ปฏิรูปประเทศ รื้อกระบวนการยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424155

ปฏิรูปประเทศ รื้อกระบวนการยุติธรรม

โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดได้เพิ่มหมวด 16 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ขึ้นมาใหม่ ซึ่งจากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกไม่ได้มีการบัญญัติเอาไว้ โดยมีทั้งหมด 5 มาตรา คือ มาตรา 257-261 ครอบคลุม 7 ด้าน โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.ด้านการเมือง กำหนดให้การดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองเป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ พร้อมกับมีกระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมและมีความรับผิดชอบอย่างแท้จริงในการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองและการคัดเลือกผู้มีความรู้ความสามารถ ซื่อสัตย์สุจริตและมีคุณธรรมจริยธรรม เข้ามาเป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

2.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีการนําเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทําบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน และเพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และบูรณาการฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกันเพื่อให้เป็นระบบข้อมูลเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน

3.ด้านกฎหมาย ให้มีกลไกให้ดําเนินการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับต่างๆ ที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ให้สอดคล้องกับหลักการตามมาตรา 77 และพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยให้มีการใช้ระบบอนุญาตและระบบการดําเนินการโดยคณะกรรมการเพียงเท่าที่จําเป็นเพื่อให้การทํางานเกิดความคล่องตัว โดยมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และไม่สร้างภาระแก่ประชาชนเกินความจําเป็น เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ

4.ด้านกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม กําหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ชัดเจนเพื่อมิให้คดีขาดอายุความ และสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการสอบสวนคดีอาญา รวมทั้งกําหนดให้การสอบสวนต้องใช้ประโยชน์จากนิติวิทยาศาสตร์และจัดให้มีบริการทางด้านนิติวิทยาศาสตร์มากกว่าหนึ่งหน่วยงานที่มีอิสระจากกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอย่างมีทางเลือก

ในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายด้านกระบวนการยุติธรรมให้ ครม.แต่งตั้งคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วย  (1) ผู้ทรงคุณวุฒิและไม่เคยเป็นข้าราชการตํารวจมาก่อน เป็นประธาน (2) ผู้เป็นหรือเคยเป็นตํารวจซึ่งอย่างน้อยต้องมีผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติรวมอยู่ด้วย มีจํานวนตามที่ ครม.เป็นกรรมการ (3) ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เคยเป็นข้าราชการตํารวจมาก่อน มีจํานวนเท่ากับกรรมการตาม (2) เป็นกรรมการ (4) ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม และอัยการสูงสุด เป็นกรรมการ ให้คณะกรรมการชุดนี้ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

5.ด้านการศึกษา เริ่มดําเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และให้ดําเนินการตรากฎหมายเพื่อจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู ให้เสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุนหรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษีรวมทั้งการให้ผู้บริจาคทรัพย์สินเข้ากองทุนได้รับประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วย

6.ด้านเศรษฐกิจ  ขจัดอุปสรรคและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมกลุ่มเศรษฐกิจต่างๆ อย่างยั่งยืน  และปรับปรุงระบบภาษีอากรให้มีความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ

7.ด้านอื่นๆ จัดให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการตรวจสอบกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินทั้งประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ปรับระบบหลักประกันสุขภาพให้ประชาชนได้รับสิทธิและประโยชน์จากการบริหารจัดการ และการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพและสะดวกทัดเทียมกัน

โดยการปฏิรูปประเทศตามหมวดนี้ กรธ.บัญญัติให้ต้องดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย 3 ประการ ประกอบด้วย 1.ประเทศชาติมีความสามัคคีปรองดอง 2.สังคมมีโอกาสอันทัดเทียมกัน และ 3.ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

 

เปิดบทเฉพาะกาล ปูทางแม่น้ำ5สายอยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 06:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424154

เปิดบทเฉพาะกาล ปูทางแม่น้ำ5สายอยู่ยาว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ที่จะนำไปสู่การประชามติโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ตามขั้นตอนต่อจากนี้ กรธ.จะส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจัดให้มีการออกเสียงประชามติ

หากเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ จะเข้าสู่กระบวนการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ แต่ถ้าไม่ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศแล้วว่าจะมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทั้งสิ้น 279 มาตรา จากเดิมที่มี 270 มาตรา ไฮไลต์สำคัญและเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย คือ บทเฉพาะกาล เพราะเป็นบทบัญญัติที่กำหนดการดำรงอยู่ของแต่ละองค์กร และการกำหนดวันเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลบังคับใช้

ในเรื่องการคงอยู่ของแต่ละองค์กร ทั้ง สนช. ครม. คสช. สปท. และ กรธ. ปรากฏว่า กรธ.ได้บัญญัติเรียงตามลำดับดังนี้

มาตรา 263 ให้ สนช.ทำหน้าที่ สส.และ สว.ต่อไปจนกว่าจะมีวุฒิสภาชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ส่วน ครม.ในมาตรา 264 กำหนดว่า ครม.ชุดปัจจุบันจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกระทั่งมี ครม.ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามารับหน้าที่ ขณะที่ คสช.ถูกกำหนดสถานะไว้ในมาตรา 265 ซึ่งมีบทบัญญัติ คือ ให้อยู่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ แต่ คสช.จะยังคงมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ตามปกติ ซึ่งหมายความว่าหัวหน้า คสช.สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้

“ให้ คสช.ที่ดํารงตําแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ยังคงอยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า ครม.ที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้หัวหน้า คสช. และ คสช.ยังคงมีหน้าที่และอํานาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2558 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 และให้ถือว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับอํานาจของหัวหน้า คสช. และ คสช.มีผลใช้บังคับได้ต่อไป” เนื้อหาของ มาตรา 265

ส่วนสถานะของ สปท.จากเดิมที่ กรธ.กำหนดให้มีอายุอีก 1 ปี แต่ในมาตรา 266 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดได้ปรับเปลี่ยนให้ สปท.อยู่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปประเทศตามมาตรา 259 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะต้องทำให้เสร็จภายใน 120 วัน

“ให้ สปท.อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปพลางก่อนเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จนกว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศที่ตราขึ้นตามมาตรา 259” เนื้อหาของมาตรา 266

อย่างไรก็ตาม กำหนดให้ สนช. สปท. ครม. หากต้องการลงสมัคร สส.ต้องลาออกภายใน 90 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าต้องการสมัคร สว.ไม่จำเป็นต้องลาออกตามเงื่อนไขดังกล่าวแต่อย่างใด ส่วน คสช.สามารถเป็น สว.ได้โดยไม่ต้องลาออก 

ด้าน กรธ.จะอยู่ทำหน้าที่เพื่อจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ จากเดิม 11 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วัน (8 เดือน) ตามมาตรา 267 ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.กกต. 4.พรรคการเมือง 5.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 6.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 7.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 8.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 9.การตรวจเงินแผ่นดิน และ 10.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเมื่อ สนช.ได้พิจารณากฎหมายดังกล่าวเสร็จแล้ว กรธ.จะพ้นจากตำแหน่งทันที และไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายใน 2 ปีนับแต่วันที่พ้นตำแหน่ง เพื่อไม่ให้เกิดการมีส่วนได้ส่วนเสีย

ที่สำคัญ หากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. กกต. และพรรคการเมือง มีผลบังคับใช้ จะต้องมีการเลือกตั้ง สส.ภายใน 150 วัน ซึ่งใน กรธ.มีการคำนวณว่าการเลือกตั้ง สส. น่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือน ก.ค. 2560

ขณะที่ วุฒิสภา ในบทเฉพาะกาลมาตรา 269 นั้น ทาง กรธ.ยังคงยืนยันในหลักการเดิม ไม่ว่าจะเป็นการให้มี สว.จากการสรรหาจำนวน 250 คน มีวาระ 5 ปี แบ่งเป็น

1.สว.จำนวน 194 คน ที่มาจากการสรรหาของคณะกรรมการสรรหาที่ คสช.ตั้งขึ้น

2.สว.ที่มาจากการเลือกกันตามสาขาวิชาชีพ 20 ด้าน จำนวน 50 คน

3.สว.โดยตำแหน่งจำนวน 6 คน  ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทั้งหมด คสช.จะต้องดำเนินการให้มี สว.ให้เสร็จภายใน 3 วันนับตั้งแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง สส.

สำหรับหน้าที่ของวุฒิสภาชุดพิเศษนี้ นอกเหนือไปจากการทำหน้าที่กลั่นกรองและแต่งตั้งบุคคลตามปกติแล้ว ยังมีอำนาจในการติดตามการปฏิรูปประเทศด้วย ซึ่งมาตรา 270 ระบุว่า “นอกจากจะมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว ให้วุฒิสภาตามมาตรา 269 มีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ในการนี้ให้ ครม.แจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาเพื่อทราบทุกสามเดือน”

ขณะเดียวกัน บทเฉพาะกาลยังได้บัญญัติถึงการทำหน้าที่ของ อัยการ ด้วย โดยมาตรา 277 ระบุว่า “ในระหว่างที่ยังไม่มีการปรับปรุงหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 248 วรรคสี่ ห้ามมิให้พนักงานอัยการดํารงตําแหน่งกรรมการในรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐในทํานองเดียวกัน หรือดํารงตําแหน่งใดในห้างหุ้นส่วนบริษัทหรือกิจการอื่นใดที่มีวัตถุประสงค์มุ่งหาผลกําไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นที่ปรึกษาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือดํารงตําแหน่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน”

ที่สุดแล้ว กรธ.ยังคงบัญญัติถึงการรับรองการกระทำต่างๆ ที่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ของ คสช.ไว้ในมาตรา 279 ซึ่งเป็นมาตราสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญ

 

คำอธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มีนาคม 2559 เวลา 00:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/424145

คำอธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ

โดย….นายอัชพร จารุจินดา, นายปกรณ์ นิลประพันธ์, นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง, นายจินตพันธุ์ ทังสุบุตร, นายวราห์ เห่งพุ่ม

รูปแบบของรัฐ

· ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

รูปแบบการปกครอง

· ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่มาและผู้ใช้อำนาจอธิปไตย

· อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจอธิปไตยทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

หลักการใช้อำนาจอธิปไตย

· องค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม

ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาค

· ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง

· ปวงชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

หลักความเป็นกฎหมายสูงสูดของรัฐธรรมนูญ

· รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้น ใช้บังคับมิได้

· ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานองค์กรอิสระ เพื่อวินิจฉัยให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมดังกล่าวให้เป็นที่สุด และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

สถาบันพระมหากษัตริย์

· คงหลักการเดิม – แต่ปรับปรุงหลักการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเพื่อบรรเทาพระราชภาระ โดยบัญญัติเพิ่มเติมว่า พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กระทำการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว หรือต่อผู้แทนพระองค์ก็ได้ และในระหว่างที่ยังมิได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ พระมหากษัตริย์จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ผู้ซึ่งต้องถวายสัตย์ปฏิญาณปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นไปพลางก่อนได้

หลักประกันสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

· บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย การนับถือศาสนา ความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ครอบครัว เคหสถาน การแสดงความคิดเห็นโดยวิธีการต่าง ๆ การติดต่อสื่อสารถึงกัน เสรีภาพในทางวิชาการ การเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่ การประกอบอาชีพ การมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก การเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ การร้องทุกข์ การฟ้องหน่วยงานของรัฐ การรวมตัวกันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ชุมชน สมาคม สหกรณ์ สหภาพ สหพันธ์ ฯลฯ การอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และการจัดตั้งพรรคการเมือง

· บุคคลผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้เป็นมารดาย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐทั้งก่อนและหลังการคลอดบุตร ผู้มีอายุเกิน 60 ปี และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การดำรงชีพและบุคคลผู้ยากไร้ มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ

· บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ

· ทั้งบุคคลและชุมชนมีสิทธิอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลป วัฒนธรรม รวมทั้ง อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มีสิทธิจัดระบบสวัสดิการชุมชน มีสิทธิเสนอความเห็นให้หน่วยงานของรัฐกระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน รวมทั้งมีสิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐ

· บุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค และองค์กรเหล่านี้สามารถรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรใหญ่เพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองผู้บริโภคได้

· นอกจากสิทธิและเสรีภาพข้างต้นแล้ว การใดที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมิได้ห้ามหรือกำหนดเงื่อนไขในการใช้สิทธิหรือเสรีภาพไว้ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะกระทำการนั้น ๆ ได้อย่างเสรี และถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

· สำหรับสิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ถึงแม้จะยังมิได้มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ รัฐธรรมนูญนี้ก็รับรองว่า บุคคลหรือชุมชนสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ทันทีตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

· อย่างไรก็ดี เพื่อให้การใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลและชุมชนต้องเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ สังคม และบุคคลอื่น ไม่ใช้สิทธิและเสรีภาพกันอย่างเกินเลยเหมือนเช่นหลายปีที่ผ่านมาจนทำให้บ้านเมืองเสียหาย ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิและเสรีภาพไว้ชัดเจนว่า บุคคลและชุมชนต้องไม่ใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเกินขอบเขต กล่าวคือการใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้น ต้อง …

(1) ไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ

(2) ไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและประชาชน และ

(3) ไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

· เมื่อใดก็ตามที่มีการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเกินขอบเขต ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการนั้นสามารถใช้สิทธิทางศาลผ่าน “ศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง” เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของตนที่ถูกล่วงละเมิด รวมทั้งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ หรือจะฟ้องต่อ “ศาลรัฐธรรมนูญ” โดยตรงเพื่อให้วินิจฉัยว่าการกระทำนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ได้  สำหรับบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพหรือจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐ

· นอกจากนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการตรากฎหมายแบบไม่มีเหตุมีผลหรือเพื่อพวกพ้อง หรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินสมควร ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงได้วางหลักในการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติไว้ชัดเจนว่า กฎหมายที่จะตราขึ้นนั้น ต้อง …

(1) เป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

(2) ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ กฎหมายนั้นต้อง

2.1 ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม

2.2 ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ

2.3 ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล

2.4 ระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย และ

2.5 มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป

· ทั้งนี้ ได้กำหนดให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นองค์กรที่มีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบว่า การตรากฎหมายเป็นไปตามหลักทั้ง 5 ประการข้างต้น หรือที่เรียกกันว่า “การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย” หรือไม่ ทั้งร่างกฎหมายที่ยังไม่มีผลใช้บังคับ และกฎหมายที่ใช้บังคับแล้ว

· ถ้าเป็นร่างกฎหมาย – ส.ส. ส.ว. หรือนายกรัฐมนตรี สามารถร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยได้

· ถ้าเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับแล้ว – ประชาชนผู้เป็นคู่ความในคดีอาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้ว่าบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลที่พิจารณาคดีนั้น ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

หน้าที่ของปวงชนชาวไทย 10 ประการ

ปวงชนชาวไทยมิได้มีแต่เฉพาะสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวข้างต้น แต่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อประเทศชาติและสังคมส่วนรวม ดังต่อไปนี้ด้วย

· พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

· ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ รวมตลอดทั้งสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และให้ความร่วมมือในการบรรเทาสาธารณภัย

· ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

· เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ

· รับราชการทหารตามที่กฎหมายบัญญัติ

· เคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความแตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม

· ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระโดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นสำคัญ

· ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทรัพยากร ธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรม

· เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ

· ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ

หน้าที่ของรัฐ

ร่างรัฐธรรมนูญนี้ได้กำหนดให้ “รัฐมีหน้าที่ต่อประชาชน” ด้วยเพื่อให้รัฐต้องดำเนินการในเรื่องที่กำหนดให้แก่ประชาชน “ทุกคน” หรือ “ทุกชุมชน” เป็นการทั่วไป โดยที่ประชาชนแต่ละคนหรือแต่ละชุมชน “ไม่ต้องใช้สิทธิร้องขอ” ต่อไป  ถ้ารัฐไม่กระทำตามหน้าที่ ก็จะเป็นกรณีจงใจไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือถ้ากระทำหน้าที่ไม่ดี ประชาชนและชุมชนย่อมมีสิทธิติดตามและเร่งรัดให้รัฐดำเนินการ และฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดให้ประชาชนหรือชุมชนได้รับประโยชน์นั้นได้

หน้าที่ของรัฐมีดังนี้

· พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย ความมั่นคงแห่งชาติ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน

· ดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

· จัดให้เด็กเล็ก (1-3 ขวบ) ได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาชั้นอนุบาลเพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมวัย โดยรัฐมีกองทุนช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ขาดแคลนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่าง “คนมี” กับ “คนไม่มีหรือผู้ขาดแคลน” ทุนทรัพย์

· จัดให้เด็กได้รับการศึกษาระดับอนุบาลจนจบการศึกษาภาคบังคับ (อนุบาล 1 ถึง ม.3 รวม 12 ปี) โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย และมุ่งให้เด็กได้เรียนตามความถนัดของแต่ละคนซึ่งแตกต่างกัน

· เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว รัฐต้องต้องดำเนินการให้ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษาตามความต้องการของแต่ละคนซึ่งมีความชอบหรือความถนัดแตกต่างกันไป โดยรัฐมีกองทุนช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ขาดแคลนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างผู้มีกับผู้ไม่มีทุนทรัพย์

· การศึกษาทุกระดับนั้น ต้องสอนผู้เรียนเป็นคนดี มีวินัย และภูมิใจในชาติ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และมีความสามารถในการปรับตัวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ ๆ ในอนาคตด้วย

· รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

· รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และต้องดูแลมิให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร

· รัฐต้องคุ้มครองและบำรุงรักษาทรัพยากร ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยร่วมกับประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน และต้องระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด

· รัฐต้องอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และต้องจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ใช้สิทธิและมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย

· ถ้าการดำเนินการใด ๆ ของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน (EHIA) และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งชุมชนและประชาชนที่เกี่ยวข้องก่อน และต้องนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตด้วย ถ้ามีผลกระทบเกิดขึ้น รัฐต้องเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายให้แก่ประชาชนหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม และโดยไม่ชักช้า

· รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของราชการที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารที่ว่านั้นได้โดยสะดวก เพื่อให้การปฏิบัติราชการมีความโปร่งใส ประชาชนตรวจสอบได้โดยตรง อันจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันและระงับยับยั้งการทุจริตและประพฤติมิชอบ

· รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรของดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน โดยการจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ รวมตลอดทั้งการให้ประชาชนมีส่วนได้ใช้ประโยชน์ในการใช้คลื่นความถี่นั้นด้วย

· รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและต้องส่งเสริมสนับสนุนให้มีการรวมตัวกันเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเพราะประชาชนทุกคนเป็นผู้บริโภค

· รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน ไม่ใช้จ่ายเงินงบประมาณสะเปะสะปะอย่างที่ผ่าน ๆ มา ไม่สร้างภาระรุงรังหนักหนาสาหัสแก่ลูกหลานในอนาคต และมีระบบภาษีที่เป็นธรรม

· รัฐต้องใช้มาตรการและกลไกเพื่อขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทุกรูปแบบ และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับการคุ้มครองจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

แนวนโยบายแห่งรัฐ

· จัดให้มี “ยุทธศาสตร์ชาติ” เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล โดยยุทธศาสตร์ชาติจะกำหนดวิสัยทัศน์ (Vision) ของชาติ และแผนยุทธศาสตร์ (Strategy Plan) ที่ประชาชนทุกภาคส่วนและรัฐเห็นดีเห็นงามร่วมกัน และร่วมมือกันในทุกทางเพื่อเป็นพลังในการช่วยกันทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนของชาติในระยะยาวเหมือนชาติอื่น ๆ เขา  มีตัวชี้วัดความคืบหน้าในการดำเนินการและความสำเร็จที่ชัดเจนและเป็นสากล โดยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ และประชาชนทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย

· ส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยถือหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อกัน และไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ให้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและของคนไทยในต่างประเทศ

· จัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินสมควร

· มีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยเคร่งครัดปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใด ๆ

· ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายในคดีอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติ

· อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านานนั้น รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาในทุกกรณี และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาดังกล่าวด้วย

· จัดให้มีและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาศิลปวิทยาการให้เกิดความรู้ การพัฒนาการ และนวัตกรรม เพื่อความเข้มแข็งของสังคมและเสริมสร้างความสามารถของคนในชาติ

· ส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุขและไม่ถูกรบกวน แต่ต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย

· ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม จัดให้มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ส่งเสริมและพัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีจิตใจเข้มแข็ง ส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน รวมทั้งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น

· ให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ยากไร้ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ คุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และให้การบำบัด ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ถูกกระทำการดังกล่าว

· จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่างกันของเพศ วัย และสภาพของบุคคล

· วางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และจัดให้มีการวางผังเมืองทุกระดับและบังคับการให้เป็นไปตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ รวมตลอดทั้งพัฒนาเมืองให้มีความเจริญโดยสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่

· มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

· จัดให้มีทรัพยากรน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน รวมทั้งการประกอบเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และการอื่น

· จัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ และช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ดินทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใดที่เหมาะสม

· ส่งเสริมให้ประชาชนมีความสามารถในการทำงานโดยเหมาะสมกับศักยภาพและวัย มีงานทำ และพึงคุ้มครองผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน ได้รับรายได้ สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การดำรงชีพ และพึงจัดให้มีหรือส่งเสริมการออมเพื่อการดำรงชีพเมื่อพ้นวัยทำงานหรือยามชรานั่นเอง รวมทั้งจัดให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการ

· จัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน (Inclusive Growth) อันเป็นแนวทางการพัฒนาที่เป็นสากล สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก แทนการมุ่งเน้นระบบเศรษฐกิจแบบการค้าเสรีที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา มุ่งขจัดการผูกขาดทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประชาชนและประเทศ โดยรัฐต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุ กับการพัฒนาด้านจิตใจและความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาชน ประกอบกัน ไม่ใช่มุ่งพัฒนาความเจริญทางวัตถุเป็นหลักอย่างเช่นที่ผ่าน ๆ มา

· ไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม การจัดให้มีสาธารณูปโภค หรือการจัดทำบริการสาธารณะ

· ส่งเสริม สนับสนุน คุ้มครอง และสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ และกิจการวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน

· พัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และงานของรัฐอย่างอื่นให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดทำบริการสาธารณะ และการใช้จ่ายเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน รวมทั้งพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชนอย่างสะดวก รวดเร็ว และไม่เลือกปฏิบัติ และปฏิบัติหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพ

· การบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรม และต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจหรือกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือการแต่งตั้ง โยกย้าย หรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

· จัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพที่ไม่จำเป็นโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ทั้งต้องจัดให้มีระบบการวิเคราะห์หรือตรวจสอบความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมาย และมีระบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกฉบับเป็นระยะ ๆ เพื่อให้กฎหมายมีกลไกหรือมาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

· ส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ การจัดทำบริการสาธารณะทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมตลอดทั้งการตัดสินใจทางการเมือง และการอื่นใดที่อาจมีผลกระทบต่อประชาชนหรือชุมชน

ระบบเลือกตั้ง สส – กาบัตรเดียว

·      สส. เขต 350 คน/สส. บัญชีรายชื่อ 150 คน รวม 500 คน

·      วาระ 4 ปี

·      เลือกตั้งโดยตรงและลับ

·      ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าคูหากาบัตรเดียว ได้ทั้ง สส. เขต และ สส. บัญชีรายชื่อ

·      ที่ต้องให้มี สส. บัญชีรายชื่อเพราะ สส. เขตใช้ระบบใครได้คะแนนมากที่สุดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง (First Passes the Post)  ดังนั้น คะแนนเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ลงให้แก่ผู้ซึ่งไม่ได้รับเลือกตั้งอื่นทุกราย รวมทั้งคะแนนเสียงไม่เลือกใคร (Vote No) จึงไม่มีความหมาย ทั้ง ๆ ที่หลายกรณีนั้น คะแนนของผู้ได้รับเลือกตั้งยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยซ้ำไป และคะแนนของผู้ซึ่งไม่ได้รับเลือกตั้งทุกรายรวมกันแล้วกลับมากกว่าคะแนนผู้ได้รับเลือกตั้งเสียอีก ซึ่งไม่เป็นธรรม

·      เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงกำหนดให้นำคะแนนเสียงทุกคะแนนที่มีการลงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. เขต ทุกรายไปใช้ในการคำนวณจำนวนผู้แทนราษฎรทั้งหมดที่แต่ละพรรคจะพึงมี (แต่ไม่ใช่ทุกเสียงจะต้องได้ผู้แทน) โดยใช้วิธีบัญญัติไตรยางค์ธรรมดา หากพรรคใดได้ สส. เขตเกินจากจำนวน สส. ที่จะพึงมีแล้ว ก็ให้ถือว่ามี สส. เท่านั้น – ไม่ได้รับ สส. บัญชีรายชื่อเพิ่มอีก – แต่ถ้าได้ สส. เขต น้อยกว่าจำนวน สส. ที่พึงมี ก็จะได้รับ สส. บัญชีรายชื่อเพิ่มจนครบจำนวน สส. ที่พึงมี  นอกจากนี้ ผู้สมัครซึ่งจะได้รับเลือกเป็น สส. เขต ก็ต้องได้คะแนนมากกว่าจำนวนคะแนนเสียงไม่เลือกใคร (Vote No) ด้วย ซึ่งสามารถแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นได้

·      ในระบบนี้ พรรคการเมืองต้องเฟ้นหาผู้สมัครที่ดีที่สุดในแต่ละเขตเพราะมีผลกระทบต่อคะแนนรวมที่แต่ละพรรคจะได้รับจากการเลือกตั้ง ไม่ใช่ทำแบบเดิม ๆ ว่าถ้าไม่มีลุ้นในเขตใด จะส่งหมูเห็ดเป็ดไก่ที่ไหนไปสมัครก็ได้อันเป็นการดูหมิ่นประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนที่ผ่าน ๆ มา อันเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนเบื่อการเมืองและการเลือกตั้ง และขาดความเชื่อมั่นและความศรัทธาในประชาธิปไตย

·      การยกเลิกการกาบัตรสองใบ “มิใช่การลิดรอนสิทธิเลือกตั้งของประชาชน” เพราะเดิมที่เข้าใจกันว่าบัตรหนึ่งเลือก สส. เขต ส่วนอีกบัตรหนึ่งเลือกพรรคนั้น เป็นความเข้าใจผิด เพราะบัตรที่เข้าใจว่าเป็นการเลือกพรรคนั้น แท้จริงแล้วเป็นบัตรเลือก สส. บัญชีรายชื่อที่พรรคทำขึ้นโดยพรรคเรียงลำดับผู้สมัครทุกรายไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อไม่มีการอธิบายประเด็นนี้ให้ประชาชนเข้าใจ ประชาชนจึงเข้าใจว่าการกาบัตรที่สองเป็นการเลือกพรรค เมื่อเป็นเช่นนี้ การเลือกตั้งแบบการบัตรสองใบที่ผ่าน ๆ มาจึงทำให้ผลการเลือกตั้งคลาดเคลื่อนมาโดยตลอด อีกทั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากเกิดความสับสน กาผิดกาถูกก็มี หรือหย่อนบัตรผิดหีบก็มี จนมีบัตรเสียเป็นจำนวนมากเป็นล้านบัตรอันเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ

คุณสมบัติของผู้สมัคร สส. – ต้องเข้มเพื่ออนาคตของชาติ

บุคคลดังต่อไปนี้ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.

·      ติดยาเสพติดให้โทษ

·      เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

·      เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

·       เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

·       อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่

·      อยู่ระหว่างถูกระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งชั่วคราว หรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามคำพิพากษาหรือตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

·      ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล

·      เคยได้รับโทษจำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

·      เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ

·      เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติหรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

·      เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนัน ในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน

·      เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง

·      เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำนอกจากข้าราชการการเมือง

·      เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น

·      เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงยังไม่เกินสองปี

·      เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจหรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

·      เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

·      อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

หน้าที่ สส

·      พิจารณาร่างกฎหมาย

·      ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

·      ปีหนึ่งมีประชุม 2 สมัย สมัยละไม่น้อยกว่า 120 วัน

·      สส. 1/5 สามารถเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะได้ (เดิมเปิดอภิปรายทั้งคณะไม่ได้) แต่ให้ทำได้เพียงปีละครั้งเพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านเกเรใช้เป็นช่องทางในการป่วนการทำงานของรัฐบาล

·      สส. 1/10 สามารถเสนอญัตติเพื่อขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติได้ เพื่อเป็นช่องทางให้สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้

·      เพื่อให้รัฐสภาเป็นเวทีในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองอย่างแท้จริง ถ้าผู้นำฝ่ายค้านเห็นว่ามีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ซึ่งการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีจะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้นำฝ่ายค้านจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภาก็ได้ ในกรณีนี้ คณะรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องเข้าร่วมประชุม แต่รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้ วิธีประชุมให้ประชุมลับ เพราะต้องการให้ฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายรับผิดชอบร่วมกันแก้ไขปัญหาของชาติ ไม่ใช่ใช้การถ่ายทอดสดเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงและโจมตีกันไปมา ซึ่งมีแต่จะสร้างความแตกแยกเหมือนเช่นที่ผ่าน ๆ มา

·      ในเรื่องงบประมาณ สส. จะแปรญัตติเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการหรือจำนวนในรายการไม่ได้ แต่อาจแปรญัตติตัดลดรายจ่ายได้ เว้นแต่รายการ (1) ส่งใช้ต้นเงินกู้ (2) ส่งใช้ดอกเบี้ยเงินกู้ (3) ใช้จ่ายตามที่กฎหมายกำหนด

·      ห้าม สส. แปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้ตนมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่าย (งบแปรญัตติ) ถ้ามีการกระทำดังกล่าว สส. 1/10 อาจเสนอความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ถ้าวินิจฉัยว่ามีการกระทำดังกล่าว ให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำดังกล่าวนั้นไม่มีผล และให้ สส. นั้นพ้นจากสมาชิกภาพนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น หากรัฐมนตรีกระทำการดังกล่าวเสียเอง ให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของรัฐมนตรีผู้กระทำการหรือไม่ยับยั้งการกระทำนั้น

ทำไมยังต้องมี สว.

·      เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 สว. ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นพี่เลี้ยงแก่ สส. ที่มาจากการเลือกตั้งในพื้นที่ แต่เนื่องจากสมัยนั้นการศึกษาของประชาชนยังไม่ทั่วถึงและการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยเกิดขึ้นรวดเร็วมาก สส. ส่วนใหญ่จึงยังขาดความรู้ความเข้าใจในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและในการตรากฎหมาย จึงมีการสร้าง สว. ขึ้นเพื่อเป็น “สภาพี่เลี้ยง” ของ สส. โดยจะแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่าง ๆ

·      ต่อมา มีการเปลี่ยนแปลงที่มาของ สว. จาก สว. แต่งตั้ง เป็น สว. เลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน อย่างเดียวกับ สส.  การเลือกตั้ง สว. โดยตรงนี้เองที่ทำให้ สว. ต้องอิงกับระบบการเมืองเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง – เพราะการเลือก สส. นั้นเรายังต้องแบ่งจังหวัดออกเป็นเขตเลือกตั้งเลย เพราะเขตจังหวัดใหญ่เกิน หาเสียงไม่ไหว แต่ในการเลือกตั้ง สว. ที่ผ่านมาได้กำหนดให้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง – จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้สมัคร สว. จะหาเสียงได้ทั่วทั้งจังหวัด – ผู้สมัคร สว. จึงต้องยึดโยงกับพรรคการเมืองเพื่อประโยชน์ในการเลือกตั้ง – นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาได้ให้อำนาจแก่ สว. ในการ “ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ด้วยทั้ง ๆ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเหมือนกับ สส.  ดังนั้น จึงไม่ยากที่ฝ่ายการเมืองจะ “ครอบงำ” สว. เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นการยากที่ สว. จะมีความเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

·      แม้หลังจากนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงที่มาของ สว. โดยใช้ระบบผสม กล่าวคือ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนส่วนหนึ่ง กับ สว. สรรหา อีกส่วนหนึ่ง ก็ไม่ได้แก้ปัญหาเดิม แถมเพิ่มปัญหาใหม่เข้าไปอีก – เพราะ สว. เลือกตั้ง ยังคงอิงกับระบบการเมือง ส่วน สว. สรรหาก็ถูกโจมตีว่าไม่มีความยึดโยงกับประชาชน – การทำงานของ สว. อันมีที่มาแตกต่างกันจึงขาดความเป็นเอกภาพมากกว่าเดิม

·      อย่างไรก็ดี ร่างรัฐธรรมนูญนี้เห็นว่า สว ยังคงมีความสำคัญสำหรับประเทศไทย แต่มิใช่ในฐานะสภาพี่เลี้ยงอย่างเดิม หากแต่เป็น “สภาเติมเต็ม” หรือสภาที่ประชาชนสามารถเข้าไปทำหน้าที่นิติบัญญัติได้โดยตรง อันจะช่วยให้พิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ สส. ให้รอบคอบรอบด้านมากยิ่งขึ้นตามหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรากฎหมาย เพราะ สส. เป็นตัวแทนพื้นที่และเป็นตัวแทนพรรค การพิจารณาร่างกฎหมายจึงยังขาดมุมมองของภาคส่วนอื่นที่หลากหลายของสังคมอันจะทำให้กฎหมายต่าง ๆ มีความรอบคอบมากขึ้น

·      นอกจากนี้ การให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ้นจากตำแหน่งนั้น ที่ผ่าน ๆ มาก็แสดงให้เห็นว่าเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ฝ่ายการเมืองที่ไม่สุจริตพยายามเข้าแทรกแซง สว. ในรูปแบบต่าง ๆ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงมิได้กำหนดให้ สว. มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีกต่อไป และโดยที่การดำเนินการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ้นจากตำแหน่งจะมีผลเป็นการเพิกถอน “สิทธิเลือกตั้ง” หรือ “สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง” ของบุคคลด้วย ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้วินิจฉัยว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีเหตุให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่

ระบบการเลือก สว.

·      สว. มีจำนวน 200 คน

·      เดิมใช้เลือกตั้งโดยตรงกับแต่งตั้งมีปัญหามาก เพราะที่มาจากการเลือกตั้งเกือบทั้งหมดจะอิงกับพรรคการเมืองเพราะต้องหาเสียง ต้องใช้หัวคะแนน การเมืองแทรกแซงได้ แต่ถ้ามาจากการแต่งตั้งก็ถูกกล่าวหาว่าขาดความยึดโยงกับประชาชน

·      ดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงเปลี่ยนใหม่วิธีการเลือก สว. ใหม่ โดยให้มาจากการเลือกกันเองของประชาชนพลเมืองผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือมีสถานะต่าง ๆ เช่น ผู้พิการ ฯลฯ หรือเคยทำงานในด้านต่าง ๆ จากทุกภาคส่วนที่หลากหลายของสังคม (All walks of life)

·      วิธีการเลือก สว. เช่นนี้“เปิดกว้าง” ให้ประชาชนพลเมืองทุกคนซึ่งมีคุณสมบัติสมัครเข้ารับการเลือกได้โดยสะดวก เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนเข้ามา “มีส่วนร่วมโดยตรง” ในการใช้อำนาจอธิปไตย แล้วให้ผู้สมัครแต่ละด้านเลือกกันเองให้ได้ 200 คน โดยให้เลือกไขว้กลุ่มเพื่อป้องกันการฮั้วกันทั้งในระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ

หน้าที่ สว

·      ไม่ใช่สภาพี่เลี้ยงของ สส อย่างเดิม หากแต่เป็น “สภาเติมเต็ม” โดยจะช่วยพิจารณาร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาของ สส ให้รอบด้าน เพราะเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือเคยทำงานในด้านต่าง ๆ จากภาคส่วนที่หลากหลายของสังคม

·      เห็นชอบการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ

ที่มา นายกรัฐมนตรี

·      ในการหาเสียง พรรคต้องแจ้งชื่อผู้ที่พรรคจะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อ กกต. ด้วย พรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อ และในการหาเสียง ต้องประกาศให้ประชาชนทราบรายชื่อดังกล่าวด้วย

·      รายชื่อที่เสนอ พรรคเป็นผู้คัดเลือกและเสนอ จะเสนอจากผู้เป็นหรือไม่เป็นสมาชิกพรรคก็ได้ และจะเป็น สส. หรือไม่ก็ได้ ถือเป็นเอกสิทธิ์ของพรรคที่จะตัดสินใจ และพรรคต้องรับผิดชอบต่อสมาชิกพรรคและประชาชนในการตัดสินใจนั้น

·      ที่ผ่านมาประชาชนไม่มีสิทธิรู้ล่วงหน้าว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี – ร่างรัฐธรรมนูญนี้จึงกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ด้วยว่าพรรคการเมืองที่ตนจะตัดสินใจสนับสนุนนั้นมีจุดยืนอย่างไร จะเสนอใครเป็นนายกรัฐมนตรี

·      ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นรัฐมนตรี ทั้งต้องมีหนังสือยินยอมให้พรรคเสนอชื่อ – การยินยอมให้เสนอชื่อเกินหนึ่งพรรค การยินยอมนั้นเป็นโมฆะ

·      สส. เป็นผู้เลือก นรม. จากรายชื่อในบัญชีของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีสมาชิกได้รับเลือกเป็น สส. ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของจำนวน สส. ทั้งหมด (อย่างน้อย 25 คน)

คณะรัฐมนตรี (ครม.)

·      ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี (นรม.) คนหนึ่งและรัฐมนตรี (รมต.) อื่นอีกไม่เกิน 35 คน

·      จะเป็น สส. หรือไม่ก็ได้

·      ครม. ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วัน นับแต่วันเข้ารับหน้าที่ โดยไม่มีการลงมติความไว้วางใจ

·      นโยบายของ ครม. ต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์ชาติ และสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ

·      ในการบริหารราชการแผ่นดิน ครม. ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ด้วย

(1) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ เปิดเผย และมีความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม

(2) รักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด

(3) ยึดถือและปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี

(4) สร้างเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ผาสุก และสามัคคีปรองดองกัน

·      รมต. ต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตน รวมทั้งต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภาในการกำหนดนโยบายและการดำเนินการตามนโยบายของ ครม.

·      ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่ ครม. เห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของ สส. และ สว.  นรม.จะขอให้ประธานรัฐสภาเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติก็ได้

·      ครม. อาจจัดให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใด ๆ อันมิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือเรื่องที่เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคลได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ศาลรัฐธรรมนูญ

·      จำนวน 9 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภา

·      มาจากศาลฎีกา 3 คน ศาลปกครองสูงสุด 2 คน ศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ 1 คน ศาสตราจารย์สาขารัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์ 1 คน ผู้มีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดินระดับอธิบดีขึ้นไป 2 คน

·      วาระ 7 ปี

·       มีหน้าที่ดังนี้

(1) วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมาย

(2) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ

(3) วินิจฉัยการกระทำอันเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ

(4) วินิจฉัยการสิ้นสุดสมาชิกภาพของ สส และ สว และการสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรี

(5) วินิจฉัยการกระทำอันเป็นการแปรญัติติกฎหมายงบประมาณที่ต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

(6) วินิฉัยว่าร่างกฎหมายที่เสนอใหม่มีหลักการซ้ำกับร่างกฎหมายที่ถูกยับยั้งหรือไม่

(7) วินิจฉัยว่าหนังสือสัญญาใดเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวางหรือไม่

(8) วินิจฉัยว่าบุคคลใดถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรรมนูญคุ้มครองไว้หรือไม่

·      ศาลรัฐธรรมนูญถูกตรวจสอบโดย ปปช. เหมือนกับองค์กรอื่น ๆ

องค์กรอิสระ

·      มี 5 องค์กร คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.)

·      เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นให้มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อดำเนินการหรือตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้เป็นไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของประเทศดำเนินไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต และโปร่งใส – มิใช่องค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อจ้องจับผิดรัฐบาลหรือนักการเมืองเหมือนอย่างที่เข้าใจคลาดเคลื่อนกันมาโดยตลอด – และร่วมกันกำหนด “มาตรฐานทางจริยธรรม” ที่จะนำไปใช้บังคับแก่ สส. สว. และ ครม. ด้วย

·      การใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ

·      มาจากการสรรหาหรือคัดเลือก แล้วแต่กรณี

·      ในการสรรหาจะมีคณะกรรมการสรรหามีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน (หลักการเดียวกับ รธน. 50)

·      ผู้ได้รับการสรรหาต้อง (1) มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (2) มีความรับผิดชอบสูง (3) มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ (กล้าตัดสินใจ) และ (4) มีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม (Role model)

·      ถ้าองค์กรอิสระแห่งใดไต่สวนกรณีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของตนแล้วพบว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการกระทำนั้นอยู่ในอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระแห่งอื่นด้วย ให้องค์กรอิสระนั้นส่งเรื่องให้องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องทราบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ไปพร้อม ๆ กัน เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกัน

·      องค์กรอิสระแต่ละแห่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานธุรการโดยเฉพาะ โดยให้มีผู้บังคับบัญชาสูงสุดคนหนึ่งซึ่งแต่งตั้งโดยความเห็นชอบขององค์กรอิสระแต่ละแห่ง เป็นผู้รับผิดชอบการบริหารงานของหน่วยงานนั้น

ศาล และองค์กรอัยการ

·      หมวดศาลประกอบด้วย ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร

·      รับรองว่าผู้พิพากษาและตุลาการย่อมมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ซึ่งต้องให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง

·      วางหลักประกันความเป็นอิสระว่า เงินเดือนและการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับผู้พิพากษาหรือตุลาการต้องมีความเป็นอิสระ และดำเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการตามที่กฎหมายบัญญัติ

·      รับรองความมีอยู่และความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอัยการ และเพื่อให้พนักงานอัยการปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเต็มที่ ปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์และการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง มีอิสระในการสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยรวดเร็วและเที่ยงธรรมเพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน

การป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์

·      สส. สว. และ ครม. ต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ (Conflict of Interests)

การปกครองส่วนท้องถิ่น

·      กำหนดให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่นตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่กฎหมายบัญญัติ

·      การจัดตั้ง อปท. รูปแบบใดให้คำนึงถึงความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ จำนวนและความหนาแน่นของประชากร และพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบ ประกอบกัน

·      อปท. มีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ใช่คิดถึงการหารายได้อย่างเดียว

·      รัฐต้องดำเนินการให้ อปท. มีรายได้ของตนเองให้สามารถจัดทำบริการสาธารณะได้อย่างเพียงพอ

·      การจัดทำบริการสาธารณะใดที่สมควรให้เป็นหน้าที่โดยเฉพาะของ อปท. แต่ละรูปแบบ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติโดยสอดคล้องกับรายได้ของท้องถิ่น ซึ่งต้องกำหนดขั้นตอนในการกระจายอำนาจของส่วนราชการตลอดจนงบประมาณและบุคลากรที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจดังกล่าวให้แก่ อปท. ด้วย

·      อปท. ต้องมีอิสระในการบริหาร การจัดบริการสาธารณะ และการเงินและการคลัง

·      การกำกับดูแล อปท. ให้ทำเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นหรือประโยชน์ของประเทศเป็นส่วนรวม การป้องกันการทุจริต และการใช้จ่ายเงินอย่างมีประสิทธิภาพ

·      การบริหารงานบุคคลของ อปท. ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

·      สมาชิกสภาท้องถิ่นต้องมาจากการเลือกตั้ง

·      ผู้บริหารท้องถิ่นให้มาจากการเลือกตั้งหรือมาจากความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น หรือวิธีอื่นตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ แต่วิธีอื่นดังกล่าวต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วย

·      ในการดำเนินงาน อปท. สภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นต้องเปิดเผยข้อมูลและดำเนินการให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

·      ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน อปท. ยังคงมีสิทธิเข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

·      ห้ามแก้เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ

·      รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยสมาชิกรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน

การปฏิรูปประเทศ

·    กำหนดให้ต้องมีการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม (รวมทั้งตำรวจ) การศึกษา เศรษฐกิจ และด้านอื่นที่จำเป็น เพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังต่อไปนี้

(1) ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ

(2) สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ

(3) ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

·       กำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ เพื่อเป็นกรอบในารดำเนินการซึ่งอย่างน้อยต้องมีวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการปฏิรูปประเทศทุกด้าน ซึ่งต้องกำหนดให้เริ่มดำเนินการปฏิรูปในแต่ละด้านภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้รวมตลอดทั้งผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังว่าจะบรรลุในระยะเวลาห้าปี

·      เพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ได้กำหนดให้มีการตรากฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และประกาศใช้บังคับภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้

บทเฉพาะกาล

·      บทเฉพาะกาลเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับชั่วคราวในช่วงระหว่างที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่จนถึงวันที่มีรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้แล้วเท่านั้น

·      รองรับสถานะขององค์กรต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) และที่แก้ไขเพิ่มเติม ว่ายังคงอยู่ต่อไปและปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้

·      กำหนดให้ สว. ในวาระเริ่มแรกมาจากการสรรหาของ คสช. ผ่านคณะกรรมการสรรหา จำนวน 194 คน ผ่านการเลือกตั้งทางอ้อมตามรัฐธรรมนูญนี้ 50 คน และมี สว. โดยตำแหน่ง 6 คน รวม 250 คน โดยให้อยู่ในตำแหน่งเพียง 5 ปี นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง สำหรับอำนาจหน้าที่ของ สว. ชุดแรกนี้ มีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับ สว. ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ และให้มีหน้าที่และอำนาจติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จตามที่กฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศบัญญัติไว้ด้วย เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้าไปได้อย่างแท้จริง

·      รับรองความมีอยู่และความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หรือที่จะออกใช้บังคับต่อในระหว่างที่ยังไม่มีรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติมได้เคยรับรองไว้แล้ว

ที่มา http://lawdrafter.blogspot.com/2016/03/blog-post.html?m=1

 

ผ่าโครงสร้างการเมืองใหม่ เปลี่ยนรูปแบบสืบทอดอำนาจ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 มีนาคม 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/423765

ผ่าโครงสร้างการเมืองใหม่ เปลี่ยนรูปแบบสืบทอดอำนาจ?

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ภายใต้การคุมงานของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมเปิดตัวต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มี.ค. ตามขั้นตอนเมื่อ กรธ.ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว จะเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบโดยเร็ว เพื่อดำเนินการจัดให้มีการทำประชามติ

ส่วน กรธ.จะมีงานสำคัญ คือ การจัดทำสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้กับ กกต. จากนั้น กกต.จะประกาศวันออกเสียงประชามติภายใน 90-120 วันนับแต่วันที่ กกต.ได้รับสาระสำคัญดังกล่าวจาก กรธ. ขณะที่ สนช.มีหน้าที่ในการไปตัดสินใจว่าจะกำหนดคำถามประชามติเพิ่มเติมอีกหนึ่งคำถามหรือไม่ นอกเหนือไปจากคำถามที่ถามว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ

สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด กรธ.กำหนดให้มีจำนวนมาตราทั้งสิ้น 279 มาตรา เพิ่มเติมจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่กำหนดไว้ที่ 270 มาตรา ซึ่งถึงแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ประธาน กรธ.มั่นใจว่าจะตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้

“ถ้าทุกคนปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ การปฏิวัติก็จะไม่เกิดขึ้น” มีชัย ทิ้งคำพูดกับผู้สื่อข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมนอกสถานที่เมื่อวันที่ 26 มี.ค.

ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดที่กำลังจะเผยแพร่ในวันที่ 29 มี.ค. ถือว่าหน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมพอสมควร โดยเฉพาะโครงสร้างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

ฝ่ายบริหารในเรื่องที่มานายกรัฐมนตรี กรธ.ยังคงกำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อบุคคลไม่เกิน 3 รายชื่อต่อ กกต.ในวันสมัครรับเลือกตั้งอยู่ โดยที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติว่าจะเลือกบุคคลใดในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองมาดำรงตำแหน่งนายกฯ

เพียงแต่ กรธ.ได้บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลว่าหากมีความจำเป็นจะต้องเลือกบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองเป็นนายกฯ จะต้องให้ที่ประชุมรัฐสภา (สส.และ สว.) มีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คนจาก สส.และ สว.ทั้งหมด 750 คนลงมติเพื่องดเว้นการบังคับใช้บทบัญญัติดังกล่าวเพื่อให้สภาสามารถเลือกบุคคลที่เป็นหรือไม่เป็น สส.จากนอกบัญชีพรรคการเมืองมาเป็นนายกฯ ได้

การปรับแก้เนื้อหาในส่วนนี้ ด้านหนึ่งเป็นไปตามข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการให้ชะลอการให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดออกไป แต่ กรธ.ยอมทำตามคำแนะนำของ คสช.เพียงส่วนเดียวด้วยการกำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินว่าสภาควรเลือกนายกฯ นอกบัญชีพรรคการเมืองหรือไม่แทน

อย่างไรก็ตาม การจะให้รัฐสภาลงมติเพื่อของดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ได้ ต้องให้เกิดกรณีที่สภาไม่สามารถลงมติเลือกนายกฯ ได้ก่อนเท่านั้น ไม่ใช่ให้รัฐสภามีมติเพื่อขอให้สภาเลือกบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองหลังจากการเลือกตั้งทันที

ด้านฝ่ายนิติบัญญัติปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงในส่วนของวุฒิสภา โดย กรธ.ได้รับเอาข้อเสนอของ คสช.ที่ต้องการให้มี สว.สรรหาเอามาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลเกือบทั้งหมด

กล่าวคือ แม้ กรธ.จะให้ สว.ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านจำนวน 250 คน ตามเจตนาของ คสช. แต่ กรธ.ได้แบ่งเป็น สว.สรรหา 200 คน โดยให้มีคณะกรรมการสรรหาจำนวน 9 คน ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช.จัดทำบัญชีรายชื่อผู้เหมาะสมจำนวน 400 คน เพื่อให้ คสช.เลือกมาเป็น สว. 194 คน อีก 6 คนที่เหลือจะมาจากผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ส่วน สว.อีก 50 คน จะมาจากการเลือกกันของผู้สมัครที่แต่ละสาขาอาชีพ 20 สาขาตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก แต่ไม่ใช่เป็นการเลือกกันเองเพื่อให้เป็น สว. โดยจะต้องเลือกให้ได้จำนวน 200 คน ก่อนให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คนเพื่อเป็น สว.ต่อไป

ขณะที่อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาชุดเปลี่ยนผ่านนี้จะมีอำนาจพิเศษบางประการ คือ การติดตามและผลักดันให้เกิดการปฏิรูปประเทศ และให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศต่อวุฒิสภาทุก 3 เดือน ซึ่งวุฒิสภาจะไม่มีอำนาจลงมติใดๆ ได้ ส่วนอำนาจของ สว.ที่ คสช.ขอไปในเรื่องการให้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้นั้น ทาง กรธ.ไม่ได้นำมาพิจารณาแต่อย่างใด

ในส่วนของระบบเลือกตั้ง สส. ก่อนหน้านี้ คสช.เสนอให้ กรธ.แก้ไขจากระบบการเลือกตั้งด้วยบัตร 1 ใบ มาเป็นการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อเลือก สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ทว่า กรธ.ยังคงยืนยันในหลักการของตัวเองที่ต้องการให้ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว โดยนำคะแนนการเลือกตั้ง สส.เขตมาคำนวณหา สส.ระบบัญชีรายชื่อไปพร้อมกัน

เหตุผลที่ กรธ.ไม่ยอมตามคำร้องขอของ คสช. เนื่องจากเป็นคำขอที่ขัดกับหลักการของ กรธ.ตั้งแต่แรกที่ต้องการให้ทุกคะแนนถูกมาคำนวณหา สส.ทั้งหมด ทำให้ กรธ.ไม่อาจปรับเปลี่ยนได้

แต่กระนั้น กรธ.ได้เพิ่มลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส.ให้เข้มข้นกว่าเดิม โดยบัญญัติว่า หาก สส. สว. และกรรมาธิการงบประมาณที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิดฐานไปดำเนินการปรับเพิ่มงบประมาณในลักษณะที่จะทำให้ตนเองได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและอ้อม ซึ่งจะไม่สามารถกลับมาลงสมัครเลือกตั้ง สส.ได้

มากันที่ “องค์กรอิสระ” กรธ.กำหนดได้บัญญัติให้องค์กรอิสระทุกองค์กรและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปีเท่ากัน ส่วนอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารยังคงไว้ตามเดิม โดยเฉพาะการให้ กกต. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจร่วมกันเสนอความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อขอให้ระงับยับยั้งนโยบายบางประการที่อาจ
ก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน

ทั้งหมดนี้แม้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญจะเดินทางมาถึงปลายทางแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งเหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ในทางการเมือง เพราะนับจากนี้คำถามเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจจะดังขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การประชามติร่างรัฐธรรมนูญกลางปีนี้จะเข้มข้นกว่าปี 2550

 

ปราบนอมินี-สกัดธุรกิจเถื่อน แย่งรายได้คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2559 เวลา 18:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/423743

ปราบนอมินี-สกัดธุรกิจเถื่อน แย่งรายได้คนไทย

โดย…ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์, พีรดา ปราศรีวงค์

ปัญหาทัวร์จีนกินเรียบการท่องเที่ยวไทยครบวงจรเกิดมานาน แต่หน่วยงานภาครัฐกลับไหวตัวช้า ทำให้สถานการณ์ลุกลามและมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ไพศาล ซื่อธานุวงศ์ กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานชมรมมัคคุเทศก์ภาษาจีนกลางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มทัวร์จีนครบวงจรยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ  ขณะที่จีนมีการเอื้อผลประโยชน์กันเป็นกลุ่มก้อน และทำกันอย่างมีระบบ

“มีการจัดการรองรับนักท่องเที่ยวเป็นเครือข่ายครบทุกวงจรและมีความซับซ้อนทางธุรกิจมากขึ้น ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนมาไทยจะมีบริษัททัวร์จีนคอยดูแลความเป็นอยู่ทุกด้าน ตั้งแต่ที่พักอาศัย อาหาร และช็อปปิ้ง ซึ่งเจ้าของล้วนเป็นผู้ประกอบการชาวจีน” ไพศาล กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในแง่การแก้ปัญหาเมื่อตำรวจเข้าจับกุม นอกจากสื่อสารกันไม่รู้เรื่องแล้วยังไม่มีอำนาจดำเนินคดีกับบริษัททัวร์จีนได้ เพราะเป็นหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว

“แต่ตำรวจท่องเที่ยวทั่วประเทศมีแค่ 1,000 นาย ทำให้การตรวจตราและเอาผิดไม่ทั่วถึง ต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวอีกหลายเท่าตัว และควรยกระดับจากกองบังคับการขึ้นเป็นระดับกองบัญชาการ เพื่อให้มีขอบข่ายและมีอัตรากำลังเพียงพอ โดยเฉพาะปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนกว่า 8,000 คน ที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย มีทั้งภาษาจีน รัสเซีย เกาหลี เวียดนาม เป็นต้น” ไพศาล ระบุ

เช่นเดียวกับ ศักดิ์ชัย ผินนารี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีไซด์ทริป กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคุณภาพ และกรุ๊ปทัวร์ โดยไทยจะได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยกับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพราะส่วนใหญ่จะมีฐานะ และการศึกษาดี เมื่อมาพักผ่อนจะจับจ่ายใช้สอยเองและเดินทางกลับประเทศตัวเอง ไม่มีการสร้างปัญหาใดๆ

กลุ่มที่ 2 คือนักท่องเที่ยวมากับบริษัททัวร์ กลุ่มนี้มักสร้างเรื่องในแง่ลบเสมอ และแผนการท่องเที่ยวทั้งหมดจะถูกกำหนดตายตัวมาจากบริษัททัวร์ว่าจะไปที่ไหน พักอย่างไร รับประทานอาหารที่ไหน กลุ่มนี้สร้างเครือข่ายหาผลประโยชน์กันอย่างมหาศาล

“โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะซึมซับวัฒนธรรมไทย หรือความสุขที่จะได้รับจากการท่องเที่ยวในประเทศไทยค่อนข้างน้อย แต่มีโอกาสสร้างความเสียหายต่อ
ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวประเทศไทยได้ง่าย”ศักดิ์ชัย กล่าว

ภาคิน สิงหเรศร์ สมาชิกชมรมมัคคุเทศก์ กล่าวว่า ธุรกิจท่องเที่ยวจีนในไทยนับวันยิ่งมีผลประโยชน์เป็นเครือข่ายแน่นหนา และครบทุกวงจร เพื่อกีดกันผลประโยชน์ไม่ให้ตกถึงผู้ให้บริการรายอื่นๆ อาทิ ร้านจิวเวลรี่บางร้านกำหนดส่วนแบ่งให้ไกด์ที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามาซื้อสินค้าสูงถึง 30% แต่ไกด์ที่ไม่อยู่ในกลุ่มจะไม่ได้

ธุรกิจท่องเที่ยวจีนบางกลุ่มได้เช่าพื้นที่วัดใหญ่ๆ เปิดให้เช่าวัตถุมงคลในราคาแพงเกินจริง โดยมีการโฆษณาความเชื่อแบบผิดๆ เพื่อหลอกล่อให้นักท่องเที่ยวเช่า เมื่อชาวจีนบางคนได้วัตถุมงคลไม่ตรงตามที่คาดหวังก็จะให้ข้อมูลแง่ลบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย

“หากภาครัฐยังปล่อยให้เครือข่ายเช่นนี้มีต่อไป อนาคตรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศไทยจะเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น ส่วนรายได้จริงจะเป็นของบริษัททัวร์ที่ผูกขาดหากินกับการท่องเที่ยวของไทย และคนไทยจะได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวจริงไม่ถึง 10% ของรายได้จากการท่องเที่ยวโดยรวม” ภาคิน ระบุ

ด้าน สันติ ป่าหวาย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต ในฐานะนายทะเบียนสำนักงานธุรกิจนำเที่ยวมัคคุเทศก์สาขาภาคใต้ เขต 2 กล่าวว่า ชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวภูเก็ต อันดับ 1 มีหลายระดับ กลุ่มที่มากับกรุ๊ปทัวร์จะกินตามร้านอาหาร ช็อปปิ้ง ท่องเที่ยว และเข้าพักตามโรงแรมที่กรุ๊ปทัวร์กำหนด โดยมีชาวจีนคอยดำเนินการครบวงจร ขณะที่กลุ่มมีคุณภาพมากขึ้นจะพักโรงแรมระดับ 5 ดาว ส่วนนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กจะเข้ามาหากินอยู่เอง ซึ่งศักยภาพการใช้จ่ายไม่มาก

ขณะที่ เลิศชาย หวังตระกูลดี ผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยว (ททท.) สำนักงานเชียงราย กล่าวว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในไทยผ่านทางเส้นทาง R3A ส่วนใหญ่จะเที่ยวในเชียงรายแล้วไปพักในเชียงใหม่

“จะเข้าพักตั้งแต่ระดับ 3-5 ดาว ซึ่งมีหลายกลุ่ม นักท่องเที่ยวจีนมักชอบไปร้านอาหารชื่อดังในเชียงใหม่ โดยจะค้นหาข้อมูลจากรีวิวตามเว็บไซต์ต่างๆ เชียงรายจึงเป็นแค่ทางผ่าน” เลิศชาย ระบุ

บูรณาการ ปราบนอมินี

ภาพนักท่องเที่ยวจีนทะลักเข้าไทยอย่างล้นหลาม ไม่ได้สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยมากนัก เพราะรู้อยู่เต็มอกว่ารายได้ทางการท่องเที่ยวที่ได้จากตลาดจีนนั้นไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญที่ฝังรากลึกมายาวนานกว่า 10 ปี เกิดห่วงโซ่ยกระดับชั้นเป็นนอมินีที่ยากต่อการตรวจสอบในขั้นตอนของกฎหมายและอีกหลายปัญหาที่ตามมา

อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) บอกว่า แนวทางการปราบปรามนอมินีด้านการท่องเที่ยว รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงถึงการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายต้องนำออกมาใช้อย่างเคร่งครัด เพราะขณะนี้การตรวจสอบเฉพาะผู้ถือหุ้นคนไทยสัดส่วน 51% ต่างชาติสัดส่วน 49% ไม่สามารถเอาผิดได้ โดยควรตรวจสอบเชิงลึก เช่น เส้นทางการเงินที่ใช้จ่าย การเสียภาษีให้กับประเทศไทย โดยส่วนตัวมองว่าปัญหานอมินีแก้ไขได้ไม่ยากมากนัก หากรัฐบาลมีมาตรการปราบปรามและเอาจริง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะความหย่อนยานหลับตาข้างเดียวของเจ้าหน้าที่รัฐ

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ร่วมตรวจสอบกลุ่มธุรกิจที่เข้ามานอนิมีในประเทศไทย รวมถึงหาแนวทางแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือถึงแนวทางให้กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวฯเป็นผู้ตรวจสอบ แต่หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ผู้อนุญาตรถเช่า ขึ้นตรงกับกระทรวงคมนาคมได้มองว่าการออกใบอนุญาตดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงคมนาคมต่อไป

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างการศึกษาระเบียบการลงทุนในชาติอาเซียน เช่น เมียนมา ได้เปิดให้ภาคธุรกิจต่างชาติเข้าไปลงทุนได้เต็มสัดส่วน 100% แต่มีเงื่อนไขการลงทุนกำกับไว้ด้านท้าย เช่น เกาะมะริด กำหนดเงื่อนไขประมาณ 4 ข้อ เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อม การว่าจ้างคนในท้องถิ่นของเมียนมาทำงาน เป็นต้น

“ส่วนตัวมองว่าการเปิดเสรีอาเซียนที่เกิดขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองรองรับกับการเปิดเสรีด้วย บางครั้งการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง แต่กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน และธุรกิจที่คนไทยต้องการให้เกิด เชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในปัญหานอมินีลดลง ในทางตรงกันข้ามจะทำให้ประเทศไทยจัดเก็บรายได้เรื่องภาษีเพิ่มขึ้น แต่เรื่องนี้ต้องศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจ” กอบกาญจน์ กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกิจนำเที่ยวและไกด์ ฉบับแก้ไข ซึ่งมีการกำหนดข้อบังคับเรื่องการจำหน่ายแพ็กเกจทัวร์ต่างชาติเที่ยวไทย (อินบาวด์) ห้ามต่ำกว่าทุน ซึ่งคาดว่าจะถูกนำออกมาใช้ภายใน 1-1 ปีครึ่งนับจากนี้

กอบกาญจน์ กล่าวว่า ปัญหานอมินีมีความละเอียดอ่อนในการแก้ไขปัญหา แต่ความร่วมมือกันในครั้งนี้เชื่อว่าการปราบปรามจะมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น เบื้องต้นมีผู้ส่อแววกระทำผิดประมาณ 6 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ รวมถึงทยอยตรวจพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว บอกว่า ปัญหานอมินีที่เกิดขึ้นกับประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ไม่เจาะจงเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเท่านั้น

ทั้งนี้ ตำรวจท่องเที่ยวได้บูรณาการร่วมกับตำรวจทุกหน่วยงาน ผ่านปฏิบัติการ 10 กลุ่มต้องห้าม ได้แก่ 1.ทัวร์ด้อยคุณภาพ รวมถึงทัวร์เถื่อน ไกด์เถื่อน ทัวร์ศูนย์เหรียญ 2.หลอกลวงสินค้าและบริการ รวมถึงหลอกลวงซื้อจิวเวลรี่ด้อยคุณภาพ หลอกลวงตัดสูทด้อยคุณภาพ 3.ยานพาหนะเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มเช่าเรือเจ็ตสกี กลุ่มเช่ารถยนต์ กลุ่มผู้เช่าจักรยาน ลักทรัพย์บนรถโดยสารไม่ประจำทาง (ทัวร์ 30) การให้บริการเรือรับจ้าง 4.สถานบริการผิดกฎหมาย รวมถึงบาร์ชาร์ต การขายบริการทางเพศ ลักลอบค้ามนุษย์ โชว์ลามก 5.จัดระเบียบจราจร รวมถึงเรียกเก็บค่าจอดรถตามแหล่งท่องเที่ยว จัดระเบียบการจราจรแหล่งท่องเที่ยว 6.ยาเสพติดในแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับนักท่องเที่ยว มั่วสุม เสพยาเสพติด 7.อาชญากรรมข้ามชาติ และลักลอบหลบหนีเข้าเมือง รวมถึงพาสปอร์ต ฯลฯ 8.อุบัติเหตุและมาตรฐานความปลอดภัยในกิจกรรมท่องเที่ยว รวมถึงบันจี้จัมพ์ 9.คดีอาชญากรรมที่สำคัญที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว รวมถึงฆ่า ทำร้ายนักท่องเที่ยว ข่มขืน ลักทรัพย์ และ 10.ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล มาเฟีย พกพาอาวุธ เป็นต้น

“ตำรวจท่องเที่ยวได้ออกปฏิบัติการ 10 กลุ่มต้องห้าม ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรับทราบ พร้อมข้อกฎหมายในการบังคับใช้ ซึ่งเชื่อว่าปฏิบัติการที่ดำเนินการอย่างจริงจัง การเกิดของนอมินีใหม่จะไม่กล้าขยายตัว ขณะที่กลุ่มเก่าจะทยอยตรวจสอบและเข้าจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าว

 

ทัวร์จีนมา คนไทยได้อะไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มีนาคม 2559 เวลา 15:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/423733

ทัวร์จีนมา คนไทยได้อะไร?

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

ตลาดนักท่องเที่ยวจีนถือว่ามีความสำคัญต่อไทยมากในเวลานี้ เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ เพราะในภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การส่งออกไม่ดี การบริโภคภายในประเทศระวังการใช้จ่าย การท่องเที่ยวจึงเป็นความหวังสำคัญที่มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจประเทศยังโต ซึ่งจีนถือเป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก มีกำลังซื้อกว่า 1,300 ล้านคน ประเทศไหนๆ ก็อยากให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมา เพราะแค่คนจีนมาเที่ยวประเทศนั้น 1% ก็จะมีการใช้จ่ายเพิ่มพรวดถึง 13 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดนักท่องเที่ยวจีนจะสำคัญ แต่มักถูกกล่าวขานว่าเป็นตลาดนักท่องเที่ยวที่เดินทางเที่ยวมากในเชิงปริมาณ แต่ใช้จ่ายน้อย โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีบริษัทนำเที่ยวจีนที่มาลงทุนทำร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ธุรกิจรถนำเที่ยว และบริการอื่นที่เกี่ยวข้องแบบครบวงจร ทำให้นักท่องเที่ยวจีนไปใช้บริการทุกอย่างที่จีนมาลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ แทบไม่เหลือกระดูกให้ประเทศที่ไปเที่ยว ซึ่งปัญหานี้กลายมาเป็นคำถามว่า แล้วคนไทยได้อะไรจากทัวร์จีน?

จากสถิติของกรมการท่องเที่ยว ปี 2558 ที่ผ่านมา มีคนจีนเที่ยวไทย 7.93 ล้านคน คิดเป็น 26.55% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวม เพิ่มขึ้น 71.4% จากปีก่อนหน้า ที่มี 4.63 ล้านคน สร้างรายได้ด้านการท่องเที่ยว 3.71 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 85% ขณะที่ปีนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายว่าจะมีคนจีนเที่ยวไทยถึง 9.25 ล้านคน เพิ่มขึ้น 17%

ขณะที่อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป(ไอเอชจี) ได้ทำรายงานเรื่องอนาคตของนักท่องเที่ยวจีน โดยประเมินว่า ในปี 2566 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า จะมีนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศกว่า 97 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นปีละ 5.1% ทั้งนี้กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนประเภทเดินทางเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ (เลเชอร์) จะมีสัดส่วนสูงขึ้น

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจคิดเป็น 59% ของนักท่องเที่ยวจีนทั้งหมดที่เดินทางและใช้จ่าย ส่วนปี 2566 คาดว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจจะเพิ่มเป็น 62% โดยการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจของคนจีนที่เติบโตมากเป็นการเดินทางระยะไกลไปยุโรปและอเมริกา

เมื่อพิจารณาถึงการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีน ถือว่ามีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของจุดหมายต่างๆ ที่คนจีนเดินทางไป โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งนับรวมมาเก๊า ไต้หวัน และฮ่องกงด้วย พบว่ามากกว่า 40% ของการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวมาจากนักท่องเที่ยวจีน ส่วนในแอฟริกาใต้ แคนาดา สหรัฐ อาร์เจนตินา บราซิล และรัสเซีย จัดอยู่ใน 15 อันดับของจุดหมายท่องเที่ยวที่คนจีนมีสัดส่วนการใช้จ่ายสูงเมื่อเทียบกับการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวโดยรวมของประเทศ

ในช่วงท้ายของรายงานที่ทางไอเอชจีจัดทำ ยังระบุด้วยว่า ภายในปี 2566 นั้น สหรัฐจะเป็นจุดหมายที่ได้เห็นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นมากที่สุดถึง 4 เท่าตัวจากปี 2556 ส่วนประเทศไทยจะได้เห็นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนในปี 2566 เพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวจากปี 2556

วิชิต ประกอบโกศล ประธาน บริษัท ซีซีที บริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ในไทยที่คร่ำหวอดทำตลาดคนจีนเที่ยวไทยมานาน กล่าวว่า การที่นักท่องเที่ยวจีนมาไทย ก็สร้างรายได้เข้าประเทศไทยแน่นอนผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตลาดนักท่องเที่ยวจีนล้วนได้กำไรจากธุรกิจทั้งสิ้น ซึ่งกลุ่มนี้ก็เสียภาษีสร้างรายได้ อีกทั้งการที่คนจีนมาเที่ยวก็สร้างงานให้คนไทยมากขึ้น และยังกระจายรายได้ไปถึงร้านค้าข้างทางต่างๆ เพราะนักท่องเที่ยวจีนก็นิยมไปซื้อสินค้าหรือรับประทานอาหารริมทาง

สำหรับกรณีที่ระบุว่ามีบริษัทจีนทำธุรกิจครบวงจรพานักท่องเที่ยวไปใช้บริการในกลุ่มร้านค้าที่ตัวเองลงทุนเบ็ดเสร็จจนรายได้ไม่กระจายถึงคนไทยนั้น ก็ไม่ปฏิเสธ แต่เป็นส่วนน้อยเท่านั้น ซึ่งการที่เข้ามาทำธุรกิจได้ก็เพราะไทยเป็นประเทศที่การค้าเสรี หากทุนจีนเข้ามาแบบถูกต้องตามกฎหมายก็ต้องยอมรับ แต่ถ้าไม่ถูกต้องก็เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องไปตรวจสอบและปราบปราม ซึ่งเชื่อว่าทำไม่ยาก

ข้อสังเกตง่ายๆ ที่แยกได้ชัดเจนว่าบริษัทนั้นๆ ทำถูกต้องหรือให้คนไทยถือหุ้นแทน (นอมินี) มี 3 ข้อ คือ 1.ต่างชาติถือหุ้นแค่ไหน ถ้า 5-10% โอกาสเป็นธุรกิจของคนจีนน้อย แต่ถ้าถือหุ้น 30-40% ขึ้นไปมีโอกาสเป็นไปได้ 2.ต้องดูว่ากรรมการบริหารบริษัทมีชาวต่างชาติหรือไม่ประกอบด้วย ถ้าไม่มีไม่ใช่แน่นอน เพราะคนจีนคงไม่กล้าเสี่ยงฝากธุรกิจไว้ แต่ถ้ามีคนจีนเป็นกรรมการแล้วสัดส่วนถือหุ้นสูงก็มีโอกาสสูง ไปตรวจสอบแบบละเอียดได้ และ 3.ต้องดูว่าเงินที่นำเข้ามาลงทุนถูกต้องหรือไม่ ลงทุนแล้วนำเงินกลับไปต่างประเทศเท่าไหร่ เสียภาษีในไทยถูกต้องหรือไม่ ซึ่งธุรกิจต่างๆ มีมาตรฐานภาษีอยู่แล้วว่าสร้างรายได้เท่าไหร่ เสียภาษีระดับไหน

วิชิต กล่าวว่า นักท่องเที่ยวจีนเป็นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูง แต่ละวันใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 6,000 บาท เพื่อกิน ดื่ม ซื้อสินค้า และเที่ยว โดยกลุ่มที่มาไทยเป็นตลาดระดับบน 10-20% ระดับกลาง 30-40% ระดับล่าง 50% แต่ละตลาดก็ใช้จ่ายต่างกัน ปีนี้เชื่อว่าจำนวนคนจีนเที่ยวไทยน่าจะเพิ่มเป็น 9.5-10 ล้านคนได้ เพราะที่ใครๆ ก็มองว่าเศรษฐกิจจีนแย่ แต่ที่จริงแล้วไม่ได้แย่อย่างที่คิด แม้จะโตน้อยลง แต่ก็คงโตไม่ต่ำกว่า 6% ในปีนี้ ซึ่งถือว่าเป็นระดับการเติบโตที่ยังสูงอยู่ถ้าเทียบทั่วโลก และมั่นใจว่าอีก 5 ปีจากนี้เศรษฐกิจจีนก็คงโตไม่ต่ำกว่า 5% แน่นอน

วิชิต

ด้านแหล่งข่าวในวงการทัวร์จีนอีกราย เปิดเผยว่า ทัวร์จีนมีวิธีคิดที่แตกต่างไปจากทัวร์หลายประเทศ หลายครั้งกลยุทธ์ที่ใช้ถูกเรียกว่าทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่แท้จริงแล้วก็ไม่ได้หมายความว่ามาไทยแบบกินฟรีอยู่ฟรี เพราะเมื่อมาถึงเมืองไทยก็ต้องจ่ายหลายอย่าง ขณะที่บริษัทนำเที่ยวที่ใช้กลยุทธ์แบบนี้ ก็ต้องจ่ายค่าห้องพักให้กับโรงแรมเต็มอัตราที่ตกลงกัน ที่ใช้กลยุทธ์นี้ก็เพราะนักลงทุนจีนมีวิธีคิดว่า เวลาขายทัวร์ไม่หมดตามจำนวนที่จัดไว้ ก็ไม่อยากขาดทุน ยอมทำส่วนที่ขายไม่หมด มาขายถูกที่สุดแล้วไปหารายได้จากการจ่ายที่ปลายทางดีกว่า

การที่ทัวร์จีนต้องใช้กลยุทธ์เอาราคาถูกมาล่อ แล้วค่อยทำให้นักท่องเที่ยวจ่ายเพิ่มภายหลัง ก็เพราะความคิดของคนจีนถึงแม้จะมีเงินมาก แต่เมื่อเห็นที่ไหนนำเสนอราคาถูกกว่า ก็จะเลือกที่นั่น เพราะกลัวถูกคนเอาเปรียบ แม้ว่าราคาที่นำเสนอจะต่างกันแค่ 50-100 หยวน คนจีนก็พร้อมเลือกซื้อทัวร์ที่ถูกกว่าแล้ว แต่ก็มีอีกกลุ่มที่ถึงแม้จะเห็นการนำเสนอราคาขายสูงๆ ก็พร้อมจะซื้อ

ขณะเดียวกัน การเป็นบริษัททัวร์ไทยที่ทำตลาดจีนก็ไม่ง่าย เพราะต้องมีสายป่านยาวและเงินหมุนเวียนสูง ไม่เช่นนั้นอาจล้มหายจากธุรกิจได้ง่าย เพราะตัวแทนจำหน่ายจากจีนที่ส่งนักท่องเที่ยวมาให้บางเจ้าก็เรียกเก็บค่าใช้จ่ายได้ช้า ผู้ประกอบการไทยต้องจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปก่อนเอง ส่วนกรณีทัวร์จีนกินรวบเบ็ดเสร็จมาทำร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกเองมีบ้าง แต่ก็น้อย ซึ่งการที่เข้ามาทำได้ เป็นเพราะมีคนไทยสนับสนุน รับจ้างจดทะเบียนธุรกิจให้ ดังนั้นก็ต้องอยู่ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล

สุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) ให้ความเห็นว่า จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาไทยโตขึ้นทุกปี โดยเฉพาะไตรมาสแรกปีนี้มีกว่า 2.7 ล้านคน คาดปี 2559 จะมีกว่า 10 ล้านคน ซึ่งปีก่อนคนจีนมา 7.9 ล้านคน ขยายตัวกว่า 40% เป็นการโตต่อเนื่องทุกปี และเป็นเป้าหมายหลักทำตลาดของท่องเที่ยวไทยในอนาคต

ดังนั้น จากภาพรวมทั้งหมด จึงเห็นได้ว่าสไตล์การทำธุรกิจของจีนที่ต้องการขยายทำทุกอย่างที่เป็นเงิน ได้สร้างปัญหาให้กับทุกประเทศที่จีนบุกไปรวมทั้งไทย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไหน ทั้งท่องเที่ยว หรือการตั้งล้งเหมาซื้อพืชผลการเกษตรผลไม้ ส่วนจะเกิดปัญหามากหรือน้อยแค่ไหน เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลว่าจะเอาจริงหรือแค่ขู่

 

“ถ้าเงินพูด ความยุติธรรมจะเงียบ” ไขปมคาใจสังคม คนรวยทำผิดไม่ติดคุก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มีนาคม 2559 เวลา 19:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/423092

"ถ้าเงินพูด ความยุติธรรมจะเงียบ" ไขปมคาใจสังคม คนรวยทำผิดไม่ติดคุก

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา มีคดีอุบัติเหตุที่สร้างความสั่นสะเทือนในแก่สังคมมากมาย

ไล่ตั้งแต่ ปี 2550  คดีหมูแฮม เมื่อไฮโซหนุ่มขับรถเบนซ์พุ่งชนคนบนทางเท้าเสียชีวิตบริเวณปากซอยสุขุมวิท  26 หลังไม่พอใจที่ถูกรถเมล์ขับปาดหน้า  หลังต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมนาน 8 ปี สุดท้ายศาลสั่งจำคุกหมูแฮม 2 ปี 1 เดือน ไม่รอลงอาญา

2553 เยาวชนหญิง ขับซีวิคเฉี่ยวชนรถตู้โดยสารบนทางด่วนยกระดับโทลล์เวย์ จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ ท้ายที่สุดศาลลงโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่ให้รอลงอาญา 4 ปี พร้อมให้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม

2554 เยาวชนชาย วัย 19 ปี ทายาทนักธุรกิจชื่อดังขับปอร์เช่ป้ายแดงพุ่งชนคนจนร่างขาด 2 ท่อนเสียชีวิต ต่อมามีการตกลงจ่ายเงินชดเชยให้มารดาของผู้เสียชีวิต 5 หมื่นบาท เงินสินไหมทดแทน 2 แสนบาท และเงินช่วยเหลืออีกจำนวนหนึ่ง คดีจบลงตรงที่ญาติไม่ติดใจเอาความ

2555 ทายาทเจ้าของเครื่องดื่มชูกำลังซิ่งเฟอร์รารี่ชนด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ งานป. สน.ทองหล่อ เสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ปัจจุบันคดียังไม่สิ้นสุด

ล่าสุด เมื่อ 13 มี.ค.2559 หนุ่มซิ่งเบนซ์พุ่งชนรถยนต์ฟอร์ด เฟียสต้าเป็นเหตุให้นิสิตปริญญาโทเสียชีวิต 2 ราย พร้อมถูกแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและทรัพย์สินเสียหาย ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ กรณีไม่ยอมให้ตรวจวัดแอลกอฮอล์ในร่างกาย และขับรถโดยเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่นหรือหย่อนความสามารถในการขับขี่

ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดคำถามในสังคมไทยถึงกระบวนการยุติธรรมว่า ทำไมคนรวยก่อเหตุถึงไม่ค่อยติดคุก แค่รอลงอาญา หลายรายคดียืดเยื้อจนหมดอายุความ และถูกลืมไปในที่สุด เบื้องหลังการต่อสู้คดีของผู้มีอันจะกินเหล่านี้เป็นอย่างไร ใช้เงิน เส้นสายบารมี หรืออะไรที่มันลึกลับซับซ้อนมากกว่านั้น

5 เหตุผล คนรวยรอดคุก

เกิดผล แก้วเกิด  ทนายความชื่อดัง บอกด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า  เงินเป็นสัจธรรมของชีวิต แม้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการยุติธรรมได้ในทางตรง แต่ในทางอ้อมไม่มีใครปฎิเสธได้ลง มีเหตุผล 5 ข้อที่ทำให้เงินสามารถ”ง้าง”ความยุติธรรมได้

การประกันตัว เมื่อเกิดการกระทำความผิดและจับกุมตัวขึ้น สิ่งแรกที่ต้องใช้เพื่อแลกกับอิสรภาพวินาทีนั้นคือ “เงินประกันตัว” ยิ่งโทษสูงก็ต้องใช้เงินประกันตัวมาก สำหรับคนรวย เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา ขณะที่คนจนนั้นแสนลำบากและอาจต้องอยู่ในห้องขังยาวนานกว่าจะหาเงินได้ เรียกว่าแค่เริ่มต้น สภาพจิตใจของพวกเขาในการต่อสู้กับขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมก็ลดฮวบฮาบแล้ว

จ้างทนายความ การต่อสู้คดี  เราต้องเตรียมตัวตั้งแต่เริ่มต้น โดยมีทนายความเข้ามาให้คำปรึกษาช่วยเหลือแทบทุกขั้นตอน ไล่ตั้งแต่ ชั้นสอบสวน หลังการประกันตัว การรวบรวมเตรียมพยานหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะคดีใหญ่ๆ จำเป็นเหลือเกินต้องทำอย่างรอบคอบและรอบด้าน คนรวยสามารถจ้างทนายเก่งๆที่เต็มไปด้วยสายสัมพันธ์ กว้างขวาง  ขณะที่ฝั่งคนจน น้อยคนจะมีเงินจ้างทนายความ หรือมีทนายอาสาเข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่ก่อนถูกฟ้อง  ขณะที่ “ทนายขอแรง”ที่ศาลจัดหาให้กับจำเลย กรณีจำเลยไม่มีทนายความ อาจทำหน้าที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่หรือทุ่มเทเท่ากับกลุ่มทนายมือดีที่ถูกว่าจ้าง

ประวิงเวลาได้ยาวนานกว่า เงินถือเป็นตัวประวิงเวลาในการต่อสู้คดี โดยสามารถขอเลื่อนพิจารณาคดีเพราะทนายป่วย แต่คนจนมีเงินจำกัด ประวิงเวลานานไม่ได้ เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายในการเดินทางมาศาลและจ้างทนายความแต่ละครั้ง นานเข้าก็ถอดใจ บางคนไปกู้หนี้ยืมสิน แม้กระทั่งขายที่ดินมาต่อสู้ก็ยังไม่พอ  บางรายเลือกยอมรับผิดโดยภาระจำยอม เมื่อเห็นว่าการต่อสู้ไม่คุ้มกับเงินทองที่ต้องเสีย

ช่องทางกฎหมาย กฎหมายเปิดช่องว่าถ้าผู้กระทำความผิดสำนึกผิด พร้อมกับบรรเทาความเสียหาย ศาลสามารถใช้ดุลพินิจลงโทษสถานเบาได้  โดยคนรวยนั้นมักจ่ายเงินให้กับคู่กรณีจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความ ทำให้ศาลเห็นว่าผู้กระทำนั้นสำนึกผิดแล้ว ขณะที่คนจนสำนึกผิดแล้วเช่นกัน แต่ไม่มีปัญญาบรรเทาความเสียหายให้เหยื่อ

ระบบอุปถัมภ์ เส้นสาย พวกพ้อง คนรวยมักมีเครือข่าย รู้จักผู้อำนาจกว้างขวาง ตลอดชีวิตของคนเหล่านั้นบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์ให้กับสำนักงานและองค์กรต่างๆมากมายจนเกิดเป็นระบบอุปถัมภ์ ช่วยเหลือเกื้อกูล และอาจมีความเกรงใจต่อกันในการทำหน้าที่ ผิดกับพวกคนจน อย่าว่าแต่บริจาค เงินจะกินยังไม่มี

“เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของเงินล้วนๆ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม คนจนไม่มีเงิน ไม่มีพวก บางรายไม่มีความรู้อีก คนรวยกระซิบเบาๆ ได้ยินกันทั้งสังคม คนจนตะโกนหน้าโรงพักอาจไม่มีใครได้ยินเลย กฎหมายไม่ได้บอกว่าคนรวยต้องได้รับโทษน้อยหรือมากกว่าคนจน แต่ต้องเข้าใจว่าการมีเงินมันสามารถนำพาตัวเองให้รอดได้ สร้างโอกาส และอาจได้รับการสนับสนุนมากกว่า พวกเขาใช้เงินทำงาน เหมือนที่มีใครเคยเปรียบเปรยไว้ว่า ‘ถ้าเงินพูด ความยุติธรรมจะเงียบ’

ทนายเกิดผล อดีตทนายผู้ว่าความคดีหมูแฮม เผยว่า เขาต้องใช้เวลาในการต่อสู้คดีดังกล่าวถึง 8 ปี กว่าผู้ต้องหาจะถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี 1 เดือนในที่สุด ซึ่งหากผู้ต้องหาเป็นคนจนคงไม่มีเงินจำนวนหลายล้านบาทชดใช้ผู้เสียหาย และต้องติดคุกไปนานแล้ว

“เราก็จะเห็นภาพในลักษณะคนรวยรอดคุกหรือได้รับโทษน้อยกว่าคนจนแบบนี้ไปตลอด ทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่ใจอย่างเดียว แต่อยู่ที่เงินด้วย แม้ความยุติธรรมไม่ได้เลือกคนจนหรือรวย แต่เงินมันง้างความยุติธรรมได้ ไม่มากก็น้อย มันทำได้  ตราบใดที่สังคมเห็นเงินมีค่า สัจธรรมนี้ยังมีตลอดไป จนกว่าเงินจะไม่มีค่านั่นแหละ”

เกิดผล แก้วเกิด

แบงค์พันหนาๆงัดเหล็กห้องขังได้

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร หรือ ผู้การวิสุทธิ์ อดีตนายตำรวจฝีปากกล้า กล่าวว่า คนรวยเป็นได้ทุกอย่าง ทั้งผู้มีอำนาจ และมากไปด้วยโอกาส โดยเฉพาะในสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมอุปถัมภ์ เพียงแค่ “นามสกุล” ก็สร้างความเกรงใจและบารมีได้มากมายแล้ว

“คนรวยควานหาอำนาจ สร้างบารมีได้ทุกอย่าง สมัยก่อนมีนักการเมืองผู้อื้อฉาวใช้ความรวยสร้างบารมี บริจาคสร้างป้อมตำรวจ ตู้ยามไปทั่วบ้านทั่วเมือง บางคนบริจาคคอมพิวเตอร์ให้หลายองค์กร เมื่อถึงวันเกิด งานแต่ง หรืองานสำคัญ ก็ส่งมอบของขวัญให้ตำรวจ ตัวอย่างเช่น งานขึ้นบ้านใหม่ของนาย ก. คนทั่วไปใส่ซองพันเดียว คนรวยใส่ไปเลยหนึ่งแสน สังคมบ้านเราเป็นระบบอุปถัมภ์ คนรวยมีเงินมีทอง เคยช่วยเหลือข้าราชการทั้งด้านที่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง ของแบบนี้มีผลกับอนาคต เมื่อต้องทำคดีสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่เคยให้ความช่วยเหลือหรืออุปภัมภ์”

ผู้การวิสุทธิ์ยกตัวอย่างบทสนทนาในเหตุการณ์สมมติเมื่อคนรวยไปงานขึ้นบ้านใหม่ของนายตำรวจใหญ่…

“เอ้า…ได้ข่าวท่านจะขึ้นบ้านใหม่หรอครับ ขาดเหลืออะไรบ้างล่ะ”
“พอดี ยังไม่ได้ติดแอร์เลยครับ”
“เอ้า มีกี่ห้อง เดี๋ยวจัดการให้ จะเอายี่ห้อไรล่ะ  เอาอย่างนี้นะ ผมไม่มีความรู้เรื่องแอร์หรอก  ท่านไปติดมา แล้วมาเบิกเงินกับผม”
“ครับ พี่มีบุญคุณกับผมมากเลย เดี๋ยวจัดตู้แดงไปติดไว้หน้าบ้าน พี่มีอะไรให้ช่วยเหลือ บอกนะครับ”

ต่อมาเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับลูกหลานของคนรวย เช่น เกิดอุบัติเหตุขับรถชนคนตาย บทสนทนาเดินทางเข้ารูปแบบนี้…

“ท่านครับ พอดีลูกผมไปขับรถชนคนมา ทำไงดี”
“เฮ้ย สน.อะไร ครับพี่”
“สน…. ครับ”
“เดี๋ยวจัดการให้”

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ บอกว่า ทุกอย่างหลังเกิดคดีความ เป็นไปตามบารมีของคนรวยผู้มีอำนาจ จัดการพูดคุยกับทนาย นายตำรวจ และอัยการ ใช้เงินเป็นสื่อกลางนำพาให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างง่ายดายขึ้น

“คนมีเงินจ้างทนายเก่งๆเฉพาะทางมาเป็นที่ปรึกษาคดี คุยเลยว่าจะจัดการเหตุการณ์นี้อย่างไร ยอมรับหรือปฎิเสธไว้ก่อน ปกติหากทนายได้ค่าตัว 5 หมื่น คนรวยเขาให้เลย 3 แสน หาทางออกให้หน่อย คดีอื่นๆเบาๆมือลง มาดูคดีนี้ก่อน สู้ไปสู้มา ถ้าศาลชั้นต้นตัดสินเข้าทาง เขาเหน็บให้อีกล้าน สู้อุธรณ์ได้ผลที่พอใจเอาไปอีกล้าน หากดูท่าไม่ดี ประวิงเวลาออกไปก่อน ปฎิเสธหรือแจ้งต่อศาลว่า ทนายไม่พร้อมเนื่องจากเจ็บป่วย มีใบรับรองแพทย์มาประกอบก็ว่ากันไป”

อดีตนายตำรวจใหญ่ บอกว่า ช่วงเวลาที่สังคมเริ่มเงียบคือจังหวะสำคัญในการวิ่งเต้นจัดการล็อบบี้ยิสต์ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีและทำทุกอย่างให้ดำเนินไปตามที่ต้องการ

“สังคมและสื่อกระหน่ำกันแค่ 7 วัน เรื่องเริ่มเงียบเมื่อไหร่ก็วิ่งเต้นกันเลย วิ่งตั้งแต่ตำรวจเจ้าของคดี พนักงานสอบสวน ผู้กำกับ ผู้การ บางคนวิ่งยันรัฐมนตรี คุยกันหมด แต่ละคดีกว่าจะตัดสินใช้เวลานาน ระหว่างนั้นเขาก็ติดต่อเกื้อกูลกันตลอด สิ้นปีทีนึงก็โทรหาทนาย เฮ้ย คุณ มาสรุปคดีให้ผมฟังหน่อย กินข้าวกัน จัดเลี้ยงอย่างดี มีไวน์หรู คุยเสร็จ ก่อนแยกย้ายกลับบ้าน เหน็บให้อีก 2 แสน ดีไม่ดี ทนายอาจจะอัพเดทความคืบหน้าให้ฟังว่า ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า อัยการคดีนี้คือใคร เพื่อนผมเอง เรียนนิติศาสตร์รุ่นเดียวกัน ผมจะเอาเงินนี้ไปซื้อของฝากให้เขาหน่อยสัก 3 หมื่น โอ้โห จบเลย

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ บอกว่า หากพนักงานสอบสวน “รู้กัน” กับอัยการเมื่อใด ทุกอย่างเข้าทางคนรวยแน่นอน  กลเม็ดเทคนิคที่ใช้ประจำคือ นัดแนะสืบพยานหลักฐานอย่างไรให้สำนวนแกว่ง และอย่างไรให้มันแน่น หลังจากนั้นก็โยนคดีกันไปกันมา ประวิงเวลาให้เนิ่นนานที่สุด  โดยพนักงานสอบสวนส่งเรื่องไปยังอัยการ อัยการก็เปิดรูสำนวนไว้  ก่อนจะแทงกลับมาให้พนักงานสอบสวนเพิ่มเติมอีกรอบ โยนกันไปมา ครั้งหนึ่งใช้เวลาราว 3-4 เดือน  หลายหนอัยการสั่งให้สอบพยานเพิ่มเติม ซึ่งไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน กว่าจะหากันเจอ คดีหมดอายุความก็มี

ท้ายที่สุดหากช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างเต็มความสามารถแล้ว หลักฐานไม่แน่นหนาพอที่จะหลุดรอดจากความผิด และไม่สามารถต้านทานการจับตาของสังคมได้ ทางรอดสุดท้ายคือ เผ่นหนีไปต่างประเทศ

“ถ้างานนี้ช่วยไม่ไหว เพราะมันชัดเจน  หลักฐานแน่นหนา คนรวยเขาก็บอก เอ้าๆ ไม่เป็นไร ชัดเจนแบบนี้  แต่ขอให้รอลงอาญาแล้วกัน ไหวไหม ถ้าไม่ไหวอีก เพราะหลักฐานและกระแสสังคมมันชัด ไม่มีช่องหลีก ติดคุกแน่ๆ เขาก็เผ่นดีกว่า แต่คิดดูสิ ระยะเวลากว่าจะมาถึงตอนนี้หลายปี คนลืมไปแล้ว อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ ประเทศไทยสบายๆ เขาถึงบอกกันว่า อยู่ประเทศไทย เอาแบงค์พันมามัดรวมกันหนาๆ หนังสติ๊กรัดดีๆ ไปงัดกรงขัง ง้างเหล็ก จนผู้ต้องหาออกมาได้เลย”

ผู้การวิสุทธิ์ วานิชบุตร

“เยียวยา-สำนึกผิด”จนรอดคุก

“กระแสสังคมที่บอกว่าคนรวยไม่ต้องติดคุกนั้น เป็นเพราะหลายคนไม่ทราบเรื่องการเยียวยาต่อผู้เสียหายหรือได้รับผลกระทบ ซึ่งคนรวยส่วนใหญ่เมื่อตกเป็นจำเลย มักเยียวยาต่อผู้เสียหายด้วยรูปแบบต่างๆอย่างเร่งด่วน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ค่าชดเชย ค่าทำขวัญเป็นตัวเงินหลักแสนหลักล้าน เมื่อบรรเทาความเสียหายและรู้สึกสำนึกผิด มันเลยกลายเป็นเหตุแห่งการปรานีที่ศาลจะพิจารณาลดโทษให้ได้ อาจเหลือเพียงแค่รอลงอาญา”คำบอกเล่าของ สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความชื่อดังและประธานเครือข่ายต่อต้าน การบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ทนายสงกานต์ บอกว่า  สังคมควรจะทราบเรื่องการเยียวยา ซึ่งกลายเป็นเหตุแห่งความปรานีที่ศาลจะพิจารณาลดโทษได้ ขณะเดียวกันไม่ต้องห่วงว่าคนจนจะไม่มีโอกาสแสดงความสำนึกผิดหรือเยียวยา เพราะหากแสดงน้ำจิตน้ำใจตามฐานะตน ศาลจะมีเหตุแห่งความปรานีเหมือนกัน สิ่งเล็กๆน้อยๆตามกำลังก็ล้วนมีผลแห่งการบรรเทาโทษทั้งสิ้น

ทว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงในกระบวนการยุติธรรมคือ ความไม่เท่าเทียมในการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และความไม่รู้ของเหยื่อผู้ต้องหา โดยเฉพาะคนยากจนหรือมีกำลังทรัพย์น้อย

สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์

“เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนต้องปฎิบัติหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม เท่าเทียม ไม่ว่าผู้ต้องหาจะเป็นใคร จะรวยหรือจน อย่าเกรงอกเกรงใจ เหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย ขณะเดียวกันคนทั่วไปเมื่อตกเป็นผู้ต้องหา ที่ผ่านมามักไม่ทราบขั้นตอนทางกฎหมาย ไม่ทราบสิทธิและหน้าที่ว่าตัวเองมีสิทธิอย่างไร ทั้งที่จริงแล้ว แม้จะไม่ร่ำรวย แต่หากตกเป็นผู้ต้องหา ก็สามารถที่จะขอทนายหรือผู้ซึ่งไว้วางใจในการต่อสู้ได้ มีสิทธิในการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว  สิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมตามสมควร และ สิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง แต่ส่วนมาก ประชาชนไม่ทราบเลย”

ทนายสงกานต์ ชี้ว่า ในวันที่สังคมตื่นตัวเช่นวันนี้ กระบวนการยุติธรรมและการดำเนินคดีกับคนรวยจะถูกสังคมจับตามากขึ้น และการลอยตัวอยู่เหนือกฎหมายนั้นจะกลายเป็นเรื่องยาก

ทั้งหมดคือเหตุผลทางกระบวนการยุติธรรมและเหตุผลทางด้านวัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์ที่พอจะให้คำตอบได้ว่า “ทำไมคนรวยทำผิดถึงไม่ติดคุก”

 

“อาคม” การันตี ทางคู่-รถไฟฟ้า10เส้นทาง “เห็นในรัฐบาลนี้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2559 เวลา 22:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422917

"อาคม" การันตี ทางคู่-รถไฟฟ้า10เส้นทาง "เห็นในรัฐบาลนี้"

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ปาฐกถา “ปีทองการลงทุนในประเทศไทย” ในงาน โพสต์ฟอรั่ม จัดโดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ว่า เศรษฐกิจไทยค่อนข้างเซื่องซึมมาหลายปี สิ่งที่เป็นคอขวดในการพัฒนาประเทศที่สำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศมีความล่าช้ามานาน 10 ปี จึงไม่แปลกใจว่า หากมีการวัดความสามารถการแข่งขันทั่วโลกด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ไทยจะอยู่ในอันดับที่ไม่ดีเท่าไหร่ แต่ผมไม่ค่อยเชื่อในการวัดลำดับความสามารถในการแข่งขัน เพราะมาตรฐานที่วัดใช้วัดกันทั่วโลก และมักจะใช้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อใช้เกณฑ์นี้มาวัดกับประเทศที่กำลังพัฒนา แน่นอนที่สุดว่าไม่สามารถสู้กับเขาได้ ซึ่งได้มีโอกาสพูดคุยสถาบันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม หรือที่อื่น เขาก็ยอมรับว่าเกณฑ์นี้เป็นมาตรฐาน แต่ไม่สามารถใช้เป็นมาตรฐานที่ใช้กับทุกประเทศได้ แต่ก็ไม่เป็นไร

นอกจากนี้ เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันแล้ว ลำดับไทยอาจไม่ดีเท่า แต่เมื่อสัมผัสกับนักลงทุนที่อยู่ในประเทศไทย ทุกคนบอกว่า โครงสร้างพื้นฐานของไทยดีมาก เวลาหอการค้าญี่ปุ่นสำรวจทุก 6 เดือน จะบอกว่ารถติด แต่ว่าหากเราไปสัมภาษณ์นักลงทุนในต่างจังหวัดจะบอกว่าโครงข่ายคมนาคมของเราดีมาก

โครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องที่ต้องลงทุนกันครั้งใหญ่ วันนี้ท่าเรือแหลมฉบังไม่ได้ส่งสินค้าเฉพาะของไทยกันเองเท่านั้น แต่จะใช้เป็นท่าเรือส่งออกสินค้าที่ผลิตจากประเทศรอบบ้านเรา นักลงทุนปอยเปต เกาะกง หรือลาว ก็ขนส่งสินค้ามาส่งที่ท่าเรือแหลมฉบัง เช่นเดียวกับนักลงทุนเมียนมา ก็ใช้แม่สอดส่งสินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งทางหลวงเราดีมาก ระยะทางจากเกาะกง หรือปอยเปตมาที่ท่าเรือแหลมฉบังแค่ 300 กิโลเมตร

ด้านถนนทางหลวงไทยจะไม่ใช่ทางหลวงขั้นพิเศษเหมือนมาเลเซียคำว่า ทางหลวงชั้นพิเศษ หมายถึงว่าสองข้างทางจะมีแลมป์ให้หมด สองข้างทางของเขาไม่มีบ้าน ไม่มีโรงงาน ไม่เหมือนเรา ยกเว้นมอเตอร์เวย์ ทางของเราจะมีบ้านโรงงาน ซึ่งเป็นอุปสรรคของเรา แต่ก็สามารถขนส่งสินค้าได้ เวลาที่เสียส่วนใหญ่อยู่ที่การอำนวยความสะดวกที่ด่านพรมแดน ระบบศุลกากร ซึ่งนักลงทุนญี่ปุ่นยังบอกว่าจะทำอย่างไรให้สามารถเคลียร์ระบบศุลกากรได้เร็วที่สุด เพื่อลดระยะเวลาขนส่งสินค้าที่ท่าเรือนี่เป็นภารกิจที่เราต้องทำ

อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยเซื่องซึมมา แต่ถ้าดูตัวเลขการค้าชายแดนจะพบว่าตัวเลขการค้าชายแดนไทยจะโต 10-15% หากเศรษฐกิจโลกดีการค้าชายแดนเราจะโต 20-25% ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลคือการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ

“เมื่อตอน คสช.เข้ามาปลายปี 2557 ได้เสนอเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษเข้าไป นายกรัฐมนตรีก็บอกว่าเรื่องนี้สำคัญมาก จะเป็นแหล่งผลิตสินค้า เป็นโฮลโปรดักชั่นหรือคลัสเตอร์ เพราะวันนี้ไทยใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์การผลิตจากเพื่อนบ้านเพราะเขามีแรงงานที่ถูกกว่าเรามาก ดังนั้นเราจึงมีนโยบายส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษ พื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของไทยที่สำคัญตลอดเวลา 20 กว่าปี ณ เวลานี้ ถึงเวลาที่เราน่าจะซ่อมแซมใหญ่อีสเทิร์นซีบอร์ด หรือถึงเวลาที่ต้องสร้างเอสเคิร์ฟใหม่เป็นสินค้าที่รักษาฐานอุตสาหกรรมเดิม สร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีเทคโนโลยี ดังนั้นเราต้องกลับมาดูอีสเทิร์นซีบอร์ดที่เราออกแบบไว้ให้เป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ดังนั้นเขตเศรษฐกิจพิเศษจะต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี”

นี่คือส่วนที่เรียกว่า ปีทองแห่งการลงทุน เราระบุพื้นที่ให้เรียบร้อยแล้ว ทั้งอีสเทิร์นซีบอร์ด โครงการลงทุนทางด้านชายแดนต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการขนส่งในชั้นต้นก็จะเป็นถนน ลำดับต่อไป จะมีระบบรถไฟ รถไฟฟ้าไปให้ โดยเอกชนจะต้องลงทุน แต่รัฐจะลงทุนให้ไปก่อน

ปีทองการลงทุนไทยจะไม่จำกัดเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน โดยนโยบายของรัฐจะต้องลงทุน 5 เรื่อง คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และทรัพยากรมนุษย์ เพราะต้องมีการผลิตบุคลากรป้อนให้อุตสาหกรรม

ลงทุน 5 ด้าน ช่วงปี’58-65

อาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนการลงทุนระยะ 8 ปี (2558-2565) ไว้ 5 เรื่อง 1.โครงข่ายรถไฟระหว่างเมือง 2.ระบบขนส่งสาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในปีนี้ ปีหน้า จะเจอปัญหารถติดมาก เพราะมีการสร้างรถไฟฟ้า โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ที่มีการทุบสะพานข้ามแยกเกษตร และจะรื้อสะพานข้ามแยกรัชโยธิน

3.โครงข่ายถนนเชื่อมโยงชายแดน 4.ระบบการขนส่งทางน้ำ ซึ่งได้พัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง และอนุมัติไปแล้ว 2 แผนงาน และอยู่ระหว่างพิจารณาขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3

“การขนส่งเป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องมีการอนุมัติศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟที่ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 1 เป็นการปรับพื้นที่เอารางไปในท่าเรือ”

5.การขนส่งทางอากาศ ปัจจุบันกำลังสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 เพราะตอนออกแบบรองรับผู้โดยสาร 45 ล้านคน แต่ปัจจุบันผู้โดยสารปีละ 50-55 ล้านคน

สุวรรณภูมิเฟส 2 มี 4 ส่วนด้วยกัน 1.รันเวย์ที่ 3 รอการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งจะทำควบคู่กันตามประกาศ คสช.ทางบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) สามารถขออนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างได้ เมื่อรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมผ่านการอนุมัติจึงจะประกวดราคา ซึ่งโครงการอื่นก็ทำแบบนี้

2.อาคารผู้โดยสารมี 2 อาคาร ขั้นตอนทีโออาร์เสร็จแล้ว รอประกวดราคาอาคารแซทเทิลไลท์ ที่อยู่ด้านใต้สนามบิน ซึ่งมีหลุมจอด หรืองวง ให้สามารถเพิ่มสล็อตเครื่องบินได้

3.โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมระหว่างอาคารผู้โดยสาร (เอพีเอ็ม) คาดว่าทอท.จะประกวดราคาอาคารผู้โดยสารแซทเทิลไลท์เดือน เม.ย.นี้

4.อาคารเทอร์มินอลทางด้านเหนือที่อยู่ข้างอาคารผู้โดยสารในปัจจุบันก็ต้องสร้าง

นอกจากนี้ ต้องพัฒนาสนามบินอื่นๆ ที่เป็นปลายทางของประเทศไทยที่ชาวต่างชาติจะเข้ามา เช่นที่สนามบินภูเก็ต หาดใหญ่ และเชียงใหม่ ปัจจุบัน ทอท.สร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศหลังใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะเปิดเดือน มิ.ย.นี้ แต่คาดว่าเมื่อสร้างเสร็จอาจรองรับไม่พอ จึงจะพิจารณาขยายรองรับผู้โดยสารต่อไป แต่สนามบินภูเก็ตจะต้องพึ่งพาสนามบินข้างเคียงด้วยเช่น สนามบินกระบี่ และอนาคตมีข้อเสนอสร้างสนามบินเพิ่มที่ภูเก็ต ส่วนสนามบินเชียงใหม่ ได้เปิดอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศไปแล้ว

สำหรับสนามบินในเมืองหลวงจะใช้ 3 สนามบิน 1.สนามบินสุวรรณภูมิ 2.ดอนเมือง เปิดอาคาร 2 ไปแล้ว เหลืออาคารผู้โดยสารภายในประเทศเดิม ซึ่งปัจจุบันเป็นอาคารร้าง แต่ ทอท.จะนำมาปรับปรุงรองรับให้ได้ 30 ล้านคนต่อไป เฉพาะใน กทม.รวม 90 ล้านคน 3.สนามบินอู่ตะเภา ได้รับการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารเพื่อรองรับเที่ยวบินประจำ และจะเปิดเดือนมิ.ย.นี้

ขั้นตอนต่อไปไทยจะพัฒนาเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานในภูมิภาค ซึ่งศึกษาเรียบร้อยและรอเสนอ ครม.

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้เรียนนายกฯ ว่า ทางกองทัพเรือให้การสนับสนุนเรื่องเศรษฐกิจมาก และประเทศต้องเร่งรัดพัฒนา เพราะเราล่าช้ามานานกว่า10 ปี จึงเป็นโอกาสของสายการบินต่างๆ จากเดิมที่ต้องบินไปซ่อมที่จีน สิงคโปร์ ในเร็วๆ นี้เมื่อขออนุมัติทำศูนย์ซ่อมอากาศยานในปีหน้าก็จะพัฒนาเป็น
ศูนย์ซ่อมได้

รถไฟระบบรางเข้าคิวเสนอ ครม.

โครงการลงทุนอีกด้านที่จะเห็นเป็นรูปธรรมคือ ระบบราง เม็ดเงินลงทุนที่ตั้งไว้ 20 โครงการวงเงิน 1.79 ล้านล้านบาท จะต้องเร่งรัดการลงทุน เพื่อผลักดันเม็ดเงินลงทุนเข้าไปจะช่วยอุตสาหกรรมก่อสร้าง และโครงการที่จะใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐาน ความสามารถในการสร้างนิวเอสเคิร์ฟจะทำไม่ได้ หากไม่มีอินฟราสตรักเจอร์ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในอนาคต

รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนใน กทม.มีแผนมา 10 ปีแล้ว แต่มีไม่กี่สาย ที่ให้บริการคือสายสีน้ำเงินเฉลิมรัชมงคล และรถไฟฟ้าสายสีเขียวของ กทม.ที่ให้บริการปัจจุบัน

ขณะที่สายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานเสร็จรับรถหมดแล้ว อยู่ระหว่างทดสอบระบบ เปิดให้บริการเดือน ส.ค. 2559 ซึ่งรัฐบาลเร่งให้เปิดบริการก่อนกำหนด 4 เดือน โดยทางญี่ปุ่นรับปากเมื่อครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไปญี่ปุ่นและขอให้เร่งรัดประกอบรถไฟฟ้าให้แล้วเสร็จก่อนกำหนด ซึ่งขบวนรถชินคังเซ็นกำลังประกอบอยู่ และไม่มีรถไฟฟ้าสายสีม่วง จากนั้นเมื่อรับปากนายกฯ แล้ว ทางญี่ปุ่นก็ปรับแผนประกอบรถไฟฟ้าสายสีม่วงให้ไทยเร็วขึ้น

รถไฟฟ้าสายที่ทำอยู่ขณะนี้คือ การเร่งก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ทางด้านเหนือ หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต คืบหน้า 15% และด้านใต้แบริ่ง-สมุทรปราการ คืบหน้า 70% โดย กทม.มีข้อตกลงกับกระทรวงคมนาคม รฟม. ยินยอมที่จะโอนส่วนต่อขยายที่กำลังก่อสร้างให้ กทม.ไปบริหารงานเดินรถ โดยวันที่ 28 มี.ค.นี้ จะมีการลงนามในเอ็มโอยูระหว่าง กทม.-รฟม.-กระทรวงการคลัง เพื่อให้ กทม.จัดหาผู้เดินรถให้ต่อเนื่อง

รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยาย (เตาปูน-ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค) ซึ่งก่อสร้างไปเกือบ 70% อยู่ระหว่างจัดหาผู้เดินรถจะเร่งเสนอให้คณะกรรมการร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) พิจารณาในเดือนนี้ และจะเสนอเข้า ครม.ในเดือน เม.ย.นี้

สำหรับรถไฟสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) นั้น ครม.อนุมัติในหลักการและมอบหมายให้รฟม.ไปปรับลดราคาค่าก่อสร้างลงมา โครงการนี้รัฐจะลงทุนก่อสร้างให้ ส่วนการเดินรถจะเปิดให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้เดินรถ และหลัง รฟม.เสนอเรื่องลดค่าก่อสร้าง ซึ่งจะเสนอเข้า ครม.ในวันที่ 29 มี.ค. เพื่อพิจารณาอนุมัติปรับลดต้นทุนค่าก่อสร้างลง และในส่วนของรถไฟสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชัน) นั้นคาดว่าจะได้รับอนุมัติภายในปีนี้

รถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) และรถไฟฟ้าโมโนเรลสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ขณะนี้ผ่านคณะกรรมการพีพีพีแล้ว จะเสนอ ครม.วันที่ 29 มี.ค. จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนประกวดราคา ซึ่ง รฟม.ยกร่างทีโออาร์ได้ประมาณ 80-90% จากนั้นจะตั้งคณะกรรมการมาตรา 35 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุนกิจการรัฐ พ.ศ. 2556 กระบวนการทีโออาร์และการประกวดราคาน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน จึงคาดว่าไม่เกินเดือน ก.ค.-ส.ค.จะได้ผู้รับเหมา

ด้านรถไฟฟ้าสายสีม่วง (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) พูดง่ายๆ หากวิ่งจาก (บางใหญ่-บางซื่อ) สายสีม่วงจะเชื่อมสายสีน้ำเงินและสีม่วงเชื่อมต่อราษฎร์บูรณะเชื่อมด้านเหนือ-ใต้ ขณะนี้รายงานผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ได้ผ่านเรียบร้อยไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จะได้เสนอคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) เดิมทีสายสีม่วงใต้น่าจะเสร็จแล้ว แต่มีปัญหาข้อจำกัดพื้นที่ จึงขอขยายเส้นทางออกไปอีก 5 กิโลเมตร จนถึงวงแหวนอุตสาหกรรม ดังนั้นศูนย์ซ่อมจะไปอยู่ปลายทาง ซึ่งได้ส่งข้อมูลให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแล้ว คาดว่าไม่เกินเดือน พ.ค.-มิ.ย. 2559 จะเสนอให้ ครม.พิจารณา เพื่อทำให้การเดินทางเหนือ-ใต้ เชื่อมต่อกัน

“ผมขอยืนยันว่า แผนแม่บทรถไฟฟ้าใน กทม.ทำมา 10 กว่าปี มีทั้งหมด 10 สายทาง จะครบถ้วนในรัฐบาลชุดนี้ ครบถ้วนใน 3 รูปแบบ คือ ศึกษาขั้นตอน ประกวดราคา อนุมัติให้เกิดการลงทุน ทั้งหมดจะเกิดขึ้นแน่นอนในรัฐบาลชุดนี้” อาคม ยืนยัน

อาคม กล่าวอีกว่า กระทรวงคมนาคมจะยังไม่หยุดเดินหน้าผลักดันการลงทุนภาครัฐเพียงแค่นี้ เพราะเราเห็นปัญหา ข้อขัดข้องในรถไฟฟ้าบีทีเอสในทางเทคนิค ทำให้ต้องหยุดเดินรถบางช่วง ประเด็นคือว่า ตลอดสายทางบีทีเอสยาวมาก หมอชิต-แบริ่ง ต่อไปสมุทรปราการ เมื่อเกิดข้อขัดข้องประชาชนที่อาศัยด้านใต้สมุทรปราการต้องผ่านสถานีสยาม หากเข้ามาไม่ได้ไปไม่เป็นจะนั่งรถเมล์ก็ไม่คุ้นว่าสายใด กระทรวงคมนาคมเห็นว่า เน็ตเวิร์กเชื่อมเหนือ-ใต้-ออก-ตก ที่เชื่อมต่อโครงข่ายตรงนี้เป็นเส้นเลือดฝอยบางส่วนไม่มี

ดังนั้น ต่อไปจะต้องพัฒนาเชื่อมโครงข่ายให้สมบูรณ์ และจะต้องแล้วเสร็จภายในปีหน้า เพื่อให้โครงข่ายสมบูรณ์ หรือเรียกว่าแผนแม่บทโครงข่ายรถไฟฟ้า กทม.ระยะที่ 2

ด้านระบบรถไฟระหว่างเมืองจะมี 2 ระบบหลัก รถไฟทางคู่ ซึ่งกระทรวงคมนาคมวางไว้ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ในรัฐบาลนี้มี 6 เส้นทาง คือ 1.รถไฟทางคู่เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า (มาบกะเบา)-แก่งคอย ได้เซ็นสัญญาเริ่มก่อสร้างแล้ว 2.รถไฟทางคู่ช่วงชุมทางจิระ-ขอนแก่น ได้เซ็นสัญญาเริ่มก่อสร้างแล้ว ส่วนช่วงระหว่างแก่งคอย-นครราชสีมา อยู่ระหว่างการดำเนินกาi 3.รถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางจิระ อยู่ระหว่างเสนอ ครม.เพื่อเติมเต็ม4.รถไฟทางคู่ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร เป็นทางคู่ผ่านการพิจารณาความเหมาะสมของโครงการจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้วรอเสนอ ครม.ไม่เกินเดือน เม.ย.นี้ 5.รถไฟทางคู่ช่วงนครปฐม-หัวหิน อยู่ในกระบวนการรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แต่จากประกาศของ คสช. เราสามารถดำเนินการคู่ขนานในการจะหาผู้รับเหมาได้

รถไฟความเร็วสูงจีน-ญี่ปุ่นยังลุ้นยาว

สำหรับรถไฟทางคู่ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ จะตามมาอยู่ในแผนระยะที่ 2 ต่อไปจะทำให้มีทางคู่จากนครปฐม-ชุมพร ลงใต้ และสายเหนือเส้นที่ 6 ลพบุรี-ปากน้ำโพ จะดำเนินการคู่ขนานอีไอเอ ซึ่งจะเสนอขออนุมัติ ครม.ภายในเดือน เม.ย. 2559

ส่วนรถไฟความเร็วสูงทางไกลเป็นโครงการที่จะโมเดิร์นไนซ์เส้นทางของไทยมี 4.เส้นทาง 1.รถไฟไทย-จีน กรุงเทพฯ-แก่งคอย-นครราชสีมา-หนองคาย ระยะทางกว่า 600 กิโลเมตร ซึ่งจากการหารือกับรัฐบาลจีนครั้งสุดท้ายจะกำหนดเป็นระยะที่ 1 ยังติดเรื่องต้นทุนของโครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างหารือให้ตัวเลขตรงกัน ประการต่อมาต้องหารือกันในเรื่องของสัดส่วนการลงทุน ซึ่งรัฐบาลไทยต้องการให้จีนเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น โดยต้องมากกว่าที่ไทยลงทุน นอกจากนี้ยังต้องหารือกันในเรื่องบริษัทร่วมทุน

2.รถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ซึ่งเป็นความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น อยู่ระหว่างบริษัทที่ปรึกษาญี่ปุ่นศึกษา ซึ่งเดิมเรามีผลศึกษาไว้แล้ว แต่เมื่อเป็นการร่วมทุนทางญี่ปุ่นต้องมาศึกษาให้ได้ข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น เส้นทางนี้ภายในเดือน มิ.ย. 2559 จะสามารถเสนอให้ ครม.พิจารณาได้ และสิ้นปีจะได้ผลการศึกษาครั้งสุดท้ายปี 2560 จะได้รับการออกแบบ

3.รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง และ 4.รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-หัวหิน ทั้งสองโครงการนี้จะเสนอให้คณะกรรมการพีพีพีพิจารณาอนุมัติให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน ภายในเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ จากนั้น 3-4 เดือน จะทำอี-บิดดิ้ง โดยจะเปิดให้เอกชนจะเข้ามาลงทุนตั้งแต่เริ่มต้น โดยรัฐลงทุนเวนคืน เช่นเดียวกับรถไฟฟ้าสายสีชมพู-สายสีเหลือง

อาคม กล่าวว่า รัฐบาลรู้ดีว่าในภาวะเศรษฐกิจที่ซึม การลงทุนภาครัฐจะเป็นหัวรถจักรใหญ่ จึงพยายามผลักดันการลงทุน อย่างไรก็ตามภาคเอกชนยังมองว่า ซึ่งขอยืนยันไม่ชักช้า แต่กระบวนการอาจมีการปรับเปลี่ยนให้รัดกุมขึ้น

ทั้งนี้ หากดูตัวเลขการลงทุนภาครัฐตั้งแต่ปี 2558 จะพบว่าการลงทุนของภาครัฐมากถึง 15-25% ของเงินลงทุนทั้งหมดในบางไตรมาส บางไตรมาสกลับพบว่ามีเม็ดเงินลงทุนของภาครัฐไหลลงไปสู่ระบบสูงถึง 30%

ดังนั้น ทั้ง 20 โครงการ ที่มีตัวเลขลงทุนกว่า 1.8 ล้านล้านบาท นั้นเป็นงบลงทุนที่เอกชนต้องลงทุนประมาณ 21% ซึ่งเป็นตัวเลขขั้นต่ำ แต่ภาพรวมจะมากกว่านี้อีกเล็กน้อย แต่ขอยืนยันว่า ในส่วนของการลงทุนอินฟราสตรักเจอร์เม็ดเงินจะทยอยออกจากภาครัฐให้เห็นเป็นรูปธรรมแน่นอน

 

เสียงครวญจาก “วณิพก” ขอพื้นที่ให้เราร้องเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2559 เวลา 18:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422892

เสียงครวญจาก "วณิพก" ขอพื้นที่ให้เราร้องเพลง

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

เสียงครวญเพลงไสบ่สิว่าถิ่มกันของก้อง ห้วยไร่ ดังกังวานจากเรียวปากของชายตาบอดที่เดินซอกแซกตามโต๊ะภายในร้านหมูกระทะ ข้างกายมีหญิงวัยกลางคนสายตาดีคอยประคับประคอง มือถือแก้วพลาสติกสีชมพูแนบแน่น

ลูกค้าหลายคนก้มหน้าก้มตาคีบเนื้อย่างเข้าปากอย่างไม่สนใจคนรอบข้าง คุณแม่ลูกสองควานหาเศษเหรียญในกระเป๋าหย่อนลงในแก้ว ไม่ไกลกันกลุ่มนักศึกษาหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์โบกมือเรียกพลางยื่นแบงค์ยี่สิบให้ หนึ่งในจำนวนนั้นเอ่ยขอเพลงอย่างคึกคะนอง ขณะที่คู่รักหนุ่มสาวอีกโต๊ะส่ายหัว มองด้วยสายตาเหยียดหยาม มือข้างที่ถือตะเกียบสะบัดไล่

“อย่าไปให้มัน! พวกขอทาน มันมาเป็นแก๊ง ไม่เห็นเหรอไง ยัยผู้หญิงคอยประกบ รถตุ๊กตุ๊กจอดรออยู่หน้าร้าน”

เสียงนินทาไล่หลังทำเอาหญิงวัยกลางคนที่มากับนักร้องตาบอดชะงักเท้า หันมองด้วยสีหน้าปวดร้าวแกมโมโห ชั่วอึดใจเธอเดินต่อ ออกจากร้านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทั้งหมดนี้เป็นชะตากรรมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าของผู้ประกอบอาชีพ“วณิพก”

พวกเขาเชื่อว่าตนเองคือศิลปินที่มีความสามารถด้านร้องรำทำเพลง สร้างความบันเทิงแลกสินน้ำใจจากผู้ฟัง มิใช่ขอทานงอมืองอเท้า ใช้ความพิการไม่สมประกอบเรียกคะแนนสงสาร เพื่อล้วงเงินในกระเป๋าจากผู้คนที่ไม่เต็มใจหยิบยื่นให้

ย้อนรอย”วณิพก”เมืองไทย

“ทุกวันนี้มีวณิพกอยู่ประมาณ 1 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นคนตาบอด มีทั้งเรียนจบจากโรงเรียนสอนคนตาบอด เคยผ่านการอบรมนวดแผนไทย บางคนเรียนสูงถึงระดับป.ตรี ป.โท แต่ที่ผ่านมาสังคมไม่ค่อยเปิดโอกาสให้คนพิการเข้าทำงาน คนตาบอดเลยต้องยึดอาชีพนวดและขายล็อตเตอรี่ ซึ่งต่อมาถูกคนปกติแย่งงานอีก ทางเลือกเดียวที่เหลืออยู่คือ หันมาจับไมค์เป็นวณิพก”

น้ำคำอัดอั้นตันใจของ ถนอม ศรีนาคา ประธานเครือข่ายวณิพกคนตาบอดแห่งชาติ ชายพิการผู้ประกอบอาชีพร้องเพลงแลกเงินมานานกว่า 30 ปี

เขาย้อนรำลึกช่วงเวลาสีทองผ่องอำไพจนถึงยุคมืดไร้ซึ่งความหวังของอาชีพวณิพกให้ฟังอย่างน่าสนใจ ดังนี้

ปี 2520 อาชีพวณิพกเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ตั้งแต่ริมฟุตบาท ตลาดนัด โรงงาน วัดวาอาราม ยันหน้าห้างสรรพสินค้า จะเห็นวณิพกเต็มวง ประกอบด้วยนักร้องนำ มือเบส มือกีต้าร์ มือกลอง รวมทั้งเครื่องดนตรีไทยอื่นๆอีกสารพัด บรรเลงเพลงอย่างสนุกสุดเหวี่ยงขับกล่อมคนฟัง

ปี 2528-2529 ถือเป็นยุคทองของวณิพก ผุดขึ้นมากมายนับร้อยวง เริ่มขยับไปรับคิวงานบวช งานแต่ง งานเลี้ยงวันเกิด วันสำคัญ จนถึงงานพระราชพิธี รายได้อู้ฟู่หลักหมื่นบาทต่อเดือน

ปี 2533-2534 มีการบังคับใช้กฎหมายพ.ร.บ. จราจรทางบก เพื่อควบคุมทางเท้า โดยประกาศห้ามเล่นดนตรีกีดขวางทางเดิน ทำให้หาสถานที่เล่นยากขึ้น ผลคือ วงวณิพกเกินครึ่งจากที่มีอยู่ทั้งหมดผันตัวมาเป็นศิลปินเดี่ยว บางส่วนยุบวงหันไปขายสลากตามเดิม

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอีกครั้งในปี 2551 หลังนโยบายกวาดล้างขอทานครั้งใหญ่ ตามพ.ร.บ.ควบคุมขอทาน 2484 วณิพกจำนวนไม่น้อยโดนร่างแหไปด้วย ถูกจับกุมคุมขัง เพราะรัฐเหมารวมว่าเป็นขอทาน

“สาเหตุที่สังคมมองวณิพกว่าเป็นขอทาน เพราะการแสดงของพวกเราเล่นกันตามถนน ไม่มีขายบัตร ไม่จ่ายเงินเป็นค่าจ้าง ตั้งกล่องไว้เฉยๆให้คนฟังตอบแทนเงินเล็กๆน้อยๆเป็นสินน้ำใจ บ้างมองว่าให้ทาน คนเลยเรียกขอทานติดปากกันมา เพราะมันเรียกง่าย แต่ที่สำคัญสุดคือ พ.ร.บ.ควบคุมขอทาน 2484 ไม่มีระบุนิยามคำว่า “วณิพก” ทำให้ไม่มีกฎหมายรองรับ ถูกเหมารวมว่าเป็นขอทานหมด ไปเล่นไหนก็โดนจับขัง”

อย่างไรก็ดี พ.ร.บ.ควบคุมการขอทานฉบับใหม่ที่เพิ่งผ่านการเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยสาระสำคัญอยู่ที่มาตรา 14 กำหนดให้ผู้ที่แสดงความสามารถด้านการร้องเพลงและเล่นดนตรีถือเป็นวณิพก ไม่ใช่ขอทานอีกต่อไป ทว่าต้องขออนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อนว่าจะให้เล่นได้ที่ไหน เมื่อไหร่ เวลาใด

“ตรงนี้ยังมีประเด็นน่าเป็นห่วง กฎหมายให้เรามีตัวตนก็จริง แต่ก็ไม่ให้อิสระไปไหนมาไหน ขัดกับวิถีของวณิพกที่ร่อนเร่พเนจรไม่อยู่กับที่ ดังนั้นการถูกกำหนดชะตากรรมโดยเจ้าพนักงานท้องถิ่น ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเห็นอกเห็นใจเรามากน้อยแค่ไหน ทั้งยังอาจเป็นช่องโหว่ให้เกิดการฮั้ว เล่นเส้นสาย จ่ายใต้โต๊ะกันด้วย”

ความทุกข์ยากของ”นักเพลงข้างถนน”

น้อยคนจะรู้ว่า ซอยสุขสวัสดิ์ซอย 1 อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “ซอยวณิพก” เนื่องจากเป็นแหล่งที่พักอาศัยของเหล่าวณิพกตาบอดมากกว่า 50 ชีวิต  

ทุกเช้าตรู่ ภาพหญิงสาวซึ่งอาจเป็นทั้งลูก หลาน เมีย พี่ น้อง หรือญาติจะจูงผู้พิการตาบอดขึ้นรถแท็กซี่ตระเวนถือไมค์ร้องเพลงตามตลาด ป้ายรถเมล์ ท่าเดินรถที่คนพลุกพล่าน ตะวันสายโด่งค่อยกลับมาพักเอาแรง ก่อนจะออกไปทำมาหากินอีกครั้งเมื่อราตรีย่างเยือน

ดุสิต ดัชถุยาวัตร วณิพกรุ่นเก๋า อดีตหมอนวดแผนไทย ผู้ผันตัวมาทำอาชีพนักร้องข้างถนน เล่าว่า ธรรมชาติของวณิพกไม่ค่อยอยู่ติดที่ติดถิ่น มักร่อนเร่พเนจรกไปทั่วทุกมุมเมือง หนอกจอก รามคำแหง สุขุมวิท สีลม ปิ่นเกล้า นนทบุรี แจ้งวัฒนะ ดอนเมือง ห้วยขวาง ฯลฯ แหล่งที่คนพลุกพล่านขวักไขว่

“โดยเฉพาะร้านหมูกระทะ ร้านลาบ ร้านเหล้า ตลาดนัด เวลาจะเข้าไปก็ขอเจ้าของเขาก่อน ถ้าไม่ให้ก็ไปที่อื่น ถ้าให้เราก็ไปเดินร้องรอบเดียวพอ ไม่ซ้ำ เพราะเกรงใจกลัวลูกค้าจะรำคาญ การเดินร้องเพลงตามร้านหมูกะทะ เป็นผลพวงจากการไม่มีสถานที่ให้เล่น พอไม่มีที่ให้วงใหญ่เล่น เลยต้องแยกออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว เดินร้องเพลงไปเรื่อย บางคนให้เงินเพราะร้องเพลงโดนใจเขา บางคนให้เพราะรำคาญ บางคนไล่แถมด่าลับหลังว่าอย่าไปให้มัน ให้แล้วเดี๋ยวมันก็มาขออีก”

สมคิด มนตรีคลัง หญิงสาวผู้ทำหน้าที่พาวณิพกไปตระเวนร้องเพลง ยืนยันหนักแน่นว่า พวกเธอไม่ได้เป็นขบวนการขอทานตามที่สังคมเข้าใจ

คนมักมองว่าเราเป็นแก๊ง เป็นขบวนการ เราหากินกับคนพิการ แต่ความจริงคือ ถ้าไม่มีคนพาไปบางร้านเขาไม่ให้เข้า เพราะกลัวจะเดินไปชนเตาหมูกระทะ เดินชนลูกค้า อีกอย่างคนพาไปร้องเพลงจะช่วยเหลือดูแลวณิพกตลอด ปวดห้องน้ำห้องท่าก็พาไป หิวน้ำหิวข้าวก็หาให้กิน จูงขึ้นรถ เขาต้องการให้เรามาช่วยด้วยความเต็มใจ แบ่งเงินกัน ได้มากก็แบ่งมาก ได้น้อยก็แบ่งน้อย เราเองก็ไม่ใช่คนที่หากินกับขอทาน รู้สึกเจ็บปวดนะเวลาโดนคนเขาด่า”

ธีรพัฒน์ วังราช วณิพกตาบอด บอกว่า ชอบงานบวชกับงานแต่งมากที่สุด เพราะงานเหล่านี้ปลอดภัย คนอารมณ์ดี ทิปเยอะ ต่างจากงานโศกเศร้า บรรยากาศจะซึมเซาเหงาหงอย คนไม่ค่อยมีอารมณ์ฟังเพลง

บุญชู ซับขวัญ วณิพกผู้มากความสามารถทางดนตรี ทั้งร้องนำ เบส กีตาร์ กลอง ถึงขั้นมีวงของตัวเองชื่อ “น้ำเพชร” เล่าให้ฟังว่า เคล็ดลับการร้องเพลงให้ถูกใจคนคือ เลือกร้องแต่เพลงฮิต

ยกตัวอย่างเพลงไสสิบ่ว่าถิ่มกันกำลังดัง โดนใจคน ต้องรีบหัดร้องเลย เพลงสมัยนี้มาเร็วไปเร็ว ช้าไม่ได้ ไม่ต้องร้องให้เหมือนเป๊ะหรอก ร้องไปก่อน ถ้าคนชอบจะรู้ได้จากเสียงตบมือ เสียงกรี๊ดกร๊าด แต่ถ้าเงียบสนิทหมายความว่าไม่ตรงใจเขา จุดด้อยของวณิพกตาบอดอยู่ตรงเอ็นเตอร์เทนคนไม่ได้ มองไม่เห็น อย่างจะพูดว่า ‘เอ้า พี่เสื้อขาวขอมือหน่อย’ มันทำไม่ได้ บรรยากาศเลยอับเฉาไม่ครึกครื้น ร้องได้แต่เพลง แต่เล่นกับคนดูไม่ได้ สมัยนี้แต่ละวันได้ 1,000 ถือว่าถูกหวย แต่ต้องหักใช้จ่าย เช่น ค่าคนพามาที่เขามาช่วย หักค่ารถ ตกถึงมือก็300-400 บาท บวกกับเงินที่รัฐช่วยเหลือคือเบี้ยพิการเดือนละ 800 ไม่ค่อยพอใช้หรอกครับ ต้องกู้รายวันด้วยอีกทางนึงถึงจะอยู่รอด”

ขณะที่ ถนอม บอกอย่างภาคภูมิใจว่า จุดเด่นของวงดนตรีวณิพกตาบอดคือ จุดประกายให้คนที่มีร่างกายสมบูรณ์ที่กำลังท้อแท้สิ้นหวัง มีกำลังใจในการสู้ชีวิต

“คนตาดี มือเท้าดีที่มาฟังเพลงจะคิดได้ว่า คนตาบอดเขายังสู้ ทำไมเราไม่สู้ คนท้อแท้หมดหวังก็เกิดกำลังใจ นี่คือสิ่งที่คนตาบอดทำให้คนปกติได้ ฝันสูงสุดของวณิพกแก่ๆอย่างผมคือ ขอโอกาสให้พวกเรามีพื้นที่ในการแสดง ไม่ขอมากไปกว่านี้ ไม่ฝันเป็นดาวเด่น ได้อัดเพลง ได้อยู่ค่ายใหญ่ ขอแค่โอกาสได้รับความเข้าใจจากประชาชน จากภาครัฐ อย่าสงสาร แต่ให้โอกาสเรา แล้วเราจะแสดงฝีมือเต็มที่”

ประธานเครือข่ายวณิพก ฝากไปยังกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องขอทานและวณิพกว่า อยากให้มีการจดทะเบียนวณิพก ทำบัตรประจำตัว เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยยิ่งขึ้น

ขอให้พวกเราวณิพกตัวจริงเสียงจริงได้มีส่วนร่วมในการร่างข้อบัญญัติรายละเอียดที่จะมาบังคับใช้ด้วย ไม่ใช่มีแต่นักวิชาการ ตัวแทนสมาคม ซึ่งไม่ได้มารับรู้คลุกคลีปัญหาที่แท้จริง ตรงนี้ถือเป็นการชี้เป็นชี้ตายชะตากรรมของวณิพกในอนาคตข้างหน้า พวกเรายินดีอยู่ภายใต้กฎระเบียบอยู่แล้ว แค่ขอให้พวกเราออกสิทธิ์ออกเสียง ได้มีที่ยืนในสังคมบ้าง”

ศิลปินหรือขอทาน?…เส้นบางๆที่สังคมยังเข้าใจผิด

วิธนะพัฒน์ รัตนาวลีพงษ์ ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ให้ความเห็นว่า ข้อดีของพ.ร.บ.การควบคุมขอทานฉบับใหม่ คือ การแยกพฤติการณ์ของวณิพกกับขอทานออกมาอย่างชัดเจน ไม่เหมารวมเหมือนพ.ร.บ.ควบคุมขอทานฉบับเก่า

“กฎหมายฉบับใหม่ จะมีการกำหนดนิยามคำว่าวณิพก ไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นผู้มีความสามารถ ไม่ใช่ขอทาน ทำให้คนเหล่านี้มีตัวตน และจัดระเบียบแก้ปัญหาขอทานได้ง่ายขึ้น ที่ผ่านมาเราพบกลุ่มสวมรอยเป็นวณิพก นั่นคือ กลุ่มเด็กเป่าแคน พวกนี้มาจากสุรินทร์และศรีสระเกษเป็นหลัก เริ่มต้นจากมีเด็กมีความสามารถด้านการเป่าแคนมาเล่นที่ตลาดนัดจตุจักร ปรากฎว่าคนให้เงินเยอะมาก พอกลับไปเพื่อนบ้านก็เห็นว่ารายได้ดี จึงส่งลูกหลานมาเป่าแคนบ้าง ทั้งที่เป่าไม่เป็น และไม่เต็มใจจะมาเป่า

เราเคยติดตามไปเฝ้าดูเห็นได้ชัดว่า เด็กหลายคนเป่าไม่เป็นทำนอง ไม่มีความภาคภูมิใจในการแสดง ดูรู้เลยว่าถูกบังคับมาอย่างไม่เต็มใจ แตกต่างจากวณิพกที่ขายความสามารถ เพื่อที่คนให้เงินจะรู้สึกว่าให้เพราะชอบในน้ำเสียง ฝีมือการร้อง เล่น ให้เพราะประทับใจในการต่อสู้ชีวิต วณิพกบางกลุ่มฝีมือเยี่ยมไม่แพ้มืออาชีพ  เพียงแต่เขาเล่นอยู่ข้างถนนเท่านั้นเอง”

จัดระเบียบใหญ่ในรอบ 75 ปี

เมื่อเร็วๆนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติเห็นชอบให้ ร่างพ.ร.บ.ควบคุมขอทาน พ.ศ. … สาระสำคัญคือ แยกวณิพกออกจากการเป็นขอทาน กำหนดความผิดทางอาญาแก่ผู้แสวงหาประโยชน์จากการขอทาน โดยมีโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท และถ้ากระทำต่อสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ คนวิกลจริต คนพิการ หรือเจ็บป่วย โทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท มีผลบังคับใช้ 90 วันตั้งแต่ประกาศราชกิจจานุเบกษา

พุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า ระหว่างช่วงเวลา 90 วันนี้ สิ่งสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จลุล่วงคือ  ตั้งคณะกรรมการควบคุมการขอทาน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธาน หลังจากนั้นจะมีการกำหนดรายละเอียดข้อบัญญัติต่างๆว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

“พรบ.ฉบับนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นิยามตัวตน ยอมรับการมีอยู่ของวณิพก ที่ผ่านมาถือว่าผิดหมด แต่ไม่ได้มีการจับกุมขั้นรุนแรง ใช้วิธีตักเตือน สร้างความเข้าใจ เพื่อลดปัญหาขอทาน การรณรงค์จัดระเบียบครั้งที่ 7 เมื่อวันที่ 7-11 มี.ค.2559 เรามีแบบสอบถามกับประชาชน พบว่า ขอทาน 50 % เห็นด้วยกับพรบ.ขอทานว่า จะแก้ปัญหาค้ามนุษย์ได้ กำจัดขอทานเด็ก ถ้าลดการให้เงินได้ จำนวนขอทานก็จะลดลง

สำหรับวณิพก ที่ผ่านมามีโครงการ From Street to Star ร่วมกับทรู คอร์เปอเรชั่น ค่ายเพลงแกรมมี่ อาร์เอส เพื่อพัฒนาศักยภาพให้พวกเขาเหล่านี้ไปสู่อีกระดับหนึ่ง เช่น ไปแสดงโชว์ในภัตตาคาร โรงแรม หรือร้านอาหารที่ถูกต้องตามกฎหมาย  เมื่อร่างกฎหมายบังคับใช้คงต้องมีการกำหนดคุณสมบัติวณิพก ขึ้นทะเบียน มีบัตรประจำตัวอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันการสวมรอยเป็นวณิพกมาเร่ขอทาน นอกจากนี้ในการประชุมจะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคประชาสังคม สมาคมคนพิการต่างๆมาให้ความเห็น ข้อเสนอแนะ ตัววณิพกเองต้องส่งตัวแทนมาเป็นอนุกรรมการเพื่อออกอนุบัญญัติด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นความคืบหน้าล่าสุดของพ.ร.บ.ควบคุมขอทานฉบับใหม่ที่จะมาเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของเหล่าวณิพก ศิลปินเพลงข้างถนน อาชีพที่ถูกดูหมิ่นดูแคลนมานานนับศตวรรษ.

 

 

 

 

“อภิศักดิ์” เชียร์เอกชนลงทุน แรงจูงใจดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มีนาคม 2559 เวลา 12:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/422768

"อภิศักดิ์" เชียร์เอกชนลงทุน แรงจูงใจดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

โดย…เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ “ปีทองของการลงทุนในประเทศไทย” ในการสัมมนา “โพสต์ฟอรั่ม” จัดโดยบริษัท โพสต์ พับลิชชิง ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวานนี้ว่า การลงทุนในประเทศเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะปัจจุบันเราอยู่ในโลกซึ่งเศรษฐกิจไม่ปกติที่เกิดมาหลายปี ตั้งแต่ฟองสบู่แตกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการทำนโยบายการเงินการคลังพิเศษที่ไม่เคยทำกัน ปัญหาของเศรษฐกิจสหรัฐคล้ายกับต้มยำกุ้งของไทย แต่สิ่งที่สหรัฐทำตรงข้ามกับที่เคยสั่งให้ไทยทำ ทั้งการให้รัดเข็มขัด ขึ้นดอกเบี้ย แต่สหรัฐปล่อยเงินเข้ามาในระบบที่เรียกว่าคิวอี ลดดอกเบี้ยอยู่ระดับใกล้ 0% ที่สหรัฐทำได้เพราะเป็นประเทศใหญ่และมีกำลังสูง

การกระทำดังกล่าวทำให้โลกเชื่อมั่น ทางสหภาพยุโรปก็ทำตามเพราะมีปัญหาตามมาจากฟองสบู่แตกของสหรัฐด้วย ประเทศญี่ปุ่นก็ทำตามเพราะมีปัญหาเศรษฐกิจมากว่า 20 ปี ปรากฏว่าเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวได้ดี

แต่นโยบายดังกล่าวทำได้แต่ประเทศใหญ่ แต่ในประเทศเล็กๆ ทำไม่ได้ อย่างเช่น ปัญหาเศรษฐกิจประเทศกรีซ หรือยูเครน ก็ถูกสั่งให้รัดเข็มขัดเหมือนกับประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาของประเทศใหญ่ๆ ในโลกแม้ว่าจะได้ผลดีกับประเทศตัวเอง แต่ก็ได้สร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจโลกระยะยาวด้วย โชคดีที่ขณะนั้นเศรษฐกิจประเทศจีนดี มีการส่งเสริมให้มีการลงทุนในภาครัฐบาลท้องถิ่น ทำให้จีนมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ทำให้ประเทศสหรัฐและยุโรปค่อยๆ ดีขึ้น

แต่มาวันนี้ จีนมองปัญหาตัวเองว่าที่ทำมาไม่ค่อยถูกต้อง ทำให้จีนเริ่มคิดใหม่จากที่เน้นเรื่องการส่งออกอย่างเดียว เน้นเรื่องการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น มาเน้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เมื่อจีนเริ่มคิดแบบใหม่ทำให้เศรษฐกิจของโลกชะลอ ขณะเดียวกันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนก็ชะลอตัวด้วย เมื่อ 6 เดือนก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีคลังของจีนยืนยันว่าเศรษฐกิจจีนโตได้ 7% ไม่มีปัญหา และจะโต 7% ได้อีกนาน แต่เมื่อไม่นานมานี้จีนยอมรับว่าจะโต 6.5% ผลที่ตามมาแม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะโตลดลงมานิดหน่อย มีผลกระทบกับไทยมาก ทำให้การส่งออกของไทยและหลายประเทศในโลกลดลง ทำให้เห็นว่าการค้าของโลกจะลดลงแน่นอน ทำให้ประเทศที่พึ่งการส่งออกมีปัญหาค่อนข้างมาก

ประเทศไทยจะเริ่มเห็นว่า การส่งออกของไทยปี 2558 ขยายตัวติดลบ 5.8% เดือน ม.ค. 2559 ขยายตัวติดลบ 8-9% และการส่งออกของไทยสัดส่วนสูงมากทางเศรษฐกิจ แต่การลดของการส่งออกไทยยังน้อยกว่าประเทศอื่นๆ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดี ยิ่งในเดือน ก.พ. 2559 ประเทศจีนประกาศการส่งออกลดลง 25% ยิ่งทำให้ตกใจ แต่ตัวเลขการส่งออกของไทยเดือน ก.พ. 2559 เพิ่มขึ้น 10% เป็นการส่งออกทองและน้ำมัน แต่หากไม่คิดสินค้าสองตัวการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น 2% แสดงให้เห็นว่าไทยมีการปรับตัวพอสมควร

เมื่อการส่งออกของไทยเป็นอย่างนี้ รัฐบาลจึงหันมาดูเรื่องเศรษฐกิจภายใน โดยการผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เพราะรัฐบาลมีความเชื่อมั่นว่า คนที่อยู่ฐานรากมีรายได้น้อยมีความเข้มแข็งขึ้น จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจทดแทนเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัญหาเศรษฐกิจโลกได้

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสคุยกับเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) บอกว่า ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่ดีมาก และมีไม่กี่ประเทศในโลกนี้ที่สถานะดีเท่าไทย ประเทศไทยยังสามารถออกนโยบายการคลังได้อีกมาก เพราะสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 44% ของจีดีพี ไอเอ็มเอฟบอกว่าไทยควรออกแรงผลักดันในเรื่องของการใช้นโยบายการคลังให้มากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยโตได้เต็มศักยภาพ เพราะที่ประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะโตได้ 3.5% ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพ ควรโตได้ 4-5% ซึ่งได้บอกกับทางไอเอ็มเอฟไปว่าเห็นด้วย แต่การโตให้ได้เต็มศักยภาพไม่ใช่แค่การนำเงินใส่เข้าไปเฉยๆ หากใส่เข้าไปแล้วหมดไป ก็จะทำให้ประเทศมีปัญหาเหมือนกับประเทศต่างๆ ในโลก หากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น ประเทศไทยก็จะเข้าไปอยู่ในกลุ่มของประเทศเศรษฐกิจปัญหาของโลกไปด้วย ซึ่งไทยไม่อยากเห็น ซึ่งการจะโตให้ได้ 4-5% ต้องมีการปฏิรูปในหลายๆ เรื่อง

ในการปฏิรูปของประเทศไทยที่มีการพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างสูง ต้องมีการปฏิรูปให้คนไทยพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศได้ นอกจากสร้างความเข้มแข็งฐานราก จะต้องมีการเพิ่มผู้มีรายได้ปานกลางจะเป็นฐานที่สำคัญของประเทศในอนาคตในการสร้างการบริโภคภายในประเทศ คล้ายๆ กับที่ประเทศจีนทำ จีนเชื่อว่าคนชั้นกลางมีมากจึงลดการส่งออก มาพึ่งการบริโภคภายในประเทศ ไทยต้องเดินแนวทางนี้ และหวังว่าการทำเรื่องฐานรากที่ส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของฐานรากเอง จะทำให้ฐานรากมีรายได้มากขึ้นพัฒนาเป็นชนชั้นกลางได้ ไม่ได้อยู่ระดับล่างตลอดไป

เรื่องของการลงทุน จะเป็นอีกจุดหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย จะต้องมีการทำเรื่องธรรมาภิบาล มีการออกระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเรื่องอี-บิดดิ้ง (e-Bidding) ซึ่งผลที่ตามมาคือประหยัดเงินงบประมาณได้ 3 หมื่นกว่าล้านบาท เป็นเพราะว่าแต่เดิมก่อนใช้อี-บิดดิ้ง คนที่มาประมูลจะรู้ว่าใครมาประมูลบ้าง ก็เกิดการฮั้วกัน แต่หลังใช้อี-บิดดิ้งไม่สามารถรู้คนที่เข้าประมูลได้ ทำให้มีการแข่งราคา ทำให้ราคาที่เสนอต่ำสุดตอนนี้ต่ำกว่าราคากลางถึง 30-35% ทำให้เกิดการใช้เม็ดเงินคุ้มค่า นำเงินที่ประหยัดไปใช้ในกิจกรรมอื่นได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจตอนนี้สำคัญที่สุดคือเรื่องการลงทุน ถ้าดูสมการทางเศรษฐกิจเท่ากับการบริโภค บวกลงทุนเอกชน บวกการลงทุนภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องการลงทุนภาครัฐได้มีการทำไปมากไป 2 เรื่อง ในเรื่องกลุ่มที่มีความลำบากและขาดแคลน เช่น กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มเอสเอ็มอี ได้มีการเติมเงินเข้าไปมากเพื่อบรรเทาและให้มีความเข้มแข็ง แต่ภาคเกษตรโชคไม่ดี เจอปัญหาราคาพืชผลตกต่ำและปัญหาภัยแล้ง

ในส่วนของการลงทุนรัฐบาลได้ทำสองส่วน คือ การลงทุนภาครัฐ อีกส่วนหนึ่งของภาคชน ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโต 2.8% การลงทุนภาครัฐโต 29% แต่การลงทุนภาคเอกชนลดลง 2% เมื่อเห็นภาพอย่างนี้รัฐบาลต้องขับเคลื่อนให้เอกชนมีการลงทุนมากขึ้น การลงทุนภาครัฐก็ยังมีความสำคัญ ถ้าเกิดขึ้นได้ก็จะทำให้ภาคเอกชนมั่นใจ ซึ่งการลงทุนภาครัฐที่สำคัญคือโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเกิดขึ้นแน่ไม่ล่าช้า เพราะรัฐบาลได้เร่งเต็มที่ จะทำให้เอกชนเห็นว่ารัฐบาลเอาจริง ทำให้เกิดการลงทุนตาม

ปีที่ผ่านมาการลงทุนภาครัฐขยายตัวได้ 29% ทั้งที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เกิด เพราะมีโครงการลงทุนอื่นใส่เติมลงไป แต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีการประชาสัมพันธ์ไปมากว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพ

สำหรับการลงทุนภาคเอกชน รัฐบาลเห็นว่าปีที่ผ่านมามีการลงทุนน้อย ได้มีการออกมาตรการสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาลงทุน เช่น ให้หักค่าเสื่อมหรือเงินลงทุนได้ 2 เท่า หากลงทุนภายในปีนี้ ตอนนี้ผู้ประกอบการเสียภาษี 20% หากหักภาษีได้สองเท่าเท่ากับเอกชนลงทุน 100 ล้านบาท รัฐบาลออกให้ 20 ล้านบาท เป็นแรงจูงใจที่รัฐบาลให้และหวังว่าภาคเอกชนจะช่วยกันลงทุน

ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็ออกมาตรการลงทุนจำนวนมาก เช่น ซูเปอร์คลัสเตอร์ทั้งหมดมี 10 อุตสาหกรรม เป็นอุตสาหกรรมเก่าที่มีศักยภาพ 5 และอุตสาหกรรมใหม่ 5 ซึ่งหากจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจะต้องไปสู่อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ทั้ง 10 อุตสาหกรรมดังกล่าวได้พิจารณาแล้วว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยสู้ได้ เช่น อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ เพราะโรงงานประกอบรถยนต์ใช้หุ่นยนต์จำนวนมาก ทำให้มีตลาดที่จะใช้หุ่นยนต์ไฮเทค นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมเกษตร เป็นสิ่งที่ไทยมีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ จะมีการตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน เช่น ผู้ประกอบการจะลงทุนทำวิจัย รัฐบาลพร้อมจะนำเงินจากกองทุนเข้าไปสนับสนุน 10-30% เพื่อให้ลงทุนได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้เรื่องความสะดวกในการทำธุรกิจ มีการประชุมกับภาคเอกชนรับฟังปัญหาและมีการแก้อย่างเป็นระบบ ทางภาคเอกชนพอใจ ทำให้จูงใจนักลงทุนในและนอกประเทศลงทุนเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีมาตรการไม่สามารถนั่งเฉยๆ และรอให้มีการลงทุน เพราะประเทศอื่นๆ ก็ให้มาตรการจูงใจเหมือนกัน ดังนั้นจะต้องมีทีมซึ่งไปขายของ เพื่อดึงนักลงทุนให้เข้ามาให้ได้ ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนจะเพิ่มมากขึ้นต้องมีความมั่นใจ ซึ่งคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล หากลงทุนได้เมื่อไร เอกชนมาลงทุนเพิ่มขึ้นแน่ๆ

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งไทยต้องทำให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ได้ ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกมาก นอกจากนี้สื่อก็มีความสำคัญ หากเสนอข่าวด้านลบก็ทำให้นักลงทุนใจฝ่อ เอกชนก็ต้องมองไปข้างหน้าว่าการลงทุนไม่ใช่เป็นการลงทุนแค่ในประเทศไทย แต่เป็นการลงทุนเพื่อขยายไปยังกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ซึ่งตลาดใหญ่กว่าไทยมาก ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงที่สุดในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี หากไม่ทำตอนนี้จะมีประเทศอื่นทำแน่นอน และหากการลงทุนของเขาสามารถสนับสนุนกลุ่มซีแอลเอ็มวีได้ จะทำให้ประเทศไทยตกขบวน

อยากบอกนักลงทุนว่า ให้มองไปข้างหน้าและมองด้วยความมั่นใจ มองตลาดที่ใหญ่กว่า สิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐให้เป็นสิทธิประโยชน์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว และต่อไปการลงทุนอย่างนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้ก้าวไปสู่ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น

การลงทุนลักษณะอย่างนี้ เชื่อว่าลงแล้วจะคุ้มค่า และหวังว่าทุกๆ คน ทั้งนักลงทุน ภาครัฐ สื่อมวลชน จะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝากเป็นเรื่องสุดท้าย เพราะประเทศไทยคนอื่นมองว่ายังมีศักยภาพ ยังโตได้ไม่เต็มที่ เราต้องช่วยกันผลักดันให้เศรษฐกิจโตได้เต็มศักยภาพ เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างคนชั้นกลางให้มากขึ้น ลดความลำบากของคนรากหญ้า เอกชนรายใหญ่ต้องช่วยรายเล็ก ซึ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน