ส่องกุฏิ “ธัมมชโย”กำแพง3ชั้นล้อมยากเข้าถึง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/434753

ส่องกุฏิ "ธัมมชโย"กำแพง3ชั้นล้อมยากเข้าถึง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กระบวนการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ในการเชิญ ธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มารับทราบข้อกล่าวหาคดีร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน และรับของโจร

ตั้งแต่ศาลอนุมัติหมายจับ กระทั่งเตรียมขอหมายค้น พร้อมคู่ขนานไปกับการใช้หลักปกครองทางสงฆ์ให้พระชั้นผู้ใหญ่ช่วยเจรจา ผ่านมาจนถึงบัดนี้ยังไม่สัมฤทธิผล

“วัดธรรมกายมีเนื้อที่จำนวนหลายพันไร่ มีทั้งในส่วนของวัดและมูลนิธิต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณวัดจริงๆ มีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งการเข้าดำเนินการของดีเอสไอไม่อยากให้มีปัญหา จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายให้รัดกุม”พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวไว้เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559 น่าจะเป็นอีกคำอธิบายถึงปัญหาอุปสรรคในการแจ้งข้อกล่าวหาแต่โดยดี

คำบอกเล่าของ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย และอดีตศิษย์เอกของพระธัมมชโย ระบุว่า กรณีที่พระธัมมชโยดื้อแพ่งไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ต้องเข้าไปจับกุมตัว และจากประสบการณ์ที่เคยเป็นพระลูกวัดพระธรรมกาย คิดว่าหากเจ้าพนักงานจะเข้าไป จะต้องใช้กำลังมากพอสมควร และต้องเข้าควบคุมหลายจุด ทั้งเรื่องมวลชน สถานที่ ฐานข้อมูลข่าวสารของทางวัด และพระลูกวัดที่พร้อมจะลุกฮือได้ตลอดเวลา ดังนั้น จะไม่ใช่ประเด็นการเข้าไปเอาตัวแค่ธัมมชโยเพียงอย่างเดียว

“ผมเชื่อว่าพระธัมมชโยยังอยู่ภายในวัด อยู่ภายในกุฏิที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับคลองสาม และมีกำแพงคอนกรีตอย่างหนาล้อมรอบกุฏิเอาไว้อีก 3 ชั้น ชั้นที่ 1 จะเป็นกำแพงล้อมรอบดงไม้ และชั้นที่ 2 เป็นกำแพงล้อมรอบทางเข้า และชั้นที่ 3 เป็นกำแพงที่ล้อมรอบกุฏิ โดยบริเวณนี้มีเนื้อที่ราว 196 ไร่ และหากเจ้าหน้าที่จะเข้าไป แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย”

นพ.มโน บอกว่า ทางเข้าออกไปยังกุฏิของพระธัมมชโยมีเพียงด้านเดียว ขณะเดียวกัน มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของทางวัดดูแลพื้นที่กุฏิตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งไม่ทราบว่ามีจำนวนอยู่เท่าใด พร้อมด้วยความเข้มงวดการเข้าออกของบุคคล เหนืออื่นใด ภายในพื้นที่กุฏิยังมีลานกว้างเพียงพอที่จะให้เฮลิคอปเตอร์ลงจอดได้ และบริเวณมหาเจดีย์ยังมีลานกว้างพอที่จะให้เครื่องบินขนาดเล็กบินขึ้นหรือลงได้เช่นกัน แต่ระหว่างลานจอดเครื่องบินที่ว่ากับกุฏิของธัมมชโย มีระยะทางที่ห่างกันพอสมควร

“หากให้อ่านความคิดของธัมมชโยในขณะนี้ ผมเชื่อว่าเขาทำอะไรไม่ถูกแล้ว ตัดสินใจไม่ถูก หรือไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ กลายเป็นเด็กไปแล้ว เพราะนิสัยที่เป็นคนทำงานด้วยระบบของอารมณ์ ไม่ใช่การทำงานหรือตัดสินใจด้วยเหตุผล และการดื้อแพ่งระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นเหตุผลและความต้องการของธัมมชโยเอง ทีมงานไม่มีส่วนตัดสินใจแทนอย่างแน่นอน เพราะใครจะไปเถียงเขาได้ ทุกคนต้องทำตามคำสั่งหมด ทีมงานก็คิดว่าสิ่งที่ทำตามคำสั่งนั้นคือบุญ ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่ คุณถูกเขาหลอก” นพ.มโน ย้ำ

ขณะที่มุมของการสึกพระที่เป็นกระแสอยู่ขณะนี้ ปรีชา สุวรรณทัต นักวิชาการที่ชำนาญกฎหมายสงฆ์ อธิบายถึงกรณีของพระธัมมชโย ว่า ตาม พ.ร.บ.สงฆ์ฯ หลักใหญ่มีเงื่อนไข คือ ถ้าศาลไม่ให้ประกันตัว อาจจะต้องทำพิธีสึกพระ แต่ทั้งนี้ กรณีตามข้างต้นหมายความว่าผู้ต้องหานั้นจะต้องเป็นภิกษุที่สมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม กรณีของธัมมชโย ถ้ายึดตามพระลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ระบุชัดว่า ธัมมชโยอาบัติปาราชิกไปแล้วเนื่องจากไปยุ่งวุ่นวายกับทรัพย์สินเงินทอง แล้วทางการจะไปสึกเขาได้อย่างไร ถ้าจะไปสึกก็เท่ากับยอมรับว่าธัมมชโยเป็นพระภิกษุโดยสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่ความจริงคือไม่ใช่ เขาไม่ใช่พระ เพียงแค่ชายที่ห่มผ้าเหลือง

ศ.วัชระ งามจิตเจริญ อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองเรื่องการสึกพระว่า หากตำรวจหรือเจ้าหน้าที่เล็งเห็นว่าพระสงฆ์รูปนั้นต้องดำเนินคดี และศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว แน่นอนว่าต้องมีพิธีสึกพระรูปนั้นก่อนเข้าห้องขัง แต่หากเล็งเห็นว่า ไม่กังวลว่าจะหลบหนี หรือไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในคดี พระรูปนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องเข้าพิธีสึกก็ได้ และพระธัมมชโยก็ควรถูกปฏิบัติในรูปแบบเดียวกัน

“หากถึงต้องเข้าเรือนจำกัน แน่นอนว่าต้องสึก แต่หากพูดถึงห้องขังในโรงพัก ส่วนใหญ่เขาก็ไม่เอาพระเข้าห้องขังกัน อย่างเช่นถ้าพระเมา ตำรวจก็จะเอาไปสึกเลย จากนั้นค่อยว่ากัน”

ศ.วัชระ กล่าวว่า การสึกพระเปรียบได้ดั่งการประหารชีวิต หากยังอยู่ในขั้นการสอบสวนและไปสึก สุดท้ายผลปรากฏว่าพระไม่ผิด จะเอากลับไปบวชอีกก็ไม่ได้แล้ว แต่ยอมรับว่า กระบวนการไต่สวนเอาผิดระว่างพระด้วยกันเองยังมีปัญหาและช่องโหว่พอสมควร เพราะด้วยความใกล้ชิด ผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างพระ ทำให้พระที่ทำผิดแต่ผลสอบสวนจากพระบังคับบัญชามีผลออกมาไม่ผิดก็มีไม่น้อย และพระบางรูปก็พวกเยอะ เงินหนา หรือบารมีมากกว่าพระผู้บังคับบัญชา ทำอะไรผิดมาลูกเกรงใจจึงเกิดขึ้นได้ง่าย

 

สตาร์ทอัพสากล อลวนมาตรฐานไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/434554

สตาร์ทอัพสากล อลวนมาตรฐานไทย

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

ผลกระทบของสตาร์ทอัพใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยและทั่วโลกคงป่วนภาพรวมเป็นระยะ เพราะแนวคิดเปลี่ยนโลกของสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของประชาชนหลังจากธุรกิจเก่าไม่มีประสิทธิภาพ โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยขจัดปัญหา เป็นธุรกิจที่ทำซ้ำได้ มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด

จากแนวคิดดังกล่าว จึงทำให้การเปิดให้บริการของสตาร์ทอัพมีผลกระทบตามมามากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป รวมถึงล่าสุดการเปิดตัวของแอพพลิเคชั่นให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างของแกร็บไบค์ (Grab Bike) และ อูเบอร์ โมโต (Uber Moto) ซึ่งถูกกรมการขนส่งทางบกห้ามให้บริการ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายธุรกิจสตาร์ทอัพที่ถูกจับตาว่าอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการขัดข้อกฎหมาย เช่น บริการที่พักของ Airbnb ในบางประเทศเริ่มมีปัญหา เช่น ที่ญี่ปุ่นมีการนำบ้านมาเปิดให้เช่าพัก ทำให้คนในชุมชนนั้นๆ ไม่พอใจ ไกด์นำเที่ยว Takemetour เป็นแอพให้คนในท้องถิ่นทำบริการนำเที่ยว

ด้วยผลกระทบที่จะตามมาอีกมากมายดังกล่าว รัฐในฐานะผู้กำกับดูแลมองปัญหาอย่างกรณีของแกร็บไบค์ อูเบอร์ โมโต อย่างไร พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นของแกร็บและอูเบอร์ ต้องมาเริ่มพิจารณาจาก 3 ข้อนี้ คือ 1.การให้บริการรถยนต์แบบนี้มีประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่ 2.รูปแบบการให้บริการขัดแย้งกับผู้ประกอบการรายเดิมหรือเปล่า 3.ถ้าตอบสองข้อแรกได้ ก็จะมองเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น และสามารถที่จะจัดการได้ หากแบ่งปันผลประโยชน์ลงตัวก็สามารถร่วมมือกันแก้ปัญหาได้

“การแก้ไขที่ดีคือ รายใหม่จะต้องไม่ทำให้รายเก่าเสียผลประโยชน์เดิม จึงจะเป็นทางออกและปรับปรุงร่วมกันได้ ซึ่งคนรุ่นเก่าเองก็ไม่ควรปฏิเสธนักพัฒนาชาวต่างชาติไปเสียหมด แต่ควรจะเรียนรู้และเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสบนความขัดแย้งย่อมต้องมีโซลูชั่นที่เหมาะสม แต่คงไม่ถึงขั้นแก้กฎหมายไปเสียหมด เพราะต้องใช้เวลา อาจจะออกเป็นกฎระเบียบมาคุ้มครองการใช้งานมากกว่า” พิเชฐ กล่าว

อย่างไรก็ตาม วงการสตาร์ทอัพ ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อุ๊คบี มองกรณีนี้ว่า ในมุมของการทำธุรกิจสตาร์ทอัพเข้าใจดีว่าหน่วยงานภาครัฐต้องรักษากฎหมาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นของผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นขนส่งนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเกิดปัญหาขึ้นทั่วโลก อยู่ที่วิธีแก้ปัญหาของภาครัฐแต่ละประเทศว่าจะเลือกใช้วิธีใด

“ในต่างประเทศจะใช้วิธีเรียกผู้ประกอบการเข้ามาคุย หาข้อสรุปเพื่อให้บริการได้ต่อเนื่อง ทำให้มองย้อนกลับมามองวิธีแก้ปัญหาของบ้านเรา เมื่อเกิดปัญหาสิ่งที่ควรทำคือคุยกัน ไม่ใช่ประกาศห้ามและยึดข้อกฎหมายเดิมมาบังคับหรือยกเลิกการใช้งาน การทำแบบนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ซึ่งผมแนะนำให้ทางผู้ให้บริการเข้าไปคุยกับหน่วยงาน เพื่อหาจุดตรงกลางร่วมกันดีกว่า จะได้แก้ไขปัญหาในระยะยาว” ณัฐวุฒิ กล่าว

กระทิง พูนผล ที่ปรึกษากองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก กล่าวว่า การสนับสนุนสตาร์ทอัพในต่างประเทศนั้น จะยอมปิดตาข้างหนึ่ง เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้ เมื่อถึงจุดหนึ่งค่อยเข้ามาดูเรื่องข้อกฎหมาย เพราะทราบว่าการคุมกฎทุกอย่างตั้งแต่ต้นธุรกิจจะไม่เกิด

“ยกตัวอย่าง ฟินเทคในประเทศไทยนั้น ท่าทีและการเตรียมความพร้อมของแบงก์ชาติมีทิศทางที่ดีมาก คือยอมปิดตาข้างหนึ่ง เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าและยังควบคุมไม่ให้สตาร์ทอัพหน้าใหม่ทำให้ระบบเดิมเสีย คือยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และสตาร์ทอัพที่เข้ามาให้บริการก็จะรู้ข้อจำกัดของตน และเดินหน้าไปตามระเบียบถือว่าเป็นแนวทางที่ดี แต่ต้องแยกกับหน่วยงานภาครัฐ เพราะบางหน่วยงานไม่เข้าใจรูปแบบบริการของสตาร์ทอัพจึงปรับตัวไม่ทัน จึงอยากให้ทุกฝ่ายหาข้อสรุปร่วมกันและหาจุดตรงกลางที่เหมาะสมจะดีที่สุด” กระทิง กล่าวและว่า

“ในต่างประเทศมีการลงข่าวกรณีสตาร์ทอัพในไทยเยอะมาก การห้ามผู้ประกอบการดูสวนทางกับนโยบายดิจิทัลอีโคโนมีของภาครัฐ ยิ่งมีการเปิดให้บริการแอพพลิเคชั่นที่คล้ายคลึงกันในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกับการเกิดปัญหา ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของไทยดูเป็นสีเทาเข้าไปอีก จึงควรเร่งแก้ไขปัญหานี้ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจสตาร์ทอัพอื่นๆ”

กระทิง กล่าวว่า หากดูประเทศจีนซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ใหญ่มาก ยังสามารถผลักดันและควบคุมสตาร์ทอัพเหล่านี้ได้ ดังนั้นไทยก็ควรที่จะเร่งป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ด้วยการหาจุดตรงกลางร่วมกันอย่างเหมาะสมเพื่อการแข่งขันที่เท่าเทียม หากต้องการผลักดันสตาร์ทอัพภาครัฐต้องโปร่งใส เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาอีกครั้ง

ขณะที่นักวิชาการ ฉัตร คำแสง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ให้ความเห็นว่าเหตุผลการเลิก 2 แอพพลิเคชั่นดังกล่าวมาจากทางการเมือง จากผลประโยชน์ โดยเห็นชัดเจนขึ้นจากการที่แอพ GoBike ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้าย Grab Bike แต่ร่วมพัฒนาโดยสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กลายเป็นแอพเดียวที่สามารถดำเนินงานอย่างถูกกฎหมาย ในขณะที่ Grab Bike และ Uber Moto ต้องยุติลง

การยอมให้แอพ GoBike สามารถดำเนินการได้เพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าให้บริการโดยวินจักรยานยนต์ที่ถูกกฎหมาย เป็นการรักษาอำนาจให้แก่กลุ่มเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากมีวิธีการแก้ปัญหาเรื่องนี้สารพัดวิธีแต่ไม่ได้ทำ

เรื่องทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าผู้กำหนดนโยบายและผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายมีทัศนคติและเครื่องมือที่ไม่พร้อมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการใช้กลไกตลาดกับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ดังนั้นแนวคิดและตัวกรอบกฎหมายจึงควรเปลี่ยนแปลง หากต้องการยกระดับเศรษฐกิจไทยจริง ต้องคำนึงถึง 3 ข้อ คือ

1.เปิดให้มีการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการในธุรกิจที่ไม่มีความจำเป็นให้ผูกขาด รัฐอาจกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค แต่ต้องไม่กีดกันผู้ให้บริการรายใหม่ 2.ความเสมอภาคระหว่างธุรกิจ เช่น การค้าทั่วไปเสียภาษี แต่การค้าออนไลน์ไม่เสียภาษี หรืออย่างการให้เช่าที่พักผ่านแอพ Airbnb ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายการประกอบ ธุรกิจโรงแรม และ 3.จุดยืนด้านสวัสดิการแรงงานพื้นฐาน เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้เป็นระบบตัวกลางและมักไม่ได้ว่าจ้างผู้ให้บริการเป็นพนักงานของบริษัท จึงอาจไม่เข้าข่ายกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

ไม่เพียงความเห็นต่างในการแก้ปัญหา ในส่วนของนิยาม ภาครัฐ มงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) บอกว่า นิยามของสตาร์ทอัพของรัฐบาลที่ได้หารือกันมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ทำธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมสมัยใหม่ เช่น การพัฒนาโปรแกรม แอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่นำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ เช่น เฟซบุ๊ก กูเกิล อาลีบาบา หรือการผลิตไอศกรีมจากเกล็ดหิมะ การผลิตเสื้อผ้าด้วยเทคโนโลยีพิเศษขั้นสูง เป็นต้น กลุ่มนี้เป็นของใหม่ที่ต้องใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การค้นคว้า วิจัย

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่ทำธุรกิจด้วยการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งค้าขาย เช่น พวกที่เปิดเว็บไซต์ขายของทำธุรกิจซื้อมาขายไป คือกลุ่มอี-คอมเมิร์ซนั่นเอง กลุ่มนี้จะมีความสามารถในการหาแหล่งขาย

กลุ่มที่สาม จะเป็นผู้ที่ทำธุรกิจแบบดั้งเดิม คือเป็นเอสเอ็มอีในท้องถิ่น จะถือว่าเป็นสตาร์ทอัพก็ได้ ผลิตสินค้าออกมาแล้วก็ขายในท้องถิ่นหรือรอนักท่องเที่ยวมาซื้อ

มงคล กล่าวว่า สิ่งที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้นโยบายไว้ก็คือให้นำเอาสตาร์ทอัพกลุ่มที่ 1 มาเจอกลุ่มที่ 2 และสตาร์ทอัพกลุ่มที่ 3 มาเจอกลุ่มที่ 2 นั่นคือการขยายธุรกิจให้กว้างไกลออกไป กลุ่มที่ 3 เมื่อผลิตสินค้าได้แต่ขายไม่เป็นก็หาช่องทางการขายเพิ่มให้ ส่วนกลุ่มนวัตกรรมนั้นอาจจะคิดได้ไม่มีเงินทุนและไม่รู้จะขยายธุรกิจยังไง ก็ให้ช่วยกันทำให้เขาขยายธุรกิจให้ได้

“รัฐบาลหรือแบงก์รัฐไม่ได้สับสนกับคำว่าสตาร์ทอัพ และยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องในการสนับสนุนสตาร์ทอัพ” มงคล กล่าว

ขณะที่วงการสตาร์ทอัพ ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ ที่ปรึกษาด้านการลงทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก มองทิศทางสตาร์ทอัพว่า การเป็นนักลงทุนนั้นจะต้องมองหา
นวัตกรรมที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเดิมที่มีอยู่ด้วยเทคโนโลยี ซึ่งแต่ละธุรกิจที่เลือกเข้าไปลงทุนจะดูที่แผนธุรกิจ วิสัยทัศน์และทีมงานว่าจะสามารถเดินหน้าผ่านแรงกดดันทางธุรกิจไปได้มากน้อยเท่าใด

เมื่อผลประโยชน์แฝงเร้น มุมมองต่อสตาร์ทอัพในดิจิทัลอีโคโนมีของรัฐบาล 4.0 ที่เศรษฐกิจจะขับเคลื่อนด้วยอินโนเวชั่น เป็นแบบนี้แล้ว จึงเกิดคำถามว่า รัฐกำลังจะสตาร์ทอัพแบบไทยๆ แต่สต็อปดาวน์สตาร์ทอัพสากลใช่หรือไม่?

 

ทัวร์อาณาจักรธรรมกาย“เขตต้องห้าม ประตู10“

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/434450

ทัวร์อาณาจักรธรรมกาย“เขตต้องห้าม ประตู10“

โดย ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ขณะที่หลายสายตากำลังจับจ้อง กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอจะสามารถแจ้งข้อหาธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกายได้หรือไม่ และเมื่อไหร่ !?!

แต่ทว่าภายในอาณาบริเวณวัดธรรมกายมีความเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมรับมือบางสิ่งบางอย่าง  นอกจากศิษยานุศิษย์ที่เดินทางเข้ามาภายในวัดอย่างต่อเนื่อง  ก็ยังมีกองทัพสื่อมวลชนปักหลักติดตามรายงานข่าว

แน่นอนคำถามที่ยังอื้ออึงไปทั่ว “ธัมมชโยยังอยู่ภายในวัดหรือไม่ อยู่บริเวณไหนของวัด”

แม้ไม่มีคำตอบยืนยันชัดเจน  แต่ พระภาสุระ ทนฺตมโน หัวหน้ากององค์กรระหว่างประเทศ ถือโอกาสนำคณะสื่อมวลชนขึ้นรถพ่วงขนาดเล็กเดินทางเข้าไปสังเกตการณ์สถานที่ปฏิบัติธรรมภายในพื้นที่อาณาบริเวณกว่า 2,000 ไร่

การได้เข้าไปสำรวจวัดธรรมกายครั้งนี้ อดไม่ได้ที่จะทำให้นึกถึงป้ายโฆษณายักษ์ของวัดแห่งหนึ่งเคยเชิญชวน“ ครั้งหนึ่งในชีวิต ของลูกผู้ชาย“แต่นี่เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้เห็นถึงสิ่งปลูกสร้างซึ่งถูกก่อตัวขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้ง

จุดแรกคืออาคารห้องแก้วสารพัดนึกถูกใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม”ความดีสากล5ประการ”หรือเรียกว่า UG5 (Universal Goodness 5) มองจากภายนอกมีลักษณะรูปทรงอาคารชั้นเดียว แต่เมื่อเข้ามาภายในพบว่าเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่กำลังมีศิษยานุศิษ์นั่งฟังเทศน์เต็มห้องแห่งนี้

พื้นที่ถัดมาเป็นอาณาบริเวณของ มหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งถือเป็นจุดหลักสำคัญของวัด ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้สามารถมีอายุคงทนนานถึง1,000  ปี จำนวนห้องน้ำ 1 หมื่นห้อง จุคนได้มากที่สุด 1 ล้านคน ข้างใต้ฐานรากของเจดีย์ถูกแบ่งออกเป็นหลายห้อง ภายในบรรจุแท้งค์น้ำขนาดใหญ่จำนวนมาก รองรับน้ำหนักโครงสร้างด้วยเสากว่า 1,000 ต้น เพิ่มความแข็งแกร่งของเสาด้วยการครอบเสริมเกราะวัสดุสแตนเลส ทำให้ทนทานต่อความชื้น ทั้งยังทนต่อสภาพดินเป็นกรด เพราะดินบริเวณนี้เป็นดินเปรี้ยว

พระภาสุระ กล่าวอีกว่า หลวงพ่อธัมมชโย ต้องการให้วัดธรรมกายเป็นสถานที่กลาง ให้เหมือนกับศาสนาคริสต์ที่มีนครรัฐวาติกัน หรือ เมกกะ นครอันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม แต่ศาสนาพุทธ ยังไม่มี ดังนั้นจึงต้องการสร้างให้มีอายุนานถึงพันปี

สำหรับการบริหารจัดการภายในวัดจะแบ่งหน้าที่ของเป็นสำนักต่างๆ อาทิ สำนักกองการต่างประเทศ สำนักจราจร สำนักเยาวชน มีหน้าที่เฉพาะด้านและรับเจ้าหน้าที่เข้าทำงานจากความชอบหรือทักษะพิเศษทำงานแยกส่วนอย่างชัดเจน

ทั้งนี้บริเวณมหาธรรมกายเจดีย์ เป็นพื้นที่เพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดจำนวน 2,000 ไร่ ที่ทางวัดนำคณะสื่อมวลชนไปสังเกตการณ์เท่านั้น โดยพระภาสุระ ยืนยันว่า หลวงพ่อธัมมชโย อยู่ภายในพื้นที่วิหารคุณยายอาจารย์ ซึ่งเป็นพื้นที่เฉพาะ บุคคลภายนอกห้ามเข้าแต่ประชาชนสามารถเดินทางเข้าบริเวณวัดได้สะดวกผ่านประตูหลัก 9 ประตู แต่จะมีอีก 1 ประตู ที่สามารถเปิดปิดได้เป็นกรณีพิเศษ หรือประตูที่ 10

กรณาธิป สุขรังสรรค์ ศิษยานุศิษ์วัดธรรมกาย กล่าวว่า เริ่มเข้ามาศึกษาธรรมะที่วัดเมื่อพ.ศ. 2549 ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกดีต่อวัดคือ ความเป็นระเบียบ สะอาด ความสุภาพของคนที่นี่ และความศรัทธาในหลวงพ่อธัมมชโย แม้จะไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคล เพราะตัวบุคคลสามารถล่มสลายได้ ทำให้ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่ถ้าให้ความสำคัญกับแบบแผนความดีงาม และศาสนสถานเป็นสำคัญสิ่งเหล่านี้จะคงอยู่ตลอดไป

“ยอมรับว่าวัดธรรมกายสร้างขึ้นอย่างใหญ่โตเกินไปอย่างที่สังคมตั้งคำถาม ว่าทำไมวัดต้องมีสิ่งปลูกสร้างอลังการเช่นนี้ แต่นี่คือศาสนาสถานขนาดใหญ่เพื่อรองรับจำนวนคนมหาศาลให้คุ้มประโยชน์มากที่สุด และเมื่อทำบุญทำทานแต่ละครั้งเชื่อว่าเป็นการลงทุนที่เห็นผล เช่น บริจาคเงินให้มูลนิธินำปัจจัยไปใช้สร้างศาสนสถานที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงส่งเงินช่วยเหลือพระชายแดนภาคใต้ จึงไม่ใช่การปลูกฝังว่าต้องใช้เงินทำบุญ” กรณาธิป กล่าว

แม้สังคมจะตั้งข้อสงสัยถึงความไม่โปร่งใสในวัด แต่ส่วนตัวจะเชื่อสิ่งใดขอตัดสินใจด้วยตัวเอง สิ่งเดียวที่จะทำให้ไม่ชอบหลวงพ่อได้ คือหลวงพ่อทำตัวเอง แล้วเราเห็นเองจนสิ้นศรัทธาไป ทว่าทุกวันนี้ยิ่งศึกษายิ่งเลื่อมใสมากขึ้น ส่วนหลังจากนี้หลวงพ่อจะต้องปาราชิก แล้วมีท่านอื่นขึ้นมาแทนจะเป็นใครนั้น เรื่องนี้บรรดาญาติโยมจะไม่ออกความเห็น

เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า การมองเรื่องบางอย่างต้องมองให้รอบด้านของเจดีย์ ไม่เชื่ออะไรง่าย ไม่หูเบา เพราะธรรมชาติของคนชอบจับผิด จึงอยากให้ลองมองด้านดีของคนอื่นบ้าง บางคนมาที่วัดกลับไปเกิดความรู้สึกไม่ดี แต่บางคนกลับไปแล้วมีความศรัทธามากยิ่งขึ้น

 

 

 

 

 

 

ดีเอสไองัด5แผนจับธัมมชโย ดึง‘สมเด็จช่วง-มหาเถรฯ’ร่วมเกมล่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:43 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/434374

ดีเอสไองัด5แผนจับธัมมชโย ดึง‘สมเด็จช่วง-มหาเถรฯ’ร่วมเกมล่า

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

หลังจากพระธัมมชโยเล่มเกมปั่นหัว “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” ตัดสินใจไม่มอบตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรในคดีรับเช็คจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และนักโทษคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์ดังกล่าว

แรงกดดันจึงตกมาที่ดีเอสไอและอำนาจรัฐทั้งระบบ ว่าจะดำเนินการอย่างไรจากนี้ เพื่อให้เห็นว่า รัฐยังมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายและไม่ให้เป็นกรณีเยี่ยงอย่าง เนื่องจากพระธัมมชโยท้าทายกระบวนการยุติธรรม ไม่สนแม้กระทั่งคำสั่งศาลที่อนุมัติออกหมายจับ เลือกกบดานในอาณาจักรธรรมกายบนพื้นที่ที่สลับซับซ้อนกว้างขวางกว่า 3,000 ไร่ พร้อมกับสร้างกำแพงมนุษย์จากบรรดาศิษยานุศิษย์ไม่ให้ดีเอสไอบุกเข้าจับกุมอีกชั้น

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ดีเอสไอได้ประชุมซักซ้อมแนวทางการนำตัวพระธัมมชโยมาดำเนินคดี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้ออกมาเปิดเผยมาตรการไล่ล่าจับกุม 5 ขั้นตอน

1.การทำแผนตามหมายจับ 2.มอบหมายจับให้กับตำรวจและฝ่ายปกครอง หากพบตัวสามารถเข้าจับกุมได้ทันที 3.ทำหนังสือถึงฝ่ายปกครองคณะสงฆ์ทุกระดับตั้งแต่มหาเถรสมาคม (มส.) ให้ดำเนินขั้นตอนตาม พ.ร.บ.สงฆ์ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชา 4.ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 189 ใครให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือผู้ต้องหาก็จะถูกดำเนินคดีด้วย 5.เร่งรัดการดำเนินคดีให้เสร็จโดยเร็วที่สุด คาดว่าจะสรุปสำนวนให้อัยการพิจารณาภายใน 2-3 สัปดาห์

“นายกฯ ได้แสดงความเป็นนห่วงและกำชับให้ทำเหมือนคดีปกติ อย่าให้ขยายเป็นประเด็นอื่น หรือทำให้เกิดเหตุร้ายแรงขึ้น เพราะอาจบานปลายไม่คุ้มที่จะเสี่ยง หากมีการขัดขวาง เกิดเหตุอันตรายเกินควบคุม” พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า การเข้าจับกุมต้องมีหมายค้นจากศาลก่อน ซึ่งดีเอสไอต้องมีหลักฐานไปแสดงต่อศาลถึงแหล่งที่อยู่ที่ชัดเจนเพื่อให้ศาลเป็นผู้อนุมัติ ขณะเดียวกันได้สั่งการให้อธิบดีดีเอสไอทำหนังสือถึง มส.ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสงฆ์ เพื่อหารือว่าควรเข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมต้องมีการต่อสู้กันหลายชั้น ขณะนี้เป็นเพียงชั้นที่ 1 ซึ่งพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าผิด หลังจากนี้ยังต้องให้อัยการและศาลพิจารณา ส่วนการจับกุมตัว เจ้าหน้าที่บังคับให้มาพบพนักงานสอบสวนก็ไม่มา จะไปจับก็ไม่ได้ พนักงานสอบสวนไม่ได้ทำอะไรผิดขั้นตอน ทั้งหมดต้องถามกลับไปยังสังคมว่าจะยอมให้ประเทศถูกตั้งเงื่อนไขโดยนำมวลชนมากดดันไม่ให้สามารถดำเนินคดีได้หรือไม่

พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์ รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ยังไม่มีการส่งเอกสารให้ศาลพิจารณาออกหมายค้น แต่จะทำหนังสือเพื่อที่จะยื่นไปยัง มส.ต่อไป

อย่างไรก็ตาม วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กลับเห็นแย้งจากดีเอสไอว่า ไม่ควรดึง มส.เข้ามาช่วยในการจับกุม แต่เป็นหน้าที่ตรงของดีเอสไอ

 

ขณะที่ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระศิษย์เอกของพระธัมมชโยเมื่อ 20 ปีก่อน ได้เดินทางมาเข้าร่วมประชุมกับคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ โดยเสนอทางออกให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และยังเป็นพระอุปัชฌาย์โดยตรงของพระธัมมชโย เป็นผู้ประนีประนอมและนำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นเพื่อลดการเผชิญหน้ากับกำแพงมนุษย์ ซึ่งจะทำให้การดำเนินการกับพระธัมมชโยง่ายขึ้น มิเช่นนั้นก็จะเกิดการเผชิญหน้ากับกำแพงมนุษย์ เพราะขณะนี้มีคนเข้าไปอยู่ในวัดพระธรรมกายแล้วกว่า 5,000 คน พระอีก 500 รูป

“คนในวัดพระธรรมกายทราบดีว่าพระธัมมชโยเปลี่ยนใจได้วันละ 100 ครั้ง ซึ่งท่านเจอว่ามีแพทย์มาก็ตกใจ และเมื่อวานนี้ที่หนีและอาการกำเริบขึ้นเพราะรู้ว่ามีหมอมา และรู้ว่าตัวเองไม่ได้ป่วยจริง ก็อาจโดนข้อหาลวงโลกอีก ก็เลยรีบเผ่นกลับเข้าไป ส่วนใจจริงแล้วท่านกลัวการสอบสวนเป็นที่สุด ฉะนั้นการที่จะเข้ามอบตัวก็เป็นไปไม่ได้เลย” นพ.มโน กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงเย็นมีเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอ 2 คน เข้าพบพระเทพรัตนสุธี เจ้าอาวาสวัดเขียนเขต ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ในฐานะเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี โดยใช้เวลานานกว่า 50 นาที คาดว่าเพื่อขอให้เจ้าคณะจังหวัดดำเนินการเอาผิดกับพระธัมมชโย

สำหรับความเคลื่อนไหวที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ยังคงปิดไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไปที่วัด หลังจากเลยเส้นตายที่พระธัมมชโยต้องมอบตัว แต่กลับปฏิเสธ ขอปักหลักในวัดแทนนั้น บรรดาลูกศิษย์ได้นำรถเกรดเดอร์และรถแบ็กโฮมาปิดทางเข้าออก โดยประตูที่ 5 มีการนำป้ายมาติดให้กำลังใจทางวัดเพิ่มเติม ระบุว่า “เรายอมตายเพื่อหลวงพ่อของเรา” ขณะที่บรรดาลูกศิษย์ยังคงทยอยเดินทางมาให้กำลังใจพระธัมมชโยหลายพันคน

ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้จะยื่นคำร้องให้สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติการามวรวิหาร ในฐานะเจ้าคณะใหญ่หนกลาง เพื่อให้ตรวจสอบพระธัมมชโยว่ามีความผิดถึงขั้นปาราชิกหรือไม่

ไพบูลย์ กล่าวว่า ตามขั้นตอนจะต้องมีการไต่สวนว่ามีมูลความผิดหรือไม่ ซึ่งในระหว่างนี้ มส.สามารถเข้ามาพิจารณาได้ โดยถ้าเห็นว่ามีความผิดพระธรรมวินัยก็สามารถมีมติให้พระธัมมชโยขาดจากความเป็นพระได้ทันที ทั้งหมดเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505

ด้านพระพุทธะอิสระ จากวัดอ้อน้อย กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาของพระธัมมชโยต้องให้สมเด็จช่วง และสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ มีบัญชาหรือคำสั่งให้พระธัมมชโยมามอบตัว เนื่องจากมีความคุ้นเคยกันอย่างดี เชื่อว่าหลังจากพระชั้นผู้ใหญ่ทั้งสองรูปไปพูดคุยกับพระธัมมชโยแล้ว อาจมีข้อแลกเปลี่ยนเงื่อนไขกลับมายังดีเอสไอแน่นอน

พระพุทธะอิสระ กล่าวว่า การทำคดีพระธัมมชโยต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปีอย่างแน่นอน ถึงวันนั้นคงเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ไปแล้ว และเมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามาสุดท้ายคดีของพระธัมมชโยก็ยกฟ้องเหมือนกับที่ผ่านมา

พระพุทธะอิสระ วิเคราะห์สถานการณ์ว่า หนังม้วนเดิมกำลังกับมาฉายซ้ำอีกรอบ เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครและเวลาเท่านั้น เหตุการณ์ของพระธัมมชโยจะเป็นลักษณะเดียวกับเหตุการณ์ช่วงปี 2541 ที่ถูกกล่าวหายักยอกเงินและที่ดินที่ญาติโยมบริจาคให้วัด ก่อนที่ พล.ต.ท.วาสนา เพิ่มลาภ จะนำกำลังตำรวจคอมมานโดไปล้อมจับพระธัมมชโย แต่ถูกลูกศิษย์รวมตัวเป็นโล่มนุษย์ ปกป้อง ในที่สุดสมเด็จวัดชนะสงครามมีบัญชาว่า ถ้าพระธัมมชโยไม่มอบตัวก็ต้องสึก พระธัมมชโยจึงยอมมอบตัว และขอประกันตัวได้ทันทีภายในวัดชนะสงคราม สุดท้ายมีการสืบพยานมานานหลายปี อัยการยื่นถอนฟ้อง

“ตอนนี้วัดกำลังประวิงเวลาซึ่งเป็นเกมที่พระธัมมชโยวางไว้ ซึ่งถ้าไม่เร่งรัดทำคดีนี้ให้เสร็จภายใน 1 ปี เชื่อว่าพระธัมมชโยจะหลบหนีอย่างแน่นอน” พระพุทธะอิสระ กล่าว

อีกด้านหนึ่ง หลังจาก พล.อ.ไพบูลย์ ระบุว่า หากไม่สามารถแจ้งข้อกล่าวหาพระธัมมชโยได้ดีเอสไอก็สามารถดำเนินการส่งฟ้องคดี เรื่องนี้ ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ระบุว่า ห้ามมิให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีใดต่อศาล โดยมิได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อน การที่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาและยังไม่ได้สอบปากคำตัวผู้ถูกกล่าวหา จึงยังไม่ได้มีการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหารายนี้ ถ้าพนักงานอัยการฟ้องคดีไป ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง

 

“ตัดต้นไม้ในเมืองผิดวิธี” พอกันทีกับความอัปลักษณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/434154

"ตัดต้นไม้ในเมืองผิดวิธี" พอกันทีกับความอัปลักษณ์

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เมื่อต้นไม้ใหญ่เขียวขจีตามท้องถนนเมืองกรุงถูกตัดแต่งอย่างผิดวิธี ส่งผลทำให้กิ่งก้านสาขาที่เคยสวยงาม ให้ร่มเงา กลายเป็นแห้งโกร๋น ลำต้นเต็มไปด้วยบาดแผล รูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์จนต้องเบือนหน้าหนี

นาทีนี้คนเมืองพากันตั้งคำถามถึงผู้รับผิดชอบว่า วิธีการตัดแต่งต้นไม้ถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่

ปลุกกระแส…เปลี่ยนปัญหาเป็นสินทรัพย์

ความสวยงามร่มรื่นของต้นไม้ในต่างประเทศ กลายเป็นแรงผลักดันให้ อุ๊-ช่อผกา วิริยานนท์ จับมือกับพรรคพวกก่อตั้ง “เครือข่ายต้นไม้ในเมือง” ขึ้น

“เราไปเห็นภาพการตัดแต่งต้นไม้ใหญ่อย่างสวยงามจากเมืองนอก แล้วเกิดไอเดียว่า เฮ้ย…เมืองไทยต้องตัดแบบนี้สิ เลยเอามาเขียนลงในเฟซบุ๊ก เชื่อไหม มีคนสนใจและแชร์ต่อกันเยอะมากเป็นล้านวิว คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องผลักดันให้เรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นจริงในเมืองไทย รุ่งขึ้นชวนพรรคพวกมานั่งคุยกัน ไม่น่าเชื่อถึงวันนี้มีคนเข้าร่วมเครือข่ายมากกว่า 3 หมื่นคน ทั้งภาคเอกชน ประชาชน และมหาวิทยาลัย รวมแล้วกว่า 60 แห่ง เป้าหมายคือ รวมพลังขับเคลื่อนให้เกิดการปฎิรูปวิธีการบริหารจัดการต้นไม้ในเมือง ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ แต่รวมถึงหัวเมืองทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศด้วย”

ช่อผกา เล่าว่า สิงคโปร์ ถือเป็นประเทศต้นแบบในการจัดการต้นไม้ในเมืองที่มีวิสัยทัศน์ จนสามารถใช้เป็นแม่เหล็กดึงดูดคนให้ทั้งคนในและนอกประเทศอยู่ในเมืองได้อย่างร่มเย็น

“หลายสิบปีก่อนสิงคโปร์ร้อนมาก แต่สมัยนี้ร่มเย็น เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่อลังการ เพราะรัฐบาลมีหน่วยเฉพาะดูแล ใช้เทคโนโลยีในการจัดการ มีรันนิ่งนัมเบอร์ต้นไม้ มีหมอต้นไม้ที่เรียกว่ารุกขกร คือคนที่มีความรู้ทางด้านการดูแลต้นไม้เป็นผู้ทำหน้าที่ตัดแต่ง ประเทศพัฒนาแล้วในโลกทำอย่างนี้กันทั้งนั้น เพราะเขามองว่า ต้นไม้คืนสินทรัพย์ของเมืองที่ต้องพยายามทำให้งอกเงย เชื่อเถอะว่า เมื่อเราดูแลมันดี ต้นไม้จะกตัญญูตอบแทนคนทั้งเมืองอย่างมหาศาล”

ประธานเครือข่ายต้นไม้ในเมือง ยกตัวอย่างความมหัศจรรย์ของต้นไม้ ที่สามารถสร้างรายได้ทั้งทางตรงและอ้อมให้กับประเทศได้

“ด้านการท่องเที่ยว ประเทศญี่ปุ่นใช้ซากุระดึงดูดเงินคนทั้งโลก รักษาอย่างดีจนกลายเป็นโมเดลให้อีกหลายประเทศทำตาม  ด้านสภาพอากาศ ทุกวันนี้คนเมืองทรมานมากในอุณหภูมิที่สูงขึ้นทุกปี ทั้งจากอากาศและความอบอ้าวจากซีเมนต์ การมีต้นไม้ในเมืองจำนวนมาก สามารถลดอุณหภูมิในป่าคอนกรีตได้  ด้านอสังหาริมทรัพย์ งานวิจัยชี้ชัดว่า โครงการใดมีต้นไม้ใหญ่ ที่นั่นจะปิดการขายได้รวดเร็วกว่า เพราะคนเมืองกำลังโหยหาความร่มรื่นและพื้นที่สีเขียวมาก หรือแม้แต่ทางการแพทย์ ต้นไม้ยังช่วยรักษาโรคซึมเศร้าได้ด้วย องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคซึมเศร้าและผู้ป่วยจิตเวชกำลังจะกลายเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยอันดับสองของโลกและนำไปสู่การฆ่าตัวตาย แต่รู้หรือเปล่า การนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ ทำให้สมองของมนุษย์อยู่ในคลื่นอัลฟ่า (Alpha wave) ซึ่งเป็นสภาวะของคนที่มีจิตใจสงบเยือกเย็น มีสมาธิ ลดความสับสนวุ่นวายในสมองลง พร้อมที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดกระบวนการเรียนรู้สูงสุด

ถ้าคิดในเชิงสังคม คุณยังเห็นว่าไม่พอ ลองคิดในมุมเศรษฐศาสตร์ก็ได้ว่าประโยชน์ของมันนั้นสร้างเม็ดเงินและลดค่าใช้จ่ายมากมายมหาศาลขนาดไหน มันเป็นเรื่องน่าโมโห ที่เอาใครก็ไม่รู้มาตัดหัว สังหารต้นไม้เป็นว่าเล่น ถ้ารู้ประโยชน์อย่างนี้แล้ว เราควรยอมรับไหมล่ะ”

ช่อผกา เห็นว่า การบูรณาการในหลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนคือสิ่งสำคัญต่อการปฎิรูปการบริหารจัดการเพื่อทำให้คนกับต้นไม้รักและอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข การสังหารโหดหรือตัดแต่งไม่ถูกต้องต้องหมดไปเสียที

“ขอเชิญให้ทุกคนร่วมกันถ่ายภาพต้นไม้ที่มีปัญหาและโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ตั้งอยู่ที่ไหน พร้อมกับ แฮชแท็ก #สายตรวจต้นไม้ เราจะทำการรวบรวมข้อมูลส่งไปยังจังหวัดต่างๆ ให้ผู้มีอำนาจรับรู้ อยากให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำ อย่าแค่บ่น มาร่วมกันชี้ปัญหาให้ผู้บริหารเห็น เมื่อเป็นกระแสอย่างกว้างขวางก็จะได้รับการแก้ไข”

ผู้บริหารต้องเชื่อก่อนว่าต้นไม้สำคัญ 

ปัญหาเรื่องต้นไม้ ที่ผ่านมาปฎิเสธไม่ได้ว่า ผู้บริหารระดับสูงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดนโยบายและทิศทางการทำงานแก่ผู้ปฎิบัติระดับล่าง

ครูต้อ-ธราดล ทันด่วน ผู้ชำนาญการด้านการดูแลต้นไม้ในเขตเมือง บอกชัดถ้อยชัดคำถึงหนทางไปสู่ความร่มรื่นในเมืองอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้มีอำนาจ หน่วยงานรับผิดชอบ ในการดูแลรักษาต้นไม้เสียก่อน

“ไม่ใช่ประกาศแค่ว่าเมืองจะเป็นสีเขียว แต่ต้องเชื่อจริงๆก่อนว่าต้นไม้มีความสำคัญ เป็นหน้าเป็นตา เป็นบุคลิกภาพของเมือง คำถามคือคุณเชื่อจริงๆไหม ถ้าเชื่อจริงก็ผลักดัน แต่ที่ผ่านมา ผมคิดว่าท่านไม่เชื่อจริง และเลือกลงทุนเรื่องต้นไม้แบบผิดๆ เกาะกลางถนนตัดเป็นเรือสุพรรณหงส์ เป็นพญานาค เทวดา ยาวหลายกิโลเมตร เสียงบประมาณ ดูแลตัดแต่งทุกๆ 15 วัน แต่กลับไม่ได้สร้างความร่มรื่น ทำเท่าไหร่ก็ยิ่งร้อน นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า เราใส่ใจผิดที่ผิดทาง ละเลยเรื่องที่มีน้ำหนักสูงสุดอย่างการจัดการดูแลรักษาต้นไม้ใหญ่ที่ดูแลง่ายเพียงปีละครั้ง” 

วิทยากรและที่ปรึกษาดูแลด้านต้นไม้ใหญ่ให้กับบริษัทเอกชนหลายแห่งรายนี้ แนะนำแนวทางบริหารจัดการต้นไม้ของประเทศสิงคโปร์ให้ฟังว่า เลือกวางต้นไม้ชนิดเดียวกันตลอดแนวท้องถนนบางแห่ง เช่น ต้นประดู่ ก็ใช้ต้นเดียวยาวไปตลอดแนวถนนลาดพร้าว นอกจากจะบริหารจัดการง่ายแล้ว ยังเป็นการบ่งบอกพื้นที่ไปในตัวด้วย

“ขับรถไม่ต้องสนใจว่าอยู่ซอยไหน ดูต้นไม้เอา ถ้าต้นไม้เปลี่ยน เฮ้ย มันไกลจากซอยนั้นแล้วเว้ย  การสั่งงานตัดแต่งก็ง่าย ผมเป็นหัวหน้าคนงาน พาลูกน้องไปตัด ผมตัดหัวแถวให้ดูต้นเดียว แล้วบอกที่เหลือ เอ็งตัดให้เหมือนกันนะ เพราะมันพันธุ์เดียวกัน จบ แต่บ้านเรา เดี๋ยวก็ประดู่ นนทรี ชมพูพันธุ์ทิพย์ โอ้โห ไปเรื่อยเลยกว่าจะตัดจบ”

ข้อสำคัญคือ การวางเป้าหมายอย่างชัดเจน จริงจัง รวมถึงลงทุนกับเครื่องไม้เครื่องมืออย่างถูกต้อง ถือเป็นแนวทางปฎิบัติที่ควรเดินไป

“ต้องเลือกเป้าชก  ชกมันตรงนั้น ชกจนเอาชนะให้ได้ ที่ผ่านมาบ้านเราสะเปะสะปะไปหมด นึกจะปลูกก็ปลูก จะตัดก็ตัด ใช้เครื่องมือไม่ถูกต้อง อยากให้เมืองร่มรื่นต้องให้ความสำคัญกับคนดูแล ต้องมีตำแหน่งรุกขกร สร้างคนขึ้นมา อย่าฉาบฉวย ใช้เวลาหน่อยแต่คุ้มค่าเชื่อผม ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำอย่างไรให้คนที่ปีนขึ้นไปตัด รู้สึกภาคภูมิใจ ประณีตในหน้าที่ ต้องหาแรงจูงใจให้เขา นี่คืองานสำคัญ” 

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญต้นไม้รายนี้บอกว่า แรงกดดันในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เมืองไม่ควรตกอยู่ที่กทม.หรือการไฟฟ้าเท่านั้น กรมป่าไม้ ผู้เชี่ยวชาญด้านวนศาสตร์ก็ควรเข้ามาดูแลทำงานรวมกันอย่างจริงจังด้วย

ตัดแต่งผิดรูปแบบ…ต้นเหตุต้นไม้ป่วย

เรื่องน่าตกใจวันนี้ก็คือ ต้นไม้ส่วนใหญ่ในเมืองหลวง ล้วนต้องเผชิญกับความผิดปกติ ป่วยไข้ ไม่สมบูรณ์ สาเหตุสำคัญมาจากการตัดแต่งผิดวิธีของฝ่ายกำกับดูแล ทำให้ปัญหายิ่งทับซ้อนมากขึ้นไปอีก

“ถ้าไปดูต้นมะขามท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนิน จะเห็นว่า ผลจากการตัดไม่ถูกต้องในอดีต ทำให้ต้นไม้วันนี้ผุเป็นโพรง มีอาการป่วย ใบออกน้อย ไม่ให้ร่มเงาอย่างที่ควรจะเป็น นี่คือความสูญเสียจากความไม่รู้และไม่ดูแล ท้องถนนทั่วกรุงเทพฯ ต้นไม้ป่วยแทบทั้งหมด” 

ครูต้นแนะนำว่า วิธีการตัดแต่งที่ถูกต้อง อย่างแรกต้องตอบให้ชัดก่อนว่า กิ่งที่เป็นปัญหาคือ กิ่งประเภทใด กิ่งตั้งหรือว่ากิ่งนอน ถ้าความสูงของต้นไม้ สร้างปัญหาก็ให้เลือกตัดกิ่งตั้งออก ถ้าความกว้างของเรือนยอดสร้างปัญหา ให้เลือกตัดกิ่งนอนก่อน ห้ามตัดทุกกิ่งอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน เพราะนอกจากไม่สวยงามแล้ว ยังสร้างปัญหาระยะยาวในอนาคตด้วย ส่งผลให้ต้นไม้สร้างเนื้อเยื่อออกมาประสานรอยแผลได้ช้าลงหรือในบางครั้งไม่สามารถปิดรอยแผลที่เกิดขึ้นได้เลย เป็นสาเหตุสำคัญให้เนื้อไม้ผุ อ่อนแอหรือทำให้ปลวกสามารถเข้าไปทำลายเนื้อไม้ได้ในเวลาต่อมา

สำหรับการตัดต้นไม้ในแนวสายไฟฟ้าที่ถูกต้อง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ตัดกิ่งเล็กออกเหลือกิ่งใหญ่ไว้ และ ตัดกิ่งใหญ่ออกเหลือกิ่งเล็กไว้ Directional Pruning  (ลักษณะทอนยอด)

1.การตัดกิ่งที่มีขนาดเล็กออกจากลำต้นหรือกิ่งที่มีขนาดใหญ่กว่า ให้สังเกตวงแหวนที่โคนกิ่ง ซึ่งเรียกว่า คอกิ่ง (Branch Collar) และตัดให้ชิดคอกิ่ง ระมัดระวังไม่ให้คอกิ่งเสียหาย ตัดแบบนี้ต้นไม้สมานแผลเร็ว

2.ตัดกิ่งใหญ่ออกเหลือกิ่งเล็กไว้ Directional Pruning ตัดเพื่อเบี่ยงทิศทางของลำต้น

ถ้าจะตัดกิ่ง / ลำต้น ที่มีขนาดโตกว่าออก สังเกตเส้นสันเปลือกที่เรียกว่า Branch Bark Ridge และปฎิบัติดังนี้

1.สังเกตแนว Branch Bark Ridge

2.กะแนวเส้นตั้งฉากกับกิ่ง ลำต้นหลัก นั้นๆ ด้วยสายตา

3.แนวตัด อยู่กึ่งกลาง ระหว่างเส้นทั้งสอง

 

“การตัดหยุดความสูงแบบไม่ไตร่ตรอง เมื่อเวลาผ่านไป ต้นไม้จะแตกกระโด่งออกใหม่ กลายเป็นปัญหาตามมาอีก ตัดแบบนี้ ปีหน้างานคุณก็งานเยอะขึ้น เยอะขึ้น เรื่อยๆ”

อย่างไรก็ตามแม้จะรับทราบทฤษฎี แต่ต้นไม้แต่ละต้นก็จำเป็นต้องเรียนรู้ในรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการวางเลื่อยในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งต้องฝึกฝนเรียนรู้เพื่อช่วยให้เปลือกใหม่ที่งอกขั้นมาประสานแผลได้อย่างสมดุล

 

ตัวอย่างผลจากการทอนยอดหรือ การตัดเพื่อเบี่ยงทิศทางของลำต้น Directional Pruning

ส่วนคำถามที่หลายคนสงสัยว่าจำเป็นแค่ไหนกันที่ กทม.ต้องตัดต้นไม้ในฤดูร้อน ทั้งที่เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องการร่มเงา ครูต้อ อธิบายว่า ตามหลักวิชาการและวัฏจักรการเจริญเติบโตของต้นไม้ ฤดูหนาวต่างหากที่เหมาะสมที่สุดในการตัดแต่ง

“ช่วงหน้าฝนต้นไม้จะเติบและรับสารอาหารอย่างเต็มที่ พอเข้าสู่ช่วงหน้าหนาวเขาจะดึงสารอาหารที่สามารถเคลื่อนย้ายได้มาเก็บไว้ในลำต้น เพื่อเตรียมทิ้งใบ เราต้องกำหนดโครงสร้าง ปรับทิศทางการเจริญเติบโตในช่วงหน้าหนาว เหมือนพ่อแม่กำหนดทิศทางการเติบโตให้ลูก ไม่โตไปอย่างสะเปะสะปะ  ฉันอยากให้นายแตกกิ่งใบเติบโตไปทางนี้นะ ทางไหนไม่ต้องการ ตัดทิ้งเลย ปรับทิศรอไว้ พอถึงช่วงฤดูร้อน ต้นไม้ก็จะแตกกิ่งก้าน ให้ร่มเงาพอดี ถ้าไปตัดหน้าร้อนต้นไม้มันแตกยอดไปแล้ว กำหนดทิศทางลำบาก”

สนามหลวง

ความปลอดภัยต้องมาก่อน …คำชี้แจงจากกทม.และการไฟฟ้า

เเม้ที่ผ่านมา กทม.และการไฟฟ้าจะมีความเข้าใจในเรื่องต้นไม้ใหญ่ดีขึ้น เเต่ในการปฎิบัติงานจริง ยังพบเห็นปัญหาได้บ่อยครั้ง

สุวรรณา จุ่งรุ่งเรือง ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. บอกว่า ปัจจุบันมีต้นไม้ใหญ่ทั่วกรุงเทพฯ ประมาณ 3,178,000 ต้น สำนักสิ่งแวดล้อมมีภาระกิจหลักในการดูแลตัดแต่งต้นไม้ริมถนนกว่า 1.5 แสนต้น โดยการไฟฟ้านครหลวงจะเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต่อเมื่อต้นไม้ไปกีดขวางสายไฟฟ้าจนเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายแก่ประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่ของ กทม.ควบคุมดูแล

“เจ้าหน้าที่ของ กทม.ส่วนใหญ่ผ่านการอบรมหลักสูตรการตัดต้นไม้มาแล้ว แต่ยอมรับว่าในขั้นตอนปฎิบัติและประสานงานอาจมีปัญหาบ้าง อีกทั้ง กทม.ยังมีภาระหน้าที่ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ดีต่อจากนี้ต้องเข้มงวดเรื่องการตัดต้นไม้ให้มากขึ้น เพราะประชาชนร้องเรียนเข้ามาถึงความห่วงใย เหมือนว่า กทม.ไม่รักต้นไม้ ทำลายความร่มรื่นและความงาม แต่จริงๆ แล้ว ถ้าไม่จำเป็น กทม.ไม่ตัดต้นไม้ เพราะสวนทางกับแผนเพิ่มจำนวนพื้นที่สีเขียว” สุวรรณา กล่าว

ชาญ ปัทมะวิภาค ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การไฟฟ้านครหลวง บอกว่า ทางออกของเรื่องนี้คือความสมดุลระหว่างความปลอดภัยและความสวยงามในแต่ละพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาการไฟฟ้าถือเอาความปลอดภัยเป็นหลัก และให้ความสำคัญกับการป้องกัน

“เราทำงานในเชิงป้องกัน บางครั้งพบว่า กิ่งไม้มีความเสี่ยงที่จะเข้าไปแหย่ขั้วหม้อแปลง ช่วงเวลาฝนตกอาจนำไปสู่ความไม่ปลอดภัย หรือบางครั้งที่หลายคนเห็นว่าต้นไม้พาดพิงหรืออยู่ใกล้กับเสาไฟฟ้าได้อย่างสวยงาม แต่จริงๆ แล้ว การที่กิ่งโยกไปโยกมานั้นมันกำลังเสียดสีกับสายไฟ ชนวนจะค่อยๆ ชำรุด และไฟอาจจะรั่วจนเกิดอันตรายกับผู้คนบริเวณนั้นโดยไม่มีรู้ตัวได้ วันนี้ระบบไฟฟ้าเสียหายเพียง 5 นาที บ้านเมืองปั่นป่วน ชาวบ้านก่นด่า หงุดหงิดและโจมตีทางการไฟฟ้าแล้ว ฉะนั้น หน้าที่ป้องกัน เลยกลายเป็นโจทย์ที่เราต้องทำเต็มที่ จนอาจล่วงเกินความสวยงามไปบ้าง”  

ผอ.สื่อสารองค์กร กฟน. บอกว่า ในอดีตนั้นเคยมีแนวคิดปลูกต้นไม้พุ่มเตี้ยในกทม. เพื่อไม่ให้กระทบกับเสาไฟฟ้า แต่ก็ดันเกิดปัญหาปิดบังหน้าร้านค้าของชาวบ้านจนเกิดการต่อต้านขึ้น นี่คือปัญหาสังคมที่มีมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตามอนาคตเชื่อว่าปัญหาระหว่างความสวยงามและความปลอดภัยจะลดลง เนื่องจากปัจจุบันการไฟฟ้าได้ทยอยนำสายไฟลงดินแล้วในหลายพื้นที่แล้ว

“ไม่มีใครปฎิเสธความร่มรื่นสวยงาม แต่ผมว่าต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเช่นกัน ต้องคุยกันให้ลงตัว ทางออกคืออะไร ถึงเวลาแชร์กัน เพราะทุกคนต่างมีเหตุมีผล มันเป็นมหากาพย์ที่ต้องหาจุดร่วมว่าอยู่ตรงไหน”

ถึงเวลาหรือยังที่จะทวงคืนความร่มเย็น นำธรรมชาติและความร่มรื่นกลับมาให้ชาวเมือง แทนที่จะปล่อยให้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางตึกคอนกรีต

รัฐแมริแลนด์ (Maryland) รัฐทางฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา

 

ถนนเพชรบุรี กทม.

 

เซี่ยงไฮ้ จีน

ภาพจาก ศ. กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ Decha Boonkham , ครูต้อ-ธราดล ทันด่วน , เครือข่ายต้นไม้ในเมือง

 

วิกฤตสื่อละเมิดจรรยาบรรณ ขอแก้ปัญหากันเองดีกว่าให้รัฐควบคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433979

วิกฤตสื่อละเมิดจรรยาบรรณ ขอแก้ปัญหากันเองดีกว่าให้รัฐควบคุม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การทำหน้าที่ของสื่อมวลชน คือ ต้องนำเสนอข่าวสารความจริงไปสู่สังคมควบคู่ไปกับความรับผิดชอบ ทว่า ที่ผ่านมาด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเมื่อทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงทำให้ในสนามข่าวของสื่อนั้นมีการแข่งขันเข้ามาจนบางครั้งทำให้คำว่า เรตติ้ง มีความสำคัญมากกว่า จรรยาบรรณ อย่างที่เห็นการทำหน้าที่ของสื่อจากเหตุการณ์การเสียชีวิตของดาราดัง รวมถึงการถ่ายทอดสดเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่สื่อถูกวิจารณ์หนักกรณีอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พยายามฆ่าตัวตาย

สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการ กสทช. กล่าวในงานเสวนา “สื่อในวิกฤติ…ทางออกประเทศไทย?” ว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มมีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมสื่อในกลุ่มนี้ก็มีการนำเสนอข่าวสารได้อย่างเสรี สามารถพูดอะไรก็ได้หากเทียบกับก่อนหน้านี้ที่สื่อหลักมักจะคอยดูแลควบคุมกันเองและทาง กสทช.ก็จะคอยดูแลกำกับสื่อในระบบใบอนุญาตให้คอยอยู่ในกติกา แต่หลังจากวันที่ 22 พ.ค.2557 ทิศทางของ กสทช.ก็ต้องดำเนินในอีกทิศทางหนึ่งคือต้องเปลี่ยนบทบาทมาคอยควบคุมสื่อให้เงียบงัน

อย่างไรก็ตาม 2 ปีที่ผ่านมา สื่อมักเรียกร้องหาสิทธิเสรีภาพมาโดยตลอด จนมาเกิดเหตุการณ์ล่าสุด ซึ่งมีผู้เสนอให้ กสทช. ระงับสัญญาณช่องที่ถ่ายทอดสด วิธีนี้น่าจะยากและต้องทำกันถึงขนาดนั้นหรือ ทุกฝ่ายควรช่วยกันเสนอทางออก เส้นแบ่งของเสรีภาพก็คือไม่ไปละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนผู้อื่น แต่เทคโนโลยีก็ไปไวมาก กำกับยากมากขึ้น แต่ปกติทางเฟซบุ๊กจะมีระบบแบนรูปหรือเนื้อหาที่ขัดกฎที่เขาวางไว้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเรื่องที่แจ้งขัดกฎของเฟซบุ๊กหรือไม่

สุภิญญา  กล่าวว่า ไม่ใช่ครั้งแรกซึ่งเมื่อมีการถ่ายทอดสดเหตุการณ์ที่ไม่เหมาะสมออกไป กสทช.จึงต้องนำอำนาจพิเศษซึ่งถือว่าหนักมาสั่งระงับการออกอากาศ ถึงแม้บางครั้งจะเสมือนการล้ำเส้นที่ปล่อยให้รัฐเข้าไปแทรกแซงสื่อและเป็นสิ่งที่รัฐไม่ควรทำ แต่เมื่อเกิดปัญหาควรจะต้องหาทางออกโดยเร็ว ส่วนเรื่องจรรยาบรรณต้องให้องค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องมาดูแลว่าควรทำอย่างไรหรือจะอยู่กันไปแบบนี้เพราะการที่สื่อทำอะไรก็ได้เพื่อให้อยู่รอด บางครั้งอาจทำให้มาตรฐานนั้นลดลง ตอนนี้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องช่วยกันคิด

เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย มองว่า สื่อมวลชนที่ผ่านมาถูกตั้งความหวังจากสังคมว่าจะเป็นผู้เข้ามาช่วยแก้วิกฤตปัญหา แต่ปัจจุบันสื่อบางครั้งก็เปรียบเสมือนวิกฤตเองหรือบางครั้งสื่อก็ตกอยู่ในวิกฤตด้วย ดังนั้นการแก้ปัญหานี้สื่อควรจะต้องกลับไปดูที่หลักการพื้นฐานในเรื่องจริยธรรมและแนวการทำงานว่าสิ่งใดควรหรือไม่ควร รวมถึงต้องหลีกเลี่ยงการนำเสนอที่ไม่เหมาะสมซึ่งบางครั้งเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ถูกมองข้ามไป

ขณะที่วงการสื่อปัจจุบันมีการแข่งขั้นสูง เทพชัย ชี้ว่า การทำข่าวดี มีประโยชน์ก็สามารถดึงเรตติ้งขายได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เฉพาะเรื่องที่รุนแรงอย่างเดียว ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมฯ พยายามดูแลมาตลอดแต่ถึงอย่างไรการแก้ปัญหานี้คงต้องให้สมาชิกองค์กรสื่อมาหาร่วมกันหาแนวทางที่ชัดเจนเพื่อไว้เป็นกรอบการทำงานของสื่อ ส่วนที่สังคมมองว่าควรนำกฎหมายหรือตั้งองค์กรใดมาควบคุมลงโทษสื่อหรือไม่ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะจะทำให้การเมือง อำนาจรัฐเข้ามาแทรกแซงสื่อได้ ซึ่งคิดว่าคนในสังคมก็ไม่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ดังนั้นสื่อก็ควรที่จะต้องทำให้สังคมมั่นใจว่าสื่อสามารถดูแลกันเองได้

เขมทัตต์ พลเดช นายกสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ชี้ว่า ถ้าปัญหานี้ไม่ถูกแก้ก็อาจเป็นวิกฤตเกิดขึ้นมาอีกเพราะที่ผ่านมาเกิดจากผู้ส่งและผู้รับสารไม่มีความเข้าใจในเรื่องของจริยธรรมจึงเกิดการช่วงชิงโอกาสซึ่งกันและกัน ประกอบกับการขยายตัวของสื่อขณะนี้มีมากขึ้น ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ควรต้องถูกควบคุม และเป็นวิกฤติที่องค์กรสื่อควรช่วยกันดูแล

วิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นวิกฤติหนึ่งดังนั้นต้องทบทวนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไรและจะเร่งกู้วิกฤตนี้อย่างไร สิ่งที่ต้องทำ คือ  บรรณาธิการ (บก.) ผู้บริหารสื่อ ควรจะต้องเอาจริงเอาจัง มิฉะนั้นนักข่าว ช่างภาพซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานจะลำบากที่สุด ทุกฝ่ายต้องมาทบทวนร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสม ส่วนด้านการแข่งขันในสนามสื่อที่มีความรุนแรงหลังเกิดเหตุการณ์นี้ที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ซึ่งทุกฝ่ายควรต้องทำแนวปฏิบัติให้ชัดเจนและนำบทเรียนมาช่วยกันแก้ไข

พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า กมธ.ที่เข้ามาดูแลเรื่องการปฏิรูปสื่อฯ ของ สปท. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือสื่อออนไลน์ที่ยุคปัจจุบันเข้าถึงทุกพื้นที่ทั่วโลกแม้จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่ควรต้องรู้เท่าทันสื่อรูปแบบใหม่นี้เช่นกัน

“รัฐจำเป็นต้องหากลไกทางกฎหมายเพื่อควบคุมสื่อ หากดูจากอาชีพ อย่างเช่น แพทย์ พยาบาล ทนายความ เป็นต้น ต่างมีใบอนุญาตวิชาชีพ แต่สื่อมวลชนไม่มี จึงต้องมีกลไกบางอย่างออกมาทำให้เรียบร้อย ซึ่ง สปท.กำลังพิจารณาปรับแก้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียง โทรทัศน์ พ.ศ.2551 ให้มีความทันสมัยมากขึ้นและทาง กมธ.ปฏิรูปสื่อฯ หลายคนก็กำลังมองว่าควรจะต้องมีกลไกลอะไรมาบริหารควบคุมที่ชัดเจนหรือไม่” พล.อ.อ.คณิต กล่าว

สุดารัตน์ ดิษยวรรธนะ จันทราวัฒนากุล  คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า ภาพลักษณ์ของสื่อไทยค่อนข้างแย่ ประกอบกับเมื่อนักศึกษารุ่นใหม่ได้ไปฝึกงานก็พบว่า การทำงานของสื่อมวลชนรุ่นพี่ปัจจุบัน ไม่ตรงกับทฤษฎีในตำรา วิกฤตของสื่อตอนนี้ เกิดจากการเปลี่ยนไปของเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนบางคนปรับตัวไม่ทัน และลืมมองว่าการถ่ายทอดสดนั้นมีขอบเขตแค่ไหน

“การเรียกเรตติ้งเพื่อให้สปอนเซอร์เข้ามา เปรียบเสมือนแย่งเค้กก้อนเดียว ซึ่งเทียบสัดส่วนแล้ว มีน้อยกว่าจำนวนคนที่ต้องการมากจึงต้องทำให้เกิดการแข่งขันที่เสนอความแปลกใหม่ วิกฤตครั้งนี้แต่ละองค์กรด้านสื่อควรสร้างแนวทางที่ชัดเจนขึ้นว่าจะนำเสนอข่าวอย่างไรหรืออาจต้องร่วมกันหามาตราการในเรื่องบทลงโทษด้วย” นักวิชาการด้านสื่อ กล่าว

 

ปิด Grab Bike – UberMOTO ปล่อย GoBike ป่วน “เศรษฐกิจดิจิทัล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433874

ปิด Grab Bike – UberMOTO ปล่อย GoBike ป่วน "เศรษฐกิจดิจิทัล"

โดย…ฉัตร คำแสง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

Grab Bike และ UberMOTO คือ แอพลิเคชันโทรศัพท์มือถือ ที่ให้บริการจับคู่ผู้ขับขี่จักรยานยนต์และผู้โดยสาร เพียงผู้โดยสารระบุจุดหมายปลายทางลงในแอพฯ แล้วแอพฯ ทำการคำนวณค่าโดยสารให้ทันทีตามระยะทางจริง จากนั้นข้อมูลดังกล่าวจะปรากฏแก่ผู้ที่ต้องการให้บริการ ว่ารายใดจะตกลงให้บริการ

แอพฯ เหล่านี้มีการตรวจสอบประวัติของผู้ให้บริการ รวมถึงระบบการให้คะแนน ซึ่งผู้ที่จะให้บริการได้ต้องได้รับคะแนนความพึงพอใจที่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ นอกจากนี้ บริษัทยังมีการอบรมการให้บริการ ระบบการตรวจสอบแบบ real-time และมีการทำประกันอุบัติเหตุให้ด้วย ซึ่งทำให้มีมาตรฐานและเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใช้งาน

บริการนี้เป็นการเปลี่ยนโฉมรูปแบบการให้บริการรถจักรยานยนต์รับจ้างด้วยเทคโนโลยีสื่อสาร ที่ตอบโจทย์ผู้โดยสารได้อย่างดี เป็นตัวอย่างของการก้าวสู่ “เศรษฐกิจดิจิทัล” ซึ่งเป็นนโยบายชูโรงของรัฐบาล คสช. ตั้งแต่ต้น

แต่เมื่อกลางเดือน พ.ค. กรมการขนส่งทางบกมีคำสั่งให้ Grab Bike และ UberMOTO หยุดบริการ โดยอ้างเหตุผล 2 ข้อ คือ “ความไม่เป็นธรรมต่อวินรถจักรยานยนต์” และ ”การกระทำผิดกฎหมาย” คำสั่งดังกล่าวแสดงถึงทัศนคติ และกฎหมายที่ไม่พร้อมสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัล

ซึ่งความไม่เป็นธรรมต่อวินรถจักรยานยนต์ที่อ้างถึงนี้ หมายถึง “การแย่งผู้โดยสารจากผู้ให้บริการรายเดิม” แสดงว่า กรมการขนส่งไม่ยอมให้เกิดการแข่งขันในธุรกิจนี้ คำถามคือ มีเหตุผลใดที่จะต้องมีเฉพาะวินรถจักรยานยนต์เพียงอย่างเดียว?

โดยปกติแล้ว ธุรกิจที่ได้รับการปกป้องให้มีลักษณะผูกขาด มักเป็นธุรกิจที่มีต้นทุนคงที่สูงอย่างการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟ ซึ่งการมีผู้ลงทุนรายเดียวสามารถป้องกันการสร้างระบบรางที่ซ้ำซ้อน แต่การให้บริการวินจักรยานยนต์ไม่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแต่อย่างใด

ในอีกทางหนึ่ง การควบคุมอาจเป็นไปเพื่อรักษามาตรฐานการบริการและคุ้มครองผู้บริโภค ด้วยระบบใบอนุญาต ที่เป็นกลไกให้ผู้ให้บริการต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์รัฐกำหนด ผู้ใช้บริการก็จะได้รับบริการที่มีความปลอดภัย และมาตรฐานการให้บริการที่ดี เช่น การกำหนดให้ตรวจเช็คสภาพยานพาหนะเป็นประจำ การคิดค่าโดยสารที่โปร่งใส เป็นต้น ถ้าหากทำผิดก็ต้องปรับปรุง หรือถูกเพิกถอนสิทธิในการให้บริการ

ด้วยเหตุนี้จึงนำมาสู่ ความกังขาต่อเหตุผลด้าน “กฎหมาย” ที่กรมการขนส่งทางบกยกขึ้นมา กล่าวคือ ผู้ให้บริการผ่านแอพฯ Grab Bike และ UberMOTO มักไม่มีใบขับขี่รถจักรยานยนต์สาธารณะ รถจักรยานยนต์ที่ใช้จดทะเบียนเป็นรถส่วนบุคคล รวมถึงการแต่งกายในการให้บริการผิดกฎเกณฑ์ (ไม่ใส่เสื้อกั๊กวิน) ซึ่งเป็นการทำผิดตามกฎหมายจริง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบคุณภาพของบริการโดยผู้ที่จดทะเบียนถูกกฎหมายกับผู้ที่ผิดกฎหมาย ดูเหมือนว่า ผู้ที่ผิดกฎหมายมีการให้บริการที่มีคุณภาพดีกว่า โดยมีการคำนวณค่าโดยสารที่ชัดเจนและต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด และมีกลไกกำกับดูแลคุณภาพที่เป็นกฎเกณฑ์และอิงกับข้อมูลจริง โดยเฉพาะการให้คะแนนโดยผู้ใช้งานและการลงโทษผู้มีคะแนนต่ำ ในทางกลับกัน ผู้อ่านอาจพบวินจักรยานยนต์ที่คิดค่าโดยสารเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดได้ทั่วไป

คำสั่งดังกล่าวจึงดูเหมือนเป็นการตอบสนองเหตุผลทางด้านการเมืองมากกว่า เพราะ วินรถจักรยานยนต์มีผลประโยชน์จากกฎหมายเดิม ที่ให้อำนาจผูกขาดในเชิงพื้นที่ โดยวินแต่ละแห่งจะสามารถรับผู้โดยสารได้เฉพาะพื้นที่ของตนเอง ไม่สามารถรับผู้โดยสารจากพื้นที่อื่นได้ เป็นการจำกัดปริมาณการให้บริการในแต่ละพื้นที่ ซึ่งสร้างผลตอบแทนส่วนเกินให้แก่ผู้ให้บริการ

เรื่องดังกล่าวยังเหมือนเป็นการรักษาผลประโยชน์ของผู้ควบคุมการจดทะเบียนวินรถจักรยานยนต์เช่นกัน โดยใบอนุญาตให้บริการ ซึ่งอยู่ในรูป “เสื้อกั๊ก” มีมูลค่าที่สูงหลักหมื่น – แสนบาท บางย่านมีราคาสูงถึงตัวละ 5 แสนบาท (ดูที่ tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=6200)

เหตุผลทางการเมืองดูมีความชัดเจนขึ้นจากการที่แอพฯ GoBike ซึ่งมีลักษณะการทำงานคล้าย Grab Bike แต่ร่วมพัฒนาโดยสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กลายเป็นแอพฯ เดียวที่สามารถดำเนินงานอย่างถูกกฎหมาย ในขณะที่ Grab Bike และ UberMOTO ต้องยุติลง

การยอมให้แอพฯ GoBike สามารถดำเนินการได้เพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าให้บริการโดยวินจักรยานยนต์ที่ถูกกฎหมาย เป็นการรักษาอำนาจให้แก่กลุ่มเดิมอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากมีวิธีการแก้ปัญหาเรื่องนี้สารพัดวิธีแต่ไม่ได้ทำ

นอกจากนี้ การให้บริการโดยกลุ่มเดิมยังสร้างความข้องใจต่อกลไกการควบคุมคุณภาพ เพราะจะยังยึดโยงกับการบังคับใช้กฎหมายแบบเดิม ๆ จึงไม่ทราบว่าเหตุใดคุณภาพการบริการจึงจะพัฒนาจากการมีแอพ ฯ นี้

เรื่องทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าผู้กำหนดนโยบายและผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย มีทัศนคติและเครื่องมือที่ไม่พร้อมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการใช้กลไกตลาดกับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ธุรกิจที่เป็นที่นิยมของเศรษฐกิจดิจิทัลมักเป็นการสร้างระบบตัวกลาง ซึ่งทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (sharing economy) รวมถึงเศรษฐกิจที่มีผู้ทำงานที่ไม่ใช่งานประจำสูง (gig economy) ซึ่งกรณีของ Grab Bike และ UberMOTO อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมด

ดังนั้น แนวคิดและตัวกรอบกฎหมายจึงควรเปลี่ยนแปลง หากต้องการยกระดับเศรษฐกิจไทยจริง โดยมีประเด็นที่ต้องคำนึงถึง 3 ประการ คือ

1. เปิดให้มีการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการในธุรกิจที่ไม่มีความจำเป็นให้ผูกขาด ทั้งนี้ รัฐอาจมีการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค แต่ต้องไม่กีดกันผู้ให้บริการรายใหม่

2. ความเสมอภาคระหว่างธุรกิจ เช่น การค้าทั่วไปเสียภาษีแต่การค้าออนไลน์ไม่เสียภาษี หรืออย่างการให้เช่าที่พักผ่านแอพฯ AirBnB ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายการประกอบธุรกิจโรงแรม เป็นต้น และ

3. จุดยืนด้านสวัสดิแรงงานพื้นฐาน เนื่องจาก ธุรกิจเหล่านี้เป็นระบบตัวกลางและมักไม่ได้ว่าจ้างผู้ให้บริการเป็นพนักงานของบริษัท จึงอาจไม่เข้าข่ายกฎหมายคุ้มครองแรงงานต่าง ๆ

 

ส่องโมเดลนปช. ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433530

ส่องโมเดลนปช. ตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศที่จะจัดตั้ง “ศูนย์ปราบโกงประชามติ” โดยจะเปิดตัวในวันที่ 5 มิ.ย. 2559  ที่ห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าวนั้น น่าสนใจยิ่งว่ารูปแบบการจัดการการโกงจะเป็นอย่างไร จะผิดกฎหมายประชามติหรือไม่

ที่สำคัญ คสช.จะยอมหรือไม่ เพราะดูประหนึ่งว่ากลยุทธ์ของ นปช.ครั้งนี้ เป็นแผนตรวจสอบไม่ให้ คสช.ใช้อำนาจมิชอบในการอุ้มประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

จตุพร พรหมพันธุ์ อธิบายลักษณะการดำเนินการของศูนย์ปราบโกงประชามติว่า ในส่วนกลางจะประกอบด้วยคณะทำงานหลักคือ แกนนำ นปช.ทั้งหมด อาทิ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ  ธิดา ถาวรเศรษฐ์ เหวง โตจิราการ  ซึ่งแกนนำเหล่านี้จะเป็นทีมขับเคลื่อนการดำเนินการในด้านต่างๆ โดยมีการแบ่งภารกิจที่ชัดเจน เช่น ฝ่ายกฎหมาย รับเรื่องร้องเรียน  ประสานงาน ยื่นเอกสารไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตรวจสอบข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ การทำงานจะจัดทีมภายในศูนย์ ประกอบด้วย ทีมทนายความ ทีมกฎหมายของ นปช. และพนักงานด้านต่างๆ เช่นเดียวกันกับศูนย์ที่ต่างจังหวัดก็จะจัดในลักษณะเดียวกัน ซึ่งศูนย์ต่างจังหวัดจะมีเครือข่ายและทีมทนายความ นปช.อยู่แล้ว โดยจะมอบให้แต่ละจังหวัดไปคิดกันว่าจะเสนอใครเป็นทีมกฎหมาย และหลังจากวันที่ 5 มิ.ย. ทุกจังหวัดจะส่งรายชื่อคณะทำงาน และทีมกฎหมายมาทั้งหมด

สำหรับข้อกังวลว่าการทำงานของ นปช.จะเป็นฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหรือไม่ จตุพร ยืนยันว่า ไม่ต้องกังวล เพราะจะเปิดรับจิตอาสาเข้าร่วมด้วย เปิดกว้างให้คนทุกกลุ่ม ครั้งนี้จะไม่ใช่เรื่องของคนสีใดสีหนึ่ง หรือพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็นเรื่องระหว่างประชาธิปไตยและฝ่ายที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เมื่อรัฐโดย คสช.ต้องการให้เกิดการทำประชามติ ที่ทุกคนต้องการให้เกิดความโปร่งใส เราจึงตอบสนองตามความต้องการนั้น ด้วยการเปิดประตูให้คนทุกฝ่ายที่มีความพร้อมว่าเราจะมาจับการทุจริต ไม่จำกัดว่าจะเป็นฝ่ายไหน ให้ทุกคนเข้ามาร่วมกันเป็นจิตอาสา และมีจิตใจเป็นประชาธิปไตย

ประธาน นปช. ฉายภาพการทำงานของศูนย์ดังกล่าวต่อไปอีกว่า ภารกิจของศูนย์ปราบโกงประชามติ จะเป็นศูนย์รับแจ้งข้อร้องเรียนต่างๆ ที่พบว่าทุจริตและพบว่ามีการกระทำที่ผิดกฎหมาย จากนั้นก็จะส่งเรื่องต่างๆ ไปยัง กกต. นอกจากนี้ศูนย์จะร่วมรณรงค์ให้คนร่วมกันในการจับโกง  และรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิ

ขั้นตอนการดำเนินงานจะให้ประชาชนเข้ามาแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ก่อน หลังจากนั้นส่งเรื่องเข้าส่วนกลางที่ศูนย์กรุงเทพฯ จากนั้นทีมงานและทีมทนายความจะส่งเรื่องร้องไปยัง กกต.ต่อไป แต่หากที่ศูนย์ส่วนกลางได้รับเรื่องร้องเรียนว่าพบการทุจริตที่ต่างจังหวัด ก็จะประสานงานไปศูนย์นั้นๆ และส่งทีมงานตรวจสอบ หากพบข้อเท็จจริงก็จะดำเนินการตามขั้นตอนเช่นเดียวกัน

หลายช่องทางการเปิดรับเรื่องร้องเรียนและข้อมูล คือ 1.เปิดสายด่วนเพื่อรับแจ้ง ซึ่งตอนนี้กำลังขอเลขหมายอยู่ 2.เปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนสามารถแจ้งผ่านเว็บไซต์ได้ และ 3.แจ้ง ผ่านตู้ ปณ. เนื่องจากหลายคนอาจจะไม่สะดวกที่จะแสดงตัว

อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องไปลงทะเบียนที่ กกต. เพราะไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้ได้แจ้งเพื่อทราบไปในที่ประชุม ชี้แจงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการประชามติไปแล้ว  ทาง กกต.เองก็บอกว่าถ้ามีอะไรสามารถแจ้งมาได้ทันที เขามีช่องทางในการรับเรื่องเช่นกัน แต่หลังวันที่ 5 มิ.ย. ที่เปิดตัวศูนย์ดังกล่าวแล้ว ก็คงแจ้งไปยัง กกต.อย่างเป็นทางการอีกครั้ง

“ผมมั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่มีข้อห้ามในกฎหมายอยู่แล้ว เพราะกฎหมายจะห้ามการกระทำที่หยาบคาย ก้าวร้าว หรือเพื่อการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือขัดขวางคนไม่ให้มาใช้สิทธิ แต่การทำงานของเราครั้งนี้คือตรงกันข้าม เพราะเราเชิญชวนคนมาใช้สิทธิ ถือว่าเราทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี ได้ช่วย กกต.อีกทางหนึ่งในฐานะภาคประชาชน” จตุพร ระบุ

นอกจากนี้ การที่ กกต.ประกาศตั้งเป้าไว้ว่าคนจะมาใช้สิทธิ 80%  ในความเป็นจริงเป็นตัวเลขที่สูงและมีความเป็นไปได้ยาก ไม่ใช่เรื่องที่ทำกันได้ง่ายๆ เพราะขนาดการเลือกตั้งในเขตที่มีการแข่งขันสูง ต้องรณรงค์กันมากคนจึงไปใช้สิทธิมาก แต่ครั้งนี้หากให้ภาครัฐทำฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กกต. และกลไกหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ทั้ง รด. อสม. ยันลูกเสือชาวบ้าน ไปชี้แจงบอกแต่ข้อดีว่ามีอะไรอย่างไร แต่ข้อไม่ดีไม่มีพื้นที่จะชี้แจง

ฉะนั้น ถ้ามีข้อดีอย่างเดียว ในทางปฏิบัติจะไม่เกิดแรงกระเพื่อม คนในพื้นที่จะออกไปใช้สิทธิน้อย เหมือนลงสมัครคนเดียว ดังนั้นเราจะไปช่วยกระตุ้นให้คนออกมาใช้สิทธิ  อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง เราต้องการให้คนมาใช้สิทธิให้มาก และการทำประชามติเป็นไปอย่างโปร่งใส ทุกฝ่ายจะได้รับกันได้

ด้าน ธนิศร์ ศรีประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ กกต. กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่สามารถระบุว่าทำได้หรือไม่ เพราะยังไม่มีระเบียบเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ต้องนำเข้าที่ประชุม กกต.เพื่อพิจารณาในรายละเอียด หากระบุไปตอนนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

ธนิศร์ ยังได้กล่าวถึงการจัดงาน คิกออฟ 7 สิงหา ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง ในวันที่ 25 พ.ค.นี้ ว่าจะมีการเชิญปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ และภาคประชาชน เข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน และจะมีการเปิดตัวแมสคอตที่เป็นหนุมาน และเพลงที่ใช้ในการรณรงค์ประชามติด้วย โดยล็อตแรกจะจัดส่งสรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ และคำอธิบายคำถามพ่วงประชามติ 1 แสนชุด ซึ่งขณะนี้จัดพิมพ์แล้วเสร็จ และพร้อมที่จะจัดส่งให้กับ กรธ. และ สนช. อย่างละ 5 หมื่นชุด

สำหรับส่วนที่เหลือและจะมีการจัดพิมพ์เพิ่มจนแล้วเสร็จในวันที่ 22 มิ.ย. อีก 9 แสนชุดและไปรษณีย์ก็จะจัดส่งไปยังส่วนราชการสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศูนย์ศึกษาประชาธิปไตยระดับตำบลของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 26 มิ.ย.ซึ่งยืนยันว่าประชาชนจะมีเวลาศึกษาร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 1 เดือนเศษ

 

2 ปี คสช.เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า กดทับชาวบ้าน-ทหารหนุนนายทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433336

2 ปี คสช.เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า กดทับชาวบ้าน-ทหารหนุนนายทุน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เป็นความจริงที่ว่าระยะเวลา 2 ปี ในการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้กุมบังเหียน มีคนจำนวนมากหลงใหลได้ปลื้ม โดยเฉพาะชาวกรุงเทพมหานคร (กทม.) และคนชั้นกลางที่ให้น้ำหนักกับความสงบมากกว่าเสรีภาพที่ถูกพรากจากไป

ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่มีการก่อรัฐประหารเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 22 พ.ค. 2557 เกิดความเดือดร้อนขึ้นในชนบททั่วทุกหัวระแหง โดยเฉพาะจากโครงการพัฒนาภายใต้นโยบายแห่งรัฐซึ่งเกี่ยวพันกับการช่วงชิงและครอบครองฐานทรัพยากรดั่งเดิมของชุมชน

แม้ว่า “ความจริง” จะมีเพียงหนึ่ง แต่มุมมองต่อความจริงได้ถูกแบ่งออกเป็นสองชนิดที่ไม่มีทางบรรจบ-ไม่มีวันปรองดอง

“ที่ผ่านมาปัญหาคนชนบทไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะหลังรัฐประหารที่คนชั้นกลางอาจมีความสุขแต่คนชนบทเดือดร้อนแสนสาหัส ชาวบ้านอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวและยังถูกปิดล้อมข้อมูลข่าวสารอย่างรุนแรง” คือภาพสะท้อนจาก ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งคลุกคลีกับปัญหาคนเล็กคนน้อยมาโดยตลอด

หลากหลายนโยบายที่ถูกรัฐบาลทหารเข็นออกมา ไม่ว่าจะเป็นทวงคืนผืนป่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ แผนพัฒนาภาคใต้ ท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้าถ่านหิน ขุดเจาะสำรวจก๊าซ สัมปทานปิโตรเลียม ฯลฯ ชัดเจนว่าล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อการลงทุน-ตัวเลขทางเศรษฐกิจ โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านแทบทั้งสิ้น

นิวัฒน์ ร้อยแก้ว

“ที่ผ่านมาการพัฒนาเศรษฐกิจมักคิดถึงแต่เพียงจะทำอย่างไรให้เกิดความเจริญ ให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพิ่มขึ้น แต่มันไม่ใช่ การมองแต่ภาพใหญ่ทำให้สิ่งที่เรียกว่าการพัฒนาไปทำร้ายทำลายอะไรต่างๆ มากมาย” นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ปราชญ์ชาวบ้าน ในนามกลุ่มรักษ์เชียงของวิพากษ์

นิวัฒน์ บอกว่า จนถึงปัจจุบันก็ยังเกิดวาทกรรมที่ให้คนเล็กคนน้อยช่วยกันเสียสละเพื่อ “คนส่วนใหญ่” ทั้งๆ ที่โครงการต่างๆ ในรอบ 40-50 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้คนเล็กคนน้อยเจ็บปวดมาตลอด และคนที่เจ็บปวดเหล่านั้นก็มีจำนวนมากกว่ากลุ่มคนที่ถูกอ้างว่าเป็น “คนส่วนใหญ่” ของประเทศนี้ด้วยซ้ำ

แน่นอนว่า “รัฐบาลคืนความสุข” ก็อยู่ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเดียวกันนี้

นอกจากวิธีคิดและการดำเนินนโยบายซึ่งไม่แตกต่างอะไรไปจากรัฐบาลก่อน แล้วดูเหมือนว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์จะเลวร้ายลงกว่าเดิม เนื่องด้วยรัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และได้ใช้อำนาจนั้นเอื้อประโยชน์ต่อการผลักดันโครงการพัฒนาต่างๆ

เริ่มตั้งแต่การจำกัดการเคลื่อนไหวคัดค้านของประชาชนด้วยการใช้ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยุค คสช. การสร้างบรรยากาศความหวาดกลัวด้วยการ “ปรับทัศนคติ” แกนนำชาวบ้านที่เห็นต่าง หรืออีกหลายกรณีที่บ่งชี้ว่าเป็นการใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ “กลุ่มทุน”

ไม่ว่าจะเป็นการจัดกำลังทหารคุ้มครองบริษัทเอกชนที่เข้าไปขุดเจาะสำรวจก๊าซในพื้นที่ประชิดชุมชน นามูล-ดูนสาด จ.ขอนแก่น จนเกิดมลพิษในอากาศและเป็นต้นเหตุให้ชาวบ้านล้มป่วย การอนุมัติกำลังทหารเพื่อคุ้มกันพนักงานของบริษัทเอกชนให้ง่ายต่อการไล่รื้อชุมชนชาวเลราไวย์ จ.ภูเก็ต จนเกิดการปะทะเสียเลือดเสียเนื้อ

การส่งกำลังทหารปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าจากชาวสวนชาวไร่ที่อยู่กินมาก่อนจะมีกฎหมายประกาศพื้นที่อนุรักษ์ ส่งผลให้หลายชีวิตบ้านแตกสาแหรกขาด เช่นเดียวกับชะตากรรมของชุมชนโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งถูกทหารไล่รื้อไม่ต่ำกว่า 3 รอบ กระทั่งหนีมาอยู่ในวัดก็ยังถูกตามไล่อีก

การใช้กำลังทหารควบคุมเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ โดยบังคับให้ชาวบ้านกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดถอดเสื้อแสดงจุดยืนคัดค้าน พร้อมทั้งประกาศท่าทีแข็งกร้าวเพื่อจำกัดการแสดงความคิดเห็น การปรับทัศนคติ 3 แกนนำคัดค้านเหมือง จ.เพชรบูรณ์ และอีกหลายกรณีที่เกิดขึ้นกับเวทีรับฟังความคิดเห็นประกอบการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)

ไม่เพียงการใช้อำนาจย่ำยีคนตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น หากแต่นโยบายหลายนโยบายก็ “ทำร้ายทำลาย” วิถีชีวิตและวิถีชุมชนชนิดที่สุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลาย

ทั้งการผลักดันนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งส่งผลให้ชาวแม่สอด จ.ตาก ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน หรือความพยายามจะเพิกถอนกรรมสิทธิ์ที่ดินสาธารณประโยชน์เลี้ยงสัตว์ ป่าชุมชนบุญเรือง อ.เชียงของ จ.เชียงราย อายุ 200-300 ปี จำนวน 3,012 ไร่ เพื่อรองรับการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม การออกกฎหมายควบคุมประมงโดยไม่มีเข้าใจวิถี “ประมงพื้นบ้าน” ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดคงหนีไม่พ้นการใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.หลายฉบับ อำนวยความสะดวกให้โครงการพัฒนาโดยไม่แยแสว่าได้ทำลายล้างหลักการ “การมีส่วนร่วม” ของประชาชนที่ก่อร่างสร้างตัวมาอย่างยาวนาน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ คือ คำสั่งที่ 4/2559 เรื่อง ยกเว้นบังคับใช้กฎหมาย “ผังเมืองรวม” ในกิจการบางประเภท ส่งผลให้สามารถสร้างโรงไฟฟ้า โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติส่งหรือจำหน่ายก๊าซ โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) โรงงานคัดแยกและฝังกลบ และโรงงานเพื่อการรีไซเคิล ในพื้นที่ใดก็ได้

“เขาปลดล็อกในบางเรื่องเพื่อให้มันทำได้ เพราะผังเมืองเดิมมันมีการแบ่งโซนสีเขียว สีเหลือง บางที่มันทำอุตสาหกรรมไม่ได้ แต่ถ้าไม่ทำอุตสาหกรรม ตรงนั้นมันก็ไม่มีที่ทางให้ทำ แต่จะทำได้หรือไม่ได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณารายงานอีไอเอ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่าออกคำสั่งเพื่ออุตสาหกรรม

อีกคำสั่งที่ทำให้ชาวบ้านรวมถึงภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมหวาดวิตก นั่นก็คือ คำสั่งที่ 9/2559 ซึ่งมีสาระสำคัญคือให้อำนาจส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่รับผิดชอบโครงการหรือกิจการที่อยู่ระหว่างรอผลการพิจารณาอีไอเอ สามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติให้ดำเนินโครงการไปพลางก่อนได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกชนผู้รับดําเนินการ แต่จะลงนามผูกพันในสัญญาหรือให้สิทธิกับเอกชนผู้นั้นไม่ได้

“ผมคิดว่าเขาออกคำสั่งมาเพื่อผลักดันโครงการ เช่น เขื่อนแม่วงก์ รวมถึงเขื่อนอื่นๆ และท่าเรือน้ำลึกต่างๆ เช่น ชุมพร หรือปากบารา รวมทั้งรถไฟความเร็วปานกลาง” เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์ เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ เชื่อเช่นนั้น

เดชรัต สุขกำเนิด

ภาพที่เกิดขึ้นในห้วงเวลา 2 ปีของ คสช.สามารถฉายผ่านบทความ เรื่อง “คสช.รัฐประหารครั้งเลวร้ายสุดๆ ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึก” ของ ประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหิน ได้อย่างถึงแก่นและตรงไปตรงมา

ประสิทธิชัย วิพากษ์ตอนหนึ่งว่า เป้าหมายสูงสุดของ คสช.ยังคงเป็นเรื่องผลประโยชน์ ที่ไม่สามารถสืบทราบได้ว่าใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ แต่สังเกตจากมาตรา 44 ที่ออกมาล้วนเอื้อให้เกิดโครงการขนาดใหญ่ที่กลุ่มทุนได้ประโยชน์ โดยไม่สนใจมิติสิ่งแวดล้อมและชีวิตมนุษย์ ตรงนี้เป็นความเหนือชั้นอีกขั้นหนึ่ง เพราะกระทำภายใต้วาทกรรมการพัฒนาที่สังคมส่วนใหญ่ซื้ออยู่แล้วโดยไม่ตั้งคำถามว่าวันข้างหน้าประเทศจะฉิบหายยังไง

“ทั้งหมดนี้เดิมพันด้วยความตกต่ำขนานใหญ่ของประเทศ เดิมพันด้วยหายนะด้านสิ่งแวดล้อม เดิมพันด้วยการสูญเสียเสรีภาพความเป็นมนุษย์ของคนไทย ประเทศไทยกลายเป็นของเล่นอีกครั้ง ในขณะที่พม่ากำลังก้าวหน้าอย่างน่าใจหาย…”

“…รู้ไหมครับ ทหารทำแบบนี้ได้เพราะอะไร? เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังหลับหูหลับตาเชียร์ โดยมีฐานมวลชน กปปส.เป็นบันไดให้ คสช.ปีนขึ้นมา ซึ่งผมเป็นหนึ่งในนั้น และรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง …หวังว่าคนไทยจะตื่นทันเวลา” ตอนท้ายของบทความ ระบุ

ภาวนาให้คนไทยตื่นทันเวลา ก่อนจะต้องหลับใหลไปชั่วกาล

เพียงเพราะติดกับดักวาทกรรม “ขอคืนความสุขให้เธอ…ประชาชน”

 

ถึงเวลาหรือยัง นิรโทษกรรมผู้ร่วมชุมนุม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433334

ถึงเวลาหรือยัง นิรโทษกรรมผู้ร่วมชุมนุม?

โดย….ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองมีมาตั้งแต่อดีต ประวัติซ้ำรอยอยู่บ่อยครั้ง และจุดจบแทบทุกครั้งเลี่ยงไม่ได้กับเหตุนองเลือด การบาดเจ็บ และสูญเสีย

ขณะที่ประชาชนจำนวนมากมีคดีติดตัวเพราะเหตุชุมนุมทางการเมือง โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ 19 พฤษภา 53 เกิดการจับกุมคุมขังประชาชนทั่วประเทศที่เข้าร่วมชุมนุม เพราะถือว่าทำผิดกฎหมาย จากนั้นก็มีการเรียกร้องให้สร้างความปรองดองเกิดขึ้นในบ้านเมืองโดยเร็ว และรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งคณะกรรมการปรองดอง คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ที่มีคนหัวแถวระดับประเทศ ทั้ง อานันท์ ปันยารชุน หรือแม้แต่ นพ.ประเวศ วะสี ก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอจากงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า แนะแนวทางปรองดองด้วยการให้อภัยผ่านกระบวนการนิรโทษกรรม รวมประชาชนผู้ชุมนุมไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐ โดยจำกัดเฉพาะคดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองด้วย

แต่ข้อเสนอเหล่านั้นผ่านมาถึงวันนี้ วันที่เหตุการณ์ 19 พฤษภา ครบรอบ 6 ปีแล้ว ความปรองดองยังริบหรี่ การช่วยเหลือประชาชนที่ต้องติดร่างแห จากการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม แม้ขณะนี้จะมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีกฎหมายพิเศษ มาตรา 44 ก็ตาม

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่เวทีปาฐกถาเนื่องในวันครบรอบ 24 ปี พฤษภา 35 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พูดถึงแนวทางปรองดองไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอส่งตรงไปยังผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ว่า

“วันนี้ต้องยุติความคิดผู้มีอำนาจว่าปัญหาประเทศเกิดจากการชุมนุม และไม่ควรมองประชาชนที่ออกมาชุมนุมบนความเชื่อ อุดมการณ์ เป็นการสร้างปัญหา ถ้าประเทศไม่ผ่านชุมนุมหลายเหตุการณ์ ประเทศอาจถดถอยไปมากกว่านี้ ดังนั้นควรเลิกความคิดเผยแพร่ว่าการชุมนุมเป็นเรื่องเสียหาย หากการชุมนุมเพื่อส่วนรวมนั้นไม่รุนแรง เรามีคณะกรรมการปรองดองหลายคณะแต่วนเวียนแค่เรื่องบางเรื่องจึงไม่สำเร็จ

ความพยายามและความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอล่าสุด ที่เสนอกฎหมายอำนวยความยุติธรรม เพื่อสร้างสังคมสันติสุข ตามเนื้อหาประสบความสำเร็จ เราแสดงความเคารพประชาชนที่ออกมาชุมนุม จึงขอเสนอว่าให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน ผู้ชุมนุมสุจริตที่ออกมาต่อสู้บนท้องถนนด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง ส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องและเข้าข่ายคดีร้ายแรงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมถึงแกนนำและตัวของผมเองก็ต้องให้กระบวนการยุติธรรมตัดสิน เพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้ายึดหลักเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องดีต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนและปรองดอง”

ที่คณะกรรมการชุด เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีต สปช. โดยกฎหมายดังกล่าวจะแบ่งแยกประเภทความผิด และกลุ่มผู้กระทำความผิดออกจากกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจะแยกประชาชนทั่วไป ซึ่งเรียกว่าเป็น “กลุ่มต้นซอย” ว่า มีความผิดแค่ฐานผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินในการออกมาชุมนุม เพื่อไม่ให้มีการดึงคนกลุ่มนี้มาเป็นตัวประกัน พร้อมจะให้เข้าสู่กระบวนการเยียวยา มีการสร้างพันธสัญญาว่าจะไม่กลับไปรวมกลุ่มก่อเหตุที่จะกลับไปสู่ความวุ่นวายอีก

ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวกับโพสต์ทูเดย์ว่า เรื่องเหล่านี้เป็นความพยายามที่มีมาตลอดว่าให้ความรับผิดชอบทั้งปวงอยู่กับแกนนำ และควรปลดปล่อยประชาชนทุกฝ่าย และส่วนตัวเชื่อว่าแกนนำทุกฝ่ายยอมรับ เพราะประชาชนที่มาร่วมเขามาร่วมตามความเชื่อ และเขาไม่ได้มีประวัติอาชญากร แต่มาร่วมชุมนุมทางการเมือง เพราะฉะนั้นให้แกนนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมทั้งฝ่ายปราบปรามควรเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

“อำนาจที่ คสช.มี เขากล้าที่จะนิรโทษกรรมให้กับตัวเอง แต่ไม่เคยกล้านิรโทษกรรมให้คนอื่น ทั้งที่โทษของตัวเองสูงกว่าประชาชน เพราะฉะนั้นถ้า คสช.ใช้ความกล้าเหมือนกับนิรโทษให้กับตัวเอง มาทำให้ประชาชนก็จะแก้ไขปัญหาได้ จะได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกฝ่ายมากขึ้น เพราะประโยชน์จะเกิดกับประชาชนทุกฝ่ายเช่นกัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา คสช.พูดมากทุกเรื่องแต่ยังไม่ทำ ทุกอย่างเป็นเพียงนามธรรม เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นการที่จะให้ประเทศไทยเดินหน้านับ 1 กันใหม่ การปลดปล่อยประชาชนยังห่างไกลในประเทศไทย ทั้งที่ความจริงไม่มีอะไรผิดไปมากกว่าการกบฏ ทำผิดกฎหมายมาตรา 113 ไม่ใช่ว่าใครชนะถูกหมด และใครแพ้ผิดหมด กระบวนการแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น ถ้า คสช.รู้จักการให้คนอื่นเหมือนให้พวกพ้อง บ้านเมืองจะเดินหน้าได้ เพราะนั้น คสช.ต้องใช้ความกล้าให้มาก ให้คนอื่นเหมือนกับกล้าให้ตัวเอง ความปรองดองก็จะเริ่มต้นขึ้น”

แต่ความคิดเห็นเรื่องการปลดเปลื้องพันธนาการความผิดให้ประชาชนที่ออกมาร่วมชุมนุมด้วยอุดมการณ์นั้น ก็ยังมีคนเห็นต่างและมีเหตุผลที่ต่างกันไป เช่น ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ระบุว่า เราเชื่อเรื่องกระบวนการยุติธรรม บทเรียนสำคัญการสร้างความปรองดองที่สำคัญที่สุด ก็คือ ต้องทำให้รู้ว่าอะไร คือ สิ่งที่ถูก และอะไร คือ สิ่งที่ผิด ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากกระบวนการยุติธรรมก่อน มันจะยากแก่การมีบทเรียนต่อไปในอนาคต สังคมจะไม่มีบรรทัดฐานต่อไป และที่สำคัญ คือ คนที่กระทำความผิดจริงๆ จะไม่ได้รับบทลงโทษอะไรเลย เพราะคิดว่าตัวเองไม่ผิด ขณะที่คนไม่ได้ผิดก็จะถูกเหมารวมว่าตนเองเป็นคนผิด แต่ได้รับการยกเว้นความผิด จริงๆ มันไม่เป็นความเป็นธรรมต่อคนทุกฝ่าย ยกเว้นคนกลุ่มเดียวที่รู้ว่าตัวเองทำผิดและไม่ต้องรับผิดอะไรเลย ไม่ต้องมีคำตัดสินอะไรเลย นั่นคือปัญหามากที่สุด

ปานเทพ กล่าวอีกว่า ปัญหาเรื่องการปรองดองในอนาคตหลังจากที่กระบวนการยุติธรรมผ่านไปแล้ว จนทุกคนรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก ค่อยมาพิจารณาว่าสังคมควรให้อภัยใคร โดยเฉพาะคนที่เขาได้รับผลกระทบในเหตุการณ์นั้นๆ ว่าเขาจะยอมรับการให้อภัยหรือไม่ สังคมมีความพร้อมหรือไม่ที่จะนำไปสู่การนิรโทษกรรม นั่นคืออีกขั้นตอนหนึ่ง แต่เวลานี้ยังไม่ถึงเวลา และขั้นตอนนั้นเลย เราต้องรอให้ความจริงปรากฏแล้วจึงวิเคราะห์ ให้สังคมตัดสินว่าโทษแต่ละคนที่ได้รับศาลตัดสินแล้วสังคมควรให้อภัย หรือคิดว่าเขาจำเป็นต้องได้รับบทลงโทษเหล่านั้น เพราะแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เช่น บางคนผิด พ.ร.บ.ความมั่นคง ผิด พ.ร.บ.ฉุกเฉิน กับคนอีกกลุ่มหนึ่งเป็นฆาตกรฆ่าคน จึงคิดว่าสังคมมองเรื่องการให้อภัยไม่เท่ากัน ยิ่งมีคนเสียชีวิตต้องได้รับผลกระทบ ต้องถามเขาด้วยว่าเขารู้สึกอย่างไร จะไปละเลยไม่ได้