ให้โรงเรียนเป็นอิสระ ถึงเวลาสังคมร่วมจัดการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 08:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428330

ให้โรงเรียนเป็นอิสระ ถึงเวลาสังคมร่วมจัดการศึกษา

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

หนึ่งในประเด็นปฏิรูปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สนใจเป็นพิเศษก็คือการ “ปฏิรูปการศึกษา” เพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของการศึกษาไทย ทั้งผลการเรียนที่ตกต่ำและความเหลื่อมล้ำของคุณภาพโรงเรียน ทั้งที่งบประมาณด้านการศึกษาสูงขึ้นทุกปี

โพสต์ทูเดย์นัดคุยกับ ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งเสนอว่าปัญหาหลักการศึกษาไทยไม่ใช่เรื่องขาดแคลนทรัพยากร แต่เป็นเรื่องการใช้และบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งหนึ่งในโจทย์หลักคือการทำให้การจัดการศึกษาและโรงเรียนตอบสนองต่อปัญหาที่แตกต่างกันไปของนักเรียน

ศุภณัฏฐ์ กล่าวว่า ทางออกหนึ่งคือให้อิสระการบริหารทรัพยากรกับโรงเรียนรัฐมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมายังถือว่าค่อนข้างจำกัด แม้จะมีความพยายามกระจายอำนาจให้โรงเรียน

“จริงอยู่ ปัจจุบันโรงเรียนได้รับเงินอุดหนุนรายหัวและบริหารจัดการส่วนนี้ได้เอง แต่งบส่วนนี้ค่อนข้างน้อย โรงเรียนบางแห่งใช้จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าดำเนินการประจำก็หมดแล้ว ไม่เหลือส่วนที่ไว้พัฒนา ขณะที่งบโครงการพัฒนาต่างๆ ส่วนใหญ่ยังกำหนดจากส่วนกลาง เขตพื้นที่มาคอยติดตามการดำเนินงานในโรงเรียน โรงเรียนไม่ค่อยได้คิดหรือเลือกโครงการเองว่าอะไรเหมาะกับทิศทางโรงเรียน”

“อีกส่วนคือการบริหารบุคลากรซึ่งมีงบสูงถึง 70-80% ของงบประมาณ สพฐ.ปัจจุบัน โรงเรียนไม่ได้ร่วมในการคัดเลือกครู ครูสอบผ่านการสอบของเขตพื้นที่หรือส่วนกลางมา คนมีคะแนนสูงสุดได้เลือกโรงเรียนก่อน โรงเรียนรู้จักครูวันแรกคือครูได้รับบรรจุแล้ว”

ดังนั้น เขาจึงเสนอว่าต้องให้งบพัฒนากับโรงเรียน แล้วให้โรงเรียนวางแผนพัฒนาและตัดสินว่าจะเข้าร่วมโครงการใด ส่วนการคัดเลือกครู โรงเรียนควรได้มีส่วนร่วมในการคัดเลือกด้วย ออกแบบการคัดเลือกครูได้เอง โดยผู้ที่จะมาสมัครกับโรงเรียนต้องสอบผ่านการสอบมาตรฐานกลางก่อน ซึ่งตรงนี้ก็ช่วยลดปัญหาเส้นสายได้ ส่วนโรงเรียนที่ยังไม่มีศักยภาพอาจขอให้เขตพื้นที่ช่วยเหลือ หรือรวมตัวกับโรงเรียนอื่น

อีกแนวทางหนึ่งซึ่งจะช่วยเพิ่มอิสระและความหลากหลายให้กับโรงเรียนได้ คือการให้ภาคส่วนต่างๆ ที่ไม่ใช่ภาครัฐส่วนกลางเข้ามาจัดการศึกษา ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายและแนวคิดการจัดการศึกษาใหม่ๆ ให้กับระบบการศึกษาไทย ดังจะเห็นได้จากกลุ่มโรงเรียนทางเลือกและกลุ่มบ้านเรียนที่เกิดจากภาคเอกชนและชุมชน

“เดิมเราเชื่อว่ารัฐต้องรับประกันให้เด็กทุกคนได้เรียน ดังนั้นรัฐต้องลงทุนการศึกษาและจัดบริการการศึกษา ปัญหาก็คือมีแนวโน้มว่าจะจัดการศึกษารูปแบบเดียว ไม่ตอบสนองต่อปัญหาพื้นที่และนักเรียน”

“แต่ที่จริงแล้วภาครัฐสามารถลงทุนการศึกษาให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา โดยไม่จำเป็นต้องจัดการศึกษาแต่เพียงผู้เดียว คือให้เงินอุดหนุนเด็กแต่ละคน เพื่อให้เด็กสามารถเลือกโรงเรียนที่เหมาะกับตัวเองได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นโรงเรียนรัฐ แต่ต้องตอบโจทย์ ต้องมีคุณภาพ ไม่ว่าโรงเรียนจะสังกัดอะไร ทั้งโรงเรียนรัฐ ท้องถิ่น เอกชน และประชาสังคม” ศุภณัฏฐ์ ระบุ

แต่ปัจจุบันภาคเอกชนและภาคประชาสังคมยังเข้ามาร่วมจัดการศึกษาอย่างจำกัด ส่วนหนึ่งเพราะโรงเรียนเอกชนได้รับอุดหนุนทรัพยากรต่ำกว่าโรงเรียนรัฐ แม้ว่าภาครัฐให้เงินอุดหนุนรายหัวเท่ากันทั้งโรงเรียนรัฐและเอกชน

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาคืองบบุคลากร โรงเรียนรัฐได้รับอุดหนุนด้านบุคลากรอย่างเต็มที่และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการปรับเพิ่มเงินเดือนครู ขณะที่โรงเรียนเอกชนกลับได้รับเงินช่วยเหลือด้านบุคลากรบางส่วน อีกทั้งยังมีกฎระเบียบให้เก็บค่าธรรมเนียมได้จำกัด ทำให้ปรับเพิ่มเงินเดือนครูให้ทันครูในโรงเรียนรัฐไม่ได้ โรงเรียนเอกชนจึงไม่สามารถดึงดูดรวมถึงรักษาครูเก่งได้ จนต้องย้ายไปสมัครเป็นข้าราชการ และไม่สามารถพัฒนาคุณภาพได้อย่างเต็มที่

ศุภณัฏฐ์ มองว่าเป็นผลจากความเชื่อที่ว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นหน้าที่ของรัฐเท่านั้น และจากการที่หน่วยงานในกระทรวงมีบทบาทขัดแย้งกัน คือเป็นทั้ง “เจ้าของโรงเรียน” และ “ผู้กำหนดนโยบาย” จนเกิดความไม่เท่าเทียมระหว่างโรงเรียนรัฐกับโรงเรียนเอกชน จึงเสนอว่าต้องแยกบทบาทออกจากกัน

“ทางหนี่งคือมอบหน้าที่นโยบายเงินอุดหนุนที่ครอบคลุมทั้งงบบุคลากรและงบพัฒนากับหน่วยงานรัฐที่ไม่ใช่เจ้าของโรงเรียน หรือตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาดูแล โดยต้องให้เงินอุดหนุนเท่าเทียมกันมากขึ้นระหว่างโรงเรียนรัฐและเอกชน ไม่ใช่ว่านักเรียนเข้าโรงเรียนสังกัดหนึ่งได้รับงบประมาณอุดหนุนอัตราหนึ่ง แต่เข้าอีกสังกัดได้งบอีกอัตราหนึ่ง

ทางออกนี้ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างโรงเรียนรัฐกับเอกชนเท่านั้น ยังแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมระหว่างโรงเรียนรัฐกันเองด้วย

“ยังมีความบิดเบี้ยวเรื่องการจัดสรรทรัพยากรครูคือ โรงเรียนบางแห่งขาดแคลนครู แต่ไม่สามารถจ้างครูได้เพราะไม่มีอัตรา ทำให้ต้องจัดห้องเรียนขนาดใหญ่ ขณะที่บางแห่งมีครูเกินเกณฑ์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะการจัดสรรครูและงบบุคลากรไม่ได้เป็นไปตามจำนวนนักเรียนและภาระงานสอน”

ถ้ากำหนดสูตรเงินอุดหนุนและจำนวนครูตามภาระงานตามจำนวนนักเรียนอย่างชัดเจน และจัดสรรงบบุคลากรตามสูตรนี้ ก็จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้

“การจัดสรรครูไม่ควรขึ้นกับส่วนกลางหรือดุลพินิจของกรรมการระดับจังหวัด หรือแม้แต่ความสมัครใจของครูอีกต่อไป ควรต้องขึ้นกับความต้องการของโรงเรียนและนักเรียนด้วย ภาครัฐต้องกำหนดสูตรและจัดสรรตาม หากโรงเรียนใดขาดแคลนครู ก็ต้องมีงบประมาณเพิ่มเพื่อจ้างทันที แต่ถ้าเกินก็จำต้องปล่อยให้ครูบางคนย้ายออก ส่วนคณะกรรมการระดับจังหวัดจะอำนวยความสะดวกและช่วยเจรจาการย้าย”

อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดว่าแค่ให้อิสระแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นทันที หรือมองว่าโรงเรียนเอกชนจะดีกว่าโรงเรียนรัฐ ทุกสังกัดนั้นมีทั้งโรงเรียนดีและโรงเรียนแย่ จึงต้องสร้างกลไกความรับผิดชอบต่อผลการเรียน

“ที่ผ่านมาเรามักตั้งคำถามกับโรงเรียนเอกชน หรือโฮมสกูล ว่าหากเพิ่มเงินอุดหนุนให้กับพวกเขาแล้วจะทำคุณภาพได้ดีหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่เรามักลืมตั้งคำถามเดียวกันกับโรงเรียนรัฐ”

“ต้องสร้างกลไกความรับผิดชอบซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การให้เงินอุดหนุนตามจำนวนนักเรียนพร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูล หากโรงเรียนจัดการศึกษาได้ดี นักเรียนมีผลการเรียนดี พ่อแม่พึงพอใจ ก็จะมีนักเรียนเรียนมากขึ้น งบประมาณและผลตอบแทนจะเพิ่มตามไปด้วย หรืออาจจะปรับการประเมินผลงานของครูและโรงเรียนให้เชื่อมโยงกับผลการเรียนของนักเรียนมากขึ้นก็ได้ ครูคนใดมีผลงานดี ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ได้มากขึ้น ก็ได้รับการยกย่อง ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย”

“บางคนอาจคิดว่าไม่ยุติธรรม เพราะโรงเรียนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วย่อมได้เปรียบ แต่เราสามารถทำให้เป็นธรรมขึ้นโดยวัดจากพัฒนาการ เช่น หากโรงเรียนช่วยเพิ่มคะแนนของนักเรียนจาก 30 เต็ม 100 ตอน ป.4 เป็น 50 คะแนนช่วง ป.5 ส่วนต่าง 20 คะแนน จะแสดงถึงพัฒนาการ โรงเรียนนี้จะมีผลงานดีกว่าอีกโรงเรียนที่มีนักเรียนที่เก่งอยู่แล้ว แต่คะแนนเพิ่มขึ้น 10 คะแนนจาก 70 เป็น 80”

เขายังเสนออีกว่า หากมีความกังวลว่าโรงเรียนรัฐจะดูแลตัวเองไม่ได้ ก็จะต้องสร้างกระบวนการเพิ่มศักยภาพ ไม่ใช่หยุดการกระจายอำนาจ

“ที่ผ่านมามีการเสนอให้โรงเรียนมีอิสระกันมาก แต่สุดท้ายไม่คืบหน้า อาจเพราะกังวลว่าโรงเรียนจะบริหารได้หรือไม่ ข้อกังวลนี้สมเหตุผลอยู่ แต่ไม่ใช่เหตุที่จะหยุดกระจายอำนาจ ภาครัฐควรให้อิสระกับโรงเรียนที่มีศักยภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างกระบวนการเพิ่มศักยภาพให้กับโรงเรียนอื่น เช่น ให้โรงเรียนที่มีศักยภาพช่วยเป็นพี่เลี้ยง ช่วยถ่ายทอดวิธีบริหารและจัดการสอนให้กับโรงเรียนอื่น”

“การประเมินต้องเน้นเรื่องการพัฒนาด้วย เราไม่จำเป็นต้องประเมินโรงเรียนทุกแห่งอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสุดท้ายทำได้เพียงฉาบฉวยเท่านั้น เราอาจประเมินเฉพาะโรงเรียนที่มีผลงานตกต่ำ ผู้ปกครองรู้สึกมีปัญหา แล้วทำแบบเข้มข้น เข้าไปหาว่าอะไรคือปัญหาของโรงเรียน จะแก้ยังไง เพื่อวางแผนพัฒนา”

ท้ายสุด ข้อเสนอนี้จะถูกนำไปใช้หรือไม่ ก็ขึ้นกับพลังทางสังคม ทั้งกลุ่มพ่อแม่-ภาคเอกชน และประชาสังคม ซึ่งเป็นเจ้าของระบบการศึกษา เพราะข้อเสนอจะเพิ่มบทบาทของพวกเขาในการกำหนดทิศทางการศึกษา หากสังคมเห็นด้วย เรื่องการศึกษาจะไม่ใช่เรื่องที่กระทรวง ครูและนักการศึกษาคิดและทำฝ่ายเดียวต่อไป

 

ยกเครื่อง “วิชาว่ายน้ำ” ต้องเอาชีวิตรอดได้มิใช่แค่ท่าสวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 19:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428312

ยกเครื่อง "วิชาว่ายน้ำ" ต้องเอาชีวิตรอดได้มิใช่แค่ท่าสวย

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ฤดูร้อนมาเยือน ทุกคนต่างนึกถึงท้องทะเลสีคราม แม่น้ำไหลเอื่อยเฉื่อย ห้วยหนองคลองบึงอันสงบร่มรื่น ยิ่งช่วงปิดเทอมใหญ่ เด็กจำนวนไม่น้อยคงพากันไปหาที่เล่นน้ำ กระโดดโจนทะยาน ดำผุดดำว่ายอย่างเย็นฉ่ำหนำใจ

แต่ใครจะคิดว่า เมื่อเกิดเหตุจมน้ำขึ้น ด้วยทักษะการว่ายน้ำอันกระท่อนกระแท่น บ้างว่ายไม่เป็น บ้างว่ายเป็นแต่ช่วยเหลือคนอื่นไม่ได้ ส่งผลให้เด็กจำนวนไม่น้อยต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า

เด็กไทยว่ายน้ำไม่เป็น?

ข้อมูลจากสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีเด็กไทยเสียชีวิตจากการจมน้ำถึง 10,932 คน หรือเฉลี่ยปีละ 1,100 คน ที่น่าตกใจคือ  เด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี ว่ายน้ำเป็นแค่ 23.7 % และว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดได้ พูดง่ายๆคือมีความรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ ทักษะการเอาชีวิตรอด และทักษะการช่วยเหลือเพียง 4.4 % เท่านั้น

เด็กโตมักจะจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกันครั้งละหลายๆคน เนื่องจากไม่รู้วิธีเอาชีวิตรอดในน้ำและวิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง เวลาเพื่อนที่ว่ายน้ำไม่เป็นเกิดจมน้ำ คนที่ว่ายเป็นก็กระโดดลงไปช่วย สุดท้ายกอดคอกันตาย แหล่งน้ำที่มีเด็กเสียชีวิตจากการตกน้ำ จมน้ำสูงที่สุดคือ แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น บ่อขุด สระสาธารณะ ห้วยหนองคลองบึง น้ำตก แม่น้ำ ทะเล รองลงมาคือ สระว่ายน้ำ ใครมีโอกาสใกล้แหล่งน้ำมากก็มีโอกาสตายมาก ฉะนั้นก่อนจะเล่นน้ำต้องว่ายให้เป็นก่อน

คำกล่าวของ รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะกุมารเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี

สอดคล้องกับความเห็นของ ก้องภพ วาสนาวาทีกิจ หรือ ครูจิ้น เจ้าของโรงเรียนสอนว่ายน้ำ Bangkok Swimming byครูจิ้น ว่ายน้ำเป็นเร็ว บอกว่า  การเรียนว่ายน้ำถือเป็นทักษะที่ควรมีติดตัวไว้ตลอดชีวิต เพราะไม่มีทางรู้ว่าวันใดเราจะประสบเหตุตกน้ำตกท่า เรือล่ม รถพลิกคว่ำตกน้ำ จนถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติ ถึงเวลานั้นทุกคนต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ด้วยตัวเอง

วิชาว่ายน้ำที่ดีคือ นอกจากจะสอนให้ว่ายเอาตัวรอดแล้ว ต้องสอนให้รู้วิธีช่วยเหลือคนอื่นด้วย ไม่ใช่แค่สอนให้ว่ายท่าต่างๆอย่างเดียว ผมสอนเทคนิคการเอาชีวิตรอดในน้ำ ตั้งแต่เบสิก ตีขา ลอยตัว กลั้นหายใจ ดำน้ำ สอนให้เขาลอยตัวให้ได้นาน 3 นาที และกลั้นหายใจใต้น้ำได้อย่างน้อย 1 นาที สำหรับการเอาชีวิตรอด สอนให้รู้จักกลไกของน้ำและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเช่น สระว่ายน้ำ คลอง น้ำตก แม่น้ำ ทะเล

นอกจากนี้ยังต้องให้เขาตระหนักถึงความปลอดภัยทางน้ำด้วย อย่างเวลาไปเที่ยวน้ำตก ไม่ควรกระโดดเล่นโลดโผน เพราะไม่รู้ว่าใต้น้ำจะมีโขดหิน หรือมีความลึกแค่ไหน แม่น้ำลำคลองบางแห่งก็ไม่ใช่ที่ที่เล่นได้ เพราะมีความเชี่ยว มีเรือแล่นผ่าน แถมเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงทะเลที่มีทั้งคลื่น ทั้งน้ำวน เราเตือนให้เขาสังเกตป้ายเตือนห้ามเล่นน้ำ ตรงไหนเล่นได้ตรงไหนเล่นไม่ได้ และสวมเสื้อชูชีพทุกครั้ง”

จากประสบการณ์สอนว่ายน้ำมานานนับสิบปี ครูจิ้นมองว่า สาเหตุที่เด็กส่วนใหญ่“ว่ายน้ำไม่เป็น” มาจากหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่ตรงจุดและปัญหาการเข้าไม่ถึงสระว่ายน้ำ

การเรียนว่ายน้ำมักเรียนกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ครู 1 คนต่อเด็ก 20-30 คน ทำให้ดูแลเด็กไม่ทั่วถึง แถมวิชานี้มักสอนสัปดาห์ละครั้ง มันไม่พอ ไม่มีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาคนเรียนว่ายน้ำมีทั้งผู้ใหญ่และเด็ก บางคนเรียนไปเพื่อสอบเข้าข้าราชการ รักษาอาการปวดหลัง หลายคนอยากลบปมด้อย แก้ไขความกลัวในวัยเด็กที่ว่ายน้ำไม่เป็น

ปัจจุบันสระว่ายน้ำจะมีอยู่แต่ในโรงเรียนใหญ่ๆ หรือโรงเรียนเอกชนดังๆ ตามมหาวิทยาลัย ศูนย์กีฬา สโมสรสปอร์ตคลับ หมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม คอนโดหลายแห่งก็ไม่อนุญาตให้สอนว่ายน้ำ เพราะเกรงจะไปรบกวนผู้อาศัยท่านอื่น ถือเป็นปิดโอกาสไปเยอะ ครูสอนไม่มีสระสอนก็ถือเป็นข้อจำกัดใหญ่เหมือนกัน

“นอกจากนี้ยังมีปัญหาสระปิดเร็ว ค่าสอนแพงเกินไป การเข้าไม่ถึงสระว่ายน้ำของเด็กๆ ทำให้บางคนไปลองผิดลองถูกกันเองตามแหล่งน้ำสาธารณะ จนเป็นเหตุให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น

ครูจิ้น-ก้องภพ วาสนาวาทีกิจ

“หลักสูตรความปลอดภัยทางน้ำ” จบป.1ต้องว่ายได้

ท่ามกลางการตั้งคำถามว่าหลักสูตรการเรียนการสอนว่ายน้ำทุกวันนี้เน้นสอนท่าต่างๆเพื่อการแข่งขัน เช่น ฟรีสไตล์ กบ กรรเชียง ผีเสื้อ มากกว่าจะสอนทักษะการเอาชีวิตรอด

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยสามารถ “ปฏิรูป”หลักสูตรการเรียนการสอนว่ายน้ำได้ ด้วยการเปลี่ยน “วิชาว่ายน้ำ” ให้เป็น “หลักสูตรความปลอดภัยทางน้ำ”

หลักสูตรความปลอดภัยทางน้ำ มีทักษะอยู่ 5 ประการ เพื่อให้เด็กอายุ 6-12 ปีเรียนรู้ทำได้ด้วยตัวเอง ประกอบด้วย 1.รู้จุดเสี่ยง รู้ว่าแหล่งน้ำประเภทใดเป็นอันตราย เสี่ยงต่อการจมน้ำ ตกน้ำ ห้ามเข้าใกล้เด็ดขาด เช่น น้ำไหลเชี่ยว น้ำไม่รู้พื้นผิว แหล่งน้ำที่มีโอกาสทรุด 2.ต้องลอยตัวให้ได้ 3 นาที เด็กส่วนใหญ่ตายใกล้ตลิ่ง ตกไปลอยตัวขึ้นไม่ได้ก็จะจมลง ดังนั้นต้องลอยตัวให้ได้นาน 3 นาที 3.ว่ายให้ได้ไกล 15 เมตร ท่าอะไรก็ได้ เพื่อว่ายกลับเข้าฝั่ง 4.ช่วยเพื่อนให้ถูกวิธี ด้วยการ “ตะโกน-โยน-ยื่น” ตะโกนให้ผู้ใหญ่มาช่วย โยนสิ่งของลอยน้ำออกไป ยื่นสิ่งของยาวๆออกไปช่วยเหลือ โดยไม่ต้องกระโดดลงไป 5.ใช้ชูชีพเมื่อต้องเดินทางทางน้ำ จากการสำรวจพบว่า เด็กไทยใส่ชูชีพขณะเดินทางทางน้ำเพียง 18 % เท่านั้น หลักสูตรความปลอดภัยทางน้ำ 5 ประการนี้ ควรบรรจุไว้ในหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเลยว่า เรียนจบป.1จะต้องทำได้ทุกคน

หลักสูตรดังกล่าวเคยถูกผลักดันไปยังกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้บรรจุลงในเขตพื้นที่การศึกษา 200 เขต ทุ่มงบประมาณมากกว่า 22 ล้านบาท ปรากฎว่าทำได้ปีเดียวเลิก ไม่ต่อเนื่อง

รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวว่า แม้วันนี้ยังไม่อาจบรรจุหลักสูตรนี้ในโรงเรียน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการได้ ทว่าองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ สามารถขับเคลื่อนได้ทันที โดยใช้งบไม่เยอะ อาศัยความร่วมมือกันของชุมชนและเครือข่ายต่างๆ

“โรงเรียนไหนอยากทำก็ทำกันเองได้ เพราะมันยังไม่มีการบรรจุหลักสูตรในโรงเรียน ฉะนั้นอย่ารอ สามารถทำได้ทันที ถ้าองค์การปกครองท้องถิ่น และชุมชนเล็งเห็นความสำคัญของทักษะการเอาชีวิตรอดในน้ำของเด็กๆ ยกตัวอย่างที่สุรินทร์ หลายโรงเรียนไม่มีสระว่ายน้ำสำหรับสอน อบต.จึงลงทุนซื้อสระว่ายน้ำประกอบเอง ราคา 10,000-40,000 บาท เคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนได้ ใช้เวลา 7 วันก็สอนได้สำเร็จ ลดจำนวนเด็กจมน้ำตายไปได้เยอะ”

“ฮุก31 โมเดล” ต้นแบบความสำเร็จที่ยั่งยืน

“นครราชสีมา”เคยได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีเด็กจมน้ำตายสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ เฉลี่ยถึงปีละ 60 คน ทว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา หลังมีการถ่ายทอดหลักสูตรว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอดตามชุมชนต่างๆใน 32 อำเภอ ก่อนขยายไปทั่วทุกภูมิภาค ส่งผลให้ผู้ใหญ่และเด็กนับหมื่นชีวิตเกิดทักษะด้านความปลอดภัยทางน้ำ  ตัวเลขเด็กจมน้ำตายจึงลดลงอย่างน่าพอใจ ทั้งหมดเป็นผลงานน่าชื่นชมของกลุ่มภาคประชาชนซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “ฮุก31 “

“สมัยก่อนช่วงปิดเทอมที่โคราชมีเหตุงมศพเกือบทุกวัน วันละศพสองศพ รวมๆแล้ว 15-20 ศพ ยิ่งปิดเทอมหน้าร้อนอาจมากกว่า 30 ศพ วันหนึ่งเราเลยตั้งคำถามว่า ทำไมเด็กจมน้ำตายแล้วต้องงมศพๆๆ มันเป็นการช่วยที่ปลายเหตุ ในฐานะที่เราทำงานด้านกู้ภัยทางน้ำมานานกว่า 20 ปี ทั้งช่วยคนจมน้ำ งมศพ กู้เรือ เลยรู้ว่าใครๆก็สามารถลอยตัวได้ ว่ายน้ำเป็น ก็เลยคิดว่าควรไปแก้ที่ต้นเหตุดีกว่า

ชาญชัย ศุภวีระกุล หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจฮุก 31 นครราชสีมา เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นหลักสูตรการสอนว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด เขาบอกว่าสาเหตุการจมน้ำเสียชีวิตมาจากตัวเด็กขาดทักษะการว่ายน้ำ การเอาชีวิตรอดในน้ำ ขาดความรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ

“ยกตัวอย่างเคสเด็กผู้หญิงอายุ 9 ขวบ 4 คนจมน้ำตายหมู่ วันเกิดเหตุเป็นวันประกาศผลสอบ เลิกเรียนเร็ว จึงชวนกันไปเล่นน้ำที่สระขุดเพื่อการเกษตรใกล้ๆบ้าน ปรากฎว่าเด็กคนหนึ่งจมน้ำ เพื่อนที่เหลือจึงกระโดดลงไปช่วย สุดท้ายตายหมด จากการสืบสวนภายหลังพบว่า สระน้ำดังกล่าวเป็นสระของคุณตา รอบๆสระมีกิ่งไผ่เรียงรายเต็มไปหมด บนฝั่งมีท่อพีวีซีขนาดยาว 4 เมตรกองอยู่ 30 ท่อน แต่เด็กเหล่านี้ไม่รู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำ เพื่อนจมน้ำแทนที่จะยื่นกิ่งไผ่ยาวๆให้เพื่อนคว้า หรือโยนท่อพีวีซีไปให้เกาะแล้ววิ่งไปตะโกนเรียกผู้ใหญ่ กลับกระโดดลงไปช่วยเพื่อน ผลคือตายหมด นี่คือกรณีศึกษาที่เรามักเอาไปสอนเด็กๆ”

หลักสูตรการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด ระยะเวลา 15 ชั่วโมง ประกอบด้วย 3 วิชาคือ ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยทางน้ำ การเอาชีวิตรอดและพื้นฐานการว่ายน้ำ และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของหลายฝ่าย เช่น สำนักควบคุมโรคไม่ติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข ชุมชน โรงเรียน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายภาคประชาชน

“เราจะเข้าไปจัดการเรียนการสอนให้แก่ชุมชนที่สนใจ โดยหางบประมาณมาให้ ประสานงานเพื่อนัดวันเวลา หาสถานที่ แล้วเข้าไปเตรียมการจัดการแหล่งน้ำเสี่ยงในชุมชน ติดป้ายเตือน พร้อมกับสร้างสถานีเล็กๆก่อนนำอุปกรณ์ช่วยคนจมน้ำไปติดตั้ง เช่น แกลลอนพลาสติกขนาด 5 ลิตร ถุงเชือก กิ่งไม้ยาว 3 เมตร ทั้งหมดมาจากวัสดุรีไซเคิลได้รับการบริจาคมาจากชาวบ้านในชุมชน จากนั้นก็จะมีการจัดการสอนทักษะความปลอดภัยทางน้ำ โดยฐานแรกสอนทำ CPR ช่วยเหลือคนจมน้ำที่ถูกต้อง แทนวิธีอุ้มพาดบ่าเพื่อกระแทกน้ำออกจากท้อง ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดๆ ฐานที่ 2 สอนให้ช่วยเหลือคนตกน้ำด้วยการตะโกน-โยน-ยื่น โดยใช้อุปกรณ์ที่ติดตั้งไว้ที่สถานี ฐานที่ 3 เป็นทักษะการว่ายน้ำเอาชีวิตรอด สอนลอยตัวง่ายๆโดยใช้อุปกรณ์ที่ลอยน้ำได้ เช่น ขวดเป๊บซี่ และสอนให้ลอยตัวเปล่าโดยใช้ปอดเป็นเสื้อชูชีพ วิธีคือ ยืดอก ยกพุง ตัวไม่งอ ทำตัวสบายๆแหงนมองท้องฟ้า

ผมสอนเด็กๆมาเป็นหมื่นคนเฉพาะในโคราช สอนครูฝึกอาสาสมัครมานับพันทั่วประเทศ เป็นการไปสร้างเครือข่ายให้เขา โดยคนพวกนี้จะเข้าไปสอนตามชุมชนต่อไปเรื่อยๆ ทำมา 5 ปีพิสูจน์แล้วว่ามันได้ผล สถิติลดลงจาก 60 รายต่อปี ในปี 2555 เหลือ 40 ราย ปี 2556 32 ราย ปี 2557 23 ราย ปี 2558 เหลือ 21 ราย ขณะที่ภาพรวมทั่วประเทศจากปีละ 1,500 ราย เหลือเพียง 700 ราย ถือว่าลดลงไปกว่า 50 % เราตั้งเป้าไว้ว่าจะลดลงให้เท่ากับศูนย์ให้ได้ภายในปี 2065″

ถึงเวลาแล้วที่เมืองไทยต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนว่ายน้ำให้เด็กๆสามารถเอาชีวิตรอด และช่วยเหลือผู้อื่นได้ในสถานการณ์คับขัน มากกว่าจะว่ายแค่พอเป็นเน้นท่าสวย

 

 

 

รัฐเร่งแก้ข้อจำกัดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 15:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428304

รัฐเร่งแก้ข้อจำกัดอาเซียน

โดย…ทีมข่าวอาเซียนโพสต์ทูเดย์

นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 จนถึงวันนี้ เกือบ 4 เดือนของการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งหลายๆ คนคาดหวังว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในการเชื่อมโยงกันของประเทศในกลุ่มอาเซียน ทว่าในความเป็นจริงแล้วกลับไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน นอกเสียจากการเชื่อมโยงกันทางเส้นทางคมนาคมขนส่งและการค้าระหว่างประเทศอาเซียนที่ดูจะคึกคักหลังจากเศรษฐกิจโลกอ่อนแอ

ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกของไทยไปอาเซียนในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. 2559 มีมูลค่า 8,965.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกโดยรวมทุกประเทศขยายตัว 0.7% หรือมีมูลค่า 34,704.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่การนำเข้าของไทยในอาเซียนช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีมูลค่า 5,792.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 12.8% จากช่วงเดียวกันของปี 2558 ทำให้การค้าโดยรวมของไทยและอาเซียนลดลง 3.7%

มูลค่าการนำเข้าที่ลดลงมากทำให้การค้ารวมของไทยกับอาเซียนลดลงจาก 15,303.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงเดียวกันเมื่อปี 2558 เป็นมูลค่า 14,758.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559 หรือลดลง 3.7%

อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์การค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ให้ความเห็นไว้ว่า 3-4 เดือนที่ผ่านมา หลังเข้าสู่เออีซี ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ส่วนที่เห็นการค้าระหว่างกันที่เพิ่มขึ้นนั้น ก็เป็นไปตามธรรมชาติ ตามภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) ประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ที่เติบโตสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ภาษีนำเข้าระหว่างกันเป็นศูนย์

สิ่งที่ อัทธ์ มองว่าทุกสิ่งอย่างยังคงเหมือนเดิมนั้น ดูจากระเบียบการค้าชายแดนระหว่างกัน ที่ยังใช้หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) ของแต่ละประเทศเหมือนเดิม ไม่มีการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการค้าชายแดน การขนถ่ายสินค้าระหว่างกันยังไม่มีการเชื่อมโยงกัน การขนส่งสินค้าผ่านในแต่ละประเทศก็ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมในการผ่านแดนเช่นเดิม

ยกตัวอย่างกรณีการขนส่งสินค้าข้ามแดนที่ด่านเชียงของที่จะต้องผ่าน สปป.ลาว เข้าสู่ประเทศจีนนั้น สินค้าจากไทยก็ยังต้องเสียค่าธรรมเนียมในการขนถ่ายสินค้าผ่านแดนชายแดนทั้งในส่วนของ สปป.ลาว และจีนอยู่ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีความพยายามในการเจรจากับทาง สปป. ลาว เพื่อให้รวมเป็นศูนย์ขนถ่ายสินค้าเดียวกับไทยแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ สิ่งที่ทำให้การค้าระหว่างกันติดขัด เพราะที่ผ่านมายังไม่มีการคุยกันในระดับประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งเห็นว่าไทยจำเป็นที่จะต้องคุยกับเพื่อนบ้านแบบไตรภาคีทั้งในส่วนของไทย-สปป.ลาว-จีน และไทย-เมียนมา-จีน ขณะที่ สปป.ลาว และจีนมีการเจรจาในการขนถ่ายสินค้าระหว่างกันแล้ว

นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของสิทธิของเพื่อนบ้านที่จะบริหารจัดการบริเวณชายแดน เช่น สปป.ลาว เปรียบเสมือนทางผ่านสินค้าจากไทยเข้าไปจีน จึงทำให้ต้องมีจุดพักสินค้า เพื่อให้ได้ค่าธรรมเนียมในการขนถ่ายสินค้า ซึ่งจุดนี้เองที่ถือว่าเป็นข้อจำกัดสำคัญในการสร้างให้เกิดความร่วมมือและเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง

“เท่าที่มองตอนนี้ หลังเข้าสู่เออีซีไปแล้วก็ยังเหมือนเดิมกับตอนก่อนเข้าสู่เออีซี เพราะแต่ละประเทศยังกั๊กๆ กันอยู่ ยังไม่มีการนั่งโต๊ะเจรจากันอย่างจริงจัง ภาพรวมที่ออกมาเลยดูเหมือนไม่เคลื่อนหรือคืบหน้าไปเท่าที่ควร” อัทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าการร่วมมือและเชื่อมโยงกันในอาเซียนน่าจะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นจากกฎเกณฑ์กติกาการค้าชายแดนที่รัฐบาลแต่ละประเทศเจรจากัน และเชื่อว่าจะคลี่คลายและคืบหน้าไปเองตามธรรมชาติ จากการที่ สปป.ลาว และเมียนมามีการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจของประเทศตัวเองให้เข้มแข็งขึ้น ซึ่งคงต้องใช้เวลา

นอกจากนี้ การที่จีนเข้ามามีบทบาทในกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณด่านการค้าชายแดนของทุกประเทศและในทุกๆ กิจการ ทั้งกิจการโลจิสติกส์ สินค้าเกษตร การท่องเที่ยวและโรงแรม ก็น่าจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนด้วยกันมากขึ้นเช่นกัน

“ตอบยากที่จะบอกว่าจะเห็นการเชื่อมโยงกันของอาเซียนอย่างแท้จริงได้เมื่อไหร่ เพราะขึ้นอยู่ที่แต่ละประเทศว่าจะพัฒนาแค่ไหน แต่ก็หวัง (ลึกๆ) ว่า ภายใน 1-2 ปีนี้ จะเห็นการเปิดกติกาของอาเซียนมากขึ้น โดยเหตุผลที่มั่นใจว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะการลงทุนในซีแอลเอ็มวีที่เพิ่มมากขึ้นจะเป็นตัวผลักดันให้กฎกติกาการค้าระหว่างกันเปิดเสรีมากขึ้น ซึ่งเมื่อนั้นก็จะเห็นความร่วมมือและความเชื่อมโยงกันของอาเซียนที่ชัดเจนขึ้น” อัทธ์ กล่าว

ศิรินารถ ใจมั่น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สิ่งที่ภาครัฐจะเร่งดำเนินการหลังจากนี้ คือ การจัดทำมาตรฐานระดับสากล และมาตรฐานระหว่างประเทศในแต่ละกลุ่มสินค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าระหว่างกันในกลุ่มประเทศอาเซียน แม้สินค้าบางรายการจะลดอัตราภาษีลง แต่มาตรฐานสินค้าในแต่ละประเทศที่ยังไม่เอื้ออำนวย ทำให้การค้าไม่สะดวกเท่าที่ควร

รวมถึงการจัดทำระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว (เนชั่นแนล ซิงเกิล วินโดว์) แบบไร้เอกสาร หรือการใช้เอกสารเพียงชุดเดียวในการดำเนินการ ที่แต่ละประเทศจะต้องจัดทำระบบดังกล่าวเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลไปสู่ อาเซียน ซิงเกิล วินโดว์ ด้วย ซึ่งได้มีการกำหนดวิสัยทัศน์ในเรื่องนี้อีก 10 ปีข้างหน้า หรือ วิชั่น 2016-2025 ไว้แล้ว เพื่อจัดทำกฎระเบียบที่สอดคล้อง และอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างชาติอาเซียน

ขณะเดียวกัน อีกเรื่องที่สำคัญ คือ แนวนโยบายเขตเศรษฐกิจของแต่ละชาติสมาชิกอาเซียน ซึ่งแต่ละประเทศมีเขตเศรษฐกิจของตัวเอง และกำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่อาจเป็นอีกหนึ่งปัญหาอุปสรรคสำคัญในการค้าระหว่างชาติอาเซียนในอนาคต

กุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ในส่วนงานของกรมศุลกากร คือ มุ่งเน้นอำนวยความสะดวกด้านการค้าให้มากที่สุด ซึ่ง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ติดตามงาน โดยเฉพาะเรื่องเนชั่นแนล ซิงเกิล วินโดว์ ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 นี้ ซึ่งขณะนี้ได้ลงนามร่วมกับ 15 หน่วยงาน เหลืออีก 8 หน่วยงาน ที่จะต้องเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันให้แล้วเสร็จ เพื่อขยายไปสู่ “อาเซียน ซิงเกิล วินโดว์” ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ

ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมา กรมศุลกากรได้ลงนามความร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้าระหว่างกัน ที่ลงนามไปแล้ว คือ มาเลเซีย และกัมพูชา ที่กำลังจะลงนามเร็วๆ นี้ คือ ลาว และเมียนมา รวมถึงการจัดตั้งเขตปลอดภาษีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกการค้าระหว่างชาติสมาชิกอาเซียน จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของอาเซียนแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

จับตา8แผนความร่วมมือปี’59

สำหรับการดำเนินการภายในอาเซียนปี 2559 ซึ่ง สปป.ลาว ในฐานะประธานอาเซียน ได้นำเสนอประเด็นสำคัญต่อที่ประชุม AEM Retreat เมื่อต้นเดือน มี.ค. มีจำนวน 8 เรื่องที่จะต้องเร่งผลักดัน

1.อาเซียน เทรด ฟาซิลิเทชั่น เฟรมเวิร์ก หรือเอทีเอฟเอฟ (ASEAN Trade Facilitation Framework : ATFF) มุ่งการดำเนินการเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าที่มีอยู่ภายใต้อาเซียนครอบคลุม 4 ประเด็น ได้แก่ การอำนวยความสะดวกด้านศุลกากรและการขนส่ง ความโปร่งใสของกฎระเบียบ และกระบวนการค้าด้านการค้า การสร้างมาตรฐาน กฎเกณฑ์และความสอดคล้องทางเทคนิค และการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน

2.อาเซียน ฟู้ด เซฟตี เรกูลาทอรี่ เฟรมเวิร์ก (ASEAN Food Safety Regulatory Framework) ซึ่งจะเป็นเอกสารกรอบแนวทางพื้นฐานร่วมสำหรับสมาชิกอาเซียนในการจัดตั้งระบบกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของอาหารที่สอดคล้องกันในอาเซียน ซึ่งกรอบนี้จะต้องพิจารณาให้การรับรองร่วมกัน โดยรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจด้านสุขภาพและด้านเกษตร โดยขณะนี้คณะกรรมการด้านสาธารณสุขและด้านการเกษตรกำลังจัดทำร่างเอกสาร

3.ดราฟต์ อินสติตูชั่นแนล เฟรมเวิร์ก ออน แอกเซส ทู ไฟแนนซ์ ฟอร์ เอ็มเอสเอ็มอี (Draft Institutional Framework on Access to Finance for MSMEs)  กำหนดกรอบการดำเนิน การในการเข้าถึงแหล่งทุนของ MSMEs ของอาเซียน ซึ่งเป็น 1 ใน 5 เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ของแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์ด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมปี 2025 (พ.ศ. 2568)

4.การสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประกอบด้วย รีพอร์ท ออน สตาร์ทติง อะ บิซิเนส (Report on Strating a Business) มีเป้าหมายหลัก คือ การจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงระบบการเริ่มต้นธุรกิจของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเอกสารได้ศึกษาภาพรวมการเริ่มต้นธุรกิจของสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศ และ ทาริฟฟ์ ไฟน์เดอร์ (Tariff Finder) เป็นฐานข้อมูล เพื่อการค้นหาอัตราภาษีของสมาชิกอาเซียนและคูู่เจรจา

5.ดราฟต์ ไกด์ไลน์ ฟอร์ เอสอีแซด ดีเวลอปเมนต์ แอนด์ คอลลาบอเรชั่น (Draft Guidelines for SEZ Development and Collaboration) เป็นเอกสารซึ่งแนวทางเบื้องต้นในการกำหนดนโยบายเรื่อง SEZ ว่าครอบคลุมเรื่องใดบ้าง โดยเป็นกรอบแนวทางกว้างๆ ซึ่งในการดำเนินการต้องขึ้นอยู่กับกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศสมาชิก

6.ปฏิญญาเวียงจันทน์ เรื่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (คณะทำงานด้านการท่องเที่ยวอยู่ระหว่างการพิจารณา)

7.รางวัลด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอาเซียน (คณะทำงานด้านการท่องเที่ยวอยู่ระหว่างการพิจารณาหลักเกณฑ์) และสุดท้าย

8.มาสเตอร์แพลน ฟอร์ ซีแอลเอ็มวี ดีเวลลอปเมนต์ (Master Plan for CLMV Development) รวบรวมโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง หรือซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ในกรอบต่างๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและอนุภาค และจะนำเสนอต่อรัฐมนนตรีเศรษฐกิจและผู้นำ CLMV ต่อไป

 

ร้อนระอุกระทบทุกสรรพสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 07:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/428231

ร้อนระอุกระทบทุกสรรพสัตว์

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

สภาพอากาศร้อนระอุที่เกิดขึ้นทุกปี ส่งผลให้เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูร้อน เราต่างต้องคอยติดตามข่าวและลุ้นกันว่า อุณหภูมิหฤโหดนี้จะพุ่งสูงทำลายสถิติปีที่ผ่านมาแค่ไหนเพียงไรจนแทบจะเรียกว่า กลายเป็นกิจกรรมสำคัญประจำฤดูกาลเสียแล้ว

ปีนี้คาดว่าอากาศจะร้อนที่สุดในช่วงปลายเดือน เม.ย. อุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 43-44องศาเซลเซียส ซึ่งถือว่าใกล้ถึงจุดกำลังจะทำลายสถิติสูงสุดเดิมที่เคยบันทึกไว้ในปี 2503 ว่าประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 44.5 องศาเซลเซียส ทิ้งห่างจากการคาดการณ์ไว้เพียงครึ่ง
องศาเท่านั้น

แม้จะยังไม่ถึงขั้นร้อนจนทำลายสถิติรอบ56 ปี แต่ผลพวงทางกายภาพซึ่งส่งผลหลัก คือทำให้เกิดความแห้งแล้งในหลายพื้นที่ก็กลายเป็นเรื่องที่น่าวิตกและส่งผลกระทบโดยตรงต่อธรรมชาติซึ่งจะสร้างความเสียหายเป็นระบบลูกโซ่อย่างยากจะคาดเดาว่าเกิดขึ้นในรูปแบบใดบ้าง

สอดคล้องกับผลวิจัยจากการประชุมธรณีวิทยาในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เมื่อเร็วๆ นี้ที่ระบุว่า ภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็นภัยคุกคามที่ก่อความเสียหายอย่างคาดไม่ถึงสถิติที่นับจากปี 2443 จนถึงปัจจุบัน พบว่าภัยพิบัติธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงแผ่นดินไหว ภูเขาไฟ ภัยแล้งคลื่นความร้อนและไฟป่า คร่าชีวิตประชากรโลกไปแล้วถึง 8 ล้านคน และก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (245 ล้านล้านบาท) ความสูญเสียทางเศรษฐกิจราว 38.5%

ขณะที่ประเทศไทย ภัยแล้งยังคงสร้างความเสียหายทางเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่องนอกเหนือจากผลทางกายภาพต่อมนุษย์ที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม สภาพอากาศร้อนระอุที่เพิ่มขึ้นทุกปี ยังส่งผลด้านอื่นๆ ที่คอยกัดกินซุกซ่อนหายนะที่มองไม่เห็นตามมาอีกด้วย

นำชัย ชีววิวรรธน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อวิทยาศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ระบุว่า ภัยทางชีวภาพจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นนั้น แม้มีการพูดถึงกันน้อยแต่ก็ยากที่จะปฏิเสธว่าภัยจากโรคร้ายที่มาพร้อมกับภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งร้อนขึ้น หนาวลง เกิดฝนตกหนักหรือฝนตกอย่างต่อเนื่องอย่างยาวนานในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เกิดการระบาดของโรคอุบัติใหม่หรือโรคอุบัติซ้ำที่เกิดจากโรคติดต่อเก่าๆ เกิดการกลายพันธุ์ จนสามารถกลับมาระบาดซ้ำอีกครั้ง ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเพียงทศวรรษเดียว เราได้รู้จักและเผชิญหน้ากับโรคที่มนุษยชาติไม่เคยพบพานมาก่อนคือ โรคซาร์ส (SARS) และโรคไข้หวัดนก ขณะที่แวดวงวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ ต่างทราบดีว่า มีโรคมาลาเรียและวัณโรคสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ดื้อยาเดิมๆ เกิดเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา

รองผู้อำนวยการ สวทช.อธิบายอีกว่า การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก อาจส่งผลอย่างร้ายแรงในกรณีของโรคมาลาเรีย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ทำแบบจำลองคอมพิวเตอร์ขึ้น โดยคำนวณจากกรณีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิไปถึง 2 องศาจากปัจจุบัน แบบจำลองดังกล่าวชี้ว่า จนถึงปี พ.ศ. 2563 โรคมาลาเรียจะแพร่กระจายจนแทบไม่เหลือบริเวณใดในโลกที่นับเป็นพื้นที่ปลอดจากโรคนี้อีกต่อไป ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ในบริเวณที่ไม่พบมาลาเรียเป็นโรคประจำถิ่น เช่น แถบยุโรป ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเป็นอย่างมาก

นอกจากนั้น อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ปัจจัยสำคัญเพียงอย่างเดียว ที่เป็นปัจจัยให้เกิดภัยจากโรคร้ายชนิดต่างๆ ผลจากการวิจัยชี้ด้วยว่าภาวะความแห้งแล้งหรือความชื้นสูงมากๆ อย่างฉับพลันหรือยาวนาน ยังเพิ่มปริมาณแหล่งเพาะพันธุ์ยุงส่งเสริมการเจริญเติบโตของเชื้อรา ทำให้มีจำนวนเชื้อจุลินทรีย์ ปริมาณสารอาหารและสารเคมีที่ไหลลงแหล่งน้ำ ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำไหลและแหล่งน้ำนิ่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้เกิดโรคระบาดทางน้ำจากแบคทีเรียจำพวกอีโคไล และคริปโตสปอริเดียม(Cryptosporidium) ได้ เป็นต้น

อาจารย์นำชัย กล่าวว่า โรคติดต่อที่เกิดขึ้นมักจะมาในรูปแบบของกลุ่มหรือ “คลัสเตอร์ (Cluster)” ของโรค มากกว่าจะเป็นการระบาดของโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะ แม้ว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เนื่องจากภาวะโรคร้อนมาเกี่ยวข้องด้วย โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำโดยตัวของมันเอง ก็นับเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อยแล้ว เนื่องจากสภาวะแวดล้อมด้านชีววิทยาในปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่เอื้อให้เกิดโรคใหม่ๆ หรือทำให้โรคที่มีอยู่แล้วแพร่กระจายมากขึ้นได้อย่างง่ายดาย เรื่องของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในบางพื้นที่จนต้องอยู่อาศัยกันอย่างแออัดยัดเยียด เช่น เกาะฮ่องกงที่พบโรคไข้หวัดนกและเขตจังหวัดกวางตุ้งในประเทศจีนที่พบโรคซาร์สเป็นครั้งแรก

“การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้สัตว์พาหะของโรคซึ่งเดิมอยู่แต่ในป่า เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับมนุษย์ ส่งเสริมการเกิดโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ เชื้อโรคหลายชนิดที่เคยพบแต่ในสัตว์ สามารถปรับตัวจนข้ามเข้ามาก่อโรคในคนได้ ประกอบกับการเลี้ยงสัตว์ในระบบอุตสาหกรรม ที่มีสัตว์เศรษฐกิจเพียงไม่กี่สายพันธุ์หลัก ก็สร้างความเสี่ยงในแง่ที่หากเกิดโรคระบาดขึ้น ก็จะสร้างความเสียหายอย่างมาก เนื่องจากขาดความหลากหลายทางสายพันธุ์ ที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างระดับความต้านทานโรคที่แตกต่างกันไปสิ่งมีชีวิต จึงอาจกล่าวได้ว่า เราอยู่ในยุคสมัยที่โลกเปรียบเสมือนขวดเพาะเชื้อขนาดใหญ่ ที่กำลังเพาะเลี้ยงเชื้อโรคต่างๆ อย่างไม่หยุดยั้ง และภาวะโลกร้อนก็อาจจะถือเป็นตัวเร่งให้หายนะรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ ก็เป็นได้” นำชัย กล่าว

รายงานข่าวด้านวิทยาศาสตร์ยังระบุด้วยว่า นอกจากจะสร้างผลกระทบต่อจุลชีพหรือชีวิตเล็กๆ ที่มองไม่เห็นแล้ว อากาศที่ร้อนขึ้น ยังกระทบต่อเหล่าสัตว์อื่นๆ เช่นกัน ภาวะโลกร้อนทำให้เกิดการปรับตัวที่คาดไม่ถึง โดยล่าสุดมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคนเบอร์ร่า ประเทศออสเตรเลีย พบว่า อากาศร้อนจัดส่งผลให้สัตว์เลื้อยคลานอย่างกิ้งก่าเคราเปลี่ยนเพศได้ โดยจากการทดลองและเก็บข้อมูล พบว่ามีกิ้งก่าเคราเพศผู้ประมาณ 10% ปรับตัวให้สามารถออกไข่ได้เหมือนเพศเมียเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น

โดยปกติแล้วเพศของสัตว์เลื้อยคลานอย่างจระเข้นั้นถูกกำหนดด้วยอุณหภูมิภายนอกไข่ที่ถูกฟักหากอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 30-31 องศาเซลเซียส ลูกจระเข้ที่ฟักออกมาจะเป็นตัวผู้และตัวเมียเท่าๆ กัน ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่านั้นส่วนใหญ่จะออกมาเป็นตัวเมีย และใช้เวลาฟักนาน แต่ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านั้น ส่วนใหญ่จะฟักออกมาเป็นตัวผู้ และใช้เวลาสั้นกว่าปกติ ที่จะใช้เวลาประมาณ 75 วัน จึงจะฟักออกมาเป็นตัว

ด้านแผนกสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบท แห่งสหราชอาณาจักร (The UK’s Department of Environment Food and Rural Affairs : Defra) ซึ่งนำโดยคณะกรรมการปักษีวิทยา (British Trust for Ornithology) เปิดเผยงานวิจัยในการประชุมสุดยอดการอนุรักษ์ธรรมชาติของสหภาพยุโรป ที่ประเทศสกอตแลนด์ ว่า กรณีน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทะเลทรายแผ่ขยายตัว และการเปลี่ยนแปลงทางเพศของเต่าทะเลจากภาวะน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น กำลังเป็นภัยคุกคามโลก รวมถึงภาวะโลกร้อนได้ส่งผลกระทบถึงการเปลี่ยนเส้นทางอพยพของนกและสัตว์หลายชนิด

รายงานการวิจัยดังกล่าวระบุว่า ผลกระทบจากภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการผสมพันธุ์ของนกอัลบาทรอส (Albatross) มีการคาดการณ์ว่าภายในศตวรรษนี้ระดับน้ำทะเลจะขึ้นสูงและเข้าทำลายรังของเต่าทะเลหลายแห่ง เกือบหนึ่งในสามของชายฝั่งทะเลแถบแคริบเบียนที่เต่าทะเลขึ้นมาทำรังจะถูกทำลายลงภายหลังน้ำขึ้น ขณะที่แมวน้ำและนกจำพวกขายาวก็จะสูญเสียชายหาดซึ่งเป็นแหล่งอาศัยไป

ภาวะที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น จะทำให้เต่าทะเลบางสายพันธุ์เป็นเพศเมียเกือบทั้งหมด เพราะอุณหภูมิของน้ำทะเลจะมีผลโดยตรงต่อการกำหนดเพศของไข่ที่ฟักออกมา ภาวะขาดแคลนน้ำในหลายๆ พื้นที่ จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งบรรดาสัตว์ปีกที่อพยพมาและอาศัยแหล่งน้ำเหล่านั้นยังชีพ และ 5.การแผ่ขยายตัวของทะเลทรายซาฮาร่าจะทำให้นักเดินทางต้องเหนื่อยใจ เช่นเดียวกับพวกนกนางแอ่น เพราะพวกเขาจะไม่สามารถหยุดพักเพื่อเติมพลังในพื้นที่อุดมสมบูรณ์บริเวณขอบทะเลทรายได้อีก

การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิของน้ำทะเลเพียงเล็กน้อย ส่งผลกระทบต่อสัตว์ เนื่องจากมันทำให้แพลงก์ตอนซึ่งเป็นฐานรากของห่วงโซ่อาหารมีปริมาณลดลงอย่างน่ากลัว และอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้ก็น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปริมาณการผสมพันธุ์ของนกทะเลสกอตติชลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะปลาที่เป็นแหล่งอาหารก็มีปริมาณลดลงเช่นกัน

เช่นเดียวกับที่ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า ขณะนี้ประเทศไทยหลายจุดเริ่มมีปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว สาเหตุหลักที่ทำให้ปะการังเกิดการฟอกขาวคือปรากฏการณ์เอลนินโญ ที่ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นในระดับที่ทำให้สาหร่ายเซลล์เดียวที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการังตาย เหลือแต่ตัวปะการังที่ไม่มีสีทำให้มองทะลุเห็นโครงสร้างสีขาวข้างในจึงกลายเป็นสีขาว

“หากอุณหภูมิของน้ำลดลง สาหร่ายเซลล์เดียวก็จะกลับคืนเข้ามาอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อและทำให้ตัวปะการังเดิมกลับมามีสีตามธรรมชาติได้เอง แต่ถ้าน้ำทะเลอุ่นอยู่นานเกินไป ในที่สุดตัวปะการังก็จะตายไปด้วยเหลือแต่โครงสร้างขาวๆ อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า เจลลีฟิชบูม หรือแมงกะพรุนขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว จากสาเหตุที่น้ำเสียและอุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ไปเพิ่มอาหารของแพลงก์ตอน ที่เป็นอาหารของแมงกะพรุน ทำให้แมงกะพรุนขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วเป็นลูกโซ่ตามไปด้วย และเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในทะเลทั่วโลก บางจุดจะพบว่ามีแมงกะพรุนนับล้านตัวเบียดเสียดกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีแต่เป็นสิ่งกระตุ้นเตือนว่าทะเลกำลังจะมีปัญหา ซึ่งอาจจะกระทบต่อระบบนิเวศอย่างวงจรชีวิตของหญ้าทะเล แหล่งอาหารที่หลบภัยหรือลมมรสุมสำหรับปลาและสัตว์ทะเลอีกหลายชนิด แน่นอนว่าจะส่งผลถึงจำนวนประชากรของพวกมันอย่างเลี่ยงไม่ได้ และกระทบมาถึงคนในที่สุด” ธรณ์ กล่าว

ด้าน วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ระบุว่า ที่ผ่านมามีรายงานว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นส่งผลให้ศัตรูพืชใหม่ๆ อย่างเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลังเกิดระบาดขึ้น และเป็นปัญหาใหม่ที่เกษตรกรยุคแรกไม่เคยประสบมาก่อน รวมถึงทำให้เกิดปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดสร้างความเสียหายนับล้านไร่ วัฏจักรเดิมที่เพลี้ยชนิดนี้เคยระบาด 10 ปี/ครั้ง ระบาดระยะสั้นเพียงครั้งเดียวแต่อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นและยาวนานขึ้น ได้เพิ่มโอกาสในการขยายพันธุ์ของพวกมันให้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

อากาศช่วงหน้าร้อนและอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นจะยังอยู่ในเครื่องหมายคำถามถึงการเชื่อมโยง และยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ทั้งหมดจึงทำให้นักวิจัยต้องกุมขมับหาคำตอบต่อไปท่ามกลางข้อกังวลว่า สิ่งที่ยากจะคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นๆ นั้นจะสร้างผลกระทบอะไรต่อไปในอนาคต

 

ปฏิรูปตำรวจเชิงรุก ลดอำนาจ-ถ่ายโอนภารกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 เมษายน 2559 เวลา 10:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/427921

ปฏิรูปตำรวจเชิงรุก ลดอำนาจ-ถ่ายโอนภารกิจ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและการบังคับใช้กฎหมายในคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำรายงานการพิจารณาการปฏิรูปตำรวจ โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจดังนี้

สภาพปัญหา

1.การมีภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักจำนวนมาก ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 6 กำหนดอำนาจหน้าที่ของตำรวจไว้กว้างและหลากหลาย ประกอบกับความไม่ชัดเจนในการจัดลำดับความสำคัญของบทบาทและอำนาจหน้าที่ ส่งผลให้ภารกิจของตำรวจต้องขยายกิจการอย่างต่อเนื่องและมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในสังคม

2.การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยตำรวจ การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อิงกับอำนาจนิยมทำให้ปฏิบัติหน้าที่มีลักษณะรุนแรงและละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะงานสืบสวนและสอบสวนที่ยังคงยึดหลักการควบคุมอาชญากรรม มุ่งประสิทธิภาพในการจับกุม ขาดความระมัดระวังในการปฏิบัติงาน จึงไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพต่างๆ ของประชาชนที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ เพื่อมุ่งผลในเชิงป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

ปรากฏผลตามรายงานการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2557 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พบว่า ประชาชนร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมมากที่สุดจำนวน 174 เรื่อง คิดเป็น 25.25%

3.โครงสร้างใหญ่และรวมศูนย์ โครงสร้างของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบันมีลักษณะการจัดโครงสร้างตามระบบราชการแบบดั้งเดิมที่เน้นสายการบังคับบัญชาและอำนาจหน้าที่ อีกทั้งการควบคุมบังคับบัญชา ส่งผลให้มีโครงสร้างและระดับตำแหน่งสายการบังคับบัญชายาวเกินไป

แม้ตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ได้กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) สามารถกำหนดกระบวนการและขั้นตอนในการกระจายอำนาจระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับตำรวจภูธรจังหวัดและราชการส่วนท้องถิ่น หากแต่ในปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดกระบวนการและขั้นตอนที่ชัดเจน ประกอบกับการรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้ยากและล่าช้า

ข้อเสนอแนะ

1.ข้อเสนอเพื่อลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของ ก.ต.ช. โดยให้ ก.ต.ช.ประกอบไปด้วยกรรมการทั้งสิ้น 11 คน ได้แก่ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกฯ ที่นายกฯ มอบหมาย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม อัยการสูงสุด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้แทนจากสภาทนายความ ผู้ทรงคุณวุฒิจากวุฒิสภา ผู้แทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ

ก.ต.ช.ตามข้อเสนอนี้ จะมิได้มีหน้าที่ในการพิจารณาแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คงมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงเท่านั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ นอกจากจะต้องมีการลดการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองแล้ว การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในระดับต่างๆ จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

หลักเกณฑ์ที่ยึดอาวุโสเป็นหลักน่าจะเป็นหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมที่สุด ข้าราชการตำรวจผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่มาเป็นเวลานานย่อมมีความรอบรู้และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานมาก อย่างไรก็ตาม เกณฑ์อาวุโสเพียงลำพังก็มีข้อเสีย

กล่าวคือ ข้าราชการอาวุโสอาจละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เพราะทราบว่าคนมีอาวุโสสูงสุดและจะได้เลื่อนตำแหน่งแน่นอน ส่วนข้าราชการที่ยังไม่มีอาวุโสสูงสุดก็จะขาดแรงบันดาลใจในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะไม่ว่าจะแสดงความรู้ความสามารถมากเพียงใดก็ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งอยู่ดี ดังนั้น ในการเลื่อนตำแหน่งจึงควรอาศัยเกณฑ์ความรู้ความสามารถร่วมด้วย ทั้งนี้โดยอาศัยเกณฑ์อาวุโส
เป็นหลัก

2.ข้อเสนอในการจัดงานสอบสวนให้มีความเป็นภววิสัยและมีประสิทธิภาพ เห็นควรให้แยกงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วไปตั้งเป็นสำนักงานสอบสวนคดีอาญา เป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดกระทรวงยุติธรรม แล้วโอนย้ายข้าราชการตำรวจที่เป็นพนักงานสอบสวนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปสังกัดสำนักงานสอบสวนคดีอาญานี้

ข้อเสนอนี้จะทำให้งานสอบสวนมีภววิสัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะพนักงานสอบสวนจะได้ปฏิบัติหน้าที่ภายในองค์กรถูกแทรกแซงจากอิทธิพลภายนอกได้ยาก และภายใต้ผู้บังคับบัญชาที่เข้าใจในเนื้องานการสอบสวนอย่างแท้จริง

3.ข้อเสนอเพื่อถ่ายโอนภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักไปยังหน่วยงานอื่น ควรให้มีการถ่ายโอนภารกิจให้แก่หน่วยงานอื่นที่มีภารกิจหน้าที่โดยตรงไปดำเนินการ เช่น ถ่ายโอนภารกิจที่เกี่ยวข้องกับงานจราจรไปให้กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อม ถ่ายโอนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

หน่วยงานที่รับโอนภารกิจจะต้องรับไปทั้งภารกิจในการสืบสวนการกระทำที่อาจเป็นความผิด และการสอบสวนการกระทำความผิดเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิด แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการที่จะสืบสวนการกระทำที่อาจเป็นความผิดตามกฎหมายที่ได้ถ่ายโอนไปแล้ว โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่ส่งตัวผู้กระทำความผิดไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสอบสวนต่อไป

 

“ปานามาเปเปอร์ส ชี้เป้าเเล้ว เราจะยิงหรือเปล่า” วรากรณ์ สามโกเศศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2559 เวลา 19:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/427616

"ปานามาเปเปอร์ส ชี้เป้าเเล้ว เราจะยิงหรือเปล่า" วรากรณ์ สามโกเศศ

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ข้อมูลจากเครือข่ายผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) ในกรณี “ปานามา เปเปอร์ส” กลายเป็นเเฟ้มลับที่สั่นสะท้านไปทั่วทุกมุมโลก เพราะรายชื่อของผู้ถูกระบุว่าเข้าไปเกี่ยวข้องพัวพันกับการ “ฟอกเงิน-หนีภาษี” นั้น ล้วนแล้วเเต่เป็นคนดัง มหาเศรษฐี ข้าราชการระดับสูงตลอดจนนักการเมืองของแต่ละประเทศ ซึ่งครอบคลุมตัวบุคคลและบริษัทใหญ่โตกว้างขวาง ส่งผลให้รัฐบาลหลายเเห่งทั่วโลกพากันตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเส้นทางการเงินในแวดวงธุรกิจข้ามชาติขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ซึ่งมีคนดังอย่างน้อย 21 ราย เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องและมีรายชื่อในบัญชีลอตมหึมาครั้งนี้

วรากรณ์ สามโกเศศ หนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งในเมืองไทย เปิดห้องทำงานบนชั้น 4 ตึกอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ อธิบายเรื่อง “ที่พักหลบภาษี” หรือ Tax havens พร้อมกับสะท้อนผลกระทบจากแฟ้มลับสุดอื้อฉาว “ปานามา เปเปอร์ส” ให้ฟัง

Tax Havens สวรรค์ของนักเลี่ยงภาษี

“ที่พักหลบภาษี” หรือ Tax havens กลายเป็นเรื่องปกติของเหล่านักธุรกิจ นักลงทุน นักการเมือง ตลอดจนคนดังมากมาย ที่หันไปหลบซ่อนธุรกิจในดินแดนห่างไกล โดยเฉพาะหมู่เกาะเล็กๆ เพื่อหลบเลี่ยงภาษีในประเทศของตน เพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย ตลอดจนเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกิจที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ดร.วรากรณ์ บอกว่า การจัดตั้งบริษัทขึ้นในแหล่งหลบเลี่ยงภาษีต่างประเทศ  Tax havens ในรูปแบบที่เรียกว่า shell company หรือบริษัทที่มีแต่เปลือก ไม่นับว่าขัดต่อกฎหมาย แต่แสดงให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนโปร่งใสในที่มาของเงิน

“การหลบเลี่ยงภาษียังต่างประเทศด้วยการจัดตั้ง shell company เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มานานแล้ว เพียงแต่ว่า ขนมเค้กของโลกมันใหญ่ขึ้น มีคนพยายามเป็นหนูมารุมเทะกันมากขึ้น แผ่ขยายกว้างขวางไปยังหลายประเทศ ถึงคราวเอกสารหลุดรอดออกมาจึงพบว่ามีคนได้ประโยชน์จำนวนมาก โดยวัตถุประสงค์ซึ่งเป็นที่ยอมรับทางวิชาการของ Tax havens  มีด้วยกันหลายประการ ตัวอย่างเช่น เป็นกลยุทธ์ของบริษัทในการลงทุนทางธุรกิจซึ่งไม่อยากเปิดเผยรูปแบบดำเนินการต่อคู่แข่ง เป็นช่องทางในการใช้ประโยชน์ทางภาษีที่ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่อาจไม่ถูกต้องตามศีลธรรม ขณะเดียวกันก็ใช่ว่าจะเลวเสมอไป อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เชื่อกันว่าภาษี คือแรงจูงใจใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย”

การสร้างประโยชน์ทางด้านภาษีให้กับตัวเอง โดยทั่วไปมีสองประเภทคือ Tax Avoidance ที่หมายถึงการวางแผนหรือการเลี่ยงภาษี และ  Tax Evasion หรือการหนีภาษีนั่นเอง

“แทนที่จะเสียภาษีในประเทศ ก็เลี่ยงไปเสียที่อื่น สมมุติผมได้รับผลตอบแทนจากบริษัทในประเทศไทยเยอะมาก ต้องเสียภาษีถึง 30 เปอร์เซนต์ อย่ากะนั้นเลย ตั้งอีก 5 บริษัทลูกขึ้นมาที่ปานามา และเอามันทั้ง 5 นั้นมาซื้อหุ้นบริษัทแม่ของผม เวลาจ่ายเงินปันผลให้กับทั้ง 5 บริษัท ก็ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียน้อยกว่า แล้วค่อยหาทางเอาเงินที่โน่นกลับเข้ามาในไทยอีกครั้ง อาจนำเข้ามาด้วยการซื้อบ้านหลังโตๆ ซื้อที่ดิน หรือทริกที่ทำกันมากที่สุดทริกหนึ่งคือการสั่งของเข้ามาในราคาแพง ทั้งที่มูลค่าจริงไม่ได้มากขนาดนั้น ส่วนใหญ่เป็นพวกของเก่าที่ประเมินราคาลำบาก สั่งซื้อ 80 ล้านทั้งที่จริง 1 ล้านบาท เราซื้อขายแลกเปลี่ยนกันปกติสามารถอธิบายที่มาที่ไปของเงินได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายกับคนเก็บภาษีได้”

นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังรายนี้ บอกต่อว่า ด้วยผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลทางด้านภาษีทำให้ดินแดนที่เอื้อประโยชน์ต่อการตั้งบริษัทกลายเป็นสวรรค์ที่ชัดเจนสำหรับพวกชอบทำอะไรแอบซ่อน เปรียบง่ายๆ เหมือนผู้ชายจะซ่อนเงินภรรยา คงธรรมดาเกินไปหากซ่อนในหนังสือ เพื่อให้ซับซ้อนกว่านั้น ก็เอาหนังสือไปซ่อนต่อในตู้ซะเลย ความซับซ้อนในการซ่อน โดยมี shell company มารองรับ ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น และเป็นแฟชั่นที่ทั่วโลกใช้บริการ ไม่เฉพาะแค่ประเทศไทย

“เสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนตั้งบริษัทไม่มากมาย เจ้าของหรือผู้บริหารไม่ต้องเป็นต้องเดินทางมาเหยียบชายหาดของหมู่เกาะ เนื่องจากสามารถจ้างตัวแทนทำงานได้ รัฐบาลประเทศผู้เอื้อประโยชน์เหล่านั้นไม่ต้องการรับทราบรายงานการประชุม ไม่สนใจว่าบริษัทจะกำไรขาดทุน  ต้องการเพียงแต่เงินตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียม ค่าบริการต่างๆเท่านั้น ความลับต่างๆ ของลูกค้า รัฐบาลประเทศเหล่านี้มักไม่ให้ความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และมีกฎระเบียบในการรักษาความลับทางการค้าหรือข้อมูลธนาคารอย่างเข้มงวด รับประกันเต็มที่ว่าจะไม่ถูกเปิดเผยหรือแทรกแซง”

โดยสรุป Tax havens มีทั้งดีและเสีย แต่ข้อเสียนั้นน่าสงสัยว่ามากกว่าดี เชื่อว่าทำไปเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ฟอกเงิน หรืออาจเกี่ยวพันกับยาเสพติด

ความ(ไม่)โปร่งใสทางเศรษฐกิจ

แม้การหลบเลี่ยงภาษีไปยังต่างประเทศจะทำได้อย่างถูกกฎหมายแต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสทางธุรกิจเช่นกัน

ดร.วรากรณ์  บอกว่า ความโปร่งใสทางเศรษฐกิจ เป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเชื่อมั่นทั้งต่อต่างชาติและคนในประเทศ

“ความโปร่งใสผูกโยงไปกับทุกเรื่อง อย่างเรื่องภาษี ถ้าทุกคนเสียภาษีด้วยกฎเกณฑ์เดียวกัน หมายถึงเสียด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เสียด้วยความเจ็บใจ เราจะมีกำลังใจ มีความเชื่อมั่น ไว้ใจและกล้าในการลงทุน ไม่ใช่ทำงานอย่างเต็มที่ แต่กลับต้องมาเสียภาษีด้วยความเจ็บใจ เพราะมองไปที่คู่แข่ง เขาดันทำไม่ถูกต้อง เเม้ว่าผมเองไม่อยากทำเพราะบริษัทมีธรรมมาภิบาล แต่นานเข้าๆ ทุกคนอาจพากันทำแบบนั้นหมดก็ได้

กลับกันถ้าทุกคนเสียภาษีอย่างเสมอหน้า โปร่งใส เปิดเผย ก็จะเกิดแรงจูงใจในการเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน ที่สำคัญถ้าประเทศใดประเทศหนึ่ง เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส มันยังสะท้อนถึงระดับจริยธรรมของประเทศนั้นด้วย ถ้าเดินไปทิศทางที่ว่า ทำอย่างไรจะโกงรัฐบาล โกงเพื่อน โกงคู่แข่งได้วะ แบบนั้นประเทศจะเจริญได้อย่างไร”

อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า คงเป็นเรื่องยากที่จะไปเรียกร้องความสูญเสียทางภาษีในอดีตกลับคืนมา แต่ในอนาคตรัฐบาลจำเป็นต้องเอาจริงเอาจังกับการอุดรูรั่วและช่องโหว่ที่ขาดความรัดกุม

“ถ้าต้องการให้ประเทศโปร่งใส อนาคต ต้องอุดรูรั่วให้ได้ แน่นอนน้ำที่ไหลออกไปเเล้ว คงยากที่จะตักกลับเข้ามาในถัง แต่ต่อไปนี้ต้องอุดรูรั่ว ไม่ให้น้ำไหลออกมา เมื่อไม่ไหลออก น้ำในถังก็จะเพิ่มขึ้นจากการถูกเติมเข้ามา ภาษีต้องเก็บให้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่ใช่บริษัทใหญ่ จ่ายภาษีเพียงนิดเดียว แบบนี้ไม่ใช่เสรีภาพทางเศรษฐกิจแต่เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น เชื่อว่าวันนี้รัฐบาลมีข้อมูลของทุกคนอยู่แล้ว หากนำไปประกอบกับหลักฐานเอกสารต่างๆ ที่ได้รับจากต่างชาติ  การสืบค้นตรวจสอบไม่ใช่เรื่องยาก
ผมคิดว่าอนาคตหากประเทศใดปล่อยให้คนในประเทศพากันเอาเงินไปซุกซ่อน หลบเลี่ยงภาษีนอกประเทศอย่างง่ายดาย  ทั่วโลกคงขบขันให้ประเทศนั้นที่เต็มไปด้วยการเเข่งขันลงทุนที่ไม่มีความเท่าเทียม”

นานาประเทศต้องร่วมกดดัน

“ปานามา เปเปอร์ส นั้นแสดงให้เห็นถึงความเสียหายในโลก โดยเชื่อว่าจะกลายเป็นแรงผลักดันให้นานาชาติ กดดันประเทศ Tax havens ให้เปิดเผยข้อมูลกันมากขึ้น อย่างธนาคารสวิส ในอดีตปิดบังข้อมูลหมด จนมีพวกค้ายาเสพติดเข้าไปใช้บริการ ทำให้ต้องเปิดเผยเพิ่มมากขึ้น  ตัวอย่างรัฐบาลที่เอาจริงเอาจังเรื่องนี้ ก็เช่น สหรัฐอเมริกา บารัค โอบาม่า จัดการยกเครื่องระบบจัดเก็บภาษีครั้งใหญ่เมื่อหลายปีก่อน แก้ปัญหาบริษัทข้ามชาติและเศรษฐีชาวสหรัฐ ที่หลีกเลี่ยงภาษีจากการทำกำไรที่เกิดขึ้นนอกสหรัฐ ด้วยการใช้เขตปลอดภาษีในต่างประเทศ จนทำให้รัฐบาลสหรัฐ เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นอีกหลายพันล้านเหรียญ”

ดร.วรากรณ์ ทิ้งท้ายว่า พฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษีกำลังเป็นแนวโน้มที่ยากในอนาคต เนื่องจากเต็มไปด้วยผู้คนที่พร้อมจะตรวจสอบ ค้นหา เเละนำมาเปิดเผย ปรากฎการณ์ปานามา เปเปอร์สเปรียบเสมือนการชี้เป้าให้ทุกคนมองเห็นความเสียหาย ทว่าประเด็นสำคัญไปกว่านั้นคือ “เราจะทำอย่างไรต่อไป”

“อนาคตการหลบเลี่ยงไม่ง่ายเเล้ว ถ้าคนในประเทศเราไม่ตรวจสอบ ฝรั่งก็ทำอยู่ดี ไม่เเน่คู่แข่งทางธุรกิจอาจจะสืบค้น ตรวจสอบ เพื่อนำมาเปิดเผยเสียเองก็ได้ คำถามสำคัญคือ เปิดเผยแล้วมีผลอย่างไรต่อไป บริษัทเล็กๆ เหล่านี้จะบีบให้ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมีความโปร่งใส่มากขึ้นไหม หลังจากชี้เป้าแล้ว ปืนมันยิงหรือเปล่า แม้ทุกอย่างจะเป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกับคำว่าปกติ แต่อย่าปล่อยให้ความปกติผ่านไป โดยไม่ต้องสอบสวน”

โลกกำลังถามว่าถึงเวลาหรือยัง ที่การใช้ช่องว่างของกฏหมาย เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองจะต้องสิ้นสุดลงเสียที

 

มหา’ลัยล้น ห้องเรียนร้าง วิกฤตอุดมศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 เมษายน 2559 เวลา 07:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/427241

มหา'ลัยล้น ห้องเรียนร้าง วิกฤตอุดมศึกษาไทย

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ขณะที่ประเทศไทยมีสถาบันอุดมศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัย สถาบันการศึกษา ทั้งของรัฐ ในกำกับรัฐและเอกชนมากถึง 170 แห่ง ตัวเลขการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลาง หรือแอดมิชชั่น ประจำปีการศึกษา 2558 มีผู้สมัครทั้งสิ้น 1.24 แสนคน ในสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดคัดเลือกผ่านระบบนี้รวม 87 สถาบัน เพื่อเข้าศึกษาใน 802 คณะ สาขาวิชา มีรหัสคณะ สาขาวิชาให้เลือกทั้งสิ้น 4,114 รหัส

อย่างไรก็ดี ในปีที่ผ่านมามีผู้ผ่านการคัดเลือกมีสิทธิเข้าสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย จำนวน 91,813 คน จากจำนวนที่ทุกสถาบันเปิดรับทั้งสิ้น 1.51 แสนคน ปีที่ผ่านมามีที่เรียนในสถาบันอุดมศึกษาเหลืออีกเกือบกว่า 3.3 หมื่นที่

แม้ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รวมผู้ที่ได้ที่นั่งเรียนจากการสอบรับตรงและรับผ่านเงื่อนไขโควตา แต่ก็ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนว่าผู้เรียนมีน้อยกว่าที่นั่งเรียนแล้ว และกรณีนี้ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยต่อไปอีกว่าจะส่งผลกระทบอะไรตามมาอีกบ้าง

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แจกแจงกรณีดังกล่าวว่า ยุคแรกยังมีมหาวิทยาลัยน้อย และมีจำนวนเด็กที่ต้องการเรียนในอัตราที่สูงกว่า แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวกลับกัน เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งอัตราการเติบโตของประชากรจะชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจ ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นแทบทุกแห่งในโลก

“ปกติแล้วแต่ละปีหากนำจำนวนตัวเลขผู้เรียนทั้งหมดมาหารโดยเฉลี่ยกับจำนวนสถาบันอุดมศึกษา 170 แห่ง จะได้จำนวนผู้เข้าเรียนใหม่ประมาณปีละ 3,500 คน ขณะที่ตัวเลขผู้เรียนใหม่ต้องอยู่ที่ 4,000-5,000 คน จึงจะถือว่าเป็นตัวเลขที่ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถบริหารจัดการอย่างมีกำไรได้ ตัวเลขที่น้อยลงจึงกลายเป็นโจทย์ให้แต่ละแห่งต้องคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะดึงเด็กให้เข้ามาเรียนได้ เป็นที่มาของการขยายหลักสูตรภาคต่างๆ แข่งกันเพื่อหารายได้ ในแง่นี้มหาวิทยาลัยของรัฐที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ก็จะมีความได้เปรียบในการดึงดูดผู้เรียน” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรณีที่กล่าวมายังกำลังก่อปัญหา ส่งผลให้บางคณะวิชาของสถาบันที่ไม่มีชื่อเสียงพอที่จะดึงดูดผู้เรียน มีที่นั่งเรียนเหลือหรือมีจำนวนต่ำกว่าเป้าที่วางไว้ จนส่งผลกระทบต่อการจัดสรรทรัพยากรให้กับผู้เรียน โดยเฉพาะอาจารย์ผู้สอน

“ตอนนี้เมื่อเด็กน้อย อาจารย์ผู้สอนในบางแห่งก็เหลือภาระการสอนน้อยลงตามไปด้วย สอนเพียงอาทิตย์ละไม่กี่วัน ปัญหาการจ้างที่ไม่เป็นธรรมก็ตามมา ค่าจ้างได้ตามวัน ไม่ได้จ้างเป็นรายเดือน เพื่อจำกัดรายจ่ายให้ประคองตัวไปให้ได้ ไม่ต้องยุบคณะนั้นๆ ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยรัฐในสาขาที่มีคุณค่าทางวิชาการต่อประเทศ รัฐก็ยังต้องสนับสนุนเงินให้เปิดเรียนต่อไปได้

เรื่องนี้กำลังจะเป็นปัญหาระยะยาว หากไม่ตระหนักต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้จะมีบางมหาวิทยาลัยตายลงหรือปิดตัวอีกมาก รวมถึงกระทบกับเรื่องของคุณภาพที่ไม่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ แต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้เรียนที่ออกเดินทางไปเรียนต่อในต่างประเทศรวมกัน ประมาณ 38 ล้านคน หากเราไม่พัฒนาด้านคุณภาพก็ไม่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ซึ่งหากดูจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก มหาวิทยาลัยไทยก็ยิ่งต้องตระหนักเรื่องนี้” เกียรติอนันต์ กล่าว

สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า กรณีที่มีผู้เรียนอุดมศึกษาน้อยลง ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสถาบันที่มีชื่อหลายแห่ง แม้แต่บางสาขาวิชาในคณะวิทยาศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็กำลังประสบปัญหามีผู้เรียนต่ำกว่าเป้าที่วางไว้เช่นกัน

ทั้งนี้ แต่ละปีบางสาขา เช่น ฟิสิกส์ ในต่างจังหวัดของบางมหาวิทยาลัยเปิดรับนับร้อยคน แต่มีผู้เข้าเรียนไม่ถึง 20 คน ขณะที่ฟิสิกส์ จุฬาฯ แต่ละปีเรารับได้ประมาณ 50 คน แต่มีคนเข้ามาเรียนประมาณ 20-30 คน เพราะเป็นสาขาที่เด็กไม่ค่อยสมัคร แต่ละปีมีนักเรียนเลือกสาขานี้ประมาณ 100 คน แต่บางคนก็สอบติดที่อื่นไปก่อน เด็กไม่เลือกเรียนสาขานี้เพราะมองไม่ออกว่าจบแล้วจะออกไปทำงานอะไร ไม่เห็นอาชีพที่ชัดเจน ซึ่งกำลังเป็นปัญหาหลักของคณะวิทยาศาสตร์ทุกแห่ง ไม่เหมือนหมอหรือวิศวกรที่รู้ว่าจบแล้วจะไปทำงานอะไร ยังไม่รวมถึงปัญหาเรียนแค่ปีเดียวก็ต้องออกไปเพราะถูกรีไทร์และสอบแอดมิชชั่นใหม่อีกประมาณ 30%

ศ.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ราชบัณฑิตประเภทวิชาศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ทางสารัตถะ กล่าวว่า มีงานวิจัยที่ระบุชัดเจนว่าประเทศไทยมีจำนวนมหาวิทยาลัยเกินจำนวนเด็ก เพราะกฎหมายที่กำกับดูแลเรื่องนี้ส่งเสริมให้เปิด แต่ตอนนี้สถานการณ์นั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก มีเด็กลดลงทุกปี จนกระทบถึงห้องเรียนในหลายแห่งในที่สุด

“โดยความเห็นแล้ว เพื่อแก้ปัญหาบางสาขาไม่มีผู้เรียน อยากให้มหาวิทยาลัยราชภัฏพิจารณาลดสาขาสายสังคมลง กลับไปพัฒนาเรื่องการพัฒนาครูตามพันธกิจเดิม ก็จะผลิตคนได้ตามเป้าหมายมากขึ้น มหาวิทยาลัยไม่ต้องรัดเข็มขัด เพราะจำนวนนักศึกษาลดลง จนงบประมาณที่ได้รับจากรัฐบาลน้อยตามไปด้วย เมื่อบริบททางสังคมเปลี่ยนเราก็ต้องปรับตัว ไม่ใช่หาทางขนคนมาเรียนเพื่อดึงงบประมาณจากรัฐ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด” ศ.สมหวัง กล่าว

 

‘สิทธิ’ สัตว์ กับ ‘สวัสดิภาพ’ คน ปัญหาการตีความทารุณกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2559 เวลา 06:15 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/427051

‘สิทธิ’ สัตว์ กับ ‘สวัสดิภาพ’ คน ปัญหาการตีความทารุณกรรม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เรื่องหมากัดคน คนยิงหมา กลายเป็นข่าวครึกโครมโด่งดัง โดยเฉพาะกรณี พ.ต.ต.วสวัตติ์ สุขไทย สารวัตรกลุ่มงานวิจัยและประเมินผล 3 กองวิจัย สำนักยุทธศาสตร์ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้อาวุธปืนยิงหมาในแฟลตลาดยาวเสียชีวิต

สารวัตรปืนโหดรายนี้อ้างว่า จำเป็นต้องป้องกันตัวเองและภรรยาที่กำลังตั้งท้องเพราะหมามารุมจะกัด จึงทำให้สังคมออกมาประณามและเรียกร้องให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย ก่อนที่เจ้าตัวจะถูก รอง ผบ.ตร. นำมาแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงและเตรียมสอบสวน พร้อมเอาผิดทางวินัย

การคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ตาม พ.ร.บ.การป้องกันทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 เพิ่งจะบังคับใช้ได้ไม่นาน เริ่มมีการตั้งคำถาม โดยเฉพาะเรื่องการตีความว่า ที่สุดแล้วระหว่าง “สิทธิ” สัตว์ และ “สวัสดิภาพ” คน ควรมีจุดกึ่งกลางตรงที่ใด อะไรที่ทำได้ อย่างไหนทำไม่ได้ ไม่ว่าจะโดย “คน” หรือ “สัตว์”

โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ผู้มีส่วนร่วมในการผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับนี้เองด้วย ก็ยังเอ่ยปากยอมรับว่า กฎหมายยังไม่ครอบคลุมเท่าที่ควร ยังมีข้อบกพร่องบ้าง โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร

“กฎหมายป้องกันทารุณกรรมแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ และ 2.เรื่องสวัสดิภาพสัตว์ โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมายังไม่มีกฎหมายลูกหรือเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ออกมาเลยสักฉบับ ทั้งที่เป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์แต่กลับยังไม่ดำเนินการ” เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย ระบุ

โรเจอร์ อธิบายว่า ในเมื่อยังไม่มีกฎหมายลูกตัวนี้ก็ไม่สามารถเอาผิดกับคนเลี้ยงสัตว์ได้ ดังนั้นเมื่อใช้ตรงนี้ไม่ได้ก็ต้องใช้เรื่องการทารุณกรรมสัตว์เพียงอย่างเดียว ขณะที่กฎหมายทารุณกรรมสัตว์ก็เขียนไว้เพียงข้อเดียว กว้างๆ ห้ามไม่ให้ผู้ใดกระทำทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันควร เลยเกิดปัญหาตามมาอะไรคือการทารุณสัตว์

“เมื่อกฎหมายไม่ได้บอกว่า หมาจรจัดถือว่าเป็นสัตว์ได้รับความคุ้มครอง การระบายโทสะเป็นความผิดตามกฎหมาย เป็นการทารุณสัตว์ ไม่ใช่เหตุอันควร แต่คนก็คิดว่าทุกอย่างเป็นเหตุอันควรหมด มันเห่าฉัน ฉันก็เลยกลัวมันเลยฆ่ามัน มันเคยมากัดญาติพี่น้องฉัน นี่ก็เลยคิดว่าเป็นเหตุอันควร เพราะกฎหมายไม่ชัดเจน คนกระทำผิดก็มีเวลาคิดก่อนให้การตำรวจ ทุกคนก็อ้างหมดว่าเป็นเหตุอันควร ซึ่งการจะดำเนินคดีกับผู้เลี้ยงนั้น ยังไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากในส่วนนี้จะอยู่ในกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ แต่ยังไม่ได้มีการบังคับใช้” โรเจอร์ กล่าวย้ำถึงช่องว่างกฎหมาย

โรเจอร์ กล่าวว่า ทั่วกรุงเทพฯ มีสุนัขกว่า 8 แสนตัว แบ่งเป็นสุนัขจรจัดกว่า 1.2 แสนตัว สุนัขมีเจ้าของ 6 แสนตัว และ 7-8 หมื่นตัวอยู่ตามชุมชน สุดท้ายหากกฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ไม่ออกมา ก็จะเป็นการเอาผิดคนทำร้ายสุนัขเพียงฝ่ายเดียว แต่พวกรักหมาแล้วทำผิดกฎหมายกลับทำอะไรไม่ได้

ชัยชาญ เลาหศิริปัญญา เลขาธิการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) กล่าวว่า ทุกวันนี้ยังไม่มีตัวกฎหมายลงโทษที่จะเอาผิดกับผู้ปล่อยปละละเลยสุนัขที่เลี้ยง แต่กลับไปเน้นที่การป้องกันทารุณกรรมสัตว์มากกว่า อย่างไรก็ตามในอนาคตจะให้มีการจดทะเบียนการเลี้ยงสัตว์ ดังนั้นหากนำไปปล่อยก็จะทราบทันทีว่าใครนำไปปล่อยไว้

“กรณีปัจจุบัน ถ้ามองให้ชัดว่าเป็นการป้องกันตัว กฎหมายฉบับนี้ก็สามารถนำมาอ้างได้ แต่ต้องมีเหตุผลอันควรจริง เช่น หมาหลายตัวมารุมเห่า ยังไม่ได้เข้ามากัดแต่ใช้อาวุธปืนยิง แบบนี้ถือว่าเกินกว่าเหตุ อย่างกรณีพ่อค้าข้าวมันไก่ ถือว่าทำเกินกว่าเหตุ เพราะหมาถูกล่ามโซ่ไว้แล้ว แต่กลับไปใช้มีดแทงทำร้ายมันอันนี้ผิดชัดเจน แต่หากอ้างว่าป้องกันตัวต้องเป็นตอนขณะเกิดเหตุหมากัด แบบนี้จึงถือว่าป้องกันตัว โดยกรณีพ่อค้าข้าวมันไก่เชื่อว่าจะถูกดำเนินคดีหนักแน่นอน” ชัยชาญ กล่าว

เลขาธิการสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย ทิ้งท้ายว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้กับใคร แต่จะทำความเดือดร้อนสำหรับคนที่บันดาลโทสะ แล้วทำร้ายสัตว์โดยที่ไม่มีเหตุอันควร ถือว่ากฎหมายตัวนี้สามารถช่วยคุ้มครองสัตว์ได้มาก ในอนาคตคาดว่าคดีทารุณสัตว์จะค่อยๆ ลดน้อยลง และในอีก 10 ปีข้างหน้าปัญหาสุนัขจรจัดจะหมดไปอย่างแน่นอน แต่ช่วงปีแรกสุนัขจรจัดอาจเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีคนนำมาปล่อยเพื่อเลี่ยงที่จะรับภาระเลี้ยงดู

 

ปล่อยเด็กเติบโตอย่างธรรมชาติ เขาจะค้นพบตัวเองในที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2559 เวลา 07:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426537

ปล่อยเด็กเติบโตอย่างธรรมชาติ เขาจะค้นพบตัวเองในที่สุด

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พบว่า ปี 2558 มีผู้สำเร็จการศึกษาทั้งสิ้น 3.15 แสนราย ในจำนวนนี้มากกว่า 50% เป็นบัณฑิตสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์

ก่อนหน้านั้น 1 ปี คือในปี 2557 สำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ คือ 2 ใน 5 สาขาที่บัณฑิต “ตกงาน” มากที่สุด

คำถามคือ เหตุใดสาขาวิชาที่ตกงานมากจึงยังมีผู้เรียนมากเช่นเดิม

แม้จะไม่มีตัวเลข “บัณฑิตเตะฝุ่น” ที่ชัดเจน แต่หากเทียบเคียงการประมาณการผู้สำเร็จการศึกษาปี 2559 ระดับปริญญาตรีกับผู้ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานในปีเดียวกัน โดย กองวิจัยตลาดแรงงาน กระทรวงแรงงาน จะพบว่ามีส่วนต่างไม่น้อยกว่า 4.3 หมื่นราย

สะท้อนว่าการผลิตแรงงานไม่สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของตลาด นำมาซึ่งปัญหาการทำงาน “ไม่ตรงสาย”

แต่นั่นเป็นเพียงส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

ว่ากันให้สุด ฐานล่างของปัญหาข้างต้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้เรียนไม่รู้จักศักยภาพของตัวเองตั้งแต่วัยเด็ก ขณะที่บุคลากรทางการศึกษาก็มีข้อจำกัดในการสนับสนุนจุดแข็งของเด็ก

เด็กจึงถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างผิดรูปผิดทรง

จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ อธิบายว่า สมองส่วนความคิดของมนุษย์จะเติบโตเต็มที่ในช่วงวัยรุ่น คือ ระหว่างอายุ 20-30 ปี ช่วงวัยรุ่นจึงเป็นช่วงเวลาทองของการเรียนรู้ หากเด็กรู้จักตัวเองได้เร็วก็จะสามารถพัฒนาจุดแข็งได้อย่างเต็มที่

“สมองชั้นในซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์ พฤติกรรม ความจำ และการเรียนรู้จะพัฒนาในช่วงอายุ 12-13 ปี ส่วนสมองเปลือกนอกซึ่งควบคุมสติปัญญาและความคิดเชิงเหตุผลจะพัฒนามากในช่วง 20-25 ปี ไปจนถึง 30 ปี” จุฬากรณ์ อธิบาย

ดังนั้น สมองทำงานด้วยเซลล์ประสาท ซึ่งเซลล์ประสาทจะแข็งแรงแค่ไหนขึ้นอยู่กับกระบวนการเตรียมตัว เด็กเล็กจะมีเซลล์นี้เป็นล้านๆ แต่พอเข้าสู่วัยรุ่นเซลล์จะลดลงแต่จะมีการก่อรูปใหม่ตามความถนัด หากเด็กค้นหาตัวเองเจอก่อนสมองก็จะได้รับการพัฒนาตามจุดแข็งนั้นๆ

ตามทฤษฎีพหุปัญญา ที่นำเสนอโดย ศ.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ นักจิตวิทยาการศึกษาแห่งฮาร์วาร์ด แบ่งปัญญาของมนุษย์ออกเป็น 8 ด้าน ทุกคนมีครบทุกด้าน เพียงแต่ในบางด้านโดดเด่นแตกต่างกัน

“ปัญญาทุกด้านไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ทำงานผสมผสานกันเป็นบุคลิกภาพของเรา ทฤษฎีนี้ไม่ได้เสนอขึ้นมาเพื่อจัดอันดับว่าใครมีปัญญามากน้อยกว่ากัน แต่มีไว้เพื่อให้คนได้ค้นพบและใช้ปัญญาที่ตนถนัดเพื่อประโยชน์แก่สังคม” คือความคิดรวบยอดที่นำเสนอไว้ตั้งแต่ปี 1983

นั่นหมายความว่า “ค่านิยมร่วมของสังคม” และการให้คุณค่าอาชีพผ่านมุมมองที่เหมารวม (Stereotype) ซึ่งบดบังและปิดกั้น “ทางเลือก” ของผู้เรียน เป็นสิ่งที่สวนทางโดยสิ้นเชิงกับทฤษฎีนี้

“เทคนิคการค้นพบตัวเองคือเราต้องให้หัวใจนำทาง ต้องถามตัวเองตลอดว่าใช่สิ่งที่เรามีความสุขหรือไม่” ภัทราพร สังข์พวงทอง โปรดิวเซอร์และพิธีกรรายการกบนอกกะลา ระบุ

เธอ บอกว่า ผู้ปกครองควรปล่อยให้เด็กเติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้เขาค้นพบตัวของเขาเองว่าอะไรที่ทำให้เขามีความสุข

เช่นเดียวกับ ภก.วีระพงษ์ ประสงค์จีน ภาควิชาชีวเคมีและจุลวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่า ผู้ปกครองควรปล่อยเด็กมีอิสระให้อยู่กับตัวเองซึ่งจะเป็นการหยั่งรากลึก พอโตขึ้นมาแล้วจะทำอะไรก็มีความสุข

“เด็กๆ ต้องรู้ก่อนว่าเราเป็นใครมาจากไหน มีทุนทางสังคมอย่างไร มีภูมิปัญญาอะไร จากนั้นค่อยต่อยอดองค์ความรู้ท้องถิ่นเข้ากับความคิดสากล” เขาระบุ

เครื่องมือหนึ่งที่ช่วยค้นหาตัวเอง คือ Web Application ของ Samsung Career Discovery (SCD) แบบทดสอบเชิงจิตวิทยา 40 ข้อ แปรผลปัญญา 8 ด้าน ออกเป็นกราฟวงกลม พร้อมทั้งให้คำแนะนำด้านอาชีพ

เพราะการก่อรูปความสำเร็จ มีต้นทางจากการค้นพบตัวเอง

 

“ต้องรอด”ทางออกเมื่อโดนหมาจรจัดรุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 19:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426400

“ต้องรอด”ทางออกเมื่อโดนหมาจรจัดรุม

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด

กระสุนจากปากกระบอกปืนของนายตำรวจระดับสารวัตรที่พุ่งทะลุร่างของสุนัขจรจัดจนสิ้นลมหายใจ บริเวณแฟลตตำรวจลาดยาว กลายเป็นข่าวเกรียวกราวบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ แม้เจ้าตัวยอมรับผิดเข้ามอบตัว พร้อมขอโทษสังคม โดยอ้างว่าลั่นไกออกไปเพราะบันดาลโทสะ หลังจากภรรยาตั้งครรภ์ของเขาถูกสุนัขกลุ่มใหญ่รุมล้อมและพยายามกัด

ท่ามกลางกระแสก่นด่าสาปแช่งว่าทำเกินกว่าเหตุ คำถามที่หลายคนมองข้ามคือ แล้วจะมีวิธีเอาตัวรอดอย่างไรให้ปลอดภัยจากฝูงสุนัขจรจัดที่พยายามเข้ามาทำร้าย โดยไม่ต้องใช้กำลังตอบโต้ ซึ่งเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่าทารุณกรรมสัตว์

คนกลัวหมาหรือหมากลัวคน?

จากการสำรวจประชากรสุนัขเมื่อปี 2557 ของสำนักงานปศุสัตว์ทั่วประเทศ พบว่า มีสุนัขในเมืองไทยมากกว่า 8.5 ล้านตัว ในจำนวนนี้เป็นสุนัขจรจัดถึง 700,000 ตัว แบ่งเป็นเพศผู้ 370,000 ตัว เพศเมีย 340,000  หากไม่มีการทำหมัน มีแนวโน้มว่าแต่ละปีจะมีสุนัขจรจัดเพิ่มขึ้นสูงถึง 3,400,000 ตัว

โรเจอร์ โลหะนันท์ นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย กล่าวว่า สุนัขจรจัดในที่สาธารณะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1.กลุ่มสุนัขที่คุ้นเคยกับคน อาศัยตามท้องถนนทั่วไป และ 2.กลุ่มสุนัขที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว มักอยู่ตามตรอกซอกซอย

“กลุ่มแรก พวกนี้ตามสัญชาตญาณจะไม่ทำร้ายใคร เนื่องจากเรียนรู้ที่จะอยู่กับคน หากไม่ถูกแสดงความก้าวร้าวใส่ก่อน ไม่มีทางที่จะทำร้ายคนก่อนแน่อน ขอเพียงมนุษย์อย่าไปแสดงความก้าวร้าว อย่าเตะ เขี่ย ขู่ ถือไม้ หรือใส่หมวก สุนัขเกลียดคนถือไม้ ยิ่งใส่หมวกยิ่งไม่ชอบ เพราะมองไม่เห็นดวงตาและเข้าใจว่าเป็นพวกเทศบาลหรือคนที่ชอบทำร้ายสุนัข พวกมันจำว่าคนที่มีท่าทางแบบนี้เป็นศัตรู และจะแสดงท่าทีก้าวร้าวใส่ รวมถึงกลุ่มคนที่ชอบถือร่มด้วย แนะนำว่าอย่าเดินแกว่ง ควรถือนิ่งๆ เพราะสุนัขมันถือว่าเป็นอาวุธเหมือนกัน”

โรเจอร์ บอกว่า สุนัขจรจัดที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะ ส่วนใหญ่ไม่ทำร้ายคนอยู่แล้ว ถ้าเดินเฉยๆก็ไม่มีปัญหา เเต่ถ้าคิดว่าฉันเป็นคน ฉันมีสิทธิ์ เอาเท้าไปเตะ หรือเจอมันนอนอยู่ ไปด่ามัน เฮ้ยไปให้พ้น เอาเท้าเขี่ยๆ การกระทำแบบนั้นหมาจะต่อต้านเเละฮึดสู้

เอาตัวรอดจากหมาดุ

สำหรับกลุ่มที่สอง สุนัขจรจัดที่มักแสดงความก้าวร้าว ดุร้าย เนื่องจากหวงแหนพื้นที่ พบได้บ่อยในตรอกซอกซอย

“พวกนี้ถ้าอยู่ตัวเดียวไม่ค่อยมีปัญหา แต่ถ้าอยู่เป็นกลุ่มในซอย มันจะคิดว่านั่นเป็นพื้นที่ของมัน อาจแสดงท่าทีก้าวร้าว วิ่งกรูเข้ามาข่มขู่ อย่าตกใจ เพราะธรรมชาติของมันไม่มีหรอกที่วิ่งเข้ามาแล้วกัดทันที สบตามันเข้าไว้ ตัวไหนเห่ามองหน้าตัวนั้น มองให้รู้ว่าเราไม่กลัว อย่าหันหลังให้เพราะมันจะงับขา ดังสุภาษิตที่บอกว่า ‘หมาลอบกัด’ ที่สำคัญอย่าวิ่งหนีเด็ดขาด เพราะมันจะมองคุณเป็นเหยื่อทันที เดินนิ่งๆไปเรื่อยๆ มันจะหยุดเห่าตอนที่เราพ้นเขตพื้นที่มัน แค่นี้คุณก็ปลอดภัยแล้ว”

นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย บอกต่อว่า มนุษย์หลายคนมักกลัวเสียฟอร์มเวลาโดนสุนัขเห่าใส่ ชอบแสดงความกล้า และเลือกตอบโต้ด้วยการตะคอก ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

“อย่าเป็นพวกชอบทะเลาะกับหมา ถ้าอยากสื่อสารกับมันจริงๆ ให้พูดเสียงแข็งๆ อย่าไปด่า เพราะสุนัขฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง ฟังได้แต่สำเนียงและเสียง เช่น อย่า! อื้อ! เขาจะมีท่าทีหยุด แต่ถ้าไปตวาดแว้ดๆ เสียงเร็วๆ เขาจะฟังเป็นเสียงดุทันที อย่างไรก็ตามถ้ายังไม่คุ้นชินกับการใช้น้ำเสียงควบคุมสุนัข ก็ควรนิ่งเฉย สบตา และเดิน เดิน เดิน จนพ้นอาณาเขตของมัน อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน”

ถามว่าอุณหภูมิ 36-42 องศาในฤดูร้อน ทำให้คนเข้าใจว่า สุนัขอาจเครียดและทำร้ายผู้อื่นได้มากกว่าฤดูกาลอื่นทั่วไป โรเจอร์ตอบทันที

“ไม่เกี่ยวครับ จริงอยู่ที่อาจร้อนมากขึ้นแต่ไม่มีผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าว ดุเท่าไหร่ก็เท่าเดิม ขี้ขลาดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น บางคนสันนิษฐานกันไปไกลถึงขนาดหน้าร้อนทำให้หมาเป็นบ้ามากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริง”

หมาไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย

ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ทะเลาะวิวาทระหว่างคนกับหมา ในตอนจบคนมักเป็นฝ่ายถูกโจมตีจากสังคมเสมอ ทั้งยังถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ พศ.2557 จนกลายเป็นคำถามที่ว่า หมาไม่เคยผิดเลยเหรอ?

นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย อธิบายว่า กฎหมายไม่ได้ให้โอกาสเราแก้แค้นใคร ไม่ว่าคนหรือสุนัข และอย่าเข้าใจผิดว่า ทุกครั้งที่ทะเลาะกับหมา คนเท่านั้นที่ผิด

“กฎหมายหมาก็เหมือนกฎหมายคน ถ้าหมากัดคน แล้วคนเกิดคับแค้น ย้อนกลับมาทำร้ายหมา แต่ไม่ถึงตาย เขาก็จะถูกดำเนินคดีข้อหาทำร้ายสัตว์  แต่ก็มีสิทธิฟ้องร้องหมาได้เช่นกันว่า หมาตัวนี้มันกัดผม เจ้าหน้าที่ก็จะจัดการกับหมาเหมือนกัน โดยสั่งให้เทศบาลหรือเขตไปจับหมาเจ้าปัญหามา หากพิจารณาแล้วเห็นสมควรว่า หมาตัวนี้เป็นภัย มีความก้าวร้าว อาจนำเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู กักขัง และถ้าไม่ไหวจริงๆ พบว่ามันก้าวร้าวเกินเยียวยา อาจสั่งให้สัตวแพทย์จัดการทำลายสัตว์ได้โดยการฉีดยา เทียบกับคนแล้วก็คือการลงโทษประหารชีวิตนั่นเอง”

โรเจอร์ ทิ้งท้ายว่า สุนัขไม่ได้อยู่เหนือกฎหมาย หากมันทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นกัน ดังนั้นทางออกอย่างสันติระหว่างคนและสุนัขก็คือ ทำความเข้าใจกับพฤติกรรมเบื้องต้นของมัน และจัดการความผิดปกติของมันด้วยกฎหมาย

โรเจอร์ โลหะนันท์