“แก่” อย่างมีคุณภาพ เร่งเข้าสู่ระบบการออมให้มากที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 13:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/442231

"แก่" อย่างมีคุณภาพ เร่งเข้าสู่ระบบการออมให้มากที่สุด

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ แต่อีกด้านประชากรไทยกำลังเตรียมก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” เต็มตัว คาดการณ์กันว่าในปี 2568 คนไทยที่มีอายุเกิน 60 ปี จะมีประมาณ 14 ล้านคน ซึ่งการเตรียมรับมือเรื่องนี้รัฐบาลได้กำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์การดูแลสังคมสูงอายุ วางไว้หลายแนวทาง ตั้งแต่การตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ จัดโครงการสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ ขยายเวลาการเกษียณอายุราชการไปถึงอายุ 65 ปี และล่าสุดเตรียมขอความร่วมมือภาคเอกชน องค์กรต่างๆ รับผู้สูงอายุหลังเกษียณเข้าทำงานโดยจะได้รับการตอบแทน คือการลดหย่อนภาษี นโยบายทั้งหมดนี้เพื่อต้องการให้ผู้สูงอายุมีเงินเก็บสะสมเงินไว้ดูแลตัวเองในอนาคต

สำหรับนโยบายที่รัฐบาลกำลังเร่งระดมสรรพกำลังทั้งหมดในการรับมือสังคมผู้สูงอายุ วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ สะท้อนมุมมองว่า ขณะนี้สถานการณ์ผู้สูงอายุของไทยยังไม่รุนแรง แต่จำนวนประชากรผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คือ ปัจจุบันมีผู้ที่อายุ 60 ปี ในไทยกว่า 10 ล้านคน และอีก 20 ปีข้างหน้า จะเพิ่มขึ้นประมาณเป็น 20 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรการเพิ่มขึ้นนี้ก็จะยังไม่เกิดขึ้นในช่วงเร็วๆ นี้ แต่จะค่อยๆ เพิ่ม

“ถ้าไม่เตรียมตัวและรอให้วันนั้นมาถึงก็อาจทำอะไรไม่ได้แล้ว ดังนั้นวันนี้ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องเตรียมการแก้ปัญหาจำนวนผู้สูงอายุที่จะมีเพิ่มขึ้นว่าควรทำอย่างไรบ้าง เพราะผู้สูงอายุคือบุคคลที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ยังต้องใช้เงินอยู่ จึงต้องคำนึงถึงเรื่องหลักประกันด้านรายได้เป็นหลัก ซึ่งรัฐควรส่งเสริมให้คนไทยเกิดการออม เหมือนเช่นนโยบายกองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีเงินสะสมไว้ใช้ในวันที่ไม่สามารถทำงานได้” ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม ทีดีอาร์ไอ กล่าว

เขากล่าวว่า การออมวันนี้รัฐต้องคิดวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้คนที่ยังไม่ถึงวัยผู้สูงอายุ เข้ามาสู่ระบบการออมให้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อถึงวันที่ต้องเกษียณจะได้ไม่มีปัญหา ซึ่งตอนนี้รัฐบาลมีโครงการกองทุนการออมแห่งชาติ แต่ผู้ที่เข้าร่วมก็ยังมีจำนวนน้อยมาก ดังนั้นควรส่งเสริมในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ทำให้คนตระหนักรู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะเมื่อวันนั้นมาถึง เรื่องของการออมทุกคนต้องได้ใช้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ รัฐก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องสุขภาพ เพราะเมื่อเข้าสู่สังคมผู้อายุ ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี สุขภาพจะแย่ลง ดังนั้นต้องเตรียมการเพื่อไม่ให้สุขภาพทรุดลงอย่างรุนแรง เช่น ควรสนับสนุนให้มีการดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยทำงาน เพื่อจะได้ไม่มีโรคเรื้อรังในอนาคตมิฉะนั้นค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วย

ที่สำคัญ รัฐต้องเตรียมแผนแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า แม้สถานการณ์จะยังมาไม่ถึง ไม่เช่นนั้นภาระจะตกกับคนรุ่นหลัง เพราะปัจจุบันร้อยละ 30 ของผู้สูงอายุยังคงพึ่งการช่วยเหลือจากบุตร สุขภาพจึงเป็นโรคหลักของผู้สูงอายุ และเมื่อเรารู้ว่าเรื่องพวกนี้เป็นโรคหลักที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรม ถ้ารอวันนั้นมาถึงจะแก้ไขยาก ดังนั้นเมื่อมองอนาคตออก ควรเตรียมตัวเพื่อไม่ให้เป็นโรคที่มีความเสี่ยงสูง หรือส่งเสริมการทำกิจกรรมเพื่อป้องกันต่างๆ

แนวคิดนโยบายรัฐที่จะให้ภาคเอกชนดึงผู้สูงอายุเข้าทำงานหลังเกษียณ ที่ปรึกษาด้านหลักประกันทางสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย มองว่า สภาพความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันบริษัทเอกชนไม่ได้ห้ามรับสูงอายุเข้าทำงาน เพราะเรื่องอายุพนักงานไม่สำคัญกับบริษัทเอกชน แต่อยู่ที่ว่าบุคคลนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ การที่รัฐจะให้ภาคเอกชนจ้างงานบุคคลใดเข้าทำงาน แต่ถ้าเอกชนมองว่าไม่คุ้มก็อาจไม่มีการจ้าง เพราะบริษัทคิดว่าไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร

ดังนั้น รัฐควรทำให้ผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพ มีความสามารถเพื่อให้เอกชนเลือกจ้างต่อ เพราะการที่รัฐใช้มาตรการทางภาษีจูงใจให้ภาคเอกชน ก็ต้องมองว่าจะคุ้มหรือไม่ เพราะไม่ใช่มีแค่เรื่องเงินเดือน แต่ยังมีเรื่องของสวัสดิการอื่นด้วย ฉะนั้นรัฐควรใช้ภาษีเป็นแรงจูงใจให้บริษัทจัดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพพนักงานผู้สูงอายุให้มีคุณภาพมากขึ้น และรัฐอาจเอาค่าใช้จ่ายในการลงทุนอบรมพนักงานมาเป็นแรงจูงใจในการลดหย่อนภาษี ซึ่งวิธีการนี้จะได้ประโยชน์ทุกฝ่าย เนื่องจากพฤติกรรมของผู้สูงอายุไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานเมื่ออายุมากขึ้น

วรวรรณ

ประเด็นการต่ออายุการเกษียณราชการไปถึง 65 ปี วรวรรณ มองว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ควรต่อให้กับข้าราชการทุกคน ที่สำคัญควรกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน เช่น อิงกับความต้องการของหน่วยงาน หรือฝ่ายที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านมากกว่า ส่วนการจ้างงานควรทำสัญญาการทำงานเป็นช่วง เนื่องจากอนาคตไม่ทราบว่าประสิทธิภาพของผู้สูงอายุจะทำงานได้นานเท่าไหร่ เช่น อาจมีโรคอัลไซเมอร์ หรือโรคอะไรที่มีปัญหาต่อการทำงานเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ส่วนประเด็นสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ วรวรรณ แนะนำว่า สิทธิผู้สูงอายุตรงนี้ไม่ควรตัดออก แต่ควรส่งสัญญาณให้ประชาชนได้รับทราบว่าอนาคตเบี้ยยังชีพที่รัฐให้ อาจไม่พอใช้กับค่าครองชีพที่สูงขึ้น ดังนั้นควรกระตุ้นในทุกคนตื่นตัวในเรื่องการออมควบคู่กันไปด้วย

นักวิชาการทีดีอาร์ไอ กล่าวสรุปทิ้งท้ายว่า สาเหตุที่ทำให้ทุกคนหันมาใส่ใจปัญหาของจำนวนประชากร เนื่องจากขณะนี้อัตราการเกิดของคนรุ่นใหม่มีจำนวนน้อยลง แต่ประชากรผู้สูงอายุกำลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ปกครองรุ่นใหม่กังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในเลี้ยงดูบุตร รวมถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงทำให้โครงสร้างสัดส่วนของประชากรยุคปัจจุบันลดลง ซึ่งต่างกับคนรุ่นก่อนมาก

ดังนั้น ถ้ารัฐอยากให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้น รัฐต้องสนับสนุนให้คนมีบุตรมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าอนาคตประเทศหรือสังคมโลกต้องการจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่การดูแลประชาชนที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่รัฐควรวางนโยบาย สร้างระบบให้ดี และควรทำให้เกิดการปฏิบัติอย่างจริงจังชัดเจน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะถ้ารัฐทำได้ก็จะสามารถแก้ปัญหาด้านสังคมของประเทศในอนาคตให้ลดลงได้มาก

 

ศึกหมอรอบด้าน ทำ ‘30บาทฯ’ ระส่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:03 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/441895

ศึกหมอรอบด้าน ทำ ‘30บาทฯ’ ระส่ำ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ดูเหมือนว่าข้อขัดแย้งเกี่ยวกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโครงการ “30 บาท รักษาทุกโรค” ที่สงบมาสักระยะหนึ่งกำลังเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง

สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่าเสียงส่วนใหญ่ในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ไม่รับรองชื่อ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ อดีตรองเลขาธิการ ผู้ใกล้ชิดชมรมแพทย์ชนบทและใกล้ชิดเอ็นจีโอ ให้เป็นเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ ทั้งที่เป็นตัวเก็งเพียงคนเดียว ด้วยคะแนนเสียงเฉียดฉิว 14 ต่อ 13

ไม่มีเหตุผลชัดเจนว่าทำไมบอร์ดถึงไม่รับรอง แต่ดูจากรูปการณ์แล้วมี “เสียงกระซิบ” ไปยังกรรมการสัดส่วนข้าราชการประจำ เพราะมิเช่นนั้น เสียง “โน” คงไม่ไปในแนวทางเดียวกัน จนคว่ำชื่อหมอประทีปได้อย่างเฉียดฉิว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ยังไงก็ “นอนมา”

เพราะเพียงไม่กี่วัน ก่อนจะเลือก “กองเชียร์” เอารายชื่อบอร์ดมากางดูแล้วค่อนข้างชัวร์ว่า ถ้าปล่อย “ฟรีโหวต” หมอประทีปจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนท่วมท้น เพราะบรรดาบอร์ดสายข้าราชการประจำนั้น หลายคนมีสายสัมพันธ์อันดีกับ สปสช. และทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี ไม่น่าจะโหวตโนได้

แม้ หมอปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) จะยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนล็อบบี้ แต่หลายเสียง โดยเฉพาะในชมรมแพทย์ชนบทปักใจเชื่อไปแล้วว่ามาจากฝีมือ “หมอหลวง” อดีตคณบดีศิริราชคนนี้แน่นอน

แต่หากสังเกตขบวนการถล่ม สปสช.อย่างใกล้ชิด ก็จะพบว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่หมอปิยะสกล จะเข้ามารับตำแหน่ง ผ่านการใช้หน่วยงานอย่างคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำให้เกิดความเสียหายภาครัฐ (คตร.) และศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ภายใต้การดูแลของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เข้ามาไล่บี้

ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อกล่าวหาเรื่อง “ใช้เงินผิดประเภท” ออกมา ด้วยเหตุนี้ ข้อกล่าวหาว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้ “โรงพยาบาลขาดทุน” และประเทศไทยไม่พร้อมในการมีนโยบายนี้ จึงได้ออกมาจากปาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

แม้จะไม่ปรากฏเรื่อง “ทุจริต” แต่ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช.ในขณะนั้นก็ถูกหางเลขคำสั่งมาตรา 44 ให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ไปด้วย และแม้จะใช้เวลาตรวจสอบนานนับปี อีกทั้งไม่เจอข้อผิดพลาดใดๆ นพ.วินัย ก็ถูกฟรีซตำแหน่ง ไม่ให้กลับไป สปสช. โดยที่ไม่มีความผิด

การเข้ามาตรวจสอบของ คตร.กลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ตามไปสู่การวินิจฉัยว่า “ใช้เงินผิดประเภท” โดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินไปจนถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งผลกระทบกับเงินกองทุน และกับกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้รับเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการเสนอให้ออกคำสั่ง “มาตรา 44” เพื่อแก้ล็อกให้การใช้เงินกองทุน “บัตรทอง” ของ สธ.ในหลายประเด็นเป็นไปได้อย่างราบรื่น

แต่ก็น่าสนใจ เพราะคำสั่งถูกเสนอไปยังรัฐบาลตั้งแต่เดือน ก.พ.แล้ว ทว่าสุดท้ายกลับเพิ่งจะมีประกาศเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงลือว่า “ทหารใหญ่” ขอร้องให้ชะลอ เนื่องจากถ้าออกมาแล้วจะทำให้ นพ.วินัย พ้นผิดจนต้องคืนตำแหน่งให้ จึงต้องรอเวลาให้ นพ.วินัย พ้นวาระไปก่อน

เรื่องความพยายามจัดการ “สปสช.” และความพยายามจัดการกับระบบหลักประกันสุขภาพ จึงไม่ได้อยู่แค่ที่ รมว.สาธารณสุข หรือตัวกระทรวงเท่านั้น แต่อันที่จริง “อีนุงตุงนัง” กว่านั้นมาก

สมรภูมิสุดท้ายถูกโฟกัสไปยังการแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 2545 ที่ล่าสุด นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข สนช. บอกว่า ได้ข้อสรุปเรื่องเอา “เงินเดือนบุคลากร” ออกจากกองทุน สปสช. และเอาเงินกลับไปยัง สธ.เรียบร้อย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าใน พ.ร.บ.ฉบับแก้ไข “บอร์ด สปสช.” จะมีสัดส่วนของ “กระทรวงหมอ” มากขึ้น เพราะถือเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ รายเดียวของกองทุนบัตรทอง แต่ปัจจุบันกลับมี “ปลัด สธ.” นั่งอยู่เพียงคนเดียว

ว่ากันว่าโครงสร้างบอร์ดใหม่ใน พ.ร.บ.ฉบับแก้ไข ให้มีตัวแทน สธ.มากถึง 7 คน ซึ่งแน่นอน หากเป็นเช่นนี้ คนของ สธ.จะกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ในบอร์ดทันที จากเดิมที่ให้ “ภาคประชาชน” รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิสายแพทย์ชนบทและสายตระกูล ส.เสียงดังอยู่นาน

ขณะเดียวกัน หากข้อเสนอเรื่องร่วมจ่ายให้เฉพาะ “ผู้ยากไร้” เท่านั้น ที่ได้รับสิทธิบริการฟรี ส่วนกลุ่มรายได้อื่นๆ อาจต้อง “ควักกระเป๋า” ตกผลึกทันก็อาจถูกบรรจุลงไปใน พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ซึ่งจะเปลี่ยนนโยบาย “รัฐสวัสดิการ” ไปสู่การเป็นนโยบาย “สงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย” แทน

ด้วยเหตุนี้ หากกระบวนการเลือกเลขาธิการ สปสช.คนใหม่ อยู่ในคอนโทรล ด้วยเหตุนี้ หาก พ.ร.บ.ใหม่ เข้าทางกระทรวงหมอ ผลที่ตามมาก็คือ ภาคประชาชนย่อมไร้อำนาจต่อรองไปโดยปริยาย

และอาจแปลได้อีกอย่างว่า ระบบหลักประกันสุขภาพ หรือ 30 บาท รักษาทุกโรค กำลังตกอยู่บน “ปากเหว” เป็นที่เรียบร้อย

 

โพสต์-เเชร์ คิดให้มาก “เด็กเป็นมนุษย์ไม่ใช่ของเล่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 19:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/441847

โพสต์-เเชร์ คิดให้มาก "เด็กเป็นมนุษย์ไม่ใช่ของเล่น"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ไม่นานมานี้มีคุณแม่ท่านหนึ่งบอกเล่าเรื่องราวอันน่าหวาดผวาของตัวเองและลูกน้อยผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่าถูกหญิงสาวนำรูปลูกของเธอไปแอบอ้างเป็นหลานของตัวเอง พร้อมกับใส่แคปชั่นประกอบรูปภาพต่างๆเป็นตุเป็นตะ ชนิดที่ว่า หากไม่รู้มาก่อนว่าเด็กคนนี้เป็นใคร ทุกคนต้องหลงเชื่อแน่

เหตุการณ์นี้โชคยังดีที่ภาพเด็กไม่ถูกนำไปแสวงหาประโยชน์ทางอื่น แต่ก็ถือเป็นตัวอย่างเตือนภัยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง ตลอดจนผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะเข้าใจเรื่องสิทธิเด็กและปกป้องพวกเขามากกว่าที่ผ่านมาเสียที

เปลี่ยนความคิดใหม่ “เด็กไม่ใช่ตัวตลก”

พ่อแม่ทุกคนรักลูก และอยากจะโชว์ความรัก น่าชังของเจ้าหนูด้วยกันทั้งนั้น เพราะตามธรรมชาติ มนุษย์ทุกเพศทุกวัย เมื่อประสบความสำเร็จหรือทำอะไรที่คิดเอาเองว่าดี ก็อยากให้คนรับรู้เเละชื่นชมเป็นธรรมดา แต่คุณหลงลืมไปหรือเปล่าว่าเด็ก นั้นไม่ใช่ของเล่น ?

ผศ.มรรยาท อัครจันทโชติ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า คอนเซ็ปต์คำว่าเด็กนั้นเป็นปัญหามาอย่างยาวนาน เมื่อภาพในหัวของคนไทยคือเด็กเป็นสมบัติของฉันและมองว่าเด็กคือคนที่มีอำนาจต่ำกว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ใหญ่ต้องปรับภาพความเข้าใจใหม่ เคารพในตัวตนของเด็ก พวกเขาไม่ใช่ตัวตลกหรือของสร้างความบันเทิง การนำภาพ คลิปพฤติกรรมไม่ดีหรือขำขันไปเปิดเผยในที่สาธารณะจะส่งผลทำให้เกิดความเครียด อับอาย รู้สึกแย่และมีความนับถือในตัวเองลดลง ซึ่งส่งผลต่อสภาพจิตใจและพฤติกรรม

โซเชียลมีเดียไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว สิ่งที่โพสต์และเผยแพร่ออกไป ไม่มีทางสูญหาย ถึงแม้ว่าจะลบออก แต่ก็อาจมีผู้พบเห็นและเก็บภาพการตัดสินใจที่ผิดพลาดในช่วงเวลาหนึ่งนั้นไว้ทัน

“ถ้าเป็นรูปตัวเอง ไม่มีปัญหา เพราะถือว่าเราเป็นผู้ใหญ่พอที่จะตัดสินใจและยอมรับผลที่ตามมา แต่ถ้าเป็นรูปเด็กๆ ใช่ว่าเขาจะพอใจเสมอไปที่ไว้ใจให้เรา เป็นฝ่ายควบคุม และโพสต์เรื่องราวที่ตัวเองและคนอื่นเห็นว่าขำขันลงไป เด็กๆ อาจจะไม่ชอบ ที่สำคัญเรื่องนั้นอาจส่งผลเสียย้อนกลับมาหาเขาในระยะต่อไป เชื่อเถอะไม่มีใครอยากจะเป็นตัวตลกของใครเเละเด็กก็เหมือนกัน

ตัวอย่างคลาสสิคระดับโลก ในการโพสต์คลิปที่ผู้ใหญ่เห็นว่าเป็นเรื่องขำขันของเด็กๆ จนส่งผลเสียอันเลวร้าย เกิดขึ้นเมือปี 2002 เมื่อเด็กมัธยมรายหนึ่งในประเทศแคนาดา โชว์ลีลากวัดแกว่งไม้กอล์ฟเลียนแบบอัศวินเจได ตัวละครในภาพยนตร์สตาร์ วอร์ส  ปัญหาคือเจ้าตัวลืมเก็บคลิป และถูกเพื่อนๆ นำไปเผยแพร่จนถูกแชร์ต่อกว้างขวางไปทั่วโลก มีการตัดต่อ เพิ่มแสงสีเสียง จนกลายเป็นหนึ่งในคลิปไวรัลที่มีผู้รับชมมากที่สุด

“เด็กคนนี้ไม่ได้ต้องการเป็นตัวตลก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือคลิปนั้นทำให้เขาต้องออกจากโรงเรียน เพราะทนกระแสการล้อเลียนจากเด็กๆ ในโรงเรียนและผู้อื่นที่พบเห็นไม่ไหว และถึงแม้จะออกจากโรงเรียนไปแล้ว เจ้าตัวก็ยังมีอาการทางประสาท และซึมเศร้า กระทั่ง 10 ปีผ่านไป นายคนนี้พึ่งให้สัมภาษณ์ว่า ต้องทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน โชคยังดีที่สามารถก้าวผ่านมาได้ พร้อมกับยอมรับว่าเคยคิดจะฆ่าตัวตายด้วย ฉะนั้นการโพสต์หรือแชร์ภาพเด็กต้องใช้วิจารณญาณ พึงระมัดระวัง รู้เท่าทันสื่อ อย่ามองเป็นเรื่องตลกขำขัน ผลลบของการโพสต์เรามองไม่ชัดเพราะมันอาจไม่ได้เกิดในระยะสั้น”

เลิกเป็นช่างภาพ กลับมาเป็นพ่อแม่

หลักการเคารพสิทธิเด็กนั้นกว้างบนพื้นฐานความเป็นมนุษย์ ข้อมูลของเด็กทุกคนเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ต้องคิดถึงผลกระทบทั้งระยะสั้นและยาว อะไรที่ไม่เกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กนั่นอาจเป็นปัญหา

พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี บอกว่า ผลกระทบจากการสร้างตัวตนให้ลูกในโลกออนไลน์ ก็คือ หลายคนรับความจริงไม่ได้กับธรรมชาติของลูก ที่ไม่ได้น่ารักตลอดเวลาเหมือนที่อยากให้เป็น

“เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนสามารถรับภาวะของการเป็นคนสาธารณะได้ แต่บางคนไม่ใช่ พ่อแม่จอมโซเชียลหลายคนเริ่มมาปรึกษาหลังลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อพบเจอผู้คนเข้ามาแหย่ ทักทายบ่อยๆ หลังจากเคยเห็นความน่ารักในโลกออนไลน์ นั่นเป็นเพราะว่าธรรมชาติของเขา จริงๆ รู้สึกอึดอัด งอแง และไม่สามารถมีความสุขได้ตลอดเวลากับการพบเจอคนมากมายเข้ามาหยอก พ่อแม่ก็รู้สึกไม่ดี ทำไมลูกฉันเป็นอย่างนี้ ทนไม่ได้ เพราะติดกับภาพความน่ารักตลอดเวลาในเฟซบุ๊ก ซึ่งการเลี้ยงดูแบบนี้ อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูก

พ่อแม่ควรจะกลับไปทำหน้าที่พ่อแม่ ไม่ใช่ช่างภาพหรือสื่อ อย่าให้หน้าที่ของพ่อแม่ถูกกำหนดโดยสังคม โพสต์ภาพไหนแล้วได้ผลตอบรับเยอะ เมื่อมีโอกาสก็จะทำหน้าที่ช่างภาพทันที ตัวอย่างเช่น เวลาเด็กร้องไห้ แทนที่จะเข้าไปปลอบ ดันไปหยิบโทรศัพท์มาถ่ายภาพ หรือติหนิดุว่าผ่านสื่อ เรื่องแบบนี้มีผลต่อพัฒนาการเด็ก แทนที่จะสงบได้เร็ว กลับรู้สึกโกรธกว่าเดิม”

การจะปรับเปลี่ยนวิธีคิดต่อเด็กๆ ในสังคมไทย คุณหมอหญิงรายนี้เห็นว่า ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับเด็กต้องเริ่มเรียนรู้เรื่องสิทธิเด็กและความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ขณะที่สื่อเองก็ควรลุกขึ้นมาเป็นต้นแบบในการนำเสนอมุมมองผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการละเมิดสิทธิเด็ก ส่วนทุกๆ คนที่เหลือต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางที่ดีในสังคม

สังคมยังขาดความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน– สื่อตัวดี

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศฝรั่งเศส ออกมาเตือนพ่อแม่ที่ชอบโพสต์รูปลูกๆ อวดชาวโลกโซเชียลมีเดีย อาจเจอลูกตัวน้อยของตัวเองฟ้องร้องได้ในอนาคตฐานละเมิดชีวิตส่วนตัวโดยไม่ขออนุญาต ต้องรับโทษจำคุก 1 ปีและปรับเป็นจำนวนเงิน 35,000 ปอนด์หรือประมาณ 1.7 ล้านบาทและจะถูกเรียกเงินชดเชยได้ “โปรดหยุดโพสต์รูปลูกๆ ตัวเองลงเฟซบุ๊ก” โดยให้เหตุผลว่าอาจไม่ปลอดภัยต่อตัวลูกๆ เอง และเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรักษาสิทธิส่วนบุคคลของลูกๆ ท่านไว้ ประกาศจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติของเมืองน้ำหอม

ขณะที่ในบ้านเรา ณัฐวุฒิ บัวประทุม หัวหน้างานกฎหมาย มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก บอกให้ฟังว่า ไทยเป็นหนึ่งภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เน้นปกป้องคุ้มครองและเคารพสิทธิของเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งดูแลให้เติบโตตามพัฒนาการ ปกป้องคุ้มครองเด็กจากภาวะต่างๆ ทั้งจากการถูกทำร้าย การละเมิดในทุกรูปแบบ อีกทั้งการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ต้องรับฟังเสียงของเด็ก โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ นอกจากนั้นไทยยังมีกฎหมายตาม พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับเด็กมากกว่า 200 ฉบับ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ พ.ร.บ คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ที่ใช้มามากกว่า10 ปี และนำหลักตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กมาบัญญัติไว้ในกฎหมาย เช่น มาตรา 22 การคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก มาตรา 23 บัญญัติถึงบทบาทของผู้ดูแลเด็กในการพัฒนาและการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ

มาตรา 26 ที่บัญญัติถึงการห้ามมิให้บุคคลต่างๆ กระทำต่อเด็ก ทั้งการทำร้ายร่างกาย การไม่ดูแลจนเด็กมีความประพฤติไม่เหมาะสม ฝ่าฝืนถือเป็นความผิดที่มีโทษ เช่นเดียวกับมาตรา 27 ที่มีโทษทางอาญา หากเปิดเผยหรือเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กจนส่งผลกระทบต่อเด็ก ทั้งยังเป็นความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อีกด้วย ดังนั้นกฎหมายถือว่าบัญญัติไว้ครอบคลุม แต่ยังขาดการบังคับใช้ที่เป็นรูปธรรมหรือกระบวนการต่างๆยังมีความล่าช้า

“สังคมยังขาดความเข้าใจในหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุณค่าของความเป็นคน เช่น การเปิดเผยใบหน้า ชื่อผู้ปกครอง นำเสนอภาพบ้านและที่อยู่ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิที่ร้ายแรง สามารถฟ้องร้องเอาผิดได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อสร้างสังคมที่ดีขอให้คิดว่าเด็กเสมือนผ้าขาว การแชร์ภาพต่าง ๆ ต้องระมัดระวัง เห็นใจญาติผู้เสียหาย หรือผู้ที่ถูกกระทำ เพราะนั่นเป็นการซ้ำเติม ผลักให้เขาไม่มีที่ยืนในสังคม ซึ่งในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ชัดเจนมากว่าห้ามละเมิดสิทธิ และดำเนินการเอาผิดอย่างเฉียบพลัน แม้บางอย่างเป็นการทำผิดในประเทศอื่น เช่น การละเมิดทางเพศต่อเด็ก นอกจากจะรับโทษในประเทศนั้นๆแล้ว จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาในประเทศเขาด้วย ดังนั้น ภาครัฐควรมีกระบวนการยกระดับจัดการปัญหาการละเมิดสิทธิเด็กอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน” 

ณัฐวุฒิ บอกทิ้งท้ายว่า ทุกครั้งที่โพสต์ให้คิดถึงความรับผิดชอบ ทั้งทางวิชาชีพ ทางกฎหมาย เเละที่สำคัญรับผิดชอบในความเป็นมนุษย์ ถ้าเห็นว่าเรื่องนั้น “อาจ” ส่งผลเสียต่อเขา เเล้วจะดันทุรังไปทำไป ต่อให้เจตนาดี อย่างไรก็ต้องเซนเซอร์

ขณะที่ จ่าพิชิต ขจัดพาลชน เจ้าของเว็บไซต์ drama-addict.com แสดงความเห็นว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยตระหนักเรื่องสิทธิและการละเมิดสิทธิเด็กน้อย หลายครั้งเพจต่างๆ นำเสนอมุมมองที่แสดงความเป็นห่วงต่อการนำเสนอภาพเด็ก กลับถูกสังคมออนไลน์โจมตีว่าโลกสวยเกินไปหรือเปล่า คิดมากและมองเป็นเรื่องขำขันจนละเลยผลกระทบในระยะสั้นและยาวไป ซึ่งจริงๆ แล้วทัศนคติแบบนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสื่อ

“สื่อเองก็เลือกนำเสนอภาพเด็กๆ อย่างบ่อยครั้ง ตัวอย่างเช่น น้องมะลิ (ลูกสาวพระเอก ปอ ทฤษฎี) เอาภาพที่ไปเต้นระบำในโรงพยาบาลเพื่อหายอดไลค์ พอคนด่าก็ไม่ยอมรับและมองเป็นเรื่องเล็ก ผมอยากให้มีการเข้มงวดเกี่ยวกับวิชาชีพมากขึ้น คลิปเด็กๆ หลายคลิป มาจากครู สภาวิชาชีพควรมีบทบาทมากขึ้นในตักเตือนครูที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เพื่อให้ทุกคนตระหนักเรื่องสิทธิเด็ก เรียนรู้การใช้สื่อมากขึ้น นำเสนออะไรต้องคิดดีเเล้วว่าไม่ส่งผลกระทบทางลบ ทั้งในระยะสั้นเเละยาว” จ่าพิชิตกล่าว

โดยสรุปก็คือ ทุกครั้งที่โพสต์ต้องตระหนักเสมอว่า รูปภาพพฤติกรรมนั้นจะไม่ส่งผลเสียต่อตัวเด็กทั้งในระยะสั้นและยาว ที่สำคัญต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิและความเป็นมนุษย์ ซึ่งว่าไปแล้ววิธีที่ง่ายที่สุด คืออย่าไปสร้างเนื้อหาตัวตนในโลกออนไลน์ให้กับเด็กๆ ตั้งแต่แรก

หน้าที่ของพ่อแม่คือการปกป้องพิทักษ์ตัวตนของลูกไว้อย่างดีที่สุด และปล่อยให้เขาเลือกเองเมื่อเติบโตขึ้นในอนาคต 

 

ทบทวนลดโทษคดีข่มขืน ประหารชีวิตเท่ากับการทารุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/441666

ทบทวนลดโทษคดีข่มขืน ประหารชีวิตเท่ากับการทารุณ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เรียกว่าเป็นคดีสะเทือนขวัญสังคมไทย และเป็นภัยใกล้ตัวผู้หญิง กับเหตุการณ์สยองฆ่าปาดคอครูสาว วัยเพียง 27 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา กระทั่งตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวมาลงโทษตามกฎหมายได้ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมเรียกร้องให้มีการลงโทษและเพิ่มโทษประหารชีวิตผู้ก่อเหตุ “ข่มขืน” ทันที เพราะมองว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่เด็ดขาด โดยเฉพาะชนวนเหตุที่พบว่าผู้ต้องหารายนี้เพิ่งพ้นคดีข่มขืนมาได้เพียงไม่นาน ยังหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก

เรื่องเดียวกันนี้ ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม อธิบายว่า กฎหมายในปัจจุบันนี้ได้วางโทษตามขั้นตอนความร้ายแรงของการข่มขืนไว้อย่างชัดเจนแล้ว อย่างแรก คือการข่มขืนกระทำชำเรา มีโทษตั้งแต่ 4 ปีถึง 20 ปี แต่ถ้าการข่มขืนนั้นทำให้ผู้เสียหายบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ความตาย โทษก็วางไว้ตั้งแต่การจำคุกตลอดชีวิตจนถึงประหารชีวิตอยู่แล้ว ยืนยันไทยมีโทษประหารอยู่

“ฉะนั้นโทษตามกฎหมายประเทศไทยของเราที่วางไว้เขาเรียกว่า เป็นการวางโทษตามความร้ายแรงของการกระทำความผิด” ปลัดกระทรวงยุติธรรม ย้ำ

ส่วนกรณีกระแสสังคมเรียกร้องให้มีการเพิ่มโทษและลงโทษประหารชีวิตผู้ก่อเหตุคดีข่มขืนในทันที จนกลายเป็นเรื่องราวใหญ่ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ทรรศนะอย่างน่าสนใจว่า ยังไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มโทษ เพียงแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ถึงแม้โทษจะไม่มากนัก ถ้าความร้ายแรงไม่ถึงตายหรือบาดเจ็บสาหัส แต่สิ่งหนึ่งที่สังคมคงคาดหวังไว้ว่า ในระหว่างที่ผู้ต้องโทษเหล่านั้นอยู่ในช่วงการคุมขัง คนเหล่านั้นได้รับการบำบัดฟื้นฟูมากน้อยเพียงใดเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่กลับมาก่อเหตุเดิมซ้ำอีก

ประเด็นนี้ เขายอมรับว่า เป็นภาระของกระทรวงยุติธรรม ภายใต้การดูแลของกรมราชทัณฑ์และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ทั้งหมดเรายังต้องฟังเสียงของประชาชนอยู่เสมอ ว่าจะต้องทำทุกอย่างไม่ให้คนเหล่านี้พ้นโทษออกมาแล้วมาก่อเหตุทำผิดซ้ำซาก ส่วนตัวเชื่อว่าการก่อเหตุซ้ำนั้นมาจากความ “ผิดปกติทางจิต”

ปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังได้หยิบยกหลักวิชาการที่มีการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิดในคดีข่มขืนว่า ยกตัวอย่างเช่น  “คนคนนี้อาจถูกกระทำความรุนแรงมาก่อนตั้งแต่สมัยเด็ก หรือถูกละเมิดทางเพศมาก่อน หรืออาจตกเป็นเหยื่อและถูกกระทำมาก่อน ทั้งหมดเป็นปัญหาปลายเหตุ ต้นเหตุคือสังคมที่ใช้ความรุนแรงกับคนที่กระทำความผิดนี้มาก่อน หรือคนที่ทำความผิดนี้เคยตกเป็นเหยื่อหรือถูกกระทำทางเพศมา จนกลายเป็นการฝังใจจน “ป่วยทางจิต”

สำหรับมาตรการต่างๆ ที่ใช้เกี่ยวกับการลดโทษ หรือการให้อภัยโทษมันคงต้องกลับมาคิดทบทวนอีกครั้ง คนที่ก่อเหตุคดีข่มขืน ถ้าจะให้อภัยเขา หรือลดโทษเขา จะต้องมีมาตรการมาเสริม เพื่อเป็นหลักประกันเมื่อพ้นโทษออกไป

ชาญเชาวน์ ได้ยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาคดีข่มขืนว่า อย่างประเทศเกาหลีมีการพัฒนาระบบสายข้อมือข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมา ก็เพื่อให้สังคมเกิดความมั่นใจว่าคนทำผิดฐานข่มขืน เมื่อพ้นโทษออกมาจะยังถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่โดยผ่านเครื่องข้อมือข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์  นี่คือสิ่งที่ประเทศเกาหลีพัฒนาขึ้นมาได้เนื่องจากย้อนไป 10 ปีที่แล้ว มีคดีข่มขืนเป็นจำนวนมาก ประชาชนเกิดความหวาดกลัวไม่มั่นใจกระบวนการยุติธรรม จนนำไปสู่การพัฒนาข้อมือข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นต่อไปในอนาคตความผิดคดีข่มขืนเช่นนี้ต้องคิดมากขึ้น รวมถึงความผิดปกติทางจิตในคดีอื่นๆด้วย

ขณะที่ ชำนาญ จันทร์เรือง อดีตประธานกรรมการ แอมเนสตี้ฯ ที่คลุกคลีศึกษาเรื่องการประหารชีวิต  ให้ความเห็นว่า ต้องยอมรับว่า ทุกครั้งที่เกิดเรื่องเกี่ยวกับคดีการข่มขืน นำไปสู่การรณรงค์ให้ลงโทษประหารชีวิต ทั้งที่จริงแล้ว “โทษฆ่าข่มขืนก็คือการประหาร” ตามกฎหมายอาญาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ลุกลามคือเรียกร้อง ให้ผู้ข่มขืนแล้วต้องประหารทันที นั่นเป็นสิ่งอันตราย อาจนำไปสู่การฆ่าปิดปากเพิ่มขึ้นได้

อาจารย์ชำนาญ  ยังกล่าวในฐานะนักสิทธิมนุษยชนว่า  ไม่ว่าจะเป็นโทษใดก็ตามต้องแยกให้ออกว่า การประหารเป็นการลงโทษเพื่อแก้ไขเยียวยา หรือเป็นการแก้แค้นทดแทน จากการสำรวจสถิติทั่วโลกทางวิชาการพบว่า การมีโทษประหารไม่มีนัยสำคัญอะไรกับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของตัวเลขอาชญากรรมร้ายแรง

“โทษประหารชีวิตเป็นโทษที่โหดร้ายทารุณ เป็นการกระทำระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน และกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นเป็นหลักประกันไม่ได้ว่าคนกระทำความผิดเป็นคนผิดร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงเคยมีว่ามีการประหารคนผิดและไม่สามารถเยียวยาได้ และมีหลายคดีมีคนติดคุกหรือรอการประหารจำนวนมากเช่นกัน”

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาเหล่านี้เจ้าหน้าที่ต่้องบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม และรวดเร็ว ไม่ใช่การจับไปประหารเพียงอย่างเดียว

อดีตประธานกรรมการแอมเนสตี้ฯ ยกตัวอย่างในต่างประเทศว่า ในประเทศนอร์เวย์ ผู้ต้องหายิงคนตาย 70 กว่าคน แต่ได้รับโทษสูงสุดเพียงจำคุก 21 ปี นั่นถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพที่เพียงพอแล้วและ
การประหารชีวิตไม่ทำให้สังคมได้อะไร

“ผมเชื่อว่าโทษประหารไม่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุอาชญากรรม และในประเทศไทยมีโทษประหารจำนวนมากและรุนแรงเกินไป โดยเฉพาะโทษคดียาเสพติด ทั้งที่จริงมันไม่ได้สัดส่วนของการทำความผิด และไทยเองมีโทษประหารถึง 55 ฐานความผิด และเชื่อว่าคนในสังคมยังอยากให้คงโทษประหารไว้ แต่รัฐก็ต้องค่อยๆ ลดฐานความผิดให้เหลือฐานความผิดที่จำเป็นจริงๆ จนนำไปสู่การไม่มีโทษประหาร ซึ่งบ้านเราไม่มีการประหารนักโทษมาตั้งแต่ปี 52 แล้ว” อาจารย์ชำนาญ กล่าวทิ้งท้าย

 

ชงตั้งผู้พิพากษาเฉพาะ แก้ปัญหาคดีผู้บริโภคล่าช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 06:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/441404

ชงตั้งผู้พิพากษาเฉพาะ แก้ปัญหาคดีผู้บริโภคล่าช้า

โดย…nวิรวินท์ ศรีโหมด

หลายครั้งที่สินค้าและบริการเกิดปัญหา ผู้บริโภคมักจะอยู่ในอาการมืดแปดด้านด้วยไม่รู้ว่าจะใช้ช่องทางใดพิทักษ์สิทธิอันพึงมีของตัวเอง ที่สุดแล้วจึงตกเป็นเหยื่อและอยู่ในฐานะผู้เสียเปรียบมาโดยตลอด

แม้ว่าจะมีการทำคลอด พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ช่วยคุ้มครองให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และเปิดช่องให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการสามารถฟ้องร้องกันได้ เช่น สินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยผู้บริโภคสามารถฟ้องคดีได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม

นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการขั้นตอนที่ทำให้การพิจารณาคดีมีความรวดเร็วขึ้น และสามารถประนีประนอมก่อนการพิจารณาคดีได้ และให้ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเสียหายที่แท้จริง

ทว่า ข้อเท็จจริงจากเวทีเสวนา 8 ปีบทเรียนการใช้กฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่าแม้หลักการของกฎหมายจะเป็นเรื่องดี แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องการบังคับใช้และบริบทในสังคมไทย

ญาณินี ไผ่ดีนุกูล นิติกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ยอมรับว่า พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มีประโยชน์มาก แต่ในแง่การบังคับใช้นั้นศาลยังให้น้ำหนักกับหลักการพิจารณาคดีแบบแพ่งทั่วไปมากกว่า เป็นเหตุให้การตีความในคดีผู้บริโภคไม่มีความชัดเจน การคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายจึงเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ

“ควรมีศาลที่ชำนาญการพิเศษเฉพาะในการตัดสินคดีของผู้บริโภคโดยตรง เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความครอบคลุมเข้าถึงเพื่อเกิดประโยชน์แท้จริงกับผู้บริโภค” ญาณินี เสนอแนะจากประสบการณ์ตรงตลอดระยะเวลา 8 ปี ที่มีการบังคับใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว

รังสรรค์ วิจิตรไกรสร รองประธานศาลอุทธรณ์ อธิบายว่า แต่ละปีมีคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมากกว่า 1 ล้านคดี แต่มีผู้พิพากษาเพียงกว่า 5,000 คนเท่านั้น ขณะที่การพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับผู้บริโภคถือเป็นเรื่องใหม่ จึงคิดว่าคดีที่เกี่ยวกับผู้บริโภคควรมีผู้พิพากษาเฉพาะในการพิจารณาคดีผู้บริโภคโดยตรง

“กฎหมายมีประโยชน์และเขียนไว้ดีแล้ว ส่วนการบังคับใช้จะดีหรือไม่อย่างไรขึ้นอยู่ที่ผู้ใช้กฎหมายต้องร่วมกัน ไม่ควรผลักภาระมาที่ศาลฝ่ายเดียว ดังนั้นผู้ที่เสียหายควรนำเสนอข้อมูลให้ครบถ้วนมากที่สุดเพื่อศาลจะได้รับรู้ปัญหาและนำไปประกอบการพิจารณา” รองประธานศาลอุทธรณ์ ระบุ

สอดคล้องก้บ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่อภิปรายว่า พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคฯ มีประโยชน์มากในการช่วยฟ้องคดี ช่วยลดความยุ่งยาก แก้ปัญหาความล่าช้า และช่วยพิสูจน์ตรวจสอบให้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่ก็มีบางเรื่องที่ยังเป็นปัญหา เช่น การให้ผู้บริโภคไปฟ้องร้องเอง

“ส่วนตัวคิดว่าควรมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วยตรวจสอบก่อนฟ้องร้อง เช่น กรณีที่เกี่ยวกับการแพทย์ เพื่อเป็นการทำให้เรื่องนี้มีความชัดเจนครอบคลุมมากยิ่งขึ้น” สารี กล่าว

ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ เล่าว่า เมื่อผู้บริโภคมีปัญหาทางการแพทย์ก็จะให้แพทยสภาเป็นผู้ตัดสิน ส่วนตัวมองว่าเป็นการผลักภาระให้กับโรงพยาบาลและแพทย์ ขณะที่ผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้บริโภคจะประสบปัญหาทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง ไม่มีงบและที่ปรึกษาในการดำเนินคดี ใช้เวลานานในการเรียกร้องความเป็นธรรม บางครั้งถูกบีบข่มขู่ด้วยวาจา หรือแม้แต่ถูกกลั่นแกล้งเมื่อเข้ารับการรักษา จึงทำให้หลายรายรู้สึกท้อในการสู้คดี

ดังนั้น การแก้ปัญหาของผู้บริโภคทางด้านการแพทย์ ควรมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นกลไกในการเรียกร้องความเป็นธรรมของคนไข้ ซึ่งขณะนี้มี พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบการรักษาทางด้านสาธารณสุขแล้ว กำลังอยู่ในการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สว. ในฐานะผู้เสียหายที่เคยใช้กฎหมายฉบับนี้เรียกร้องสิทธิผู้บริโภค เล่าว่า เมื่อประมาณ 8 ปีก่อน ขณะใช้บริการท่าอากาศยานและสายการบินพบว่าเจ้าหน้าที่ประจำสนามบินกลับไม่ตรวจความปลอดภัยผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง โดยให้เหตุผลว่าไม่มีอุปกรณ์เนื่องจากหน่วยงานอื่นยืมไป

เป็นเหตุให้ตัดสินใจฟ้องคดีกับท่าอากาศยานและสายการบินเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคม โดยศาลชั้นต้นตัดสินให้ชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์และฎีกายกฟ้อง แต่ส่วนตัวก็ได้ยื่นขอให้ศาลฎีกาทบทวนคำสั่ง เนื่องจากมองว่ากรณีนี้ผู้โดยสารทุกคนถูกละเมิดสิทธิ

“การแก้ปัญหานี้ควรมีสถาบันองค์กรเฉพาะเข้ามาช่วยเหลือฟ้องแทนผู้บริโภค เพราะถ้าให้ผู้บริโภคฟ้องด้วยตัวเองก็จะรู้สึกว่าท้อในการสู้คดี” เจิมศักดิ์ กล่าว

 

“ยัดเยียดโปรโมชั่น-หยอดคำหวาน-มัดมือชก”แฉเล่ห์ดึงดูดลูกค้าของสถานเสริมความงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 21:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/441388

"ยัดเยียดโปรโมชั่น-หยอดคำหวาน-มัดมือชก"แฉเล่ห์ดึงดูดลูกค้าของสถานเสริมความงาม

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

“ขอโทษนะค๊า ขอรบกวนเวลาแป๊บนึง”

เสียงใสแจ๋ว พร้อมรอยยิ้มหวานของพนักงานในชุดยูนิฟอร์มสีสันสดใสของคลีนิคเสริมความงามบนห้างสรรพสินค้า ทำเอาหญิงสาวชะงักเท้าด้วยความลังเล ใจหนึ่งอยากเดินหนีไปให้พ้นๆ อีกใจหนึ่งโอนอ่อนผ่อนตาม

พนักงานอีก 3-4 คนกรูเข้ามาจูงแขนพาไปที่โต๊ะ เสนอโปรโมชั่นทำทรีตเมนท์หน้าฟรี อีกคนชมเปาะรัวๆว่ายังสาว ยังสวย ถ้าได้บำรุงมากกว่านี้คงเพอร์เฟค พลางยื่นข้อเสนอคอร์สประทินโฉมชุดใหญ่ สนนราคาเหยียบแสน แต่ลดให้พิเศษเหลือ 40,000 บาท ขณะที่อีกคนถามหาบัตรเครดิต เมื่อส่งให้ก็คว้าหมับ ก่อนกุลีกุจอหาเอกสารมาให้ หญิงสาวทั้งกลัว ทั้งเกรงใจ สับสนอลหม่านไปหมด สุดท้ายตัดสินใจจรดปากกาเซ็นชื่อซื้อคอร์ส ก่อนเดินออกจากร้านแบบงงๆ

นี่คือเหตุการณ์จริงของผู้หญิงหลายคนเวลาไปเดินเที่ยวห้าง แล้วเจอกับพฤติกรรมฮาร์ดเซลล์ของสถานเสริมความงาม สร้างความอึดอัดรำคาญใจเป็นอย่างยิ่ง

 

เดี๋ยวนี้ผู้หญิงไม่กล้าเดินห้างคนเดียว

ณัฐพร แสงน้ำไทย หญิงสาววัย 27 ปี หนึ่งในเหยื่อที่ถูกโน้มน้าวให้ซื้อสินค้าแบบไม่เต็มใจ

เธอเล่าให้ฟังว่า วันนั้นเป็นวันหยุดจึงไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าย่านงามวงศ์วาน พอขึ้นบันไดเลื่อนไปชั้น 1 ก็พบกับบูทขายสินค้าของคลีนิคเสริมความงามชื่อดัง พนักงานสาวในชุดยูนิฟอร์ม 4-5 คนส่งยิ้มหวาน เข้ามารุมล้อมเชื้อเชิญให้นั่งพูดคุย

“คำที่เขาใช้บ่อยมากคือ ‘ขอรบกวนเวลานิดนึงนะคะ’ ‘แป๊บเดียวจริงๆ’ ‘ช่วยลงชื่อให้หน่อยนะพี่นะ หนูได้ชื่อละ 5 บาท’ ด้วยความสงสารและไม่รีบไปธุระที่ไหน จึงยอมไปนั่งที่โต๊ะ จากนั้นพนักงานคนเดิมก็เสนอให้ทำทรีตเมนท์ใบหน้าฟรี อีกคนเข้ามาชวนคุยถามว่าทำงานที่ไหน อายุเท่าไหร่ ชมตลอดเวลาว่าสาว สวย  เยินยอสุดฤทธิ์ เสนอว่าจะเช็คมวลกายให้ฟรี ฉีดเลเซอร์ ให้นู่นนี่เพิ่ม อีกคนก็ถามว่าใช้บัตรเครดิตไหม ธนาคารอะไร มีโปรโมชั่นรูดฟรีไม่หักเปอร์เซนต์ มีผ่อนศูนย์เปอร์เซนต์สิบเดือนอย่างนั้นอย่างนี้ พวกนี้ใช้วิธีแย่งกันถาม แย่งกันชวนคุย รุมยื่นข้อเสนอ พูดเพราะ เอาใจใส่อย่างดี ทำให้เราไม่มีเวลาคิดตัดสินใจว่าไอ้สิ่งที่กำลังจะซื้อนั้นเราต้องการมันจริงๆหรือเปล่า เพราะเป็นคนขี้เกรงใจไม่กล้าปฏิเสธ กลัวโดนด่าด้วย สุดท้ายเสียเงินไป 25,000 บาทซื้อคอร์สอะไรบ้าอะไรก็ไม่รู้ ทั้งที่อยากแค่ลองทรีตเมนต์หน้าฟรีเท่านั้น

ณัฐพร บอกว่า รู้สึกโกรธมากที่ซื้อสินค้าที่ตัวเองไม่ต้องการมันแม้แต่นิดเดียว เธอตัดสินใจไปทวงเงินคืน โดยให้เหตุผลว่าป่วยเป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อการทำคอร์ส

โชคดีที่ป่วยจริงทำคอร์สไม่ได้ เลยไปทวงเงินคืน พนักงานก็อ้างนู่นอ้างนี่สุดท้ายให้เอาใบรับรองแพทย์มายืนยัน ก็เสียเวลาไปโรงพยาบาล รออีกหลายอาทิตย์ วันที่ไปเอาเงินคืนที่บริษัทยังเจอผู้หญิงอีกหลายคนมารอทวงเงินเหมือนกัน

หญิงสาวรายนี้สารภาพว่า เดี๋ยวนี้เวลาไปเดินห้างคนเดียวจะกลัวมาก ไม่กล้าเดินผ่านบูทสถานเสริมความงาม ต้องใช้วิธีเดินอ้อม จากเป็นคนยิ้มง่าย เป็นมิตร ต้องฝืนทำหน้าดุ ไม่งั้นจะเจอรุมทึ้งอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

สอดคล้องกับประสบการณ์ของ วิกัญดา เพียรประเสริฐ ที่บอกว่า ทุกครั้งเวลาไปห้างจะเจอพนักงานสถานเสริมความงามเหล่านี้ดักรอแทบทุกชั้น

เดี๋ยวนี้เวลาเจอคนยืนแจกโบชัวร์ ไม่กล้าเดินผ่าน หนีเลย ทำเป็นก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์ให้รู้ว่ากำลังยุ่ง แต่บางทีก็เจอเข้ามาประชิดตัว เกี่ยวแขน ยืนขวาง พอปฏิเสธก็เจอชักสีหน้าใส่ พฤติกรรมแบบนี้สร้างความรำคาญมาก เป็นการขายที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกกดดัน อึดอัด อยากให้ทางห้างจัดการอย่างเด็ดขาด ไม่งั้นคนไม่กล้ามาเดินห้างแน่

เธอแนะนำว่า หากสาวๆคนไหนอยากใช้บริการสถานเสริมความงาม หรือสถานลดน้ำหนัก ควรศึกษาหาข้อมูลให้ดีก่อนแล้วจึงตัดสินใจเลือกด้วยตัวเอง ดีกว่าถูกหว่านล้อมให้ซื้อในสิ่งที่ไม่อยากได้

“ใจดี-ขี้เกรงใจ” เหยื่อโอชะของนักล่าคอมมิชชั่น

จากคำบอกเล่าของ หนูนา อดีตพนักงานประจำคลีนิคเสริมความงามชื่อดัง สะท้อนให้เห็นกลยุทธ์การขายอันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ชั้นเชิง ลูกล่อลูกชน

ตอนนั้นสมัครเป็นพีอาร์ เงินเดือน 9,000 บาท ไม่รวมค่าคอมมิชชั่น ขายมากก็ได้มาก ที่นั่นรับคนหน้าตาดี บุคลิกดี ผิวพรรณดี พูดจาฉะฉาน มีมนุษย์สัมพันธ์เยี่ยม พูดง่ายๆคือ ฉอเลาะเก่ง ตื๊อเก่ง ชอบเจ๊าะแจ๊ะ ทุกคนต้องเข้าอบรมวิธีการขาย เทคนิคการเรียกลูกค้า  คล้ายๆกับจิตวิทยาการโน้มน้าวชักจูงให้คนมาซื้อของ พอผ่านก็ทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน เหนื่อยมาก ทุกคนเหมือนถูกฝังหัวว่าต้องทำยอดให้ได้มากๆ วันๆคุยกันแต่เรื่องยอด โดยไม่สนวิธีการว่าจะได้มายังไง แข่งกันเรียกลูกค้า หิวกระหายเหมือนสัตว์จ้องตะครุบเหยื่้อ

วิธีเลือกลูกค้าจะเน้นผู้หญิงที่มาคนเดียว ดูเรียบร้อย เป็นมิตร ก็เข้าไปพูดเพราะๆ ชมเยอะๆ เอาใจเยอะๆ เจ๊าะแจ๊ะไปเรื่อย เสนอให้ทำนู่นนี่ฟรี ลด แจก แถมไม่อั้น ร้อยทั้งร้อยหลงเชื่อรูดบัตรซื้อคอร์สเป็นหมื่นๆ แต่ถ้าคนไหนหน้าดุๆ โหดๆ ดูแล้วไม่เป็นมิตร เสี่ยงโดนด่า แต่จริงๆแล้วไม่ค่อยแคร์กันหรอก วันหนึ่งเจอคนเป็นร้อย ด้านได้อายอด ฟลุ๊คๆได้มาคนนึงก็สบายแล้ว

เอาตัวรอดยังไงเมื่อถูกตื้อไม่เลิก

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ พฤติกรรมการขายแบบฮาร์ดเซลล์ในลักษณะนี้เข้าข่ายเป็นการคุกคามหรือไม่ มีความผิดตามกฎหมายไหม และหากตกอยู่ในสถานการณ์อันยากลำบาก ควรเอาตัวรอดอย่างไร

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความชื่อดัง เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก www.Facebook.com/tanaiwiratdotcom บอกว่า พฤติกรรมการรุมทึ้ง หว่านล้อม โน้มน้าวชักจูงที่สร้างความรำคาญนั้นไม่มีความผิดตามกฎหมาย แต่หากมีการดึงบัตรเครดิตไปยึดไว้ไม่ยอมคืน แบบนี้เข้าข่ายข่มขู่ ทั้งนี้ต้องดูเจตนาเป็นรายกรณีไป

หากตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ควรปฏิเสธและแจ้งว่าไม่สนใจ กรณีพนักงานขายยังคงจะตามตื้อก็คงต้องร้องเรียนเจ้าของพื้นที่ เช่น ถ้าอยู่ในห้างสรรพสินค้าก็ร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่คนนี้ หรือร้านนี้ สร้างความรำคาญ และถ้าสุดท้ายไม่สามารถดำเนินการได้ให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ ส่วนคนที่เผลอซื้อคอร์สไปแล้ว ส่วนใหญ่การซื้อคอร์สลักษณะนี้เป็นการซื้อโดยใช้บัตรเครดิต สามารถแจ้งปฏิเสธการบริการได้ภายใน 45 วัน ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องให้ธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ.2542 สุดท้ายขอแนะนำสาวๆที่ไม่อยากตกเป็นเหยื่อว่า อย่าพูดคุยกับพนักงานขายลักษณะนี้ ไม่แสดงบัตรเครดิตเมื่อถูกร้องขอการปฎิเสธต้องเด็ดขาด และเดินออกมาทันที หากมีการติดตามก็ให้แจ้งทางห้างสรรพสินค้า และถ้ามีแนวโน้มว่าถูกคุกคามตามตื้อสามารถแจ้งตำรวจได้

จัดระเบียบสถานเสริมความงาม

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ระบุว่า สถิติเรื่องร้องเรียนกรณีได้รับความเสียหายจากการใช้บริการสถานเสริมความงามและศัลยกรรมเสริมความงาม ตั้งแต่วันที่ 2ก.ย.2556- 30 ต.ค.2558 รวมทั้งสิ้น 514 ราย แบ่งเป็น ปี 2556 1 ราย ปี 2557 158 ราย และปี 2558 355 ราย

พิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการสคบ. เปิดเผยว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สถิติร้องเรียนพุ่งสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ปัญหาหลักหนีไม่พ้นการไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาและที่โฆษณา การให้บริการไม่มีคุณภาพ รวมถึงพฤติกรรมการขายที่สร้างความรำคาญ หรือหว่านล้อมให้เข้าทำสัญญาโดยไม่เป็นธรรม

การทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในที่นี้อาจไม่ถึงขนาดเป็นเหตุให้ยกเลิกสัญญาได้ เนื่องจากผู้ร้องเรียนเซ็นยินยอม แม้เป็นการยินยอมอย่างไม่เต็มใจ ดังนั้นสัญญาดังกล่าวจึงสมบูรณ์ สำหรับการดำเนินการของ สคบ. จะให้ผู้ประกอบธุรกิจชี้แจงพร้อมเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้บริโภค แต่เวลานัดผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคมาเจรจาไกล่เกลี่ย ฝ่ายแรกมักอ้างว่าถ้าไม่อยากทำจะเซ็นสัญญาทำไม ฝ่ายหลังก็โวยว่าเซ็นสัญญาเพราะโดนหว่านล้อม ชักจูง ดังนั้นผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงจะได้เงินคืนแบบไม่ครบจำนวน แถมกว่าจะได้คืนก็ยุ่งยากมาก เช่น ต้องฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อให้ศาลตัดสินก่อนซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี

คำแนะนำฝากไปยังผู้บริโภคคือ ต้องใจแข็ง อย่าไปเซ็นสัญญาเด็ดขาดไม่ว่ากรณีใดๆก็ตาม ทั้งนี้รวมถึงสลิปบัตรเครดิตด้วย แล้วคุณจะปลอดภัย ถ้าเขาให้ทดลองฟรี อยากทำก็ทำไป แต่อย่าเซ็น เพราะถ้าเผลอเซ็นสัญญาไปก็จะมีข้อผูกมัดทางกฎหมายทันที ส่วนคนที่เต็มใจจะทำก็ควรอ่านสัญญาให้รอบคอบถี่ถ้วนก่อน

รองเลขาธิการสคบ. ทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมา สคบ.ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ลงพื้นที่ตรวจสถานเสริมความงามว่ามีการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องหรือไม่ อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ได้คุณภาพหรือเปล่า รวมทั้งพฤติกรรมการขายว่ามีการเอาเปรียบผู้บริโภคไหม แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งพร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชนต่อไป

“การจัดระเบียบสถานเสริมความงาม ทางห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ต้องให้ความร่วมมือด้วย หากพฤติกรรมการเสนอขายโดยเรียกลูกค้าของสถานเสริมความงามรายใดสร้างความเดือดร้อนรำคาญทำให้ลูกค้ากลัว อึดอึด ไม่อยากมาเดินห้าง ห้างสรรพสินค้านั้นก็จะเสียชื่อเสียง ดังนั้นจึงควรตักเตือนและลงโทษอย่างจริงจัง

ประโยคที่ว่า ‘เดี๋ยวนี้ผู้หญิงไม่ค่อยกล้าเดินห้างคนเดียวแล้ว’ ฟังแล้วดูเหมือนเว่อร์ แต่หลายคนยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า พฤติกรรมการขายแบบคุกคามตามตื้อไม่เลิก รุมล้อม ดักหน้าดักหลัง ก็สร้างความอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง พานให้หมดอารมณ์เดินเที่ยวห้าง อยากกลับบ้านเอาเสียดื้อๆ ถึงเวลาแล้วที่ต้องจัดระเบียบกันเสียที

หมายเหตุ- หลากหลายเสียงบ่นในโลกออนไลน์

จากใจลูกค้า เรียนพนักงานคลีนิคเสริมความงามทุกท่าน http://pantip.com/topic/30917267

เรื่องที่แสนเบื่อเวลาเข้าคลีนิคเสริมความงามต่างๆ มาแชร์กันค่ะ http://pantip.com/topic/30697716

สถาบันเสริมความงาม ใช้วิธี Hard Sell ได้ผลจริงหรือ? http://pantip.com/topic/33269238

ใครเคยเจอพนักงานของสถาบันเสริมความงามคุกคาม ดึงแขน พูดจาประชดประชัน พยายามยัดเยียดคอร์สต่างๆบ้างคะ http://pantip.com/topic/33337729

 

วัดฝีมือรัฐบาลฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/440888

วัดฝีมือรัฐบาลฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

แม้ตัวเลขเศรษฐกิจรวมในครึ่งปีแรกอาจจะยังไม่ดีนัก แต่หากพิจารณาเป็นรายเดือนจะเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือน พ.ค.และ มิ.ย. รัฐบาลอาจจะใจชื้นที่เห็นเศรษฐกิจผงกหัวเพราะต้องงัดสารพัดมาตรการมากระตุกเศรษฐกิจ แต่ก็คงจะสบายใจได้ไม่นานเพราะเมื่อก้าวเข้าสู้ครึ่งปีหลัง ก็แทบไม่มีข่าวดีที่จะมาช่วยดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ง่ายๆ

ปัจจัยความผันผวนในประเทศ คือ การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. 2559 และความไม่แน่นอนของโครงการลงทุนภาครัฐที่ประกาศจะลงนามในสัญญาก่อสร้างปีนี้ให้ได้ 7 โครงการ ซึ่งอาจทำไม่ได้ตามเวลาที่กำหนด

ทางด้านต่างประเทศแทบไม่มีปัจจัยบวกมาหนุนเศรษฐกิจไทยเลย ไล่ตั้งแต่อังกฤษออกสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ที่อาจส่งผลรุนแรงกว่าที่คาด หากประเทศสมาชิกอียูอื่นจะทำประชามติออกจากอียูบ้าง เพราะจะทำให้ค่าเงินปั่นป่วนทั่วโลก เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน การค้าและการลงทุนหยุดชะงักลงชั่วคราว การขยายตัวเศรษฐกิจและการค้าโลกลดลง

ผลของเบร็กซิตยังอาจทำให้นักท่องเที่ยวอียูที่เป็นกลุ่มคุณภาพสำคัญอันดับ 3 ของไทยลดลง เพราะค่าเงินปอนด์และค่าเงินอียูที่อ่อนค่า ทำให้ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวสูงขึ้น

นอกจากนี้ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ในเดือน พ.ย. 2559 ก็ต้องติดตามผลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะมีผลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าโลกเช่นกัน อัตราดอกเบี้ยโลกที่เคยคาดกันว่าเป็นขาขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดับความร้อนแรงของเศรษฐกิจ แต่ผลจากเบร็กซิตทำให้เฟดเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยอีก

ด้านพี่ใหญ่อย่างจีน ก็ต้องจับตาดูการแก้ปัญหาหนี้เอกชนที่อยู่ในอัตราสูงมากอย่างไร รวมทั้งอัตราหนี้เสียจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ และนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนของจีนจะเป็นอย่างไร หากการส่งออกหดตัวมากจนเกินไป

สำหรับมหาอำนาจเศรษฐกิจอย่างญี่ปุ่นเอง ก็ยังเจอปัญหาเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัวจะใช้นโยบายค่าเงินอ่อนค่าเพื่อช่วยการส่งออกก็ทำไม่ได้มากนัก

ปัจจัยดังกล่าวมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังทั้งสิ้น แต่จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพเศรษฐกิจไทย ซึ่ง อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยืนยันว่า ไทยมีภูมิต้านทานเศรษฐกิจดีมาก ทั้งทางด้านฐานะการเงินการคลังของประเทศและสถาบันการเงินของไทยก็แข็งแรง มีเงินกองทุนและการสำรองหนี้สูงมากกว่ากฎหมายกำหนด

แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก และเมื่อรวมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้วน่าจะขยายตัวได้ 3.1% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่โตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่ง ธปท.ประเมินเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันควรจะขยายตัวได้ถึง 3.5% แต่ปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ฉุดให้เศรษฐกิจไทยโตได้เท่านี้

“ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศมันยากขึ้น มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบที่จะต่อเนื่องจากเบร็กซิตที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ ซึ่ง ธปท.ยังอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดให้รอบด้าน” จาตุรงค์ กล่าว

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง คือ ปัญหาที่เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าที่คาด อาจเข้าสู่ภาวะชะงักงัน ปัจจัยเสี่ยงที่กดดันการบริโภคภายในประเทศ ประกอบด้วย 1.ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง แม้ในไตรมาสแรกตัวเลขหนี้ครัวเรือนจะปรับลดลงเล็กน้อย แต่ในช่วงที่เหลือยังมีโอกาสสูงขึ้นจากสินเชื่อที่ยังเติบโต 2.ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และ 3.ปัญหาภัยแล้งที่มีโอกาสลากยาวจนสิ้นไตรมาส 3 ซึ่ง 3 ปัจจัยดังกล่าวกระทบกำลังซื้อประชาชนระดับฐานราก และ 4.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จากสภาพเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน รวมทั้งเสถียรภาพการเมืองในอนาคต

นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญความเสี่ยงการลงทุนภาคเอกชนหดตัวเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน แม้ไตรมาสแรกการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตได้ 2% แต่ก็กลับมาทรงตัวในไตรมาส 2 โดยแนวโน้มในครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงเห็นสัญญาณการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบหดตัว กำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะนักลงทุนต่างชาติยังรอดูสถานการณ์ ขณะที่การลงทุนภาครัฐล่าช้ากว่าแผน

แม้ขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงหากเศรษฐกิจซึมยาวเป็นแอลเชพ (L Shape) เป็นเวลานาน อาจจะกระทบกับปัจจัยพื้นฐานได้ ยิ่งการลงทุนหดตัวนาน ทำให้ไม่เกิดการพัฒนานวัตกรรมเมื่อถึงเวลาที่โลกฟื้น ไทยอาจเติบโตได้ไม่ทันกับประเทศอื่น

ถึงจะมีแต่ปัจจับลบมากมายไปหมด แต่ก็ไม่ได้น่าตกใจเพราะเกือบ 20 ปีที่ไทยเผชิญวิกฤตต้มยำกุ้ง ก็ได้เกิดการเรียนรู้ที่จะป้องกันและเอาตัวรอดจากผลกระทบของเศรษฐกิจ โดยมีการปฏิรูประบบกฎหมายการเงิน และการบริหารความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ใหม่ทั้งหมด รวมทั้งการใช้มาตรการที่เข้มงวดของ ธปท.ในการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ ทำให้ไทยได้ผ่านมรสุมเศรษฐกิจโลกแรงๆ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ครั้ง

ในปี 2551 ธนาคารเลห์แมน บราเธอร์ ประกาศล้มละลาย ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกซวนเซ เพราะไม่สามารถชำระหนี้ได้ มีผู้ถือตราสารการเงินของเลห์แมนทั่วโลก ซึ่งล้วนเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ และสถาบันการเงินประสบปัญหาหนี้เสีย ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนทั้งโลก ประชาชนขาดความเชื่อมั่นแห่ถอนเงินจากประกันและธนาคารพาณิชย์ ถึงขั้นรัฐบาลหลายประเทศล้มไป เศรษฐกิจสหรัฐประสบปัญหาเดียวกับไทยช่วงที่ประสบกับวิกฤตต้มย้ำกุ้งในปี 2540

แต่ในช่วงวิกฤตเลห์แมนและต่อเนื่องมาเป็นวิกฤตซับไพรม์ เป็นโชคดีของประเทศไทยที่ ธปท.ยังควบคุมการซื้อพันธบัตรต่างประเทศของธนาคารไทย ทำให้มีสถาบันการเงินเสียหายไม่มากนัก เศรษฐกิจสหรัฐถดถอย จึงเกิดการปรับโครงสร้างการส่งออก ที่เคยส่งไปสหรัฐมากก็กระจายไปยังตลาดเกิดใหม่ เช่น จีนและอาเซียน ทำให้ไทยได้รับผลกระทบในด้านการส่งออกที่ชะลอตัว แต่รัฐบาลในช่วงนั้นก็เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภายในประเทศขึ้นมาแทนการส่งออก และธนาคารพาณิชย์ก็ชะลอการปล่อยสินเชื่อในภาคธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบสูง

ต่อมาในปี 2556 ก็เกิดวิกฤตหนี้ในอียูเนื่องจากกรีซ ซึ่งเป็นสมาชิกที่กู้เงินจากประเทศในอียูมากถึง 1.35 แสนล้านยูโร ได้ประกาศพักชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ทั้งหมด วิกฤตหนี้ในกรีซพ่นพิษไปถึงสถาบันการเงินในยุโรปซึ่งถือตราสารหนี้ของกรีซทุกแห่ง แม้ว่าการผิดนัดชำระหนี้ในทางเทคนิคของกรีซจะไม่แรงเหมือนคราวเลห์แมน บราเธอร์ล้มละลาย แต่ก็สร้างความเสียหายต่อตลาดเงิน ตลาดทุนและเศรษฐกิจของอียูไม่แพ้กัน

ในวิกฤตกรีซ ไทยก็ยังได้รับผลกระทบไม่มาก เพราะไม่ได้ซื้อพันธบัตรของกรีซ ส่วนสถาบันการเงินอื่นในยุโรปที่ได้ซื้อสินทรัพย์ไว้ก็ไม่ได้รับความเสียหายในทันที แและไทยยังพึ่งพาตลาดส่งออกหลักคือจีน

อย่างไรก็ดี ภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ดูแล้วมีแนวโน้มจะเกิดวิกฤตรอบใหม่ เพียงแต่คาดเดาไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ และมีความพยายามประคองให้ความรุนแรงของวิกฤตที่จะเกิดมีน้อยที่สุด

รัฐบาล คสช.เองก็ใช้นโยบายไม่แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านวิกฤตมาก่อน ที่หวังพึ่งพาตัวเอง อาศัยการบริโภคและการลงทุนในประเทศดันเศรษฐกิจ เพื่อรักษาระดับการจ้างงานไว้ และพยายามใช้เงินให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด  รวมถึงความพยายามเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

แต่ความยากลำบากก็คือ ไทยพึ่งพาจีนเป็นตลาดส่งออกมาก ในขณะที่จีนเองก็มีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศและได้รับผลกระทบจากเศษฐกิจโลก ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอาจจะต้องทนลำบากไปสักพักจนกว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น

ขณะนี้อนาคตเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับตัวเราเอง หากรัฐบาลใช้นโยบายไปถูกทาง ประเทศก็จะรอดจากเศรษฐกิจถดถอยไปได้

 

ม.44 แก้โจ๋ซ่าไม่ใช่สูตรสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/440753

ม.44 แก้โจ๋ซ่าไม่ใช่สูตรสำเร็จ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ปัญหานักเรียนตีกัน รวมถึงเด็กแว้น ถือเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนในสังคมมานาน แม้ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะระดมความคิด หามาตรการต่างๆ มาใช้ แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ จนเมื่อรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาได้ใช้ยาแรงออกคำสั่งพิเศษตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่การแก้ปัญหาก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาเด็กแว้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งมาตรา 44 เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2558 ห้ามรวมกลุ่มที่น่าจะนำไปสู่การแข่งรถ ผู้ปกครองต้องยับยั้งพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่สนับสนุนและยังครอบคลุมไปถึงร้านมอเตอร์ไซค์ หากพบมีการแต่งรถนำไปสู่การยุยงให้กระทำผิดก็ต้องมีโทษด้วย

แม้ผ่านมาเกือบ 1 ปี มีการจับกุมเด็กแว้นและรวบของกลางตามพื้นที่ต่างๆ ได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ยังแก้ไม่หมด เช่นเดียวกับปัญหาเด็กอาชีวะตีกัน พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งตามมาตรา 44 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ล่าสุดนักศึกษาโรงเรียนอาชีวะย่านมีนบุรีแห่งหนึ่งก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงคู่อริต่างสถาบัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย ประเดิมถูกดำเนินคดีตามคำสั่งมาตรา 44 รายแรก

มุมมองของนักวิชาการอย่าง สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ฉายภาพว่า ทุกปัญหาของวัยรุ่นต้นเหตุมาจากทุนชีวิตที่อ่อนแอ คือ ทักษะ จิตสำนึก ทั้งต่อตนเองและสังคมรอบข้าง ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยไม่มีการพัฒนาทักษะ จิตสำนึกดีพอ และเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่นก็มีความคึกคะนอง ดังนั้นทุกฝ่ายควรช่วยกันทำให้เด็กเกิดจิตสำนึกทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น

การนำมาตรา 44 มาใช้แก้ 2 ปัญหานี้ สุริยเดว บอกว่า ไม่ได้คัดค้านแนวคิดกฎระเบียบข้อบังคับดังกล่าว เพราะตามหลักจิตวิทยาถ้ามีเหตุทะเลาะวิวาทก็เป็นเรื่องที่ปล่อยไว้ไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดการสูญเสีย ซึ่งคำสั่งที่เจ้าหน้าที่สามารถกักตัวผู้ที่ทำผิดได้ 6 ชั่วโมงควบคู่กับดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องนี้ แต่คิดว่าระหว่างช่วงการควบคุมนอกจากจะต้องทำให้เยาวชนหยุดยั้งอารมณ์แล้ว ควรทำให้เกิดความนึกคิดได้ด้วย

สุริยเดว มองบทเรียนปัญหานี้ว่า ความรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะกับเยาวชนเท่านั้น เพราะปัจจุบันผู้ใหญ่ก็ใช้ความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้สังคม ครอบครัว ควรมีเวลาพูดคุยกัน ไม่ใช่ใช้แต่เทคโนโลยีในการแก้ปัญหา เพราะมาตรา 44 เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย แต่มาตรการระยะกลางและยาว พ่อแม่ ครอบครัว สังคม ควรต้องแก้ปัญหานี้เช่นกัน เพื่อไม่ให้เด็กเข้าไปสู่ทางที่ไม่ดี

“รัฐบาลไม่ได้มีหน้าที่เลี้ยงลูก เพราะหน้าที่เลี้ยงลูกควรเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ แต่รัฐบาลควรทำหน้าที่สนับสนุนครอบครัว” สุริยเดว กล่าว

มนตรี สินทวิชัย หรือครูยุ่น เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก อธิบายสาเหตุของ 2 ปัญหาที่มีมายาวนานว่า เยาวชนมีความคึกคะนอง และเมื่อรวมกลุ่มกันก็ต้องการสร้างจุดเด่นการยอมรับให้กับตนเองในกลุ่มเพื่อน ประกอบกับเห็นแบบอย่างจากผู้ใหญ่ที่บางครั้งไม่คำถึงถึงกฎกติกาเช่นกัน จึงทำให้คิดว่าเมื่อได้รับการยอมรับก็จะทำให้รู้สึกอบอุ่น

ครูยุ่น กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ผ่านมาไม่มีความต่อเนื่องในการปฏิบัติ ฉะนั้นการแก้ปัญหาระยะสั้นก็ควรต้องป้องปรามเพื่อไม่ให้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวผู้ใหญ่ควรคำนึงถึงเยาวชนรุ่นหลังที่มองอยู่ไม่ให้ได้รับการซึมซับค่านิยมที่ไม่ดี เพราะวัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่มีความคึกคะนองอยู่แล้ว

ขณะที่การนำมาตรา 44 มาแก้ปัญหานี้ มนตรี มองว่า มาตรการที่ออกมาถือว่าดี เพราะกระตุ้นหน่วยงาน เจ้าหน้าที่รัฐในการติดตาม ตรวจสอบให้เข้มงวดต่อเนื่อง ซึ่งการนำกฎหมายมาใช้ควบคู่อย่างจริงจัง เห็นได้จากการนำมาใช้กับเด็กแว้น ก่อนหน้านี้สามารถแก้ปัญหาได้ลดน้อยลงไปมาก ดังนั้นถ้าหากหมดยุค คสช. เบื้องต้นควรดำเนินการใช้มาตรการที่เข้มงวดนี้ต่อไป แต่ถึงอย่างไรในระยะยาวควรทำให้ทุกหน่วยสามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยตนเอง

มนตรี ทิ้งท้ายว่า การนำมาตรา 44 มาใช้นี้ ถือเป็นตัวสะท้อนว่าทำไมกฎหมายระดับมาตรการหน่วยงานที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้

มุมมองของนักจิตวิทยา พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ อธิบายสาเหตุปัญหาเด็กแว้น และนักเรียนตีกันในมุมนักจิตวิทยาว่า มาจากครอบครัวที่ไม่ให้ความสนใจกับเด็ก จึงทำให้รู้สึกขาดความรักจนต้องออกไปหาเพื่อน ยิ่งเด็กสมัยนี้มีความคึกคะนอง จึงทำให้พฤติกรรมความรุนแรงของวัยรุ่นระบายออกมาชัดเจนมากขึ้น

“การแก้ปัญหาไม่มีความต่อเนื่อง ทำเฉพาะช่วงที่เป็นกระแสเกิดขึ้น ดังนั้นควรเอาจริงมากกว่านี้” พญ. มธุรดา อธิบายให้เห็นภาพ

การนำมาตรา 44 มาใช้ พญ.มธุรดา กล่าวว่า ส่วนตัวสนับสนุนการนำกฎหมายนี้มาใช้ เพราะเสมือนการนำกฎหมายมาเป็นกรอบและใช้การดูแลจากครอบครัวสังคมเข้าไปแก้ไขควบคู่กัน ซึ่งมองว่าจะได้ผลดี ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องควรทำต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะช่วง

 

เร่งผลักดัน กม.ซ้อม-อุ้มหาย ความยุติธรรมที่รอคอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/440401

เร่งผลักดัน กม.ซ้อม-อุ้มหาย ความยุติธรรมที่รอคอย

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การซ้อม ทรมาน อุ้มหายประชาชนของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิ่งที่เคลือบแคลงจากสังคมมาโดยตลอดว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยกระทรวงยุติธรรมได้ ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหายขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีอยู่ในชั้นการตรวจสอบของกฤษฎีกาก่อนเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาออกเป็นกฎหมาย

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยและเครือข่าย หยิบประเด็นดังกล่าวยกมาพูดคุยในเวทีเสวนาเรื่อง “กฎหมายป้องกันทรมานกับความยุติธรรมที่รอคอย” เพื่อเป็นอีกเสียงสะท้อนหนึ่งถึงรัฐเพื่อขจัดเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดสิทธิ ซ้อม ทรมานเหล่านี้ให้หมดไป

แซม ซาริฟี ผู้อำนวยการคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก กล่าวว่า คณะกรรมการนิติศาสตร์สากลฯ ยินดีที่รัฐบาลไทยมีความก้าวหน้าอย่างมาก ที่ผลักดันให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการสูญหาย เพราะถือเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังมีบางจุดที่ยังไม่ตรงกับกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อายุความมีเพียงแค่ 20 ปี แต่กฎหมายระหว่างประเทศไม่มีอายุความ นอกจากนี้มองว่ากฎหมายฉบับนี้ต้องพยายามให้ผู้บังคับบัญชาพยายามป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากลฯ จึงหวังว่าไทยจะรีบนำกฎหมายฉบับนี้มาบังคับใช้โดยเร็ว

อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ควรร่างกฎหมายฉบับนี้ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมมากที่สุด เพราะบางมาตรายังไม่สอดคล้อง เช่น หน่วยงานต่างๆ ที่ถูกร้องเรียนมักจะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องและการนำองค์กรเหล่านี้เข้ามาน่าจะไม่ได้รับการไว้วางใจจากประชาชน รวมถึงควรกำหนดสัดส่วนของผู้หญิงและญาติของผู้เสียหายเข้าไปรับรู้และมีส่วนร่วมด้วย

อังคณา กล่าวว่า สิ่งที่กังวลมากที่สุด คือ การพิจารณาของ สนช.อาจมีข้อยกเว้นในส่วนที่ระบุว่า สามารถเลือกปฏิบัติได้หากเป็นเหตุความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งหวังว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะไม่มีข้อยกเว้นในข้อนี้ ไม่เช่นนั้นกฎหมายฉบับนี้จะไม่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบป้องกันการทรมานอุ้มหายเต็มที่

ปกป้อง ศรีสนิท  อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายถึงกฎหมายฉบับนี้ว่ามีสาระสำคัญหลักๆ 4 ประเด็น คือ 1.เพื่อการลงโทษผู้ที่กระทำการทรมาน 2.ป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ในประเทศไทย 3.ให้มีอำนาจของกรรมการในการตรวจสอบ และ 4.จะเป็นกลไกการสืบสวนสอบสวนการทรมานให้เข้าถึง และได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย การเยียวยาอย่างละเอียด

สำหรับบทลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐมีการระบุไว้ชัดเจน รวมถึงผู้บังคับบัญชาด้วย ว่าถ้าผู้ใต้บังคับบัญชาไปอุ้มประชาชนและหายไป ผู้บังคับบัญชาที่ปล่อยปละละเลยต้องรับผิดชอบการกระทำนี้ด้วย

ปกป้อง กล่าวอีกว่า ภาพรวมกฎหมายฉบับนี้ได้อธิบายถึงการคุมขังในที่ลับว่าจะไม่มีอีกต่อไป ส่วนการนำตัวผู้ต้องสงสัยไปกระทำการใดๆ นั้นจะต้องเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดสถานที่ ที่นำไปควบคุมไว้ให้ญาติทราบ รวมถึงศาลก็สามารถสั่งพิจารณาให้ปล่อยหรือปรับเปลี่ยนสถานที่คุมขังได้ โดยให้อำนาจศาลอาญามีอำนาจสูงสุดกว่าศาลทหาร ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมกันสนับสนุน เพราะการทรมาน อุ้มหายเป็นสถานกาณ์ที่ร้ายแรงที่สุด

เสียงสะท้อนจากครอบครัวผู้เสียหายอย่างบุญเรือง สุธีพันธุ์  มารดาของ ส.ท.กิตติกร สุธีพันธุ์ ทหารที่เสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในค่ายมณฑลทหารบกที่ 25 จ.สุรินทร์ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหาที่หลบหนี ได้เล่าด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือว่า สาเหตุที่ลูกของตัวเองต้องเสียชีวิตขณะถูกคุมขัง เพราะถูกกล่าวหาว่าให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหาที่หลบหนี ซึ่งระหว่างการถูกดำเนินคดีก็พยายามขอประกันตัวลูกชาย แต่ศาลมณฑลทหารบกไม่ให้ประกันตัวเพราะเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี จนต่อมาได้เสียชีวิตในเรือนจำ ซึ่งมองว่าเป็นการเสียชีวิตที่ผิดปกติ ดังนั้นอยากทราบว่าทำไม ลูกชายที่อยู่ระหว่างรับราชการและอยู่ในค่ายทหารซึ่งเป็นสถานที่ราชการถึงต้องตายด้วย

ขณะที่ญาติผู้ต้องหาที่เสียชีวิตอีกคนระหว่างถูกควบคุมตัว วาสนา เกิดแก้ว มารดานายอนัน เกิดแก้ว ผู้ต้องหาที่เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาในคดียาเสพติด เล่าว่า ตำรวจแจ้งว่าหมดสติในห้องขังก่อนนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา และเมื่อผ่าพิสูจน์ศพก็พบว่าร่างกายมีเลือดคลั่งในปอด ร่างกายมีบาดแผล ต่อมาตำรวจพยายามเข้ามาติดต่อเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือหลายครั้ง แต่ต้องแลกกับการเซ็นเอกสารบางอย่าง จึงขอความเป็นธรรมว่าอย่าให้ลูกชายตายฟรี

อีกรายเป็นผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่  ยีซะ ซาแม ผู้นำเครือข่ายปกป้องสิทธิมนุษยชนปัตตานี  เล่าว่า สมัยที่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ จ.ยะลา เมื่อปี 2551 เคยถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัว และถูกซ้อม ทรมาน อาทิ ถูกจับแก้ผ้าและนำไปขังไว้ในห้องเย็น รวมถึงเอาตัวเองไปผูกไว้ที่เสาไฟฟ้าแรงสูง  เพื่อให้ยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสถานการณ์ในพื้นที่ แต่หลังจากที่ถูกปล่อยตัวก็พยายามดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ กระทั่งมาทำงานด้านสิทธิมนุษยชนก็ยังถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด

เดวิด เองสตอร์มส นักสังคมสงเคราะห์ ด้านการเยียวยาผู้เสียหาย กล่าวว่า การใช้ความรุนแรงนอกจากจะทำให้เกิดบาดแผลทางร่างกายแล้ว ยังทำให้เกิดแผลทางจิตซึ่งยากที่จะเยียวยาให้กลับมาเป็นปกติแบบเดิม ดังนั้นนอกเหนือจาการให้ความยุติธรรมแล้ว รัฐควรสนับสนุนให้ผู้ที่รอดจากการทรมานได้รับการฟื้นฟูทางด้านจิตใจเช่นกัน

ท้ายนี้ต้องติดตามว่าเมื่อร่าง พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการทรมานและบังคับบุคคลให้สูญหายออกมาบังคับใช้ จะสามารถดำเนินการลดปัญหาการซ้อม ขัง ทรมาน อุ้มหายได้หรือไม่

 

ย้อนรอย 1 ปี คดีหุ้นมรณะ”ชูวงษ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 08:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/440145

ย้อนรอย 1 ปี คดีหุ้นมรณะ"ชูวงษ์"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ผ่านมาครบ 1 ปี คดีของ “ชูวงษ์ แซ่ตั๊ง” นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างระดับหมื่นล้าน เพิ่งจะมีความคืบหน้าสำคัญ อย่างการออกหมายจับ พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ เพื่อนสนิท อดีตนักการเมืองดัง และอดีต รมช.พาณิชย์

ปฐมบทของคดีฆาตกรรมอำพรางชูวงษ์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2558 หลัง ศิริรัตน์ แซ่ตั๊ง ภรรยาชูวงษ์ ได้รับแจ้งว่า ชูวงษ์ บาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ขณะชูวงษ์ นั่งรถยนต์เลกซัสของ พ.ต.ท.บรรยิน บริเวณถนนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 เนื่องจากมีรถยนต์ปาดหน้า ทำให้ พ.ต.ท.บรรยิน ต้องหักหลบรถยนต์กะทันหัน ก่อนพุ่งชนต้นไม้จนชูวงษ์เสียชีวิต

จุดนี้ พ.ต.ท.บรรยิน ให้การกับตำรวจว่า เหตุที่ ชูวงษ์ เสียชีวิต อาจเป็นเพราะไม่ได้สวมเข็มขัดนิรภัย และหลังจากนั้น ระหว่างสวดพระอภิธรรมศพ 7 วัน พ.ต.ท.บรรยิน ก็เดินทางมาร่วมฟังสวดด้วยตลอด

หลังผ่านพิธีพระราชทานเพลิงศพ ครอบครัวกลับพบความผิดปกติ เนื่องจาก ทนายความ ภรรยา และบุตรชาย พบหนังสือแจ้งรายงานการซื้อขายหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ AECS ถูกวางไว้ในห้องทำงาน รวมถึงเจอรายงานการขายหุ้นจำนวนมากไปให้บุคคลอื่น

ครอบครัวและทนายจึงเริ่มติดตามพยาน-หลักฐานจนพบพิรุธหลายประการ และเริ่มมอบหลักฐานให้พนักงานสอบสวน สน.อุดมสุข ซึ่งด่วนสรุปไปก่อนหน้าแล้วว่าเป็นคดีอุบัติเหตุ

แม้ศพจะถูกเผาตามพิธีไปแล้ว แต่ภาพถ่ายที่มีและผลพิสูจน์พบว่ามีรอยกระแทกจากของแข็งจนกระดูกคอหัก รวมถึงมีลำคอคล้ายถูกรัด นอกจากนี้จากการตรวจสอบของผู้เชี่ยวชาญยังพบว่า รถยนต์ น่าจะชนด้วยความเร็วเพียง 30 กิโลเมตร/ชั่วโมง

รวมถึงยังพบพิรุธ เนื่องจากรถเลกซัสได้หายจากเส้นทางไปนานกว่าครึ่งชั่วโมง จึงกลับมาโผล่บนถนนสายหลักอีกครั้ง ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนานพอที่จะนาตัวชูวงษ์ไปก่อเหตุฆาตกรรมอำพราง จนอาจพอตั้งข้อสันนิษฐานเป็นคดีฆาตกรรมได้

เช่นเดียวกับหลักฐานการ “โกงหุ้น” ที่เจ้าหน้าที่รวบรวมได้อีกมากเช่นเดียวกัน

ผู้อยู่ในข่ายต้องสงสัยทั้งหมด 4 คน คือ กัญฐณา ศิวาธนพล พริตตี้ อุรชา วชิรกุลฑล โบรกเกอร์ ศรีธรา พรหมา มารดา อุรชา และ พ.ต.ท.บรรยิน

เจ้าหน้าที่กองปราบฯรวบรวมหลักฐานพบว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยได้ร่วมกันโอนหุ้น AECS ให้กับ ศรีธรา ผ่านอุรชา ที่เป็นโบรกเกอร์และขายไปด้วยมูลค่า 40 ล้านบาท

ถัดจากนั้นอีก 2 สัปดาห์ ผู้ต้องสงสัยยังร่วมกันปลอมแปลงเอกสารขายหุ้นบริษัท โอเอสเค จำนวน 9.5 ล้านหุ้น รวมเป็นเงิน 84 ล้านบาท สามารถเบิกไปได้ 24 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 56 ล้านบาท ถูกเจ้าหน้าที่อายัดไว้ก่อน ขณะเดียวกันยังพบหลักฐาน เป็นทรัพย์สินจากหุ้นของชูวงษ์ที่ยังไม่ได้ขายและที่ขายเป็นเงินสดไปแล้ว 200 ล้านบาท

คดีแรกที่กองปราบปรามแจ้งข้อกล่าวหา ได้แก่ ข้อหา “ลักทรัพย์ ร่วมกันปลอมและใช้เอกสารสิทธิ์ปลอมหรือรับของโจร” โดยมีผู้ต้องหา 3 คน คือ  กัญฐณา อุรชา และ ศรีธรา ถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม ขณะที่ พ.ต.ท.บรรยิน ติดต่อขอมอบตัวเอง โดยหลังจากนั้นทั้งหมดได้รับการอนุญาตให้ประกันตัว

ส่วนคดี “ฆาตกรรมอำพราง” ยังคงเงียบงันนานเกือบ 1 ปี กระทั่งวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา ครอบครัวของชูวงษ์ เพิ่งตั้งโต๊ะแถลงเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี ภายหลังอัยการสั่งไม่ฟ้องกลุ่มคนเหล่านี้

“ช่วง 1 ปีที่ผ่านมามีกลุ่มบุคคลแปลกหน้าเข้ามาคุกคามครอบครัวเสมอ แต่ก็ไม่ย่อท้อแต่อย่างใด และไม่ขอเจรจากับใครทั้งสิ้น” ภรรยาของชูวงษ์ แถลงข่าวเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.

ในที่สุด ศาลก็อนุมัติหมายจับ พ.ต.ท.บรรยิน ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คล้อยหลังครอบครัวชูวงษ์ตั้งโต๊ะแถลงข่าวความ คืบหน้าคดีเพียง 2 วันเท่านั้น

ปมสำคัญในคดียังไม่คลี่คลาย เมื่อ พ.ต.ท. บรรยิน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหา ไม่ยอมให้การใดๆ กับตำรวจ โดยจะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น

เส้นทางคดีนี้ยังคงอีกยาวไกล