวนการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่ร้องเรียน จนทำให้เกิดเหตุการณ์บานปลาย ซึ่งผู้บริหารที่เกี่ยวข้องทุกคนได้ร่วมกันแก้ไขอย่างสุดความสามารถแล้ว ตนขอยืนยันว่าพร้อมจะปกป้องพนักงานทุกคนในฐานะครอบครัวเดียวกัน

ระหว่างการประชุม โทนี่ได้พูดกลางที่ประชุมว่า จากนี้ไปหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น พนักงานทุกคนสามารถส่งอีเมลโดยตรงถึงเขาได้เลย จะได้เร่งแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ดีกว่าไปโพสต์ลงในโซเชียลเน็ตเวิร์ก จากนั้นได้ให้กำลังใจ พร้อมสวมกอด”ไหม” หัวหน้าลูกเรือที่ถูกบังคับให้ก้มกราบซึ่งได้มาเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย ท่ามกลางเสียงปรบมือของพนักงานที่อยู่ในห้องประชุม  ก่อนจะเปิดเผยว่า พรุ่งนี้ (9 ก.ย.) จะเดินทางไปอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อไปพูดคุยกับครอบครัวของแอร์โฮสเตสคนดังกล่าวด้วยตัวเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้น่าจะเป็นบทเรียนอันล้ำค่าให้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสาร ผู้บริหารสายการบิน และพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน หรือแอร์โฮสเตส ให้ปฏิบัติต่อกันอย่างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องราวอันน่าสลดใจเช่นนี้อีก

 

ห้ามนำผู้ต้องหาแถลงข่าว=ยกระดับความยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 20:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/453172

ห้ามนำผู้ต้องหาแถลงข่าว=ยกระดับความยุติธรรม

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

เหตุเพราะความกังวลต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ทำให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา ออกคำสั่ง “ห้ามไม่ให้นำผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ภายหลังการจับกุม” 

คำสั่งดังกล่าวถูกคาดหวังว่าจะยกระดับกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจว่า ผู้เกี่ยวข้องมากประสบการณ์นั้นคิดเห็นกันอย่างไร..

สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญ

การห้ามไม่ให้นำตัวผู้ต้องการมาแถลงข่าวนั้น ปรากฎขึ้นตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2548 เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกคำสั่งที่ 855/2548 ห้ามนำหรือจัดให้ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยาน มาให้ข่าวแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทุกแขนง  ยกเว้นกรณีที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ให้ขออนุญาตต่อผู้บัญชาการ ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ห้ามนำผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ พระภิกษุสามเณร  นักพรต  นักบวช  ผู้เสียหายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มาให้ข่าวแถลงข่าว หรือให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนทุกแขนงเป็นอันขาด  รวมตลอดถึงการชี้ตัวผู้ต้องหาในลักษณะที่เป็นการเผชิญหน้าต่อสื่อมวลชนทุกแขนง ต่อมาในปี พ.ศ.2550 สตช.มีคำสั่ง 465/2550 ไม่ให้สื่อมวลชนบันทึกภาพผู้ต้องหา แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการบังคับใช้จริง

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตามหลักกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights– ICCPR) ระบุชัดว่า การนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากผู้ที่ถูกจับเป็นผู้ต้องหา เมื่อนำมาแถลงข่าวต่อมาภายหลังศาลมีคำสั่งไม่ฟ้อง หรือกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกฟ้องผู้ต้องหาที่ปรากฎเป็นข่าวหน้า 1 ซึ่งคนเหล่านี้ได้รับความเสียหายไปแล้วไม่เฉพาะตัวบุคคลที่ถูกเผยแพร่ภาพว่าเป็นผู้ต้องหา แต่ยังส่งผลกระทบถึงครอบครัวของบุคคลดังกล่าว ทำให้ไม่มีที่ยืนในสังคม เกิดความโกรธแค้นและทำร้ายสังคมซ้ำอีก

การนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวเกิดขึ้นเพราะผู้บังคับบัญชาต้องการผลงาน และต้องสร้างความเกรงกลัวต่อการทำผิด ขณะที่สื่อมวลชนก็ต้องการได้ภาพและข่าว ส่วนคำถามที่ว่า หากผู้ต้องหาอยากแถลงนั้น เป็นไปไม่ได้ ตามหลักแล้ว การอ้างว่าผู้ต้องหายินยอมเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อเลี่ยงกฎหมาย คงไม่มีผู้ต้องหาคนไหนอยากจะมานั่งแถลงเรื่องที่ไม่ดีของตนเอง

ทั้งนี้ คำสั่งดังกล่าวไม่ได้ห้ามหน่วยต่างๆ แถลงข่าว เจ้าหน้าที่ยังสามารถแถลงผลการจับกุมได้ เพียงแต่ห้ามนำตัวผู้ต้องหามาแถลงเท่านั้น

พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  กล่าวว่า การแถลงข่าวนั้นทำไปเพื่อให้ประชาชนรับทราบพฤติการณ์ของคดี เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยหลักการสำคัญที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยึดถือมาตลอดคือ คดีที่มีการแถลงข่าวเปิดหน้าผู้ต้องหาหรือผู้กระทำความผิด ต้องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เป็นคดีที่ผู้ต้องหารับสารภาพ และยินยอม โดยมีการทำบันทึกทุกครั้ง เจ้าหน้าที่ไม่เคยฝ่าฝืน ส่วนคดีที่มีผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน ผู้กระทำผิดเป็นพระภิกษุ หรือเยาวชน ตำรวจจะไม่นำมาแถลงข่าวเด็ดขาด ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะใช้ดุลพินิจในการพิจารณา ว่ากรณีนั้นจะนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวหรือไม่

“คำสั่งนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่พร้อมปฎิบัติตาม จากนี้จะมีการทบทวนและระมัดระวังมากขึ้น ในการพิจารณานำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าว เพื่อไม่ให้ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน และเป็นประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด”

ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม

แถลงข่าว = โปร่งใส ลดอาชญากรรมและการจับแพะ

อดีตที่ผ่านมา หากยังพอจำกันได้ การแถลงข่าวผู้ต้องหาโด่งดังมากในยุคนายตำรวจฝีปากกล้า อย่าง  “ผู้การวิสุทธิ์”  พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร อดีตรองผู้บัญชาสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ เห็นว่า การนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวภายหลังการจับกุมนั้น หลายกรณีมีประโยชน์มากกว่าโทษ

“สังคมต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ต้องหาบางรายก่อเหตุปล้น จี้ ชิงทรัพย์ อนาจาร ครั้งแล้วครั้งเล่า บางรายกว่าจะจับกุมได้ ก่อเหตุมาแล้ว 9 ครั้ง จับได้ครั้งที่ 10 ถ้าเงียบเลย ไม่เปิดเผยหน้าตา ประกาศเพียงนามสมมุติ เช่น จับนายสมศักดิ์ได้แล้ว ถามว่าผู้เสียหาย 9 รายก่อนหน้านี้ จะทราบไหมว่า คนที่กระทำความผิดต่อตนนั้นชื่อ สมศักดิ์ ผิดกับการแถลงออกสื่อ เปิดหน้าตาชัดเจน ผู้ต้องหาจะถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแน่นอน เพราะผู้เสียก่อนหน้านี้พากันมาชี้ตัว บอก ‘เฮ้ย ไอ้ห่านี่ เคยจี้เราไว้นี่หว่า’ สุดท้ายมันก็จะได้รับโทษทั้งหมดที่ตัวเองก่อ โทษมากขึ้นก็อาจทำให้สำนึกผิดและไม่คิดก่อเหตุซ้ำอีก

นอกจากนั้นการรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างแน่ชัด ยังทำให้เจ้าทรัพย์ ตามหาทรัพย์สินของตัวเองได้ง่ายขึ้น พอแถลงข่าวปุ๊ป เจ้าทรัพย์ เดินทางไปชี้ตัวมัน และถามเลย มึงเอาของไปจำนำที่ไหน มันบอกพระโขนง ก็ไปตามพระคืนได้”

ผู้การวิสุทธิ์ ชี้ว่าในมุมมองด้านจิตวิทยา การเปิดหน้าผู้ต้องหา ถือเป็นตัวอย่างให้สังคมเห็นผลจากการกระทำที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เกิดความขยาดหรือตระหนักว่าไม่ควรกระทำผิดกฎหมาย

“คนทั่วไปคงรู้สึกเฉยๆ ถ้าได้ยินข่าวการจับกุม รับโทษ โดยไม่เห็นหน้าผู้กระทำความผิด กลับกัน พวกเขาจะรู้สึกกลัวที่จะทำผิดขึ้นมาทันที เมื่อรู้ว่าผลของมัน นอกจากต้องโทษแล้วยังถูกประจานผ่านสื่อด้วย”

นอกจากนี้เขายังเห็นว่าการไม่เปิดเผยหน้าตาผู้ต้องหานั้น เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงและโอกาสในการจับแพะสูงขึ้น

“หากแถลงข่าวเปิดเผยหน้าตา ผู้ต้องหาชื่อนายสมศักดิ์ เนินสูงเนิน อายุ 28 ปี  ถ้าเป็นแพะจริงๆ กระแสสังคมมาเต็มแน่นอน เฮ้ย ไม่ใช่ คนนี้ไม่ใช่ เป็นไปไม่ได้ ประชาชนพร้อมใจกันเป็นพลเมืองดี เป็นพยานว่า ชายคนนี้ไม่ได้ก่อเหตุ แต่ถ้าไม่เปิดเผยหน้าตา พูดภาษาชาวบ้าน มันมั่วได้อ่ะ โดยเฉพาะคดีไหนถูกกดดันจากสังคม มีผู้ใหญ่บีบรัด จะจับได้เมื่อไหร่… ทีนี้เอาแพะมาเลย มันไม่เห็นหน้านี่หว่า  หาแพะง่ายกว่าไหมล่ะ คิดดู ? ”

อดีตนายตำรวจฝีปากกล้า ทิ้งท้ายว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจมั่นใจจริง ผ่านการขออนุมัติหมายจับจากศาล มีหลักฐานพร้อม ครบถ้วน ไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะแถลงข่าวโดยเปิดเผยหน้าผู้ต้องหา เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกกระทำและสังคมมากกว่า

“คนที่กระทำผิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิคนอื่น จะมีหน้ามาเรียกร้องสิทธิจากสังคมได้อย่างไร ผู้เสียหายไม่ใช่คนที่ต้องได้รับการปกป้องหรอ พวกเขาถูกละเมิดเหมือนกัน และต้องได้รับรู้  อย่างไรก็ดีสิ่งสำคัญที่สุดคือ ส่งเสริมให้คนทำตามกฎหมายและป้องกันการกระทำความผิดตั้งแต่แรก ถ้าทำตัวดี สังคมก็พร้อมที่จะปกป้องตามหลักสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว”

ไม่เห็นความจำเป็น โลกนี้เขาไม่ทำกันแล้ว

ตามหลักการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา ให้สันนิษฐานว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือดำเนินคดีอาญานั้น ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ แม้จะถูกควบคุมหรือคุมขังระหว่างรอการสอบสวนหรือพิจารณา จากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม

ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ตรีเมฆ นักวิชาการด้านอาชญวิทยา มหาวิทยาลัยรังสิต ยืนยันว่า ไม่มีความจำเป็นที่จะนำผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อสื่อและสังคม ซึ่งเป็นค่านิยมแบบไทยๆ ที่ประเทศอื่นทั่วโลกไม่ทำกัน เนื่องจากคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน  ที่ผ่านมาหลายกรณี ยังไม่แน่ชัดว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่ และถึงแม้จะมีหลักฐานชัดเจนก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำมาประจาน เนื่องจากผู้ต้องหาต้องถูกลงโทษด้วยกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว การประจานเป็นความสะใจของสังคมเท่านั้น

“มีงานวิจัย ระบุว่า การประจานผู้กระทำความผิดนั้น ไม่ได้ส่งผลให้คนในสังคมรู้สึกเกรงกลัว และไม่อยากกระทำความผิด การนำเสนอ ควรจะนำเสนอ เมื่อศาลตัดสินแล้วว่า ผู้นั้นได้รับโทษอย่างไร เช่น ศาลสั่งจำคุก 5 ปี 10 ปี แล้วนักข่าวค่อยนำเสนอเปิดหน้า ว่า ชายคนนี้มีพฤติกรรมอย่างไร และได้รับโทษแค่ไหน จะเป็นประโยชน์กับสังคมมากกว่า อย่างน้อยคนที่ลืมคดีนี้ไปแล้วก็จะได้นึกขึ้นได้ เช่นกันกับการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่ไม่จำเป็นต้องทำ เพราะศาลไม่จำเป็นต้องรับฟังแผนประกอบคำรับสารภาพ”

คำถามที่ว่าการปกปิดหน้าตาผู้ต้องหานั้นจะเพิ่มโอกาสในการจับแพะหรือไม่ ? นักวิชาการด้านอาชญวิทยา รายนี้ตอบว่า จะเปิดหน้าหรือปิดหน้า สังคมส่วนใหญ่ไม่ทราบหรอกว่า ผู้นั้นใช่แพะหรือไม่ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมของผู้บังคับใช้กฎหมาย

ประจานผ่านสื่อ ตีตราตั้งแต่ยังไม่ได้ทำผิด

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2555 ชายหนุ่มคนหนึ่ง ตกเป็นแพะในหลายคดี ไล่ตั้งแต่ ปล้นทรัพย์ ข่มขืน กักขังหน่วงเหนี่ยว และพยายามฆ่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดงานแถลงข่าวใหญ่โต ต่อหน้าสื่อมวลชน พร้อมกับส่งตัวเขาไปฝากขังที่เรือนจำนานถึง 9 คืน กว่าความยุติธรรมจะมาถึง

ชรินทร์ ช้ำเกตุ อดีตโชเฟอร์แท็กซี่แพะรับบาป เล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นไม่มีโอกาสได้ชี้แจงหรือพิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างเต็มที่ พร้อมถูกสังคมตีตราไปแล้วว่า ‘ผมเลว’

“ตอนนั้นตำรวจสอบสวนนานมาก พอถึงขั้นตอนชี้ตัวปรากฎว่าผู้เสียหายทุกคนชี้ตัวผมหมด จนเขาพาไปแถลงข่าว โดยไม่มีการถามว่ายินยอมหรือไม่ ผมช็อคทำอะไรไม่ถูก นักข่าวเป็นร้อย นายตำรวจคนหนึ่งเดินเข้ามาด่าผมหยาบๆคายๆ เงื้อมือทำท่าจะตบ ตอนนั้นผมนิ่งมาก เพราะคิดอะไรไม่ออก มึนตึ้บไปหมด นักข่าวถามอะไรมาก็ตอบอย่างเดียวผมไม่ได้ทำครับ แต่ในหัวคิดตลอดเวลาว่าแล้วจะทำยังไง ทนายก็ไม่มี กฎหมายก็ไม่รู้ ญาติผู้ใหญ่ที่จะมาสู้กับเขาก็ไม่มี สุดท้ายโดนส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำ”

หลังจากตกนรกอยู่ 9 คืน เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดตัวจริงได้ ชรินทร์ ถูกปล่อยตัวและได้รับเงินเยียวยา 20,000 บาท

อดีตแพะรับบาปรายนี้ บอกว่า คำสั่งยกเลิกการนำตัวผู้ต้องหามาแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชน ภายหลังการจับกุม ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและส่งผลดีต่อทุกฝ่าย ทั้งต่อตัวเจ้าหน้าที่เอง ผู้ต้องหา และสังคม

“ตอนแถลงข่าวว่าเราเลว เป็นโจร โด่งดังไปทั่วประเทศ สังคมพากันตัดสิน แต่ตอนแก้ข่าวมันไม่แพร่หลายขนาดนั้น  ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตยังตราหน้าว่าผมเป็นผู้กระทำความผิดเลย จากประสบการณ์ที่ได้รับ คำสั่งยกเลิกนั้นดีต่อทุกฝ่าย ทั้งการค้นหาหลักฐานเพื่อความชัดเจนขึ้นของเจ้าหน้าที่ และการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวผู้ต้องหาเอง ไม่มีอะไรเสียหายเลย”

น่าติดตามว่า คำสั่งดังกล่าวจะสามารถเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าค่านิยมแบบไทยๆ ในการแถลงข่าวจับกุมตัวผู้ต้องหาต่อไปได้หรือไม่

ชรินทร์ ช้ำเกตุ อดีตโชเฟอร์แท็กซี่แพะรับบาป

 อ่านบทสัมภาษณ์ ชรินทร์ ช้ำเกตุ เต็มๆ ได้ที่ เปลือยชีวิตสุดอาภัพของแท็กซี่ดวงซวย “ชรินทร์ ช้ำเกตุ”
http://www.posttoday.com/analysis/interview/445437