ตีแผ่เบื้องหลัง “แฮ็กตู้เอทีเอ็ม” กรณีศึกษา 12 ล้านธนาคารออมสิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 21:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/451136

ตีแผ่เบื้องหลัง "แฮ็กตู้เอทีเอ็ม" กรณีศึกษา 12 ล้านธนาคารออมสิน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เหตุการณ์โจรไฮเทคปล่อยโปรแกรมมัลแวร์เเฮ็กตู้เอทีเอ็มธนาคารออมสิน จำนวน 21 ตู้ กวาดเงินไปกว่า 12 ล้านบาท ปรากฎเป็นข่าวใหญ่ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แม้ว่าการก่ออาชญากรรมครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับเงินในบัญชีลูกค้า แต่ก็สร้างความหวาดวิตกต่อระบบความปลอดภัยของธนาคารของเมืองไทยอยู่ไม่น้อย

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้ก่อตั้งเเละกรรมการผู้จัดการบริษัท T-NET ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) ในฐานะนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยี อธิบายว่า การยึดตู้เอทีเอ็มด้วยโปรเเกรมมัลแวร์ที่คนร้ายใช้นั้น ทำได้ 3 วิธี ดังนี้

1.ปล่อยมัลแวร์ผ่านช่องเสียบยูเอสบีที่ตู้เอทีเอ็ม

“การติดตั้งตู้เอทีเอ็มมี 2 ลักษณะคือ แบบที่ติดอยู่กับผนังภายในสถานที่ และแบบที่ติดตั้งนอกสถานที่ (Stand Alone)  ซึ่งตำแหน่งของอุปกรณ์ควบคุมหรือสิ่งต่างๆภายในตู้นั้นมีโมเดลที่สามารถค้นหาได้ไม่ยากอยู่แล้ว ด้านล่างเป็นเซฟเก็บเงิน คอมพิวเตอร์อยู่ด้านบน เอทีเอ็มบางตู้หากเป็นรุ่นเก่าเป็นไปได้ว่าไม่มีระบบป้องกันที่แน่นหนา หรือส่งสัญญาณเตือนภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคนร้ายสามารถเปิดได้ก็จะทำการเสียบยูเอสบีและปล่อยมัลแวร์เพื่อควบคุมตู้ในที่สุด”

2.ปล่อยมัลแวร์ผ่านระบบเน็ตเวิร์ก

“ตู้เอทีเอ็มนั้นมีการอัพเดทซอฟต์แวร์อยู่แล้ว ซึ่งซอฟต์แวร์จะถูกส่งมาจากสำนักงานใหญ่ วิธีการของแฮ็กเกอร์คือ แฮ็กเข้าไปที่สำนักงานใหญ่ของธนาคาร หรือแฮ็กเข้าไปยังแอ็คเคาท์ของผู้ดูแลระบบ ซึ่งอาจมีจำนวน 10 คนหรือ 20 คน สุ่มหาช่องโหว่หรือความผิดพลาดจากคนๆ หนึ่ง ก่อนจัดการฝังมัลแวร์เข้าไปกับตัวซอฟต์แวร์ที่จะอัพเกรดเพื่อพัฒนา หรือแก้ไขปัญหาที่ตู้เอทีเอ็ม

วิธีการนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ไต้หวัน หลังจากฝังมัลแวร์เข้าระบบมาสักระยะ คนร้ายได้ลงมือโดยใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อไร้สาย สั่งการให้ตู้เอทีเอ็มปล่อยเงินไหลออกมาตามที่ควบคุม โดยมีทีมอาชญากรไปรอรับ อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ไม่น่าเป็นไปได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดกับธนาคารออมสิน เนื่องจากเป็นลักษณะของทีมแฮ็กเกอร์ระดับโลก”

3.ฝังมัลแวร์ ในช่วงที่มีการปรับปรุงระบบตู้เอทีเอ็ม

“ตู้เอทีเอ็มต้องมีการ Maintenance ซ่อมบำรุงดูแลรักษาหรือปรับปรุงอยู่แล้ว ยิ่งปัจจุบันธนาคารหลายแห่งกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงปรับระบบเอทีเอ็มจากบัตรแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ด ซึ่งคาดว่าต้องมีการอัพเกรดระบบซอฟต์แวร์กันจำนวนมาก

การ maintenance มี 2 แนวทางคือ ธนาคารดูแลจัดการเองหรือจ้างบริษัทเอ้าท์ซอร์สดูแล คดีนี้เป็นไปได้ว่า คนร้ายอาจมีความผูกโยงกับเจ้าหน้าที่ธนาคารหรือเอ้าท์ซอร์ส เพื่อหาทางฝังมัลแวร์เข้าไปเพื่อยึดตู้ในที่สุด”  

เมื่อสามารถฝังมัลแวร์เข้าไปที่ตู้เอทีเอ็มอันเปรียบเสมือนกับการยึดตู้ได้สำเร็จ ขั้นตอนต่อมาคือ วิธี”นำเงินออกมา”

ดร.โกเมน บอกว่า โดยทั่วไปทุกครั้งที่มีซ่อมบำรุง ปรับปรุง หรือแม้กระทั่งเติมเงินในตู้เอทีเอ็ม จำเป็นต้องการทดลองระบบเพื่อตรวจดูความถูกต้องเสมอ

เวลาพนักงานนำเงินจากธนาคารไปใส่ในตู้จำนวน 2 ล้านบาท ก็ต้องมีการเทสระบบ ใส่เงิน เบิกเงิน เพื่อดูว่าระบบใช้งานอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งการเทสระบบเช่นนี้เป็นเรื่องระหว่างคนกับตู้เท่านั้น ไม่ได้ติดต่อกับธนาคาร ธนาคารรับรู้เพียงว่า ถ้าเติมเงินครบ 2 ล้านก็จบ ฟังก์ชั่นทดสอบพวกนี้ ปัญหาคือ หลังจากโจรยึดตู้ได้แล้ว มันก็จดจำรหัสโค้ดจากบัตรซึ่งเป็นฟังก์ชันพิเศษสำหรับพนักงานผู้เทสระบบ ก่อนจะกดโค้ดใส่ตู้เอทีเอ็มเพื่อให้เงินไหลออกมาตามใบสั่ง

พฤติกรรมของมิจฉาชีพที่ทำกับธนาคารออมสินนั้น สังเกตได้ว่า คนร้ายจะค่อยๆ ทยอยกดเงินจำนวนไม่มากนักต่อตู้ ส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ต่างจังหวัด เเละก่อเหตุเฉพาะเครื่องที่ติดตั้งนอกสถานที่ หรือ Stand Alone เท่านั้น”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ บอกว่า ธนาคารจะทราบว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อก็ต่อเมื่อจับสังเกตได้ว่าจำนวนเงินภายในตู้นั้นหมดลงอย่างรวดเร็วผิดปกติ

“ทยอยกดทีละ 2 หมื่น 4 หมื่น แบงค์ไม่รู้หรอก เพราะไม่มีประชาชนเสียหาย จะรู้ก็ต่อเมื่อ มีคนไปกดแล้วเงินไม่พอ ตู้ส่งสัญญาณเตือนไปยังแบงค์ ถ้าแบงค์เห็นว่า เฮ้ย…เพิ่งเติมเงินไปไม่นานนี้เอง จะหมดได้อย่างไร แล้วมีการตรวจสอบจริงจังนั่นแหละถึงทราบว่าตัวเองโดนเข้าให้แล้ว สาเหตุที่เลือกต่างจังหวัดก็เพราะตู้ไม่ได้เติมเงินบ่อย กว่าจะจับสังเกตได้ก็ใช้เวลา ผิดกับตู้เอทีเอ็มในกทม. ที่มีการใช้งานอย่างเป็นประจำ เรื่องมันจะแดงไว งานนี้เหมือนโจรปล้นแบงค์ เพราะประชาชนไม่ได้เดือดร้อน”

ดร.โกเมน ทิ้งท้ายว่า คดีนี้ต้องรู้ให้ชัดก่อนว่าคนร้ายใช้ช่องทางใด เพื่อหาแนวทางป้องกันที่แน่ชัด ซึ่งต้องทำการอัพเกรดซอฟท์แวร์ทางด้านความปลอดภัยและจัดการกับไวรัสมัลแวร์ทุกตู้เอทีเอ็ม นอกจากนั้นก็จำเป็นต้องพยายามปิดจุดอ่อน ช่องโหว่ และพัฒนาประสิทธิภาพความปลอดภัยของระบบอย่างต่อเนื่องและเข้มงวดต่อไป

“ภัยพวกนี้เกิดขึ้นมาแล้วในหลากประเทศ ทั้ง ไต้หวัน มาเลเซีย ญี่ปุ่น ซึ่งถือว่า เป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับโลกอนาคต อย่างไรก็ตาม นับว่าโชคดีที่ไทยเราโดนไปแค่ 21 ตู้  12 ล้านบาทเท่านั้น”

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วันที่เทคโนโลยีกำลังก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ไม่ใช่แค่ความปลอดภัยเท่านั้นที่ถูกยกระดับ แต่กลวิธีการโจรกรรมก็ร้ายกาจมากขึ้นเช่นเดียวกัน

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์

 

“โจรไฮเทค” ภัยที่มาพร้อมธนาคารออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/451123

"โจรไฮเทค" ภัยที่มาพร้อมธนาคารออนไลน์

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

สองเหตุการณ์ที่ธนาคารกสิกรไทยและธนาคารออมสินเจอปัญหาการถูกโจรกรรมทางการเงิน ทั้งสองกรณีต่างกันที่กรณีธนาคารกสิกรไทยหัวขโมยอาศัยช่องโหว่ของการปกปิดข้อมูลของลูกค้า การปฏิบัติงานธนาคาร และการออกซิมโทรศัพท์ใหม่ของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โอนเงินออกจากบัญชีลูกค้า ส่วนกรณีของธนาคารออมสินโจรไฮเทคใช้วิธีการติดตั้งอุปกรณ์ปล่อยไวรัสเข้าเครื่องเอทีเอ็มขโมยเงินจากธนาคาร

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะสร้างความเสียหายกับลูกค้าหรือกับธนาคารนั้น ก็ถือว่าเป็นอาชญากรรมทางการเงินที่น่าเป็นห่วงทั้งสิ้น เพราะมีพัฒนาการวิธีขโมยเงินที่แยบยลขึ้นเรื่อยๆ ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

อนุชิต อนุชิตานุกูล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารเกียรตินาคิน ที่ปรึกษาระบบการชำระเงินของกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในอนาคตเราจะไม่เห็นโจรเอารถปิกอัพมาลากตู้เอทีเอ็มเอาไปเจาะเพื่อขโมยเงินภายใน แต่จะเผชิญหน้ากับโจรไฮเทคที่จะจับยากขึ้นเรื่อยๆ

“ขณะนี้การค้าการชำระเงินเปิดกว้างทางอินเทอร์เน็ต มีโอกาสที่จะเจอความเสี่ยงกันทุกคน แล้วแต่ใครจะเจอแจ็กพอต” อนุชิต กล่าว

การโจมตีของแฮ็กเกอร์เพื่อสร้างความเสียหายต่อธุรกรรมการเงินทางไซเบอร์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ การโจมตีที่ระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของธนาคารกับการโจมตีช่องโหว่ที่เกิดขึ้นจากความระมัดระวังไม่ดีพอของลูกค้า

แหล่งข่าวจากชมรมไอที สมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ธนาคารแต่ละแห่งทุ่มงบประมาณในการดูแลระบบของธนาคารปีละหลายร้อยล้านบาท มีการจ้างแฮ็กเกอร์ต่างชาติเจาะระบบของธนาคารเพื่อดูว่ามีช่องโหว่อะไร หากพบก็จะแจ้งธนาคารให้ปิดช่องโหว่ทันที ซึ่งจะต้องทำตลอดเวลาเนื่องจากโจรไฮเทคก็พัฒนาโปรแกรมมัลแวร์ที่มีความร้ายกาจมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

ทั้งนี้ ระบบของธนาคารถูกโจมตีจากแฮ็กเกอร์ ที่พยายามเจาะเข้ามาในระบบทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถผ่านไฟร์วอลล์ของธนาคารเข้ามาได้ ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไทยยังไม่เคยถูกเจาะระบบเข้ามาได้ มีแค่เมื่อปีสองปีที่ผ่านมามีกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ใช้ชื่อว่าอมาดา คอลเลคทีฟ ส่งอีเมลข่มขู่ 4 ธนาคาร คือ ธนาคารกรุงเทพ ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย และ กรุงไทย ให้จ่ายเงิน 2 แสนบาทให้ ไม่เช่นนั้นจะโจมตีเว็บไซต์ของธนาคารด้วย การทำ DDoS หรือ Distributed Denial-of-Service (ดีดอส) ที่จะส่งผลให้ลูกค้าแต่ละธนาคารไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าถึงเว็บเพจของธนาคาร หรืออาจจะเข้าเว็บเพจเพื่อทำธุรกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ เพราะระบบดีดอสดังกล่าวจะส่งผลให้ปริมาณธุรกรรมที่เกิดขึ้นมีจำนวนสูงจนระบบอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารล่มได้

“หากระบบของธนาคารถูกเจาะจะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในเรื่องการดูแลรักษาเงิน ซึ่งทุกธนาคารถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็กำชับตลอดเวลาไม่ให้เกิดการรั่วไหลของระบบเด็ดขาด” แหล่งข่าวเปิดเผย

แต่การโจมตีที่ระบบของธนาคารครั้งยิ่งใหญ่ ยังไม่มีเกิดขึ้นเพราะความระมัดระวังของธนาคาร อย่างกรณีของธนาคารออมสินก็เป็นการโจมตีที่เครื่องเอทีเอ็ม เป็นการปล่อยไวรัสใส่ที่เครื่องไม่ใช่ในระบบของธนาคาร

ไม่เพียงแต่เครื่องเอทีเอ็ม แม้กระทั่งเครื่องรูดบัตรเครดิตตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีกต่างๆ ยังมีโอกาสติดมัลแวร์ได้

สำหรับการโจมตีจากแฮ็กเกอร์ในส่วนที่สองคือ การโจมตีจากช่องโหว่การใช้งานของลูกค้า แหล่งข่าวเปิดเผยว่า หลายกรณีที่เป็นคดีความที่ลูกค้าได้รับความเสียหาย พบว่าปัญหาเกิดขึ้นจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง เช่น การไม่ปกปิดข้อมูลส่วนตัว การเปิดเผยรหัสและพาสเวิร์ดให้บุคคลที่ 3 ล่วงรู้ การให้บุคคลอื่นทำธุรกรรมแทน เป็นต้น ทำให้ผู้ไม่หวังดีใช้ช่องโหว่นี้ขโมยเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ การไม่ติดตั้งระบบป้องกันไวรัส การใช้ไว-ไฟสาธารณะ การดาวน์โหลดโปรแกรมหรือเปิดลิงค์ ที่ไม่มีที่มาที่ไป ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือติดไวรัส ถูกมัลแวร์ฝังเพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวนำไปก่ออาญชากรรมออนไลน์

นอกจากนี้ ยังมีการขโมยข้อมูลที่ลูกค้าคาดไม่ถึง เช่น การใช้สมอลทอล์ก หรือบลูทูธ เพิ่มความปลอดภัยในการสนทนาและการทำผิดกฎหมายจราจรในการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างขับขี่ ผู้ใช้สมอลทอล์กคงไม่มีปัญหาเสี่ยงภัย แต่หากเป็นใช้บลูทูธก็มีโอกาสเสี่ยงกับการถูกขโมยข้อมูลลับที่อยู่ในโทรศัพท์โดยไม่รู้ตัว

“ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้น ถ้าท่านกำลังทำธุรกรรมการเงินกับธนาคารผ่านโทรศัพท์ ซึ่งทำได้ทั้งโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์มือถือก็อาจถูกมิจฉาชีพใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและสมาร์ทโฟน ที่มีโปรแกรมและเครื่องมือพิเศษสามารถสแกนหาสัญญาณบลูทูธในรัศมีที่สามารถดักจับได้ โปรแกรมดังกล่าวจะโชว์หมายเลขโทรศัพท์และชื่อของเจ้าของเครื่องนั้นๆ แฮ็กเกอร์จะทดลองเจาะเข้าไปทีละเครื่อง โดยการส่ง SMS ด้วยข้อความล่อลวงต่างๆ เพียงเพื่อให้ประชาชนกดปุ่มใดปุ่มหนึ่งบนโทรศัพท์ และไม่ว่าจะเลือกกดปุ่มใดแฮ็กเกอร์ก็สามารถทำให้เป็นการตอบตกลงตามข้อเสนอ ผลที่ออกมาคือเหมือนเป็นการยืนยันการต่อสัญญาณให้แฮ็กเกอร์ หลังจากนั้นคนร้ายจะขโมยข้อมูลทั้งหมดและอาจพุ่งเป้าหมายไปที่การทำธุรกรรมการเงินผ่านโทรศัพท์” แหล่งข่าวเปิดเผย

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ภัยของโจรไฮเทคไม่ได้มีแค่ธนาคารเท่านั้น ยังมีเป้าหมายใหม่ในการโจมตีของคือกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีความเชื่อว่าธุรกิจของตัวเองมีขนาดเล็ก วงเงินไม่ได้สูงมากเหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ความเชื่อนั่นผิด เพราะความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ไม่เลือกขนาด

“ปัจจุบันการพัฒนาไวรัสต่างๆ ของแฮ็กเกอร์ต่างมุ่งไปที่เอสเอ็มอีเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่ไม่ค่อยสนใจจะลงทุนทางด้านไอทีมากนัก บางรายยังใช้งานซอฟต์แวร์เถื่อนโดยทันที เพราะนอกจากจะเสี่ยงโดนขโมยความลับทางธุรกิจแล้ว ยังเสี่ยงโดนเรียกค่าไถ่หรือขโมยลูกค้าที่สำคัญของบริษัทไปอีกด้วย” แหล่งข่าวเปิดเผย

เมื่อมีความเสี่ยงมากมาย แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินได้ สิ่งที่จะต้องทำคือ เรียนรู้ที่จะอยู่กับเทคโนโลยีและใช้งานบริการการเงินออนไลน์อย่างเข้าใจ และปิดความเสี่ยงให้มากที่สุด

สำหรับประเทศไทยนโยบายดิจิทัลอีโคโนมีจะสร้างโอกาสทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจให้สูงขึ้น แต่ภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ก็ส่งผลต่อภาคประชาชน ธุรกิจ และประเทศได้พร้อมๆ กัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องใส่ใจตั้งแต่ระดับครัวเรือนจนถึงระดับประเทศ

 

ผวา…แผ่นดินไหว เมืองใหญ่ทั่วไทยตั้งทับรอยเลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 สิงหาคม 2559 เวลา 07:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/450785

ผวา...แผ่นดินไหว เมืองใหญ่ทั่วไทยตั้งทับรอยเลื่อน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 6.2 แมกนิจูด ที่ประเทศอิตาลี เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ส.ค. ตามเวลาท้องถิ่น และช่วงเย็นวันเดียวกัน อีกซีกโลกเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.8 แมกนิจูด ใกล้กับเมืองพุกามของประเทศเมียนมา จนทำให้อาคาร วัด เจดีย์ เสียหายจำนวนมาก สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาครั้งนี้ แรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ไกลไปถึงประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ รวมถึงผู้คนในประเทศไทยทางภาคเหนือ และบนอาคารสูงของกรุงเทพฯ ดังนั้นนี่จึงเป็นประเด็นที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดแถลงข่าวเรื่อง “แผ่นดินไหวอิตาลี-พม่า ผลกระทบตึกสูง-โบราณสถานในประเทศไทย” เพื่อเป็นการให้ความรู้ ความเข้าใจ อย่างถูกต้องในการเตรียมรับมือการเกิดแผ่นดินไหว

ประเด็นน่าสนใจของการแถลงข่าวครั้งนี้ คือ ข้อมูลการศึกษาทางธรณีวิทยา ซึ่งพบว่าเมืองใหญ่ต่างๆ ในประเทศไทยล้วนมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว เพราะล้วนแต่ตั้งอยู่บนรอยเลื่อน

ผศ.ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉายภาพว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่สาเหตุเกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกที่เคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา และเมื่อไปชนกับแผ่นเปลือกโลกอื่น จึงเกิดการสะสมพลังงาน และเมื่อถึงจุดแตกหักจึงทำให้เกิดแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวที่อิตาลีเกิดจากแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวหลายทิศทาง จึงทำให้ภูเขาหลายลูกมีลักษณะที่ซับซ้อนขึ้น รวมถึงทำให้เกิดการเปิดของมหาสมุทรในบริเวณโดยรอบ ส่วนแผ่นดินไหวในเมียนมาเกิดจากแผ่นเปลือกโลกทวีปอินเดียเคลื่อนตัวไปชนกับแผ่นเปลือกโลกยูเรเซียในรูปแบบการมุดตัว เมื่อเกิดการสะสมพลังงานเต็มที่จึงเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ขึ้น

ผศ.ภาสกร ระบุว่า แผ่นดินไหวในอิตาลีไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เมียนมาเกิดตามมา เนื่องจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวในอิตาลีรุนแรงน้อยกว่าเมียนมา และระยะห่างไกลกันถึง 8,000 กิโลเมตร ไม่สามารถที่จะเป็นแรงกระตุ้นดันได้ ส่วนสาเหตุที่ทำให้พบผู้เสียชีวิตที่อิตาลีจำนวนมากนั้นเนื่องจากเกิดเหตุเวลา 03.30 น. ซึ่งเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่หลับอยู่

แม้แผ่นดินไหวในเมียนมาจะมีความแรงมากกว่า แต่ไม่น่าเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวได้ในไทย เพราะระยะที่ค่อนข้างไกลกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ ผศ.ภาสกรกังวล คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย และเกือบทุกเมืองใหญ่ของไทยมีรอยเลื่อนอยู่ ตั้งแต่ปี 2518 มาถึงปัจจุบันไทยเคยเกิดแผ่นดินไหวมามากกว่า 10 ครั้งแล้ว แต่ไม่เคยมีการศึกษากันมาก่อนเลยว่ารอยเลื่อนในประเทศไทยมีการสะสมพลังงานมากน้อยเท่าไรแล้ว และจะแตกหักเมื่อไหร่ ดังนั้นประเทศไทยจึงเสี่ยงต่อการเกิดแผ่นดินไหว จึงควรเตรียมองค์ความรู้ด้านนี้ให้พร้อมมากขึ้นเพื่อรองรับสถานการณ์

ขณะที่ รศ.ธีรพันธ์ อรธรรมรัตน์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอิตาลีและเมียนมาที่มีความเสียหายต่างกัน เพราะจุดศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวมีความลึกต่างกัน ที่อิตาลีจุดศูนย์กลางอยู่ตื้น จึงทำให้เกิดความเสียหายหนัก ส่วนในเมียนมาจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ลึก ทำให้เกิดความเสียหายน้อย แต่สาเหตุแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ถึงประเทศอินเดียและกรุงเทพฯ เนื่องจากการที่จุดศูนย์กลางอยู่ลึกจึงทำให้แรงสั่นสะเทือนกระจายออกไปไกล แม้ทำให้ประเทศไทยรับรู้ได้ในหลายอาคารใหญ่ แต่ประเมินว่าระดับความรุนแรงยังคงน้อยกว่าครั้งที่เกิดขึ้นที่ จ.เชียงราย เมื่อปี 2557 เล็กน้อย ไม่ถึงขั้นที่จะทำให้โครงสร้างของอาคารเสียหาย

รศ.นคร ภู่วโรดม อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมียนมาสามารถรับรู้ได้ง่าย โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่บนอาคารสูง ส่วนอาคารที่สูง 5-7 ชั้น ไม่ค่อยรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน ภาพรวมครั้งนี้ก็ยังไม่ถือว่ารุนแรง

“สาเหตุที่ทำให้โครงสร้างโบราณสถานหลายแห่งเสียนั้น เพราะโบราณสถานส่วนใหญ่ก่อสร้างมาเป็นระยะเวลานาน ใช้วัสดุที่มีค่าความแข็งแรงต่ำ หากเทียบกับวัสดุที่มีอยู่ในปัจจุบัน ฉะนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้วัด เจดีย์ หลายแห่งเสียหาย ควรมีการบูรณะโบราณสถานให้มั่นคง ตั้งแต่ขั้นตอนวางแผนการบูรณะ ซึ่งในปัจจุบันไทยยังไม่มี และไทยยังขาดองค์ความรู้ที่ทันสมัยที่จะเข้าไปดูแล รวมถึงขาดกำลังบุคลากร งบประมาณ และกำลังบุคลากรที่จะเข้าไปบำรุงรักษา ส่วนการดูแลความพร้อมตามอาคาร สถานที่ต่างๆ ควรติดตั้งสถานีตรวจวัดการสั่นสะเทือนบนพื้นดิน บนอาคาร เพื่อประเมินสถานการณ์เมื่อเกิดแผ่นดินไหว และต้องคอยศึกษาพฤติกรรมการขยายคลื่นแผ่นดินไหวของแอ่งดินในเขตเมืองใหญ่อยู่ตลอด”

ด้าน ผศ.ฉัตรพันธ์ จินตนาภักดี อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากหลายพื้นที่ที่เกิดเหตุพบว่าอาคารที่ถล่มเป็นอาคารที่ไม่มีความแข็งแรง แต่ภาพรวมในประเทศไทยโครงสร้างอาคารส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยไม้และคอนกรีตเสริมเหล็ก ถือว่าภาพรวมมีความแข็งแรง แต่ไม่ควรก่อสร้างในรูปแบบที่ผิดปกติจากหลักวิศวกรรม ซึ่งอาจมีความเสี่ยงได้

 

อนาคอนด้าในไทยมี 100 ตัว! ไร้กม.เอาผิดคนลอบเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 12:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/450588

อนาคอนด้าในไทยมี 100 ตัว! ไร้กม.เอาผิดคนลอบเลี้ยง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังจากกรณี นสพ.ทวีศักดิ์ อนันต์ศิริวัฒนา สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลสัตว์คลองหลวง จ.ปทุมธานี และทีมสัตวแพทย์ของโรงพยาบาล ผ่าตัดรักษาอาการเนื้องอกในหัวใจงูอนาคอนด้าของนักเลี้ยงงูรายหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ อย่างเป็นผลสำเร็จกลายเป็นข่าวดังที่สร้างความตื่นตะหนกว่า เหตุใดเจ้างูยักษ์อนาคอนด้า ซึ่งเคยสร้างความน่าสะพรึงกลัวจากที่หลายคนเคยได้เห็นในโลกภาพยนตร์และสารคดีต่างๆ จึงนำมาครอบครองได้ ราวกับเป็นสัตว์เลี้ยงที่ซื้อหาได้ทั่วไป

เมื่อสำรวจในโลกออนไลน์ เว็บไซต์บางแห่งมีการระบุกระทั่งราคาขายของลูกงูยักษ์ สนนราคาอยู่ที่เพียงตัวละ 6,500 บาท

อดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า เรื่องของจำนวนงูอนาคอนด้าและสัตว์นำเข้าหลายชนิดที่มีการลักลอบนำเข้ามายังมีตัวเลขที่ไม่ชัดเจนเพราะไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครองของไทย แต่จัดอยู่ในบัญชีที่ 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตส จัดเป็นสัตว์ป่าที่ยังไม่ถึงกับสูญพันธุ์ จึงอนุญาตให้ค้าในเชิงพาณิชย์หรือนำเข้า

ทั้งนี้ ได้เร่งตรวจสอบเพื่อหาเจ้าของงู โดยติดต่อไปยังสัตวแพทย์ที่ทำการผ่าตัดงู แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิ จึงเร่งสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหาผู้ครอบครอบงูตัวนี้ให้ได้ ว่ามีการนำเข้าอย่างถูกต้องหรือไม่หรือไปซื้อต่อมาจากใคร หากได้มาอย่างไม่ถูกต้องจะมีบทลงโทษตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

นอกจากนี้ ยังได้สั่งให้ไล่ย้อนกลับไปหาข้อมูล ผู้ทำเรื่องนำเข้างูชนิดนี้ในไทย ส่วนใหญ่เป็นเอกชน หรือพ่อค้า คนพวกนี้รู้จุดอ่อนของกฎหมายที่ประกาศใช้อยู่ตอนนี้ ว่าต่อให้ผิด ไม่มีหลักฐาน กรมอุทยานฯ ก็ไม่มีสิทธิยึดสัตว์ของกลาง จับหรือปรับ เพราะสัตว์ที่นำเข้ามานั้นอยู่นอกเหนือกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่าของไทย

“งูอนาคอนด้าตัวดังกล่าวอาจนำเข้ามาอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ถูกก็ได้ แต่ก็ยอมรับว่าตรวจสอบได้ยากเพราะผู้นำเข้ามาจะนำไปจำหน่ายต่อหรือเพาะพันธุ์อย่างไร เป็นการยากจะไปตรวจสอบต้นตอที่มา หลายกรณีมักจะอ้างว่าซื้อต่อมาจากพ่อค้า”

รองอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า เมื่อไล่เรียงสติถิงูอนาคอนด้าในไทย เริ่มมีครั้งแรกตั้งแต่ปี 2543 จำนวน 4-5 ตัว ในปี 2547 มีผู้ขออนุญาตเป็นขององค์การสวนสัตว์นำเข้า 17 ตัว และในปี 2549 อีกประมาณ 50 ราย เป็นของเอกชนที่ทำเรื่องมาเพียงรายเดียว ขณะนี้กำลังให้เจ้าหน้าที่สืบหาข้อมูลที่อยู่ เบอร์โทรติดต่อ เอกชนเพื่อตรวจสอบว่ายังเลี้ยงดูได้ดี ถูกต้อง รัดกุม หรือปล่อยสัตว์ส่งต่อไปยังที่ใด เพราะหลังข่าวแพร่ออกไปมีประชาชนเริ่มหวาดกลัวว่าจะงูอนาคอนด้าจะหลุดในธรรมชาติซึ่งคนกลัวกันมาก

อดิศร กล่าวอีกว่า ขณะนี้เรากำลังแก้กฎหมายให้มีบทลงโทษการครอบครองสัตว์ต่างประเทศให้รัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งหากประกาศใช้ก็สามารถเอาผิดผู้ที่มีสัตว์ประเภทนี้ในครอบครองได้ แต่จากที่ติดตามข่าวมาตลอดหลายสิบปียังไม่มีการพบ หรือรายงานข้อมูลว่าพบงูชนิดนี้ในผืนป่าธรรมชาติไทย ซึ่งงูชนิดนี้ ลักษณะนิสัยจะเหมือนกับงูเหลือม งูหลามที่พบในไทย เพียงแต่จะมีลักษณะตัวใหญ่ สีเข้มคล้ำกว่า ตัวโตสุดเส้นผ่าศูนย์กลางจะใหญ่กว่า 30 เซนติเมตร ถ้าดูจากจำนวนที่นำเข้ามา หากมีการเพาะพันธุ์ งูอนาคอนดาทุกชนิดจะออกลูกเป็นตัว ครั้งละประมาณ 20-40 ตัว หรือมากกว่านั้น ก็คาดว่าน่าจะมีงูอนาคอนด้าในไทยไม่ต่ำกว่า 100 ตัวแล้ว

เตือนใจ นุชดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวว่า ตลาดสัตว์นำเข้าหลายชนิด ซื้อขายได้เพราะการตรวจจับเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก งูเป็นสัตว์ที่ลักลอบนำเข้ามาได้ง่าย เพราะ ผู้ค้าใช้วิธีรมยาสลบงูและจับกดไว้ในกล่องพันเทปกาวซุกรวมกับสินค้าอื่น ๆ ก็รอดพ้นสายตาจากภาพเอ็กซ์เรย์เล็ดลอดเข้ามาในประเทศได้ง่าย หรือบางชนิดก็นำเข้ามาตั้งแต่ยังเป็นไข่ นำมาฟักเอง หรือยังเป็นลูกสัตว์ที่ขนส่งง่าย

ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กล่าวว่า ผู้ค้าทราบดีว่าการขออนุญาตนำเข้าสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์ที่เป็นอันตราย มีพิษ เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก มีขั้นตอนตรวจสอบประเทศต้นทาง ทั้งเรื่องการจัดจำหน่ายอย่างถูกต้อง การตรวจโรค ตรวจสอบด้านสาธารณสุข ที่มีค่าใช้จ่ายมากมาย ต้องติดต่อกับประเทศปลายทางขออนุญาตผ่านด่านศุลกากร รวมถึงต้องระบุชัดเจนว่าจะนำไปเลี้ยงที่ไหน กรณีที่เป็นสัตว์ที่มีอันตราย มีมาตรการดูแลความปลอดภัยไม่ให้กระทบต่อคนอื่นแค่ไหนอย่างไร เมื่อเห็นอย่างนี้ ก็คิดว่า การเสี่ยงลักลอบเข้ามาขายอย่างอิสระคุ้มกว่า ที่สำคัญ คือ เรื่องนี้บังคับใช้กฎหมายยาก เพราะกฎหมายเอาผิดได้เฉพาะผู้ค้าในฐานะลักลอบนำเข้าได้แต่เอาผิดผู้ครอบครองไม่ได้

 

ส่องชีวิต “พนักงานวัยเกษียณ” …แก่แต่เก๋าเก่าแต่เจ๋ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2559 เวลา 21:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/450522

ส่องชีวิต "พนักงานวัยเกษียณ" ...แก่แต่เก๋าเก่าแต่เจ๋ง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล  / ภาพ…ภัทรชัย ปรีชาพานิช, ทวีชัย ธวัชปกรณ์

ความฝันวัยเกษียณของใครหลายคนคือ การได้พักผ่อนอยู่บ้าน เลี้ยงหลาน ปลูกต้นไม้ ทำงานอดิเรกยามว่าง เดินทางท่องเที่ยวอย่างสงบสุข ไร้กังวล หลังตรากตรำทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิต

ทว่าความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น คนจำนวนมากไม่มีเงินเก็บ บางคนมีไม่เพียงพอให้อุ่นใจ เนื่องจากต้องใช้หนี้ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ไหนจะค่ากินอยู่ในชีวิตประจำวัน เมื่อไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ไม่มีลูกหลานให้พึ่งพา ไม่มีสวัสดิการใดๆมารองรับ

ชีวิตช่วงบั้นปลายจึงกลายเป็นฝันร้ายอันน่าสะพรึง …

“จ้างงานคนวัยเกษียณ” ฝันเป็นจริงของคนแก่(แต่ยังมีไฟ)

“ฮือฮา!เครือเซ็นทาราจัดตั้งนโยบายจ้างแรงงานวัยเกษียณ”

ข่าวกรอบเล็กๆบนหน้าหนังสือพิมพ์ ดึงดูดความสนใจบรรดาสถานประกอบการในภาคธุรกิจ นักวิชาการด้านแรงงานและผู้สูงอายุ ตลอดจนคุณลุงคุณป้าวัยใกล้หลักหก

ภัทรา จองเจริญกุลชัย รองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคล โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เล่าว่า ปัจจุบันเครือเซ็นทารามีโรงแรมและรีสอร์ทในเครือกว่า 70 แห่งทั้งในไทยและต่างประเทศ การดูแลรักษาพนักงานที่มีศักยภาพให้อยู่กับองค์กรจวบจนเกษียณอายุเป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะพนักงานที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว และทำงานอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลานาน มักจะมีความรู้ความชำนาญ มีประสบการณ์ชนิดหาตัวจับยาก เปรียบเสมือนทรัพยากรทรงคุณค่าที่มิอาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้

เรามีพนักงานที่จงรักภักดีทำงานด้วยกันตั้งแต่ยุคบุกเบิก คุณสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ (ประธานกรรมการโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา) ท่านให้ความสำคัญกับพนักงานมาก หลายคนคุ้นเคยสนิทสนม พอเกษียณแล้วเลยขอทำงานต่อ เพราะผูกพัน เราก็เลือกคนทำงานดี ทำงานไหว และมีตำแหน่งว่าง ต่อมามีพนักงานใกล้จะเกษียณเยอะ บวกกับไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากร คุณทศ จิราธิวัฒน์ (ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด) จึงประกาศว่า ใครยังมีแรง อยากทำต่อ ก็ให้รับเข้าทำงานทุกคน เพราะเสียเวลาหาคนใหม่ การรักษาคนเก่าที่จงรักภักดีเป็นเรื่องสำคัญกว่า

ทุกวันนี้ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา มีพนักงานวัยเกษียณประมาณ 120 คน ตั้งแต่ฝ่ายบริหาร หัวหน้าแผนก ยันพนักงานซักรีด ทำครัว ล้างจาน ช่างซ่อมบำรุง จองห้องพัก แม่บ้าน

“มีทั้งพนักงานที่จ้างต่อหลังอายุครบเกษียณ ทั้งรับคนที่เกษียณอายุจากที่อื่นมาทำใหม่ ก็จะตรวจสุขภาพ สัมภาษณ์ ประสบการณ์พวกนี้แน่นอยู่แล้ว ไม่มีอะไรน่าห่วง จุดเด่นของพนักงานสูงวัยคือ ขยัน อดทน มีวินัย ไม่งอแง ไม่เกเร ต่างจากเด็กรุ่นใหม่เวลาตำหนิอะไรนิดหน่อย พรุ่งนี้ลาป่วย ไม่มาทำงานเลย คนแก่อดทนกว่า อีโก้น้อยกว่า อาจมีช้าบ้างแต่ตั้งใจทำงาน ตรงนี้ไม่ถือเป็นอุปสรรค

รองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคล โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ทิ้งท้ายว่า น่าชื่นใจที่ภาคธุรกิจหลายแห่งเริ่มอ้าแขนรับคนวัยเกษียณกลับเข้ามาทำงาน ดีกว่าปล่อยให้นั่งเหม่อ ซึมเศร้าเหงาหงอยอยู่กับบ้าน การได้ทำงานจะทำให้เขาเห็นคุณค่าในตัวเอง ประสบการณ์ของคนเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทมีประสิทธิภาพ ลดภาระสังคม กระตุ้นเศรษฐกิจ แถมยังพัฒนาประเทศชาติด้วย

“ขยัน อดทน ชั่วโมงบินสูง” ทีเด็ดของพนักงานสว.

ท่ามกลางความกังวลว่า หลังเกษียณไม่มีรายได้ จะเหี่ยวเฉา ซึมเศร้า ไร้ที่พึ่ง การอ้าแขนรับพนักงานสูงอายุเข้าทำงาน จึงไม่ต่างอะไรกับสายฝนอันชุ่มฉ่ำที่ตกลงมาบนผืนดินแห้งผาก ดลให้สรรพสิ่งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ระจิต โภคสมบูรณ์กิจ วัย 62 คร่ำหวอดอยู่ในแผนกแม่บ้านโรงแรมมานานกว่า 30 ปีแล้ว

เริ่มจากเลขานุการอาวุโสหัวหน้าแม่บ้านที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกแม่บ้านโรงแรมโซลทวินทาวเวอร์ หัวหน้าแม่บ้านโรงแรมรอยัลปาร์ควิว โรงแรมโซฟิเทล กรุงเทพ สีลม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ และโรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายแม่บ้าน โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์

“จริงๆต้องเกษียณอายุตั้งแต่อายุ 55 ปีแล้ว แต่เขายืดเวลาให้ เพราะเรายังทำงานได้ดี  ยิ่งตอนนี้ทำสัญญาปีต่อปียิ่งต้องดูแลสุขภาพ สร้างผลงาน ห้ามเฉื่อย โชคดีที่งานโรงแรมมีตัวกระตุ้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็นแขก เวลา ความสะอาด ความเป็นระเบียบ อายุ 62 นี่เผลอๆแรงเยอะกว่าสาวๆอีกนะ (หัวเราะ) เพื่อนวัยเดียวกันเกษียณเกือบหมดแล้ว เจอกันทักประจำว่า ‘เอ้า เขายังจ้างเธออยู่เหรอ’ ก็เรายังสนุกอยู่ ถ้าให้กลับไปอยู่บ้านเฉยๆคงเฉาตาย ขนาดหยุดงาน 3-4 วันยังเซ็ง ไม่รู้จะทำอะไร กลัวเป็นโรคซึมเศร้า ตอนแรกวางแผนไว้ว่าถ้าสมัครงานไม่ได้ จะทำธุรกิจรับจ้างทำความสะอาดบ้าน ทำอาหารกล่องขาย คิดแต่จะทำงานอยู่ตลอด เราไม่มีหนี้สินหรือเดือดร้อนเรื่องเงิน เพียงแต่ไม่อยากเอาเงินเก่ามานั่งกิน เพราะสักวันมันก็ต้องหมด”

ระจิต โภคสมบูรณ์กิจ ขณะกำลังตรวจดูความเรียบร้อยภายในห้องพักโรงแรม

 

‘คุณแม่ระจิต’ที่พนักงานรุ่นลูกเรียกกันติดปาก ฝากข้อคิดถึงคนรุ่นหลังว่า

อยากให้เก็บออมเงินไว้บ้าง วางแผนชีวิตยาวๆเลยว่าถ้าแก่ตัวไป อายุครบเกษียณจะต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะไม่ลำบาก เป็นเรื่องยากแต่ต้องทำ ไม่ใช่ว่ามีเงินก็ใช้หมด สวัสดิการสังคมบ้านเรายังไม่ดี ดังนั้นถ้าหวังพึ่ง ไม่พอกินแน่นอน

ประไพ ฤทธิยา วัย 72 หรือแม่ตุ๋ย พนักงานแผนกโรงครัวที่อายุมากที่สุดในโรงแรม เล่าว่า ทำงานตั้งแต่ยุคบุกเบิก ความสุขในวันนี้คือ ได้ทำอาหารให้พนักงานทุกคนทานอิ่มท้อง

นโยบายนี้ดีมากๆค่ะ ทำให้คนแก่พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นภาระให้ลูก รู้สึกสบายใจที่ยังมีงานให้ทำ และเป็นงานที่เราชอบ แถมยังได้เงินเดือน เพื่อนวัยเดียวกันพักผ่อนแล้ว แต่เรายังไม่อยากพักเพราะใจมันยังชอบ ที่นี่ผู้ใหญ่ใจดี เราก็คิดว่าจะทำจนกว่าจะทำไม่ไหว ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ว่าจะให้เราทำอีกนานแค่ไหน เรื่องเกษียณแล้วไม่มีเงินใช้น่ากลัวมากที่สุด อายุน้อยต้องรีบเก็บเงิน แก่ตัวมาจะรู้ว่าเงินมีค่า ตัวอย่างมีให้เห็นเยอะแยะ แก่ตัวไปไม่มีเงิน ลูกหลานทอดทิ้ง ต้องเป็นภาระของสังคม“แม่ตุ๋ยให้พรลูกหลานไว้อย่างน่าคิด

ไพโรจน์ ขยายศรี พนักงานลายครามแผนกซักรีด อายุล่วงเข้าปีที่ 58 ปี แต่ยังแข็งแรงปานคนหนุ่ม

“ทำมานานก็ชำนิชำนาญเป็นธรรมดาครับ เอาประสบการณ์ตรงนี้ไปสอนเด็กๆต่อได้ด้วย”ไพโรจน์ว่าขณะพับผ้าด้วยทีท่าคล่องแคล่ว ก่อนบอกต่อ “ตอนนี้ผมยังต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว เลี้ยงลูกสาวม.3 ลูกยังเรียนไม่จบ ก็ต้องทำไปเรื่อยๆครับ ชีวิตยังมีเรื่องให้ห่วงอยู่

ไพโรจน์ ขยายศรี พนักงานฝ่ายซักรีด วัย 59 ยังอยากทำงานต่อไปเพื่อหารายได้ส่งลูกเรียน

 

ประไพ ฤทธิยา หรือแม่ตุ๋ย พนักงานอายุมากที่สุดในโรงแรม กำลังปรุงอาหารอย่างมีความสุข

 “ผูกพันกันเหมือนครอบครัว”เคล็ดลับมัดใจลูกจ้าง

ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ใครไปทานข้าวที่ศูนย์อาหารตลาดเสรีมาร์เก็ต ห้างพาราไดซ์ปาร์ค คงพบภาพน่ารักของกลุ่มแม่บ้านรุ่นคุณป้า (หรืออาจจะคุณย่าคุณยาย) ในชุดไทย กำลังเข็นรถเก็บถ้วยชาม ทำความสะอาดโต๊ะ ด้วยสีหน้าแช่มชื่น

เคยมีลูกค้าบอกว่า แม่บ้านที่นี่ถึงจะมีอายุ แต่ก็ดูแข็งแรงกว่าหนุ่มสาวหลายคน ปลื้มใจค่ะที่เขาชม”ประทีป  ขวัญอ่อน แม่บ้านวัย 59 ยิ้มปลาบปลื้ม

กันยพัชร์ สุขะธนประเสริฐ วัย 58 และ องอาจ วังสิงห์ วัย 53 เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย บอกอย่างภาคภูมิใจเป็นเสียงเดียวว่า พนักงานสว.ทุกคนที่นี่อยู่ด้วยกันมานานเกือบ 30 ปี ผูกพันเหมือนครอบครัว ทุกวันที่มาทำงานจึงเต็มไปด้วยความสุข สนุกสนาน และ…บางวันก็ฮา

สิ่งที่ทำให้เรายังมีไฟคือ ลูกๆให้กำลังใจ ผู้บริหารก็ดีกับเราทุกอย่าง หัวหน้าก็ดี เพื่อนร่วมงานก็ดี ทุกคนช่วยกัน ประคับประคองกันไป

พนักงานสว.แห่งตลาดเสรีมาร์เก็ต พาราไดซ์ปาร์ค เก็บถ้วยจานชามอย่างกระฉับกระเฉง

สาลี่ สุขีมิตร แม่บ้านวัยเฉียดหกสิบ บอกว่า กระฉับกระเฉงตั้งแต่ตื่นขึ้นมาแต่งตัวไปทำงานแล้ว

วันไหนจำเป็นต้องหยุด วันนั้นจะเบื่อโดยอัตโนมัติ งานแม่บ้านเหนื่อย หนัก หาคนทำยาก หนุ่มๆสาวๆบางคนทำวันเดียวลงไปนั่งกับพื้นเลย แต่เราไหว สบายมาก

ศิลป์ ชัยเดช 59 ปี บอกว่า ดีใจที่มีนโยบายแบบนี้ ถ้าสถานประกอบการทุกแห่งมีเหมือนกันจะดีมาก คนแก่จะได้มีกำลังใจทำงานต่อไป

ดูผมสิ ทีแรกพอใกล้จะ 60 ต้องถูกปลด ใจมันเหี่ยว แต่พอเขาจะต่อสัญญาให้ ทุกอย่างก็สว่างไสว กำลังใจมาทันที” เจ้าของร่างกำยำสง่าสมวัยหัวเราะในลำคอ

นุ่งชุดไทย เข็นรถเก็บขยะตั้งแต่เช้าจรดเย็น ความขยันไม่แพ้สาวๆ

รัชนี ศรีวะรมย์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด ตลาดเสรีมาร์เก็ต เผยว่า ปัจจุบันตลาดเสรีมาร์เก็ต พาราไดซ์ปาร์ค มีพนักงานสูงวัยประมาณ 30 คน ประกอบด้วยพ่อบ้าน แม่บ้าน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

เราอยู่กันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นเสรีเซนเตอร์ พอหมดเสรีเซ็นเตอร์ เขาอยากไปกับเราต่อ ก็เลยยกขบวนมาทำด้วยกันถึงวันนี้ เกือบ 30 ปีแล้ว เรียกว่าแก่ไปด้วยกัน พนักงานเหล่านี้อยู่มานานก็เกิดความจงรักภักดีต่อองค์กร ผู้บริหารเองก็สนับสนุน ไม่อยากให้คนสูงอายุหมดค่า สโลแกนของเรามีอยู่ว่า ‘วิถีไทยใส่ใจผูกพัน’ วิถีไทยคือครอบครัวเดียวกัน ใส่ใจคือใส่ใจดูแลเขา ผูกพันคือรัก สามัคคีกัน ก็อยู่กันจนกว่าจะไม่ไหวแหละค่ะ”รัชนี หรือพี่อิ๋ว หัวเราะชอบใจ

การฝึกฝนให้พนักงานมีความรับผิดชอบ เชี่ยวชาญในการทำงาน และจงรักภักดีต่อองค์กร ไม่ได้ทำกันง่ายๆ พนักงานแบบนี้หายากและมีคุณค่ามากซึ่งองค์กรต้องรักษาไว้ ถ้าเขายิ่งเกษียณอายุ แล้วเราจ้างทำงานต่อ ความจงรักภักดีก็จะยิ่งทวีคูณ เพราะเขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ความฮึกเหิมจะกลับมาอีกครั้ง

ในฐานะผู้บริหาร รัชนีเปรียบเทียบพนักงานสว. กับพนักงานหนุ่มสาวว่า พนักงานสว.ชั่วโมงบินสูง อดทนเป็นเยี่ยม ตั้งใจทำงาน มีความรับผิดชอบ ส่วนพนักงานหนุ่มสาวเรี่ยวแรงเยอะ แต่กลับขี้เกียจ ดื้อ เชื่อมั่นในตัวเองสูง

เด็กรุ่นใหม่ๆชอบงานสบาย หนักไม่เอาเบาไม่สู้ แถมยุคนี้ยังติดมือถือ  เวลาตำหนิก็เถียง หนักเข้าก็ลาออก ทิ้งงานเลย แต่คนแก่นี่อึด อดทน ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ใส่ใจในสิ่งที่ทำ ขยัน อยู่ว่างไม่ได้ต้องหาอะไรทำตลอด ไม่ปริปากบ่นแม้งานยุ่งยาก งานแม่บ้านทำความสะอาดเป็นงานที่ไม่ค่อยมีคนอยากทำ เก็บโต๊ะ เก็บขยะ เข็นรถ สกปรก เหนื่อย ต้องปะทะกับลูกค้าทั้งวัน ถ้าใจไม่รักทำงานนี้ไม่ได้  แต่พนักงานสูงอายุเขารับมือได้ ไม่ต้องไปจ้ำจี้จ้ำไช เพราะเขารู้ว่า งานบริการต้องทำอย่างไรให้ลูกค้าประทับใจ

เจ้านาย-ลูกน้องรักและผูกพันกันเหมือนครอบครัว

รับมือสังคมผู้สูงอายุ

ปี 2557 สำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พบว่า ไทยมีประชากรผู้สูงอายุถึง 10,014,699 คน คิดเป็น 14.9 % ของจำนวนประชากรทั้งหมด สอดรับกับนิยามขององค์การสหประชาติที่กำหนดไว้ว่า การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุต้องมีประชากรอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปมากกว่า 10 % ของประชากรทั้งประเทศ

ปัญหาใหญ่ที่ผู้สูงอายุพ.ศ.นี้ต้องเผชิญคือ ไม่มีหลักประกันทางรายได้ หรือถ้ามีก็ไม่มั่นคง

ผลการศึกษาเรื่อง “การบูรณาการระบบบำนาญของประเทศไทย” โดย ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ยศ วัชระคุปต์ และพสิษฐ์ พัจนา นักวิจัยจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ในวันที่สังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ แต่หลักประกันทางด้านรายได้สําหรับผู้สูงอายุยังไม่สามารถครอบคลุมกลุ่มวัยทํางานได้ครบทุกคน โดยพบว่า 73% ของคนวัยทำงานไม่มีหลักประกันรายได้ 19.2% ใช้ประกันสังคม ส่วนอีก 7% เป็นข้าราชการ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไทยจะไม่สามารถเลี่ยงการเป็นสังคมสูงอายุได้ แต่สามารถเตรียมความพร้อมในการรับมือได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคครัวเรือน จะต้องผนึกกำลังช่วยกันขับเคลื่อนประเทศ

 

เมื่อเร็วๆนี้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จัดทำมาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีให้กับภาคเอกชนที่จ้างผู้สูงอายุเข้ามาทำงานสามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาลดหย่อนภาษีได้ เป็นการรองรับสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้น คาดว่าเร็วๆนี้ มาตรการดังกล่าวจะออกมามีผลบังคับใช้

อยากให้คนแก่ได้ทำงาน จากที่ดูตัวอย่างของญี่ปุ่น เวลาสำรวจคนแก่ที่อยู่ในบ้านพักคนชรา ส่วนใหญ่เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ เพราะไม่มีสังคม ชีวิตไม่มีความหมาย จึงได้คุยกับกระทรวงแรงงานให้หาทางจ้างงานคนแก่ และอยากให้เอกชนมาชวนคนแก่ทำงานด้วย โดยรัฐจะมีสิ่งจูงใจทางภาษีให้

สอดคล้องกับ ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ได้เสนอมาตรการสนับสนุนบริษัทเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุทำงานไปยังกระทรวงการคลังแล้ว โดยบริษัทเอกชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการจ้างงานมาหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า มีเงื่อนไขคือ ผู้สูงอายุต้องอายุ 65 ปีขึ้นไป กำหนดการจ้างงานคือ ต้องไม่เกิน 10% ของรายจ่ายจ้างงานทั้งบริษัท และไม่เกิน 10% ของจำนวนพนักงานบริษัท นอกจากนี้ กำหนดเงินเดือนผู้สูงอายุที่ถูกจ้างงานต้องมีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท เนื่องจากต้องการสนับสนุนให้จ้างพนักงานระดับล่างทำงาน เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีรายได้ไม่เพียงพอกับการดำรงชีพหลังเกษียณอายุ

 

ขณะที่ รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า นโยบายสนับสนุนจ้างงานคนวัยเกษียณ ถือเป็นเรื่องที่ดีมาก

ต่างประเทศ ไม่ว่าจะอเมริกา ยุโรป เอเชีย ในซูเปอร์มาร์เก็ตจะมีแรงงานสูงวัยจำนวนครึ่งต่อครึ่ง ส่วนมากทำงานเบาๆ ไม่ต้องใช้แรงหนัก เช่น แคชเชียร์ เขาน่ารักมาก มีความสุขกับการทำงาน หรืออย่างธุรกิจโรงแรมจะเห็นว่าผู้สูงอายุไปทำแผนกแม่ครัวได้สบายๆ แต่ถ้างานหนักบางประเภท เช่น ปูเตียง ซึ่งต้องเนี้ยบและใช้แรงเยอะ อาจลำบาก จึงอาจต้องขยับไปคอยชี้แนะให้คนหนุ่มๆสาวๆทำแทนได้ ไม่ก็หมุนเวียนไปทำแผนกอื่น เช่น จัดโต๊ะ จัดดอกไม้ ให้แนะนำหน้ารีเซปชั่น ขณะเดียวกันสถานประกอบการเองก็ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานด้วย เช่น เงินเดือน สวัสดิการต่างๆ ให้เหมาะสมเพื่อให้เขาอยู่ได้

นักวิชาการด้านแรงงานรายนี้ บอกว่า กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ แรงงานสูงอายุที่อยู่นอกระบบ โดยเฉพาะเกษตรกร

ผมไม่ห่วงแรงงานสูงอายุภาครัฐ เพราะเขามีเงินเดือนสูง มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล มีบำเหน็จบำนาญ พวกนี้มีเงินพอกินแน่นอน ส่วนแรงงานภาคเอกชน ถ้าไม่มีเงินเก็บเงินออม เกษียณอายุไปจะลำบาก เพราะเบี้ยยังชีพจะไม่เพียงพอแน่นอน ผลวิจัยระบุว่าเกินกว่าครึ่งไม่มีเงินเก็บ และต้องกลับมาทำงานในระบบอีก แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ กลุ่มแรงงานผู้สูงอายุนอกระบบ โดยเฉพาะเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา พวกนี้ส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม ไม่มีสวัสดิการ หลายคนพึ่งพาลูกหลานไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาน้อย โอกาสจะกลับเข้ามาทำงานในระบบก็ยากขึ้นไปอีก”

รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์

นาทีนี้ปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ไทยกำลังรับมือกับภาวะสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งนโยบายการสนับสนุนแรงงานวัยเกษียณ นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจอันน่าจะช่วยให้คนเฒ่าคนแก่ที่ยังมีแรง มีไฟ และอยากทำงาน สามารถพึ่งพาตัวเองให้มีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบากลำบนนัก.

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPosttoday%2Fvideos%2F10154618058779835%2F&show_text=0&width=560

เปิดอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ ดีเดย์ 1 ต.ค. เขี้ยวเล็บขจัดคนโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2559 เวลา 18:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/450018

เปิดอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯ ดีเดย์ 1 ต.ค. เขี้ยวเล็บขจัดคนโกง

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ในที่สุดความพยายามผลักดันจัดตั้ง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแห่งแรกในประเทศ ก็เป็นผลสำเร็จแล้ว หลังมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษามื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจังเพื่อดำเนินคดีแก่ผู้ทุจริตอย่างจริงจัง

นิกร ทัสสโร ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญาคนแรกและคนสุดท้าย ในฐานะหนึ่งในคณะผู้พิพากษาที่ร่วมผลักดันก่อตั้งศาลคดีทุจริตฯ ร่วมกับผู้พิพากษาอีก 12 ท่าน บอกว่า การจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางครั้งนี้จะทำให้แผนกดังกล่าวถูกยกขึ้นเป็นศาล คดีทุกคดีในศาลอาญาที่เข้าข่ายจากนี้ จะถูกโอนไปยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

ทั้งนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและพฤติมิชอบกลาง เตรียมเปิดทำการศาลในวันที่ 1 ต.ค. 2559 โดยมีอธิบดีผู้พิพากษา 1 คน และรองอธิบดีฯ อีก 3 คน นิกร ระบุว่า เมื่อตั้งศาลคดีอาญาทุจริตฯ ที่กรุงเทพฯ เสร็จ เชื่อว่า ในอนาคตจะขยายเปิดศาลอาญาคดีทุจริตภาค 1-9 ภายในระยะเวลา 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนทั่วประเทศที่ต้องเกี่ยวข้องกับคดีประเภทนี้ ทั้งที่เป็นโจทก์ จำเลย และต้องมาเป็นพยาน ซึ่งขณะนี้ศาลอาญาคดีทุจริตฯ

สำหรับองค์คณะพิจารณาคดีทุจริตฯ จะใช้ผู้พิพากษา 2 ท่าน คุณสมบัติของผู้พิพากษานั้น “ผู้พิพากษาหัวหน้าองค์คณะ” จะต้องเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมาก่อน ต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างต่ำ 20 ปี เฉลี่ยอายุระหว่าง 45-55 ปี ส่วน “ผู้พิพากษาองค์คณะ” ต้องมีประสบการณ์ทำงานอย่างต่ำ 10 ปี เฉลี่ยอายุ 36 ปีขึ้นไป

คดีที่เข้าสู่การพิจารณา แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.คดีอาญาที่เจ้าหน้าที่รัฐ ถูกกล่าวหา หรือร่วมเอกชน กระทำผิด เช่น ฮั้วประมูล 2.คดีทางแพ่ง ที่ขอให้ริบทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน, คดีความผิดฐานฟอกเงิน, คดีร่ำรวยผิดปกติ และ 3.คดีเกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ

ส่วนคดีที่เข้าสู่ศาลอาญาคดีทุจริตฯกลางมี 3 ช่องทาง 1.คดีสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 2.คดีสำนวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ 3.ประชาชนผู้เสียหายฟ้องร้องเอง

ปัจจุบันมีคดีความเข้ามาสู่แผนกฯ เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ เฉลี่ย 2 วัน ต่อ 1 เรื่อง ต่อไปในอนาคตศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางเพียงศาลเดียวที่มีอำนาจรับคดีทั่วประเทศ

ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีทุจริตฯ ท่านนี้ แจกแจงว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางไม่ได้เป็นแต่เพียงศาลที่ตั้งขึ้นใหม่เท่านั้น ยังมีระบบการพิจารณาใหม่ด้วย คือ ระบบไต่สวน โดยศาลมีหน้าที่สำคัญในการเสาะแสวงหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาจะเป็นผู้ซักถามพยานเอง คู่ความและทนายความจะถามได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาล ต่างจากระบบกล่าวหาที่ใช้กันในปัจจุบัน

เรื่องภาระการพิสูจน์ยังคงตกอยู่แก่โจทก์ดังเดิม นอกจากนี้ระบบการพิจารณาของศาลใหม่จะมีสำนวนของ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เป็นสำนวนหลักซึ่งอัยการสูงสุด หรือ ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์ จะต้องนำมาส่งต่อศาลในวันยื่นฟ้อง ซึ่งศาลจะใช้สำนวนดังกล่าวเป็นแนวทางหรือเป็นหลักในการไต่สวน และตั้งคำถามที่สำคัญ

หลักวิธีพิจารณาที่สำคัญของศาลคดีอาญาทุจริตฯ มีหลายอย่าง ซึ่งนักกฎหมายและประชาชนจะต้องปรับตัวให้คุ้นเคย เริ่มตั้งแต่ คำถามที่จะถามพยาน ทุกฝ่ายสามารถใช้คำถามนำได้ การพิจารณาคดีโดยหลักมีเพียงสองชั้นศาล ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ คดีจะถึงที่สุดที่ศาลชั้นอุทธรณ์ ยกเว้นได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาถึงจะนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาได้ เช่น เป็นข้อกฎหมายใหม่ที่ศาลฎีกาต้องการวางบรรทัดฐาน หรือคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตจำเลย

ทั้งนี้ จำเลยที่ไม่ถูกคุมขัง หากต้องการยื่นอุทธรณ์ต้องมายื่นด้วยตัวเอง ไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นมายื่นแทนได้ ซึ่งเป็นความแตกต่างจากคดีอาญาปกติทั่วไป ในส่วนทรัพย์สินของกลางที่รับสินบน หรือติดสินบนกันมา กฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาเดิม ศาลถือหลักว่าของกลางนั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ขอให้ริบ ศาลไม่สามารถริบได้ แต่กฎหมายวิธีพิจารณาคดีทุจริต ให้อำนาจศาลริบทรัพย์ของกลางได้ แม้โจทก์จะไม่มีคำขอให้ริบทรัพย์ก็ตาม

“ถ้าศาลไต่สวนแล้วพบว่ามีเงินในบัญชีเงินฝาก หรือมีทองคำ เป็นเงินหรือทรัพย์ที่ได้มาจากการทุจริต แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้ริบ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการสืบสวนของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานใด”

นิกร บอกอีกว่า หากสภาผ่านกฎหมายนี้ในเรื่องการริบทรัพย์ ก็จะมีมาตรการที่เข้มข้นทางการบังคับแก่ทรัพย์ที่เป็นสินบน สมมติจำเลยรับสินบนเป็นทองคำมา แต่ทองคำเหล่านั้นสูญหายหรือถูกจ่ายโอนไป ก็ต้องชำระเงินแทน หากขัดขืนก็ต้องเสียดอกเบี้ย หรืออาจถูกคุมขัง และอาจถูกยึดทรัพย์สินมาขายทอดตลาดต่อไป “จึงกล่าวได้ว่า มาตรการริบทรัพย์นี้ แม้โกงเงินบาทเดียวก็เป็นความผิดและหนีไม่ได้”

นิกร ย้ำเจตนาส่วนตัวของเขาว่า อยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เรียกว่าไทยสุจริต คือการทุจริตนั้นจะไม่สามารถแก้ได้ ถ้าคนในสังคมไม่ให้ความร่วมมือ ยอมรับว่าระบบกฎหมายและศาลเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ

“ประเทศไทยทำไมดัชนีการทุจริตจึงสูงกว่าประเทศอื่น อาจเกิดจากความหย่อนยานทางจิตใจสำนึกในความซื่อสัตย์สุจริต และไม่ได้รับการปลูกฝัง เมื่อมาประกอบกับคิดถึงแต่ด้านวัตถุนิยม ที่มีการเคารพและให้ความสำคัญต่อคนรวยและความรวย ทั้งสองอย่างนี้จึงนำพาเป็นสังคมทุจริตโดยที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว”

ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกคดีทุจริตฯ ท่านนี้ ยังกล่าวเปรียบเปรยเรื่องความสุจริต ว่า บางคนรู้สึกว่า “จะให้เป็นคนสุจริตก็ได้ แต่ขอสุจริตเป็นคนสุดท้าย” เพราะ 1.ยังรู้สึกว่ายากจนอยู่ 2.คนอื่นก็ทุจริตเหมือนกัน 3.คนทุจริตยังไม่ถูกลงโทษ และ 4.ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ทุจริตก็ยังได้รับการยอมรับ แล้วเรายังจะยอมให้ประเทศไทยของเราเป็นแบบนี้ต่อไปอีกหรือไม่

เขาทิ้งท้ายว่า ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาไม่มีศาลประเภทนี้มากำจัดคนทุจริตเป็นการเฉพาะ ดังนั้น การที่ประเทศไทยต้องตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ เท่ากับเราใช้ต้นทุนและภาพลักษณ์ของประเทศไปแลกอยู่เหมือนกัน เพราะเท่ากับประเทศของเรามีคนทุจริตอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อถ่วงน้ำหนักแล้วเชื่อว่าการมีศาลอาญาคดีทุจริตฯ น่าจะดีกว่าไม่มี และในอนาคตก็หวังว่าอีกสิบปีข้างหน้าเราสามารถยุบศาลนี้ได้ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่สุจริต จะไม่มีคดีทุจริตให้ต้องตัดสินกันอีกแล้ว

 

“ประกาศหาบ้านให้หมาแมวจร”…เช็คดีดีก่อนให้ใครไปเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2559 เวลา 12:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449880

"ประกาศหาบ้านให้หมาแมวจร"...เช็คดีดีก่อนให้ใครไปเลี้ยง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…โครงการเพื่อนข้างถนน

ข่าววินมอเตอร์ไซค์หนุ่มทำทีขอรับแมวจรจัดจากเฟซบุ๊กไปเลี้ยง ก่อนลงมือทำร้ายจนตายอย่างโหดเหี้ยม กำลังสร้างความสลดหดหู่ให้แก่บรรดาคนรักสัตว์

ภณิตา สุนทรัตต์ เจ้าของโครงการเพื่อนข้างถนน เปิดเผยว่า เหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นถือเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ที่กำลังประกาศหาบ้านให้สุนัขและแมวจรจัดให้ตรวจสอบคนที่มาขอรับเลี้ยง

ขั้นตอนพิจารณาผู้มาติดต่อขออุปถัมภ์หมาแมวจรจัดของโครงการเพื่อนข้างถนน มี 4 ข้อ ประกอบด้วยดังนี้

1.ให้ผู้ขอรับเลี้ยงกรอกแบบฟอร์มข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อนามสกุล ที่อยู่ อาชีพ สถานที่ทำงาน ฯลฯ เพื่อให้ทราบตัวตนว่าเป็นใคร มาจากไหน

2.ขอสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อยืนยันว่าชื่อผู้ขอรับเลี้ยงตรงกับบ้านที่อยู่อาศัยจริง

3.ต้องมีการสัมภาษณ์ถึงวัตถุประสงค์การรับสัตว์ไปเลี้ยง และความพร้อมในการเลี้ยง รวมทั้งลงชื่อยอมรับข้อตกลงในหนังสือสัญญาของโครงการ เช่น ต้องฉีดวัคซีน-ทำหมันตามกำหนด และพร้อมดูแลรักษาพยาบาลเมื่อสัตว์เจ็บป่วย

4.ถ้าเป็นไปได้ ควรนำสัตว์ไปส่งถึงบ้าน เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าสถานที่เลี้ยงเหมาะสมเอื้ออำนวยหรือไม่

 

คำถามที่เราอยากรู้คือ อยากเลี้ยงไปทำไม เพื่ออะไร บางคนให้เหตุผลว่าที่บ้านมีงูเยอะ หนูเยอะ จะเอาไปเลี้ยงเพื่อจับงู จับหนู แบบนี้เหมือนส่งหมาแมวไปเสี่ยงตาย บางคนอยากเลี้ยงเพราะน่ารัก จะให้เป็นของขวัญแฟน ถ้าเกิดวันนึงคุณเลิกกัน ใครจะเลี้ยงต่อ พ่อแม่บางคนอยากเอาไปให้ลูกเลี้ยง เราก็ถามว่าถ้าเค้าอึ ฉี่เรี่ยราด เช็ดได้ไหม ไม่ใช่เกี่ยงกันทำ หรือวันนี้ยังตัวเล็กน่ารัก พอโตขึ้นไม่น่ารักแล้วเกิดเบื่อ ไม่อยากเลี้ยงต่อ สุดท้ายเอาไปทิ้ง บางคนบอกว่าเลี้ยงเพื่อเป็นเพื่อนคลายเหงา อยากรับเข้ามาเป็นสมาชิกในครอบครัวให้บ้านมีความสุข เพื่อให้น้องหมาน้องแมวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แบบนี้โอเค การสัมภาษณ์เปรียบเสมือนการวัดใจซึ่งกันและกัน ทุกคำตอบจะสะท้อนออกมาชัดเจนว่าคุณมีเจตนาอย่างไร

ข้อสำคัญอีกประการคือ นำสัตว์ที่จะรับไปอุปถัมภ์ไปส่งให้ถึงบ้านผู้รับเลี้ยง การไปดูถึงบ้านจะได้เห็นว่าบ้านมีบริเวณกว้างขวาง มีรั้วรอบขอบชิดไหม ไม่ใช่เลี้ยงในที่แคบๆ ยิ่งเป็นคอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนต์ บ้านเช่า แบบนี้เราไม่ค่อยอยากให้ เพราะถ้าวันหนึ่งเจ้าของไม่อนุญาตให้เลี้ยง หรือเลิกเช่า ย้ายที่อยู่ โอกาสที่สัตว์จะถูกทิ้งมีสูงมาก คนเลี้ยงหมาแมวบนคอนโดพลาดตกระเบียงตายไปก็เยอะ อีกกลุ่มหนึ่งคือพวกเลี้ยงแบบระบบเปิด หมายถึง ปล่อยให้ไปเล่นนอกบ้านไม่สนใจไยดี ไปอึ ฉี่ได้ตามใจ ไม่มีวินัย สร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้าน แบบนี้เสี่ยงทั้งติดโรค ถูกรถชน ถูกทำร้าย แบบนี้เราก็ไม่อยากให้ไปเลี้ยง

จากประสบการณ์ทำงานช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดมานานกว่ายี่สิบปี ภณิตาบอกว่า สเตตัสประกาศตามหาบ้านให้น้องหมาน้องแมวที่โพสต์โดยคนรักสัตว์หน้าใหม่ ส่วนใหญ่ไม่มีการตรวจสอบคัดกรองผู้มาติดต่อขอรับไปเลี้ยงอย่างละเอียดถี่ถ้วน

เท่าที่เห็นไม่ค่อยเช็คกันหรอกว่า คนที่มาขอไปเลี้ยงเป็นใคร บ้านอยู่ไหน สภาพแวดล้อมเป็นยังไง มีความพร้อมแค่ไหน ขอให้ได้บ้านใหม่ก็เป็นพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงาน Pet Show บางงาน คุยกันไม่ถึง 3 นาทีก็ให้ไปแล้ว บางเจ้ายื่นข้อเสนอเลยว่าคุณซื้ออาหารสัตว์บริจาคให้เราหนึ่งกระสอบ รับสัตว์ไปได้เลย พวกนี้ต้องการปล่อยสัตว์ไปเร็วๆ จะได้ไม่เป็นภาระ แล้วมาเคลมว่าตัวเองหาบ้านให้หมาแมวจรจัดได้เยอะ เน้นยอดเพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง แต่หมาแมวจะไปอยู่กับใครก็ไม่รู้ชะตากรรม พวกโรคจิตเดี๋ยวนี้มีเยอะ ทั้งเอาหมาไปล่ามโซ่ ขังในกรงแคบๆ ให้อดข้าวอดน้ำ เพาะพันธุ์ขายต่อ เอาไปเป็นอาหารให้สัตว์อื่น หรือร่วมเพศแบบวิปริตก็เคยได้ยินอยู่บ่อยๆ

ผู้ก่อตั้งโครงการข้างถนน ทิ้งท้ายว่า เมื่อส่งมอบสัตว์จรให้แก่ผู้รับเลี้ยงเป็นที่เรียบร้อย ควรติดตามอัพเดตความเคลื่อนไหวเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าสัตว์เหล่านั้นมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขกับชีวิตใหม่

บางคนก็ดีส่งรูปมาให้ดูตลอดว่า หมาแมวมีความเปลี่ยนแปลงยังไง กินอิ่ม อ้วนท้วนสมบูรณ์ มีความสุขอยู่ในบ้านดีๆ เจ้าของใจดี แต่บางคนก็เงียบหายไปเลยจนเราต้องตามไปดูถึงบ้าน ปรากฎว่าเอาไปทิ้ง เราบอกกับผู้มาขอไปเลี้ยงทุกคนว่า ไม่ว่าจะผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ ถ้าวันใดคุณเลี้ยงไม่ไหว ก็ติดต่อมาได้ เรายินดีรับคืนทุกตัว

การประกาศหาบ้านให้สุนัขและแมวจรจัดผ่านเฟซบุ๊ก ถือเป็นกิจกรรมดีๆที่คนใจบุญทั้งหลายสามารถช่วยเหลือสัตว์ไร้บ้าน อดโซ หรือเจ็บไข้ได้ป่วย ให้มีชีวิตใหม่ มีบ้านอยู่อาศัย มีอาหารกิน มีเจ้าของคอยดูแลประคบประหงม แต่หากผู้ที่มาขอรับสัตว์เหล่านั้นไปอุปการะเป็นบุคคลวิปลาส จิตใจโหดเหี้ยมทารุณ หวังเพียงแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ

การมอบน้องหมาน้องแมวให้ก็อาจกลายเป็นฝันร้ายไปตลอดชีวิต …

ภณิตา สุนทรัตน์ ผู้จัดการโครงการเพื่อนข้างถนน

 

เศรษฐกิจดิจิทัล “ข้อมูลคืออำนาจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2559 เวลา 15:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449798

เศรษฐกิจดิจิทัล "ข้อมูลคืออำนาจ"

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

ในโลกดิจิทัล ที่พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ตื่นนอนที่ชีวิตออนไลน์เกือบตลอดเวลา จึงทำให้ชีวิตดิจิทัล เหมือนโดนติดตามอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะทำอะไรผ่านออนไลน์จะเกิดข้อมูลจำนวนมากหรือบิ๊กดาต้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลให้กับผู้ประกอบการนำไปใช้ประโยชน์ ด้วยเครื่องมือที่วิเคราะห์หรืออนาไลติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ

มารุต มณีสถิตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และพม่า บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ พีทีอี ลิมิเต็ด (หรือ HDS) กล่าวว่า ปี 2016 เป็นปีแห่งความท้าทายในการรองรับบิ๊กดาต้า คลาวด์ โซเชียลมีเดีย รวมถึงเทรนด์ของ Internet of Things ได้เข้ามาในทุกส่วนของธุรกิจและสังคมอย่างเป็นจริงและมากขึ้นๆ

ดังนั้น ในปี 2559 จึงเป็นปีแห่งความท้าทายขององค์กรในการรองรับแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ทางธุรกิจที่เกิดจากแพลตฟอร์มที่ 3 นี้ ซึ่งสิ่งที่หลายๆ องค์กรให้ความสำคัญจึงเป็นเรื่องของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) หรือการก้าวทันการเปลี่ยนแปลงสู่โลกดิจิทัลเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ทั้งในเรื่องของการจัดการและดำเนินงาน การสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ลูกค้า และการสร้างโมเดลธุกิจใหม่ๆ ด้วยการนำข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลในปัจจุบัน ทั้งแบบที่มีโครงสร้าง และไม่มีโครงสร้างมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการนำไปวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ธุรกิจ

ยกตัวอย่างการนำบิ๊กดาต้าไปใช้งานให้เกิดประโยชน์เชิงธุรกิจอย่างชัดเจน คือ กลุ่มธนาคารที่นำข้อมูลการใช้งานบริการที่เกี่ยวกับธุรกรรมออนไลน์หรือโมบายแบงก์กิ้งมาต่อยอดด้วยการนำข้อมูลดังกล่าวไปให้กลุ่มสตาร์ทอัพหน้าใหม่ พัฒนาบริการทางการเงินที่เรียกว่า ฟินเทค (Fintech) รวมทั้งบล็อกเชน (Blockchain) ก็กำลังจะเข้ามาเป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่ตัดความเป็นอินเทอร์เน็ต ออฟธิงส์ออกไป

ทางด้าน วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิสโก้ ประเทศไทย กล่าวว่า การใช้งานโซเชียลมีเดียของคนทั่วไปนั้น ถือว่าเป็นข้อมูลแบบ
ไม่เป็นทางการ หรือ อันสตรัคเจอร์ดาต้า (Unstructure Data) ที่องค์กรธุรกิจต้องการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการใช้คีย์เวิร์ดที่มีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับธุรกิจมาใช้ในการจับผลทางอารมณ์และความรู้สึกของลูกค้า ว่าลูกค้ามีความรู้สึกกับแบรนด์อย่างไร มีผลเป็นเชิงบวกหรือลบการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผ่านดาต้าแวร์เฮาส์แบบเดิมนั้น อาจเป็นวิธีที่ดีแต่กว่าจะได้ข้อมูลต้องใช้เวลานาน การนำเครื่องมือที่เข้าถึงได้แบบดาต้าไลเซชั่นทำให้ได้ข้อมูลที่มีความไดนามิกและกึ่งเรียลไทม์ที่ช่วยจัดเงื่อนไขการทำงานได้ง่ายขึ้น

หากเป็นธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ จะมีฐานข้อมูลของลูกค้าที่เคยช็อปออนไลน์ พฤติกรรมและการเลือกซื้อสิ่งของ จากนั้นระบบจะประมวลและส่งข้อความเกี่ยวกับโปรโมชั่นส่วนลดเพื่อให้ลูกค้าไปใช้งาน การเก็บข้อมูลลูกค้าบนโลกออนไลน์และนำไปใช้ต่อยอดในช่องทางออฟไลน์ที่เรียกว่า ออมนิแชนแนล นั้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ตลาดที่แบรนด์ทุกกลุ่มไม่ควรมองข้าม

นอกจากการนำข้อมูลแบบบิ๊กดาต้าไปใช้ในเรื่องของโปรโมชั่นหรือแพ็กเกจด้านการขายแล้ว ที่ประเทศสิงคโปร์มีการนำข้อมูลบนบิ๊กดาต้ามาวิเคราะห์เกี่ยวกับปัญหาไข้หวัดนก โดยจะคาดการณ์การบินของนกว่าไปในเส้นทางไหน หรือสัตว์ปีกมีการเคลื่อนไหวที่แตกต่างจากช่วงเวลาปกติอย่างไร การนำข้อมูลที่กระจัดกระจายมารวมกันและประมวลผลเพื่อป้องกันปัญหาไข้หวัดนก ถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขของภาครัฐที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้านวิเคราะห์บิ๊กดาต้าของภาคธุรกิจในกลุ่มโซเชียลมีเดียนั้น ถือว่าลงทุนสูงมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมองเห็นประโยชน์ที่จะช่วยด้านธุรกิจในอนาคต แต่ในไทยนั้นยังถือว่าเป็นช่วงเรียนรู้ที่จะลงทุนเรื่องนี้ เพราะนอกจากเครื่องมือแล้ว ปัญหาสำคัญคือยังมีบุคลากรที่มีความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเหมาะสมน้อย ส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ

นฐกร พจนสัจ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อีเอ็มซี อินฟอร์เมชั่น ซิสเท็มส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า วันนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากทุกที่ และคาดว่าจำนวนข้อมูลจะเติบโตขึ้น 40% ทุกปี ทำให้การเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีบิ๊กดาต้ามีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม

วิธีที่ธุรกิจสามารถใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์หรือโซเชียลมีเดีย เพื่อเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลเชิงลึก สร้างโอกาสทางธุรกิจ มีดังต่อไปนี้ ประการแรก ธุรกิจสามารถรวบรวมและเปรียบเทียบข้อมูลที่ดึงมาจากโซเชียลมีเดียช่องทางต่างๆ และเริ่มวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรม เพื่อทำให้ทราบว่า กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์คือใคร สถานที่ซึ่งคนเหล่านั้นชอบไป หรือคอนเทนต์ที่กลุ่มเป้าหมายสนใจคืออะไร การวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยให้การวางแผนด้านการตลาดในยุคนี้ไปไกลได้มากกว่า การวางแผนแบบเดิมๆ ที่เน้นวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยดูจากยอดขาย โดยธุรกิจในยุคนี้สามารถพัฒนารายละเอียดข้อมูลของลูกค้า (Customer Profile) จากข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งโลเกชั่น ประวัติการเสิร์ช การมีส่วนร่วมกับแบรนด์ การสนทนาบนโซเชียลมีเดียได้แบบเรียลไทม์ แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาทดสอบแคมเปญก่อนเปิดตลาด

ประการที่ 2 ธุรกิจจะต้องคำนึงถึงข้อมูลเป็นหัวใจหลักในทุกอย่างที่ทำ และจัดลำดับความสำคัญในการประเมินค่าข้อมูลที่สำคัญทางเทคนิคและข้อมูลที่สำคัญสำหรับธุรกิจในการขับเคลื่อนทั่วทั้งองค์กร เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการสร้างโอกาสทางธุรกิจผ่านบิ๊กดาต้า ธุรกิจต้องใช้ประโยชน์จากสายธารข้อมูล (Data Lake) โดยนำข้อมูลต่างๆ ที่เป็น Silo มารวบรวมเพื่อให้สามารถจัดเก็บ เข้าถึง และจัดการข้อมูลของผู้ใช้ปลายทางที่มีมากมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและง่ายดาย

นอกจากนี้ ธุรกิจยังสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูล เช่น เทคโนโลยี Search Engine Optimization (SEO) การทำ Social Media Listening และการวิเคราะห์ข้อมูลจากบิ๊กดาต้า (Data Mining) เพื่อเพิ่มการรับรู้ของแคมเปญทางการตลาด หรือจะเป็นการใช้อัลกอริทึมแบบอัตโนมัติ (Automated Algorithms) เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถใช้งานข้อมูลที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีความพิเศษกับลูกค้ามากขึ้น

ในยุคอินฟอร์เมชั่น อีโคโนมี (Information Economy) ปริมาณของข้อมูลและจำนวนของอุปกรณ์และบริการที่เชื่อมต่อกันจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากผลการศึกษาดิจิทัล ยูนิเวิร์ส (Digital Universe) ของ EMC พบว่าปริมาณการจัดเก็บข้อมูลของทั้งโลกจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็น 44 เซตตาไบต์ ภายในปี 2020 ดังนั้น จึงเป็นโอกาสที่สำคัญหากธุรกิจสามารถจัดการกับข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นเหล่านี้ได้

บิ๊กดาต้า สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ธุรกิจ ปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจให้เป็นในแนวทางเดียวกัน ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินงานและช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละคนที่มีความต้องการต่างกันได้

จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (Internet of Things) และเทคโนโลยีที่สวมใส่ได้ (Wearable Technology) เราจึงเห็นการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค ปัจจุบันผู้บริโภคต่างต้องการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์แบบเรียลไทม์ในรูปแบบที่แตกต่างกันไปผ่านดีไวซ์หลากหลาย คำถามคือ องค์กรต่างๆ จะรับมือกับความคาดหวังเหล่านี้ได้อย่างไร

ด้วยความชาญฉลาดจากการสร้าง Data Lake หรือแหล่งรวบรวมข้อมูลดิบขององค์กร จะทำให้องค์กรสามารถหาข้อมูลเชิงลึกสำหรับการดำเนินงานได้แบบใกล้เรียลไทม์ ทำให้องค์กรทำงานได้อย่างคล่องตัว ตอบสนองได้รวดเร็ว และมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า

การตลาดที่ใช้ดาต้าเป็นตัวขับเคลื่อนนั้น คือ การเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ลูกค้าต้องการอะไร และสร้างสรรค์โซลูชั่นและประสบการณ์ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดีเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ธุรกิจในประเทศไทยต้องเริ่มต้นให้ถูกทาง

ความเข้าใจในวิธีการรวบรวมวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เกี่ยวข้อง คือหัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ข้อมูล และมีความสำคัญต่อความสำเร็จของการวางกลยุทธ์การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ธุรกิจต้องพร้อมที่จะนำข้อมูลเชิงลึกไปพัฒนา
ต่อยอด โดยมีการสื่อสารระหว่างภาคส่วนต่างๆ ของธุรกิจและทำงานร่วมกัน เพื่อให้สามารถใช้งบทางการตลาดได้อย่างคุ้มค่าและปรับปรุงการให้บริการลูกค้าในภาพรวมได้ดีขึ้น

 

หวั่นละเมิดสิทธิเสรีภาพ พรบ.คอมพ์ต้องไม่คลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 สิงหาคม 2559 เวลา 07:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449373

หวั่นละเมิดสิทธิเสรีภาพ พรบ.คอมพ์ต้องไม่คลุมเครือ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ข้อมูลของศูนย์ประสานงานความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย บ่งชี้ว่าภัยความมั่นคงและอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์พุ่งสูงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา

ในปี 2556 คดีอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เกิดขึ้น 1,745 คดี ขณะที่ปี 2557 ตัวเลขพุ่งสูงกว่าเท่าตัวไปอยู่ที่กว่า 4,000 คดี และถัดมาปี 2558 คดีที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ก็ทะยานไปถึง 4,371 คดี และยังไม่พ้น 8 เดือนของปี 2559 ตัวเลขทางคดีมากกว่า 2,500 คดีเข้าไปแล้ว

สะท้อนไปถึงการจัดการคดีที่เป็นปัญหาที่ซับซ้อน จำนวนคดีถูกนำขึ้นสู่ศาลมากยิ่งขึ้น ประชาชนอ้างสิทธิอันพึงมีเมื่อได้รับผลกระทบผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ผลดังกล่าวที่กลายเป็นความยุ่งเหยิงจึงนำไปสู่ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เพื่อให้ปัจจุบันทันสถานการณ์โลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป

เส้นทางการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันอยู่ในชั้นกรรมาธิการสามัญพิจารณา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 2 ซึ่งล่าสุดในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ที่จัดขึ้นโดย สนช. เพื่อขอรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอีกครั้ง โดยเป้าหมายของรัฐเพื่อหวังว่ากฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับนี้จะสมบูรณ์และเท่าเทียมกันทุกคนในสังคมไทย

พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ยืนยันในวงสัมมนาว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไขครั้งนี้ จะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน ระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณาวาระที่ 2 เป็นรายมาตรา และยอมรับว่าบางประเด็นมีความละเอียดอ่อนที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ท้ายสุดใน 2 เดือนข้างหน้า คณะกรรมาธิการจะเสนอต่อ สนช.ในวาระที่ 3 เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้กฎหมาย

ประเด็นในความละเอียดอ่อน หนีไม่พ้นในเรื่องของมาตรา 14 18 19 และมาตรา 20 ที่จะซับซ้อนกับความผิดและการพิจารณาเข้าข่ายความผิดของเจ้าหน้าที่ จนอาจเลยเถิดไปถึงเรื่องการปิดกั้นเสรีภาพของประชาชนในการแสดงออก การเอาผิดฐานหมิ่นประมาทต่อประชาชนในการแสดงความคิดเห็นต่างๆ และที่ผ่านมาได้โยนความเห็นให้คณะกรรมการพิจารณาทางเลือกบ้าง

เรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.ชัชวาลย์ อธิบายว่า การแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็เพื่อให้เกิดความสมดุลกันระหว่างการคุ้มครองประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ และยังกำกับไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเกินขอบเขตของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกันก็ต้องสามารถป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่มีอัตราสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยสาธารณะเพิ่มสูงขึ้นทุกปีได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. จำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรซึ่งคือตำรวจภายในองค์กรให้ทันกับเทคโนโลยีที่รุดหน้าไป ขณะเดียวกันงานด้านการสอบสวนทางคดีก็ต้องชำนาญด้วย และอาจจะมีการปรับผังโครงสร้างของ บก.ปอท.ใหม่ และจำต้องคัดบุคลากรให้เข้ามาทำงานด้วยคุณลักษณะที่มีความเชี่ยวชาญในข้อกฎหมายคอมพิวเตอร์และงานทางคดี

“หลายครั้งที่ตำรวจเองก็ยังไม่สามารถแยกแยะได้ว่าคดีใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา และกฎหมายคอมพิวเตอร์ บางส่วนหมิ่นประมาทก็ต้องเป็นความผิดทางอาญา แต่หากใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือก่อเหตุ ก็ต้องเป็นความผิดอีกกฎหมายหนึ่ง ขณะที่ตามโรงพักเองเมื่อเห็นว่ามีการหมิ่นประมาทผ่านทางโลกออนไลน์ก็มักจะโยนคดีของผู้เสียหายไปยัง บก.ปอท.ทั้งหมด ซึ่งบางคดีก็ไม่เข้าข่ายความผิดของกฎหมายคอมพิวเตอร์ ทำให้คดีเกิดความล่าช้าในการอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย” พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ให้ข้อเสนอแนะ

ขณะที่เสียงจาก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ที่ระบุถึงข้อห่วงใยเรื่องสิทธิมนุษยชนต่อร่างแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว โดย ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ฯ เสนอในวงสัมมนาว่า มาตรา 14 (2) ยังสามารถถูกตีความฐานหมิ่นประมาทได้อยู่ เนื่องจากมาตราดังกล่าวระบุถึงความผิดในการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ การบริการสาธารณะ หรือโครงสร้าง
พื้นฐานสาธารณะของประเทศ

ทั้งนี้ คำนิยามต่างๆ ในมาตรานี้กว้างและคลุมเครือ ทั้งคำว่าข้อมูลอันเป็นเท็จ และคำว่าบริการสาธารณะ ซึ่งอาจนำไปสู่การตีความและลงโทษทางอาญากับผู้ที่แสดงความเห็นบนอินเทอร์เน็ต และจะขัดต่อสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ารัฐสามารถจำกัดสิทธิดังกล่าวได้ แต่ต้องอยู่บนฐานความชอบธรรม ความจำเป็นและความเหมาะสม 

ปิยนุช ย้ำอีกว่า กลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่และศาลภายใต้มาตรา 18 19 และ 20 ซึ่งให้อำนาจในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ต้องสงสัย หรือระงับการเผยแพร่ หรือลบข้อมูลออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ โดยการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ต้องผ่านการเห็นชอบจากศาลก่อน ซึ่งเห็นด้วยกับระบบดังกล่าว เพราะเจ้าหน้าที่จะเข้าไปแทรกแซงสิทธิประชาชนโดยพลการหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ได้

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขการยื่นคำร้องต่อศาล ตลอดจนการพิจารณาให้อำนาจของศาลนั้น ยังมีเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลของผู้ต้องสงสัย

เสียงในวงสัมมนาเห็นด้วยที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จะนำร่างก่อนจะเสร็จสิ้นในวาระ 3 ซึ่งค่อนข้างจะสมบูรณ์ออกสู่สาธารณะให้ประชาชนได้เห็นกันก่อน และจะรับฟังเสียงความเห็นบนเวทีที่เปิดกว้างอีกครั้ง ก่อนที่ท้ายสุดจะไปสู่การรับร่างของ สนช.และประกาศใช้ต่อไป

 

ประชามติร่างรธน.จบ คนเห็นต่างยังอยู่ในคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 สิงหาคม 2559 เวลา 18:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449348

ประชามติร่างรธน.จบ คนเห็นต่างยังอยู่ในคุก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกือบ 2 สัปดาห์ หลังจากลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ความเคลื่อนไหวล่าสุด นักกิจกรรมที่รณรงค์ “โหวตโน” ยังคงถูกคุมขังในเรือนจำ ด้วยข้อหารุนแรงอย่าง ผิดมาตรา 61 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559

เริ่มตั้งแต่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (ไผ่ ดาวดิน) นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ วศิน พรหมณี ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวันที่ 6 ส.ค. ก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพียง 1 วัน หลังทั้งสองคนสวมเสื้อโหวตโน และแจกเอกสารวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน ทั้งสองคนยังถูกกล่าวหาว่าละเมิดคำสั่งของรัฐบาล เนื่องจากปฏิเสธพิมพ์ลายนิ้วมือระหว่างการควบคุมของตำรวจ

วศิน ถูกปล่อยตัวไปก่อนหน้า ส่วน จตุภัทร์ ยืนยันไม่ขอรับการประกันตัว รวมถึงประกาศอดอาหารนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

หลังจากนั้นจึงเกิดปฏิกิริยาจากทั้งในประเทศ และนานาชาติ เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดีกับ จตุภัทร์ เนื่องจากเห็นว่าจตุภัทร์ใช้สิทธิที่พึงมีในการแสดงออกอย่างสงบ

เริ่มจาก 96 องค์กรใส่ใจประชามติรัฐธรรมนูญกำหนดอนาคตประชาชน ที่รวมนักวิชาการ-เอ็นจีโอ เข้าด้วยกัน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติการจับกุมคุมขังและดำเนินคดีประชาชนที่รณรงค์ประชามติและแสดงความเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญและปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังก่อนหน้านี้โดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข

ตามมาด้วย สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ออกแถลงการณ์ไปในแนวทางเดียวกัน ให้ยุติการดำเนินคดีต่อผู้แสดงความเห็นต่างทางการเมืองโดยสุจริต และเรียกร้องต่อผู้มีอำนาจให้เปิดพื้นที่ในการแสดงออกอย่างเสรีบนพื้นฐานของการไม่ใช้ความรุนแรง

ขณะที่ต่างประเทศ ก็แสดงออกไปในทางเดียวกัน ทั้งเครือข่ายนักวิชาการในภาวะเสี่ยง (Scholars at Risk) และองค์การนิรโทษกรรมสากล (แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล) ซึ่งเห็นว่าการจับกุมจตุภัทร์ แสดงออกถึงการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงออก และขอให้ปล่อยตัวทันที

ขณะเดียวกัน องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังเรียกร้องให้สมาชิกร่วมกันเขียนจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม และศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวจตุภัทร์ทันที รวมถึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญากับนักกิจกรรมทั้งหมด

ส่วนพื้นที่ในโลกออนไลน์ นักวิชาการ-นักกิจกรรมหลายคน อาทิ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเขียน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ร่วมกันเขียนจดหมายให้กำลังใจจตุภัทร์ และขอให้ผู้มีอำนาจปล่อยตัวจตุภัทร์ทันที

แต่ท่าทีจากทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ไพบูลย์ ยังคงยืนกรานที่จะดำเนินคดีกับทั้งหมดต่อไป

“บูรณุปกรณ์” ยังถูกควบคุมตัวฐานอั้งยี่-ซ่องโจร

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อย ตระกูลบูรณุปกรณ์ ตระกูลนักการเมืองใหญ่ของ จ.เชียงใหม่ นำโดย บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ และ ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย และหลานสาว กับพวกรวม 10 คน ก็ถูกดำเนินคดีฐานทำเอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 27 ก.ค.

ทั้งหมดโดนข้อหาหนัก ต่างจากนักกิจกรรมทั่วไป ทั้งสิบคนถูกควบคุมตัวตามคำสั่งหัวหน้า คสช. มาตรา 44  รวมถึงถูกดำเนินคดีอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดการทำผิดกฎหมาย ก่อให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง และ มาตรา 210 สมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปกระทำการเข้าข่ายอั้งยี่ซ่องโจร

คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดเชียงใหม่ ยืนยันว่า ทั้งหมดเป็นผู้จัดทำจดหมายวิจารณ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งมีลักษณะบิดเบือน โดยมี บุญเลิศ และทัศนีย์ เป็นผู้จ้างวาน รวมถึงคนอื่นๆ เป็นผู้ควบคุม ยุยงปลุกปั่น ซึ่งข้อหาดังกล่าว ถูกส่งตรงไปดำเนินคดียังศาลทหาร มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่

หลังศาลทหารไม่ให้ประกันตัว อดีตนักการเมืองใหญ่ ก็ถูกนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ และทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ทันที โดยทั้งหมดถูกศาลคัดค้านไม่ให้ได้รับการประกันตัว ซึ่งมีโทษสูงสุดถึง 10 ปี

นอกจากนี้ ทหารได้คุมตัว รังสรรค์ มณีรัตน์ อดีต สส.ลำพูน สมโภช สายเทพ สส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย และปริญญา ขาววัฒน์ รองนายกเทศมนตรี ต.บ้านธิ จ.ลำพูน ในความผิดข้อหา ทำผิด พ.ร.บ.ประชามติ ด้วยการแจกจ่ายเอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ภาคเหนือ และหลังจากถูกนำตัวมาควบคุมที่ มทบ.11 ที่ กทม.ครบ 7 วัน ก็ถูกส่งกลับไปดำเนินคดีที่ศาลทหารพื้นที่เกิดเหตุ โดย รังสรรค์ ศาลไม่ให้ประกันส่วนที่เหลือถูกปล่อยตัว

เสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัวส่วนใหญ่ ยังมาจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และแกนนำพรรคเพื่อไทยอย่าง จาตุรนต์ ฉายแสง ที่เรียกร้องให้ดำเนินคดีด้วยกระบวนการปกติ รวมถึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวทั้งหมดทันที

หลังจาตุรนต์ แสดงความเห็นได้ไม่นาน ตำรวจ สภ.ภูพิงคราชนิเวชน์ ก็แจ้งความต่อ สน.สำราญราษฎร์ ให้ดำเนินคดีกับ จิราภรณ์ ฉายแสง ภรรยาของจาตุรนต์ ในข้อหาช่วยให้ผู้กระทำความผิดคดีนี้ หลบหนีในวัดสระเกศ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำการดังกล่าว

ทว่า สุดท้ายตำรวจก็ยังไม่ได้มีการดำเนินคดีกับภรรยาของ จาตุรนต์ แต่ระบุว่ายังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเท่านั้น ขณะที่จาตุรนต์ตั้งการ์ดเตรียมฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ หากมีการดำเนินคดีกับภรรยา

ล่าสุด โครงการอินเทอร์เน็ตกฎหมายเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) และศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รวบรวมข้อมูลผู้ถูกจับกุมและดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติ 2559 โดยแบ่งข้อมูลเป็น 1.ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีภายใต้ พ.ร.บ.ประชามติ (รวมถึงคดีฉีกบัตรลงประชามติ และทำลายรายชื่อลงคะแนน) พบว่ามีมากกว่า 64 คน และ 2.ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีภายใต้คำสั่งหัวหน้า คสช. และกฎหมายอื่นๆ มีมากกว่า 131 คน

แม้จะมีเสียงเรียกร้องว่า เมื่อประชามติผ่านไปแล้วควรยุติการดำเนินคดี โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็น แต่ คสช.ยังปฏิเสธเสียงเรียกร้อง และสั่งการให้เร่งจัดการต่อไป

ทั้งหมดนี้จะจบลงอย่างไร น่าสนใจยิ่ง