ทางออกซิกา…ถ้ากันยุงกัดไม่ได้ ก็ต้องชะลอตั้งครรภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กันยายน 2559 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452891

ทางออกซิกา...ถ้ากันยุงกัดไม่ได้ ก็ต้องชะลอตั้งครรภ์

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

แม้ว่ากรมควบคุมโรคจะยืนยันว่า ไวรัสซิกาในประเทศไทยยังไม่มีการระบาดหนัก แต่ตัวเลขที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นประปรายในบางจังหวัด รวมถึงสถานการณ์ประเทศในอาเซียนอย่างสิงคโปร์ ที่มีผู้ป่วยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คำถามก็คือว่าประเทศไทยควรเตรียมรับมือกับโรคนี้อย่างไรให้ “ปลอดภัย” กับประชาชนทุกคน

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดเสวนา “ซิกา ไวรัสร้าย ภัยเงียบต่อคุณแม่ตั้งครรภ์” โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ข้อมูลพื้นฐาน และข้อเสนอแนะต่อการจัดการของกระทรวงสาธารณสุข

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ไวรัสซิกามีคุณสมบัติคล้ายกับไวรัสอื่นที่มาจากยุง รวมถึงเหมือนไข้เลือดออกตรงที่มีเลือดออก มีอาการปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว มีไข้ รวมถึงมีบางรายที่มีอาการทางสมอง

“ไวรัสซิกาจะอาศัยระบบภูมิคุ้มกันในผิวหนัง-ในเลือด เสริมพลังให้ตัวเอง ทำให้ผิวหนังบวม ก่อนจะเรียกภูมิคุ้มกันในหลอดเลือดวิ่งเข้ามา แล้วเปลี่ยนภูมิคุ้มกันของเราให้เป็นพวกของไวรัส แล้วล่องลอยเข้าไปหาอวัยวะต่างๆ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เล่าให้ฟัง

ทั้งนี้ ไวรัสซิกาจะชอบเด็กในท้อง และเมื่อติดเชื้อเด็กในท้อง จะสามารถติดได้ทุกอายุครรภ์ ถึงเด็กที่คลอดออกมา หัวจะไม่ลีบในทันที แต่ก็มีโอกาสที่จะแสดงอาการหลังจากนั้นอีกหลายปี ส่วนผู้ใหญ่แม้จะมีอาการน้อย แต่ถ้ามีก็รุนแรง

“ไวรัสซิกามันฉลาดตรงที่สามารถตรงเข้ารกได้ ทั้งที่บริเวณดังกล่าวจะมีเซลล์คอยป้องกันเชื้อโรค แต่ไวรัสชนิดนี้สามารถผ่านเซลล์ที่อยู่ในรกที่จะเข้าตัวเด็กได้ รกเป็นบ้านของมัน ปล่อยเชื้อให้เด็ก แล้วเอาหัวเด็กเป็นบ้านมัน ฝังตัวอยู่ในนั้น หัวเด็กจะลีบ มีช่องตรงสมองมหาศาล”

ทั้งนี้ อยากเสนอไปยัง สวทช.ให้รีบออกโลชั่นฉีดยุงที่สามารถป้องกันยุงได้ และต้องไม่อันตรายต่อเด็ก ส่วนอาการของผู้ที่ติดเชื้อนั้น เห็นชัดแล้วว่าในเด็กสามารถแสดงออกในช่วงอายุใดก็ได้ จึงยากมากที่จะบอกว่าเด็กได้รับเชื้อแล้วปลอดภัยหรือไม่ หรือมีใครติดเชื้อหรือไม่ เพราะฉะนั้นนโยบายรัฐควรทำเสมือนว่ามีการระบาดทั่วประเทศแล้ว และคุมเข้มทั่วประเทศ เพื่อเฝ้าระวังขั้นสูงสุด

ขณะที่ นพ.ยงเจือ เหล่าศิริถาวร จากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันสามารถรวบรวมตัวเลขผู้ป่วยไข้ซิกาได้ยากมาก เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ และในคนที่มีอาการก็จะมีอาการน้อย ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะไปรักษาในคลินิกเอกชนมากกว่าโรงพยาบาลรัฐ หรือบางคนที่อาการไม่รุนแรง อาจจะไม่ไปพบแพทย์ด้วยซ้ำ จึงทำให้หลุดตัวเลขของคนป่วยเหล่านี้ไป

ส่วนในแง่การควบคุมการแพร่ระบาดนั้น ไข้ซิกาใช้วิธีการควบคุมป้องกันโรคไม่ต่างจากไข้เลือดออกมาก คือการควบคุมยุง ป้องกันไม่ให้ยุงกัด นอกจากนี้ ไข้เลือดออกยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า

อย่างไรก็ตาม อยากเปรียบเทียบให้เห็นว่าในไข้เลือดออกนั้น หากผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส ยังมีโอกาสรักษา ควบคุมเชื้อ ไม่ให้ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิต แต่สำหรับไข้ซิกาไม่มีโอกาสที่สอง เพราะเมื่อมีการติดเชื้อแล้วจะไม่สามารถแก้ให้เด็กหาย “หัวฟีบ” หรือทำให้เด็กเป็นปกติได้

“ต้องยอมรับด้วยเช่นกันว่าการควบคุมยุงเป็นเรื่องยาก เพราะบ้านทุกคนมียุง การจะให้บุคลากรสาธารณสุขไปควบคุมทุกบ้านนั้นทำไม่ได้แน่นอน จึงต้องอาศัยการควบคุมอย่างเข้มแข็ง ฉะนั้น ทุกครัวเรือนอาจต้องดูแลลูกน้ำยุงลาย หรือกำจัดสัปดาห์ละครั้ง เพื่อกันลูกน้ำในบ้านให้หมด หรือถ้ารู้สึกว่ายุงเยอะก็ฉีดยุงทันทีเลย เพื่อให้ปลอดภัยทั้งไข้เลือดออก ทั้งซิกา” นพ.ยงเจือ ระบุ

ด้าน ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล ประธานคลัสเตอร์สุขภาพและการแพทย์ สวทช. กล่าวว่า จากข้อมูลทั้งหมดอาจสรุปได้ว่า หากมีความเสี่ยงต่อการระบาดมากขึ้นถึงจุดหนึ่ง การให้ “ชะลอการตั้งครรภ์” อาจเป็นทางเลือก แต่ปัจจุบันการระบาดในประเทศไทยอาจยังไม่ถึงจุดนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อยู่แล้ว มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ควรจะถูกยุงกัด ส่วนผู้ที่ประสงค์จะมีบุตร หากควบคุมไม่ให้ยุงกัดไม่ได้ ก็ยังไม่ควรตั้งครรภ์

สำหรับประเทศไทยมีไวรัสซิกาอยู่นานแล้ว แต่ไม่มีการระบาด ซึ่งต่างจากบราซิลหรือประเทศอื่นที่มีการระบาดอย่างกว้างขวาง ขณะนี้เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเวลามันไม่ระบาด เราก็มี 2 ทางเลือก คือ เป็นอย่างนี้ต่อไป หรือเกิดการระบาดใหญ่ขึ้น แต่แนวโน้มขณะนี้คิดว่าน่าจะยังไม่ระบาด

 

พลังงานหมุนเวียน ไทยมีศักยภาพ แต่รัฐไม่สนใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452743

พลังงานหมุนเวียน ไทยมีศักยภาพ แต่รัฐไม่สนใจ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ของประเทศไทย รวมถึงประเทศอื่นบนโลกใบนี้ จำเป็นต้องพึ่งพาพลังงานเพื่อเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อน ทว่าปัจจุบันการใช้พลังงานหลักอย่าง พลังงานฟอสซิล น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน ฯลฯ ที่นิยมใช้อยู่มีแนวโน้มลดลง เห็นได้จากประเทศไทยขณะนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง จากต่างประเทศมากกว่าครึ่งที่ผลิตในประเทศ และยิ่งนับวันพลังงานในอ่าวไทยที่เป็นแหล่งพลังงานหลักของประเทศมายาวนาน กำลังจะหมดลงอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นี่จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาล ภาคเอกชน กำลังเร่งระดมศึกษา วิจัยการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และพลังงานทดแทนอื่น อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ พลังงานชีวมวล ฯลฯ ทั้งนี้ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมจัดเวทีเสวนาเรื่อง อนาคตพลังงานหมุนเวียนไทยกับทิศทางพลังงานภูมิภาคอาเซียนขึ้น เพื่อเป็นเวทีพูดคุยถึงทิศทางพลังงาน และแนวโน้มการใช้พลังงานทดแทนในอนาคตว่าจะไปในทิศทางใดต่อไป

ศุภกิจ นันทะวรการ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ เริ่มฉายภาพการใช้พลังงานหมุนเวียนประเภทต่างๆ บนโลกใบนี้ รวมถึงในประเทศไทยว่า ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมีการซื้อขายได้จริง ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้าแล้ว เห็นได้จากข้อมูลราคาพลังงานทดแทนใน 16 ประเทศ จาก 6 ทวีปทั่วโลก ปัจจุบันราคาพลังงานแสงอาทิตย์เฉลี่ยอยู่ที่ 1.70-3.30 บาท/หน่วย ส่วนพลังงานลมราคาอยู่ที่ 1.10-3.50 บาท/หน่วย หากเทียบกับพลังงานหลักที่ใช้ในปัจจุบัน พลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกกว่า

สำหรับประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552-2556 มีการใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น เห็นได้จากการขายพลังงานเข้าสู่ระบบของไทยที่มีมากสุดในภาคกลาง รองลงมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกันนโยบายแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของรัฐบาลปี 2558-2579 ที่รัฐบาลอนุมัติเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา ได้กำหนดว่าจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าประเภทต่างๆ เพิ่ม อาทิ โรงไฟฟ้าถ่านหิน 9 โรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าอื่นๆ ในอนาคต โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากที่ผ่านมาไทยทำลายสถิติการใช้พลังงานไฟฟ้าเลยจุดสูงสุดหลายครั้ง เห็นได้จากเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2558 มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 29,619 เมกะวัตต์ แต่หากเทียบกับกำลังผลิตไฟฟ้าสูงสุดของประเทศที่สามารถรองรับได้ถึง 40,932 เมกะวัตต์ ซึ่งตรงนี้มีค่าส่วนต่าง 11,313 เมกะวัตต์ ฉะนั้นจึงมองว่าตรงนี้ไทยยังมีกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพียงพออยู่

“อีก 10 ปีข้างหน้าตั้งแต่ปี 2558-2568 รัฐบาลจะมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 25 แห่ง ซึ่งจะทำให้อัตราค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.75 บาท/หน่วย เพิ่มเป็น 5.26 บาท/หน่วย โดยราคานี้ไม่นับรวมภาษีอื่นเพิ่มเติม แต่ผมมองว่าศักยภาพการผลิตพลังงานหมุนเวียนของไทยยังเพียงพอต่อจุดพีกการใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศในอีก 20 ปีข้างหน้า แต่การดำเนินการขึ้นอยู่ที่ว่าส่วนราชการจะทำหรือไม่นั้น” ผู้จัดการนโยบายสาธารณะ มูลนิธินโยบายสุขภาวะ ระบุ

ปัญหา 10 ปีที่ผ่านมาของไทยกับนโยบายการรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนตัวมองว่าเป็นนโยบายการคอร์รัปชั่น รูปแบบหนึ่ง คือ 1.การรับซื้อมีการกำหนดปริมาณเฉพาะและเปิดเป็นรอบๆ โดยไม่ยอมให้เปิดแบบรับซื้อเสรี จึงทำจำนวนการรับซื้อพลังงานทดแทนไม่มีความแน่นอน  2.ราคารับซื้อถูกกำหนดโดยฝ่ายการเมือง และไม่ยอมเปิดให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการพิจารณาราคากลาง จึงทำให้การปรับราคาไม่โปร่งใส 3.การอนุมัติโครงการต่างๆ ยังคงมีความล่าช้าในการพัฒนาทางธุรกิจ จึงทำให้ภาพรวม 3 นโยบายดังกล่าวเอื้อต่อการคอร์รัปชั่น

ศุภกิจ เสนอแนะว่า การใช้พลังงานทดแทนในอนาคตไทยยังติดอยู่กับรูปแบบการทำอุตสาหกรรมแบบเดิม ดังนั้นควรต้องปรับตัวเพื่อให้เท่าทัน เช่น กลางวันใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ส่วนกลางคืนใช้พลังงานชีวมวล ถ้าตอบปัญหาเรื่องนี้ได้ ก็จะแก้ปัญหาพลังงานฟอสซิลในอนาคตได้

ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิพากษ์ว่า ประเด็นพลังงานที่ผ่านมาในไทยมีการถกเถียงเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะถึงแม้ว่าพลังงานหมุนเวียนจะโตเร็วมากในอาเซียน แต่พลังงานฟอสซิลยังคงมีสัดส่วนการใช้ที่มีอยู่มาก เห็นได้จากประเทศในแถบยุโรป จีน อินเดีย ยังคงใช้เชื้อเพลิงถ่านหินเป็นหลักในการผลิตพลังงานอยู่

ทั้งนี้ จากแผนความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนในอาเซียน ที่มีแนวโน้มการประหยัดพลังงานในทางที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นเสาหลักในการดำเนินการเรื่องนี้มาพอสมควร ดังนั้นคิดว่าหน่วยงานองค์กรต่างๆ ของไทยควรพัฒนาเรื่องพลังงานหมุนเวียนให้เกิดการขยายตัวในอาเซียน

วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานกรรมการบริษัท เอสพีซีจี ในฐานะผู้พัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียนรายแรกในประเทศไทย อธิบายว่า พลังงานเป็นเรื่องที่ใกล้ชิดกับชีวิตของคน ซึ่งในประเทศไทยเริ่มมีการประกาศรับซื้อพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนครั้งแรกเมื่อ 6 ปีที่แล้ว สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสใหม่ทางด้านพลังงานของประเทศ

ขณะที่การเติบโตทางด้านการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์ วันดี มองว่า ขณะนี้การผลิตพลังงานโซลาร์เซลล์กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศไทยสามารถผลิตได้ปีละ 3,000 เมกะวัตต์ ใกล้เคียงกับประเทศอังกฤษ และไทยยังติด 1 ใน 10 ประเทศของโลกที่มีการพัฒนาเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ดีที่สุด จนถูกยกให้เป็นผู้นำด้านโซลาร์เซลล์ในอาเซียน และในอีก 20 ปีข้างหน้าคาดว่าไทยจะสามารถผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้ถึงปีละกว่า 2 หมื่นเมกะวัตต์ เพราะอนาคตไม่เกิน 3 ปีข้างหน้าจะเป็นยุคของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน เพราะจะต้องเป็นโจทย์การใช้พลังงานของประเทศอย่างเห็นได้ชัด

 

เด็กเมืองไอคิวสูงแต่หยุดนิ่ง สัญญาณอันตรายจากโรคร้ายโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2559 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452516

เด็กเมืองไอคิวสูงแต่หยุดนิ่ง สัญญาณอันตรายจากโรคร้ายโซเชียล

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

สถานการณ์ระดับสติปัญญาเด็กไทย หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงผลสำรวจสถานการณ์ระดับสติปัญญา (ไอคิว) และระดับความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) ของเด็กไทยช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในปี 2559 กว่า 23,644 คน พบว่าเด็กไทยมีค่าเฉลี่ยไอคิวอยู่ที่ระดับ 98.2 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นจากการวัดผลเมื่อปี 2554 โดยขณะนั้นอยู่ที่ระดับ 94 แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมา 4.2 นี้ ผู้เชี่ยวชาญก็ยังมองว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากลที่กำหนดอยู่ในระดับ 100

ทว่า ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เด็กไทยที่มีไอคิวสูงส่วนใหญ่ระดับไอคิวกลับหยุดนิ่ง สาเหตุหลักมาจากการใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน เล่นเกม หรือโปรแกรมอื่นมากเกินไป จนทำให้ไม่มีการพัฒนาทางด้านความคิด การสื่อสาร ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องหันมาสนใจว่าควรทำอย่างไร เพื่อให้สติปัญญาของเด็กไทยมีการพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริงและต่อเนื่อง

พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า สถานการณ์ระดับไอคิวของเด็กในแต่ละประเทศ ปัจจัยหนึ่งพบว่าขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของระบบเศรษฐกิจ และสถานะประชากร ซึ่งส่วนใหญ่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์ เยอรมนี ระดับสติปัญญาของเด็กในประเทศเหล่านี้จะมากกว่า 110 ขึ้นไป ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาระดับสติปัญญาเด็กจะอยู่ในช่วงใกล้เคียง 100 ประมาณ 90-110 ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังไม่เคยมีการสำรวจระดับไอคิวอย่างเป็นทางการ แต่เชื่อว่าระดับไอคิวของเด็กในประเทศเพื่อนบ้านจะเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ระดับสติปัญญาของเด็กไทยปัจจุบันอยู่ระดับ 98 ถือว่าเป็นผลที่น่าพอใจ แต่อีกมุมหนึ่งที่ในปัจจุบันโลกมีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีมากขึ้น กลับพบว่าเด็กบางส่วนที่อยู่ในเขตเมืองมีระดับไอคิวสูงกว่า 100 แต่ระดับการพัฒนาการของไอคิวกลับหยุดนิ่ง ซึ่งพบว่ามีสาเหตุมาจากการใช้แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน มากจนเกินไป จึงทำให้เด็กขาดพัฒนาทางความคิด ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจากการที่ผู้ปกครองเข้าใจผิดคิดว่าอุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นตัวช่วยในการเพิ่มความฉลาดให้กับเด็ก จึงอาจปล่อยให้เด็กเล่นศึกษาเพียงลำพังโดยไม่ได้ติดตามดูแล จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้สติปัญญาไม่ได้รับการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็น

“มีรายงานชี้ว่าเด็กที่จมอยู่กับอุปกรณ์เหล่านี้มากจนเกินไป จะเป็นตัวดึงรั้งพัฒนาการทางด้านความคิด การเรียนรู้ การอ่าน การเขียน รวมไปถึงการอยู่ร่วมในสังคมให้เกิดการชะงัก ซึ่งในเด็กกลุ่มนี้ต้นทุนชีวิตไม่ได้แย่ แต่ถูกละเลยจากการเลี้ยงดูโดยที่ผู้ปกครองเอาแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ไปเลี้ยงดู” ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล ระบุ

พญ.อัมพร มองว่า ปัญหาเหล่านี้ที่เพิ่มมากขึ้นเป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย และจากรายงานพบว่าประเทศไทยมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มากถึง 90 ล้านเครื่อง ตรงนี้มองว่าถ้าใช้แบบที่ไม่เกิดประโยชน์ก็จะทำให้เกิดโทษได้

ดังนั้น การใช้อุปกรณ์เหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ ควรเข้าให้ถึงข้อมูลข่าวสาร ไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับข้อมูลที่เป็นพิษที่ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น เช่น เกมหรือโปรแกรมที่มีลักษณะเกี่ยวกับการต่อสู้ แข่งขัน ช่วงชิง ทำร้ายกัน ซึ่งตรงนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดว่า เทคโนโลยีก็ไม่ได้ให้ประโยชน์เสมอไป

ส่วนที่ปัจจุบันเด็กไทยรวมถึงทุกคนในสังคมนิยมเล่นโปรแกรมเฟซบุ๊ก ไลน์ หรือโซเชียลมีเดียอื่น ซึ่งก็มีแนวโน้มเข้าข่ายหมกมุ่นได้ ฉะนั้นมองว่าการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยให้ถูกวิธี ควรรู้เท่าทันก่อนการใช้ หรือควรเลือกศึกษาสื่อที่มีประโยชน์ โดยที่จะต้องมีวินัยในการใช้ด้วย นอกจากนี้ผู้ปกครอง ครู หรือผู้ที่เกี่ยวข้องควรช่วยอธิบายให้เด็กใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ และรู้จักควบคุมตัวเองในการใช้สื่อให้ได้

ขณะที่ปัจจัยที่ทำให้ไอคิวเด็กในเมืองสูงกว่าเด็กที่อยู่พื้นที่ห่างไกล พญ.อัมพร ชี้ว่า เด็กเมืองกับเด็กชนบทมีความแตกต่างกัน ซึ่งปัจจัยแรกมาจากด้านสังคม ทั้งระดับเศรษฐกิจ ระดับการเรียนรู้ ระดับการศึกษา ของสังคม ส่วนปัจจัยที่เกิดจากครอบครัวมาจากพันธุกรรมที่ติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิด การเลี้ยงดูที่หลากหลาย ฉะนั้นมองว่าปัจจัยเหล่านี้สังคมครอบครัวควรที่จะต้องเพิ่มอาหารทั้งทางกายและใจให้กับเด็กอย่างเหมาะสม

พญ.อัมพร

พญ.อัมพร เสนอแนะว่า แนวทางการป้องกันรักษา ในระดับครอบครัวควรดูแลให้เด็กได้รับอาหารกายที่มีโภชนาการเพียงพอ ส่วนอาหารใจครอบครัวควรให้ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจอย่างเหมาะสม ไม่ควรปล่อยปะละเลย ขณะที่ระดับสังคมภาครัฐควรช่วยเหลือเรื่องระบบสวัสดิการกับแม่ที่ยากจน และควรส่งเสริมให้สถานประกอบการเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ โดยทำให้เด็กมีความใกล้ชิดกับมารดา เช่น อาจมีการตั้งศูนย์ดูแลเด็กเล็กภายในบริษัทเพื่อทำให้เด็กได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่อย่างใกล้ชิด

สำหรับทางการแพทย์ขณะนี้ดำเนินการอยู่แล้ว ทั้งการช่วยเหลือสนับสนุนอาหารเสริมตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาเพื่อป้องกันโรค รวมถึงให้คำแนะนำทางด้านจิตเวชศาสตร์กับพ่อแม่และครอบครัวเพื่อไม่ให้เกิดความเครียด อบรมให้พ่อแม่มีความรู้ดูแลบุตรอย่างถูกวิธี ส่วนกลุ่มเด็กนอกระบบสาธารณสุขจะลงไปติดตามดูแลคุณภาพชีวิตความเสี่ยงของเด็กกลุ่มนี้ ขณะที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้สนับสนุนเงินช่วยเหลือกับพ่อแม่ในการเลี้ยงดู โดยปัจจุบันมีการให้เงินช่วยเหลือ 400 บาท/เดือน แต่อนาคตอาจปรับเพิ่มเป็น 600 บาท

พญ.อัมพร กล่าวอีกว่า กระทรวงศึกษาธิการควรจัดรูปแบบการสอนให้ถูกหลักเพื่อให้ไอคิวเด็กเกิดการพัฒนาทักษะทางความคิด กระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจอยากพัฒนา ไม่ควรมุ่งเน้นการอ่านเขียนเพียงอย่างเดียว ส่วนเด็กระดับที่โตขึ้น ไม่ควรปลูกฝังค่านิยมการเรียนวิชาสายสามัญเพียงอย่างเดียว แต่ควรต้องทำให้เกิดการเรียนรู้ในสายอาชีพ เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการงานในทุกพื้นที่อย่างแท้จริง

“การพัฒนาไอคิวเด็กภาพรวม ต้องมีความต่อเนื่อง ไม่ควรขาดช่วง โดยทุกหน่วยงานควรร่วมมือบูรณาการกันทำงาน เพราะเมื่อกระทรวงสาธารณสุขดูแลด้านสุขอนามัยในช่วงเด็กแล้ว เมื่อเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียน ทางกระทรวงศึกษาธิการควรเป็นเจ้าภาพ จัดกระบวนการหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความเชื่อมโยงส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้อย่างแท้จริง”พญ.อัมพร ระบุ

ช่วงท้าย ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล มองว่า สถานการณ์ไอคิวของเด็กในอนาคต ทิศทางจะเป็นไปตามพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ และระบบการศึกษาที่มีแนวโน้มดีขึ้น ฉะนั้นคิดว่าต้นทุนไอคิวของเด็กไทยจะดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรวางใจและต้องเฝ้าระวัง เพราะการสำรวจยังพบว่ารูปแบบการเลี้ยงเด็กส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังขาดการที่ให้เด็กเกิดความมานะ พยายาม ฝึกฝนทักษะในการแก้ปัญหา

ฉะนั้น เรื่องนี้ควรต้องทำให้เด็กไทยเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันให้ได้ โดยการพัฒนาครอบครัว การแพทย์ การศึกษา ต้องร่วมมือกันเดินไปในทิศทางเดียวกัน

 

คนโกงหนี…เลิกนับอายุความ เพิ่มอำนาจศาลเชิงรุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กันยายน 2559 เวลา 06:56 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452511

คนโกงหนี...เลิกนับอายุความ เพิ่มอำนาจศาลเชิงรุก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งเป้าหมายเอาไว้ และเมื่อไม่นานมานี้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งได้ให้ความเห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งจะเป็นเขี้ยวเล็บที่เสริมแข็งแกร่งในการทำงานกับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบที่เพิ่งมีการก่อตั้งไปก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดให้วิธีการพิจารณาคดีด้วยระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็วตามที่กำหนดในกฎหมายและข้อบังคับของประธานศาลฎีกา นอกจากนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจมีคำสั่งให้คู่ความที่ดำเนินกระบวนการพิจารณาไม่ถูกต้อง ดำเนินกระบวนการพิจารณาให้ถูกต้องได้ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนดด้วย

ที่สำคัญ มาตรา 10 บัญญัติเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีว่า “ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดำเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

ในกรณีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย ถ้าจำเลยหลบหนีไปในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษ มิให้นำบัญญัติมาตรา 98 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ”

อนึ่ง มาตรา 98 ของประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการกำหนดอายุความในกรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีหลังจากศาลพิพากษาเป็นที่สุด ดังนี้ 1.โทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิตหรือจำคุก 20 ปี มีอายุความ 20 ปี 2.โทษจำคุกกว่า 7 ปี แต่ยังไม่ถึง 20 ปี มีอายุความ 15 ปี 3.โทษจำคุกกว่า 1 ปี ถึง 7 ปี มีอายุความ 10 ปี 4.โทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีลงมาหรือโทษอย่างอื่น มีอายุความ 5 ปี

ดังนั้น การที่มาตรา 10 กำหนดให้ไม่ต้องนำมาตรา 98 ของประมวลกฎหมายอาญามาบังคับใช้ เท่ากับว่าถ้าผู้ต้องหาหลบหนีจะไม่หยุดการนับอายุความเอาไว้ จนกว่าจะได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีอีกครั้ง

ไม่เพียงเท่านี้ มาตรา 11 ยังระบุเพิ่มเติมจากที่มาตรา 10 กำหนดว่า “ในการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบตาม พ.ร.บ.นี้ ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยที่หลบหนีไปในระหว่างที่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และถ้าเป็นการหลบหนีในระหว่างการพิจารณาของศาล ไม่ว่าศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีหรือไม่ก็ตาม ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดตามหรือจับกุมจำเลยรายงานผลภายในระยะเวลาที่ศาลเห็นสมควร”

การพิจารณาของศาลจะเป็นระบบ 3 ศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

กำหนดให้การฟ้องต้องทำเป็นหนังสือและมีข้อความที่เป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นความผิดคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ และต้องระบุพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิด พร้อมทั้งชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปได้

ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานหรือบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา รวมทั้งมีอำนาจสั่งให้ประธานและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) หรือหน่วยงานหรือบุคคลใดตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แล้วรายงานให้ศาลทราบและจัดส่งพยานหลักฐานดังกล่าวต่อศาลภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด

ส่วนการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษานั้นจะต้องทำภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาชั้นต้นหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น เช่นเดียวกับการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอุทธรณ์ก็ต้องทำภายในหนึ่งเดือน

โดยการพิจารณาและวินิจฉัยจะดำเนินการด้วยองค์ผู้พิพากษาที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง ซึ่งประกอบด้วยรองประธานศาลฎีกา 1 คน และผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาอีกอย่างน้อย 3 คน การวินิจฉัยให้เป็นไปตามเสียงข้างมาก แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้บังคับตามความเห็นของฝ่ายที่เห็นควรรับฎีกา

ทั้งหมดนี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการกวาดล้างขบวนการทุจริต โดยศาลจะเข้ามาทำงานในเชิงรุกมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา

 

เถ้าแก่ต่างด้าว ยึดแผงค้าตลาดสดไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 15:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452484

เถ้าแก่ต่างด้าว ยึดแผงค้าตลาดสดไทย

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ช่วงเวลาที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การเป็นประเทศไม่ติดกับดักรายได้ปานกลาง ดูเหมือนหลายปัจจัยยังคงเป็นข้อจำกัด โดยเฉพาะแรงงานสะท้อนให้เห็นจากตัวเลขอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำติดต่อกันมาหลายปี ขณะที่ข้อจำกัดดังกล่าวบีบให้ไทยจำเป็นต้องใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานแทนแรงงานคนไทยที่หายาก โดยเฉพาะงานประเภทที่เป็นงานหนักและมีความเสี่ยง

รายงานการย้ายถิ่นของประเทศไทยฉบับปี 2557 ได้ประมาณการประชากรต่างด้าวในประเทศไทย พ.ศ. 2556 ทั้งสิ้น 3.68 ล้านคน เป็นผู้พํานักอาศัย 428,827 คน หรือ 11.6% พํานักและทํางาน 3.25 ล้านคน หรือ 88.4% หรือประมาณ 8% ของกําลังแรงงานในไทยในข้อมูลจํานวนคนต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทํางานคงเหลือทั่วประเทศล่าสุด ณ เดือน ก.ค. 2559 อยู่ที่ 1.56 ล้านคน เทียบกับ 1.44 ล้านคน ณ สิ้นปี 2558 โดยแยกเป็นแรงงานที่อยู่ในกรุงเทพฯ 45% ภูมิภาคอื่นๆ 55% ส่วนใหญ่เป็นแรงงานชั่วคราวรอการพิสูจน์สัญชาติ 989,374 คน และชั่วคราวนําเข้าตาม MOU 279,311 คน และจากทั้งหมดที่ได้รับอนุญาตนี้ 88.2% เป็นแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศ เช่น เมียนมา กัมพูชา และ สปป.ลาว รวม 88.2% หรือส่วนใหญ่เป็นกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม)

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่แตกต่างกันค่อนข้างมากระหว่างจำนวนผู้ที่ได้รับอนุญาต กับข้อมูลประมาณการจำนวนแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย เป็นการชี้ให้เห็นว่ายังมีแรงงานต่างด้าวจํานวนมากที่ยังไม่ทราบสถานภาพของการทํางาน ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งเป็นลูกจ้างโดยไม่ถูกกฎหมาย การประกอบอาชีพผิดกฎหมาย

เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ร่วมกับบริษัทศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจได้ดำเนินการสำรวจ “การประกอบอาชีพค้าขายรายย่อยของแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย” รวบรวมข้อมูลระหว่างวันที่ 4 พ.ค.-22 มิ.ย. 2559 ได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งมีมาตรการป้องกันปัญหาที่จะตามมาในอนาคต

รายงานของ สศช. ระบุให้เห็นว่า ขณะนี้แรงงานต่างด้าวไม่เพียงแต่เข้ามาทำงานในขอบข่ายที่ทางการไทยอนุญาต แต่เริ่มมีการประกอบอาชีพอิสระที่หลากหลายและจำนวนมากที่เข้ามาประกอบอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย โดยเฉพาะอาชีพค้าขายรายย่อย ซึ่งการรวบรวมข้อมูลจากพื้นที่ตัวอย่าง 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร เชียงใหม่ นครราชสีมา หนองคาย ชลบุรี และสงขลา นั้น พบว่าแรงงานต่างด้าวมีการค้าขายในทุกระดับตั้งแต่ในศูนย์สรรพสินค้า ตลาดนัด ตลาดสด และตลาดชุมชน

เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบร้านค้าที่เปิดขายทั้งสิ้น 10,453 ร้าน/แผง อยู่ในศูนย์สรรพสินค้า 1,480 ร้าน ตลาดนัด 8,497 ร้าน/แผง ตลาดสด 321 ร้าน/แผง และตลาดชุมชน 155 ร้าน/แผง ในนี้พบว่ามีร้านค้าที่มีคนต่างด้าวเป็นเจ้าของ 102 ร้าน หรือ 6.9% 149 ร้าน/แผง หรือ 1.8% 67 ร้าน/แผง 20.9% และ 15 ร้าน/แผง 9.7% แต่จะพบมากในตลาดสดและตลาดชุมชน เนื่องจากความง่ายในการเข้าถึงสถานที่ และในผลสำรวจก็ระบุว่าผู้ค้าส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าการค้าขายเป็นอาชีพสงวนของคนไทย จากการสอบถามคนต่างด้าว 424 ราย มีเพียง 1 ใน 4 รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ผิดกฎหมาย และส่วนใหญ่ของคนที่รู้คือผู้ค้าต่างด้าวที่เป็นเจ้าของกิจการ

ด้าน สศช.ระบุถึงสิ่งที่ต้องปรับปรุงเพื่อควบคุมการประกอบอาชีพของคนต่างด้าว ได้แก่ 1.ข้อกำหนดงานอาชีพสำหรับคนต่างด้าวไม่สอดคล้องกับสภาพความต้องการใช้แรงงาน 2.การขาดการรับรู้ด้านกฎหมายของทั้งแรงงานต่างด้าวและพ่อค้าแม่ค้าไทยจํานวนไม่น้อยที่ขาดความตระหนักไปให้ความร่วมมือกับแรงงานต่างด้าว 3.ยังมีช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมายเห็นได้จากผู้ค้าต่างด้าวที่ถูกจับแต่ก็ยังสามารถกลับมาขายได้อีก ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงยังขาดการให้ความสําคัญกับนายหน้าหรือกลุ่มทุนที่เป็นแหล่งใหญ่ของการลักลอบนําเข้าแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

4.การมีข้อจำกัดในการใช้ข้อมูลร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานจนกลายเป็นมีช่องโหว่ เช่น ขาดการบันทึกข้อมูลประวัติการทําผิดของแรงงานต่างด้าว ทําให้ผู้ถูกส่งกลับประเทศสามารถกลับเข้ามาประกอบอาชีพค้าขายใหม่ในประเทศไทยได้อีก และที่สำคัญยังขาดข้อมูลความต้องการแรงงานต่างด้าวในเชิงปริมาณและอาชีพที่ชัดเจน ส่งผลต่อการกําหนดจํานวนแรงงานต่างด้าวและอาชีพที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความต้องการแรงงานต่างด้าวในประเทศและการบริหารจัดการในส่วนที่เกี่ยวข้อง และ 5.ความซับซ้อนของขั้นตอนการบริหารจัดการต้องพึ่งพานายหน้าทําให้เสียค่าใช้จ่ายสูง เป็นสาเหตุให้แรงงานต่างด้าวบางส่วนไม่เลือกขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง

ทว่า แม้จากรายงานการสำรวจจะระบุว่าการมีผู้ค้ารายย่อยต่างด้าวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะยังไม่สร้างผลกระทบที่ชัดเจนเพราะผู้ค้ารายย่อยที่เป็นคนไทยเองก็มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้บรรยากาศการค้าขายคึกคัก ส่วนข้อเสียก็คือการแย่งอาชีพคนไทย

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่สำรวจตลาดสด นฤมล ธรรมวัฒนะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สุวพีร์ ธรรมวัฒนะ เจ้าของตลาดยิ่งเจริญ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับภาครัฐจะต้องการแก้ไขปัญหาอย่างไร หากต้องการจัดระเบียบก็ต้องทำให้คนต่างด้าวมีที่ทำกินที่ถูกกฎหมาย ซึ่งก็ต้องอยู่กับ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เช่น หากมีแผงขายผักจะเข้าข่ายกฎหมายธุรกิจต่างด้าวหรือไม่ หากเปิดกว้างตลาดยิ่งเจริญมีแผงลอยรองรับอยู่แล้ว ปัจจุบันมี 2,000 แผง

แหล่งข่าวจากผู้ค้าในย่านตลาดบางแค ตลาดสดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่สุดในย่านบางแค เปิดเผยว่า เดิมแรงงานเมียนมาเป็นเพียงลูกจ้างของพ่อค้าแม่ค้าในตลาด จนเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้วเริ่มเห็นว่ามีชาวเมียนมาจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเจ้าของแผงเอง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนกว่า 30% ของผู้ค้าทั้งตลาดที่มีเจ้าของแผงเป็นชาวเมียนมา ส่วนใหญ่จะเป็นแผงด้านในตลาด ได้แก่ แผงปลา แผงผัก และแผงไก่สด ส่วนแผงหมูและแผงของชำยังเป็นคนไทย และมีลูกจ้างเป็นชาวเมียนมา ส่วนแผงด้านนอกบริเวณหน้าตลาดบางแคริมถนนเพชรเกษมเจ้าของแผงยังคงเป็นคนไทย

สำหรับชาวเมียนมาที่เป็นเจ้าของแผงในตลาด เดิมเป็นลูกจ้างตามแผงต่างๆ ทำงานเก็บเงินมายาวนานจนมีทุนที่จะเซ้งแผงเป็นของตัวเอง ส่วนคนไทยเจ้าของแผงเดิมก็มีทั้งปล่อยเช่าช่วงต่อให้ชาวเมียนมาทำต่อแล้วเก็บค่าเช่า หรือใช้วิธีรับเงินก้อนใหญ่ให้ชาวเมียนมาเซ้งแผงทำต่อไป ซึ่งปัจจัยสำคัญที่คนไทยไม่ทำต่อ เพราะลูกหลานพ่อค้าแม่ค้าไม่อยากทำต่อแล้ว เรียนหนังสือแล้วก็หางานประจำทำ และมีบางส่วนที่ชาวเมียนมาที่ทำงานในย่านนี้ ชวนเครือข่ายเพื่อนและญาติที่มหาชัยมาเช่าแผงแล้วนำปลาสดมาขาย

อารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐผู้ที่ทำงานคลุกคลีในด้านนี้มานาน อธิบายฉายภาพว่า การที่คนต่างด้าวเข้ามาในประเทศไทยมีมานานตั้งแต่โบราณ เนื่องจากประเทศไทยมีชายแดนติดกับประเทศอื่น ซึ่งการติดต่อเริ่มแรกมาจากการค้าขายบริเวณชายแดน จากนั้นกาลเวลาเปลี่ยนไปไทยเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2537

จากนั้นจึงมีการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามา โดยเริ่มจากงานภาคประมง ต่อมารัฐบาลมีนโยบายจัดระเบียบอยู่เป็นระยะ จากนั้นจึงเกิดการขยายตัวจากแรงงานภาคประมงทะเล ได้แปรสภาพเป็นแรงงานกรรมกรให้กว้างขึ้น และมีข้อยกเว้นให้ทำงานได้ อาทิ กรรมกรประเภทต่างๆ งานรับใช้ในบ้าน อุตสาหกรรมเกษตร แปรรูปสัตว์น้ำ แต่ไม่สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่คนไทยไม่นิยมทำ เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ ก็ผันตัวจากลูกจ้างมาเป็นผู้ประกอบกิจการ เป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กในตลาด ซึ่งตรงนี้นอกจากทำให้คนต่างด้าวมีชีวิตความเป็นอยู่ส่วนตัวที่ดีขึ้นแล้ว ก็ยังได้การยอมรับจากกลุ่มแรงงานต่างด้าวด้วยกันอีก

อธิบดีกรมการจัดหางาน ระบุว่า การป้องกันแก้ปัญหาในเรื่องนี้ที่ผ่านมามีการติดตามตรวจสอบอยู่ตลอด ซึ่งจะลงไปดูทุกพื้นที่ที่มีปัญหาตามย่านการค้า แหล่งท่องเที่ยว กับมัคคุเทศก์เถื่อน ทัวร์ศูนย์เหรียญ รวมไปถึงการปล่อยเงินกู้นอกระบบ ซึ่งมีการตรวจสอบจับกุมอยู่ตลอด เห็นได้จากช่วงหลังมา แขกชาวอินเดียที่ผิดกฎหมาย มีจำนวนปริมาณลดการกระทำผิดก็ลดลง แต่การทำงานในพื้นที่ต้อง บูรณาการกับทุกฝ่าย เพราะเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานทำงานลักษณะสืบสวนสอบสวนคงไม่ได้ ส่วนแผนการแก้ปัญหาระยะยาว ขณะนี้ไทยกำลังวางแนวทางยุทธศาสตร์ การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวปี 2560-2565 ซึ่งเชื่อว่าเมื่อนำมาปรับใช้จะทำให้การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวในกิจการตามพื้นที่ต่างๆ ของไทย สามารถกำกับดูแลได้ดีมากยิ่งขึ้น

 

กางเอกสาร”ทัพเรือ” ทำไมประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 13:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452478

กางเอกสาร"ทัพเรือ" ทำไมประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ?

กองทัพเรือเผยแพร่เอกสารชี้แจงความจำเป็นในการมีเรือดำน้ำเนื่องในโอกาส 79ปี วันเรือดำน้ำไทย 4 ก.ย. ด้าน “บิ๊กป้อม” มั่นใจได้ซื้อในรัฐบาลนี้

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. กองทัพเรือ (ทร.) ได้เผยแพร่เอกสาร “ความจำเป็นในการมีเรือดำน้ำ ในโอกาส 79ปี วันเรือดำน้ำไทย 4 กันยายน” โดยเอกสารดังกล่าว ระบุว่า ความต้องการที่จะมีเรือดำน้ำ เข้าประจำการในกองทัพเรือไทยมีมานานกว่า 100 ปี มาแล้ว

สำหรับเนื้อหาภายในเอกสารดังกล่าวมีดังนี้

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงถวายบันทึกรายงานความเห็นเรื่อง เรือ  “ส” (หมายถึงเรือดำน้ำ “ส” คือ Submarine) ต่อ นายพลโท พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสิงหวิกรมเกรียงไกร เสนาธิการทหารเรือ เมื่อ พ.ศ.2458 ว่าการมีเรือ “ส” ในประเทศไทยมีได้แน่และจะได้ประโยชน์ดังความตอนหนึ่งว่า

“ถ้าเรามีเรือ ส แล้ว ข้าศึกจะต้องนึกถึงเรือ ส ของเราด้วยในเวลาที่เขาจะจัดกองทัพเข้ามาตีกรุงสยามสงครามคราวนี้ได้แสดงให้เห็นความสำคัญของเรือ ส เพราะฉะนั้นเพื่อจะหนีอันตรายเรื่องเรือ ส ข้าศึกคงไม่ส่งเรือใหญ่เข้ามาเพื่อให้เป็นเป้าแก่เรือ ส ได้”

จนกระทั่งกองทัพเรือได้จัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 4 ลำ ในปี พ.ศ.2477 โดยได้มีการเสนอพระราชบัญญัติบำรุงกำลังกองทัพเรือต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกองทัพเรือ ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาโครงการบำรุงกองทัพเรือ และได้คัดเลือกแบบเรือดำน้ำของบริษัทมิตซูบิชิ ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 4 ลำ ซึ่งทั้ง 4 ลำนี้ เป็นเรือดำน้ำขนาดเล็ก สำหรับใช้รักษาชายฝั่ง ได้รับพระราชทานชื่อจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ว่า เรือหลวงมัจฉานุ เรือหลวงวิรุณ เรือหลวงสินสมุทร และเรือหลวงพลายชุมพล

โดย เรือหลวงมัจฉานุ และเรือหลวงวิรุณ ได้ต่อเสร็จสมบูรณ์ก่อนสองลำแรก และได้ทำพิธีส่งมอบให้แก่ กองทัพเรือ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2480 ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือและนักดำเรือดำน้ำแห่งราชนาวีจึงได้ถือเอาวันที่ 4 กันยายน ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกเรือดำน้ำไทย

ในอดีตเรือดำน้ำเคยช่วยทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการถูกยึดครอง และ เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ในกรณีพิพาทไทย–อินโดจีนมาแล้ว และจากประวัติการรบกับฝรั่งเศสจนเกิดยุทธนาวี ที่เกาะช้างที่กองทัพเรือต้องเสีย ร.ล.ธนบุรี ร.ล.ชลบุรี และ ร.ล.สงขลาไปนั้น มีหลักฐานว่าฝรั่งเศสระแวงเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยอย่างมาก หลังจากต่อตีเรือของกองทัพเรือแล้ว จึงรีบถอนกำลังทางเรือกลับทันที

ต่อมาเรือดำน้ำของกองทัพเรือได้ถูกปลดประจำการไปพร้อมกันเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2494 จึงทำให้ประเทศไทยขาดรั้วที่สำคัญไปหนึ่งด้าน มาเป็นเวลากว่า 64 ปี จึงถือเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางทะเล ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคปัจจุบัน

เรือดำน้ำกับความมั่นคงในสถานการณ์และภัยคุกคามปัจจุบัน

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผลประโยชน์ทางทะเลคิดเป็นมูลค่าประมาณ 24 ล้านล้านบาทต่อปี และนับวันจะทวีมูลค่ามากขึ้นในอนาคต

ดังนั้น การปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล โดยการเสริมสร้างกำลังทางเรือจึงเป็นความจำเป็น เพื่อให้มีกำลังทางเรือที่สมดุลทัดเทียมกันในภูมิภาค หรือ เพื่อให้มีศักยภาพในการรบที่ใกล้เคียงกันหรือเหนือกว่า

ทั้งนี้ในปัจจุบันประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้เสริมสร้างกำลังทางเรือเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกำลังเรือดำน้ำ ทำให้เมื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถของกำลังทางเรือแล้ว กองทัพเรือมีความเสียเปรียบอย่างยิ่ง จึงมีความจำเป็นต้องจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการ เพราะการมีเรือดำน้ำเท่านั้น จึงจะรักษาสมดุลย์กำลังทางเรือในการรักษาความมั่นคงทางทะเลในปัจจุบันได้

โดยเรือดำน้ำ ถือเป็นเรือรบที่มีศักยภาพสูงที่สุดในบรรดาเรือรบด้วยกัน เป็นอาวุธที่มองไม่เห็น ตรวจจับยาก ปฏิบัติการได้ไกล และมีอำนาจการทำลายรุนแรง สามารถสร้างความยำเกรงให้กับฝ่ายตรงข้ามที่มีกำลังทางเรือเหนือกว่าอย่างมากได้

เรือดำน้ำจึงเป็นตัวคูณกำลังหรือ Force Multiplier ซึ่งจะเข้ามาเสริมเติมเต็ม ให้กองทัพเรือมีขีดความสามารถครบทุกมิติ คือ ผิวน้ำ ใต้น้ำ และ ในอากาศ ด้วย

คุณสมบัติของเรือดำน้ำ ที่สามารถซ่อนพรางอยู่ใต้น้ำได้ ทำให้ไม่มีใครสามารถหาเจอหรือพิสูจน์ทราบได้ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามกังวลและยำเกรงอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมของกำลังรบ หากเกิดความขัดแย้งและสถานการณ์ที่อ่อนไหวระหว่างประเทศที่อาจเกิดขึ้นด้วยสาเหตุที่คาดไม่ถึง

ดังนั้น การที่กองทัพเรือมีความพร้อมในการรบทุกๆ ด้าน จะทำให้ประเทศมีความมั่นใจในการรักษาอธิปไตยของชาติได้เป็นอย่างดี

เรือดำน้ำกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

ประเทศไทยมีการนำเข้า-ส่งออก สินค้าทางทะเลสูงถึงร้อยละ 95 มีเรือสินค้าผ่านเข้าออกอ่าวไทยปีละประมาณ 15,000 ลำ โดย อ่าวไทย ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางคมนาคม ที่มีการนำเข้า-ส่งออกสินค้าที่สำคัญที่เชื่อมทวีปยุโรป เอเชีย และอเมริกา เข้าไว้ด้วยกัน โดยผ่านทางช่องแคบมะละกา ซึ่งหากเกิดปัญหาการปิดล้อมพื้นที่หรือข้อพิพาททางทะเลไม่ว่าที่ใด ย่อมส่งผลกระทบต่อการคมนาคมทางทะเลโดยตรง ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก

ทั้งนี้อ่าวไทย เป็นพื้นที่ มีความเสี่ยงสูงทางด้านภูมิศาสตร์ในการที่จะถูกปิดอ่าวหรือขัดขวางการใช้เส้นทางเดินเรือ เนื่องจากปากอ่าวมีความกว้างประมาณ 200 ไมล์ทะเล หรือ 400 กิโลเมตร หากเกิดกรณีพิพาทหรือความขัดแย้งกับต่างประเทศขึ้น การถูก ปิดอ่าวจะทำให้การขนส่งทางทะเลสายนี้หยุดชะงักทันที ส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดความเสียหาย อย่างไม่สามารถประเมินค่าได้ 

แม้ว่ากองทัพเรือจะมีเรือผิวน้ำและอากาศยาน ในการสกัดกั้นการรุกรานทางทะเลอยู่แล้ว แต่การประกอบกำลังทางเรือที่สมบูรณ์จะต้องมีครบทั้ง 3 มิติ เพราะในมิติใต้น้ำ ต้องใช้เรือดำน้ำในการปราบเรือดำน้ำด้วยกัน สำหรับยามปกติ เรือดำน้ำจะทำหน้าที่ป้องปรามไม่ให้เรือใดๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามคิดเข้ามารุกรานประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นรั้วให้กับประเทศ เรือดำน้ำจึงเปรียบเสมือนกองกำลังใต้น้ำที่จะสร้างความน่าเกรงขามให้กับประเทศไทย

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายคนมองว่าคงจะไม่เกิดสงครามในระยะใกล้นี้ แต่ความขัดแย้งในทะเลยังคงมีอยู่และไม่มีใครยืนยันได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายไปถึงขั้นการใช้กำลัง ต่อกันเมื่อใด

การมีเรือดำน้ำจึงเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้เกิดสงคราม ซึ่งการรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคจึงมีความจำเป็น เพื่อให้มีการยับยั้งชั่งใจในการใช้กำลังทางเรือและนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่มีความทัดเทียมกัน

ในแง่ความเหมาะสมทางภูมิศาสตร์ นั้นประเทศไทยมีแผ่นดินติดกับทะเล 2 ด้าน คือ ด้านตะวันตกเป็นทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกา ส่วนด้านตะวันออกเป็นอ่าวไทย มีพื้นที่ทางทะเลประมาณ 320,000 ตารางกิโลเมตร มีความลึกเฉลี่ยที่ประมาณ 50 เมตร ความลึกที่สุดอยู่บริเวณกลางอ่าว ประมาณ 85 เมตร ความใสของน้ำสามารถเห็นได้ลึกสุดไม่เกิน 16 เมตร

จากพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างและสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการซ่อนพรางของเรือดำน้ำ ทำให้การค้นหาเรือดำน้ำด้วยสายตาจากบริเวณผิวน้ำ หรืออากาศยาน เป็นไปด้วยความยากลำบาก เรือดำน้ำจึงสามารถเข้ามาปฏิบัติการในอ่าวไทยได้ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่จำเป็นต่อการพิทักษ์ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

ในอดีตช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เรือดำน้ำ USS Sealion ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เคยเข้ามาจมเรือหลวงสมุย ขณะกำลังลำเลียงน้ำมันจากสิงคโปร์บริเวณอ่าวไทยตอนใต้

ส่วนในปัจจุบันเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของกองทัพเรือสหรัฐซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าในอดีตมาก ก็เข้ามาฝึกกับกองทัพเรือในอ่าวไทยเป็นประจำ โดยสามารถปฏิบัติการใต้น้ำในอ่าวไทยได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เรือดำน้ำยุคใหม่ จะมีอุปกรณ์การเดินเรือที่ทันสมัย มีระบบรักษาความลึกขณะดำน้ำโดยอัตโนมัติที่มีความเที่ยงตรงสูง ดังนั้นการปฏิบัติการในเขตน้ำตื้นถือเป็นเรื่องปกติของเรือดำน้ำ เพราะในบางภารกิจเรือดำน้ำจำเป็นต้องเข้าใกล้ฝั่งมาก ในอ่าวไทยมีน้ำลึกเฉลี่ย 50 เมตร จึงไม่ใช่อุปสรรคในการปฏิบัติการของเรือดำน้ำปัจจุบัน และการมองเห็นจากเครื่องบินเมื่อเรือดำน้ำดำลึกกว่า 20 เมตรก็ไม่สามารถมองเห็นได้

จากเหตุผลความจำเป็นที่กล่าวมาทั้งหมดดังที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าการจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพเรือ มีความจำเป็น ในการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ด้วยการเพิ่มศักยภาพของกำลังทางเรือของกองทัพเรือให้ทัดเทียมประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคให้มีความสมดุล ซึ่งนับว่ามีความคุ้มค่าอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติทางทะเลที่ยั่งยืนตลอดไป

ในอดีตการทำสงครามจะทำกันเฉพาะบนบกกับในทะเลบริเวณเหนือผิวน้ำเท่านั้น ส่วนการรบทางอากาศกับใต้น้ำนั้นยังไม่มีเนื่องจากวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีสมัยนั้นยังไม่มี ความเจริญก้าวหน้าดังเช่นปัจจุบันที่ได้มีการทำสงครามเต็มรูปแบบทั้ง 4 มิติ ดังนั้น องค์ประกอบของกำลังรบในกองทัพปัจจุบัน จึงต้องมีทั้งกำลังทางบก กำลังทางเรือ และกำลังทางอากาศ โดยเฉพาะกำลังทางเรือนั้น ต้องมีทั้งในส่วนของเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ ซึ่งกองทัพในนานาอารยประเทศต่างก็ได้มีการพัฒนากำลังรบดังกล่าวให้มีความเข้มแข็งเพื่อที่จะสามารถปฏิบัติภารกิจในการป้องกันอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานาวิกานุภาพของกองทัพเรือไทยได้มีการเสริมสร้างกำลังทางเรือ อาทิ เรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เรือส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ เรือฟริเกต เรือคอร์เวต เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง เรือยกพลขึ้นบก เรือล่าทำลายทุ่นระเบิด และกำลังอากาศนาวีอีกจำนวนหนึ่ง เรียกได้ว่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอีกหลายประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

การที่ประเทศไทยไม่มีเรือดำน้ำนั้น ทำให้เสียเปรียบบางประเทศที่มีเรือดำน้ำ เนื่องจากเรือดำน้ำเป็นอาวุธเชิงรุกที่สามารถข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการที่จะส่งเรือรบผิวน้ำเข้ามาประชิดยังทะเลอาณาเขตจึงต้องใช้ความระมัดระวังที่สูงมาก ซึ่งสร้างความหวาดหวั่นแก่ฝ่ายตรงข้ามอยู่ไม่น้อย แม้ว่าเรือดำน้ำจะเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีราคาสูงมากเมื่อเทียบกับยุทโธปกรณ์แบบอื่น ๆ

แต่ก็ถือว่ามีความจำเป็นที่รัฐบาลควรจะให้ความสนใจ และจัดหาไว้เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่ากำลังทางเรือของไทยจะสามารถปกปักรักษาอธิปไตยของชาติทางทะเลได้อย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม การจัดหาเรือดำน้ำต้องมีการใช้ระยะเวลา เพราะการต่อเรือและการฝึกกำลังพลให้พร้อม ต้องใช้เวลานาน 7 ถึง 10 ปี กองทัพเรือจึงต้องเร่งขจัดความเสี่ยงต่อความล่อแหลมที่อาจจะเกิดขึ้นได้นี้ ด้วยการเริ่มโครงการจัดหาเรือดำน้ำตั้งแต่ปี 2558 นี้ เนื่องจากประเทศต่างๆ ในภูมิภาค ล้วนแล้วแต่มีเรือดำน้ำเข้าประจำการเป็นส่วนใหญ่ จึงมีขีดความสามารถที่เหนือกว่ากองทัพเรือไทยไปล่วงหน้า 8 – 10 ปี

ประเทศสิงคโปร์ ปัจจุบันมีเรือดำน้ำประจำการ 6 ลำ และกำลังต่อเพิ่มอีก 2 ลำ

ประเทศเวียดนามสั่งต่อเรือดำน้ำจากรัสเซียจำนวน 6 ลำ ขณะนี้เข้าประจำการแล้ว 4 ลำ

ประเทศอินโดนีเซียมีเรือดำน้ำประจำการ 2 ลำ กำลังต่อเพิ่มที่เกาหลีใต้อีก 3 ลำ

ประเทศมาเลเซียปัจจุบันมีเรือดำน้ำประจำการ 2 ลำ เป็นต้น

กองทัพเรือ ได้เสนอโครงการจัดหาเรือดำน้ำจำนวน 3 ลำ ใช้งบประมาณ 36,000 ล้านบาท หากมองระยะยาวเมื่อนับอายุการใช้งานของเรือดำน้ำที่มีอย่างน้อย 30 ปีรวมกับค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการต่อปีแล้ว คิดเป็นเพียง 0.006% ของผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

การจัดซื้อเรือดำน้ำจึงมีความคุ้มค่า เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งหากการคมนาคมขนส่งทางทะเลมีความมั่นคง ก็จะสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจในด้านการลงทุนได้เป็นอย่างดี

สำหรับยามปกติ เรือดำน้ำจะทำหน้าที่ป้องปรามไม่ให้เรือใดๆ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามคิดเข้ามารุกรานประเทศไทย เปรียบเสมือนเป็นรั้วให้กับประเทศ เรือดำน้ำจึงเปรียบเสมือนกองกำลังใต้น้ำที่จะสร้างความน่าเกรงขามให้กับประเทศไทย จากสถานการณ์ปัจจุบันที่หลายคนมองว่าคงจะไม่เกิดสงครามในระยะใกล้นี้

แต่ความขัดแย้งในทะเลยังคงมีอยู่และไม่มีใครยืนยันได้ว่าสถานการณ์จะไม่บานปลายไปถึงขั้นการใช้กำลัง ต่อกันเมื่อใด

การมีเรือดำน้ำจึงเป็นเครื่องมือประเภทหนึ่งที่จะป้องปรามไม่ให้เกิดสงคราม ซึ่งการรักษาดุลกำลังทางเรือในภูมิภาคจึงมีความจำเป็น เพื่อให้มีการยับยั้งชั่งใจในการใช้กำลังทางเรือและนำไปสู่การเจรจาต่อรองที่มีความทัดเทียมกัน

ทั้งนี้การพิจารณาคัดเลือกเรือดำน้ำของกองทัพเรือ นั่นได้ดำเนินการคัดเลือกเรือดำน้ำ โดยพิจารณาจากความเหมาะสมในหลายๆ ด้านทั้งในด้านสมรรถนะและขีดความสามารถ ความปลอดภัย การบำรุงรักษา ส่วนสนับสนุนบนบก การฝึกกำลังพล และอื่นๆ ที่ประเทศผู้ผลิตจะเสนอภายในวงเงินที่กำหนด

โดยกองทัพเรือได้พิจารณาข้อเสนอจากประเทศต่างๆ รวม 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส รัสเซีย สวีเดน และเยอรมนี

โดยผู้ผลิตจากจีนเป็นรายเดียวที่เสนอเรือดำน้ำ จำนวน 3 ลำ ในวงเงิน 36,000 ล้านบาท

ในขณะที่รายอื่นเสนอเพียงจำนวน 2 ลำ แต่ก็มิได้เป็นเหตุผลเดียว ที่นำมาตัดสิน หากแต่ได้มีการคำนึงถึงในทุกประเด็นที่กล่าวข้างต้น

ในส่วนของสมรรถนะและขีดความสามารถ ของเรือดำน้ำจีนที่กองทัพเรือพิจารณาจัดหานี้ มีระบบ AIP (Air Independent Propulsion) ทำให้สามารถปฏิบัติการใต้น้ำได้นาน โอกาสที่จะถูกตรวจจับจึงต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเรือดำน้ำประเทศอื่นที่อยู่ในน้ำได้อย่างมาก 4-5 วัน จึงต้องโผล่ขึ้นมาทำการชาร์จแบตเตอรี่

แต่เรือดำน้ำจีนสามารถอยู่ใต้น้ำได้เป็นเวลานาน 21 วัน โดยไม่ต้องขึ้นมาจากน้ำ ซึ่งหากในสถานการณ์รบที่ยืดเยื้อ หรือสถานการณ์คับขัน เรือดำน้ำ ที่อยู่ใต้น้ำได้นานโดยไม่ต้องขึ้นมาเปิดเผยตัวจะได้เปรียบทางการรบมากกว่า

นอกจากนั้น เรือดำน้ำจีน ยังมีการติดตั้งระบบอาวุธที่ครบถ้วนหลายชนิดมาพร้อมกับเรือ ได้แก่ อาวุธปล่อยนำวิถีที่สามารถยิงจากใต้น้ำสู่เป้าหมายเรือรบผิวน้ำ และยังสามารถยิงเป้าหมายบนฝั่งได้ รวมทั้งอาวุธตอร์ปิโด และทุ่นระเบิด จึงทำให้มีขีดความสามารถที่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่นที่เสนอมา

นอกจากนี้ อุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับกำลังพลในการขึ้นสู่ผิวน้ำแบบฉุกเฉิน ก็ใช้อุปกรณ์ของยุโรป จึงมีความมั่นใจในความปลอดภัยของกำลังพลเช่นเดียวกันกับเรือดำน้ำของยุโรป

สำหรับความปลอดภัยของตัวเรือนั้น เรือเป็นแบบตัวเรือ 2 ชั้น (Double Hull) มีกำลังลอยสำรองสูงกว่าแบบตัวเรือชั้นเดียว (Single Hull) มีการออกแบบผนังกันน้ำภายในเรือและช่องทางออกจากตัวเรือที่สมบูรณ์ และช่องทางออกของเรือดำน้ำสามารถเชื่อมต่อกับยานกู้ภัยใต้น้ำได้ตามมาตรฐานนาโต้ จึงนับว่ามีความปลอดภัยอยู่ในเกณท์ที่ดี

สำหรับในด้านการบำรุงรักษาเรือ ทางบริษัทผู้สร้างเรือจะรับประกันอุปกรณ์ทุกระบบเป็นเวลา 2 ปี ซึ่งมากกว่าของประเทศอื่นๆ ที่รับประกันเพียง 1 ปี และสนับสนุนอะไหล่เป็นเวลาถึง 8 ปี แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพของอุปกรณ์ต่างๆ นอกจากนี้ ทางบริษัทฯ ยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเรือดำน้ำให้ กำลังพล ทร.อีกด้วย

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้า โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำจีน ของ ทร. ว่า ถ้ามีเงิน ก็ซื้อ ถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่ซื้อ

ส่วนจะได้ซื้อในรัฐบาล นี้หรือไม่ นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ก็น่าจะได้นะ ถ้างบประมาณ ผ่าน สภา สนช. ก็ค่อยว่ากัน”

 

ชำแหละพฤติการณ์ “ทหาร-ตำรวจเก๊” มิจฉาชีพในเครื่องแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 21:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/452038

ชำแหละพฤติการณ์ "ทหาร-ตำรวจเก๊" มิจฉาชีพในเครื่องแบบ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวการจับกุมผู้ต้องหาแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง

พฤติการณ์ของคนกลุ่มนี้คือ จะแต่งชุดเครื่องแบบสีเขียวสีกากี ติดยศปลอม วางก้ามอวดเบ่ง ข่มขู่รีดไถประชาชน จนมีผู้ตกเป็นเหยื่อสูญเสียทรัพย์สินรายแล้วรายเล่า เพราะความหวาดกลัว

คำถามก็คือ วันที่ตำรวจ-ทหารเก๊อาละวาดไปทั่วเมือง ประชาชนตาดำๆอย่างเราจะรับมือ”มิจฉาชีพในเครื่องแบบ”เหล่านี้อย่างไร

มีเงิน2,000ก็ปลอมเป็นตำรวจ-ทหารได้?

รับรู้กันดีว่า เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องหมายระบุยศตำแหน่ง ตราประทับ จนถึงสติ๊กเกอร์ของหน่วยงานราชการ มีวางจำหน่ายให้แก่บรรดาข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม โดยเฉพาะบริเวณด้านหลังกระทรวงกลาโหม ถนนอัษฎางค์ เขตพระนคร ถือเป็นแหล่งกระจายสินค้าประเภทเครื่องแบบข้าราชการที่ใหญ่ที่สุด

เจริญ ถาเเก้ว ผู้ดูเเลร้าน “สยามภัทร 2”  เปิดเผยว่า คนขายที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานจะทราบดีว่า คนไหนตัวคือเจ้าหน้าที่ตัวจริง คนไหนเป็นตัวปลอม

“บางคนเข้ามาซื้อปลอกใส่ปืน แต่ดันหยิบปืนอัดลมขึ้นมาโชว์ พวกนี้มันส่อพฤติการณ์ กลิ่นไม่ค่อยดี บางคนมาซื้อกุญแจมือ แต่ดันพูดว่า ‘ขอซื้อที่ล็อกหน่อย’ ซึ่งเป็นคำศัพท์ไม่ใช่ตำรวจทหารพูดกัน อีกจุดสังเกตคือถุงเท้า ตำรวจตัวจริงขาดถุงเท้าไม่ได้ต้องใส่ตลอด หรือข้าราชการตัวจริง เวลามาซื้อของมักมากัน 2-3 คนหรือมาเป็นกลุ่ม พูดจาฉะฉาน รู้เรื่อง บอกความต้องการชัดเจน เอาเสื้อพราง ชุดเกราะ เปลสนาม อะไรก็ว่าไป ไม่อึกอัก ขณะที่ตัวปลอม บางคนเราถามว่าต้องการอะไรครับ เอาไปใช้ทำอะไร เป็นตำรวจ ทหาร หรือข้าราชการ มักจะชะงัก คิดนาน ตอบไม่ถูก พวกมิจฉาชีพจะมีพิรุธ แต่ไม่ค่อยเจอบ่อยหรอกครับ”

ผู้ซื้อบางรายแม้ไม่ใช่ทหาร ตำรวจ แต่ต้องการสินค้าเพื่อนำไปใช้ในกองถ่ายละคร หรือกองถ่ายภาพยนตร์ แม้กระทั่งงานเลี้ยงที่จัดตามธีมของผู้จัด คนขายไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธความต้องการของผู้ซื้อได้อยู่แล้ว

“เราไม่ทราบเจตนาที่ผู้ซื้อได้ทุกคน ถึงแม้จะรู้ว่าคนนี้ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่ทหาร แต่ห้ามไม่ได้หรอก ของซื้อของขาย อย่างพวกกองถ่ายเขาซื้อทีเป็นสิบๆชุด คนทั่วไปก็ซื้อกันได้ เรื่องแอบอ้างมันไม่ใช่หน้าที่คนขายในการคัดกรอง”

พ่อค้าหนุ่มใหญ่วัย 44 มองว่า แม้การเข้าถึงชุดเครื่องแบบทหาร-ตำรวจจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การนำไปใช้หลอกลวงเพื่อก่อเหตุในสถานการณ์จริง ถือเป็นเรื่องยากที่จะเลียนแบบท่าทีลักษณะของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารได้อย่างแนบเนียน

“ตัวปลอมมันทำไม่เหมือนหรอก เราต้องขอดูบัตร ถามเยอะๆมันก็ลนแล้ว พวกนี้ท่าทางจะกร่างกว่าปกติ และทำตัวรู้มาก อ้างโน่น อ้างนี่ รู้จักคนนั้น คนนี้ …สงสัยกลัวคนไม่รู้มั้ง (หัวเราะ) “

เจริญ ถาเเก้ว ผู้ดูเเลร้าน “สยามภัทร 2”

พลกฤต บาลมงคล เจ้าของร้าน “3 พลพานิชย์” ให้ความเห็นว่า ผู้ค้ามีหน้าที่ขายของ จะให้คอยตรวจสอบผู้ซื้อคงเป็นเรื่องยุ่งยากและไม่คุ้มที่จะทำ เขาเชื่อว่ามิจฉาชีพที่แอบแฝงมาซื้อชุดไปก่อเรื่องนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

“เราไม่รู้หรอกว่า คนที่มาซื้อเขามีวัตถุประสงค์อะไร บางคนเห็นเสื้อผ้าทหารเป็นแฟชั่น งานประจำปีหลากหลายบริษัทก็ฮิตจัดธีมเครื่องแบบทหารกัน บางคนไปเดินป่าหรือออกค่ายก็มาหาซื้อรองเท้า หาเสื้อผ้าที่ดูแข็งแกร่งใส่ มันลำบากในการตรวจสอบ จะขอดูบัตรก่อนซื้อก็ไม่ใช่หน้าที่เรา หรือให้ขายแต่เฉพาะคนที่ใส่เครื่องแบบอย่างเดียวก็คงไม่ได้ ในฐานะผู้ขายก็ขาย เราไม่ใช่หน่วยงานที่จะมาตรวจสอบ”

เจ้าของร้านหนุ่มรายนี้ให้ข้อมูลว่า ราคาค่างวดของชุดเครื่องแบบทหาร-ตำรวจเต็มยศ อยู่ที่ ไม่เกิน 2,000 บาท

พลกฤต บาลมงคล เจ้าของร้าน “3 พลพานิชย์”

“เลิกกลัว กล้าถาม”วิธีรับมือกับทหาร-ตำรวจเก๊

สำหรับประชาชนทั่วไป หากเจอเจ้าหน้าที่ราชการเข้ามาแสดงท่าทีไม่สุภาพ อวดเบ่ง หรือข่มขู่กรรโชก

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก บอกเสียงเข้มว่า หากไม่มั่นใจว่ากำลังเผชิญหน้ากับทหารหรือตำรวจตัวจริงหรือไม่ ให้เริ่มจากขอดูบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ และขอถ่ายภาพบัตรเก็บไว้เพื่อนำส่งหน่วยงานพิสูจน์ต่อไป

“ประชาชนไม่ต้องกังวล หรือเกรงกลัวเจ้าหน้าที่ หากถูกปฏิบัติอย่างไม่ถูกต้อง ก็มีสิทธิ์ขอดูบัตรประจำตัว ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ตัวจริงเขาพร้อมยืนยันแสดงตัวตนอยู่แล้ว ตามหลักเกณฑ์หากเป็นทหาร ทุกครั้งที่ลงพื้นที่เข้าตรวจค้นสิ่งกฎหมาย เขาจะมีหนังสือระบุคำสั่งชัดเจน สังกัดหน่วยงานใด ได้รับมอบหมายให้ทำเรื่องอะไร เพื่อแสดงตัวตนและอำนาจหน้าที่ ไม่เช่นนั้นก็แยกไม่ออกใครเป็นใคร และใคร ทุกคนสามารถแอบอ้างทำหน้าที่ได้หมด”

พ.อ.วินธัย ยืนยันว่า ทหารไม่มีสิทธิ์ไปข่มขู่หรือกร่างกับประชาชน หากพูดจาไม่สุภาพ หรือแสดงท่าทีที่มีลักษณะเสื่อมเสียต่อความเป็นเจ้าหน้าที่ แม้กฎหมายไม่ได้ระบุความผิด แต่ในทางระเบียบวินัยของราชการนั้นทำไม่ได้ ถือว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และผู้บังคับบัญชาไม่ปกป้องคนพวกนี้แน่นอน เพราะกองทัพต้องเป็นที่พึ่งของประชาชน

ส่วนประเด็นเรื่องการเข้าถึงเครื่องแบบเจ้าหน้าที่และตราสัญลักษณ์ได้ง่ายนั้น โฆษกกองทัพบก เห็นว่าไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากตามกฎหมาย ประชาชนไม่มีสิทธิ์แต่งเครื่องแบบอยู่แล้ว เชื่อว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่กล้าตัดสินใจซื้อเครื่องแบบทหารมาใส่เพื่อแอบอ้างหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

ขณะที่ พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษกสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ยอมรับว่า การลอกเลียนแบบบุคลิกท่าทางของนายตำรวจและทหาร โจรผู้ร้ายสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้จึงยากที่ประชาชนจะจับได้ว่า ‘ใครจริง ใครปลอม’

“ถ้าเป็นตำรวจด้วยกันเอง คงดูกันออก และสอบถามจนหาความผิดปกติได้ แต่ประชาชนทั่วไปดูยาก ทั้งตำเเหน่ง ยศ สัญลักษณ์ต่างๆ ฉะนั้นวิธีรับมือคือ ตั้งสติ อย่ากลัว ยิ่งกลัวมันยิ่งทำใครคนนั้นเข้ามากร่าง มาเบ่งใส่ ขอดูบัตร สอบถามเขาเลย นอกเครื่องแบบก็ถามได้ คุณมาด้วยวัตถุประสงค์อะไร สังกัดไหน ผู้บังคับบัญชาชื่ออะไร มีหนังสือคำสั่งมาไหม อย่ากลัวตำรวจถ้าไม่ผิด เรามีสิทธิ์ที่จะถาม คนบริสุทธิ์ใจเขาตอบได้อยู่แล้ว”

อย่างไรก็ตาม กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แนะวิธีสังเกตตำรวจปลอม เอาไว้ดังนี้

1. ดูจากการแต่งกาย บุคลิกท่าทางไม่มีมาดลุกลี้ลุกลน

2.พูดจากร่างเกินไปมักแสดงตนและนำเสนอว่าเป็นตำรวจบ่อยครั้ง

3.ติดเครื่องหมายประดับหน้าอกแพรแถบและป้ายชื่อไม่เรียบร้อย

4.ใส่เครื่องแบบเต็มยศบ่อยครั้งผิดปกติแม้กระทั่งใส่ไปเที่ยว

5.ทรงผมยาวกว่าปกติไม่ใช่รองทรงต่ำแบบไม่ยาวมาก

6.หน้าตา อายุ วัย ไม่สัมพันธ์กับยศหรือตำแหน่งที่อ้างถึง

7.ตอบคำถามรุ่นหรือหลักสูตรที่จบไม่รู้เรื่อง

8.บัตรข้าราชการเป็นบัตรกระดาษ นำรูปถ่ายมาติดและเคลือบพลาสติก

9.ตอบคำถามเกี่ยวกับการทำงานที่ต้นสังกัดแบบอ้อมค้อมหรือปกปิด

10.ตรวจสอบชื่อ-นามสกุล ตำแหน่ง เบอร์โทรศัพท์ ได้ทางเว็บไซต์ของกองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ …โทษถึงคุก

คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้ว่า การแต่งการเลียนแบบเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจนั้นมีความผิดตามกฎหมาย

โดย พ.ร.บ.เครื่องแบบทหาร พ.ศ. 2477 มาตรา 6 ระบุ ว่า

“ผู้ใดแต่งเครื่องแบบทหารตามพระราชบัญญัตินี้ หรือแต่งเครื่องแบบทหารที่ทหารยังคงใช้ในราชการอยู่ โดยไม่มีสิทธิจะแต่งได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน – 5 ปีและถ้าการกระทำเช่นว่ามานี้ได้กระทำภายในเขตซึ่งประกาศใช้กฎอัยการศึกก็ดี ในเวลาสงครามก็ดี ในเวลาบ้านเมืองมีเหตุฉุกเฉินก็ดี หรือเพื่อกระทำผิดทางอาญาก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี”

นอกจากความผิดฐานจงใจแต่งเครื่องแบบทหารโดยพลการแล้วใน พ.ร.บ.เครื่องแบบทหารยังระบุถึงความผิดของผู้ที่แต่งกายเลียนแบบทหาร จนสร้างความเสื่อมเสียและเกิดความเกลียดชังกับทหาร โดยในมาตรา 6 ทวิ (แก้ไขเพิ่มเติมในปี 2485) ระบุว่า

“ผู้ใดแต่งกายโดยใช้เครื่องแต่งกายคล้ายเครื่องแบบทหารตามพระราชบัญญัตินี้ หรือคล้ายเครื่องแบบทหารที่ทหารยังคงใช้ในราชการอยู่ อันอาจนำความดูหมิ่นเกลียดชัง หรือความเสื่อมเสียมาสู่ราชการทหารก็ดี อันอาจทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าเป็นทหารก็ดีผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท และถ้าการกระทำเช่นว่านี้ได้กระทำภายในเขตซึ่งได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกก็ดี ในเวลาสงครามก็ดี ในเวลาบ้านเมืองมีเหตุฉุกเฉินก็ดี หรือเพื่อกระทำความผิดทางอาญาก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี”

ขณะที่ พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ประกาศเอาไว้ดังนี้

มาตรา 108 ผู้ใดแต่งเครื่องแบบตำรวจโดยไม่มีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงห้าปี

มาตรา 110 ผู้ใดแต่งกายโดยใช้เครื่องแต่งกายคล้ายเครื่องแบบตำรวจ และกระทำการใดๆ อันทำให้ ราชการตำรวจถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง หรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ราชการตำรวจ หรือทำให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่าตนเป็นตำรวจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 146 ระบุด้วยว่า ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบ หรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน…หรือไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่ง… กระทำการเช่นนั้น เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

แม้ทุกวันนี้จะมีมิจฉาชีพบางกลุ่มแต่งเครื่องแบบคนมีสีไว้หากินในทางมิชอบ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะยอมให้คนเหล่านี้มาหลอกลวงกันได้ง่ายๆอีกต่อไปแล้ว

 

 

รื้อรับตรงสะเทือน “แอดมิชชั่น” ปัญหาที่ยังไม่จบง่ายๆ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กันยายน 2559 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/451801

รื้อรับตรงสะเทือน "แอดมิชชั่น" ปัญหาที่ยังไม่จบง่ายๆ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

เมื่อระบบเอนทรานซ์ ซึ่งถูกใช้เป็นวิธีการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยมากกว่า 40 ปี ถูกมองว่าเป็นระบบที่มีข้อเสียหลายด้าน เช่น ไม่เพียงแต่สร้างความตึงเครียดให้กับบรรดานักเรียนที่สอบเข้าเรียนในสถาบันที่มุ่งหมายเพียงครั้งเดียวพร้อมกันทั่วประเทศ แต่เป็นระบบที่ทำให้เกิดการแข่งขันกันสอบอย่างสุดขั้ว ด้วยการโหมกวดวิชา จนแทบจะทิ้งห้องเรียน

ภาพการเดินเข้าสถาบันกวดวิชาตั้งแต่เริ่มเรียนมัธยมปลาย แทบจะเป็นปรากฏการณ์ปกติของนักเรียนที่ตั้งเป้าเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ คณะไหนยิ่งฮิตก็ยิ่งมีอัตราการแข่งขันสูง

ปี 2549 ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชั่น จึงถูกคิดขึ้น เพื่อหวังว่าจะผ่อนคลายบรรยากาศการแข่งขันและทำให้เด็กตั้งใจเรียนในชั้นเรียน เพราะระบบนี้ได้กำหนดคะแนนสะสม 30% จากการเรียนในชั้น 6 ภาคเรียนเป็นองค์ประกอบคะแนนที่จะใช้ยื่นสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

แต่แล้วระบบแอดมิชชั่นก็ได้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม นักเรียนหลายคนยิ่งเครียดเป็นทวีคูณเพราะตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันสอบเข้าเรียน และก็ไม่สามารถเลิกเรียนกวดวิชาได้เพราะต้องรับมือกับการสอบสัดส่วนคะแนนต่างๆ ที่จะใช่ยื่นสมัครเรียนตามที่คณะวิชาที่อยากเรียนระบุไว้

ระบบเอนทรานซ์จากไปกลายเป็นระบบใหม่ที่เด็กต้องกุมขมับทำใจว่า แทนที่จะเหนื่อยและตึงเครียดเพียงปลายปีหรือใกล้ฤดูสอบ กลับต้องเหนื่อยเป็นช่วงๆ กับสารพัดการสอบตลอดทั้งปี

ซ้ำร้าย องค์ประกอบสัดส่วนคะแนนที่คาบเกี่ยวระหว่างคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ซึ่งใช้สมัครสอบ จนเข้าไปเรียนได้ ถูกสะท้อนกลับมาจากมหาวิทยาลัยในประเด็นได้เด็กไม่ตรงกับที่ต้องการ เรื่องนี้ถูกตอกย้ำทุกๆ ปี นับตั้งแต่เริ่มใช้แอดมิชชั่นจนเป็นระบบที่ถูกมองว่า ไม่มีมาตรฐานในการคัดเลือกเด็ก หลายคณะวิชาของมหาวิทยาลัยบางแห่ง จึงแก้ปัญหานี้ด้วยการหันไปรับตรงในสัดส่วนที่มากขึ้นหรือรับตรงทั้งหมด

นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายรอบใหม่ของนักเรียนและผู้ปกครอง ที่ต้องขวนขวายไปตามมหาวิทยาลัยดัง กางตารางสอบรับตรงที่เปิดกันแทบตลอดทั้งปี ดั้นด้นไปสอบเท่าที่จะมีกำลังกายและกำลังทรัพย์

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการวิ่งรอกสอบ ก่อนหน้านี้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เสนอทางออก ด้วยแนวคิดให้มีการรับตรงกลางร่วมกันของมหาวิทยาลัย หรือเคลียริ่งเฮาส์ แต่ก็ดูเหมือนว่า ไม่ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยนัก เพราะหลายแห่งยังตั้งหน้าตั้งตาเปิดรับตรงตลอดทั้งปี โดยให้เหตุผลที่หลากหลายกันไป จนล่าสุดเมื่อ นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ออกมาระบุ ว่าจะหาแนวทางเปลี่ยนการรับตรงใหม่ ด้วยการปรับช่วงเวลาการสอบต่างๆ ทั้งแกต หรือการทดสอบความถนัดทั่วไป และแพต ความถนัดทางวิชาการ-วิชาชีพ รวมถึง 9 วิชาสามัญ และข้อสอบอื่นๆ หลังเด็กเรียนครบหลักสูตร ม.6 แล้วประมาณ 2 สัปดาห์ โดยจะไม่ยอมให้มีการสอบนอกช่วงเวลานี้ เพื่อลดการวิ่งรอกสอบตรงของเด็ก โดยแนวทางที่ได้จะประกาศใช้ในปีการศึกษา 2561 เรื่องนี้ก็ถูกนำมาถกเถียงอีกครั้ง

สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การแก้ไขเรื่องนี้ต้องพิจารณาหลายด้าน โดยได้ตั้งขอสังเกตว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยกำลังแยกเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน นักเรียนสายวิทยาศาสตร์จะให้ความสำคัญกับระบบรับตรงกลางมากกว่าแอดมิชชั่น ขณะที่สายสังคม/ศิลปะ จะให้ความสนใจกับระบบแอดมิชชั่นกลางมากกว่า สังเกตได้จากคะแนนสูงสุดของรับตรงกลางจะเป็นแพทย์ วิศวะ แต่ถ้าเป็นแอดมิชชั่นกลางจะเป็นสายอักษรศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทั้งนี้แม้จะแยกกัน แต่ก็ยังต้องแบกภาระการสอบร่วมกัน เนื่องจากใช้การสอบข้อสอบคนละชุด มีภาระการสอบกระจุกตัวมาก ตั้งแต่เดือน ต.ค.-มี.ค. เฉลี่ยแล้วต้องแบกภาระการสอบเดือนละครั้ง

“แนวคิดเคลียร์ริ่งเฮาส์ใหม่ ให้โอกาสนักเรียนที่ไม่ผ่านในรอบแรก หรือไม่พอใจคณะที่ได้ ในรอบแรกสามารถสมัครสอบได้ในรอบที่ 2 เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสการสมัครให้เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาการสอบซ้ำซ้อนซึ่งทำให้เป็นภาระกับนักเรียนทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำให้เครียดเพราะต้องอยู่ในสภาพเตรียมการสอบเป็นเวลานาน การแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุดคือรวมการสอบ 2 ระบบเข้าด้วยกัน หากทำได้จะช่วยให้นักเรียนสามารถลดการสอบลงไปได้ 1-2 ครั้ง แต่ที่ผ่านมา ศธ.ไม่เคยประสบความสำเร็จในการเจรจากับ ทปอ.เลย” สธน กล่าว

ภาวิช ทองโรจน์ อดีตประธาน ทปอ.และอดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเคยมีความพยายามแก้ไขเรื่องการรับตรงมาโดยตลอด แต่เพราะเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย ที่ใช้กฎหมายบังคับไม่ได้ จึงทำได้เพียงขอความร่วมมือ ซึ่งก็ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือนัก สิ่งที่เป็นเหตุผลสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลอยากเข้าไปแก้ปัญหา คือ เงื่อนไขด้านเวลา ซึ่งโดยปกตินักเรียน ม.6 จะจบภาคเรียนสุดท้ายประมาณเดือน มี.ค. แต่มหาวิทยาลัยจะเริ่มเปิดเรียนเทอมแรกประมาณเดือน ส.ค. ระยะเวลาที่ห่างกันถึงเกือบ 6 เดือน ทำไมไม่มีการจัดสอบคัดเลือกให้แล้วเสร็จในช่วงนี้

อดีตประธาน ทปอ.กล่าวว่า มีการทักท้วงเรื่องนี้มาตลอดว่ามีช่วงเวลาว่างนานขนาดนี้ ทำไมถึงยังต้องมีการจัดสอบนอกเหนือจากนี้อีก เพราะการสอบล่วงล้ำไปในเวลาระหว่างเรียนมัธยมนั้นกระทบกับเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะการเรียนในชั้นเป็นวงจรลูกโซ่ แนวโน้มที่เข้ามาแก้เรื่องนี้ เป็นความคิดที่ดี แต่ยังไม่เห็นเรื่องใช้ผลการเรียนในชั้นมาเป็นองค์ประกอบรับตรง ซึ่งอาจทำให้เด็กไม่สนใจห้องเรียน และมุ่งกวดวิชา ทำให้การสอบเข้าอุดมศึกษาตกเป็นจำเลยข้อหาทำลายระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน วนไปสู่ปัญหาเก่าๆ ได้

 

เพิ่มค่าทำฟัน 900 บ. ภาพลวงตาผลักภาระผู้ประกันตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2559 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/451577

เพิ่มค่าทำฟัน 900 บ. ภาพลวงตาผลักภาระผู้ประกันตน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

หลังจากที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ประกาศเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์สิทธิประโยชน์วงเงินการรักษาทางทันตกรรมของผู้ประกันตนจากเดิมไม่เกิน 600 บาท/ปี เพิ่มเป็นไม่เกิน 900 บาท/ปี ให้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 12 ส.ค.ที่ผ่านมา เมื่อฟังอย่างนี้ก็เหมือนจะเป็นเรื่องยินดีที่ผู้ประกันตนจะได้รับวงเงินค่าทำฟันเพิ่มขึ้น

ทว่าในทางกลับกัน สปส.กลับออกเงื่อนไขมากมายท้ายประกาศ ซึ่งหากผู้ประกันตนไปใช้สิทธิอาจต้องเบิกส่วนเกินเอง ไม่ได้ฟรี 900 บาทอย่างที่คิด

ภาคีเครือข่ายประกันสังคม กังวลว่าเงื่อนไขดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิการรักษาทางทันตกรรมแก่ผู้ประกันตน เนื่องจากมีการระบุว่า การรักษาแต่ละประเภทจะมีอัตราค่าบริการเฉพาะ เช่น ค่าขูดหินปูนทั้งปากจำนวน 400 บาท ค่าอุดฟันด้วยวัสดุ จำนวน 1 ด้าน 300 บาท จำนวน 2 ด้าน  450 บาท  ถอนฟันแท้  250 บาท  ถอนฟันที่ยาก 450 บาท ค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากนั้นผู้ประกันตนจะต้องออกค่าบริการส่วนเกินเอง ดังนั้นจึงมีเสียงเรียกร้องให้ยกเลิกรายการแนบท้ายประกาศฉบับดังกล่าวออก

มนัส  โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน กล่าวว่า การที่ สปส.เพิ่มวงเงินการรักษาทันตกรรมแก่ผู้ประกันตนจากไม่เกิน 600 เป็น 900 บาท/ปี ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่การที่มีประกาศแนบท้ายระบุเกณฑ์การรักษาเฉพาะ เช่น ขูดหินปูนทั้งปาก 400 บาท นอกนั้นผู้ประกันตนต้องออกค่าส่วนเกินเอง ตรงนี้ถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตน เนื่องจากประกาศก่อนหน้านี้ค่าทันตกรรม 600 บาท/ปี ครอบคลุมการรักษาทั้งหมด

ดังนั้น อยากเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งประกาศบัญชีแนบท้ายดังกล่าว และทำให้การรักษาทันตกรรมที่จ่ายให้ไม่เกิน 900 บาท/ปี ครอบคลุมการรักษาทันตกรรมทั้งหมด ไม่ควรแยกประเภท เนื่องจากตามหลักความเป็นจริง ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินให้ สปส.ทุกเดือนจะรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ค่ารักษาทันตกรรมก็เกินกว่าราคาที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายอยู่แล้ว ดังนั้นควรให้สิทธิการรักษาผู้ประกันตนครอบคลุมเต็มที่ 900 บาท

“ถ้าทำอย่างนี้จะยิ่งทำให้ลูกจ้างรายวันเข้าถึงสิทธิการรักษาทางทันตกรรมยากขึ้น เพราะเมื่อลูกจ้างรายวันต้องการรักษาฟันจะต้องลางาน ซึ่งการลางานจะถูกหักค่าจ้าง 300 บาทอยู่แล้ว นอกจากนี้จะมีค่าเดินทางอีกด้วย ตรงนี้จะยิ่งเป็นการทำให้ลูกจ้างไม่กล้าใช้สิทธิรักษาทันตกรรม และอาจส่งผลต่อระบบสุขภาพช่องปากเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น มีการอาการปวดมากขึ้น จนทำเหงือกบวม หรือเกิดโรคในช่องปากอื่นแทรกซ้อน” มนัส ระบุ

มนัส มองว่า การแก้ปัญหาระยะสั้น สปส.ควรยกเลิกบัญชีแนบท้ายดังกล่าวออก ขณะที่การปฏิรูปด้านทันตกรรมระยะยาวเรียกร้องให้ทันตกรรมถูกบรรจุเป็นโรคชนิดหนึ่งที่ต้องส่งเสริมให้มีการักษาเหมือนกับโรคอื่นๆ และควรได้รับการสนับสนุนให้มีการตรวจสุขภาพทางช่องปากอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเหมือนกับการตรวจสุขภาพประจำปี

นอกจากนี้ ควรทำให้ระบบทันตกรรมไม่ควรมีการสำรองจ่าย โดยให้ได้รับการรักษาฟรีเหมือนระบบกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และกองทุนของข้าราชการ เพราะปัจจุบันผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนสุขภาพ สปส. 1.5% ของเงินเดือนทุกเดือน ฉะนั้นควรที่จะได้รักษาในระบบที่ดีกว่านี้

สอดคล้องกับ ทพญ.มาลี วันทนาศิริ ทันตแพทย์โรงพยาบาลลำลูกกา ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่าย ฟ.ฟันสร้างสุข ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลักดันให้สำนักงานประกันสังคม เพิ่มสิทธิทันตกรรมจากที่เบิกได้ 600 บาทเป็น 900 บาท/ปีจนเป็นผลสำเร็จ เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหานี้ ในระยะสั้นควรนำบัญชีแนบท้ายนี้ออก และทำให้วงเงินการรักษาทันตกรรมที่ 900 บาทครอบคลุมทุกประเภท ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ประกันตนอย่างแท้จริง  ส่วนระยะต่อไปคิดว่า ควรทำให้สิทธิของผู้ประกันตน ได้รับสิทธิเหมือนกับบัตรทอง หรือข้าราชการ คือ ได้รับการรักษาตามโรค ไม่ใช่ตามเพดานวงเงินที่ระบุ

ทพญ.มาลี กล่าวว่า  ค่ารักษาฟัน 900 บาท/ครั้งคงไม่พอ เพราะคนทั่วไปมีฟันผุมากกว่า 2-3 ซี่ รวมถึงคนที่มีฟันผุ 1 ซี่ก็ต้องขูดหินปูนด้วย ดังนั้นเมื่อเข้ารักษาที่คลินิกเอกชนก็มีแนวโน้มจะไม่พอเช่นกัน ไม่นับรวมถ้ามีรายการอื่นที่ต้องรักษามากกว่านี้ยิ่งไม่พอใหญ่

ด้าน โกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้ให้ทางคณะกรรมการแพทย์ที่มี นพ.ชาตรี บานชื่น ที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการแพทย์นำไปศึกษาพิจารณาทบทวนตามข้อเรียกร้องของภาคีเครือข่ายประกันสังคม ซึ่งจะมีการประชุมช่วงก่อนกลางเดือน ก.ย.

ขณะที่ นพ.ชาตรี กล่าวว่า จะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการแพทย์ประจำเดือนในวันที่ 9 ก.ย.นี้ หลักการพิจารณาจะให้ผู้ประกันตนเกิดความพึงพอใจและได้รับสิทธิประโยชน์มากที่สุด

 

แผนปฏิรูปท้องถิ่น ไม่ยุบแต่ใช้วิธีควบรวม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2559 เวลา 07:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/451147

แผนปฏิรูปท้องถิ่น ไม่ยุบแต่ใช้วิธีควบรวม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีว่า จะมีการยุบการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา 163 เสียง เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการปกครองท้องถิ่น สปท. เรื่อง “โครงสร้างและอำนาจหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. … และร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.ปฏิรูปรูปแบบโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบทั่วไป กำหนดให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบโครงสร้างใหม่เป็น 2 รูปแบบ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด ปฏิรูปโดยเปลี่ยนบทบาทให้เป็นหน่วยงานอำนวยการ สนับสนุน บูรณาการ ประสานงาน ส่งเสริม การดำเนินการให้กับเทศบาล การดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล หรือส่งเสริม สนับสนุน ประสานงาน เมื่อหน่วยงานของรัฐร้องขอ (2) เทศบาล กำหนดให้มีการปรับปรุงเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ ปรับปรุงจำนวนเขตเลือกตั้งและจำนวนสมาชิกที่มีความแตกต่างกันระหว่างเทศบาลในเขตพื้นที่ชนบทกับเทศบาลในเขตพื้นที่ที่มีความเจริญ ให้มีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้เทศบาลในเขตพื้นที่ชนบทได้รับการดูแลเท่าเทียมกันกับเทศบาลในเขตพื้นที่ที่มีความเจริญและมีภาระงบประมาณใกล้ เคียงกัน

โดยยกฐานะองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศเป็นเทศบาล ขณะเดียวกันเมื่อเป็นเทศบาลรูปแบบเดียวกันทั้งหมดแล้วจะดำเนินการให้มีการ ควบรวมองค์การบริหารส่วนตำบลที่ยกฐานะเป็นเทศบาลข้างต้น ซึ่งอาจควบรวมกันเอง หรือควบรวมกับเทศบาลเมือง หรือควบรวมกับเทศบาลนคร หรืออาจควบรวมกันเป็นจำนวนกี่แห่งก็ได้เพื่อให้เป็นเทศบาลขนาดใหญ่ โดยให้มีความสามารถด้านรายได้หรืองบประมาณและขนาดที่มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน เพื่อสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร

2.ปฏิรูปการเข้าสู่ตำแหน่ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งของผู้บริหาร สมาชิกสภาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้ง โดยกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม เพิ่มเติมจากของเดิม เช่น เกิดในอำเภอที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในอำเภอที่สมัครรับเลือกตั้ง หรือเคยรับราชการ หรือปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในอำเภอที่สมัครรับเลือกตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นต้น

3.ปฏิรูปการเงิน การคลัง และการงบประมาณ แก้ไขกฎหมาย การเพิ่มฐานภาษีใหม่ๆ การถ่ายโอนภารกิจการจัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมจากรัฐไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การปรับปรุงภาษีป้ายที่มีอักษร ภาพเคลื่อนไหว ภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างแทนภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง การถ่ายโอนการออกใบอนุญาตจำหน่ายยาสูบและสุรา ภาษี สิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

4.ปฏิรูปการจัดบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะ กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรควบรวมกัน เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะภายในเขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพ ดูแลราษฎรได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

ขณะที่ร่างประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีประเด็นสำคัญตรงที่การกำหนดขั้นตอนการควบรวมการปกครองส่วนท้องถิ่นตามมาตรา 15 โดยมีเนื้อหาว่า “ให้ควบรวมเทศบาลที่มีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนต่ำกว่ายี่สิบล้านบาท หรือมีจำนวนประชากรต่ำกว่า 7,000 คน เข้าด้วยกันหรือกับเทศบาลแห่งอื่นที่มีพื้นที่ติดกันและในอำเภอเดียวกันภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ประมวลกฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีผลใช้บังคับ โดยให้ทำเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย การควบรวมกับเทศบาลหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชนในเขตเทศบาลที่ควบรวมนั้น การสำรวจเจตนารมณ์ของประชาชนให้เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด…”