ดราม่าไล่แรงงานเมียนมา เมื่อคนไทย “ไม่เข้าใจ” เพื่อนบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2559 เวลา 18:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/440108

ดราม่าไล่แรงงานเมียนมา เมื่อคนไทย "ไม่เข้าใจ" เพื่อนบ้าน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

“แม่ครับพวกเราถูกคุกคามและละเมิดสิทธิหลายอย่าง” “แม่คือความหวังของเรา” “เรารักแม่”  ข้อความบนป้ายเรียกร้องจากพี่น้องชาวเมียนมาถึง อองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐแห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมา ขณะเดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวังในสถานะที่เป็นอยู่ในเมืองไทย

วันนี้สังคมกำลังถกเถียงกันอย่างกว้างขวางและดุเดือดถึง “ข้อเสนอต่อการบริหารจัดการและคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ” หลังมีหลายคนเห็นว่า การเรียกร้องครั้งนี้นั้นมากเกินไปหรือเปล่า ?

ขอเรื่องเดิม สิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับ

เนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์กันนั้น ข้อเท็จจริงก็คือ ไม่ได้ออกมาจากปาก ออง ซาน ซูจี แต่ถูกเสนอโดย NGO หรือ องค์กรเอกชนเพื่อสาธารณประโยชน์ด้านแรงงานข้ามชาติหลายองค์กร ซึ่งจะยื่นข้อเรียกร้องผ่านเจ้าหน้าที่ทางการเมียนมาที่เดินทางมากับซูจี

โดยประเด็นหลัก 5 ข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือ

1.ขอให้รัฐบาลไทยร่วมกับเมียนมาเปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตามรอบใหม่ โดยพัฒนากระบวนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานข้ามชาติและผู้ติดตามให้เป็นผู้ที่มีสถานะคนเข้าเมืองที่ถูกกฎหมาย ลดขั้นตอนที่มีความสลับซับซ้อน เพื่อความสะดวกต่อการดำเนินการของแรงงานข้ามชาติ

2.ขอให้ทางการเมียนมาประสานงานกับทางการไทยติดตามและบังคับใช้กฎหมายให้นายจ้างไทยจ่ายค่าจ้างตามข้อกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

3.ขอให้เมียนมา ประสานทางการไทยเพื่อให้สิทธิแรงงานเมียนมาที่มีบัตรอนุญาตทำงานชั่วคราวหรือบัตรสีชมพูสามารถเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ ได้ แทนที่จะอยู่เพียงแค่ในพื้นที่จังหวัดที่ทำงานเท่านั้น

4.ลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างไทยและเมียนมานำเข้าแรงงานมาทำงานในไทยโดยผ่านระบบรัฐต่อรัฐ เพื่อตัดวงจรนายหน้าและขบวนการค้ามนุษย์

5.ขอให้ประเทศไทยจัดระบบสาธารณะสุขให้กับแรงงานเมียนมา และระบบการศึกษาแก่เด็กๆ รวมทั้งสามารถเทียบโอนวุฒิการศึกษาระหว่างทั้งสองประเทศได้

สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ บอกว่า ข้อเสนอทั้งหมดไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลดำเนินการอยู่แล้วตามกฎหมาย เพียงแต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึงและจริงจัง จนทำให้เกิดการเรียกร้องขึ้นในวาระการเดินทางมาของซูจี คนจำนวนมากไม่เข้าใจและคิดว่าเป็นเรื่องใหม่

เรื่องค่าแรง 300 บาท ตามกฎหมาย พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คุ้มครองแรงงานอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยหรือต่างด้าว แต่ปัจจุบันนายจ้างผู้ประกอบการบางกลุ่มจ่ายไม่ถึง 300 บาท เขาเลยเรียกร้องให้เร่งรัดหรือจัดการตรวจสอบและบังคับให้ปฎิบัติตามกฎหมาย

เรื่องการพิสูจน์สัญชาติ ข้อเสนอนี้กำลังเรียกร้องให้ทางการเมียนมาร่วมมือกับรัฐบาลไทย จัดทำเอกสารส่วนบุคคลพิสูจน์ตัวตนให้รวดเร็วมากขึ้น เพื่อนำแรงงานเข้าสู่ระบบจนสามารถตรวจสอบติดตามได้ มองอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ดี เป็นประโยชน์ของทั้งสองประเทศ

เรื่องการขออนุญาตเดินทางออกนอกพื้นที่ของแรงงานเมียนมาที่มีบัตรอนุญาตทำงานชั่วคราวหรือบัตรสีชมพู เเม้จะถือเป็นเรื่องใหม่แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พวกเขาต้องการที่จะเดินทางได้ทั่วประเทศเหมือนกับกลุ่มที่ถือพาสปอร์ตเข้ามา เรื่องนี้อยู่บนพื้นฐานที่รัฐบาลไทยพิจาณาได้ ประเด็นสำคัญคือทุกวันนี้หลายคนเดินทางออกนอกพื้นที่ด้วยความจำเป็นมักจะถูกเรียกเก็บเบี้ยใบ้รายทางจากเจ้าหน้าที่บางส่วน

เรื่องการนำเข้าแรงงานระหว่างรัฐต่อรัฐ ข้อนี้เรียกร้องเพื่อขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ หรือกลุ่มนายหน้า ซึ่งประเทศไทยถูกทั่วโลกจับตาและเฝ้าระวังมาตลอด โดยนายหน้าพวกนี้อาจมีความเชื่อมโยงไปยังเจ้าหน้าที่รัฐด้วย

เรื่องการศึกษา ทุกคนนั้นสามารถเรียนได้หมดอย่างเสมอภาคจนถึงระดับสูงสุดตามกฎหมายของคณะรัฐมนตรีที่ประกาศตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เพียงแต่มีสถานศึกษาบางแห่งเท่านั้นที่ยังไม่ปฎิบัติตาม ส่วนเรื่องการเทียบวุฒิก็ถือเป็นเรื่องพื้นฐาน เหมือนกับชาวไทยไปเรียนตะวันตก และเทียบวุฒิกลับมาเรียนต่อในเมืองไทย

“ทั้งหมดเป็นข้อเรียกร้องพื้นฐานมาก เพียงแต่หลายคนไม่มีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนเมียนมา ใจดำและเห็นแก่ตัวมากเกินไป เราต้องยอมรับว่า สังคมที่อยู่กันอย่างสงบสุข ต้องมีความใจกว้าง คบคนมาก เข้าใจคนมาก คุณก็จะได้รับสังคมที่ดีกว่า ที่ผ่านมาเราเองนั่นแหละที่เริ่มต้นไปดึงชาวเมียนมาเข้ามาทำงาน ต้องการเขาจนเกิดขบวนการหากินกับเรื่องเหล่านี้แบบผิดกฎหมาย”

ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติฯ สรุปว่า คนไทยไม่รู้จักตัวเองดีพอ ถกเถียงบนข้อมูลที่ผิดพลาด เช่น เรื่องแรงงานเมียนมาไม่เสียภาษีให้รัฐ ทั้งที่ข้อเท็จจริง เสียทั้งทางตรงและทางอ้อม ถูกเรียกเก็บจากสินค้าและบริการต่างๆ เท่าคนไทย ส่วนทางตรงพวกเขามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่ายให้สรรพากร ซึ่งก็เหมือนคนไทยจำนวนมากเช่นกัน

ใครมีรายได้บนแผ่นดินนี้มากก็เก็บมาก มีน้อยก็เก็บน้อย ภาษีไม่ได้เลือกชนชั้น คนที่ไล่เขาวันนี้ ไม่ใช่พวกผู้ประกอบการหรือนายจ้างที่ได้คลุกคลีและเห็นว่าแรงงานพวกนี้คือคนสำคัญ

คนเมียนมาเข้าใจดีว่า “คนไทย” ไม่ชอบเขา

ความฝันของแรงงานชาวเมียนมาทุกราย คือการได้รับสิทธิตามกฎหมาย ได้รับค่าแรงที่เป็นธรรม และถูกคนไทยมองเป็นมนุษย์เท่าๆ กัน

อดิศร เกิดมงคล ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ จากเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) ยืนยันว่า ข้อเสนอต่างๆ ที่ออกมา เกิดจากการคลุกคลีติดตามและลงลึกเกี่ยวกับ คุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ของแรงงาน อย่างไรก็ตามการถกเถียงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ทำให้เห็นว่าเริ่มมีคนเข้าใจประเด็นแรงงานมากขึ้นแล้ว

“ผมเห็นว่ามีคนเข้าใจเรื่องนี้กว่าในอดีตมาก ถึงแม้จะมีคนต่อต้านจำนวนมากอยู่ด้วยก็ตาม สิ่งที่ถกเถียง เป็นเรื่องของความรู้สึกมากกว่า คนเหล่านี้รู้สึกว่า ถ้าคุณเป็นคนนอก ไม่ควรมาเรียกร้องอะไรเยอะแยะในบ้านเมืองเรา ซึ่งหากเราเปิดใจมองข้อเท็จจริง จะพบว่า ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ได้เกินเลยจากที่กฎหมายมีอยู่ และเป็นเพียงการเรียกร้องให้บังคับใช้อย่างเข้มงวดเท่านั้นเอง ฉะนั้นสภาวะที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของความเข้าใจสังคมที่แตกต่างกัน”

อดิศร เห็นว่า การแสดงออกของคนไทยที่มีต่อชาวเมียนมา นั้นมีเรื่องของการเมืองและชาตินิยมในยุคปัจจุบันเข้ามาปะปนด้วย โดยประเมินว่าหากข้อเรียกร้องเหล่านี้เกิดขึ้นในยุครัฐบาลอื่น กระแสชาตินิยมไม่น่าจะรุนแรงเหมือนที่เห็น

“เราถกเถียงด้วยเหตุผลน้อยลง และไม่ศึกษาในสิ่งที่เราจะถกเถียง ทั้งที่จริงแล้วข้อมูลเหล่านี้สามารถเสิร์ชหาในอินเทอร์เน็ตได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเรื่องภาษี ค่าแรง ระบบสุขภาพ การศึกษา และการพิสูจน์ตัวตน”

ทั้งนี้เรื่องน่าเป็นห่วงในการเเสดงความคิดเห็นทางโซเชียลมีเดียก็คือ คำพูดหยาบคายและไม่ให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

อดิศร บอกว่า การพูดและมองคนอื่นแบบกดขี่ ไม่ดีต่อตัวเองและภาพลักษณ์ประเทศไทย โดยเฉพาะการไปต่อว่าต่อขาน อองซาน ซูจี ด้วยข้อความหยาบคาย เป็นการแสดงออกถึงความไม่ให้เกียรติประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งที่เขาเป็นผู้นำระดับสูง นึกถึงวันหนึ่ง หากผู้นำระดับสูงของประเทศไทย เดินทางไปเมืองนอก แล้วถูกด่าทอ เสียๆ หายๆ ชาวไทยก็คงไม่พอใจเช่นกันเพราะนั่นเท่ากับการไม่ให้เกียรติคนไทย

จากการทำงานร่วมกับแรงงานเมียนมามาเนิ่นนานหลายปี ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ รายนี้บอกให้ฟังว่า ชาวเมียนมาเข้าใจดีมาตลอดว่าคนไทยไม่ชอบและรู้สึกไม่ดีต่อพวกเขา แต่ไม่ได้ฝังใจหรือเคียดแค้น เพราะรู้ดีว่ามาอาศัยแผ่นดินคนอื่นหากิน ทำให้พร้อมจะให้อภัยคนไทยและอธิบายเสมอว่าทำไมต้องมาทำงาน รวมทั้งทำไมต้องเรียกร้องสิทธิที่ควรได้รับ ขอเพียงคนไทยเปิดโอกาสรับฟังเสียงของพวกเขาอย่างไร้อคติ

“พวกเขาเข้าใจว่า คนไทยเกลียดเขาเพราะสองเรื่องหลัก คือประวัติศาสตร์การสู้รบในอดีต ซึ่งหลายคนไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องเกลียดกันถึงวันนี้ด้วย บริบทต่างๆ ในยุคสมัยนั้นแตกต่างอย่างสิ้งเชิง สองคนไทยไม่ชอบที่พวกเขามาแย่งงานอาชีพ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องจริง งานที่เขาทำ คนไทยไม่ทำ ทั้งแรงงานในอุตสาหกรรมประมง ก่อสร้าง และงานอื่นๆ ที่สกปรกหรือเสี่ยงภัย ทุกวันนี้พวกเขารู้สึกต่ำต้อยไปโดยปริยาย เเต่พูดตรงๆ เขาให้เกียรติคนไทยค่อนข้างมากและไม่ถือสาหาความ ยกเว้นรุนแรงจริงๆ คงไม่ยอม”

ทั้งนี้หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของเมียนมา รัฐบาลที่ถูกบริหารโดย ออง ซาน ซูจี กระตือรือร้นมาขึ้นในการจัดการปัญหาแรงงาน โดยอดิศร บอกว่า ข้อตกลงหลายเรื่องที่มีการแก้ไขในสาระสำคัญค่อนข้างก้าวหน้า ตัวอย่างเช่น ให้จัดตั้งศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่าร่วมกับทางการไทย โดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจัดให้มีการอบรม ให้ความรู้แก่แรงงานที่จะไปทำงานต่างประเทศโดยเฉพาะในเรื่องสิทธิ การเข้าถึงกลไกการคุ้มครองสิทธิในประเทศปลายทาง ตลอดจนภาษา วัฒนธรรม เพื่อสามารถอยู่ในไทยได้อย่างมีคุณภาพ , กำหนดหน้าที่ของบริษัทจัดหางานจากทั้งสองประเทศ โดยมีระบบการตรวจสอบที่ดีและโปร่งใส  ตลอดจนระยะเวลาในการทำงานอยู่ในราชอาณาจักรไทย ที่จะขยายเวลาในการทำงานได้นานขึ้นหรือปรับเวลากลับบ้านเกิดน้อยลง เพื่อตอบสนองวงจรในการทำงาน

“เป็นช่วงเวลาสำคัญที่สังคมไทยต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น ถึงแม้เราจะไม่ชอบ เนื่องจากผลประโยชน์ทั้งหมดจากการพัฒนาแรงงาน เป็นผลดีต่อสังคมไทยทั้งสิ้น” ชายหนุ่มจากเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) สรุป

อย่ามองเขาเป็นเพียงกรรมกร เเต่ให้เห็นเป็นมนุษย์

ข้อมูลจากกรมการจัดหางานล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2559 พบว่า ปัจจุบันมีเเรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมา ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกว่า 1.4 ล้านคน เเทบทั้งหมดเป็นเเรงงานไร้ฝีมือ โดยมีการประเมินว่าหากรวมเเรงงานที่อยู่นอกกฎหมายด้วยเเล้ว ตัวเลขอาจสูงถึง 4 ล้านคน

สมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือ แอลพีเอ็น (LPN) มองปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามีสาเหตุมาจากความไม่เข้าใจบริบทด้านแรงงานที่มีเรื่องชาตินิยมเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นกัน

“ข้อความต่างๆ ทำให้เรามองเห็นภาวะของจิตใจมนุษย์พอสมควร เขาไม่ได้ตระหนักถึงประโยชน์ร่วมกันในอนาคตของทั้งสองประเทศ ทั้งที่มันมีผลในแง่ดีกับเรา ปัจจุบันไทยยังต้องการพวกเขาเข้ามาเป็นแรงงานจำนวนมาก เพราะหลายอาชีพก็ทราบกันดีว่าคนไทยไม่ทำ เมื่อเอาเขามาอยู่ หากไม่มีแนวทางปฎิบิตที่ดีหรือเหมาะสม ประเทศจะเจริญและได้รับการตอบรับที่ดีจากสังคมโลกได้อย่างไร”

ผอ.แอลพีเอ็น เห็นว่า ถึงเวลาที่คนไทยควรเปิดกว้าง ไม่คับแคบในการมองประเด็น ไม่เช่นนั้นจะเท่ากับเลือกปฎิบัติต่อมนุษย์ ซึ่งหมายความว่า คุณพร้อมจะกดขี่หรือปฎิบัติไม่ดีต่อเขา

“ถ้าจะเอาเขาอยู่ คุณก็ต้องดูแลเขา ใช้แรงเขา ก็ต้องตอบแทนด้วยเงินที่เป็นธรรม หากมีลักษณะความคิดกดขี่ กดทับ และเลือกปฎิบัติ เเบบนั้นสังคมไทยไปไม่รอด หรือหากจะมองมิติด้านความมั่นคง ต้องเอาความมั่นคงของมนุษย์ที่ขึ้นอยู่กับรายได้ การศึกษาและสุขภาพเข้าไปรวมด้วย สิ่งที่พัฒนาเป็นความมั่นคงทั้งสิ้น ถ้าดูแลดี เราก็ปลอดภัย ตัวอย่างเช่น จดทะเบียนแรงงาน ที่ทำให้ทราบถึงตัวตนที่ชัดเจน ส่งผลดีต่อการติดตามหากเกิดปัญหา หรือการให้การศึกษา ประกันสุขภาพ เเละพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานกับเขา เรื่องเหล่านี้ ย้อนกลับมาเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจประเทศทั้งสิ้น

ปัญหาเรื่องมนุษย์ ต้องเปลี่ยนมุมมองจากภาระเป็นพลัง จัดการให้เป็นทรัพยากรที่มีค่า อย่ามองเขาเป็นเพียงกรรมกร แต่ให้เห็นคนเป็นคน มีความคิด มีการพัฒนาและเข้ามาทดแทนแรงงานหรืออาชีพทีคนไทยไม่ทำ อย่างน้อยที่สุด ตอบแทนและให้สิทธิตามกรอบกติกาสากลด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน”

ทุกการถกเถียงควรตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศชาติ ถอดอคติและการกดขี่เอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ พูดง่ายๆว่า นึกถึงใจเขาใจเรา

 

หวั่นพรบ.คอมพ์ฉบับแก้ไข คุกคามเสรีภาพบนโลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มิถุนายน 2559 เวลา 10:01 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/439900

หวั่นพรบ.คอมพ์ฉบับแก้ไข คุกคามเสรีภาพบนโลกออนไลน์

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

บนเวทีเสวนาวิชาการ เรื่อง “เสรีภาพออนไลน์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์” จัดขึ้นที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการหยิบยกประเด็นผลกระทบด้านสิทธิเสรีภาพประชาชนบนโลกออนไลน์จากการแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวขึ้นมาแสดงความเป็นห่วง เพราะเกรงว่ารัฐจะใช้อำนาจคุกคามสื่อและประชาชนผ่านกฎหมายฉบับนี้

โดยเฉพาะมาตรา 14 ของหมวดความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ที่เขียนค่อนข้างคลุมเครือ จากที่ระบุว่า หากมีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ผู้ใดกระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และสมาชิก สนช. อธิบายว่า กฎหมายฉบับนี้มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้พอสมควร เพราะบางส่วนคิดว่าตัวกฎหมายละเมิดสิทธิประชาชนมาก โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท เพราะอาจถูกตีความ ขยายผล เนื่องจากแต่ละมาตรามีขอบเขตของกฎหมายที่ไม่ชัดเจน

ขณะเดียวกัน เรื่องคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับ ซึ่ง รมว.ไอซีที เป็นคนตั้งไปเปรียบเทียบปรับความผิดเกี่ยวกับการแฮ็กระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งประเด็นนี้ดูเหมือนหลายคนไม่สบายใจเพราะให้อำนาจรัฐมากเกินไป แต่อีกฝั่งก็คิดว่าดีเหมือนกัน เพราะหากดูในเจตนารมณ์ คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบปรับจะใช้ได้ผลดี และลดภาระงานของตำรวจ แต่หลายคนเห็นว่าเรื่องนี้จะมีความเป็นอาญาในตัวทันที เพราะผู้มีอำนาจมีสิทธิในการปรับได้ ซึ่งอาจจะพูดคุยกันในชั้นต่อไป

สาวตรี สุขศรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นถึงเสรีภาพบนฐานของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่า ต้องเข้าใจกันก่อนว่า พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ถือเป็นอีกอำนาจหนึ่งของรัฐบาลที่นำมาใช้ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นเว็บไซต์ ซึ่งฝ่ายรัฐเป็นผู้ร้องขอ ทั้งนี้หากวิเคราะห์ในรายมาตรา เช่น มาตรา 14 (1) ก็เขียนเอาไว้เป็นลักษณะของการให้สิทธิการฟ้องร้องที่ผู้ฟ้องมุ่งประสงค์ให้ปิดปาก ทั้งปิดปากสื่อมวลชน หรือกลุ่มคนที่จะสืบสวนหาความจริงในเรื่องสาธารณะ ไม่ได้มุ่งหวังสิ่งใดๆ เช่นที่เกิดขึ้นกับการตรวจสอบกองทัพเรือของสำนักข่าวภูเก็ตหวานที่ผ่านมา

สาวตรี กล่าวว่า ปัญหาที่เห็นคือ มาตรา 14 (1) อยู่ในหมวดการเผยแพร่เนื้อหา ไม่ใช่การฉ้อโกงหลอกลวง ซึ่งเป็นนิยามที่แท้จริงของกฎหมาย ที่ต้องการอุดช่องว่างการปลอมแปลงเอกสารหรือข้อมูลในยุคออนไลน์ ไม่ได้มีเจตนารมณ์ในการเอาผิดเรื่องหมิ่นประมาท แต่เมื่อมารวมกันเอาไว้ในเรื่องหมิ่นประมาท ทำให้ดุลนิพิจการตีความของเจ้าหน้าที่อาจจะมีปัญหาได้ ดังนั้นตรงนี้ควรแยกออกมา

ขณะเดียวกัน ตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ แม้แต่การถือครองข้อมูลที่รัฐไม่ต้องการก็เป็นความผิดด้วย เรียกง่ายๆ ว่าข้อมูลอยู่ในคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ได้มีการเผยแพร่ ก็มีความผิดเช่นกัน ผิดทั้งจำและปรับ ไม่ว่าจะเป็นภาพตัดต่อล้อเลียน หรือข้อมูลต่างๆ ที่น่าสนใจ เช่น ถ้าคุณครอบครองภาพลามกอนาจารในเด็กก็มีความผิดด้วย

จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน จากคณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า เสรีภาพการแสดงความเห็นนั้น หากไปก่ออันตรายต่อคนอื่น ก็ต้องจำกัดมันเอาไว้ เพราะมันไปก่อความเสียหายกับบุคคลอื่นๆ และต่อสาธารณะ

“บางอย่างให้เสรีภาพเกินไปอาจสร้างปัญหาใหญ่หลวงตามมา แต่บางอย่างก็ไม่ควรปิดกั้นความเห็นของประชาชนเช่นกัน” จอมพล กล่าว

อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล จากไทยเน็ต ที่ร่วมเวทีเสวนาด้วย เสริมว่าความคืบหน้าของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ล่าสุดคณะกรรมาธิการวิสามัญ สนช. พิจารณาถึงมาตรา 17 จากทั้งหมด 19 มาตรา

อย่างไรก็ตาม ที่เห็นปัญหาคือ มาตรา 14 (2) คณะกรรมาธิการกฤษฎีกาที่เขียนกฎหมาย มีความตั้งใจไม่ให้การนำเข้าข้อมูลเท็จหรือไม่ดีเข้าสู่ระบบ และผลทำให้ระบบสาธารณูปโภคของประเทศเสียหายจะต้องเป็นความผิดร้ายแรง แต่เมื่อมาดูในตัวบทกฎหมายแล้วมันไม่ชัดเจน เพราะขึ้นอยู่กับดุลพินิจอีก หากจะให้เป็นเรื่องกระทบโครงสร้างพื้นฐานจริงๆ อาจจะใช้ตัวแบบกฎหมายของต่างประเทศที่พูดถึงเรื่องนี้มาประยุกต์ใช้ก็น่าจะเป็นไปได้ และสร้างความชัดเจนไปว่าสิ่งใดผิด เพราะอะไร

ขณะที่มาตรา 15 และมาตรา 20 ที่คนสนใจอย่างมาก คือ ให้อำนาจรัฐมนตรีออกประกาศเพิ่มเติมได้ในการระงับข้อมูล ลบข้อมูล จะมีข้อน่ากังวลอยู่ เพราะใครคือคณะกรรมการ ใครคือเจ้าหน้าที่ ตรงนี้ไม่มีความชัดเจน อีกทั้งยังมีโอกาสเหมือนกันในการออกประกาศเพิ่มเติม และจะทำให้อำนาจของกฎหมายขยายออกไปมากขึ้นอีกจากกฎหมายหลักที่ให้อำนาจเอาไว้

อีกมุมจากผู้บังคับใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  พ.ต.อ.นิติพัฒน์ วุฒิบุณยสิทธิ์ ผู้กำกับการสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญกรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า ตลอด 9 ปีที่ผ่านมาของการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะมีการแก้ไขในปัจจุบัน มีการพิจารณาคดีโดยการรับเรื่องราวร้องทุกข์มากมหาศาล ขณะเดียวกันด้วยบุคลากร รวมถึงผู้เชี่ยวชาญมีอยู่เพียงแค่ 200 คน หากนับแค่พนักงานสอบสวนของ บก.ปอท.ก็มีเพียงแค่ 30 คน ซึ่งจำนวนนี้ก็ย้ายเข้าย้ายออกตามวาระ อีกทั้งหลายครั้งการบังคับใช้กฎหมายสำหรับตำรวจเป็นไปได้ยากพอสมควร เพราะต้องใช้ดุลพินิจส่วนตัวในการพิจารณาคดี ต้องยอมรับกันจริงๆ ว่าเราไม่มีความรู้ ไม่มีแนวทางให้ศึกษาตามฎีกา หรือมีผู้ที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์อยู่ในองค์กร

“ถึงวันนี้ต้องยอมรับและพูดความจริง ปอท.ต้องการคนที่มีความรู้เฉพาะทาง หรือคนที่มาบรรจุใหม่กำลังจะเรียนรู้ก็ให้เรียนรู้และปฏิบัติหน้าที่ให้ได้นาน ไม่ใช่ว่าถูกย้ายออกนอกหน่วยอีก” 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมของผู้เสียหายทุกวันนี้มีไม่น้อยกว่า 15 ล้านราย แต่การดำเนินคดีตามกฎหมายต้องใช้คนมีความรู้เฉพาะทาง คนที่ทุกข์ก็มาหาหมด ขณะเดียวกันเรามีพนักงานสอบสวนแค่ 30 คน จึงทำงานไม่ทัน และรองรับไม่ได้ทั้งหมด

 

จุดยืนรธน.ทางคู่ขนาน “ปชป.-กปปส.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2559 เวลา 08:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/439668

จุดยืนรธน.ทางคู่ขนาน "ปชป.-กปปส."

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ทางเดินระหว่าง “ประชาธิปัตย์” และ “กปปส.” เริ่มกลายเป็นเส้นขนานที่ห่างกันออกไปทุกทีจนยากจะมาบรรจบกันได้

ปมล่าสุดอยู่ที่จุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่กำลังจะชี้ขาดสุดท้ายกันในการออกเสียงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้

เมื่อด้านหนึ่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย เปิดหน้าเชียร์ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญแบบสุดตัว พร้อมจัดหนักเปิด “เฟซบุ๊กไลฟ์” Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ) อธิบายเหตุผลส่วนตัวที่ตัดสินใจ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

ประเดิมนัดแรกวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา หากใครมีเวลาน้อย แนะนำให้อ่านในส่วนคำปรารภ ก็จะเข้าใจเนื้อหาทั้งหมด คำปรารภนี้บอกไว้เลยว่า วิธีการแก้ไขคือต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศ

“ผมอ่านคำปรารภแล้วก็เห็นเลยว่า เขาชี้ปัญหาให้เรารู้ว่าที่แล้วมาการปกครองบ้านเมืองของประเทศไทยที่ไม่มีเสถียรภาพ ไม่ราบรื่นนั้น เพราะว่ามีบางคนบางกลุ่ม ไม่เคารพกฎเกณฑ์การปกครอง ไม่ยอมรับไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การปกครอง กระทำการฉ้อฉล บิดเบือนการใช้อำนาจ ไม่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติและประชาชน จึงทำให้การปกครองในประเทศนั้นไม่ราบรื่น”

สาเหตุที่ต้องกระโดดลงมาเปิดเกมรุกด้วยตัวเอง เพราะประเมินสถานการณ์แล้วไม่สู้ดีนัก ทั้งการประชาสัมพันธ์ของฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ดูจะไม่เข้าเป้า

สวนทางกับการเคลื่อนไหวของหลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย เสื้อแดง รวมถึงกลุ่มอื่นๆ ที่ทยอยเปิดหน้าประกาศจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ จนกลายเป็นกระแสที่เริ่มจุดติด

อีกด้านหนึ่ง “ประชาธิปัตย์” แม้จะไม่ได้ประกาศตัวชัดเจนว่า “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ออกมาชำแหละจุดด้อยของร่างรัฐธรรมนูญหลายจุด พร้อมฟันธงว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี

ส่วนที่ยังสงวนท่าทีไม่ระบุชัดว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็เพราะต้องการรอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดให้ชัดเจนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

ปัญหาอยู่ที่จุดยืนที่แตกต่างระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส. ทำให้สมาชิกของทั้งสองฝั่งที่ยังทับซ้อนกันอยู่ตัดสินใจได้ยากว่าจะวางตัวหรือแสดงท่าทีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร

หากตัด สุเทพ ออกไป เพราะประกาศชัดเจนว่าไม่ลงเล่นสนามการเมืองอีกต่อไปแล้ว จะเห็นว่าแกนนำ กปปส.หลายคนได้ร่วมขึ้นเวทีประกาศจุดยืนสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่าง
พร้อมเพรียง

ทั้ง ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา วิทยา แก้วภราดัย อดีต สส.นครศรีธรรมราช สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีต สส.ตรัง ชุมพล จุลใส อดีต สส.ชุมพร เรื่อยมาถึงอดีต สส.กทม. ทั้ง พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

สถานะที่ซ้ำซ้อนระหว่าง กปปส.และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้การวางตัวจากนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ยังไม่รวมกับการลงพื้นที่ชี้แจงจุดยืนของตัวเองต่อชาวบ้านในพื้นที่

ด้านหนึ่งก็เข้าใจได้ว่าอดีตแกนนำ กปปส.ที่เคยต่อสู้้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จนสุดท้ายสามารถผลักดันจนนำมาสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีการกำหนดเรื่องการปฏิรูปไว้ชัดเจน

จึงยากที่อดีตแกนนำ กปปส.ที่เรียกร้องเรื่องนี้มาตลอดจะออกมาแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งท่าทีของสุเทพที่ออกมาขยายผลเน้นจุดเด่นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีช่องทาง “ฝ่าทางตัน” ป้องกันไม่ให้บ้านเมืองติดอยู่ในวังวนปัญหาเหมือนที่ผ่านมา

แต่ด้วยหมวกอีกใบที่ยังคงสถานภาพเป็นสมาชิกประชาธิปัตย์ และประกาศตัวพร้อมลงสนามเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากมีความคิดความเห็นสวนทางกับจุดยืนพรรคไปเห็นดีเห็นงามกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะทำให้เกิดปัญหาในอนาตหรือไม่

สุดท้ายล้วนแต่ทำให้ช่องว่างระหว่าง กปปส.และประชาธิปัตย์ห่างออกไปทุกที

 

ปิดฉากเอ็นโซโก้ บทเรียนอี-คอมเมิร์ซไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 10:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/439560

ปิดฉากเอ็นโซโก้ บทเรียนอี-คอมเมิร์ซไทย

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ในวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สำคัญที่กระทบกับอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซระดับอาเซียน เพราะ “ เอ็นโซโก้” หรือแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าและบริการในราคาพิเศษ หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในชื่อบริการ “เว็บดีล” ได้ประกาศปิดกิจการในทุกประเทศอาเซียนอย่างกะทันหัน แม้จะให้บริการมานานถึง 7 ปี ใน 6 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย

ครั้งหนึ่งเว็บไซต์เอ็นโซโก้เคยได้ชื่อว่าเป็นเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดใน อาเซียน หลายฝ่ายอาจไม่เชื่อว่าเว็บอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย อีกทั้งยังอยู่ภายใต้เครือข่ายธุรกิจของแคทช่า กรุ๊ป จะมาถึงจุดจบในวันนี้ได้ เหตุผลหนึ่งเกิดจากรายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ ทำให้บริษัทอยู่ในภาวะขาดทุนถึง 79 ล้านเหรียญออสเตรเลีย ซึ่งในประเทศไทยมีรายได้ 4 ล้านเหรียญออสเตรเลีย แต่เมื่อรวมรายจ่ายและภาษีจะทำให้ขาดทุน 15 ล้านเหรียญออสเตรเลีย

เอ็นโซโก้เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2553 กับธุรกิจขายดีลรายวัน เช่น สปา ทัวร์ และร้านอาหาร โดยเป็นโมเดลเดียวกันกับเว็บขายดีลชื่อดังจากสหรัฐอย่าง กรุ๊ปปอน (Groupon) ที่ประสบความสำเร็จเป็นเทน้ำเทท่าในเวลานั้น เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตื่นตระหนกเป็นอย่างมากทั้งจากฝั่งผู้บริโภคและร้านค้าที่จำหน่ายดีลต่างๆ ในระบบของเอ็นโซโก้ เพราะตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 20 มิ.ย. ระบบการสั่งซื้อของฝั่งผู้บริโภคเริ่มทำไม่สำเร็จ และในช่วงที่ “ไอบาย” บริษัทแม่จากประเทศสิงคโปร์ประกาศหยุดให้บริการในช่วงเช้าวันที่ 21 มิ.ย. ร้านค้าต่างๆ ก็ประกาศตัวชัดเจนว่าไม่ขอรับดีลที่ผู้บริโภคได้ซื้อไป ประกอบกับขอทวงเงินที่เอ็นโซโก้ค้างจ่ายเป็นจำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในลักษณะนี้กลับไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น โดยในเดือน ก.ย. 2558 “กรุ๊ปปอน” ยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาให้บริการในไทยตั้งแต่ปี 2556 ได้ประกาศถอนการทำตลาดจากประเทศไทยเช่นกัน เนื่องจากการแข่งขันของอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ซเริ่มมีมากขึ้น ประกอบกับการซื้อดีลออนไลน์ไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคและร้านค้าอีกต่อไป เพราะมีช่องทางอื่นๆ เช่น ระบบจองร้านอาหารที่สะดวกใช้ทั้งสองฝ่าย

ภูมินทร์ ยุวจรัสกุล ซีอีโอและหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้ง eatigo หรือ อีททิโก (ประเทศไทย) เว็ปไซต์จองที่นั่งร้านอาหารได้ส่วนลดสูงสุดถึง 50% ในช่วงนอกเวลาคนแน่นให้ความเห็นว่า ธุรกิจนี้มี 3 ปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ 1.ลูกค้า 2.ร้านค้า ร้านอาหาร และ 3.ผู้ประกอบการเว็บไซต์ ซึ่งจะต้องบริหารให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ธุรกิจถึงจะเติบโตได้

ในส่วน eatigo เข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยประมาณ 2 ปี สามารถเติบโตไม่น้อยกว่าเดือนละ 20% มาอย่างต่อเนื่อง 15 เดือน เพราะโมเดลธุรกิจของ eatigo คือ 1.ลูกค้าจะจ่ายเงินเมื่อได้รับบริการแล้ว ไม่ใช่จ่ายล่วงหน้าตอนซื้อคูปอง และ 2.ลูกค้าจะไปรับประทานอาหารในช่วงที่ร้านอาหารแห่งนั้นไม่มีลูกค้ามากนัก ทำให้ร้านอาหารมีรายได้เพิ่ม

ขณะที่เอ็นโซโก้ ลูกค้าต้องจ่ายเงินตอนซื้อคูปองและมักจะไปใช้บริการ เช่น ไปรับประทานอาหารในวันที่คูปองใกล้จะครบกำหนด และมักจะไปช่วงพีกของการรับประทานอาหาร ทำให้ลูกค้าที่จ่ายเงินตามปกติไม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ และร้านอาหารก็ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมลูกค้า ไม่สามารถบริหารจัดการได้เต็มประสิทธิภาพ เมื่อร้านค้าไม่ค่อยพึงพอใจทำให้ร้านอาหารชื่อดังไม่เข้ามาทำธุรกิจร่วมด้วยก็มีผลต่อจำนวนลูกค้าที่ซื้อคูปอง

“ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซยังเติบโตไปได้ โมเดลธุรกิจของเราเกิดจากการศึกษาจุดอ่อนของเอ็นโซโก้ ทำให้ลูกค้าและร้านค้าพึงพอใจ มีร้านอาหาร ภัตตาคาร ชื่อดังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น บริษัท มัลลิการ์ อินเตอร์ฟู้ด ผู้บริหารร้านอาหาร อ.มัลลิการ์ เย็นตาโฟเครื่องทรง ฯลฯ รวมทั้งร่วมกับแอพพลิเคชั่นจองร้านอาหารอีททิโก เครือเซ็น ก็มีพิซซ่าฮัท  คอฟฟี่เวิลด์” ภูมินทร์ กล่าว

ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เปิดเผยว่า สมาคมจะหารือร่วมกับ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. กับตัวผู้บริหารเอ็นโซโก้ประเทศไทย เพื่อหาทางออก ทั้งการคุ้มครองผู้บริโภคกับร้านค้าต่างๆ ที่ลงขายดีลเอาไว้ รวมถึงการสร้างมาตรการใหม่เพื่อมาคุ้มครองผู้ใช้งานอี-คอมเมิร์ซ

“หลังจากชัดเจนก็คงประกาศเงื่อนไขอะไรสักอย่างออกมา คาดคงไม่เกินสัปดาห์หน้า” ภาวุธ กล่าว

ด้านเว็บไซต์เท็คอินเอเชีย ได้วิเคราะห์ 4 ความเป็นไปได้ที่ทำให้ธุรกิจเอ็นโซโก้ต้องล้มเหลวเอาไว้

1.เน้นการขายดีลรายวันและแฟลชดีลนานเกินไป

ในปี 2011 บริษัท ลีฟวิ่งโซเชียล ซึ่งเป็นคู่แข่งของกรุ๊ปปอน เข้าซื้อเอ็นโซโก้ก่อนจะขยายกิจการบนธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด มีการเพิ่มจำนวนพนักงานมากขึ้น และหลายสิ่งก็เริ่มแพงขึ้น แต่การแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้กลับเริ่มประสบปัญหา ลูกค้าเริ่มเบื่อหน่ายกับอีเมลข้อเสนอดีลที่ส่งมาจนเต็มอินบ็อกซ์ ขณะที่ร้านค้าต่างก็เริ่มพบว่าการจับมือกับเอ็นโซโก้ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ได้ผลในระยะยาว เนื่องจากเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ลูกค้าที่ซื้อดีลราคาถูกกลายมาเป็นลูกค้าเต็มตัวที่ยอมจ่ายราคาเต็มในภายหลัง

ภาวะขาลงของธุรกิจเว็บไซต์ขายดีลปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนที่สหรัฐในปี 2556 ก่อนจะขยายมายังกลุ่มประเทศอาเซียนในเวลาต่อมา

ทว่าในปี 2557 เอ็นโซโก้ก็ถูกซื้อกิจการอีกครั้งโดยบริษัท ไอบาย (iBuy) ในเครือของแคทช่า กรุ๊ป ซึ่งทำธุรกิจแบบแฟลชเซลส์ หรือการซื้อขายสินค้าที่จับต้องได้ เช่น เสื้อผ้าและเครื่องประดับ ในราคาถูกแบบสายฟ้าแลบ ซึ่งทำให้ธุรกิจต้องปรับตัวสู่รูปแบบของธุรกิจค้าปลีกที่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น โกดัง สินค้าคงคลัง และคลังสินค้าออนไลน์ แต่เอ็นโซโก้ก็ใช้เวลาเป็นปีในการปรับตัวออกจากธุรกิจขายดีลไปสู่ออนไลน์สโตร์ที่ให้คนขายได้พบคนซื้อ หรือในรูปแบบมาร์เก็ตเพลสในปี 2015 ซึ่งถือว่าช้าเกินไปและไม่ทันการณ์เสียแล้ว

2.เข้าธุรกิจมาร์เก็ตเพลสช้าเกินไป

กว่าที่เอ็นโซโก้จะเข้าสู่ธุรกิจมาร์เก็ตเพลสก็ช้าเกินไป เนื่องจากเว็บไซต์คู่แข่งสำคัญอย่าง ลาซาด้า (Lazada) ได้สยายปีกครอบคลุมไปทั่วอาเซียนแล้ว ยังไม่นับรวมสตาร์ทอัพรายเล็กอื่นๆ เช่น คารูเซลล์ และดูเรียนา ที่ต่างก็เข้ามาชิงส่วนแบ่งในธุรกิจเดียวกันนี้ โดยที่ลาซาด้านั้นเริ่มต้นธุรกิจในรูปแบบอะเมซอนมาตั้งแต่ปี 2555 และเข้าสู่ธุรกิจมาร์เก็ตเพลสเต็มตัวในปี 2556 หรือเร็วกว่าเอ็นโซโก้ถึง 2 ปี และเป็นที่รู้จักไปทั่วภูมิภาค จึงมีความได้เปรียบกว่า

ความแข็งแกร่งของลาซาด้า ทำให้ถูกอี-คอมเมิร์ซรายใหญ่จากจีนอย่าง อาลีบาบา เข้าซื้อกิจการไปในที่สุด เพื่อเตรียมรุกตลาดในภูมิภาคนี้อย่างเต็มตัวต่อไป ซึ่งตรงกันข้ามกับเอ็นโซโก้ที่ถูกถอดออกจากรายชื่อเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซยอดนิยมในบางประเทศไปแล้ว

3.ไม่สามารถชดเชยสภาวะขาดทุนได้

จากการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะขาลงของธุรกิจ ทำให้เอ็นโซโก้ต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่กลับดูเหมือนว่ายิ่งถมเงินลงไปก็ยิ่งจมหาย แม้อาเซียนจะเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรถึงเกือบ 600 ล้านคน และมีการขยายตัวของชนชั้นกลางอย่างรวดเร็ว แต่ภูมิภาคนี้ก็ยังถือว่าใหม่มากสำหรับตลาดเทคโนโลยี ขณะที่อัตราการใช้สมาร์ทโฟน การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และการใช้จ่ายออนไลน์ ก็ยังเติบโตได้ช้ากว่าที่คาดหวัง ซึ่งแม้แต่เว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซรายใหญ่ระดับโลกอย่าง อะเมซอน ก็ยังไม่กล้าเสี่ยง

แม้แต่ ลาซาด้า ก็ยังมองเห็นความเสี่ยงในตลาดอาเซียน แต่โชคดีที่ได้อาลีบาบาเข้ามาลงทุนช่วยไว้ แม้ว่าลาซาด้าจะเป็นรายใหญ่ในอาเซียน แต่ก็ไม่สามารถทำกำไรได้มากนัก ในปี 2558 บริษัทมีรายได้ 310 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 1.1 หมื่นล้านบาท) แต่กลับขาดทุนถึง 334 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.18 หมื่นล้านบาท)

ด้านเอ็นโซโก้นั้น ขาดทุนในปี 2558 ที่ 59.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2,100 ล้านบาท) แต่มีรายได้จากการใช้บริการของลูกค้าลดลงต่ำสุดอยู่ที่ 16.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 590 ล้านบาท) เท่านั้นในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ และมีเงินสดหลังหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปแล้วเหลืออยู่เพียง 13 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 460 ล้านบาท) ซึ่งหมายความว่า หากไม่สามารถชดเชยตัวเลขขาดทุนและระดมทุนเพิ่มหรือลดต้นทุนได้ก็จะขาดเงินสดหมุนเวียนภายในสิ้นปีนี้

4.ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าได้

วิธีหนึ่งที่เอ็นโซโก้ใช้ลดต้นทุนก็คือ การลดกำลังคน และรวมศูนย์การบริหารจัดการให้ขึ้นกับสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ ทว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด ซึ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง

ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีบริษัทคู่ค้าหลายแห่งร้องเรียนปัญหาการจ่ายเงินที่ล่าช้า ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สะท้อนถึงปัญหาร้ายแรง ซึ่งเอ็นโซโก้ยอมรับในภายหลังว่าเป็นผลมาจากการเลย์ออฟพนักงาน หลังจากนั้นก็เผชิญปัญหาตามมาอีกมาก ทั้งการลาออกของผู้บริหารระดับสูง 2 คน และการถูกนักลงทุนทยอยขายหุ้นทิ้ง จนนำมาสู่การปิดกิจการในที่สุด

ในแถลงการณ์ปิดกิจการของเอ็นโซโก้ บริษัทได้ระบุว่าจะใช้เงินสดที่เหลืออยู่เพื่อโอกาสการลงทุนใหม่ ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณว่าบริษัทยังมีแผนสำรอง โดยอาจเป็นการเปิดเว็บไซต์ขึ้นอีกครั้งในชื่อใหม่ที่ไม่ใช่ “เอ็นโซโก้” อีกต่อไปแล้ว

 

‘อองซานซูจี’เยือนไทย ปลุกเศรษฐกิจชายแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มิถุนายน 2559 เวลา 07:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/439206

'อองซานซูจี'เยือนไทย ปลุกเศรษฐกิจชายแดน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เสียงกู่ร้องขานชื่อ อองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ดังกึกก้องทั่วทั้งบริเวณตลาดทะเลไทย จ.สมุทรสาคร ภายหลังแรงงานชาวเมียนมาหลายพันชีวิตรวมตัวกันเพื่อแสดงการต้อนรับ “ผู้นำประชาธิปไตย” ในโอกาสมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 23-25 มิ.ย.

แม้ว่าการปรากฏตัวของ “ซูจี” จะมีขึ้นเวลาประมาณ 16.30 น. แต่บรรยากาศกลับคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า และแม้ว่าจะมีแรงงานเพียง 500 ราย ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ “ซูจี” อย่างใกล้ชิด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คลื่นมหาชนลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงกำหนดเวลาการมาถึงของอองซานซูจีได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากแรงงานชาวเมียนมาต่างพยายามฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเพื่อให้สามารถเข้าถึงตัวอองซานซูจี แต่ที่สุดแล้วก็ไม่เกิดเหตุรุนแรงใดๆ

“แรงงานชาวเมียนมาต่างดีใจและรอคอยการมาเยือนของซูจีมาก” คายมินหลุ่ย หนึ่งในชาวเมียนมาที่เฝ้ารอรับอองซานซูจี เปิดใจ พร้อมทั้งระบุว่า อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาประสานกับรัฐบาลไทยเพื่อแก้ปัญหาเรื่องสิทธิของแรงงาน โดยเฉพาะความปลอดภัยในการทำงานและการเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยได้โดยไม่ถูกรีดไถ

“ถ้าในอนาคตเศรษฐกิจของเมียนมาดีขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่แรงงานจะทยอยกลับไปทำงาน แต่ตอนนี้แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตย แต่ค่าแรงในประเทศไทยสูงกว่า แรงงานส่วนใหญ่จึงยังทำงานในไทยต่อไป”คายมินหลุ่ย พูดชัด

บาดู แรงงานสัญชาติเมียนมา วัย 38 ปี เป็นอีกหนึ่งรายที่มารอรับอองซานซูจีตั้งแต่เช้ามืด โดยเขา เล่าว่า หลังทราบข่าวการเดินทางมาของอองซานซูจีก็ได้เดินทางมายัง จ.สมุทรสาคร พร้อมกับเพื่อนแรงงานอีก 20 คน ตั้งแต่ช่วงเวลา 04.00 น. เนื่องจากต้องการพบตัว เพราะนับถือว่าเป็นผู้ปกครองหรือแม่ที่ชาวเมียนมารักมาก

ขณะที่ อิอิชอ รองผู้อำนวยการมูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนาชาวเมียนมา เชื่อว่า การที่ซูจีมาเยือนประเทศไทยจะทำให้ได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานชาวเมียนมาและนำกลับไปเพื่อหาทางพัฒนาให้คุณภาพชีวิตแรงงานเมียนมาในประเทศไทยดีขึ้น ทั้งมิติของค่าครองชีพ การรักษาพยาบาล

นอกจากความคาดหวังของแรงงานชาวเมียนมาแล้ว มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงานและภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดทำข้อเสนออองซานซูจีผ่านความร่วมมือกับรัฐบาลไทยเช่นกัน

สำหรับข้อเสนอ อาทิ เร่งจัดทำเอกสารสำคัญแสดงตัวและพิสูจน์สัญชาติแก่แรงงานข้ามชาติทั้งที่จดทะเบียนแรงงานและยังไม่จดทะเบียน พร้อมให้มีกลไกการเข้าถึงการปฏิบัติคุ้มครองสิทธิแรงงานตามมาตรฐานแรงงานไทย อาทิ ค่าจ้าง 300 บาท การเข้าสู่ระบบประกันสังคม การคุ้มครองกรณีบาดเจ็บจากการทำงานในสถานประกอบการ ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการให้สิทธิเดินทาง การให้ก่อตั้งสหภาพแรงงาน การให้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน การส่งเสริมให้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา ที่สำคัญต้องเข้มงวดกวดขันเจ้าหน้าที่ที่แสวงหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติทุกรูปแบบ และขจัดกลุ่มนายหน้าทั้งไทยและข้ามชาติ

อารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน บอกว่า การมาเยือนของอองซานซูจีจะมีการลงนามบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) เรื่องการข้ามแดน ซึ่งจะทำให้ชาวเมียนมาที่อยู่ตามแนวชายแดนสามารถข้ามมาทำงานในประเทศไทยในลักษณะเช้าไปเย็นกลับได้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์ นายจ้างจะมีแรงงานกลับเข้ามาทำงาน

อธิบดีกรมการจัดหางาน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันแรงงานชาวเมียนมาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายประมาณ 1.4 ล้านคน กระจายอยู่ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะภาคประมง การแปรรูปสัตว์น้ำ ซึ่งปัจจุบันยังคงขาดแคลนแรงงานอยู่

ด้าน อองซานซูจี ได้ปราศรัยกับแรงงานชาวเมียนมาที่มาให้การต้อนรับท่ามกลางสายฝนตอนหนึ่งว่า ขอให้แรงงานเมียนมามีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของบ้าน มีความสามัคคีกัน มีปัญหาอะไรให้พูดคุยกัน เข้าใจซึ่งกันและกัน และทำกระบวนการทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาแรงงานเมียนมาคือ หนึ่งเรื่องสำคัญที่ต้องกลับมาเยือนไทย

ขณะที่แรงงานชาวเมียนมาที่มีโอกาสได้เข้าพบ และได้สะท้อนปัญหาหลายร้อยคนกลับเป็นแรงงานที่มาจากบริษัทที่มีประวัติและสวัสดิการดี จึงทำให้แรงงานเมียนมาส่วนใหญ่ที่มารอต้อนรับซูจีไม่พอใจ เพราะกลัวว่าปัญหาจากการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมจะไม่ได้รับการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม ซูจีให้คำมั่นว่าจะคุยกับรัฐบาลไทยเรื่องของการทำงานและจ้างงาน ซึ่งจะมีการลงนามเอ็มโอยู 3 ฉบับที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 24 มิ.ย.นี้

 

ปริมาณพายุใน “ลานินญา” ปัจจัยชี้ขาดน้ำท่วมซ้ำรอยปี 2554

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มิถุนายน 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438994

ปริมาณพายุใน "ลานินญา" ปัจจัยชี้ขาดน้ำท่วมซ้ำรอยปี 2554

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หลังจากรัฐบาลออกมาระบุว่า ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์สภาพอากาศโลกว่า ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบปรากฏการณ์ “ลานินญา” ซึ่งจะส่งผลให้ฝนตกต่อเนื่องยาวไปจนถึงปลายปี เรื่องนี้ก็เริ่มสร้างความกังวลขึ้นในทันที

สมฤทัย ทะสดวก อาจารย์ภาควิชาทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า ความวิตกกังวลเรื่องเกิดน้ำท่วมนั้นเกิดขึ้นเพราะลานินญาเป็นองค์ประกอบ เป็นวงจรเดียวกับปริมาณฝนเมื่อปี 2553 ที่สะสมจนทำให้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554

ทั้งนี้ ลานินญานั้น หมายถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติทางสมุทรศาสตร์ในซีกโลกใต้ ที่มีการปฏิสัมพันธ์ระหว่างการหมุนเวียนของกระแสอากาศกับกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นปรากฏการณ์ตรงข้ามกับ เอลนินโญที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิก เขตศูนย์สูตร มีค่าต่ำกว่าปกติ เนื่องจากลมตะวันออกเฉียงใต้มีกำลังแรงมากกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้บริเวณดังกล่าว ซึ่งเดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำสูงกว่าทางตะวันออกอยู่แล้ว ยิ่งมีอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก ทำให้มีการก่อตัวของเมฆและฝน บริเวณด้านตะวันตกของแปซิฟิก เขตร้อน

“เอลนินโญทำให้เกิดฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่จะทำให้บริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดความแห้งแล้ง และเมื่อกลับมาเป็นลานินญาก็คือ เกิดความแห้งแล้งในอเมริกาใต้ ขณะเดียวกันก็จะมีฝนตกหนักบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริเวณชายฝั่งออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จะมีฝนตกมากกว่าปกติ แต่จะเกิดน้ำท่วมหรือไม่ต้องดูที่องค์ประกอบอื่นๆ ด้วย” อาจารย์ภาควิชาทรัพยากรน้ำ กล่าว

สมฤทัย กล่าวอีกว่า ประชาชนอาจจะกังวลเรื่องน้ำท่วม เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 20 มิ.ย. จนถึงเช้าวันต่อมาที่มีค่าเฉลี่ยมากถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับปริมาณฝนตกในช่วงเดียวกันในรอบ 25 ปี โดยมีปริมาณฝนช่วงบ่ายอยู่ที่ 80 มิลลิเมตร และช่วงกลางคืน 125 มิลลิเมตร ทำให้ 24 ชั่วโมง มีปริมาณฝนกว่า 200 มิลลิเมตร ส่งผลให้พื้นที่ 36 จุด มีน้ำท่วม

“อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ หลายจุด เพราะระบบระบายน้ำของหลายพื้นที่เป็นระบบเก่าที่มีท่อเล็ก ซึ่งถูกออกแบบทำมารองรับผังเมืองเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ปริมาณคนยังไม่มากเหมือนในปัจจุบัน ขณะที่ระบบระบายน้ำใหม่แม้จะมีขนาดใหญ่ แต่ทั้งสองระบบก็ไม่ได้ทำงานสอดรับประสานกัน น้ำที่ถูกระบายลงท่อ น้ำบนถนนระบายไปอุโมงค์ยักษ์ไม่ทันก็เลยท่วม ขณะที่ภาพรวมฝนตกในต่างจังหวัด ตอนนี้เขื่อนและอ่างเก็บน้ำยังสามารถรองรับได้อีกจำนวนมาก แต่ถ้าฝนตกใต้เขื่อน พื้นที่ราบลุ่ม ก็เสี่ยงถูกน้ำท่วมได้” สมฤทัย กล่าว

จิรพล สินธุนาวา อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ฤทธิ์ของลานินญานั้นน่าจะเห็นชัดช่วงกลางฤดูฝน ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมได้หรือไม่นั้น ต้องดูที่ปริมาณฝนและพายุที่จะพัดเข้ามาว่ามีความถี่และปริมาณมากแค่ไหน

“ช่วงกลางฤดูฝนเราต้องรอฟังข่าวว่ามีพายุพัดเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง ฟิลิปปินส์ เวียดนาม จีน ไต้หวัน เท่าไร เพราะหลังจากนั้นก็เสี่ยงที่จะพัดเข้ามาในประเทศไทย ปกติพายุที่พัดผ่านประเทศเพื่อนบ้านจะมีปลายหางที่อ่อนกำลังก่อนมาถึงประเทศไทย แต่ลานินญาจะทำให้พายุมาถึงเราโดยไม่อ่อนกำลัง และฝนที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมจริงๆ มักจะเป็นฝนช่วงที่ 2 ของฤดูที่จะตกในช่วงปลายเดือน ส.ค. ยาวไปถึงปลายปี” อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมฯ มหิดล กล่าว

หากย้อนกลับไปดูข้อมูล อิทธิพลของลานินญาในปี 2554 พบว่า ในปีนั้นฝนมาเร็วกว่าปกติตั้งแต่เดือน มี.ค. และมีปริมาณฝนมากกว่าปกติเกือบทุกเดือน พายุที่พัดเข้ามาในปีนั้น ประเทศไทยได้รับอิทธิพลทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากพายุที่เคลื่อนตัวมาจากทะเลจีนใต้ถึง 5 ลูก ประกอบด้วย พายุโซนร้อนไหหม่า นกเตน ไห่ถาง เนสาด และนาลแก โดยพื้นที่ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด โดยช่วงปลายเดือน มิ.ย. มีพายุโซนร้อน “ไหหม่า” พัดถล่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ในปีนั้นปริมาณน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สุจริต คูณธนกุลวงศ์ อาจารย์ประจำหน่วยปฏิบัติการวิจัยระบบการจัดการแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โดยปกติจะมีพายุช่วงฤดูฝนประมาณ 2 ลูก ฝนที่ตกในขณะนี้เป็นฝนที่พัดมาจากมหาสมุทรอินเดีย หลังจากเดือน ส.ค. จะเริ่มเป็นฝนที่มาจากทะเลจีนใต้และเป็นช่วงที่ต้องเริ่มจับตาเรื่องของพายุและร่องความกดอากาศที่จะพัดเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งจะมีพายุก่อตัวหรือไม่นั้น สามารถบอกล่วงหน้าได้ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุ

 

นั่งวีลแชร์ขึ้นรถไฟสายสีม่วง ส่อง”สิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 17:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438909

นั่งวีลแชร์ขึ้นรถไฟสายสีม่วง ส่อง"สิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ"

เรื่อง อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร ,วิชาญ เจริญเกียรติพากุล

อีกไม่ถึงสองเดือน รถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) ก็จะเปิดให้บริการ

มองผิวเผินผ่านสายตาคนทั่วไป ตั้งแต่ตัวอาคารสถานี รางรถไฟ สิ่งอำนวยความสะดวกอย่างบันไดเลื่อนขึ้นลง ทางเดินลอยฟ้า (Skywalk) ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ ห้องน้ำ ชานชาลา จนถึงตู้โดยสาร ทุกอย่างดูใหม่เอี่ยม หรูหรา สะดวกสบาย

ทว่าในสายตาผู้พิการ การมาถึงของรถไฟฟ้าสายสีม่วงกลับสร้างความหนักอกให้ เนื่องจากการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการยังเต็มไปด้วยอุปสรรคข้อจำกัดที่ทำให้”ไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก”

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) สร้างขึ้นภายใต้งบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาท มีความยาว 23 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 16 สถานี กำลังอยู่ในช่วงทดลองวิ่ง คาดว่าจะเปิดใช้อย่างเป็นทางการเดือนส.ค.นี้

นั่งวีลแชร์ขึ้นรถไฟสายสีม่วง

เช้าตรู่ของวันจันทร์อันแสนวุ่นวาย ณ ป้ายรถประจำทางหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวสต์เกท นนทบุรี ผู้คนต่างรอรถเพื่อไปทำงานให้ทันเวลา ท่ามกลางการจราจรติดขัดแทบไม่ขยับเขยื้อน

ตอนนั้นเอง ภาพที่หลายคนไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิตพลันปรากฎขึ้น ขบวนผู้พิการบนรถวีลแชร์นับสิบกำลังเข็นพาตัวเองเคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้าและระมัดระวัง พวกเขาเลือกเสี่ยงลงไปบนถนน สวนทางกับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถตู้โดยสาร รถแท็กซี่ที่แล่นผ่านมาอย่างน่าหวาดเสียว เนื่องจากต้องการหลีกเลี่ยงฟุตบาทที่มีพื้นผิวขรุขระ ไม่ราบเรียบ แถมยังมีเสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์ หาบเร่แผงลอยเกะกะกีดขวาง มุ่งหน้าไปยังทางเข้าสถานีตลาดบางใหญ่ ฝั่งที่มีการติดตั้งลิฟท์โดยสาร ซึ่งห่างออกไปถึง 350 เมตร ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะถึงสถานี จากนั้นจึงค่อยๆออกแรงเข็นรถขึ้นทางลาดสำหรับผู้พิการ แต่กลับต้องพบว่าลิฟท์โดยสารใช้การไม่ได้ เจ้าหน้าที่สถานีจึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการแบกทั้งคนทั้งรถวีลแชร์ขึ้นบันไดอย่างทุลักทุเล ผ่านห้องน้ำผู้พิการที่ดูสะอาดเรียบร้อย ผ่านตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติที่ติดตั้งอยู่ในระดับสูงกว่าผู้พิการบนรถเข็นจะเอื้อมถึง ก่อนเข้าสู่ภายในโบกี้ด้วยการสะดุดเล็กน้อย เนื่องจากพื้นรถกับชานชาลาต่างระดับกัน สุดท้ายก็สามารถขึ้นรถไฟได้สำเร็จ รวมระยะเวลาทั้งสิ้นกว่า 30 นาที

เมื่อฟุตบาทไม่สามารถใช้ได้ ผู้พิการต้องเสี่ยงลงไปเข็นบนถนนเพื่อเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าตลาดบางใหญ่ ท่ามกลางความวุ่นวายของเช้าวันจันทร์

ถ้าเป็นคนทั่วไปใช้เวลาไม่กี่นาที เดินเข้าสถานี ขึ้นบันไดเลื่อน ซื้อตั๋ว ขึ้นรถไฟเรียบร้อย แต่คนพิการต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ลำบากลำบนไม่รู้กี่ต่อกว่าจะได้ใช้บริการ

มานิตย์ อินทร์พิมพ์ ชายพิการวัยสี่สิบเศษ ประธานคณะติดตามการทำงานระบบราง ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ บอกพลางปาดเหงื่อที่ชุ่มใบหน้า

วันนี้เขานำผู้พิการนั่งวีลแชร์จำนวนกว่า 10 คน มาทำภารกิจจำลองสถานการณ์ชีวิตประจำวันของผู้พิการที่ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงเข้าไปทำงานในเมือง หวังสะท้อนให้สังคมเห็นถึงความยากลำบากในการเดินทาง ขณะเดียวกันต้องการสำรวจตรวจตราสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการว่า แต่ละสถานีมีครบถ้วน ใช้งานได้จริงหรือไม่

มองผ่านกระจก วิวทิวทัศน์เบื้องล่างเรียงรายด้วยเรือกสวนแมกไม้เขียวขจี สลับกับบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาคดเคี้ยวสุดลูกหูลูกตา ผู้โดยสารหลายคนพากันตื่นเต้นดีใจ ชื่นชมทัศนียภาพอันงดงามบนขบวนรถไฟสายใหม่ป้ายแดงที่อยู่ระหว่างช่วงทดลองใช้ฟรี ก่อนจะเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า

ปทุม สุดศรี ผู้พิการสาววัย 50 ชาวเมืองนนท์ เธอเล่าว่า ปกติใช้บริการแต่แท็กซี่มิเตอร์เพื่อเข้าเมืองไปทำงาน ค่าเดินทางวันละประมาณ 200 บาท วันไหนอยากไปเที่ยวห้างใหญ่ใจกลางเมืองก็ต้องเสียเงินในการเดินทางเพิ่มเป็น 300-400 บาท

วันนี้กำลังมีรถไฟฟ้ามาถึงบ้านแล้ว ดีใจมากๆค่ะ คิดว่าไปไหนมาไหนคงสะดวกขึ้น ประหยัดค่าเดินทางลงไปได้เยอะ รถก็ไม่ติด ไม่ต้องเสียเวลาเรียกแท็กซี่“เธอยิ้มกว้างอย่างมีความสุข

ปทุม สุดศรี ผู้พิการวัย 50 ปีต้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยยกขึ้นตู้โดยสาร เนื่องจากพื้นรถกับชานชาลาต่างระดับไม่เท่ากัน

ขณะที่ สว่าง ศรีสม ผู้พิการบนรถวีลแชร์อีกราย อาศัยอยู่ย่านรัชดาภิเษก แต่เขาบอกว่า ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส หรือรถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ทีบ่อยนัก เนื่องจากสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการไม่สามารถใช้ได้จริง บางสถานีไม่มีทางลาด บางสถานีไม่มีลิฟท์ การจะรอให้เจ้าหน้าที่มาคอยช่วยเหลือทุกครั้งนับว่าเสียเวลามาก เมื่อระบบไม่เอื้อ จึงต้องใช้บริการแอพเรียกแท็กซี่ ซึ่งเปลืองเงินมาก

ความฝันของคนพิการคือ อยากออกจากบ้าน ไปใช้ชีวิต ไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ ไปเที่ยวเหมือนคนทั่วไป โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร เพราะเขาช่วยเหลือตัวเองได้ เพียงแต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ นั่นคือ ระบบขนส่งมวลชน เพื่อให้ไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวก แต่นี่ดูสิ ทางเท้าที่เชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าก็พัง ไม่ราบเรียบ มีคนขายของ เสาไฟ ตู้โทรศัพท์กีดขวาง ต้องลงไปวิ่งบนถนน เสี่ยงโดนรถชน เพราะรถวีลแชร์อยู่ในระดับต่ำอาจทำให้รถใหญ่มองไม่เห็น กว่าจะขึ้นรถได้ต้องเผื่อเวลาเดินทางเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง ยิ่งชั่วโมงเร่งด่วนนี่ไม่ต้องพูดถึง“เขาส่ายหัวไปมาอย่างเซ็งๆ

แม้ทางการรถไฟขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ทุกสถานีคอยอำนวยความสะดวกให้คนพิการ คอยถือสัมภาระ พาขึ้นลิฟท์ ช่วยซื้อตั๋วโดยสาร พาขึ้นไปนั่งในขบวนรถไฟ จนถึงติดต่อประสานงานกับสถานีปลายทางให้เจ้าหน้าที่มารับช่วงต่อ แต่ผู้พิการทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า อยากยืนหยัดพึ่งพาตัวเองมากกว่าคอยให้คนมาดูแลตลอดเวลา

เพราะการช่วยเหลือคนพิการที่ยั่งยืนที่สุดคือ ช่วยให้เขาพึ่งพาตัวเองได้ครับ

หลังจากเข็นวีลแชร์หาประตูทางเข้าฝั่งที่มีทางลาดและลิฟท์โดยสาร แต่ต้องพบว่าลิฟท์ใช้การไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องให้เจ้าหน้าที่ช่วยแบกขึ้นบันไดอย่างทุลักทุเล

สำรวจ”สิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ”

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) สร้างขึ้นภายใต้งบประมาณกว่า 6 หมื่นล้านบาท โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีความยาว 23 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 16 สถานี มีทางเข้าออก 64 ทางเข้าออก

จากการสำรวจการเข้าถึงระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วง ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาของภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ พบว่า การจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ทุกสถานีล้วนมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) มีความยาว 23 กิโลเมตร มีสถานีทั้งหมด 16 สถานี มีทางเข้าออก 64 ทางเข้าออก จากการสำรวจของภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ พบว่า ทุกสถานีล้วนมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก

มานิตย์ จำแนกปัญหาออกเป็น 3 เรื่องหลัก ประกอบด้วยดังนี้

1.ติดตั้งลิฟท์และทางลาดไม่ครบทุกทางเข้าออกที่จำเป็น จากพื้นถนนสู่ชั้นจำหน่ายตั๋วจะมีทางเข้าออก 4 จุด แต่มีการสร้างลิฟท์และทางลาดเพียงแค่ 2 จุด วางไว้ทะแยงกัน 2 ฝั่งถนนละ 1 ตัว นั่นหมายความว่ามีการจัดทำลิฟท์และทางลาดเพียงครึ่งเดียว ปัญหาคือมี 3 สถานี ได้แก่ สถานีบางพลู สถานีแยกนนทบุรี 1 และสถานีบางซ่อน ถูกสร้างคร่อมอยู่บนทางแยก เมื่อมีลิฟท์และทางลาดไม่ครบทุกทางเข้าออก ทำให้ถูกตัดขาด ไม่สามารถสัญจรถึงกันได้

2.ใช้อุปกรณ์ผิดประเภททดแทนการติดตั้งลิฟท์และทางลาด ยกตัวอย่างสถานีบางพลูและสถานีพระนั่งเกล้า มีการติดตั้ง Platform Lift ซึ่งอุปกรณ์ชนิดนี้เป็นเพียงอุปกรณ์ทดแทนกรณีที่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเท่านั้น ปัจจุบันแทบไม่มีประเทศไหนใช้เพิ่มเติมแล้ว ที่น่าวิตกคือ สถานีมีความชันและสูงกว่า 8 เมตร การเลือกใช้ Platform Lift จึงมีโอกาสเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตได้

3.จุดทางเชื่อมทางเดินลอยฟ้า (Skywalk)  ทำให้คนพิการที่ใช้รถเข็นไม่สามารถใช้ได้อย่างสะดวก ยกตัวอย่างสถานีบางซ่อน ทางเชื่อมสถานีมีบันได 3 ตอน ตอนละ 10 ขั้นเป็นอย่างน้อย ซึ่งคนพิการทางด้านการเคลื่อนไหวที่ใช้รถเข็น คนที่เดินไม่สะดวก เช่น คนเจ็บ คนท้อง ผู้สูงอายุ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มีกระเป๋าเดินทางหนัก จะไม่สามารถเดินทางได้

4.ปัญหาพื้นที่ใต้สถานีไม่สามารถสัญจรได้ สภาพแวดล้อมทุกสถานีล้วนมีปัญหารอบพื้นที่คล้ายกันคือ ไม่มีทางลาด ทางเท้าเสียหาย หรือมีอุปสรรคต่างๆ เช่น ป้ายโฆษณา ตลาด เสาไฟฟ้า ตู้โทรศัพท์ รวมทั้งไม่มีจุดข้ามถนนหรือตรอกซอยที่ปลอดภัย

ยังไม่นับปัญหาเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อาทิ ที่จอดรถคนพิการยังมีไม่ครบทุกสถานี เครื่องหมายนำทางผู้พิการตาบอดใช้งานไม่ได้จริง ไม่มีอุปกรณ์บอกข้อมูลด้วยเสียงสำหรับคนหูหนวก เครื่องจำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ ตู้โทรศัพท์ และเคาท์เตอร์เซอร์วิสสูงเกินระดับสายตาคนนั่งพิการรถเข็น ห้องน้ำคนพิการยังไม่ตรงตามข้อกำหนดมาตรฐาน ความต่างระดับของพื้นรถกับชานชาลา เจ้าหน้าที่ยังขาดการประสานงาน เป็นต้น

ภาพรวมของปัญหาคือ รัฐยังไม่เข้าใจคนพิการอย่างแท้จริง เรื่องที่เราซีเรียสที่สุดคือการเข้าถึงสถานี ต้องให้เขาออกจากบ้านเดินทางไปสู่ระบบขนส่งมวลชน เพื่อไปถึงจุดหมายปลายทางได้ ทำให้เขามั่นใจว่าจะสามารถเดินทางสัญจรได้อย่างสะดวกไม่ติดขัด นี่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ยกตัวอย่างเรื่องลิฟท์ โครงการรถไฟสายสีม่วงมีงบประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ถ้าก่อสร้างลิฟท์และทางลาดตัวละ 10 ล้านบาทให้ครบทุกทางเข้าออก 64 ทางเข้าออก 64 ตัวเท่ากับ 640 ล้านบาท คิดเป็นแค่ 1 % ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่านั้น ถือว่าขี้ประติ๋วมาก ไหนๆรัฐก็เสียเงินแบกรับภาระช่วยเหลือคนพิการอยู่แล้ว ทำไมไม่ช่วยให้คนพิการออกมาใช้ชีวิต ไปไหนมาไหนได้ พึ่งพาตัวเองได้ ไม่เป็นภาระสังคม ถ้าเขาทำงานเลี้ยงตัวเองได้ก็สามารถจ่ายภาษีคืนให้รัฐได้ด้วย นี่คือการแก้ปัญหาคนพิการที่ถูกต้องและยั่งยืนที่สุด

สถานีที่ถูกสร้างคร่อมอยู่บนทางแยก เช่น สถานีแยกนนทบุรี 1 เมื่อมีลิฟท์และทางลาดไม่ครบทุกทางเข้าออก ทำให้ถูกตัดขาด ไม่สามารถสัญจรถึงกันได้

 

 

 

 

ปัญหาทางเท้าขรุขระ ไม่ราบเรียบ เต็มไปด้วยสิ่งกีดขวาง ถือเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ผู้พิการไม่สามารถเข้าถึงสถานีรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวก

 

ผู้พิการนั่งรถเข็นบอกเป็นเสียงเดียวว่า การใช้อุปกรณ์ Platform Lift ในสถานีที่มีความสูงชันถึง 8 เมตร เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุเป็นอย่างยิ่ง

สร้างก่อนดีกว่าตามแก้ทีหลัง อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ในฐานะประธานคณะติดตามการทำงานระบบรางมายาวนาน ทั้งรถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟใต้ดินเอ็มอาร์ที และรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์ มานิตย์บอกว่า ถ้าไม่สร้างระบบอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการให้ครบถ้วนถูกต้องและใช้งานได้จริงตั้งแต่ต้น การจะตามไปแก้ไขในภายหลังนั้นเป็นเรื่องยากลำบากมาก

บทเรียนราคาแพงที่สุุดหนีไม่พ้นกรณีเมื่อวันที่ 21 ม.ค.2558 ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้กรุงเทพมหานครและรถไฟฟ้าบีทีเอสติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการให้ครบทั้ง 23 สถานีให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี จนบัดนี้ล่วงเลยเวลาที่กำหนดแล้วยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากอุปสรรคนานัปการ ทั้งผังเมืองเปลี่ยน สถานประกอบการธุรกิจ คอนโด บ้านพักอาศัยผุดขึ้นเรียงรายจนยากต่อการขุดเจาะต่อเติม หนำซ้ำงบประมาณในการก่อสร้างก็เพิ่มทวีคูณเป็นหลายเท่าตัว

ถ้าสายสีม่วงไม่ทำให้เรียบร้อยตั้่งแต่เริ่มต้น สายสีอื่นๆที่กำลังจะทำอีกทั้งหมดสิบสายในอนาคตข้างหน้า ผมขอเรียกว่ามันเป็นหายนะของประเทศไทย เพราะมันเป็นความเสียหายระดับประเทศ การสร้างก่อนแล้วแก้ทีหลัง ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ความวุ่นวายก็จะเพิ่มขึ้น บทเรียนจากบีทีเอสมีให้เห็นแล้ว อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย“มานิตย์ประกาศเสียงดังหนักแน่น

ผู้พิการจำนวนไม่น้อยพึ่งพาตัวเองได้ ขอเพียงรัฐให้การสนับสนุนด้วยการสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เขาไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย

ขบวนรถไฟเคลื่อนเข้าสู่ชานชาลา เหล่าผู้พิการต่างช่วยกันปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยในห้องโดยสาร ก่อนเข็นรถออกมา ลงลิฟท์ ลงทางลาดจนกระทั่งถึงฟุตบาทอันขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อและสิ่งกีดขวาง พวกเขาจำใจต้องลงไปบนถนนอีกครั้ง ท่ามกลางรถราแล่นสวนขวักไขว่

ไม่รู้ว่าภาพอันชวนหดหู่ใจเช่นนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงเมื่อไหร่ อีกนานแค่ไหนที่ผู้พิการจะสามารถสัญจรระบบขนส่งมวลชนได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยเฉกเช่นคนอื่นๆ นี่คือคำถามที่กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยควรรับฟังและหาทางแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด

อย่าลืมว่า ประชาชนทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน รวมถึงคนพิการด้วย เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้พวกเขาต้องตกขบวน.

ประชาชนทุกคนมีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน รวมถึงคนพิการ อย่าปล่อยให้พวกเขาตกขบวน

 

ชำแหละงบปี 2560 “กลาโหม” ได้2แสนล้านเพื่อความมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 10:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438807

ชำแหละงบปี 2560 "กลาโหม" ได้2แสนล้านเพื่อความมั่นคง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

วันที่ 23 มิ.ย. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีวาระพิจารณาเรื่องสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 วงเงิน 2,733,000 ล้านบาท ในวาระรับหลักการวาระที่ 1 ซึ่งตามขั้นตอนเมื่อ สนช.ลงมติรับหลักการแล้วจะตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาปรับลดงบประมาณ ก่อนส่งกลับมาให้ สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบอีกครั้ง

สำหรับงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2560 ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 จำนวน 4.3 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 1.5% โดยวงเงินงบประมาณดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วน 18.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แบ่งเป็น รายจ่ายประจำ 2,103,422.2 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 จำนวน 24,356.7 ล้านบาท รายจ่ายลงทุน 548,391 ล้านบาท ลดลงจากเดิมจำนวน 15,963.3 ล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 81,186.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 จำนวน 19,195.1 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในเอกสารงบประมาณที่สรุปสาระสำคัญของงบประมาณประจำปี 2560 ที่สำนักงบประมาณส่งมาให้ สนช.ได้ระบุถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยว่า ในปี 2559 มีแนวโน้มขยายตัว 2.8% โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐที่มีการขยายตัวในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกขยายตัวในเกณฑ์ต่ำ การลดลงของราคาสินค้าในตลาดโลก ค่าเงินบาทที่ยังมีความเสี่ยงที่จะผันผวนและแข็งค่าหากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐมีความล่าช้า รวมทั้งสถาบันการเงินยังมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง

ส่วนเศรษฐกิจในปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3.7-4.2% ปรับตัวดีขึ้น โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะทำให้ภาคการส่งออกเริ่มกลับมาขยายตัวและสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจได้มากขึ้น สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในปี 2560 ยังมีแนวโน้มที่จะอยู่ในเกณฑ์ดี

งบประมาณประจำปี 2560 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ 6 ด้าน คือ

1.ความมั่นคงและการต่างประเทศ 157,155.5 ล้านบาท เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ เทิดทูนและพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ รักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

2.การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 323,656.4 ล้านบาท เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมศักยภาพ ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม พัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ พัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

3.การพัฒนาคนและส่งเสริมศักยภาพคน 231,894.4 ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพคนตามช่วงวัย ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาด้านสาธารณสุขและสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก

4.การแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างการเติบโตจากภายใน 241,149.1 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจรากฐานและชุมชนเข้มแข็ง จัดการปัญหาที่ดินทำกิน

5.การจัดการน้ำและสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 110,156.6 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดความสมดุล เตรียมความพร้อมรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ

6.การปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 330,410.6 ล้านบาท เพื่อลดปัญหาทุจริตในสังคมไทย เพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมาย และปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง

หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย 1.กระทรวงศึกษาธิการ 519,292.5 ล้านบาท 2.กระทรวงมหาดไทย 324,012 ล้านบาท 3.กระทรวงการคลัง 218,633.1 ล้านบาท 4.กระทรวงกลาโหม 214,347.4 ล้านบาท และ 5.กระทรวงคมนาคม 152,726.4 ล้านบาท

ลงลึกไปในงบประมาณของกระทรวงกลาโหม 214,347.4 ล้านบาท พบว่าเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2559 จำนวน 7,886.1 ล้านบาทหรือ 3.8% โดยมีงบประมาณหลายรายการที่น่าสนใจ ดังนี้

สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 9,150 ล้านบาท แบ่งเป็น แผนงานบุคลากรของภาครัฐ 4,744 ล้านบาท แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ 4,186 ล้านบาท แผนงานยุทธศาสตร์เสริมสร้าง ได้แก่ ความมั่นคงสถาบันหลักของชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้านความมั่นคง และการป้องกันประเทศ รวม 219.5 ล้านบาท

กองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 16,292 ล้านบาท มีงบประมาณสำหรับการเสริมสร้างศักยภาพกองทัพและระบบป้องกันประเทศ 5,790 ล้านบาท วัตถุประสงค์เพื่อจัดเตรียมกำลัง เสริมสร้าง พัฒนา และบริหารทรัพยากรทางทหารทั้งมวล ให้กองทัพสามารถพึ่งตนเองได้และมีความพร้อมในการใช้กำลังเพื่อการป้องกัน ปราบปราม แก้ไข และยุติความขัดแย้ง และยังมีเงินราชการลับ 54,822,000 บาท

กองทัพบก จำนวน 104,411 ล้านบาท ได้รับการจัดสรรงบประมาณเสริมสร้างศักยภาพกองทัพและระบบป้องกันประเทศ 43,635 ล้านบาท ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการปกป้องอธิปไตยและการรักษาความมั่นคงภายในของประเทศในความรับผิดชอบของกองทัพบก เงินราชการลับ 290 ล้านบาท โครงการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพ เพื่อให้กองทัพบกมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพจำนวน 1,973 ล้านบาท

กองทัพเรือ จำนวน 41,321 ล้านบาท มีงบประมาณภายใต้แผนงานพื้นฐานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคาม จำนวน 19,774 ล้านบาท โครงการเสริมสร้างยุทโธปกรณ์ 838.5 ล้านบาท โครงการเสริมสร้างกำลังกองทัพที่ผูกพันข้ามปีงบประมาณ 6,627 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการตามแผนป้องกันประเทศ 1,870 ล้านบาท

กองทัพอากาศ จำนวน 39,165 ล้านบาท มีรายจ่ายเพื่อการเสริมสร้างศักยภาพกองทัพและระบบป้องกันประเทศ 22,265 ล้านบาท เพื่อป้องกันประเทศให้มีความมั่นคงปลอดภัยจากภัยคุกคามทั้งภายในและนอกประเทศ นอกจากนี้ มีงบประมาณสำหรับเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้าน 247.7 ล้านบาท ทั้งหมดเพื่อให้กองทัพอากาศเป็นกองทัพชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน

 

ถอดบทเรียนต่างชาติถึงไทย ใช้น้ำคุ้มค่า ร่วมวางแผน เตือนภัยแม่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 มิถุนายน 2559 เวลา 11:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438567

ถอดบทเรียนต่างชาติถึงไทย ใช้น้ำคุ้มค่า ร่วมวางแผน เตือนภัยแม่น

ประสบการณ์จากประเทศที่เคยผ่านวิกฤตน้ำ ไม่ว่าน้ำท่วม หรือขาดน้ำ เป็นบทเรียนให้ประเทศไทยได้ศึกษาเรียนรู้

ปัญหาภัยแล้งจากสภาพภูมิอากาศที่คุกคามประเทศไทยในช่วงหลังมานี้ สะท้อนว่า รัฐไทยประสบปัญหาการจัดการน้ำที่ไม่สมดุล ในปีที่ฝนตกหนักก็ไม่สามารถกักเก็บน้ำนำมาบริหารในระยะยาวได้ ส่งผลต่อปัญหาต่างๆ เกิดสงครามแย่งชิงน้ำระหว่างเมืองกับชนบท ถ้าไม่เร่งแก้จะขัดแย้งบานปลายภายในสังคม

ในงานเสวนา “บทเรียนต่างประเทศ สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และอิสราเอล บนความท้าทายในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน” จัดโดยบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

อิสราเอล-ผลิตน้ำจากทะเลแก้แล้ง

ข้อมูลพื้นฐาน – พื้นที่ส่วนใหญ่แห้งแล้ง มีน้ำฝนไม่มาก รัฐบาลต้องเชื่อมโครงข่ายน้ำจืดด้วยระบบท่อใต้ดิน เพื่อนำน้ำจืดจากภาคเหนือลงมาตอนใต้ของประเทศ รวมระยะทาง 6,500 กม. สำหรับการอุปโภคบริโภคและผลิตกระแสไฟฟ้า เน้นเติมน้ำลงสู่ใต้ดินในพื้นที่ทะเลทรายช่วงฤดูหนาว พร้อมกับทำฝนเทียม และกลั่นน้ำจืดจากน้ำทะเล จุดเด่นของอิสราเอล คือ ชลประทานแบบน้ำหยด สามารถจ่ายน้ำให้พืชไร่ได้มากกว่า 90%

ไวน์เบอร์เกอร์ กาฟเรียล ผู้อำนวยการสถาบันอุทกวิทยา อิสราเอล กล่าวว่า น้ำเป็นทรัพยากรสาธารณะ ดังนั้นรัฐต้องบริหารจัดการทั้งระบบ นโยบายของอิสราเอล ยึดความอยู่รอด ที่ต้องทำให้ใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ เช่น น้ำฝน น้ำบาดาล เพราะประเทศอากาศค่อนข้างร้อน แห้งแล้ง ฝนตกน้อย ดังนั้น การใช้น้ำจึงแบ่งเป็น การใช้เพื่อชลประทาน เพื่อบริโภค รวมถึงนำน้ำกลับมาใช้ใหม่

เขาบอกว่า อิสราเอลจัดตั้งคณะกรรมการจัดการน้ำขึ้นมาเป็นหัวใจหลัก ทำหน้าที่ตัดสินใจเรื่องน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งกฎระเบียบ ทำงานอย่างเป็นองค์รวม ทั้งใช้น้ำกร่อย น้ำทะเล ขณะนี้อิสราเอลผลิตน้ำเองได้ โดยนำน้ำทะเลมาเปลี่ยนให้เป็นน้ำจืด ผ่านกระบวนการโรงงานผลิต และยังมีการบำบัดน้ำเสีย น้ำทิ้ง เข้าสู่โรงบำบัดก่อนส่งไปพื้นที่แห้ง เพื่อให้ซึมลงดินเข้าสู่กระบวนการกรองธรรมชาติ แล้วจึงสูบน้ำจากใต้ดินมาใช้ในการเพาะปลูกคิดเป็น 86%

“ในอนาคตอิสราเอลตั้งเป้าบำบัดน้ำเสียให้กลับมาใช้ให้ได้ 90% ทุกวันนี้ไม่มีปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำ แต่สิ่งที่กังวล คือ ต้องจัดการน้ำให้ดีมากยิ่งขึ้น โดยมีการก่อตั้งศูนย์วิจัยที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ทำหน้าที่พยากรณ์น้ำท่วม น้ำแล้ง ได้อย่างแม่นยำ คำนวณว่าปริมาณน้ำท่วมจะเกิดขึ้นมากเพียงใด ใช้เวลาเท่าใด ข้อมูลจะถูกส่งผ่านสมาร์ทโฟนไปให้ประชาชนได้เตรียมตัวล่วงหน้า” ไวน์เบอร์เกอร์ กาฟเรียล กล่าว

สิงคโปร์-เก็บฝนทุกหยดให้คุ้มค่า

ข้อมูลพื้นฐาน – เป็นประเทศที่ขาดแคลนน้ำ ต้องซื้อน้ำจากต่างประเทศ ได้ตั้งนโยบายน้ำคือความมั่นคงของชาติ จนกระทั่งผลิตน้ำใช้เองโดยพัฒนาพื้นที่อ่างเก็บน้ำจากเดิมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ 4 แห่ง จนปัจจุบันมีถึง 17 แห่ง และใช้เทคโนโลยีรีไซเคิลน้ำเสีย ภายใต้ชื่อ NEWater นำน้ำเสียจากภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมมากรองและฆ่าเชื้อ จนได้น้ำดิบคุณภาพดี สามารถนำกลับไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมและนำมาผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ยังแปลงน้ำทะเลเป็นน้ำจืดด้วยกระบวนการกำจัดเกลือออกจากน้ำทะเล

ริดซวน บิน อิสมาอิล ผู้อำนวยการคณะกรรมการบริการลุ่มน้ำ สิงคโปร์ กล่าวว่า น้ำมีความสำคัญกับสิงคโปร์อย่างมาก และสำคัญยิ่งกว่านโยบายอื่นๆ ในอดีตเคยเกิดปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้งและมีทางระบายน้ำไม่มาก จึงต้องสั่งซื้อน้ำจากต่างประเทศ แต่ทุกวันนี้สิงคโปร์มีระบบการจัดการกักเก็บ นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้มากกว่า 1 ครั้ง จัดการน้ำตั้งแต่น้ำฝน น้ำทิ้ง ไปจนถึงการบำบัดและการจ่ายน้ำไปยังครัวเรือน รวมถึงส่งไปยังโรงงาน ส่งน้ำทิ้งไปฉีดลงดินด้วย

ทั้งนี้ จากสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะ หัวใจสำคัญคือการเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาให้ได้ทุกหยด จึงต้องกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สร้างที่อยู่อาศัยต้องมีโครงสร้างระบายน้ำเข้าสู่ระบบท่อสาธารณะ ถัดมาคือการกำหนดข้อบังคับป้องกันน้ำท่วม เช่น สิ่งก่อสร้างจะต้องมีมาตรฐานเรื่องขนาดฐานรากให้กระจายน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ต่อมาคือการปรับปรุงระบบระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง เช่น ขยายทางระบายให้กว้าง สร้างแก้มลิง

นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนประชาชนผ่านแอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้กรณีจะมีพายุหรือน้ำท่วมในจุดไหน และยังรับบริการส่งข้อความเตือนฟรี เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้ประชาชนรับทราบข้อมูลและดูแลตัวเองได้

เขาบอกว่า สิงคโปร์กำหนดราคาน้ำสูง ทั้งยังเก็บภาษีน้ำเพิ่มเพื่อให้ประชาชนรู้ถึงความสำคัญของการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า รวมถึงการกำหนดอุปกรณ์ประหยัดน้ำ ซึ่งถือเป็นข้อบังคับในการพัฒนาเครื่องอุปโภคในครัวเรือน หากใครใช้น้ำมากจะถูกสั่งให้เขียนแผนลดการใช้น้ำส่งกลับมาให้รัฐพิจารณา สิงคโปร์ยังกำหนดแผนการจัดการน้ำระยะเวลา 50 ปี โดยจะให้ใช้ในครัวเรือนเพียง 30% เท่านั้น ส่วนอีก 70% จะนำไปใช้ด้านอื่น และจะนำน้ำทิ้งมาบำบัดแล้วกลับมาใช้ใหม่ในปริมาณ 55% ส่วนที่เหลืออีก 25% จะเป็นการผลิตน้ำเค็มให้เป็นน้ำจืด

เนเธอร์แลนด์

ข้อมูลพื้นฐาน – พื้นที่ 1 ใน 4 ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล จึงต้องสร้างเขื่อน ทางระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำจำนวนมาก ป้องกันไม่ให้พื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศน้ำท่วม มีการเก็บภาษีน้ำท่วมในพื้นที่เสี่ยง และยังนำกังหันลมมาช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าและลดปัญหาลมที่ทำให้น้ำระเหยเร็ว

ทีจิตต์ โนตา ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ของสถาบันวิจัยเดลทาสร์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดูแลการบริหารจัดการน้ำ หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในประเทศทั้งจากทะเลและจากแม่น้ำ มีการใช้โปรแกรมจำลองเหตุการณ์ นำปัจจัยต่างๆ มาเป็นตัวร่วม กำหนดสถานการณ์ที่อาจเกิดผลกระทบ ความรุนแรง ความเสียหาย เพื่อรับมือปัญหาน้ำท่วม อีกทั้งให้ผู้มีอำนาจพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุด

ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ซึ่งจะได้รับผลกระทบ มีส่วนร่วมตัดสินใจทำแผนบริหารจัดการเข้ามาร่วมพูดคุย ให้ข้อมูล นอกจากนี้มีการวางแผนผังเมืองเพื่อใช้อย่างเป็นระบบ คุ้มค่า เช่น ทำลานจอดรถใต้ดินในเวลาปกติ แต่เมื่อมีน้ำหลากหรือฝนตกก็ใช้เป็นที่กักเก็บน้ำแทนเพื่อป้องกันน้ำท่วมด้านบน ทั้งนี้ยังมีข้อเสนอมาถึงประเทศไทย ว่า ควรจะต้องเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นเชิงรุก โดยต้องวางแผนระยะยาวเป็น 100 ปี ไม่ใช่เพียง 5-50 ปี อีกทั้งต้องใช้เครื่องมือที่ทันสมัย ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมบูรณาการอนาคต วางแผนอย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง

 

“ม.44 เรียนฟรี 15 ปี” ต้องวัดที่การนำไปปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 19:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/438530

"ม.44 เรียนฟรี 15 ปี" ต้องวัดที่การนำไปปฏิบัติ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

หมวดหน้าที่ของรัฐ มาตรา 54 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะลงประชามติว่ารับหรือไม่รับเขียนเอาไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็ก ทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจน จบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

สิ่งที่ระบุไว้ ทำให้มีการตีความว่า การศึกษาภาคบังคับ คือจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากทุกสารทิศ ว่าไม่ส่งเสริมการศึกษาให้เด็ก เพราะที่ผ่านมาให้เรียนฟรีถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรื่องนี้ นับเป็นจุดอ่อนที่ผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญนำมาโจมตี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี เคยสั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการไปปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ชัดเจนว่ารัฐบาลจะให้เรียนฟรี 15 ปี เพื่อให้ประชาชนจะได้ไม่สับสนและมีความสบายใจ แต่ในเวลาต่อมา หัวหน้า คสช.ก็ใช้ ม.44 ออกคำสั่งที่ 28/2559 เรื่องจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตั้งแต่ระดับก่อนประถมการศึกษา (อนุบาล) ระดับประถมศึกษา จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.3) หรือเทียบเท่า รวมถึงการศึกษาพิเศษและการศึกษาสงเคราะห์

ตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อธิบายว่า คำสั่ง เรื่องจัดการศึกษาดังกล่าว เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ขยับดูแลเด็กเรื่องเรียนฟรีถึงชั้นอนุบาล แต่คำสั่งมาตรา 44 ในเรื่องนี้ เป็นการลัดขั้นตอนเงื่อนไขเรื่องเวลาลง ให้เริ่มใช้มาตรการเรียนฟรีตามที่รัฐบาลคิดไว้ ซึ่งหากรอรัฐธรรมนูผ่านประชามติ ก็ต้องรออีกหลายเรื่อง เช่นต้องรอกฎหมายลูก กฎหมายประกอบ รอแผนการศึกษาแห่งชาติ กว่าจะนำรัฐธรรมนูญใหม่ไปดูแลเด็กได้อาจจะต้องรออีกนับ 10 ปี แต่คำสั่งนี้ ไม่ต้องรอจนกว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ และหลังจากนี้ กฎหมายเรื่องไหนหรือระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ที่ยังไม่สอดคล้องกับคำสั่งนี้ ศธ.ก็ต้องไปดำเนินการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า โดยหลักการแล้วประเด็นการศึกษาจะมี 4 เรื่องที่ต้องทำไปด้วยกัน คือ เรื่องของ โอกาสการเข้าถึง( Access)ความเสมอภาคเท่าเทียม(Equity)คุณภาพ (Quality)และประสิทธิภาพในการจัดการ(Efficiency) และโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา น่าจะเป็นประเด็นหลักของกฎหมายนี้  ซึ่งต้องการให้ทุกคนมีโอกาสได้เรียนสูงที่สุดในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่ต้องมี ค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ  อาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายตามที่ระบุไว้ใน ม.44 ข้อ(1) ค่าจัดการเรียนการสอน (2) ค่าหนังสือเรียน (3) ค่าอุปกรณ์การเรียน (4) ค่าเครื่องแบบนักเรียน (5) ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (6) ค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามประกาศเกิดขึ้น

“ตอนนี้เรียนฟรีถึง ม.3 เราก็เจอปัญหานี้อยู่แล้ว  การเพิ่มเวลาเรียนฟรีเป็น 15 ปี โดยที่ปัญหานี้ยังคงอยู่  จึงอาจจะไม่ช่วยประเด็นด้านโอกาสทางการศึกษาเท่าที่ควร  แต่ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ต้องฝากคือ  หลังจากใช้นโยบายนี้แล้ว  ต้องดูกันต่อไปว่าผลทีได้จริงๆ ทั้งด้านการเรียนต่อ และภาระค่าใช้จ่าย  ดีขึ้นจริงหรือไม่  ที่ต้องให้ความสำคัญกับประเด็นค่าใช้จ่าย เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ได้ง่าย แม้มีการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายแม้เพียงไม่กี่บาท คือ คนที่มีรายได้น้อย และตามประกาศแล้ว โจทย์แรกเรื่องการเข้าถึงการศึกษา  รัฐบาลได้ตอบมาดีระดับหนึ่ง แต่โจทย์ต่อมาซึ่งยากกว่า คือ  ทำอย่างไรให้เด็กใช้โอกาสที่เพิ่มขึ้น  และทำยังไงให้เด็กที่เรียนอยู่ในระบบจนจบออกไปมีคุณภาพ  และมีทักษะตรงตามที่ตลาดแรงงานต้องการ” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์กล่าว

สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โดยปกติแล้ว นานาชาติ จะอุดหนุนการศึกษาให้ประชาชนแค่เพียง 9 ปี การประกาศอุดหนุน 15 ปี ย่อมเป็นผลบวกกับรัฐบาล แต่เชื่อว่าคนทั่วไปอยากเห็นนโยบายนี้อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าเป็นแค่ประกาศ

“สิ่งที่ต้องดูในนโยบายนี้ คือเรื่องการนำไปปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ ว่าจะคุ้มค่ากับงบประมาณหรือไม่ และที่ต้องไม่ลืม คือ เรียนฟรี ยังเป็นเรื่องของการอุดหนุนตามความจำเป็น เป็นการช่วยขั้นต่ำที่ไม่ได้หมายถึงฟรีทุกอย่าง บางรายการอาจจะมีค่าใช้จายเพิ่ม ซึ่งแต่ละบางโรงเรียนอาจจะหาช่องทางเก็บเงินจากผู้ปกครองเพิ่ม อย่างไรก็ตามคำสั่งนี้น่าจะช่วยกลุ่มคนที่ขาดแคลนได้ถ้านำไปปฏิบัติอย่างรัดกุม”อาจารย์จุฬาฯกล่าว