ตั้งเลขาฯ สปสช.ไม่ง่าย ถึงเลือกได้ก็ยังวุ่นไม่จบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2559 เวลา 07:45 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/437051

ตั้งเลขาฯ สปสช.ไม่ง่าย ถึงเลือกได้ก็ยังวุ่นไม่จบ

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

จนถึงขณะนี้ สัญญาณน่าจะชัดเจนแล้วว่าคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 1 จะตีความให้ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ผู้สมัครชิงเก้าอี้เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ไม่ผ่านคุณสมบัติการสมัครเลขาธิการคนใหม่

นั่นเพราะเคยเป็น “คู่สัญญา” กับ สปสช. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

นั่นหมายความว่า นพ.วันชัย ปิดประตูคว้าเก้าอี้เลขาธิการ สปสช.

ตัดคู่แข่งคนสำคัญซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนจาก “กระทรวงหมอ” ที่จะเข้ามายึดครอง สปสช.ออกไป คงเหลือผู้สมัครเพียง 1 ราย นั่นคือ นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ อดีตรองเลขาธิการฯ ตัวเต็งตั้งแต่แรกเริ่ม

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า นพ.ประทีป จะเข้าวินได้โดยราบรื่น

ขั้นตอนต่อจากนี้คือส่งรายชื่อ “นพ.ประทีป” ให้บอร์ดชุดใหญ่ ซึ่งมี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข (สธ.) เป็นประธาน เพื่อลงมติโหวตกันว่าจะ “รับรอง” นพ.ประทีป หรือที่ประชุมจะตีตกรายชื่อบุคคลนี้ทิ้งไป

ในขั้นตอนนี้ หาก นพ.ประทีป ผ่านการรับรองได้ ทุกอย่างก็จบไม่มีปัญหา แต่ในทางตรงกันข้าม หากบอร์ด สปสช.ไม่รับรอง นพ.ประทีป นั่นจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

นั่นเพราะต้องเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่อีกรอบ ซึ่งคาดว่าจะกินเวลาไม่ต่ำกว่า 2-3 เดือน

ความวุ่นวายจะตีกลับไปยังฝ่ายภาคประชาชน-หมอชนบท และเจ้าหน้าที่ สปสช.กลุ่มเดิม ที่คงต้องเร่งหาตัวตายตัวแทนใหม่ นั่นเพราะ นพ.ประทีป มีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ และที่สำคัญคือคงไม่สามารถผลักดันรายชื่อเดิมเข้าสู่การพิจารณาได้อีกแล้ว

คนที่จะเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันคนใหม่ก็หายาก แทบจะมองไม่เห็นใครใน สปสช. ที่มีหน่วยก้านเทียบเท่าหมอประทีป มิหนำซ้ำในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นใหญ่ ก็มีแนวโน้มสูงที่ สปสช.จะต้องเปิดโหมด “รุก” มากกว่าโหมด “รับ”

ต้องไม่ลืมว่า นาทีนี้รัฐบาล คสช.มีความพยายามอย่างสูงที่จะแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในประเด็นหลักเกณฑ์การจัดสรรเงินกองทุนเหมาจ่ายรายหัว มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท รวมทั้งอาจจะเปลี่ยนโครงสร้างบอร์ด เพิ่มสัดส่วนตัวแทนกระทรวงเข้าไป ตามที่ สธ.ทำข้อเสนอไปก่อนหน้า โดยกระทรวงยุติธรรมได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก

มิหนำซ้ำ ยังมีเรื่องการร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ โดยให้ “กระทรวงสาธารณสุข” และปลัดกระทรวง เข้ามามีบทบาทในการ “ร่วมตัดสินใจ” กับ สปสช. กองทุนสุขภาพอื่นๆ รวมถึงองค์กรอิสระในสังกัด สธ.ทั้งหมด เนื่องจากที่ผ่านมาการตัดสินใจหลายอย่างไปคนละทิศละทาง สร้างความไม่เข้าใจกันระหว่าง สธ.และ สปสช. จนเกือบจะเกิด “ม็อบ” มาแล้ว

นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดาโรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลศูนย์-โรงพยาบาลทั่วไป สะสมความไม่พอใจการบริหารงานของผู้บริหาร สปสช.
ชุดนี้มาเป็นเวลาร่วม 10 ปีแล้ว ทั้งในประเด็นเงินเหมาจ่ายรายหัวตกถึงโรงพยาบาลไม่พอ เพราะต้องแบ่งให้กองทุนย่อย ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายอย่างยากลำบาก จนคำขวัญการทำงานกับ สปสช. คือการ “ทำงานแลกเงิน” สามารถจุดติดมาตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ส่งผลให้แนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเป็นไปในทางเดียวกัน คือลดอำนาจองค์กรตระกูล ส. และหากลไกให้กระทรวงหมอเข้ามามีส่วนร่วมบริหารกองทุนมากขึ้น

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงเป็นไปได้สูงที่หวยจะออกในเชิง “ลดอำนาจ” ของ สปสช. เพราะการปฏิรูปในยุค คสช. ได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าเชื่อใจการจัดการของระบบ “รัฐราชการ” มากกว่า รวมถึงคิดเสมอว่าไว้ใจองค์กรของรัฐที่บริหารจัดการตัวเองอย่างอิสระ

ยิ่ง สปสช.มีทิศทางที่ซบอิงกับ “ภาคประชาชน” และ “เอ็นจีโอ” มากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อออกเสียงสกัดเลขาธิการจากกระทรวงหมอชัดเจน ยิ่งทำให้รัฐบาลอยากเอาอำนาจกลับมาจัดการด้วยตัวเองมากขึ้น

ฉะนั้น เลขาธิการ สปสช.คนใหม่จึงต้องมีคุณสมบัติเป็น “แม่ทัพ” พิทักษ์เจตนารมณ์ขององค์กร

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเหตุปัจจัยทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะในอนาคตอันใกล้เลขาธิการ สปสช.จะเป็น “หมอประทีป” หรือจะมีการลากยาวการสรรหาออกไปอีกไม่ต่ำกว่า 2-3 เดือน

หน่วยงานที่ดูแลสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประชาชนก็หืดขึ้นคออยู่ดี

 

แก้หนี้ด้วยหนี้ กับดักร้ายเศรษฐกิจไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2559 เวลา 12:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436965

แก้หนี้ด้วยหนี้ กับดักร้ายเศรษฐกิจไทย

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวบ้าน และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมาตลอด 2 ปีกว่าที่เข้ามาบริหารประเทศ

ล่าสุดนายกฯ ประกาศจะใช้มาตรา 44 ของคำสั่ง คสช.แก้ไขหนี้นอกระบบ เป็นการส่งสัญญาณจริงจังว่าจะเข้าไปแก้ไขปัญหาหนี้สินประชาชนที่พอกพูนจนทำให้มีหนี้สินสูงจนทำให้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศอย่างไรก็ไม่ได้ผล การบริโภคและการลงทุนในประเทศไม่อาจเติบโตขึ้นมาผลักดันเศรษฐกิจทดแทนการส่งออกที่ลดลงได้

ทุกสำนักเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างชี้ไปในทางเดียวกันว่า ประเทศไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงเกินไป จนเริ่มจะทำให้ติดกับดักสภาพหนี้ไปแล้ว

จากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ระดับมากกว่า 80% แต่นั่นคือหนี้ในระบบของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นันแบงก์) ไม่ได้รวมหนี้นอกระบบที่ชาวบ้านใช้เป็นที่พึ่งเมื่อมีปัญหาสภาพคล่อง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า หากนับรวมหนี้นอกระบบเข้าไปด้วย หนี้ครัวเรือนที่แท้จริงอาจจะสูงเกิน 100% ของจีดีพีไทย ที่มีมูลค่ากว่า 16 ล้านล้านบาท

จากผลสำรวจของกระทรวงมหาดไทย พบว่ามีประชาชนที่พึ่งพาเงินกู้นอกระบบอยู่ประมาณ 1 ล้านราย ส่วนศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทย ซึ่งศึกษาจากผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท พบว่าแรงงาน 95.9% มีภาระหนี้สิน ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 8 ปี โดย 36.4% กู้เงินเพื่อใช้จ่ายประจำวัน 15.2% ใช้ซื้อยานพาหนะ อีก 16.7% เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย และอีก 16.1% กู้เพื่อใช้คืนเงินกู้ โดยในจำนวนนี้เป็นหนี้ในระบบ 39.38% มีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 8.43% ต่อปี และเป็นหนี้นอกระบบ 60.62% นับเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 8 ปี และอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 12.5% ต่อเดือน

นี่จึงเป็นเหตุให้ทุกรัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนในกลุ่มรากหญ้า คำถามคือ ทำไมความพยายามแก้ไขไม่ได้ทำให้ปัญหาหนี้นอกระบบลดลง นั่นเพราะทุกมาตรการเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราวเฉพาะหน้าเท่านั้น โดยวิธีการให้สถาบันการเงินของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อให้ไปใช้หนี้นอกระบบ ซึ่งส่งผลให้หนี้นอกระบบลดลงชั่วคราวเท่านั้น แต่ถ้ารายได้ครัวเรือนไม่พอใช้หนี้ก็หันกลับไปกู้หนี้นอกระบบมาใช้หนี้ในระบบ วนเวียน เป็นเช่นนี้มาตลอด

สรุปง่ายๆ คือ การแก้ไขหนี้นอกระบบด้วยวิธีการสร้างหนี้ไม่ได้ผล แต่ทุกรัฐบาลก็ดูเหมือนไม่มีทางออก ต้องใช้วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน

กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า เมื่อ 6 ปีก่อน ตอนพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็มีแนวทางการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบด้วยการรีไฟแนนซ์ ให้ประชาชนมาขึ้นทะเบียนเพื่อแก้ปัญหาและโอนหนี้ไปยังธนาคารรัฐ ทั้งธนาคารออมสินที่เน้นกลุ่มลูกหนี้ในเมือง และ ธ.ก.ส. เน้นกลุ่มลูกหนี้ชนบท โดยมีประชาชนมาขึ้นทะเบียนกว่า 1 ล้านคน และมีกระบวนการสามารถช่วยเหลือประชาชนได้ประมาณ 5 แสนราย เฉลี่ยหนี้คนละ 1 แสนบาท รวมเงินทั้งหมด 5 หมื่นล้านบาท

การรีไฟแนนซ์ช่วยให้ลูกหนี้ลดภาระค่าใช้จ่ายลงได้มาก จากเดิมที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้นอกระบบเดือนละ 5-20% ก็ลดลงเหลือเดือนละ 1% หรือปีละ 12% ซึ่งเพียงพอให้ธนาคารมีรายได้และพบว่ามีอัตราหนี้เสียน้อยมาก

กรณ์ ระบุว่า น่าเสียดายที่ในช่วงรอยต่อเปลี่ยนรัฐบาลไม่มีการสานต่อโครงการนี้ทำให้ทุกอย่างหยุดไป จากจำนวนลูกหนี้นอกระบบ 1 ล้านคน ผ่านกระบวนการตรวจสอบแล้วเหลือเข้าสู่การรีไฟแนนซ์ 5 แสนราย ถือว่าเป็นจำนวนค่อนข้างมาก เพราะต้องตรวจสอบรายละเอียด เช่น มีรายได้หรือไม่ ถ้ามีรายได้แต่ไม่มีรายได้ประจำก็เข้าโครงการได้ ขอให้มีรายได้ ขณะที่หนี้จากการพนันก็ไม่สามารถเข้าโครงการได้ จะมีรายละเอียดต่างๆ ที่ต้องตรวจสอบไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติ รวมทั้งไม่กระทบไปถึงสภาพคล่องหรือระบบการทำงานของธนาคาร

รูปแบบการแก้ไขปัญหาสำหรับรัฐบาล คสช.ก็เริ่มต้นแก้ไขหนี้นอกระบบด้วยการมอบหมายให้กระทรวงการคลังรับผิดชอบเป็นแม่งานจัดการเรื่องนี้ ที่ผ่านมา รมว.คลัง ได้ลงนามในคําสั่งกระทรวงการคลังแต่งตั้งคณะกรรมการกํากับการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนเมื่อต้นปี 2558 และคณะกรรมการกํากับการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชนได้พิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อสนับสนุนการดําเนินงานของคณะกรรมการจํานวน 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างบูรณาการและยั่งยืน

ทั้งนี้ อนุกรรมการ ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบประจํากรุงเทพมหานคร คณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้นอกระบบประจําจังหวัด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการหารายได้ของลูกหนี้นอกระบบประจํากรุงเทพมหานคร และคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการหารายได้ของลูกหนี้นอกระบบประจําจังหวัด

ปัจจุบันสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างจัดทําคู่มือปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการทั้ง 4 คณะ สําหรับใช้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ รวมถึงยกร่างแผนประชาสัมพันธ์แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ช่องทางการขอรับความช่วยเหลือของลูกหนี้นอกระบบ และความรู้พื้นฐานเรื่องการบริหารจัดการทางการเงินส่วนบุคคลสําหรับประชาชน

ในระยะสั้น คลังใช้มาตรการแก้ไขปัญหาลูกหนี้นอกระบบในรูปแบบเดิมไปก่อน โดยให้ธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้าน 6 หมื่นล้านบาท เพื่อให้มีเงินไปหารายได้นำมาใช้หนี้นอกระบบ แต่ไม่สามารถแก้หนี้นอกระบบได้ตรงเป้า แม้แต่การแก้ปัญหาหนี้เสียครูของธนาคารออมสินที่มียอดสินเชื่อกว่า 4 แสนล้านบาท และเริ่มเป็นหนี้เสียอย่างรวดเร็ว เพราะส่วนหนี้เป็นการสร้างหนี้เกินตัวและไปเป็นหนี้นอกระบบ ก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการลดดอกเบี้ยให้หนี้ครูเหลือ 4% เป็นเวลานานถึง 20 ปี ซึ่งการแก้ไขนี้เป็นการแก้ไขปัญหาหนี้เสียของธนาคารออมสินมากกว่าแก้ไขหนี้นอกระบบของครู

นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังมีแผนออกบัตรพีเพิ่ลการ์ดกดเงินสด สำหรับคนที่รายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ให้กู้วงเงิน 5 เท่า เป็นการช่วยกลุ่มฐานรากโดยเฉพาะเรื่องหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นการย่ำอยู่กับที่ด้วยวิธีการแก้หนี้โดยให้เป็นหนี้เพิ่ม ทำให้การแก้ไขหนี้นอกระบบวนอยู่ในอ่าง

ล่าสุดกระทรวงการคลังเตรียมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจมาตรา 44 แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ โดยจะเป็นการคุมเจ้าหนี้ หรือผู้ปล่อยกู้นอกระบบให้สามารถปล่อยกู้ได้ แต่ต้องคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 15% ต่อปี หากเก็บดอกเบี้ยเกินจะมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา ซึ่งอาจจะต้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไปไล่จับเจ้าหนี้เหล่านี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เป็นการกดดันให้เจ้าหนี้นอกระบบจะต้องออกมาจากเงามืดขึ้นมาเปิดธุรกิจให้เป็นทางการ ซึ่งรัฐบาลเตรียมที่จะแยกประเภทเจ้าหนี้นอกระบบเหล่านี้ให้ทำธุรกิจ “พิโค ไฟแนนซ์” เปิดโอกาสให้มาจดทะเบียนตั้งบริษัท ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายทวงหนี้ ไม่มีการข่มขู่ลูกหนี้ และให้คิดดอกเบี้ยได้ถึง 36%

อย่างไรก็ดี กรณ์ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า การที่รัฐบาล คสช.มีแนวคิดจะใช้มาตรา 44 เข้ามาแก้ปัญหาหนี้นอกระบบนั้น ส่วนตัวมีความกังวลใจว่าอาจจะทำให้เจ้าหนี้หลบหนีไปกบดาน เพราะที่ผ่านมาการแก้ปัญหาต้องเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่แม้จะมีความผิดเรื่องการปล่อยกู้ แต่รัฐบาลไม่ได้จะเอาเรื่อง เพียงต้องการจะเข้าไปแก้ปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบ การแก้ปัญหาถึงจะสำเร็จได้ เพราะการรีไฟแนนซ์ยังเป็นการโอนเงินไปยังเจ้าหนี้โดยตรง เพื่อลดการก่อหนี้ซ้ำซ้อน

ดังนั้น หากจะใช้มาตรา 44 ต้องระมัดระวัง และเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียดในการดำเนินการทุกขั้นตอน หากเพียงแค่กำหนดเป็นนโยบายแต่ไม่ลงไปติดตามก็อาจไม่ได้ผลอย่างที่ต้องการ เมื่อครั้งประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล การแก้ปัญหาในอดีตตัวเองต้องลงไปตรวจสอบทุกขั้นตอน ทุกระดับที่สำคัญเห็นว่าการแก้ปัญหาควรจะทำแบบระยะยาวยั่งยืนที่จะได้ผลดีกว่า

แม้รัฐบาลจะมีความตั้งใจที่ดี แต่การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนทั้งในระบบและนอกระบบต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ การเพิ่มรายได้ และลดรายจ่ายให้กับลูกหนี้ เป็นเรื่องที่จะต้องปรับโครงสร้าง การกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ลดช่องว่างความรวยความจนให้ได้ รวมทั้งจะต้องใช้เวลาในการให้ความรู้พื้นฐานด้านการจัดการเงินและปลูกฝังค่านิยมการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

 

ข้อสอบโอเน็ตผิดพลาด ล้มเหลววัดทักษะและความรู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 09:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436866

ข้อสอบโอเน็ตผิดพลาด ล้มเหลววัดทักษะและความรู้

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ต้องลุ้นกันทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นการสอบโอเน็ต ว่าจะเกิดปัญหาข้อสอบผิดพลาดหรือไม่ ท้ั้งที่โอเน็ตคือการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานแห่งชาติ ที่ต้องมีความรัดกุม มาตรฐานในการออกข้อสอบ

ผลจากการทักท้วงของ อาจารย์ปิง ดาว้องก์ หรืออาจารย์ปิง เจริญศิริวัฒน์ ติวเตอร์ชื่อดังที่สอนวิชาภาษาไทยและสังคม ที่ชี้ว่า ข้อสอบโอเน็ต ม.6 วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม น่าจะมีข้อสอบผิดพลาดถึง 5 ข้อ ได้แก่ ข้อ 63 ข้อ 72 ข้อ 58 ข้อ 80 ข้อ 85 และยังมีข้อสอบกำกวมอีกหลายข้อ แม้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะออกมายืนยันว่า ผิดพลาดเพียงข้อเดียว

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นข้อตอกย้ำว่า โอเน็ต เป็นข้อสอบที่อ่อนไหวต่อความผิดพลาด จนถูกนำมาล้อเลียนในรูปแบบต่างๆ กันในโลกโซเชียลจนแทบไม่เหลือภาพลักษณ์ที่ดี

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2553 การสอบโอเน็ตกลายเป็นข่าวใหญ่ของแวดวงการศึกษา เมื่อมีการเพิ่มรูปแบบข้อสอบโอเน็ต จากเดิมเป็นข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก นักเรียนต้องเลือกข้อที่ถูกที่สุดเพียง 1 ข้อ ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2549-2551 มีการเพิ่มส่วนหนึ่งของข้อสอบและกระดาษคำตอบขึ้นอีก 3 แบบ คือ 1.แบบปรนัยหลายตัวเลือก โดยผู้เข้าสอบต้องอ่านบทความที่เป็นโจทย์ แล้วเลือกตัวเลือกที่สัมพันธ์กัน 2.แบบปรนัยหลายตัวเลือกหลายคำตอบ ผู้สอบต้องเลือกคำตอบที่ถูกต้อง 2 คำตอบ จาก 6 ตัวเลือก และ 3.แบบระบายค่า/ตัวเลขที่เป็นคำตอบ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จัดทำขึ้นเพื่อหวังสกัดนักเรียนที่เข้ามาเดาคำตอบ เนื่องจากข้อสอบปรนัยรูปแบบเดิมเพียงแบบเดียวที่ใช้มานาน เป็นข้อสอบที่ถกเถียงกันว่า ผู้ตอบสามารถเดาถูกได้ 1 ใน 4 หรือ 25% เท่ากับว่า ถ้ามีข้อสอบ 100 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน นักเรียนที่ได้ 25 คะแนน อาจได้มาจากการเดา

ผลที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้น คือ นักเรียนในหลายพื้นที่ นอกจากจะกุมขมับจากข้อสอบแล้ว ยังต้องงงกับกระดาษคำตอบเพิ่มขึ้นมาอีก ทางออกที่จะแก้ปัญหาก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือเดาเท่าที่เดาได้ สุดท้ายคะแนนก็ออกมาในระดับที่น่าเป็นห่วงว่า คะแนนเฉลี่ยทั้งประเทศตกกราวรูดทุกวิชา

สิ่งที่อยู่ควบคู่กับผลการสอบ คือ โอเน็ตคืออะไร และนอกเหนือจากเป็นคะแนนที่ใช้ยื่นเข้าเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นตามสัดส่วนแล้วยังมีความสำคัญอย่างไรอีก

วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ นักวิชาการด้านการศึกษา ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Eduzones.com ระบุว่า ข้อสอบโอเน็ตนั้นถูกตั้งคำถามถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงเรื่อยมา ทั้งที่ตามหลักแล้ว การทดสอบระดับชาติควรมีเจตนาเพื่อควบคุมคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนทั้งประเทศ ให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน

ในทางปฏิบัติแล้ว โรงเรียนแต่ละแห่ง ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนไม่เหมือนกัน หากนโยบายการศึกษาคาดหวังให้เด็กมีความรู้และสมรรถนะที่เป็นเสมือนเป็นแกนกลางเดียวกัน ก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือกลาง คือ แบบทดสอบระดับชาติเพื่อวัดผล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ข้อสอบโอเน็ตที่มี นอกจากจะไม่สามารถใช้วัดสิ่งที่ต้องการได้ ยังลืมไปว่า เป้าหมายของการเรียนที่จะให้เด็กมีสามสิ่ง คือ ความรู้ ทักษะการใช้ชีวิต และจริยธรรม สามารถสอบวัดได้แค่เพียงสองสิ่งแรก

ขณะเดียวกัน ความรู้และทักษะการใช้ชีวิตนั้น มีรายละเอียดเรื่องความเฉพาะถิ่นรวมอยู่ด้วย ข้อสอบโอเน็ตจึงล้มเหลวในการวัดความรู้และทักษะ กลายเป็นเหลือประโยชน์อย่างเดียว คือใช้เพื่อเป็นคะแนนเข้าเรียนต่อ จนกลายเป็นต้องกวดวิชาเพื่อสอบโอเน็ตให้ได้คะแนนสูง

วิริยะ กล่าวว่า สิ่งที่ สทศ.ดำเนินการเกี่ยวกับข้อสอบโอเน็ต คือยกเลิกการใช้เป็นสัดส่วนคะแนนในการเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา และหากจะวัดมาตรฐานการเรียนการสอนก็หันไปใช้การสอบหรือข้อสอบประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ PISA ก็สามารถวัดหาข้อมูลที่นำมากำหนดนโยบายการศึกษาได้เช่นกัน

พงศธร นามพิลา นักเรียนโรงเรียนโซ่พิสัยพิทยาคม จ.บึงกาฬ ระบุว่า จากประสบการณ์ตรงในฐานะที่ได้สอบโอเน็ตพบว่า ข้อสอบนี้ยังมองข้ามรายละเอียดบางอย่างไป เช่น นักเรียนระดับมัธยมปลายนั้นเรียนหลายแผน หรือหลายสาย เช่น วิทย์-คณิต วิทย์-ชีวะ ศิลป์-คำนวณ ศิลป์-ภาษา ซึ่งมีความรู้ความถนัดที่ต่างกัน โอเน็ตจึงไม่สามารถวัดความรู้ของเด็กมัธยมปลายได้

พงศธร เล่าว่า ในแวดวงของนักเรียนจะพูดถึงข้อสอบโอเน็ตกันไปต่างๆ นานาทุกปี ส่วนใหญ่ก็เป็นแง่ลบและตั้งคำถามว่า ทำไมข้อสอบวัดระดับประเทศถึงได้มีข้อผิดพลาดซ้ำซากได้ทุกปี คะแนนที่ออกมาต่ำมาก เพราะข้อสอบยากเกินไป บางวิชาวัดความสามารถของพวกเขาแทบไม่ได้

“ทุกปี เราได้เรื่องความผิดพลาด บางปีก็ข้อสอบซ้ำกัน ข้อสอบไม่สมเหตุสมผล คำตอบก็กำกวมคือไม่สามารถชี้ชัดได้ จนกลายเป็นเรื่องเอามาเสียดสีกันเมื่อสอบเสร็จ ที่สำคัญคือไม่มีการเปิดเผยข้อสอบ ถ้าเราไปยื่นเรื่องกับ สทศ.ก็ได้มาแค่กระดาษคำตอบแต่ไม่ได้ข้อสอบมาด้วย จนกลุ่มเด็กลือกันแล้วว่า โรงเรียนกวดวิชาบางแห่งถึงกับบอกเด็กว่า ใครจำข้อสอบมาบอกได้ จะให้รางวัล ข้อละ 1,000 บาท เมื่อได้ยินอย่างนี้ เด็กก็ยิ่งอยากไปเรียนในสถาบันกวดวิชาที่บอกอย่างนี้ เพราะเข้าใจว่า ไปเรียนแล้วจะทำให้ได้คะแนนโอเน็ตดีขึ้น” พงศธร กล่าว

 

เปิดหลักเกณฑ์พักโทษ ความหวังสุดท้ายบิ๊กการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มิถุนายน 2559 เวลา 09:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436857

เปิดหลักเกณฑ์พักโทษ ความหวังสุดท้ายบิ๊กการเมือง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

หลายคดีในชั้นศาลที่มีการต่อสู้จนถึงฎีกาแล้ว มีหลายคดีสำคัญเกี่ยวข้องกับนักการเมืองและบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะคดีที่มีนักการเมืองตกเป็นผู้ต้องหา ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอายุมากหรือสูงวัย เมื่อต้องถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ คำถามที่ตามมาคือเรื่องสุขภาพและระยะเวลาต้องโทษนานหลายปี หลายฝ่ายจึงทวงถามถึงหลักเกณฑ์การพักโทษว่าเป็นอย่างไร

อย่างกรณีล่าสุด ชูชีพ หาญสวัสดิ์ อายุ 72 ปี อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และ วิทยา เทียนทอง อายุ 75 ปี อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต สส.สระแก้ว พรรคไทยรักไทย ถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 ปี

พลิกเปิดตำรากฎระเบียบหลักการพักโทษของกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงไว้ชัดเจนว่า ผู้ต้องหาที่จะได้รับการปล่อยตัวในรูปแบบของการพักโทษ ต้องเข้าข่ายที่มีคุณสมบัติของหลักการพักโทษด้วย คือต้องเป็นนักโทษเด็ดขาด แบ่งย่อยออกเป็น ชั้นเยี่ยม กลุ่มผู้ต้องขังเหล่านี้จะเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 3 ถัดมาชั้นดีมาก ผู้ต้องขังเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน 4 และชั้นดี ผู้ต้องขังที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ใน  5

กอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า ปกตินักโทษผู้สูงอายุที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำ ส่วนใหญ่จะได้รับการอภัยโทษและได้รับการพักโทษในกรณีพิเศษต่างๆ สำหรับนักโทษผู้สูงวัยหรือนักโทษที่มีอายุมาก จะมีจำนวนน้อยที่เข้ามาในเรือนจำ หรือเรียกว่า “ภาวะชั่วคราว”

อย่างไรก็ตาม ทางเรือนจำจะดูแลตามปกติเหมือนกับนักโทษคนอื่นๆ แต่เมื่อมีวาระโอกาสสำคัญกลุ่มผู้สูงวัยเหล่านี้จะถูกปล่อยออกไปตามการพิจารณาและเข้าคุณสมบัติ ซึ่งนักโทษเหล่านี้มักไม่อยู่ถาวรหรือนานจนเกิดเป็นปัญหาเรื้อรังอยู่ในเรือนจำ เนื่องจากมีเรื่องของการพักโทษและอภัยโทษเข้ามา

“เพราะคนแก่จะมีเรื่องการพักโทษกรณีพิเศษต่างๆ หรือคนแก่ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปจะมีโอกาสได้รับการพักโทษมากกว่าคนอื่นในการลดหย่อนผ่อนโทษและได้รับการปล่อยตัว โดยจะพิจารณาจากเรื่องของสุขภาพบวกกับโอกาสสำคัญในแต่ละช่วงนั้นๆ ซึ่งนักโทษสูงวัยจึงมีโอกาสได้รับการปล่อยตัวและได้พักโทษไว ทั้งนี้ผู้ต้องขังสูงวัยส่วนใหญ่จะอยู่ในเรือนจำในภาวะหนึ่งเท่านั้นและก็จะหมดไปเป็นช่วงๆ ไม่สะสมเหมือนกับนักโทษทั่วไป” กอบเกียรติ กล่าว

ดังนั้น การพักโทษ คือ การที่ผู้ต้องขังออกจากเรือนจำก่อนครบกำหนดตามคำพิพากษา โดยต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของการคุมประพฤติ ซึ่งการพักโทษนั้นไม่ใช่สิทธิของผู้ต้องขังในเรือนจำ แต่เป็นประโยชน์ที่ทางกรมราชทัณฑ์ให้แก่นักโทษเด็ดขาดที่มีความประพฤติดีตลอดระยะที่ถูกคุมขัง หรือที่เข้าใจอีกแบบคือเป็นผู้ต้องขังทำความดีสร้างชื่อเสียงให้เรือนจำ

แน่นอนว่าเมื่อนักโทษเด็ดขาดเหล่านั้นเข้าหลักเกณฑ์การพักโทษตามคุณสมบัติข้างต้นที่กล่าวไปแล้ว และเมื่อเจ้าหน้าที่เรือนจำประกาศรายชื่อผู้เข้าข่ายอยู่ในคุณสมบัติการพักโทษ จะต้องเตรียมข้อมูลส่วนตัวแก่เจ้าหน้าที่ให้พร้อม และผู้ดูแลหลังจากได้รับการพักโทษ ทั้งนี้ให้ทำคำร้องขอคัดสำเนาคำพิพากษาผ่านเรือนจำ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แจ้งให้ญาติไปติดต่อขอคัดสำเนาคำพิพากษาจากศาลเพื่อส่งให้เรือนจำโดยตรง จากนั้นให้ญาติไปติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ปกครองและตำรวจ เพื่อขอให้รับรองความประพฤติแล้วนำมามอบให้เรือนจำ

เมื่อเจ้าพนักงานเรือนจำรวบรวมเอกสารครบถ้วนแล้วจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการเรือนจำ และส่งเรื่องไปยังกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อนักโทษเด็ดขาดได้รับการพักโทษแล้ว ไม่ใช่ว่าจะขาดการติดต่อกับทางเรือนจำที่เคยถูกคุมขัง แต่จะมีการคุมประพฤติหลังการพักโทษ โดยมีเจ้าหน้าที่คุมประพฤติหรืออาสาสมัครคุมประพฤติไปเยี่ยมที่บ้านของผู้ที่ได้รับการปล่อยตัว เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำ ดูแลช่วยเหลือสงเคราะห์เมื่อมีปัญหา โดยที่ผู้ถูกคุมประพฤติจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข 8 ข้อ ที่กำหนดไว้หากประพฤติผิดเงื่อนไขจะถูกนำตัวกลับมาคุมขังไว้ในเรือนจำตามเดิม และจะถูกลงโทษทางวินัยอีกด้วย

สำหรับเงื่อนไข 8 ข้อประกอบไปด้วย 1.จะต้องพักอาศัยอยู่ตามที่อยู่ที่แจ้งไว้กับเรือนจำ 2.ห้ามออกนอกเขตท้องที่ที่อาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาต 3.ห้ามประพฤติตนเสื่อมเสีย เช่น เล่นการพนัน ดื่มสุรา ยาเสพติด และกระทำผิดอาญาขึ้นอีก 4.ประกอบอาชีพโดยสุจริต 5.ปฏิบัติตามลัทธิศาสนา 6.ห้ามพกพาอาวุธ 7.ห้ามไปเยี่ยมบ้านหรือติดต่อกับนักโทษอื่นที่ไม่ใช่ญาติ และ 8.ให้ไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติเรือนจำ เจ้าพนักงานปกครอง หรือหัวหน้าสถานีตำรวจทุกเดือน ทั้งนี้หากผู้ถูกคุมประพฤติ  ยึดทำตามเงื่อนไข ก็จะได้รับใบบริสุทธิ์ และพ้นโทษไปตามคำพิพากษา

 

ทางเลือกทางรอด”ธัมมชโย”แค่ได้ยื้อ แต่อายุความยาว15ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มิถุนายน 2559 เวลา 07:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436623

ทางเลือกทางรอด"ธัมมชโย"แค่ได้ยื้อ แต่อายุความยาว15ปี

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

บนโต๊ะเจรจา 3 ฝ่ายเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา ณ วัดเขียนเขต (พระอารามหลวง) จ.ปทุมธานี ที่มี พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วยคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต พระอารามหลวง เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เพื่อหารือร่วมกันถึงแนวทางมาตรการวิธีการและการประสานงานระหว่าง 3 หน่วยงาน ในคดี 27/2559 คดีที่พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับในข้อหาสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร โดยไม่มีตัวแทนของทางวัดพระธรรมกายเข้าร่วมประชุมครั้งนี้

การเจรจาวันนั้นใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ดูเหมือนจะได้ข้อยุติในทางที่ดีและเป็นไปในทิศทางที่ทุกฝ่ายเห็นด้วย แต่ในที่สุดการเจรจากลับล้มลงไม่เป็นท่า เมื่อบนโต๊ะเจรจามีการยื่นเงื่อนไขที่หนักใจ ขอให้ดีเอสไอมีการเปลี่ยน “หัวหน้าพนักงานสอบสวน” ในคดีนี้ นั่นชัดเจนว่า พระธัมมชโยเกิดความไม่เชื่อมั่นในการทำคดีของ พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล ผู้บัญชาการสำนักคดีการเงินการธนาคาร ในฐานะหัวหน้าชุดพนักงานสอบสวน โดยบนโต๊ะเจรจาไม่บอกเหตุผลการขอให้เปลี่ยนตัว พ.ต.ท.ปกรณ์  จึงทำให้การพูดคุยในวันนั้นไร้ข้อยุติอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเปิดข้อมูลสังเขปย้อนหลังดู นี่อาจเป็นสาเหตุที่พระธัมมชโยขอเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพราะเมื่อครั้งปี 2542 ชื่อของ พ.ต.ท.ปกรณ์ เคยปรากฏเป็นพนักงานสอบสวนสมัยอยู่กองปราบปราม ได้ทำสำนวนคดีเกี่ยวข้องกับพระธัมมชโยจนนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล และอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พระธัมมชโยต้องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพนักงานสอบสวนในครั้งนี้ สิ่งนี้คือ 5 เปอร์เซ็นต์ บนโต๊ะเจรจาที่ไม่ได้ข้อสรุปทำให้ต้องมีการถกเถียงกันใหม่ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะเป็นการพูดคุยกันเป็นครั้งที่ 3

เมื่อเปิดดูการทำงานของ พ.ต.ท.ปกรณ์ ตลอดระยะหลายเดือนที่ผ่านมาที่เข้ามารับผิดชอบคดีนี้ ได้ยึดตามรูปแบบของกฎหมายทุกขั้นตอนไม่ผิดแผกแตกต่างอะไร หรือเป็นจุดอ่อนให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีการทำคดีในฐานะ “หัวหน้าพนักงานสอบสวน” ได้เลย ซึ่งเหตุผลลึกๆ ของเงื่อนไขครั้งนี้อาจเป็นการประวิงเวลาหรือลดทอนความน่าเชื่อถือของดีเอสไอ!!!

นอกจากนี้ หลายฝ่ายยังมองว่าดีเอสไอทำงานล่าช้า หากเปรียบเทียบกับคดีอื่นที่ผ่านมา แต่เมื่อกางเหตุผลจึงกระจ่างว่า รูปแบบการทำงานครั้งนี้คือต้องการลดความสูญเสีย ถามว่าถ้าดีเอสไอยึดตามหมายจับ แล้วเข้าไปจับกุมในวัดทันที แล้วผลที่ตามมาอาจเกิดการปะทะบาดเจ็บหรือถึงขั้นมีมือที่ 3 สร้างสถานการณ์จนบานปลาย ดีเอสไออาจตกเป็นจำเลยของสังคม นั่นจึงทำให้ดีเอสไอเลือกที่จะใช้วิธีการอะลุ่มอล่วย และให้เกียรติพระธัมมชโยในฐานะพระชั้นผู้ใหญ่

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาดีเอสไอเปิดทางเลือกให้พระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหลายเส้นทาง และยอมผ่อนปรนตามคำขอในบางเงื่อนไข อย่างกรณีเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา หากพระธัมมชโยยอมมอบตัวในวันนั้นจะได้ประกันตัวทันที สุดท้ายพระธัมมชโยเลือกที่จะไม่ยอมมารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อโปรโมชั่นวันนั้นหมดลง ดีเอสไอต้องหารือกันใหม่อีกครั้งสุดท้ายเกิดเป็นมาตรการ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.การทำแผนปฏิบัติการตามหมายจับ 2.มอบหมายจับให้กับตำรวจและฝ่ายปกครอง 3.ทำหนังสือถึงฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ทุกระดับตั้งแต่มหาเถรสมาคม (มส.) 4.ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) มาตรา 189 และ 5.เร่งรัดการดำเนินคดีให้เสร็จโดยเร็วที่สุดภายใน 3 สัปดาห์ และด้วยมาตรการ 5 ข้อนี้ จึงเกิดเป็นวงเจรจาของฝ่ายสงฆ์ที่พยายามให้พระปกครองเข้ามาช่วยเกลี้ยกล่อมพระธัมมชโย จนเกิดเป็นการประชุม 3 ฝ่ายขึ้นแต่ก็ยังไร้ข้อสรุปถึงทุกวันนี้

ส่วนกลุ่มลูกศิษย์พระธัมมชโยที่ออกมาปกป้องในขณะนี้ อาจเป็นการรักษาฐานผู้ศรัทธาพระธัมมชโยให้คงเดิม แต่ไม่อาจเพิ่มผู้ศรัทธารายใหม่เข้ามาอีก เลยต้องออกมาเคลื่อนไหวปกป้องคอยตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามทุกประเด็น เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าพระธัมมชโยไม่ใช่ผู้กระทำความผิด

แต่ที่สุดแล้วอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่ตัวของพระธัมมชโย จะเลือกเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หรือจะประวิงเวลาต่อไปเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่าคดีนี้มีอายุความถึง 15 ปี นั่นจะกลายเป็นชนักติดหลังตลอดไป

 

เปิดสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ….

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มิถุนายน 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/436151

เปิดสาระสำคัญร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ....

เปิดรายละเอียดสาระสำคัญ ร่างพ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ…. หลังที่ประชุมครม.วันที่ 7 มิ.ย. มีมติเห็นชอบ

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ…. ซึ่งจะนำมาบังคับใช้แทน พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

ทั้งนี้การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามร่างกฎหมายที่เสนอนี้ไม่ใช่การเก็บภาษีใหม่ แต่เป็นการปรับปรุงการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากขึ้น รวมทั้งมีรายได้เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการในเขตพื้นที่ของตน ก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันให้เกิดการกระจาย การถือครองที่ดิน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการถือครองทรัพย์สินได้อีกทางหนึ่ง

โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

1.ยกเลิกพ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ.2508

2.ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ซึ่งเป้นเจ้าของที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดิน หรือ สิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ

3.หน่วยงานจัดเก็บภาษี ได้แก่ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้จะเป็นของ อปท. ที่ทำหน้าที่จัดเก็บ

4.ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด

5.ฐานภาษี ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคิดคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุดตามราคาประเมินทุนทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน

6.อัตราภาษีที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ. จะเป็นอัตราสูงสุดที่จะจัดเก็บภาษีจากผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยจะจัดแบ่งอัตราภาษีดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดินคือ

(1) กรณีใช้เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 0.2

(2) กรณีใช้เพื่อเป็นที่พักอาศัย ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกิน ร้อยละ 0.5

(3) กรณีใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ (เช่น พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เป็นต้น) ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกินร้อยละ 2  ในส่วนของที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน กำหนดอัตราภาษีสูงสุดในกฎหมายให้ อปท. เรียกเก็บภาษีสำหรับที่ดินดังกล่าวในอัตราไม่เกิน 5% ของฐานภาษี

7.ยกเว้นภาษีให้แก่ทรัพย์สินบางประเภท เช่น สาธารณะสมทบัติ ทรัพย์สินของรัฐที่ไม่ได้ใช้หาผลประโยชน์ ทรัพย์สินของสถานทูต ทรัพย์สินของสภากาชาดไทย ทรัพย์ส่วนกลางของอาคารชุดและที่ดินสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรร ที่มิได้ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ทรัพย์สินของเอกชนที่ได้ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ และบ้านพักอาศัยหลักในส่วนที่มีมูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาทเป็นต้น

8.อัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจริงจะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา โดยกำหนดเป็นอัตราก้าวหน้าเพื่อขึ้นตามมูลค่าของฐานภาษี ดังนี้

(1) เกษตรกรรม ตั้งแต่ร้อยละ 0 ถึงร้อยละ 0.1 ของฐานภาษี

(2) ที่พักอาศัยหลัก ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่ร้อยละ 0.05 ถึงร้อยละ 0.1 และที่พักอาศัยหลังอื่น ตั้งแต่ร้อยละ 0.03 ถึงร้อยละ 0.3 ของฐานภาษี

(3) ประเภทอื่นๆตั้งแต่ร้อยละ 0.3 ถึง ร้อยละ 1.5 ของฐานภาษี

(4) ที่ดินว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดินจะจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี ตั้งแต่ร้อยละ 1 ถึง ร้อยละ 3 ของฐานภาษี

9.การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีการบรรเทาภาระให้กับเจ้าของบ้านพักอาศัยที่ได้รับมาจากการรับมรดก ผู้ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงินที่มีอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการการชำระหนี้ และกิจการสาธารณะดังนี้

9.1ในกรณีที่เข้าจองบ้านพักอาศัยหลักได้รับกรรมสิทธิ์บ้านหลังดังกล่าวมาากการรับมรดกก่อนที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีการบรรเทาภาษีให้ โดยการลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างร้อยละ 50 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย

9.2ให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเป็นเวลา 1 ปี ให้กับที่ดินที่อยู่ระหว่างการปลูกสร้างบ้านที่เจ้าของใช้เป็นบ้านของตนเอง

9.3ให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี สำหรับที่ดินที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อจัดทำเป็นโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย ที่นิติบุคคลที่ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของ เป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เจ้าของที่ดินได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน

9.4ให้จัดเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 0.05 ของฐานภาษี สำหรับอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชำระหนี้ของสถาบันการเงินเป็นระยะเวลา 5 ปี

9.5ให้ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกินร้อยละ 75 ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย สำหรับกิจการสาธารณะ เช่น โรงพยาบาล และโรงเรียนเป็นต้น

10.นอกจากนี้กฎหมายยังให้อำนาจผู้บริหารท้องถิ่นสามารถขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำจังหวัด หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อลดหรือยกเว้นภาษีให้กับเจ้าของอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเดือดร้อนได้ เช่น เกิดภัยพิบัติ หรือ อาคาร บ้านเรือนเกิดเสียหายหรือถูกทำลาย

ทั้งนี้ ได้กำหนดบทเฉพาะกลางให้กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน กฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ และกฎหมายว่าด้วยการกำหนดราคาปานกลางของที่ดินสำหรับการประเมินภาษีบำรุงท้องที่ ซึ่งถูกยกเลิกโดยร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป สำหรับการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ที่ต้องเสีย หรือพึงชำระหรือที่ค้างอยู่หรือที่ต้องคืนก่อนที่จะเริ่มมีการบังคับใช้การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว

 

 

หวั่นภาษีที่ดินซ้ำรอยภาษีมรดก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/435811

หวั่นภาษีที่ดินซ้ำรอยภาษีมรดก

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

การนำเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์นี้ เป็นการเสนอครั้งที่ 2 ของกระทรวงการคลัง ในรอบแรกคลังเสนอไปเมื่อปลายเดือน เม.ย. แต่ถูก ครม.ตีกลับมาให้ไปปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมายอีกครั้ง โดยในครั้งนั้น ครม.ให้ทำกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายแม่เข้ามาทั้งแผงให้เห็นชอบทั้งหมด เพื่อให้เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ก็สามารถใช้ได้ทันที หลังจากที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยไม่ต้องไปออกกฎหมายเพิ่มเติมอีก

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การยกเว้นที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยที่เป็นบ้านหลังแรก จำเป็นต้องยกเว้นสำหรับบ้านที่มีมูลค่าที่เหมาะสม เพราะหากที่ดินอยู่ในย่านสีลมหรือกลางเมือง ราคาจะสูงกว่าที่ดินในชานเมือง ดังนั้นต้องกำหนดอัตราที่กว้างเพื่อให้ทุกคนได้รับความเป็นธรรมในการเสียภาษีที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย

อย่างไรก็ดี ในประเด็นนี้ยังมีข้อถกเถียง เพราะยังมีความเห็นต่างในเรื่องของการยกเว้นการเก็บภาษีที่ดินที่กำหนดเริ่มต้นที่ 50 ล้านบาท อาจจะสูงเกินไปก็จะทำให้การออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินเหมือนกับการที่รัฐบาลออกกฎหมายเก็บภาษีมรดกที่ทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเดิมคลังเสนอให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ในอัตรา 10% แต่พอในชั้นการพิจารณาของ สนช. มีการแก้ไขให้เก็บภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตราที่ลดลงเหลือ 5% เท่านั้น ทำให้การเก็บภาษีมรดกกลายเป็นแค่กฎหมายในเชิงสัญลักษณ์เพื่อความเหลื่อมล้ำเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำได้จริง

“หากการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างล้มเหลว ก็เหมือนกับการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศล่มไปด้วยและการปรับปรุงโครงสร้างภาษีครั้งนี้ เป็นการวางรากฐานสำคัญของระบบงบประมาณ เพราะต่อไปนี้จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดเก็บภาษีเอง เมื่อมีรายได้มากเพียงพอก็ไม่จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนอีกต่อไป รัฐบาลสามารถนำเงินไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่น” แหล่งข่าวเปิดเผย

ก่อนหน้านี้ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กระทรวงการคลังเสนอให้ ครม.เห็นชอบ เห็นว่าไม่ควรเก็บภาษีกับบ้านหลังแรกที่ใช้เพื่ออยู่อาศัย เนื่องจากเป็นปัจจัยดำรงชีพขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตามจะมีการกำหนดราคาบ้านที่อยู่อาศัยที่มูลค่าเกินระดับหนึ่งให้เสียภาษีแต่จะเป็นอัตราที่ไม่สูง ส่วนบ้านที่ไม่ใช้อาศัย ให้คนอื่นเช่าหรือใช้สำหรับพักตากอากาศจะต้องเสียภาษีในอัตราปกติ

อภิศักดิ์ กล่าวว่า แม้ว่าจะไม่เก็บภาษีบ้านเพื่ออยู่อาศัย การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็ยังทำให้รัฐบาลเก็บรายได้เพิ่ม 3-4 หมื่นล้านบาท มากกว่าที่รัฐบาลเสียไปจากการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา 3.2 หมื่นล้านบาท ทำให้การเก็บรายได้ของรัฐบาลไม่ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ในส่วนของการเก็บภาษีนิติบุคคล คาดว่าจะมีการขยายฐานภาษีได้เพิ่มมากขึ้นจากการออกมาตรการบัญชีเดียว และการทำระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-เพย์เมนต์ นอกจากนี้กรมสรรพากรได้ปรับการทำงาน มีการดึงกลุ่มผู้ประกอบการที่อยู่นอกระบบภาษีเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น ที่ผ่านมาได้มีการให้ผู้ประกอบการร้านค้าทองเข้ามาอยู่ในระบบ และจะมีการดำเนินการกับผู้ประกอบการกลุ่มอื่นๆ เข้ามาต่อเนื่อง

 

ฟาดแข้งยุโรป 2016 ฝรั่งเศสผวา-ไทยแผ่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2559 เวลา 13:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/435770

ฟาดแข้งยุโรป 2016 ฝรั่งเศสผวา-ไทยแผ่ว

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือยูโร แม้จะเป็นการแข่งขันฟุตบอลของประเทศในกลุ่มยุโรปที่จะเวียนจัด 4 ปีครั้ง สลับกับการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่จะจัดแข่งขัน 4 ปีครั้งเช่นกัน แต่ด้วยความที่นักเตะส่วนใหญ่เล่นอยู่ในลีกอาชีพชื่อดัง จึงทำให้ยูโรได้รับความนิยมไม่แพ้ฟุตบอลโลก

อย่างไรก็ตาม จากการที่ยูโร 2016 รอบสุดท้ายครั้งนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 มิ.ย.-10 ก.ค.นี้ ที่ฝรั่งเศส ประเทศที่ยังคุกรุ่นไปด้วยภัยก่อการร้าย ปัญหาการเมือง และล่าสุดเหลือเพียงสัปดาห์เดียวได้เกิดอุทกภัยฝนตกหนักน้ำท่วมกรุงปารีส สูงสุดในรอบหลายปี

จึงทำให้เกิดคำถามว่าศึกฟาดแข้งยูโร 2016 ครั้งนี้จะยังคงมีมนตร์ขลังได้แค่ไหน ขอเริ่มด้วยบรรยากาศของประเทศสถานที่จัดการแข่งขัน ประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศส ระบุเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า ปัญหาสำคัญที่กระทบการแข่งขันฟุตบอลยูโร คือความเสี่ยงการก่อการร้าย ไม่ใช่การประท้วงของบรรดาสหภาพแรงงานที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน

ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐได้ออกประกาศเตือนเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ถึงความเป็นไปได้ที่กลุ่มก่อการร้ายจะตั้งเป้าหมายโจมตีนักท่องเที่ยวและพลเมืองในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูโร

“ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวมหาศาลที่เดินทางเข้าชมกิจกรรมดังกล่าว ทำให้มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นที่อาจจะเกิดการวางแผนโจมตีในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะในงานกิจกรรมขนาดใหญ่” แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ

วูเตอร์ เกียตส์ นักวิเคราะห์ด้านการท่องเที่ยวและหน่วยวิจัยตลาด ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุกับสำนักข่าวซีเอ็นบีซีว่า การออกประกาศเตือนดังกล่าวอาจจะทำให้นักท่องเที่ยวสหรัฐ รวมทั้งชาติอื่นๆ พิจารณายกเลิกการเดินทางเข้าร่วม ซึ่งจะกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของฝรั่งเศสอย่างหนัก

“ฝรั่งเศสเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวสหรัฐ ดังนั้นการออกประกาศเตือนภัยการท่องเที่ยวดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุที่กรุงปารีส” เกียตส์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เดวิด สโกวซิล ประธานและเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของสภาการท่องเที่ยวโลก ระบุในทางตรงกันข้ามว่า การออกแถลงการณ์เตือนของสหรัฐไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของฝรั่งเศสมากนัก และแม้ว่าการออกประกาศเตือนในกิจกรรมพิเศษอย่าง ยูโร 2016 จะเป็นเรื่องใหม่ แต่ข้อแนะนำการท่องเที่ยวในลักษณะนี้ออกมาตั้งแต่เดือน มี.ค. ตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดที่สนามบินและรถไฟฟ้าใต้ดินในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และในภาพรวม การจองเที่ยวบินหรือที่พักยังถือว่าอยู่ในระดับสูงมาก เนื่องจากค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้นช่วยกระตุ้นความต้องการของชาวอเมริกันเดินทางไปเที่ยวยุโรป

ขณะที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้เพิ่มการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวดในฟุตบอลยูโร โดยวางกำลังเจ้าหน้าที่ถึง 9 หมื่นคน และยังคงประกาศภาวะฉุกเฉิน ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่เหตุการณ์ก่อการร้ายที่กรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ปีที่แล้ว ด้านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยราว 500 นาย ได้เริ่มฝึกซ้อมควบคุมสถานการณ์เมื่อเกิดเหตุก่อการร้าย ที่สนามกีฬาแห่งชาติ สตาด เดอ ฟรองซ์ ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นสนามที่จัดการแข่งขันแมตช์เปิดและปิดเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา

ทางด้านการชุมนุมประท้วงของบรรดาสหภาพแรงงานที่ยืดเยื้อมานานถึง 3 เดือน เพื่อให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายปฏิรูปแรงงานฉบับใหม่ ซึ่งอนุญาตให้นายจ้างสามารถจ้างหรือปลดพนักงานได้ง่ายขึ้น

สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า การประท้วงจะกระทบกับผู้มาชมการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ราว 2.5 ล้านคน รวมถึงชาวต่างชาติจำนวน 1.5 ล้านคน โดยการหยุดงานของพนักงานรถไฟจะส่งผลต่อการเดินรถราว 40% ในเขตกรุงปารีส ขณะที่สหภาพนักบินของฝรั่งเศสเปิดเผยว่า นักบินของสายการบินแอร์ฟรานซ์เห็นพ้องประท้วงหยุดงานระหว่างวันที่ 11-14 มิ.ย.นี้

ประธานาธิบดี ออลลองด์ ยืนยันว่า จะผลักดันกฎหมายปฏิรูปแรงงานต่อไป หากกฎหมายดังกล่าวผ่านการลงมติ ซึ่งทำให้สหภาพแรงงานไม่พอใจ และเรียกร้องให้มีการเดินขบวนและประท้วงหยุดงานอีกในวันที่ 14 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันที่สภาสูงเริ่มพิจารณากฎหมายดังกล่าว

ล่าสุดสหภาพแรงงานได้เรียกร้องให้แรงงานในหน่วยคมนาคม ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถบัส ลุกขึ้นประท้วงใน 10 เมืองที่มีการจัดทัวร์นาเมนต์ ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. ไปจนถึงการแข่งขันจริง ทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจและผู้ประท้วงหลายต่อหลายครั้ง

ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า ระดับน้ำท่วมในฝรั่งเศสที่เกิดจากฝนตกหนักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็อาจจะเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อฟุตบอลยูโรด้วยเช่นกัน เนื่องจากภัยพิบัติดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่คาดการณ์ได้ยาก หลังระดับน้ำท่วมสูงถึงเกือบ 6 เมตร เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทางการฝรั่งเศสได้ประกาศเพิ่มระดับการเตือนภัยพิบัติทางน้ำในปารีสเป็นระดับสีส้ม หรือระดับสูงสุดลำดับ 2 เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา

หันมองบรรยากาศในประเทศไทย ซึ่ง 5 เดือนที่ผ่านมาเศรษฐกิจยังขยับตัวดีขึ้น ช้ากว่าที่หลายฝ่ายคาดหวัง เริ่มที่ช่อง 3 ในฐานะผู้ได้รับสิทธิถ่ายทอดสดยูโร 2016 ที่ล่าสุดแม้จะได้ข่าวดีจากยูฟ่า (UEFA) ตอบรับให้ถ่ายทอดสดได้เพิ่มจากเดิม 20 แมตช์ เป็นถ่ายทอดสดครบทั้ง 51 แมตช์ ผ่านทางช่อง 3 เอชดี ช่อง 3 เอสดี และช่อง 3 แฟมิลี่ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ แต่ช่อง 3 ไม่ได้หวังกำไรจากการถ่ายทอดสดยูโรมากนัก เนื่องจากต้องลงทุนค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดมูลค่าสูง

สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการและผู้ปฏิบัติการแทนรักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 หรือช่อง 3 เอชดีช่อง 3 เอสดี และช่อง 3 แฟมิลี่ กล่าวว่า การได้สิทธิถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2016 ครบ 51 แมตช์ในครั้งนี้ บริษัทไม่หวังว่าจะได้กำไรจากการขายสปอนเซอร์ แต่หวังว่าจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับช่อง 3 โดยเฉพาะช่อง 3 เอชดี ซึ่งถือเป็นช่องแม่เหล็กหลักของบริษัท

ด้านสินค้าที่น่าจะได้อานิสงส์ตรงๆ เช่น เครื่องรับโทรทัศน์ อลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าแอลจี กล่าวว่า กระแสการทำตลาดและการจัดแคมเปญช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโรของกลุ่มผู้ประกอบการทีวีในปีนี้ มาถึงขณะนี้ยังไม่คึกคัก เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น กำลังซื้อลด จึงต้องลุ้นว่าหลังจากเปิดการแข่งขันวันที่ 10 มิ.ย.ไปแล้ว จะคึกคักหรือไม่ ส่วนแอลจีได้วางสินค้าใหม่หลายรุ่น และจัดโปรโมชั่น หวังยอดขายทีวีจะโต 10% ตามเป้า

ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า การทำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งในช่วงการแข่งขันฟุตบอลยูโรในปีนี้ กระแสการตอบรับจากผู้บริโภคค่อนข้างแผ่ว เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว ผู้บริโภคจึงระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย การทำสปอร์ตมาร์เก็ตติ้งครั้งนี้จึงเป็นเพียงแค่รักษายอดขายและส่วนแบ่งตลาดเท่านั้น หากช่วยกระตุ้นยอดขายได้ 10-15% ก็ถือว่าดีกว่าไม่ทำการตลาดเลย

ทว่า อนุวัตร เฉลิมไชย อดีตนายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กลับเห็นตรงกันข้ามว่า กระแสการตอบรับฟุตบอลยูโรในปีนี้มองว่าดีแน่นอน เพราะคนไทยกำลังอยู่ในอารมณ์ร่วมการเฉลิมฉลองที่ เลสเตอร์ ซิตี้ ได้แชมป์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ส่วนสินค้าที่ได้รับผลดี คือ เดลิเวอรี่ของฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มซอฟต์ดริงก์ เสื้อทีม และอุปกรณ์กีฬา ส่วนกลุ่มทีวีในปีนี้ยอดขายอาจแผ่วไป เพราะเศรษฐกิจไม่ดี

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาลิขสิทธิ์ในการจัดกิจกรรม ซึ่งผู้จัดการแข่งขันยูฟ่าเข้มงวดในการนำโลโก้แมสคอต และสัญลักษณ์อื่นๆ ไปทำกิจกรรม ทำให้สินค้าหรือบริการไม่กล้าจัดกิจกรรมมาก ทำได้แค่เปิดช่องฟรีทีวีให้ดูในร้านค้า ร้านอาหาร

เมื่อประเมินภาพรวม ทั้งสถานที่จัดฝรั่งเศสที่เต็มไปด้วยภัยร้าย และเมืองไทยที่เศรษฐกิจยังฟื้นไม่เต็มที่ งานนี้กิจกรรมศึกฟุตบอลยูโรอาจไม่ขลังเท่าเดิม

 

เจาะลึกปัญหาระดับชาติ “สุนัขจรจัดล้นเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มิถุนายน 2559 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/435148

เจาะลึกปัญหาระดับชาติ "สุนัขจรจัดล้นเมือง"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ผลการสำรวจจำนวนประชากรสุนัขประจำปี 2559 ของสำนักงานปศุสัตว์ทั่วประเทศ พบว่า เมืองไทยมีสุนัขมากกว่า 6.7 ล้านตัว ในจำนวนนี้เป็นสุนัขมีเจ้าของ 6.05 ล้านตัว สุนัขไม่มีเจ้าของ 7.5 แสนตัว และมีแนวโน้มว่าจำนวนสุนัขจรจัดจะทะลุหลักล้านตัวภายในสิ้นปีนี้

สุนัขจรจัดเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนาน ส่งผลกระทบด้านต่างๆมากมาย ตั้งแต่เห่าหอนเสียงดังสร้างความรำคาญ วิ่งตัดหน้ารถเสี่ยเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน คุ้ยขยะ ขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทาง ถูกมองว่าเป็นพาหะทำให้เกิดโรคระบาด โดยเฉพาะพิษสุนัขบ้า ทั้งยังเป็นถูกโยนบาปว่าต้นเหตุความขัดแย้งเรื่องหมากัดคน คนทำร้ายหมา อันปรากฎเป็นข่าวครึกโครมบ่อยครั้ง ทั้งหมดนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการทอดทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ ทำงานภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานหลายภาคส่วน

พูดง่ายๆคือ ยกระดับจากปัญหาข้างถนนสู่วาระแห่งชาติอย่างจริงจัง

หมาจรจัด…ภัยคุกคามสังคม? 

“สุนัขจรจัด” ในความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนใหญ่ หนีไม่พ้นหมาขี้เรื้อนผิวกระดำกระด่าง ร่างผอมมอมแมม เนื้อตัวเหม็นสาบ นั่งๆนอนๆตามตรอกซอกซอย คุ้ยถังขยะหาอาหารประทังชีวิต รูปลักษณ์ไม่น่าพิสมัยและไม่น่าไว้วางใจของมันทำให้คนจำนวนไม่น้อยต่างพากันหลีกหนี ส่งเสียงไล่ เขวี้ยงหินใส่ เลยเถิดถึงขั้นคว้าไม้ไล่ตีเพราะรำคาญ

คำถามคือ หมาจรจัดเป็นภัยคุกคามต่อสังคมจริงหรือ

โรเจอร์ โลหะนันท์ นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ ผู้ทำงานคลุกคลีกับสุนัขจรจัดมานานกว่า 30 ปี อธิบายว่า สุนัขจรจัดแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ “สุนัขเร่ร่อน” พบได้ตามข้างถนน ตามทุ่ง ไม่มีใครให้อาหาร จึงต้องคุ้ยเขี่ยตามถังขยะ พวกนี้อายุสั้น ไม่รถชนตาย ก็ป่วยเป็นโรคขาดสารอาหารตาย ส่วน “สุนัขชุมชน” เป็นสุนัขจรจัดที่มีคนใจดีคอยให้อาหาร จับทำหมัน ฉีดวัคซีน แต่มักไม่มีใครอ้างตัวเป็นเจ้าของ”

หมาจรจัดไม่ใช่หมาป่า เป็นหมาเลี้ยง หรือหมาบ้านมาก่อนทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นหมาที่เจ้าของเลี้ยงแบบปล่อยปะละเลย ไม่ฉีดวัคซีน ไม่ทำหมัน ให้ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้านแล้วเกิดผสมพันธุ์กับหมาจรจัดตัวอื่นจนออกลูก หรือหมาที่ถูกเจ้าของทอดทิ้ง รวมถึงฟาร์มเพาะเลี้ยงไม่มีจรรยาบรรณที่เพาะหมามาขายตามตลาดนัดที่เรียกว่า ‘หมากล่อง’ ราคาถูกแต่มักมีปัญหาสุขภาพ พอมีปัญหาเจ้าของจะคืนก็คืนไม่ได้ ก็ต้องทิ้ง

“ทัศนคติที่ว่าหมาจรจัดเป็นภัยคุกคามสังคม ถ้าเช็คให้ดีจะพบว่า สุนัขที่สร้างปัญหาล้วนเป็นสุนัขบ้านมีเจ้าของทั้งนั้น ไม่ใช่สุนัขจรจัด ข่าวหมากัดคนก็หมาบ้านทั้งนั้น จูงออกมาข้างนอกก็กัดเด็ก เลี้ยงไว้ในบ้านก็กัดคนแก่ ส่วนหมาจรจัดเขาคุ้นเคยกับคน คนมา เขาก็ลุกหนี เรื่องมลพิษ หมาชอบคุ้ยขยะจริง แต่ไม่ได้มีแค่หมาที่คุ้ย ตะกวดก็คุ้ย คนก็คุ้ยมากกว่าหมาอีก เรื่องอึเรี่ยราดบนถนน ถ้าเทียบกับสัตว์อื่นอย่างนก แมว ปริมาณอึหมาน้อยกว่าด้วยซ้ำ ส่วนมลพิษทางเสียง คนเลี้ยงหมาจะทราบดีกว่า หมาเห่าเสียงดังน่ารำคาญคือหมาที่ถูกกักขัง หมาจรจัดจะไม่เห่าหอนเพราะเขาชินกับคน

ส่วนเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า เราผิดตั้งแต่ใช้คำว่า ‘พิษสุนัขบ้า’ แล้ว เพราะมันทำให้เข้าใจผิดว่ามีแต่ในหมา ทั้งที่ในแมว ในวัวก็ถือว่าสูงไล่เลี่ยกัน ลองไปถามสัตวแพทย์ตามคลีนิกดูว่าหมาที่อุ้มๆไปทำหมัน ฉีดวัคซีน เป็นหมาจรจัดทั้งนั้น เพราะคนใจบุญ หรือนักสังคมสงเคราะห์ทั้งหลายเขาพยายามจะลบภาพลักษณ์ที่ไม่ดี หมามีเจ้าของต่างหากที่ไม่ค่อยเข้ารับการฉีดวัคซีน เพราะเจ้าของคิดว่าเลี้ยงอยู่ในบ้าน ปลอดภัยแน่ แต่ลืมว่าเขาก็ปล่อยมันออกไปนอกบ้าน”

โรเจอร์ โลหะนันท์

นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ ให้ความเห็นว่า ภาครัฐต้องทำงานร่วมกับชุมชนในการนำสุนัขเลี้ยง หรือแม้แต่ไล่จับสุนัขจรจัดมาขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

“ทุกคนรู้ว่าการแก้ปัญหาประชากรสุนัขต้องควบคุมตัวสุนัขที่ถูกนำมาปล่อย สุนัขตามฟาร์ม และสุนัขเลี้ยงถูกเลี้ยงแบบปล่อยๆ การขึ้นทะเบียนสุนัขจะช่วยได้มาก กทม.ออกบัญญัติการเลี้ยงและปล่อยสุนัขมาตั้งแต่ปี 2548 แต่ปรากฎว่าทุกวันนี้ยังไม่มีสุนัขไปขึ้นทะเบียนเลย เพราะข้าราชการทำงานแปดโมงเช้าเลิกสี่โมงเย็น เวลาจะไปถามชาวบ้านว่ามีหมากี่ตัว ขึ้นทะเบียนหรือยังก็จะเจอแต่บ้านเปล่าๆ เพราะเขาออกไปทำงานกันหมด จะให้ชาวบ้านนำหมาไปขึ้นทะเบียนเองก็ไม่มีใครว่าง เพราะทุกคนต้องทำงานทำการทั้งนั้น ถ้ายังไม่เน้นทำงานร่วมกับชุมชน ไม่ขอความร่วมมือกับลุงๆป้าๆข้างถนนที่ให้อาหารสุนัขจรจัดมาช่วยชี้ช่องระบุตัวสุนัข ก็ไม่มีทางขึ้นทะเบียนสุนัขได้

ในฐานะหนึ่งในคณะกรรมมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาการทอดทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ โรเจอร์เผยความคืบหน้าล่าสุดว่า วันที่ 20 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ก็จะครบวาระการประชุม หลังจากนั้นจะมีการยื่นข้อสรุปแนวทางการดำเนินการของคณะกรรมาธิการฯต่อรัฐสภา หลักการสำคัญอยู่ตรงการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง โดยจะนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯมหานคร ขณะเดียวกันเตรียมออกกฎหมายควบคุมฟาร์มสุนัข ร้านเพ็ทช็อป รวมทั้งร้านขายสัตว์แปลกด้วย

“ต้องจดทะเบียนสุนัขแรกเกิดเหมือนจดทะเบียนรถยนต์ตั้งแต่โรงงาน ส่งไปต่อไปไหน อย่างไร ถ้าเจ้าของรู้ว่าหมาตัวเองมีทะเบียน เขาจะมีความรับผิดชอบในการเลี้ยงมากขึ้น ขณะเดียวกันสุนัขจรจัดที่มีอยู่เดิม ก็อาจใช้วิธีจับทำหมันไปก่อน ส่วนสุนัขที่มีปัญหา เช่น ดุร้าย ป่วย มีลูกอ่อน ก็ส่งไปยังศูนย์พักพิง ซึ่งศูนย์พักพิงสุนัขต่างๆก็ควรจะมีไว้สำหรับหมาที่ไม่สามารถอยู่ในที่สาธารณะได้เท่านั้น เช่น นิสัยดุร้าย ชอบกัดคน ไม่ใช่สร้างกันพร่ำเพรื่อ จับดะทุกตัว จับไปขังเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด พวกหมาหน้าเซเว่น หน้าตลาด ปล่อยเขาอยู่ไปเถอะ แต่ทำหมัน ฉีดวัคซีน แล้วให้เขาใช้ชีวิตไปตามอายุขัย ในต่างประเทศถ้ามีหมาจรจัด โอกาสรอดน้อยมาก เพราะบ้านเขาระบบสุขอนามัยดี ไม่มีขยะให้คุ้ย คนไม่ให้อาหาร สุดท้ายก็อดตายไปตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันบ้านเขาก็มีฝ่ายเทศบาลที่จับจริง มันจึงไม่มีโอกาสที่จะเพิ่ม ศูนย์พักพิงต่างๆเองก็ต้องควบคุมประชากรด้วย บางประเทศเขาใช้วิธีการุณยฆาต หากไม่มีคนมารับไปเลี้ยงเกิน 3 เดือนจะฉีดยาให้ตาย ถือเป็นการกระตุ้นสังคมด้วยว่าถ้าไม่อยากให้หมาตายก็มาเอาไปเลี้ยง

โรเจอร์บอกว่า การทะเบียนสัตว์เลี้ยงและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด คนเลี้ยงต้องมีจิตสำนึกความรับผิดชอบ ทำหมัน ฉีดวัคซีน ควบคุมฟาร์มเพาะเลี้ยงและเพ็ทช็อป จัดระเบียบศูนย์พักพิงสัตว์ หากทำพร้อมกันทั้งหมดนี้ได้ จำนวนสุนัขบนท้องถนนก็จะไม่เพิ่มขึ้น ส่วนที่ยังเหลืออยู่ก็ปล่อยให้ใช้ชีวิตต่อไปจนกว่าจะหมดอายุขัย

“ฟาร์มขายหมาเถื่อน”…วงจรอุบาทว์ทารุณสัตว์

เพราะความน่ารัก เชื่อง เป็นมิตร กตัญญูรู้คุณ และหาซื้อง่าย ทำให้สุนัขกลายเป็นสัตว์เลี้ยงยอดนิยม

ปิยะวรรณ ตั้งสกุลสถาพร แห่งเพจเฟซบุ๊ก A Call for Animal Rights Thailand เล่าว่า ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยชอบเลี้ยงตามแฟชั่น สายพันธุ์ไหนดัง มาแรง ก็แห่กันไปซื้อมาเลี้ยง

ยกตัวอย่างดาราเซเลบอุ้มหมาตัวเล็กๆน่ารักใส่กระเป๋าสะพาย ถ่ายรูปลงอินสตาแกรม หมาพันธุ์เล็กอย่างชิวาวาก็ขายดิบขายดี ข่าวหมาพันธุ์บางแก้วจับขโมย หมาพันธุ์บางแก้วก็ได้รับความนิยมถล่มทลาย ไม่ผิดหรอกค่ะที่อยากเลี้ยงหมา ปัญหาอยู่ตรงเห่ออย่างเดียว แต่ไม่ศึกษาหาข้อมูลทำการบ้านว่าสุนัขแต่สายพันธุ์เป็นอย่างไร ต้องการการเลี้ยงดูแบบไหน

อยากเลี้ยงบางแก้ว ถามว่าคุณจะดูแลได้ไหมไม่ให้ไปกัดใคร เพราะบางแก้วดุมาก อยากเลี้ยงปอมเปเรเนียนขนฟูฟ่อง แต่ที่บ้านไม่มีแอร์ อยากเลี้ยงไซบีเรียนฮัสกี้ ซึ่งเป็นสายพันธุ์หมาป่า ชอบวิ่งพล่านไปทั่ว แต่กลับเลี้ยงบนคอนโด แบบนี้ทรมานสัตว์หรือเปล่า ถ้าคุณเลี้ยงไม่เป็น เลี้ยงไม่ดี เขาก็ป่วยและตาย หรือพอหมดกระแส เลิกเห่อ สุดท้ายก็เอาไปทิ้งตามถนน”

ภาพประกอบจาก สมาชิกเว็บไซต์พันทิป Bird_St.John และ http://www.doklike.com

ในฐานะผู้ทำงานด้านต่อต้านการทารุณกรรมสัตว์ เธอมองว่า ปัญหาน่ากังวลที่สุดขณะนี้หนีไม่พ้นบรรดาฟาร์มสุนัขเถื่อนและร้านเพ็ตชอปที่ไม่ได้มาตรฐาน

ฟาร์มสุนัขเถื่อน (Backyard Breeder) จะมีการเพาะพันธุ์สุนัขในที่ลับ เพราะต้องการปิดบังไม่ให้ใครรู้ว่าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไม่ใช่พันธุ์แท้ สถานที่อยู่สกปรกคับแคบ คนเพาะพันธุ์ไม่ได้มองสุนัขเป็นสิ่งมีชีวิต แต่เป็นเครื่องจักรผลิตลูกสุนัข จุดประสงค์เดียวคือทำกำไรให้ได้มากที่สุด นั่้นหมายถึงการจับสุนัขผสมทุกครั้งที่ถึงฤดูติดสัด ให้กินเศษอาหารเหลือ ไม่มีการอาบน้ำแต่งขน ไม่มีการทำความสะอาดกรง ไม่ได้ฉีดวัคซีน ไม่ต่างอะไรจากขุมนรก

“สุนัขจะถูกขังกรงตลอดเวลา ไม่มีวันได้ออกไปไหนจนวันตาย บางตัวพิการ ตาบอด เล็บยาวจนทะลุเนื้อออกมา ขนก็ไม่ได้ตัด บางตัวเป็นอัมพาตเดินไม่ได้แต่ยังถูกเก็บไว้ผสมพันธุ์จนกระทั่งผสมพันธุ์ไม่ได้เขาก็เอาไปกำจัด ไม่ก็ปล่อยให้ป่วยตาย บางคนธุรกิจเจ๊ง เลี้ยงไม่ไหวก็ขายถูกๆ หรือเอาไปปล่อยข้างถนน ทุกวันนี้ปัญหามาจรจัดส่วนหนึ่งก็มาจากเจ้าของฟาร์มที่ไร้ความรับผิดชอบนี่แหละ โดยเฉพาะร้านเพ็ตชอปบางร้านที่จตุจักรที่ตัวดี ลูกสุนัขจะนอนโชว์อยู่ในตู้กระจกทั้งวันทั้งคืน ฉี่อึอยู่ในนั้นแหละ ไม่เคยได้วิ่งเล่น ไม่เคยตรวจสุขภาพ ตัวไหนตายช่างมัน ที่แย่กว่านั้นคือ ธรรมชาติของลูกหมาจะต้องนอนทั้งวันทั้งคืน แต่ลูกหมาที่อยู่ในร้านขายสุนัขมันคึกอย่างกับใส่ถ่าน เพราะเขาให้กินน้ำหรืออาหารผสมยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้คึก ถ้าสงสารแล้วซื้อไปเลี้ยง ผ่านไปวันสองวัน ซึม โรคต่างๆก็ตามมา พอป่วยนำไปคืนก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ตาย”

ทุกวันนี้ฟาร์มเพาะหมาเถื่อนกับร้านเพ็ตชอปไม่ได้มาตรฐานมีกลาดเกลื่อนในอินเตอร์เน็ต เพราะลงทุนน้อย แค่ซื้อหมาตัวผู้ตัวเมียมาผสมพันธุ์กันแล้วเอาไปขาย คนซื้อหมาก็ใช้วิธีจิ้มเอาจากภาพถ่ายเหมือนซื้อเสื้อผ้า เธอบอกว่า การรับสิ่งมีชีวิตเข้ามาเป็นสมาชิกในบ้านด้วยวิธีซื้อจากโซเชียลเป็นอะไรที่ตลกและน่าหดหู่มาก

“บ้านเราไม่มีการเก็บภาษีสัตว์เลี้ยง ทั้งที่ควรเก็บตั้งนานแล้ว เพราะนี่คือรายได้ประเทศ เดี๋ยวนี้สุนัขไม่ใช่ตัวละ 200-300 บาท แต่เป็นพัน หมื่น จนถึงหลักแสน เมื่อไม่มีการเก็บภาษีฟาร์มเพาะสุนัขและร้านเพ็ตชอป ก็เลยไม่มีการถูกตรวจสอบว่าแหล่งเพาะพันธุ์นั้นมีการจัดสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีหรือไม่ สัตว์มีคุณภาพหรือไม่ ร้านค้าได้มาตรฐานและจดทะเบียนอย่างถูกต้องหรือไม่ ที่สำคัญเมื่อลูกหมาตัวนั้นถูกขายไปควรมีการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงด้วย นี่คือวิธีที่จะช่วยลดปัญหาสุนัขจรจัด นอกจากนี้เมืองไทยควรตั้งกรมสัตว์เลี้ยง ทำหน้าที่ดูแลเรื่องสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะ ทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ เอ็นจีโอ สัตวแพทย์ มีการตั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสัตว์เลี้ยง ให้มีอำนาจในการตรวจค้น ยึด จับกุม ลงโทษ กรณีมีเหตุทารุณกรรมสัตว์เกิดขึ้น

ปิยะวรรณ ตั้งสกุลสถาพร

แค่จับขังไม่ช่วยแก้ปัญหา

ประโยคที่เคยได้ยินกันบ่อยครั้งคือ รัฐต้องดูแลคนเสียภาษี มียุงต้องไปกำจัดยุง มีหนูต้องไปกำจัดหนู หมาจรจัดก็ถือเป็นอีกภาระหนึ่งที่ทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ต้องแบกรับ

ทุกๆปีจะมีประชาชนร้องเรียนผ่านสายด่วน 1555 ของกทม.มากกว่า 4,500 เรื่อง ปัญหาที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือ 1.หมาบ้า สงสัยว่าติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า 2.ดุร้าย เป็นอันตรายต่อคน 3.สร้างความเดือดร้อนรำคาญ เช่น เห่าหอนเสียงดัง กัดกัน ขับถ่าย คุ้ยขยะ ขั้นตอนหลังได้รับแจ้งไม่เกิน 7 วัน จะมีการส่งสายตรวจลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ร้องเรียน สอบถามปัญหา เจรจากับเจ้าของสุนัข หากสุนัขตัวนั้นไม่มีเจ้าของหรือตกลงกันไม่ได้ จะส่งเจ้าหน้าที่มาจับ โดยการจับสุนัขจะใช้วิธีต้อนเข้าที่แคบก่อนใช้สวิงครอบ แล้วส่งไปที่ศูนย์พักพิงสุนัขประเวศ หลังจากนั้นสุนัขจะถูกนำมาฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค โดยจะรอ 7 วันให้เจ้าของมารับสุนัขคืน หากไม่มีใครมารับคืนก็จะย้ายไปอยู่คอกเลี้ยงรวมอีก 7 วัน พอครบ 14 วันก็จะส่งไปยังศูนย์พักสุนัขที่จ.อุทัยธานี

“ปัจจุบันมีสุนัขจรจัดอยู่ในการดูแลของกทม.ทั้งหมด 5,500 ตัว กทม.ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูถึงปีละ 24.5 ล้านบาท ประกอบด้วยค่าอาหาร 500 ตัน 12 ล้านบาท ค่าวัคซีน 40,000 โดส  6 ล้านบาท ค่าทำหมัน 6.5 ล้านบาท เป้าหมายของเราคือ เลี้ยงเขาไปจนกว่าจะหมดอายุขัย ขณะเดียวกันก็หวังว่าจะมีผู้เลี้ยงมารับคืนหรือมีผู้ใจบุญนำไปอุปการะ แต่ที่ผ่านมามีคนเข้ามารับไปน้อยมาก”

คำชี้แจงของ นายสัตวแพทย์ศิวะ ไม้สนธิ์ หัวหน้ากลุ่มควบคุมและพักพิงสุนัขประเวศ กทม.

นสพ.ศิวะ มองว่า การจับหมามากักขังแค่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น แต่ไม่สามารถแก้ไขต้นตอปัญหาสุนัขจรจัดได้

ประเด็นอยู่ตรงการควบคุมคุณภาพการเลี้ยง คุณต้องรู้ก่อนว่า องค์ประกอบของสัตว์เลี้ยงคือ ต้องมีที่อยู่ มีอาหาร และมีเจ้าของ ดังนั้นการจะเลี้ยงสุนัขสักตัวหนึ่งต้องมีการสร้างมาตรฐานจิตสำนึกก่อนเลยว่า คุณต้องรับผิดชอบชีวิตเขา ดูแลให้กินอิ่ม นอนหลับ มีบ้านอยู่ ป่วยก็ต้องพาไปรักษา ดูแลให้ความรักความเอาใจใส่ ให้เขามีความสุข และถ้าหมาคุณไปกัด หรือสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น คุณก็ต้องรับผิดชอบ ต่อมาคือต้องคุมกำเนิด วงจรชีวิตหมา 6 เดือนก็เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์สามารถมีลูกได้ คลอดลูกได้ครั้งละ 5-10 ตัว ปีหนึ่งมีลูกได้ 2 ครั้ง และอายุขัยของหมาอยู่ที่ 15 ปี ฉะนั้นการทำหมันสำคัญมาก ควรณรงค์ให้ความรู้แก่คนเลี้ยงว่า ถ้าไม่ทำหมันคุมกำเนิดจะมีผลอย่างไร หน่วยงานรัฐอาจต้องช่วยสนับสนุนส่งหมอไปทำหมันสุนัขตามชุมชนด้วย

ในต่างประเทศที่เขาแก้ปัญหาสำเร็จเพราะหลายปัจจัย เช่น อากาศหนาว คนไม่ให้อาหาร บ้านเมืองสะอาดเรียบร้อยไม่มีขยะ ทำให้หมาที่อยู่ตามท้องถนนมีโอกาสรอดน้อย ขณะเดียวกันศูนย์พักพิงเขาควบคุมประชากรด้วยการใช้วิธีการุณยฆาต รมยา ฉีดยาให้ตาย แต่บ้านเราไม่ยอมรับวิธีนี้ จุดเด่นคนไทยคือใจบุญ ผมมองว่าคงต้องหาวิธีที่เหมาะกับความใจดีของคนไทยนี่แหละ เช่น ถ้าคุณให้อาหารสุนัขจรจัดกิน ก็ลองคิดต่อว่าเขาก็อาจอยากมีบ้าน อยากมีเจ้าของ อยากไปอยู่กับคุณด้วย คุณจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ถึงที่สุดไหม ไม่ใช่แค่เอาอาหารมาให้ พาไปทำหมัน ฉีควัคซีนแล้วปล่อย ประชาชนจะช่วยลดจำนวนสุนัขจรจัดได้เยอะมาก อย่าคิดว่าเป็นภาระของภาครัฐฝ่ายเดียว

“ขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยง”ทางออกที่ยั่งยืน

“กรมปศุสัตว์” ถือเป็นอีกหน่วยงานที่ถูกมองว่ามีบทบาทหลักในการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด ทว่าภารกิจเต็มไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากต้องรับผิดชอบการควบคุมดูแลสัตว์ทุกชนิด

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ปัญหาสุนัขจรจัดถือเป็นวาระระดับชาติ เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าที่กรมปศุสัตว์จะทำเพียงกรมเดียว

“ที่ผ่านมา หน้าที่หลักของกรมปศุสัตว์จะเน้นเรื่องป้องกันโรคติดต่อ โดยเฉพาะโรคพิษสุนัขบ้า ต้องลดจำนวนประชากรสุนัขจรจัดให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้แพร่ขยายด้วยการฉีดยาคุมกำเนิด ฉีควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และผ่าตัดทำหมัน แต่ละปีกรมปศุสัตว์มีแผนทำหมัน 8 หมื่นตัวทั่วประเทศ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุแท้จริงอยู่ที่ผู้เลี้ยงไม่มีจิตสำนึกความรับผิดชอบ

อุปสรรคอีกอย่างที่พบคือ สุนัขจรจัดจับยากมาก เราหาทุกวิถีทาง ใช้สวิงครอบ ยิงยาสลบ แต่พอเจอฝูงใหญ่ 10 ตัว ก็ยิงได้แค่ตัวเดียว ต้องรออีกนานกว่าจะไปจับใหม่ เพราะบุคลากรเราไม่เพียงพอ ถ้าพลาดก็ไปออกลูกอีกเยอะ ถ้าไม่บูรณาการทั้งระบบมันก็จะแก้ปัญหาวนๆเวียนๆอยู่แค่นี้ เพราะกรมปศุสัตว์ต้องดูสัตว์ทุกชนิด มีภารกิจอื่นๆอีกมากมาย คนส่วนใหญ่มักคิดว่าอะไรที่เกี่ยวกับสัตว์ กรมปศุสัตว์ต้องจัดการอยู่หน่วยงานเดียว

แผนยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดของกรมปศุสัตว์ แบ่งการดำเนินการเป็น 2 ส่วน คือ การควบคุมสุนัขจรจัดที่มีอยู่เดิมไม่ให้เพิ่มจำนวน และ ป้องกันไม่ให้เกิดสุนัขจรจัดเพิ่ม

การควบคุมสุนัขจรจัดที่มีอยู่เดิมไม่ให้เพิ่มจำนวน ต้องทำหมันเพื่อลดการเพิ่มปริมาณ แต่เนื่องจากคนเราน้อย และงบมีจำกัด จึงต้องใช้ความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งสาธารณสุข กทม. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอ็นจีโอ ประชาชน ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดสุนัขจรจัดเพิ่ม ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นั่นคือ พรบ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์และจัดสวัสดิภาพสัตว์ พศ.2557 มาตรา 23 ห้ามไม่ให้เจ้าของปล่อย ละทิ้ง หรือทำการใดๆให้พ้นจากการดูแลโดยไม่มีเหตุอันควร ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา หากพบผู้ปล่อยทิ้งสัตว์ในที่สาธารณะ สามารถแจ้งตำรวจให้จัดการได้เลย มีโทษปรับ 40,000 บาท

รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เสนอทางออกการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดว่า อยากให้มีการขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียที พร้อมๆกับการบังคับใช้กฎหมายควบคุมการทารุณกรรมสัตว์ ลงโทษคนเลี้ยงที่ปล่อยปะละเลย

“ในต่างประเทศที่เขาประสบความสำเร็จก็เพราะมีการขึ้นทะเบียนสุนัข ฝังไมโครชิพ ผู้เลี้ยงต้องเสียภาษี สามารถย้อนกลับไปหาเจ้าของได้ เช่น หมาหาย หมาถูกทิ้ง หมาไปกัดคน การขึ้นทะเบียนสุนัขก็เหมือนเวลาซื้อรถยนต์ ต้องจดทะเบียน จะได้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ รู้รายละเอียดของสุนัขแต่ละตัว รู้จำนวนที่แท้จริง ผมอยากให้การขึ้นทะเบียนสัตว์เลี้ยงเป็นวาระแห่งชาติเลย มีสมุดทะเบียนชัดเจน เหมือนบัตรประชาชนของคนนี่แหละ ไม่ใช่ปล่อยสะเปะสะปะไร้การควบคุม มีเรื่องทีก็ทะเลาะโยนความผิดกันไปมา จนสุนัขจรจัดเต็มบ้านเต็มเมืองแบบนี้

ทั้งหมดนี้คือความคืบหน้าล่าสุดในการร่วมกันแก้ปัญหาสุนัขจรจัดระดับชาติ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าทางออกของวิกฤตครั้งนี้จะเป็นอย่างไร

 

“ไม่สูบบุหรี่-ดับเครื่องยนต์-งดมือถือ” ถึงเวลาเลิกมักง่ายในปั๊มน้ำมัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/434940

"ไม่สูบบุหรี่-ดับเครื่องยนต์-งดมือถือ" ถึงเวลาเลิกมักง่ายในปั๊มน้ำมัน

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดสุรินทร์ตกเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วประเทศ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้วูบวาบขึ้นที่หัวจ่ายน้ำมัน หลังจากพนักงานหนุ่มรายหนึ่งใช้โทรศัพท์มือถือระหว่างเติมน้ำมันให้ลูกค้า

อุบัติเหตุครั้งนั้นนำไปสู่การประกาศให้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทุกแห่งเข้มงวดในการเติมน้ำมันแก่ผู้รับบริการ หากพบว่าผู้รับบริการไม่ดับเครื่องยนต์ หรือใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามสถานีให้บริการเด็ดขาด

วันนี้ลองมาทำความเข้าใจกับภัยใกล้ตัวในปั๊มน้ำมัน

ฝ่าฝืนกฎเหล็กในปั๊มน้ำมัน โทษถึงคุก

กฎกระทรวงของกรมธุรกิจพลังงาน พ.ศ. 2552 ในหมวดป้องกันเกี่ยวกับการห้ามก่อประกายไฟในสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง กำหนดว่า สถานีทุกแห่งต้องมีป้ายแจ้งเตือนให้ดับเครื่องยนต์ ปิดโทรศัพท์มือถือ และห้ามสูบบุหรี่ในขณะรับบริการ แต่กรณีโทรศัพท์มือถือได้มีการอนุโลมว่า ไม่ต้องถึงขั้นปิดเครื่อง แค่ห้ามไม่ให้โทรออกหรือรับสายขณะใช้บริการอยู่ หากฝ่าฝืนสถานีบริการจะมีโทษปรับ 1 แสน หรือจำคุก 1 ปี หรือทั้งจำและปรับ

วิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ถึงเวลาที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทุกแห่งต้องเข้มงวดในการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงแก่ผู้รับบริการ หากพบว่าผู้รับบริการไม่ดับเครื่องยนต์ หรือยังใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามให้บริการเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้รับบริการและสถานีบริการ

สอดคล้องกับเมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา จะมีการบังคับใช้ประกาศกฎกระทรวงว่าด้วยการกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจะกำหนดให้ผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันและเชื้อเพลิงทุกประเภทที่ได้รับใบอนุญาต ต้องส่งพนักงานเข้ารับการฝึกอบรมด้านการให้บริการด้วยความปลอดภัยภายใน 2 ปี นับจากวันที่มีผลบังคับใช้ หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะไม่ต่ออายุใบอนุญาต

“สิ่งที่กรมยังเป็นห่วงอยู่คือ การฝึกอบรมพนักงานผู้ปฏิบัติการที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด เบื้องต้นอาจต้องเปิดหลักสูตรภาษานานาชาติเพื่ออบรมพนักงานกลุ่มนี้”

ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท 3.84 หมื่นแห่ง แบ่งเป็นสถานีบริการน้ำมัน 1 หมื่นแห่ง สถานีบริการปิโตรเลียมเหลว 1,988 แห่ง สถานีบริการก๊าซธรรมชาติ 488 แห่ง ถังน้ำมัน (รถขนส่งน้ำมัน) 9,465 ถัง ถังก๊าซปิโตรเลียมเหลว (รถขนส่งก๊าซแอลพีจี) 1,988 ถัง ถังก๊าซธรรมชาติ (รถขนส่งก๊าซเอ็นจีวี) 1,356 ถัง และกิจการ อื่นๆ เช่น คลัง สถานที่เก็บน้ำมัน ร้านค้าจำหน่ายก๊าซแอลพีจี 1.34 หมื่นแห่ง และมีผู้ปฏิบัติงานกว่า 1 แสนคน

งดใช้โทรศัพท์มือถือช่วยลดความเสี่ยง

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อธิบายไขความกระจ่างว่า โทรศัพท์และสัญญาณโทรศัพท์ไม่ได้ทำให้เกิดไฟไหม้ แต่สัญญาณของมันเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าสถิตมากขึ้น จนกลายเป็นเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอันตราย

“ไฟฟ้าสถิตนั้นมีอยู่รอบตัวเราและถูกเหนี่ยวนำผ่านอากาศ โทรศัพท์มือถือไม่ได้ทำให้เกิดไฟไหม้ แต่สัญญาณโทรศัพท์นั้นเพิ่มโอกาสเหนี่ยวนำให้ตัวเรามีไฟฟ้าสถิตเพิ่มมากขึ้น เมื่อถูกสะสมอยู่ในตัวเราหรือตัวรถมากเข้า มันจะถูกถ่ายเทไปยังวัตถุตรงกันข้าม หากเป็นแขนของเพื่อน การสปาร์กกันไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นหัวจ่ายน้ำมัน การถ่ายเทในเสี้ยววินาทีผ่านจุดวาบไฟของน้ำมันหรือไอน้ำมันที่เป็นตัวไวไฟอยู่แล้ว จะทำให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นได้”

ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีรายนี้ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ปั๊มน้ำมันในต่างประเทศที่อากาศหนาวเย็นนั้นเกิดเพลิงไหม้จากไฟฟ้าสถิตง่ายกว่าเมืองไทย เป็นเพราะการถ่ายเทเหนี่ยวนำปะจุไฟฟ้านั้นทำได้ดีในสภาพอากาศชื้น ทำให้ร่างกายได้รับการสะสมมากขึ้นตามมานั่นเอง โดยสรุปการใช้โทรศัพท์มือถือ เป็นการเหนี่ยวนำให้พลังงานศักย์ไฟฟ้ามาสะสมกับตัวเรามากขึ้น ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานในรูปแบบไฟฟ้าสถิต  เมื่อถูกสะสมสูงมากจนถึงจุดที่มันต้องถ่ายเท ก็จะกลายเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย ฉะนั้นกฎหมายจึงประกาศไว้เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง”

ไขข้อข้องใจ ทำไมต้องดับเครื่องขณะเติมน้ำมัน

การดับเครื่องรถยนต์ขณะเติมน้ำมัน เป็นที่ทราบกันดีว่าเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายหลายๆด้าน เนื่องจากรถยนต์มีความร้อนสูง ทั้งจากเครื่องยนต์ ท่อไอเสียหรือไอระเหยโดยรอบ ทั้งยังไม่มีใครทราบว่า อุปกรณ์ภายในรถของแต่ละคนนั้นสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตามคำถามที่หลายคนสงสัยก็คือ การดับเครื่องยนต์อย่างกะทันหันก่อนเติมน้ำมันนั้นจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง

ผศ.ณัฐสิทธิ์ พัฒนะอิ่ม รองหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ไขข้อข้องใจว่า การหยุดรถกะทันหันหลังจากทำความเร็วสูงของรถยนต์ที่ติดตั้งเครื่องเทอร์โบ จะทำให้อายุการใช้งานของเครื่องยนต์นั้นสั้นลง

“น้ำมันจะถูกหล่อเลี้ยงอยู่ที่แกนของเทอร์โบ หากเราขับรถมาด้วยความเร็ว แล้วดับเครื่องทันที น้ำมันจะหยุดไหล แกนเทอร์โบที่ร้อนจัดจะเผาน้ำมันที่ติดอยู่จนเป็นคาร์บอน เกิดเป็นคราบเหนียวๆ เกาะติดอยู่กับแกน เมื่อถึงเวลาสตาร์ทเครื่องอีกครั้ง คาร์บอนตรงนี้จะไปทำให้แกนสึกหรอ อายุการใช้งานของแกนเทอร์โบเลยสั้นลง”

คำแนะนำคือ เมื่อขับรถมาด้วยความเร็ว ก่อนเติมน้ำมัน ให้จอดทิ้งไว้สัก 5-10 นาที เพื่อให้ความร้อนของรถยนต์ถูกระบาย หรือติดตั้งอุปกรณ์เสริมคอยทำหน้าที่หน่วงเวลา เพื่อให้เครื่องดับเองโดยอัตโนมัติหลังถอดกุญแจไปแล้ว 5-10 นาที

“โดยปกติทุกคนเติมน้ำมันเพียงวันละครั้ง โอกาสขับรถด้วยความเร็วสูงนั้นก็มีน้อยมาก โดยเฉพาะใน กทม. ทำให้โอกาสเกิดปัญหาลักษณะข้างต้นนั้นมีน้อยคัน” ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวเครื่องกลทิ้งท้าย

วอนลูกค้าปฏิบัติตามกฎ เสียงสะท้อนจากเด็กปั๊ม

คงเคยเห็นกันแล้วว่า สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วประเทศติดป้ายห้ามอย่างชัดเจนไว้ว่า “ห้ามสูบบุหรี่ ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ไม่ก่อประกายไฟ และไม่ติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้”

วรวุฒิ ประเสิรฐศักดิ์ ผู้จัดการเขตส่วนปฎิบัติการน้ำมัน บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด อธิบายว่า ตามกฎระเบียบของสถานีให้บริการเชื้อเพลิง เมื่อรถยนต์เข้ามาที่ปั๊ม พนักงานจะนำป้ายระบุสิ่งที่ต้องปฎิบัติวางไว้หน้ากระโปรงรถยนต์ ก่อนจะดำเนินการเติมน้ำมันให้ อย่างไรก็ตามพบว่าลูกค้ามากกว่า 50 % ไม่ปฎิบัติตามกฎครบทุกข้อ โดยเฉพาะการดับเครื่องรถยนต์และหยุดใช้โทรศัพท์มือถือ

“เด็กปั๊มทุกคนผ่านการอบรมและรับทราบกฎระเบียบกันดี ถึงเวลาปฎิบัติหน้าที่จริงก็จะหยิบป้ายข้อห้ามมาวางหน้ารถเลย แต่ต้องยอมรับว่าหลายครั้งเวลาเจอรถยนต์หรู ผู้ใหญ่หน้าตาท่าทางดุดันไม่ปฎิบัติตามกฎ พอแนะนำ บางคนก็นิ่ง คิดว่า คุณมีหน้าที่เติมก็เติมไปสิ ฉันจะเล่นโทรศัพท์ หลายคนก็อ้างสารพัด ไม่ดับเครื่องเพราะอากาศร้อนบ้าง คุยธุระสำคัญ มีลูกเล็กนอนหลับอยู่ข้างหลังบ้าง”

วรวุฒิมองว่า เจ้าหน้าที่ภาครัฐควรลงพื้นที่สุ่มตรวจตามสถานีให้บริการเชื้อเพลิง หากพบว่าเมื่อพนักงานได้ขอความร่วมมือกับลูกค้าแล้วยังถูกปฎิเสธ ก็จัดการเข้าพูดคุยทำความเข้าใจด้วยตัวเอง เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับทุกคน ย้ำเตือนว่ามีโทษทางกฎหมายจริง ไม่ใช่แค่คำพูดหรือตัวอักษรในกระดาษเท่านั้น

ธัญชนก พนักงานปั๊มน้ำมันย่านบางคูวัด ปทุมธานี เล่าว่า เจอลูกค้าไม่ดับเครื่องและนั่งเล่นโทรศัพท์ระหว่างรอเติมน้ำมันเป็นประจำ

“ใครไม่ดับเครื่องหรือใช้โทรศัพท์ เราก็ได้แค่แนะนำ ขอความร่วมมือ บางคนก็ทำตาม บางคนไม่สนใจ ส่วนพวกสูบบุหรี่เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว เพราะทุกคนรู้ว่า บุหรี่มันมีไฟชัดเจน ใครเผลอยืนสูบ เราก็จะไล่ให้ออกไปสูบนอกปั๊มทันที”

พนักงานสาวรายนี้เห็นว่า ถึงเวลาที่ลูกค้าจะปฎิบัติตามกฎระเบียบอย่างจริงจัง โดยไม่ต้องรอให้พนักงานคอยตักเตือน

“เราเห็นคลิปวิดีโอตัวอย่างที่เกิดขึ้น เพราะความประมาทและไม่ปฎิบัติตามกฎ  ก็กังวัลนะ เพราะไม่รู้ว่ารถยนต์แต่ละคันที่ไม่ดับเครื่องจะมีสภาพสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน เกิดมีประกายไฟไปติดกับสายไฟแล้วไฟไหม้ คงได้สูญเสียกันหนักแน่”

การเติมเชื้อเพลิงเป็นเรื่องใกล้ตัว ทั้งผู้ให้และผู้รับบริการต้องช่วยกันลดความเสี่ยงอันจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันคงไม่คุ้มกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น