เจาะลึก “อุบัติเหตุ-ความปลอดภัย” สนามจักรยาน “Sky Lane Thailand”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2559 เวลา 18:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429963

เจาะลึก "อุบัติเหตุ-ความปลอดภัย" สนามจักรยาน "Sky Lane Thailand"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพนักปั่นจักรยานแล่นมาด้วยความเร็วสูง ก่อนเสียหลักพลิกคว่ำหน้ากระแทกพื้นเลือดอาบ ภาพรถเกี่ยวกันล้มระเนระนาดเป็นหมู่คณะ แขนขาถลอกปอกเปิก จนถึงกระแสร่ำลือปากต่อปากว่ามีคนหัวใจวายตายคาสนาม

อุบัติเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้น ณ “ลู่ปั่นจักรยานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” หรือ “Sky Lane Thailand”  กำลังสร้างความหนักอกหนักใจให้นักปั่นจำนวนไม่น้อย

คำถามตามมาคือ ถึงเวลาหรือยังที่จะมีการจัดระเบียบเรื่องความปลอดภัยในสนามจักรยาน

กระแส Sky Lane ฟีเวอร์

กว่า 4 เดือนแล้วที่ลู่ปั่นจักรยานท่าอากาศสุวรรณภูมิ หรือ Sky Lane เปิดให้บริการ

ด้วยความสวยงามอลังการ ทันสมัย ตั้งแต่ระบบเข้าออกสนามด้วยการสแกนสายรัดข้อมืออัจฉริยะ (Snap band) สนามสีฟ้ายาว 23.5 กิโลเมตร สองข้างทางเป็นสระน้ำและผืนหญ้าเขียวขจี โดยมีฉากหลังเป็นเครื่องบินกำลังทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มีห้องน้ำและจุดพักทุกระยะ 5 กิโลเมตร เสาไฟฟ้าให้แสงสว่างยามค่ำคืนเรียงรายสองข้างทาง ตลอดจนร้านเครื่องดื่ม และลานจอดรถ ภายใต้งบประมาณการสร้างกว่า 500 ล้านบาท โดยความร่วมมือของบริษัทท่าอากาศยานไทยและธนาคารไทยพาณิชย์

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้มีนักปั่นจากทั่วทุกสารทิศแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน วันธรรมดา 3,000-5,500 คน วันหยุดเสาร์อาทิตย์ 5,500-7,500 คน หรืออาจทะลุถึงหลักหมื่น

มองจากเบื้องบน ขบวนนักปั่นที่คล้ายฝูงมดเลื่อนไหลไปตามความคดโค้งของสนามสีฟ้า ประกอบด้วยนักปั่นมืออาชีพ มือสมัครเล่น มือใหม่ พวกเขาพาจักรยานเสือหมอบ เสือภูเขา ทัวริ่ง จักรยานแม่บ้าน มากินลมชมวิว ออกกำลังกาย จนถึงฝึกซ้อมประลองกำลังขา

 

หนึ่งในนั้นคือ สุรเชษฐ์ อัชฌาสัย พนักงานบริษัทเอกชนวัย 40 เขาบอกว่าปั่นมาตั้งแต่ที่นี่ยังถูกเรียกว่า “สนามเขียว” จนเปลี่ยนเป็น “สนามฟ้า”

ตกใจมาก เปลี่ยนไปเยอะเลย ตั้งแต่ที่จอดรถ กว้างใหญ่มากจุได้เป็นพันคัน ระบบเข้าสนามสมัยก่อนต้องโชว์บัตรประชาชน กรอกชื่อนามสกุล เดี๋ยวนี้ใช้สายรัดข้อมือจ่อตรงทางเข้าก็เข้าได้เลย ลู่ปั่นทาสีใหม่ ราดยางอย่างดี มีการแบ่งช่องระหว่างคนปั่นช้ากับปั่นเร็ว มีห้องน้ำห้องท่าทุกระยะ มีไฟฟ้าให้ความสว่างตอนกลางคืน มีเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน เรียกว่าทันสมัยและครบวงจรสุดๆ

เขาบอกว่า ความประหลาดใจที่สองที่พบเจอคือ คนเยอะมาก ต้องใช้คำว่าล้นหลาม ล้นทะลัก ถล่มทลาย

ในสนามจะเห็นนักปั่นมากมายหลายประเภท เช่น มือโปร พวกนี้มาเป็นทีม ปั่นคล่องปั่นเร็วเกาะกลุ่มเป็นขบวน มือสมัครเล่นก็ปั่นกินลมชมวิว  ปั่นช้าๆไปเรื่อยๆเหนื่อยก็พัก กลุ่มที่ถือว่ามีพฤติกรรมน่าปวดหัวคือ พวกปั่นไปเซลฟี่ไป แบบนี้อันตรายมาก การชะลอรถถ่ายรูปตัวเองเสี่ยงล้ม แถมยังอาจทำให้รถตามมาทีหลังชนเอาด้วย อีกกลุ่มคือพวกปั่นซิ่ง ซ่า คึกคะนอง บางคนตีคู่แข่งกัน บางคนชอบไปจ่อตูดกลุ่มอื่นจนล้อหน้าไปสะกิดล้อหลังแล้วเกี่ยวกันล้ม บางคนโชว์แรงขา ปั่น 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็วมาก น่าหวาดเสียว แต่กลุ่มนี้ไม่อันตรายเท่าสองกลุ่มแรก เพราะเขาวิ่งเลนขวาและให้สัญญาณเป็น

นักปั่นรายนี้ ยอมรับว่า กลุ่มที่น่าห่วงมากที่สุด ไม่ใช่ปั่นเซลฟี่ ปั่นเร็ว หากแต่เป็นพวกที่ “ปั่นไม่ไหว” ไปไม่รอด เพราะไม่รู้กำลังตัวเอง ฝืนสังขาร จนสุดท้ายเกิดป่วยตายคาสนาม

นักปั่นมือโปรเขาเอาตัวรอดได้ ห่วงก็แต่พวกมือใหม่นี่แหละ พวกนี้มักไม่รู้ข้อจำกัดทางร่างกายตัวเอง ไม่รู้กำลังตัวเองว่าได้แค่ไหน ไหวหรือเปล่า 23.5 กิโลเมตรนี่ไม่ใช่หมูๆนะครับ ทั้งลม ทั้งแดด ส่วนมากคนตายคาสนาม ร้อยทั้งร้อยหัวใจล้มเหลว หัวใจวายเฉียบพลันทั้งนั้น

“ซิ่ง-ซ่า-ปั่นไม่ไหว” อุบัติเหตุจากความประมาท

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพอุบัติเหตุนักปั่นเลือดตกยางออก นอนสลบไสลไม่ได้สติ หรือถูกหามส่งรถพยาบาลฉุกเฉินทั้งชุดปั่นจักรยานที่ถูกกล่าวถึงในโลกออนไลน์ สร้างความกังวลใจให้หลายฝ่าย

จากการรวบรวมสถิติต่างๆภายในสนามของฝ่ายรักษาความปลอดภัย Sky Lane Thailand พบว่ามีตัวเลขน่าสนใจดังนี้

1 ม.ค.-31 ม.ค.59 จำนวนผู้ใช้บริการลู่ปั่น 92,790 คน / รับแจ้งเหตุรถเสีย (ยางแตก,โซ่หลุด) 208 คน / รับแจ้งเหตุปั่นต่อไม่ไหว 75 คน / รับแจ้งเหตุพบสัตว์หรือสิ่งของบนลู่ปั่น 1 ครั้ง / รับแจ้งเหตุมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 49 คน /รับแจ้งอุบัติเหตุมีผู้ป่วยหนักนำส่งรพ. 14 คน

1 ก.พ.-28 ก.พ.59 จำนวนผู้ใช้บริการลู่ปั่น 88,346คน / รับแจ้งเหตุรถเสีย (ยางแตก,โซ่หลุด) 177 คน / รับแจ้งเหตุปั่นต่อไม่ไหว 67 คน / รับแจ้งเหตุพบสัตว์หรือสิ่งของบนลู่ปั่น – ครั้ง / รับแจ้งเหตุมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 51 คน / รับแจ้งอุบัติเหตุมีผู้ป่วยหนักนำส่งรพ. 14 คน

29 ก.พ.-3 เม.ย.59 จำนวนผู้ใช้บริการลู่ปั่น 108,671 คน / รับแจ้งเหตุรถเสีย (ยางแตก,โซ่หลุด) 230 คน / รับแจ้งเหตุปั่นต่อไม่ไหว 94 คน / รับแจ้งเหตุพบสัตว์หรือสิ่งของบนลู่ปั่น – ครั้ง / รับแจ้งเหตุมีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 90 คน /รับแจ้งอุบัติเหตุมีผู้ป่วยหนักนำส่งรพ. 9 คน

ผมยอมรับว่า ข่าวอุบัติเหตุต่างๆที่มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นเรื่องที่เรากังวลมาก“ถ้อยคำยืนยันของ ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย

ผอ.ใหญ่ทอท. เผยว่า ลู่ปั่นจักรยาน Sky Lane Thailand อยู่ในพื้นที่สนามบิน ดังนั้นความปลอดภัยต้องอยู่ในระดับเดียวกับมาตรฐานขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization :ICAO)

“ทอท.กับธนาคารไทยพาณิชย์ จัดตั้งบริษัทลู่ปั่น เพื่อกำกับดูแลสนามปั่นจักรยาน Sky Lane Thailand อธิบายง่ายๆคือ ไทยพาณิชย์ลงเงินสร้างสนาม เราลงที่ดิน ดูแลสนาม เช่น จัดยามรักษาความปลอดภัย ตัดหญ้ารอบสนามซึ่งเสียค่าใช้จ่ายถึงปีละ 10 ล้านบาท บำรุงรักษาพื้นผิวสนาม ห้องน้ำห้องท่า ลานจอดรถ ไม่นับซ่อมแซมรั้วที่มีคนหาปลาลักลอบตัดเป็นประจำ

เราเห็นแล้วว่า 4 เดือนมานี้คนเยอะขนาดไหน ในฐานะเจ้าบ้านเราก็กลัวจะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นในสนาม เช่น อุบัติเหตุ ลักขฌมย ปล้นจี้ชิงทรัพย์ จนถึงอาชญากรรมร้ายแรงอื่นๆ เลยต้องให้ความสำคัญเรื่องระบบป้องกันรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ ตั้งแต่ติดป้ายเบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินไว้ตามเสาไฟฟ้าทุกระยะ เตรียมรถกระบะ 3 คันคอยวิ่งรับคนเจ็บ คนเป็นลม ปั่นไม่ไหว หรือรถเสีย โซ่หลุด ยางรั่ว ยางแตก ผมย้ำเจ้าหน้าที่เสมอว่า รถเวียน อย่ารอให้เรียกแล้วค่อยไป แต่ต้องขับเวียนไปตลอดเวลาทุก 15-20 นาที โดยไม่ต้องรอให้โทรแจ้ง เพราะเกรงจะไม่ทันการณ์ โดยมีรถพยาบาลฉุกเฉินสแตนด์บายไว้นอกสนามตลอด

ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ

แม้จะยังไม่ถึงขั้นเกิดเหตุอาชญากรรมร้ายแรง แต่ผอ.ใหญ่.ทอท. ยืนยันว่า กันไว้ดีกว่าแก้ ประโยชน์ของ Sky Lane Thailand ที่มีต่อคนนับหมื่นนับแสนแลกกับความสูญเสียที่เกิดขึ้นแม้เพียงคนเดียวไม่ได้

“ผมเพิ่งไปปั่นตอนเวลาหนึ่งทุ่ม คนยังแน่น แต่ถามว่าถ้าดึกกว่านั้นล่ะ ถ้าคนเบาบางกว่านั้นล่ะ แล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นล่ะ วันก่อนสังเกตเห็นหมา 2 ตัวหลุดเข้ามาวิ่งเล่นในสนาม เดินเข้ามาในลู่อย่างสบายใจเฉิบ สมมติเกิดนักปั่นผ่านมามองไม่เห็นแล้วชนรถพลิกคว่ำ กว่ารถกระบะจะขับผ่านมา 15-20 นาที แบบนี้อันตราย ล่าสุดขณะนี้เรากำลังติดตั้งกล้องวงจรปิดทั่วสนาม โดยเฉพาะตามจุดอับจุดเสี่ยงทั้งหมด ที่ผ่านมาช่วงนักปั่นยังช่วยกันเป็นหูเป็นตาได้ แต่ในอนาคตถ้าเกิดจะขยายเวลาปิดถึง 22.00 มันจะยุ่งกันไปใหญ่ ถ้าวัดจากอุบัติเหตุที่เกิดบ่อยขนาดนี้ เรื่องเปิดดึกคงต้องขอประเมินกันอีกที

ในฐานะผู้ชื่นชอบการปั่นจักรยานเช่นกัน ดร.นิตินัย บอกว่า ปัญหารถเสีย โซ่หลุด ยางแตก พบสัตว์ หรือสิ่งกีดขวางบนลู่ปั่น ไม่น่าห่วงเท่าอุบัติเหตุหนักถึงขั้นต้องส่งโรงพยาบาล

เฉลี่ยเดือนหนึ่ง 10-15 คน มีตั้งแต่ซ่า คึกคะนอง อัดกันแหลก แล้วเกี่ยวกันล้มทั้งกลุ่ม เคสนี้มักพบกิโลเมตรที่ 19-20 เป็นประจำ พวกคางแตก แขนขาถลอก หัวกระแทกมักไม่ตายหรอกครับ เพราะมีกฎข้อบังคับให้ใส่หมวกกันน็อค เจ็บเล็กเจ็บน้อยยังพอไหว แต่ถึงขั้นเสียชีวิตนี่เราไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้

ที่น่าห่วงคือ พวกป่วยหนัก หมดแรง หัวใจล้มเหลว หัวใจวาย พวกนี้ไม่ประเมินกำลังตัวเอง คิดว่าตัวเองแข็งแรง ประเด็นคือ Skylane เป็นสนามปั่นมาตรฐานระดับโลก ถามว่าจะเข้ามาปั่นระยะทาง 23.5 กิโลเมตร คุณรู้ร่างกายตัวเองดีพอหรือยังว่าไหว ถ้าไม่รู้ก็อย่าเสี่ยง ไม่ไหวอย่าฝืน บางคนเห็นเพื่อนไหวก็คิดว่าตัวเองไหวเหมือนเขา ผมขอแนะนำให้ซื้อ Heart Rate Monitor เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจไว้ จักรยานคันละเป็นแสนยังซื้อมาอวดกันได้ แค่ฮาร์ตเรทตัวเดียวแต่มันช่วยชีวิตได้ก็ซื้อไว้เถอะครับ”

อนาคต คุณสมบัติของสายรัดข้อมืออัจฉริยะหรือสแนป นอกจากจะบันทึกข้อมูลชื่อ นามสกุล ที่อยู่ กรุ๊ปเลือด ยังสามารถบอกตำแหน่งนักปั่นในลู่ บันทึกสถิติความเร็วและระยะทางได้ด้วย

“ขอร้องไปทางผู้ใช้ด้วยว่าอย่าลงทะเบียนผิดคน บางคนมักง่าย เอาสแนปคนอื่นมาใช้ ควรลงทะเบียนเพื่อให้รู้ว่าคุณมีตัวตน จะได้เช็คชื่อคนเข้าคนออก ในอนาคตถ้าระบบไอทีทุกอย่างเชื่อมต่อถึงกันหมด เราจะได้รู้ว่าคุณเข้ามาเมื่อไหร่ อยู่ตรงไหน หรือหยุดนานจนผิดสังเกตจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคุณ เพื่อความรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือ

คำแนะนำจากนักปั่นเลียบรันเวย์

ธิติ กอเจริญพาณิชย์ หนึ่งในผู้ใช้จักรยานเป็นประจำ บอกว่า หลังจากทราบปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ซึ่งหลายฝ่ายพยายามเรียกร้องให้เจ้าของสนามดูแลให้มากกกว่านี้ แต่เขามองว่าปัญหาจริงๆไม่ได้เกิดจากสนาม แต่เกิดจากวินัยของนักปั่นเอง

1.ปัญหาอาการล้มเหลวทางหัวใจ/วูบ/heatstrokeหรืออื่นๆ ระหว่างปั่น

สาเหตุเกิดจากไม่รู้ขีดจำกัดร่างกายของตนเอง ร่างกายอยู่ในภาวะที่อาจจะอ่อนแอ เนื่องจากพักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วมาขี่โหมหนัก หรือร่างกายมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ทำให้เกิดอาการวูบหมดสติไปทั้งๆที่ปั่นอยู่ ทำให้รถขาดการทรงตัวจนล้ม ซึ่งอาจทำเพื่อนๆในกลุ่มหรือคนที่ที่ปั่นตามมาด้านหลังอยู่ล้มตามไปด้วย

ทางแก้คือ พักผ่อนให้เพียงพอก่อนปั่น ใช้ heart rate monitor เพื่อสังเกตุอัตราเต้นหัวใจ รู้จักลิมิตตัวเอง หากรู้ว่าต้องปั่นไกล ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตก่อนหรือระหว่างปั่น เพื่อเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และจำเสมอว่า “ได้ชนะ” อาจไม่คุ้ม “เสียชีวิต”

2.อุบัติเหตุล้มจากการเปลี่ยนเลนกะทันหัน (เลนช้าเลี้ยวออกมาขวางเลนเร็ว)

สาเหตุเกิดจากไม่รู้มารยาทในการปั่นจักรยาน ข้อนี้จะคนปั่นช้าหรือคนปั่นเร็ว อุบัติเหตุเกิดได้จากทั้งสองฝ่าย แบบแรกคือ เกิดจากฝ่ายคนปั่นความเร็วต่ำ ซึ่งปั่นๆอยู่แล้วเปลี่ยนจากเลนซ้าย (สำหรับรถช้า) ไปเลนขวา (รถเร็ว) กะทันหัน หรือเกิดจากความไม่รู้ว่าช้าหรือเร็วต้องอยู่เลนไหน ทำให้คนที่ปั่นเร็วมาทางเลนขวาชนเข้าด้านหลัง หรือต้องเบรคกะทันหันในกลุ่ม และเกี่ยวกันเองล้ม (ตัวเองก่อ แต่คนอื่นซวย) แบบที่สองคือ เกิดจากขาแรง ปั่นเร็วไม่ลืมหูลืมตา ไม่ดูทางล่วงหน้าว่ามีสิ่งกีดขวางหรือผู้ใช้ถนนท่านอื่นอยู่หรือไม่ หรือไม่มีการตะโกนเตือน ทำให้คนที่อยู่ด้านหน้าไม่ได้หลบให้พ้นทาง สุดท้าย ชนกับด้านหน้า ไม่ก็เบรคกะทันหัน เนื่องจากไม่ได้ประเมินสถานการณ์ล่วงหน้า ชนล้มกันเองในกลุ่ม เกิดอุบัติเหตุ

ทางแก้คือ เรียนรู้และปฏิบัติ ตามมารยาทการขับขี่ ซึ่งจริงๆแล้วก็คล้ายๆมารยาทในการขับรถยนต์นี่แหละครับ เร็วอยู่ขวา ช้าอยู่ซ้าย อย่าแทรกกลางหรือปาดหน้ากระทันหัน ง่ายมากๆ และที่สำคัญที่สุด อย่าคิดว่าตัวเองปั่นกันอยู่คนเดียว หรือกลุ่มเดียวบนโลก คนอื่นเค้าก็ใช้ถนน หรือสนามปั่นร่วมกับท่านอยู่เหมือนกัน

 

 

3.อุบัติเหตุเกี่ยวกันล้มเนื่องจากทับไลน์กัน (อาการล้อหลังของคนที่ปาดหน้าทำให้ล้อหน้าคนโดนปาด เปลี่ยนทิศแล้วล้ม หรือขี่ล้อซ้อนกันแล้วล้อหน้าเราไปช้อนล้อหลังเค้า ทำให้เราเองล้ม และด้านหลังซวยต่อ) เกิดขึ้นในการขี่ต่อแถวเป็นกลุ่ม

สาเหตุเกิดจากขาดประสบการณ์ในการขับขี่กลุ่ม เข้าแทรกกลางกลุ่ม ทำให้กลุ่มเสียจังหวะ ชนกันล้ม หรือไปปาดหน้าคนที่อยู่ในขบวน ล้อหลังของเราปัดล้อของคนในขบวนเสียหลัก คนด้านหลังรับลูกหลงกันต่อ จะหนักจะเบา ขึ้นอยู่กับความเร็ว หรืออีกสาเหตุเกิดจากการขี่จี้แบบ “ล้อหน้าเราซ้อนล้อหลังเขา” ผลคือ หากมีการส่ายจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะทำให้คนหลังมีโอกาสเสียหลักมากกว่าคนหน้า

ทางแก้คือ เรียนรู้และปฏิบัติตามมารยาทการขับขี่กลุ่ม อยากเข้ากลุ่ม ไปต่อหลังก่อนถ้ายังไม่มีประสบการณ์ หรือยังไม่รู้จังหวะคนในกลุ่ม “อย่าแทรก” ถ้าไม่ใช่เพื่อนกันที่รู้จังหวะ หรือคนในกลุ่มส่งสัญญาณให้เข้าไปในกลุ่มแล้ว “อย่าแทรกเด็ดขาด” และหลีกเลี่ยงการขี่ล้อซ้อนกัน หากต้องการขี่ดูดหรือหมกในกลุ่ม ขี่ให้ล้ออยู่ในไลน์เดียวกัน เพื่อลดโอกาสการเกี่ยวกันในกลุ่ม

4.อุบัติเหตุล้มเพราะทางลื่น

สาเหตุเกิดจากการใช้ความเร็วที่สูงเกินไปในทางที่สุ่มเสี่ยง เช่นทางโค้งหนักๆ หรือบริเวณที่มีทรายหรือน้ำขัง หรืออีกกรณีคือใช้ยางที่ไม่ได้คุณภาพ

ทางแก้คือ สังเกตจุดอันตราย และชะลอความเร็ว พร้อมส่งสัญญาณชะลอให้คนในกลุ่ม หรือคนที่ปั่นมาด้านหลังรู้ ว่าเรากำลังจะชะลอ และหมั่นเช็คคุณภาพของยางที่ตนเองใช้

สรุปคือ การแก้ปัญหาด้วยการจำกัดความเร็ว หรืออะไรก็ตาม มันเป็นแค่ “เปลือก” จะปั่นที่ไหน จะปั่นเร็วหรือช้า ถ้าไม่ตระหนักถึงรากเหง้าของปัญหาที่กล่าวมา ยังไงมันก็จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ และเพิ่มมากขึ้นตามจำนวนผู้ใช้งานในพื้นที่นั้นๆ สุดท้ายแล้วสิ่งที่ควรจะต้องเริ่มแก้คือ “ตนเอง”

สำหรับนักปั่นผู้นิยมใช้บริการ Sky Lane Thailand นอกจากความสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ความปลอดภัยก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ควรละเลย ถึงเวลาแล้วที่นักปั่นทุกคนต้องหันมาตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยในสนามจักรยาน.

 

เมาแล้วขับเข้าห้องดับจิตแค่ผิวๆ ปรับทัศนคติต้องเข้มที่กม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429829

เมาแล้วขับเข้าห้องดับจิตแค่ผิวๆ ปรับทัศนคติต้องเข้มที่กม.

โดย…วีรวินทร์ ศรีโหมด

แม้จะผ่านเหตุการณ์คุมอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ แต่มาตรการคุมเข้มกับผู้ขับขี่เมาแล้วขับที่จะใช้ในเทศกาลหยุดยาวยังดำเนินต่อไป บนเป้าหมายลดยอดอุบัติเหตุลง

เทศกาลสงกรานต์ปี 2559 มีการเกิดอุบัติเหตุถึง 3,477 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 442 คน ได้รับบาดเจ็บ 3,656 คน เพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2558 จากยอดอุบัติเหตุ 3,373 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 364 คน สาเหตุหลักหนีไม่พ้นเมาแล้วขับ หรือขับรถเร็วเกินกว่ากำหนดเช่นเดิม

มาตรการล่าสุด คือ การให้ผู้กระทำผิด พ.ร.บ.จราจรทางบก เข้าไปช่วยเหลืองานในห้องดับจิตของโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดความหลาบจำ ตามแนวทางของกรมคุมประพฤติได้เริ่มนำมาปฏิบัติในหลายจังหวัด เพื่อให้เกิดความหลาบจำ ตระหนักถึงผลกระทบจากการเมาแล้วขับจนยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า การส่งคนเมาไปคุมประพฤติ จะต้องทำให้ผู้ที่เข้าไปถูกคุมประพฤติรู้สึก และมีสำนึกที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง อธิบายคือ ต้องให้ผู้ที่ถูกคุมประพฤติได้สัมผัสรับรู้ความทุกข์ของเหยื่อที่ได้รับผลกระทบจากสาเหตุเมาแล้วขับว่าเป็นอย่างไร โดยอาจให้ไปช่วยเหลือเหยื่อ เรียนรู้การใช้ชีวิตประจำวันว่าต้องทำอย่างไร ลำบากแค่ไหน ครอบครัวของเหยื่อจะเป็นอย่างไร

นพ.ธนะพงศ์ ระบุว่า การทำให้ผู้ถูกคุมประพฤติทราบถึงความทุกข์ ผลกระทบกับและสิ่งที่เกิดขึ้นกับเหยื่อนี้จะทำให้รับรู้ถึงผลเสียจากการเมาแล้วขับ หรือขับรถโดยประมาทอย่างเข้าใจ ซึ่งอาจจะเกิดผลดีมากกว่าไปบำเพ็ญประโยชน์ที่ห้องดับจิต แต่ส่วนตัวก็ไม่ได้ปฏิเสธในเรื่องนี้ มองว่าการออกแบบขั้นตอนนั้นจะดำเนินการได้ยาก และคิดว่าน่าจะมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

“ห้องดับจิตนั้นไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกับพฤติกรรม ถ้าออกแบบไม่ดีไม่ทำให้เชื่อมโยงกับพฤติกรรมของผู้ถูกคุมประพฤติก็อาจไม่ได้ผล นอกจากนี้การดำเนินการนี้ก็มีข้อจำกัด ทั้งต้องขออนุญาตครอบครัวผู้เสียชีวิต และอาจจะล่อแหลมในเรื่องสิทธิด้านอื่น แต่ถ้าต้องการให้เกิดความกลัวก็ทำได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมด” นพ.ธนะพงศ์  กล่าว

ขณะที่การแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน นพ.ธนะพงศ์ ระบุว่า ทุกวันนี้ขนาดของปัญหาในสังคมนั้นมีจำนวนมาก แต่มาตรการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ยังไม่สมดุลกับสภาพความเสี่ยง ดังนั้นคิดว่าการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการตรวจจับให้เข้มงวดมากขึ้น จนกว่าปัญหาอุบัติเหตุจากคนเมา ขับขี่โดยประมาทลดลง รวมถึงควรพัฒนาระบบข้อมูลการตรวจสอบตรวจจับให้สามารถรับทราบได้ทันที กล่าวคือ เมื่อตำรวจพบผู้ที่กระทำผิดเข้าข่ายซ้ำควรดำเนินตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดตรงที่เกิดเหตุทันที

นอกจากนี้ มาตรการยึดรถช่วงเทศกาล เป็นเรื่องที่ดีควรทำให้เป็นกฎหมายปกติ ไม่ใช่ประกาศใช้เฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น แต่ขั้นตอนการดูแลรับฝากรถก็ให้ภาคเอกชนเข้ามาดูแล ภาระจะต้องไม่ตกกับเจ้าหน้าที่แต่ควรเป็นภาระของผู้กระทำความผิดในการออกค่าใช้จ่าย

นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลดีผลเสียกับมาตรการบำเพ็ญประโยชน์ห้องดับจิตได้ คงต้องรอดูว่า เมื่อเริ่มทำแล้วผู้ที่ถูกคุมประพฤติที่เข้าบำเพ็ญประโยชน์จะรู้สึกอย่างไร ปรับเปลี่ยนได้ทัศนคติหรือไม่ และต่อไปจะทำอย่างนี้อีกหรือไม่ ถ้าได้ผลดีก็อาจจะทำต่อ แต่ถ้าไม่ได้ผลก็ยกเลิก

นพ.แท้จริง เสนอแนะว่า การแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนมาตรการปัจจุบันก็สามารถช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าต้องการให้เกิดผลจะต้องมีมาตราอื่นมาเสริม เช่น ส่งเสริมให้คนติดกล้องหน้ารถให้แพร่หลายเพื่อให้รู้สึกกลัว ไม่ประมาท และจะทำให้ทุกคนระมัดระวังมากขึ้น

นอกจากนี้ ในเรื่องของกฎหมายจะต้องทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ เอาจริง เข้มงวดมากขึ้นเพราะที่ผ่านมาคนในสังคมก็อาจจะยังไม่เชื่อมั่นในตรงนี้ อย่างที่เกิดกรณีเมื่อบุคคลที่อยู่ในครอบครัวมีฐานะ มีชื่อเสียงกระทำความผิดมักจะไม่ถูกดำเนินคดีโดยทันที หรืออาจมีความล่าช้าบางคดี ดังนั้นกฎหมายควรเอาจริงเอาจัง ขังคุก ปรับแพง แต่ถึงอย่างไรกฎหมายถึงแม้จะเป็นตัวปลุกจิตสำนึกที่ดีที่สุดมากกว่าการรณรงค์ แต่การใช้กฎหมายต้องควบคู่กับการรณรงค์ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม เสียงของผู้ริเริ่มกิจกรรมดังกล่าวนี้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบายให้ฟังว่า มาตรการดังกล่าวเริ่มจากที่ทางกรมเห็นว่าอัตราการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนมีมากขึ้น แต่มาตรการที่ใช้อยู่ไม่ทำให้ผู้ที่กระทำความผิด เกรงกลัว หลาบจำ เนื่องจากมาตรการที่ใช้อยู่ คือ ให้ผู้ที่ถูกคุมประพฤติไปทำกิจกรรม กวาดถนน ทาสี ฟุตปาท สัญญาณไฟจราจร ช่วยเหลืองานในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ทางกรมอยากให้ผู้ที่กระทำความผิด จากสาเหตุเมาแล้วขับควรมีมาตรการลงโทษที่ทำให้รับรู้ รับทราบถึงบรรยากาศของการสูญเสีย เพื่อให้เกรงกลัว

“แต่ละปีกรมรับผู้คุมประพฤติปีละ 5,000 กว่าคนที่ถูกศาลสั่งคุมประพฤติ สาเหตุมาจากเมาแล้วขับ มากถึง 90% ซึ่งก็มีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี” พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าว

อธิบดีกรมคุมประพฤติ คาดว่า เมื่อมาตรการนี้นำมาบังคับใช้ น่าจะใช้ได้ผล เพราะจะทำให้สังคมมีความปลอดภัยขึ้น ประชาชนมีความยับยั้งชั่งใจที่จะกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งกรมก็หวังว่าจะลดอัตราการสูญเสียให้ได้

 

“ค้านต่างชาติสังเกตการณ์” ประชามติเป็นเรื่องภายใน ไทยจัดการเองได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429630

"ค้านต่างชาติสังเกตการณ์" ประชามติเป็นเรื่องภายใน ไทยจัดการเองได้

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

นับถอยหลังสู่วันลงประชามติ ในวันที่ 7 ส.ค. 2559 นั่นหมายถึง ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยอีกครั้ง แต่สถานการณ์ความเห็นต่างยังมาคุร้อนระอุตามสภาพอากาศ มีกลุ่มเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้องให้องค์กรต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์การลงประชามติในประเทศไทยเพื่อความมั่นใจ และเพื่อความโปร่งใส ภายใต้รัฐบาลทหาร ซึ่งการสังเกตการณ์อาจจะเป็นเรื่องปกติ และสามารถกระทำได้ หากการเข้ามานั้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง หรือเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในประเทศ

อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญประจำกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า ต่างประเทศจะเข้ามาสังเกตการณ์ เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ไม่ควร เพราะการทำประชามติเป็นเรื่องการบริหารปกครองภายในประเทศ ที่สามารถแก้ปัญหากันเองได้ และการเข้ามาของต่างชาติ นั่นหมายถึงความไม่ไว้วางใจ กกต.ที่จะบริหารจัดการประชามติ

“ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งหรือประชามติ องค์กรระหว่างประเทศไม่ควรเข้ามายุ่มย่ามเรื่องภายในประเทศที่เราควรบริหารจัดการกันเอง เพราะนโยบายการปกครองจะต่างกับนโยบายทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ที่จะต้องร่วมมือกับต่างประเทศในมิติต่างๆ นอกจากนี้เราไม่อาจที่จะแน่ใจได้ว่าการเข้ามาของต่างชาติจะโปร่งใสหรือไม่ อาจจะมีล็อบบี้ยิสต์เข้ามาเกี่ยวข้องเกิดการแซงก์ชั่น ส่งผลกระทบโดยรวมต่อประเทศโดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจได้ ที่สำคัญเราควรชี้แจงให้ต่างชาติเข้าใจและเห็นถึงความโปร่งใสถึงการบริหารจัดการ หรือกระบวนการขั้นตอนการทำประชามติต่างๆ ซึ่งเราอาจสื่อสารผ่านสื่อก็ได้”

ยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า การสังเกตการณ์จากต่างประเทศยังไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย เพราะเป็นเพียงปัญหาการเมืองภายในเท่านั้น ซึ่งควรจะได้รับการจัดการกันเองของคนภายในประเทศ ทั้งนี้กรณีที่จะมีผู้เข้ามาสังเกตการณ์นั้นจะเป็นลักษณะการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ความขัดแย้งรุนแรงมากถึงขั้นที่ไม่สามารถที่จะพูดคุยกันได้ หรือมีเวทีภายในประเทศที่จะจัดการได้ เช่น การเลือกตั้งในกัมพูชา หรือจะเป็นเรื่องความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่างๆ วันนี้เองประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นนั้น

ยุทธพร กล่าวว่า เราควรแก้ปัญหาด้วยคนไทยด้วยกันเอง สถานการณ์ตอนนี้เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง แต่ไม่ถึงขั้นความรุนแรง หรือละเมิดกติกาที่รุนแรงต้องให้บุคคลภายนอกเข้ามา

ดังนั้น คู่ขัดแย้งควรจะมีเวทีสำหรับการพูดคุย ซึ่ง คสช.และ กรธ. ควรเปิดพื้นที่ให้คนสามารถแสดงความเห็นได้ มิเช่นนั้นจะหลีกหนีไม่พ้นที่เขาจะหันไปหาที่พึ่งภายนอกประเทศที่จะเรียกร้องให้นำตัวแทนเข้ามาสังเกตการณ์ วันนี้ถ้าเรามีพื้นที่การแสดงความคิดเห็นก็คงจะไม่มีการเรียกร้องไปยังบุคคลภายนอก

เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ด้านการเมือง กล่าวว่า โดยหลักการลงคะแนนเลือกตั้งต่างๆ เป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องให้ต่างประเทศเข้ามา เว้นแต่ว่ากังวลว่าการเลือกตั้งหรือการลงคะแนนไม่ยุติธรรม หรือจะเป็นเหตุไม่เป็นไปตามกฎหมาย มีเหตุที่จะก่อให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ เหตุเหล่านี้จึงจะไปขอให้บุคคลอื่นเข้ามาเป็นพยาน แต่ตนเห็นว่าการลงประชามติไม่ได้มีว่าใครจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ และประเทศไทยไม่ได้เกิดความขัดแย้งรุนแรง ไม่มีเหตุที่จะเห็นว่าไม่เป็นธรรม

เสรี ระบุว่า เรื่องเหล่านี้ประเทศไทยควรจะต้องได้การยอมรับ ถ้าไปเรียกร้องให้ต่างชาติเข้ามา จะกลายเป็นว่าสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นไม่เป็นที่ยอมรับ ส่งผลให้ต่างชาติก็ไม่ยอมรับไปด้วย จะไม่เกิดความเคารพกัน ถ้าเราไปเอาต่างประเทศเข้ามาจะกลายเป็นว่าเมืองไทยไม่น่าเชื่อถือ ทำให้เสียความเชื่อมั่นของประเทศ จะกลายเป็นเรื่องการเมืองไปหมด ผมว่าเรื่องเหล่านี้ควรมีเหตุมีผล ประเทศเราถ้าขาดความเชื่อถือแล้วใครจะมาคบค้าสมาคม จะระแวงไปหมด จะไม่เกิดการค้าการลงทุน เขาจะมองว่าประเทศไม่สงบเรียบร้อยมีแต่ความ
ขัดแย้ง แม้แต่จะทำประชามติยังทะเลาะกันเลย เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องแพ้ชนะทางการเมือง แต่เป็นการดิสเครดิตประเทศ ดิสเครดิต คสช. รัฐบาล เป็นการทำร้ายกันเอง

สดศรี สัตยธรรม อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องเรียกร้องให้เขาเข้ามา แต่เชื่อว่าเขาต้องขอเข้ามาแน่ เพราะเห็นได้จากหลายประเทศที่ทุกครั้งหลังจากการปฏิวัติ รัฐประหาร และจะมีการเลือกตั้งขึ้น ซึ่งถือว่ากำลังเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยเขาก็จะขอเข้ามาเอง แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะมาบงการอะไรเรา เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์เท่านั้น ไม่สามารถที่จะเข้ามายุ่มย่ามต่อระบบความมั่นคงประเทศได้

ทั้งนี้ ในอดีตประเทศไทยหลังจากรัฐประหารปี 2549 และปี 2550 เราจะมีการทำประชามติและการเลือกตั้ง ช่วงนั้นก็มีองค์กรต่างชาติเข้ามาขอสังเกตการณ์เช่นกัน โดยที่เราไม่ได้ร้องขอ และ คมช.ขณะนั้นก็ให้อิสระ กกต.ในการตัดสินใจที่จะให้เขาเข้ามา เพราะมั่นใจการเลือกตั้งว่าบริสุทธิ์ สุจริต ซึ่งการเข้ามาขององค์กรเหล่านี้เขาจะเสียค่าใช้จ่ายเอง โดยเราจะทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกให้และบอกถึงเรื่องความปลอดภัยของการลงพื้นที่ต่างๆ ที่อันตราย

“สิ่งที่เราได้รับกลับมาหลังจากที่องค์กรต่างชาติเข้ามาดูและสังเกตการณ์นั้น คือ การชมเชยว่า กกต.สามารถจัดการเลือกตั้ง การทำประชามติได้ดี ดังนั้นเราไม่มีอะไรที่ต้องไปกีดกันไม่ให้เขาเข้ามา ตอนนั้นเราก็คิดเหมือนกันว่าเข้ามาแล้วจะมาไม้ไหนกัน แต่เมื่อเรามั่นใจในการเลือกตั้งว่าสุจริต บริสุทธิ์ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวใคร ถ้าเขารายงานก็จะรายงานตามข้อเท็จจริง แต่ถ้าเขารายงานเท็จเราก็สามารถแจ้งต่อนานาชาติได้ ว่าสิ่งที่เขารายงานไปคือความเท็จ แต่สิ่งที่เราได้คือการส่งเสริม เช่น ถ้า คสช.จะอยู่ต่ออีก 5 ปีก็จะทำให้ คสช.ได้รับการสนับสนุนยิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่ให้เขาเข้ามาดูอาจะถูกมองว่าเรามีวาระอะไรแอบแฝงหรือไม่”สดศรี กล่าว

 

ปลดล็อกแรงงาน พ้นกับดัก “จน-เจ็บ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429611

ปลดล็อกแรงงาน พ้นกับดัก "จน-เจ็บ"

โดย….ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

ผลสำรวจสถานภาพแรงงานของไทย เป็นการย้ำให้เห็นว่ากลุ่มผู้ใช้แรงงานยังคงตกหลุมดำปัญหาเดิมๆ รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย ชักหน้าไม่ถึงหลัง มีภาระหนี้ และในปี 2559 ต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบมากสุดในรอบ 8 ปี ตามที่ ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทย กรณีศึกษาผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท จากกลุ่มตัวอย่าง 1,212 ตัวอย่าง พบว่า แรงงานส่วนใหญ่ 60.6% ไม่มีเงินเก็บออม 95.9% มีภาระหนี้สิน โดยภาระหนี้เฉลี่ยครัวเรือนละ 1.19 แสนบาท และในจำนวนนี้เป็นการกู้หนี้นอกระบบถึง 60.62% สูงสุดในรอบ 8 ปี

ส่วนความหวังปรับขึ้นเงินเดือนปีนี้ ซึ่งครบ 3 ปีที่เว้นวรรคไม่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหลังขึ้นพรวดเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ผู้ใช้แรงงาน 95.7% คิดว่าควรปรับขึ้นเป็นวันละ 356.76 บาท แต่จากสภาพเศรษฐกิจ และความกังวลโอกาสตกงานสูง แรงงานส่วนใหญ่จึงเห็นว่าปรับขึ้นตามภาวะค่าครองชีพและตามกลไกตลาดที่แท้จริงก็ได้ แต่ผลสำรวจนายจ้าง เจ้าของธุรกิจ 600 ตัวอย่าง 71.4% ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เนื่องจากธุรกิจยังไม่ฟื้นตัว ให้รอดูไตรมาส 2 ว่าจะถึงจุดต่ำสุดหรือไม่ และถ้าจะปรับ ควรแยกปรับตามความเหมาะสมแต่ละพื้นที่ ตามทักษะฝีมือแรงงาน ซึ่งในภาวะปัจจุบันควรปรับไม่เกินวันละ 310 บาท และรัฐบาลต้องมีการช่วยผู้ประกอบการ ลดภาษีนิติบุคคล จัดฝึกอบรมแรงงาน และให้เงินชดเชยแรงงานขั้นต่ำ

เมื่อผู้ใช้แรงงานยกเหตุผลค่าครองชีพที่สูงขึ้น เสนอให้ต้องปรับเพิ่มค่าจ้าง ขณะที่เจ้าของธุรกิจมองในมุมว่า หากต้องการค่าจ้างขึ้น ก็ควรต้องมีประสิทธิภาพเพิ่ม บนมุมมองที่เป็นคู่ขนานที่ไม่มีทางลงตัวดังกล่าว บรรดาผู้ใช้แรงงานควรปรับตัวอย่างไร ถึงจะพ้นจากกับดักโง่-จน-เจ็บ ไปเป็นซูเปอร์ลูกจ้าง ที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ดีบี (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า ในไทยมีแรงงาน 38.42 ล้านคน ในจำนวนนี้มีภาวะว่างงาน 3.35 แสนคน หรือ 0.9% ขณะเดียวกันเดือน ก.พ. มีคนตกงานที่รับเงินทดแทน 1.2 แสนคน เพิ่มขึ้น 25.58% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2558 จากตัวเลขนี้ถือว่าภาวะการจ้างงานยังปกติ

สำหรับตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูงนั้น หากเป็นฝั่งนายจ้าง 5 อันดับแรกที่ต้องการคือ 1.งานขาย บริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2.งานไอที 3.งานวิศวกรรม 4.งานการตลาด และประชาสัมพันธ์ 5.งานธุรการและทรัพยากรบุคคล ส่วน 5 อันดับที่คนหางานสมัครมากที่สุด คือ 1.งานขาย บริการลูกค้า และพัฒนาธุรกิจ 2.งานการตลาด และประชาสัมพันธ์ 3.งานวิศวกรรม 4.งานธุรการและทรัพยากรบุคคล 5.งานไอที

กลุ่มธุรกิจที่มีความต้องการจ้างงานสูงหลังจากนี้ ได้แก่ 1.ธุรกิจการแพทย์และความงาม สอดคล้องกับแนวโน้มคนหันมาใส่ใจสุขภาพที่ทำให้ธุรกิจนี้โต แต่ขณะเดียวกันก็ประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรเฉพาะด้านอยู่ ต่อมาคือ 2.ธุรกิจเทคโนโลยีสื่อสาร เป็นธุรกิจที่แข่งขันสูง ต้องเน้นเข้าถึงลูกค้าและเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าใช้บริการ อันดับที่ 3 คือ ธุรกิจสื่อโทรทัศน์ เป็นผลพวงโดยตรงจากจำนวนช่องทีวีดิจิทัลที่มีมาก และออร์แกไนซ์ ที่ค่อยๆ ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น

“งานการตลาดและประชาสัมพันธ์ มีคนสมัครมากกว่าความต้องการของนายจ้าง จึงอาจมีความเสี่ยงในการว่างงาน ส่วนงานไอที นายจ้างต้องการมาก เพราะเป็นงานที่สนับสนุนทุกแผนกทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้เร็ว แต่คนสมัครน้อยกว่าที่ต้องการจึงถือว่ายังขาดแคลน ส่วนอีก 3 ตำแหน่งที่อยู่ใน 5 อันดับ ยังถือว่าสมดุล” นพวรรณ กล่าว

สุธิดา กาญจนกันติกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แมนพาวเวอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตำแหน่งงานที่นายจ้างต้องการมากขึ้นช่วงกลางปีนี้ ได้แก่ ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ภาษาต่างประเทศ เช่น ล่าม นักแปล พนักงานให้ข้อมูลทางโทรศัพท์ พนักงานขายทางโทรศัพท์ และพนักงานหน้าร้าน ซึ่งความต้องการนี้กระจายอยู่ในหลายธุรกิจ

หากเป็นภาคอุตสาหกรรม จะต้องการผู้ใช้ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน เข้ามาเป็นล่ามหรือนักแปลมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลออกผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ หรือทำวิจัยพัฒนาที่ต้องนำคนต่างชาติเข้ามา ส่วนทางด้านงานบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ จะต้องการผู้ใช้ภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และจีน เป็นภาษายืนพื้น แต่ที่เพิ่มมาใหม่คือ ภาษารัสเซียและเกาหลี ขณะที่ด้านธุรกิจท่องเที่ยวและค้าปลีกต้องการผู้ใช้ภาษาจีนอย่างมาก โดยเฉพาะให้ไปทำหน้าที่พนักงานขายหน้าร้านในย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวใจกลางเมือง สอดคล้องกับทิศทางนักท่องเที่ยวจีนมาไทยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ขณะที่ตำแหน่งงานด้านบัญชียังขาดแคลนต่อเนื่อง มีความต้องการสูงตลอดปี ส่วนพนักงานที่เป็นแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายจากประเทศในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ก็เริ่มเป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อทดแทนแรงงานในภาคการผลิตจากภาวะขาดแคลนแรงงานกึ่งทักษะในประเทศ อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดในการรับแรงงานประเภทนี้ขององค์กรที่อยู่ภายใต้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่สงวนสิทธิสำหรับแรงงานไทยเท่านั้น

สุธิดา กล่าวว่า จากการพิจารณาสัญญาณการจ้างงานในไตรมาสแรกที่ผ่านมา พบว่าคนหางานมีภาวะเลือกงานสูง คาดหวังทำงานตามสายอาชีพที่จบมา หรือคาดหวังเรื่องเงินเดือนและสวัสดิการ ชอบทำงานที่ไม่กดดัน ปฏิเสธงานที่ท้าทายความสามารถ ทำให้แรงงานบางส่วนยังตกค้างไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ ส่วนสัญญาณการเลิกจ้าง บริษัทส่วนใหญ่ยังเน้นประคองตัว แต่มีบางธุรกิจส่อแววเลิกจ้าง เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์โดนกระทบจากตลาดโลก และองค์กรระดับโลกที่ยุบแผนกปฏิบัติการบางส่วนเพื่อลดต้นทุน

“แรงงานที่นายจ้างต้องการสูงแต่กลับมีแรงงานเข้าสู่สายอาชีพต่ำ คือ แรงงานกึ่งทักษะ ได้แก่ แรงงานกลุ่มบริการลูกค้า เช่น 1.พนักงานให้ข้อมูลหรือการขายทางโทรศัพท์ โดยเฉพาะในธุรกิจประกัน เพราะความยากในการเรียนรู้ เข้าใจสินค้า รวมถึงแรงกดดันจากการทำยอดขายให้ได้ตามเป้า 2.พนักงานขาย โดยเฉพาะในธุรกิจค้าปลีก ที่มักพิจารณาทั้งเงินเดือน ค่าคอมมิชชั่น ค่าเดินทาง เนื่องจากต้องหมุนไปหลายสาขา โดยอัตราการหมุนเวียนของตำแหน่งนี้สูงมาก ทำให้ตลาดต้องการสูงตลอดเวลา และ 3.พนักงานฝ่ายผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมที่หายากขึ้นจากสายอาชีวะเลือกทำงาน บางส่วนไปเรียนระดับสูงขึ้นแทนทำงาน” สุธิดา กล่าว

ด้านมุมมองของภาครัฐเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงาน หน่วยงานหลักในการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม อย่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สังกัดกระทรวงแรงงาน กรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความรู้ ความสามารถ ถือว่าบุคลากรแรงงานของไทยมีศักยภาพแข่งขันกับแรงงานต่างชาติในแถบเอเชียได้ และเป็นที่ยอมรับของหลายประเทศ ส่วนการวางแนวทางเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานไทยในอนาคต ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งมีการวางแนวทางไว้เป็น 3 ระยะคือ ระยะสั้น กลาง และยาว

แผนการพัฒนาฝีมือแรงงานไทยระยะสั้นใน 1 ปีต่อจากนี้ การทำงานจะวางแนวทางเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) และการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษตามชายแดน ซึ่งจะสนับสนุนให้แรงงานมีทักษะทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาต่างๆ ที่ต้องใช้ รวมถึงฝึกฝีมือแรงงานให้ตรงกับความต้องการ โดยจะเน้นตามพื้นที่ชายแดน 10 จังหวัด เมืองธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะร่วมกับบริษัทผู้ประกอบการที่สนใจจัดทำหลักสูตร โดยทางกรมจะเป็นผู้ตรวจและรับรองหลักสูตร ส่วนงบประมาณดำเนินการแต่ละองค์กรนำไปหักภาษีได้เต็มจำนวน เป็นแรงจูงใจให้บริษัทเข้ามาร่วม

กรณีการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานกลุ่มนักเรียน ปวช. ปวส. ที่จะออกมาสู่ตลาดแรงงานในอนาคตให้มีคุณภาพ จะร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ หามาตรการเพิ่มบุคลากรทางการศึกษาในสายอาชีพ โดยเฉพาะสาขาช่าง และการท่องเที่ยว เนื่องจากได้รับความสนใจลดลง

ขณะที่แผนพัฒนาฝีมือแรงงานไทยระยะกลางต่อจากนี้ 5 ปี กรีฑา ระบุว่า จะเน้นการฝึกอบรมเพิ่มประสิทธิภาพในกลุ่มแรงงานให้มีการพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมที่เป็นอยู่ คือ เปิดให้สถานประกอบการที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไปเข้ามาศึกษาการพัฒนาอุตสาหกรรมในองค์กร ทั้งวิธีการลดต้นทุนในระบบ หรือวิธีตรวจสอบการดำเนินงานที่เป็นไปตามหลักความถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งองค์กรที่เข้ามาศึกษาและนำไปใช้ขยายผล ปี 2558 ที่ผ่านมา สามารถลดต้นทุนองค์กรได้กว่า 600 ล้านบาท และมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้กรมมีแผนผลักดันให้แรงงานในแต่ละสาขาอาชีพได้ทดสอบความรู้ ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานของแต่ละบุคคล เพื่อให้กลุ่มแรงงานได้รับค่าตอบแทนที่สูงขึ้น

ส่วนแผนระยะยาว 20 ปี จะขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีความรู้ ทักษะ ประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้นเพื่อรองรับการผลิต 10 อุตสาหกรรมที่จะขยายตัวในอนาคต หรือ 10 คลัสเตอร์ตามนโยบายรัฐบาล อาทิ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การบิน โลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ การแพทย์ครบวงจร เป็นต้น รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ก็จะลงไปให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวเช่นกัน

 

กฎเหล็กที่ต้องรู้ “6ได้8ไม่” ประชามติร้อนร่างรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 เมษายน 2559 เวลา 11:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429469

กฎเหล็กที่ต้องรู้ "6ได้8ไม่" ประชามติร้อนร่างรัฐธรรมนูญ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ข้อสงสัยจากกฎหมายประชามติร่างรัฐธรรมนูญอะไรทำได้ ไม่ได้ จะโดนจับดำเนินคดีหรือไม่ วานนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย ธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต. ออกมาแถลงหลักเกณฑ์ที่ประชาชนจะแสดงความเห็นได้มี 6 ข้อ และ 8 ข้อห้ามดังนี้

1.ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วน จากเว็บไซต์ หรือสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการแสดงความเห็นของตน

2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ

3.แสดงความเห็นที่มีความชัดเจน ไม่กำกวม อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง

4.การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการเพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็นให้ผู้มีสิทธิออกเสียง บุคคลนั้นควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วย

5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน

6.การนำเข้า (โพสต์) ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตนในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการส่งต่อ (แชร์) ข้อมูลดังกล่าว โดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม

ส่วนการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงห้ามมิให้บุคคลกระทำการเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สำคัญผิดในวัน เวลาที่ออกเสียง หรือวิธีการลงคะแนนออกเสียงด้วยวิธีการ ดังนี้

1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

2.การนำเข้า (โพสต์) ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อ (แชร์) ข้อมูลในลักษณะดังกล่าว

3.การทำหรือส่งสัญลักษณะหรือเครื่องหมายอันมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่

4.การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชนตามกฎหมาย เข้าร่วม และมีเจตนาปลุกระดมทางการเมือง

5.การชักชวนให้ใส่เสื้อหรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขาย การแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไป เพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมือง

6.การแจกเอกสาร ใบปลิว หรือแผ่นพับ ที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย หรือปลุกระดมข่มขู่ เพื่อก่อความวุ่นวาย หรือการชุมนุมทางการเมือง

7.การรายงานข่าวหรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดม หรือสร้างความวุ่นวายในสังคม

8.การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งอันมีลักษณะปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง ส่วนกรณีของสื่อมวลชน สามารถรายงานหรือเสนอข่าวได้ตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ เป็นกลาง โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมกันและไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย ซึ่งอาจมีเพิ่มเติมหากเกิดกรณีจำเป็น

 

แพร่ภาพสดออนไลน์ เสี่ยงภัย หมิ่นประมาท ช่องทางผู้ก่อการร้าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 13:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429231

แพร่ภาพสดออนไลน์ เสี่ยงภัย หมิ่นประมาท ช่องทางผู้ก่อการร้าย

โดย – วิรวินท์ ศรีโหมด

วิวัฒนาการการสื่อสารแบบไร้สายได้พัฒนามาอย่างรวดเร็วในประเทศไทยเพียงไม่กี่ปีมานี้ โดยความพิเศษของเทคโนโลยีทำให้สามารถย่อโลกทั้งใบมาอยู่บนหน้าจอเล็กๆ เพียงที่เดียว ขณะที่คนไทยในปัจจุบันต้องยอมรับว่าให้ความสนใจกับการใช้สื่อประเภทนี้มากโดยเฉพาะ เฟสบุ๊ก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันแทบจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายคน จนทำให้ประเทศไทย ติดอันดับ 3 ของอาเซียน รองจาก อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ที่มีการใช้เฟสบุ๊กมากที่สุด (อ้างอิงจากเว็บไซด์ Zocialinc. ที่ทำการสำรวจและเปรียบเทียบอัตราการเติบโตประชากรเฟซบุ๊กทั่วโลก

สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์ ทำให้ทุกคนเป็นได้ทั้งผู้เสพสื่อ และผู้นำสนอข่าวสารได้เอง แต่ความเป็นจริงข้อดีของโซเชียลมีเดียก็อาจนำมาซึ่งความไม่รอบคอบของข้อมูลข่าวที่ไม่ครบถ้วนและขาดการใช้ดุลพินิจในการวิเคราะห์ก่อนนำเสนอออกสู่สังคมภายนอก อย่างที่ทุกวันนี้สื่อโซเชียลมีเดียลมีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี อย่างที่เกิดเหตุการณ์ มครินทร์ พุ่มสะอาด หรือ เน วัดดาว บุคคลที่มีผู้ติดตามในเฟสบุ๊ก กว่า 1ล้านคน ได้ใช้เฟซบุ๊กไลฟ์ถ่ายทอดสดใช้ปืนจ่อยิงขมับขวาของตนเอง ซึ่งสร้างความแตกตื่นแก่ผู้ที่ติดตาม แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องลวงโลก  ทว่า หลายคนมองว่าการสื่อสารที่รวดเร็วเช่นนี้อาจจะสร้างปัญหาให้สังคม มากกว่าการที่จะเป็นประโยชน์หรือไม่

มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงปัญหาที่เกิดจากการถ่ายทอดสดผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่า การแสดงพฤติกรรมถ่ายทอดสดเช่นนี้มีทั้งผลดีและผลเสียในตัวเอง ซึ่งผลดี  ก็ถือว่าเป็นการเล่าเรื่อง หรือรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผู้ถ่ายทอดสามารถเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้ทันที รวดเร็ว อาทิ อุบัติเหตุ ภัยพิบัติ

ขณะที่ ข้อเสียก็มีอยู่มากซึ่งอาจนำไปสู่การเสนอเหตุการณ์ที่ไม่ดี ไม่เหมาะสม การหมิ่นประมาทผู้อื่น หรือการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมซึ่งอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิ์ทั้งของตนเอง และผู้อื่น อย่างกรณี เนวัดดาว

นอกจากนี้ยังมองว่าในอนาคตการใช้สื่อประเภทนี้อาจขยายไปถึง กลุ่มผู้ก่อการร้าย ในการถ่ายทอดเหตุการณ์สังหาร หรือวางระเบิด ได้ ซึ่งตัวบริษัทเจ้าของผู้ผลิตก็มีเพียงมาตราการที่ให้สามารถรายงานหรือแจ้งความไม่เหมาะสมได้เท่านั้น ส่วนกฎหมายลงโทษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในไทย โดยตรงยังไม่มีแต่เบื้องต้นก็เข้าข่ายความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ หรือกฎหมายทางอาญาอื่นที่เชื่อมโยง

“ปัญหาเรื่องนี้กลุ่มที่น่าห่วงคือ กลุ่มวัยรุ่น เยาวชน ซึ่งบางครั้งอาจลืมตระหนักในเรื่องการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ที่ใช้สื่อใหม่ประเภทนี้ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม ทุกครั้งควรใช้อย่างมีวิจารณญาณ หรือต้องวางจุดประสงค์ที่จะสื่อสารออกไปในสื่อสังคมออนไลน์ มิฉะนั้น อาจจะเกิดผลดีมากว่าผลเสีย รวมถึงผู้ที่ใช้อยู่ในสังคมออนไลน์จะต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ดูแล ตักเตือนกันด้วยซึ่งก็อาจจะทำให้การถ่ายทอดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมสามารถลดลงได้บ้าง” มานะ กล่าว

ขณะที่ วรัชญ์ ครุจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ปัจจุบันนี้ยิ่งรวดเร็ว ยิ่งมี่ความเสี่ยงมากขึ้น เพราะเป็นการแสดงถึงตัวตนของผู้ใช้งานได้ง่าย เนื่องจากก่อนหน้านี้การสื่อสารออกไปต้องมีการตรวจสอบ กลั่นกลองก่อน แต่สมัยนี้ ทุกคนเมื่อพูด คิดอะไร ก็มักจะสื่อสารออกไปทันทีโดยที่กลั่นกรอง เพราะตามทฤษฎีการสื่อสาร นั้นไม่ใช้จะมีผลกระทบต่อตนเอง แต่ยังไปถึงบุคคลรอบข้างด้วย ซึ่งหลายๆครั้งเมื่อมีการสื่อสารออกไปแล้ว ก็มีทั้งบุคคลที่พอใจ และไม่พอใจ จึงมองว่าปรากฏการใช้สื่อแบบปัจจุบันนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเมื่อเทคโนโลยีถูกลง การเข้าถึงง่ายขึ้น ปัญหาก็จะยิ่งขยายกว้างขึ้น

ขณะที่ปัญหาจากการสื่อสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดียปัจจุบัน กลุ่มผู้ใหญ่มักจะพบน้อยกว่ากลุ่มวันรุ่นและเยาวชน เนื่องจากผู้ใหญ่จะมีการโพสต์น้อยลง และระวังตัวมากขึ้น ขณะที่การโพสต์ของกลุ่มวัยรุ่น เยาวชน เมื่อรู้สึก นึกคิดอะไร จะสื่อสารออกไปโดยทันที ซึ่งตรงนี้จะทำให้เกิดปัญหากับตนเอง สังคมและบางครั้งอาจจะกระทบถึงชีวิตของผู้ที่สื่อสารในอนาคต ถ้าหากมีบุคคลอื่นเก็บการกระทำนี้ไว้

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์การ นิด้า จึงมองว่า การจะสื่อสารอะไรผ่านโซเชียลมีเดียควร กลั่นกรองก่อนที่ จะสื่อสารออกไปเพราะ เมื่อสังคมรับรู้ก็อาจจะเกิดผลกระทบที่กว้างไกล และอาจทำให้ผู้สื่อสารเดือดร้อน อาจถึงผิดกฎหมาย นอกจากนี้มองว่า การแก้ปัญหานี้ควรปลูกฝังตั้งแต่เยาวชน โดยฝ่ายที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานรัฐ กระทรวงศึกษาธิการ ฝ่ายกฎหมาย องค์กรต่างๆ  ควรมีมาตรการให้วัยรุ่น เยาวชน ตระหนักถึงผลกระทบของการใช้สื่อที่ไม่ถูกต้อง หรือควรบรรจุอยู่ในแผนการปฏิรูปการศึกษา และวิชาเรียน เรื่องการรู้เท่าทันสื่อดิจิตอลในวิชาเรียนด้วย เพราะจะปล่อยให้เยาวชนเรียนรู้ด้วยตนเองไม่ได้ ควรให้ผู้ที่เชียวชาญมาช่วยสอนบอก มิฉะนั้นปัญหาเหล่านี้นอกจากจะลามไปในเรื่องต่างๆแล้ว ยังอาจไปถึงเรื่องของข้อกฎหมายด้วย

ส่วนบทลงโทษที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสื่อโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ พรบ.คอมพิวเตอร์ ยังไม่ค่อยชัดเจน เนื่องจากปัญหาพวกนี้เปลี่ยนมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วฉะนั้นข้อกฎหมายก็ต้องตามให้ทันด้วย

ด้าน ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า หากมองในมุมนักกฎหมายสำหรับการใช้โปรแกรมเฟซบุ๊กไลฟ์ หรือการถ่ายทอดสดผ่านออนไลน์จะช่วยทำให้การติดต่อสื่อสารรวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่สิ่งที่ต้องกังวลคือเรื่องความเป็นส่วนตัวหรือส่วนบุคคล เพราะในกรณีที่เล่นไลฟ์มันเป็นการถ่ายทอดสดชีวิตจริงหรือรายละเอียดต่างๆของตัวเอง ซึ่งถือเป็นส่วนบุคคล ดังนั้นสื่อชนิดนี้เป็นสื่อสาธารณะไม่ใช่สื่อส่วนตัว ฉะนั้นเวลามีการเผยแพร่หรือไลฟ์ (ถ่ายทอดสด) ผลก็คือความเป็นส่วนตัวและการถูกละเมิดข้อมูลก็จะมีเพิ่มมากขึ้น

ถัดมาเมื่อเราเล่นไลฟ์แล้วการตระเตรียมต่างๆในขณะเล่นอาจไม่พร้อม บางครั้งอาจมีเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะกระทำโดยที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น การคอมเม้นท์ หรือการถ่ายทอดสด หรือมีภาพลามกอนาจารโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ อย่างกรณีที่ผ่านมาก็มีดาราระบายผ่านทางโซเชียลมีเดียเช่นกัน หรือการฆ่าตัวตายผ่านการถ่ายทอดสด ซึ่งถือว่ามีความผิดทางกฎหมาย ดังนั้นคนที่ไลฟ์ หรือถ่ายทอดสดต้องระมัดระวัง ซึ่งมีความเสี่ยงของกฎหมายอาญา และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ต่างๆมีความผิดตามกฏหมายเช่นกัน

“เพราะข้อมูลที่ผู้ใช้นำลงเฟซบุ๊กไว้ เมื่อเวลาผ่านไปจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเว็บไซต์กูเกิล ถึงแม้ว่าตัวเพจจะถูกลบไปแต่อาจจะอยู่ในระบบกูเกิ้ล อาจทำให้ชื่อเสียงต่างๆของผู้ใช้เสื่อมเสียได้  ต่อไปความเป็นส่วนตัวจะน้อย และความเสี่ยงทางกฎหมายจะมากขึ้น ในอนาคตก็จะมีกฎหมายต่างๆตามมา” อาจารย์ ไพบูลย์ กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ อธิบายอีกว่า กระแสของการเล่นไลฟ์หรือถ่ายทอดสด ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องของการแข่งขันในทางธุรกิจ เน้นความรวดเร็วเป็นหลัก เมื่อเฟซบุ๊กมีผู้ใช้เป็นพันล้านคน จึงมองในเรื่องการแย่งชิงให้ผู้เล่นหันมาเล่นมากขึ้น และเป็นการเพิ่มมูลค่าในเศรษฐกิจของเฟซบุ๊กด้วย ซึ่งได้ประโยชน์จากจุดนี้มาก เพราะได้ความรวดเร็ว

ไพบูลย์ เน้นย้ำทิ้งท้ายว่า ส่วนคนที่เข้าไปคอมเม้นท์หรือกดไลท์ก็อาจมีความผิดได้ หากภาพถ่ายทอดสดขณะนั้นเป็นภาพลามกอนาจาร อาจมีความผิดเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปัญหาที่ผ่านมาคือการใช้โซเชียลเร็วเกินไปจนขาดความระมัดระวัง

 

ผลสำรวจชี้ พ่อแม่หลังแอ่นกู้เงิน ส่งลูกเข้ามหา’ลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 เมษายน 2559 เวลา 10:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/429207

ผลสำรวจชี้ พ่อแม่หลังแอ่นกู้เงิน ส่งลูกเข้ามหา'ลัย

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

เมื่อบุตรหลานเรียนหนังสือมาถึงชั้นมัธยมปลาย พ่อแม่ผู้ปกครองต่างทราบดีว่าเป็นช่วงสำคัญในการชี้ชะตาก่อนร่ำเรียนในระดับสูงขึ้น ในระดับอุดมศึกษาหรือที่เรียกว่าเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ก่อนการสอบสารพัดจะมาถึง มีค่าใช้จ่ายรอล้วงกระเป๋าอย่างที่คาดไม่ถึง

ศ.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ระบุว่า จากที่ สสค.ได้จัดทำแบบสำรวจต้นทุนชีวิตเยาวชนต่อการสอบเข้าอุดมศึกษาต่อปี พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า นักเรียนชั้น ม.ปลาย 60% ต้องเรียนพิเศษ และแต่ละคนมีค่าใช้จ่ายจากการเรียนพิเศษตลอดช่วงชั้น ม.ปลาย (ม.4-6) เฉลี่ยคนละ 19,748 บาท มีรายจ่ายตลอดการเรียนชั้น ม.4-6 ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อศึกษาต่ออุดมศึกษา เฉลี่ยคนละ 61,199 บาท คิดเป็น 6% ของได้ในครัวเรือน

รายจ่ายดังกล่าวจำแนกออกเป็นรายจ่ายในโรงเรียน (ค่าเทอม/ค่ารถ/ค่าอาหารกลางวัน) 17,823 บาท รายจ่ายในการเรียนพิเศษ (ค่าเรียนพิเศษ/ค่ารถ/ค่าที่พัก) 22,592 บาท รายจ่ายในการสมัครสอบ (ค่าสมัครสอบ/ค่ามัดจำเพื่อรักษาสิทธิ/ค่ารถ/ที่พัก) 20,040 บาท นอกจากนี้ยังพบค่ามัดจำเพื่อรักษาสิทธิเฉลี่ยอยู่ที่ 10,610 บาท โดยพบว่ามีการจ่ายเงินค่ามัดจำสูงถึง 9.1 หมื่นบาท

ขณะที่ความพร้อมของผู้ปกครองในการสนับสนุนค่าใช้จ่าย พบว่า ไม่ว่าผู้ปกครองจะมีฐานะใดล้วนมีความพร้อมที่จะสนับสนุนเพื่อให้บุตรหลานได้เรียนต่ออุดมศึกษา แม้ว่าจะต้องไปกู้เงินหรือไม่ก็ตาม โดยพบสัดส่วนการกู้ยืมเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษาในครัวเรือนยากจน 52% ฐานะปานกลาง 27% และค่อนข้างมีฐานะ 19%

ทั้งนี้ หากจำแนกตามสถานะทางเศรษฐกิจ พบว่า นักเรียน ม.ปลายในกลุ่มรายได้ปานกลางและค่อนข้างมีฐานะมากกว่าครึ่งที่เรียนพิเศษ โดย 5 สาเหตุหลักที่ต้องไปเรียนพิเศษ คือ อยากได้เทคนิคการทำข้อสอบ 36% อยากได้เกรดดีๆ เพื่อเรียนต่อ 36% เรียนที่โรงเรียนไม่เข้าใจ/ไม่รู้เรื่องต้องเรียนเพิ่มเติม กลัวสอบตก 33% ต้องเตรียมตัวสอบหลายอย่างเพื่อสอบเรียนต่อ เรียนที่โรงเรียนอย่าง 29% และบางวิชาที่โรงเรียนไม่ได้สอนแต่ต้องใช้ในการสอบเพื่อเรียนต่อ เช่น ความถนัดทาง  สถาปัตย์ วิศวะ เป็นต้น 16% ซึ่งค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนพิเศษ นักเรียนชั้น ม.ปลายในแต่ละระดับชั้น  ม.4-ม.6 มีการลงเรียนพิเศษ/กวดวิชาเฉลี่ย 2-3 วิชา/ปีการศึกษา โดยพบว่าในแต่ละระดับชั้นมีการลงเรียนพิเศษสูงสุดถึง 7 วิชา และต่ำสุด 1 วิชา

ศ.สมพงษ์ ระบุว่า ผลการวิจัยที่ได้สำรวจมีข้อเสนอที่ต้องการให้รัฐดำเนินการ คือ 1.เรื่องการกวดวิชา รัฐต้องมีนโยบายที่จริงจังถ้าต้องการให้ลดต้องลดจริง 2.เรื่องหลักสูตร ข้อสอบยากเกินไป การเรียนรู้ในโรงเรียนไม่สามารถช่วยให้เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ทำอย่างไรให้ครูสอนได้เต็มที่ ดังนั้นนโยบายการคืนครูสู่ห้องเรียน กิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ทำได้จริงแค่ไหน

3.การจัดตั้งกองทุน เพื่อช่วยเหลือค่าเดินทาง ค่าสมัครสอบ ค่าอาหาร ค่าที่พัก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศได้มีความสุขมากขึ้น เมื่อลูกหลานเรียน ม.4 ผู้ปกครองต้องรับกรรมกับค่าใช้จ่ายมหาศาล ตรงนี้คือคอขวดสำคัญกับระบบการศึกษา รัฐควรควบคุมค่าสมัครสอบโดยการกำหนดให้เป็นมาตรฐานเพื่อลดค่าใช้จ่าย และลดจำนวนการสอบเข้าเรียนต่อในอุดมศึกษา

อิทธิพล ฉิมงาม นักเรียนโรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่าผู้ปกครองของตัวเองต้องแบกค่าใช้จ่ายหลายด้าน ทั้งค่ากวดวิชา ค่ารถ ค่าสมัครสอบ ค่าสนามสอบ 7-8 แห่ง ซึ่งมีค่าแต่ละวิชาต้องเรียนถึง 3 รอบ เพราะข้อสอบคนละแบบ และมีเนื้อหามาก เพื่อรับมือกับข้อสอบ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเรียนพิเศษ

“ปัจจุบันข้อสอบ โจทย์ 1 หน้า ตัวเลือก 1 หน้า สมมติว่าเป็นวิชาเคมี-ชีววิทยา เราต้องเรียนถึงวิชาละ 20 กว่าบท เพื่อทำข้อสอบบทละแค่เพียงสองข้อ ถ้าไม่เรียนพิเศษใครจะทำได้ ที่ผ่านมาผมไปสมัครสอบรับตรงตามที่มีมหาวิทยาลัยบางแห่งเปิดโดยสถาบันดังกล่าวไม่มีการบอกผลคะแนนต่ำสุด เมื่อคะแนนออกมา ปรากฏว่า คะแนนไม่ถึง ก็เข้าเรียนไม่ได้ กรณีนี้ไม่เข้าใจว่าทำไมแต่ละสถาบันไม่มีการคุยประสานกันเพื่อช่วยไม่ให้ต้องวิ่งรอกสอบหรือทำให้เด็กต้องเลือกที่นั่งเผื่อ เมื่อประกาศผลได้ที่นั่ง 3 มหาวิทยาลัยก็ต้องสละที่ไม่อยากเรียนไป” อิทธิพล กล่าว

อิทธิพล ระบุด้วยว่า จากที่ได้ประเมินเนื้อหาทั้งจากการเรียนในชั้นและการกวดวิชาจากความเห็นจากเพื่อนนักเรียน ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่า แม้ทุกคนจะรู้ว่าการกวดวิชาเป็นภาระของผู้ปกครองแต่ก็ต้องเรียน เพราะหากไม่เรียน โอกาสการแข่งขันในการสอบเข้าเรียนอุดมศึกษาจะมีความเสี่ยงสูงและเป็นไปได้ที่น้อยมาก

“นักเรียนส่วนใหญ่ต่างก็เคยลองสอบหรือศึกษาข้อสอบมาก่อนเข้าสนามจริงทั้งนั้น เราจึงพบว่าข้อสอบนั้นยากขึ้นๆ จนการเรียนการสอนในชั้นวิวัฒนาการตามไม่ทัน ที่น่าเศร้ากว่านั้น คือ เมื่อเราขอดูข้อสอบจากสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติก็จะได้มาแค่เพียงกระดาษคำตอบที่เราฝนดินสอตอบแต่ไม่ได้ข้อสอบมาด้วย เพราะ สทศ.บอกว่าจะไม่เผยแพร่ข้อมูล จนเริ่มมีเด็กบอกเล่าต่อกันแล้วว่าพบข้อสอบซ้ำ และมีโรงเรียนกวดวิชาที่วิเคราะห์ข้อสอบได้ใกล้เคียงกว่าที่โรงเรียนหรือชั้นเรียนจะให้คำตอบหรือความกระจ่างในเรื่องนี้ได้ ที่แย่กว่านั้นคือปัญหาการสอบทั้งหลายยังไม่เคยมีหน่วยงานรัฐหน่วยไหนออกมาช่วยพวกเราได้เลย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยคืออะไร” อิทธพล ระบุ

พงศธร นามพิลา นักเรียนโรงเรียนโซ่พิสัยพิทยาคม จ.บึงกาฬ เล่าว่า แม้จะอยากเรียนกวดวิชา แต่ต้นทุนเศรษฐกิจฐานะครอบครัวไม่ดี และที่ จ.บึงกาฬ ไม่มีสถาบันกวดวิชา หากจะเรียนต้องไปเรียนข้ามจังหวัด

“ผมเป็นลูกเกษตรกร เงินไปเรียนแต่ละวันก็ยังยาก การจะไปแข่งขันจึงต้องใช้ความพยายามมาก ไม่มีเงินรองรับ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงระดับอุดมศึกษา อยากให้แก้ไขที่ระบบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา โดยการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรในเรื่องการเรียนรู้ เนื้อหา สอดคล้องกับสิ่งที่จะนำไปใช้ได้จริงและเป็นเนื้อหาที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ จะได้ไม่ต้องไปเรียนกวดวิชา แค่ตั้งใจเรียนในห้องเรียนก็พอแล้ว การจะให้ไปสอบรับตรงผมก็คงสู้ไม่ได้ จึงอยากให้เปิดโอกาสให้เด็กชนบท ยากจน ไม่มีทุน บางคนเรียนเก่ง แต่ขาดโอกาสบ้าง รวมทั้งอยากให้มีครูแนะแนวมีหลักสูตรชัดเจนจริงจัง เพื่อเด็กจะได้รู้จักตัวตนของตนเอง ไม่ต้องเรียนกันแบบหว่านแห แต่มุ่งตรงไปยังเป้าหมายของตนเองเลย” พงศธร กล่าว.
 

ชำแหละพฤติการณ์ “เผานั่งยาง” ทำลายศพง่าย-แกะรอยยาก เ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 21:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428958

ชำแหละพฤติการณ์ "เผานั่งยาง" ทำลายศพง่าย-แกะรอยยาก

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

กองเถ้ากระดูกมนุษย์และร่องรอยเศษยางรถยนต์ถูกเผา จำนวน 23 จุด ซึ่งถูกค้นพบบริเวณป่าเชิงเขาบ้านคำบอนเวียงชัย ต.หนองแวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี กำลังสร้างความหวาดผวาให้แก่คนทั้งประเทศ

ยิ่งพบว่ามีชาวบ้านหลายสิบชีวิตถูกอุ้มหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย บวกเสียงร่ำลือถึงประวัติความเป็นมาว่า บริเวณดังกล่าวเคยมีคนถูกฆ่าแล้วนำมาเผานั่งยางเพื่อทำลายหลักฐานอย่างต่อเนื่องนานหลายปี จนถูกเรียกว่า “สุสานเผานั่งยาง”

โศกนาฎกรรมสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจึงตกเป็นเป้าสนใจของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

“เผานั่งยาง”วิชามารของคนมีสี

ในอดีต หลายคนคงเคยเห็นข่าวฆาตกรรรมอำพรางศพในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นถ่วงน้ำ ฝังดิน โบกปูน ยัดส้วม หั่นชำแหละ จนถึงการ “เผานั่งยาง” อันถือเป็นวิธียอดนิยมของเหล่านักฆ่ามืออาชีพ

“รู้กันในหมู่โจรว่า  การเผานั่งยางเป็นวิธีที่เจ้าหน้าที่รัฐชอบทำกัน สมัยก่อนเวลาจับผู้ต้องสงสัยมารีดข้อมูล ขู่บังคับให้รับสารภาพ เค้นไปซ้อมไปเกิดพลั้งมือทำเขาตาย เลยต้องหาทางทำลายหลักฐาน ซึ่งตามกฎหมายแล้ว เวลาฆ่าใคร ถ้าไม่เจอศพ จะดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตายไม่ได้ ทีนี้จะเอาไปโยนทิ้งน้ำก็กลัวศพจะลอย ฝังดินเดี๋ยวหมามันมาคุ้ย หั่นศพก็ยุ่งยากเสียเวลา เลยใช้วิธีเผา สาเหตุที่ใช้ยางรถยนต์ เพราะยางเป็นเชื้อเพลิงที่ดีที่สุด หาง่าย แกะรอยยาก ถึงเวลาก็เอายางสวมร่างของศพเหมือนฮูลาฮูป ศพไหนเพิ่งตายใหม่ๆจับนั่งได้ เขาเรียกว่าเผานั่งยาง ศพไหนตายมาหลายชั่วโมง ตัวแข็งจับนั่งไม่ได้ก็จับนอน เรียกว่าเผานอนยาง เสร็จแล้วเอาน้ำมันราดจุดไฟก็เผ่นได้เลย ยางจะลุกไหม้ไปเรื่อยๆจนเหลือแต่เถ้าถ่าน แถมมีกลิ่นกลบ ดีกว่าไม้ ฟืน ฟาง ซึ่งต้องใช้เยอะ และต้องคอยเติมตลอด ตำรวจพวกนี้้เวลาไปทำก็จะเอาพวกลูกน้องที่เป็นโจรไปช่วย ไอ้ลูกน้องเลยรู้เห็นวิธี ต่อมาไปรับงานอุ้มฆ่า มันก็ทำเลียนแบบลูกพี่

คำบอกเล่าอันน่าสะพรึงของ พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร อดีตนายตำรวจคนดัง ผู้คลุกคลีกับแวดวงอาชญากรรมมาอย่างโชกโชน

ผู้การวิสุทธ์ เล่าว่า สถานที่เผานั่งยางมักเป็นสถานที่ลับตาคน ห่างไกลชุมชน ไม่พลุกพล่าน เช่น ป่า ภูเขา ที่ดินส่วนตัว เขตหวงห้าม สำหรับกรณีการค้นพบเศษเถ้ากระดูกชิ้นส่วนมนุษย์และยางรถยนต์ 23 จุดในอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เขามองว่า คนร้ายคงคิดว่าบริเวณดังกล่าวเงียบ ปลอดภัย บวกกับความคุ้นเคยชำนาญเส้นทาง จึงมั่นใจว่าจะไม่มีใครมาพบแน่นอน

พอเผานั่งยางไปศพนึงแล้วงานเรียบร้อย พอมีศพที่สอง สาม สี่ ก็เอาไปเผาใกล้ๆที่เดิม ที่มันเยอะอาจเป็นไปได้ว่า พรรคพวกเพื่อนฝูง ลูกน้องมาขอคำปรึกษา ‘พี่ ช่วยผมหน่อย เอาไปจัดการที่ไหนดี’ ‘เฮ้ย ไปจุดนี้เลยไอ้น้อง แม่งโคตรเงียบ ไม่มีใครเห็นแน่’ ก็บอกต่อๆกันไป โชคร้ายเกิดไฟป่า ไอ้ตรงที่เคยเป็นดงรกๆก็เตียนโล่ง ชาวบ้านเกิดมาเห็น เรื่องก็เลยแดง”

อดีตนายตำรวจคนดัง ทิ้งท้ายว่า หลังข่าวการค้นพบสุสานเผานั่งยางที่อุดรธานี หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่สังคมจะพุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะตำรวจ เนื่องจากที่ผ่านมามักมีข่าวตำรวจนอกรีตเข้าไปพัวพันกับคดีซ้อมผู้ต้องหา อุ้มฆ่า ลักพาตัวอยู่บ่อยครั้ง

พอมีข่าวลักษณะนี้เกิดขึ้น จะเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปพัวพันเกือบทุกคดี ซ้อมผู้ต้องหา รีดเค้นทรมาน ตั้งแก๊งอุ้ม เมื่อเกิดข่าวขึ้น ประชาชนจึงมองตำรวจในทางลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งมันจะทำให้ภาพลักษณ์ตำรวจมัวหมองลงไปอีก”

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร

ลงพื้นที่เก็บหลักฐาน ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ

คำถามที่สังคมอยากรู้มากที่สุดนาทีนี้คือ ชิ้นส่วนมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ในกองเถ้าถ่านทั้ง 23 จุดนั้นเป็นของใคร เสียชีวิตด้วยสาเหตุใด เสียชีวิตมานานแค่ไหน และหลักฐานที่มีอยู่เพียงน้อยนิดเหล่านี้จะสาวไปถึงผู้สังหารได้หรือไม่

ความคืบหน้าล่าสุดตำรวจอุดรธานีได้ลงพื้นที่เก็บรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดแบบ “ปูพรม” ส่งไปยังสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อตรวจสอบด้วยกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์

แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ที่ปรึกษาสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้มีประสบการณ์ไขคดีฆาตกรรมเผานั่งยางมาแล้วหลายคดี อธิบายว่า ตามหลักกฎหมาย การไขปริศนาคดีฆาตกรรมต้องหาหลักฐานสำคัญให้ได้ 6 อย่าง ประกอบด้วย 1.เหตุการตาย 2.พฤติการณ์การตาย 3.ตายที่ไหน 4.ตายเมื่อไหร่ 5.ผู้ตายเป็นใคร 6.ใครเป็นคนฆ่า ทั้ง 6 ข้อนี้จะเป็นเบาะแสสำคัญนำไปสู่การจับกุมคนร้าย

“ไม่ใช่ทุกคดีจะหาตัวคนร้ายได้เสมอไป โดยเฉพาะคดีเผานั่งยาง เนื่องจากสภาพศพถูกทำลายจะมีความยากมาก เคสที่อ.บ้านผือ สังคมพุ่งเป้าสนใจอยู่เรื่องเดียวว่าผู้ตายเป็นใคร ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 ข้อที่ต้องหาคำตอบ ตำรวจก็มุ่งตรวจดีเอ็นเอ แต่โอกาสที่จะตรวจเจอดีเอ็นเอพบมีน้อยมาก ถ้าคนมีความเชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์จะรู้ว่าต้องตรวจหาอย่างอื่นด้วย เช่น สิ่งที่ทำให้ตายคือ กระสุน คดีเผานั่งยางหลายคดี ศพมักถูกยิง พอนำไปเผานั่งยางปุ๊บ กระสุนมันอยู่ในศพ อาจอยู่กลางกองกระดูก ดังนั้นถ้าคนไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญไปคุ้ยๆหยิบๆโกยๆ หลักฐานจะหายหมด

ส่วนการหาคำตอบว่าผู้ตายเป็นใคร กระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ ตรวจสอบด้วยหลักวิชาการที่น่าเชื่อถือ 6 วิธีคือ ตรวจดีเอ็นเอ ตรวจลายพิมพ์นิ้วมือ ตรวจฟัน ตรวจกระดูก ตรวจพยาธิสภาพ และเอ็กซเรย์ ทั้ง 6 วิธีนี้เป็นการพิสูจน์ที่มีความแม่นยำ ส่วนกลุ่มที่สองคือ พิสูจน์คร่าวๆจากสิ่งที่ติดตัวเรา เช่น ไฝ ปาน และสิ่งที่อยู่นอกตัวเรา เช่น  นาฬิกา เข็มขัด สร้อย แหวน ไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งขึ้นอยู่กับสภาพศพ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ตรวจศพต้องมีความรู้ ถ้าเกิดเดินลงไปปุ๊บเอากระดูกไปตรวจดีเอ็นเอแสดงว่าไม่มีความรู้ เพราะสิ่งที่จะระบุได้ว่าเป็นใครอาจเป็นหัวเข็มขัด แหวน หรือเวลาหยิบกระดูกขึ้นมา ต้องดูสภาพศพก่อนว่าศพที่อยู่ในขดยางมันวางอย่างไร บางทีอาจเห็นกระดูกฝ่ามือหงายหลังชิดกัน นั่นหมายความว่าถูกมัดไพล่หลัง ก็ต้องไปดูต่อว่าข้อมือมีรอยลวดมัดไหม เป็นต้น ยิ่งคดีเผานั่งยางหลายศพในที่เดียวกัน ยิ่งต้องมีความพยายามในการค้นหาพยานหลักฐาน”

หมอพรทิพย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การเก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุเผานั่งยาง ต้องใช้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ มิใช่ให้ตำรวจทำงานเพียงหน่วยงานเดียว

“คดีใหญ่และยากแบบนี้สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการร่วมกันในหลายหน่วยงาน ทุกฝ่ายต้องหารือกัน ไม่ใช่ตำรวจรับไปทำทั้งหมด เท่าที่ทราบคนดูแลที่เกิดเหตุขณะนี้เป็นพนักงานสอบสวนในพื้นที่ คอยเก็บพยานหลักฐานแล้วส่งไปให้นิติเวชตรวจสอบ จริงๆต้องให้เจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์มาเก็บหลักฐานตั้่งแต่แรก แต่นิติเวชมีอำนาจแค่ในกรุงเทพ ส่วนสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จะเข้าไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับการร้องขอจากตำรวจเท่านั้น นี่กลับใช้ตำรวจในพื้นที่ตรวจที่เกิดเหตุ ซึ่งตำรวจทั่วไปไม่มีความเชี่ยวชาญ แม้เขาจะบอกว่าทำได้ตามมาตรฐาน แต่ขอยืนยันว่าไม่ใช่ เคสแบบนี้ต้องได้รับการอบรมเฉพาะทางด้านกระดูก”

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสนับสนุนและติดตามคนหายและพิสูจน์ศพนิรนาม พ.ศ.2558 กำหนดให้หลายหน่วยงานมีการบูรณาการทำงานร่วมกัน อาทิ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทยกระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข อัยการสูงสุด สถาบันนิติเวชวิทยา ฯลฯ ทว่าวันนี้มีตำรวจยังคงเป็นหน่วยงานเดียวที่รับผิดชอบ

“หมอไม่ขอพูดว่าตำรวจเก็บพยานหลักฐานไม่ถูกต้อง แต่ขอพูดว่าระบบที่มีอยู่ยังไม่สามารถทำให้เกิดความยุติธรรมได้ 1.กฎหมายไม่เอื้อ ให้อำนาจหน่วยเดียวคือ พนักงานสอบสวน ระบบงานก็ผูกขาด ใครจะช่วยก็ไปห้ามเขาหมด 3.ประชาชนไม่มีทางเลือก สะท้อนว่ารัฐไม่เคยสร้างระบบขึ้น ปล่อยให้เกิดขึ้นเรื่อยๆ ศพนิรนามแบบนี้มีมานานแล้ว ไม่ได้มีแค่เผาทำลายอย่างเดียว มีทั้งเอาไปฝัง ถูกทอดทิ้งโดยไม่ได้รับการพิสูจน์อะไรเลย  ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด

อดีตผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ทิ้งท้ายว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ ถือว่าดีมาก ทราบว่าจะให้มีหน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์มากกว่า 1 หน่วย ให้นิติวิทยาศาสตร์เป็นอิสระจากการสืบสวนสอบสวน รวมทั้งให้พนักงานสอบสวนใช้กระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาทำคดีมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะสามารถช่วยประชาชนได้อย่างแท้จริง

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์

คดีใหญ่แบบนี้ รัฐบาลต้องไม่นิ่งเฉย

สำหรับมุมมองด้านสิทธิมนุษยชน นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยืนยันว่า การพบศพที่ตายผิดธรรมชาติเป็นจำนวนมาก ในอ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะสิทธิในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

ประการแรก สิทธิในการที่จะต้องรับรู้ความจริง รับรู้ความจริงว่าศพเหล่านั้นเป็นใคร ทำไมถึงถูกฆ่า เจ้าหน้าที่รัฐต้องระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจจากส่วนกลาง สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ นิติเวช กรมสืบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาร่วมตรวจสอบหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ถือว่าสำคัญที่สุด ประการที่สอง ต้องหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ การพบศพกว่า 23 ศพที่อ.บ้านผือ ไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่พบศพชาวโรฮิงยาที่จ.สตูล สะท้อนให้เห็นว่าเป็นการกระทำอย่างอุกอาจ หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกระทรวงยุติธรรมไม่หาตัวผู้กระทำผิด ก็ไม่ต่างจากกับการปล่อยให้คนชั่วลอยนวล วันข้างหน้าก็จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกเรื่อยๆ

ประการที่สาม สิทธิเรื่องการชดเชยเยียวยา ที่ผ่านมาทั้งกรณีฆ่าตัดตอนยาเสพติด ความขัดแย้งทางการเมือง ถ้าสืบสวนพบว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ สิทธิชดเชยเยียวยาครอบครัวเหยื่อเป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อการสูญเสีย ประการสุดท้าย ข่าวนี้ถือไม่ใช่ข่าวธรรมดา แต่เป็นการละเมิดสิทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศแน่นอน ขนาดพบศพโรฮิงยาซึ่งเป็นผู้อพยพยังเป็นข่าวไปทั่วโลก แล้วนี่เป็นประชาชนคนไทยมีสิทธิเสรีภาพในการมีชีวิตอยู่ และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองสวัสดิภาพความปลอดภัยจากรัฐ ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะไขคำตอบนี้ ก่อนจะถูกหยิบยกเป็นประเด็นในระดับสากลว่า มีการสังหารหมู่ประชาชนเกิดขึ้น ซึ่งจะทำลายความเชื่อมั่นในเรื่องการทำงานของหน่วยงานรัฐ.”

คงต้องติดตามกันว่า เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้จะมีความคืบหน้าแค่ไหน จะสืบสาวไปถึงขบวนการอุ้มฆ่าเผานั่งยางได้หรือไม่ หรือจะเงียบหายไปเหมือนคดีอื่นๆ

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ

 

เปิดโหมดยาแรงประชามติ ผิดติดคุก-ลงคะแนนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 เมษายน 2559 เวลา 10:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428762

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภายหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา ทว่าประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายจับจ้องคือบทลงโทษ

โดยเรื่องนี้ได้บรรจุไว้ในหมวด 3 “การควบคุมการออกเสียงและบทกำหนดโทษ” ซึ่งมาตรา 55 ระบุถึงบทลงโทษเจ้าหน้าที่ควบคุมการออกเสียงรวมถึงผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ช่วยเหลือ หากจงใจปฏิบัติทุจริตต่อหน้าที่ ขัดขวางไม่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ หรือคําสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เว้นแต่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย และกระทําโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครอง ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาหรือทางปกครอง

มาตรา 56 ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐใช้ตําแหน่งอันเป็นเหตุให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และหากมีหลักฐานเชื่อได้ว่าฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้ ให้ กกต.มีอํานาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยุติการกระทําที่เห็นว่าอาจทําให้การออกเสียงไม่สุจริตและเที่ยงธรรม

ทั้งนี้ ผู้ใดฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสาม มีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี มาตรา 57 ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ควบคุมการออกเสียงตาม พ.ร.บ.นี้ มีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม ถ้าขัดขวางโดยใช้กําลังประทุษร้ายหรือขู่ว่าจะใช้กําลัง ผู้กระทํามีโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ส่วนมาตรา 58 ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างขัดขวางหน่วงเหนี่ยวการไปใช้สิทธิของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกจ้าง แล้วแต่กรณี มีโทษจําคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

มาตรา 59 ผู้ใดทําลายบัตรออกเสียงโดยไม่มีอํานาจ หรือจงใจทำให้บัตรออกเสียงชํารุด เสียหาย หรือทำบัตรเสียให้เป็นบัตรใช้ได้ มีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท แต่ถ้าผู้ทําเป็นเจ้าพนักงานหรือเป็นผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการดําเนินการออกเสียง โทษจําคุกตั้งแต่ 1-10 ปี ปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท

มาตรา 60 ผู้ใดทําระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนน (1) ออกเสียงหรือพยายามออกเสียงโดยรู้ว่าไม่มีสิทธิออกเสียงในหน่วยนั้น (2) ใช้บัตรอื่นที่ไม่ใช่บัตรออกเสียงมาออกเสียง (3) นําบัตรออกเสียงออกจากที่ออกเสียง (4) นําบัตรที่ลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น โดยไม่มีอํานาจตามกฎหมาย

(5) ทําเครื่องหมายเพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าเป็นบัตรออกเสียงของตน หรือใช้เครื่องมืออุปกรณ์ใดบันทึกภาพบัตรออกเสียงที่ลงคะแนนออกเสียงแล้ว (6) ขัดคําสั่งกรรมการประจําหน่วยออกเสียงที่สั่งให้ออกไปจากที่ออกเสียง เพราะเหตุที่ผู้นั้นขัดขวางการออกเสียงตามมาตรา 17 วรรคสาม

(7) นําบัตรออกเสียงใส่ในหีบบัตรโดยไม่มีอํานาจตามกฎหมาย หรือกระทําการใดในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง เพื่อแสดงว่ามีผู้มาแสดงตนออกเสียงโดยผิดจากความจริง หรือมีบัตรออกเสียงเพิ่มขึ้นจากความจริง (8) กระทําการโดยไม่มีอํานาจตามกฎหมายเพื่อไม่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงสามารถใช้สิทธิได้ ขัดขวาง หรือหน่วงเหนี่ยว ภายในกําหนดเวลาที่จะออกเสียง

(9) ก่อความวุ่นวายในที่ออกเสียงหรือรบกวน เป็นอุปสรรคแก่การออกเสียง หากทำตาม (1) ถึง (6) มีโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และผู้ใดทําตาม (7) ถึง (9) ต้องโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

ส่วนมาตรา 61 ผู้ใดทําการตาม (1) ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย (2) ให้เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ทั้งทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อันคํานวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิ หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

(3) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม เพื่อให้ผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิ หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ผิดวัน เวลา ที่ออกเสียง (4) เปิด ทําลาย ทําให้เสียหาย เปลี่ยนสภาพ ทําให้สูญหาย ทําให้ไร้ประโยชน์ นําไป ขัดขวางการส่งหีบบัตรออกเสียง เว้นแต่ดําเนินการตามอํานาจหน้าที่โดยชอบกฎหมาย

(5) เล่นหรือจัดให้มีการพนันใดๆ เพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิ หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง (6) เรียก รับ หรือยอมจะรับเงินทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดสําหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอยางใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง

(7) จําหน่าย จ่ายแจก จัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตออกเสียงระหว่างเวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันออกเสียงจนสิ้นสุดวันออกเสียง ผู้ใดเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่ โดยมุ่งหวังให้ผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิ ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ถือว่าผู้นั้นก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ผู้ใดทําตาม (1) ถึง (6) มีโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 5 ปีด้วยก็ได้ หากในกรณีทําความผิดตาม (1) ถึง (6) เป็นคณะบุคคลตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ต้องโทษจําคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

ผู้ใดทําตาม (7) โทษจําคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ในกรณีที่ทําตาม (6) เป็นผู้รับหรือยอมจะรับเงินทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดต่อตนเองหรือผู้อื่น ถ้าแจ้งต่อ กกต. หรือผู้ซึ่ง กกต.มอบหมาย ก่อนหรือในวันออกเสียง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

มาตรา 62 ผู้ใดจัดยานพาหนะนําผู้มีสิทธิออกเสียงไปยังที่ออกเสียงและนํากลับ โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารหรือค่าจ้าง ซึ่งตามปกติต้องเสีย มีโทษจําคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี แต่บทบัญญัตินี้ไม่บังคับใช้กับหน่วยงานรัฐในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มิสิทธิ

ส่วนมาตรา 63 ผู้ใดเผยแพร่ผลการสํารวจความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียงในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียงในวันออกเสียง มีโทษจําคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ มาตรา 64 กรรมการประจําหน่วยออกเสียงผู้ใดจงใจนับบัตรออกเสียงหรือให้คะแนนผิดไปจากความจริง หรือรวมคะแนนให้ผิดไป ระวางโทษจําคุก 1-10 ปี ปรับ 2 หมื่นบาท ถึง 2 แสนบาท

มาตรา 65 ในกรณีศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.นี้ ให้นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคําพิพากษาถึงที่สุด มาตรา 66 ในกรณีศาลมีคําพิพากษาลงโทษตามฐานความผิดของ พ.ร.บ.นี้ และผู้นั้นเป็นผู้กระทําให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นเหตุให้ต้องออกเสียงใหม่ในหน่วยออกเสียงใด ให้ศาลมีคําพิพากษาว่าผู้นั้นต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสําหรับการออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่เป็นเหตุให้ กกต.สั่งให้ต้องมีการออกเสียงใหม่

 

คำถามพ่วงร่างรธน. ตัวแปรประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 เมษายน 2559 เวลา 07:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428524

คำถามพ่วงร่างรธน. ตัวแปรประชามติ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่าย อาทิ สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล คณะรัฐ
ศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีถกแถลงร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 2 “คำถามพ่วงมีนัยอย่างไร” ณ ห้องประชุมมาลัยหุวะนันท์ ชั้น 12 ตึกรัฐศาสตร์ 60 ปี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตระกูล มีชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่าการที่มีคำถามพ่วง เพราะเหตุผล 4 ประเด็น คือ 1.มีการพูดคุยกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ตอบโจทย์ตามข้อเสนอแนะของแม่น้ำ 4 สาย จึงต้องมีการวัดใจกับประชาชน 2.ส่วนผู้ที่เสนอคำถามพ่วงนั้น อาจจะมองว่าโครงสร้างกลไกของร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีหลักประกันเพียงพอในการสร้างเสถียรภาพทางอำนาจ 3.อาจจะเกิดจากความเกรงกลัวว่าฝ่ายการเมือง จะเข้ามาคุมกลไกอำนาจได้ หรือกลัวการรื้อโครงสร้างอำนาจต่างๆ ที่สร้างมาตลอด 2 ปี และ 4.หรืออาจจะเกิดจากคนที่มีอำนาจแล้วไม่อยากลงจากอำนาจ เลยต้องมีคำถามพ่วง

อย่างไรก็ตาม ถ้าส่วนตัวจะพิจารณารับคำถามพ่วง จะพิจารณาจากเหตุผลอะไร หากเพื่อการปฏิรูปก็ไม่รู้ว่าจะปฏิรูปเรื่องอะไร มีประเด็นอะไรบ้าง หรือประเด็นปฏิรูปนั้นต้องพ่วงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งไม่รู้อยู่ดีว่าอะไรคือแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถ้าคำถามที่ควรหย่อนบัตรเห็นชอบในช่วงเวลาระหว่างนี้ จะได้เห็นชาติไหนว่ายุทธศาสตร์ชาติจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ก็พอที่จะเป็นข้อมูลให้ตัดสินใจ แต่ขณะนี้ยังไม่มี

“ผลการทำประชามติถ้าไม่รับทั้งสอง หรืออาจจะรับแค่คำถามพ่วง ปัญหาก็จะตามมา คือ จะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งไม่รู้ประเด็นว่าจะต้องพบกับอะไร หรือจะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาปรับปรุง หรือจะให้เลือกตั้งก่อนแล้วค่อยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งก็จะมีปัญหาเรื่องของความชอบธรรม และมาตรา 35 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวด้วย ถ้าประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็กลายเป็นว่าประชาชนไม่รับกรอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา 35 ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ไม่ผ่าน”

ด้าน ไพโรจน์ พลเพชร สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน ระบุว่า การจะดูว่าคำถามพ่วงต้องการอะไร จะต้องวิเคราะห์โครงสร้างร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก่อน ซึ่งในบทเฉพาะกาลได้ระบุทำนองว่าจำเป็นจะต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน และก็ได้ออกแบบการดำเนินงานจะต้องโยงกับยุทธศาสตร์ชาติที่ได้วางโครงสร้างเป็นแผน 20 ปี ให้รัฐบาลใหม่วางนโยบายสอดคล้องกับแผนนี้

ทั้งนี้ จะให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติช่วยดูแลส่วนนี้ด้วย แต่ลำพังแค่คณะกรรมการชุดเดียวคงไม่พอ จึงต้องให้ สว.ช่วยกำกับเรื่องปฏิรูปประเทศด้วย อีกทั้งในโครงสร้างปกติตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ สว.ก็มีอำนาจมากพออยู่แล้ว สิ่งที่เขาต้องการอีกคือการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

นอกจากนี้ คำถามดังกล่าวมาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งองค์ประกอบที่ไปด้วยกัน อีกทั้งในช่วง 5 ปีแรก คสช.ก็มีสิทธิเลือก สว. เท่ากับว่า คสช.เองเป็นผู้สถาปนาอำนาจให้ สว. เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่า อำนาจที่อยากให้มีเพิ่มเติมก็คือการร่วมเลือกนายกฯ และต้องการควบคุมนายกฯ ด้วยโดย 250 เสียง

“ถือว่าแข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับเสียงจากพรรคที่ได้คะแนนสูงสุด ซึ่งเป็นตัวแปรในการเลือกนายกฯ ได้เลย สามารถกล่าวได้ว่านี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องการคงอำนาจให้ทหาร อาจจะดีก็ได้ ผมไม่ทราบ แต่เขาออกแบบอย่างนี้ ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง ถึงที่สุดแล้วคือการเพิ่มอำนาจและสร้างความชอบธรรมให้ คสช.อยู่กับเราไปอีก 5 ปี แต่เป็นในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะในโครงสร้างรูปแบบ สว. ด้วยเหตุนี้คำถามนี้จึงมีนัยสำคัญต่อการเมืองอนาคต”

ขณะที่ เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว นักวิชาการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ถ้าคำถามพ่วงผ่านประชามติ เป็นที่ชัดเจนว่าจะไม่ได้นายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้จะมั่นใจได้อย่างไรที่พรรคการเมืองจะรวมตัวกันคานเสียงของ สว.อีกทั้งได้มีการระบุเหตุผลว่าสาเหตุที่ต้องมีคำถามพ่วง เพราะต้องทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งออกแบบโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจุบัน แต่จะมีผลผูกพันไปอีก 20 ปี ถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งอีกกี่ครั้งก็ตาม แต่คำถามพ่วงมีเป้าหมายเพื่ออะไรนั้น คงต้องย้อนถามว่าถ้าจะปฏิรูปประเทศต้องการอะไร

“เรากลัวอะไร เราจะปฏิรูปอะไร และเราต้องการให้ใครเป็นใหญ่ในประเทศนี้ ซึ่งสภาวะขณะนี้เป็นการชิงพื้นที่ระหว่างนักการเมืองที่ถูกชี้ว่าเป็นคนไม่ดี กับ ‘คนดี’ ซึ่งเราเองก็ควรมีสิทธิที่จะบอกได้ว่าเราต้องการคนดีอย่างไร และ ‘คนดี’ ก็ต้องได้รับการตรวจสอบ โดย สว.ที่ถูกเลือกขึ้นมาอาจจะเป็นคนดีก็ได้ แต่ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบคนดีเหล่านั้น ในกรณีที่หากมีพฤติกรรมไม่ค่อยจะดี แล้วท้ายที่สุดแล้วใครที่จะเป็นใหญ่ในประเทศนี้ ระหว่างประชาชนหรือผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ถ้าได้คนที่ไม่ดี แต่ถ้าประชาชนมีสิทธิตั้งคำถาม ประท้วง ถอดถอนได้ จะดีกว่าการที่เราได้ ‘คนดี’ แต่ไม่มีสิทธิตั้ง หรือทักท้วงอะไรเลยหรือไม่”

ด้าน อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การเพิ่มคำถามพ่วงควบคู่กับการทำประชามตินั้น ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้มีนัยสำคัญที่สุด คือจะทำให้ประชาชนผู้ใช้สิทธิสามารถลงมติตามที่ใจตัวเองต้องการได้หรือไม่ ซึ่งคำถามพ่วงนั้นจะส่งผลต่อพฤติกรรมการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิด้วย

“ถ้าลงประชามติแค่ร่างรัฐธรรมนูญประชาชนก็คิดอีกแบบ พอมีคำถามพ่วงประกอบก็จะทำให้ประชาชนคิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ตัวผู้มาใช้สิทธินั้นมีความเข้าใจในคำถามพ่วงมากน้อยเพียงไหน ยังมีประเด็นเพิ่มเติมอีกว่าถ้าคำถามพ่วงผ่าน แต่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คำถามนี้จะมีผลผูกมัดต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปหรือไม่”

ฐิติพล ภักดีวานิช อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวด้วยว่า คำถามพ่วงและกระบวนการทำประชามติ สมมติร่างรัฐธรรมนูญผ่าน แต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน สว.ไม่มีส่วนเลือกนายกฯ ถ้ามองส่วนหนึ่งถือว่าไม่สะท้อนหลักประชาธิปไตย จึงไม่ได้บรรจุในรัฐธรรมนูญ ถ้าคำถามพ่วงได้รับการยอมรับ และร่างรัฐธรรมนูญถูกร่างขึ้นอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้จะไปอยู่ร่างใหม่ในอนาคต

“ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พูดได้ว่าการสอนประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ เป็นสิ่งที่น่าทำได้อิสระตามกรอบวิชาการ แต่ถ้าจะทำต้องไปขอผู้มีอำนาจเพื่อได้รับอนุญาต เมื่อพูดถึงการทำประชามติ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดบังคับใช้ทุกคน จึงควรมีเวทีเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูด และไม่มีใครเข้าใจทุกตัวอักษรในรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้รู้ว่าอะไรคือประโยชน์สูงสุดและสำคัญ”