เจาะลึก “ห้องนิรภัย” เบื้องหลังสารเคมีรั่วไหลที่เอสซีบีปาร์ค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2559 เวลา 16:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421446

เจาะลึก "ห้องนิรภัย" เบื้องหลังสารเคมีรั่วไหลที่เอสซีบีปาร์ค

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

โศกนาฎกรรมภายในห้องนิรภัย ชั้นบี 2 อาคารเอสซีบีปาร์ค สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 13 มี.ค. สร้างความสะเทือนขวัญให้แก่ผู้ทราบข่าวเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์เกิดเมื่อเวลา 21.30 น. หลังจากคณะผู้รับเหมาจำนวนกว่า 20 คน เดินทางเข้าไปปรับปรุงระบบอัคคีภัยของห้องมั่นคงนิติกรรมหลักประกันและบริหารหลักประกัน ชั้นใต้ดิน บี 2 อาคารเอสซีบีปาร์ค ซึ่งเป็นห้องเก็บเอกสารสำคัญของธนาคาร

จู่ๆเกิดความผิดพลาดขึ้น เมื่อมีกลุ่มควันจากฝุ่นละอองลอยขึ้นไปทำปฏิกิริยากับระบบดับเพลิงอัตโนมัติแบบแก๊ส (Gas System) เนื่องจากห้องดังกล่าวไม่ใช้ระบบดับเพลิงแบบฉีดน้ำฝอย (Springler System) เพราะเกรงจะสร้างความเสียหายแก่เอกสารสำคัญ ระบบดับเพลิงแบบแก๊สจึงปล่อยสารเคมีไพโรเจน (PYROGEN) ออกมาดับไฟ โดยทำหน้าที่ดูดอ๊อกซิเจนภายในห้องจนหมด ส่งผลให้คนงานขาดอากาศหายใจ หมดสติ และเสียชีวิต รวมทั้งสิ้น 8 ราย

จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวา รองผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) พบว่า อาคารเอสซีบีปาร์คมีการติดตั้งระบบดับเพลิงที่เรียกว่า “เวสด้า” (Vesda System) มีลักษณะพิเศษในการตรวจจับควันไฟแบบสุ่มตัวอย่างอากาศ ซึ่งทำงานได้รวดเร็วกว่าระบบตรวจควันแบบธรรมดา ภายใต้หลักการว่าเมื่อเริ่มเกิดเพลิงไหม้ จะเกิดการสลายตัวของวัสดุเนื่องจากความร้อน ส่งผลให้เกิดอนุภาคเล็กๆจำนวนมากขนาดเล็กกว่า 1 ไมครอน ซึ่งระบบเวสด้าจะตรวจจับจากอนุภาคเล็กเหล่านี้ แล้วปล่อยสารเคมีออกมาดูดอ๊อกซิเจนออกจนหมด เพื่อป้องกันการเกิดเปลวเพลิง

สอดคล้องกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่แบ่งระดับการเกิดอัคคีภัยออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 มองไม่เห็นควันด้วยตาเปล่า กินเวลา 5 ชั่วโมง ระยะที่ 2 เริ่มสังเกตเห็นควันด้วยตาเปล่า ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ระยะที่ 3 เริ่มเกิดเปลวไฟ ใช้เวลา 10 นาที และ ระยะที่ 4 เพลิงไหม้เริ่มลุกลามยากจะควบคุม ซึ่งระบบเวสด้าจะสามารถตรวจจับได้ตั้งแต่ระยะที่ 1

ทั้งหมดทำให้เวสด้าเป็นระบบดับเพลิงอัตโนมัติที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่ามีประสิทธิภาพและความเที่ยงตรงสูงสุดในปัจจุบัน

 

สำหรับเรื่องระบบความปลอดภัยของ “ห้องนิรภัย”

ศ.ดร.เอกสิทธิ์ ลิ้มสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอุปนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ อธิบายถึงหลักการติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติภายในสถานที่ต่างๆว่า ส่วนใหญ่บ้านพักอาศัย ร้านอาหาร อาคารสำนักงาน ซึ่งอยู่ในอัตราเสี่ยงอันตรายแบบธรรมดา มักติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติแบบฉีดน้ำฝอย (Sprinkler System)

ส่วนพื้นที่พิเศษที่ไม่ต้องการให้วัสดุเสียหาย เช่น ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องเก็บเอกสาร ห้องเก็บทรัพย์สินมีค่า นิยมติดตั้งระบบดับเพลิงแบบแก๊ส (Gas System) โดยแก๊สที่ใช้เป็นน้ำยาดับเพลิงชนิดสะอาด หลังใช้จะไม่ทิ้งความสกปรกไว้

“โดยเฉพาะห้องนิรภัยเป็นพื้นที่ที่มีความปลอดภัยสูงมาก มักจะสร้างไว้เพื่อเก็บรักษาเอกสารสำคัญ เพชรนิลจินดา ข้าวของมีค่าต่างๆ จึงออกแบบไว้อย่างแข็งแรงคงทน ห้องนิรภัยบางแห่งต่อให้เขวี้ยงระเบิดหรือเจาะอุโมงค์ก็ไม่สามารถเข้าได้ นอกจากนี้ยังมีการวางระบบป้องกันความปลอดภัยต่างๆ ทั้งสัญญาณกันขโมย รหัสลับในการเปิด-ปิดประตู สแกนนิ้ว มีกล้องวงจรปิด มีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้า รวมทั้งมอบหมายให้ผู้มีอำนาจทำหน้าที่ถือกุญแจฉุกเฉินเพียงไม่กี่คน

ส่วนระบบป้องกันอัคคีภัย จะติดตั้งระบบดับเพลิงอัตโนมัติแบบใช้สารเคมีแทนน้ำ เพื่อป้องกันความเสียหาย หากเกิดควัน หรือเพลิงไหม้ ประตูจะถูกปิดอัตโนมัติ ผนังที่ปิดทึบก็จะไม่มีการหมุนเวียนของอากาศ สกัดกั้นไม่ให้ควัน หรือไฟลามไปยังห้องอื่นๆ

นักวิชาการรายนี้ ตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าคิดว่า กรณีศึกษาจากเหตุการณ์ดังกล่าว ควรตรวจสอบระบบป้องกันความปลอดภัยของห้องนิรภัยอยู่เป็นประจำว่าใช้งานได้ดีหรือไม่ อย่างไร วางมาตรการควบคุมดูแลหากเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างไร รวมทั้งตัวเจ้าหน้าที่เองควรรู้จักและมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับระบบดับเพลิงอัตโนมัติด้วย.

 

 

รู้จักสารดับเพลิง “ไพโรเจน” ต้นเหตุขาดอากาศในเหตุสลดSCB

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421326

รู้จักสารดับเพลิง "ไพโรเจน" ต้นเหตุขาดอากาศในเหตุสลดSCB

โดย…โพสต์ทูเดย์ออนไลน์

เหตุการสลด ที่ชั้นใต้ดินอาคารเอสซีบี ปาร์ค สำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กลายเป็น กลายเป็นประเด็น ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุระบบป้องกันอัคคีภัยทำงานอัตโนมัติระหว่างที่คนงานเข้ามาปรับปรุงระบบส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน

ธนาคารชี้แจงล่าสุดว่า ตามที่เกิดเหตุที่ธนาคารไทยพาณิชย์ บริเวณชั้นใต้ดิน เมื่อวันที่ 13 มี.ค. เวลาประมาณ 21.30 น.นั้น ไม่ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ และไม่ได้เกิดเหตุระเบิดแต่อย่างใด จากการสอบสวนเบื้องต้นของเจ้าพนักงานตำรวจคาดว่า อาจจะเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาทของผู้รับเหมาที่เข้ามาปรับปรุงระบบการป้องกันอัคคีภัยของอาคารเพิ่มเติม โดยการทำงานได้ไปกระตุ้นให้สารดับเพลิง (ไพโรเจน) ทำงาน ซึ่งหลักการของไพโรเจนจะทำให้ออกซิเจนหมดไป จึงทำให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต

วีรชัย พุทธวงศ์ ประธานหลักสูตรนิติวิทยาศาสตร์ ม. เกษตรศาสตร์ อธิบายว่า สารดับเพลิงไพโรเจน PYROGEN (ย่อมาจาก Pyrotechnically Generated) เป็นสารดับเพลิงที่ไม่นำไฟฟ้า ได้รับการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาจากแนวความคิดของเชื้อเพลิงที่ใช้ในจรวด เมื่อเก็บรักษาจะอยู่ในรูปของแข็ง ต่อเมื่อใช้งานหรือทำปฏิกิริยา ก็จะกลายสภาพเป็นส่วนผสมของก๊าซ มีลักษณะการกระจายทั่วทิศทางจนเต็มพื้นที่ป้องกัน

PYROGEN มีลักษณะเป็นถังสามารถทำงานคือฉีดสารดับเพลิงออกมาได้ด้วยตัวของมันเอง จัดว่าเป็นสารดับเพลิงที่มีประสิทธิภาพสารหนึ่งที่นำมาใช้ทดแทน HALON ที่ถูกห้ามใช้งานไป

PYROGEN ใช้หลักการดับเพลิงทางเคมี โดยใช้กระแสไฟฟ้าหรือความร้อนเพื่อทำให้สาร Pyrogen ที่อยู่ในรูปของแข็งเกิดปฏิกิริยาเคมี กลายสภาพเป็นส่วนผสมของควันและก๊าซฉีดออกมาด้วยแรงดันจากตัวถังฟุ้งกระจายไปทั่วปริมาตรของห้องที่ต้องการดับเพลิง โดยในส่วนของควันที่เกิดขึ้นมีส่วนผสมหลักเป็นอนุภาคของ โปแตสเซียมคอร์บอเนต ที่มีขนาดอนุภาคใกล้เคียงกับอากาศ ส่วนที่เป็นก๊าซเป็นส่วนผสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซไนโตรเจนและไอน้ำรวมอยู่ด้วยกัน หรือเราอาจเรียกส่วนผสมของก๊าซและควันดังกล่าวว่า aerosol

“ห้องเอกสารหรือห้องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ จะไม่ใช้ระบบดับเพลิงที่ใช้น้ำ แต่จะใช้ก๊าซแทน ซึ่งระบบนี้เรียกว่า Pyrogen  เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ ที่เซนเซอร์จับได้ในระดับที่ตั้งค่าไว้ ถังดับเพลิงระบบไพโรเจน Pyrogen Aerosol firefighting agent จะทำงาน โดยผลิตก๊าซอื่นที่มาแทนที่ออกซิเจน ทำให้บริเวณไฟไหม้ไม่มีออกซิเจน และไฟก็ดับลง ก๊าซที่มาแทนที่ออกซิเจน หรือมาช่วยดับไฟนั้นคือ คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ผสม ไนโตรเจน และละอองน้ำ  สามตัวนี้ไม่ติดไฟ ช่วยดับไฟ แต่คนที่หลงติดอยู่บริเวณนั้น ก็จะขาดอากาศหายใจด้วยครับ ยิ่งอยู่ในอาคารปิด อากาศภายนอกเข้ามาแทนที่ยาก ก็ยิ่งยากที่จะรอดชีวิต”

ทั้งนี้ ไฟจะติดได้ ต้องมี 3 องค์ประกอบคือ 1. แหล่งกำเนิดไฟ 2. เชื้อเพลิง 3. ออกซิเจน หรือ อากาศ สารเคมีที่จะดับไฟได้ ต้องทำให้ 3 องค์ประกอบนั้นสูญเสีย และวิธีที่ง่ายสุดคือ ทำให้ไม่มีอากาศ หรือเอาก๊าซอื่นที่ไม่ติดไฟไปแทนอากาศ หากไม่มีอากาศ ไฟก็ดับ และคนที่อยู่แถวนั้นก็จะเริ่มขาดอากาศหายใจ หมดสติ และเสียชีวิตลง คนไม่ได้ตายเพราะสารแต่ตายเพราะไม่มีอากาศ

“ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว ต้องกันคนไม่ให้ใครเข้าไปในพื้นที่และพยายามเปิดพื้นที่ ช่องทาง เพื่อให้อากาศเข้าไปในห้อง และให้สารเคมีข้างในไหลออกมาข้างนอก เมื่อไหลออกมาสารพวกนี้จะระเหยขึ้นด้านบนอากาศ ทิ้งไว้สักระยะจนมั่นใจว่า มีอากาศเข้าไปเพียงพอในห้องแล้ว ถึงสามารถเข้าไปได้ ส่วนทีมกู้ภัยหากจะเข้าช่วยเหลืออย่างฉุกเฉินจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เซฟตี้อย่างถังออกซิเจน มิฉะนั้นก็ไม่รอดเช่นกัน”ประธานหลักสูตรนิติวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว

ภาพไพโรเจนจาก https://youtu.be/ws3wrlilSP4

 

ม.44 ปลดล็อกอีไอเอ จุดชนวนขยายความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มีนาคม 2559 เวลา 08:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421307

ม.44 ปลดล็อกอีไอเอ จุดชนวนขยายความขัดแย้ง

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญ 2557 ออกคำสั่งที่ 9/2559 ให้แก้ไขมาตรา 47 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อปลดล็อกโครงการเร่งด่วนของรัฐ ควบคู่กับการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) หรือรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) เพื่อเร่งขับเคลื่อนการลงทุนเมกะโปรเจกต์ มีคำถามถึงผลกระทบที่จะตามมาในหลายด้าน

ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลคือประกาศดังกล่าวจะยิ่งทำให้ขยายความขัดแย้งในพื้นที่โครงการด้านคมนาคม ชลประทาน เขื่อน ซึ่งมีปัจจัยที่เสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งระดับพื้นที่ เพราะโครงการที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่แม้อยู่ระหว่างจัดทำอีไอเอสามารถหาผู้รับงานได้ก่อน และต้องลงทุน ซึ่งมักจะมีเรื่องขัดแย้งที่รุนแรงตามมาเสมอ

“สมมติว่าเอกชนอยากได้งานสร้างถนนก็ต้องหาแหล่งหินสำรอง การสร้างเขื่อนก็ต้องขอทำเหมืองหิน ต้องหาภูเขาสักลูกให้ดูมีศักยภาพ และถ้าจะตัดหน้าคนอื่น อาจจะต้องกว้านซื้อที่รอไว้บ้าง เป็นการลงทุนล่วงหน้าที่ใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อยแน่

“ขณะที่ระบบบ้านเรา ถ้าให้ได้งานก็อาจจะต้องจ่ายสินบนก่อนหรือไม่ อาจจะมีประมูลนอกรอบ จ่ายเงินใต้โต๊ะ เสนอผลประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจ ผู้ที่จะได้งานคงต้องลงทุนไม่น้อย ในกรณีหากโครงการไหนมีปัญหา มีผลกระทบชุมชน มีคนทักท้วงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น เพราะมีการลงทุนไปมากแล้ว ยิ่งถูกรัฐบาลเลือกไว้แล้วก็อาจจะต้องหาทางกดดันให้ราชการรีบผลักดันโครงการและจัดการอุปสรรคด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งอาจจะใช้วิธีรุนแรงหรือไม่ก็ไม่รู้

“ใครไม่ยอมให้เวนคืนที่ดิน ใครทักท้วง ก็กลายเป็นเป้าหมาย คู่ขัดแย้งจากเดิม เป็นคนในพื้นที่ขัดแย้งกับโครงการของรัฐหรือเอกชนที่ข้อมูลไม่ตรงกัน ตอนนี้จะขยายไปสู่ผู้รับเหมาในเรื่องของผลประโยชน์ขึ้นมาอีก” ประธานมูลนิธิสืบฯ กล่าว

สอดคล้องกับ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม เห็นว่า แนวคิดดังกล่าวจะทำให้เอกชนไม่อาจทราบได้ว่าการดำเนินโครงการจะมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมอะไรบ้าง

“ตอนรับดำเนินโครงการต้นทุนก็แบบหนึ่ง แต่ถ้าขยับโครงการแล้วทำอีไอเอไปแล้วกลับพบว่าโครงการนั้นจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแบบ เช่น อาจจะต้องปรับเปลี่ยนสถานที่ตั้งหรือลงทุนเพิ่มเพื่อไม่ให้กระทบสิ่งแวดล้อม โครงการนั้นจะยอมรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่

“หากยอมรับ ยอมเพิ่มต้นทุน ก็อาจจะไม่เกิดปัญหา แต่หากไม่ยอมก็กลายเป็นว่าอีไอเอไม่มีความหมาย เป็นแค่เพียงพิธีกรรม และที่สุดก็จะส่งผลให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเลิกเชื่อถือในอีไอเอ เจตนาที่ลดเวลากลายเป็นเพิ่มปัญหาอื่นๆ” ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ระบุ

บัณฑูร กล่าวอีกว่า หากรัฐบาลพิจารณาให้ดีจะพบว่าอีไอเอเป็นเรื่องที่มีปัญหาหลากหลายแง่มุม สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชุดก่อนเคยเสนอแนะให้แก้ปัญหาทั้งระบบและเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแล้ว โดยมีรายละเอียดชัดเจนที่ได้แจกแจงไว้ อาทิ ปัญหาอีไอเอเป็นเรื่องซับซ้อน มีมิติต่างๆ เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่เรื่องของธรรมาภิบาล การขาดการมีส่วนร่วม ข้อมูลไม่ถูกเปิดเผยให้คนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรับทราบเพียงพอ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องการไม่ปฏิบัติตามอีไอเอ ฯลฯ รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาอีไอเอทั้งระบบ การเลือกแก้เพียงมุมเดียวไม่ตอบโจทย์การพัฒนาที่ล่าช้าตามที่กล่าวอ้าง

สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า คำสั่งที่ 9/2559 คือการถอยหลังลงคลอง และเรื่องอีไอเอ/อีเอชไอเอ เป็นการต่อสู้มาอย่างยาวนานของภาคประชาชน จนได้มาซึ่งหลักการที่ประชาชนในพื้นที่พอที่จะจับต้องและหยิบขึ้นมาปกป้องตัวเองจากผลกระทบของโครงการต่างๆ ถึงพวกเขาโดยตรง

“อีไอเอในอดีตนั้นมีปัญหามากมายอยู่แล้ว การปลดล็อกดังกล่าวยิ่งเปิดทางให้คนในพื้นที่ถูกกระทำอย่างไม่เหลือทางป้องกันตัวเองได้อีก และอย่าลืมว่าที่ผ่านมาบางโครงการแม้อีไอเอจะผ่านแล้ว แต่สิ่งที่ระบุไว้ว่าจะทำอะไรบ้างเพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่เคยลงมือปฏิบัติจริง

“การเปิดทางในประกาศฉบับนี้จะยิ่งทำให้บางโครงการยิ่งไปกันใหญ่ คือไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกเลย สิ่งที่รัฐควรทำ คือตั้งกองทุนให้ศึกษาอีไอเอ ไม่ใช่ให้หน่วยงานว่าจ้างหาผู้เชี่ยวชาญบริษัทใดบริษัทหนึ่งมาศึกษา ซึ่งที่ผ่านมาผลลัพธ์ที่ได้มันแย่มากๆ เพราะไม่มีการปฏิบัติตามแผนที่ยื่นศึกษาแต่อย่างใด

“ที่สุดแล้วผลกระทบจะเกิดกับประชาชนในพื้นที่ที่โครงการตั้งอยู่อย่างที่เคยเกิดขึ้นแล้วกับเหมืองทองคำที่ผ่านการทำอีไอเอแล้วด้วยซ้ำไป รัฐควรทบทวนเรื่องนี้ให้รอบคอบ เหมือนที่เคยทบทวนกฎหมายจีเอ็มโอ ก่อนที่จะเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ ตามมาอีกไม่สิ้นสุด”อาจารย์เศรษฐศาสตร์ กล่าว

ขณะที่ หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวจะทำให้ประชาชนเกิดความระแวงต่อรัฐบาล ซึ่งเดิมก็มีอยู่แล้วให้มีมากยิ่งขึ้น จึงขอให้รัฐบาลทำความเข้าใจกับอีไอเอใหม่ โดยมองในแง่การช่วยรักษาระบบนิเวศของชุมชนในแต่ละพื้นที่ การสร้างรากฐานสำหรับอนาคตมากกว่าจะมาออกคำสั่งยกเว้น เพราะโครงการส่วนใหญ่ที่เข้าข่ายตามคำสั่งนี้ล้วนเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่มีผู้ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น

 

โลกเปลี่ยนไป สินค้าไทยโดนก๊อบปี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2559 เวลา 12:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421260

โลกเปลี่ยนไป สินค้าไทยโดนก๊อบปี้

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจโพสต์ทูเดย์

ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่มีเรื่องไหนฮือฮาเท่าคอลเลกชั่น กระเป๋าประจำฤดูใบไม้ร่วง-ฤดูหนาว ของ บาเลนเซียกา (Balenciaga) แบรนด์สินค้าหรูของสเปน ที่แฟชั่นในซีซั่นนี้มีความคล้ายคลึงกับถุงกระสอบสีรุ้ง ที่พ่อค้าแม่ขายบ้านเราใช้บรรจุสินค้าไปขายตามตลาดนัดต่างๆ

กระเป๋าสีรุ้งนี้ยังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่มาช็อปปิ้งในประเทศไทยนิยมซื้อใส่ของหิ้วขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน เพราะมีน้ำหนักเบา ราคาถูก จุของได้มาก และทนทาน

เมื่อเห็นนางแบบสะพายกระเป๋าใบใหญ่สีรุ้งบนแคตวอล์ก ทำให้คนไทยทั้งหลายเกิดความสงสัยว่า บาเลนเซียกาก๊อบปี้กระเป๋ากระสอบของไทย และละเมิดลิขสิทธิ์ของไทยหรือไม่ หรือในทางกลับกัน ถ้ามีคนหิ้วกระเป๋าสีรุ้งของไทยไปยุโรป จะถือว่าทำผิดกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์ของกระเป๋าบาเลนเซียกาหรือไม่

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ตอบชัดๆ แล้วว่า ไม่ เนื่องจากไม่ใช่เป็นการลอกเลียน เพราะหากมีเจตนาลอกเลียนจะต้องทำให้รูปแบบเหมือนกระเป๋าบาเลนเซียกา ทั้งวัสดุ รูปแบบ ลวดลายสีสัน และมีเครื่องหมายการค้าที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นกระเป๋าบาเลนเซียกา

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตกระเป๋าของไทยจะร้องเรียนว่า บาเลนเซียกาลอกเลียนแบบก็ไม่ได้ เพราะลักษณะสินค้าไม่ได้ใกล้เคียงกัน วัสดุก็แตกต่าง กระเป๋าถุงใส่ของรูปทรงคล้ายกล่องสี่เหลี่ยม ต่างจากกระเป๋าของบาเลนเซียกาชัดเจน อีกทั้งกระเป๋ากระสอบยังมีวางจำหน่ายและใช้กันอย่างแพร่หลายมานานแล้วในหลายๆ ประเทศ ไม่ใช่เฉพาะในไทยเท่านั้น

กรณีนี้แค่สินค้าที่เข้าข่ายคล้ายคลึงในรูปแบบ ดีไซเนอร์คนละมุมโลกอาจมีแรงบันดาลใจสร้างสรรค์ผลงานออกมาคล้ายกันได้ แต่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดการคล้ายคลึงกันจนชวนให้คิดว่าใครก๊อบปี้ใคร จึงจำเป็นต้องรู้ว่านิยามของสินค้าเลียนแบบ และสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นั้น แตกต่างกันอย่างไร

ความแตกต่างระหว่าง “สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์” และ “สินค้าเลียนแบบ” สินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หรือที่ผู้บริโภคทั่วไปเรียกว่า “สินค้าเถื่อน” หรือ  “Pirated Goods” ส่วนสินค้าเลียนแบบ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสินค้าก๊อบปี้นั้น ตรงกับคำว่า “Counterfeit Goods”

สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ หมายถึง สินค้าที่มีการทำซ้ำ คัดลอก ทำสำเนา ทำแม่พิมพ์บันทึกเสียง บันทึกภาพหรือบันทึกภาพและเสียงจากต้นฉบับโดยไม่ได้รับอนุญาตทางกฎหมาย ทำซ้ำเนื้อหาของสื่อต่างๆ เช่น ซอฟต์แวร์แผ่นซีดี ฟิล์มดีวีดี รวมถึงการบันทึกเพลงและภาพยนตร์

ส่วนสินค้าเลียนแบบ จะเป็นสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งแตกต่างออกไปในรูปแบบอื่น อาทิ การลอกเลียนแบบกระเป๋า เสื้อผ้าหรือนาฬิกาจากตราสินค้าชื่อดัง สินค้าเลียนแบบจึงหมายถึง สินค้าที่ผลิตขึ้นเพื่อพยายามลอกเลียนแบบหรือจงใจปลอมแปลงอย่างผิดกฎหมายให้มีคุณลักษณะใกล้เคียงหรือเหมือนกับสินค้าของแท้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตัวอย่างสินค้าเลียนแบบที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคสูงคือสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย ประเภทกระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า น้ำหอม แว่นตา เครื่องสำอาง เครื่องประดับ เป็นต้น

ประเทศไทยถูกสหรัฐขึ้นบัญชีเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่จะต้องถูกจับตามองเป็นพิเศษในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญามานานนับทศวรรษ แต่ปัจจุบันสินค้าเมดอินไทยแลนด์ก็เริ่มถูกละเมิดเพิ่มขึ้นเช่นกัน

สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจกระทิงแดง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เหมือนในอดีตแล้ว ปัจจุบันกลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก คำว่า Made in Thailand ได้รับการยอมรับว่าเป็นสินค้าดีมีคุณภาพด้วยซ้ำ การที่สินค้ากระเป๋าสายรุ้งถูกลอกเลียนแบบ น่าฉกฉวยโอกาสเร่งสร้างแบรนด์ไทยแลนด์ให้มีความเข้มแข็ง เพราะสินค้าไทยยังมีโอกาสอีกมาก

จากประสบการณ์การทำธุรกิจ พบว่าในอดีตที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่เป็นมือปืนหรือรับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ดังๆ และขาดการสร้างแบรนด์ของตัวเอง และปัญหาที่ผู้ประกอบการรายเล็กและขนาดกลางเผชิญคืองบประมาณการเข้าไปจดสิทธิบัตรในแต่ละประเทศ ซึ่งทั้งสองปัจจัยส่งผลให้สินค้าไทยถูกลอกเลียนแบบได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มและอาหาร รวมไปถึงสินค้าแฟชั่น ในส่วนนี้รัฐบาลควรเข้ามาช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในด้านค่าใช้จ่ายการจดสิทธิบัตร

อีกตัวอย่างคือ รองเท้าแตะหูหนีบยี่ห้อนันยางตราช้างดาว รองเท้ายางพารา 100% พื้นรองเท้าสีขาว แต่หูรองเท้าหลากสี คู่ละ 99 บาท เกิดไปสะดุดตาดาราฮอลลีวู้ดอย่าง “เทย์เลอร์ มอมเซน” หรือ “เจนนี ลิตเติล เจ” แห่งกอสซิปเกิร์ล ถึงขนาดซื้อจากเมืองไทยแล้วหอบหิ้วไปใส่ที่สหรัฐให้เป็นที่ฮือฮาเมื่อหลายปีก่อน

วันนี้ไนกี้ แบรนด์รองเท้ากีฬาชื่อดังสัญชาติอเมริกันได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นรองเท้าแตะ พื้นสีขาว หูคีบสีน้ำเงิน และมีสัญลักษณ์ไนกี้อยู่ที่พื้นด้านล่างรองเท้า ชื่อรุ่น Nike Solarsoft Thong รูปแบบรองเท้าเหมือนนันยางตราช้างดาวเปี๊ยบ แต่ต่างกันตรงพื้นรองเท้าของไนกี้ผลิตจากโฟม EVA หรือ Solarsoft ไม่ใช่ยางพารา 100% และขายในราคาคู่ละ 900 บาท

ปิยะ ซอโสตถิกุล กรรมการบริหารซีคอน กรุ๊ป ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล “ซอโสตถิกุล” ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโรงงานรองเท้านันยาง ได้โพสต์ภาพรองเท้าแตะไนกี้ที่มีรูปลักษณ์เหมือนช้างดาวราวกับแกะ ผิดกันตรงที่มีเครื่องหมายถูก ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของไนกี้ ตามด้วยคำคมของ ชาร์ลส์ คาเลบ โคลตัน ว่า Imitation is the Sincerest form of flattery ซึ่งแปลความได้ว่า การเลียนแบบเป็นรูปแบบที่จริงใจ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รองเท้าแตะช้างดาวถูกลอกเลียนแบบ แต่เป็นครั้งแรกที่รูปแบบช้างดาวถูกเลียนแบบโดยแบรนด์ดัง รองเท้านันยาง ช้างดาว ถูกลอกเลียนแบบมานานหลายสิบปีแล้วจากคู่แข่งในประเทศกว่า 10 แบรนด์ ลอกเลียนแบบและขายในราคาถูกกว่า แต่ไม่เคยมียี่ห้อใดโค่นรองเท้ายี่ห้อนี้ได้ เพราะคุณภาพของรองเท้าที่ผลิตจากยางพารา 100% จึงมีความทนทานมาก

แม้ว่าสไตล์ของรองเท้านี้จะเตะตาฝรั่งมังค่าเพียงใด แต่สำหรับ “ซอโสตถิกุล” เจ้าของสินค้านี้ กลับมองว่าในระยะเริ่มต้นรองเท้าแตะช้างดาวยังจะเป็นสินค้าสำหรับชนชั้นกลางและชั้นล่างแถบอาเซียน

ด้าน อาคม พลานุเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลโบ ฟู้ดส์ ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงอาหารตรา “โลโบ” กล่าวว่า ปัญหาสินค้าถูกก๊อบปี้ที่ยังเกิดขึ้นในทุกวันนี้ถือเป็นเรื่องปกติของแบรนด์สินค้าที่ได้รับความนิยม ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเองก็ยังมีการก๊อบปี้สินค้าไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา หรือซีอิ๊ว

อย่างไรก็ดี หากให้มองการก๊อบปี้ที่เป็นในส่วนของกลุ่มสินค้าที่เป็นอาหารถือว่าพบน้อยมาก แต่บริษัทเคยไปเจอสินค้าที่ก๊อบปี้แบรนด์ โลโบ ในประเทศเวียดนาม ซึ่งถือว่าเป็นตลาดส่งออกที่ดีของบริษัทอีกตลาดหนึ่ง เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่ หลังจากเจอสินค้าก๊อบปี้แบรนด์ของบริษัทก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เนื่องจากแบรนด์สินค้าของโลโบ บริษัทมีการจดทะเบียนเครื่องหมายทางการค้าถูกต้องตามกฎหมายของประเทศเวียดนาม แต่สินค้ากลับถูกก๊อบปี้ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทเข้าใจว่าการเข้าไปทำตลาดในต่างประเทศอย่างไรก็เสียเปรียบคู่แข่งในประเทศนั้น เนื่องจากเจ้าของประเทศเลือกที่จะคุ้มครองธุรกิจและคนของประเทศมากกว่าแบรนด์สินค้าและนักธุรกิจต่างประเทศที่เข้าไปทำตลาด

แหล่งข่าวจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้รับการร้องเรียนจากสมาชิกว่าสินค้าที่ส่งไปจำหน่ายในลาว เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม และได้รับความนิยม จะมีสินค้าผลิตจากจีนใช้กลยุทธ์แย่งตลาดโดยติดฉลากภาษาไทยและปลอมเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ติดบนตัวสินค้าเพื่อให้ลูกค้าเข้าใจว่าเป็นสินค้าจากไทย เพราะสินค้าไทยมีคุณภาพและกำหนดราคาขายได้สูงกว่าสินค้าจีน สินค้าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มเซรามิก เครื่องใช้ไฟฟ้า ของชำร่วย ของเด็กเล่น และอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น และวิตกว่าหากยังไม่แก้ไขและทำความเข้าใจจะทำให้สินค้าที่ผลิตจากไทยเสียภาพพจน์และเสียตลาดในระยะยาว

รัฐเร่งแก้ ทั้งรับและรุก

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ สถานการณ์การละเมิดเครื่องหมายการค้าไทยในต่างประเทศที่ผ่านมา สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น คือการถูกเลียนแบบเครื่องหมายการค้า ถูกปลอมเครื่องหมายการค้า และบุคคลอื่นนำเครื่องหมายการค้าของตนไปจดทะเบียนในต่างประเทศ ประเภทสินค้า ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภท อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง

ทั้งนี้ จากสถิติย้อนหลังประมาณ 10 ปี มีจำนวนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้รับแจ้งทั้งสิ้น 34 กรณี คาดว่าจำนวนผู้ประกอบการที่ถูกละเมิดฯ ในต่างประเทศน่าจะมีมากกว่านี้แต่ไม่ได้แจ้งข้อมูลมายังกรม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวในแง่ความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เจ้าของเครื่องหมายการค้าคนไทยไม่สามารถใช้เครื่องหมายการค้าของตนในตลาดต่างประเทศที่มีผู้อื่นนำไปจดทะเบียนไว้ก่อนแล้วได้ ขณะเดียวกันต้องทำตลาดโดยใช้เครื่องหมายการค้าใหม่หรือต้องไปซื้อเครื่องหมายการค้าคืน

สำหรับประเทศที่พบปัญหารุนแรงที่สุด ได้แก่ ประเทศจีน และกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากเป็นเขตเศรษฐกิจที่สินค้าของไทยมีชื่อเสียงอย่างแพร่หลายและเป็นที่ยอมรับผู้บริโภค โดยลักษณะปัญหาที่พบส่วนใหญ่จะเกิดจากการร่วมทุนกับคู่ค้าระหว่างประเทศ และไม่มีการทำสัญญาในประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างชัดเจน จึงทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำทรัพย์สินทางปัญญาไปจดทะเบียนหรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเกินจากที่ตกลงไว้ในตอนแรก และเป็นเหตุให้มีกรณีพิพาทระหว่างกันในภายหลัง

นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ปัญหาการละเมิดเครื่องหมายการค้าส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ ทำให้สูญเสียโอกาสในการเปิดตลาดใหม่ ขณะเดียวกัน ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดในการซื้อสินค้าหรือขาดความมั่นใจในคุณภาพของสินค้า สูญเสียค่าใช้จ่ายและเวลากรณีมีการฟ้องร้องดำเนินคดี

สำหรับแนวทางช่วยเหลือของกรม ในเชิงรุก กรมทำหน้าที่ให้คำแนะนำและส่งเสริมการให้ความรู้ผู้ประกอบการในการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปจดทะเบียนในประเทศต่างๆ โดยเน้นให้ผู้ประกอบการทราบและเตรียมตัวก่อนที่จะเกิดปัญหา โดยช่วงที่ผ่านมา กรมมีการจัดสัมมนาให้ความรู้ผู้ประกอบการเรื่อง “บุกตลาดอาเซียนและจีนด้วยทรัพย์สินทางปัญญา” จำนวน 4 ครั้ง โดยได้ดำเนินการแล้ว 3 ครั้ง ครั้งสุดท้ายในวันที่ 21 ม.ค. 2559 ที่โรงแรมพูลแมน กรุงเทพ

การแก้ปัญหาในเชิงรับ หากเกิดปัญหาถูกละเมิดในต่างประเทศแล้วนั้น เนื่องจากกรมมีความร่วมมือกับหน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาต่างประเทศในหลายประเทศ และมีสำนักหรือหน่วยงานที่ดูเรื่องความร่วมมือต่างประเทศอยู่ ผู้ประกอบการไทยก็สามารถมาขอคำปรึกษาได้

นอกจากนี้ ระบบจดทะเบียนตามภาคีพิธีสารมาดริด จะทำให้ผู้ประกอบการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในประเทศต่างๆ

ปัจจุบันภาคีพิธีสารมาดริดมีสมาชิก 97 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป จีน ออสเตรเลีย และประเทศอาเซียนที่เป็นภาคี คือ สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และในเดือน มี.ค. 2559 จะมีผลกับสปป.ลาว ขณะนี้อาเซียนอีก 5 ประเทศที่เหลือ รวมทั้งไทยอยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขกฎหมายภายในเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีพิธีสารมาดริด โดยในส่วนของไทยคาดว่าจะเข้าเป็นภาคีได้ประมาณเดือน ต.ค. 2559 นี้

“ระหว่างที่รอการเข้าสู่พิธีสารมาดริด ผู้ประกอบการจะต้องให้ความสำคัญกับการยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศที่ตนวางแผนจะไปขยายตลาด เพื่อป้องกันการถูกละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในภายหลัง” อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

 

รัฐธรรมนูญมีไว้กรุยทาง ให้ทหารใช้แทรกซึม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มีนาคม 2559 เวลา 08:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/421091

รัฐธรรมนูญมีไว้กรุยทาง ให้ทหารใช้แทรกซึม

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ร่วมกับศูนย์ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะในหัวข้อ “รัฐธรรมนูญมีไว้ทำไม” ณ ห้องประชุม ประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นหัวข้อ “มีไว้ให้ทหาร” โดยระบุว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมีทหารไว้ทำไม คำตอบคือ ให้ถูกควบคุมภายใต้อำนาจประชาชนซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันทหารและประชาธิปไตยมีมาอย่างยาวนาน

โดยในระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ทหารมีหน้าที่ปกป้องอำนาจอธิปไตย คือ ประชาชนแต่ต้องมีข้อตกลงควบคุมการใช้อำนาจของของสถาบันต่างๆ และสถาบันทหาร เพื่อไม่ให้ใช้อำนาจเกินตามการปกครองระบบประชาธิปไตย ทั้งนี้ประเทศกำลังพัฒนามีปัญหามากในเรื่องนี้ เพราะประชาธิปไตยไม่เข้มแข็ง เพราะรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งคิดเพียงจะประนีประนอมกองทัพอย่างไรไม่ให้ยึดอำนาจ

วิธีแก้ปัญหา 1.มีกระบวนการเลือกตั้งโปร่งใส ทำให้ผู้ถูกเลือกมีความชอบธรรม เพื่อเป็นเงื่อนไขไม่ให้ทหารเข้าแทรกแซง 2.รัฐบาลต้องมีนโยบายชัดเจนว่ากองทัพมีหน้าที่ทำอะไร แต่ก็ต้องรับฟังความเห็นกองทัพ รวมถึงให้ความเป็นธรรมกับกองทัพหากมีข้อสงสัยถามรัฐบาลด้วย โดยต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และ 3.ทหารมีหน้าที่สำคัญ คือ อยู่ข้างหลังประชาชน รวมถึงหยุดยั้งการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองทุกมิติ

“ประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนาต้องปฏิเสธอำนาจทหารที่จะเข้ามาทางการเมืองทุกรูปแบบ ทั้งเกษียณหรือยังไม่เกษียณ เพราะจะเอาความสัมพันธ์ระบบอุปถัมภ์ที่มีอยู่มาใช้ หน้าที่ทหารคือรักษาอธิปไตย ไม่ควรใช้อำนาจควบคุมเพื่อสร้างประชาธิปไตยตามที่คิด ขณะเดียวกันการเมืองและการปกครองประชาธิปไตยก็ต้องเปลี่ยนตัวเองหยุดยั้งการเอื้อให้พวกพ้อง ป้องกันทหารเข้ามามีบทบาททางการเมือง เพื่อให้ประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไป หากยังเป็นแบบเดิมรัฐประหารจะวนกลับมา”

นอกจากนี้ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)ไม่อธิบายระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน 2 ขยัก รวมถึงเรื่อง สว.สรรหาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยากให้เข้าไปเลือกนายกรัฐมนตรี ส่วนการคงอยู่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะอยู่อีกนานแค่ไหนก็ไม่ชัด จะอยู่ดูแลยุทธศาสตร์ชาติทำหน้าควบคู่ คสช.ที่เป็น สว.จนสภาพกลายเป็นสภาคู่ขนานกับ สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ที่สุดแล้วสถาบันทหารจะเข้าไปอยู่ทุกมิติหรือไม่ ถ้าเป็นดังนี้ รัฐธรรมนูญก็มีไว้ให้ทหารแทรกซึม

ด้าน ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ “มีไว้ให้ศาล” ว่า เชื่อว่าร่างแรกของรัฐธรรมนูญกับร่างสุดท้ายที่จะเสร็จในวันที่ 29 มี.ค.นี้ จะไม่ใช่การแก้ไข แต่จะกลายเป็นคนละชุดกัน เพราะปีนี้ครบรอบ 10 ปี ตุลาการภิวัฒน์ ที่มีทั้งการล้มการเลือกตั้งและรัฐประหาร จนอาจทำให้คนสิ้นหวังกับตุลาการ ซึ่งเข้ามามีบทบาททางการเมืองมากขึ้น

ดังนั้น ในรัฐธรรมนูญศาลจึงต้องไม่ใช่เทพเจ้าที่ถูกฝากความหวังเอาไว้ว่าจะชี้ขาดปัญหา แต่ต้องเป็นองค์กรหนึ่งที่เท่ากับสถานบันอื่น ความอิสระของศาลต้องไม่ไร้ขอบเขต ต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และหลักความเสมอภาค รวมถึงต้องตรวจสอบได้ง่าย ไม่ใช่อ่านคำแถลง 5 นาที แล้วล้มการเลือกตั้งทั้งประเทศ

ขณะที่ สุรพศ ทวีศักดิ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน กล่าวในหัวข้อ“มีไว้ให้พระ” ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ในมาตรา 31 กำหนดเสรีภาพการนับถือศาสนาต้องเป็นหน้าที่ปวงชนชาวไทย และไม่ขัดต่อความมั่นคงของรัฐ

ทว่ามาตรา 63 กำหนดถึงการบ่อนทำลายศาสนาภาพรวมได้เปิดช่องให้มีการตีความที่ี่อาจก่อให้เกิดการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางศาสนาได้มาก เสรีภาพทางการนับถือศาสนามีความคลุมเครือมากขึ้น ถ้าเขียนแบบนี้ลำพังรัฐไทยที่เป็นกึ่งรัฐศาสนาอยู่แล้วจะยิ่งเป็นแบบโบราณมากขึ้น

“สถานการณ์ของเราทุกวันนี้ต่างจากตะวันตก ที่รู้จักเจ็บปวดกับศาสนจักรในยุคกลาง จึงแยกศาสนาออกจากรัฐ แล้วปรับตัวให้สอดคล้องกับประชาธิปไตย เนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาควรมีแค่มาตราเดียวความว่า ‘รัฐไทยให้ความคุ้มครองสิทธิทุกศาสนาเท่าเทียมกัน โดยไม่ละเมิดสิทธิพลเมือง’ เพื่อแยกให้ศาสนาเป็นองค์กรเอกชนเอื้อต่อการปรับตัว”

 

ร่างรัฐธรรมนูญน่าห่วง ไม่ตอบโจทย์ปฏิรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มีนาคม 2559 เวลา 10:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420885

ร่างรัฐธรรมนูญน่าห่วง ไม่ตอบโจทย์ปฏิรูป

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางการปฏิรูปประเทศไทยที่คนไทยอยากเห็น” ณ ห้องประชุมใหญ่ คณะสังคมศาสตร์

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กลไกสำคัญของการปฏิรูปคือรัฐบาล แต่ต้องยอมรับรัฐบาลนี้จะอยู่ไปเกือบ 4 ปี ถ้าเป็นไปตามโรดแมป ซึ่งในเวลานี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญที่รัฐบาลต้องใช้เวลาให้เป็นประโยชน์และดำเนินการทันที โดยต้องทำอย่างน้อย 3 ข้อ

1.ในฐานะมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน 2.อะไรสวนทางกับการปฏิรูปรัฐบาลต้องไม่ทำ เนื่องจากจะสร้างความสับสน และ 3.รัฐบาลควรเร่งทำและให้ความสำคัญกับสิ่งที่คิดว่า ถ้ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทำได้ยาก แต่ทำในรัฐบาลพิเศษ เช่น ปฏิรูปตำรวจ

“การปฏิรูปประเทศที่สำคัญที่สุดที่ต้องดำเนินการ คือ การสร้างคนให้มีคุณภาพ จะได้การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่ดีตามมา เพราะจะใช้ดุลยพินิจในการเลือกคนมาใช้อำนาจรัฐแทน และถ้าได้คนมีคุณภาพ ก็จะไม่เห็นด้วยหรือเห็นชอบกับการทุจริต หรือมีทัศนคติ โกงไม่เป็นไร”

ส่วนการเสนอชื่อ 3 นายกฯ ส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้ามา ดังนั้นต้องมาชั่งกันว่าควรหรือไม่ เพราะการเมืองอาจเกิดวิกฤตได้ ส่วนบัตรเลือกตั้งใบเดียวเป็นระบบไม่สะท้อนความต้องการแท้จริงของประชาชน และอาจจูงใจให้เกิดการซื้อเสียง

นอกจากนี้ การห้ามสมาชิกพรรคการเมืองสมัคร สว. หรือต้องพ้นสมาชิก 10 ปี แต่ในระบบประชาธิปไตย กลไกสำคัญ คือ ประชาชนสามารถตั้งพรรคการเมืองได้ สังคมพัฒนาแล้วผลักดันให้ทุกคนเป็นสมาชิกพรรคการเมือง และที่น่าเป็นห่วง คือ บทเฉพาะกาล รวมถึงการมีเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญยากขึ้น

“การกำหนดที่มา สว.จากระบบเดิมเลือกไขว้กัน แต่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่า สว.เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมดำเนินการทางการเมืองให้เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่ยุทธศาสตร์ชาติ คิดว่ามีขึ้นเพื่อควบคุมทิศทางประเทศให้เป็นตามเวลากำหนด อย่างไรก็ตามต้องติดตามอย่างใกล้ชิดและชั่งน้ำหนักว่าจะเป็นต้องเป็นอย่างไร เพราะวันหนึ่งรัฐธรรมนูญเขียนออกมามีข้อสรุปอย่างไร ก็ต้องเดินหน้าทำประชามติ”

ขณะที่ จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ขยายความว่า สำหรับประเทศไทยมีปัญหาหลายด้านต้องปฏิรูป เพื่อทำให้ประเทศมีขีดความสามารถแข่งขัน ลดความแตกต่างเหลื่อมล้ำโดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ อีกทั้งประเทศไทยกำลังเป็นสังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าหลายประเทศทั้งในยุโรปและประเทศเพื่อนบ้าน

นอกจากนี้ ต้องปฏิรูประบบยุติธรรม การศึกษา เพราะหลายเรื่องอยู่ท้ายๆ ของการจัดอันดับ เสียงเรียกร้องการปฏิรูปเกิดขึ้นมาก่อนรัฐประหาร โดย สปช.-สปท.ได้ดำเนินการเสนอความเห็นไปยังรัฐบาล แต่ส่วนตัวยังไม่เห็นความคืบหน้าการปฏิรูปชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น พลังงาน ถือเป็นเรื่องสำคัญ

ขณะเดียวกัน การปฏิรูปตำรวจซึ่งผู้เสนอเรื่องนี้กลับเพิ่งมาบอกวิธีว่าต้องทำอย่างไร และกฎหมายบางอย่างยังไม่ไปไหน แม้กระทั่งเรื่องปฏิรูปวงการสงฆ์ ไม่ปรากฏชัดว่าผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะปฏิรูปอย่างไร รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ปัจจุบันย้ายกันยกโขยง ซึ่งทำโดยอำนาจพิเศษ

“แผนกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก โดยเขียนโยงกับรัฐธรรมนูญ สว.มาจากการแต่งตั้ง หรือรัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้หรือยากมาก ซึ่งปัจจุบันการปฏิรูปต้องให้ประชาชนกำหนดเอง แต่ควรทำให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในอนาคต”

ส่วนตัวเชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.​จะนำประเทศไปสู่การรัฐประหารอีกรอบ ทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยาก รวมถึงลดบทบาทประชาชนในการตรวจสอบการบริหารราชการด้านต่างๆ และในเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ การให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปัญหาวิกฤตประเทศ แม้จะเพิ่มเติมองค์ประกอบหลายฝ่าย แต่หัวใจหลักคือศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ดังนั้นกระบวนการนี้เอื้อให้เกิดวิกฤตในประเทศ และให้องค์กรอิสระล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ง่าย

สำหรับประเด็นที่มา สว.โดยท่าทีของมีชัย ฤชุพันธุ์ บอกว่ายังไม่เห็นเอกสารเรื่องนี้จึงไม่ชี้แจง และกลายเป็นความอึมครึมในสังคม ทำให้การเมืองเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นขั้นตอนวัดใจ กรธ. ว่าจะกล้าไม่ทำตาม คสช.​ในเรื่องที่เห็นว่าไม่ควรทำตามหรือไม่ แม้จะออกตัวว่าไม่เห็นรายละเอียด แต่กลับมีการพูดคุยกันแล้ว

รวมถึงเป็นขั้นตอนวัดใจ คสช.​ต่อความต้องการอำนาจ สว.ที่จะยืนยันรายละเอียดอะไรไปยัง กรธ. และสุดท้ายเป็นขั้นตอนวัดใจของประชาชน ว่าจะโหวตผ่านร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งนี้การรณรงค์ประชามติต้องเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นได้ โดยอย่าใช้ข้อหาบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญกับผู้ที่เห็นต่าง

ด้าน วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ระบุว่า ก่อนเกิดการรัฐประหาร ประชาชนเรียกร้องให้ประเทศต้องได้รับการปฏิรูป คือ ตำรวจ การเมือง ทุจริตคอร์รัปชั่น ทุกระดับ และการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งรวมทั้งหมด 11 ด้าน โดยเสนอไปยังรัฐบาล 37 วาระ

อย่างไรก็ดี รัฐธรรมนูญนี้ใช้ยาแรง ไม่ให้คนที่ซื้อสิทธิขายเสียงหรือมีคดีทุจริตเข้าสู่วงการการเมืองตลอดชีวิต ขณะที่การปราบปรามคอร์รัปชั่นได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น โดยมีกรอบเวลาทำงานชัดเจน ส่วนการปฏิรูปการเมืองซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งสุจริตโปร่งใสมากที่สุด

ส่วนการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ สปท.​คณะหนึ่งศึกษาและคาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมเร็วๆ นี้ คือ การควบรวมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวมไว้ด้วยกัน

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นว่า ขอตั้งฉายาให้กับร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. เป็นฉบับทุนขุนนาง เพราะสร้างให้รัฐเป็นใหญ่ ซึ่งสวนทางกับสังคมโลกที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน​เพื่อสร้างดุลยภาพและตรวจสอบ

ทั้งนี้ น่ากังวลว่าหากร่างรัฐธรรมนูญให้ข้าราชการเป็นใหญ่ เสี่ยงต่อการเข้าครอบงำของกลุ่มทุนได้ แม้ประเด็นนี้จะเกิดขึ้นเป็นปกติ แต่ทำไมร่างรัฐธรรมนูญต้องเปิดช่องว่าง แทนที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลและการบริหารแบบมีดุลยภาพ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างอยู่นี้ไม่เคยแตะต้องกลุ่มทุนผูกขาดเลย แม้จะให้ชื่อว่าเป็นฉบับปราบโกงก็ตาม

 

100 ปี “ป๋วย อึ๊งภากรณ์” มุมที่ไม่ค่อยมีใครเห็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 มีนาคม 2559 เวลา 06:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420629

100 ปี "ป๋วย อึ๊งภากรณ์" มุมที่ไม่ค่อยมีใครเห็น

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

1 ปีให้หลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ยุคแห่งประชาธิปไตยเบ่งบาน มีการเลือกตั้ง “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” จากสมัชชาแห่งชาติ หรือ “สภาสนามม้า” 2,347 คน เลือกกันเอง ให้เหลือ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” จำนวน 299 คน

ประวัติศาสตร์ที่หลายคนลืมไป ในครั้งนั้น ศ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และหนึ่งในผู้ที่เคลื่อนไหวคัดค้านการรัฐประหารตัวเองของ จอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในอำนาจมานานกว่า 10 ปี อย่างเข้มข้น ได้รับเลือกเป็น สนช.ด้วย

ศ.ป๋วยได้รับคะแนนเป็นอันดับ 2 รองจาก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งในเวลานั้นเป็นทั้งเจ้าของหนังสือพิมพ์ และเจ้าของวรรณกรรมจำนวนมาก สะท้อนชัดว่า ป๋วยได้รับความนิยมจากสภาสนามม้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นนำ อย่างล้นหลาม แม้จะมีบทบาทต่อต้านรัฐมาเป็นเวลานานก็ตาม

สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาบทบาทของป๋วย หลังได้รับแต่งตั้งเป็น สนช. และในบทบาทที่คนไม่ค่อยรู้ คือ ได้รับแต่งตั้งให้เป็น 1 ใน 35 กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 2517

“ที่น่าสนใจ คือ อาจารย์ป๋วยเสนอให้ยกเลิกเรื่องเสรีภาพในความคิดและความเชื่อถือโดยไม่ต้องโยงศาสนา ซึ่งก้าวหน้ามากในเวลานั้น แต่ในที่สุดก็โดนแย้งว่า ‘สุดขอบฟ้ามากไป เอื้อให้กับระบอบสังคมนิยม บ้านเมืองจะเกิดความรุนแรง’ ซึ่งแน่นอน ในที่สุดมาตรานี้ ก็ไม่ผ่าน” สมชาย เล่าให้ฟัง

อย่างไรก็ตาม ป๋วยได้เสนอให้เพิ่มมาตรา ว่าด้วย “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในมโนธรรม และการเชื่อในลัทธิใดๆ” แทน เพื่อเพิ่มความก้าวหน้าในรัฐธรรมนูญ

กระนั้นก็ตาม มาตราดังกล่าวก็โดนขวาง เพราะฝ่ายอนุรักษนิยมเห็นว่า สิทธิเสรีภาพใน “มโนธรรมสำนึก” อาจขัดขวางการ “เกณฑ์ทหารเพื่อรับใช้ชาติ” จนประสบปัญหาเรื่องความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม ความหลักแหลมของอาจารย์ป๋วย คือ การลุกขึ้นอภิปรายว่า มโนธรรมในการเกณฑ์ทหาร หรือรับใช้ชาตินั้นเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามว่า เกณฑ์ทหารนั้นจำเป็นเพียงใด เมื่อเทียบกับการบูรณะชนบท หรือบูรณะแหล่งเสื่อมโทรม ซึ่งรัฐควรให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะหากเกณฑ์ทหารได้ ก็ควรเกณฑ์คนไปพัฒนาชนบทได้

อย่างไรก็ตาม หลังการปะทะกันทางความคิด ข้อโต้แย้งของป๋วยก็ตกไปตามเคย เพราะโหวตแพ้เสียงข้างมาก

ไม่เพียงเท่านั้น ข้อเสนอของป๋วยยังก้าวหน้า แบบเดียวกับที่รัฐธรรมนูญ 2559 กำลังขะมักเขม้นร่างกัน เพราะป๋วยเสนอให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เสนอให้มีการทำประชามติในประเด็นสำคัญ รวมถึงเสนอให้ สส.มีอายุต่ำสุดเพียง 20 ปีเท่านั้น

แต่ก็เช่นเดียวกันกับข้อเสนอในประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ เพราะข้อเสนอของป๋วยถูก สนช.ลงมติคว่ำแบบ “ขาดลอย” เช่นเดียวกัน

กลายเป็นว่าแม้ทุกข้อเสนอของป๋วยจะสร้างความก้าวหน้าให้กับรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 (ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญ 1 ใน 2 ฉบับ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด) แต่ก็ไม่ถูกหยิบยกเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้แม้แต่เรื่องเดียว

ในที่สุด รัฐธรรมนูญก็ประกาศใช้ในช่วงเดือน ต.ค. 2517 โดยรัฐบาลที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นครั้งแรกคือรัฐบาลของหม่อมน้อง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และหลังจากนั้นก็เป็นรัฐบาลหม่อมพี่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็รับช่วงต่อ หลัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ยุบสภา

ทว่า แม้กระแสประชาธิปไตยจะมาแรงเพียงใด ก็ยังแพ้กระแส “ขวาพิฆาตซ้าย” ที่มาแรงกว่า ในที่สุดการปลุกปั่นก็นำมาสู่เหตุการณ์นองเลือดที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย อย่างเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519 ซึ่งก็ทำให้รัฐธรรมนูญที่ป๋วยร่วมร่าง ถูกฉีกไป พร้อมๆ กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เข้าสู่ยุคมืดอีกครั้ง

แต่นั่นยังไม่เศร้าเท่ากับว่า เวลานั้นป๋วยซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกมองว่าเป็นพวก “ซ้ายจัด” รวมถึงเป็นผู้นำปลุกปั่นนักศึกษา

จนในที่สุด ป๋วยก็ต้องเดินทางออกนอกประเทศ และไม่มีโอกาสได้รับใช้ชาติอีกเลย ทั้งที่เคยเป็นทั้ง “เสรีไทย” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ หรือกระทั่งเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรืออธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สมชายใช้คำว่า “ป๋วย” ต้องใช้ชีวิตอยู่ในความเงียบตลอดเวลา ตั้งแต่ปี 2519 ไปจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 2542

ขณะที่ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดสถานะป๋วยเป็นแบบเดียวกับเทียนวรรณ และกุหลาบ สายประดิษฐ์

เพราะทั้ง 3 คน ต่างประสบปัญหาจากการ “แสดงความคิดเห็น” กระทบชนชั้นนำเช่นเดียวกัน และประสบปัญหาจากการ “พูดตรงไปตรงมา” ด้วยกันทั้งสิ้น

“คนที่พูดความจริงมีชะตากรรมเดียวกัน คือ ไม่ติดคุกก็อยู่ในประเทศไม่ได้” ธเนศ ระบุ ก่อนจะบอกว่า ปัญหาเหล่านี้ทำให้สังคมไทยลุ่มๆ ดอนๆ เสมอมา รวมถึงประวัติศาสตร์ยังคงวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่อยไป

 

ยุคตกต่ำของ”ตู้โทรศัพท์สาธารณะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2559 เวลา 16:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420597

ยุคตกต่ำของ"ตู้โทรศัพท์สาธารณะ"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ดูเหมือนว่า วัฏจักรของ “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ” ใกล้เข้าสู่ภาวะสูญพันธุ์

หลังจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประกาศไล่รื้อถอนตู้โทรศัพท์สาธารณะครั้งใหญ่กว่า 4,000 เครื่อง โดยเฉพาะตู้ที่ชำรุดเสียหายไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตู้ที่มีการติดตั้งอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงตู้ที่เข้าข่ายกีดขวางทางเท้า เพื่อรองรับมาตรการคืนทางเท้าให้ประชาชน บวกกับปัจจุบันสมาร์ทโฟนอันล้ำสมัยเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของผู้คน พกง่ายใช้สะดวก แถมยังราคาถูก

ส่งผลให้ปัจจุบันแทบจะไม่มีใครใช้บริการตู้โทรศัพท์สาธารณะอีกต่อไปแล้ว

จากยุครุ่งเรืองสู่ยุคตกต่ำ

ย้อนกลับไปเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ” ไม่ต่างจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ตั้งแต่ปากซอย สี่แยก ทางสามแพร่ง ยันหัวมุมถนนจะต้องมีตู้โทรศัพท์ตั้งโดดเด่นสะดุดตาผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา

ตู้โทรศัพท์สาธารณะเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อปี 2522 โดยบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) นำโทรศัพท์แบบหยอดเหรียญเข้ามาติดตั้งในเขตโทรศัพท์นครหลวงจำนวน 100 เครื่อง ก่อนเจริญก้าวหน้าต่อยอดเพิ่มจำนวนมากกว่าสองแสนตู้ทั่วประเทศดังเช่นทุกวันนี้

รังสรรค์ จันทร์นฤกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)  เผยว่า ปัจจุบันโทรศัพท์สาธารณะทั่วประเทศเหลืออยู่ทั้งหมดประมาณ 180,000 เครื่อง โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร มีอยู่ประมาณ 50,000 เครื่อง

เขายอมรับว่า วันนี้โทรศัพท์สาธารณะเป็นบริการที่ไม่สร้างกำไรอีกต่อไปแล้ว

ในอดีต ช่วงที่โทรศัพท์สาธารณะได้รับความนิยมสูงสุด มีการติดตั้งตู้ทั่วประเทศถึงกว่า 2 แสนเครื่อง เฉพาะในกรุงเทพสร้างรายได้เฉลี่ยถึงสัปดาห์ละ 3-4 พันบาทต่อเครื่อง  แต่ปัจจุบันรายได้เฉลี่ยแต่ละวันลดลงมาก ในกรุงเทพเหลือเพียง  150 – 200 บาทต่อเครื่องต่อเดือน ขณะที่ต่างจังหวัดรายได้ไม่ถึง 100 บาท  เทียบกับค่าดูแลรักษาเริ่มต้น 200 บาทขึ้นไปต่อเครื่องต่อเดือน  ต้องเรียกว่าโทรศัพท์สาธารณะนั้นแทบไม่ทำกำไรอีกแล้ว สมัยนี้คนที่ยังใช้บริการอยู่ส่วนใหญ่เป็นที่ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม ตามชุมชน รวมทั้งโรงเรียนบางแห่งที่ออกกฎห้ามนักเรียนนำโทรศัพท์มือถือมาเรียน จึงมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะเยอะกว่าที่อื่น แต่พอนำรายได้จากค่าบริการมาบวกลบกับต้นทุนและค่าดูแลบำรุงรักษาแล้ว ขาดทุนประมาณ 2,000 บาทต่อเครื่อง”

สิ่งที่จะทำให้ตู้โทรศัพท์สาธารณะอยู่รอดต่อไปได้คือ พัฒนาให้มีความสอดคล้องกับการใช้งานในปัจจุบัน ควบคู่กับหารายได้ทางอื่นมาช่วยเหลือเพิ่มเติม

“ในต่างประเทศมีการพัฒนาโทรศัพท์สาธารณะให้สามารถบริการสัญญาณไวไฟ ซื้อขายของออนไลน์ได้ รวมทั้งมีรายได้จากการติดตั้งป้ายโฆษณาด้วย ที่ผ่านมาทีโอทีร่วมกับบริษัทเอกชน พัฒนาบริการโทรศัพท์สาธารณะแบบมัลติมีเดีย ในชื่อเว็บเพย์โฟน (Web PayPhone) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ แต่ถ้านำมาติดตั้งในพื้นที่สาธารณะทั่วไปตอนนี้คิดว่ายังไม่คุ้มค่ากับการลงทุน”

รังสรรค์ บอกว่า แม้จะมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะลดลง เเต่ยังจำเป็นต้องมีต่อไป เนื่องจากตามพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ระบุว่า ระบบสื่อสารโทรคมนาคมของชาติต้องบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ  ซึ่งปัจจุบันคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้กำกับดูแล มีหน้าที่กำหนดมาตรการให้มีการกระจายบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม

ล่าสุดมีการรื้อตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ไม่ได้รับอนุญาตในพื้นที่กรุงเทพฯกว่า 4,000 ตู้ทั่วกรุงเทพตามนโยบายคืนทางเท้าให้ประชาชน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ธิติ ทรงเจริญกิจ ผอ.กองแผนงานและประสานสาธารณูปโภค สำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร เผยว่า ปัจจุบัน กทม.มีตู้โทรศัพท์สาธารณะที่ได้รับอนุญาต ประมาณ 18,000 ตู้ ขณะที่ตู้ไม่ได้ใช้ประโยชน์และตู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 4,531 ตู้

“ทุกวันนี้มีโทรศัพท์สาธารณะจำนวนมากไม่ได้รับอนุญาตติดตั้งตามประกาศ พ.ศ. 2546 ลักษณะของตู้โทรศัพท์ผิดกฎหมาย เช่น ติดตั้งชิดป้ายรถประจำทาง ติดตั้งบนทางเท้าแคบๆ เหลือทางสัญจรให้ประชาชนน้อยกว่า 1.5 เมตร มีการติดป้ายโฆษณาต่างๆ บางตู้กลายเป็นที่เก็บสัมภาระของพ่อค้าแม่ค้า รวมทั้งเป็นแหล่งมั่วสุม จึงจำเป็นต้องดำเนินการจัดระเบียบโทรศัพท์สาธารณะอย่างเร่งด่วนเพื่อคืนทางเท้าให้ประชาชน

จากนี้ไปจะทำหนังสือเพื่อแจ้งกับบริษัทโทรศัพท์เจ้าของตู้ต่างๆว่าจะดำเนินการรื้อตู้ที่เข้าข่ายกีดขวางทางเท้าและไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยมอบหมายให้สำนักการโยธาเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนตู้โทรศัพท์ที่ผิดกฎหมายลักลอบติดตั้งโดยไม่ได้ขออนุญาต กทม.จะเข้าไปรื้อถอนทันที

“คิดถึงแฟน-บอกรักพ่อแม่-โทรกลับบ้าน-ขอเพลง” ความทรงจำในตู้สี่เหลี่ยม

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้ตู้โทรศัพท์สาธารณะบางตู้กลายเป็นที่เก็บสินค้าของพ่อค้าแม่ค้า บางตู้แปรสภาพเป็นถังขยะ เป็นโถฉี่ เป็นที่แสดงงานกราฟฟิตี้ แม้กระทั่งตู้ผีสิงที่รกร้างเต็มไปด้วยฝุ่นเกรอะกรัง ผิดจากสมัยก่อนที่ตู้สี่เหลี่ยมตู้นี้เปรียบดั่งวิมานรักของคนหนุ่มสาว เป็นที่พึ่งทางใจของลูกที่คิดถึงพ่อแม่

ภาพการถือเหรียญบาทกำไว้ในมือ ยืนรอต่อคิวด้วยความกระวนกระวาย ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำของคนอายุ 30 ปีขึ้นไป

สุเมธ หงส์ทอง พนักงานบริษัทเอกชน บอกว่า ตู้โทรศัพท์สาธารณะเก็บความทรงจำของเขาเอาไว้มากมาย โดยกับเฉพาะกับคนรักอย่างแม่ แฟน และเพื่อน

“15 ปีก่อน ตู้โทรศัพท์จำเป็นมาก เลิกเรียนต้องโทรไปบอกแม่ว่าจะให้มารับที่ไหน จะไปเที่ยวกับเพื่อนก็โทรนัดกัน รวมทั้งจีบสาว จำได้ว่าต้องคอยเดินหาตู้ดีๆในมุมเหมาะๆไว้ยืนคุยกับผู้หญิงที่เราชอบ บางตู้ดีจริง แต่คุยได้ไม่นาน เพราะเขินและเกรงใจคนยืนรอ ต้องวิ่งข้ามถนนไปในซอยลึกมืดๆ สลัวๆ ควานหาตู้ประจำเพื่อจะได้คุยกับสาวนานๆ

เช่นเดียวกับความทรงจำของ ญานี พานทอง เจ้าของธุรกิจส่วนตัว เล่าว่า เเม่ของเธอถึงขนาดออกกฎเคร่งครัดว่าทุกวันหลังเลิกเรียน เต้องโทรหาด่วน

“หนูเลิกเรียนแล้วนะแม่ แต่ขออยู่เล่นกับเพื่อนก่อน หนูเรียนพิเศษ หรือหนูยืนรอหน้าร้านขายน้ำนะแม่” ถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำสนทนาอันคุ้นชินผ่านหูพลาสติกในตู้สี่เหลี่ยม

อารยา พึจตุรัส เจ้าของธุรกิจร้านถ่ายเอกสาร ให้ความเห็นว่า โทรศัพท์สาธารณะยังมีความจำเป็นในยามฉุกเฉิน เเม้จะถูกใช้งานน้อยมากในปัจจุบันก็ตาม

“มันเป็นอุปกรณ์ฉุกเฉิน ตอนเด็กๆเคยโดนล้วงกระเป๋า ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ต้องวิ่งไปที่ตู้สาธารณะ โทรหาตำรวจ แต่เดี๋ยวนี้ตู้สาธารณะขาดการดูแล หลายแห่งไม่สามารถใช้งานได้ ส่วนใหญ่สกปรก ครั้งหนึ่งแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนหมดจะโทรถามอาการป่วยของลูกสาว เลยคว้าโทรศัพท์สาธารณะแต่กลับใช้งานไม่ได้ เงียบ ไม่มีสัญญาณอะไรเลย

ภาพบรรยากาศประชาชนยืนต่อคิวใช้ตู้โทรศัพท์สาธารณะในอดีต

ขณะที่ ดีเจป๋อง-กพล ทองพลับ นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง เล่าด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีว่า เมื่อครั้งยังเด็กเคยหยอดเหรียญโทรขอเพลงจากดีเจตามคลื่นวิทยุ ถึงวันหนึ่งได้ก้าวขึ้นมาเป็นดีเจ มีผู้ฟังใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรเข้ามาเล่าพูดคุยด้วยเช่นกัน

“วัยรุ่นยุคก่อนต้องเคยแลกเหรียญโทรขอเพลงดีเจ หรือโทรจีบสาว ต้องเข้าคิวด้วยนะ บางคนใช้นานมาก ยืนรอจนจะหลับก็มี บางคนรอไม่ไหวโวยวาย ‘เฮ้ย…นานไปแล้ว คุยเร็วหน่อยได้ไหม’ นึกแล้วก็ตลก ตัวเราเองก็ต้องระวัง ยกหูเมื่อไหร่ จะดูคนอื่นก่อน มีคนต่อคิวไหม ไม่มีก็คุยยาวเลย โดยเฉพาะคุยกับสาว เคยโทรเข้าเบอร์บ้าน พ่อเขารับ เราไม่กล้าพูด รีบวางหูหนีเลย โทรกลับตามเราไม่ได้ด้วย”

ดีเจป๋อง บอกว่า ผู้ฟังวิทยุในยุคนั้นใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรเข้ามาขอเพลง เล่าเรื่องราวสนุกๆ บ่อยครั้งเป็นเรื่องตลก บางทีเล่ายังไม่จบก็ตัดสายไปดื้อๆ เพราะเหรียญหมด

หากมองให้ลึกและรอบด้านแล้ว สะท้อนให้เห็นว่า สังคมยุคนั้นดำเนินไปอย่างเนิบช้า เต็มไปด้วยการอคอย ต่างกับสมัยนี้ที่มีแต่ความเร่งรีบ และรอกันไม่ได้อีกแล้ว

ทางรอดยุคนี้…เปลี่ยนฟังก์ชั่นการใช้งานให้สอดคล้องกับเมือง

ในต่างประเทศ มีการปรับเปลี่ยนตู้โทรศัพท์สาธารณะให้สามารถใช้งานที่ตอบสนองกับพฤติกรรมของผู้คนในโลกสมัยใหม่ได้มากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น อังกฤษและเยอรมนี บางเมืองออกไอเดียด้วยการจับเอาตู้โทรศัพท์สาธารณะมาแปลงโฉมเป็นห้องสมุดขนาดเล็ก หรือที่เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา โครงการ LinkNYC แปลงโฉมตู้โทรศัพท์สาธารณะแบบเก่า ให้กลายมาเป็นตู้ Wi-Fi Hub จำนวน 7,500 จุด ปล่อยสัญญาณอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง มีฟังชั่นก์การใช้งานแสนล้ำ เปิดใช้งานแอพต่างๆ ได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดดูแผนที่จาก Google Map หรือเปิดเว็บเบราว์เซอร์เข้าเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงการโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (VoIP Calls) ได้แบบฟรีๆ  พร้อมกับมีช่องสำหรับเสียบหูฟังในการสนทนา และช่องเสียบสายชาร์จ USB และเพื่อความปลอดภัย หลังจากใช้งานเสร็จ ระบบจะทำการลบคุกกี้ และข้อมูลการใช้งานทั้งหมดโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีปุ่มแจ้งเหตุฉุกเฉินต่างๆ ไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ด้วย

ส่วนบริเวณด้านข้างทั้ง 2 ด้านของตู้ ประกอบด้วยหน้าจอ LCD ขนาด 55 นิ้ว เพื่อใช้ในการโฆษณา นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมแบบใหม่ที่สามารถสร้างประโยชน์ในการใช้งาน โดยคาดว่าตู้ไวไฟนี้จะสร้างรายได้จากค่าโฆษณาให้กับนครนิวยอร์ก 500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 17,540 ล้านบาทภายใน 12 ปี

กลับมาที่แนวทางการพัฒนาระบบโทรศัพท์สาธารณะในเมืองไทย

ยรรยง บุญหลง สถาปนิกชุมชนผู้มีชื่อเสียงจากการออกแบบพัฒนาที่อยู่อาศัยและพื้นที่ให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น กล่าวว่า การใช้งบประมาณโดยภาครัฐ เรื่องตู้โทรศัพท์สาธารณะควรต้องเริ่มจากการดู “ความน่าจะเป็น” (probability) ว่าจะมีคนใช้งานกี่เปอร์เซนต์ แล้วโอกาสที่งบประมาณนั้นจะสามารถนำไปใช้ในเรื่องอื่นๆที่เป็นประโยชน์มากกว่าเท่าไร

“เราควรจัดสรรงบประมาณตามลำดับความสำคัญ สมมติว่าทุกหย่อมหญ้าในประเทศไทยมีตู้โทรศัพท์สาธารณะ ความน่าจะเป็นของคนที่จะใช้ตู้โทรศัพท์เหล่านี้ก็คือเปอร์เซนต์ของคนไม่มีโทรศัพท์มือถือนั่นเอง ยังไม่รวมคนที่ใช้เพราะไม่อยากเปิดเผยเบอร์โทรของตน ซึ่งในกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน รวมถึงคนที่ไม่มีมือถือที่ยังสามารถหยิบยืมโทรศัพท์คนอื่นใช้ได้ในยามฉุกเฉินอีก ทั้งหมดนี้ทำให้ ความน่าจะเป็นที่จะมีผู้ใช้โทรศัพท์สาธารณะจะยิ่งลดต่ำลงไปอีก สมการง่ายๆคือ (% ของคนไม่มีโทรศัพท์มือถือ) x (% ของคนที่ไม่สามารถยืมโทรศัพท์คนอื่นใช้ได้) คราวนี้สมมุติว่า เราไม่ได้มีตู้โทรศัพท์สาธารณะอยู่ทุกหย่อมหญ้า ความน่าจะเป็นของผู้ที่จะได้พบเจอและใช้ตู้เหล่านี้จะยิ่งลดต่ำลงไปอีก ดังนั้นการใช้งบประมาณ หรือการใช้กฏหมาย จึงควรดูความน่าจะเป็นของการใช้งานควบคู่ไปด้วย

ยรรยง เสนอว่า ผู้ให้บริการควรพัฒนาตู้โทรศัพท์ให้ใช้ประโยชน์ได้สอดคล้องกับยุคสมัยมากขึ้น ไอเดียตัวอย่างคือ อาจทำเป็นตู้ร้องเรียนปัญหาต่างๆในพื้นที่ (webboard report)  และเอาไว้โหวตออนไลน์ เลือกนโยบายต่างๆของเขตนั้นๆ  พร้อมกับสามารถดูได้ในตู้ด้วยว่าปัญหาที่ที่ถูกร้องเรียนไป ไม่ว่าจะเป็นหลุมบ่อ สายไฟฟ้าอันตราย ฯลฯ สำนักงานเขตได้แก้ไขหรือยัง ถ้าเขตไม่แก้ไขปัญหาที่คนกด like จำนวนมาก จะถูกโชว์ไว้บนจอภาพภายนอกตู้

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ท่ามกลางวัฒนธรรมและกระเเสความเจริญของเทคโนโลยี ทุกอย่างต้องปรับตัวไม่เว้นเเม้กระทั่ง “ตู้โทรศัพท์สาธารณะ”

 

จี้ปฏิรูปตำรวจทั้งระบบ สุเทพยันวิ่งซื้อขายเก้าอี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 มีนาคม 2559 เวลา 07:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420398

จี้ปฏิรูปตำรวจทั้งระบบ สุเทพยันวิ่งซื้อขายเก้าอี้

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สถาบันอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้จัดงานเสวนาเรื่อง “การปฏิรูปตำรวจ” โดยวิทยากรส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วยที่จะให้เร่งปฏิรูปตำรวจให้เสร็จก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง

สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (กปปส.) มองว่า ต้องเร่งปฏิรูปตำรวจเพราะมีปัญหาใน 3 ประเด็น คือ 1.ตำรวจเป็นปัญหาของประเทศ เพราะตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของการรักษากฎหมายเพื่อให้ประเทศอยู่อย่างสงบสุข ดังนั้นการรักษากฎหมายนั้นต้องมีความเที่ยงตรง และรักษากฎหมายอย่างจริงจัง โดยโครงสร้างของตำรวจปัจจุบันไม่เอื้อให้ตำรวจทำงานได้อย่างสมบูรณ์

2.ตำรวจเป็นปัญหาของประชาชน เพราะความที่ถูกคาดหวังให้ปฏิบัติกับประชาชนอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค รวมถึงไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้กระบวนการยุติธรรมมีจุดเริ่มจากตำรวจ หากการปฏิบัติหน้าที่ไม่เที่ยงตรง เมื่อคดีไปสู่อัยการหรือศาลจะมีปัญหาได้ และ 3.ตำรวจเป็นปัญหาของตำรวจ ปัจจุบันมีตำรวจปฏิบัติหน้าที่กว่า 3 แสนคน แต่ส่วนใหญ่มีชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป ทั้งค่าตอบแทนที่น้อย หรืออัตราต่ำ ซึ่งไม่เหมาะสมกับการทำงานที่ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน

ทั้งนี้ การปฏิรูปตำรวจต้องพิจารณาถึงค่าตอบแทนที่เพียงพอและเกิดความภาคภูมิใจ ไม่ใช่ปล่อยให้ตำรวจไปหากินเอาเองเหมือนปัจจุบัน และคนที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่รับผิดชอบตำรวจไม่คิดแก้ปัญหานี้ คิดแต่จะใช้ตำรวจเท่านั้น และตอนนี้ถึงเวลาและมีความจำเป็นแล้วที่จะปฏิรูป ในช่วงรัฐบาลของ คสช.อยู่ในฐานะที่จะปฏิรูปให้สำเร็จได้ แต่ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะเอาจริงหรือไม่ เพราะอาจเกรงใจและกลัวการประท้วงของตำรวจก็ได้

“ตำรวจต้องไม่ยอมรับระบบการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เพราะที่ผ่านมาโดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้บัญชาการจากส่วนกลาง ซึ่งบางครั้งเกิดการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง ทำให้ตำรวจไม่เป็นตำรวจของประชาชน ดังนั้นการปฏิรูปตำรวจต้องรื้อทั้งโครงสร้าง” สุเทพ ระบุ

อย่างไรก็ตาม การชุมนุม กปปส.เรื่องสำคัญ คือ ประชาชนขอให้มีการปฏิรูปตำรวจ ดังนั้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องเขียนเรื่องนี้ เพราะถึงเวลา และถามว่าใครต้องทำ แต่รัฐบาลเลือกตั้งไม่กล้าทำเรื่องนี้ เพราะถึงเวลาก็มีขบวนการตำรวจเคลื่อนไหวต่อต้าน ซึ่งรัฐบาล คสช.สามารถทำได้

“วันนี้ต้องให้ตำรวจด้วยกันเองคิด ผมเรียกร้องข้าราชการปฏิรูปตัวเอง ต้องร่วมกัน ไม่มีประโยชน์ สวมเครื่องแบบท่ามกลางการดูหมิ่นชิงชัง ผมยืนยันตำรวจส่วนใหญ่เป็นคนดี อาชีพตำรวจกับนักการเมืองโดนดูถูกและเกลียดมาก ดังนั้นเป็นโอกาสที่ข้าราชการต้องมาร่วมกันปฏิรูปตำรวจ จะช้าหรือเร็วประเทศต้องปฏิรูปตำรวจ” สุเทพ ระบุ

ด้าน อุดม รัฐอมฤต กรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้เหตุผลว่า ต้องทำความเข้าใจว่าทำไมต้องปฏิรูปตำรวจ เพราะตำรวจในสายตาคนไทยมีหลายรูปแบบ รักษากฎหมาย ฟ้องคดี หรือช่วยเวลาคนมีความทุกข์ มองมุมไหน ตำรวจในสังคมไทยมีความจำเป็นต่อการแก้ปัญหา ทั้งใช้กฎหมาย การดำเนินชีวิต และความยุติธรรม

ทว่า ทั้งสามเรื่องมีปัญหา โดยเฉพาะความยุติธรรมทางสังคม การพึงพอใจการดำเนินชีวิต ถามว่าทำไมทุกวันนี้ตำรวจกลัวเรื่องการถูกย้าย แต่การทำให้สังคมไทยพัฒนาได้ต้องยกองค์กรตำรวจและองค์กรทนายความ การเสนอข้อปฏิรูปหลายเรื่อง ทำอย่างไรให้ตำรวจใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

ทั้งนี้ กรธ.ได้ให้ความสำคัญในสองเรื่อง ถ้าไม่ทำถือว่าปฏิรูปไม่สำเร็จและรัฐธรรมนูญนี้ไม่มีความหมาย คือ การศึกษาและการปฏิรูปตำรวจ จึงได้เขียนแนวทาง เพราะให้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งทำ การเปลี่ยนแปลงเกิดได้ยาก อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ทำสองเรื่องให้ได้ก่อนเลือกตั้ง

ปัญหาอย่างแรก บ้านเมืองกำลังพัฒนาไปไกลมาก แต่องค์กรมาทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ถ้าไม่พัฒนาบ้านเมืองก็เดินต่อไปไม่ได้ การเลื่อนขั้นต้องคอยทำตัวสนิท กรธ.ทำอย่างไรให้ตำรวจเป็นมืออาชีพและทำอย่างไรไม่อยู่ภายใต้ผู้บังคับบัญชาไม่กี่คน ยังไม่พูดถึงการเมืองที่เข้ามา

“เราเขียนในรัฐธรรมนูญหนึ่งปีต้องทำให้เสร็จ ในเรื่องการบริหารงานบุคคล หากไม่เสร็จเอาหลักอาวุโสมาเพื่อบังคับ แต่ตอนนี้เดือน ต.ค.ยังไม่มีการแต่งตั้งโยกย้าย เป็นปัญหาที่เรากังวลใจ และ กรธ.ไม่ได้พูดว่าจะแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจ แต่อยากให้ตำรวจไปทบทวนเองว่าทำอย่างไรให้ประชาชนไว้ใจ อีกทั้ง กรธ.อยากเห็นตำรวจปรับภารกิจที่เกินกว่าตำรวจทำ ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก”

ขณะที่ พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ พูตระกูล อาจารย์ประจำคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการตำรวจ ให้เหตุผลว่า มีการตั้งคำถามมากว่าทำไมต้องปฏิรูปตำรวจ แล้วองค์กรอื่นทำไมถึงไม่ต้องปฏิรูป ซึ่งเหตุผลประการสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจและสังคม

ขณะเดียวกันทำอย่างไรให้ตำรวจปลอดการแทรกแซงทางการเมือง โดยกฎหมายตำรวจ นายกฯ เป็นประธาน ก.ตร. เกี่ยวข้องกับการเลือก ผบ.ตร. และอย่างที่สอง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ในการบริหารบุคคลเมื่อเทียบกับอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ได้กระจายอำนาจออกไป

พ.ต.ท.กฤษณพงศ์ ยกตัวอย่าง ไอร์แลนด์เหนือ ในอดีตเคยเป็นอย่างไทยมาก่อน แต่ไอร์แลนด์เหนือได้ปฏิรูปด้วยการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อพิจารณารูปแบบระบบงานตำรวจที่เป็นประชาธิปไตย ขณะที่การมีส่วนร่วมของประชาชน ความพร้อมของอุปกรณ์และเทคโนโลยี มีมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

ทั้งนี้ การแก้ไขนอกเหนือองค์ความรู้แล้วต้องจริงใจด้วย และจะให้ปลอดการแทรกแซงจากการเมือง อาทิ อังกฤษ สหรัฐ เยอรมนี ออสเตรเลีย แคนาดา ไอร์แลนด์เหนือ และญี่ปุ่น มีกระจายไปสู่ท้องถิ่น แต่ถามว่าประเทศไทยพร้อมหรือไม่ เพราะประชาธิปไตย ยุติธรรม ไม่ได้ซื้อหาด้วยเงิน

 

“บุหรี่แพง นักสูบลด” เรื่องจริงหรือแค่มโน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 20:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420380

"บุหรี่แพง นักสูบลด" เรื่องจริงหรือแค่มโน?

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

หนึ่งเดือนหลังการประกาศขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบ ส่งผลให้ราคาบุหรี่พุ่งสูงถึงซองละ 20 บาท ตามมาด้วยกระแสต่อว่าต่อขานจากสิงห์อมควันทั่วประเทศ

การปรับขึ้นภาษีบุหรี่ครั้งนี้ รัฐบาลให้เหตุผลว่าจะเก็บเงินเข้าคลังเพิ่มขึ้นได้อีก 15,000 ล้านบาท ทั้งยังช่วยลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลง แบ่งเบาค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยที่มีสาเหตุจากบุหรี่ลงได้อีกมหาศาล

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ บุหรี่แพงช่วยให้นักสูบลด ละ เลิกสูบบุหรี่ได้จริงหรือ

ย้อนรอย”ภาษียาสูบ”

จากการศึกษาเรื่อง “วิวัฒนาการของการควบคุมการบริโภคยาสูบในเมืองไทย” โดยชูชัย ศุภวงศ์, สุภกร บัวสาย และจิตสิริ ธนภัทร สถาบันวิจัยสาธารณสุข (สวรส.) ระบุว่า การควบคุมการบริโภคยาสูบในไทยแบ่งออกเป็น 4 ช่วง

ช่วงแรก ก่อนปีพ.ศ. 2529 การดำเนินการเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ขาดความต่อเนื่อง

ช่วงที่สอง 2529-2532 มีการประสานงานกันและจัดตั้งองค์กรเพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบ เช่น การก่อตั้งมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ คณะกรรมการควบคุมการบริโภคยาสูบแห่งชาติ สำนักควบคุมยาสูบ กระทรวงสาธารณสุข

ช่วงที่สาม 2532-2534 ถูกประเทศมหาอำนาจใช้กฎหมายทางการค้าบีบบังคับให้เปิดตลาดบุหรี่ต่างประเทศ

ช่วงที่สี่ 2534-2539 ช่วงเวลาของการใช้มาตรการทางกฎหมายและภาษี เช่น ออกกฎหมายควบคุมโฆษณาและส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ยาสูบ ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ รวมทั้งการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบ

ปัจจุบัน ระบบภาษียาสูบของไทยใช้นโยบาย “สองเลือกหนึ่ง”  หมายถึง คำนวณภาษีตามราคาต้นทุนที่บริษัทบุหรี่แจ้ง  และคำนวณภาษีตามสภาพ คือ ตามน้ำหนักมวนบุหรี่ หากวิธีคำนวณไหนมีมูลค่าภาษีมากกว่าก็ให้เก็บตามวิธีนั้น

ข้อมูลจากมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ พบว่า ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายบุหรี่เฉลี่ยคงที่ ประมาณ 2,000 ล้านซอง ทว่ารายได้จากการเก็บภาษีเพิ่มเป็น 4 เท่า ยกตัวอย่าง เช่น ปี 2534 เก็บภาษีได้ 15,898 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราภาษี 55 % ปี 2558 อัตราภาษีกระโดดไปถึง 87 % เก็บภาษีได้ 62,733 ล้านบาท นอกจากนี้ ยาสูบถือเป็นหนึ่งในสินค้าที่ถูกจัดเก็บภาษีไว้ในหมวดภาษีบาป (Sin tax) หมายถึง กิจกรรมที่รัฐไม่สนับสนุน เนื่องจากส่งผลร้ายต่อสุขภาพ ต่อมาจึงมีแนวคิดที่จะนำเงินส่วนหนึ่งของภาษีบาปไปสนับสนุนกิจองค์กรทางสังคมอื่นๆ เช่น หัก 2 % ของภาษีที่ต้องชำระในแต่ละปีไปสนับสนุนการทำงานของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 1.5 % สนับสนุนสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อีก 2 % สนับสนุนกองทุนการกีฬา เป็นต้น

ล่าสุดการปรับขึ้นราคาภาษียาสูบ เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้ประกาศใช้กฎกระทรวงปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบทั้งสองแบบ คือ คำนวณภาษีจากราคาต้นทุน จากเดิม 87% ปรับขึ้นเป็น 90% และคำนวณภาษีตามสภาพ จากเดิมเก็บ 1 บาทต่อกรัม ขยับขึ้นเป็น 1.1 บาทต่อกรัม ส่งผลให้ราคาบุหรี่ที่ขายในประเทศเพิ่มขึ้น 5-20 บาท ยกตัวอย่างบุหรี่ยี่ห้อดังของต่างประเทศที่เคยจำหน่าย 95 บาทต่อซอง ปรับเป็น 120 บาทต่อซอง บุหรี่ต่างประเทศยี่ห้อดังอีกราย 66 บาทต่อซอง เพิ่มเป็น 80 บาทต่อซอง ส่วนบุหรี่ในประเทศยี่ห้อดัง ราคา 67 บาทต่อซอง ปรับเป็น 80 บาทต่อซอง ขณะที่บุหรี่ราคาต่ำสุดเคยขายอยู่ที่ 35 บาทต่อซอง ปรับเป็น 40 บาทต่อซอง เป็นต้น

“ขึ้นราคาบุหรี่”ยาแรงได้ผลชะงัด 

ว่ากันว่า มาตรการขึ้นภาษียาสูบถือเป็นวิธีการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด แม้แต่บริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่ยังออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านด้วยความหวั่นเกรง

ดังเช่นหนังสือชื่อ “Trust us We’are The Tobacco Industry” เขียนโดย รอสส์ แฮมมอนด์ และแอนดี้ โรเวล ได้เผยแพร่เอกสารลับภายในของบริษัทบุหรี่ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งแสดงความวิตกกังวลต่อการขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบว่า

“ในบรรดาความวิตกกังวลทั้งหมด มีอยู่ข้อหนึ่งที่ทำให้เราหวาดหวั่นมากที่สุด นั่นคือ การเก็บภาษีอากร แม้ว่ามาตรการจำกัดกิจกรรมการตลาด การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และการสูบบุหรี่มือสองทำให้ยอดขายลดลง แต่จากประสบการณ์ของเรา การเก็บภาษีอากรทำให้ยอดขายลดฮวบฮาบลงกว่านั้นได้มากทีเดียว”

หนังสือเล่มนี้ยังระบุอีกว่า การคงระดับราคาผลิตภัณฑ์ยาสูบให้ต่ำมีความสำคัญมากสำหรับความพยายามของบริษัทบุหรี่ที่จะรักษาลูกค้าในปัจจุบันเอาไว้ พร้อมๆกับดึงดูดใจให้คนเริ่มสูบบุหรี่ ยกตัวอย่างในละตินอเมริกา มาร์ลโบโร เรด มีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้สูบบุหรี่วัยหนุ่มสาวตอนต้นและผู้เริ่มสูบบุหรี่เป็นอย่างมาก เคล็ดลับของการเติบโตของมาร์ลโบโร เรดในตลาดละติน อเมริกาคือ ราคาที่ย่อมเยา

ศาสตราจารย์ นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันกลุ่มผู้สูบบุหรี่แบ่งเป็น 5 กลุ่มคือ รวยมาก รวย ปานกลาง จน และจนมาก

“บุหรี่แพง คนรวยมากกับรวยจะไม่ได้รับผลกระทบเลย ยังสูบยี่ห้อเดิมในปริมาณเท่าเดิม ขณะที่คนฐานะปานกลาง อาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย เช่น ลดปริมาณการสูบลง จากสัปดาห์ละ 2 ซองเหลือ 1 ซอง แต่ไม่เปลี่ยนยี่ห้อ คนจนจะเปลี่ยนหันไปสูบยี่ห้อที่ราคาถูกกว่า หรือเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ไปสูบยาเส้น สุดท้ายคนจนมาก กลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบหนักสุด สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2557 เคยสำรวจว่า คนจนสุดๆที่มีรายได้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 1,982 บาท ต้องเสียเงินซื้อบุหรี่ถึงเดือนละ 426.8 บาท นับเป็น 21.5 % ของรายได้ ถ้าบุหรี่แพงขึ้น บางคนอาจเลิกสูบเพราะซื้อไม่ไหว ผมว่าถ้าคนจนเลิกได้ มันจะปลดเขาออกไปจากวงจรชีวิตเดิมๆ เงินที่เคยเสียค่าบุหรี่เปลี่ยนไปซื้อสิ่งจำเป็นอย่างอื่น คุณภาพชีวิตของเขาก็จะดีขึ้น

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ยอมรับว่า การขึ้นภาษีบุหรี่มีส่วนทำให้คนเลิกบุหรี่ได้จริง แต่สำหรับเมืองไทยอาจมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เหตุเพราะโครงสร้างภาษียาสูบของเมืองไทยยังมีจุดอ่อน

“ขึ้นราคาแต่ละครั้งแค่ 20 บาทต่อซอง ถ้าคุณเงินเดือน 20,000 คงไม่กระทบกระเทือนหรอก ลองขึ้นภาษีโหดๆแบบออสเตรเลีย มาเลเซียสิ บุหรี่ราคาถูกสุดในตลาดตอนนี้ประมาณ 100 บาทต่อซองแล้ว  บ้านเราโครงสร้างภาษียังมีช่องโหว่ เปิดโอกาสเปิดทางเลือกให้เขาเปลี่ยนไปสูบอย่างอื่นแทนได้”

ศาสตราจารย์ นพ. ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

รศ.ดร.สุชาดา ตั้งทางธรรม นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ปัจจุบันรายได้รัฐบาลจากกิจการยาสูบแบ่งเป็น รายได้จากโรงงานยาสูบหรือขายบุหรี่ 6,000 ล้านบาท และ รายได้จากภาษีสรรพสามิตหรือภาษีบุหรี่ 60,000 ล้านบาท

“รัฐบาลหลายประเทศที่ใส่ใจให้ความสำคัญต่อสุขภาพประชาชน เขาจะยอมสละรายได้จากโรงงานยาสูบด้วยการขายโรงงานทิ้ง แล้วเลือกเอารายได้จากภาษีบุหรี่ซึ่งมากกว่าหลายเท่า ที่สำคัญจะช่วยยับยั้งการเพิ่มขึ้นค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยอันเนื่องมkจากการสูบบุหรี่ ซึ่งแต่ละปีรัฐต้องแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งทางตรงทางอ้อมนับแสนล้าน อีกเรื่องไม่ควรมองข้ามคือ การขึ้นภาษีบุหรี่ บุหรี่มีราคาแพงขึ้น จะช่วยสกัดกั้นนักสูบหน้าใหม่ออกไปได้ โดยเฉพาะเยาวชน

เสียงสะท้อนจากสิงห์อมควัน

ทุกครั้งที่มีการขึ้นราคาบุหรี่ เสียงก่นด่าสาปแช่งดังระงมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

ผลการสำรวจความคิดเห็นผู้สูบบุหรี่ต่อการขึ้นภาษีบุหรี่ โดยกรุงเทพโพลล์ เมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา พบว่า มีผู้ไม่เห็นด้วยถึง 75.5 % โดยเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยคือ 81.2 % ทำให้บุหรี่มีราคาแพงเกินไป 9.8 % มองว่ารัฐแก้ปัญหาไม่ตรงจุด 9.0 % ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะที่ 24.5 % ของผู้ที่เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีบุหรี่ ให้เหตุผลว่า 48.4 %จะทำให้สูบบุหรี่ลดลง  20.8 % เชื่อว่าจะช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ 11.8 % ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ และ 19 % มองว่าทำลายสุขภาพ ฟุ่มเฟื่อยไร้สาระ

ถามความเห็นไปยังเจ้าของร้านโชห่วยรายหนึ่ง ย่านท่าน้ำนนท์ เขาเชื่อว่าสาเหตุการปรับขึ้นภาษีบุหรี่ครั้งนี้ เป็นเพราะรัฐบาลถังแตก ต้องการเงินไปบริหารประเทศ

ทุกรัฐบาลเวลาเงินขาดมือก็จะหาทางขึ้นภาษีโน้นภาษีนี้ หนีไม่พ้นเหล้ากับบุหรี่ ถามว่ายอดขายตกไหมก็มีหายไปบ้างเล็กน้อยช่วงสแรกๆ อาจเป็นเพราะว่าคนอาจตกใจข่าว สับสน แต่สุดท้ายก็กลับมาสูบเหมือนเดิม คนติดยังไงมันก็ต้องสูบ พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของลูกค้าประจำยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง คนมีเงินซื้อบุหรี่นอก แพงแค่ไหนก็ยังซื้อ ส่วนพวกคนรายได้น้อยที่นิยมสูบบุหรี่ไทย จะซื้อแบบแบ่งขายทีละ 4 มวน ราคา 20 บาท แบบนี้ซื้อง่ายขายคล่องกว่า”

เพจเฟซบุ๊ก Thai Smokers Community

บุญเหลือ สงมา พนักงานรักษาความปลอดภัย เล่าว่า เปลี่ยนพฤติกรรมจากการ’ซื้อซอง’มาเป็น’ซื้อแบ่งขาย’นานแล้ว

“สมัยก่อนซื้อเป็นซอง พอมันขึ้นพรวดๆจาก 40 บาท เป็น 80 บาทก็ไม่ไหว หันมาซื้อแบบแบ่งขายดีกว่า เสียเงินน้อย แถมช่วยให้สูบน้อยลงด้วย ผมไม่คิดจะเปลี่ยนยี่ห้อนะ ติดรสชาติ บุหรี่ราคาถูกบางยี่ห้อสูบทีเดียวแทบเขวี้ยงซองทิ้ง รสชาติแย่มาก เดี๋ยวนี้ใครมาขอฟรีๆด่าเลย มวนละ 7 บาทแล้ว ใจมึงยังจะขอกันอีกเหรอ”

จุฬา เสรีวัลลภ ลูกจ้างบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง ให้ความเห็นว่า บุหรี่แพง นักสูบรากหญ้าได้รับผลกระทบแน่นอน อาจสูบในปริมาณที่น้อยลง แต่เชื่อว่าไม่มีใครเลิกอย่างแน่นอน

“บุหรี่แพง คนยังปรับตัวได้ เปลี่ยนยี่ห้อ เปลี่ยนมาซื้อแบ่งขาย ไม่มีใครเลิกหรอก บุหรี่มันเลิกง่ายๆที่ไหน เท่าที่เจอมาคนเลิกบุหรี่ได้เพราะจำใจต้องเลิกเพราะป่วย ขืนดูดอีกตายแน่ อีกกลุ่มคือลูกเมียขอร้อง เลิกเพราะบุหรี่แพงไม่น่าจะมี ต่อให้ยุบโรงงานยาสูบทิ้ง คนติดมันก็ขวนขวายหามาสูบได้อยู่ดีครับ”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การปรับขึ้นภาษีบุหรี่ ก่อให้เกิดกระแสคัดค้านต่อต้านจากบรรดานักสูบที่ปัจจุบันมีมากถึง 11 ล้านคน แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับเสียงชื่นชมอย่างท้วมท้นถล่มทลายจากประชาชนผู้ไม่สูบบุหรี่อีกเป็นจำนวนมาก