“อุบัติเหตุชนซ้ำ” โศกนาฎกรรม(ที่ไม่ควรเกิด)บนท้องถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 เมษายน 2559 เวลา 17:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426366

"อุบัติเหตุชนซ้ำ" โศกนาฎกรรม(ที่ไม่ควรเกิด)บนท้องถนน

โดย…ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.)

โศกนาฎกรรมอันน่าสลดใจกรณีที่รถตู้คณะแพทย์เสร็จจากภารกิจผ่าตัดคนไข้ที่พัทยา ขณะเดินทางกลับ รถเกิดเสียจึงลงมายืนด้านหน้ารถเพื่อรอรถยกบนทางด่วนบูรพาวิถี จู่ๆมีรถบรรทุกวิ่งมาชนท้ายอย่างแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ หรือเหตุการณ์รถแท็กซี่ชนพลเมืองดีเสียชีวิตระหว่างช่วยรถจอดเสียบนสะพานข้ามแยกตากสิน รวมทั้งข่าวพลทหารจ.ลพบุรีเข้าช่วยรถที่ประสบอุบัติเหตุ แล้วถูกรถเก๋งพุ่งชนจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า

“อุบัติเหตุชนซ้ำ“ที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

คำถามตามมาคือ แล้วเราจะมีวิธีปฏิบัติตนอย่างไรหากต้องจอดรถฉุกเฉินบนท้องถนน ?

ต้นตอ”อุบัติเหตุชนซ้ำ”

นพ.ธนะพงษ์ จินวงศ์ ผอ.ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน (ศวปถ.) อธิบายว่า อุบัติเหตุชนซ้ำบนท้องถนนมีแบบแผนของความเสี่ยงที่สำคัญ คือ ตำแหน่งเกิดเหตุและสภาพแวดล้อม ทำให้รถคันอื่นๆที่ขับตามมามองไม่เห็น หรือต้องหยุดในระยะกระชั้นชิด

ลักษณะของจุดเกิดเหตุที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ สำหรับพลเมืองดีที่จะเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ คือ 1.ตำแหน่งเกิดเหตุ เป็นทางขึ้นลงเนิน เช่น ขึ้น-ลงสะพาน , ขึ้น-ลงภูเขา 2.ตำแหน่งเกิดเหตุ จุดทางโค้ง ทางแยก และ 3.ช่วงเวลากลางคืน , พลบค่ำ/เช้ามืด , ช่วงฝนตก หรือชั่วโมงเร่งด่วนมีรถติด ซึ่งรถจะนิยมแซงบนไหล่ทาง

“ลักษณะเหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะออกไปช่วยเหลือ เพราะคนขับรถคันอื่นมองไม่เห็น นอกจากนี้รถที่วิ่งด้วยความเร็ว 60 กม.ต่อชม. จะต้องใช้ระยะหยุดหลังจากมองเห็นการแจ้งเตือนถึง 35 เมตร ขณะที่จุดเกิดเหตุบนถนนทางหลวง รถที่ขับ 80 กม.ต่อชม. จะต้องใช้ระยะหยุดถึง 57 เมตร ดังนั้นการเตือนให้คนขับรถคันอื่นทราบเนิ่นๆ และเพียงพอกับระยะหยุด จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

“รถจอดเสีย-ลงไปช่วยคน”อย่างไรให้ปลอดภัย

นักวิชาการด้านความปลอดภัยบนท้องถนนรายนี้ กล่าวว่า กรณีรถจอดเสีย สิ่งที่เจ้าของรถควรทำคือ เคลื่อนย้ายออกจากจุดอันตราย หรือพ้นเขตไหล่ทาง ระหว่างการช่วยเหลือ ไม่ควรยืนรอ ในจุดที่จะถูกเฉี่ยวชน และไม่ควรรออยู่ในรถที่จอดเสีย

“สำหรับข้อแนะนำกรณีต้องการลงไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ หรือรถจอดเสีย คือ 1.รีบแจ้ง 1669 กรณีมีผู้บาดเจ็บ หรือตำรวจและเจ้าของเส้นทาง เช่น กรมทางหลวง กรณีช่วยเหลือรถจอดเสีย 2.หาวิธีเตือนผู้ขับขี่ที่ขับตามมา ให้ทราบว่า มีอุบัติเหตุ หรือ รถจอดเสีย ในระยะที่เพียงพอ  โดยเตือนระยะไม่น้อยกว่า 100-150 เมตร ถ้าอยู่บนทางหลวงสายหลัก เตือนระยะไม่น้อยกว่า 50 เมตร เมื่ออยู่ในเขตเมือง หรือรถใช้ความเร็วไม่เกิน 50 กม.ต่อชม.

เน้นการเตือนด้วยไฟวับวาบ เพราะมีระยะมองเห็นได้ไกล กรณีที่มีอุปกรณ์ หรือ รถกู้ชีพกู้ภัยมาช่วยเหลือ ถ้าไม่มี ใช้รถที่ขับมาจอดก่อนหน้าคันที่เสียอย่างน้อย 30-50 เมตร พร้อมเปิดไฟกระพริบ และเปิดฝากระโปรงท้าย ถ้ามีป้ายเตือนสะท้อนแสง หรือกรวยสะท้อนแสง

ส่วนการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ก่อนจะมีหน่วยกู้ชีพมาถึง ถ้าไม่บาดเจ็บรุนแรง รู้ตัวดี เคลื่อนไหวได้ ให้ย้ายไปอยู่ในจุดปลอดภัย ห่างออกจากไหล่ทาง แต่ถ้าไม่มีสติหรือประเมินไม่ได้ ควรรอให้หน่วยกู้ชีพมาดูแล ระหว่างนี้เน้นการเตือนให้รถที่ขับตามมา ทราบว่ามีเหตุการณ์ฉุกเฉิน”

นพ.ธนะพงษ์ จินวงศ์

4 ข้อเสนอแนะระยะกลาง-ระยะยาว

สุดท้าย นพ.ธนะพงษ์ เสนอแนะเรื่องการแก้ไขอุบัติเหตุชนซ้ำในระยะกลาง-ระยะยาว ดังนี้

1.หน่วยงานที่ดูแลทาง จัดทำระบบการเตือนอุบัติเหตุหรือรถจอดเสียบนถนน เช่น ป้ายสัญญลักษณ์เตือน เพื่อให้รถคันอื่นๆ ได้ชะลอความเร็ว โดยเฉพาะในเส้นทางที่ใช้ความเร็วสูง หรือ เส้นทางอันตราย (ทางลาดชัน)

2.รณรงค์ “พฤติกรรมขับขี่” ให้ลดความเร็ว เมื่อเห็นสัญญาณเตือน รวมทั้ง การขับรถโดยไม่จึ้ติดคันท้าย เพราะเมื่อมีเหตุฉุกเฉินจะหยุดรถไม่ทัน

3.กำหนดให้ ผู้สอบใบอนุญาตขับขี่ ต้องเรียนรู้วิธีการจัดการความเสี่ยงขั้นพื้นฐาน สำหรับกรณีมีรถจอดเสีย หรือ มีผู้ประสบเหตุบนถนน    

4.ส่งเสริมให้มีจุดพักรถฉุกเฉินให้เพียงพอ เช่น ทุกๆ 5-10 กม. ในเส้นทางสายหลัก เพื่อให้รถที่จอดเสีย ได้เคลื่อนย้ายไปตำแหน่งที่ปลอดภัย 

ต้องไม่ลืมว่า บนถนนที่รถวิ่งผ่านไปมาด้วยความเร็วสูง การจอดรถฉุกเฉิน หรือลงจากรถ ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำทั้งหมดข้างต้นน่าจะช่วยลดอุบัติเหตุซ้ำซากได้ไม่มากก็น้อย

 

“สนามเด็กเล่นอันตราย”…มัจจุราชร้ายใกล้บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 เมษายน 2559 เวลา 21:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426229

"สนามเด็กเล่นอันตราย"...มัจจุราชร้ายใกล้บ้าน

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

“ช่วงปิดเทอม” ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของเด็กๆ ทุกคนต่างพร้อมใจออกมาวิ่งเล่นนอกบ้านอย่างอิสระเสรี ไกลหูไกลตาผู้ใหญ่

แต่แล้วไม่นาน เสียงวี้ดว้ายคึกคะนองแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องตื่นกลัว เมื่อเด็กน้อยประสบอุบัติเหตุไม่คาดฝัน เช่น ตกน้ำ ร่วงหล่นจากต้นไม้ ตกจากเครื่องเล่น รถเฉี่ยวชน โชคดีอาจได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เนื้อตัวฟกช้ำถลอกปอกเปิก โชคร้ายถึงขั้นหัวร้างคางแตก แขนขาหัก กระทั่งเสียชีวิต

ทั้งหมดนี้คืออันตรายที่แอบแฝงอยู่ใกล้บ้าน เป็นโศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นจริงในช่วงปิดเทอม

“3 เดือนอันตราย” โศกนาฏกรรมของเด็กไทยช่วงปิดเทอม

คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า เมืองไทยมีแต่ “7 วันอันตราย”สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น นั่นคือ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเทศกาลปีใหม่ หารู้ไม่ว่าเด็กๆก็มีช่วง “3 เดือนอันตราย” เหมือนกันนั่นคือ ช่วงปิดเทอมใหญ่ เดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี

ข้อมูลของศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ระบุว่า ในรอบ10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2548 -2557 มีเด็กไทยเสียชีวิตจากอุบัติเหตุและความรุนแรง จำนวนทั้งสิ้น 32,297 ราย เฉลี่ย 3,500 รายต่อปี หรือ 250 รายต่อเดือน โดยเฉพาะช่วงปิดเทอมใหญ่ 3 เดือน ประกอบด้วยเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม มีเด็กเสียชีวิตมากกว่า 1,000 ราย คิดเป็น 35 % ของการตายตลอดทั้งปี

 

ที่น่าตกใจกว่านั้นพบว่า ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดคือ ช่วง 12 วันของกลางเดือนเมษายน ระหว่างวันที่ 12-23 มีเด็กอายุ 4-12 ขวบเสียชีวิตมากที่สุด เมื่อเทียบเท่ากับช่วงเวลาอื่นๆ

สาเหตุการตายของเด็กอายุ 4-12 ปีในช่วงเดือนเมษายนคือ 56 % ตายจากการจมน้ำ แหล่งน้ำเสี่ยงอยู่ละแวกชุมชน เช่น บ่อขุด สระน้ำสาธารณะ ห้วยหนองคลองบึงและแม่น้ำใกล้บ้าน / 25 % เกิดจากอุบัติเหตุจราจร ขับหรือซ้อนมอเตอร์ไซค์แล้วพลิกคว่ำ ถูกเฉี่ยวชน / 8 % ตกจากที่สูง เช่น ตกจากระเบียง หลังคา ต้นไม้ แป้นบาส เสาฟุตบอล หรือถูกของแข็งกระแทก เช่น เล่นสเก็ต ถูกเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นหล่นทับจนศีรษะได้รับกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง อวัยวะภายในแตกแหลกเหลว / 7 % ถูกทำร้าย / 3 % ไฟดูดไฟช๊อต และอื่นๆอีก 1 % เช่น ขาดอากาศหายใจ น้ำร้อนลวก เป็นต้น

“สนามเด็กเล่นมรณะ” ภัยร้ายใกล้บ้าน

“สนามเด็กเล่น” ถือเป็นสถานที่สุดอันตรายที่มีเด็กบาดเจ็บและเสียชีวิตมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก บอกว่า สาเหตุการเสียชีวิตของเด็กในสนามเด็กเล่นมีอยู่ 2 ประการคือ “อุปกรณ์เครื่องเล่นติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน” และ “ขาดการบำรุงรักษา”

อุปกรณ์เครื่องเล่นมักติดตั้งไม่ถูกวิธี คิดดูเครื่องเล่นน้ำหนักหลายร้อยกิโลกรัมถูกออกแบบมาเพื่อให้เด็กเล่นอย่างเต็มที่ แกว่งไกว หมุน ปีนป่าย แต่กลับติดตั้งแบบไม่ยึดติดฐานรากจนล้มลงมาทับเด็กตาย ขณะเดียวกันเครื่องเล่นมีความสูง ทำให้เด็กปีนตกลงมาใส่พื้นสนามซึ่งแข็งมาก ส่วนใหญ่เป็นพื้นปูน ยางมะตอย หรือดินแข็งๆ ที่ผ่านมาเราเคยร่วมกับสมาคมคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ออกหนังสือ “คู่มือการติดตั้งเครื่องเล่นอย่างถูกวิธี” โดยหลักๆจะบังคับให้เครื่องเล่นต้องยึดติดฐานราก มีความสูงไม่เกิน 180 ซม. พื้นสนามต้องเป็นยางสังเคราะห์ หรือทรายซึ่งดูดซับพลังงานได้ดี มีความลึก 30 ซม. แต่คนปฏิบัติตามน้อยมาก อ้างว่าไม่มีงบประมาณ ดูแลทำความสะอาดยาก”

สาเหตุสำคัญอีกประการคือ สนามเด็กเล่นหลายแห่งไม่มีการดูแลซ่อมแซม ปล่อยให้ชำรุดเสียหายจนเป็นที่น่าหวาดเสียว

“ส่วนใหญ่ติดตั้งเครื่องเล่นเสร็จก็จบ ไม่มีการดูแลต่อ สวยงามน่าชมเชยแค่ช่วงแรกๆ แต่ไม่เกิน 6 เดือนก็จะเริ่มทรุดโทรม เพราะเด็กเล่นเยอะ เล่นกันพลิกแพลงผาดโผนตามธรรมชาติของเขา แม้เครื่องเล่นจะถูกออกแบบมาให้คงทนระดับหนึ่ง แต่หากไม่มีการตรวจสอบ บำรุงซ่อมแซมอย่างสม่ำเสมอ ไม่นานก็พัง พอพังแล้วก็ไม่มีการติดป้ายห้าม ปล่อยให้เด็กเล่นกันต่อไปจนเกิดอุบัติเหตุขึ้นในที่สุด”

ยกตัวอย่างโศกนาฏกรรมที่ตกเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ นั่นคือ เหตุแป้นบาสล้มทับเด็กชายวัย 10 ขวบเสียชีวิตที่อ.วังทอง จ.พิษณุโลกเมื่อวันที่ 2 เม.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า แป้นบาสมีสภาพทรุดโทรม แถมยังไม่ถูกติดตั้งแบบยึดติดฐานราก มีเพียงอิฐบล็อกถ่วงไว้ เมื่อเด็กขึ้นไปเก็บลูกบอลที่ติดอยู่ ส่งผลให้แป้นบ้านขนาดสูงกว่า 4 เมตรล้มครืนลงมาจนศีรษะกระแทกตายคาที่

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ทุกครั้งหลังเกิดอุบัติเหตุเด็กเสียชีวิตในสนามเด็กเล่น ผู้เสียหายไม่เคยฟ้องร้องเอาผิดกับใครได้แม้แต่คนเดียว

นักวิชาการด้านความปลอดภัยในเด็กรายนี้ สารภาพว่า  ที่ผ่านมาคดีมักจบลงด้วยการเจรจาไกล่เกลี่ย จ่ายค่าเสียหายให้ครอบครัวเหยื่อ ยังไม่เคยถึงขั้นฟ้องร้องต่อศาลเอาผิดเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือผู้รับผิดชอบพื้นที่ เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่าง

“ขณะนี้สคบ.กำลังร่างระเบียบเรื่องการเอาผิดต่อผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ปลอดภัย รวมถึงเอาผิดผู้ให้บริการด้วย คำถามคือ แล้วสนามเด็กเล่นถือเป็นการให้บริการสาธารณะหรือเปล่า ควรเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้นำท้องถิ่นหรือไม่ ซึ่งเป็นผู้จัดหาเครื่องเล่นมา แต่กลับติดตั้งไม่ถูกวิธี ไม่ดูแลรักษา ปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรมจนเป็นอันตราย พอเกิดเหตุก็โทษพ่อแม่เด็กที่ปล่อยลูกมาเล่น แต่ไม่มีใครรับผิดชอบ”

ถึงเวลาจัดระเบียบ”เซฟตี้โซน”สำหรับเด็ก

ความตายของเด็กๆในช่วงปิดเทอมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือโชคชะตากลั่นแกล้ง หากแต่เกิดจาก”ความปล่อยปละละเลย”ของผู้ใหญ่

รศ.นพ.อดิศักดิ์ เผย หากเกิดอุบัติเหตุในเด็กอายุต่ำกว่า 7 ปี ความตายของเด็กกลุ่มนี้ถือเป็นความละเลยของผู้ปกครอง ขณะที่ความตายของเด็กอายุ 7 ปีขึ้นไปมักพบว่าเป็นความละเลยของผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดูแลพื้นที่ เช่น ไม่จัดพื้นที่เล่นปลอดภัยสำหรับเด็ก พื้นที่เล่นของเด็กไม่แยกเด็กออกจากถนน แหล่งน้ำ ไม่ตรวจสอบการติดตั้งเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นให้มั่นคง ไม่ตรวจสอบความปลอดภัยของสนามกีฬา เช่น แป้นบาส เสาฟุตบอล ที่ใช้งานมานานหลายปี

“เด็กอายุ 4-6 ขวบยังไม่รู้เรื่้องความเสี่ยง ไม่รู้ว่าตรงไหนคืออันตราย ผู้ปกครองต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ดูแลแบบ”มองเห็น คว้าถึง วิ่งเข้าไปช่วยได้ทัน” ส่วนเด็กอายุ 7 ขวบขึ้นไป เป็นวัยที่พ่อแม่เริ่มปล่อย พัฒนาการสติปัญญาเริ่มจะรู้ว่าอะไรอันตราย อะไรเสี่ยง จึงจำเป็นต้องมีคนสอนว่าวิธีการเล่นที่ปลอดภัยคืออะไร ตรงไหนคือจุดเสี่ยง แล้วถ้าพ้นหูพ้นตาพ่อแม่ไปเล่นแล้วเกิดอุบัติเหตุ เช่น แป้นบาสหล่นทับ ตรงนี้ผู้นำท้องถิ่นซึ่งมีหน้าที่ดูแลต้องรับผิดชอบ เพราะเครื่องเล่นนั้นเป็นเงินของชุมชนซื้อมาติดตั้ง แต่ชุมชนกลับไม่ได้ดูแลให้ดี จะมาพูดทำนองว่าหามาให้เล่นก็บุญแล้ว แบบนี้ไม่ถูกต้อง

กลับมาที่ช่วงเวลา 12 วันกลางเดือนเมษายน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสูญเสียที่มีเด็กสังเวยชีวิตมากที่สุุดของปี

ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก เสนอแนะว่า ช่วงสงกรานต์นี้ ชุมชน ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้จัดการพื้นที่ ต้องเตรียมพื้่นที่ให้เล่นน้ำเฉพาะ (Zoning) เพื่อลดอุบัติเหตุจราจร พื้นที่โซนนิ่งต้องพื้นเป็นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เน้นป้องกันการจมน้ำ ถูกรถชน ของหนักหล่นทับ ตกจากที่สูง ถูกไฟฟ้าดูด เฝ้าระวังความรุนแรง อันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้นๆ งดเหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดขายอุปกรณ์ฉีดน้ำที่เป็นอันตรายอย่างเด็ดขาด

“การเตรียมพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในชุมชนถือว่ายังบกพร่องมาก เสี่ยงเจ็บเสี่ยงตาย ในโรงเรียนยังมีพื้นที่จำกัด มีรั้วรอบขอบชิด มีครูดูแลบ้างเป็นครั้งคราว แต่ชุมชนไม่มีเลย เด็กๆต้องไปหาที่วิ่งเล่นกันเอง ชุมชนจึงควรเตรียมพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กเล่น โดยอาจจัดให้มีผู้สอดส่องดูแลความปลอดภัยของเด็กๆที่เล่นนอกบ้าน เช่น จัดให้มีพี่เลี้ยงชุมชน(Playgroup) เพื่อช่วยเป็นหูเป็นตาแทนพ่อแม่เด็กในช่วงปิดเทอม

อย่าลืมว่า ธรรมชาติของเด็กต้องวิ่งเล่น สนุกสนานเฮฮา โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดปิดเทอม อันถือเป็นช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลายของพวกเขา ดังนั้นการจัดการพื้นที่ปลอดภัยสำหรับลูกหลานของเราจึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง.

 

มาตรการเล่นน้ำฝ่าวิกฤตแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 19:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426051

มาตรการเล่นน้ำฝ่าวิกฤตแล้ง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

วิกฤตการณ์แล้งครั้งประวัติศาสตร์กระทบต่อ “เทศกาลสงกรานต์” โดยตรง และถึงแม้ สุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน จะยืนยันว่า ยังมีปริมาณน้ำเพียงพอให้ประชาชนได้สนุกสนานกับการเล่นน้ำตามประเพณี

ทว่า หลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนก็ระดมมาตรการประหยัดน้ำกันอย่างเข้มข้น

เริ่มต้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งได้ประกาศลดขนาดการจัดงานสงกรานต์ลง โดย “ถนนสีลม” ในปีนี้จะลดวันจัดงานลง 1 วัน และไม่มีจุดบริการน้ำ พร้อมทั้งขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการให้งดแจกน้ำแก่นักท่องเที่ยวที่มาร่วมงานด้วย

เช่นเดียวกับ “ถนนข้าวสาร” กทม.ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการลดจำนวนวันจัดกิจกรรมลง จาก 3 วัน เหลือ 2 วัน คือระหว่างวันที่ 13-14 เม.ย.เท่านั้น และทุกพื้นที่ที่ กทม.เป็นแม่งาน ไม่ว่าจะเป็น “เซ็นทรัลเวิลด์” หรือสถานที่ต่างๆ อีก 6 โซน อมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม. สั่งให้ “ยุติกิจกรรม” ในเวลา 21.00 น. พร้อมกันทั้งหมด

หนำซ้ำที่ “เซ็นทรัลเวิลด์” ยังถูกสั่งให้ระงับอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ด้วย

มากไปกว่านั้น กทม.ยังเสนอไอเดียให้ใช้ “กระบอกฉีดน้ำแบบละออง” หรือฟ็อกกี้ แทนการสาดน้ำด้วยขันหรือปืน ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำได้มาก

ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายก็ได้กำหนดมาตรการคุมเข้ม “ท้องถนน” โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ทำคลอดนโยบายชั่วคราวเป็นข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในช่วงเทศกาลสงกรานต์

มุมหนึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการจราจร อีกมุมหนึ่งเป็นการประหยัดน้ำได้อย่างชะงักงัน

มาตรการของ บช.น.ก็คือ ระหว่างวันที่ 13-17 เม.ย.นี้ ห้ามเดินรถบางชนิดในบางเส้นทาง ที่สำคัญคือ “ห้ามรถน้ำ” และรถบรรทุกอุปกรณ์เล่นน้ำสงกรานต์เข้าไปยังถนน 33 สาย ในช่วงเวลา 10.00-22.00 น. ฝ่าฝืนถูกจับ-ปรับไม่เกิน 1,000 บาท

สำหรับถนนสำคัญที่ “ห้ามรถขนน้ำ” เข้าพื้นที่ อาทิ ข้าวสาร จักรพงษ์ บวรนิเวศ สิบสามห้าง ตะนาว ราชินี พระอาทิตย์ พระสุเมรุ สามเสน ราชดำเนินกลาง ราชดำเนินใน หน้าพระลาน สุทธิสารวินิจฉัย ประชาสุข สายไหม หทัยราษฎร์ โชคชัย 4 ลาดพร้าว-วังหิน นาคนิวาส สังคมสงเคราะห์ สีลม พระราม 4 นราธิวาสราชนครินทร์

ทั้งหมดสอดคล้องกับมติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ได้รับทราบแนวทางและมาตรการรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าเนื่องในประเพณีสงกรานต์ ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์แบบไทย ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า” ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ

ความร่วมมือที่ วธ.ต้องการร้องขอจากประชาชนนั่นก็คือ ไม่นำน้ำใส่รถกระบะเพื่อเล่นสาดกัน ไม่ใช้สายยางฉีดน้ำใส่กันบริเวณท้องถนน หรือบริเวณจัดงานต่างๆ รวมทั้งให้กำหนดระยะเวลาและปริมาณการจ่ายน้ำ รวมถึงกำหนดจุดบริการน้ำ เพื่อให้จัดกิจกรรมงานสงกรานต์อย่างประหยัด

ในห้วงยามที่วิกฤตแล้งรุกคืบ ชาว กทม.ได้สะท้อนความคิดเห็นผ่าน “กรุงเทพโพลล์” ซึ่งได้สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “คนกรุงกับเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางวิกฤตภัยแล้ง” โดยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 84.2% เห็นด้วยกับการรณรงค์เล่นน้ำอย่างประหยัด แต่ที่น่าสนใจก็คือมีประชาชนถึง 15.8% ที่ไม่เห็นด้วย

นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่าง 54.6% มองว่าการลดจำนวนวันจัดกิจกรรมสงกรานต์ส่งผลต่อบรรยากาศการท่องเที่ยว

เรื่องที่กลุ่มตัวอย่างมีความ “กังวลใจ” มากที่สุด 66.8% ก็คือเรื่องการเมาสุราและทะเลาะวิวาท ขณะที่ 64.9% กังวลเรื่องอุบัติเหตุจากการจราจรบนท้องถนน ส่วนอีก 40.4% กังวลเรื่องการเล่นสงกรานต์รุนแรงเกินขอบเขต

ข้อมูลจากการประปานครหลวง (กปน.) ฉายภาพปริมาณน้ำที่ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ย้อนหลัง 3 ปี คือระหว่างวันที่ 11-16 เม.ย.ของปี 2556-2558 พบว่าระยะเวลาเพียง 6 วัน มีการใช้น้ำถึง 28, 28 และ 28.7 ล้านลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ

ทั้งหมดคือต้นทุน สำหรับประเพณีขึ้นชื่อและเป็นจุดขายสำคัญสำหรับการท่องเที่ยวไทย

สำหรับคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและคูเมืองต่างๆ ก่อนถึงประเพณีสงกรานต์นั้น

วิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า จากการขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งปีนี้ทำให้รัฐบาลได้ขอความร่วมมือประชาชนรณรงค์เล่นน้ำสงกรานต์แบบใช้น้ำอย่างประหยัด แต่ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำที่มีอยู่น้อยและนำไปใช้เล่นน้ำสงกรานต์ด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างส่วนใหญ่มีความเสื่อมโทรมอยู่แล้ว และมีปัญหาเรื่องความเค็มจากน้ำทะเลหนุน ขณะที่แหล่งน้ำเน่าเสียมาจากการขาดระบบบำบัดน้ำเสีย ที่ทั่วประเทศนำน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดได้เพียงแค่ 30% เท่านั้น จึงจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนให้จังหวัดและเทศบาลขนาดใหญ่ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียรวมรองรับ

ทั้งนี้ คุณภาพน้ำสำหรับการนำไปใช้เล่นสงกรานต์มีคำเตือนว่า ผู้นำน้ำไปเล่นสาดหรือรดผู้อื่นให้เล่นอย่างระมัดระวัง เพราะไม่สามารถสังเกตได้แค่สีของน้ำ หรือมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงขอให้ประชาชนที่เล่นน้ำสังเกตจากกลิ่นของน้ำ หากมีกลิ่นหรือมีน้ำเสียไหลลงไปในแหล่งน้ำไม่ควรนำน้ำมาสาดเล่นกัน โดยเฉพาะน้ำเสียดังกล่าวมีเชื้อโรค แบคทีเรียปะปนที่มาจากระบบขับถ่ายของคนที่ไม่ผ่านการบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ขอให้ระวังและควรเล่นน้ำที่สะอาด

อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวย้ำว่า กรมควบคุมมลพิษได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบคูคลองสายหลักยอดนิยมในการเล่นสงกรานต์เป็นประจำแล้ว เช่น บริเวณคูเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ จะตรวจสอบก่อนเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว และทยอยตรวจสอบคุณภาพน้ำในพื้นที่อื่นๆ ที่ใช้น้ำเล่นสงกรานต์ในปีนี้

 

“สงกรานต์” ยามแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 17:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/426043

"สงกรานต์" ยามแล้ง

โดย…ทีมข่าวธุรกิจ-ตลาดโพสต์ทูเดย์

เมื่อภัยแล้งมาเยือนพร้อมๆ กับเทศกาลสงกรานต์ ทำให้ปีนี้ภาครัฐต้องรณรงค์เล่นน้ำช่วงสงกรานต์อย่างประหยัด ดังนั้นพื้นที่ขาประจำที่เคยเป็นพื้นที่จัดงานเทศกาลสงกรานต์สาดน้ำกันอย่างเมามัน ถือเป็นไฮไลต์เด็ดในแต่ละภูมิภาคก็ต้องปรับตัวตามสภาพน้ำ เช่นเดียวกับคนเล่นน้ำและคนขายอุปกรณ์การเล่นน้ำที่ต้องพร้อมรับมือการเล่นน้ำแบบฉบับประหยัดรับภัยแล้งไปด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าน้ำจะมีน้อยและกำลังซื้อในภาพรวมยังไม่ฟื้นตัว แต่ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 1.24 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.51% นับเป็นความคึกคักสุดในรอบ 3 ปี

ทั้งนี้ คาดว่าเป็นผลมาจากเป็นวันหยุดยาวหลายวันและประชาชนคนไทยนิยมกลับไปสืบสานประเพณีสงกรานต์ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะมาตรการให้สามารถหักค่าใช้จ่ายจากการกิน เที่ยว นำไปลดหย่อนภาษีได้ในช่วงสงกรานต์

ขณะที่ตัวเลขจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ปี 2559 น่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ 10 วัน เพิ่มเติม 2,100 ล้านบาท จากในกรณีที่ไม่มีมาตรการและส่งผลให้เกิดเม็ดเงินสะพัดสู่ธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ปี 2559 รวม 2.41 หมื่นล้านบาท โดยเม็ดเงินดังกล่าวสะพัดสู่ธุรกิจต่างๆ ทั้งที่พัก อาหาร และเครื่องดื่ม สินค้าที่ระลึก บริการความบันเทิง บริการท่องเที่ยว และบริการพาหนะเดินทาง

สภาวการณ์ดังกล่าว แม้ดูจะเอื้อกับธุรกิจปืนฉีดน้ำ อุปกรณ์เล่นน้ำยอดฮิตในช่วงสงกรานต์ เพราะประหยัดน้ำกว่าการใช้ขันตักสาดน้ำ แต่กลับพบว่ายอดขายปืนฉีดน้ำซบเซาลงอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งน่าจะเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยตรง

ธวัชชัย พรพิพัฒน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิตตี้ ทอยส์ มาร์เก็ตติ้ง ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายของเล่นและปืนฉีดน้ำจากจีน กล่าวว่า ปืนฉีดน้ำปีนี้ยอดขายกลับซบเซาหนักรอบ 40 ปี โดยพบว่าพ่อค้าแม่ค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดลดปริมาณซื้อสินค้าไปจำหน่ายช่วงสงกรานต์ เพราะกังวลว่าการรณรงค์การเล่นน้ำอย่างประหยัดจะทำให้จำนวนผู้มาเล่นน้ำน้อยอาจเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่น เช่น เดินห้างสรรพสินค้า ช็อปปิ้ง กินข้าวนอกบ้านแทน

เห็นได้จากปกติยอดขายต้นเดือน เม.ย. ต้องมีคำสั่งซื้อเข้ามามาก แต่ปีนี้ไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำ โดยปืนฉีดน้ำส่วนใหญ่ที่คนรุ่นใหม่นิยมขณะนี้เป็นคาแรกเตอร์การ์ตูนดังจากต่างประเทศ อาทิ โดราเอมอน มิกกี้เมาส์ เป็นลักษณะเป้สะพายข้างหลัง ซึ่งของบริษัทจะเป็นลูนีตูน มาสค์ไรเดอร์ แบทแมน และสพันจ์บ็อบ มีช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าส่งสำเพ็ง ร้านค้าทั่วไป ในห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรดราคา 20-200 บาท คาดว่าหลังจบสงกรานต์ห้างสรรพสินค้าคงส่งสินค้าคืนให้บริษัทจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม บริษัทก็ปรับตัวรับมือแล้วโดยได้ลดราคาปืนฉีดน้ำแบบคาแรกเตอร์การ์ตูนรูปแบบกระเป๋าเป้จากชิ้นละกว่า 200 บาท เหลือกว่า 100 บาท พร้อมทำโปรโมชั่นสำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าไปจำหน่าย ทั้งลดราคาและแถมปืนฉีดน้ำ เพื่อหวังเอาต้นทุนคืนจากเดิมที่คาดหวังมีรายได้แตะ 10 ล้านบาท

ด้านแหล่งเล่นน้ำสำคัญใจกลางกรุงที่คนไทยและต่างชาติแห่แหนไปเล่นน้ำกันมากทุกปีอย่างถนนข้าวสาร ปีนี้โต้โผใหญ่สมาคมผู้ประกอบการค้าถนนข้าวสาร ซึ่งจับมือพันธมิตรจัดงานเทศกาลสงกรานต์ที่ถนนข้าวสารเป็นประจำทุกปี ก็ประกาศแล้วว่าจะลดวันสาดน้ำและลดเวลาสาดน้ำลงรับกระแสประหย้ดน้ำโดยดี

ปิยะบุตร จิวระโมไนย์กุล นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าถนนข้าวสาร เปิดเผยว่า วันแรกของเทศกาลสงกรานต์บนถนนข้าวสารคือ วันที่ 12 เม.ย. จะไม่มีการเล่นน้ำ มีเพียงการแสดงบนเวทีประกวดนางงามนานาชาติสวมใส่ชุดไทย เป็นการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมให้คงอยู่ในสถานที่แห่งนี้ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ทรงเสด็จมาเป็นประธานเปิดงานเหมือนเช่นทุกปี หลังจากนั้นในวันที่ 13 เม.ย. จะมีการสรงน้ำพระในช่วงเช้า จากนั้นจึงจะเริ่มเล่นน้ำสงกรานต์ตามปกติ

ในปีนี้ถนนข้าวสารจะตอบรับมาตรการประหยัดน้ำรับมือภัยแล้ง โดยการเล่นน้ำจะจบลงในวันที่ 14 เม.ย. จากที่ทุกปีจะเล่นยาวกันถึงวันที่ 15 เม.ย. และในแต่ละวันจะเลิกเวลา 21.00 น. จากปีก่อนๆ ที่งานจบเวลา 23.00 น. พร้อมจะรณรงค์การเล่นน้ำด้วยรูปแบบโบราณคือ ใช้ขันรดน้ำอบกลิ่นหอม รดน้ำระหว่างกันเล็กน้อยพอให้เห็นภาพประเพณีที่สวยงามเรียบร้อยที่มีมาแต่โบราณ แทนการสาดน้ำอย่างดุเดือดเช่นทุกปี รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้าย่านถนนข้าวสารว่าจะไม่มีการตั้งจุดแจกน้ำ พร้อมห้ามเล่นแป้งโดยเด็ดขาด

สำหรับผู้ประกอบการโรงแรมบางแห่งที่เคยจัดกิจกรรมปาร์ตี้ช่วงสงกรานต์ในปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็ของดจัดกิจกรรม เพราะเมื่อเห็นรัฐบาลรณรงค์ให้ประหยัดน้ำ จึงไม่กล้าสวนกระแสจัดกิจกรรมปาร์ตี้สงกรานต์ แม้ที่ผ่านมาจะเป็นการจัดปาร์ตี้ในสระว่ายน้ำของโรงแรมก็ตาม

อรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการสามพราน ริเวอร์ไซด์ แหล่งท่องเที่ยวและที่พักริมแม่น้ำท่าจีน จ.นครปฐม กล่าวว่า ถึงแม้สามพราน ริเวอร์ไซด์ จะอยู่ใกล้แม่น้ำ แต่ก็พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์เล่นน้ำสงกรานต์อย่างประหยัดให้เข้ากับสถานการณ์ภัยแล้ง โดยจะจัดกิจกรรมสงกรานต์แบบวิถีไทย เน้นกิจกรรมรดน้ำดำหัว กิจกรรมทำแป้งร่ำ

ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมดีวาน่า และรีเซนต้า จ.ภูเก็ต และกระบี่ กล่าวว่า บรรยากาศสงกรานต์ที่ภูเก็ตก็น่าจะยังคึกคักอยู่ เพราะมีกิจกรรมทดแทน โดยวันที่ 14-17 เม.ย.นี้ มีงานไทยแลนด์ บอลลูน มิวสิค เฟสติวัล ที่ภูเก็ต พาราไดซ์ พาร์ค ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีเทศกาลบอลลูนที่ภูเก็ต จึงน่าจะเรียกความสนใจจากคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวได้ไม่น้อย

แม้หลายแห่งจะจัดสงกรานต์สาดน้ำกันไม่ได้ต้องเน้นประหยัด ก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอีกประเภทที่แม้มีภัยแล้ง ก็ไม่เป็นปัญหา แถมยังเชื่อว่าจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากการที่คนต้องประหยัดน้ำที่ใช้เล่นสงกรานต์ด้วย อย่างเช่น สวนน้ำ ที่เวลานี้ีเปิดกันทั่วพื้นที่ ต่างพร้อมอ้าแขนรับคนที่ต้องการมาเล่นน้ำสงกรานต์ให้เปียกกันเต็มที่แบบไม่ต้องกลัวเปลือง โดยเฉพาะสวนน้ำพี่ใหญ่อย่างสวนสยาม ซึ่งถูกบันทึกในกินเนสบุ๊กว่ามีทะเลเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ ประธานกรรมการ บริษัท สยามพาร์ค บางกอก ผู้ดำเนินธุรกิจสวนสนุก-สวนน้ำ สวนสยาม กล่าวว่า จะเตรียมถังน้ำไว้ริมทะเลเทียม 10-20 จุด ให้ผู้ที่มาใช้บริการสวนน้ำของสวนสยามได้ตักเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันบริเวณทะเลเทียม เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนได้เล่นสาดน้ำเหมือนทุกปี ควบคู่ไปกับการช่วยสนับสนุนรัฐในการเล่นน้ำอย่างประหยัด

“ที่กล้าบอกแบบนี้ ก็เพราะน้ำที่เล่นสาดกันก็มาจากทะเลเทียม ซึ่งเมื่อสาดกันแล้วน้ำเหล่านั้นก็ไม่ได้ไปไหน จะไหลไปผ่านระบบกรองน้ำจนสะอาดแล้วกลับมาสู่ทะเลเทียมอีกครั้ง ทำให้ไม่ได้สูญเสียน้ำมาก อีกทั้งแหล่งน้ำที่นำมาใช้ก็เป็นแหล่งน้ำที่สวนสยามขุดบ่อธรรมชาติเก็บกักน้ำตามธรรมชาติไว้เอง ไม่ได้พึ่งพาน้ำประปา หรือน้ำบาดาล จึงไม่ไปเป็นส่วนหนึ่งในการแย่งน้ำกินน้ำใช้แน่นอน”

ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนขนาดนี้ เหลือแต่ประชาชนอย่างเราๆ ที่ต้องร่วมใจอีกแรง ด้วยการเล่นน้ำอย่างประหยัดและยังสามารถสืบสานวัฒนธรรมที่ดีงามได้ต่อไป

ธุรกิจยิ้มร่า ท่องเที่ยวคึกคัก

แม้การจัดกิจกรรมสงกรานต์ในหลายพื้นที่จำเป็นต้องปรับรูปแบบเพื่อประหยัดน้ำ งดเว้นการสาดและฉีดน้ำเปลี่ยนมาเป็นการประพรมและโปรยละอองน้ำ ซึ่งอาจดูเหมือนความสนุกสนานที่เคยเต็มร้อย จะลดน้อยลง แต่หลายพื้นที่ก็มั่นใจว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จะไม่ลดน้อยลงกว่าปีก่อนๆ

เข็มชาติ สมใจวงษ์ รองประธานหอการค้าจังหวัดขอนแก่น เปิดเผยว่า ยอดการจองห้องพักภาพรวมทั้งจังหวัดขณะนี้ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ยอดการจองมากกว่า 50% จากจำนวนห้องพักที่มีกว่า 5,000 ห้อง คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมเล่นน้ำสงกรานต์และร่วมกิจกรรมต่างๆ มากกว่า 3 แสนคน และจะมีเงินสะพัดในกลุ่มธุรกิจต่างๆ มากกว่า 600 ล้านบาท

ไพศาล ซื่อธานุวงศ์ กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานชมรมมัคคุเทศก์ภาษาจีนกลางแห่งประเทศไทย เชื่อมั่นว่านักท่องเที่ยวจากจีนที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ จะไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เนื่องจากคนจีนส่วนใหญ่ชื่นชอบที่จะเข้ามาสัมผัสบรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ของไทยที่ได้ชื่อว่ามีความสนุกสนานเป็นอย่างมาก

สำหรับการรณรงค์เรื่องการใช้น้ำอย่างประหยัดในเทศกาลนั้น ประธานชมรมมัคคุเทศก์ภาษาจีนกลางแห่งประเทศไทย มองว่า หากมองในภาพรวมแล้วทางผู้ที่ดูแลนักท่องเที่ยวจะมีการเตรียมการและจัดเตรียมสิ่งของต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ กระบอกฉีดน้ำไว้พร้อมอยู่แล้ว และคิดว่าปัญหาเรื่องน้ำจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับนักท่องเที่ยวอย่างแน่นอน

นอกจากแหล่งท่องเที่ยวจัดประเพณีสงกรานต์ที่ขึ้นชื่อตามเมืองใหญ่ๆ แล้ว สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติก็ได้รับความนิยมไม่น้อยเช่นกัน

ประทีป โจ้งทอง นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง กล่าวว่า การท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่ จ.ตรัง และภาคใต้โดยรวมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้เริ่มคักคักมาตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. และจะต่อเนื่องไปจนถึงช่วงกลางเดือน เม.ย.นี้ ซึ่งบางแห่งก็มีการจองเต็มแล้วหรือเกือบเต็ม และยังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อีกนิดหน่อย

ประทีป มองว่า การท่องเที่ยวสงกรานต์ปีที่ผ่านมากับปีนี้ ซึ่งไทยประสบปัญหาภัยแล้งนั้นไม่แตกต่างกันมาก ส่วนใหญ่หรือ 90% จะเป็นคนไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเห็นว่าการท่องเที่ยวช่วงนี้มีคนไทยมากก็จะปฏิเสธ เพราะต้องการความสงบ จึงเลี่ยงไปท่องเที่ยวด้านอื่น ทำให้ยอดชาวต่างชาติจะน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงอื่น

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นอันซีนอยู่ในขณะนี้ คือ ถ้ำมรกต เกาะกระดาน รวมทั้งแหล่งดูปะการัง อย่างเกาะม้า เกาะเชือก เกาะมุก เนื่องจากปะการังในปีนี้มีความสมบูรณ์และไม่มีการฟอกขาว ทำให้วันหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจากจีน ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียนเช่นจากเมียนมาเข้ามาท่องเที่ยวท้องทะเลตรัง โดยพากันขึ้นเรือที่ท่าเทียบเรือหาดปากเมง อ.สิเกา จ.ตรัง วันละไม่ต่ำกว่า 3,000 คน จนต้องกระจายไปขึ้นลงเรือยังท่าเทียบเรือต่างๆ บริเวณใกล้เคียง

 

“จัดระเบียบรปภ.”…เมื่อวุฒิการศึกษาสำคัญกว่าประสบการณ์ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 เมษายน 2559 เวลา 20:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/425934

"จัดระเบียบรปภ."...เมื่อวุฒิการศึกษาสำคัญกว่าประสบการณ์ชีวิต

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ทันทีที่ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 มี.ค. นำมาสู่กระแสคัดค้านต่อต้านจากเหล่าบรรดาพนักงานรักษาความปลอดภัย หรือยาม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดคุณสมบัติว่าต้องจบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 ขึ้นไป ต้องพ้นโทษจำคุกจากคดีอาญาร้ายแรงอย่างน้อย 3 ปี ล้วนส่งผลกระทบต่อผู้คนในอาชีพรปภ.กว่า 4 แสนรายอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

จัดระเบียบยาม…เมื่อคุณภาพชี้วัดด้วยวุฒิการศึกษา

น้อยคนจะรู้ว่า  ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่มีกฎหมายควบคุมบริษัทรักษาความปลอดภัย ทำให้การจ้างงานเป็นไปอย่างอิสระ ใครๆก็สามารถทำอาชีพนี้ได้ ไม่มีการตรวจประวัติอาชญากรรม ทั้งยังมีการจ้างงานแรงงานต่างด้าว เนื่องจากมีค่าแรงถูกกว่า

ปัจจุบันมีบริษัทรักษาความปลอดภัยจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายกว่า 4,000 แห่ง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในระบบกว่า 400,000 คน ทว่าผ่านการอบรมหลักสูตรไม่ถึง 10 % เท่านั้น

ล่าสุด หลังจากมีการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ นั่นคือ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 ได้ระบุเงื่อนไขคุณสมบัติสำคัญ 5 ประการของผู้ที่จะมาสมัครเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ดังนี้

1.อายุ 18 ขึ้นไป

2.มีสัญชาติไทย

3.จบการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือมัธยมศึกษาปีที่ 3

4.ผ่านหลักสูตรการรักษาความปลอดภัยที่นายทะเบียนรับรองว่าเป็นสถานฝึกอบรมที่ถูกต้องได้มาตรฐาน

5.ไม่เป็นผู้มีอาการติดสุรา ยาเสพติด และต้องไม่เคยถูกจำคุกในคดีอาญาที่มีข้อหาความผิดเกี่ยวกับ “เพศ ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์ การพนัน ยาเสพติด” ยกเว้นได้รับโทษจำคุกแล้วพ้นโทษออกมาใช้ชีวิตปกติไม่น้อยกว่า 3 ปี (แต่ผู้ทำผิดคดีเกี่ยวกับ “เพศ” จะไม่ได้รับการยกเว้น)

ธนพล พลเยี่ยม เลขาธิการสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย กล่าวว่า การที่กฎหมายระบุว่า รปภ.จะต้องจบการศึกษาภาคบังคับนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อตัวผู้ประกอบการเองและผู้ปฎิบัติหน้าที่

“ปัจจุบันมีรปภ.ทั่วประเทศประมาณ 4 แสนคน ไม่จบการศึกษาภาคบังคับถึง 2.8 แสนคน หรือคิดเป็น 70 % ของทั้งหมด พูดง่ายๆว่าคนที่เข้ามาสมัครเป็นยามจบม.3น้อยมาก คนที่จบม.3ขึ้นไปส่วนใหญ่มักไปทำงานในโรงงาน ไม่ก็เข้ามาเป็นยามช่วงสั้นๆเพื่อรอโอกาสงานที่ดีกว่า ยิ่งคนรุ่นใหม่สมัยนี้ถามหน่อยเถอะว่าใครกันจะอยากมาเป็นยาม ปัญหาในอนาคตคือ เมื่อยามกว่า 2.8 แสนคน ทยอยออกไปหางานใหม่ หรือออกไปเพราะร่างกายไม่เอื้ออำนวย การจะได้คนใหม่เข้ามาเติมเต็มถือเป็นเรื่องยาก ไม่มีคนมาสมัคร เพราะวุฒิไม่ถึง ม.3”

เลขาธิการสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย ย้ำว่า วุฒิการศึกษาไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกคุณภาพในการทำงานของรปภ. ประสบการณ์ อายุ ความรับผิดชอบ เเละความซื่อสัตย์ต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน

“จากประสบการณ์ในฐานะผู้ประกอบการ เชื่อไหมครับว่า รปภ.ที่มีคุณภาพ ส่วนใหญ่คือกลุ่มคนอายุ 40 ปีขึ้นไป เรียนจบแค่ ป.4 หรือ ป.6 เท่านั้น ทำงานขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ มีความรับผิดชอบสูง จนลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างเอ่ยปากชม ขณะพวกเด็กหน้าใหม่อายุ 18-19 ปี ถือวุฒิ ม.3 แต่ทำงานไม่มีความรับผิดชอบเยอะแยะ วันๆเอาเเต่นั่งเล่นโทรศัพท์จนถูกตำหนิจากลูกค้าเป็นประจำ สิ่งที่อยากจะบอกคือ วุฒิการศึกษาไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ว่า รปภ.คนนั้นมีคุณภาพในการปฎิบัติหน้าที่”

คนขี้คุกห้ามสมัคร=ละเมิดสิทธิ์

แม้จุดมุ่งหมายของ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ.2558 จะพุ่งเป้าไปที่การยกระดับมาตรฐานธุรกิจรักษาความปลอดภัย เพิ่มศักยภาพในการทำงานให้แก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ทว่าในสายตาของยามตัวจริง พวกเขาไม่เห็นด้วย มองว่าบทบัญญัติที่ออกมาไม่สอดคล้องกับสภาพการทำงาน

จากการสอบถามผู้ประกอบการด้านธุรกิจรักษาความปลอดภัย หลายรายตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดให้ “รปภ.” พ้นโทษคดีอาญาถึง 3 ปี ก่อนจะมาขึ้นทะเบียนทำงานได้นั้น อาจผิดข้อกำหนดของไอแอลโอ หรือองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization) เพราะกีดกันคนบางกลุ่มไม่ให้มีงานทำ ทั้งที่พวกเขารับโทษจำคุกมาแล้ว อาจเป็นการผลักให้คนกลุ่มนี้ไม่มีงานทำแล้วกลับไปสู่วงจรก่อคดีทำผิดกฎหมายอีก

“กรมราชทัณฑ์บอกเสมอว่าต้องการคืนคนดีสู่สังคม แต่กฎหมายดันไม่รับคนเหล่านี้ ต้องรอให้พ้นโทษ 3 ปีก่อนถึงจะไว้ใจ ทั้งที่รปภ.เป็นอาชีพที่กำลังขาดแคลน รับไม่อั้น มา 100 คนรับ 100 คน และมีแรงงานต่างด้าวในระบบกว่า 5 หมื่นราย ถ้าจำกัดโอกาสด้วยข้อหาที่ว่ายังพ้นโทษไม่ถึง 3 ปี ผมคิดว่ามันจะนำไปสู่ปัญหาด้านอื่นๆ อีกมากมาย แทนที่จะเรารับพวกเขาเข้ามาเป็นผู้ให้ความปลอดภัย กลับกลายเป็นผลักไสให้ไปสร้างความไม่ปลอดภัยแทน” เลขาธิการสหพันธ์ธุรกิจรักษาความปลอดภัย กล่าว

เขาบอกว่า สิ่งหนึ่งที่อยากให้สังคมรับรู้คือ กฎหมายฉบับนี้ควบคุมเฉพาะ “ธุรกิจ” รักษาความปลอดภัยในภาคเอกชนเท่านั้น ไม่ควบคุมทั่วถึงการให้บริการรักษาความปลอดภัยที่เป็นหน่วยงานของรัฐ หมายความว่า “องค์การทหารผ่านศึก” จะได้รับการยกเว้น เเสดงให้เห็นถึงความไม่ยุติธรรมในการประกอบธุรกิจของภาครัฐและเอกชนภายใต้ลูกค้ากลุ่มเดียวกัน

“พ.ร.บ.นี้ไม่บังคับทหารผ่านศึก กลายเป็นเอื้อประโยชน์ให้องค์กรของรัฐซึ่งทำธุรกิจแข่งกับเอกชน เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้น ถ้าจะเป็นรปภ. ของเอกชนต้องจบ ม.3  แต่พวก ป.6 ไปเป็นยามขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกกันหมดเลย  กฎหมายออกมาบังคับแต่เอกชน แต่ไม่บังคับตัวรัฐเอง”

“งานเสี่ยงไม่กลัว กลัวสังคมไม่ให้โอกาส”เสียงสะท้อนจากยาม

ไพศาล ดาลหอม ผู้จัดการฝ่ายปฎิบัติการจากบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่ง เขาเคยผ่านประสบการณ์ติดคุกติดตารางมาหลายปี ก่อนที่อาชีพรปภ.จะสร้างชีวิตใหม่ให้กับเขา

“ออกจากคุกวันเเรก พอพบหน้าครอบครัว ก็คิดถึงการหางานทำ จะทำอาชีพอะไรดี คนคุกเขารู้กันอยู่เเล้วว่า ยามนี่เเหละง่ายที่สุด ไม่ต้องลงทุน ไม่ต้องใช้เงินสักบาท เเบกกระเป๋าหอบเสื้อผ้าเข้าไปสมัคร สัมภาษณ์งานเสร็จ เขาก็พาไปตัดผมเเละรับเครื่องเเบบ อบรมไม่กี่วันก็ทำงานได้เลย  คนคุกหลายคนออกจากเรือนจำมาชีวิตไม่เหลืออะไรสักอย่าง ภรรยาลูกหายหมด หากถูกปิดกั้นโอกาสจากสังคมอีกก็จบกันชีวิตนี้”

ไพศาล มองว่า ข้อดีของคนที่เคยติดคุกติดตารางมาคือ ความใจเด็ด ไม่กลัวใคร ส่งไปอยู่ไหนก็เอา พื้นที่นักเลง ขโมยเยอะ ไม่เคยหวั่นเกรง พูดง่ายๆงานเสี่ยงไม่กลัว กลัวสังคมไม่ให้โอกาสมากกว่า

เกษี วัย 47 ปี หัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัยของบริษัทแห่งหนึ่ง เรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 แต่ใช้ความขยัน อดทน ซื่อสัตย์ นำทางจนประสบความสำเร็จในหน้าที่ ปัจจุบันมีรายได้ 18,000 บาทต่อเดือน

“ผมออกมาทำงานตั้งแต่จบ ป.6 ผ่านมาหลายอาชีพ กระทั่งมาเป็นรปภ. ตัวผมแสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่จำเป็นต้องจบ ม.3 ก็สามารถเป็นยามที่ดีได้  สิ่งสำคัญคือตั้งใจ ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ไม่ขาดลามาสาย สำหรับพรบ.ฉบับล่าสุด ส่วนตัวเห็นว่า เป็นการจำกัดการเข้าทำงานมากกว่าเป็นการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพ ที่สำคัญถึงไม่มีการจำกัดวุฒิ ทุกวันนี้ยังขาดแคลนคนทำงานอยู่แล้ว ถ้าเอาวุฒิมากำหนดยิ่งขาดแคลนหนักเข้าไปใหญ่”

ขณะที่ สมหมาย รปภ.บริษัทแห่งหนึ่ง บอกว่า”อาชีพยาม ถ้าเลือกได้ ไม่ค่อยมีใครอยากทำหรอก ไม่ลำบากแต่ก็ไม่สบาย ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง ค่าแรงตั้งแต่ 350 ไปจน 500-600 แล้วแต่บริษัทและผู้ว่าจ้าง งานหนักบ้างเบาบ้างขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

หนุ่มเเม่ฮ่องสอนรายนี้ เห็นว่า สำหรับอาชีพรปภ. การศึกษาไม่ได้สร้างอภิสิทธิ์เหนือใคร แต่ความสามารถเเละความรับผิดชอบต่างหากที่ถือเป็นตัวชี้วัดว่าใครมีคุณภาพมากกว่ากัน

“ใครๆ ก็อยากเรียนสูงกันทั้งนั้น แต่ข้อจำกัดของคนมันต่างกัน อย่างตัวผมพ่อเเม่ไม่มีเงินส่งเรียน เลยต้องออกมาทำงาน วันนี้บอกเลยว่าอาชีพยามไม่ได้ต้องการคนฉลาดแค่ในห้องเรียน แต่ต้องการคนที่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ ขยันขันแข็ง มีไหวพริบ มีทักษะในการรักษาความปลอดภัย สำหรับผมคุณสมบัติแรกเข้า ของรปภ. ขอเพียงคุณอ่านออกเขียนได้ ร่างกายเเข็งเเรงก็พอแล้ว อย่างอื่นเรียนรู้พัฒนาทักษะในการรักษาความปลอดภัยได้”

มงคลชัย หนุ่มใหญ่ชาวอยุธยาวัย 49 ยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยมากว่า 10 ปี ไม่เห็นด้วยกับการนำวุฒิการศึกษามายกระดับคุณภาพการทำงาน และมองว่าผู้ที่จะตัดสินคุณภาพแท้จริงไม่ใช่ภาครัฐ แต่คือ ลูกค้า

เขาเชื่อว่า คุณภาพของยาม ขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความสามารถในการสังเกตการณ์ การตื่นตัวตลอดเวลาทำงาน เรื่องแบบนี้ผู้ว่าจ้างเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งสำคัญต่อการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน

“หากเราทำหน้าที่ไม่ดี ลูกค้าไม่พอใจเขาก็ไปร้องเรียนต่อบริษัทและเลิกจ้างเรา ไปหาบริษัทอื่นมาแทน มันแข่งกันในตัวเองอยู่แล้ว ผมคิดว่าคนกำหนดมาตรฐานจริงๆคือ ลูกค้า ไม่ใช่หน่วยราชการ คุณลงไปทำงานสามเดือน ถ้าไร้ประสิทธิภาพเขาไม่เลือกคุณอยู่แล้ว ลูกค้าให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าวุฒิการศึกษา ผมไม่เคยถูกถามว่าเรียนจบชั้นไหนมา เขาสนแค่ว่าผมทำงานดี ซื่อสัตย์ ปฎิบัติหน้าที่ยอดเยี่ยมหรือเปล่า หลายคนแม้จะจบ ป.4 แต่ลูกค้าบอกเลยเอาคนนี้ห้ามเปลี่ยนตัวนะ  บางคนจบ ม.3 โอ้โห นั่งหลับบ้าง เล่นโทรศัพท์บ้าง จนลูกค้าขอเปลี่ยนตัว ฉะนั้นการกำหนดมาตรฐานงานด้านความปลอดภัยคือลูกค้า”

กฎหมายยกระดับและพัฒนาอาชีพรักษาความปลอดภัย สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนทำงานจริงในพื้นที่ นั่นคือ บรรดาเจ้าหน้าที่รปภ.หรือยาม จะละเลยเสียงเหล่านี้ไม่ได้เด็ดขาด

 

ฟังความจากหมอ”หอบหืด”ไม่โหด สามารถ”สงบ”จนเป็นทหารได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 20:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/425305

ฟังความจากหมอ"หอบหืด"ไม่โหด สามารถ"สงบ"จนเป็นทหารได้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หอบหืดกลายเป็นโรคดราม่าทุกครั้งเมื่อเข้าสู่ฤดูเกณฑ์ทหาร..

หลังสังคมพากันสงสัยและตั้งคำถามอย่างกว้างขวางว่า “โรคนี้มันรุนแรงขนาดไหนเชียว” ที่ผ่านมาก็เห็นเหล่าดารานักเเสดงคนดังที่ชวดเป็นทหารเพราะหอบหืด สามารถออกกำลังกาย วิ่งไล่กวดลูกหนัง เข้าฟิตเนส ซ้อมร้องซ้อมเต้นขึ้นเวทีเเสดงโชว์กันเป็นประจำ แถมรูปร่างที่เเสดงออกมาก็ยังดูกำยำกว่านายทหารหลายรายเสียอีก

สรุปแล้วหอบหืดคืออะไร ทำไมเป็นทหารไม่ได้ ?

ไทยป่วย 3 ล้านคน เข้าห้องฉุกเฉินล้านครั้ง นอนโรงพยาบาลอีกเป็นแสน

รศ.นพ.วัชรา บุญสวัสดิ์ ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง บอกว่า “โรคหอบหืด” เกิดจากการตีบแคบของหลอดลม ซึ่งเกิดจากหลอดลมมีภาวะไวเกินต่อการกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ เมื่อมีการกระตุ้นจะทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดเกร็ง มีการบวมของเยื่อบุ และเสมหะถูกหลั่งออกมามากกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการหายใจลำบาก ไอ หอบ เพื่อเอาชนะความต้านทานในทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้น หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ หลอดลมคนเรานั้นก็เหมือนกับท่อ ยิ่งหดเล็กลงมาเท่าไหร่ พื้นที่หายใจก็ลดน้อยลงเท่านั้น

“นึกภาพตามนะครับ หลอดลมเราเปรียบเสมือนกับท่อน้ำ พอเจอสิ่งกระตุ้น มันก็หดตัวตีบลงจนเหลือพื้นที่ให้น้ำไหลน้อย ถ้าอาการไม่รุนแรงยังพอหายใจและนำตัวส่งโรงพยาบาลได้ เเต่ถ้าเจอสิ่งกระตุ้นรุนแรง หลอดลมจะหดตัวมาก ไปถึงมือแพทย์ช้า ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้”

นพ.วัชรา เผยข้อมูลอีกว่า ประเทศไทยมีคนไข้เผชิญกับโรคหอบหืดกว่า 3 ล้านราย แต่ละปีถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินกว่าล้านครั้งเเละนอนซมในโรงพยาบาลเป็นหลักเเสน โดยสาเหตุหลักของโรคมาจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม

โรคนี้เกิดขึ้นได้กับคนทุกช่วงอายุ ส่วนใหญ่เกิดในวัยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สาเหตุหลักเเรกมาจากกรรมพันธุ์  หากพ่อเเม่เป็น ลูกหลานมีสิทธิเป็นมากกว่าคนทั่วไป สองมาจากสิ่งเเวดล้อมและสารก่อภูมิเเพ้ เช่น รังเเคของสัตว์เลี้ยง ไรฝุ่น ควันบุหรี่ ละออง เกสรดอกไม้ หรือสารระคายเคืองต่างๆ เช่น อากาศเย็น ไอเสียรถยนต์ บุคคลที่เป็นโรคเหล่านี้เมื่อเจอสภาพเเวดล้อมที่เป็นสิ่งกระตุ้น หลอดลมก็จะเกิดอาการตีบ เเละหากรุนเเรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยประเทศไทยมีคนเป็นโรคนี้มากกว่า 3 ล้านราย เข้าห้องฉุกเฉินปีหนึ่งรวมเเล้วกว่าล้านครั้ง เเละมีกลุ่มคนที่ต้องถึงขนาดนอนโรงพยาบาลเป็นเเสนครั้ง”

หอบหืดสามารถรักษาให้สงบ จนเป็นทหารได้

ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 76 (พศ.2555) ข้อ 2 (5) (ก)  โรคหืดได้รับ “งดเว้นการเกณฑ์ทหาร” เพราะถูกจัดอยู่ในประเภท 4  พิการ ทุพพลภาพ หรือ มีโรคที่ไม่สามารถรับราชการทหารได้

นพ.วัชรา ชี้ว่าสมัยก่อนการแพทย์และความเข้าใจของผู้ป่วยยังไม่พัฒนา ไม่รู้จักวิธีการรักษาที่ถูกต้อง หอบหืดจึงกลายเป็นโรคอันตรายที่ถูกระบุไว้ในเหตุ “งดเว้นการเกณฑ์ทหาร”

“สมัยก่อนน่ากลัว ใครมีอาการก็ทรมาน ไม่รู้ว่าจะหอบหรือตายเมื่อไหร่ ทหารเขาเลยออกกฎหมายไม่เอาโรคนี้ ประกันภัยหลายแห่งก็ไม่เอา เพราะความเสี่ยงว่าจะเสียชีวิตสูง แต่สมัยนี้หอบหืดคือโรคสบายๆ ถ้าเข้าใจวิธีการรักษา ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปัญหาคือน้อยคนจะเข้าใจว่าที่จริงแล้วสามารถรักษาให้อาการสงบจนสามารถเป็นทหารและเข้ารับการฝึกฝนได้  ในอนาคตหากทหารรับทราบเรื่องนี้ อาจมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายก็เป็นได้”

ประธานเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง ยืนยันว่าการรักษาโรคหืดไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลาในรักษาที่ต่อเนื่องอาการจึงจะสงบ โดยมีระยะสงบตั้งแต่ 1 ปีไปจนกระทั่งตลอดชีวิตแล้วแต่ร่างกายของบุคคล เเต่ก็มีโอกาสที่อาการของโรคจะกลับคืนมา

“หากรักษาต่อเนื่องพร้อมกับดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 3 ปี  อาการก็จะสงบเเละไม่น่าเป็นห่วง สามารถหยุดยาได้นาน 4-5 ปี 10 ปี หรือตลอดชีวิตได้เลย ทางที่ดีคืออย่ารอให้มีอาการหนักเเล้วค่อยมาพบเเพทย์ ตอนสบายดี หัดสนใจร่างกายของตัวเอง พบเเพทย์เพื่อทำการตรวจสอบสมรรถภาพปอด ดูสภาวะความตีบของหลอดลมและทำการรักษาโดยยาพ่นสเตียร์รอยเพื่อลดอาการอักเสบของหลอดลม”

นพ.วัชราให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันหลายคนรู้ตัวว่าเป็นโรคหอบหืดแต่ไม่ยอมทำการรักษาอย่างจริงจัง  กลับรอให้ถึงช่วงเกณฑ์ทหารก่อน ค่อยมาโรงพยาบาลเพื่อขอใบรับรองแพทย์

“อย่าไปดราม่าแค่คนเป็นดาราเลย คนทั่วไปบางคนเป็นหอบหืดไม่ยอมรักษา  พอจะไปเกณฑ์ทหารก็มาขอใบรับรองแพทย์  พวกนี้รอดแค่ทหาร แต่ระยะยาวไม่คุ้ม หากเกิดโรคระบาดทางระบบหายใจ พวกนี้โดนก่อนเลย เป็นกลุ่มแรกๆ ที่เสี่ยงจะเสียชีวิตสูง แถมปล่อยทิ้งไว้นานเข้า หลอดลมที่อักเสบจะยิ่งตีบลง อายุมากขึ้นสมรรถภาพปอดก็ยิ่งต่ำลง เพราะฉะนั้นรักษาตั้งเเต่เนิ่นๆ เถิด”

หอบหืด ไม่ใช่โรคที่น่ากลัวอีกต่อไป หากทราบว่าตนเองมีปัญหาสามารถรักษาให้หายจนสงบ และสามารถออกกำลังกาย ตลอดจนเข้ารับการฝึกฝนเป็นทหารได้ด้วย ซึ่งรู้อย่างนี้แล้วอนาคตกองทัพอาจมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ในการรับพลทหารก็เป็นได้

 

ปฏิรูประบบเลือกตั้ง เพิ่มโทษจำคุก-ปรับ 20 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/425141

ปฏิรูประบบเลือกตั้ง เพิ่มโทษจำคุก-ปรับ 20 ล้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้มติเอกฉันท์ 166 เสียง เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. เรื่อง “การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม” ซึ่งตามขั้นตอนจะส่งให้กับคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป โดยรายงานฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญดังนี้

1.การปฏิรูปการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในทางการเมืองและการเลือกตั้ง ต้องขยายเวลาการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็น 08.00-18.00 น. เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการเลือกตั้ง และให้มีกฎหมายเพื่อรองรับการจัดตั้งกลุ่มบุคคล เพื่อดำเนินกิจกรรมและมีหน้าที่ในการสอดส่อง ป้องกัน และสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม และให้มีงบประมาณโดยความเห็นชอบจาก กกต.

2.การปฏิรูปการป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งและการซื้อเสียงขายเสียง หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองต้องไม่เพิกเฉยหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด โดยจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาทันที และแจ้งให้ กกต.ได้รับทราบในทุกกรณี เมื่อ กกต.ได้รับแจ้งดังกล่าวแล้ว จะต้องมีการติดตามตรวจสอบเรื่องที่แจ้งนั้นทันที หากหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรครู้แล้วเพิกเฉย ถือว่ารู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดด้วย

นอกจากนี้ เพื่อป้องกันการซื้อสิทธิขายเสียงทางอ้อมและระบบอุปถัมภ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ สส.ทั้งก่อนการเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้ง และขณะดำรงตำแหน่ง ห้ามบริจาคช่วยงานตามประเพณีต่างๆ เช่น งานศพ งานอุปสมบท งานมงคลสมรส ภายในเขตเลือกตั้งของตน แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานพิธีต่างๆ ทั้งนี้จะต้องมีการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบถึงมาตรการดังกล่าวโดยทั่วถึง เพื่อที่ประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้นจะได้ไม่เรียกร้องเงินจากบุคคลข้างต้น

3.ปฏิรูปการป้องกันธุรกิจการเมืองและนายทุนพรรคการเมือง กำหนดให้มีระบบคัดกรองผู้สมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้ง โดยให้สมาชิกพรรคการเมืองคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.ในแต่ละเขตเลือกตั้ง (Primary Vote) เพื่อให้ได้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ถูกครอบงำจากนายทุน และช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบพรรคการเมือง

ลดภาระค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองและของผู้สมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียง โดยให้รัฐสนับสนุนหรือช่วยเหลือการหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเป็นการให้โอกาสผู้สมัครรับเลือกตั้งได้นำเสนอนโยบายต่อประชาชนได้อย่างทั่วถึง อาทิ การพิมพ์ป้ายโฆษณาหาเสียง การติดและกำหนดจุดประกาศป้ายหาเสียง โดยให้ผู้สมัครพิมพ์ป้ายหาเสียงไม่เกินขนาดที่ กกต.กำหนด แล้วนำมาติดในจุดติดประกาศป้ายหาเสียงที่ กกต.ติดตั้งไว้ในย่านชุมชน เป็นต้น

4.ปฏิรูปการตรวจสอบและพัฒนานักการเมือง กำหนดให้ผู้ที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับ ต้องแสดงความจำนงต่อ กกต. เพื่อแสดงตนและแนะนำตนต่อสาธารณะก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อประกาศให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งรับทราบและได้มีการติดตามตรวจสอบผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยภาคประชาชน ทั้งนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรที่จัดโดย กกต.ก่อนเข้าสู่การเมือง อาทิ กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และบทเรียนเรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เป็นต้น

5.ปฏิรูปการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับ กกต. เพื่อให้การดำเนินงานของ กกต.มีประสิทธิภาพ จึงต้องกำหนดให้มีมาตรการบังคับอย่างจริงจังในการสั่งการให้ฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ และฝ่ายปกครอง รวมถึงข้าราชการอื่น ปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลืองานของ กกต. เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ในการควบคุมและดำเนินการจัดการเลือกตั้ง นอกจากนี้ต้องจัดทำบัญชีโครงสร้างบุคคลที่ทุจริตการเลือกตั้งและซื้อเสียง เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตการเลือกตั้ง

6.การกำหนดมาตรการลงโทษ ในกรณีที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้ถึงเหตุแห่งการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคการเมืองหรือผู้ช่วยหาเสียงของพรรคการเมืองไปกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ประกาศ หรือคำสั่งของ กกต.แล้วเพิกเฉย ถือว่าหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดดังกล่าว ถือเป็นความผิด มีโทษต้องถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

กำหนดให้มีมาตรการลงโทษทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางการเมืองที่รุนแรง เด็ดขาดและรวดเร็ว ในการลงโทษทั้งผู้แจกเงินซื้อเสียงและผู้รับเงินซื้อเสียง เช่น กำหนดบทลงโทษทางอาญาที่รุนแรงกับผู้กระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้งให้มีโทษจำคุก 1-10 ปี โดยไม่ให้มีการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ ให้มีโทษปรับถึง 20 ล้านบาท และให้มีอายุความ 20 ปี

กำหนดให้มีมาตรการลงโทษนายทุน กลุ่มทุน หรือธุรกิจการเมืองที่นำเงินมาลงทุนในพรรคการเมืองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนลงโทษ สส.และ สว.ที่มีพฤติกรรมรับเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดจากกลุ่มทุนทางการเมืองเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เช่น มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี โดยไม่มีการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษ และมีโทษปรับจำนวน 20 ล้านบาท และหากเป็นนิติบุคคลที่กระทำความผิด ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าตรวจสอบกระแสการเงินหมุนเวียนในนิติบุคคลนั้นได้ด้วย

7.การดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการจัดตั้งศาลเลือกตั้ง ในการทำสำนวนการสอบสวนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ให้พนักงานสอบรวบรวมพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน และให้ทำความเห็นส่งให้ กกต.และหากเป็นความผิด ให้ กกต.ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายใน 15 วัน โดยให้ศาลพิจารณาในกรณีที่มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ ในระยะเริ่มแรกเห็นควรให้มีศาลแผนกคดีเลือกตั้งและวิธีพิจารณาคดีเลือกตั้งอยู่ในศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาของศาลยุติธรรม และให้พัฒนาศาลยุติธรรมดังกล่าวเป็นศาลเลือกตั้งต่างหากต่อไป

 

“ห้ามมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพาน-ลงอุโมงค์” … ถึงเวลาออกแบบถนนที่ใช้ร่วมกันได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 20:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424995

"ห้ามมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพาน-ลงอุโมงค์" ... ถึงเวลาออกแบบถนนที่ใช้ร่วมกันได้

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หลังการประกาศห้ามไม่ให้รถจักรยานยนต์วิ่งบนสะพานข้ามทางแยกจำนวน 39 สะพาน รวมทั้งอุโมงค์ทางลอดทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 6 แห่ง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและลดอุบัติเหตุ เล่นเอาบรรดาสิงห์มอเตอร์ไซค์ต่างหัวเสียกันเป็นแถว

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า กฎข้อบังคับดังกล่าวไม่เอื้อต่อสภาพการจราจรที่เป็นจริง สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์จำนวนมาก

คำถามคือ จะมีทางออกที่สามารถทำให้รถมอเตอร์ไซค์กับรถยนต์ใช้ถนนร่วมกันได้หรือไม่

ความปลอดภัยต้องมาก่อน

พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) เผยว่า ข้อบังคับห้ามรถจักรยานยนต์ รถจักรยาน รถยนต์สามล้อ และล้อเลื่อนลากเข็นทุกชนิด วิ่งบนสะพานข้ามทางร่วมทางแยก 39 แห่ง และอุโมงค์ 6 แห่งในกรุงเทพฯ อยู่ในระหว่างช่วงทดลองมีกำหนดระยะเวลา 90 วัน ก่อนจะประเมินผลอีกครั้ง

“ปัจจุบันมีปริมาณรถมากขึ้นและไม่ได้จัดช่องทางจราจรไว้สำหรับรถที่มีความเร็วต่ำ เช่น รถจักรยานยนต์ จักรยาน รถยนต์สามล้อ และล้อเลื่อนลากเข็น ทำให้เกิดความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ส่งผลกระทบต่อปัญหาจราจร ทั้งยังเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตามข้อบังคับที่ออกมายังอยู่ในช่วงทดลอง 90 วัน หากใครมีข้อเสนอ ข้อมูล หรือรายละเอียดที่น่าสนใจสามารถส่งมายังสน.ท้องที่ได้”

พล.ต.ต.อดุลย์ บอกว่า งานนี้ผู้ใช้รถจักรยานยนต์อาจสูญเสียความสะดวกสบายไปบ้าง แต่ความปลอดภัยนับเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยเพิ่งถูกองค์การอนามัยโลกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีถนนอันตรายมากที่สุดอันดับสองของโลก

“ที่ผ่านมาทราบว่า ข้อบังคับดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์บางส่วน แต่เส้นทางที่เรากำหนด ผ่านการศึกษามาอย่างรอบคอบแล้วทั้ง 39 เส้นทางและ 6 อุโมงค์ทางลอด รถจักรยานยนต์มีทางออกสามารถเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นได้ อาจเสียเวลาไปติดไฟแดงบ้าง แต่สามารถลดอุบัติเหตุได้เยอะ ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ในดีมีเสีย ในเสียมีดี ถ้าเราเอาเรื่องอุบัติเหตุเป็นที่ตั้ง ก็จำเป็นต้องสูญเสียความสะดวกสบายไปบ้าง อย่างไรก็ตาม จะประเมินอีกครั้งว่าเมื่อครบกำหนด 90 วันของการทดสอบแล้ว ผลที่ออกมาเป็นอย่างไร หากไม่ดี ไม่ประสบความสำเร็จก็พร้อมจะแก้ไข”

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาเส้นทางในอนาคตให้รถทุกประเภทสามารถใช้ร่วมกันได้ ต้องพิจารณาร่วมกันหลายฝ่าย รวมทั้งกำลังดูโมเดลประเทศอื่นๆในการจัดการจราจร เพื่อนำมาทดลองใช้ต่อไป

ขอเถอะครับ! แก้กฎหมายสักที

โดม เผือกขจี ผู้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์และผู้ก่อตั้งเพจ ขอเถอะครับ ในฐานะแกนนำรณรงค์ให้มีการแก้ไขปรับปรุงพรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522

“ผมขี่มอเตอร์ไซค์มาเกือบ 30 ปี เรื่องข้ามสะพานข้ามแยกและลงอุโมงค์นั้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเข้าใจว่ามันขึ้นไม่ได้ เพราะขนาดซีซีเครื่องยนต์มันต่ำ ขึ้นไปแล้วเสียวสันหลังแน่ๆ แต่ปัจจุบันมอเตอร์ไซค์มีขนาดเครื่องยนต์ 100 ซีซีขึ้นไป สามารถทำความเร็วได้เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งตรงกับความเร็วที่กฏหมายกำหนดไว้ว่ารถทุกชนิดที่ขึ้นสะพานหรือลงอุโมงค์ต้องทำความเร็วไม่เกิน 60 กม.ต่อชั่วโมง นั่นหมายความว่า มอเตอร์ไซค์ต้องขึ้นสะพานหรือลงอุโมงค์ได้สิ แต่เหตุผลที่มอเตอร์ไซค์ขึ้นไม่ได้เพราะติดข้อกฎหมายข้อหนึ่งในพรบ.จราจร พ.ศ.2522 ที่ระบุว่ารถจักรยานยนต์จะต้องขับชิดขอบทางด้านซ้าย ซึ่งพอเอาเข้าจริง ขอบทางด้านซ้ายมันชิดไม่ได้ มีทั้งฝาท่อระบายน้ำ รถเมล์ รถแท็กซี่จอดแช่กันเยอะแยะเต็มไปหมด เรื่องนี้ทุกคนรู้ดี”

หนุ่มรายนี้เสนอว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายพรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสภาวะการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน

“ข้อบังคับล่าสุดไม่ได้ออกมาโดยคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน หรือความเป็นอยู่ของประชาชน เเต่กลับมองอยู่มุมเดียวคือ ผู้ใช้รถยนต์จะได้รับความเดือดร้อน ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้งที่ในเมืองใหญ่ ต่างจังหวัด เขาก็ไม่มีการห้ามขึ้นสะพาน เพราะเขามองว่า มอเตอร์ไซค์เป็นพาหนะหลักของประชาชนในพื้นที่ คำถามคือทำไมกรุงเทพฯ ไม่คิด ทั้งที่ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ระบุว่ามีรถจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสมในกรุงเทพ ฯ กว่า 3 ล้านคัน ท่านผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในบ้านเมืองจะไม่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนผู้ใช้รถจักรยานยนต์เหล่านี้เลยเหรอครับ มากกว่านั้นภาษีที่ได้จากรถจักรยานยนต์ส่วนหนึ่งก็ถูกนำไปใช้ในการซ่อมเเซมบำรุงถนน สะพานเเละสาธารณะประโยชน์ เเต่เรากลับถูกห้ามใช้เนี่ยนะ”

โดม บอกว่า ประเทศไทยหนีการพัฒนาไม่พ้น เพียงแต่รอให้ผู้ใหญ่ที่มีอำนาจ มีความจริงใจและเต็มใจ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง

“ทางออกข้อแรกคือ แก้ไขกฎหมาย อย่าบอกว่าแก้ไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญทั้งฉบับยังแก้กันได้เลย ข้อสอง มาร่วมกันสร้างโครงการสะพานต้นแบบหรืออุโมค์ต้นแบบที่เหมาะสมกับรถทุกขนาดล้อ รณรงค์ให้ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด และหากสะพานไหนพอปรับปรุงได้ก็ควรกำหนดช่องทางวิ่งที่ชัดเจนให้กับจักรยานยนต์ ส่วนในอนาคตแน่นอนว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอำนาจต้องร่วมกันออกแบบเส้นทางที่สร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนมากที่สุด อย่างประเทศเวียดนาม จีน หรืออื่นๆ เขามีช่องทางสำหรับจักรยานยนต์หมดแล้ว รีบพัฒนาเถอะครับ อย่าให้ต้องรอมีนายกรัฐมนตรีขับขี่จักรยานยนต์ไปทำงานเสียก่อนแล้วค่อยแก้เลย”

ทางออกร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

สะพานข้ามทางร่วมทางแยก 39 แห่ง ตามข้อบังคับล่าสุด ได้แก่ 1.สะพานยกระดับข้ามแยกคอลงตัน 2.สะพานยกระดับข้ามแยกอโศกเพชร 3.สะพานข้ามแยกรามคำแหง 4.สะพานข้ามแยกประชาสงเคราะห์ 5.สะพานข้ามแยกสามเหลี่ยมดินแดง 6.สะพานข้ามแยตึกชัย 7.สะพานข้ามแยกราชเทวี 8.สะพานข้ามแยกประตูน้ำ 9.สะพานข้ามแยกยมราช

10.สะพานข้ามแยกกำแพงเพชร 11.สะพานข้ามแยกรัชดา-ลาดพร้าว 12.สะพานข้ามแยกสุทธิสาร 13.สะพานข้ามแยกรัชโยธิน 14.สะพานข้ามแยกประชานุกูล 15.สะพานข้ามแยวงศ์สว่าง 16.สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน 17.สะพานยกระดับถนนสุวินทวงศ์ 18.สะพานยกระดับข้ามแยกร่มเกล้า ถนนรามคำแหง 19.สะพานยกระดับข้ามแยกลาดบัวขาว ถนนรามคำแหง 20.สะพานยกระดับข้ามแยกมีนบุรี 21.สะพานข้ามแยกสถานีบรรสินค้าไอซีดี ถนนเจ้าคุณทหาร 22.สะพานข้ามแยกลำสาลี 23.สะพานบกระดับถนนรามคำแหง 24.สะพานข้ามแยกศรีอุดม 25.สะพานข้ามแยกประเวศ 26.สะพานข้ามแยกบางกะปิ 27.สะพานไทย-เบลเยี่ยม 28.สะพานข้ามถนนนางลิ้นจี่ 29.สะพานข้ามแยกรัชดาพระราม430.สะพานภูมิพล1 31.สะพานข้ามแยคลองตัน 32สะพานข้ามแยกศิครนิทร์ 33.สะพานไทย-ญี่ปุ่น 34.สะพานข้ามแยกบรมราชชนนี 35.สะพานข้ามแยกบางพลัด 36.สะพานข้ามแยกพระราม2 37.สะพานข้ามแยกตากสิน 38.สะพานข้ามแยกนิลกาจ 39.สะพานข้ามแยบางพฤกษ์

ขณะที่อุโมงค์ 6 แห่ง ได้แก่ 1.อุโมงค์วงเวียนบางเขน 2.อุโมงค์พัฒนาการ-รามคำแหง24 3.อุโมงค์ทางลอดแยกศรีอุดม 4.อุโมงค์ทางลอดแยกบรมราชชนนี 5.อุโมงค์ทางลอดแยกบางพลัด 6.อุโมงค์ทางลอกแยกท่าพระ

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) อธิบายว่า การห้ามไม่ให้รถมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพานข้ามแยกเป็นเหตุผลด้านความปลอดภัย เนื่องจากความเร็วของรถยนต์ต่างจากรถมอเตอร์ไซค์ รถยนต์เวลาขับเร็วแล้วเกิดอุบัติเหตุจะมีระบบป้องกันที่ดีกว่า ทั้งเข็มขัดนิรภัย ถุงลมนิรภัย ต่างจากรถมอเตอร์ไซค์ที่แทบไม่มีอะไรป้องกันเลย ยิ่งถ้าสะพานข้ามแยกมีระยะยาว ปล่อยให้รถมอเตอร์ไซค์วิ่งปนกับรถยนต์จะอันตราย เพราะเมื่อถนนโล่ง รถจะวิ่งเร็วมาก

ส่วนเรื่องอุโมงค์ ตามหลักวิชาการด้านความปลอดภัยบนท้องถนนระบุว่า เวลากลางวันขณะที่เราขับรถ ม่านตาจะหรี่ลงเพื่อไม่ให้มีแสงเข้ามามากเกินไป พอลงอุโมงค์ ม่านตาจะต้องมีการปรับตัวขยายขึ้นทันที ทำให้สายตาของคนขับรถช่วงนั้นจะเบลอไปประมาณครึ่งวินาที ไม่สามารถโฟกัสวัตถุข้างหน้าได้ ประกอบกับมอเตอร์ไซค์เป็นวัตถุขนาดเล็กไม่เหมือนรถยนต์ที่มีวัตถุขนาดใหญ่ ทำให้มองเห็นไม่ชัด อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านความเร็วด้วย สังเกตได้ว่าก่อนลงอุโมงค์ ถนนจะถูกออกแบบให้รถชะลอความเร็วลง เพราะไม่รู้ว่าข้างในอาจมีรถติดหรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหรือเปล่า”

นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า จำนวนรถจดทะเบียนสะสมทั้งหมด 35 ล้านคันในเมืองไทย เป็นมอเตอร์ไซค์ถึง 19 ล้านคัน ฉะนั้น รถจักรยานยนต์ ถือเป็นรถส่วนบุคคลส่วนใหญ่ในไทย  ซึ่งประเทศที่มีสัดส่วนผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์สูง เขาจะสร้างหรือออกแบบเส้นทางเพื่อตอบโจทย์กับผู้ใช้งาน อย่างเวียดนาม ภายในอุโมงค์มีเลนเฉพาะสำหรับรถมอเตอร์ไซด์ ไต้หวันเเละมาเลเซียก็ทำเลนเพื่อมอเตอร์ไซด์เลย

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนนรายนี้ เสนอทางออกอย่างเป็นรูปธรรมดังนี้

จัดการความเร็วของรถยนต์อย่างจริงจัง ตามกฎหมายอุโมงค์หรือสะพานข้ามแยกนั้นกำหนดความเร็วอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง “เมื่อถนนโล่ง คนจะขับรถเร็ว” และขับเกิน 80 หรือกระทั่ง 100 กม./ชม. โดยเฉพาะทางข้ามแยกที่มีเส้นทาค่อนข้างยาว อย่างสะพานยกระดับถนนรามคำแหงหรือรัชดา หากอยู่ในช่วงเวลากลางคืนด้วยแล้ว โอกาสเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้นต้องทำให้รถวิ่งอยู่ในความเร็วสัมพัทธ์ที่สามารถควบคุมหรือลดความรุนแรงเมื่อเกิดอุบัติเหตุได้  คือไม่เกิน 50 กม./ชม.

ปรับเส้นจราจรใหม่ เพิ่มช่องทางให้จักรยานยนต์ เพิ่มช่องทางและติดตั้งหลักนำทางหรือไกด์โพสท์ให้กับจักรยานยนต์ แนวทางนี้ต้องประเมินดูว่าเส้นทางไหนสามารถทำได้บ้าง เพราะหลายเส้นทางไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ

กำหนดช่วงเวลาแชร์พื้นที่จราจร ช่วงเวลากลางคืน รถยนต์มักวิ่งด้วยความเร็วสูงเนื่องจากถนนโล่ง ไม่ควรอย่างยิ่งที่รถจักรยานยนต์จะไปวิ่งร่วมด้วย ซึ่งอุบัติเหตุบนทางแยกหรืออุโมงค์ทางลอดแทบทุกครั้งเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน

“ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องทบทวนเรื่องการออกแบบถนนรองรับกับผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์ หากไม่คิดก็จะกลายเป็นผู้วิ่งไล่ตามปัญหาไปตลอด เเละภาระหนักอึ้งจะตกไปอยู่ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัย”

ควบคุมความเร็ว – ปรับปรุงเส้นทางใหม่

ผศ.ทวีศักดิ์ แตะกระโทก อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยนเรศวร ระบุว่า สามารถออกแบบสะพานข้ามแยกหรืออุโมงค์ลอดให้รถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ใช้งานร่วมกันได้ แต่ต้องกำหนดเกณฑ์การใช้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องความเร็ว

“วิธีคือต้องกำหนดให้ใช้ความเร็วที่เหมาะสมในระดับเดียวกัน เช่น กำหนดความเร็วไว้ที่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วดังกล่าวถือว่าปลอดภัยสำหรับมอเตอร์ไซค์หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น พูดง่ายๆว่าไม่ทำให้ถึงตาย นอกจากนี้ต้องให้มอเตอร์ไซค์วิ่งตรงกลางร่วมกันกับรถยนต์เลย ไม่ต้องชิดขอบทางด้านซ้ายเหมือนก่อน เท่ากับว่ารถยนต์ก็ต้องเคารพรถมอเตอร์ไซค์เสมือนว่าเป็นรถยนต์อีกคันหนึ่งด้วย ถ้าทำแบบนี้รถทุกประเภทก็สามารถใช้สะพานข้ามแยกร่วมกันได้ ถึงอย่างนั้น อาจใช้ได้แค่ในบางพื้นที่เท่านั้น ต้องวิเคราะห์เป็นกรณีไป เช่น หากเป็นพื้นที่ถนนยาวๆ ยากที่จะลดความเร็ว  มอเตอร์ไซค์เข้าไปปะปนก็อาจมีปัญหา ขณะที่อุโมงค์ทางลอด มีข้อจำกัดด้านการมองเห็น เพราะเวลาลงอุโมงค์สายตาจะเบลอไปช่วงสั้นๆ รถมอเตอร์ไซค์ก็เล็กมาก อีกอย่างถ้าในอุโมงค์ระบบระบายน้ำไม่ดี ก็มีความเสี่ยงทำให้มอเตอร์ไซค์ลื่นล้ม  เเต่โดยสรุปแล้ว รถมอเตอร์ไซค์สามารถใช้สะพานข้ามแยกและอุโมงค์ทางลอดร่วมกับรถยนต์ได้ ถ้าสามารถควบคุมความเร็วได้ในระดับไม่เกิน 50 กม.ต่อชม.”

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบถนนชี้ว่า การปรับปรุงถนนหนทางที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อรองรับเลนมอเตอร์ไซค์นั้นทำได้เพียงแค่ลดขนาดช่องทางวิ่งของรถยนต์ลง

“มอเตอร์ไซค์ต้องการพื้นที่ขณะเคลื่อนที่ประมาณ 1.5 – 1.75 เมตร ในบ้านเราหากอยากได้เลนมอเตอร์ไซด์ หลายพื้นที่สามารถปรับปรุงได้ เพียงแค่บีบช่องทางรถยนต์ลง โดยทั่วไปมีขนาด 3.25 – 3.5 เมตร บีบลงเหลือ 3 เมตร และนำ 50 ซม.ที่เหลือแต่ละเลน มาแบ่งเป็นเลนมอเตอร์ไซค์  สมมุติมี 2 ช่องจราจร ก็เท่ากับมีพื้นที่ 7 เมตร ถ้าบีบให้เหลือแค่ ช่องละ 3 เมตร ก็จะได้เลนมอเตอร์ไซด์ ขนาด 1 เมตร แต่ปัญหาคือถนนบ้านเรามีอาคารพาณิชย์เเละเลนซ้ายสุดมักเป็นที่จอดรถ ทำให้ในเขตเมืองไม่สามารถสร้างเลนมอเตอร์ไซค์ได้ ส่วนพื้นที่ในอุโมงค์ส่วนใหญ่เราทำช่องทางจราจรแคบเพียงช่องละ 3 เมตร สองช่องรวมกันก็แค่ 6 เมตร ไม่มีพื้นที่พอจะบีบเพื่อแบ่งให้กับมอเตอร์ไซค์ นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ไม่อยากให้มอเตอร์ไซค์ ลงไปวิ่งในอุโมงค์ ส่วนสะพานข้ามแยกนั้นต้องดูเป็นแต่กรณีว่าสะพานใด มีขนาดช่องทางเพียงพอ

อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ สรุปว่า ถ้าควบคุมความเร็วได้ในระดับ 50 กม.ต่อชม. รถยนต์กับมอเตอร์ไซค์ก็สามารถวิ่งร่วมกันได้ในทุกๆ พื้นที่ การหาทางออกร่วมกัน ณ ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ต้องชี้แจงให้ชัดเจนก่อนว่าทำไม สะพานนี้วิ่งได้ เหตุใดอันนี้วิ่งไม่ได้ หากอ้างเรื่องความเป็นระเบียบ ปัญหาจราจร เเละความปลอดภัยที่รถมอเตอร์ไซค์ชอบขับซิกเเซก เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำทางให้กับผู้ขับขี่ ไม่ใช่ไล่ให้พวกเขาขับอ้อมไปไกลๆ หรือโยนภาระด้านอื่นให้

ปัญหาจราจรนับเป็นปัญหาคลาสสิค การแก้ปัญหาจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปสู่ทางออกที่ถูกต้องและได้รับการยอมรับจากคนในสังคม.

 

เที่ยวไทยฉลุยกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 18:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424988

เที่ยวไทยฉลุยกว่าที่คิด

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

เมื่อภาคบริการท่องเที่ยวกลายเป็นตัวจักรเดียวที่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หลังจากส่งออกยังซึม การใช้จ่ายภาครัฐยังไม่ได้ดั่งใจ ดังนั้นมาตรการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยว ทั้งจากต่างประเทศมาไทยและคนไทยเที่ยวไทย จึงออกมาคึกคัก

เช่น การขยายนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวไปหักภาษีได้ 1.5 หมื่นบาท ไปอีก 1 ปี นำค่าใช้จ่ายช่วงสงกรานต์ (วันที่ 9-17 เม.ย.นี้ คือ 1.ค่าอาหาร และเครื่องดื่ม แต่ไม่รวมสุรา เบียร์ ไวน์ 2.ค่าบริการที่จ่ายให้ธุรกิจนำเที่ยวในประเทศ หรือ 3.ค่าที่พักโรงแรม) ไปหักลดหย่อนได้ 1.5 หมื่นบาท หรือการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ผ่านซองสินค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกให้อีกมากมาย

ด้วยปัจจัยเร่งเร้าต่างๆ ประชาชนทั่วไปควรเที่ยวไทยอย่างไรถึงจะคุ้ม

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เล่าถึงแผนช่วงครึ่งปีหลังว่า เดือน พ.ค.นี้ ททท.เตรียมเปิดตัวโครงการรวมใจเที่ยวไทย เศรษฐกิจไทยยั่งยืน กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ภายใต้การสร้างกระแสท่องเที่ยวในแต่ละเดือนให้สอดคล้องในแต่ละเทศกาล เริ่มจากเดือน พ.ค. ภายใต้ธีม เที่ยวกันก่อนเปิดเทอม เจาะกลุ่มครอบครัว วัยรุ่น เดือน มิ.ย. เที่ยวชวนชิมอาหารถิ่นทั่วไทย เน้นนำเสนออาหารดีประจำท้องถิ่น เดือน ก.ค. เที่ยวตามรอยบุญ นำเสนอเทศกาลเข้าพรรษา เดือน ส.ค. สิงหาพาแม่เที่ยว เดือนของผู้หญิง (Lady Month) ให้สิทธิพิเศษกับนักท่องเที่ยวกลุ่มสตรี และเดือน ก.ย. เที่ยวไทยก่อนเกษียณ โดยแต่ละเดือนได้เพิ่มกิมมิกหรือ ลูกเล่นกิจกรรมหลากหลายเพิ่ม เพื่อเจาะนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มให้วางแผนเดินทางเที่ยวในประเทศ

ขณะที่แต่ละเดือนจะจัดกิจกรรมเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น วันที่ 1 มิ.ย. โครงการไทยแลนด์ เซลฟี่ เดย์ ให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพเซลฟี่ในการเดินทางวันนั้นเพียงวันเดียว ร่วมชิงโชคแพ็กเกจท่องเที่ยว สินค้าและบริการ รูปแบบ เดอะ เบส ออฟ ไทยแลนด์ โดยการเลือกสินค้าหรือบริการที่ได้รับยกย่องว่าดีในโลกที่อยู่ในไทย เช่น สปา โรงแรมดาราเทวี จ.เชียงใหม่ ห้องพักราคาแพง

รวมถึงนักท่องเที่ยวคนไทยสามารถถ่ายรูปพร้อมใบเสร็จโรงแรมที่พักที่ถูกต้องตามกฎหมาย ร่วมลุ้นเงินทุนเพื่อการท่องเที่ยวเดือนละ 1 ล้านบาท และโชคชั้นที่ 2 ชิงรางวัลรถยนต์วีออสเดือนละ 1 คัน ตั้งแต่เดือน พ.ค.-ก.ย.ที่จะถึงนี้

“ต้องยอมรับว่าภาพรวมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศยังไม่คึกคักมากนัก เมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศที่มีกระแสการเดินทางเติบโตทุกตลาด โดยมองว่าคนไทยยังกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงวันหยุดยาวในหลายเทศกาล ทำให้นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อบางส่วนวางแผนเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ”ยุทธศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ททท.จะสร้างกระแสปลุกจิตสำนึกให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านแคมเปญฝากหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ไว้กับ ททท. เพื่อแสดงออกถึงการตั้งปณิธานไม่เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ พร้อมวางแผนท่องเที่ยวในประเทศ ช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับระบบเศรษฐกิจไทย โดยกิจกรรมแต่ละเดือน ททท.เตรียมใช้ดารานักแสดงร่วมเป็นพรีเซนเตอร์เจาะกลุ่มการเดินทางในแต่ละเป้าหมาย เช่น สิงหาพาแม่เที่ยว เตรียมใช้แม่ลูกขวัญใจชาวไทย โบว์ แวนด้า และน้องมะลิ พาขวัญ สหวงษ์ ร่วมรณรงค์ให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยว

การส่งเสริมตลาดอย่างจริงจังในครั้งนี้ เพื่อผลักดันให้รายได้ทางการท่องเที่ยวตลาดในประเทศเป็นไปตามเป้าหมาย 8.5-9 แสนล้านบาท คนไทยเดินทาง 140 ล้านคน/ครั้ง ส่วนเทศกาลสงกรานต์ซึ่ง ททท.เตรียมจัดงานใหญ่ใน 13 พื้นที่ ภายใต้ชื่อ เทศกาลเย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ เช่น กรุงเทพฯ ภูเก็ต สุโขทัย เชียงใหม่ เป็นต้น แต่ละพื้นที่เตรียมนำเสนอศิลปวัฒนธรรมของดีของเด่นของจังหวัดตัวเอง ซึ่งคาดว่าตลอดเทศกาลสงกรานต์ตั้งแต่ วันที่ 13-17 เม.ย.นี้ จะมีนักท่องเที่ยวคนไทยเดินทาง 2.14 ล้านคน/ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% สร้างรายได้สะพัด 6,980 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ต้องยอมรับว่า คนไทยหลายคนเมื่อเห็นราคาห้องพักในไทยแล้ว บางครั้งมองว่าแพงจนทำให้ตัดสินใจไปเที่ยวต่างประเทศแทน แต่หากได้ดูราคาห้องพักเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้ว จะรู้ว่าหากเป็นโรงแรมในมาตรฐานที่เท่ากัน โรงแรมไทยถูกกว่าต่างประเทศมาก

ฮอร์วาร์ท สถาบันให้คำปรึกษาด้านโรงแรม ท่องเที่ยว และการพักผ่อนหย่อนใจ ได้สำรวจราคาห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (เอดีอาร์) ของจุดหมายท่องเที่ยวในเอเชียปีที่ผ่านมา ซึ่งหากนำจุดหมายหลักๆ ในเอเชียมาเทียบกัน ราคาห้องพักในไทยค่าพักแค่ 50% ของสิงคโปร์ ฮ่องกง และไทเป (ไต้หวัน) ยังต่ำกว่าโซล (เกาหลีใต้) โตเกียว (ญี่ปุ่น) มะนิลา (ฟิลิปปินส์) บาหลี (อินโดนีเซีย) โฮจิมินห์ (เวียดนาม) แต่สูงกว่ากัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย) ปักกิ่ง (จีน) จาการ์ตา (อินโดนีเซีย) เล็กน้อย และเมื่อมีมาตรการรัฐเสริม ยิ่งทำให้เที่ยวไทยคุ้มค่าขึ้นไปอีก

ศึกษิต สุวรรณดิษฐกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีวาน่า กรุ๊ป ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมดีวาน่า และรีเซนต้า ในภูเก็ตและกระบี่ กล่าวว่า การที่รัฐและเอกชนผนึกกำลังออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะการต่ออายุมาตรการนำค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ไปอีก 1 ปี คาดจะช่วยเพิ่มความต้องการท่องเที่ยวใหม่ เช่น เดิมวางแผนเที่ยวต่างประเทศ ก็คงยังไป แต่จะเพิ่มแผนเที่ยวในประเทศด้วย หรือเดิมไม่มีแผนไปเที่ยวก็จะมีแรงจูงใจเที่ยว หรือมีแผนเที่ยวในประเทศอยู่แล้วก็จะเพิ่มจำนวนครั้งในการเที่ยว

“ช่วงสงกรานต์ปกติห้องพักจะเต็ม แต่ต้องรอเวลาคนจองช่วงใกล้ๆ ซึ่งการออกมาตรการของรัฐมาน่าจะช่วยให้คนไทยตัดสินใจจองห้องพักช่วงสงกรานต์เร็วขึ้น ประกอบกับวันที่ 14-17 เม.ย. มีงานไทยแลนด์ บอลลูน มิวสิค เฟสติวัล ที่ภูเก็ต พาราไดซ์ พาร์ค ก็เป็นอีกแรงจูงใจให้คนเลือกจองมาเที่ยวพื้นที่นี้ รวมทั้งมาตรการเดือน พ.ค.-ต.ค. ที่เป็นช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งมีการกระตุ้นให้ท่องเที่ยวมากขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามอยากให้รัฐเพิ่มวงเงินหักลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวได้มากกว่านี้ เพราะจะส่งผลดีมากขึ้นไปอีก ทำให้คนเพิ่มวันพัก หรือเพิ่มจำนวนครั้งท่องเที่ยวได้” ศึกษิต กล่าว

ทั้งนี้ หากคนไทยเที่ยวไทย จะมีค่าใช้จ่ายคุ้มค่ากว่าไปต่างประเทศ เพราะต้นทุนเดินทางต่ำกว่า ไม่จำเป็นต้องวางแผนล่วงหน้านานเหมือนไปเที่ยวต่างประเทศ จองล่วงหน้า 1-2 วัน หรือในวันที่เดินทางเที่ยวก็ได้ โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งที่พักหาไม่ยาก ไม่ต้องใช้เวลาจองนาน และราคาก็ไม่แพง เพราะในไทยการแข่งขันของโรงแรมสูง ผู้ประกอบการปรับคุณภาพเพิ่ม เพื่อให้รู้สึกคุ้มค่ายิ่งขึ้น

ปิยะมาน เตชะไพบูลย์ กรรมการผู้จัดการ เดอะรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท กล่าวว่า เป็นสัญญาณที่ดีที่เห็นเอกชนเข้ามาร่วมกับรัฐกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อว่าการนำภาพแหล่งท่องเที่ยวเสนอบนบรรจุภัณฑ์ของเครือสหพัฒน์ จะช่วยสร้างการรับรู้แหล่งท่องเที่ยวได้ดีขึ้น ส่วนการต่ออายุมาตรการให้นำค่าห้องพักมาลดหย่อนภาษี เชื่อว่าจะทำให้คนที่ไม่คิดจะเที่ยวช่วงสงกรานต์นี้ จะเกิดความต้องการเที่ยว กระตุ้นได้ลักษณะเดียวกับนำค่าช็อปปิ้งลดหย่อนภาษีช่วงปลายปี เพียงแต่อาจไม่ได้มากเท่า เพราะกำลังซื้อในประเทศเงียบมาก

ขณะเดียวกัน อยากให้รัฐให้ความสำคัญประชาสัมพันธ์เรื่องมาตรการลดหย่อนภาษีด้านท่องเที่ยวให้ประชาชนรับรู้ทั่วถึงขึ้น จะได้ไม่ลืมเรียกใบเสร็จจากที่พัก รวมทั้งเลือกที่พักที่ถูกกฎหมายก่อน

ปิยะมาน กล่าวว่า หากเทียบโรงแรมมาตรฐานเดียวกันระหว่างไทยกับหลายประเทศ ราคาห้องพักในไทยคุ้มค่ากว่าแน่นอน เช่น แม้ต้นทุนไปเที่ยวภูเก็ตจะแพงกว่าฮ่องกง แต่หมายความว่าระดับโรงแรมที่ได้พักก็ต่างกัน เช่น ราคาค่าที่พักเดียวกัน ที่ภูเก็ตได้พักโรงแรม 5 ดาว แต่ฮ่องกงได้พักโรงแรม 3 ดาว

ดังนั้น เมื่อเทียบภาพรวมทั้งหมด มาตรการลด-แลก-แจก-แถม-ชิงโชค-หักภาษี จึงทำให้เที่ยวไทยปีนี้คุ้มค่า และที่สำคัญยังเพิ่มค่าให้กับเศรษฐกิจของประเทศ ถือเป็นการเที่ยวช่วยชาติ!!!

แหล่งท่องเที่ยวใหม่ ไปเช็กอินก่อนใครสงกรานต์นี้

เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้ ต้องรีบไปตื่นตาตื่นใจกับแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ๆ เช็กอิน โพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์กทั้งหลายก่อนใครๆ

บึงน้ำสีฟ้า แกรนด์แคนยอน อุบลฯ

ฮือฮากันใหญ่โตกับ “แกรนด์แคนยอนเมืองไทย” แห่งใหม่ล่าสุดที่ บึงแสนโคตร บ้านหนองไหล ต.หนองขอน อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี แท้จริงเป็นหนองน้ำสาธารณะประจำตำบล ขนาดกว้างประมาณ 700 ไร่ ที่มีการขุดดินเพื่อทำบ่อกักเก็บน้ำในการอุปโภคบริโภคของชาวบ้าน ทำให้เกิดเป็นคันดินและบ่อน้ำจำนวนมาก ส่วนน้ำสีฟ้าเป็นเรื่องธรรมชาติอันเกิดจากน้ำบาดาลที่ซึมขึ้นมาตลอดปี ทั้งนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินถ่ายภาพบนคันดิน แต่ไม่อนุญาตให้ลงเล่นน้ำ เนื่องจากระดับน้ำลึกและจะทำให้น้ำขุ่นไม่สวยงาม

จากกระแสในโลกออนไลน์ทำให้มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมอย่างรวดเร็ว ทำให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลหนองขอนเร่งพัฒนาพื้นที่บริเวณทางเข้าให้เป็นที่จอดรถเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ จากปกติที่มีมากถึงวันละประมาณ 3,000-4,000 คน โดยช่วง 4 โมงเย็นเป็นต้นไปจะมีนักท่องเที่ยวมาก เพราะอากาศไม่ร้อนจัดและบรรยากาศช่วงพระอาทิตย์กำลังตกดินสวยที่สุด ในประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับสมญานามว่าแกรนด์แคนยอนอีกที่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ และระนองแคนยอน อ.เมือง จ.ระนอง

6 สันหลังมังกร เมืองตรัง

ปรากฏการณ์ธรรมชาติน้ำขึ้น-น้ำลงสรรค์สร้างสันทรายกลางทะเลที่มนุษย์เรียกว่า สันหลังมังกร ล่าสุด จ.ตรัง ได้ประกาศเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวอันซีนแห่งใหม่เป็นสันหลังมังกร 6 ตัว 6 สี ได้แก่ สันหลังมังกรเหลือง หมู่ 2 บ้านหยงสตาร์ ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน สันหลังมังกรเกล็ดทองคำ หมู่ 4 บ้านทุ่งรวงทอง ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน สันหลังมังกรนิล หมู่ 4 บ้านตะเสะ ต.ตะเสะ อ.หาดสำราญ สันหลังมังกรหยก หมู่ 1 บ้านเสียมไหม ต.เกาะสุกร อ.ปะเหลียน สันหลังมังกรทับทิมสยาม หมู่ 4 บ้านหาดทรายทอง ต.เกาะสุกร อ.ปะเหลียน และตัวสุดท้าย สันหลังมังกรเผือก หมู่ 3 บ้านมดตะนอย ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ทั้งนี้สีที่แตกต่างกันเป็นสีสันของหาดทราย เศษปะการัง เปลือกหอยที่ทับถมกันตามธรรมชาติทำให้แต่ละตัวมีเอกลักษณ์ต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะขนานนามว่าสันหลังมังกร สันทรายนั้นต้องมีความยาวไม่ต่ำกว่า 1 กม. เป็นสันทรายกลางทะเลที่ถูกคลื่นซัดเข้าทั้งสองฝั่ง และต้องมีเกาะอยู่ด้านในด้านหนึ่งเปรียบเป็นหัวมังกรเพื่อประกอบเป็นมังกรทั้งตัว ซึ่งจะแตกต่างกับทะเลแหวกที่มีความยาวสั้นกว่าและไม่มีส่วนหัว นักท่องเที่ยวสามารถโดยสารเรือไปเก็บภาพได้ในช่วงพระจันทร์เต็มดวง ก่อนและหลัง 3 วันทั้งข้างขึ้นและข้างแรม

ย้อนอดีตสมัย ร.5 เมืองมัลลิกา รศ. 124

กาญจนบุรีเตรียมเปิดตัวแหล่งท่องเที่ยวใหม่ เมืองมัลลิกา โครงการใหญ่ยักษ์บนพื้นที่ 60 ไร่ ที่ได้สร้างเมืองจำลองสมัย ร.ศ. 124 สมัยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเลิกทาสได้สำเร็จ ทั้งด้านสถาปัตยกรรม อาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม การละเล่น โดยเรือนไทยทุกหลังออกแบบโดยอาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร และทีมงานทั้งหมดกว่า 400 คน จะแต่งกายแบบโบราณและดำรงชีวิตเสมือนจริงในยุคที่ผู้คนเริ่มมีความสุข และเริ่มมีวัฒนธรรมของชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามา เพื่อนักท่องเที่ยวจะได้เห็นภาพในอดีตโดยไม่ต้องจินตนาการอีกต่อไป

เมืองมัลลิกาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจะเปิดให้บริการวันที่ 15 มิ.ย. 2559 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ปีละ 2 ล้านคน ตั้งอยู่บริเวณริมทางหลวงหมายเลข 323 (แสงชูโต) ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 32-33 ห่างจากตัวเมือง 33 กม. ต.สิงห์ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ติดต่อ 09-4992-1115

บุรีรัมย์ คาสเซิล แลนด์มาร์คใหม่อีสานล่าง

คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ของคนบุรีรัมย์ บุรีรัมย์ คาสเซิล ตั้งอยู่ระหว่างสนามฟุตบอลไอ-โมบาย
สเตเดี้ยม และสนามแข่งรถ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต เป็นโครงการที่ออกแบบโดยอิงรูปแบบจากชุมชนรอบปราสาทหินในอดีต ประกอบด้วย ปราสาทสายฟ้า ที่ได้ก่อสร้างตามรูปแบบของปราสาทขอมในอดีต โดยช่างฝีมือแกะสลักหินทุกก้อนและจัดเรียงตามหลักการสร้างปราสาทโบราณ อีกทั้งยังได้คำนวณวันที่พระอาทิตย์ตกผ่านช่องประตูเช่นเดียวกับปราสาทหินพนมรุ้ง

คอมมูนิตี้มอลล์ บุรีรัมย์ คาสเซิล ศูนย์รวมร้านอาหาร ร้านขายสินค้า ร้านขายของที่ระลึกบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมกาสโตร์ บนพื้นที่รวมกว่า 3.5 หมื่นตารางเมตร (ตร.ม.) และสวนศิวะ 12 สวนสาธารณะขนาดใหญ่พร้อมเส้นทางวิ่งออกกำลังกาย รายรอบด้วยแผ่นศิลาหินทรายกามาสูตรซึ่งเปรียบเป็นจุดกำเนิดแห่งจักรวาล อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของมหาศิวลึงค์ทำจากหินทราย สูงกว่า 9 ม. ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลก บุรีรัมย์ คาสเซิล จึงกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของบุรีรัมย์และยังเป็นเหล่งแฮงเอาต์ของแฟนฟุตบอลทีมบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด GU12 โดยทุกร้านจะให้ส่วนลดพิเศษแค่ใส่เสื้อที่มีโลโก้สโมสร

โลมาเริงร่า ดอลฟินส์ เบย์ ภูเก็ต

สุดยอดโชว์โลมาในอาเซียนอยู่ที่ ดอลฟินส์ เบย์ ภูเก็ต (Dolphins Bay Phuket) ด้วยการแสดงที่มีความแตกต่าง ไม่ซ้ำกันในทุกวัน การแสดงแบบโชว์ผาดโผนของโลมากับครูฝึก และลูกเล่นในแต่ละรอบที่ทำให้ผู้ชมได้ยิ้มตามตลอดเวลา ประกอบด้วยโลมา 5 ตัว แมวน้ำ 2 ตัว ครูฝึกโลมา 3 คน ซึ่งทั้งโลมาและคณะมาจากยูเครนทั้งหมด แต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 45 นาที โดยระหว่างการแสดงจะมีการอธิบายเรื่องราวของโลมาเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้คนร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล

เปิดการแสดงวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 11.00 น. 14.00 น. และ 17.00 น. ราคาบัตรเข้าชม 1,200 บาท สำหรับผู้ใหญ่ และ 700 บาท สำหรับเด็กอายุ 4-12 ปี นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมว่ายน้ำกับโลมา และในช่วงสงกรานต์นี้จะมีกิจกรรมประเพณีไทยให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประเพณีที่ดีงามร่วมกับการแสดงโลมาด้วย ทั้งนี้ ดอลฟินส์ เบย์ ภูเก็ต ได้ทำการขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกต้องตามกฎหมาย และมีการดูแลโลมาตามมาตรฐานของกรมประมง ตั้งอยู่ที่ซอยป่าหล่าย ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต โทร. 076-374-300 เว็บไซต์ : www.dolphinsbay-phuket.com

สกายวอล์กชมเกล็ดพญานาค หนองคาย

ไม่น่าเชื่อว่าอำเภอเล็กๆ อย่าง อ.สังคม จ.หนองคาย จะมีแหล่งท่องเที่ยวสุดเจ๋งอย่างสกายวอล์กหรือทางเดินกระจกใสแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่วัดผาตากเสื้อ อ.สังคม จ.หนองคาย บริเวณดังกล่าวเป็นจุดชมทิวทัศน์แม่น้ำโขงมาก่อนแล้ว สามารถมองเห็นบ้านเมืองสองฝั่งไทย-ลาว เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก และช่วงหน้าแล้งจะเห็นรอยทรายที่มีลวดลายคล้ายเกล็ดพญานาคซึ่งถือเป็นอันซีนของหนองคาย

รูปแบบของสกายวอล์กเป็นลักษณะเกือกม้า ระยะทางเดิน 16 ม. ยื่นออกจากหน้าผา 6 ม. พื้นและราวกั้นเป็นกระจกแทมเปอร์ลามิเนตไรท์โหลด หนา 4 ซม. รองรับน้ำหนัก 500 กก./1 ตร.ม. โดยจะจัดระบบให้เข้าชมครั้งละ 2 คน ทั้งนี้ทางเดินดังกล่าวเป็นโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวของ จ.หนองคาย ใช้งบประมาณกลุ่มพัฒนาจังหวัด 17 ล้านบาท หวังสร้างเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของหนองคาย

 

ปอกเปลือกความเซ็กซี่ “พริตตี้มอเตอร์โชว์” สร้างสีสันหรือทำเสื่อม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 20:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424355

ปอกเปลือกความเซ็กซี่ "พริตตี้มอเตอร์โชว์" สร้างสีสันหรือทำเสื่อม?

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

งานมอเตอร์โชว์ทุกปี ปฎิเสธไม่ลงว่า นอกจากรถยนต์รุ่นใหม่และโปรโมชั่นโดนใจแล้ว บรรดา “พริตตี้สาวสวย” ประจำบูธต่างๆ เจ้าของผิวเนียนเปล่งปลั่ง ตัวหอมฟุ้ง ออร่ากระจาย ได้กลายเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ค่ายรถยนต์ทุกค่ายนำมาเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้ชม ส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์นั้นน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ดังเช่นงานมอเตอร์โชว์ 2016 คึกคักขึ้นทันทีที่ปรากฎข่าวฉาวของเชอรี่ สามโคก นางแบบสาวสุดเซ็กซี่ ซึ่งถูกดำเนินคดีข้อหากระทำการอันควรขายหน้าต่อธารกำนัล หลังสวมบทพริตตี้โชว์สยิว เรียกแขกด้วยการนัวเนียกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับชายหนุ่มล่ำบึ้กให้กับบูธเครื่องเสียงค่ายหนึ่ง

คำถามดังๆเกิดขึ้นตามมาว่า ณ พ.ศ.นี้ พริตตี้สาวสวยจำเป็นกับงานมอเตอร์โชว์แค่ไหน

“Low class หรือ High class”…อยู่ที่คุณเลือก

ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน ในประเทศญี่ปุ่น “โตโยต้า” ถือเป็นรถยนต์ค่ายแรกที่นำพริตตี้มาเป็นกลยุทธ์เรียกความสนใจ โดยนำสาวสวยหน้าตาดีมาให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับรถ ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในแง่ของการดึงความสนใจ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ด้วยเหตุนี้เองวัฒนธรรมการมีพริตตี้ จึงได้รับความนิยมขจรขจายไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย

จาตุรนต์ โกมลมิศร์ รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 37 บอกว่า พริตตี้เปรียบเสมือนหน้าตาและตัวแทนของบริษัทในการนำเสนอโปรดักส์ให้กับลูกค้า ปฎิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงกับรถนั้นเป็นของคู่กัน สิ่งสำคัญอยู่ที่แต่ละแบรนด์จะนำเสนอตัวตนออกมาในแบบไฮคลาสหรือโลว์คลาส

“ผู้หญิงกับรถเป็นของคู่กัน เมื่อ 5 ปีก่อนจีนเคยเอาพริตตี้ผู้ชายมาแทนผู้หญิง ปรากฎว่าเจ๊ง ไม่มีใครสนใจ ขึ้นอยู่ที่รูปแบบบการนำเสนอของผู้บริหารด้วยว่า อยากให้โปรดักส์ของเขาเป็นไฮคลาสหรือโลว์คลาส  วันนี้ลองเดินไปดูพริตตี้เอ็มซีของค่ายรถยนต์หลายๆเจ้าสิ โอ้โห พูดได้ถึงสามภาษา ญี่ปุ่น เยอรมันก็พูดได้ เรียนจบเมืองนอกกันเป็นเเถว ความสามารถล้ำหน้ายิ่งกว่าความเซ็กซี่เสียอีก

สาวๆที่เราเห็นกว่าจะยืนในงานนี้ได้ ต้องผ่านการอบรมถึง 3 เดือน ไม่ใช่เเค่สวยหรือเซ็กซี่ก็ทำงานได้เลย เพราะเธอเปรียบเสมือนหน้าตาและตัวแทนของบริษัทในการนำเสนอโปรดักส์ แต่ถ้าผู้บริหารที่เอาพริตตี้มาเป็นแค่ตัวล่อ นำเสนอเพียงแค่ความหวือหวาโป๊เปลือยก็เท่ากับลดคุณค่าของโปรดักส์ไปในตัว คุณคงไม่รู้สึกดีหรอก ถ้าคนพูดถึงโปรดักส์คุณว่า ‘เฮ้ย ไปดูค่ายนี้กัน นมโตดีว่ะ'”

จาตุรนต์ เล่าว่า รู้สึกแปลกๆทุกครั้งเวลาเห็นพริตตี้หน้าอกหน้าใจใหญ่เกินรูปร่าง เชื่อว่าผู้ชายหลายคนคงไม่ชอบความโอเวอร์ที่เกินเลยจากธรรมชาติเช่นกัน

รองประธานจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 37  กล่าวต่อว่า รูปเเบบการนำเสนอของทุกบริษัท ต้องได้รับการอนุมัติจากทางผู้จัดงานก่อน ทว่าปัญหาคือมาร์เกตติ้งบางบริษัทเลือกที่จะฝ่าฝืนกฎระเบียบ เพราะเห็นว่าคุ้มค่าที่ได้สร้างกระแสไปทั่วสังคม

“ทุกๆ ปี บริษัทที่จะเข้ามาร่วมจัดแสดงงานต้องได้รับการอนุมัติจากทางผู้จัดก่อน ทั้งเนื้อหา รูปแบบการแสดง กระทั่งเสื้อผ้าเเละการแต่งกาย ปีที่แล้วมีผู้ขายอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์เลือกนำเสนอโชว์ที่ไม่ได้ผ่านการอนุมัติ เพราะทีมมาร์เก็ตติ้งมองว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยงทำอะไรหวือหวา สร้างกระเเสไปทั่วสังคมเพื่อเเลกกับการถูกปรับเพียงไม่กี่บาท  เขาบอกว่าลงทุนแสนเดียว มีคนรับรู้ผ่านโซเชียลมีเดียถึงสามเเสน สุดท้ายก็ถูกแบนไปปีนึง รวมทั้งยังถูกต่อว่าจากกลุ่มสินค้าประเภทเดียวกันจากค่ายอื่นด้วย ผมขอยืนยันว่า งานจัดแสดงรถยนต์มีกฎระเบียบที่ค่อนข้างรัดกุม เพียงแต่มุมมองของมาร์เก็ตติ้งและผู้บริหารโปรดักส์นั้นคิดและเลือกแบบไหน”

ใช้”รถดึงดูดคน”มากกว่า”คนดึงดูดรถ”

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ สื่อมวลชนด้านรถยนต์ มองว่า บทบาทของพริตตี้ในปัจจุบันไม่ได้สลักสำคัญอะไรมากมายกับตัวรถยนต์ เป็นเพียงแค่การสร้างสีสันและดึงดูดความสนใจจากผู้คนเท่านั้น

“พริตตี้เข้ามามีบทบาทกับรถยนต์ตั้งแต่ 20-30 ปีก่อน โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเรื่อยๆตามเทรนด์ของตลาด ตามภาพลักษณ์สินค้าและความสนใจของผู้คน ผมคิดว่าหลายบูธสินค้าไม่ได้หวือหวาจนเกินเหตุและรัดกุมมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ถูกจับตามองเรื่องความเซ็กซี่”

กูรูด้านรถยนต์ บอกว่า ค่ายรถยนต์ชั้นนำที่เป็นที่นิยมของคนไทย น้อยมากที่คนจะเข้าไปชมตัวรถยนต์เพราะเหล่าพริตตี้สาวเซ็กซี่ เนื่องจากสมรรถนะและศักยภาพของรถสามารถดึงดูดความสนใจด้วยตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยปรากฎข่าวฉาวให้เห็น

“แบรนด์ชั้นนำไม่มีใครเข้าไปดูเพราะพริตตี้หรอก บางค่ายขายรถครอบครัว รถเอนกประสงค์ ความเซ็กซี่หวือหวาจึงไม่จำเป็นมันขึ้นอยู่กับแนวคิดและนโยบายของผู้บริหารแต่ละค่าย โดยทั่วไป แบรนด์ชั้นนำในตลาดอย่าง อีซูซุ โตโยต้า นิสสัน ฮอนด้า บีเอ็มดับเบิลยู หรือเมอร์ซีเดส-เบนซ์ แบรนด์เหล่านี้ไม่ปรากฎภาพเหล่าพริตตี้แต่งตัวในลักษณะที่จะสร้างปัญหา เซ็กซี่หวือหวาเกินเลย มักไปปรากฎอยู่ในกลุ่มสินค้าประเภทเครื่องเสียงติดรถยนต์มากกว่า อย่าลืมว่าเขามีเพียงเเค่เเสงสีเสียงที่นำเสนอได้ไม่เต็มที่ภายในงาน จะไปเปิดเพลงดังๆ ผู้จัดก็ห้าม ฉะนั้นต้องใช้อย่างอื่นเรียกร้องความสนใจ”

พัฒนเดช บอกว่า การแต่งกายของพริตตี้ในวันนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบมากมาย ถึงขนาดทำให้งานมอเตอร์โชว์เสื่อม

“มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่หวือหวามากเกินไป ซึ่งผู้จัดอาจจะคิดว่ามันอยู่ในพื้นที่แสดงโชว์ของเขา เขาสามารถทำได้ เพียงแต่โลกสมัยใหม่ เทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ส่งต่อข้อมูลกันได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางมาก จึงดูเหมือนผู้จัดกำลังทำในสิ่งที่ประเจิดประเจ้อมากเกินไปในพื้นที่สาธารณะ”

ไม่ใช่เเค่สีสัน เเต่คือความเชื่อมั่นของโปรดักส์

พริตตี้ มีรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษ Pretty ซึ่งแปลว่า น่ารัก ขณะที่ญี่ปุ่น ดินแดนอาทิตย์อุทัยนั้นเรียกว่าสาวๆเหล่านี้ว่า “อิเบะคอน” ย่อมาจาก “อีเวนต์คอมพาเนียน”

หากพูดถึงพริตตี้ในเมืองไทย ภาพที่ลอยมาในหัวคือ หญิงสาวหน้าตาดี หุ่นเซ็กซี่ ยืนโดดเด่นเป็นสง่าเคียงคู่กับสินค้าหรือบริการต่างๆ ที่ผ่านมา นอกจากความสวย พริตตี้ยังถูกพัฒนาให้สามารถทำหน้าที่นำเสนอสินค้าได้อย่างยอดเยี่ยม

โนเอล-วิจิตรา ชัยประภา พริตตี้สาวสวยจากค่ายฮุนได บอกว่า พริตตี้มีบทบาทสำคัญมากกับมอเตอร์โชว์ นอกจากดึงดูดความสนใจจากผู้ร่วมงานด้วยใบหน้าเเละการเเต่งกายเเล้ว ภาพลักษณ์ของพริตตี้ยังจำเป็นต้องสอดคล้องเเละสะท้อนถึงตัวตนของรถแต่ละค่ายด้วย เพราะลำพังแค่ตัวรถอย่างเดียว อาจแสดงถึงตัวตนของแบรนด์ออกมาไม่ชัดเจน

เฟี๊ยต-ปณิชา วิชัยดิษฐ จากค่ายเอ็มจี ให้ความเห็นว่า นอกจากการทำหน้าที่พรีเซนต์สินค้า อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญของพริตตี้คือ ส่งเสริมและผลักดันความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้กับแบรนด์นั้นๆ

“ทุกคนที่มาร่วมงานมักมีรถยนต์ในใจตัวเองอยู่แล้ว หน้าที่สำคัญของเราคือตอกย้ำความเชื่อมั่น ให้เขารู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่าได้เลือกสิ่งที่ใช่ หากพริตตี้คนไหนมีดีแค่สวยหรือเซ็กซี่ เเต่ไร้ความสามารถในการนำเสนอ พูดจาไม่ฉะฉาน ความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์นั้นก็ลดลงและอาจตัดสินใจแตกต่างออกไปจากเดิม”

บิวตี้-เจนกิตติ์พิชชา อ่อนหวันวรกิจ จากค่ายซันยอง รู้สึกว่า ชาชินเสียแล้วกับสายตาและทัศนคติเชิงลบจากใครหลายคน โดยระบุว่า การแสดงออกของพริตตี้เป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน ผ่านบุคลิก คำพูด ท่าทาง และชุดที่สวมใส่ เพื่อให้สอดคล้องกับโปรดักส์

“สิ่งที่เห็นไม่ได้แสดงถึงตัวตนที่แท้จริงของพริตตี้แต่ละคน เพราะอย่างนั้นหลายรายจึงไม่แคร์ว่าใครจะมองหรือตำหนิว่าเราโชว์เยอะเกินไป เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน ชีวิตจริงเราแต่งตัวกันอย่างนี้ซะเมื่อไหร่”

สอบถามความเห็นผู้ชมภายในงาน ฉัตรชัย พันธุ์อุดม หนุ่มน้อยวัย 18 ปี แฟนคลับตัวยงของเหล่าสาวงาม เห็นได้จากการหอบนิตยสารแนวเซ็กซี่หลายสิบเล่มติดกระเป๋าสะพายไหล่มาเพื่อขอลายเซ็นสาวๆที่เคยถ่ายแบบให้กับหนังสือเล่มนั้น

“ผมชอบพริตตี้มากครับ ติดตามมาตลอด คนไหนถ่ายเเบบลงหนังสือก็ตามไปซื้อหาเก็บไว้ ถึงเวลามีงานก็นำมาให้เขาเซ็น มันไม่ใช่แค่ความสวยที่น่าหลงใหล แต่ตัวตนของแต่ละคนยังน่าสนใจไม่แพ้กัน เขามีความสามารถเยอะมาก และสู้ชีวิตกันมานานกว่าจะได้มายืนอยู่จุดนี้ ผมนี่ชอบเลย”

ฉัตรชัยมองว่า พริตตี้มีบทบาทสำคัญต่อสินค้าเเละบริการ ถือเป็นตัวเร่งชั้นดีให้ผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อสินค้าที่ตัวเองศึกษามาแล้วในระดับหนึ่ง

ขณะที่ กษิกร ทองคำ หนุ่มใหญ่วัย 42 กลับบอกว่ารู้สึกเบื่อความเซ็กซี่ ผิวขาวเป็นหลอดไฟ หน้าอกใหญ่โต ซึ่งคล้ายคลึงเหมือนกันไปหมดทั้งงาน

“ส่วนตัวผมเบื่อ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่มาร่วมงานกัน 80 เปอร์เซนต์มาดูพริตตี้ มีเพียง 20 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่มาซื้อหารถจริงๆผมมาร่วมงานทุกปี เห็นพริตตี้ลักษณะเดิมๆก็เบื่อ ยิ่งพวกหน้าอกใหญ่โตจนเกินรูปร่าง หน้าเรียวแหลม พวกนี้น่ากลัว เหมือนมาจากอีกโลกหนึ่ง มันเกินไป หน้าคล้ายกันไปหมด จนรู้สึกว่าไม่พิเศษหรือน่าดึงดูด”

นเรศ สาระฝี วัย 32  บอกว่า ไม่ได้ซีเรียสถึงขนาดมองว่าเสื่อม มองเป็นสีสันประกอบงานเท่านั้น เชื่อว่าผู้ชมทุกคนทราบดีว่าหากอยากรู้ความสามารถและศักยภาพของตัวรถจริงๆ ต้องคุยกับเซลล์

ธนารัตน์ น้ำคำ วัย 35 ปี บอกว่า พริตตี้ไม่ได้มีส่วนสำคัญในการตัดสินเลือกซื้อรถยนต์ เป็นเพียงเเค่สีสันเพื่อให้งานมีความคึกคักและน่าเข้าชมมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ หากอยากได้รถสักคันจริงๆ ต้องทำการบ้านศึกษาสินค้ามาพอสมควร ไม่ได้ตัดสินใจทุกอย่างที่หน้างาน

สำหรับผู้หญิงอย่าง นภาพร อรุณรักษ์ติชัย เธอบอกว่า พริตตี้นั้นสำคัญมากกับงานมอเตอร์โชว์ในการดึงดูดผู้ชมและนำเสนอตัวตนเเบรนด์ ตลอดจนศักยภาพเบื้องต้นของตัวรถ

“เราเป็นผู้หญิงยังชอบมองพริตตี้เลย แต่ละคนสวยกันซะขนาดนี้ ที่สำคัญสมัยนี้ส่วนใหญ่เก่งๆทั้งนั้น คนที่แสดงบุคลิกออกมาได้ตรงกับแบรนด์ก็ยิ่งทำให้สินค้าน่าสนใจมากขึ้น ฉะนั้นเราว่าพริตตี้สำคัญมาก”

ทั้งหมดทั้งปวงปฎิเสธไม่ได้ว่า พริตตี้สาวสวยยังคงมีความสำคัญ เป็นกลยุทธ์ เป็นวัฒนธรรมที่จะอยู่คู่กับมอเตอร์โชว์ไปอีกนาน.

เฟี๊ยต-ปณิชา วิชัยดิษฐ

 

โนเอล-วิจิตรา ชัยประภา