บึ้ม7จังหวัดใต้ รัฐต้องเร่งสร้างเชื่อมั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2559 เวลา 12:42 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/449009

บึ้ม7จังหวัดใต้ รัฐต้องเร่งสร้างเชื่อมั่น

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นเรื่องสร้างความเสียหายไม่น้อยต่อประเทศ ภายหลังเกิดเหตุระเบิด 7 จังหวัดพื้นที่ภาคใต้ในเวลาไล่เลี่ยกัน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมทั้งทำความเสียหายให้กับสถานที่สำคัญๆ โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว

จนถูกนำมาเชื่อมโยงกับประเด็นการเมือง โดยเฉพาะหลังจากผลประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามเพิ่มเติมผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ขณะที่หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มีส่วนกับการขยายตัวของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในฐานะผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) วิเคราะห์ว่า เหตุผลหลักฐานขณะนี้เกี่ยวข้องกับความรุนแรงภาคใต้มากกว่าประเด็นทางการเมือง

ทั้งนี้ เพราะวิธีการใช้ระเบิด องค์ประกอบของระเบิด วิธีการปฏิบัติการ ศักยภาพการปฏิบัติ น่าจะเป็นขบวนการในพื้นที่ภาคใต้ หากเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมือง แรงจูงใจมี แต่ศักยภาพในการปฏิบัติงานในพื้นที่และจุดปฏิบัติการไม่เหมาะสม ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกจับหรือล้มเหลว

ศรีสมภพ ขยายความต่อว่า แต่ถ้าเป็นขบวนการในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ความพร้อมในเรื่องเทคนิค ยุทธวิธี และเครือข่าย แม้จะไม่ใช่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ภาคใต้ตอนบนก็สามารถสร้างเครือข่ายในการปฏิบัติงานในระยะยาว ดังนั้นในทางข้อสมมติฐานจึงมาทางด้านขบวนการภาคใต้มากกว่า

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะเชื่อมโยงเกี่ยวกับเรื่องการลงประชามติครั้งล่าสุดก็มองได้ เพราะเสียงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปฏิเสธรัฐธรรมนูญเป็นส่วนใหญ่ และช่วงก่อนการลงประชามติประมาณต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1-10 ส.ค. มีเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้สูงผิดปกติประมาณ 80 กว่าเหตุการณ์ และใน 80 เหตุการณ์มีระเบิดถึง 50 เหตุการณ์ ซึ่งเข้มข้นสูงมาก

และเมื่อลงประชามติแล้วก็เป็นสัญลักษณ์ในทางการเมืองส่วนหนึ่ง เหตุการณ์ภาคใต้ตอนบนก็เป็นสัญลักษณ์ส่วนหนึ่ง ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ในทางแนวคิด แต่การเมืองเชื่อมโยงกับประเด็นภาคใต้ ในเรื่องอัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา แสดงโชว์ให้เห็นว่าสามารถขยายไปในพื้นที่อื่นได้

“คงเตรียมการไว้นานเป็นเดือน ไม่ใช่ประชามติตัดสินใจทันที และเหตุผลเลือกช่วงนี้ซึ่งถือว่าดี เพราะหลังลงประชามติไม่กี่วัน เป็นพื้นที่ปฏิบัติการได้หากเตรียมการดี และการระเบิดแบบนี้ขนาดเล็ก ทำและหลบหนีได้ง่าย ไม่เสี่ยงมากสำหรับผู้ก่อเหตุ ช่วงเวลาเหมาะสมหลังลงประชามติใหม่ๆ วันหยุดด้วย ช่วงเวลาเลือกสอดคล้องเป้าหมายของกระแสข่าว โดยเฉพาะจุดก่อเหตุเป็นในเชิงสัญลักษณ์”

ทั้งนี้ เพราะเป็นเป้าหมายสำคัญทางเศรษฐกิจ ทุกคนรู้ว่าเป็นจุดสำคัญของประเทศและรัฐบาล ซึ่งต้องอาศัยรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลัก มันสอดคล้องกับเป้าหมายกระเทือนต่อเศรษฐกิจ และมีผลต่อการทำข่าวเพราะเป็นจุดสนใจของต่างประเทศ โดยเฉพาะตะวันตก เป็นเหตุผลสื่อสารในทางการเมือง

ขณะที่ พีรยศ ราฮิมมูลา อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ความเห็นส่วนตัวว่า จากการติดตามสถานการณ์ ประเด็นทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการเมืองมากกว่า เพราะว่ามีการป่วนก่อนลงประชามติและหลังจากประชามติก็เกิดเหตุการณ์ระเบิดในอีกหลายจุด

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ก็พยายามติดตาม สืบสวน สอบสวน เพื่อหาหลักฐานให้ชัดเจน ซึ่งล่าสุด พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) พบว่าดีเอ็นเอตรงกับแนวร่วมในพื้นที่ตากใบ ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีการดึงกลุ่มจากภาคใต้ช่วย

“แต่ไม่ใช่ขยายพื้นที่หรือขบวนการ เป็นวิธีการอำพราง ด้วยการนำซิมการ์ดมาเลเซียมาใช้ ทำให้เหมือนเป็นการขยายพื้นที่ ซึ่งซิมการ์ดหาซื้อได้ไม่ยากในชายแดนไทย-มาเลย์ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ดังนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่กลุ่มขบวนการสามจังหวัดจะขยายไปตรงนั้น ผมมองแบบนั้น

ผมคิดว่าประเทศไทยเราโชคดี เพราะเวลาเกิดเรื่องผ่านไปสักอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ก็กลับมาสู่ภาวะปกติ และเดินหน้าต่อไป เป็นผลดีของวัฒนธรรมไทยเรา ถ้ากระทบใหญ่ก็เป็นเรื่องการท่องเที่ยว เป็นการทำลายรายได้หลักของประเทศให้ลดลง ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้”

ส่วนเรื่องรายละเอียดต้องรอฟังจากเจ้าหน้าที่ แต่ประเด็นสำคัญคือ ผู้บงการเป็นใคร เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องกระชากกลุ่มอยู่เบื้องหลังนี้ให้ได้ และจากเหตุการณ์ที่เกิดสรุปได้ว่ามาจากกลุ่มเสียประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

ด้าน เจะอามิง โตะตาหยง อดีต สส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ มองว่า ประเด็นเหตุการณ์ระเบิดมันมีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลและหน่วยงานรับผิดชอบด้านความมั่นคง ต้องรีบสร้างความเชื่อมั่น รวมทั้งต้องรีบกระชากหน้ากากผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ชัดเจน

ทั้งนี้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความเสียหายโดยเฉพาะภาพลักษณ์ของรัฐบาล ซึ่งไม่ว่าฝ่ายไหนกระทำ เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบกับประชาชน ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งจับกุมให้ได้โดยเร็ว โดยอยู่บนพื้นฐานความจริง เพราะจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เชื่อว่ามีการดำเนินการเป็นขบวนการ

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากลักษณะการใช้วัตถุระเบิดต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุด การทำทั้งหมดมีการวางแผนมา เป็นขบวนการ แต่จะบอกว่าเป็นฝ่ายใด ต้องขยายผลจับกุมให้ได้ และอย่าจับแพะ

“จะเป็นการยืมมือจากกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้นั้น เท่าที่ติดตามจากข่าวมองว่าต่างกัน เพราะลักษณะการก่อเหตุพยายามให้เกี่ยวโยงภาคใต้ เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น ดังนั้นในการหาข้อมูลต้องไม่คลุมเครือ เพราะหากเป็นคนที่กระทำผิดกฎหมายต้องดำเนินการบังคับใช้อย่างตรงไปตรงมา”

 

ถอดรหัสระเบิดเพลิงแสวงเครื่อง จากชายแดนใต้สู่วินาศกรรม7จังหวัด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 สิงหาคม 2559 เวลา 13:11 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448823

ถอดรหัสระเบิดเพลิงแสวงเครื่อง จากชายแดนใต้สู่วินาศกรรม7จังหวัด?

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ผลตรวจสอบระเบิดแสวงเครื่องและระเบิดที่ถูกจุดชนวนให้เกิดไฟไหม้หลายพื้นที่ที่คนร้ายก่อเหตุใน 7 จังหวัดภาคใต้เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตำรวจระบุว่ารูปแบบของระเบิดและการจุดชนวน ถือเป็นของใหม่สำหรับประเทศไทย

โดยเฉพาะเหตุเพลิงไหม้ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต และพังงา เป็นการวางเพลิงด้วยอุปกรณ์พิเศษด้วยการจุดระเบิด คนร้ายกลุ่มนี้ใช้โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อซัมซุง รุ่นฮีโร่ เป็นอุปกรณ์ในการตั้งเวลาและจุดชนวน โดยมีขดลวดความร้อนต่อกับวงจรตั้งเวลาและใช้แอลกอฮอล์เหลวเป็นตัวจุดไฟ เมื่อเกิดประกายไฟขึ้นเพลิงจะลุกติดไปตามแอลกอฮอล์เหลวที่เป็นตัวเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็ว

และด้วยฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ทำให้การลุกไหม้ของเพลิงยิ่งรุนแรง ขณะเดียวกันก็ทำลายหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุได้ด้วย

แต่ยังมีโทรศัพท์มือถืออีกจำนวนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่พบได้ทันและการจุดชนวนไม่สมบูรณ์ จึงไม่เกิดเหตุขึ้นและจากการนำโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวมาตรวจสอบก็พบว่า โทรศัพท์มือถือถูกต่อพ่วงเข้ากับวงจรไฟฟ้า-ถ่านขนาด 3 เอ จำนวน 2 ก้อน และแอลกอฮอล์เหลว 1 อัน โดยมีการเผาไหม้ของวงจร แต่แอลกอฮอล์เหลวยังสมบูรณ์ ไม่มีร่องรอยการเผาหรือไหม้

สืบไปจนพบว่าโทรศัพท์มือถือที่คนร้ายใช้ก่อเหตุถูกนำมาจากประเทศมาเลเซีย

ข้อสันนิษฐานจากผู้เชี่ยวชาญวัตถุระเบิด พ.ต.อ.กำธร อุ่ยเจริญ  ผู้กำกับการกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) ให้ความเห็นถึงรูปแบบของระเบิดชนิดนี้ว่า ระเบิดที่ใช้ก่อเหตุล่าสุดเรียกว่า ระเบิดเพลิงแสวงเครื่อง คือจุดชนวนด้วยการตั้งเวลาในโทรศัพท์มือถือ บางครั้งจุดโดยใช้แอลกอฮอล์เพื่อทำให้เกิดไฟลุกลามจากประกายไฟที่ถูกจุดขึ้น ทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้อย่างที่เห็น

ส่วนระเบิดเพลิงแสวงเครื่องที่ทำให้เกิดการสูญเสียนั้น แตกต่างจากแบบแรกตรงที่จะไม่ใช่แอลกอฮอล์ แต่จะใช้ บอล-แบริ่ง เป็นสะเก็ดระเบิด ด้วยแรงระเบิดทำให้เกิดการสูญเสียขึ้นมา ซึ่งรูปแบบระเบิดเพลิงแสวงเครื่องที่ใช้บอล-แบริ่งเป็นสะเก็ดนั้น จะพบเจอบ่อยในเหตุความรุนแรงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้

“การประกอบมีความเชี่ยวชาญพอสมควร แต่รูปแบบของระเบิดก็ไม่ซับซ้อนมากนัก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่ระเบิดจะถูกประกอบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ก่อนจะถูกลำเลียงมาก่อเหตุยัง 7 จังหวัด” พ.ต.อ.กำธร ให้ความเห็น

พ.ต.อ.กำธร บอกอีกว่า ในส่วนที่โทรศัพท์มือถือมีการระบุว่ามาจากประเทศมาเลเซียนั้น ก็เป็นงานของฝ่ายสืบสวนที่จะต้องเดินสืบตามหลักฐานที่มีอยู่แล้ว

อีกหนึ่งแหล่งข่าวนายตำรวจที่คุ้นชินกับวัตถุระเบิด บอกว่า บอล-แบริ่ง ถูกนำมาใช้บ่อยครั้งในระยะหลัง ซึ่งอานุภาพจะรุนแรงกว่าการใช้สะเก็ดระเบิดแบบอื่นๆ เพราะบอล-แบริ่งมีน้ำหนัก เมื่อเกิดแรงอัดภายในจากระเบิด ทำให้บอล-แบริ่งพุ่งแรงหากกระทบเข้ากับคนก็ทำให้การสูญเสียเกิดขึ้นอย่างรุนแรง หากจำได้เมื่อปี 2558 ที่แยกราชประสงค์ บอล-แบริ่งก็ถูกนำมาใช้เป็นสะเก็ดระเบิดด้วย และที่สามจังหวัดชายแดนใต้เองก็เช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าระเบิดที่พบใน 7 จังหวัดภาคใต้ล่าสุดนี้รัศมีการทำลายล้างจะไม่กว้างมากนักก็ตาม แต่คนร้ายเลือกตั้งเวลาจุดชนวนในห้วงที่มีคนพลุกพล่าน ทั้งช่วงค่ำที่บาร์เบียและงานพิธีในวันแม่แห่งชาติ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนระเบิดเพลิงแสวงเครื่องที่ทำให้เกิดไฟไหม้นั้นก็น่าสนใจ เพราะคนร้ายบรรจุระเบิดในอุปกรณ์ต่างๆ ที่แน่นอนว่าคนทั่วไปจะไม่สังเกต คือทั้งในกระป๋องขนม บรรจุภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้ยากต่อการสังเกตมากยิ่งขึ้น

พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ได้ว่ากลุ่มที่ก่อเหตุดังกล่าวเป็นกลุ่มบีอาร์เอ็นจริงหรือไม่ แม้วิธีการก่อเหตุเป็นไปในลักษณะเดียวกัน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ตัดประเด็นใดประเด็นหนึ่งออกไป

ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้ประมาทและต้องดูแลทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ไม่ใช่ดูแลเฉพาะพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุ อีกทั้งอยากขอร้องประชาชนให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา ส่วนมาตรการด้านการข่าว พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยหน่วยงานด้านการข่าวจะต้องลงไปดูแลตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

 

เผือกร้อนหลังประชามติ จับตาวางหมากรื้อการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2559 เวลา 09:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448575

เผือกร้อนหลังประชามติ จับตาวางหมากรื้อการเมือง

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหลักกิโลเมตรทางการเมืองที่สำคัญ เพราะเมื่อไรที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้รับผลการออกเสียงจาก กกต. ทาง กรธ.จะสามารถเริ่มนับหนึ่งกับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญด้วยการเอาคำถามพ่วงมาใส่ได้ทันที

กรธ.มีเวลาแก้ไข 30 วัน ก่อนส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญลงความเห็น 30 วัน หากศาลเห็นว่าการแก้ไขของ กรธ.ไม่ขัดกับผลประชามติ จะเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีในการนำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ถ้าเห็นศาลวินิจฉัยว่าขัดกับผลประชามติ กรธ.จะนำกลับไปแก้ไขใหม่ภายใน 15 วัน และส่งมาให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไป

ทั้งนี้ มีเรื่องที่ต้องจับตา กรธ.เป็นพิเศษในระยะนี้จำนวน 2 ประเด็นด้วยกัน

1.การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ อย่างที่ทราบกันดีว่า กรธ.ต้องนำคำถามพ่วงมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการบัญญัติเพิ่มเติมนั้นมีผลให้ต้องแก้ไขบทบัญญัติบางส่วนที่เกี่ยวกับการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีด้วย โดยประเด็นสำคัญที่ กรธ.ยังคิดไม่ตก คือ การเปิดทางให้รัฐสภา (สส.และ สว.) สามารถเลือกนายกฯ จากบุคคลที่อยู่นอกบัญชีของพรรคการเมือง

เดิมที กรธ.กำหนดให้การเลือกนายกฯ ให้เลือกกันในสภาผู้แทนราษฎร โดยหากเกิดกรณีที่สภาจะเลือกบุคคลจากนอกบัญชีของพรรคการเมืองที่ยื่นต่อ กกต.ในวันสมัครเลือกตั้ง จะต้องขอมติจากรัฐสภาเพื่อขอให้สภาเลือกคนนอกบัญชีมาเป็นนายกฯ ได้

ทว่า เมื่อคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ ผ่านประชามติ ทำให้เกิดปัญหาว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างการที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถเลือกนายกฯ จากบัญชีพรรคการเมืองได้จะทำอย่างไร

โดยมีหลายสูตรที่ กรธ.สามารถนำมาปรับใช้ได้ แต่ถ้าจะบอกว่าแนวทางไหนเป็นไปได้มากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นการให้รัฐสภามีมติด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งเพื่อให้รัฐสภาเลือกนายกฯ จากคนนอกบัญชีของพรรคการเมือง เพียงแต่จะให้รัฐสภามีมติงดเว้นในการใช้รัฐธรรมนูญในวันเดียวกันกับวันที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้ทันที หรือจะกำหนดระยะเวลาเพื่อให้รัฐสภาลงมติในภายหลัง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นหนึ่งที่เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตด้วย เช่น กรธ.จะขยายอำนาจของวุฒิสภาในการตรวจสอบรัฐบาล

เดิมทีร่างรัฐธรรมนูญให้วุฒิสภามีหน้าที่ติดตามการทำงานของรัฐบาลด้านการปฏิรูปประเทศ แต่เมื่อคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติกกำหนดให้ สว.มีสิทธิร่วมเลือกนายกฯ กับ สส. ย่อมอาจเป็นเหตุให้วุฒิสภามีอำนาจตรวจสอบรัฐบาลเพิ่มมากขึ้นด้วยก็ได้

หาก กรธ.ให้ความใส่ใจกับหลักความเป็นเหตุเป็นผลตรงนี้ กรธ.ก็อาจเพิ่มอำนาจของวุฒิสภาในระยะ 5 ปีแรกเข้าไป เช่น การให้ สว.สามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือมีอำนาจหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษกับหน่วยงานที่มีอำนาจเพื่อให้ดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จากการดำเนินการปฏิรูปประเทศล่าช้าและไม่เป็นไปตามที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เป็นต้น

แต่กระนั้นถ้ามองถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มอำนาจให้วุฒิสภานั้นต้องถือว่ายังมีน้อยอยู่พอสมควร เพราะศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยให้การแก้ไขของกรธ.ในลักษณะนี้ขัดกับผลประชามติ ด้วยเหตุที่คำถามพ่วงบัญญัติแค่การให้สว.มีสิทธิแค่เลือกนายกฯ กับ สส.เท่านั้น

ส่วนเรื่องการให้วุฒิสภาเป็นผู้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือก เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ยังมีความเป็นไปได้น้อย เพราะ กรธ.เห็นตรงกันว่าเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงบัญญัติ คือ ให้วุฒิสภามีหน้าที่ร่วมเลือกนายกฯ กับ สส. ซึ่งเท่ากับว่าไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะให้ สว.ซึ่งไม่ได้เป็นผู้แทนที่ปวงชนเลือกเข้ามาทำหน้าที่เสนอชื่อนายกฯ ได้เหมือนกับ สส.

ดังนั้น เท่ากับว่าการเสนอชื่อนายกฯ ยังเป็นหน้าที่ของ สส.ตามเดิม เหลือแค่การกำหนดทางออกสำหรับสถานการณ์ที่ไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้เท่านั้น

2.การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ กรธ.เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยให้จัดทำจำนวน 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วัน และส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับที่ว่านั้น ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.กกต. 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าหากจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับเลือกตั้ง 4 ฉบับแรกเสร็จ กกต.ก็สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ทันที ซึ่งต้องอยู่ในระยะเวลาไม่เกิน 150 วันนับแต่กฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้

แม้ตามกฎหมายกระบวนการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญยังไม่เริ่มขึ้น แต่ในทางปฏิบัตินั้น กรธ.ก็เริ่มหารือกันบ้างแล้ว โดยร่างกฎหมายที่ถูกโฟกัสจากหลายๆ ฝ่ายมากที่สุด คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะเวลานี้เริ่มมีการพูดถึงเรื่องการให้พรรคการเมืองต้องมาจดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ หรือเซตซีโร่พรรคการเมือง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นผลเสียหายจะตกอยู่กับสองพรรคการเมืองใหญ่ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “พรรคเพื่อไทย” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องไปไล่หาสมาชิกพรรคการเมืองและเริ่มกระบวนการจัดโครงสร้างพรรคใหม่ทั้งหมด

ย้อนกลับไปดูเมื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเมื่อปี 2550 หลังจากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการยกร่าง พ.ร.บ.ในเวลานั้นยังคงให้พรรคการเมืองยังมีสถานะตามเดิมด้วยการกำหนดไว้ในมาตรา 135 ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ว่า “ให้พรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 เป็นพรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้”

ตรงนี้อาจเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ทำให้ กรธ.ไม่ดำเนินการเซตซีโร่พรรคการเมือง แม้ว่าจะมีบิ๊กคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้พรรคการเมืองทุกพรรคมาเริ่มนับหนึ่งใหม่พร้อมกันก็ตาม

นอกเหนือไปจากร่างกฎหมายพรรคการเมืองแล้ว ยังต้องจับตาไปที่ร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส.ด้วย เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่กำกับการเลือกตั้ง สส.ให้โปร่งใส และควบคุมไม่ให้เกิดการซื้อเสียง โดยจะมีการเพิ่มเติมรายละเอียดเข้าไป ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เตรียมเสนอให้ กรธ.พิจารณาในหลายประเด็น

ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่เพิกเฉยหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด โดยจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาทันที และแจ้งให้ กกต.ได้รับทราบในทุกกรณี หากหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรครู้แล้วเพิกเฉย ถือว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย หรือการห้ามบริจาคช่วยงานตามประเพณีต่างๆ ภายในเขตเลือกตั้งของตน แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่างๆ ซึ่ง กกต.จะต้องมีการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบถึงมาตรการดังกล่าวโดยทั่วถึง เพื่อที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้นจะได้ไม่เรียกร้องเงินจากบุคคลข้างต้น เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นสถานการณ์ที่แต่ละฝ่ายโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองกำลังลุ้นด้วยใจระทึก ยิ่งกว่าเมื่อครั้งประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงเสียด้วยซ้ำ

 

อาลัย “บรรหาร ศิลปอาชา” 83 ปี มังกรการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 18:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448546

อาลัย "บรรหาร ศิลปอาชา" 83 ปี มังกรการเมือง

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

การจากไปของนาย บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา วัย 83 ปี ถือเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งในวันที่ 14 ส.ค.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในการพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดเทพศิรินทร์ทราวาส ราชวรวิหาร

ภายในงานมีบรรดาบุคคลสำคัญระดับประเทศ นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน เดินทางมาร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก เพื่อมาแสดงความเคารพเป็นครั้งสุดท้ายต่อชายผู้มีชีวิตเป็นต้นแบบแก่คนรุ่นหลังปฏิเสธไม่ได้ว่า ระยะเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่ชายร่างเล็กใจใหญ่ เจ้าของฉายามังกรสุพรรณ โลดแล่นอยู่ในความทรงจำของผู้คน ได้สร้างสีสัน สร้างวีรกรรม สร้างผลงานคุณงามความดีมากมายนานัปการ

เบื้องหลังความสำเร็จในชีวิตของนายบรรหารล้วนต้องผ่านอุปสรรคขวากหนามมาอย่างโชกโชน …

บรรหารในวัยหนุ่มถ่ายรูปกับพ่อแม่

 

บรรหารเกิดเมื่อ 19 ส.ค. 2475 ณ ห้องแถวไม้เล็กๆที่เปิดเป็นร้านขายผ้าชื่อ”ย่งหยูฮง” ภายในตลาดทรัพย์สิน ต.ท่าพี่เลี้ยง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี พ่อแม่ชื่อนายเซ่งกิม แซ่เบ๊ และนางสายเอ่ง แซ่ตั้ง เป็นลูกคนที่ 4 จากพี่น้องทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วยสมบูรณ์ สายใจ อุดม ดรุณี และชุมพล

ชีวิตวัยเด็กต้องทำงานสารพัด จ่ายตลาด หุงข้าว ทำกับข้าว หาบน้ำใส่ตุ่ม ช่วยแม่เย็บผ้า ขณะเดียวกันเป็นคนเรียนเก่ง ผลการเรียนเยี่ยมโดยเฉพาะวิชาคำนวณและภาษาอังกฤษ จนเพื่อนๆตั้งฉายาให้ว่า “หัวลูกคิด”

นิสัยส่วนตัวที่ได้จากพ่อคือใจบุญสุนทาน ชอบช่วยเหลือคน ขณะที่แม่ให้ความอดทน และละเอียดรอบคอบ

อายุ 18 ปีเข้ากรุงเทพฯมาอยู่กับพี่ชายซึ่งเป็นเอเยนต์จำหน่ายสุราย่านหลานหลวง งานหลักคือจัดของตามใบสั่ง เช่น เหล้า เบียร์ น้ำหวาน โซดา ใส่ท้ายรถจักรยานเอาไปส่งตามที่ต่างๆ ช่วงเวลาเดียวกันนั้นเริ่มสนใจทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง โดยใช้วิธีเรียนรู้แบบครูพักลักจำจากร้านขายวัสดุก่อสร้างใกล้บ้าน ก่อนจะเปิดบริษัท ‘สหะศรีชัยก่อสร้าง จำกัด’ ขึ้นในปี 2499

บรรยากาศภายในสำนักงานบริษัทสหะศรีชัยก่อสร้าง

 

 

เข้าพิธีวิวาห์กับแจ่มใส ศิลปอาชา คู่ชีวิต

 

 

ต่อสู้ฟันฝ่าดำเนินธุรกิจมาอย่างล้มลุกคลุกคลาน อาศัยความอดทน ไม่ยอมแพ้ และมัธยัสถ์อดออม ทำทุกอย่างเองทั้งหมดตั้งแต่ทำบัญชี ซื้อวัสดุอุปกรณ์ วิ่งเต้นหางานประมูล ติดต่อกู้เงินธนาคาร เขียนใบสั่งงานให้ลูกน้อง ยันปัดกวาดเช็ดถูบริษัท จนสามารถตั้งตัวได้มั่นคง

หลังประสบความสำเร็จกับหน้าที่การงานก็ไม่ลืมถิ่นฐานบ้านเกิด กลับมาบริจาคเงินบูรณะศาลหลักเมือง สร้างวัด สร้างโรงเรียน สร้างถนนหนทาง สะพาน ไฟฟ้าประปา จนถึงแหล่งท่องเที่ยว พัฒนาจังหวัดสุพรรณบุรีให้เจริญรุดหน้าดังที่เห็นในทุกวันนี้

ชีวิตครอบครัวสมรสกับแจ่มใส (เลขวัต) ศิลปอาชา มีบุตรธิดาด้วยกัน 3 คนคือ หนูนา-กัญจนา ยุ้ย-ปาริชาติ และ ท็อป-วราวุธ

ปี 2517 ก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองด้วยการเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในยุค”สภาสนามม้า”อันลือลั่น ปี 2519 ลงสมัครเลือกตั้งสภาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกในนามพรรคชาติไทย และคว้าชัยชนะด้วยคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นเลขาธิการพรรคชาติไทย ในปี 2523

เคยได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร

ลีลาการอภิปรายในสภา

 

ปี 2537 ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทย ควบคู่กับเป็นผู้นำฝ่ายค้าน สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย กระทั่งเมื่อมีการยุบสภา เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2538 และเลือกตั้งใหม่ พรรคชาติไทยมีสมาชิกที่ได้รับเลือกตั้งมากที่สุดจึงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลให้บรรหารได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 21 ของประเทศไทย

ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21

 

ผลงานสำคัญที่ได้รับการบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์คือ เป็นผู้ขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง ก่อนจะกลายมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เนื่องจากเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างมากที่สุด

ช่วงที่โลดแล่นอยู่ในสนามการเมือง ได้รับฉายาจากสื่อมวลชวนมากมาย เช่น “มังกรสุพรรณ” มาจากฐานเสียงหนาแน่นที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี หรือฉายา “เติ้ง” มาจากบุคลิกที่คล้ายกับเติ้งเสี่ยวผิง อดีตผู้นำประเทศจีน หรือ “หลงจู๊’” จากลักษณะการทำงานเหมือนเถ้าแก่ คอยดูแลตรวจตราสั่งงาน ล้วงลูก ล้วงงานทุกอย่างด้วยตัวเอง

หลังพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยยังมีบทบาทสำคัญในการร่วมรัฐบาลอีกหลายสมัย โดยคุมกระทรวงหลักที่คุ้นเคยอย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำหรับบรรหารเอง แม้ไม่ได้กลับไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ยังลงสมัครเลือกตั้งและคว้าชัยชนะแบบถล่มทลายได้ทุกครั้ง ปี 2551 จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็มาถึงเมื่อพรรคชาติไทยถูกยุบพรรค ทั้งยังถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 5 ปี

วาระสุดท้ายของชีวิต บรรหารดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมยังประกาศว่าเลือกตั้งครั้งหน้าก็จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีก กระทั่งถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยโรคภูมิแพ้-หอบหืดกำเริบ และถึงแก่อนิจกรรมเมื่อเวลา 04.42 น.ของวันที่ 23 เม.ย.2559

นับเป็นการปิดฉากตำนานชีวิตมังกรการเมืองอย่างถาวร…

ถึงบรรทัดนี้ ขอหยิบยกเอาคำกล่าวที่บรรหารเคยกล่าวไว้ในหนังสือครบรอบวันเกิด 72 ปี ใจความสำคัญนั้นบ่งบอกถึงปณิธานสุดท้ายของชีวิตได้เป็นอย่างดี …

“เพราะชีวิตเหมือนการเดินทาง บางช่วงสนุกตื่นเต้น บางช่วงเนิ่นนาน เหน็ดเหนื่อย

การเดินทาง ทำให้เราเปลี่ยนผ่าน รู้จักผู้คน รู้จักเรื่องราวของตัวเรา ได้เรียนรู้ ได้หยุดนิ่ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเดินทางนี้มีข้อจำกัดอยู่เพียงสองอย่าง…สังขาร…และ…เวลา…

การเดินทางของผมมีหลายมิติ แต่ที่ปรารถนาที่สุดก็คือ ได้ใช้สังขารและเวลาที่มีอยู่อย่างมีคุณค่ามากที่สุด มีคุณค่าต่อผู้อื่น มีคุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน มีคุณธรรมต่อครอบครัว และมีคุณภาพต่อตนเอง

การเดินทางของผมจึงมีช่วงพักน้อยมาก ทำให้ได้ทำงานหลากหลายลึกซึ้ง หลายคนที่ห่วงใยถามผมว่า ทำไมไม่หยุดทำงาน ความมั่นคงในชีวิตก็มีพร้อม แต่เมื่อเห็นว่างานคือความสุข ก็ทำให้ไม่มีทุกข์เพราะการได้ทำงาน ตรงกันข้าม ถ้าไม่ได้ทำงานดูจะเป็นทุกข์มากกว่า เวลาเห็นข่าวในพระราชสำนัก ยิ่งทำให้สำนึกว่า พระเจ้าแผ่นดินของเราทรงงานหนักยิ่งกว่า นานยิ่งกว่าเสียอีก

ผมเป็นลูกคนไทยเชื้อสายจีน ปู่ ย่า เข้ามาพึ่งเงาร่มแห่งพระบรมโพธิสมภาร ผมเกิดในประเทศไทย เติบโตได้ดีด้วยน้ำใจคนไทยในสังคม คนเราแม้เลือกที่เกิดไม่ได้ แต่เลือกสถานที่ที่จะอยู่ และสถานที่ที่จะดับได้ และผมก็เลือกแล้วว่า ไม่มีที่ใด ร่มเย็นเป็นสุขเท่า…ประเทศไทย แผ่นดินแม่ แผ่นดินเกิดแห่งนี้

การทำงานเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน เพื่อองค์พระมหากษัตริย์ จึงทำให้มีความสุข และการเดินทางของชีวิต จึงมีเป้าหมาย…เป้าหมายที่จะได้อยู่…และดับอย่างมีความหมาย…สงบ…และภูมิใจ

ผมจึงขอบคุณแผ่นดินไทย และคนไทยทุกคนที่มีส่วนทำให้ชีวิตของผมและครอบครัวมีวันนี้ วันที่เราได้สนองคุณแผ่นดิน…ด้วยการทำงาน”

หมายเหตุ-สำหรับหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพนายบรรหาร ศิลปอาชา ยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำ เจ้าภาพจึงใคร่ขอให้ผู้มาร่วมงานที่มีบัตรรับหนังสือ สามารถนำบัตรไปขอรับหนังสือได้ ณ สถานที่ดังต่อไปนี้ 1.ที่ทำการพรรคชาติไทย ถนนสุโขทัย 2.ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี 3.แผนก Concierge โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ และโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 1-31 ธันวาคม 2559 

 

 

ธุรกิจไทยขี่กระแสโปเกมอน สร้างแบรนด์-กระตุ้นจับจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 13:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448529

ธุรกิจไทยขี่กระแสโปเกมอน สร้างแบรนด์-กระตุ้นจับจ่าย

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

นับแต่วันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เกมโปเกมอน โก สามารถดาวน์โหลดเล่นได้ในประเทศไทยพร้อมกับ 15 ประเทศในเอเชีย จนถึงวันนี้กระแสก็ยังคงพุ่งแรงฉุดไม่อยู่ ทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ มองเห็นโอกาสที่จะนำโปเกมอน หรือชื่อเต็ม พ็อกเก็ต มอนสเตอร์ มาใช้ในธุรกิจ ทั้งเพื่อการสร้างแบรนด์ การกระตุ้นยอดขาย ไปจนถึงภาครัฐเองที่มองว่า โปเกมอน โก จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาช่วยกระตุ้นการจับจ่าย รวมถึงภาคการท่องเที่ยว

เริ่มจากภาครัฐโดย ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.เตรียมเรียกด้านสารสนเทศ ด้านตลาดในประเทศ ร่วมหารือประเมินผลและโอกาสทางการตลาดส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มขึ้น จากกระแสความนิยมคนไทยเล่นเกมโปเกมอน โก แล้วเดินทางท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆ โดยจะเร่งเก็บข้อมูลทางสถิติว่านักล่าโปเกมอนที่เดินทางไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เกิดการใช้จ่ายทางการท่องเที่ยวเพิ่มจริงหรือไม่ เพื่อประเมินความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย แต่อย่างน้อยคาดว่าจะทำให้คนไทยเดินทางเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อย 10% ในช่วงครึ่งปีหลัง

“ททท.ต้องหารือกับทุกฝ่าย รวมถึงเจ้าของลิขสิทธิ์โปเกมอน เพื่อวางแนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน อาจขอให้ปล่อยตัวโปเกมอนหายากในพื้นที่เมืองรองที่ ททท.ส่งเสริม แต่ขณะนี้หลายหน่วยงานเริ่มเข้มงวดจัดโซนนิ่ง เช่น กรมอุทยานฯ ประกาศห้ามจับในพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งททท.จะเร่งติดตามกระแสสังคมอีกครั้ง” ยุทธศักดิ์ กล่าว

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การเล่นเกมโปเกมอน โก ในระยะสั้นจะส่งผลให้การใช้จ่ายภาคบริการและการท่องเที่ยวขยายตัวดีขึ้น เนื่องจากประชาชนสนใจออกไปจับโปเกมอนนอกสถานที่ ทำให้มีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ต้องเติมน้ำมันรถ ใช้เงินบริโภคอาหารนอกสถานที่ ส่วนจะมีผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร ถ้าพัฒนาดึงดูดการท่องเที่ยว เช่น โปเกมอนใส่ชุดไทย หรือเพิ่มจุดเช็กอินในสถานที่สำคัญ เชื่อว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้

ขณะที่ภาคบริการท่องเที่ยวเริ่มหยิบกระแสโปเกมอน โก มาใช้ทำกิจกรรม ทางภาคธุรกิจก็เกาะกระแสดังกล่าวทันทีตั้งแต่ 1-2 วันที่เปิดตัวเกมในไทย โดยเฉพาะกลุ่มสวนสนุก สวนน้ำที่พร้อมใจกันใช้ เช่น สวนสยาม, ดรีมเวิลด์, การ์ตูนเน็ทเวิร์ค อเมโซน, วานา นาวา หัวหิน วอเตอร์ จังเกิ้ล, รามายณะ และทุ่งสง วอเตอร์พาร์ค

วุฒิชัย เหลืองอมรเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามพาร์ค บางกอก ผู้ดำเนินธุรกิจสวนน้ำและสวนสนุกสวนสยาม กล่าวว่า สวนสยามหยิบโปเกมอน โก มาใช้ โดยชี้จุดในเฟซบุ๊กสวนสยามให้ทราบว่าในสวนสยามมีโปเก สต็อป 19 จุด และมียิมอีก 2 ยิม เพื่อชวนให้คนมาจับโปเกมอนในสวนสยาม และเป็นการเกาะให้ทันกระแสที่คนในสังคมกำลังสนใจอยู่ โดยเป็นการทำกิจกรรมที่ไม่ได้มีต้นทุนอะไร รวมทั้งให้ฝ่ายการตลาดวางแผนว่าจะหยิบโปเกมอนมาใช้ทำกิจกรรมอะไรได้อีก

ธุรกิจโรงแรมก็โหมกระแสนี้เช่นเดียวกัน เช่น โรงแรมสยาม แอท สยาม ดีไซน์ โฮเต็ล กรุงเทพฯ ใช้กลยุทธ์ซื้อตัวดูดโปเกมอนให้ปรากฏตัวบริเวณโปเก สต็อปที่โรงแรม, โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ จัดกิจกรรมให้จับโปเกมอน โก พร้อมถ่ายภาพพื้นหลังในโรงแรมไปชิงรางวัลส่วนลด, โรงแรมดีวาน่า กรุ๊ป ใช้กลยุทธ์ชวนลูกค้าเก็บโปเกบอลที่โปเกสต็อปในดีวาน่า พลาซ่า กระบี่ อ่าวนาง และลด 10% ค่าอาหารและเครื่องดื่มให้คนที่จับโปเกมอนถ่ายภาพพื้นหลังเป็นโรงแรม, ห้องอาหาร กลุ่มฮ็อป อินน์ ที่ขึ้นภาพถ่ายโปเกมอนโดยมีพื้นหลังเป็นพื้นที่ในโรงแรมเพื่อเชิญชวนให้คนมาพักแล้วจับ และเรือสำราญริเวอร์ไซด์ ที่ออกไอเดียชวนคนมาซื้อแพ็กเกจล่องเรือจับโปเกมอน เป็นต้น

อีกภาคธุรกิจที่นำโปเกมอน โก ช่วยดึงคนเข้ามาใช้บริการ คือ ธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ร้านอาหาร ฯลฯ ที่ต่างมองเห็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า

บริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าสยามพารากอน สยาม เซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ กล่าวว่า ศูนย์การค้าสยามพารากอนถูกเลือกเป็นสถานที่ที่มีการติดตั้งโปเก สต็อป (Poke Stop) หรือปล่อยเลอร์ โมดูล (Lure Module) เป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของลิขสิทธิ์โปเกมอนที่จะเลือกติดตั้งโปเก สต็อป หรือปล่อยเลอร์ โมดูล ในสถานที่ที่มีทราฟฟิกจำนวนมาก อย่างไรก็ดีบริษัทอยากให้ผู้เล่นเกมโปเกมอนมีสติในการเล่น และเล่นเกมอย่างพอเหมาะพอควร

ในส่วนของบาร์บีคิวพลาซ่า ที่ต้องยกให้เป็นนักจับกระแสเพื่อทำการตลาดก็ไม่ปล่อยโอกาสทองนี้เช่นกัน โดย บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า บริษัท ฟู้ดแพชชั่น กล่าวว่า การจับเอากระแสที่กำลังเป็นที่นิยมหรือพูดถึงสังคมหรือโลกโซเชียลมาทำการตลาดในแบบเรียลไทม์ มาร์เก็ตติ้ง (Real-Time Marketing) ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่สำคัญของบริษัท

สำหรับโปเกมอน โกนั้น บริษัทได้ติดตามกระแสมาตั้งแต่แรก ด้วยการโพสต์อัพเดทในเพจบาร์บีคิวพลาซ่า เรื่องที่เกมโปเกมอน โก มาเปิดให้คนไทยได้เล่น จากนั้นก็มีการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ของร้านบาร์บีคิวพลาซ่ากับกระแสโปเกมอนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้ลงไปทำการตลาดในเชิงลึกถึง
ขนาดเข้าไปร่วมกับเกมด้วยการที่ติดตั้งโปเก สต็อป หรือปล่อยเลอร์ โมดูล ที่ร้าน เพื่อให้คนเข้ามาจับโปเกมอนตลอดเวลา เพราะด้วยความเชื่อที่ว่าเมื่อมาที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า บริษัทอยากให้คนใส่ใจกับมื้ออาหาร กับคนที่ร่วมรับประทานอาหารด้วย ไม่ได้เข้ามาที่ร้านเพื่อใช้เวลาทั้งหมดเพื่อเล่นมือถือ

ไพศาล อ่าวสถาพร รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจอาหาร บริษัท โออิชิ กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจากับทรูเพื่อนำลิขสิทธิ์โปเกมอน โก ไปทำการตลาด ด้วยการนำคาแรกเตอร์โปเกมอน ไปปล่อยในภายในร้านโออิชิ บุฟเฟ่ต์ ถือว่าเป็นกลยุทธ์ตลาดที่ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้น เชื่อว่าธุรกิจร้านอาหารหลายแบรนด์สนใจที่จะทำในลักษณะดังกล่าวเช่นเดียวกับโออิชิ รวมทั้งยังเป็นการโหนกระแสสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเจนวายและแซดที่เป็นกลุ่มนิยมเล่นเกมโปเกมอน

ขณะเดียวกันทางโออิชิยังมองถึงการนำคาแรกเตอร์โปเกมอนมาเป็นสินค้าพรีเมียม อาทิ จัดทำเป็นตุ๊กตา มองว่า โปเกมอนถือว่าเป็นโอกาสทางการตลาดที่จะผลักดันในด้านของยอดขาย การสร้างแบรนด์ ซึ่งขึ้นว่านักการตลาดจะนำไปใช้หรือสร้างสรรค์อย่างไร

ทั้งนี้ ในส่วนของตัวแทนด้านพาณิชย์ของโปเกมอน โก อย่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย ทรู กล่าวว่า โปเกมอน โก เป็นโอกาสมหาศาลในการกระตุ้นให้ธุรกิจทั้งขนาดเล็กถึงใหญ่ เช่น พิซซ่า หรือ แมคโดนัลด์ ซึ่งโอกาสในการใช้สัญลักษณ์ของตัวการ์ตูนเหล่านี้จะทำให้คนพูดถึงและใช้งานได้เหมือนกัน ซึ่งในโลกนี้มีน้อยสิ่งที่คนทุกกลุ่มชอบเหมือนกัน ไม่แบ่งแยก และสามารถสื่อสารในสิ่งเดียวกันได้

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาเวอร์ชั่น 2 และการอัพเกรดเวอร์ชั่นภาษาไทย รวมทั้งจะมีคำเตือนเป็นภาษาไทยด้วย เพื่อให้เล่นอย่างมีสติและอย่าเล่นอย่างโดดเดี่ยว ส่วนการขอความร่วมมือเรื่องการจัดการสถานที่ในการเล่นเกมนั้น ทางทรูได้คุยเบื้องต้นและขอความร่วมมือไปทางนินเทนโดแล้ว คาดว่าจะมีการอัพเกรดสถานที่ใหม่ในจุดที่มีการร้องขอไปไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นกระแสที่ทางผู้พัฒนาให้ความสำคัญอยู่แล้ว” พีรธน กล่าว

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจจากกว่า 50-60 สินค้า ที่ได้ยื่นขอนำลิขสิทธิ์โปเกมอน โก มาทำกิจกรรมจากบริษัทแม่ จากนี้คงต้องติดตามว่าสินค้าบริการไหนจะโหนกระแสได้เนียนกว่ากัน เพราะเป็นกิจกรรมตลาดต้นทุนน้อย แต่ทำให้ผลที่ได้จะกลับมาคุ้มค่ากว่าหลายเท่าตัว หรือถ้านี่เป็นเพียงแค่แฟชั่นแล้วหายไป คนที่ชิงทำตลาดก่อนก็ถือว่าได้เปรียบคู่แข่งไปก้าวหนึ่งแล้ว

 

แบนเกมไม่มีผลแนะอยู่ร่วมกัน อย่าขวางเด็กเล่นโปเกมอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 สิงหาคม 2559 เวลา 08:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/448155

แบนเกมไม่มีผลแนะอยู่ร่วมกัน อย่าขวางเด็กเล่นโปเกมอน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

“โปเกมอน โก” กำลังสร้างกระแสนิยมไปทั่วทั้งโลก ภายหลังผู้พัฒนาเกมเปิดตัวให้ดาวน์โหลดได้ไม่ถึง 30 วัน พบว่าโกยรายได้ไปแล้วกว่า 6,960 ล้านบาท ทุบสถิติเกมอื่นแหลกละเอียด

สำหรับประเทศไทยที่เพิ่งโหลดเล่นได้เพียง 1 สัปดาห์ กระแสนิยมกลับขยายกว้างอย่างรวดเร็ว หลากหลายพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ ถนน ตรอก ซอก ซอย ฯลฯ ล้วนแต่ถูกแปรสภาพให้เป็นสถานที่จับมอนสเตอร์แทบทั้งสิ้น

แน่นอนว่ามุมหนึ่งเต็มไปด้วยความสนุกและเสียงสนับสนุน ทว่าอีกมุมหนึ่งก็หนักแน่นไปด้วยข้อกังวล นำมาสู่การพูดคุยผ่านเวทีเสวนา เรื่อง “Pokemon Go จะพาสังคมไทยไปทางไหน” โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมา

ผศ.วิษณุ โคตรจรัส อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า เกมโปเกมอน โก เป็นเกมที่ตอบสนองความต้องการของผู้เล่นที่ทับซ้อนอยู่ในโลกของความจริง จึงขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้เล่นเป็นหลัก เพราะด้วยเนื้อหาของเกมไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อผู้เล่น

ผศ.วิษณุ อธิบายว่า รูปแบบการพัฒนาเกมโปเกมอน โก เป็นเทคโนโลยีที่เกมอื่นก็มีอยู่แล้ว เช่น การใช้ระบบตรวจสอบตำแหน่ง แผนที่บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ การเชื่อมต่อสถานที่จริงเป็นฉาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อกระแสเกมนี้เข้ามาจนเป็นที่นิยมแล้ว จึงควรทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์กับเกมนี้ เช่น การส่งเสริมการขาย และบริการ

ผศ.พรรณรพี สุทธิวรรณ นักจิตวิทยาพัฒนาการด้านเด็กและวัยรุ่น คณะจิตวิทยา จุฬาฯ บอกว่า หากพิจารณาตามมุมมองของจิตวิทยาเด็ก ในขณะที่สังคมภายนอกตื่นตัวและกำลังพูดถึงเกม พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรห้ามลูกเล่น เพราะจะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีและมีผลต่อความคิด ฉะนั้นผู้ปกครองควรเข้าใจ ยอมรับ และพร้อมเล่นไปกับเด็กเพื่ออธิบาย

“การที่ผู้ใหญ่พยายามเบี่ยงเบน ต่อต้าน หรือห้ามไม่ให้เด็กเล่น อาจทำให้เขาไม่ได้รับการยอมรับในสายตาเพื่อน และอาจทำให้เด็กรู้สึกว่าไม่มีสิ่งที่ได้เรียนรู้เหมือนกับเพื่อนๆ” ผศ.พรรณรพี ระบุ

นักจิตวิทยารายนี้ บอกอีกว่า เมื่อเกิดกระแสขึ้นผู้ใช้เทคโนโลยีควรรู้เท่าทันสื่อใหม่และพยายามหาโอกาสใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น อย่างไรก็ตามส่วนตัวคิดว่าเกมโปเกมอน โก จะเหมือนกับกระแสตุ๊กตาเฟอร์บี้ โรตีบอย ฯลฯ ที่มาเป็นช่วงๆ

นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ นักวิชาการจิตเวชผู้ใหญ่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มองว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นปัญหาด้านพฤติกรรมหรืออาการป่วยทางจิต จึงควรทำให้สถานการณ์มีความสมดุล เพราะไม่ว่าเกมนี้จะเข้ามาหรือไม่ก็มีปัญหาอยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่ต้องสนใจก็คือเรื่องวินัยที่ผู้เล่นต้องควบคุมตัวเองให้ได้

นพ.ภุชงค์ ประเมินว่า กระแสเกมนี้ที่เข้ามาจะได้รับความนิยมในช่วงแรกเหมือนกับตอนที่สังคมให้ความนิยมกับคริสปี้ครีม แต่ภายหลังเมื่อสังคมได้รับรู้กระแสก็จะลดลงไปในระดับหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นโอกาสที่เราจะทดสอบระบบในสังคมหลายอย่างว่าจะอยู่กับสิ่งนี้อย่างสมดุลได้อย่างไร

ทางด้านเจ้าของลิขสิทธิ์เกมในประเทศไทยอย่าง พีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น  เล่าว่า ในหลายประเทศได้นำเกมไปพัฒนาการส่งเสริมการขายและการเชื่อมต่อสื่อสาร ดังนั้นเมื่อเกมเข้ามาในประเทศไทยจะเป็นโอกาสในการกระตุ้นธุรกิจ และในอนาคตคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาทำระบบข้อมูลเป็นภาษาไทย

“ตอนนี้ถือเป็นก้าวแรกในเชิงธุรกิจ เนื่องจากเกมนี้ถูกวางแผนพัฒนาไว้ต่อเนื่องถึง 5 ปี ซึ่งช่วงต่อไปจะเป็นการพัฒนาให้ตอบสนองคนไทยมากขึ้น ฉะนั้นทุกคนควรพัฒนาการใช้อุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยนี้ให้เป็นประโยชน์” พีรธน พูดชัด

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเราไม่อยู่ร่วมกับมันสิ่งนี้ก็จะอยู่ต่อไปอย่างนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างตั้งใจ ดังนั้นเราควรใช้ประโยชน์จากมัน

นพ.ประวิทย์ ยืนยันว่า การแบนไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ฉะนั้นจึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนโลกนี้ให้ได้

 

โปเกมอนในไทยยังไปได้อีกไกลกดดันกูเกิลถอดสถานที่หวงห้าม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 สิงหาคม 2559 เวลา 08:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447934

โปเกมอนในไทยยังไปได้อีกไกลกดดันกูเกิลถอดสถานที่หวงห้าม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สังคมไทยเวลานี้ไม่มีใครไม่รู้จัก เกมโปเกมอน โก ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเมืองไทยเมื่อ วันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา แม้จะเป็นเพียงเวลาไม่กี่วัน แต่กระแสของคนใน สังคมอย่างที่พบหลายพื้นที่ อาทิ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สวนสาธารณะ หน่วยงานราชการ หรือแม้กระทั่ง ทำเนียบรัฐบาล พบว่ามีประชาชน เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ต่างก้มหน้าก้มตาจ้องจอโทรศัพท์มือถือ เพื่อตามจับโปเกมอนจนกลายเป็นกระแสฟีเวอร์อย่างรวดเร็ว

หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า กระแส เกมจับโปเกมอนบางพื้นที่ไม่เหมาะสม ล่อแหลม หรือสุ่มเสี่ยงเป็นอันตราย และสร้างความรำคาญหรือไม่ และควรหาทางออกเรื่องนี้อย่างไร คณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จึงได้เชิญ ผู้เชี่ยวชาญจากเครือข่ายนักพัฒนาซอฟต์แวร์เกม มาให้ข้อมูลเพื่อเป็นการรับฟังว่า แอพพลิเคชั่น เกมโปเกมอน โก นี้มีผลกระทบกับเยาวชนหรือไม่และควรหาทางป้องกันแก้ปัญหาอย่างไร

พีรพัทธ์ นันนารารัตน์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพอินเตอร์ แอ็คทีฟ ผู้เชี่ยวชาญ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์เกม อธิบายวิวัฒนาการของเกมนี้ว่า เดิมโปเกมอน คือ ตัวการ์ตูนของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งลักษณะเป็นสัตว์ประหลาด ที่พกพาไปไหนได้ และถูกนำเข้ามาฉายในเมืองไทยช่วงปี 2547-2548 ดังนั้นเมื่อปัจจุบันมีการนำมาพัฒนาเป็นเกมเสมือนจริงจึงมีความแปลกใหม่กว่าเกมในมือถือ คอมพิวเตอร์ทั่วไป เพราะอาศัยสถานที่จริงเป็นฉากในเกม

ดังนั้นเมื่อกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มเดิมที่เคยติดตามอยู่ในยุคแรกได้ทดลองเล่นจึงทำให้การเล่นจึงขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างที่เห็นว่าตามสถานที่สาธารณะ จุดใหญ่ๆ มักมีคนไปรวมกลุ่มกันจำนวนมากกว่าปกติ เนื่องจากสถานที่เหล่านั้นถูกกำหนดให้มีตัวโปเกมอน หรือของรางวัลอยู่ซึ่งมีผลต่อการเล่นเกม

ส่วนการที่ผู้ผลิตเกมกำหนดจุด ส่วนใหญ่อยู่ตามศาลพระภูมินั้น พีรพัทธ์ อธิบายว่า เดิมผู้ผลิตเกมโปเกมอนนี้ เป็นเจ้าของเดียวกับผู้ผลิตเกมอินเกรสที่มีมาก่อน ซึ่งขณะนั้นผู้ผลิตเกม เปิดโอกาสให้ผู้เล่นแต่ละประเทศเสนอ สถานที่ ที่ต้องการให้เป็นจุดที่ผู้เล่นจะต้องไปรวมตัวกัน ซึ่งผู้เล่นหลายประเทศขณะนั้นได้ส่งจุดสัญลักษณ์สำคัญ เช่น รูปปั้นตามสถานที่ต่างๆ ไป แต่ผู้เล่น ในไทยได้เสนอศาลพระภูมิ เนื่องจากมีสถาปัตยกรรมที่แปลกสำหรับต่างชาติและมีมากในเมืองไทย ดังนั้นนี่จึงเป็นจุดที่ผู้ผลิตเกมดึงฐานข้อมูลนี้ไปใช้ และทำให้ศาลพระภูมิเป็นจุดที่พบ โปเกมอนอยู่มาก

“เมื่อผู้เล่นรู้ว่าที่ไหนมีโปเกมอนก็อยากไป ซึ่งที่รัฐสภา บริเวณศาลพระภูมิก็มี รวมถึงทำเนียบรัฐบาลก็คิดว่ามี รวมถึงที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สตช. ก็มี และก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ผู้เล่นสนใจอยากเข้าไปเช่นกัน เพราะภาพรวมจุดที่มีโปเกมอนอยู่เป็นที่สาธารณะ” พีรพัทธ์ ระบุ

ประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าการ เล่นจะเป็นการเก็บข้อมูลภาพ ซึ่งอาจส่งผลต่อการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล  หรือความมั่นคงหรือไม่นั้น ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาซอฟต์แวร์เกม ระบุว่า จากที่ตรวจสอบยังไม่พบว่ามีการเก็บข้อมูลภาพจากผู้เล่นไปใช้ แต่ระบบจะเก็บข้อมูลสถานที่โลเกชั่นบริเวณโดยรอบเพื่อใช้เป็นข้อมูลในแผนที่จีพีเอสได้ ส่วนประเด็นการเก็บข้อมูลขณะนี้ คาดว่ายังไม่สามารถทำได้ แต่คิดว่าอนาคตถ้ามีการพัฒนาก็อาจไปถึงขั้นนั้นได้เช่นกัน

พีรพัทธ์ เปิดเผยว่า หลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐ ได้ทำเรื่องร้องไปถึงบริษัทผู้ผลิตเกมนี้ให้ถอดบางสถานที่ออกจากเกมแล้ว ซึ่งเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา ผู้ผลิตเกมได้ดำเนินการถอดบางสถานที่ตามที่หลายประเทศร้อง ขอไป เช่น อนุสรณ์สถาน ดังนั้นคิดว่าถ้ารัฐบาลไทยต้องการมาตรการป้องกันด้านความปลอดภัย ควรกำหนดพื้นที่หวงห้าม หรือพื้นที่ที่ต้องการเปิดให้ ผู้เล่นเข้าไปได้ และส่งเรื่องผ่านไปยังสำนักงาน กูเกิล ประเทศไทย เพื่อประสานขอให้ผู้ผลิตถอดบางพื้นที่ออกจากเกมโปเกมอน เนื่องจากบริษัท กูเกิล เป็นเจ้าของเงินบางส่วนในการพัฒนาเกมนี้

“สถานการณ์เกมโปเกมอนในไทยขณะนี้ มองว่าจะมีไปอีกสักระยะ เพราะขณะนี้เพิ่งอยู่ในช่วงแรก ซึ่งผู้ผลิตได้ปล่อยโปเกมอนออกมาเพียง 145 ตัวจากที่มีในเกมกว่า 700 ตัว หรือ 20% ดังนั้นคิดว่ากระแสเกมนี้จะมีไปอีกสักระยะ แต่คิดว่าต่อไปก็จะเป็นเรื่องธรรมดา ฉะนั้นเรื่องนี้ผู้เล่นควรจัดระเบียบพฤติกรรมการเล่นให้เหมาะสม” ผู้เชี่ยวชาญพัฒนาซอฟต์แวร์เกม กล่าว

ขณะที่ มณเฑียร บุญตัน รอง ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การควบคุมสถานที่การเล่นควรให้ทางสำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.)ร่วมกับค่ายมือถือในการกำหนดพื้นที่ให้เหมาะสม แต่ในทางกลับกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรพัฒนาเกมโปเกมอนนี้ให้ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวด้วย

ด้าน พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หนึ่ง ในคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับผู้ผลิตโปรแกรมให้ระวังเพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงตามสถานที่ต่างๆ แต่ภาพรวมทางตำรวจจะมีการตักเตือน ให้ คำแนะนำและเฝ้าระวัง ซึ่งไม่ควรเล่นขณะขับรถ หรือเดินทาง เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุ

วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า เกมโปเกมอนถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคม ที่มีทั้งแง่บวกและลบ อาทิ 1.อาจเสี่ยงถ้าไม่กำหนดพื้นที่ต้องห้ามให้ชัดเจน เช่น ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา สถานที่เปลี่ยว 2.ปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกินจำเป็น และ 3.อาจทำให้เสียเวลามากจนเกินไป ซึ่งจากที่ได้รับฟังความคิดเห็นวันนี้ คิดว่าฝ่ายบริหารควรรีบดำเนินการกำหนดพื้นที่การเล่นให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบกับพื้นที่ของทางราชการ

 

เสียงสะท้อน…ย้ายรถตู้พ้นอนุสาวรีย์ชัยฯ “มีระเบียบแต่ไม่สะดวก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2559 เวลา 20:42 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447913

เสียงสะท้อน...ย้ายรถตู้พ้นอนุสาวรีย์ชัยฯ "มีระเบียบแต่ไม่สะดวก"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ข่าวใหญ่ที่สะเทือนชีวิตผู้ใช้รถสาธารณะ

เมื่อมีการประกาศนโยบายนำรถตู้โดยสารสาธารณะหมวด 2 ซึ่งให้บริการในเส้นทางกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รัศมีไม่เกิน 300 กม. ภายใต้การดูแลของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) จำนวน 4,205 คัน ย้ายออกไปจากบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อแก้ปัญหาความไร้ระเบียบเรียบร้อย

คำถามก็คือ ผลกระทบจากการย้ายจุดจอดครั้งนี้ มีมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากเป็นที่รับรู้ของคนเดินทางว่า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เปรียบเสมือนหัวใจแห่งการเชื่อมต่อรถสาธารณะเลยทีเดียว

สะดวก ปลอดภัย เป็นระเบียบ

คณะทำงานจัดระเบียบรถตู้สาธารณะ โดยกระทรวงคมนาคมและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ประกาศนำ รถตู้จำนวน 4,205 คัน ย้ายออกไปจากบริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปอยู่ที่ สถานีขนส่งจตุจักร (หมอชิต) สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ และสถานีขนส่งเอกมัยเท่านั้น

ดรุณ แสงฉาย รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่ง ตำรวจและทหารจะเริ่มทดลองจัดระเบียบนำร่องก่อนในวันที่ 1-15 ส.ค. เพื่อดูว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลมาแก้ปัญหา จากนั้นจะประกาศดีเดย์ในวันที่ 25 ต.ค. ให้รถตู้หมวด 2 ทุกคันต้องไปจอดใน 3 สถานีเท่านั้น และห้ามจอดบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ อีก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะออกตรวจจับปรับอย่างเข้มข้น

“ในช่วงแรกของการจัดระเบียบจะมีประชาชนที่เคยใช้บริการรถตู้โดยสารบริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ อาจไม่ได้รับความสะดวกบ้าง กระทรวงคมมาคมจึงเตรียมหารือร่วมกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อบริการรถบัสรับผู้โดยสาร จากอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปยังสถานีขนส่งทั้ง 3 แห่ง โดยคาดว่าการจัดระเบียบรถตู้โดยสารสาธารณะภายในกรุงเทพฯ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของบริการรถร่วม เพราะจะทำให้ บขส.สามารถควบคุมค่าโดยสาร ความปลอดภัย แก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลและการจราจรแออัดได้”

ทั้งนี้ จากรถตู้จำนวน 4,205 คัน รถตู้โดยสารเส้นทางสายเหนือเเละตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 2,046 คัน จะถูกย้ายไปจอดในพื้นที่สถานีขนส่งหมอชิต ส่วนสายใต้ จำนวน 1,617 คัน จะย้ายไปที่สถานีขนส่งสายใต้ใหม่  ถนนบรมราชชนนี เเละสายตะวันออก จำนวน 542 คัน จะย้ายไปที่สถานีเอกมัย

ชั่งน้ำหนักให้ดี ระหว่างปลอดภัยกับความสะดวก

ตามกฎหมายและเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบการขนส่ง ได้กำหนดให้รถโดยสาธารณะทุกคันต้องใช้สถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นต้นทางและปลายทาง โดยมีหน่วยงานกำกับดูแลการบริหาร จัดการเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชน ฉะนั้นสถานที่จอดรถตู้ในปัจจุบันที่พบเห็นได้ตามใต้ทางด่วนและรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ จึงถือว่าผิดกฎหมาย

นพ.ธนพงศ์ จินวงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (มสช.) แสดงความเห็นว่า นโยบายย้ายรถตู้ บขส. จำนวน 4,025 คัน กลับไปจอดตามสถานีนั้น หากมองในแง่การจัดการ ความเป็นระเบียบ และปลอดภัย ถือว่ายอดเยี่ยม

“ข้อดีของการนำรถตู้กลับเข้าไปอยู่ในสถานี คือ ทำให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบสมรรถภาพความพร้อมของตัวรถตู้โดยสารและพนักงานขับรถได้ง่าย นอกจากนี้ การมีที่จอดเป็นหลักแหล่งยังเป็นผลดีต่อพนักงาน ที่สามารถทราบเวลาเข้าออกที่ชัดเจนมากขึ้น ไม่ต้องหลบไปจอดพักตามสถานที่ต่างๆ รอบอนุสาวรีย์ชัยฯ เช่น ซอยรางน้ำ ใต้ทางด่วน ซึ่งทำให้เกิดความอ่อนล้าได้”

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนน บอกว่า ทุกวันนี้อนุเสาวรีย์ชัยฯ มีวินรถตู้กระจัดกระจายไปทั่วทุกมุม ไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ การย้ายมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะทำให้สามารถจัดการดูแลได้เป็นระบบ ซึ่งหมายถึงความปลอดภัยที่มากขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ตามหากมองในมุมผู้โดยสารแล้ว แน่นอน ต้องเสียความสะดวกสบายและเวลาไป เนื่องจากจุดจอดอย่าง สถานีขนส่งจตุจักรและสายใต้ใหม่ ไม่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งที่ดีอย่างรถไฟฟ้า ขณะที่เอกมัยเองก็คับแคบและอยู่ในบริเวณที่มีปัญหาเรื่องจราจร

“หลายๆ คน ตัดสินใจขึ้นรถตู้มาจากต่างจังหวัด ก็เพื่อหวังเข้ามากลางเมืองเลย ไม่มีใครอยากต่อรถหลายต่อ เสียทั้งเวลา และเงินทอง เพราะฉะนั้นนโยบายนี้ หนีไม่พ้นเสียงบ่นแน่นอน ซึ่งสภาพที่เป็นมันสะท้อนให้เห็นว่า สถานีที่เราออกแบบไว้ ไม่ได้มีการเชื่อมต่อที่ดีตั้งแต่แรก ผมคิดว่า ถ้าเร่งพัฒนาจุดจอดบริเวณสถานีหลักในมีระบบรถไฟฟ้าเข้าถึง ปัญหาความไม่พอใจอาจลดลง พูดง่ายๆ ว่า การย้ายจุดยอดนั้น ระยะยาวเป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่เดือนตุลาคมนี้ คงไม่ประสบความสำเร็จนัก เพราะผู้โดยสารมองว่า รัฐกำลังโยนภาระให้พวกเขา”

ไม่สะดวก เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย เห็นใจประชาชนด้วย

พื้นที่โดยรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เป็นวงเวียนเส้นทางจราจรหลากหลาย เชื่อมต่อกับ ถนนพหลโยธิน ถนนราชวิถี ถนนพญาไท และถนนดินแดง ทำให้จุดนี้มากไปด้วยรถโดยสารสาธารณะ และไม่แปลกที่นโยบายย้ายจุดจอดรถตู้จะสั่นสะเทือนการเดินทางของประชาชนหลายแสนคน

มณฑนา สถาพรวุฒิคุณ อายุ 23 ปี นักศึกษาขาประจำรถตู้โดยสาร สายกรุงเทพ – หมวกเหล็ก บอกสั้นๆ ว่า เดือดร้อนแน่กับนโยบายนี้ เพราะต้องต่อรถไปยังมหาวิทยาลัยอีก 1 ต่อ ซึ่งหมายถึงเวลาและค่าโดยสารเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันว่าสถานีหลักจะเรียบร้อยและเหมาะสมกว่า

“ที่ใหม่ยังไม่เรียบร้อย พร้อมรองรับหรือเปล่าก็ไม่รู้ ย้ายไป จะยิ่งซ้ำเติมให้หนักขึ้นหรือเปล่า รถเมล์กรุงเทพฯ ก็มาไม่เป็นเวลา ถ้าต้องต่อรถเมล์ มีปัญหาเเน่ๆ”

จิรวัฒน์ มั่นคง อายุ 18 ปี นักศึกษา ผู้โดยสารรถตู้สาย แม่กลอง – อนุสาวรีย์ชัยฯ บอกว่า รอบบริเวณสถานีขนส่งหมอชิตนั้นรถติดมาก ทุกวันนี้ใช้เวลาเดินทางไป-กลับเที่ยวละ 3 ชั่วโมง หากต้องย้ายไปจริงๆ ชีวิตคงจะต้องเปลี่ยนแปลงและเหนื่อยมากขึ้น

นพร ยิ้มกริ่ม แม่ค้าสาวใหญ่วัย 67 ปี  ผู้โดยสารสายกรุงเทพ – องครักษ์ บ่นเสียงดังว่า แก่แล้ว ไม่อยากต่อรถเยอะ เสียเวลาและค่าใช้จ่าย ขอให้รัฐเห็นใจคนทำมาหากินบ้าง

“ใครๆ ก็อยากสะดวกสบาย ใช้เวลาเดินทางน้อยที่สุด ป้ามารับของทุกวันที่ประตูน้ำ จากอนุสาวรีย์ไปประตูน้ำมันใกล้ ถ้าเปลี่ยนจุดจอดไปที่หมอชิต คิดดูตอนหิ้วข้าวของเดินทาง มันเหนื่อยขนาดไหน แถวนั้นรถติดด้วย คำนวณเวลาไม่ได้”

ยอน เชนรัมย์ อายุ 53 ปี ผู้โดยสารอีกรายแสดงความเห็นน่าสนใจว่า บริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ เต็มไปด้วยโรงพยาบาล และการเชื่อมต่อ ซึ่งสำคัญมากกับเหล่าผู้สูงอายุ

“เหตุผลหลักที่อนุสาวรีย์ชัยฯ สำคัญกับผู้สูงอายุก็คือ การอยู่ใกล้โรงพยาบาล ทั้งราชวิถี รามาธิบดี รวมไปถึงสถาบันสุขภาพเด็ก เรานั่งมาถึงและเดินต่อไปอีกนิดเดียว ถ้าย้ายไปที่อื่น คนแก่ คนชรา หรือพ่อแม่เด็กๆ คงลำบากมาก ที่นี่สำคัญจริงๆ”

รถติด เครียด เสียเวลา

ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารรถตู้โดยสารสาธารณะเพิ่มมากขึ้นทุกปี เนื่องจากตอบโจทย์การเดินทางที่ สะดวกสบาย รวดเร็ว และประหยัด

ความคิดเห็นต่อนโยบายล่าสุด ณัฐกิต ชูชาติ อายุ 57 ปี พนักงานขับรถรถตู้โดยสาร สายนครนายก-กรุงเทพฯ ยืนยันว่า การย้ายจุดจอดรถ กำลังจะส่งผลให้ผู้โดยสารมีปัญหาทั้งเรื่องเวลาและภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการต่อรถ

“อนุสาวรีย์ชัยฯ อาจจะมีระเบียบมากขึ้นบ้าง รถติดน้อยลง แต่ที่หมอชิด เอกมัย หรือสายใต้ใหม่ จะหนักขึ้นแน่นอน คนที่แย่ก่อนคือผู้โดยสาร ถ้าเขาเบื่อ ไม่สะดวกจากการต่อรถ และหันไปใช้เส้นทางอื่นเมื่อไหร่ ทีนี้แหละคนขับจะหากินลำบาก เศรษฐกิจรอบบริเวณนี้ก็เสีย คนหายไปจำนวนมหาศาล การจัดระเบียบอะไรสักอย่าง เข้าใจว่ามันเกิดจากความหวังดี แต่ต้องฟังเสียงประชาชนบ้าง ไม่ใช่ว่าจะจัดระเบียบอย่างเดียว ผลกระทบแง่ลบอาจเป็นวงกว้าง ถ้าทำไม่ถูกจังหวะเวลา”

ชัยนิมิตร ตรีนัย อายุ 37 ปี  พนักงานขับรถโดยสาร สายกรุงเทพ – องครักษ์ – บ้านนา ส่ายหัวด้วยความไม่พอใจกับนโยบายย้ายจุดจอดรถ ก่อนระบุว่า ทุกวันนี้รายได้ก็น้อยอยู่แล้ว ย้ายไปอยู่ที่อื่น ผู้โดยสารคงหนีหายไปหมด

“จัดระเบียบคราวที่แล้ว สั่งห้ามรถตู้ บขส. จอดแวะตามป้าย คนก็หายไปเยอะ รอบนี้จะให้ไปอยู่ที่สถานีหลักเลย ผมว่าคนยิ่งหาย บางคนเลือกไปขึ้นที่ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิตเลย คำนวณเเล้วถูกกว่า เเละถ้าผู้โดยสารน้อยลง คนขับก็ไม่มีจะกินด้วย”

ชัยนิมิตร ยืนยันว่า บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการพักผ่อนของพวกเขา และสามารถให้บริการผู้โดยสารด้วยร่างกายและสติสัมปชัญญะเต็มที่ โดยปัจจุบันบริการวิ่งรถวันละ 2 รอบ คิดเป็นเวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมงต่อวัน ไม่แน่ว่าการให้ย้ายไปอยู่ที่สถานีขนส่งหมอชิต อาจจะต้องนั่งหาวกว่าเดิมก็ได้

“ผมว่าตรงนี้ก็เรียบร้อยแล้วนะ ไม่ได้จอดเกะกะเหมือนสมัยก่อนแล้ว รถตู้ทุกคันเห็นด้วยที่จัดระเบียบก่อนหน้านี้ มันดีอยู่แล้ว รถติดน้อยลง เหมาะสมกับทั้งผู้ใช้และไม่ใช้”

คำพวน ไชยบุรมย์ อายุ 51 ปี พนักงานขับรถ สาย อนุสาวรีย์ – พนมสารคาม บอกว่า หากถูกย้ายไปอยู่ที่เอกมัยหรือหมอชิต ก็ต้องยอมรับ แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องความเครียดและเหนื่อยล้าจากปัญหารถติดมากขึ้น

“อย่างหมอชิต เรารับรู้กันดีอยู่แล้วว่า บริเวณโดยรอบการจราจรหนาแน่นขนาดไหน ส่วนเอกมัย นั่นไม่ต้องพูดถึงเลย อยู่กลางเมืองซะขนาดนั้น ย้ายเมื่อไหร่ คนขับก็น่าจะเหนื่อยขึ้น ใช้เวลานานขึ้นในการขับรถ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับเพราะทำอะไรไม่ได้อยู่ดีครับ”

สถานีย่อยทางออกที่เหมาะสม

เมื่อเหตุผลของฝ่ายรัฐต้องการสร้างมาตรฐานความเป็นระเบียบ ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ฝ่ายผู้ใช้งานเห็นว่ากำลังจะสูญเสียความสะดวกสบายไป ทางออกของเรื่องนี้อาจเป็น “สถานีย่อยเฉพาะกิจ”

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการด้านนโยบายการขนส่ง และโลจิสติกส์ จากทีดีอาร์ไอ บอกว่า ตามกฎหมาย รถตู้โดยสารที่วิ่งระหว่างจังหวัดในระยะทางค่อนข้างไกลมากกว่า 300 กม. จำเป็นต้องเข้าจอดที่สถานีขนส่ง เพื่อความปลอดภัยและการตรวจสอบสภาพที่ถูกต้อง เพียงแต่สถานที่ตั้งของสถานีปัจจุบันไม่สอดคล้องกับการตัดสินใจของผู้ใช้งาน

“สถานีขนส่งในปัจจุบันออกแบบมาเพื่อรถโดยสารขนาดใหญ่ วิ่งในระยะทางไกลตั้งแต่ 400 กม. – 700 กม. การไปนำรถตู้ที่มีระยะทางวิ่งใกล้เข้าสู่สถานีขนส่ง มันทำให้ผู้โดยสารตัดสินใจเลือกมาใช้สถานียาก ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจะเดินทางไปเชียงใหม่ ใช้เวลา 7-8 ชั่วโมง คงรู้สึกคุ้ม ถ้าต้องเสียเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อเดินทางมาขึ้นรถที่สถานี แต่ปัญหาคือ ถ้าคุณจะไปแค่กาญจนบุรี สระบุรี ที่ใช้เวลาเดินทางเพียง 1 – 2 ชั่วโมง การลงทุนเดินทางไปหมอชิต 1 ชั่วโมงเพื่อซื้อตั๋ว ดูแล้วไม่คุ้มและไม่สะดวกพอ เพราะเช่นนั้น ทางออก อาจจะต้องมีสถานีย่อยที่เหมาะสมขึ้นมา โดยมีการออกแบบและกำกับดูแลที่ชัดเจน อาจใช้พื้นที่ของเอกชนหรือรัฐที่ไม่ได้ใช้งาน มาปรับปรุงเพื่อรองรับผู้โดยสาร”

ดร.สุเมธ  ชี้ว่า อนุสาวรีย์ชัยฯ ไม่เหมาะสมที่จะเป็นสถานีย่อยได้ เนื่องจากไม่มีจุดจอดรับผู้โดยสารที่ดีและเหมาะสม โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งด่วน พนักงานต้องออกไปหลบจอดตามข้างทาง ก่อนทยอยเข้ารับส่งผู้โดยสาร ซึ่งสร้างปัญหาให้ระบบจราจรโดยรอบ

สำหรับสถานีย่อยที่เหมาะสม ต้องคำนึงถึงการต่อเชื่อมต่อกับระบบสาธารณะอื่นๆ อย่างรถไฟฟ้าและรถเมล์จำนวนมาก มีความสะดวกสบายให้ได้ใกล้เคียงกับอนุสาวรีย์ชัยฯ

“คนพอใจกับอนุสาวรีย์ชัยฯ เพราะมีรถไฟฟ้า และรถเมล์ผ่านเยอะ สามารถเชื่อมต่อได้หลากหลายเส้นทาง ผิดกับหมอชิต ที่เข้าออกยาก และสายใต้ใหม่ ที่ไม่มีการเชื่อมต่อดีพอ ขณะที่เอกมัย ก็มีข้อจำกัดเรื่องขนาดพื้นที่เเละปัญหาจราจร การย้ายสถานที่ต้องคิดและวางแผนให้ดี ไม่นานมานี้รัฐมีบทเรียนแล้วจากการย้ายจุดจอดรถตู้ไปอยู่บริเวณด้านหลังอาคารสถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน ซึ่งล้มเหลว ไม่มีผู้โดยสารตามไปนั่ง จนต้องกลับมาอยู่ที่เดิม

ดร.สุเมธ ชี้ว่า พฤติกรรมประชาชน เป็นเรื่องที่รัฐต้องทำความเข้าใจว่าพวกเขาต้องการความสะดวกสบาย ถ้าสามารถเสนอทางเลือกที่มีความสะดวกสบายไม่ต่างจากที่เป็นในปัจจุบันมากนัก โดยอาจเพิ่มแรงจูงใจให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ก็อาจจะพอทำให้เขาเปลี่ยนแปลงได้

“ถ้ามีแรงจูงใจ มีการออกแบบที่ดี มีบริการที่เหมาะสมกว่า ตัวอย่างเช่น ที่ใหม่ ใกล้รถไฟฟ้า มีรถเมล์ผ่านเยอะ ที่นั่งรอสะดวก แอร์เย็น ซื้อตั๋วง่าย คนขับมีมารยาทดี พวกนี้ก็จะดึงดูดให้คนมาใช้งานโดยปริยาย ถ้าเราเอาเเต่สั่งอย่างเดียวว่าจะย้าย แบบนั้น จะเกิดปัญหา ถึงตอนนี้ ผมยังมองเห็นว่า จุดย้ายไปต้องเหมาะสมกว่า สถานีขนส่งในปัจจุบัน”

การเเก้ไขปัญหารถโดยสารสาธารณะอาจจะมองอย่างรอบด้านเเละเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อหาทางออกอย่างยั่งยืน

หวั่นรัฐอ้างความชอบธรรม ประชามติผ่าน…โครงการพัฒนาระอุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2559 เวลา 11:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447744

หวั่นรัฐอ้างความชอบธรรม ประชามติผ่าน...โครงการพัฒนาระอุ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ประเด็นร่วมที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่เหล่านักอนุรักษ์ นักพัฒนาชุมชน รวมถึงบรรดานักเคลื่อนไหว ต่างแสดงความกังวลไปในทิศทางเดียวกันคือ “สิทธิชุมชน” ซึ่งถูกลดทอนความสำคัญให้กลายเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐ

ดิเรก เหมนคร เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (PERMATAMAS) ยอมรับว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติถือเป็นข่าวร้ายและสร้างความกังวลให้กับคนในพื้นที่เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องสิทธิชุมชนซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองที่ดีพอจะมีผลต่อการปกป้องทรัพยากรของชุมชนจากโครงการพัฒนาต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่

“เราคือคนที่จะได้รับผลกระทบจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยตรง และเชื่อว่าหลังจากนี้โครงการต่างๆ จะถูกผลักดันอย่างรวดเร็ว” ดิเรก กล่าว

ดิเรก แสดงความกังวลว่า หากรัฐบาลอ้างว่าผลการออกเสียงประชามติคือความชอบธรรมที่ประชาชนมีให้รัฐบาลจะยิ่งเกิดปัญหา ซึ่งต้องดูสัญญาณว่ารัฐบาลจะพูดแบบนี้จริงหรือไม่ เพราะเมื่อรัฐบาลมีความมั่นใจมากก็จะยิ่งไม่ฟังเสียงประชาชน

“ผมกลัวว่ารัฐบาลจะใช้กระแสนี้โฆษณาชวนเชื่อให้คนทั่วประเทศมองว่าเราคือคนส่วนน้อยที่เป็นตัวถ่วงการพัฒนา” แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา กล่าว และอธิบายว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะมีการประเมินสถานการณ์เพื่อกำหนดท่าทีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง

สอดคล้องกับ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา ที่ตั้งคำถามว่า เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชน ซึ่งนับเป็นพื้นฐานของประเทศชาติและการอยู่ร่วมกันของประชาชน

“เมื่อสิทธิชุมชนมีปัญหา โครงการพัฒนาต่างๆ หรืออุตสาหกรรมต่างๆ ก็จะยิ่งสร้างปัญหากับท้องถิ่นมากขึ้น” นิวัฒน์ กล่าว

นิวัฒน์ บอกอีกว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว รัฐบาลควรสร้างบรรยากาศและเปิดโอกาสให้สังคมได้พูดคุยและแสดงออกมากขึ้น ที่สำคัญคือต้องช่วยกันจับตาให้มีการออกกฎหมายลูกที่ถูกต้อง และต้องเข้าใจด้วยว่าผลประชามติที่รับร่างนั้นไม่ได้หมายความว่าประชาชนเห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลเสมอไป

“ดูอย่างคนใต้ที่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยืนหยัดต่อสู้เรื่องโครงการพัฒนาต่างๆ เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน” นิวัฒน์ ระบุ

ด้าน กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ วอตช์) ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “เมื่อทุนรัฐทหารสมคบ รัฐธรรมนูญไม่เอื้อให้เกิดธรรมาภิบาล ภาคประชาชนมุ่งมั่นเดินหน้าตรวจสอบเพิ่มความเข้มข้น” โดยประกาศยอมรับผล แม้จะมีผู้ไปใช้สิทธิต่ำมากเพียงแค่ 54% ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่เปิดกว้างและปราศจากการถกแถลงในวิถีประชาธิปไตย

“เราจะเผชิญความยากลำบาก แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยง่าย ครั้งหนึ่งทุนเคยจับมือนักการเมือง-ข้าราชการในการแสวงประโยชน์ในนามผลประโยชน์ของประเทศ แต่ปัจจุบันพวกเขาได้รับการเสริมกำลังจากชนชั้นนำและขุนทหาร” ตอนหนึ่งในแถลงการณ์ ระบุ

ทั้งนี้ เอฟทีเอ วอตช์ ยอมรับว่า ต้องเผชิญความยากลำบากในการอธิบายเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญให้สาธารณชนได้รับทราบก่อนการลงประชามติ อย่างไรก็ตามนี่คงไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทดท้อหรือถอดใจในการตรวจสอบนโยบายสาธารณะ และสร้างธรรมาภิบาลในการทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลกระทบกับประชาชน

สอดคล้องกับท่าทีของ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ที่ระบุในแถลงการณ์ตอนหนึ่งว่า เรายอมรับผลการลงประชามติแม้ว่าจะมีความกังขาต่อถ้อยความในร่างฉบับนี้ก็ตาม จากนี้ไปกลุ่มคนรักหลักประกันฯ จะติดตาม จับตาการจัดทำกฎหมายลูกเพื่อประกอบรัฐธรรมนูญ

“ระบบหลักประกันสุขภาพจะต้องไม่ถอยหลังกลับไปสู่การสงเคราะห์ และต้องไม่บังคับประชาชนให้ร่วมจ่ายเมื่อป่วย” แถลงการณ์ ระบุ

เช่นเดียวกับ เครือข่ายองค์กรประชาชนและองค์กรชุมชนภาคใต้ 30 องค์กร ซึ่งออกแถลงการณ์ร่วมหัวข้อ “ประชาธิปไตยใต้บงการ” โดยสาระสำคัญตอนหนึ่งคือ ต้องไม่นำเหตุผลร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการรับรองมาสร้างความชอบธรรมฝ่ายเดียวในการดำเนินนโยบายทางการเมือง และโครงการพัฒนาที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน

 

รธน.ปิดกั้นอัตลักษณ์ ปม3 จังหวัดใต้โหวต No

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 สิงหาคม 2559 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/447517

รธน.ปิดกั้นอัตลักษณ์ ปม3 จังหวัดใต้โหวต No

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญมีผลคะแนนที่น่าสนใจอยู่ที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมพร้อมใจกันลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ  น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นและนัยของผลโหวตที่ทำให้คะแนนออกมาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นอะไร

ว่าที่ ร.ต.อับดุลฮาฟิซ หิเล นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา จ.ยะลา วิเคราะห์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างความตื่นตัวให้กับคนในพื้นที่ 3 จังหวัดอย่างมาก ซึ่งสาเหตุหลักที่ลงคะแนนไม่รับร่างเพราะเกิดความห่วงใยในสองเรื่องหลัก คือ 1.เรื่องการศึกษา ที่ระบุว่ารัฐจะช่วยเหลือการศึกษาให้กับคนไทยทุกคนจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเท่านั้น หากใครที่ต้องการเรียนต่อก็ต้องจ่ายเงินเอง จุดนี้เป็นความเข้าใจของชาวบ้านในพื้นที่ เพราะเขามองว่ามันไม่ถูกต้อง

2.เรื่องของศาสนา ที่รัฐธรรมนูญบรรจุศาสนาพุทธเอาไว้โดยให้รัฐสนับสนุน ซึ่งก็สร้างความกังวลให้คนในพื้นที่ เพราะห่วงเรื่องเสรีภาพของการนับถือศาสนาว่าจะไม่ได้รับการคุ้มครอง

“รัฐบาลทหารมีส่วนด้วยแน่นอนที่ทำให้คนในพื้นที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ผมมองว่าเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ต่อให้เราอยู่ในภาวะปกติ แต่รัฐบาลร่างกฎหมายแบบนี้ออกมา คนในพื้นที่ก็ไม่ยอมรับ” ว่าที่ ร.ต.อับดุลฮาฟิซ กล่าว

ขณะที่อีกมุมจาก ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ให้ความเห็นว่าผลคะแนนสะท้อนให้เห็นปัญหาเดิมๆ ที่มีอยู่และรัฐบาลก็แก้ไม่ตก โดยเฉพาะเรื่องของศาสนาและวัฒนธรรมของคนในพื้นที่ ซึ่งเขาเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เป็นตัวช่วยแก้ไขปัญหา

โดยเฉพาะกับมาตรา 67 ของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ส่งเสริมสนับสนุนพุทธศาสนา แต่ขณะเดียวกันกลับไม่พูดถึงศาสนาอื่นๆ

“เรื่องการศึกษาด้วยที่ชาวบ้านไม่เห็นพ้อง เพราะหวั่นเกรงว่าลูกหลานจะไม่ได้รับการศึกษาถึงชั้น ม.ปลาย ด้วยร่างรัฐธรรมนูญระบุเอาไว้ว่าให้การศึกษาภาคบังคับถึงชั้น ม.ต้น เท่านั้น คนในพื้นที่ก็เห็นว่าไม่ได้รับการส่งเสริม โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน” ศรีสมภพ ย้ำ

อย่างไรก็ตาม ศรีสมภพ เล็งเห็นว่าผลพวงจากคำว่ารัฐบาลทหารไม่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจโหวตร่างรัฐธรรมนูญของคนในพื้นที่ แต่เป็นเพราะชาวบ้านมองว่าอัตลักษณ์ของคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ถูกปิดกั้น ก่อนหน้านี้เขาตั้งความหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่แล้วก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมา หนำซ้ำยังถูกกีดกันและปิดกั้นในหลายอย่าง ทั้งการปกครองพิเศษในพื้นที่และอิสระของการปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงแม้แต่น้อย

“มันก็สะท้อนออกมาเป็นเหตุรุนแรงก่อนการลงคะแนนประชามติ เป็นปัญหาของความเชื่อมั่นจากคนในพื้นที่ เรื่องของความไว้วางใจ ความจริงใจที่รัฐบาลควรจะแสดงออกให้คนในพื้นที่เห็น เพราะอย่าลืมว่ากระบวนการสันติภาพยังคงเดินหน้า แต่เมื่อได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มา ชาวบ้านก็หวั่นว่าการพูดคุยเจรจาลดความรุนแรงอาจจะเดินหน้าได้ช้าลงกว่าเดิม” ศรีสมภพ ให้ความเห็นพร้อมสำทับว่า ต้องรอดูในอนาคตจะมีการแก้ไขในประเด็นนี้หรือไม่เพราะหากปล่อยไว้อาจกลายเป็นปัญหาลุกลามได้ เนื่องจากชาวบ้านรับความรู้สึกว่ารัฐบาลมาปิดกั้นพวกเขาเอาไว้แล้ว

ความเห็นท้ายสุดจาก ตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการ สำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา สะท้อนสาเหตุที่คนในพื้นที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วย 3 เหตุผล คือ 1.มาจากความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษที่มีความรุนแรง มีความสูญเสีย มีการบังคับใช้กฎหมายพิเศษและอาวุธตั้งแต่ปี 2547 คนในพื้นที่จึงตาสว่างมากพอที่จะรู้จักใช้สิทธิทางการเมืองอย่างไรเพื่อให้เข้ากับบริบทในพื้นที่ของตนเอง

2.ก่อนที่จะมีการประชามติหนึ่งสัปดาห์ ก็ได้มีเหตุการณ์ความรุนแรงโดยเฉพาะระเบิดที่ถี่มากๆ แทบทุกวันทั้ง 3 จังหวัด และยังมีการพ่นสเปรย์ข้อความเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญใจความระบุว่าไม่ให้รับร่าง ส่วนนี้มีอิทธิพลที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่คล้อยตาม

และ 3.รากเหง้าของปัญหาก็ยังคงอยู่เช่นเดิม รัฐธรรมนูญไม่ได้เข้ามาช่วยแก้ไขอะไรได้ เพราะดูเหมือนที่ตื่นตัวกันจะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมือง แต่คนในพื้นที่ก็เล็งเห็นว่ายังคงมีปัญหาด้านการปกครอง จึงมองว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้เข้ามาสร้างความสมดุลในพื้นที่

ตูแวดานียา อธิบายว่า รัฐบาล คสช.ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเหมือนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนในพื้นที่จึงไม่ได้รู้สึกว่าเกี่ยวข้องด้วยกับระบอบประชาธิปไตยของรัฐ

“พูดแบบแทงใจดำรัฐ คือ คนในพื้นที่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องของพวกเขา ไม่ได้สะท้อนตัวตนของพวกเขา ไม่ใช่อัตลักษณ์ทางชนชาติ  คิดแต่เพียงว่าพวกเขาเป็นคนไทยจากบัตรประชาชนเท่านั้น” ตูแวดานียา กล่าว

ด้าน ภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวว่า ประชาชนในพื้นที่ถูกข่มขู่และมีการสร้างบรรยากาศให้หวาดกลัวด้วยการวางระเบิด นอกจากนี้ยังมีการบิดเบือนเรื่องศาสนาในรัฐธรรมนูญไปจนถึงว่าห้ามสวมฮิญาบ ซึ่ง ศอ.บต.จะเร่งชี้แจงต่อไป