โจรจีนอาละวาด! 5 ปีคดีเพียบ “เข้าออกง่าย ไร้ตรวจสอบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 06:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/420178

โจรจีนอาละวาด! 5 ปีคดีเพียบ "เข้าออกง่าย ไร้ตรวจสอบ"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

พฤติกรรมปล้นสนั่นกรุง ที่แก๊งชาวจีน 4 คนบุกเข้าปล้นร้านขายปืน อินเตอร์อาร์ม บริเวณดงร้านปืนอย่างย่านวังบูรพาภิรมย์ แต่ทั้งหมดถูกเจ้าของร้านพร้อมตำรวจที่ประสบเหตุยิงสกัดได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ก่อนนำตำรวจควบคุมตัวสอบเครียดขยายผลจนทราบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดต้องการปล้นปืนเพื่อนำไปต่อยอดปล้นร้านทองและธนาคารอีกทอดหนึ่ง และยังรับอีกว่าต้องการปืนเพื่อนำกลับไปขายต่อที่ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นสินค้าที่ราคาสูง

แต่ตำรวจคงไม่หยุดแค่คำรับสารภาพ เพราะพฤติกรรมถือว่าต้องสงสัยหลายอย่าง ล่าสุดที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการแทน ผบช.น. บอกชัดว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการก่อการร้าย แต่จากข้อมูลที่มีอยู่นั้นชัดเจนว่าผู้ก่อเหตุพยายามเข้ามาเป็นขบวนการและเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ

เหตุอุกอาจที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก เพราะใครจะกล้าหาญถึงขนาดบุกเข้าปล้นร้านปืน อีกทั้งผู้ต้องหายังเป็นคนต่างชาติอีกด้วย และครั้งนี้ถือเป็นเหตุอุกอาจที่สุดที่คนจีนเข้ามาก่อเหตุในประเทศไทย

หากวิเคราะห์ถึงพฤติกรรมของอาชญากรรมที่เกิดจากคนจีนเข้ามาก่อเหตุในประเทศไทย แหล่งข่าวอดีตนายตำรวจใหญ่จากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง วิเคราะห์ถึงอาชญากรรมของคนจีนที่เข้ามาในประเทศไทยว่า ส่วนใหญ่แล้วอาชญากรรมจากจีนจะอยู่กันเป็นแก๊งในกรุงเทพฯ จะมีที่ย่านห้วยขวาง รัชดา และบางนา ซึ่งส่วนใหญ่จะคุมธุรกิจจากจีนอีกทอดหนึ่ง เช่น ร้านอาหาร ร้านคาราโอเกะ ซึ่งข้างต้นเป็นรูปแบบอาชญากรรมจากจีนที่เริ่มแผ่ขยายได้ราว 4-5 ปีแล้วและมีคดีความเพิ่มขึ้น แต่เดิมจะเห็นว่าคนจีนหากเข้ามาก่อเหตุ จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการฉ้อโกงทรัพย์ หรือที่คุ้นกันดีกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

“แน่นอนว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังคงมีอยู่ในเมืองไทย แต่ก็ไม่มากเหมือนยุคก่อนเพราะรัฐและตำรวจเอาจริงในการปราบปราม พวกนี้เองเมื่อทำผิดกฎหมายฉ้อโกงไม่ได้ ก็ผันตัวไปเก็บค่าคุ้มครอง แต่มีบ้างที่เปิดบ่อนวิ่ง ส่วนใหญ่คนไทยช่วยแน่นอน ทั้งไทยจีน หรือไทยแท้” อดีตบิ๊กตำรวจ ฉายภาพแก๊งคนจีน

แต่กระนั้น นายตำรวจผู้นี้เสริมว่า ไม่อยากเหมารวมว่าเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งหมด แต่จากที่ได้ทำงานมาก็พบว่าคนร้ายเป็นชาวจีนที่หลากหลายกลุ่ม ทั้งจีนไต้หวัน จีนฮ่องกง เป็นต้น แต่จีนมองมองโกเลียจากเหตุล่าสุดนี้ ยอมรับว่าเป็นเหตุอุกอาจและเพิ่งจะเคยได้ยินว่าจีนมองโกเลียมาก่อเหตุเช่นกัน

อีกมุมจากตำรวจที่เชี่ยวงานต่างประเทศ พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ผบก.ตท.) บอกว่า อันดับแรกคือประเทศไทยค่อนข้างจะเสรีในการเข้าออก เพราะตั้งแต่เปิดเสรีประชาคมอาเซียน ประชากร 10 ประเทศรวมกว่า 670 คน ก็มีสิทธิเดินทางเข้าออกอย่างง่ายดาย เพียงเพราะมีแค่หนังสือเดินทางเท่านั้น วีซ่าก็ไม่จำเป็นต้องมีเพราะเราได้ยกเว้น

เช่นกันกับชาวจีนที่เดินทางเข้าออกเมืองไทยได้ง่ายเพราะความสัมพันธ์ อีกทั้งยังใกล้ แต่คนที่เข้าออกเรารู้กันหรือไม่ว่า “เขา” คนนั้นเป็นคนมีคดีติดตัว หรือเป็นอาชญากรมีประวัติเอาไว้อย่างไร ตรงนี้เราไม่มีเทคโนโลยีไปตรวจสอบได้เลย และแน่นอนว่าปัญหาอาชญากรรมจะยิ่งมากขึ้นนับร้อยเท่า และไม่ใช่แค่คนไทยจะก่อเหตุได้เพียงฝ่ายเดียวแล้ว

“คดีที่ชาวจีนปล้นปืนที่เกิดขึ้นเพราะขาดการตรวจสอบตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงการประสานไปยังต่างประเทศ และมันก็สะเทือนไปถึงการข่าว แต่ยังคงไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่ เพราะตำรวจต้องสกัดข้อสงสัยคือ มีส่วนเชื่อมโยงไปยังประเทศอื่นหรือไม่ มีการสั่งการมายังต่างประเทศหรือไม่ และกลุ่มผู้ต้องหาก่อเหตุในลักษณะนี้ที่ต่างประเทศด้วยหรือเปล่า ทั้งหมดตำรวจต้องพิสูจน์ให้ขาด”

พล.ต.ต.อภิชาติ ยอมรับว่า ชาวจีนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยค่อนข้างมากเพราะสะดวก ทั้งการท่องเที่ยวและทำธุรกิจแต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะด้านภาษา การไม่เข้าใจกฎหมายบ้านเมือง และจะสะท้อนไปเรื่องแรกคือไทยไม่รู้เลยว่าคนที่เข้ามามีประวัติอย่างไร

ในศตวรรษข้างหน้า ตำรวจสากลถือเป็นวาระที่ตำรวจทั่วโลกต้องร่วมกันป้องกันอาชญากรรมและการก่อการร้าย โดยใช้รูปแบบเดียวกันทั่วโลกคือรหัส B.P.I.I. พล.ต.ต.อภิชาติ อธิบายว่า รหัสนี้จะเป็นการป้องกันภัยที่ตำรวจทั่วโลกจะต้องใช้ร่วมกัน B คือ Border control การคุมเข้มตามด่านเข้าออกชายแดน รั้วบ้านเข้มแข็งพอหรือไม่ การตรวจสอบคนเข้าออกต้องมีมาตรการที่เข้มงวด

P คือ Police ระบบของตำรวจในแต่ละประเทศต้องเข้มแข็ง ทั้งงานด้านป้องกัน สืบสวน I คือ Intelligence การข่าวต้องดี และมีความเข้มแข็งในการช่วยป้องกันเหตุร้าย และ I สุดท้าย คือ International การร่วมมือระหว่างต่างประเทศที่ต้องครอบคลุม

“ประเทศไทยโดดเด่นในตัว P คือตำรวจที่เก่งด้านสืบสวนและสอบสวน คดียากๆ เราปิดได้หมด แต่หากตำรวจเก่ง แต่ชายแดนไม่เข็มแข็ง หรือการข่าวอ่อนแอ และการประสานงานกับต่างประเทศด้อยเพราะขาดเทคโนโลยี ตำรวจต่อให้เก่งแค่ไหนก็คงเอาไม่อยู่” พล.ต.ต.อภิชาติ กล่าว

 

เปิดแผน “ยุทธศาสตร์ชาติ” ตีกรอบคุมนโยบาย “รัฐสภา-ครม.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มีนาคม 2559 เวลา 08:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/419984

เปิดแผน "ยุทธศาสตร์ชาติ" ตีกรอบคุมนโยบาย "รัฐสภา-ครม."

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

หนึ่งในประเด็นทางการเมืองที่อยู่ในความสนใจไม่แพ้กับการร่างรัฐธรรมนูญ คือ ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เพราะนับตั้งแต่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ได้ตอกย้ำหลายครั้งในที่สาธารณะว่าประเทศไทยควรมีแผนยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการพัฒนาประเทศ

โดยเมื่อวันที่ 16 ก.พ. สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลงมติให้ความเห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน สปท. ที่มี พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานคณะ กมธ. เป็นผู้เสนอ

อย่างไรก็ตาม แม้ สปท.จะมีมติให้ความเห็นชอบ แต่ในระหว่างการพิจารณา ได้มีสมาชิก สปท. อภิปรายท้วงติงในหลายประเด็น และขอให้คณะ กมธ.ชุดนี้นำกลับไปแก้ไขตามความเห็นของสมาชิก สปท. ก่อนส่งมอบให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดำเนินการจัดทำเป็นกฎหมายต่อไป โดยคณะ กมธ.ดำเนินการแก้ไขในประเด็นสำคัญดังนี้

1.แก้ไขด้วยเพิ่มเติมให้การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องครอบคลุมถึงการกีฬา เดิมไม่ได้กำหนดเอาไว้ ซึ่งคณะ กมธ.ปรับแก้ไขและมีถ้อยคำว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ หมายความว่า แม่บทหลักที่เป็นกรอบกำหนดนโยบายและแผนต่างๆ สำหรับการพัฒนาประเทศ กำหนดทิศทาง เป้าหมาย หรือแนวทางการพัฒนา การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ การจัดสรรทรัพยากร และเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาของภาคเอกชนและภาคประชาชน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน รวมทั้งมีอธิปไตยและเข้มแข็งในประชาคมโลก อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมด้านความมั่นคงทางทหาร การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน…และกีฬา”

2.เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่สมาชิก สปท.อภิปรายเรียกร้องให้มีการกำหนดชัดเจน โดยคณะ กมธ.แก้ไขเป็น “การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องพิจารณาผลประโยชน์แห่งชาติ วัตถุประสงค์หลักของชาติ ซึ่งเป็นความต้องการและจำเป็นในการพัฒนาประเทศ โดยการวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศ… การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำ การแสดงความคิดเห็น การเสนอแนะเนื้อหา วิธีการติดตามประเมินผล รวมทั้งให้มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขกระบวนการการให้ประชาชนมีส่วนร่วม การจัดทำ การแสดงความคิดเห็น หรือวิธีการอื่นที่เหมาะสมให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติกำหนด รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงอย่างมีประสิทธิภาพ”

3.ระยะเวลาการบังคับใช้ยุทธศาสตร์ชาติ เดิมกำหนดในลักษณะไม่บังคับว่าจะปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติในทุก 5 ปี หรือไม่ก็ได้ แต่สมาชิก สปท.ได้ทักท้วงว่าควรกำหนดเป็นสภาพบังคับเอาไว้ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติได้ตามสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งคณะ กมธ.เห็นด้วยและดำเนินการแก้ไขเป็น “ยุทธศาสตร์ชาติให้มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 20 ปี และจัดให้มีการพิจารณาทบทวนทุก 5 ปี หรือเมื่อมีสถานการณ์กระทบต่อวัตถุประสงค์หลักตามยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นนัยสำคัญ”

4.ผลผูกพันของยุทธศาสตร์ชาติ เดิมกำหนดในมาตรา 10 ว่า “ยุทธศาสตร์ชาติมีผลผูกพันรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีทุกสมัย แม้จะมิใช่รัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีที่ได้ให้ความเห็นชอบ หรือถือว่าได้ให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์ก็ตาม” ซึ่งคณะ กมธ.ได้ตัดข้อความดังกล่าวออกไปทั้งหมดตามความเห็นของ สปท. ที่เห็นว่าเป็นการบังคับรัฐสภาและรัฐบาลในอนาคตมากเกินไป โดยได้แก้ไขถ้อยคำเพื่อไม่ให้เกิดการบังคับแบบตายตัวว่า “การจัดทำและการดำเนินนโยบายหรือแผนหรือแผนงานของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี รวมทั้งองค์กรและหน่วยงานของรัฐ ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติตาม พ.ร.บ.นี้”

5.อัตราเงินเดือนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จากที่กำหนดให้เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง และผลประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ได้รับเท่ากับประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือประธานศาลฎีกา แต่ที่ประชุม สปท.เห็นแย้งว่า หากให้มีอัตราเงินเดือนเท่ากับผู้นำฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ หรือตุลาการ อาจทำให้ประธานกรรมการยุทธศาสตร์ถูกมองว่าเป็นอำนาจอธิปไตยที่สี่ได้ ดังนั้น คณะ กมธ.จึงได้แก้ไขด้วยการบัญญัติให้เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ผลประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานกรรมการและกรรมการยุทธศาสตร์เป็นไปตามที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแทน

6.เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะ กมธ.แก้ไขให้เลขาธิการฯ มีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี จากเดิมที่กำหนดไว้ 4 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระไม่ได้ ส่วนอำนาจหน้าที่ยังคงเหมือนเดิม ทั้งในด้านการสนับสนุนคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติในการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ เผยแพร่ และให้ความรู้แก่ประชาชนใน
รูปแบบต่างๆ

ถึงกระนั้น แม้ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติได้มีการแก้ไขในหลายเรื่อง แต่มีบางส่วนที่คณะ กมธ. ยังให้คงไว้ตามเดิม อย่างหลักการและเหตุผลของการให้มียุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งได้บัญญัติว่า “ในยุคโลกาภิวัตน์ การพัฒนาประเทศสู่ความเป็นเลิศ มีความมั่นคงและยั่งยืน สามารถแข่งขันได้ระดับสากล จำเป็นต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติที่เป็นระบบ มีการใช้ข้อมูลความรู้ที่เกิดจากการศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบ มีการกำหนดวัตถุประสงค์หลักของการพัฒนาที่ชัดเจน ทันสมัยและเหมาะสม เป็นยุทธศาสตร์ชาติที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันตามการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก

และที่สำคัญ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติต้องสะท้อนถึงความต้องการของประเทศชาติและประชาชน เพื่อนำการพัฒนาประเทศที่ดำรงความเป็นธรรมและคำนึงถึงประโยชน์สุขของประชาชน ดังนั้น การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและการจัดตั้งกลไกเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งการตรวจสอบ ติดตาม และประเมินผลยุทธศาสตร์ชาติ จึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ”

เช่นเดียวกับโครงสร้างของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ที่ยังเป็นไปตามเดิม คือ ให้ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ มีหน้าที่เสนอยุทธศาสตร์ชาติให้รัฐสภาพิจารณา โดยต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 45 วัน พร้อมกับกำหนดแนวทางการบูรณาการ การกำหนดเป้าหมาย และการจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาต่างๆ และตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ และระยะเวลาของการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งตรวจสอบ ติดตาม ประเมินความสอดคล้องและผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติขององค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ

 

“งานแต่งในฝัน”…สร้างครอบครัวหรือสร้างหนี้?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 11:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/419883

"งานแต่งในฝัน"...สร้างครอบครัวหรือสร้างหนี้?

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

“ผมรักคุณนะ.. คนดีของผม”

ประโยคสุดโรแมนติกของเจ้าบ่าวในชุดสูทสุดเนี๊ยบที่เอ่ยกับเจ้าสาวในชุดขาวบริสุทธิ์  เรียกรอยยิ้มและเสียงปรบมือจากแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน ทุกคนต่างภาวนาให้ความรักของทั้งคู่อยู่ยงคงกระพันไม่มีวันเสื่อมคลาย

แต่ใครจะรู้ว่า ก่อนจะออกมาเป็นภาพงานวิวาห์สุดโรแมนติก คู่รักจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล โดยเฉพาะเรื่อง “ค่าใช้จ่ายในการจัดงานแต่ง” งานสำคัญที่ว่ากันว่ามีเพียงครั้งเดียวในชีวิต เจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และแรงเงินสุดความสามารถ เพื่อให้ทุกคนประทับใจ

จากอดีตที่เน้นความเรียบง่าย วันนี้งานวิวาห์เปรียบเสมือนค่านิยมที่ทุกอย่างล้วนมีราคา (แพง)

ย้อนปูม “พิธีแต่งงาน” ในอดีต

วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลง สังคมเปลี่ยนไป รวมทั้งประเพณีแต่งงานของคนไทยด้วย

คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อธิบายว่า  ในสังคมโบราณ ก่อนที่ฝ่ายชายจะได้รับการยอมรับจากครอบครัวฝ่ายหญิง ต้องเข้าไปเป็น “บ่าว” หรือคนใช้ที่เรือนเขาก่อน เนื่องจากในอดีตเป็นสังคมเกษตร การมีแรงงานเพิ่มนับเป็นเรื่องดี  ดังนั้นก่อนจะเป็นนายจึงต้องไปเป็นคนใช้เขาก่อน ลักษณะดังกล่าวพบเห็นได้ในวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น ขุนช้างขุนแผน คนไทยถึงเรียกผู้ชายว่า “เจ้าบ่าว” แปลว่าคนใช้ พ่อแม่เขาพอใจเมื่อไหร่ ถึงจะยอมยกลูกสาวให้

พิธีแต่งงานสมัยโบราณนั้นเรียบง่าย เริ่มจากยกขันหมากไปขอขมาพ่อแม่ ทำพิธีกราบไหว้ผีและบรรพบุรุษ ต่อด้วยพิธีสงฆ์ ก่อนจะกินเลี้ยงเหมือนงานบุญทั่วไปเป็นอันจบสิ้นพิธี กระทั่งต่อมาเกิดเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศทั้งจากจีน ฝรั่ง และอินเดีย

“ในครอบครัวที่มีความเป็นจีนก็จะเพิ่มการจัดเลี้ยงเข้ามามากขึ้น อย่างโต๊ะจีนที่เราเห็น หรือรูปแบบการแต่งกายที่ได้รับมาจากวัฒนธรรมของฝรั่ง ซึ่งเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยเริ่มแต่งในหมู่ชนชั้นสูงก่อนและแพร่มาสู่คนทั่วไป จากนั้นพัฒนามาเรื่อยตามวัฒนธรรมที่เปิดรับเข้ามา ทั้งพิธีรดน้ำสังข์ การเจิม การคล้องมาลัยมงคลจากอินเดีย เรียกว่าทั้งหมดในปัจจุบันเกิดจากการผสมผสานวัฒนธรรมต่างๆเข้าด้วยกัน”

คมกฤช กล่าวต่อว่า  หลังแต่งงานแล้วฝ่ายชายจะเข้าไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง แต่ด้วยอิทธิพลของจีนจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงให้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชายแทน โดยเริ่มมีการใช้นามสกุลฝ่ายชาย และตราเป็นกฎหมายในสมัยรัชกาลที่ 6 ส่วนเรื่องเงินสินสอดนั้นคาดว่ามีมาตั้งแต่ในอดีต เพียงแต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุด ดังที่ปรากฎใน วรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนหนึ่งว่า ‘พร้าขัดหลังเล่มเดียว’ก็ยกให้

“ถ้าคุณขยันขันแข็ง พร้าขัดหลังเล่มเดียวเขาก็ยกลูกสาวให้ แต่ผมเข้าใจว่า ภายหลังที่สินสอดมีความสำคัญ เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงของสังคม บวกกับวัฒนธรรมผสมผสานของจีนและอินเดียปรากฎความสำคัญ เมื่อคุณไม่ได้ใช้วิถีชีวิตที่ผู้ชายต้องไปทำงานให้บ้านผู้หญิงแล้ว เลยต้องมีการแลกเปลี่ยนหรือเป็นข้อตกลง เมื่อผู้หญิงเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชายแทน”

อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร สรุปภาพรวมการแต่งงานในยุคปัจจุบันว่า  เป็นลักษณะของการผสมผสานวัฒนธรรมอื่นๆ เข้ามา  และเริ่มไม่โฟกัสกับพิธีกรรม แต่เปลี่ยนไปโฟกัสกับการจัดเลี้ยงหรือ ภาพพรีเวดดิ้ง และเสื้อผ้าซึ่งกลายเป็นสาระสำคัญไป ทั้งที่ในอดีตเป็นแค่ส่วนเล็กๆของงานเท่านั้น

“งานแต่งยุคใหม่” ไม่ใช่ฟุ่มเฟือย แต่เป็นความพึงพอใจ

โจ้-ชยวัสส์ ปัญจภักดี ออร์แกไนเซอร์ชื่อดัง เจ้าของ Rainforest the Wedding  มองว่า ปัจจัยเช่นเทคโนโลยี การสื่อสาร และทัศนคติคนรุ่นใหม่ มีผลอย่างมากทำให้พิธีแต่งงานพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง

“มันเป็นความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม ทุกวันนี้พอมีคนจัดงานหนึ่ง ถ้าจัดออกมาได้ดี คนอื่นที่กำลังจะแต่งหรืออยากแต่งก็อยากได้แบบนั้นบ้าง ยิ่งสำหรับคนที่มีฐานะใกล้เคียงกันก็อยากจะทำให้งานตัวเองดีกว่างานที่เคยเจอมา งานแต่งงานเลยมีการพัฒนาการของมันตัวเองอยู่ตลอด”

การแต่งงานรุ่นพ่อแม่มักจัดกันที่บ้านและให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารมาก เพราะถือเป็นตัวสร้างความประทับใจให้แก่แขกผู้มาร่วมงาน แต่ปัจจุบันสถานที่จัดงานเปลี่ยนไปเป็นโรงแรม ทำให้ความสำคัญของอาหารถูกลดลงไป

“สมัยยุคพ่อแม่เราจัดกันที่บ้าน และให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารมากเพื่อให้แขกประทับใจในเรื่องรสชาติ แต่ทุกวันนี้สถานที่จัดงานเปลี่ยนไป ธุรกิจโรงแรมครอบคลุมในเรื่องการจัดเลี้ยงจนกลายเป็นที่นิยมของคนยุคใหม่ เพราะเห็นว่าสะดวกสบายกว่าบ้านซึ่งไม่ได้ออกแบบมาให้พร้อมจัดงานกันได้ทุกหลัง  อย่างไรก็ตามโรงแรมทำให้แขกรู้สึกว่าไม่มีทางเลือกมากนักในเรื่องอาหาร บางแห่งนำเข้าได้ บางแห่งไม่ได้  เจ้าภาพและแขกรู้สึกว่าอาหารไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกแล้ว งานแต่งงานจะดีไม่ดี น่าประทับใจหรือไม่นั้นกลายเป็นขึ้นอยู่กับการตกแต่งและรูปแบบของงานมากกว่า”

คำถามคลาสสิกมีอยู่ว่าพ.ศ.นี้งานแต่งงานนับเป็นความฟุ่มเฟือยหรือไม่ ออร์แกไนเซอร์คนดังตอบทันทีว่า ไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นเรื่องของความพึงพอใจ  แล้วแต่ว่าใครจะให้คุณค่ากับงานแต่งงานมากน้อยแค่ไหน

“บางคนมองว่ามันก็แค่งาน 2-3 ชั่วโมงก็รื้อทิ้งแล้ว จะเอาไรมาก แต่มองอีกมุม งานดีๆมันเป็นความทรงจำที่งดงาม ตราตรึงอยู่ในภาพถ่ายและความทรงจำไปตลอดชีวิต ฉะนั้นอยู่ที่แต่ละคนจะให้ความสำคัญ บางคนไม่ให้ความสำคัญเลย แค่จดทะเบียนสมรสก็มีความสุขแล้ว หรือบางคู่ไม่ต้องทำอะไรแค่อยู่ด้วยกันก็มีความสุขแล้ว ขึ้นอยู่กับปรัชญาและทัศนคติการดำเนินชิวิตส่วนบุคคลมากกว่าที่จะมองว่าแต่งงานเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยหรือไม่”

โจ้-ชยวัสส์ ปัญจภักดี

งบน้อยก็มีคุณภาพได้

การจัดงานแต่งสมัยนี้ใช่ว่าจะต้องแพงเสมอไป งบน้อยแต่ก็สามารถเนรมิตงานให้ออกมามีคุณภาพได้

ชยวัสส์ เจ้าของเวดดิ้งสตูดิโอชื่อดัง แนะนำว่า คู่รักที่กำลังคิดจะแต่งงานควรตั้งหลักให้ดีว่าจะให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุดในงานของคุณ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป งานดีๆไม่ได้ขึ้นอยู่ที่เงิน แต่อยู่ที่การสร้างสมดุลและความใส่ใจ  หากรู้ความต้องการของตัวเอง งานเล็กๆก็สามารถออกมามีคุณภาพและน่าประทับใจได้

“งานแต่งบางงานใหญ่โตมโหฬาร แต่อาหารไม่เพียงพอ เพราะเจ้าภาพเอาเงินไปลงกับการตกแต่ง บางงานจ้างช่างภาพในราคาสูงลิ่วมากกว่าค่าตกแต่งอีก บางคนเลือกใช้การ์ดเชิญใบละ 2,000 บาท ขณะที่บางคนมองว่าใช้การ์ดถูกๆ 10-20 บาทก็พอแล้ว  ฉะนั้นจะหามาตราฐานของแต่ละคนนั้นทำได้ยาก อยู่ที่ว่าพอใจและเลือกให้ความสำคัญกับอะไร ทุกคนมีลิมิต และมีข้อจำกัดที่จะจ่ายเงินกับบางสิ่งบางอย่างอยู่แล้ว

ที่ผ่านมา งานแต่งเล็กๆหลายงาน ทุกอย่างออกมาดูลงตัวไปหมด เนื่องจากมีการเก็บรายละเอียดที่ดีและสมดุล  ถ้าคุณมีเงินน้อย แต่อยากได้แขกมาก แล้วเลือกจัดที่โรงแรม แบบนั้นมันออกมาไม่ดีอยู่แล้ว แขกต้องสมน้ำสมเนื้อกับงบประมาณด้วย หรือคนรวยมากๆบางคนจัดงานแค่สองร้อยคน เพราะเขาบอกว่ามีแค่นี้แหละที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตเขา งานมันก็จะออกมา Quality เพราะทุกอย่างลงตัว ผิดกับบางงานแขกเยอะจนไม่ได้ถ่ายรูปกับคู่บ่าวสาว อาหารเยอะ อลังการแต่ไม่ได้กิน เพราะไม่มีที่ยืน แบบนั้นคงไม่น่าประทับใจ”

ออร์แกไนเซอร์ผู้ออกแบบงานแต่งงานของดาราชื่อดังอย่างชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เกต แนะนำว่า แก่นแท้ของชีวิตคู่ คือการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันของคนสองคน ขอให้เลือกบริหารงบประมาณอย่างสมเหตุสมผล ให้น้ำหนักกับจุดสำคัญที่เหมาะกับงานตัวเอง สุดท้ายคือความพอดี

“ถ้าเป็นหนี้นั่นแสดงว่าคุณไม่ได้ดูตัวเองหรือว่าประมาณการณ์อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งโทษใครไม่ได้”

กางค่าใช้จ่ายงานแต่งพ.ศ.นี้ 

ค่าใช้จ่ายต่างๆในงานแต่งงานขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าบ่าวเจ้าสาว สถานะทางการเงิน  ตลอดจนสถาพภาพทางสังคมของทั้งคู่ บรรทัดต่อไปนี้ขอนำเสนอค่าใช้จ่ายเบื้องต้นสำหรับการจัดงานแต่งงานอันเป็นที่นิยมในยุคนี้

เริ่มที่ สินสอด  เรื่องเงินเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับการตกลงและฐานะพื้นฐานของแต่ละครอบครัว โดยราคาทอง ปัจจุบันมูลค่าประมาณ 19,000 – 21,000 บาท  ขณะที่เเหวนเพชร ขนาด 1 กะรัต ราคาอยู่ที่ประมาณ 150,000 บาทขึ้นไป

หลายคู่ก่อนถึงพิธีแต่งงานมักนิยมถ่ายภาพ  Pre-Wedding  ด้วย ราคาอยู่ที่ 15,000 บาทขึ้นไปจนถึงหลักแสน

พิธีช่วงเช้า รวมทั้งสิ้นประมาณ 80,000 บาท ประกอบด้วยดังนี้

ชุดไทยเจ้าบ่าวเจ้าสาว 15,000 บาท หากจัดงานที่บ้านก็ตัดค่าสถานที่ออกไป แต่หากเป็นโรงแรมก็ขึ้นอยู่กับ ระดับของโรงแรม มีตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน

ค่าแต่งหน้าทำผม 1,000 บาท

เลี้ยงพระ  9  รูป  ค่าใช้จ่ายได้แก่ ใส่ซองทำบุญ ค่ารถตู้ไปรับ ซองมรรคนายก ถังสังฆทาน อาหารเพลเลี้ยงพระ อุปกรณ์อื่นๆรวม 15,000 บาท

แห่ขันหมาก ของประกอบขบวน เช่น พานสินสอด พานขันหมาก พานธูปเทียนแพ ขนมมงคล รวมประมาณ 3,000 บาทขึ้นไป

พิธีรดน้ำ ฉากรดน้ำ ชุดตั่งรดน้ำสังข์ มาลัยคู่ มงคล พานรับน้ำ คิดเป็นแพ็คเกจค่าเช่าประมาณ 2,000 บาท

อาหารเลี้ยงแขกผู้ร่วมงาน ขึ้นอยู่กับจำนวน ช่วงเช้ามักมีเพียงแขกคนสนิท หากคิดราคาต่อหัว ตกรายละประมาณ 500 บาท

พิธีส่งตัว ประกอบด้วย เครื่องนอนชุดใหม่ มูลค่าประมาณ  2,000 บาท

การ์ดเชิญ และของชำร่วย ประมาณ 2,000 บาท

ของไหว้ผู้ใหญ่  เช่น เครื่องชามเบญจรงค์ ผ้าแพร ผ้าขนหนู ประมาณ 5,000 บาท

ถ้วยจาน ส่วนใหญ่หลายคนยืมวัด ค่าบริจาค 1,000 บาท

เงินซองประตูเงินประตูทอง ประมาณ 6,000 บาท

สำหรับพิธีช่วงเย็น มูลค่าประมาณ 400,000 บาท

ชุดแต่งงานของเจ้าสาวราคาอยู่ที่ 5,000 – 30,000 บาท เจ้าบ่าวอยู่ที่ 2,000 – 10,000 บาท ค่าแต่งหน้าทำผมจะอยู่ที่ 1,000-3,000 บาท

การ์ดเชิญ และของชำร่วย  4,000 บาท

ค่าอุปกรณ์สถานที่และจัดเลี้ยง ประมาณ 400,000 บาท ตามแต่เเพ็คเกจของแต่ละโรงแรม  ซึ่งครอบคลุม ค่าจัดเลี้ยง รูปแบบ ค็อกเทล บุฟเฟ่ โต๊ะจีน อุปกรณ์ตกแต่งภายในงานโดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ขึ้นอยู่สถานที่ จำนวนแขก และการตกแต่ง

จากการสำรวจราคาแพ็คเกจของโรงแรมส่วนใหญ่ ราคาโต๊ะจีนเริ่มต้นที่ประมาณ 10,000 บาท บุฟเฟ่ต์ ราคาเริ่มต้นที่ 1,000 บาท และค็อกเทล 1,000 บาท หลายโรงแรมกำหนดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ และจำนวนผู้ใช้บริการเริ่มต้น เช่น โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ สีลม กรุงเทพฯ ราคาโต๊ะจีนเริ่มต้นที่ 11,500 ต่อโต๊ะ บุฟเฟ่เริ่มที่ 1,000 บาทต่อคน และค็อกเทล ที่ 900 บาทต่อคน  โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ  ห้องวิภาวดี บอลรูม เริ่มต้น 190,000 บาท โต๊ะจีนเริ่มต้น 10,900 บาท บุฟเฟ่ต์ ราคาเริ่มต้นที่ 990 บาทต่อคน ค็อกเทล ราคาเริ่มต้นที่ 890 บาทต่อคน โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพ กำหนดค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ เริ่มต้นที่ 650,000  บาทในวันธรรมดา ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์  750,000 บาท

สำหรับคนงบน้อย  หลายคนเลือกใช้บริการ โรงพยาบาลสงฆ์ ที่ค่าจัดเลี้ยง เพียงคนละ 200 บาท และค่าห้องเพียง 1,500 บาท หรือจะเลือกสโมสรต่างๆของหน่วยงานราชการ ราคาค่าห้องก็จะอยู่ในหลักหมื่น ตัวอย่างเช่น สโมสรตำรวจ ห้องจัดเลี้ยงเริ่มต้นที่ 20,000 บาท

– ค่าช่างภาพ ทั้งภาพนิ่งและวิดีโอถือเป็นส่วนสำคัญของงานที่เจ้าภาพเน้นไม่แพ้สิ่งอื่นใด โดยทั่วไปราคาขึ้นอยู่กับการตกลง และความสนิทสนมระหว่างเจ้าภาพและผู้ให้บริการ เริ่มตั้งแต่ 2,000 -200,000

– วงดนตรี ราคาขึ้นอยู่กับขนาดวงดนตรีและการตกลง เริ่มต้นที่ 1,500 -50,000 บาท ไม่นับการว่าจ้างศิลปินชื่อดังที่อยู่ในหลักแสนขึ้นไป

“งานแต่ง”สร้างครอบครัวหรือสร้างหนี้

หลายคู่วางแผนมาดีในงบประมาณที่พอเพียง จนสามารถสร้างสรรค์งานแต่งออกมาได้ในราคาที่น่าพึงพอใจ

ศรากร โตศักดิ์สิทธิ์ วัย 32 ชายหนุ่มรายนี้เพิ่งแต่งงานเมื่อปี 2558 โดยเลือกสโมสรราชองครักษ์  (เกียกกาย) เขตดุสิต เป็นสถานที่จัดงาน

“ตอนแรกมานั่งคิดว่า เฮ้ย จริงๆไม่ต้องแต่งก็ได้นะ เก็บเงินไว้ไปเที่ยวดีกว่า แต่พอมองภาพกว้างๆ นึกถึง ครอบครัวและสังคมของแต่ละฝ่ายแล้ว ก็พบว่างานแต่งงานมันเป็นเรื่องจำเป็นเหมือนกัน โดยเฉพาะกับฝ่ายผู้หญิง ครั้งหนึ่งในชีวิต ใครๆก็อยากสวมชุดเจ้าสาว”

เจ้าบ่าวป้ายแดงรายนี้บอกอีกว่า  งบประมาณเป็นโจทย์หลักของทุกคู่ ส่วนสถานที่ ขนาด และจำนวนแขก ก็จำเป็นต้องวางแผนทำการบ้านให้ดี

“การจัดงานแต่งมันปวดหัวทุก เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องคนอื่น ตั้งแต่เชิญแขก ต้องคำนวณให้ดีว่าจะเชิญใครบ้าง แจกการ์ดไป 1 คน เขาอาจจะมากัน 4 หรือ 5 คนก็ได้ อย่างผมเอง มีงบเพียงพอดูแลแค่ 500 คน ก็ต้องวางแผนด้วยการเชิญแค่ 350 คน เผื่อเหลือเผื่อขาดกันไป ตั้งงบประมาณไว้ที่ 2.5 แสนบาท ตระเวนหาสถานที่ที่เหมาะสมหลายสิบแห่ง จนสุดท้ายมาได้ที่สโมสรราชองครักษ์ เพราะราคาค่าเช่าและจัดเลี้ยงถูกกว่าโรงแรมมาก แต่บรรยากาศค่อนข้างดี สุดท้ายงบประมาณบายปลายไป 3.2 แสน เพราะมันมีค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึงหรือกะทันหันอีกเยอะ”

ศรากร  บอกว่า งานแต่งงานเป็นการนำพาคนที่เรารักและเคารพมาอยู่รวมกันในที่เดียว การสร้างความประทับใจให้กับพวกเขาเหล่านั้นจึงสำคัญมาก ซึ่งสุดท้ายเราจะภูมิใจและมีความสุข เมื่อได้ยินแขกพูดกันว่า งานน่ารักจัง งานดีจัง หากถามว่าคุ้มไหม สำหรับเขาถือว่ามีความสุขกับสิ่งที่ทำลงไป

อย่างไรก็ดี ยังมีอีกหลายคู่ที่ถึงขั้นต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาแต่งงาน สุดท้ายต้องผ่อนจ่ายทุกเดือนจนลูกโตเพราะเป็นหนี้ท่วมหัวจากงานแต่ง

“คุยกับแม่ว่าไม่อยากมีงานแต่ง แต่ก็โดนแม่ดุ  แม่อยากให้มีงานเล็กๆ สุดท้ายเอาเรื่องไปบอกที่บ้านแฟน  ทุกอย่างก็ดูโอเค แม่แฟนก็กระตือรือร้นที่จะจัด ตอนเตรียมงาน เราเน้นประหยัดสุดๆ ชุดไทยชุดเดียว จะแต่งหน้าทำผมเอง แต่แม่แฟนกลับไม่ยอม ไปจ้างช่างมา ส่วนอื่นๆในงานที่บ้านแฟนดูแล เราไม่ได้สนใจ แต่ย้ำเสมอว่าของานเล็กๆ อย่าให้เปลือง จนกระทั่งถึงวันงานจริง เราแปลกใจ เพราะงานอลังการกว่าที่คิดมาก มาทราบทีหลังว่า แม่แฟนไปหยิบยืมเงินมาหลายแสนเพื่อจัดงานนี้ แต่ด้วยความไม่อยากเป็นหนี้ เราเลยเอาเงินสินสอดที่ได้รับจากฝ่ายชาย จัดการเคลียร์เงินตรงนี้ซะ”

เป็นคำบอกเล่าของหญิงสาวรายหนึ่งที่มาตั้งกระทู้บอกเล่าความรู้สึกผ่านเว็บไซต์พันทิป ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างกว้างขวาง

แต่…เรื่องไม่จบแค่นั้น เมื่อวันเวลาผ่านไป เธอมารู้อีกว่าสามีเธอยังต้องผ่อนหนี้แต่งงานอยู่ทุกเดือน เดือนละ 7,000 บาท

“ตอนนั้นกำลังจะมีลูก เรามานั่งวางแผนการเงินกันและพบว่าแฟนยังต้องผ่อนหนี้งานแต่งทุกเดือน เดือนละ 7,000 บาท เรางอนที่บ้านแฟนไปเลยค่ะ ทำไมต้องทำอะไรเกินตัวกันแบบนี้ แฟนเราบอกไม่อยากขัดแม่ แม่เพื่อนเยอะ อยากทำให้สมน้ำสมเนื้อ แฟนเราเป็นเด็กดีของที่บ้านเขา  ซึ่งก็พอเข้าใจนะ ใจหนึ่งก็สงสารแฟน ทำงานเหนื่อย เงินไม่เคยได้ใช้  ใจหนึ่งก็สงสารตัวเอง สงสารลูก”

เจ้าสาวผู้ทุกข์ระทมเพราะเป็นหนี้งานแต่งรายนี้ทิ้งท้ายว่า ขอฝากเรื่องนี้ให้เป็นบทเรียนกับทุกคนที่คิดจะทำอะไรเกินตัว ได้หน้าแค่วันเดียวไม่คุ้มกับปัญหาครอบครัวที่จะตามมาอีกหลายปี  พร้อมทั้งฝากคนเป็นพ่อเป็นแม่ด้วยว่าความต้องการของคุณอาจทำให้ลูกเดือดร้อนแสนสาหัส

ทั้งหมดอาจสรุปได้ว่า การจัดงานแต่งงานควรประเมินสถานะ ความต้องการตนเองและคู่ชีวิตให้ถี่ถ้วนรอบด้าน ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากเริ่มต้นด้วยการสร้างปัญหา ชีวิตคู่หลังจากนั้นคงยากที่จะราบรื่น

 

ทีวีดิจิทัลช่วงข่าวฝุ่นตลบ หลังเบอร์ 1 เผชิญกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 09:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/419870

ทีวีดิจิทัลช่วงข่าวฝุ่นตลบ หลังเบอร์ 1 เผชิญกรรม

โดย…จะเรียม สำรวจ

เริ่มกลับมาคุกรุ่นอีกครั้ง สำหรับเนื้อหาหรือคอนเทนต์รายการข่าว ภายหลังจากเบอร์ 1 ของรายการข่าวอย่าง สรยุทธ สุทัศนะจินดา ได้ออกมาประกาศยุติบทบาทการเป็นพิธีกรในรายการข่าวทุกช่วงเวลาที่ออกอากาศทางช่อง 3 เอชดี เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับต้นสังกัดช่อง 3 หลังจากศาลอาญามีคำพิพากษาในคดีบริษัท ไร่ส้ม ไม่ชำระค่าโฆษณาเกินเวลาให้ อสมท เป็นเงิน 138 ล้านบาท จำคุก 13 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ซึ่งเวลาต่อมา ศาลชั้นต้นให้ประกันตัว 2 ล้านบาท พร้อมสั่งห้ามออกนอกประเทศและต้องมารายงานตัวทุก 30 วัน

หลังจากมีคำสั่งศาลออกมา วงการสื่อสารมวลชนก็คุกรุ่นขึ้นมาทันที เกี่ยวกับจริยธรรมในการทำหน้าที่สื่อมวลชนของ สรยุทธ เช่นเดียวกับฝั่งบริษัทตัวแทนโฆษณาหรือเอเยนซีโฆษณา และเจ้าของสินค้าที่ต่างออกมาแสดงความคิดเห็น พร้อมกับเข้าปรึกษาบรรดาเอเยนซีว่าสมควรจะถอดโฆษณาในรายการที่มี สรยุทธ เป็นพิธีกรหรือไม่ ซึ่งสินค้าบางรายก็ออกมาประกาศตัวชัดเจนว่าถอด บางรายก็ขอดูสถานการณ์ ซึ่งหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง รวมทั้งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังออกมาตั้งคำถามกับช่อง 3 ว่า ที่เอาเทปรายการเชิญอธิบดีกรมสรรพากรมาออกหลังศาลตัดสิน อาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดว่าภาคราชการยังไปออกรายการสนับสนุนหลังศาลลงโทษ ส่งผลให้ สรยุทธ ตัดสินใจที่จะยุติบทบาทการทำหน้าที่พิธีกรในรายการข่าว เมื่อวันที่ 3 มี.ค.

เม็ดเงินก้อนโตที่ไหลเข้าในรายการข่าวของสรยุทธ ส่งผลให้หลายคนต่างจับตามองว่า หลังจากที่ไม่มี สรยุทธ เป็นพิธีกรในรายการข่าวของช่อง 3 เม็ดเงินโฆษณาของช่อง 3 ในรายการข่าวที่ สรยุทธ เคยจัดจะยังอยู่เหมือนเดิม หรือว่าจะถูกโยกไปอยู่ในรายการข่าวช่องอื่น ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างมากในช่วงเวลานี้

อติพล อิทธิวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์คอม (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากมองภาพรวมของการซื้อสื่อโฆษณารายการข่าวของช่อง 3 ในขณะนี้ ทุกอย่างยังปกติ เนื่องจากเดือน มี.ค.-เม.ย.เป็นช่วงไฮซีซั่นของอุตสาหกรรมโฆษณา เห็นได้จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ในหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มยานยนต์ ที่มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่เข้ามาทำตลาดกันมากขึ้น เช่นเดียวกับกลุ่มเครื่องดื่ม ที่เริ่มทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดในช่วงหน้าขายนี้

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สรยุทธ อยากให้มองไปที่ระยะยาว 3-6 เดือน ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเชื่อว่าภาพเหตุการณ์ทุกอย่างน่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น ว่าลูกค้าจะซื้อโฆษณาในรายการข่าวที่ สรยุทธ เคยจัดต่อหรือไม่ เพราะในมุมเอเยนซีเลือกซื้อโฆษณาตามความนิยมของผู้ชมหรือเรตติ้งอยู่แล้ว หากเรตติ้งรายการไหนดี ก็จะเลือกซื้อรายการนั้น

อติพล กล่าวว่า กลุ่มสินค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อในรายการข่าว จะเป็นสินค้าที่เน้นเจาะกลุ่มคนทำงาน ซึ่งถือว่าแตกต่างไปจากการซื้อโฆษณาในช่วงละคร ที่สินค้าส่วนใหญ่จะเน้นเจาะไปที่กลุ่มแม่บ้าน แต่หากลูกค้าต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายแมส ก็สามารถโฆษณาในรายการข่าวได้เช่นกัน ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า โดยปัจจุบันลูกค้ายังคงใช้เม็ดเงินส่วนใหญ่ซื้อโฆษณาในช่วงละครเป็นหลัก ตามด้วยรายการข่าว และรายการวาไรตี้

เขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ พีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 กล่าวว่า เม็ดเงินโฆษณาที่เกิดจากรายการข่าวถือเป็นเม็ดเงินที่ไม่มาก เมื่อเทียบกับเม็ดเงินโฆษณาที่เกิดขึ้นในช่วงละคร เห็นได้จากราคาเฉลี่ยโฆษณาที่ช่องหลักซื้อกันในช่วงรายการข่าวที่อยู่ประมาณ 1.7-1.8 แสนบาท/นาที ขณะที่ละครขายโฆษณาเฉลี่ยที่ประมาณ 3-4 แสนบาท/นาที

แต่ถึงแม้ว่ารายการข่าวจะไม่สร้างรายได้ให้มากเหมือนกับละคร แต่การทำรายการข่าวถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของการทำธุรกิจทีวี เนื่องจากสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสถานีโทรทัศน์ของตัวเองได้ เนื่องจากคนไทยยังคงให้ความสำคัญกับการรับชมรายการข่าว จึงทำให้ทีวีทุกช่องต้องหันมาทำรายการข่าว ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมาถือเป็นช่วงแห่งการลองผิดลองถูก ทีวีส่วนใหญ่ใช้ทีมข่าวเอาต์ซอร์ส เนื่องจากต้องการควบคุมต้นทุนหรือคอร์ส แต่หลังจากกฎระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้มงวดมากขึ้น ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเลยต้องหันมาผลิตรายการข่าวเอง

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สรยุทธ ซึ่งถือเป็นคนข่าวเบอร์ 1 ของเมืองไทย เขมทัตต์ ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันต่อไปว่ารายการข่าวของช่อง 3 จะเป็นอย่างไร เพราะเรื่องนี้มีปัจจัยให้วิเคราะห์เยอะ เช่น ถ้า สรยุทธ ยังอยู่ เม็ดเงินโฆษณาจะถูกถอนหรือยังซื้อต่อไป เช่นเดียวกับถ้า สรยุทธ ไม่ได้ทำหน้าที่พิธีกรข่าวแล้ว ลูกค้าจะยังซื้อโฆษณาต่อหรือถอนโฆษณาต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ยังคงต้องรอดูต่อไป โดยเบื้องต้นคาดว่าสิ้นเดือน มี.ค.นี้น่าจะพอเห็นภาพ

เขมทัตต์ กล่าวต่อว่า เมื่อก่อนการทำรายการข่าวของทีวีแต่ละช่องจะเน้นไปที่การใช้ผู้ประกาศที่มีชื่อเสียง ซึ่งปัจจุบันกลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไป ช่องทีวีที่ไม่ใช่ช่องดังก็สามารถดึงคนดูให้มาดูรายการข่าวได้ ถ้ามีการนำเสนอข่าวที่แปลก และทันเหตุการณ์ ซึ่งในส่วนของช่องพีพีทีวี เอชดี ตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับตัวในส่วนของรายการข่าว เนื่องจากมีการปรับช่วงเวลาของการออกอากาศ จากเดิมจะอยู่ในช่วง 5 โมงเย็น เป็นหลัง 6 โมงเย็น หลังรายการ คสช. จึงทำให้ผู้ชมสับสน และมีเรตติ้งลดลงเล็กน้อย แต่หลังจากบริษัทได้เพิ่มคุณภาพของคอนเทนต์ข่าว ด้วยข่าวเศรษฐกิจ ข่าวต่างประเทศ และการทำสกู๊ปข่าว ซึ่งล่าสุดบริษัทได้ส่งทีมไปทำสกู๊ปข่าวในซีเรียเป็นรายแรก ประกอบกับมีการเพิ่มช่วงเบรกกิ้งนิวส์ จาก 4 ช่วงเป็น 8 ช่วง และเพิ่มรายการสรุปข่าวในช่วง 8-9 โมงเช้า และช่วง 5 โมงเย็น ทำให้ผลการตอบรับของรายการข่าวเริ่มดีขึ้น

ฉัตรชัย ตะวันธรงค์ เจ้าหน้าที่บริหารสายงานปฏิบัติการ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี กล่าวว่า ก่อนที่จะออกมาเป็นรายการข่าวของไทยรัฐทีวี ได้มีการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน เพื่อให้ข่าวที่นำเสนอมีคุณภาพและมีความเป็นเอกลักษณ์ของไทยรัฐทีวี ไม่ว่าจะเป็นการทำกราฟฟิกที่ทำอย่างไรจะเสมือนจริง หรือการทำพรีเซนเทชั่น ซึ่งก่อนที่จะมาทำรายการข่าวได้มีการทำวิจัยถึงความต้องการของผู้ชมมาก่อน นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมในด้านของสตูดิโอ และการซื้อเครื่องมือใหม่ เพื่อให้การนำเสนอข่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ สรยุทธ นั้น ฉัตรชัย ให้ความเห็นว่า โดยหลักการทุกคนคิดว่าเป็นโอกาส แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้รายการข่าวของตัวเองได้รับความนิยมเหมือนกับที่ สรยุทธ ทำ เพราะตลอด 12 ปีที่ สรยุทธ จัดรายการข่าวให้กับช่อง 3 มีผู้ชมเหนียวแน่นมาก สามารถสร้างรายได้ให้กับช่อง 3 ได้วันละหลายล้านบาท ซึ่งสิ่งดังกล่าวเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้

นอกจากนี้ ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ผ่านมา การจัดรายการข่าวของ สรยุทธ ยังทำให้เกิดการตื่นตัวของรายการข่าว ทำให้คนที่ไม่เคยดูรายการข่าวหันมาสนใจดูข่าว เนื่องจากมีการนำเสนอข่าวเป็นเรื่องใกล้ตัว ด้วยวิธีการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ซึ่งหากเปรียบเทียบตัวของ สรยุทธ เหมือนกับสินค้าชนิดหนึ่ง เมื่อ 12 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นสินค้าไม่มีแบรนด์เลย แต่ สรยุทธ ก็สามารถสร้างแบรนด์ตัวเองให้ติดตลาดจนมีสินค้าจีนมาก๊อบปี้ เหมือนกับที่มีทีวีบางช่องก๊อบปี้การนำเสนอรายการข่าวของ สรยุทธ

ฉัตรชัย กล่าวอีกว่า หลังไม่มี สรยุทธ จัดรายการข่าวแล้วคงต้องมาดูว่าทีวีแต่ละช่องจะวางแผนจัดรายการข่าวอย่างไร จะมีการนำเสนอรายการรูปแบบใหม่ หรือยังคงทำรายการเหมือนกับที่ สรยุทธ เคยทำไว้ เพื่อสร้างยุคของการทำรายการข่าวในยุคที่ 5 หลังจาก สรยุทธ ได้สร้างยุคที่ 4 ไว้ด้วยการนำเสนอข่าวให้เป็นเรื่องเข้าใจง่ายและใกล้ชิดคนดู

ขณะที่วงการข่าวกำลังคุกรุ่นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงรายการข่าวของช่อง 3 ที่ไม่มี สรยุทธ เป็นพิธีกร ในฝั่งของทีวีดิจิทัลช่องข่าว ก็ทยอยออกมาประกาศแผนเชิงรุก เพื่อชิงผู้นำในช่องข่าว ซึ่งปัจจุบันเรตติ้งของแต่ละช่องยังคงสับเปลี่ยนกันเป็นที่ 1 โดยในส่วนของช่องทีเอ็นเอ็น 24 ยังคงชูกลยุทธ์การเป็นช่องข่าวทันทุกความจริงและการเป็นช่องข่าว 24 ชั่วโมง ส่วนช่องวอยซ์ทีวี ชูจุดเด่นการเป็นช่องวิเคราะห์ข่าว ขณะที่ช่องสปริงนิวส์ ชูความเข้มข้นของข่าวที่แตกต่าง ช่องไบรท์ทีวี ชูจุดแข็งเป็นช่องที่เข้าถึงและคลุกคลีกับผู้ชม ช่องนิวทีวี ชูจุดเด่นข่าวเข้าใจง่ายเกาะติดสถานการณ์ และช่องเนชั่นทีวี ชูการอัพเดทและเจาะลึกประเด็นจากคนในข่าว

ด้านความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัท บีอีซี เวิลด์ ลดลง 2 บาท หรือ 6.7% เหลือเพียงหุ้นละ 29.75 บาท เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกพิธีกรชื่อดังเจ้าของบริษัท ไร่ส้ม โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต แนะนำให้ “ขาย” โดยให้ราคาเป้าหมาย 30.50 บาท มองกรณีศาลอาญาพิพากษาโทษจำคุก สรยุทธ ผู้ดำเนินรายการข่าวช่อง 3 คดีทุจริตบริษัท ไร่ส้ม เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อรายได้ค่าโฆษณาของ BEC ซึ่งคาดว่ายอดขายโปรแกรมข่าวจากรายการ สรยุทธ ปีนี้จะอยู่ที่ราว 13% ของยอดขายทั้งหมดของบีอีซี เวิลด์ ปีนี้ 1.6 หมื่นล้านบาท หรือกว่า 2,000 ล้านบาท

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ช่องไหนจะได้ประโยชน์ หรือช่องไหนจะย่ำอยู่กับที่เหมือนเดิม คอนเทนต์และการนำเสนอเท่านั้นที่จะเป็นตัววัดเรตติ้ง เพื่อชิงเม็ดเงินโฆษณา

 

ทวงจริยธรรม ‘สรยุทธ’ บทเรียนสื่อ-บทพิสูจน์พลังสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 มีนาคม 2559 เวลา 07:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/419556

ทวงจริยธรรม ‘สรยุทธ’ บทเรียนสื่อ-บทพิสูจน์พลังสังคม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

คดีที่ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” นักเล่าข่าวชื่อดังถูกตัดสินจากศาลชั้นต้นให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา จากการกระทำความผิดฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดกรณีเอื้อประโยชน์ให้บริษัท ไร่ส้ม ของเจ้าตัว ที่ไม่ต้องจ่ายเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” จำนวนกว่า 138 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท อสมท

ผลจากคำตัดสินสร้างแรงกระเพื่อมในสังคม เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า สรยุทธ คือบุคคลสาธารณะที่มีส่วนในการกำหนดทิศทางของสังคมผ่านงานข่าว และนั่นทำให้เกิดหลายเสียงส่งต่อตามมาว่า สรยุทธ ยังคงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนบนหน้าจอโทรทัศน์อยู่หรือไม่

เสียงจากงานเสวนา “สื่อตรวจสอบสังคม สังคมตรวจสอบสื่อ ความท้าทายบนเส้นทางจริยธรรม” ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์จัดขึ้น โดยเป็นการหยิบยกปมร้อนของสรยุทธ มาถกกันในวง กับคำถามที่ว่าต้องทำอย่างไรกับการควบคุมสื่อบนบรรทัดฐานของจริยธรรม ที่ในวงเสวนาอยากให้เดินคู่กัน

เทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ เปิดวงเสวนาว่า นับเป็นครั้งแรกที่คนในสังคมส่งเสียงไม่ยอมรับ และถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ดีมากๆ

อย่างไรก็ตาม กรณีของสรยุทธ มันเลยขั้นของคำว่าจริยธรรมไปแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นช่อง 3 ในฐานะต้นสังกัด กำลังบอกกับสังคมว่า “ถ้าคุณคิดว่าเราไม่ดี ไม่มีจริยธรรม ก็อย่ามาดูเราสิ” นี่คือสารที่ชัดเจนมาก คำถามใหญ่ก็กลับมาว่า คนในสังคมจะตอบโต้กับการท้าทายนี้อย่างไร คนในวงการสื่อก็ทำเท่าที่ทำได้แล้ว คือการประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วยกับวิธีการกระทำของช่อง 3 ทิศทางต่อไปอยู่ที่ช่อง 3 ว่าจะทำอย่างไร

เทพชัย บอกว่า มีคนพูดว่าตราบใดที่กระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุดก็ถือว่ายังไม่ผิด ซึ่งก็ถูกต้อง แต่อยากให้ไปอ่านคำพิพากษา หลักฐาน และคำสารภาพของผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต้องมาเถียงกันเรื่องเทคนิคเชิงกฎหมาย แต่ให้ใช้สามัญสำนึกจะเห็นภาพว่าเกิดอะไรขึ้น อีกอย่าง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่มีความหมายหรือ ต้องไปวัดกันอีกสองศาลหรือ

“ผมเห็นภาพว่าทำไมนักการเมืองโกงจะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีก เพราะคนคิดว่าไม่เป็นไร เขาทำความดีไว้เยอะ ตรงนี้มันน่าผิดหวังที่มีการสร้างบรรทัดฐานแบบนี้ ทุกวันนี้สื่อกลับกลายเป็นเป้าตั้งคำถามในสังคม ผมไม่แน่ใจว่าสื่อจะกล้าพูดเรื่องจริยธรรมได้เต็มปากหรือไม่ เพราะสิ่งที่สรยุทธทำนั้น ทำให้สื่อทุกคนถูกตั้งคำถามไว้เหมือนกัน มันไม่ยุติธรรมที่สื่อทุกคนต้องมาตอบคำถามให้เขา”

ทางออกของเรื่องนี้ เทพชัย มองว่าสังคมต้องมีส่วนในการจัดการ และถึงเวลาที่ต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้ออกไป เพราะกรณีของสรยุทธนั้น ถือเป็นสงครามในเรื่องจริยธรรมอย่างแท้จริง สังคมจะตอบได้ว่าอยากให้ฝ่ายใดได้รับชัยชนะ

“ส่วนเรื่องของ ธีระ ธัญไพบูลย์ ที่ต้นสังกัดคือเนชั่น แต่ยังไปอ่านข่าวให้ช่อง 3 ด้วยนั้น ผมคิดว่าธีระคงจะถอนตัวออกมา เพราะไปเป็นครอบครัวเดียวกันกับเขาคงไม่ได้” เทพชัย ย้ำ

ขณะที่อีกมุมจาก วสันต์ ภัยหลีกลี้ ผู้อำนวยการสถาบันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ร่วมวงเสวนาและพูดถึงเรื่องนี้ว่า ถือเป็นบทเรียนของสื่อและเป็นบทพิสูจน์ของสังคม เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของจริยธรรมสื่อ และความถูกต้อง พร้อมทั้งพิสูจน์กันว่าสื่อจะจัดการกันเองอย่างไร กรณีนี้แรงต้านที่เกิดขึ้น มีคำถามว่าเป็นเพราะชนชั้นกลางอิจฉาคนบางคนหรือเปล่า หรือสื่อที่เล่นข่าวเพราะมีผลประโยชน์ หากพิธีกรเลิกทำหน้าที่เราจะได้ประโยชน์ ผมว่าเป็นการเบี่ยงประเด็น แน่นอนว่าสรยุทธเก่ง แต่ความผิดกับความเก่งคงเป็นคนละเรื่องกัน

“ยกตัวอย่างว่า นักฟุตบอลหากเล่นดี แต่ไปเหยียดผิวคู่แข่งหรือคนอื่นโดยรวม ควรจะได้รับข้อยกเว้นหรือเปล่า หรือมีการพูดว่าศาลยังไม่ตัดสินให้สิ้นสุดก็ถือว่าถูกต้อง เพราะต้องให้โอกาสและถือว่ายังบริสุทธิ์อยู่ แต่ว่ามีประเด็นคือ กลุ่มคนบางกลุ่มต้องมีข้อยกเว้นในเรื่องนี้ อย่างนักการเมืองหากทุจริตแล้วต้องรอศาลตัดสินให้จบนานถึง 20 ปี จึงมีข้อกำหนดเอาไว้ว่า นักการเมืองทำผิดต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่และให้เว้นวรรค ข้าราชการก็เช่นกัน ไม่เช่นนั้นจะก่อให้เกิดผลเสียทั้งทางคดีและสังคมโดยรวม”

วสันต์ ย้ำว่า เราไปจะสอนเด็กได้อย่างไรเกี่ยวกับการโตมาไม่โกง เพราะคนโกงยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ และหากเจ้าตัวไม่มีสำนึกเพียงพอ ต้นสังกัดก็ต้องดำเนินการ หรือองค์กรกำกับต่างๆ ก็ต้องพิจารณา และถ้ายังไม่เป็นผล คิดว่าสังคมจะเป็นคนให้คำตอบว่าเราต้องการสังคมแบบไหน อยากได้แบบที่ละเลยจริยธรรม หรือต้องการเห็นพลังในสังคมที่เข้มแข็งมากขึ้น

“ต่างประเทศเมื่อทำผิดเขาก็แสดงความรับผิดชอบ นักการเมืองทุจริตถูกจับได้ยังมีฆ่าตัวตายเพราะอับอาย เรื่องนี้สังคมให้คำตอบกันเองได้ว่าต้องทำอย่างไร” วสันต์ ย้ำ

อีกด้านจาก สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการจาก กสทช. อธิบายถึงปมที่ว่าเรื่องนี้ กสทช.จะมีบทบาทจัดการได้อย่างไรบ้าง สุภิญญา ยอมรับว่าในเรื่องจริยธรรมยังมีช่องว่างของด้านกฎหมาย แต่เรื่องของสรยุทธถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องตั้งหลัก กสทช.คงไม่ไปสรุปใดๆ แต่วันที่ 7 มี.ค. กสทช.จะเชิญช่อง 3 มาชี้แจงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และจะถามว่าจริยธรรมสื่อของเรื่องนี้ คุณจัดการกันอย่างไร

“และจากนั้นคงต้องเชิญ 26 ช่องทีวีที่ได้รับอนุญาตมาปิดห้องพูดคุยกัน เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าถ้าเป็นช่องของคุณจะจัดการอย่างไร และสิ่งที่ช่อง 3 ทำคุณมีความเห็นอย่างไร”

สุภิญญา เสริมว่า อยากให้ออกกติการ่วมกันที่เป็นด้านจริยธรรมของทีวีแต่ละช่อง เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และเชื่อว่าเงื่อนไขที่มีร่วมกัน จะทำให้กฎหรือกติกามีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น

สุวิทย์ มิ่งมล ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ อสมท บอกว่า ยินดีจะตรวจสอบเพิ่มเติมหากพบว่ามีพนักงานของ อสมท คนใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีก เพราะจากคดีนี้ อสมท เองก็ถูกตั้งคำถามจากสังคมเช่นกันว่า กล้าพอที่จะกวาดบ้านตัวเองหรือไม่

“หากใครมีหลักฐานก็ยินดีเลย ยินดีสอบ แต่เราก็อยากเห็นปฏิกิริยาของสหภาพแรงงานช่อง 3 เช่นกัน แต่ทุกวันนี้ก็ยังเงียบอยู่” สุวิทย์ กล่าว

สุวรรณา จิตประภัสสร์ จากมูลนิธิผู้บริโภค เสริมว่า เรื่องนี้เกิดเป็นวิกฤตศรัทธา และที่น่าตกใจคือ ประชาชนในฐานะผู้บริโภคเรียกร้องให้ภาครัฐเข้าไปควบคุมสื่อด้วย และหากเป็นจริงจะเป็นความเจ็บปวดที่สุดของคนสื่อ เพราะไม่มีเสรีภาพ

 

คุมเข้มสื่อออนไลน์ แก้พรบ.คอมพ์ให้รัฐจัดการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2559 เวลา 10:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/419136

คุมเข้มสื่อออนไลน์ แก้พรบ.คอมพ์ให้รัฐจัดการ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. เมื่อวานนี้ (1 มี.ค.) ได้ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีเนื้อหาสาระควบคุมสื่อออนไลน์ ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนได้พิจารณาศึกษาแล้วเสร็จ โดยให้รับข้อสังเกตของคณะ กมธ.ไปพิจารณา ก่อนเสนอให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ ในการประชุม พล.อ.อ.คณิต สุวรรณเนตร ประธาน กมธ. ชี้แจงว่า ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการใช้สื่อออนไลน์ ซึ่งถือเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องการใช้งานบนอินเทอร์เน็ตที่แสดงความเห็นการทำกิจกรรมต่างๆ บนสื่อออนไลน์ แม้จะมีประโยชน์แต่หากใช้ไม่ถูกต้องก็อาจจะเป็นปัญหาได้ เพราะขาดจริยธรรมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร บิดเบือน ใส่ร้าย ปลุกระดม มีผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคงของชาติ

พล.อ.อ.คณิต กล่าวว่า ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากผู้ใช้งานสื่อออนไลน์ เจ้าของสื่อออนไลน์ในต่างประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือในการปิดกั้นควบคุมปัญหาบนอินเทอร์เน็ตที่อยู่ในความดูแลของภาคเอกชน และปัญหานโยบายของรัฐที่เน้นการขยายเครือข่ายการใช้งานอินเทอร์เน็ต ทำให้การป้องกันและปราบปรามไม่สามารถดำเนินการได้ครอบคลุมและทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม กมธ.ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าการใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะมีปัญหาในทางปฏิบัติหรือไม่ ในกรณีการใช้กฎหมายอิเล็กทรอนิกส์ ประเภทฟรีอีเมล เช่น ฮอตเมล ยาฮู จีเมล ไม่อาจสร้างระบบเพื่อให้ผู้รับสามารถบอกยกเลิกการรับอีเมลนั้นได้

ขณะเดียวกัน ในกรณีการส่งข้อความอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ (LINE) หรือเอ็มเอสเอ็น วอตส์แอพ หรืออื่นๆ ถือว่าเป็นการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยวิธีการสื่อสารออนไลน์รบกวนระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นก็อาจมีความผิดตามที่กำหนดไว้ว่า  ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้อื่นโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าวอันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่น โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้ ซึ่งก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

ในขณะเดียวกัน รัฐมนตรีอาจประกาศกำหนดแนวทางเกี่ยวกับลักษณะและวิธีการส่ง และลักษณะ ปริมาณ ข้อมูลความถี่และวิธีการของผู้ส่ง ซึ่งไม่ถือเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้ได้รับ รวมถึงการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกและปรับ

นอกจากนี้ การที่ให้อำนาจศาลมีคำสั่งยึดและทำลายข้อมูลที่มีภาพ ซึ่ง กมธ.มีข้อสังเกตว่า ในทางปฏิบัติอาจเกิดปัญหาได้ ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วๆ ไปไม่อาจรู้ได้ว่าศาลได้มีคำสั่งไว้อย่างไร เมื่อใด และหากเกิดกรณีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือมีการรับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์จากผู้อื่นส่งมา แต่ยังไม่ได้มีการเปิดดูใจความจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือข้อความภาพดังกล่าว หากมีเจ้าหน้าที่พบเห็นการกระทำผิดซึ่งหน้า ก็อาจจะดำเนินคดีต่อไปได้ ดังนั้นจึงเห็นการเพิ่มเติมข้อความ

“ในกรณีที่ศาลสั่งให้ทำลายข้อมูลดังกล่าว ผู้นั้นต้องทำลายข้อมูลดังกล่าวภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16”

ขณะที่ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นความผิดตามมาตรา 16 และศาลได้มีคำสั่งตามมาตรา 16/1 พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องมีข้อมูลดังกล่าวไว้ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวน สอบสวน และในการเฝ้าระวังหรือวิเคราะห์ข้อมูลที่พบการกระทำความผิด จึงมีความจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่จะรวบรวม จัดเก็บข้อมูลดังกล่าว

ในกรณีการมีหนังสือสอบถาม เรียกบุคคล เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือให้ผู้ให้บริการส่งข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ให้ผู้ได้รับการร้องขอดำเนินการโดยเร็ว ภายในเวลา 7 วันนับตั้งแต่วันได้รับการร้องขอจากพนักงานเจ้าหน้าที่ เว้นแต่เหตุสุดวิสัยหรือเหตุจำเป็นอื่น และเห็นควรเพิ่มมาตรการกำหนดโทษสำหรับผู้ให้บริการที่ไม่ดำเนินการส่งข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ภายในเวลาที่ร้องขอต้องได้รับโทษ เช่น อาจจะมีโทษปรับเป็นรายวัน

ขณะเดียวกัน กมธ.เห็นควรให้มีการยกเลิกความในมาตรา 28 และใช้ความต่อไปนี้แทนในกรณีที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และใช้ความต่อไปนี้แทน “การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.นี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด โดยให้แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ครอบคลุมตามเขตอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา”

ทั้งนี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ และมีอำนาจสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ และกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญา และขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่เผยแพร่ในคอมพิวเตอร์”

อย่างไรก็ตาม สมาชิกส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่าหากแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว รัฐจะใช้อำนาจอะไรไปบังคับให้ผู้กระทำผิดเปิดเผยข้อมูลหรือบังคับให้ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารหรือผู้ให้บริการเครือข่ายถอดรหัสข้อมูลออกมา เพราะเวลานี้ไม่สามารถไปบังคับใครได้อยู่แล้ว ดังนั้นหากปล่อยให้ พ.ร.บ.นี้ผ่านไปจะเป็นการหน้าแตก หรือเสียหน้ามากกว่า จึงอยากให้ กมธ.พิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ ก่อนที่ประชุมมีมติเห็นชอบต่อรายงานข้อสังเกตด้วยคะแนน 157 ต่อ 2 เพื่อให้ กมธ.นำข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นของสมาชิกไปปรับปรุงแก้ไขภายใน 7 วัน ก่อนส่งให้ประธาน สปท.และ ครม.ต่อไป

 

“รถทะเบียนจีน”…จากเรื่องวุ่นๆบนท้องถนนสู่วาระแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 22:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/419096

"รถทะเบียนจีน"...จากเรื่องวุ่นๆบนท้องถนนสู่วาระแห่งชาติ

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ในวันที่นักท่องเที่ยวจีนหลั่งไหลมาไทยมากกว่า 7 ล้านคนต่อปี สร้างเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนล้านบาท เนื่องจากระยะทางไม่ไกล อาหารอร่อย ข้าวของราคาถูก ธรรมชาติสวยงาม ผู้คนใจดี เรียกว่าคุ้มค่าที่สุดในอาเซียน

ทว่าปัญหาที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลยคือ นักท่องเที่ยวจีนจำนวนไม่น้อยนิยมขับรถยนต์ส่วนตัวเข้ามาเมืองไทย พฤติกรรมการขับขี่แบบ”พวงมาลัยซ้ายชิดขวา”ต่างจากรถไทยที่”พวงมาลัยขวาชิดซ้าย” บวกความมักง่ายไร้สำนึก รวมทั้งระเบียบการอนุญาตให้รถยนต์ของชาวต่างชาติเข้าประเทศอันหละหลวม ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“R3A” ประตูสู่สยามเมืองยิ้ม

อิทธิพลของภาพยนต์เรื่อง”Lost in thailand”(ชื่อไทยว่าแก๊งม่วนป่วนไทยแลนด์) เมื่อปี 2555 ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

Lost in thailand เป็นหนังตลกแนวโร้ด มูฟวี เรื่องราวของนักท่องเที่ยวจีนที่แบกเป้แบ็คแพกเกอร์เดินทางมายังไทย แล้วเกิดพลัดหลง จนกลายเป็นความอลเวงสุดป่วน ถ่ายทำที่จ.เชียงใหม่เป็นหลัก จากนั้นเป็นต้นมาถนนทุกสายจึงนำพานักท่องเที่ยวจีนนับล้านบ่ายหน้าสู่เมืองเชียงใหม่ หวังยลโฉมความงามของสถานที่ท่องเที่ยวเลื่องชื่ออย่างประตูท่าแพ ดอยสุเทพ ไนท์บาซ่า วัดพระสิงห์ ถนนคนเดิน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นต้น

เส้นทางการเดินทางด้วยรถยนต์ยอดนิยมคือ ทางหลวงคุนหมิง-กรุงเทพฯ  หรือ “R3A” เส้นทางเศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมภาคตะวันตกของจีน หรือมณฑลยูนนานกับไทย ผ่านสามประเทศคือ จีน-ลาว-ไทย เริ่มต้นจากนครคุนหมิง ผ่านเมืองยวี่ซี เมืองผูเออร์ และเขตสิบสองปันนาของจีน ออกที่ด่านบ่อหาน มณฑลยูนนาน เข้าด่านบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทาของลาว และออกที่ด่านห้วยทราย แขวงบ่อแก้วของลาว เข้าไทยที่ด่านเชียงของ จ.เชียงราย รวมระยะทาง 1,140 กม.

ข้อมูลจากด่านศุลกากรเชียงของ จ.เชียงราย ระบุว่า สถิตินักท่องเที่ยวจีนที่ขับรถเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยผ่านเส้นทาง R3A เข้าออกด้านเชียงของ ปี 2557 มีทั้งสิ้น 4,883 คัน ขณะที่ปี 2558 เพิ่มจำนวนเป็น 9,248 คัน จำนวนนักท่องเที่ยว 43,555 คน

เรื่องวุ่นๆบนท้องถนนของ”รถทะเบียนฟ้า”

ช่วงสามปีที่ผ่านมา รถยนต์นักท่องเที่ยวจีน หรือคนเชียงใหม่เรียกว่า ‘รถทะเบียนฟ้า’ เข้ามาอย่างล้นทะลัก ปัญหามาจากทางการไทยปล่อยให้เข้ามาง่ายเกิน เมื่อรถยนต์จีนเข้าด่านเชียงของปุ๊บ ผ่านขั้นตอนตรวจพาสปอร์ต เจ้าหน้าที่จะเรียกเจ้าของรถลงมาเข้าอบรมที่ห้องประชุม อธิบายกติกามารยาทการขับรถในไทย แต่คุยกันไม่ถึง 20 นาทีก็เสร็จ

นักท่องเที่ยวห่วงแต่จะเที่ยวอย่างเดียว พออธิบายให้ความรู้แค่แป๊บเดียวใครจะไปเข้าใจ บางทีผัวเข้ามานั่งฟัง เมียขับรถผ่านไปแบบงงๆ ป้ายอะไรก็ไม่สน กลุ่มที่มากันน้อยแค่คันสองคันก็วิ่งแบบเงอะๆงะๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าอันไหนเป็นทางเอกทางโท นึกจะจอดก็จอด จอดไม่ได้กูก็จะจอด บางกลุ่มมาเป็นคาราวาน ขับรถเป็นขบวนแถมเปิดไฟฉุกเฉิน ตรงนี้เสี่ยงมาก เพราะเวลาเจอแยก เราไม่รู้ว่าเขาจะไปทางไหน ถ้าคันหน้านำขบวนเปิดไฟเลี้ยวซ้าย เราก็ยังพอเข้าใจได้ว่าเขาจะเลี้ยวซ้าย แต่พอเปิดไฟกะพริบ เลยไม่รู้ว่าจะไปซ้ายหรือขวา จะออกก็ไม่กล้าเพราะกลัวโดนชน เวลาจอดก็จอดเรียงเป็นตับไม่แคร์ใคร ทำให้รถติดหนัก”

คำบอกเล่าของ ไพศาล โชเฟอร์ขับรถตู้รับจ้างชาวเชียงใหม่ ผู้มีประสบการณ์ขับรถรับส่งนักท่องเที่ยวในพื้นที่มานานกว่า 10 ปี

สุรสิทธิ์ บอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจว่า ที่ผ่านมาคนเชียงใหม่เดือดร้อนกันมาก ถึงขนาดพูดกันว่าใครชนกับรถจีนถือว่าซวยสุดๆ ไปไหนเจอรถทะเบียนฟ้าจงให้หลีกให้ห่าง แซงได้ต้องรีบแซง ไม่ก็ตัดปัญหาให้ทางเขาไปก่อนเลยดีที่สุด

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากนักท่องเที่ยวจีนไม่รู้กฎจราจรของไทย รองลงมาคือนิสัยมักง่าย มารยาทแย่ เช่น ดอยสุเทพ ปกติขับรถเข้าทางหนึ่งออกอีกทางหนึ่ง แต่รถจีนเข้ามันสองทางเลย หรืออ.แม่สวย รถคนไทยวิ่งมาตรงๆทางเอก แต่รถจีนซึ่งไม่รู้ทางเอกทางโทพุ่งมาจากซอยตัดหน้าจนรถคนไทยเสียหลักรถคว่ำ ถ้าเกิดเฉี่ยวชนกันขึ้น เขาแค่ชดใช้ค่าซ่อมให้ แต่รถเราต้องจอดซ่อมเป็นเดือน ทำมาหากินไม่ได้ แล้วจะเอารายได้จากไหนมาผ่อนค่างวด

ผมเคยขับรถเฉี่ยวกับรถจีนอยู่หนนึง สุดท้ายต้องมาเคลมประกันเองแบบไม่มีคู่กรณี เพราะตกลงกันไม่ได้ คุยภาษาจีนไม่รู้เรื่อง บางคนขับชนกับรถจีนกลางทุ่งนาป่าเขา มาคันเดียวโดดๆก็ถูกคนจีนเป็นสิบๆล้อมกรอบจะเอาเรื่อง น่าตลกตรงถ้าเราขับรถไปบ้านเขา เราจะกลัวมาก ขับอย่างระวังที่สุดเลย แต่เขามาบ้านเราดูไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ไปบ้านเขารถเราต้องปลอดไฟแนนซ์ ทำทะเบียนใหม่ ต้องซื้อประกันภัย แถมเงินวางมัดจำอีก บ้านเขาใช้กฎหมายเข้มงวดเพื่อคุ้มครองประชาชนตัวเอง แต่บ้านเราอ้าแขนต้อนรับเต็มที่”

กนก โชเฟอร์รถตู้รับจ้างอีกราย เห็นตรงกันว่า ทางการไทยเข้มงวดกวดขันน้อย ปล่อยให้รถยนต์ของชาวต่างชาติเข้ามาง่ายเกินไป

ทางการเราเข้มงวดน้อยเกินไป ไกด์ก็พึ่งพาไม่ได้ ชอบเอาใจนักท่องเที่ยว บางคนนั่งคู่กับโชเฟอร์คันนำขบวน แต่ไม่เคยเตือนเรื่องกฎกติกาอะไรเลยว่าควรขับยังไง ห่วงแต่เอาใจลูกค้าหวังจะได้ทิป ถ้าไปเตือนว่าคุณขับรถแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องเปิดไฟแบบนี้นะ ห้ามจอดตรงนั้นตรงนี้นะ ลูกค้าจะรำคาญ ตำรวจเองก็ไม่ยอมเล่นงาน ไล่อย่างเดียว สังเกตหลายครั้งเวลาเกิดเหตุโทรแจ้งตำรวจ ตำรวจส่วนใหญ่พูดจีนไม่ได้ คนจีนก็ชอบตีหน้ามึน ยึกยัก สุดท้ายทำอะไรไม่ได้ก็ใช้วิธีไล่ไปให้พ้นๆ ไม่ปรับ ไม่จับ พวกเราอยากให้ทางการไทยบังคับใช้กฎระเบียบให้เข้มงวด ปัญหาจะเบาบางลงเยอะ เข้มงวดตั้งแต่ก่อนเข้าเลย อธิบายให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องวินัยจราจรให้เป๊ะ อะไรที่ห้ามต้องห้ามเด็ดขาด ที่สำคัญต้องจับ ปรับจริง ไม่ใช่ปล่อยปะละเลย”

แนะดูประเทศเพื่อนบ้านเป็นตัวอย่าง

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ คอลัมนิสต์ชื่อดังแห่งวงการรถยนต์ เป็นอีกคนหนึ่งที่มีประสบการณ์จัดคาราวานรถยนต์ท่องเที่ยวในประเทศเพื่อนบ้าน เขายืนยันว่า ประเทศไทยกำหนดระเบียบการอนุญาตให้รถยนต์ต่างชาติเข้าประเทศยังไม่ค่อยชัดเจนนัก

“ยกตัวอย่างผมพาคาราวานไปลาว ลาวมีกฎข้อบังคับว่าต้องซื้อประกันภัยของเขาหน้าด่าน เราก็ต้องปฏิบัติตาม การซื้อประกันภัยสามารถตัดปัญหาสื่อสารกันไม่รู้เรื่องไปได้ โดยเจรจาตกลงกับประกันแทน หรือเข้าผ่านแดนที่จีน คุณต้องนำรถไปตรวจสภาพก่อน ถ้าเจอเจ้าหน้าที่เข้มงวดกวดขัน เขาจะเรียกเจ้าของรถแต่ละคันตรวจใบขับขี่สากล ควบคู่กับทะเบียนรถ แล้วเรียกเข้าไปอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎจราจร มารยาทการขับขี่ เช่น ต้องขับชิดขวา เพราะคนไทยเราขับพวงมาลัยขวาชิดซ้าย พอไปบ้านเขาเจอขับชิดขวา เราก็เงอะงะเซ่อซ่าเหมือนกันแหละ

เช่นเดียวกับไปมาเลเซีย ถ้าคุณมาเป็นคาราวาน 10 คันต้องแจ้งกระทรวงการท่องเที่ยวเพื่อขอเจ้าหน้าที่ตำรวจมานำขบวนให้ และมีค่าใช้จ่ายพิเศษ หรือกรณีรถบัสจีนที่ขึ้นดอยสุเทพ ถ้าคุณไปลาว ไม่ว่าจะขับรถอะไรมาก็ตาม ต้องเปลี่ยนเป็นรถตู้ของเขา ถ้าไม่เปลี่ยนจะเจอค่าประกันเพิ่ม ระเบียบเข้มงวดขึ้น ท้ายสุดเราจะคิดได้เองว่ายอมเปลี่ยนตามเขาง่ายกว่า หรือที่พม่า คุณขับรถไปไหนมาไหนอย่างอิสระตามใจไม่ได้ ต้องขออนุญาตชัดเจนว่าจะไปเมืองไหน เส้นทางไหน ถ้ากติกาชัดเจน และเป็นสากล มันจะไม่วุ่นวายแบบนี้”

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรปรับเปลี่ยนป้ายจราจรให้เป็นสากล ประชาชนคนไทยก็ต้องปฏิบัติตามกฎจราจร ปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ชาวต่างชาติด้วย

ต้องปรับเปลี่ยนป้ายจราจรให้เป็นสากล เห็นชัดเจนแต่ไกล ไม่ใช่เหมือนป้ายจราจรแบบทุกวันนี้ที่คนไทยดูเองยังงง มั่วไปหมดทั้งป้ายโฆษณา ป้ายร้านอาหาร ป้ายทางเข้าบ้านบุคคลสำคัญที่เลียนแบบป้ายทางการ เราได้แต่พูดเรื่อง AEC แต่ไม่มีการเตรียมตัวอะไรให้สมกับที่เข้าสู่ AEC เลย เพราะฉะนั้นชาวต่างชาติไม่ว่าจีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เข้ามาก็ก่อปัญหาหมด ลองไปดูเมืองท่องเที่ยวอย่างพัทยา หรือเกาะสมุย ฝรั่งที่มาอยู่ก็ขับรถสั่วพอๆกัน ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ใส่หมวกกันน็อค เพียงแต่จำนวนน้อยกว่านักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเยอะ สังคมเลยเพ่งเล็งที่จีนมากกว่าใคร

ถ้าบ้านเราวางกติกาเข้มงวด นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาก็จะระมัดระวัง เช่น ไปสิงคโปร์ รู้กันว่าต้องระวัง เพราะเขาจับปรับจริง เจ้าของบ้านต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างด้วย เช่น ไม่ขับรถย้อนศร ไม่จอดในที่ห้ามจอด ไม่ผ่าไฟเหลือง พูดตรงๆวันนี้คนไทยเราก็ไม่ได้ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีนักหรอก”

ผนึกกำลังจัดระเบียบ”รถทะเบียนจีน”

ภาพรถทะเบียนสีฟ้าจอดเกะกะกีดขวางไม่เป็นระเบียบ ผ่าไฟแดง จนถึงอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถยนต์คนไทยในพื้นที่จ.เชียงรายและเชียงใหม่ตามที่ปรากฎในโลกโซเชียล นำไปสู่กระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย มองว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาควรหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อบังคับให้รถยนต์ที่จะเข้ามาประเทศไทยต้องซื้อประกันภัยรถยนต์ ประเภท 3

“หลายประเทศมีการบังคับว่าต้องทำประกันภัย กระทรวงต่างประเทศควรหารือกับคปภ.ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า หากนักท่องเที่ยวต่างชาติขับรถเข้ามาแล้วสร้างความเสียหายให้แก่คนไทยจะทำยังไง ผมมองว่าควรบังคับให้รถยนต์ที่จะเข้ามายังประเทศไทยซื้อประกันภัยรถยนต์ ประเภท 3 ขณะนี้สมาคมกำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ว่าจะออกประกันภัยระยะสั้น หรือระยะยาวมาแบบไหนรองรับ เพราะถ้าเกิดเหตุแล้วไม่มีประกัน นักท่องเที่ยวก็เดือดร้อนเพราะถูกตำรวจยึดรถ คนไทยก็ต้องก้มหน้าก้มตาซ่อมรถเอง ไปไล่เบี้ยก็ลำบาก เพราะเขาไม่มีประกัน”

พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) รับผิดชอบดูแลด้านงานจราจร เปิดเผยว่า สำหรับการป้องกันปัญหาเบื้องต้น ได้ออกคำสั่งให้ทุกสน.ตรวจจับรถทะเบียนต่างประเทศที่นำมาวิ่งในพื้นที่กรุงเทพฯทุกกรณี เพราะถือว่ามีความผิดเนื่องจากรถไม่ได้จดทะเบียน และนำรถที่ไม่ได้เสียภาษีในราชอาณาจักรไทยเข้ามาวิ่ง มีโทษปรับ 10,000 บาท พร้อมทั้งจะยึดรถไว้เพื่อตรวจสอบหาหลักฐาน เมื่อดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่อนุญาตให้ขับรถต่อ โดยเจ้าของรถจะต้องนำรถลากเพื่อลากรถกลับไปเท่านั้น

ปัจจุบันประเทศไทยได้ทำอนุสัญญาข้อตกลงการนำรถข้ามชายแดน 4 ประเทศเท่านั้น ประกอบด้วยไทย-มาเลเซีย ไทย-ลาว ไทย-เวียดนาม และไทย-กัมพูชาเท่านั้น ส่วนประเทศอื่นๆยังอยู่ระหว่างการร่างข้อตกลงร่วมกัน

ความคืบหน้าล่าสุด สนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ได้ออกมาเปิดเผยถึงมาตรการควบคุมดูแลรถยนต์ของนักท่องเที่ยวจีนต่อผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างรอประกาศเป็นกฎกระทรวง สาระสำคัญเช่น การขออนุญาตทำใบขับขี่ชั่วคราว การเก็บค่าธรรมเนียม การทำประกันภัย หากนำรถยนต์เข้ามาเป็นจำนวนมาก ต้องขออนุญาต มีมัคคุเทศน์ดูแล และมีรถตำรวจนำ ขณะเดียวกันต้องกำหนดแผนการเดินทางที่ชัดเจน ทำประกันสุขภาพกรณีเจ็บป่วย นอกจากนี้ยังประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ตามพรบ.จราจรทันที หากพบเห็นการละเมิดกฎหมาย เป็นต้น คาดว่าน่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆนี้

การผนึกกำลังจัดระเบียบรถยนต์ทะเบียนจีนครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีอันจะนำไปสู่การลดปัญหาความขัดแย้งบนท้องถนน และช่วยให้บรรยากาศการท่องเที่ยวเป็นไปอย่างราบรื่น.

ภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก เรารักนักท่องเที่ยวจีน

 

“มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” เบื้องหลังความดังและคดีฉาวของ “สรยุทธ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 19:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/419084

"มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" เบื้องหลังความดังและคดีฉาวของ "สรยุทธ"

เบื้องหลังจุดเริ่มต้นความโด่งดังของ “สรยุทธ” และการตรวจสอบที่นำมาสู่คำพิพากษาในคดีไร่ส้มมีชื่อ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” รวมอยู่ด้วย

ข่าวการตัดสินของศาลชั้นต้นในคดียักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อสมท กว่า 138 ล้านบาทดังกระหึ่มไปทั่วเมือง เมื่อ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง ถูกศาลพิพากษาจำคุกพร้อมพวก 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และปรับบริษัท ไร่ส้ม 8 หมื่นบาท ในความผิดฐานสนับสนุนพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ กระทำความผิด

เส้นทางของนักเล่าข่าวชื่อดัง นับตั้งแต่เข้ามาสู่ อสมท นั้นน่าสน เพราะเป็นช่วงสำคัญที่ทำให้เขาโด่งดังเป็นพลุแตกเป็นที่รู้จักทั่วบ้านทั่วเมืองจนถึงปัจจุบัน ก่อนจะถูกศาลตัดสินจำคุกในวันที่ 29 ก.พ.2559

เบื้องหลังสำคัญในเส้นทางความโด่งดังของ สรยุทธ คือชายคนหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกเอ่ยชื่อถึงมากนัก

เขาคือ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” อดีตผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย คนสุดท้าย  ผู้ซึ่งลงมือปฏิรูป สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. จากยุคเดิม ที่เป็นแดนสนธยา ให้กลายเป็น “สถานีโทรทัศน์แห่งความทันสมัย โมเดิร์นไนน์ทีวี” จนนำไปสู่การแปรรูป อ.ส.ม.ท.จากองค์การภาครัฐ ไปเป็นบริษัทของรัฐ ภายใต้ชื่อ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และ มิ่งขวัญ ก็เป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท คนแรก

ก่อนที่สรยุทธ จะเข้ามาทำรายการในช่อง อสมท นักเล่าข่าวดังทำงานอยู่กับเครือเนชั่นฯ โดยทำข่าวออกทั้งหนังสือพิมพ์, จัดรายการวิทยุ, จัดรายการทีวีที่ออกอากาศในช่องไอทีวี อาทิ วิเคราะห์ข่าว โดย สรยุทธ สุทัศนะจินดา ทางไอทีวี (2539—2543),เวทีไอทีวี ทางไอทีวี (2539—2543), ฟังความรอบข้าง ทางไอทีวี (พิธีกรร่วม) (2539—2543) รวมทั้งทำรายการในช่องเนชั่น แชนแนล อาทิ เก็บตกจากเนชั่น ทางเนชั่น แชนแนล (1 มิถุนายน 2543—พฤษภาคม 2546), รายการคมชัดลึก ทางเนชั่น แชนแนล (2543—2546)

ขณะนั้นเรียกได้ว่า สรยุทธ เป็นที่รู้จักของผู้ชมจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่โด่งดังเช่นในปัจจุบัน

กระทั่ง สรยุทธ ลาออกจากเนชั่นฯ และเข้ามาทำรายการกับอสมท จึงกลายเป็นเวทีแจ้งเกิดให้กับผู้ดำเนินรายการคนดัง และผู้อยู่เบื้องหลังในการชักชวนมาร่วมงาน ปลุกปั้นรายการ กำหนดคาแรคเตอร์ผู้ดำเนินรายการให้กับสรยุทธก็คือ “มิ่งขวัญ”

มิ่งขวัญเป็นหนึ่งในผู้คิดรูปแบบรายการ “ถึงลูกถึงคน” ขึ้น และนำมาออกอากาศทุกวันจันทร์ –วันศุกร์ เวลา 23.00 น.- 24.00 น. ซึ่งแต่เดิมช่วงดังกล่าวได้ให้ค่ายเพลงเช่าเวลาเปิดมิวสิควิดีโอออกอากาศ

มิ่งขวัญเห็นแววของ สรยุทธ จึงติดต่อให้มาเป็นผู้ดำเนินรายการถึงลูกถึงคน ที่มีลักษณะรายการเป็นการสัมภาษณ์แขกรับเชิญที่มาร่วมรายการ มีการแนะนำปรับบุคลิกในการออกหน้าจอให้สรยุทธ เช่น การเน้นตั้งคำถามแบบตรงไปตรงมา

ผลปรากฏว่ารายการถึงลูกถึงคน เรตติ้งพุ่งกระฉูด มิ่งขวัญจึงเสนอให้มีการผลิตรายการเพิ่มเติมคือ “คุยคุ้ยข่าว” ที่เป็นลักษณะรายการเล่าข่าว สรุปข่าว รวมทั้งเสนอให้บริษัทไร่ส้มที่ สรยุทธจัดตั้งขึ้นมาเป็นผู้ร่วมผลิตรายการและแบ่งเวลาโฆษณาแบบTime Sharing

ที่สำคัญคือ หนึ่งในผู้ที่ตรวจพบปมการยักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ก็คือ มิ่งขวัญ ก่อนจะมีการแจ้งเรื่องไปถึง สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจของอสมท จนเกิดกระบวนการตรวจสอบตามมา

มิ่งขวัญยังเป็นผู้ผลักดันให้เกิดการดำเนินคดีกับ สรยุทธและบริษัทไร่ส้ม อันเป็นเหตุนำมาสู่การตัดสินจำคุกนักเล่าข่าวคนดังเมื่อวันที่ 29 ก.พ.ที่ผ่านมา

เรียกได้ว่าความโด่งดังของสรยุทธในปัจจุบันนั้น ส่วนหนึ่งมาจาก มิ่งขวัญ ที่ชักชวนมาทำงานและให้คำแนะนำ ขณะที่การถูกศาลตัดสินลงโทษก็มีส่วนหนึ่งมาจากการตรวจสอบและผลักดันให้เกิดการดำเนินคดีโดยมิ่งขวัญเช่นกัน

แต่ชื่อของ มิ่งขวัญ ไม่ค่อยปรากฏนักในเรื่องราวที่เกี่ยวกับสรยุทธ และ คดีไร่ส้มในช่วงที่ผ่านมา

 

“ทำงานไม่ตรงสาย” วิบากกรรมสะท้อน ป.ตรีสายสังคมเฟ้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 12:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/418945

"ทำงานไม่ตรงสาย" วิบากกรรมสะท้อน ป.ตรีสายสังคมเฟ้อ

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

“จบวิทยาศาสตร์การกีฬา แต่มาทำงานด้านสื่อสารมวลชน” “จบโรงแรม แต่ทำงานโฆษณา” “จบรัฐศาสตร์ แต่ต้องมาทำร้านอาหาร หางานไม่ได้มาหลายปีก็เลยต้องทำใจ” “จบบริหาร แต่ต้องเป็นแม่ครัวโต๊ะจีนในโรงแรม เพราะได้ค่าจ้างสูงกว่างานที่ตรงกว่า ก็เลยไม่คิดอะไรมาก”

เสียงสะท้อนหลากหลายซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป กลายเป็นข้อสังเกตสำคัญในชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยที่บัณฑิตจบใหม่ในบางสาขาวิชาต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า ปัญหาเรียนจบแล้วทำงานไม่ตรงสายที่เรียนมา เป็นเรื่องที่ยังไม่มีการศึกษาในหลายประเด็น ประเทศไทยยังไม่มีการรวบรวม ไม่มีตัวเลขผู้เรียนระดับอุดมศึกษาที่สำเร็จการศึกษาแล้วออกมาทำงานไม่ตรงกับสาขาที่เรียน

อย่างไรก็ดี มีงานวิจัยในต่างประเทศที่ศึกษาเรื่องนี้ ระบุว่า โดยปกติทั่วโลกจะมีผู้ที่ต้องทำงานไม่ตรงกับสาขาวิชาที่เรียนมากถึง 1 ใน 3 โดยเฉพาะผู้ที่เรียนจบด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่ไม่มีรูปแบบวิชาชีพที่ชัดเจน

ขณะที่กรณีของประเทศไทย คาดว่า การทำงานไม่ตรงกับสาขาที่เรียนจบน่าจะมีปริมาณสูงกว่าที่งานวิจัยดังกล่าวระบุ เนื่องจากในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา การเรียนในภาควิชาสายสังคมศาสตร์เติบโตขึ้นมาก จนกล่าวได้ว่ามากกว่าในหลายประเทศ

“รัฐบาลควรสนับสนุนให้ประชาชนเรียนระดับอุดมศึกษา แต่ควรสนับสนุนผู้ที่อยากเรียน หรือต้องการเรียนในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งไม่น่าเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่รู้ว่าเรียนจบระดับมัธยมแล้วจะทำอะไรต่อ ผู้ที่ยังไม่มีเป้าหมายการเรียนที่ชัดเจนควรเรียนสายอาชีพเพื่อทำงานก่อน แล้วค่อยเรียนต่อในระดับปริญญาตรี หรือระดับที่สูงขึ้นภายหลัง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นโมเดลการเรียนที่ประชากรในหลายประเทศ เช่น สหรัฐ หรือเยอรมนี ถือปฏิบัติจนเป็นเรื่องปกติ” คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าว

เกียรติอนันต์ ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำเพื่อแก้ปัญหาการทำงานไม่ตรงสาย คือ ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องประกอบการตัดสินใจเรียนต่อระดับอุดมศึกษา เหมือนที่มหาวิทยาลัยในต่างประเทศมี ซึ่งมีการระบุชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง แต่ละสาขา เรียนจบแล้วมีอัตราการตกงานแค่ไหน สาขาไหนทำแล้วได้เงินเดือนเท่าไร อาชีพไหนกำลังมีตำแหน่งในตลาดแรงงาน มีแม้กระทั่งระบุว่าเรียนจบแต่ละสาขาใช้เวลาหางานนานแค่ไหน

“จากที่ได้ไปทำงานเรื่องนี้ในหลายพื้นที่ พบว่า เด็กไทยมีความรู้เรื่องการเรียนกับการทำงานน้อยมาก เพราะการผลิตบัณฑิตมากเกินไปในขณะที่งานมีจำกัด มีการแย่งงานกันแน่นอน เมื่อแย่งกันทำก็ทำให้โอกาสที่จะทำให้ได้เงินเดือนสูง ก็ลดลงเพราะนายจ้างมีตัวเลือกเยอะ ในประเทศไทยตอนนี้คนเลือกเรียนเพราะความอยากเรียน แต่ไม่ได้ดูเรื่องความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต” เกียรติอนันต์ กล่าว

อาภรณ์ แก่นวงศ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า ในส่วนของ สกอ.มีการสำรวจว่าจะมีการเรียนสายไหนที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน เตรียมกำลังคนล่วงหน้าในโปรเจกต์ใหญ่ๆ ของรัฐบาล และทิศทางเศรษฐกิจ แต่เนื่องจาก สกอ.ทำได้เพียงเสนอเป็นนโยบาย และมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ต่างผลิตเด็กตามศักยภาพที่แต่ละแห่งมี มาตรการที่ดำเนินการจึงเป็นเพียงการส่งเสริมเรื่องการให้ทุนการศึกษาเพื่อจูงใจผู้เรียนในสาขาที่มีความต้องการในตลาดได้

“เราบังคับมหาวิทยาลัยไม่ได้ หลายแห่งจึงยังผลิตนักศึกษาในสาขาสังคมศาสตร์ ซึ่งไม่ต้องลงทุนด้านต่างๆ มาก เหมือนสาขาวิทยาศาสตร์ ผู้ที่เรียนสายสังคมศาสตร์จึงควรเลือกสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ยอมรับว่าจุดอ่อนของข้อมูลเรื่องนี้ แต่ละปีเราไม่มีตัวเลขการเรียนจบและตกงานที่แต่ละหน่วยงานสำรวจที่ไม่ตรงกันนัก ” เลขาธิการ สกอ. กล่าว

ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กล่าวว่า ทุกๆ ปีจะได้รับรายงานว่ามีผู้จบปริญญาตรี ยอมทำงานสายอาชีพและรับเงินเดือนหรือค่าจ้างต่ำกว่าวุฒิการศึกษา และเพื่อช่วยเหลือบัณฑิตกลุ่มดังกล่าว สอศ.จะเลือกหลักสูตรฝึกฝีมือระยะสั้นช่วยสอนด้านอาชีพ โดยเลือกหลักสูตรที่นำไปประกอบอาชีพได้จริงตามความต้องการของตลาดจาก 600 หลักสูตร

 

เปิดคำพิพากษา จำคุก’สรยุทธ’ทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มีนาคม 2559 เวลา 08:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/418882

เปิดคำพิพากษา จำคุก'สรยุทธ'ทุจริต

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ศาลอาญานั่งบัลลังก์เมื่อเวลา 10.30 น. อ่านคำพิพากษาคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เมื่อจำเลยจากบริษัท ไร่ส้ม คือ อังคณา วัฒนมงคลศิลป์ สุกัญญา แซ่ลิ่ม สรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดัง และมณฑา ธีระเดช เป็นจำเลย 1-4 รวมถึง พิชชาภา เอี่ยมสะอาด อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของบริษัท อสมท

ทั้งหมดถูกอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทย์ยื่นฟ้องในความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 และฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว กรณีถูกกล่าวหายักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อสมท กว่า 138 ล้านบาท

บทสรุปจากศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุก สรยุทธ กับพวก 20 ปี แต่ลดเหลือ 13 ปี 4 เดือน ส่วนพิชชาภา อดีตพนักงาน อสมท ตัดสินจำคุก 30 ปี ลดเหลือ 20 ปี ทั้งหมดไม่รอลงอาญา และปรับบริษัท ไร่ส้ม 8 หมื่นบาท

ก่อนจะให้ประกันตัวเพื่อไปสู้คดีต่อในชั้นศาลอุทธรณ์ในวงเงินคนละ 2 ล้านบาท พร้อมเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น

ในรายละเอียดของคดีอัยการโจทย์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2558 ระบุพฤติการณ์ของจำเลยว่า เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2548-28 เม.ย. 2549 พิชชาภา จำเลยที่ 1 พนักงานจัดทำคิว โฆษณาของบริษัท อสมท ได้ จัดทำคิวโฆษณารวมในรายการ “คุยคุ้ยข่าว” ใช้อำนาจ หน้าที่โดยทุจริต ไม่รายงานการโฆษณาเกินเวลาเพื่อ เรียกเก็บค่าโฆษณาเกินเวลา จากบริษัท ไร่ส้ม จำเลย ที่ 2 จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ บริษัท อสมท เสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียกรับเอาเงิน 658,996 บาท จากจำเลยที่ 2-4 เพื่อเป็นการตอบแทนที่ พิชชาภา จำเลยที่ 1 ไม่รายงานการโฆษณา จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นพิธีกรจัดรายการ ได้ทำสัญญากันเป็นลายลักษณ์อักษรระบุชัดว่าถ้ามี โฆษณาเกินกว่าส่วนแบ่ง จำเลยที่ 2 ต้องขอซื้อโฆษณาส่วนเกินย้อนหลังและชำระค่าโฆษณาเกินให้แก่บริษัท อสมท โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิแบ่งค่าโฆษณาส่วนเกินคนละเท่าๆ กับ บริษัท อสมท

นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 จะต้องชำระค่าโฆษณาส่วนเกินและไม่มีสิทธิได้รับส่วนลดทางการค้า 30% จากค่าโฆษณาส่วนเกิน 138,790,000 บาท เพราะจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายผิดสัญญา ขณะที่จำเลยที่ 1 ซึ่งคือ พิชชาภา มีหน้าที่จัดทำคิวโฆษณา แต่ไม่รายงานการ โฆษณาที่เกินเวลาให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นเหตุให้ บริษัท อสมท ได้รับความเสียหาย ตามความเห็นของ คณะกรรมการตรวจสอบทั้งสองชุดที่บริษัท อสมท ตั้งขึ้น

นอกจากนี้ จำเลยที่ 1 ยังใช้น้ำยาลบคำผิดลบรายการโฆษณาที่เกินเวลาในส่วนของจำเลยที่ 2 ออกจากใบคิวโฆษณารวม แสดงถึงการปกปิดข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยที่เป็นพนักงานมีหน้าที่จัดการทรัพย์และรับเงินตามเช็ค เป็นการต้องห้าม จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502

ส่วน สรยุทธ จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีอำนาจจัดการและเป็นพิธีกรจัดรายการมาโดยตลอด ดังนั้นจำเลยที่ 3 น่าจะทราบเนื้อหางานเป็นอย่างดี การใช้เงินแม้จะให้โดยเสน่หา แต่ไม่รายงานให้ทราบก็เป็นการ สนับสนุน ศาลเห็นด้วยกับคณะ กรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า จำเลยจ่ายเช็คเพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการใดทำให้หน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย การที่จำเลยที่ 2-4 นำเช็คไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ถือเป็นการมิชอบด้วยกฎหมายเพราะการไม่รายงานโฆษณาเกินเวลาของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จึงเป็นความผิดฐานสนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 2 บริษัท ไร่ส้ม ได้ชำระค่าโฆษณาส่วนเกิน จำนวน 1,438,790,000 บาท แก่บริษัท อสมท แล้วจึงลงโทษสถานเบา

พิพากษาจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ จำเลยที่ 2-4 มีความผิดฐานสนับสนุนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิด ของพนักงานในองค์การ การกระทำของจำเลยทั้งหมด เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 6 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษสูงสุด รวม 6 กระทง ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น โดยมิชอบ จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 30 ปี ปรับจำเลย ที่ 2 เป็นเงิน 1.2 แสนบาท จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คน ละ 20 ปี แต่ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็น เวลา 20 ปี จำคุกจำเลยที่ 3 และ 4 คนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 8 หมื่นบาท ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 1, 3 และ 4

ถือเป็นยกแรกที่สรยุทธและพรรคพวกต้องต่อสู้ในชั้นศาล ผลของการนำคดีขึ้นสู่ศาลนั้น หากย้อนกลับไปจะพบว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของ ป.ป.ช. ที่ไปพบว่าสรยุทธ นักเล่าข่าวชื่อดัง ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คของธนาคารธนชาตจ่ายเงินให้พิชชาภา โดยมีการทำเอกสารหักภาษี ณ ที่จ่ายรวม 6 ครั้ง เป็นเงิน 739,770 บาท เพื่อตอบแทนที่พิชชาภา มิได้รายงานการโฆษณาเกินเวลาของบริษัท ไร่ส้ม

กระทั่ง ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2555 ว่าการกระทำของพิชชาภา มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง และมีมูลความผิดทางอาญา

การกระทำของสรยุทธ และมณฑา ซึ่งได้ใช้ให้พิชชาภา ไม่ต้องรายงานการโฆษณาเกินเวลาที่กำหนดในสัญญาให้แก่ผู้บังคับบัญชาทราบ และบริษัท ไร่ส้ม (ในฐานะนิติบุคคล) มีมูลความผิดฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดตามมาตรา 6, 8, 11 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

หลังจากนั้น ป.ป.ช.ส่งรายงานถึงอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลในคดีอาญา อย่างไรก็ตาม ครั้งนั้นอัยการสูงสุดเห็นว่าข้อเท็จจริงบางอย่างยังไม่สมบูรณ์ จึงมีการตั้งคณะกรรมการร่วมอัยการสูงสุด-ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาสำนวนให้สมบูรณ์ โดยใช้ระยะเวลากว่าปีเศษ กระทั่งล่าสุดที่นำคดีขึ้นสู่ศาล และพิจารณาออกมาให้จำคุกนักเล่าข่าวชื่อดัง พร้อมกับพวก