2ปี คสช. “ปฏิรูปสังคม” ยังไม่ถึงเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433222

2ปี คสช. "ปฏิรูปสังคม" ยังไม่ถึงเป้าหมาย

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

ประเด็นสังคมเป็นอีกหนึ่งวาระใหญ่ที่ คสช.รับประกันว่าจะเกิดการปฏิรูปอย่างแน่นอน ตั้งแต่การศึกษา คุณภาพชีวิต สาธารณสุข รวมถึงการจัดระเบียบสังคม ตั้งแต่ชายหาด วินมอเตอร์ไซค์ วินรถตู้ แท็กซี่ และระบบขนส่งสาธารณะอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดดูจะยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก รวมถึงยังติดอยู่ในหล่มเดิมๆ ตลอดมา

การศึกษา แค่ตั้งกรรมการชุดใหม่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ปรารภไว้แต่แรกว่า ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น โดยต้องไม่เน้นการท่องจำ และต้องปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนโดยเน้นนักเรียนเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ คสช.ทำอันดับแรกก็คือการปลูกฝัง “ค่านิยม 12 ประการ” เพื่อสอดแทรกให้นักเรียนท่องจำขึ้นใจ มีเนื้อหาตั้งแต่การปลูกฝังความรักชาติ-ปลูกฝังความเป็นไทย จนสามารถแต่งเป็นเพลง แต่งเป็นกลอน ปลูกฝังเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาล-มัธยม

หนึ่งปีแรกผ่านไป รมว.ศึกษาธิการถูกเปลี่ยนตัวจาก พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย มาเป็น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ กระทรวงศึกษาธิการ ก็เริ่มนโยบายใหม่ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” จากเดิมเรียนในห้องเรียน 30-35 ชั่วโมง/สัปดาห์ ไปสู่การเรียนในห้องเรียน 22 ชั่วโมง/สัปดาห์ โดยเพิ่มกิจกรรมพัฒนาทักษะผู้เรียนในชั่วโมงที่เหลือ 8-13 ชั่วโมง/สัปดาห์ ซึ่งเพิ่งเริ่มต้นเมื่อช่วงเปิดเทอม 2559 ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยุบคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) และตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงในภูมิภาค โดยให้  รมว.ศึกษาธิการเป็นประธานแทน รวมถึงตั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดเพื่อรับโอนอำนาจเดิมมาทำต่ออีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า การปรับโครงสร้างครั้งนี้อาจลดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของผู้มีส่วนได้เสียลง และเน้นการสั่งการจากส่วนกลางมากขึ้น เนื่องจากกรรมการในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด 20-22 คน มาจากหน่วยงานราชการ 13 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 1-3 คน โดยมีตัวแทนภาคเอกชนและประชาสังคมเพียง 4 คน และมีตัวแทนครูเพียง 2 คน ซึ่งไม่น่าจะสามารถสะท้อนความเห็นที่ครอบคลุมการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงอาชีวศึกษาได้

นอกจากนี้ การคัดเลือกตัวแทนประชาชนและครูเข้าร่วมก็ยังไม่ชัดเจน โดยอาศัยคำสั่งกำหนดเพียงให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งตามความเห็นชอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสุดท้ายอาจไม่ใช่ตัวแทนที่แท้จริงของพื้นที่ และคำสั่งดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า “ส่วนกลาง” พยายามกระชับสายการบังคับบัญชาให้แน่นขึ้นจากการแต่งตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค ทำหน้าที่รับคำสั่งและนโยบายจากส่วนกลางลงไปยังจังหวัด

แต่การปฏิรูปการศึกษายุค คสช.ยังไม่จบแค่นี้ เพราะคณะกรรมการ “ประชารัฐ” ได้กำหนดหนึ่งหัวข้อการยกระดับ “คุณภาพวิชาชีพอาชีวศึกษา” รัฐบาล ศธ.ยังได้ร่วมมือกับบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย  หรือ เอสซีจี เพื่อจัดทำแผนการจัดระบบการศึกษาอาชีวะใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ รวมถึงในทีมด้าน “การศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ” ก็มี ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น มาร่วมเป็นหัวเรือใหญ่ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัด ทรูก็เริ่มเข้าไปอบรมครูและโรงเรียนต่างๆ ถึงแผนของนโยบายประชารัฐที่จะร่วมจัดการการศึกษาแบบใหม่แล้ว

2 ปีที่ผ่านมา ระบบการศึกษาภายใต้ คสช.อาจยังไม่คืบหน้ามากนัก แต่ยังมีเรื่องให้ต้องติดตาม โดยเฉพาะการจัดโครงสร้างการบริหารข้าราชการใหม่ และการนำเอาเอกชนเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการศึกษาครั้งนี้

สาธารณสุขยังวนอยู่ในอ่าง

อีกหนึ่งประเด็นที่รัฐให้ความสนใจ หนีไม่พ้นเรื่องการจัดการระบบสาธารณสุขของประเทศ หลังจากมีปัญหาคาราคาซังมานาน ตั้งแต่ปลายรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ทำหน้าที่ดูแลระบบหลักประกันสุขภาพ หรือระบบ “บัตรทอง” ซึ่งถูกโจมตีอย่างมากว่ามีการใช้เงินผิดประเภท และหนักข้อถึงขั้นโดนกล่าวหาว่า “ทุจริต” เช่นเดียวกับหน่วยงานอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งก็โดนหน่วยงานตรวจสอบไล่บี้เช่นกัน

หลังรัฐประหารไม่นาน ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ซึ่งทำหน้าที่ภายใต้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ก็เข้าตรวจสอบทั้งสองหน่วยงานทันที ก่อนจะพบว่าไม่มีการทุจริต แต่มีเรื่องการใช้เงิน “ผิดประเภท” ซึ่งก็เป็นมุมมองที่แตกต่างระหว่างรัฐบาลกับองค์กร “ตระกูล ส.” เครือข่าย นพ.ประเวศ วะสี

ขั้นตอนการตรวจสอบ สปสช. ได้ทำให้ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ต้องถูกคำสั่ง มาตรา 44 พักการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึง สปสช. ถูกจำกัดการทำหน้าที่หลายอย่าง รวมถึงการใช้เงินเพื่อจ่ายค่าล่วงเวลาแพทย์กรณีล้างไตช่องท้อง หรือการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ให้บริการ กรณีได้รับความเสียหายจากการให้บริการ

แม้ความขัดแย้งจะถูกพักลง หลัง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อดีตปลัด สธ. เกษียณอายุราชการ และเลขาธิการ สปสช.พ้นจากหน้าที่ แต่สงครามรอบใหม่ก็ยังคงอยู่ เมื่อ คสช.เตรียมแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยเพิ่มอำนาจหน่วยงานราชการมากขึ้น รวมถึงแนวคิดการให้ “หลักประกันสุขภาพ” เป็นของ “ผู้ยากไร้” ก็ยังคงดังระงม เพราะมีการบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย

ส่วนองค์กรอย่าง สสส. ก็มีสถานะไม่ต่างกัน กระบวนการตรวจสอบได้ทำให้ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการฯ ต้องลาออก ขณะเดียวกัน ตำแหน่งบอร์ด สสส. 7 คน ได้ถูกมาตรา 44 ให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ และจนถึงขณะนี้ก็ยังมีความพยายามในการแก้ พ.ร.บ.กองทุนฯ โดยหลายฝ่ายจับตาว่าอาจมีเป้าประสงค์ให้องค์กร สสส.ใช้ระบบภาษีตามปกติ ไม่ใช่รับจากเหล้า-บุหรี่ โดยตรงเหมือนเคย

ด้านนโยบาย สธ. พบว่ายังไม่มีความคืบหน้าเท่าไรนัก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงได้ชะงักไปแล้ว เช่นเดียวกับโครงการ “เจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่ ดีทุกสิทธิ์” ซึ่งปัจจุบัน ยังคงตกลงกับโรงพยาบาลเอกชน ในการคิดอัตราค่ารักษาพยาบาลกรณีป่วยฉุกเฉินไม่ได้ ซึ่งประเด็นดังกล่าวคาราคาซังมานานนับปี

จัดระเบียบสังคม-ทวงคืนผืนป่า ทำไม่สุด

หนึ่งในประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสนใจ อย่างการจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ รถตู้สาธารณะ ดูเหมือนจะได้รับการแก้ไขในช่วงแรก โดยการส่งเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปคุมพื้นที่อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม 2 ปีให้หลัง เสียงเรียกร้องเกี่ยวกับการคิดค่าโดยสารเกินจริง การโดนผู้ใช้รถสาธารณะเอาเปรียบ รวมถึง “ทัศนะอุจาด” บริเวณชายหาด สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม

เสียงเรียกร้องจากผู้ใช้บริการแท็กซี่และผู้ใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ยังคงเหมือนเดิม ขณะเดียวกันผู้ให้บริการวินมอเตอร์ไซค์ก็ยังต้องเสียค่าวิน เสียค่าคุ้มครอง ให้กับ “เจ้าหน้าที่” ทุกระดับ โดยที่ไม่มีใบเสร็จ ส่วนรถตู้สาธารณะที่มีความพยายามในการควบคุมจุดจอดและพยายามจะยกเลิกนั้นก็ยังคงวิ่งปกติ รวมถึงยังคงมีข่าวอุบัติเหตุ และผู้เสียชีวิตอยู่เกือบทุกสัปดาห์

จนถึงปัจจุบันยังไร้แนวทางว่าในระยะยาว การจัดระเบียบสังคมจะทำอย่างไรต่อไป และจะเดินหน้าไปทางไหนต่อ

ส่วนการทวงคืนผืนป่านั้น พบว่าหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ชาวบ้านจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการถูกทหารเข้าไปไล่ที่ โดยหาว่าเป็นนายทุนเข้าไปตั้งถิ่นฐานโดยผิดกฎหมาย ตั้งแต่ที่ จ.สกลนคร บุรีรัมย์ ชัยภูมิ และอำนาจเจริญ ซึ่งชาวบ้านอาศัยอยู่มานานหลายชั่วอายุคน กลับถูกคำสั่ง คสช.ไล่ออกนอกพื้นที่ ทั้งที่ชาวบ้านยืนยันในสิทธิ ขณะที่บางพื้นที่ยังอยู่ระหว่างการรอพิสูจน์สิทธิ

การไล่ที่ชาวบ้านเกิดขึ้นพร้อมๆ กับคำถามเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติ เพราะในบางพื้นที่ที่เป็นของนายทุนจริงๆ กลับไม่มีการดำเนินการอย่างเดียวกัน

 

หลากมุมมอง‘สื่อล้ำเส้น’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/433120

หลากมุมมอง‘สื่อล้ำเส้น’

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กรณีสถานีโทรทัศน์หลายช่องถ่ายทอดสดเหตุการณ์ตำรวจเจรจาให้ วันชัย ดนัยตโมนุท อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ผู้ต้องหาคดีฆ่าอาจารย์ร่วมสถาบันเสียชีวิต 2 ราย ให้มอบตัวแต่ไม่เป็นผล สุดท้ายวันชัยใช้อาวุธปืนยิงศีรษะฆ่าตัวตาย เป็นอีกกรณีที่สื่อถูกตั้งคำถามว่า รายงานข่าวอย่างล้ำเส้น ความเหมาะสมและจริยธรรมหรือไม่

สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระบุชัดว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ หรือ กสท. ได้มีการประชุมด่วน โดยกำหนดให้ทุกสถานีโทรทัศน์ที่ออกอากาศรายการสดระมัดระวังการนำเสนอ รวมถึงระงับการถ่ายทอดภาพความรุนแรง เนื่องจากกรณีดังกล่าวเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ หลังจากนี้สถานีโทรทัศน์เหล่านี้จะต้องรับผิดชอบทางกฎหมายด้วย ไม่ใช่เพียงเรื่องของจรรยาบรรณเพียงอย่างเดียว

ในมุมมองของ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า การถ่ายทอดสดของสื่อกระทบต่อการทำงานของตำรวจอย่างมาก ทำให้เป้าหมาย (วันชัย) รู้บทบาทตัวเองตลอดเวลา

“ผมทราบมาว่า ขณะที่อยู่ในรถวันชัยเปิดวิทยุฟังตลอดเวลา เป็นความผิดพลาดอย่างมากที่ทำให้คนที่กำลังจะตัดสินใจบางอย่างรู้บทบาทตัวเอง ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจ ทำให้การทำงานของตำรวจยากลำบากมากขึ้น”

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ มองว่า ในกรณีเช่นนี้ตำรวจจะต้องปิดล้อมกันพื้นที่ไม่ให้สื่อและประชาชนเข้าไปใกล้ที่เกิดเหตุขนาดที่สามารถถ่ายทอดสดกันได้แบบนี้ ในที่เกิดเหตุจะต้องมีแต่เจ้าหน้าที่ ต้องไม่มีใครหรืออะไรที่จะไปกระทบต่อการตัดสินใจของเป้าหมาย

“ความโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญ ตำรวจควรตั้งกล้องบันทึกเหตุการณ์ขณะปฏิบัติหน้าที่เอาไว้ทุกขั้นตอน เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว ก็คัดกรองว่าควรจะนำภาพ นำคลิปแบบไหน ตอนไหนให้สื่อเผยแพร่อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้สื่อถ่ายกันเอง รายงานกันเอง เน้นความตื่นเต้น แข่งขันกันให้ข่าวของตัวเองแทงทะลุความรู้สึกของประชาชนคนดู”

ขณะที่มุมมองของผู้ปฏิบัติ พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุยืนยันว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีการจัดอบรมหลักสูตรการเจรจาต่อรองตลอดเวลา และยังมีการส่งตำรวจไปเรียนหลักสูตรนี้ในต่างประเทศด้วย ซึ่ง พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้เจรจาหลักผ่านหลักสูตรนี้จากสหรัฐอเมริกา ส่วน พล.ต.ท.
ฐิติราช ผ่านหลักสูตรของประเทศออสเตรเลีย แต่ตำรวจยังไม่มีหน่วยงานเฉพาะทางด้านการเจรจาต่อรอง เมื่อเกิดเหตุก็จะพิจารณาเป็นกรณีไปว่าจะใช้ใครเป็นผู้เจรจาต่อรอง

ผบช.ก. บอกว่า ผู้ต้องหาอยู่ในภาวะเครียดที่ไม่ปกติ อยากคุยกับคนที่ไว้ใจ จึงให้ผู้ที่เขานับถือและเชื่อใจเป็นผู้เจรจาหลัก ซึ่งเป็นไปตามหลักการ ตำรวจเป็นเพียงตัวเสริมและควบคุมสถานการณ์เท่านั้น การนำนักจิตวิทยาซึ่งเป็นคนแปลกหน้ามาเพิ่มไม่น่าจะเกิดประโยชน์

“ผู้ต้องหามีเจตนาที่จะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว พูดอยู่ตลอดเวลาว่ากลัวติดคุก กลัวตายในคุก และกลัวที่จะถูกควบคุมตัวไปประหารชีวิต ตำรวจจึงพยายามยกกรณี นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ มาอธิบายให้ฟังว่า ในที่สุดหมอวิสุทธิ์ก็ได้ออกจากเรือนจำและได้บำเพ็ญประโยชน์สอนหนังสือ ซึ่งเขาก็มีท่าทีอ่อนลงแต่ในที่สุดกลับลั่นไกปืน ตำรวจเตรียมชุดจู่โจมพร้อมทั้งกระสุนยางและปืนไฟฟ้าอยู่แล้ว แต่ระยะยืนของผู้ต้องหายังไม่เข้าระยะปฏิบัติการ”

ด้านญาติของวันชัย 4 คน ซึ่งเดินทางมารับศพที่สถาบันนิติเวชวิทยา เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดกลางคลอง 4 จ.ปทุมธานี ไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ แก่ผู้สื่อข่าว โดยหญิงสาวที่เป็นญาติคนหนึ่งดึงสมุดจดข่าวของผู้สื่อข่าวรายหนึ่งที่พยายามจะขอทราบชื่อและนามสกุลของญาติ พร้อมทั้งกล่าวว่า “ไม่โอเคตั้งแต่คุณถ่ายทอดสด”

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลายฝ่ายคงมีความเห็นตรงกันว่า การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในครั้งนี้ ควรต้องมีการปรับปรุง หาความสมดุลเหมาะสม ระหว่างการทำหน้าที่สื่อกับการนำเสนอเนื้อหาที่เข้าข่ายรุนแรง สร้างผลกระทบต่อจิตใจของผู้คนในสังคม สร้างแรงกดดันให้แก่ผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์หรือไม่ รวมทั้งเคารพต่อความเป็นมนุษย์ของผู้ร่วมในเหตุการณ์เพียงพอหรือไม่ หน่วยงานที่กำกับดูแลสื่อ และองค์กรวิชาชีพ ควรสร้างระบบการควบคุมที่มีประสิทธิภาพอย่างทันท่วงที เมื่อเข้าข่ายก้าวล่วงละเมิดเส้นความพอดีและอาจผิดข้อกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม มีบทเรียนจากการทำหน้าที่ของสื่อที่ละเมิดสิทธิ โดยเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ครอบครัวของเซดริก จี วัย 30 ปี ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีกรุงปารีส เมื่อเดือน พ.ย. 2558 ที่ผ่านมา ฟ้องร้องมายา วิดอน ไวท์ ช่างภาพอิสระ และนิตยสารวีเอสดี นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ในฝรั่งเศส เป็นเงิน 3.8 หมื่นเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.3 ล้านบาท และอีก 1.1 หมื่นเหรียญหรือประมาณ 4 แสนบาท สำหรับค่าดำเนินการทางกฎหมาย หลังเผยแพร่ภาพของเหยื่อนอนจมกองเลือดโดยปราศจากการเซ็นเซอร์ใดๆ ซึ่งผิดกฎหมายห้ามเผยแพร่ภาพเหยื่อในลักษณะที่ขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 

กกต.คลายสงสัยประชามติ อะไรทำได้-ทำไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432956

กกต.คลายสงสัยประชามติ อะไรทำได้-ทำไม่ได้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมชี้แจงเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ และประชาชน” วานนี้ ที่สโมสรทหารบก สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ รวม 5 ฝ่ายเข้าร่วม ประกอบด้วย ผู้แทนจากฝ่ายคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และตัวแทนจากพรรคการเมือง รวม 133 คน จาก 77 พรรคการเมือง

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังจากการออกเสียงประชามติวันที่ 7 ส.ค. จะเกิดอะไรขึ้นก็มีความเป็นไปได้ดังนี้ กรณีแรก สมมติร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่คำถามประกอบไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯถวาย ใน 30 วัน จากนั้น กรธ.ทำกฎหมายลูก 10 ฉบับ โดยต้องเร่งทำ 4 ฉบับที่สำคัญเพื่อให้เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 เดือน สนช.พิจารณาภายใน 2 เดือน ถ้า สนช.แก้ไขต้องส่งกลับ กรธ.ไปพิจารณาใหม่ ตั้งกรรมาธิการร่วมใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จากนั้นนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตีว่าประมาณ 1 เดือน เมื่อเสร็จครบ 4 ฉบับ ก็ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

กรณีที่ 2 ร่างรัฐธรรมนูญผ่านและคำถามพ่วงผ่าน ต่อจากนั้นต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ 1 เดือน ให้เข้ากับคำถามพ่วงและส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา 1 เดือน จากนั้นก็เดินไปตามกรณีแรก และกรณีที่ 3 รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แต่คำถามพ่วงผ่าน หรือกรณีที่ 4 รัฐธรรมนูญไม่ผ่านและคำถามพ่วงไม่ผ่าน ก็จะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ คือเมื่อไม่ผ่านรัฐบาลต้องเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อจะได้ทราบว่าจะทำอย่างไรต่อไป

จากนั้นจึงเปิดให้ตัวแทนพรรคการเมืองได้ซักถาม เริ่มจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ควรเปิดให้แสดงความเห็นเหมือนปี 2550 ผู้เห็นด้วยหรือผู้ไม่เห็นด้วยสามารถรวมตัวเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี แต่ปัจจุบันยังมีความเข้าใจไม่ตรงกันในเนื้อหาในกฎหมายเรื่องการชี้นำ รณรงค์ อย่างข้อห้ามใน พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ มาตรา 61 ห้ามพูดเท็จ ไม่ก้าวร้าว ไม่หยาบคายรุนแรง ปลุกระดม ตีความอย่างไร ยกตัวอย่าง จะมีบุคคลสวมหรือขายเสื้อที่มีข้อความระบุรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

อีกทั้งวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า หากไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วกระบวนการจะเป็นอย่างไร ซึ่งฟังจากที่ชี้แจงวันนี้ บอกว่าจะไม่ตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) แต่วันก่อนคนในรัฐบาลบอกว่าจะตั้ง ตัวอย่างประเทศนิวซีแลนด์ทำประชามติเรื่องธง ยังทำ 2 รอบ หาธงใหม่มาแข่งกับธงเก่า ดังนั้น โรดแมป บอกไม่ผ่านก็แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว แต่โรดแมปไม่ได้ห้ามให้แก้ตั้งแต่วันนี้ ควรที่จะให้ประชาชนเจ้าของประเทศรู้ทางเลือกที่แท้จริง และจะทำให้ประชามติมีความหมาย อยากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้ไขประกาศคำสั่งที่ 57 เพื่อปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้

ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มาตรา 61 มีความไม่ชัดเจน ขอให้กกต.อธิบายให้ชัดเจน และขอถาม กรณีที่ตนเองเดินทางไป จ.พิษณุโลก ไปดูการขุดลอกคูคลองขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก แล้วมีคนมาชูป้ายว่า No Corruption แล้วถูก กกต.จังหวัดบอกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง เชิญให้ไปชี้แจง ขอยืนยันว่าไม่เกี่ยวและไม่ไปชี้แจง การใช้คำว่า No ไม่ได้มีแค่เรื่องประชามติเท่านั้น และไม่เห็นจะมีพิษมีภัยต่อการทำประชามติในมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.ประชามติไม่มีความชัดเจน ขอให้สร้างความชัดเจน

สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวชี้แจงว่า กกต.ไม่ได้เขียนกฎหมายกว้างๆ ให้ไปตีความเอาเอง เพราะมีการพูดชัดในประกาศเรื่อง 6 ทำได้  8 ทำไม่ได้ และในส่วนของสิ่งที่ทำได้นั้นมีคำว่าเช่นเพราะมีสิ่งที่ทำได้มากกว่าที่ยกตัวอย่าง แต่สิ่งที่ทำไม่ได้นั้นกำหนดห้ามทำดังต่อไปนี้เท่านั้น 8 ข้อ ส่วนถามว่าอย่างไหนเป็นเท็จ เท็จก็คือเอาสิ่งที่ไม่ใช่ความจริงไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ หรือดัดแปลงความจริงอย่างนี้เท็จแน่นอน ส่วนการคาดการณ์ในอนาคต ไม่มีใครบอกว่าเป็นเท็จ เช่น ใช้รัฐธรรมนูญแล้วดี หรือใช้แล้วเป็นปัญหาอย่างนี้พูดได้

สมชัย กล่าวว่า สำหรับเกณฑ์หยาบคาย ก้าวร้าวรุนแรง นั้นใช้มาตรฐานชนชั้นกลางว่าพูดแบบนี้หยาบคายหรือไม่ กูมึง ไม่หยาบคายสำหรับคนชั้นกลาง ส่วนการขายเสื้อก็ไม่ถือว่าผิด แต่ต้องดูต่อไปว่าหากการขายเสื้อแล้วนำไปสู่การรณรงค์ปลุกระดมหรือไม่ หรือการแจกจ่ายในแบบที่เป็นการรณรงค์ ถือว่าเป็นความผิดคล้ายกับการซื้อเสียง เข้ามาตรา 67 ทำไม่ได้ ส่วนเรื่องการใส่เสื้อ Yes หรือ No ใส่ได้ไม่เป็นปัญหา แต่อย่าใช้ปลุกระดม

อย่างไรก็ตาม หากดูแล้วพบหลักฐานชัดเจนก็จะมีความผิดก็จะเข้าสู่กระบวนการทางอาญา
แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของ กกต. เพราะคนในประเทศทุกคนสามารถฟ้องร้องได้ จากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการทางอาญา ตำรวจจะรับร้องทุกข์หรือไม่ อัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ ศาลจะชี้ว่าผิดหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ กกต.

จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการใช้หลักเกณฑ์เรื่องชนชั้นกลางตีความเรื่องหยาบคาย อย่างไรก็ตามหลักใหญ่เวลานี้เพราะกลัวแพ้ประชามติ สนช.ไปเขียนกติกาที่เป็นนามธรรม ทั้งเรื่องห้ามก้าวร้าว หยาบคาย ทั้งที่กฎหมายควรเขียนให้เป็นรูปธรรม มีการเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งครู ก ข ค หน่วยงานราชการ รวมแล้วกว่าล้านคน แต่คนอื่นจะไปเคาะประตูบ้านพูดข้อเสียกลับไม่ได้ การที่ กรธ. สนช. สปท. ลงพื้นที่ชี้แจงจะเป็นการชี้แจงฝ่ายเดียว เหมือนการเอากระบี่ไปฟันต้นกล้วย แล้วบอกว่าเป็นเจ้ายุทธจักร ดังนั้น กกต.ควรเปิดกว้างให้แสดงความเห็น

วิษณุ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวไม่มีอำนาจปลดล็อกคำสั่ง คสช. ที่ 57 คสช. แต่หากผู้ที่มีอำนาจได้ยินก็คงไปพิจารณา การผ่อนคลายกฎระเบียบเป็นเรื่องธรรมดาแต่ต้องดูสัญญาณ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงล่อแหลมอาจทำให้เกิดความขัดแย้งได้อีก ต้องระมัดระวังและละเอียดอ่อน

“ประชามติถ้าผ่านก็ไปออกกฎหมายลูก ถ้าไม่ผ่านก็ไปร่างใหม่ใช้เวลาไม่นาน ดังนั้นประชามติไม่ใช่เรื่องใหญ่โต เพราะทุกท่านทุกสีทุกกลุ่มมีประชามติอย่างหนึ่งในใจ คือมีฉันทามติ หรือเรียกอีกอย่างว่าสยามานุสติ คือ อยากเห็นประเทศมีความสงบสุขเรียบร้อย อยากเห็นความเป็นประชาธิปไตยคืนกลับมาเร็วที่สุด ตรงนี้เป็นประชามติที่ไม่ต้องกาบัตร เป็นฉันทามติ สยามานุสติ ผมเชื่อโดยสุจริตว่าทุกคนคิดอย่างนั้น ประชามติเป็นเกม เป็นกติกา ก็ปล่อยไป ไม่ผ่านก็ไม่ยืด ไม่ต่อเวลา” วิษณุ กล่าว

ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวปิดการประชุมว่า กรณีที่มีความไม่สบายใจเรื่อง 5 ลักษณะต้องห้าม ทั้งห้ามหยาบคาย ก้าวร้าว ปลุกระดม ที่มีเรื่องร้องเรียนมากนั้น กกต.จึงได้มีการตั้งที่ปรึกษาด้านกฎหมายขึ้นมาเพื่อคัดกรองความชัดเจนก่อนจะถึงมือ กกต. จำนวน 10 คน ซึ่งมี สุรินทร์ นาควิเชียร อดีตรองประธานศาลฎีกา เป็นประธาน

 

รวมพลังค้านตัดเบี้ยยังชีพสูงวัย ถอยหลังลงคลอง-บีบลมหายใจคนชรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432529

รวมพลังค้านตัดเบี้ยยังชีพสูงวัย ถอยหลังลงคลอง-บีบลมหายใจคนชรา

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

แนวคิดของกระทรวการคลังกำลังจะสร้างความทุกข์ร้อนให้กับคนชราในเมืองไทย

เพราะรัฐบาลกำลังจะตัดสิทธิเบี้ยยังชีพคนชราที่ได้รับกันถ้วนหน้าอยู่ที่ 600-1,000 บาทในทุกเดือนตามช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป

ทางลงสำหรับรัฐบาล คือจะแสวงหาคนจนจริงๆ เพื่อมอบเงินรายเดือนให้เหมือนเดิม อีกทั้งภาระงบประมาณที่รัฐไม่อยากจะต้องแบกอุ้มอีกต่อไป เนื่องด้วยเพราะสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ หากรัฐจ่ายเบี้ยยังชีพให้ทุกคนก็คงเป็นรายจ่ายที่สูงมหาศาล

มุมมองที่ว่านั้น ทำให้เครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ เล็งเห็นว่ารัฐบาลกำลังถอยหลังลงคลอง

5 เครือข่าย ประกอบด้วย เครือข่ายผู้สูงอายุ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายสวัสดิการชุมชน และกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จึงร่วมกันแถลงคัดค้านนโยบายรัฐ ที่ต้องการยกเลิกเบี้ยยังชีพคนชราแบบถ้วนหน้า ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

ชุลีพร ด้วงฉิม ตัวแทนเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ กล่าวว่า ผิดหวังกับผู้นำที่มีความคิดเพียงแค่นี้กับเรื่องสิทธิมนุษยชน เราพยายามก้าวผ่านคำว่า “สังคมสงเคราะห์อนาถา” เพื่อผลักดันให้เกิดความเท่าเทียมในสิทธิขั้นพื้นฐาน แต่รัฐบาลกำลังจะกลับไปทำในรูปแบบเดิม

“สิ่งที่ปรากฏคือ รัฐบาลไปไล่เบี้ยกับงบประมาณสวัสดิการถ้วนหน้า คือ ปรับลดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จำกัดเพดานด้านสวัสดิการประชาชน แต่ไปเพิ่มงบสวัสดิการข้าราชการ หรือแม้แต่การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ละเลยการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และรัฐบาลกำลังจะเพิ่มช่องว่างและสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้น รัฐบาลต้องทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง” ชุลีพร ย้ำ

อภิวัฒน์ กวางแก้ว จากกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับงบประมาณบำนาญของรัฐ ว่า งบปะมาณปี 2559 กระทรวงการคลังแจ้งว่าใช้จ่ายเรื่องบำนาญรวม 2 แสนล้านบาท แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดให้ชัดเจนว่า 1.4 แสนล้านบาท ต้องเอาไปจ่ายบำเหน็จบำนาญให้ข้าราชการจำนวน 6 แสนคน ที่เหลือคือ 6 หมื่นล้านบาท คือเบี้ยยังชีพคนชราจำนวนเกือบ 10 ล้านคน ความแตกต่างจึงชัดเจนอย่างมาก

“เงิน 600 บาทแต่ละเดือน คือสิ่งที่ผู้สูงอายุรอคอย พวกเขาจะมีกินมีใช้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีเมื่อชราภาพก็อยู่ที่เงินจำนวนนี้ อย่ามาลดภาระด้วยการเพิ่มภาระให้กับประชาชน และยังมีอีกหลายทางที่รัฐจะทำได้ ทั้งจัดเก็บภาษีให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างเป็นธรรม แล้วนำกลับมากระจายให้ประชาชนในรูปแบบสวัสดิการถ้วนหน้า ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นการลดการเหลื่อมล้ำ ดีกว่าสรรหาและเลือกจ่ายเป็นรายบุคคล” อภิวัฒน์ ฝากข้อเสนอถึงรัฐ

ส่วนประเด็นที่ว่ารัฐบาลกำลังจะไปใช้นโยบายแบบเก่า ที่เรียกว่าเป็นการถอยหลังลงคลองนั้น สมชาย กระจ่างแสง อนุกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน อธิบายว่า แนวทางของรัฐคือต้องการยกเลิกเบี้ยยังชีพคนชรา ซึ่งเป็นการจัดสวัสดิการแบบถ้วนหน้า แล้วถอยหลังไปใช้ระบบแยกแยะคนจน

รูปแบบที่รัฐต้องการนั้น ผลวิจัยจากนานาประเทศเกี่ยวกับเรื่องการค้นหาคนจนเพื่อช่วยเหลือด้านสวัสดิการนั้น ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เป็นวิธีการที่ต้องใช้งบประมาณที่สูงอย่างมาก และจะมีปัญหาคอร์รัปชั่นตามมาในอัตราที่สูงเช่นกัน เพราะหากคนจนสนิทกับใคร หรือนักการเมืองท้องถิ่นต้องการฐานเสียง ก็จะให้สิทธิกับพวกพ้องที่เป็นคนจนของตนเองเท่านั้น

สมชาย เสริมว่า มันเป็นการสร้างระบบพรรคพวก ตอกหมุดระบบอุปถัมภ์ และไม่มีหลักประกันว่าคนที่จำเป็นจะได้รับเงินจริง ดังนั้น ผมคัดค้านนโยบายนี้ และขอให้รัฐทบทวน รวมถึงออกมาชี้แจงต่อประชาชน พร้อมทั้งเร่งรัดการจัดหารายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าที่จะตัดลดสวัสดิการของประชาชน

อีกด้านจากมุมมองของผู้ใช้แรงงาน เมื่อรับทราบถึงแนวคิดของภาครัฐ พวกเขาเองก็รับรู้ถึงความน่ากลัวไม่น้อย เพราะนั่นย่อมหมายถึงว่า “บำนาญ” ที่เป็นสวัสดิการถ้วนหน้ากำลังจะหายไป แรงงานที่ใช้แรงเพื่อแลกเงินมาเกือบทั้งชีวิต เมื่อถึงยามเกษียณ การยังชีพอาจจะต้องรอคอยโชคชะตา

“ประชาชนทุกคนก็สร้างรายได้และความมั่งคั่งให้กับประเทศชาติ โดยเฉพาะชนชั้นแรงงานที่ได้ค่าจ้างเพียงแค่ขั้นต่ำ ขณะเดียวกันก็เป็นเพราะแรงงานนี่เองที่ทำให้ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม เติบโตมีกำลังให้กลุ่มนายทุนร่ำรวยกันถ้วนหน้า แต่แรงงานที่เป็นฐานรากให้เศรษฐกิจมาตลอดชีวิต เมื่อยามชราภาพรัฐก็ควรให้ความสำคัญ ขอบำนาญเป็นหลักประกันพื้นฐานอย่างถ้วนหน้าเหมือนกับข้าราชการ” หนูเกณ อินทจันทร์ เครือข่ายสลัม 4 ภาค ให้ความเห็น

ไม่ต่างจาก อุบล ร่มโพธิ์ทอง เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เสริมว่า ในมุมของกระทรวงการคลังที่แจ้งว่าได้ดำเนินการสร้างระบบการออมเพื่อบำนาญในรูปแบบกองทุนการออมแห่งชาตินั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว และควรพัฒนาให้กองทุนนี้มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและทำได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม และขณะเดียวกันในระยะยาวจำเป็นต้องมีมาตรการให้ประชาชนออมได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเกษียณไปแล้วก็ได้รับบำนาญในจำนวนที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

“แต่แนวคิดที่จะยกเลิกเบี้ยคนชราเป็นอะไรที่ยอมรับไม่ได้ ถือเป็นการถอยหลังลงคลอง และรัฐจะสร้างความมืดมิดต่ออนาคตความมั่นคงในชีวิตของคนชรา” อุบล ย้ำ

บทสรุปของเครือข่ายฯ เสนอให้รัฐบาลทบทวนเบี้ยยังชีพคนชรา อย่าตัดทิ้งเพียงเพราะเห็นว่าจะเป็นภาระทางเศรษฐกิจของประเทศ แทนที่รัฐจะสร้างฐานเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ลดช่องว่างด้านรายได้ ความไม่เท่าเทียมด้านโอกาส แต่กลับเลือกใช้วิธีปรับลดงบ เป็นการลดทอนสิทธิประชาชน จึงเรียกร้องให้ทบทวนนโยบายนี้ เพื่อให้เกิดระบบการบำนาญแห่งชาติที่เป็นรูปของกฎหมาย เพื่อสิทธิที่ครอบคลุมทุกคนของประเทศอย่างเท่าเทียม และมีศักดิ์ศรีไม่ต่างกัน

 

บทเรียนพฤษภาทมิฬ กับเสรีภาพที่กำลังหายไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432527

บทเรียนพฤษภาทมิฬ กับเสรีภาพที่กำลังหายไป

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และคณะทำงานถกแถลงร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดปาฐกถา “ความสำคัญของสิทธิเสรีภาพ นิติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในรัฐธรรมนูญ” เพื่อรำลึก 24 ปี พฤษภาประชาธรรม 2535 ณ ห้องทับทิม โรงแรมรอยัล รัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มองว่า การต่อสู้ของประชาชนจากเหตุการณ์เมื่อปี 2535 ส่งผลหยั่งรากลึกประชาธิปไตยในสังคมไทย เปลี่ยนกรอบวิธีคิดทำรัฐธรรมนูญระหว่างรัฐกับประชาชน โดยชี้ให้เห็น 4 ประการ ผลพวงจากการต่อสู้ของวีรชน

1.แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการกำหนดประเทศด้วยตัวเอง ไม่รับการสืบทอดอำนาจของรัฐประหาร 2.แม้จะให้ความสำคัญเรื่องตัวแทนประชาชน แต่ สส.ไม่สามารถใช้ดุลยพินิจได้ตามอำเภอใจ 3.หลังเกิดบทเรียนปี 2535 ประชาชนได้รับหลักประกันในเรื่องข้อมูลข่าวสารมากจากเดิม เพราะปี 2535 ถูกคุมโดยรัฐ

และ 4.การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สิทธิประชาชนชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แม้ยุคต่อๆ มาจะมีการชุมนุมหลายครั้ง แต่ปี 2535 เป็นการชุมนุมต่อสู้ระหว่างภาคประชาชนกับรัฐ ไม่มีการแทรกซ้อนความเป็นฝักฝ่าย แต่ปัญหาสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ประชาธิปไตยวันนี้สามารถทำเป็นรากฐานสำคัญให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

อภิสิทธิ์ ขยายความว่า การทำรัฐธรรมนูญปัจจุบันย้อนหลังกลับไปก่อนปี 2535 ป้องสิทธิประชาชน โดยให้ราชการเป็นผู้ชี้ประเทศว่าจะเดินอย่างไร ทำลายพัฒนาการต่อสู้ของประชาชนปี 2535 ที่ต้องได้รับการเคารพจากผู้มีอำนาจให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ โดยไม่ถูกข่มขู่ คุกคาม

“ผมอยากเรียกร้องประเทศไม่ควรกลับไปใช้รัฐธรรมนูญถอดถอนสิทธิเสรีภาพ หากเป็นเช่นนั้นไม่มีเหตุผลต้องจัดทำประชามติ ถ้าประชาชนไม่สามารถรณรงค์ได้ เพราะประชาชนเป็นผู้ให้ความชอบธรรมรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าต้องตกอยู่ในความหวาดกลัว ประชามติก็ไม่บรรลุ อีกทั้งเสียงบมาก และอยากเรียกร้อง กกต.ต้องยืนยันว่าจะไม่ตีความคำว่าปลุกระดมเกินความจริง เพื่อให้เกิดความชอบธรรม”

นอกจากนี้ ต้องยุติความคิดผู้มีอำนาจว่าปัญหาประเทศเกิดจากการชุมนุมและไม่ควรมองประชาชนที่ออกมาชุมนุมบนความเชื่อ อุดมการณ์ เป็นการสร้างปัญหา ถ้าประเทศไม่ผ่านชุมนุมหลายเหตุการณ์ ประเทศอาจถดถอยไปมากกว่านี้ ดังนั้นควรเลิกความคิดเผยแพร่ว่าการชุมนุมเป็นเรื่องเสียหาย หากการชุมนุมเพื่อส่วนรวมนั้นไม่รุนแรง

“เรามีคณะกรรมการปรองดองหลายคณะแต่วนเวียนบางเรื่อง เราแสดงความเคารพประชาชนที่ออกมาชุมนุม โดยนิรโทษแก่ผู้ชุมนุมสุจริต ส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องและร้ายแรงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยให้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้ายึดหลักเหล่านี้น่าจะเป็นเรื่องดีต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนและปรองดอง”

ขณะที่ โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา ให้ความเห็นว่า จากเหตุการณ์ปี 2535 ถึงปัจจุบัน รัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มี 2 มาตราในเรื่องสิทธิเสรีภาพ คือ เรื่องศาสนา และบุคคลย่อมมีเสรีภาพเคหสถาน ร่างกาย

ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ 2490 ก่อนเป็นรัฐธรรมนูญ 2492 ได้ทำปฏิญญากับสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรื่องสิทธิมนุษยชน จึงทำให้มีเกิน 2 มาตราที่กำหนด โดยเขียนละเอียด และใน 20 มาตราข้อโดดเด่น คือ รับรองเสรีภาพ อาทิ สื่อ ห้ามปิดโรงพิมพ์จะกระทำไม่ได้ การยอมรับเสรีภาพดีขึ้น

ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2540 มี 40 มาตรา สอดคล้องกับปฏิญญาสากล ส่วนรัฐธรรมนูญ 2550 สุดยอดเรื่องนี้ แม้จัดทำโดยเผด็จการ แต่มี 44 มาตรายาวที่สุด โดยเอารัฐธรรมนูญ 40 มาปรับปรุงให้ชัดเจนมากขึ้นน่าชื่นชม อาทิ สิทธิผู้ยากไร้ เด็กกำพร้า

โภคิน ระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน มีชัย ฤชุพันธ์ุ พยายามเขียนใหม่ 25 มาตรา ที่เหลือกำหนดเป็นหน้าที่รัฐ และสามารถฟ้องร้องได้ ถ้าไม่ได้ แต่รัฐไม่ได้เป็นนิติบุคคล ถ้าบอกเป็นสิทธิจึงเป็นเรื่องสับสนตอบโจทย์อะไร และสำคัญที่สุดส่งผลกระทบมาก จุดที่ผู้ร่างบอกว่าปราบโกง แต่เสรีภาพ ข้อมูล การร้องเรียน กลายเป็นสร้างองค์กรอิสระ ไม่มีประชาชน

“เราได้รับการยอมรับจากนานาชาติเรื่องนี้ แต่ครั้งนี้อาจถูกต่อว่าหลายประเด็น แต่เรื่องกฎหมายประชามติ อยากเห็นรัฐธรรมนูญมีชัยเป็นรัฐธรรมนูญประเทศต่อไป แต่ห้ามประชาชนแสดงความเห็นหรือเผยแพร่อย่างเสรี คงจะยุ่ง แต่มาตรา 10 เผยแพร่ได้ห้ามจูงใจ แต่มาตรา 61 ห้ามผู้ใดเผยแพร่ผิดไปตามข้อเท็จจริง รุนแรง ข่มขู่ ประเด็นใหญ่อยู่ตรงที่ถ้าผู้ไปเผยแพร่ กรธ.ใช้คำหยาบผิดมาตรา 61 หรือไม่ เพราะดูหมิ่นติดคุก 1 เดือน แต่หมิ่น กรธ.ติดคุก 10 ปี เป็นเรื่องประหลาด”

ด้าน ปริญญา เทวานฤมิตรกุล กรรมการมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์พฤษภาปี 2535 โดยแก้ไขใหญ่ 4 ประการ ซึ่งเกิดจากการต่อสู้เรียกร้องของประชาชน เพราะระบอบประชาธิปไตย ประชาชนเป็นเจ้าอำนาจ เป็นเจ้าของประเทศ

ทว่า ปัญหาของเรื่อง บ้านนี้มีคนอยู่หลายล้านคน ความคิดขัดแย้งกัน จะอยู่ร่วมกันก็ต้องกำหนดกติกาเพื่อการอยู่ร่วม ดังนั้นสิทธิเสรีภาพจึงสามารถจำกัดได้เท่าที่จำเป็น โดยรัฐธรรมนูญ 2540 วางหลักเสรีภาพในการเขียน พิมพ์ พูด และโฆษณา กระทำได้แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิคนอื่นจึงมีขอบเขต

ปริญญา ชี้ว่า รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มีมาตรา 44 ให้อำนาจทุกสิ่งอย่างยับยั้งการกระทำใดๆ ก็ได้ ด้วยดุลยพินิจของหัวหน้า คสช. ทำให้เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ย้อนหลังกลับไปก่อนปี 2540 หรือ 2534 โดยมีผู้ร่างคนเดียวกัน คือ มีชัย ซึ่งไม่มีหลักประกันอะไร

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองเป็นเรื่องดี คสช.ใช้ประชามติตัดสินว่ารัฐธรรมนูญควรผ่านหรือไม่ แต่ที่ไม่ดีประชาชนไม่รู้ว่าไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น ทำให้เกิดความคิด คสช.อยากให้ผ่าน เพราะถ้าบอก
ไม่ผ่านจะเกิดอะไร ประชาชนไม่รับ กลายเป็นว่า คสช.ต้องการให้ร่างผ่าน หากเทียบกับปี 2534 สาระสำคัญที่เหมือนกัน คือ สว.ให้ผู้ยึดอำนาจเป็นคนเลือก บวกคำถามพ่วง สว.ชุดนี้มีบทบาทเลือกนายกฯ กลายเป็นพรรค สว.ใหญ่ที่สุดในการเลือกนายกฯ

 

9 เดือนกม.ชุมนุมสาธารณะตำรวจงง ชาวบ้านมึน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432307

9 เดือนกม.ชุมนุมสาธารณะตำรวจงง ชาวบ้านมึน

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ที่จะเป็นไม้เด็ดของหน่วยงานที่ดูแลการชุมนุม ทั้งตำรวจ และทหาร ชั่วยามนี้กลับกลายเป็นว่าถูกเพิกเฉยจากผู้ชุมนุมเองไม่น้อย

โต้โผหลักที่ทำคลอด พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมา คือ ตำรวจ ที่ต่อสู้มายาวนานกว่า 15 ปี และผลสัมฤทธิ์มาเห็นในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ติดดาบปราบม็อบให้ และขณะเดียวกันก็ปิดช่องโหว่การรวมตัวชุมนุมในทุกด้านทุกปัญหาของประชาชน

ทำความเข้าใจอีกครั้งในเงื่อนไขหลัก คือ 1.ห้ามชุมนุมในพื้นที่รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล จะกระทำมิได้ และ 2.การชุมนุมต้องไม่กีดขวาง “ทางเข้าออก” หรือรบกวนการใช้สถานที่ ที่ประกอบด้วย หน่วยงานรัฐ สนามบิน ท่าเรือ สถานีรถไฟ และสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน สถานทูต องค์กรระหว่างประเทศ สถานที่ตามที่คณะรัฐมนตรีประกาศ

3.ผู้ชุมนุมต้อง “แจ้ง” ให้สถานีตำรวจท้องที่รับทราบก่อนไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง 4.โทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1 หมื่นบาท 5.“ผู้จัดการชุมนุม” เพิ่มโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท 6.ถ้าขัดขวางการขนส่งสาธารณะหรือระบบสาธารณูปโภค โทษจำคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน 7.ไม่ปิดบังหรืออำพรางตน

ชาวบ้านเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ ก็หมดสิทธิจะพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานราชการที่เป็นสถานที่รับทราบปัญหาของพวกเขาอย่างบริบูรณ์

แต่กระนั้น ชาวบ้านที่เรียกร้องสิทธิของตนเอง หรือแม้แต่กลุ่มก้อนที่เคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ เหมือนจะไม่สนใจกับ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มากนัก เพราะบ่อยครั้งนับแต่กฎหมายฉบับนี้ถูกประกาศใช้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557

อาจเพราะตำรวจเองยังงงงวยกับกฎหมายนี้ หรือผู้ชุมนุมเองยังไม่เข้าใจ บ่อยครั้งจึงไม่เห็นการแจ้งมายังตำรวจท้องที่ให้ทราบก่อน 24 ชั่วโมง ตามกติกาที่ระบุไว้ แต่ผู้ชุมนุมใช้ช่องทางประสานไปยังแนวร่วมให้ออกมาเคลื่อนไหวพร้อมกัน ครั้นกว่าตำรวจจะตั้งตัว ภาพการชุมนุมถูกแพร่ออกไปในสาธารณะอย่างเรียบร้อยแล้ว

เช่น 6 พ.ย. 2558 ผู้สูงอายุระหว่าง 65-80 ปี กว่า 30 คน ชุมนุมที่หน้าอำเภอธาตุพนม จ.นครพนม พร้อมป้ายเรียกร้องทวงถามเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ค้างจ่ายมา 2 เดือน

25 ส.ค. 2558 กลุ่มเครือข่ายประชาชนจังหวัดกระบี่ และกลุ่มเครือข่าย 4 ตำบล รอบโรงไฟฟ้ากระบี่ รวม 50 คน ออกมาหนุนพร้อมป้ายผ้าให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อไป

15 ต.ค. 2558 ชาวบ้าน อ.เวียงสระ บ้านนาสาร และกาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี กว่า 300 คน บุกศาลากลางจังหวัด เพื่อร้องทุกข์เนื่องด้วยอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น ประกาศเขตทับที่ทำกินกว่า 20 ปี

และ 24 ก.ค. 2558 แกนนำคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะ และเครือข่ายประชาชนปทุมธานีกว่า 100 คน บุกยึดเวทีเสวนาแผนแม่บทการจัดการขยะมูลฝอยของ จ.ปทุมธานี

ตัวอย่างข้างต้น ผู้ชุมนุมไม่ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ขณะเดียวกันตำรวจไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะมีการชุมนุม ขณะเดียวกันเมื่อตำรวจตั้งหลักได้ ต้องเอาผิดกับผู้ชุมนุมย้อนหลังเพราะหลายครั้งก็ทำผิดกฎหมาย

แต่อีกมุมหากเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง ตำรวจ ทหารจะรวดเร็ว วางกำลังดัก หรือใช้ดูแลได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งกลุ่มการเมืองก็เคารพกติกาที่จำกัดอยู่ในขณะนี้ คือ ทำตามเงื่อนไขที่ “แจ้ง” แต่ไม่จำเป็นต้อง “ขออนุญาต” จากท้องที่

เช่น กลุ่มพลเมืองโต้กลับ ที่แจ้งไปยังตำรวจพญาไท ว่าจะแสดงออกด้วยการยืนเฉยๆ เพื่อสื่อต่อรัฐบาล คสช. และตำรวจก็พร้อมจะดูแลความปลอดภัย

แต่ขณะเดียวกัน คสช.เองก็มีประกาศออกมาย้อนแย้งกับ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ เช่นกัน คือ ห้ามการชุมนุมทางการเมืองทุกชนิดอย่างเด็ดขาด ดังนั้นดุลพินิจที่จะเข้าไปห้าม หรือควบคุมผู้ชุมนุม อยู่ที่ตำรวจอีกเช่นกัน เพราะแม้ว่าผู้ชุมนุมจะอ้างสิทธิการชุมนุม แต่ตำรวจก็อ้างคำสั่ง คสช.ที่ต้องปฏิบัติตามได้เช่นกัน

ความไม่ลงรอยของกฎหมายและคำสั่งของ คสช. จึงเห็นภาพได้อย่างชัดเจน

กระนั้น พล.ต.ท.ปัญญา เอ่งฉ้วน ผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ บอกว่า องค์ประกอบความรู้ของประชาชนที่จะใช้สิทธิในการชุมนุมนั้นยังไม่ครบถ้วน ทั้งนี้สาเหตุหนึ่งก็มาจาก พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ฉบับนี้เองที่ยังไม่มีความสมบูรณ์เช่นกัน เพราะด้วยว่ากฎหมายลูกที่จะมากำหนดข้อห้ามต่างๆ หรือข้อใดที่ผู้ชุมนุมทำได้ก็ยังไม่ออกมา ดังนั้นการชุมนุมแต่ละครั้งที่เกิดขึ้น จึงอาจเกิดปัญหาตามมาได้

ส่วนกรณีที่ว่าคำสั่งห้ามการชุมนุมไปขัดกับ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ นั้น พล.ต.ท.ปัญญา มองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้คำสั่งนี้เพราะถือว่าอยู่ในช่วงที่ภาวะทางการเมืองไม่ปกติ จะให้ทำเหมือนเดิมคงไม่ได้เช่นกัน

“อย่างน้อยผมมองว่า พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ที่ออกมาใช้กว่า 9 เดือน มีข้อดีที่เราได้ใช้กติการ่วมกัน แม้จะไม่สมบูรณ์ในขณะนี้ก็ตาม” พล.ต.ท.ปัญญา กล่าว

อีกมุมจาก ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน วิพากษ์ถึงกฎหมายการชุมนุมตลอดเวลาเกือบ 9 เดือนที่ประกาศใช้ออกมาว่า ประชาชนเองยังไม่รู้สิทธิของตนเองในการเรียกร้องปัญหาต่างๆ มากนัก และขณะเดียวกันภาครัฐเองซึ่งคือตำรวจที่ต้องเป็นด่านแรกในการดูแลการชุมนุม ยังไม่ชัดเจนว่าทราบกฎหมายดีแล้วหรือไม่ อีกทั้งสิทธิของภาครัฐเองก็กว้างจนเกินไป ทำให้การชุมนุมของชาวบ้านที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองมีปัญหา

“อย่างเช่นหลายพื้นที่ชาวบ้านเพียงแค่ต้องการยื่นหนังสือให้กับหน่วยงานราชการ เพื่อให้มีการดำเนินการทางใดทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา อย่างนี้ก็ถูกตีความว่าเป็นการชุมนุมด้วย ชาวบ้านจึงเกิดความไม่มั่นใจว่า เพียงแค่การยื่นหนังสือนั้น จะเป็นการชุมนุมเชียวหรือ” ส.รัตนมณี ตั้งข้อสังเกต

ขณะเดียวกัน ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ นั้น ผู้จัดการชุมนุมจำต้องแจ้งให้ท้องที่รับทราบ แต่ไม่ต้องขออนุญาต แต่พอเข้าจริงแล้ว ก็ไม่ต่างจากการขออนุญาต เพราะตำรวจเองมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ให้ชุมนุมด้วยเช่นกัน ดังนั้นกฎหมายนี้จึงกว้างมาก และยังมีคำสั่ง คสช.ที่ห้ามการชุมนุมทุกอย่างอีก ดังนั้นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายที่มีให้ แต่ยังมีคำสั่งอีกอย่างมาห้ามไว้ ทุกอย่างมันเลยย้อนแย้งกันไปหมด

“เมื่อรัฐใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ แต่มาพิจารณารวมกับคำสั่งห้ามการชุมนุม ทุกอย่างมันเลยดูมั่วไปหมด” ส.รัตมณี ย้ำ

 

พระพยอมชำแหละกฎหมู่เหนือกฎหมาย เชื่อธัมมชโยหนีคดี เสพสุขต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432091

พระพยอมชำแหละกฎหมู่เหนือกฎหมาย เชื่อธัมมชโยหนีคดี เสพสุขต่างแดน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สถานการณ์ร้อนวันจันทร์ที่ 16 พ.ค.อยู่ที่ปฏิกิริยาจากพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย

พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกหมายเรียกเป็นครั้งที่สามให้พระธัมมชโยมารับทราบข้อกล่าวหาฐานสมคบกันฟอกเงินและรับของโจร จากกรณีการรับเช็คบริจาคจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผู้ต้องหายักยอกทรัพย์สหกรณ์ฯ คลองจั่น

เวลานัดหมาย 09.00 น. สถานที่ อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ

แต่ทนายของพระธัมมชโยส่งสัญญาณ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จะไม่เดินทางไปดีเอสไอ ถ้าอยากมาแจ้งข้อกล่าวหา ให้ฝ่าดงลูกศิษย์มาเองที่วัดพระธรรมกายหลังปลุกระดมให้มาสมทบกันที่วัด

แรงกดดันจึงอยู่ที่ดีเอสไอ จะขอให้ศาลอนุมัติออกหมายจับเป็นครั้งที่สองหรือไม่ และถ้าครั้งนี้ศาลออกหมายจับจริง พระธัมมชโยที่มีสาวกนับแสนนับล้านจะมีทางหนีทีไล่อย่างไร

พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว มองปรากฏการณ์เล่นเกมดึงเวลาของวัดพระธรรมกายเพื่องัดข้อกับอำนาจรัฐ ว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับพระธัมมชโยมีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งมาก อาตมาเคยสนทนากับนักการเมืองท่านหนึ่ง เขาบอกว่า การจะล้มวัดพระธรรมกายนั้นเป็นเรื่องยาก แค่ปัจจุบันทีมทนายความของวัดก็สร้างความปวดหัวให้กับดีเอสไอไม่น้อย ถ้าฐานสนับสนุนไม่ดีจริง วัดแห่งนี้คงล้มไปนานแล้ว แม้ที่ผ่านมาจะมีลูกศิษย์หรือคนอื่นๆ ดำเนินการฟ้องร้องยังทำอะไรไม่ได้

ส่วนเรื่องการระดมคนเข้ามาทำกิจกรรมภายในวัดพระธรรมกาย ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่พระธัมมชโยจะต้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 16 พ.ค.นี้ หรือแม้แต่การออกมายื่นหนังสือคัดค้านการทำงานของดีเอสไอของกลุ่มลูกศิษย์ทั่วประเทศ พระพยอมมองว่า นั่นคือเกมการระดมใช้ลูกศิษย์ก่อเป็นกำแพงมนุษย์เพื่อปกป้องพระธัมมชโย การกระทำเช่นนี้จะทำให้บ้านเมืองถอยหลัง ต่อไปคนจะแยกแยะไม่ออกระหว่างคนจะปกป้องศาสนาหรือปกป้องบุคคล จากภาพเห็นชัดว่าเป็นการปกป้องบุคคล อันนี้น่าเป็นห่วง ต่อไปกฎหมู่หรือกฎหมายใครจะศักดิ์สิทธิ์กว่ากัน

“เป็นการทำลายความศรัทธาทางศาสนา กลุ่มคนที่มีหัวสมองหน่อย มองว่าใช้วิธีแบบนี้ถูกต้องหรือ ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดจะหมื่นใบแสนใบ หรือกฎหมายบ้านเรามันดีกับคนชั่วเกินไป โลเล ไม่ศักดิ์สิทธิ์ บางเรื่องก็เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ กฎหมายไม่มีจริยธรรมทำให้ตกต่ำบรรลัยวายวอด ถ้ากฎหมายยังเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ สังคมไทยเละ”

พระพยอมระบุว่า มวลชนเหล่านี้ยอมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องกับสิ่งที่เขานับถือได้อย่างแน่นอน เหมือนกรณีของพระยันตระ ก็มีคนปกป้องมาตลอดเช่นกัน มวลชนถือว่ามีส่วนสำคัญทำให้รัฐเองไม่สามารถจัดการได้ กลุ่มคนเหล่านั้นจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือทางศาสนา

ดังนั้น การจะเข้าไปจับกุมพระธัมมชโย อย่าผลีผลาม ต้องปล่อยให้ล้าก่อนแล้วเข้าไปรวบทีเดียว ถ้าเข้าไปช่วงนี้โง่แน่ ต้องไปเจอกับมวลชนจำนวนมาก อาจเกิดการกระทบกระทั่งพังเสียหายได้ คงต้องปล่อยไปสักระยะ ทั้งที่จริงวัดพระธรรมกายมีเงินเป็นหมื่นล้าน ถ้านำมาใช้หนี้เรื่องก็จบ แต่ปัญหาคือคนเคยได้จะเสียยาก

เมื่อมีแรงสนับสนุนปกป้องพระธัมมชโยสุดโต่ง กับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ยืนกรานจะดำเนินตามกฎหมาย ทำให้มีแรงหนุนแรงต้านโน้มไปมา จนไม่รู้ว่าละครเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร แต่พระพยอมมองภาพไว้อย่างน่าสนใจว่า สุดท้ายพระธัมมชโยจะหลบหนี ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ถ้ามาสู้คดีคงเป็นเรื่องยาก เพราะหากทำเช่นนั้นคงเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่แรกแล้ว ยอมสู้หนีดีกว่า ไปใช้เงินต่างประเทศ จะยอมเข้าคุกทำไม ต้องโดนจับสึก อยู่ข้างนอกไม่โดนจับสึก อีกทั้งวัดพระธรรมกายมีสาขาวัดอยู่ทั่วโลก

นอกจากนี้ แม้แต่พระพยอมเองยังเอ่ยปากยอมรับว่า พระธัมมชโยแข็งแกร่งกว่าพระยันตระ และเณรคำมาก พร้อมจะไปเสพสุขได้อย่างสบาย ส่วนตัวเชื่อว่ากว่าจะถึงวันนั้นคงต้องสู้กันสุดฤทธิ์ ทุกวันนี้พระธัมมชโยสำคัญตัวเองว่าไม่ใช่พระธรรมดา ดังนั้นถึงแม้วัดพระธรรมกายยังอยู่ แต่เชื่อว่าศรัทธาคงลดลงแน่นอน เพราะตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักร เป็นกำแพงให้อย่างดี ทุกวันนี้คนเริ่มศรัทธาน้อยลง

“ถ้ารัฐไม่ได้ขงเบ้งเป็นจอมทัพจัดการ จะล้มพระธัมมชโยยาก พระจำนวนมากก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายหลายก๊กหลายกลุ่ม”

พระพยอมยังมองด้วยว่า พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย คงเกาะติดไม่ปล่อย เพราะท่านเคยเดิมพันไว้ว่า “ถ้าเอาพระธัมมชโยสึกจากความเป็นพระไม่ได้ พระพุทธะอิสระก็จะสึกเอง” หวังว่าพระพุทธะอิสระถ้าไม่มรณภาพเสียก่อน และ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระวัดพระธรรมกาย ทั้งสองท่านนี้อาจเป็นไม้น็อกล้มพระธัมมชโย ถ้ายังออกมาเคลื่อนไหวต่อเนื่อง และหากไม่ถูกฆ่าเสียก่อน

เมื่อเอ่ยชื่อพระพุทธะอิสระขึ้นมาแบบนี้ คงต้องให้พระพยอมชี้แจงกรณีออกมาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ทำนองชื่นชมพระพุทธะอิสระ เรื่องนี้พระพยอมสวนกลับทันควันว่า ไม่ได้สนับสนุนพระพุทธะอิสระ เพียงแต่ชื่นชมในบางเรื่องเท่านั้น เช่น เรื่องความแม่นยำในเรื่องของกฎหมาย เป็นต้น ถ้าพระพุทธะอิสระไม่แน่จริง สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 คงไม่เดินทางไปพบหา

ส่วนเรื่องที่เคยออกมาปิดถนนแจ้งวัฒนะ อันนี้อาตมาไม่เห็นด้วยและไม่ชื่นชม ยืนยันไม่ได้ชมทุกเรื่องที่พระพุทธะอิสระทำ

“อาตมาก็เลยซวยเลยทีนี้ ไอ้พวกสีแดงก็หาว่าเราเปลี่ยนสี ตำหนิ ต่อว่า หาว่าพระพยอมไม่มีจุดยืน ส่วนสีเหลืองบอกว่าพระพยอมมาไม้ไหนกันแน่ มาแบบลับลวงพรางหรือไม่ ตอนนี้กลายเป็นว่าอาตมาซวย สีแดงและสีเหลืองก็ไม่เอา ต้องหลบไปอยู่แบบสีทนได้”

อย่างไรก็ตาม ความจริงในการโพสต์เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธะอิสระ พระพยอมเปิดใจแบบหมดเปลือกเลยว่าต้องการแหย่ดูว่าเรื่องแบ่งสีแบ่งกลุ่มมันจางลงบ้างหรือไม่ตั้งแต่มีการรัฐประหารเกิดขึ้น รวมถึงการปรองดองสามัคคีกันดีขึ้นแค่ไหน

“แต่คำตอบที่ออกมายังไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เพราะคนยังยึดข้างยึดสีเหมือนเดิม ถ้ายังเป็นแบบนี้ประเทศไทยและโลกจะอยู่ได้อย่างไร การโพสต์เนื้อหาในวันนั้นอาตมาต้องการแตะดูกระแสการแบ่งกลุ่ม มันถูกปรับดีขึ้นแล้วหรือไม่ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลุ่มคนเหล่านั้นก็ยังเกลียดข้างเกลียดสีกันเหมือนเดิม ปัจจุบันเปลี่ยนข้างไปก็มาก นั่นอาจจะไปร่วมกันทีหลังหรือเปล่าไม่รู้ เช่นกับกลุ่มที่ยึดติดกับสีหรือกลุ่ม ยังคงแข็งแรงเชื่อมั่นในอุดมการณ์เดิมอยู่” ส่วนเรื่องของการปฏิรูปศาสนา พระพยอมมองว่า ยังมีความจำเป็น แต่ที่เงียบหายไปเนื่องจากโดนฝ่ายเห็นต่างต้าน เชื่อว่าจะมีการสังคายนากันใหม่ ส่วนแนวทางจะเป็นอย่างไรนั้น คิดว่า อย่างแรกต้องกำจัดพระนอกรีตให้หมดไป หรืออาจให้ประชาชนเข้ามาช่วยขับไล่พระเหล่านี้ ที่ผ่านมามีเจ้าอาวาสหลายแห่งถูกชาวบ้านขับไล่จำนวนไม่น้อย แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านไม่ยอมรับ ซึ่งถ้าชาวบ้านเข้มแข็งนั่นหมายถึงพระต้องอยู่ในกรอบพระธรรมวินัย จะแหกกรอบไม่ได้

สำหรับเรื่องเงินทองที่พระหลายรูปมุ่งมั่นสะสมไว้ แต่กลับกันสมมติมีคนเสนอเงินจำนวนมากหรือรถหรูราคาแพงให้พระพยอมจะทำอย่างไร จะรับไว้หรือไม่ พระพยอมบอกพร้อมหัวเราะเบาๆ ว่า อาตมาปากเสียไม่มีใครมาให้หรอก แต่ถ้ามาจริงจะนำสิ่งของเหล่านั้นไปขาย ไปทำให้เกิดประโยชน์ พระพยอมย้อนถามกลับมาว่า จะรับไปทำไม

ท้ายสุด พระพยอมขอฝากญาติโยมว่า ทะนุบำรุงศาสนาต้องใช้ปัญญา ไม่ใช่มีแต่ศรัทธา ทำบุญอย่าให้เสียเปล่า เทศกาลต้องแก้วิกฤตการณ์ด้วย ถ้าทำบุญเทศกาลไม่แก้วิกฤตการณ์ ไปไม่รอดแน่

 

ชำแหละความปลอดภัย “เฟซบุ๊ก” เมื่อความเป็นส่วนตัวถูกคุกคาม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 17:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432063

ชำแหละความปลอดภัย "เฟซบุ๊ก" เมื่อความเป็นส่วนตัวถูกคุกคาม?

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด

จากกระแสข่าวลือว่า รัฐบาลไทยขอความร่วมมือกับทางเฟซบุ๊กให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้คนบางกลุ่ม ไล่เลี่ยกันมีการจับกุมผู้กระทำผิด 2 ราย ดำเนินคดีมาตรา 112 โดยเจ้าหน้าที่ใช้ข้อความจากบทสนทนาในเฟซบุ๊กเป็นหลักฐานในการแจ้งข้อกล่าวหา แม้จะมีการปฏิเสธจากทางเฟซบุ๊ก แต่ยังคงสร้างวิตกกังวลให้ใครหลายคนว่า ข้อมูลบุคคล รวมถึงบทสนทนาในกล่องข้อความของเรานั้นยังมีความเป็นส่วนตัวและมีความปลอดภัยอยู่หรือไม่ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่โดนสอดส่อง

คำถามที่เฟซบุ๊กต้องตอบ 

ความเคลือบแคลงสงสัยทั้งหมดข้างต้น นำไปสู่การรณรงค์ล่ารายชื่อผ่าน Change.org ในหัวข้อ “@Facebook ได้ให้ข้อมูล-ร่วมมือกับรัฐบาลไทยหรือไม่” (https://www.change.org/p/เรียกร้องให้-facebook-ตอบ-ว่าได้ให้ข้อมูลของเรากับรัฐบาลไทยหรือไม่) โดยเครือข่ายพลเมืองเน็ต ใจความสำคัญว่า

“ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้บนข้อเท็จจริงว่า การใช้งานเฟซบุ๊กยังปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ในประเทศไทยอยู่หรือไม่ เฟซบุ๊กได้ให้ข้อมูลกับหน่วยงานรัฐของไทยหรือมีพนักงานของเฟซบุ๊กได้เข้าถึงข้อมูลใน inbox ของผู้ใช้หรือไม่?” 

นอกจากนี้ เครือข่ายพลเมืองเน็ตยังได้ยื่นข้อเสนอต่อเฟซบุ๊ก ดังต่อไปนี้

กรณีที่เพจหรือเนื้อหาในเฟซบุ๊กถูกลบออกหรือถูกจำกัดการเข้าถึงในบางประเทศอันเนื่องมาจาก “ข้อจำกัดของกฎหมายท้องถิ่น” ควรระบุให้ผู้ใช้ทราบด้วยกว่ากฎหมายท้องถิ่นดังกล่าวนั้นคือกฎหมายใด ซึ่งข้อมูลนี้ควรจะปรากฏอยู่ในคำขอจากรัฐบาลอยู่แล้ว

ข้อมูลเกี่ยวกับการลบเนื้อหาตามคำขอของรัฐบาลในรายงาน Government Requests Report ควรจำแนกประเภทเนื้อหามากกว่านี้เพื่อความชัดเจน และอย่างน้อยควรจำแนก เนื้อหาที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือความสงบเรียบร้อย ออกจากเนื้อหาที่เป็นการหลอกลวงเอาข้อมูลส่วนบุคคลหรือแพร่กระจายมัลแวร์ เนื่องจากคำร้องบางส่วนจากรัฐบาลอาจเป็นคำร้องที่ชอบด้วยเหตุผล

ผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 25 ล้านบัญชี เฟซบุ๊กมีความสำคัญกับชีวิตคนจำนวนมากในประเทศไทย ทั้งชีวิตส่วนตัว หน้าที่การงาน และการมีส่วนร่วมกับชุมชน เฟซบุ๊กควรมีช่องทางสื่อสารกับผู้ใช้ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการและเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อขจัดข้อสงสัยได้อย่างทันการณ์

ประเทศไทยกำลังจะมีการลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 นี้ ทั้งนี้ตลอดสองเดือนที่ผ่านมารัฐบาลมีท่าทีอย่างชัดเจนในในการปราบปรามผู้รณรงค์ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ โดยอ้างทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ประกาศและคำสั่งของคสช. พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ประมวลกฎหมายอาญา ระเบียบการออกเสียงประชามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคำสั่งของหัวหน้าคณะรัฐประหาร ตามอำนาจอันกว้างขวางในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เฟซบุ๊กจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้นในการพิจารณาคำขอ “ตามกฎหมาย” ของรัฐบาลไทย

สภานิติบัญญัติที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารกำลังพิจารณาร่างแก้ไขพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยร่างมาตรา 20 (4) ให้อำนาจคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์สามารถขอให้ศาลมีคำสั่งปิดกั้นเนื้อหาได้ แม้ไม่ผิดกฎหมายใดเลย เฟซบุ๊กจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้นในการทำตามคำขอ “ตามคำสั่งศาล” ของรัฐบาลไทย

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการตั้งคำถามจากผู้ใช้จำนวนมากรวมทั้งองค์การฮิวแมนไรท์วอท์ช เฟซบุ๊กก็ได้ออกมายืนยันว่า ไม่เคยให้ข้อมูลหรือร่วมมือด้านระบบข้อมูลกับรัฐบาลไทย 

สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์การฮิวแมนไรท์วอท์ช (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ฮิวแมนไรท์วอท์ชได้รับคำตอบว่า เฟซบุ๊กไม่เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้งาน และยืนยันความปลอดภัยของระบบ

“เฟซบุ๊กยืนยันว่าไม่เคยมอบข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีผู้ใช้หรือเนื้อหาใดๆ ของผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก รวมถึงไม่มีการให้ความร่วมมือในด้านระบบใดๆ กับรัฐบาลไทย เฟซบุ๊กย้ำว่ามีการใช้ระบบที่ก้าวหน้าเพื่อรักษาความปลอดภัยและไม่ได้ถูกเจาะระบบ รวมทั้งมีกระบวนการทางกฎหมายที่เข้มงวดในการพิจารณาคำขอของรัฐบาลที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลหรือปิดกั้นเนื้อหาต่างๆ โดยเฟซบุ๊กได้แนะนำให้ผู้ใช้งานเปิดใช้ระบบความปลอดภัย 2 ชั้น หรือที่เรียกว่า 2-step authentication” 

สุณัย กล่าวอีกว่า เมื่อเฟซบุ๊กยืนยันชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้มอบข้อมูลของผู้ใช้ให้กับรัฐบาล และไม่มีการแฮกเข้ามาในระบบ ปัญหาจึงอยู่ที่คำอธิบายของเจ้าหน้าที่รัฐ

“เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถพูดเพียงแค่ว่า ได้ข้อมูลมาโดยวิธีการที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ แบบนี้ไม่เพียงพอและทำลายความเชื่อมั่นในระบบโซเชียลมีเดียลง ทั้งที่รัฐบาลกระตุ้นให้เป็นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจมาตลอด  หากถ้าอธิบายไม่ชัดเจน ความเคลืองแคลง หวาดระแวงไม่มั่นใจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบไม่ใช่แค่เฉพาะด้านความมั่นคงเท่านั้น หากยังรวมไปถึงด้านเศรษฐกิจด้วย ไม่มีนักลงทุนคนไหนอยากเข้ามาขยายโอกาสทางธุรกิจในประเทศที่ไม่มีความชัดเจน รัฐบาลกำลังพาให้คนอื่นสูญเสียความเชื่อในระบบ”

4 วิธีล้วงลูกเพื่อให้ได้ข้อมูลส่วนตัว

“เจ้าหน้าที่ทำทุกอย่างบนกฎหมาย ไม่มีทางที่จะไปละเมิดสิทธิของผู้ใด ขอให้ทุกท่านใช้งานด้วยความสบายใจ แต่เราไม่ขอตอบเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมาย” 

คำยืนยันจาก พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผู้กำกับการ 3 กองปราบปราม การกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ซึ่งสอดคล้องกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมายืนยันว่า ที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงไม่เคยไปติดต่อขอความร่วมมือกับ บริษัท เฟซบุ๊ก และไลน์

ดร.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย และที่ปรึกษาด้านกฏหมาย เปิดเผยว่า สำหรับวิธีการที่ภาครัฐใช้ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอันเป็นส่วนตัวของบุคคลมีอยู่ 4 วิธี ประกอบด้วย

1.ขออนุมัติหมายศาล นำหมายศาลไปยื่นต่อผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) เพื่อให้ดำเนินการดักหรือเก็บข้อมูลเฟซบุ๊กของบุคคล เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย และน้อยครั้งมากบนโลกใบนี้ หากไม่มีคำสั่งศาล ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะไม่ให้ข้อมูลแน่นอน เพราะถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

2.วิธีสืบสวนสอบสวนทางลับ เป็นวิธีที่เจ้าหน้าที่รัฐนิยมใช้มากที่สุด และถือเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยชอบด้วยกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การทำทีเข้าไปแอดเฟรนด์กับบุคคลเป้าหมาย แนะนำตัวเป็นผู้ร่วมอุดมการณ์ จากนั้นค่อยพาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนทนาตอบโต้ เพื่อให้ได้หลักฐานในที่สุด

3.แฮก การแฮกเฟซบุ๊กโดยตรงนั้นยากมากจนแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมีระบบรักษาความปลอดภัยสูง อย่างไรก็ตามหากแฮกได้หรือเสาะหาข้อมูลจากการแฮกทางอ้อมได้ พยานหลักฐานที่ได้ก็ขึ้นชื่อว่า “ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย” อยู่ดี

4.ขอข้อมูลส่วนตัวบุคคลจากทางเฟซบุ๊กสำนักงานใหญ่ ถ้าไม่มีคำสั่งศาลเฟซบุ๊กก็ไม่อนุญาตและแน่นอน ไม่อย่างนั้นจะถูกฟ้องร้องข้อหาละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และหลักกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งยังถือเป็นการได้ข้อมูลมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างประเทศและดุลพินิจด้วยเช่นกัน หากเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายข้ามชาติหรือว่ายาเสพติด อาจมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้

“ประเด็นสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ได้หลักฐานมาอย่างไร ถ้าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายคือ ใช้วิธีการแฮก หรือดักข้อมูล โดยไม่มีคำสั่งศาล ตรงนั้นพยานหลักฐานก็รับฟังไม่ได้ตามมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และมาตรา 226 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอยู่แล้ว”

ทั้งนี้ กฎหมายประเทศไทย : การห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226,ม.226/1 ซึ่งแยกพิจารณาออกเป็น 4 กรณี คือ  พยานหลักฐานที่มิได้เกิดขึ้นโดยสมัครใจ  พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยมิชอบประการอื่น พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ พยานหลักที่ได้มาโดยอาศัยข้อมูลที่เกิดขึ้นหรือได้มาโดยมิชอบประการอื่น)

อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษาสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ทิ้งท้ายว่า “เฟซบุ๊กยังปลอดภัยครับ”

 ตั้งค่าความปลอดภัยให้แน่นหนา 

<sthttp://www.posttoday.comrong style=”font-size: 18pt”>ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 41 ล้านบัญชี เครือข่ายสังคมสุดฮอตนี้จึงมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยค่อนประเทศ และคงเป็นเรื่องน่ากังวลใจไม่น้อย หากเฟซบุ๊กไม่มีความปลอดภัย

ดร.ปริญญา หอมเอนก ผู้เชี่ยวชาญทางระบบคอมพิวเตอร์และความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ เชื่อว่า ศักยภาพของบุคลากรและรัฐไทยปัจจุบันไม่มีทางที่จะไปแฮกเฟซบุ๊กของบุคคลทั่วไปได้ แต่อาจใช้วิธีการอื่นๆ อย่าง “โซเชียล เอ็นจิเนียริ่ง”

“เขาอาจได้ข้อมูลลับกันด้วยวิธีโซเชียล เอ็นจิเนียริ่ง หรือกลลวงทางสังคม หลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลที่ต้องการ เช่น รหัสเข้าระบบ หมายเลขบัตรเครดิต บัญชีธนาคาร ข้อมูล ข่าวสาร อื่นๆ หรือใช้วิธีติดตั้งคีย์ล็อกเกอร์ จดจำการกดปุ่มบนคีย์บอร์ดของเหยื่อ หรือล่อลวงให้ใส่ชื่อและรหัสในล็อกอินปลอม การล้วงข้อมูลผ่านวิธีโซเชียลเอ็นจิเนียริ่งนั้นง่ายกว่าการเสียเวลาเจาะระบบด้วยคอมพิวเตอร์  ฉะนั้นผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก นอกเหนือจากต้องรู้ทันเทคโนโลยีแล้ว ต้องทันเล่ห์เหลี่ยมมนุษย์ด้วย จะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อ”

เมื่อไม่มีความมั่นใจ วิธีการสร้างความปลอดภัยจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ แนะนำว่า ทุกคนสามารถทำให้เฟซบุ๊กปลอดภัยมากขึ้นได้ ด้วยเทคนิคการตั้งค่าพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ

“สามารถเปิดใช้งานรหัสรักษาความปลอดภัย ซึ่งจะทำให้คนอื่นล็อกอินเฟซบุ๊กของคุณบนมือถือเเละคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นไม่ได้ เเม้ว่าเขาจะรู้รหัสผ่านก็เข้าไม่ได้ เว้นจะมีรหัสรักษาความปลอดภัย ซึ่งต้องสร้างจากคอมพิวเตอร์หรือมือถือของคุณเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่มีการพยายามเข้าสู่ระบบจากเบราเซอร์ที่ไม่รู้จัก เฟซบุ๊กจะขอรหัสรักษาความปลอดภัย  ขั้นตอนพวกนี้ไม่ยุ่งยาก มีเเนะนำในเฟซบุ๊ก เข้าไปตั้งค่าความปลอดภัย อนุมัติการเข้าสู่ระบบ และกดเปิดใช้รหัสรักษาความปลอดภัย” (https://www.facebook.com/about/basics/how-to-keep-your-account-secure/login-approvals?locale=th_TH)

ดร.โกเมนบอกอีกว่า ควรปรับเปลี่ยน ตั้งพาสเวิร์ดใหม่อยู่เสมอและควรมีทั้ง ตัวอักษร, ตัวเลข และสัญลักษณ์พิเศษปนอยู่ด้วย เพื่อให้คาดเดายากขึ้น ไม่รับแอดบุคคลแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก ไม่กดรับ Request เกมหรือแอพฯ ใดๆ  จนกว่าจะตรวจสอบให้แน่ชัดว่านี่คือเกมจริง ๆ ไม่ใช่สแปม อย่าคลิกลิงก์แปลกๆ น่าสงสัย ที่อยู่บน Wall ตัวเองหรือของเพื่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนอาจจะเป็นไวรัสได้  ควรติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส (Antivirus) ลงบนคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานและอัพเดทอยู่เป็นประจำด้วย สามารถเรียนรู้เคล็ดลับด้านความปลอดภัยเฟซบุ๊กได้ที่  https://th-th.facebook.com/help/379220725465972

ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง มาตรการเซ็นเซอร์อันเข้มงวดของรัฐบาลทหาร ส่งผลให้ชีวิตคนไทย พ.ศ.นี้ ต้องเผชิญกับความหวาดระแวงในการแสดงความคิดเห็นที่คาบเกี่ยวกับความมั่นคง

คำถามตามมาคือ เสรีภาพยังคงมีอยู่จริงหรือไม่ ทั้งในชีวิตจริงและในโลกออนไลน์

 

ขยายฐานภาษี ตามจี้อี-คอมเมิร์ซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 16:23 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/432061

ขยายฐานภาษี ตามจี้อี-คอมเมิร์ซ

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ในปี 2559 สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เอ็ตด้า) คาดการณ์ว่า มูลค่าการค้าขายผ่านช่องทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อี-คอมเมิร์ซไทย จะมีมูลค่ามากกว่า 2.2 ล้านล้านบาท จากเมื่อปี 2558 ที่ขยายตัวได้ถึง 2.1 ล้านล้านบาท ซึ่งประเทศไทยครองแชมป์ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดในอาเซียน

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ปี 2559 มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซ จะพุ่งสูงแตะระดับ 2.3-2.4 แสนล้านบาท ขยายตัว 15-20% จากปี 2558 ที่มูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซ อยู่ที่ 2 แสนล้านบาท หรือขยายตัว 16.3% จากปี 2557

อย่าแปลกใจที่ตัวเลขมูลค่าการค้าไม่เท่ากัน เพราะตัวเลขของเอ็ตด้านั้นรวมยอดค้าขายของผู้ประกอบการกับผู้บริโภค (Business to Consumer – B2C) ผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ (Business to Business – B2B) ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer to Consumer-C2C) และผู้ประกอบการกับภาครัฐ (Business to Government – B2G) ภาครัฐกับประชาชน (Government to Consumer – G2C) เข้าไปด้วย แต่ของศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้แยกออกมาเฉพาะของผู้ค้าขายที่ไม่เกี่ยวกับภาครัฐ

ตัวเลขการค้าขายผ่านอี-คอมเมิร์ซสูงจนน่าสนใจ โดยเฉพาะการค้าของผู้บริโภคกับผู้บริโภคผู้ค้าประเภทอื่นนั้นอยู่ในสายตาของกรมสรรพากรอยู่แล้ว ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ค้าขายออนไลน์จะจดทะเบียนเป็นผู้ค้าของกระทรวงพาณิชย์อย่างถูกต้อง เพราะค้าขายเป็นอาชีพ แต่การค้าของกลุ่ม C2C นั้นมักจะไม่ไปจดทะเบียนผู้ค้าอย่างถูกต้อง อาจคิดว่าการค้าขายเป็นรายย่อยเกินไป

แต่ในช่วงนี้กรมสรรพากรเริ่มหาแนวทางขยายการเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซให้ครบทุกกลุ่ม โดยพยายามให้กลุ่มที่ไม่เคยเสียภาษีเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อให้เป็นไปตามการขยายฐานภาษีและการจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายไว้เมื่อปีที่ผ่านมา

ผู้ค้าขายสินค้าออนไลน์ในเว็บไซต์รายย่อยแห่งหนึ่ง ระบุว่า ช่วงนี้กรมสรรพากรเริ่มติดต่อผู้ค้ารายย่อยเพื่อสอบถามการค้าและบางรายมีการประเมินภาษีด้วยการขอดูรายการเงินเข้าออกจากบัญชีที่ได้ระบุในเว็บไซต์หรือในโซเชียลมีเดียที่ผู้ค้าไปประกาศขายสินค้าไว้ ซึ่งขอดูหลักฐานจากผู้ค้าไม่ได้ขอดูจากธนาคารพาณชย์ เพราะธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลลูกค้าได้ เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายให้เชื่อมโยงข้อมูลออกมา ซึ่งกฎหมายขอเชื่อมโยงข้อมูลนั้นกรมสรรพากรได้เสนอขอให้รัฐบาลพิจารณาอยู่

“ที่ผ่านมา กรมสรรพากรพยายามที่จะเก็บภาษี โดยเน้นกลุ่มที่ขายสินค้าราคาแพง เช่น สินค้าแบรนด์เนมนำเข้าด้วยวิธีการรับพรีออร์เดอร์ เป็นต้น แต่ก็ไม่สามารถจะเก็บได้เพราะผู้ค้ารายย่อยที่ไม่ได้ขายเป็นเว็บไซต์ใหญ่ๆ ไม่มีหลักฐานการเงินให้ดู บางรายก็มีปัญหาใช้บัญชีขายของรวมกับบัญชีรายได้อื่น จึงวัดไม่ได้ว่าเป็นรายได้จากการขายของออนไลน์ ช่วงนี้ร้านค้าที่ขายของออนไลน์ส่งข่าวถึงกันว่ากรมสรรพากรเริ่มจี้ผู้ค้ารายย่อย” แม่ค้าออนไลน์รายนี้ กล่าว

อย่างไรก็ดี ผู้บริหารจากกรมสรรพากร ระบุว่า การเก็บภาษีผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ เป็นการดำเนินการปกติไม่แตกต่างจากผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลทั่วไป เพียงแต่การประกอบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซไม่มีหน้าร้านเหมือนปกติทั่วไปเท่านั้น

ปัจจุบันผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ก็อยู่ภายใต้ของกฎหมายกระทรวงพาณิชย์ต้องไปขึ้นทะเบียน มีหน้าที่ต้องยื่นแบบและชำระภาษีเหมือนผู้ประกอบการทั่วไปเช่นกัน

สำหรับการเก็บภาษีผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ของกรมสรรพากรปัจจุบันจะเน้นผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการที่มีร้านค้าและขายผ่านเว็บไซต์ด้วย เช่น ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งไม่มีปัญหาการเก็บภาษีอยู่แล้ว เพราะผู้ประกอบการมีการลงรายได้รายจ่ายอย่างเป็นระบบและเป็นการจ่ายตรงให้กับสถานประกอบการ ไม่มีปัญหาเรื่องการเก็บภาษีซึ่งเป็นการดำเนินการตามปกติอยู่แล้ว

ทั้งนี้ หากเป็นผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซจริง ที่ไม่มีหน้าร้านไม่มีสถานประกอบการ กรมสรรพากรก็จะเข้าไปดูแต่รายใหญ่จริงๆ เท่านั้น ไม่ได้มุ่งที่รายเล็กรายน้อย เพราะเสียกำลังคนไม่ได้เม็ดเงินภาษี

การคำนวณอัตราภาษีอี-คอมเมิร์ซนั้น ผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่ใช่นิติบุคคล จะต้องนำรายได้จากการขายของผ่านช่องทางออนไลน์ไปรวมกับรายได้อื่นๆ เช่น เงินเดือนหรือดอกเบี้ย ถือว่าเป็นรูปแบบของเงินพึงประเมินที่ได้จากการขายสินค้า โดยจะเลือกหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาหรือตามความเป็นจริงก็ได้ ซึ่งอัตรารายได้นี้ถ้าไม่เกิน 1.5 แสนบาท จะได้รับการยกเว้น แต่ถ้าเริ่มต้นที่ 150,001-300,000 บาท จะเสีย 5% และเพิ่มขึ้นทีละ 5% สูงสุดอยู่ที่รายได้รวม 4 ล้านบาทขึ้นไป จะเสียที่อัตรา 35%

หากเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลทั้งแบบจดทะเบียนในประเทศไทยและนิติบุคคลต่างประเทศที่มีสาขาในไทย และมีรายได้จากการขายสินค้า หรือกิจการขนาดเอสเอ็มอีที่มีกำไรสุทธิ 1-3 แสนบาท จะได้รับการยกเว้น หากมากกว่า 3 แสน-1 ล้านบาท เสียภาษี 15% และ 1 ล้านบาทขึ้นไป เสีย 20%

สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นประเภทใด และเป็นตัวแทนจำหน่ายที่นำเข้าสินค้าหรือให้บริการ มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งจัดทำรายการภาษีซื้อขายให้ชัดเจน ไม่ว่าผู้ประกอบการดังกล่าวจะมีรายรับหรือไม่ก็ตาม

ขณะที่การเก็บภาษีการค้าในกรณีของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ เป็นลักษณะการซื้อมาขายไป กฎหมายของกรมสรรพากรหากไม่เกิน 1 ล้านบาท และมีภาระภาษีเสียไม่ถึง 5,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีเลย ทำให้กรมสรรพากรไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปตรวจผู้ประกอบการกับรายเล็กรายย่อยตามที่ผู้ประกอบการจำนวนมากกังวลแต่อย่างไร

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ที่จะทะเบียนก็มีหน้าที่ต้องยื่น หากไม่ยื่นและกรมสรรพากรตรวจพบก็ต้องเสียค่าปรับ 200 บาท ซึ่งกรมสรรพากรคงไม่ทุ่มกำลังของเจ้าหน้าที่จำนวนมากไปตรวจผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซที่ไม่ยื่นแบบรายการภาษีเพื่อหวังเงินค่าปรับ 200 บาท

แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรยกตัวอย่างการตรวจสอบภาษีผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ รายใหญ่อย่าง LAZADA.COM ว่าไม่มีปัญหาใด เพราะมีการจดทะเบียนถูกต้อง ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินกับ LAZADA เท่านั้น ไม่ได้จ่ายให้กับบัญชีอื่นๆ แต่อย่างไร ซึ่งจะเห็นว่าการเสียภาษีของผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ เหมือนกับผู้ประกอบการปกติทุกอย่าง ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมากกว่ากันหากมีการดำเนินการที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งกรมสรรพากรอาจจะสุ่มตรวจผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซไปโดนรายเล็กรายย่อยบ้างก็เป็นเรื่องปกติของการตรวจสอบภาษี ซึ่งผู้ประกอบการก็สามารถชี้แจงยืนยันการซื้อการขาย แม้ว่าจะถูกตรวจสอบบัญชีเงินฝากก็สามารถที่จะชี้แจงให้กับกรมสรรพากรรับทราบได้ เพราะหากรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ก็ต้องเสียภาษีแวต และหากมีการซื้อมาขายไปไม่ถึง 1 ล้านบาท มีภาระภาษีไม่ถึง 5,000 บาท ก็ไม่ต้องเสียภาษีการค้า

ทั้งนี้ กรมสรรพากรยอมรับว่า มีผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ที่มีรายได้ถึงต้องเสียภาษีและยังไม่เสียให้ถูกต้องอยู่บ้าง แต่เป็นจำนวนไม่มาก ส่วนหนึ่งที่ต้องการหลบเลี่ยงจริงๆ ในส่วนนี้กรมสรรพากรก็จะต้องเข้าไปตรวจสอบ และบางรายไม่รู้ว่ามีภาระต้องเสียภาษี กรมสรรพากรก็จะเข้าไปทำความเข้าใจให้ผู้ประกอบการดำเนินการให้ถูกต้อง

สุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท กรรมการผู้จัดการ แอดวานซ์ เอ็มเปย์ มองว่า การเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซนั้น ควรเร่งทำความเข้าใจกับธุรกิจรายย่อยที่ไม่ได้จดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคล เพราะร้านค้าออนไลน์จะเป็นรายบุคคลเป็นส่วนมากและในช่วงแรกไม่ควรเก็บภาษีที่สูงเกินไป อัตราแวตจากการใช้บริการและอัตรารายได้ส่วนบุคคลก็ควรอยู่ในระดับที่ผู้ขายรับได้ ในช่วงแรกควรจะเริ่มต้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีหัก ณ ที่จ่าย ที่ไม่ควรเกิน 3% ก่อน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายย่อยคุ้นเคยในระบบการชำระที่ถูกต้องเหล่านี้ จากนั้นในอนาคตค่อยจัดไว้ในอัตราที่เหมาะสมต่อไป

 

ยืดเกษียณ-ลดภาระรัฐ สร้างสังคมสูงวัยคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤษภาคม 2559 เวลา 08:25 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/431896

ยืดเกษียณ-ลดภาระรัฐ สร้างสังคมสูงวัยคุณภาพ

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” แล้ว และจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่าง “สมบูรณ์” ภายในปี 2568

คาดการณ์กันว่าในปี 2568 นั้น ประชากรไทยราวๆ 14.4 ล้านคน จะเป็นผู้สูงวัย หรือทุกๆ 5 คน จะมีผู้สูงอายุ 1 คน

สหประชาชาติ ประมาณการว่า สัดส่วนผู้สูงอายุของไทยมีมากกว่าประเทศอื่นๆ และไทยจะเข้าสู่สังคมคนแก่เร็วกว่าประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนถึง 20 ปี

นั่นทำให้ต้องขบคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเสวนาเรื่องสร้างสังคมสูงวัยคุณภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนสร้างชุมชมท้องถิ่นน่าอยู่

ข้อมูลจาก ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สสส. ฉายภาพสถานการณ์ผู้สูงอายุไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าปี 2558 สังคมไทยมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นถึง 17.5% ของประชากรทั้งหมด อยู่ทางภาคเหนือมากที่สุด รองลงมาคือภาคกลาง อีสาน และใต้

ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ สะท้อนผ่านสถิติขององค์การบริหารส่วนตัวบล (อบต.) แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่ระบุว่า จากประชากรทั้งหมด 1.2 หมื่นคน เป็นผู้สูงอายุ 1,219 คน คิดเป็น 10%

มากไปกว่านั้นหากพิจารณาข้อมูลของ อบต.ไกรนอก จ.สุโขทัย จะยิ่งเห็นความรุนแรงของสถานการณ์ โดยพบว่ามีผู้สูงอายุมากถึง 35% ของประชากรทั้งหมดในตำบล

นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี บอกว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยมานานกว่า 10 ปีแล้ว ส่งผลให้คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระ 2 ด้าน คือเด็กที่เกิดใหม่และผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้นทางออกคือต้องทำให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งพาตัวเองให้ได้ยาวนานที่สุด

นพ.วิชัย เสนอว่า รัฐต้องพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ดีกว่าเดิมและต้องเข้าถึงทุกพื้นที่ และควรขยายเวลาการเกษียณอายุให้ยาวขึ้น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในเรื่องการจ่ายบำนาญให้สั้นลง และยังได้ประโยชน์จากการมีบุคลากรมากประสบการณ์อยู่ในระบบ

ขณะเดียวกันรัฐต้องวางแผนดูแลเยาวชน โดยเฉพาะการส่งเสริมการออม ไม่ให้เอาเงินในอนาคตมาใช้ ซึ่งจะช่วยเป็นหลักประกันในอนาคตอีกทาง

ขนิษฐา นันทบุตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุว่า การพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุต้องทำขึ้นโดยการใช้ทุนทางสังคมของแต่ละพื้นที่มาจัดกิจกรรม ซึ่งควรเน้นหนักใน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.การพัฒนาศักยภาพเพิ่มทักษะทางความคิด 2.พัฒนาศักยภาพให้เข้าร่วมกิจกรรม 3.พัฒนาระบบการบริการดูแลให้ครอบคลุม

4.จัดตั้งกองทุนหรือสวัสดิการผู้สูงอายุ 5.จัดทำข้อมูลในการดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะให้เข้ากับบริบทของสังคมในพื้นที่ 6.ควรทำแผนพัฒนาการทำงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เชื่อมโยงกัน

ตัวอย่างหนึ่งจากการดำเนินการของ อุบล ยะไวทย์ณะวิชัย ปลัด อบต.ดอนแก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ คือการจัดตั้งโรงเรียนทองสุขขึ้นมา เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้เป็นสถานที่ทำกิจกรรมและอยู่ร่วมกัน โดยจะมีการสอนทั้งเรื่องของสุขภาพ อาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต

“จากเดิมที่ผู้สูงอายุในพื้นที่มีนิสัยติดบ้านไม่ชอบออกไปไหน ปัจจุบันก็เริ่มออกมาใช้ชีวิตในสังคมมากขึ้น” อุบล บอกเล่าถึงส่วนหนึ่งของความสำเร็จ