“เกรียน-หื่น” ออนไลน์ เมื่อคนไทยบางส่วนยังขาดมารยาทบนโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/418847

"เกรียน-หื่น" ออนไลน์ เมื่อคนไทยบางส่วนยังขาดมารยาทบนโซเชียล

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หลังนิตยสารดังได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ “เจ้าชายอับดุล มาทีน” เจ้าชายรูปงาม แห่งราชวงศ์บรูไนดารุสซาลาม เล่นเอาแฟนคลับชาวไทยทั้งสาวแท้สาวเทียมพากันคลั่งไคล้หัวปักหัวปำ ต่างคนต่างเข้าไปโพสต์คอมเมนต์ในอินสตาแกรมส่วนพระองค์ “@tmski” อย่างถล่มทลาย ไม่ว่าจะหยอดมุขหวาน จีบแบบห้วนๆ โชว์หื่น พูดจาลามกหยาบคาย ช่างไร้กาลเทศะยิ่ง

ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกรียนคีย์บอร์ดไทยก่อวีรกรรมเยี่ยงนี้ ก่อนหน้านั้นเคยสร้างชื่อก้องโลกมาแล้วมากมาย ตั้งแต่จงใจป่วนองค์การนาซ่าขณะถ่ายทอดสดการสำรวจดาวพลูโต เข้าไปด่าเฟซบุ๊กสมาคมฟุตบอลเกาหลีใต้ต้องปิดตัวชั่วคราว รวมทั้งสร้างความวุ่นวายระหว่างการถ่ายทอดสดผ่านยูทูบกรณีประกาศค้นพบหลักฐานสำคัญของคลื่นความโน้มถ่วงในทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป

ทั้งหมดนี้นำมาสู่คำถามว่า เมื่อไหร่คนไทยจะเข้าใจมารยาทการใช้งานในสังคมออนไลน์เสียที

โลกออนไลน์=ห้องนอนกระจกใสไร้ความเป็นส่วนตัว

ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการประจำสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.) อธิบายว่า กฎ 3 ข้อสำคัญสำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตคือ พื้นฐานความเข้าใจเรื่องพื้นที่กึ่งสาธารณะ มารยาททางสังคม และความเป็นส่วนตัว

“ข้อแรกที่สำคัญคือ พื้นที่บนสังคมออนไลน์ หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว 100 % ซึ่งไม่ใช่ เฟซบุ๊กเคยบอกด้วยตัวเองว่าเฟซบุ๊กเป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ มีความผสมกันระหว่างพื้นที่สาธารณะและส่วนตัว ฉะนั้นอะไรก็ตามที่โพสต์ เขียน และคอมเมนต์ลงไป คนอื่นจะเห็นด้วย คุณสามารถโพสต์เเสดงความเห็นได้ทุกเรื่อง เพราะมีความเป็นส่วนตัว แต่ขณะเดียวกันมันก็มีความเป็นสาธารณะอยู่ในนั้นด้วย ข้อสองคือ มารยาททางสังคม เราควรคำนึงถึงมารยาททางสังคมทั้งในชีวิตจริงเเละโลกออนไลน์ ข้อสามคือ ความเป็นส่วนตัว ไม่ว่าใครจะโด่งดังมาจากไหน ทุกคนมีความเป็นส่วนตัวเหมือนกันหมด ซึ่งสังคมออนไลน์เเต่ละรูปเเบบมีระดับการตั้งค่าส่วนตัวที่เเตกต่างกันออกไป เราต้องเรียนรู้ระดับความเหมาะสมหรือปลอดภัยของสิ่งที่เราแสดงออกมา”

ผู้เชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดียรายนี้บอกว่า กรณีเจ้าชายอับดุล มาทีนแห่งบรูไน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การแสดงความคิดเห็นที่มีลักษณะคุกคาม สัปดน และลามกหยาบคายค่อนข้างมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดียในเมืองไทยขาดความรู้เรื่องมารยาททางสังคมในการใช้โซเชียลมีเดีย

ธาม เชื้อสถาปนศิริ

ถอดบทเรียน 7 ข้อกรณีเจ้าชายบรูไน

นักวิชาการประจำสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ บอกว่า กรณีเกรียนไทยถล่มไอจีเจ้าชายบรูไน สามารถถอดบทเรียนมาให้ศึกษาได้ 7 ข้อสำคัญ ประกอบด้วยดังนี้

1.เเม้สังคมออนไลน์จะเป็นพื้นที่อิสระ เเต่มันไม่อิสระเพียงพอให้เราสามารถทำอะไรก็ได้ เหมือนเราอยู่ในห้องนอนเเล้วอยากจะตะโกน ร้องเพลงดังๆ หรือเดินเเก้ผ้า เฟซบุ๊กก็เหมือนคุณอยู่ในห้องนอน แต่ห้องนอนนั้นไม่ได้มีผนังปิดทึบ เเป็นกระจกทุกด้านเลย ทั้งบน ล่าง ซ้าย ขวา ฉะนั้นคุณไม่ควรเดินแก้ผ้าในห้องนอนแบบนี้ ต้องโพสต์ออกมาอย่างสุภาพเรียบร้อย ให้สมกับเป็นคนที่เรียนรู้เเละเข้าใจมารยาททางสังคม

2.การเข้าไปส่องดูรูป ดูข้อมูลส่วนตัว สามารถทำได้เท่าที่ข้อมูลเขาเปิดเป็นสาธารณะ อย่าพยายามเจาะข้อมูลส่วนตัวที่เจ้าของปกปิด

3. รูปภาพหล่อเหลาของเจ้าชาย เซฟ เก็บไว้ดูได้ แต่ห้ามนำไปตัดต่อ ตกเเต่ง หรือเขียนคำทะลึ่งลามกลงไปเพิ่มเติม อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายพรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และพรบ.ลิขสิทธิ์

4. ระมัดระวังการใช้คำราชาศัพท์ เขียนด้วยถ้อยคำธรรมดาแต่สุภาพดีที่สุด

5.ทุกครั้งที่มีใครโด่งดังในโลกโซเชียล พฤติกรรมของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบางส่วนในไทยคือ เข้าไปถล่มเพจเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรมส่วนตัวจนถล่มทุกทีไป ทุกคนต้องการควบคุมความเป็นส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น

6.ทำอะไร ควรคำนึงถึงมารยาท ธรรมเนียมประเพณี และความละเอียดอ่อนทางการทูต อย่าวิจารณ์กันอย่างสนุกปาก จนลุกลามบานปลายจนส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

7.แสดงความชื่นชม หรือให้ความสนใจที่ตัวผลงานของพระองค์บ้าง อย่าสนใจแต่ความหล่อเหลา เดี๋ยวจะถูกมองว่าคนไทยบ้าบูชาคนแต่เปลือกภายนอก เช่นเดียวกับกรณีวินมอเตอร์ไซค์หล่อ แม่ค้าสวย ยามหล่อ

ธาม ทิ้งท้ายว่า วีรกรรมของเกรียนคีย์บอดไทยทั้งหมดที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า รสนิยมการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยอยู่ในระดับต่ำเเละขาดความเข้าใจเรื่องมารยาททางสังคม

“จริตการใช้งานโซเชียลมีเดียของคนไทยคือ ‘เกรียน’ ‘ติ่ง’ และ ‘แก๊งสเตอร์’ เกรียนคือ พวกทะลึ่งไม่มีมารยาท ติ่งคือ ฉันอยากส่อง อยากทำอะไรก็ได้ที่ฉันสน และเเก๊งสเตอร์ คือพวกที่พร้อมเข้าไปถล่มในสิ่งที่ตัวเองไม่พอใจ พร้อมตามล่าขุดคุ้ย ทั้งสามอย่างเป็นจริตที่ค่อนข้างไม่ดีในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ควรได้รับการเเก้ไข ขอให้ทุกคนช่วยๆ กันตระหนักว่าสื่อสังคมคือพื้นที่สาธารณะ  คิด เขียนอะไรลงไปมันอาจละเมิด คุกคาม ปรามาส ทะลึ่ง ลามก สุดท้ายทุกคนจะเห็นถึงกันหมด”

ผู้หญิงอย่าลดคุณค่าตัวเองด้วยสิ่งที่โพสต์

บรรทัดต่อไปนี้ถือเป็นการเตือนสติสาวๆทั้งหลายที่ออกอาการ “หลงลืมตัว”จนไม่น่ารัก

บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานองค์กรทำดี และนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี วิเคราะห์ว่า ทุกวันนี้เรื่องเพศเป็นหัวข้อที่เปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งในโลกอินเทอร์เน็ต หลายคนไม่นำเสนอความคิดเห็นผ่านตัวตนโดยตรง จึงกล้าที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิด ขณะบางคนเห็นว่าสิ่งนี้คือการปลดปล่อย รวมทั้งยังมีหลายคนทำไปเพื่อสร้างตัวตนให้โดดเด่นน่าสนใจ

“สาวๆอาจจะคิดว่าคอมเมนต์ขำๆ เจ้าชายท่านคงเห็นอ่านภาษาไทยไม่ออก เเละไม่มีวันรู้จักเรา หรือบางคนพยายามคอมเมนต์แรงๆ เพื่อให้ตัวเองดูโดดเด่น อยากบอกว่า การสร้างตัวตนให้น่าสนใจแบบนั้นอาจเป็นการลดคุณค่าในตัวเองลงได้ คนอื่นอาจมองคุณหรือตัดสินคุณในแบบที่คุณกระทำ ตอนที่เเสดงความเห็นไป เราอาจจะทำไปด้วยความคึกคะนอง เเต่อนาคตข้างหน้า หากเรากลายเป็นคนที่มีตัวตนขึ้นมา เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เคยเขียนไว้จะกลับมามีผลอย่างไรกับเรา ฉะนั้นก่อนตัดสินใจ ขอให้คิดไกลๆว่าเราสามารถยอมรับผลที่ตามมาในอนาคต จากสิ่งที่เราทำวันนี้ได้หรือไม่”

บุ๋ม ปนัดดา บอกว่า ทุกคนมีสิทธิเเสดงความคิดเห็น เเต่ต้องไม่ไปทำให้ใครเดือดร้อนเสื่อมเสีย ตรงนี้เป็นกฎหมายเเละมารยาททางสังคมที่พึงกระทำอยู่เเล้ว ควรมีขอบเขตในการกระทำไม่ใช่เคยชินไปกับการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ ภายใต้ความคิดว่าจะพูดหรือจะเขียนอะไรก็ได้

โลกโซเชียลเน็ตเวิร์กเปรียบเสมือนพื้นที่กึ่งสาธารณะ เราๆท่านๆจำเป็นต้องคิดหน้าคิดหลัง ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อตัวเองและผู้อื่น ฉะนั้นคอมเมนต์และเนื้อหาต่างๆที่โพสต์ลงไปต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิผู้อื่น มารยาท และกาลเทศะด้วย

 

“ฟินเทค” พลิกโฉมบริการการเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 15:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/418675

"ฟินเทค" พลิกโฉมบริการการเงิน

โดย…ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

นาทีนี้เทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตทุกคนเรียบร้อยแล้ว ในหลากหลายรูปแบบ และอีกไม่นาน “ฟินเทค” หรือ ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (Financial Technology) จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตคนไทยมากยิ่งขึ้น

ฟินเทคแบบเบสิกที่สุดที่ทุกคนใช้อยู่คือ เอทีเอ็ม โมบายแบงก์กิ้ง ตู้กดเติมเงินโทรศัพท์มือถือ การซื้อขายหุ้นผ่านออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งทุกอย่างคือการใช้บริการทางการเงินด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยคนเป็นผู้ให้บริการธุรกรรมอีกต่อไป อันเป็นจุดประสงค์หลักในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินขึ้นมา

ฟินเทคจึงเป็นการประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าสู่การทำธุรกิจและธุรกรรมทางการเงิน เป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการและสถาบันการเงินที่เอื้อประโยชน์กัน ทั้งในด้านอำนวยความสะดวกให้แก่การทำธุรกรรมทางการเงิน การเพิ่มกิจกรรมทางการเงินกับการซื้อขายสินค้า เพียงแค่อาศัยระบบการสื่อสารที่รวดเร็วขึ้น

จุดเด่นของฟินเทค คือ ความง่ายในการใช้บริการ ไม่ซับซ้อนและผูกขาด สร้างอิสระในการทำธุรกรรมทางการเงินแก่ผู้บริโภค ที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และทุกที่ทุกเวลา จึงทำให้ฟินเทคได้รับความนิยมทั่วโลก จนกลายเป็นกระแสและแพร่หลายอย่างรวดเร็ว

มูลค่าการตลาดของฟินเทคทั่วโลกเมื่อปี 2557 อยู่ที่ 2.5-3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะเพิ่มเป็น 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2563 หรือเติบโต 130% ขณะที่ในเอเชีย ฟินเทคมีมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 6,700 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2563 หรือเติบโต 3 เท่าจากปัจจุบัน

ฟินเทคมีความหลากหลาย กลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่ (สตาร์ทอัพ) เข้ามาจัดตั้งบริษัทเพื่อพัฒนาธุรกิจมากมาย ในสหรัฐอเมริกามีสตาร์ทอัพทำฟินเทคเป็นพันบริษัท แต่ในประเทศไทยธุรกรรมนี้เพิ่งเริ่มต้น จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์มีผู้ประกอบการด้านฟินเทคจดทะเบียนประมาณ 40 บริษัท ซึ่งนับว่ายังน้อย แต่ก็มีโอกาสจะเติบโตเร็ว

บริษัท ฟินเทค ที่ได้ยินกันบ่อยๆ เช่น เอ็มเปย์ ทรูมันนี่ เพย์สบาย ที่เป็นบริการชำระเงิน โอนเงิน รวมทั้งมีฟินเทคที่เป็นองค์กรระดมทุนผ่านออนไลน์ (คราวด์ฟันดิ้ง) อย่าง ดรีมเมกเกอร์ มีฟันด์ อาซิโอล่า รวมทั้งฟินเทคที่เกี่ยวกับการลงทุนและการวิเคราะห์หุ้น อย่าง สต็อคเรดาร์ส สต็อคทูมอร์โรว์ เป็นต้น รวมไปถึงบริการทางการเงินของค่ายมือถือ 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ (เทลโก้) ได้แก่ เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ ถือเป็นฟินเทคอีกรูปแบบหนึ่งที่มียอดธุรกรรมเพิ่มขึ้นมากทั้งที่ไม่ได้เป็นธนาคาร เข้ามามีบริการรับชำระเงิน-โอนเงินมากขึ้น รวมทั้งยังมีการพัฒนาเป็นระบบชำระเงินรายย่อย (อี-วอลเลต) ที่โอนเงินหากันโดยไม่จำกัดค่าย ใช้เพียงเบอร์โทรศัพท์เท่านั้น

จะเห็นได้ว่า ฟินเทคเข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบกับหลายธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจธนาคาร สถาบันการเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพราะมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาให้บริการรับชำระเงิน โอนเงิน ถึงขนาด เจมี ไดมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจพีมอร์แกน ซึ่งเป็นธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก ยังกล่าวว่า คู่แข่งสำคัญของเจพีมอร์แกนที่สำคัญจากนี้ไปไม่ใช่ธนาคารใหญ่ๆ ในอเมริกาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเหล่าบริษัทฟินเทค สตาร์ทอัพ ที่กำลังบ่มเพาะกันอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะในแถบซิลิคอน วัลเลย์ ในสหรัฐ

ดังนั้น เพียงดิจิทัลแบงก์กิ้งอาจจะไม่เพียงพอแล้ว สำหรับการรองรับการทำธุรกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จึงเห็นได้ว่าทุกธนาคารให้ความสนใจการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ และเริ่มมีการปรับตัวเพื่อให้การให้บริการเท่าทันกับความต้องการของลูกค้า ด้วยการทุ่มงบประมาณวิจัยและพัฒนาในด้านฟินเทคให้มากขึ้น

ธีระชาติ ก่อตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามสแควร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) และผู้ร่วมก่อตั้งแอพพลิเคชั่นสต็อคเรดาร์ส ระบุว่า ฟินเทคเริ่มรุกคืบเข้ามาในตลาดทุน แต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่หากเข้ามาเต็มรูปแบบผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือโบรกเกอร์ ความสำคัญของเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน (ไอซี) อาจจะได้รับผลกระทบมากขึ้น เพราะทุกอย่างจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยผู้ลงทุนที่จะมีการหาข้อมูลที่จะมาใช้วิเคราะห์เองจากแอพพลิเคชั่นตัวช่วยในการวิเคราะห์การซื้อขาย วิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งใส่คำสั่งซื้อขายทางอินเทอร์เน็ตเอง

ข้อดีของฟินเทค คือ จะทำให้อุตสาหกรรมเป็นการแข่งขันที่เน้นทางด้านการบริการมากกว่าที่จะไปเน้นทางด้านแข่งขันในด้านราคาหรือการตลาดมากกว่า ซึ่งสต็อคเรดาร์สก็เป็นสตาร์ทอัพที่เป็นฟินเทคที่เน้นเรื่องการบริการข้อมูลไปแข่งขันในตลาดทุน

ที่ผ่านมาอาจจะเห็นว่าหลายโบรกเกอร์หรือคนในอุตสาหกรรมเดียวกัน ใช้หุ่นยนต์หรือโรบอตในการเฝ้าดูคำสั่งซื้อขายให้ สแกนข้อมูลสถิติ หุ้น ให้ จริงๆ คือการมีซอฟต์แวร์ที่ดีเข้ามาช่วยในระบบ

ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารแรกที่ขยับตัวรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ด้วยการปรับโครงสร้างผู้บริหารครั้งใหญ่ พร้อมกับตั้งกลุ่มธุรกิจใหม่ขึ้นมา คือ “กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป” (Kasikorn Business-Technology Group : KBTG) พร้อมกับแต่งตั้งให้ ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ดำรงตำแหน่งประธาน KBTG ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา

ธีรนันท์ กล่าวว่า ปัจจุบันไอทีกลายเป็นสิ่งสำคัญของธุรกิจการเงิน ทั้งเสริมการให้บริการและเป็นตัวสร้างธุรกิจใหม่อย่างฟินเทค เห็นได้ว่าเรื่องไอทีมีความสำคัญอย่างมากในอนาคต จึงต้องก่อตั้งขึ้นเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของเครือธนาคารกสิกรไทย เพราะบางเรื่องไอทีถือเป็นตัวเบิกทางของธุรกิจใหม่ที่มีโอกาสสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง

สถาบันการเงินหลายแห่งมองฟินเทคหรือเทคโนโลยีทางการเงินเป็นภัยคุกคามที่จะชิงส่วนแบ่งตลาดของธนาคารพาณิชย์ แต่ธนาคารกสิกรไทยมองอีกด้านว่า ธนาคารพาณิชย์เป็นธุรกิจที่อุดมไปด้วยบุคลากรความสามารถสูง และมีจุดแข็งในฐานลูกค้าหลายล้านบัญชี ศักยภาพสูงเช่นนี้สามารถรุกเป็นฟินเทคได้เอง ไม่จำเป็นต้องตั้งรับการแข่งขัน

“การแยกการบริหารเป็นอิสระออกมาจากธนาคาร ทำให้หน่วยธุรกิจนี้มีความยืดหยุ่น ไม่ติดกับกฎระเบียบของธนาคาร สามารถปรับเปลี่ยนรองรับดึงคนไอทีรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการการผูกมัดเข้ามาร่วมงาน จากนั้นเมื่อมีความพร้อม KBTG ก็จะสามารถเป็นเอาต์ซอร์สให้บริษัทภายนอกได้ เช่น Cloud Service ได้” ธีรนันท์ กล่าว

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรองประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารสนใจลงทุนในธุรกิจที่มีอนาคตและมีศักยภาพ โดยหนึ่งในนั้นคือฟินเทค และธุรกิจการเงิน เช่น วีซ่า มาสเตอร์การ์ด รวมถึงธุรกิจที่จะมาเป็นคู่แข่งของธนาคารในอนาคต เช่น กูเกิลเพย์ ซึ่งมีระบบการรับจ่ายเงินผ่านออนไลน์ทั่วโลก ซึ่งจะเป็นคู่แข่งสำคัญของธนาคาร จึงเห็นว่าควรหาทางเป็นพันธมิตรหรือลงทุนธุรกิจประเภทนี้

นอกจากนี้ บุคลากรด้านฟินเทคจึงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ทำให้เกิดการจัดประกวดนวัตกรรมใหม่ๆ ทางการเงินขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ธนาคารกสิกรไทย เข้าร่วมกับพันธมิตรสนับสนุนการประกวดแนวคิดด้านการพัฒนาระบบชำระเงินและเทคโนโลยีด้านการเงิน (ฟินเทค) เพื่อเฟ้นหาให้ผู้ที่มีความคิดโดดเด่น ใช้งานได้จริง เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการเงิน

เมื่อฟินเทคเบ่งบาน การกำกับดูแลธุรกิจฟินเทคในไทยก็ยังมีไม่มากตามไปด้วย อย่าง คราวด์ฟันดิ้ง ที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เริ่มเข้ามาดู แต่ยังเป็นการสอบถามรูปแบบวัตถุประสงค์ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะกำกับดูแลกลุ่มนี้อย่างจริงจัง

ทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน ธปท.จึงอยู่ระหว่างดูหลักเกณฑ์การควบคุมให้เหมาะสม แต่ขณะนี้ยังไม่น่าห่วง เพราะแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้น สถาบันการเงินก็มีการซื้อแนวคิดไปให้บริการต่อ ทำให้ ธปท.ยังดูแลได้ แต่ในเรื่องคลาวด์แลนดิ้ง ยอมรับว่ายังไม่มีการควบคุม เพราะไม่ใช่สถาบันการเงิน ถ้าจะคุมต้องออกกฎหมายใหม่หรือกฎหมายพิเศษมาดูแล

ฟินเทค ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของธนาคาร รวมทั้งผู้กำกับดูแลด้วย เพราะเป็นนวัตกรรมที่ใหม่มาก กฎหมายการเงินจะต้องพัฒนาให้เท่าทัน หรือครอบคลุมการเปลี่ยนแปลง แต่ขณะเดียวกัน กฎหมายต้องไม่ปิดกั้นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วย

 

ถอดรหัสพรบ.ชุมนุม คำสั่งและกฎหมายขัดแย้งกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/418515

ถอดรหัสพรบ.ชุมนุม คำสั่งและกฎหมายขัดแย้งกัน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เกิดเป็นข้อถกเถียงว่าการชุมนุมสาธารณะของกลุ่มเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่เรียกร้องไปยังรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ยุติการยกเว้นบังคับใช้กฎหมายว่าการผังเมืองในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ประเด็นข้อเรียกร้องถูกกลบด้วยประเด็นการขอชุมนุม เมื่อการร้องขอชุมนุมด้วยความสงบถูกส่งต่อไปยัง สน.นางเลิ้ง ในฐานะเจ้าของพื้นที่ กลับถูกได้รับการปฏิเสธ เนื่องจาก พ.ต.อ.สมโภช สุวรรณจรัส ผกก.สน.นางเลิ้ง ไม่สามารถอนุญาตได้ ด้วยเพราะเหตุผลว่าการชุมนุมนั้น ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องสิทธิหากแต่มีการวิเคราะห์จนได้คำตอบออกมาแล้วว่า การชุมนุมของเครือข่าย คือ การชุมนุมทางการเมือง เนื่องจากต้องการให้ คสช.ยกเลิกคำสั่ง

ผลที่ว่าจึงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พศ. … ตามรัฐธรรมนฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 แต่ไปเข้าข้อห้ามตามคำสั่งของ คสช. ที่ห้ามเด็ดขาดเรื่องการชุมนุมทางการเมือง

จึงเกิดการร้องอุทธรณ์ของเครือข่ายประชาชนฯ เพราะยืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง แต่เรียกร้องเพื่อสิทธิของประชาชน คำถาม คือ ตำรวจ ในฐานะที่มีหน้าที่ตัดสินอนุญาตให้ชุมนุม เอาสิ่งใดเป็นมาตรฐานว่าเป็นการชุมนุม

พ.ต.อ.สมโภช ให้เหตุผลว่า การพิจารณาสรุปสาระสำคัญ ห้ามไม่ให้มีการชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้น ยืนยันว่าการชุมนุมไม่ผิดต่อ พ.ร.บ.การชุมนุมฯ แต่ขัดต่อคำสั่ง คสช. ตำรวจจึงไม่สามารถอนุญาตให้มีการชุมนุมตามข้อเรียกร้องได้ นอกจากนี้ยังแนะนำให้ผู้ชุมนุมทำหนังสือไปยัง คสช.แทนเพื่อให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว

“เพราะการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนฯ เรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกคำสั่งตามอำนาจในมาตรา 44 ซึ่งถือเป็นกฎหมายของบ้านเมืองในขณะนี้ดังนั้น เมื่อมาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายของบ้านเมือง แน่นอนว่าการชุมนุมนั้นก็ต้องเกี่ยวข้องกับทางการเมือง ซึ่งคงให้อนุญาตไม่ได้”

แต่ยังมีอีกปมที่ว่า หากเป็นการห้ามตามคำสั่งของ คสช. คนที่เข้ามาดูแลน่าจะไม่ใช่ตำรวจ แต่ต้องเป็นทหารที่เข้ามาจัดการกับผู้ชุมนุมแทน ตำรวจไม่อาจมีสิทธิในจุดนี้ได้ จึงเกิดข้อถกเถียงแห่งความไม่เข้าใจในสาธารณะ

ในแง่มุมของตัวคำสั่ง คสช. และ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ  ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน อธิบายถึงเหตุที่เกิดขึ้นว่า แต่เดิม คสช.ได้ออกคำสั่งห้ามชุมนุมทุกอย่างเอาไว้หลังจากยึดอำนาจได้ไม่นาน หลังจากนั้นจึงออก พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า คสช.ก็ไม่ได้ไปยกเลิกคำสั่งของตัวเอง จึงเกิดการตีความขึ้นมา เนื่องด้วยว่า พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ไม่ได้ระบุประเภทของการชุมนุม อันที่จริงแล้วทั้งสองฝ่าย คือ กลุ่มผู้ชุมนุมก็ทำถูกต้อง เพราะอาศัยสิทธิตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ แต่ตำรวจก็อ้างคำสั่ง คสช.ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม หากลงลึกในรายละเอียดการอนุญาตให้ชุมนุมหรือไม่นั้น ตำรวจไม่มีสิทธิในข้อนี้ เพราะ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จะมีข้อห้ามอยู่เพียงแค่ 2 มาตรา คือ ข้อ 7 และ 8 ครอบคลุมเรื่องการห้ามชุมนุมในสถานที่เฉพาะและห้ามปิดกั้นทางเข้า-ออกของสถานที่ ซึ่งหากผู้ชุมนุมฝ่าฝืนตำรวจจะมีสิทธิเข้าไปควบคุมได้ทันที

“ถ้ามีการประสงค์จะชุมนุมจะต้องแจ้งตำรวจในพื้นที่ให้รับทราบ เมื่อตำรวจรับแจ้งแล้วต้องสรุปกฎหมาย แจ้งไปยังผู้ชุมนุมว่าทำแบบนี้ได้หรือทำแบบนี้ไม่ได้ และถ้าการชุมนุมนั้นไม่ขัดต่อมาตรา 7 หรือมาตรา 8 ก็สั่งห้ามไม่ได้”

ส.รัตนมณี บอกอีกว่า สิ่งที่เครือข่ายประชาชนฯ พยายามโต้แย้งว่าไม่ใช่การชุมนุมทางการเมือง เพื่อไม่ให้เข้าองค์ประกอบคำสั่งของ คสช.ที่ห้ามการชุมนุมเอาไว้ แต่สุดท้ายก็ถูกตีความจากฝ่ายปกครอง เพราะว่าสิ่งที่เรียกร้องคือต้องการให้ยกเลิกคำสั่งของ คสช. ซึ่งคำสั่งของ คสช.นี้เองเปรียบได้คือกฎหมายในขณะนี้ เมื่อเป็นการเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมาย จึงถูกสรุปว่าคือการเรียกร้องทางการเมือง

“แต่เขาไม่ได้ดูเนื้อหาของข้อเรียกร้องเลย เมื่อตีความเสร็จก็ได้ผลสรุปว่าต้องห้ามทันที อีกทั้งอย่าลืมว่า คำสั่งของ คสช. คือกฎหมายที่ใช้ปกครองบ้านเมืองในขณะนี้ รับได้หรือไม่มันอีกเรื่องหนึ่ง เว้นเสียแต่ว่าคำสั่งของ คสช.จะถูกยกเลิกแต่จากที่ได้ศึกษา พบว่าคำสั่งของ คสช.เป็นกฎหมาย และมีผลบังคับใช้ตลอดไป”

ส.รัตนมณี วิเคราะห์ถึงการชุมนุมครั้งนี้ ว่า ในลักษณะของการเรียกร้องนั้นเป็นการชุมนุมทางการเมืองหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นการแสดงออกตามสิทธิของประชาชนในการออกความเห็น หรือเรียกร้องให้ตรวจสอบ ยกเลิกในบางเรื่อง แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลก็พยายามตีความว่าเป็นการล้มล้างกฎหมาย หรืออีกนัยเคสนี้ที่เกิดขึ้น อาจจะเป็นบรรทัดฐานหากว่ามีการนำเรื่องฟ้องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉิน เพราะในเมื่อการอุทธรณ์ขอชุมนุมไม่เป็นผลและถือว่าเป็นที่สิ้นสุดแล้ว

“ที่บอกว่าจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งไปแล้วก็ตาม เพราะหากศาลเห็นว่าการชุมนุมนี้เป็นเรื่องของการเมือง รัฐบาลก็จะตีปีกได้ทันที และต่อไปการเรียกร้องใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิ เรื่องปากท้อง หรือเรื่องทรัพยากรจะถูกตีความเป็นเรื่องการเมืองทั้งหมด แม้แต่การยื่นหนังสือก็อาจจะถูกตีความได้ว่าเป็นเรื่องการเมือง แต่คิดว่าคงไม่ถูกตีความถึงขั้นนั้น เพราะไม่เช่นนั้น ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้เลย” ส.รัตมนี ย้ำ

 

“ผมเคราะห์ร้ายที่สุด”เสียงโอด”มีชัย”…ร่างรธน.บนความขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/418282

"ผมเคราะห์ร้ายที่สุด"เสียงโอด"มีชัย"...ร่างรธน.บนความขัดแย้ง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น ทำให้ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องเดินสายชี้แจง ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ทางกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยานที่ 5 ร่วมกับ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี จัดเสวนารับรู้ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อความผาสุกที่ยั่งยืน ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

ทั้งนี้ “มีชัย” บอกว่า ตนเองเป็นคนเคราะห์ร้ายที่สุด ที่ต้องมาทำหน้าที่ท่ามกลางความขัดแย้ง ร่างอย่างไรก็มีคนไม่พอใจ แต่ต้องร่างกติกาให้ทุกฝ่ายเข้าใจกัน และแก้ไขปัญหาในระยะยาว ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นและสะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งมี 4 เรื่อง คือ 1.ความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างรุนแรง ที่ส่วนใหญ่เกิดจากการปล่อยปละละเลยของรัฐ และรัฐมักจะบริหารประเทศโดยไม่สนใจประชาชน 2.เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกระดับ 3.คนไม่เคารพกฎหมาย รู้แต่สิทธิไม่รู้หน้าที่ และ 4.ไม่สามารถใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดได้

กรธ.จึงสร้างกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะปัญหาการทุจริตที่จะทำให้ประเทศชาติล่มสลาย โดยเลือกที่จะกำหนดบทลงโทษให้รุนแรง ตัดสิทธิคนทุจริตห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมืองตลอดชีวิต เพราะที่ผ่านมาการตัดสิทธิเพียง 5 ปี ไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยของคนได้ ทั้งนี้ต้องเร่งปฏิรูปเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและการศึกษา เพราะทั้งสองเรื่องเป็นหัวใจของทุกเรื่อง

อย่างไรก็ตาม หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ จะทำให้บ้านเมืองเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนจะช่วยกันสอดส่องป้องกันการทุจริตให้ลดลงได้

มีชัย ยังได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้อ 16 เรื่องการตั้งกลไกเปลี่ยนผ่านประเทศโดยให้เขียนรัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ว่า ไม่ได้จะทำให้มีอำนาจเหนือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างที่ถูกตีความ เพราะทั้ง คสช. ครม. ปัจจุบัน สปท. และ สนช. จะไปหมดเมื่อมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง เหลือแต่คนที่ทำหน้าที่กันอยู่ คือ พวกที่มาจากการเลือกตั้ง

สำหรับการหารือกับ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ก.พ.นั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าคำแนะนำที่ว่า หากอะไรที่คนเสนอมา แล้วจะไปทำให้กฎเกณฑ์ที่ กรธ.วางไว้เสียหาย หรือไม่ควรแก้ตรงนั้น และคิดว่าควรจะออมชอม ก็ให้ไปทำในบทเฉพาะกาลได้ เท่านั้นเอง ซึ่งก็ทำอยู่แล้วไม่มีปัญหา

“คำว่า 2 ขยัก คือ มีบทถาวร และมีบทเฉพาะกาล ซึ่งก็มีอยู่แล้ว ทีนี้พอท่านใช้คำว่าขยักก็เลยเข้าใจผิด ความหมายคืออะไรที่ใช้ชั่วคราวก็อย่าทำให้หลักใหญ่มันเสีย ก็เขียนไว้ในบทเฉพาะกาล ซึ่งเราก็เขียนไว้แล้ว ทีนี้หากเผื่อมีใครเสนอมาแล้วทำให้เราคิดว่าควรจะทำแต่ทำให้หลักข้างในเราเสียก็อาจเขียนเพิ่มเติมในบทเฉพาะกาลได้ เท่านั้นเอง”

ในส่วนความต้องการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ที่ต้องการมีช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีนั้น มีชัย บอกว่า ในบทเฉพาะกาลยังไม่ได้เขียนเรื่องการปฏิรูป กรธ.เขียนจุดๆ เอาไว้ แล้วยังไม่ได้บอกว่าจะต้องทำอย่างไรกับเรื่องการปฏิรูปที่จำเป็นต้องทำ

“เรายังไม่ได้เขียนกลไกเอาไว้ ซึ่งกลไกนั้นเราจะเริ่มคิดว่าเรื่องไหนจะบังคับให้ทำภายในกี่ปี เรื่องไหนบังคับให้ทำให้แล้วเสร็จ เช่น หากทำให้เสร็จภายใน 1 ปี คือรัฐบาลชุดปัจจุบันก็เป็นคนทำ แต่หากทำให้เสร็จภายใน 3 ปี คือให้รัฐบาลปัจจุบันทำไปส่วนหนึ่ง และให้รัฐบาลใหม่ก็ต้องทำ ตอนนี้เรากำลังคิดว่าวิธีที่ดีที่สุด คือจะบอกว่าปฏิรูปเรื่องอะไร เพื่ออะไร เพื่อให้บรรลุอะไร ตรงนั้นจะเป็นตัวบังคับ หากถามว่าจะมีหลักประกันอะไรว่ารัฐบาลใหม่จะทำ ตัวนี้จะบังคับ เช่น ให้ปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้เด็กเริ่มเรียนได้ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนภายใน 3 ปี แล้วปีแรกนั้นให้รัฐบาลทำ ส่วนสองปีหลังรัฐบาลใหม่มาก็ต้องทำ นั่นคือช่วงเปลี่ยนผ่านที่ว่า แล้วเราก็อาจเขียนบทกำหนดโทษเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์”

มีชัย ยังได้กล่าวถึงข้อกังวลของรัฐบาลต่อเรื่องสถานการณ์ขัดแย้งว่า ได้ถูกจัดสรรไว้แล้ว ทั้งนี้เรื่องความขัดแย้งหลายเรื่องถูกเขียนไว้ในตัวแม่บทแล้ว แต่คนยังอ่านไม่เจอเท่านั้น

“กลไกพิเศษถ้าจะมีไม่ใช่กลไกอย่างที่คุณเข้าใจ มันจะเป็นกลไกอย่างที่ผมว่า เช่น หากคุณไม่ทำเรื่องนี้จะเกิดอะไรขึ้น ตัวอย่างคือ เราบอกว่ารัฐบาลต้องมีกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง ถามว่าหากรัฐบาลไม่ทำจะทำอย่างไร เราก็เคยคิดว่าถ้าอย่างนั้นรัฐบาลกู้เงินไม่ได้ นี่คือกลไกบังคับ ซึ่งเป็นกลไกตามกฎหมาย ที่เราคิดว่าจะเขียนเราก็ต้องไปเขียนไว้ในบทเฉพาะกาล”

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ กรธ.ไล่ดูข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆ หากแก้ได้จะแก้ไขให้ เมื่อไปถึงจุดหนึ่งจะเป็นปัญหาแล้วว่าแก้ไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ กรธ.ยืนยัน แต่ไม่แก้อะไรเลย ก็จะลำบาก ก็ต้องไปเริ่มคิดกันดู

“ยืนยันว่าข้อเสนอของ ครม.ในข้อ 16 นั้น ไม่มีอะไร แต่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านโดยไม่ ขัดแย้งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าจะเขียนอะไรในบทเฉพาะกาล โดยขณะนี้บทเฉพาะกาลเขียนไว้เกือบหมดแล้ว เหลือเพียงกลไกการปฏิรูป และกลไกทำยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจริงๆ ทั้งสองเรื่อง ก็เขียนไว้ในบทถาวรแล้ว หากรัฐบาลเป็นห่วง ก็อาจไปเขียนในช่วงนี้ต้องรีบทำอย่างไร หากทำไม่เสร็จใครจะต้องทำต่อ ซึ่งหากไปเข้าใจข้อ 16 ผิด ก็เลยกังวลกันมากไป”

ด้านความคืบหน้าในการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีชัย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ก็เกือบจบหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐแล้ว เพราะมันเยอะมาก ต้องค่อยๆ ไล่ว่าใครแก้อะไร อยากแก้อะไร พอเมื่อแก้ตรงนี้แล้วก็ไปกระทบตรงนั้น คืออยากให้ออกมาดูทุกวัน แต่เจอเข้าแล้วเมื่อแก้ไปแล้ว ไปถึงอีกมาตราหนึ่งก็ต้องปรับ ต้องย้อนมาแก้อีก จึงกลัวว่าจะสับสน แต่ก็พยายามให้ออกมาให้ดูว่า กรธ.แก้ไขให้เยอะมาก ใครอยากได้อะไรที่ไม่เสียหายก็แก้ไขให้ โดยการปรับแก้ไขเป็นไปตามความเห็นของภาคประชาชนเป็นหลัก เพราะของ ครม.มี 10 กว่าข้อ ส่วนประชาชนมี 600-700 ข้อ

สำหรับกรณีที่ฝ่ายการเมืองออกมาโจมตี ร่างรัฐธรรมนูญว่าทำในเกาหลีเหนือ กังวลว่าจะกระทบต่อความเข้าใจในเนื้อหาและประชามติหรือไม่นั้น มีชัย ย้อนถามว่า ใครพูดว่าไปร่างที่เกาหลีเหนือ และเมื่อผู้สื่อข่าวตอบว่า ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีชัย ไม่ได้ตอบในประเด็นนี้และเดินเลี่ยงออกจากการให้สัมภาษณ์ทันที

 

“แยกศาสนาจากรัฐ-เลิกระบอบรวมศูนย์” ปฏิรูปวงการสงฆ์แก้วิกฤตศรัทธา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:04 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/418245

"แยกศาสนาจากรัฐ-เลิกระบอบรวมศูนย์" ปฏิรูปวงการสงฆ์แก้วิกฤตศรัทธา

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

นาทีนี้วงการสงฆ์ร้อนระอุ..หลากหลายปัญหาคาราคาซัง ทั้ง ประเด็นเรื่องการสถาปนา สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ขึ้นเป็นพระสังฆราช กรณี พระธัมมชโยแห่งวัดธรรมกาย จนถึงการเรียกร้องจากเครือข่ายคณะสงฆ์ ให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ปัญหาทั้งหมดทั้งมวล นำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ครั้งใหญ่ เกิดคำถามร้อนแรงว่า ปัญหาเหล่านี่มีที่มาจากอะไร เเละ การปฏิรูปต้องเริ่มจากตรงไหนเพื่อไม่ให้  “สถาบันศาสนาถึงกาลเสื่อม”

แยกรัฐออกจากศาสนา ทางออกความขัดแย้ง

สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านศาสนาและปรัชญา อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ฉายภาพต้นเหตุของปัญหาอันซับซ้อนในวงการสงฆ์ว่า เกิดจากวางตำแหน่ง สถานะอำนาจและบทบาทของสถาบันศาสนาที่ไม่สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย

“ศาสนาเป็นเนื้อเดียวกับรัฐ ตั้งแต่อดีตรัชกาลที่ 5 ออก พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ฉบับ รศ.121 ที่มีองค์กรปกครองสงฆ์ซึ่งเรียกว่า มหาเถรสมาคม รวบอำนาจปกครองสงฆ์ทั่วประเทศ  ตั้งสมเด็จพระสังฆราช พอมาในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการรวบศาสนาพุทธ เป็นอุดมการณ์ของชาติ ที่ว่าด้วย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สภาพเหล่านี้ตกลงมาถึงยุคประชาธิปไตย โดยโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ในปัจจุบันเป็นไปตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  ซึ่งเป็นระบบสมบูรณาญาสิทธิราช  ภาพลักษณ์วงการสงฆ์ที่มีสองนิกาย โดยมีสังฆราชองค์เดียวนั้นเกิดปัญหามาตลอด เพียงแต่สังคมไทยเป็นสังคมที่หลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหาที่เป็นรากฐานและข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา อ้างว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนจนละเลย”

สุรพศ บอกต่อว่า ประเทศไทยต้องปฎิรูป โดยแยกศาสนาออกจากรัฐ เป็น Secular state  หรือ รัฐฆราวาส หรือ รัฐโลกวิสัย เหมือนในหลายประเทศ หากแยกไม่ได้ โครงสร้างสงฆ์ยังถือเป็นโครงสร้างทางการเมืองโดยตัวเอง และทำให้ปัญหาต่างๆ ยังคงอยู่

“ในยุคกลางของโลกตะวันตก รัฐและศาสนจักร มีอำนาจมากเกินไป มีอำนาจควบคุมศรัทธา ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง การกดขี่ ตลอดจนกระบวนการล่าแม่มด ดังนั้นจึงมีแนวคิดการแยกศาสนาจากรัฐเกิดขึ้นในที่สุด ประเทศไทยเราเมื่อยังแยกไม่ได้ ก็เท่ากับวงการสงฆ์โกหกตัวเองทุกครั้งที่บอกว่าฆราวาสอย่ามายุ่งเรื่องพระ เพราะว่า พระถูกปกครองโดยฆราวาส ตอนนี้จะตั้งประมุขสงฆ์ยังไม่ได้เลย ต้องขึ้นต่อผู้มีอำนาจรัฐ ขณะที่ฆราวาส จะไปวิจารณ์พระสงฆ์ว่าบ้ายศ บ้าตำแหน่ง ก็ไม่ได้เช่นกัน เมื่อรัฐเป็นผู้ตั้งยศให้พระเดินตามลำดับ ไต่เต้าไปจนถึงสังฆราช ตามระเบียบกฎหมายที่ตัวเองกำหนด”

อย่างไรก็ตามนักวิชาการรายนี้ เชื่อว่าทั้งพระและคนยังไม่อยากแยกออกจากกัน เพราะต่างใช้ประโยชน์จากกันและกัน เห็นได้จากการเสนอให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งเพิ่มน้ำหนักให้ศาสนาขัดกับความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นไปอีก

“จะยกศาสนาใดศาสนาหนึ่งให้สำคัญกว่าศาสนาอื่นไม่ได้ เพราะศาสนาเป็นเสรีภาพของปัจเจกบุคคล พุทธในสำนักต่างๆ ก็มีเสรีภาพออกแบบการเผยแพร่รูปแบบต่างๆ ถ้าหากมีใครทำผิดทางพระธรรมวินัยก็ใช้กระบวนการทางธรรมวินัยจัดการ ไม่เอากระบวนการทางการเมืองหรือกฎหมายเข้าไปยุ่ง จะยุ่งก็ต้องเมื่อ พระผิดกฎหมายเท่านั้น ตัวอย่างเช่น การประกาศว่าตัวเอง เป็นอรหันต์ แบบนี้ผิดธรรมวินัยแต่ไม่ผิดกฎหมาย กฎหมายยุ่งไม่ได้ ถ้าการเมืองยุ่งก็วุ่นวายเหมือนปัจจุบัน”

สุรพศ พูดถึงการใช้อำนาจทางการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวศาสนาในอดีต โดยยกตัวอย่าง กรณีของพระพิมลธรรม (สมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช)

“กรณีของพระพิมลธรรม พระภิกษุจากภาคอีสาน เริ่มต้นจากความขัดแย้งกันเองระหว่างพระสงฆ์ มีกล่าวหาว่า พระพิมลธรรม ผิดพระธรรมวินัย ต้องอาบัติปาราชิก แต่การกล่าวหากันเอง ไม่สามารถจัดการเอาพระพิมลธรรมสึกได้ จึงต้องดึงอำนาจรัฐเข้ามาจัดการ โดยเพิ่มข้อกล่าวหาว่าพระพิมลธรรมมีความคิดเป็นปฎิปักรต่อรัฐ ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ จนท่านถูกบังคับสึกและจับติดคุกฟรี 5 ปี จนต่อมาศาลตัดสินว่าท่านไม่มีความผิด วิกฤติวงการสงฆ์ในปัจจุบันก็มีลักษณะคล้ายกัน คือ การเมืองระดับประเทศ และการเมืองสงฆ์ ทับซ้อนปนเป กันไปหมด”

คณะสงฆ์อย่าโบราณ ในโลกสมัยใหม่

วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการด้านศาสนา วิเคราะห์เช่นเดียวกันว่า วิกฤตศาสนาที่เกิดขึ้น เป็นผลจากโครงสร้างคณะสงฆ์ ที่มาจากระบอบรวมศูนย์ ตั้งแต่ยุคสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช โครงสร้างดังกล่าวไม่มีการปรับเปลี่ยนแม้ว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วก็ตาม

“โลกสมัยใหม่แล้วแต่โครงสร้างคณะสงฆ์โบราณยังอยู่ เต็มไปด้วยอำนาจและการผูกพันธ์กับชนชั้นนำ มีระบบการบริหารงานแบบราชการ พุทธถูกทำให้เป็นศาสนากลางไว้คอยตัดสินคนอื่น และเป็นศาสนาที่ได้รับประโยชน์มากกว่าศาสนาอื่นค่อนข้างมาก ทั้งหมดเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสำนึกการมีส่วนร่วมในสังคม หรือเห็นคนเท่ากัน หลายครั้งที่พระไม่พอใจ มักออกมาทำเหมือนกับว่าตัวเองมีเสียงดังกว่าคนอื่น”

วิจักขณ์ เห็นว่าโครงสร้างศาสนาจำเป็นต้องถูกปฎิรูป โดยแยกศาสนาออกจากรัฐอย่างเด็ดขาด เป็นลักษณะของมูลนิธิหรือเอกชน มีการตรวจสอบเป็นมาตราฐานเดียว ไม่มีการนำศาสนาไปอยู่ในโรงเรียนหรือราชพิธีต่างๆ โดยโมเดลที่เขามักนำเสนอมาตลอดคือการปรับตัวของศาสนายุคสมัยใหม่ ในประเทศอินเดีย ที่เป็น “รัฐโลกวิสัย (Secular state)” คือรัฐหรือประเทศที่เป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุนหรือต่อต้านความเชื่อหรือการปฏิบัติทางศาสนาใด ๆ ปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด

“การเป็น Secular state ไม่ได้หมายความว่าเป็นรัฐไม่มีศาสนา เหมือนที่หลายคนเข้าใจ แต่มันคือการทำให้ประเทศไม่เอาศาสนาใดศาสนาหนึ่งขึ้นมาเป็นหลักแล้วเอาความคิดของศาสนาใดศาสนาหนึ่งไปจัดการคนอื่น อย่างเช่น การห้ามขายเหล้าในวันสำคัญของศาสนาพุทธ มันไม่ได้ เพราะว่าเราต้องเคารพทุกคนเท่ากัน อินเดียใช้แนวคิดแบบรัฐโลกวิสัย ดูแลทุกศาสนา ทำให้ทุกศาสนามีบทบาททางสังคม ซึ่งการดูแลเป็นมาตราฐานเดียว จะทำให้ความขัดแย้งนั้นลดน้อยลง อย่างบ้านเราโปรโมทศาสนาพุทธเป็นหลัก มีหลายกลุ่มหลายคนมักบอกว่ามุสลิมจะเข้ามารุกล้ำ มีอิทธิพลในไทย ประโยคลักษณะนี้เป็นการเหยียดศาสนาอื่น ซึ่งถ้าเกิดมุสลิมเขาไม่พอใจขึ้นมา เเล้วแสดงท่าทีตอบโต้กลับ ก็เกิดเป็นความขัดแย้งไปเรื่อยๆ”

พระธรรมวินัย ไม่ใช่กฎหมาย

อีกหนึ่งประเด็นปัญหาที่แต่ละฝ่ายถกเถียงกันมาตลอดก็คือ “พระธรรมวินัย” หรือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งต่างฝ่ายต่างขั้วในสนามแห่งความขัดแย้ง ตีความและนำมาใช้กล่าวหากันและกัน

วิจักขณ์ บอกว่า พระธรรมวินัยไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นกฎหมู่เเละเป็นกฎทางความเชื่อ ซึ่งกลายเป็นปัญหาในเมืองไทย เนื่องจากศาสนาพุทธได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย จนถูกนำไปตีความเพื่อเอาผิดกับสำนักอื่น

“ในบริบทของโลกสมัยใหม่ การจะทำให้ทุกสำนักเห็นตรงกันในเรื่องธรรมวินัย ผมว่าเป็นไปไม่ได้ ถึงจะพยายามสังคายนาอะไรกันยังไงก็เป็นไปไม่ได้ การเห็นต่างก็ต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ธรรมวินัยไม่ใช่ความจริงสูงสุดแต่เป็นหลักประพฤติปฏิบัติตน มันจึงต้องผ่านการตีความเสมอ และเมื่อผ่านการตีความ ธรรมวินัยจึงมีความหลากหลาย ใช้ประยุกต์ในสถานการณ์ได้ต่างกัน ธรรมวินัยมีชีวิต ทำให้พุทธะมีชีวิต การที่แต่ละสำนักประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมวินัยไม่เหมือนกันในรายละเอียดจึงเป็นเรื่องธรรมดา สำคัญคือสำนักนั้นๆ สามารถใช้หลักธรรมวินัยในการตรวจสอบตัวเองและตรวจสอบกันเองเพื่อการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เอาธรรมวินัยไปใช้ควบคุมจัดการคนอื่นที่เห็นต่างจากตน เมื่อธรรมวินัยกลายเป็นกฏหมายจารีตระดับรัฐ มันก็เละเทะอย่างที่เห็น และหมดสิ้นความเป็นธรรมวินัยในความหมายแรกเริ่ม”

วิจักขณ์ บอกว่า ทางเดียวที่จะทำให้ธรรมวินัยกลับมาฟังก์ชั่น เป็นธรรมวินัยในความหมายดั้งเดิมที่เอามาศึกษา ตีความ ตรวจสอบตัวเองและตรวจสอบกันเอง ก็คือการ แยกศาสนาออกจากอำนาจรัฐ แต่ละสำนักมีเสรีภาพในการตีความคำสอนและตีความธรรมวินัย เพื่อที่จะนำมาประพฤติปฏิบัติในวัดหรือในสำนักของตัวเอง ธรรมวินัยที่ decentralized แบบนี้มันสอดคล้องกับหลักเสรีภาพ และจะช่วยให้พุทธศาสนามีการตรวจสอบตัวเองและตรวจสอบกันเองอย่างเป็นออแกนิค มีการเสวนา แลกเปลี่ยน เรียนรู้จากกัน เฉพาะกลุ่มที่อยากจะเรียนรู้จากกัน โดยไม่พยายามเอาอำนาจการตีความธรรมวินัยของสำนักใดสำนักหนึ่งมาครอบงำหรือควบคุมจัดการเพื่อทำให้พุทธศาสนาเป็นมาตรฐานเดียวตามความเชื่อของตน

เขาว่า ทุกคนต้องยอมรับความหลากหลาย เข้าใจก่อนว่า ศาสนาเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ยุคสมัยใหม่ จะไปคาดหวังว่าทุกคนจะตีความคำสอนแบบดียวกัน โดยมีองค์กรกลาง ที่เราพยายามสร้างมันขึ้นมาควบคุมการตีความคำสอนหรือพฤติการณ์ทางศาสนา ของทุกคนไม่ได้ วิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดแบบเผด็จการ พระพุทธเจ้าไม่เคยพยายามจะไปตั้งองค์กรจัดการว่าใครปฎิบัติถูกต้องตามคำสอนหรือไม่ เพราะเชื่อในสติปัญญาของคน การหยิบเอาพลังของรัฐมาใช้บังคับ พระพุทธเจ้าไม่น่าจะแฮปปี้

“ความขัดเเย้งที่เกิดขึ้น เป็นโอกาสให้เรามองเห็นว่า การมีตำแหน่ง สมณศักดิ์ทั้งหลาย คือสิ่งที่ผิดเพี๊ยนไปจากพระธรรมวินัยและคำสอนของพระพุทธเจ้า เราควรจะตั้งหลักให้ดีๆ แล้วบอกว่า ทะเลาะกันดีนัก ยกเลิกไปทั้งหมดเลยระบบปกครองลักษณะนี้  และตั้งหลักกับการปกครองใหม่ ศาสนาพุทธจะอยู่อย่างสง่างามในโลกสมัยใหม่ ต้องแยกตัวเองออกมาจากรัฐให้ได้ อะไรที่เป็นที่ยอมรับในสังคมได้ก็จะอยู่รอดไป อะไรที่ไม่มีใครสนับสนุนก็จะหายไป เหมือนคุณทำหนังสือพิมพ์ ถ้าหนังสือดี มีคนอ่าน เขาก็สนับสนุน แต่ถ้าทำแล้วไม่มีใครซื้อก็จบไป มันเป็นเรื่องของการใช้วิจารณญาณของตัวเอง”

ยิ่งขัดแย้ง…คนยิ่งไม่นับถือ

ปฎิเสธไม่ได้ว่า ความขัดเเย้งในวงการศาสนาที่เป็นอยู่ขณะนี้ สร้างความเอือมระอา ให้กับชาวพุทธหลายคน โดยเมื่อปี 2556 ศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) รายงานว่า มีคนไม่นับถือศาสนาทั่วโลกอยู่ประมาณ 1,100 ล้านคน หรือประมาณ 16 % ของประชากรโลก นับว่ามากเป็นอันดับ 3 รองจากศาสนาคริสต์และอิสลาม

วิจักขณ์ บอกว่า เมื่อมีความขัดแย้งทางศาสนามาก ในแบบทางการ อีกด้านหนึ่งจะพบว่า คนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง จำนวนมากจะเริ่มเห็นว่า ศาสนาไม่ใช่เรื่องของเราเเละมองเป็นเรื่องไกลตัว เพราะรู้สึกไม่สามารถเข้าใจความขัดแย้งเหล่านี้ได้ ความเห็นของพวกเขาคือ ไม่อยากไปยุ่งกับเรื่องล้าหลังแบบนี้แล้ว

“คนแบบนี้จะมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขารู้สึกว่ามันไม่คูล เป็นเรื่องตลก ทะเลาะกันเพราะเรื่องศาสนา เรื่องความเชื่อ ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่า ศาสนาเปลี่ยนรูปแบบไปแล้วในโลกสมัยใหม่ ศาสนาถูกทำให้เป็นเรื่องของบุคคลมากขึ้น คนเอาชีวิตของตัวเองเป็นแนวทางในการทดลองเพื่อค้นหาคุณค่าทางศาสนาและจิตวิญญาณของตัวเอง ถ้าศาสนาไม่ปรับตัว แต่กลับเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม ลดทอนความเป็นบุคคลลง จะยิ่งทำให้คนรู้สึกเบื่อหน่าย และสถาบันศาสนาแบบนี้มันกำลังจะตาย ซึ่งเชื่อว่าที่กำลังทะเลาะกันก็เพราะว่ากำลังจะตาย ต้องการรั้งสถานะอำนาจของตัวเองเอาไว้ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสังคมเลย” นักวิชาการหนุ่มในทัศนะ

พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เท่ากับ ซ้ำเติมปัญหา

อีกประเด็นร้อน ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารย์อย่างแพร่หลาย คือ ข้อเสนอของพระสงฆ์ฝ่ายหนึ่งที่ต้อง การนำพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

ชาญณรงค์ บุญหนุน อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร บอกว่า ข้อเสนอให้นำศาสนาออกจากรัฐนั้นพูดง่าย แต่ในเมืองไทยเป็นไปได้ยาก เนื่องจากศาสนาพุทธผูกติดกับสังคมไทยเป็นเวลานาน ในทุกชนชั้น จนมีกระแสเรียกร้องให้บรรจุเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากเดินไปในแนวทางนั้นจริง คงคาดเดาผลกระทบที่ตามได้ยากเช่นกัน แต่ในเชิงหลักการ เป็นไปได้ว่าจะทำให้เกิดภาพของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างพลเมืองและความรู้สึกแบ่งแยกทางศาสนา

“ในเชิงหลักการจะเกิดการแบ่งชนชั้น พลเมืองขั้นหนึ่งคือพุทธ ศาสนาอื่นกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง ปัญหาในเชิงความรู้สึกถูกแบ่งแยกทางศาสนาจะเกิดขึ้น โดยคณะสงฆ์และชาวพุทธคงจะใช้สิทธิตามกฎหมายเรียกร้องให้มีกฎหมายลูก ออกตามมาจากบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญอีก เช่น บทบัญญัติที่ต้องการให้รัฐตอบสนองต่อพระพุทธศาสนามากกว่าศาสนาอื่นในเรื่องต่างๆ รวมไปถึงมีระบบระเบียบว่าด้วยการดูแลพระพุทธศาสนา เรื่องนี้อาจนำไปสู่ปัญหา เกิดความไม่พึงพอใจขึ้นจากศาสนาอื่นได้”

นักวิชาการด้านศาสนารายนี้ ชี้ว่า แม้ประวัติศาสตร์ในอดีตของไทย จะพบว่ามีน้อยมากที่ชาวพุทธไปกดขี่ข่มเหงศาสนาอื่น แต่อนาคตไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะการนำพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เท่ากับเปิดโอกาสให้ชาวพุทธเรียกร้องอะไรได้มากขึ้น จนนำไปสู่การได้เปรียบเสียเปรียบในสังคมมากกว่าที่เป็น

ศาสนาพุทธ ที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นทางออกไปสู่ความสงบ เวลานี้กำลังเผชิญกับปัญหาความขัดแย้งกันเองในหมู่คณะ รวมทั้งความท้าทายในโลกสมัยใหม่……หนีไม่พ้นที่จะต้องปฏิรูปโดยเร็ว

 

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับไร้ดุลยภาพ หวั่นวิกฤตองค์กรอิสระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/418071

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับไร้ดุลยภาพ หวั่นวิกฤตองค์กรอิสระ

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สถาบันพระปกเกล้าได้จัดสัมมนาวิชาการ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กับการปฏิรูปประเทศ” ครั้งที่ 1 เรื่อง การบริหารราชการแผ่นดิน สถาบันการเมือง ศาลและการตรวจสอบ ณ โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ บรรเจิด สิงคะเนติ อดีตกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นว่า ให้ความสำคัญกับภาครัฐและองค์กรต่างๆ มาก อาจจะดูปัญหาเฉพาะแต่ไม่ได้ดูดุลยภาพแบบระยะยาว จนทำให้ไม่มีดุลยภาพ

กล่าวคือ 1.ขาดดุลยภาพระหว่างประชาชนกับรัฐ เพราะไม่ให้ความสำคัญในมติอำนาจของประชาชนเลย 2.ไม่มีดุลยภาพระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน เพราะไม่มีกลไกให้ฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ทำให้ระบบรัฐสภาไม่มีดุลยภาพ เพราะไปให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญแก้ปัญหาประเทศ แต่ไม่ทำกลไกในรัฐสภา ในการถ่วงดุล ตรวจสอบ เพื่อแก้ปัญหา

และ 3.ไม่มีดุลยภาพระหว่างส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ไม่มีความก้าวหน้าในเรื่องการกระจาย อำนาจ และเมื่อเกิดปัญหาก็จะกลับมาสู่ส่วนกลางเหมือนเดิม ซึ่งในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับของ กมธ.ยกร่างฯ นั้น มีการมองดุลยภาพของทุกฝ่าย ไม่ให้อำนาจไปอยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ดังนั้น จึงเป็นข้อพิจารณาของ กรธ.ในการสร้างดุลยภาพทั้งหมด หากเป็นอย่างนี้อยู่ก็จะส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก ทำให้ภาคประชาชนไม่มีอำนาจ ภาครัฐไปให้อำนาจองค์กรตรวจสอบ และภาคการเมืองถูกกำกับ จนทำให้เสียศูนย์ เหมือนรถยนต์ที่เสียศูนย์

ขณะเดียวกัน การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการเพิ่มอำนาจให้กับศาลรัฐธรรมนูญอย่างมากนั้นไม่เห็นคอนเซ็ปต์ว่าเพิ่มขึ้นมาเพื่ออะไร เพราะไม่พยายามสร้างกลไกในทางการเมือง กลไกทางรัฐสภามาแก้ปัญหา สุดท้ายผลที่จะตามมาคือไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็จะไปที่ศาล ทั้งที่เรื่องการเมืองควรให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ตรวจสอบถ่วงดุลหรือให้อำนาจองค์กรอื่น รวมทั้งให้อำนาจประชาชน

“ไม่ใช่อะไรก็โยนไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะหากวันหนึ่งศาลนี้โดนเจาะก็จะเกิดเป็นวิกฤตอีก วันนี้คิดว่าฝ่ายการเมืองไม่ดี เลยให้ไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เอาปัญหา 108 ของบ้านเมืองไปอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด คิดว่าในอนาคตก็จะเกิดปัญหาต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือเกิดวิกฤตศาลรัฐธรรมนูญเหมือนในปี 2549 อีก ซึ่งจะกลายเป็นการย้อนรอยประวัติศาสตร์” บรรเจิด กล่าว

ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะผ่านการทำประชามติหรือไม่นั้น ส่วนตัวยังตอบไม่ได้ ต้องรอดูวันที่ 29 มี.ค.ที่จะถึงนี้ก่อนว่า ข้อกังวลในหลายๆ เรื่องนั้น กรธ.จะมีการแก้ไขมากน้อยเพียงใด เพราะมองว่าร่างรัฐธรรมนูญควรให้น้ำหนักไปที่การปฏิรูปประเทศ เพื่อแก้ปัญหาที่รากฐานของปัญหาอย่างแท้จริง

“วันนี้รัฐบาลสามารถทำการปฏิรูป วางแนวทางได้เลย โดยไม่ต้องรอรัฐธรรมนูญ เพราะผ่านมาแล้ว 2 ปียังไม่ไปไหน มีแต่แพลนนิ่งแต่กลับไม่มีแอ็กชั่นเรื่องการปฏิรูปเลย ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐธรรมนูญจะต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ก็ต้องไปถามท่าน พล.อ. ประยุทธ์ เอง” อดีต กมธ.ยกร่างฯ ระบุ

ปัทมา สูบกำปัง นักวิชาการ สถาบันพระปกเกล้า กล่าวในเรื่ององค์กรอิสระ มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งความจำเป็นที่มีองค์อิสระ เพราะเดิมทีแบ่งอำนาจสามฝ่าย คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ แต่กลไกรัฐสภามีปัญหาในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จึงต้องเติมเข้ามา

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวต่างประเทศเริ่มใช้มาร้อยกว่าปี รวมถึงหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเกิดใหม่ เช่น กกต. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ผู้ตรวจการแผ่นดิน สิทธิมนุษยชน และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

ปัทมา ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวสังคมไทยยอมรับในเรื่องการมีองค์กรอิสระเข้ามาเสริม เพื่อเจตนารมณ์การใช้อำนาจรัฐเป็นไปสุจริตและชอบธรรม ถ้าดูจากโครงสร้างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ก็ยังมีในหมวด 12 แยกไว้ 6 ส่วน ส่วนแรกบททั่วไป หลักการ หลักประกันความเป็นอิสระ

แต่ในเชิงวิชาการ แน่นอนว่าหนึ่งรับรองสถานะรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดให้จัดตั้ง โดยรัฐจัดสรรงบประมาณให้ และวาระดำรงตำแหน่งยาวอยู่วาระเดียว แต่รัฐธรรมนูญนี้ต่อยอดจากรัฐธรรมนูญ 40-50 แต่โครงสร้าง องค์ประกอบ ที่มา ยกเว้น กกต. กสม. มีคณะกรรมการสรรหา ประกอบด้วย อาทิ ประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ศาลปกครองสูงสุด แม้เปลี่ยนแต่น้ำหนักไปอยู่ที่ตุลาการมากโดยวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ถ้าไม่เห็นชอบให้เสนอกลับมาใหม่ โดยไม่ให้สิทธิ สส.เข้ามายุ่งเกี่ยวในเรื่องนี้ ดังนั้น ต้องรอดูจะเห็นว่าให้บทบาทศาลสูงค่อนข้างมาก

กระบวนการสรรหาและการแต่งตั้ง แต่อำนาจใหม่สั่งระงับใช้สิทธิรับเลือกตั้งเมื่อมีข้อมูลเชื่อถือได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ขณะเดียวกันเพิ่มอำนาจ 5 คน เป็น 7 คน ผู้ตรวจการแผ่นดินมีเรื่องโยงเสนอศาลรัฐธรรมนูญ หากกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญใหม่ไม่มีอำนาจถอดถอน เหลือเพียงตรวจสอบคคีทางกฎหมาย แม้ที่ผ่านมาไม่เคยถอดถอนใครได้เลย ยกเว้นยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งการให้อำนาจไว้จะสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่อง แต่จำเป็นต้องมี

ส่วนการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินหนี้สินรวมไปถึงองค์กรอิสระถือเป็นเรื่องใหม่ สำหรับการตรวจสอบองค์กรอิสระ แม้มีรัฐธรรมนูญรับรองความชอบธรรม แต่อีกมุมหนึ่งองค์กรทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยระบบถูกตรวจสอบตามกฎหมาย คือ ทำผิดก็ถูกยื่นเรื่อง ทั้ง สส. สว. และประชาชน เข้าชื่อ 2 หมื่น ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ ป.ป.ช.เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น

ในช่วงการอภิปรายหัวข้อ “สถาบันการเมือง” เรื่อง ระบบเลือกตั้ง สส.และ สว. โดย สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ระบบดังกล่าวในรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้น มี สส.เท่าเดิม แต่ที่เป็นเรื่องใหม่ คือ กาบัตรเดียว แต่ยังคงตามหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงเช่นเดิม

สติธร ระบุว่า ระบบนี้มีข้อดีคือไม่มีคะแนนตกน้ำ เพราะคะแนนที่เหลือจัดสรรปันส่วนไปตามคะแนนนิยมพรรคพึงได้ ซึ่งเจตนาผู้ร่างให้ทุกคะแนนมีความหมาย เพราะรัฐธรรมนูญ 40-50 มันทำให้คะแนนเกินจริงหรือไม่ ซึ่งระบบตอบโจทย์ตรงนี้

อย่างไรก็ดี ระบบดังกล่าวไม่ใช่ว่าไม่มีที่ไหนในโลกใช้กัน แต่ใช้ระดับมลรัฐเล็กๆ ในเยอรมนีในการใช้บัตรเดียว ถามว่ารูปแบบนี้มีข้อดีหรือไม่ โดยในเชิงวิชาการถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทยเหมือนเป็นการลดสิทธิหรือไม่ ต้องเลือกคนกับพรรคเดียวกัน แต่เป็นเรื่องท้าทายคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในการอธิบายให้ได้

 

จับตาผ่อนปรนหฎหมายหลายฉบับ เอื้อผุดโรงไฟฟ้าขยะทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 06:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/418045

จับตาผ่อนปรนหฎหมายหลายฉบับ เอื้อผุดโรงไฟฟ้าขยะทั่วประเทศ

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

โรงไฟฟ้าขยะเป็นหนึ่งในโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ตามประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เมื่อปี 2553

โรงไฟฟ้าขยะ “ทุกขนาด” จึงถูกบังคับให้จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม (อีไอเอ)

ทว่า ในปัจจุบันรัฐบาลได้ลดทอนภาพความรุนแรงของอุตสาหกรรมอันตรายลงด้วยการสร้างความรู้สึกร่วมของสังคมขึ้นมาใหม่ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า และต้องเร่งรัดแก้ปัญหาวิกฤตขยะล้นเมือง

นำมาซึ่งการออกประกาศ ทส. ฉบับที่ 7/2558 ในวันที่ 9 ก.ย. 2558 ให้ยกเว้นการจัดทำอีไอเอในโรงงานพลังงานความร้อนที่ใช้ขยะมูลฝอยเป็นเชื้อเพลิงทุกขนาด ก่อนที่จะมีคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ในวันที่ 20 ม.ค. 2559 ยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองรวมใน 5 กิจการ โดย 2 ใน 5 คือ โรงไฟฟ้าและโรงเผาขยะ ตามมาอีกคำรบ

นั่นหมายความว่า “โรงไฟฟ้าขยะ” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมอันตราย จากนี้สามารถก่อสร้างได้ในทุกพื้นที่ โดยไม่ต้องสนใจสีของผังเมือง และไม่จำเป็นต้องทำอีไอเออีกต่อไป

หากย้อนถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านรายการคืนความสุขให้คนในชาติ วันที่ 20 ก.พ. 2558 ยิ่งชัดเจนว่านี่เป็นความพยายามตั้งแต่แรกเริ่มของ คสช.

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแปรรูปขยะให้เป็นพลังงานด้วยการใช้เทคโนโลยีแบบผสมผสาน มีเป้าหมายตั้งโรงผลิตไฟฟ้าจากการแปรรูปขยะ 53 แห่งทั่วประเทศ ยืนยันว่าไม่สร้างมลพิษและอันตรายกับประชาชน” พล.อ.ประยุทธ์ พูดชัด

ตัวเลขโรงไฟฟ้าขยะ 53 แห่ง เป็นไปตามแผนแม่บทการจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ พ.ศ. 2559-2564 ของกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ที่ระบุถึงพื้นที่ที่มีศักยภาพในการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลังงาน โดยพบว่าปัจจุบันได้เปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่ง และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 3 แห่ง

มากไปกว่านั้น หากพิจารณา Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย ซึ่ง คพ.เสนอให้ คสช.เห็นชอบไปเมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2557 จะพบว่า ส่วนหนึ่งของมาตรการการบริหารจัดการขยะในระยะเร่งด่วน คือการพิจารณาผ่อนปรนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นอกจากรายงานอีไอเอและ พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2516 ซึ่งอยู่ใน Roadmap และได้รับการผ่อนปรนไปแล้ว ในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการผ่อนปรนประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องการทำรายงานเกี่ยวกับการศึกษามาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย พ.ศ. 2552

รวมถึง พ.ร.บ.การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556  และ การออกมาตรการเพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนในการจัดการขยะมูลฝอย และของเสียอันตราย อีกด้วย

นั่นเพราะ แผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี (พ.ศ. 2551-2565) ของกระทรวงพลังงาน ได้วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาพลังงานขยะเชิงเศรษฐศาสตร์ไว้ว่า โครงการพลังงานขยะมีการลงทุนสูง แต่มีผลตอบแทนต่ำ ระยะเวลาในการคืนทุนนาน และอัตรา Adder ยังไม่เหมาะสม จึงยากที่จะดึงดูดให้เอกชนสนใจมาลงทุน

สำหรับต้นทุนการก่อสร้างเตาเผาขยะเพื่อผลิตไฟฟ้าจะแปรผันตามปริมาณขยะมูลฝอย ประเมินกันว่า ขยะ 150 ตัน/วัน ต้องใช้เงินลงทุน 8.5 ล้านบาท/ตัน/วัน และค่าบำรุงรักษา 1,050 บาท/ตัน/วัน ขณะที่ขยะ 1,000 ตัน/วัน เงินลงทุน 5 ล้านบาท/ตัน/วัน ค่าบำรุงรักษา 760 บาท/ตัน/วัน

ข้อเสนอของกระทรวงพลังงานที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ จะมีการปรับมูลค่าขั้นต่ำของโครงการที่ต้องเข้า พ.ร.บ.ร่วมทุน จากเดิม 1,000 ล้านบาท ขยายเป็น 3,000-5,000 ล้านบาท และปรับ พ.ร.บ.ร่วมทุน เพื่อส่งเสริมให้เรื่องพลังงานทดแทนสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องเข้าเงื่อนไข

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า กว่า 50-60% ของปริมาณ ขยะในประเทศไทยเป็น “ขยะเปียก” ซึ่งหากต้องการให้เกิดการเผาไหม้อย่างสมบูรณ์จะต้องเพิ่มเชื้อเพลิงและใช้เทคโนโลยีชั้นสูงที่นำเข้าจากต่างประเทศ นั่นทำให้การผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย ต้องใช้ต้นทุนสูง จึงไม่มีเอกชนสนใจเพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน

“ในเมื่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงมาก ผู้ประกอบการก็ต้องหาทางลดต้นทุน ทางออกก็คือการลดระดับเทคโนโลยีลง ปัญหาเรื่องมลพิษก็จะเกิดขึ้น” เพ็ญโฉม ระบุ

หน่วยงานระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐ อเมริกาอย่าง สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (US.EPA) คาดการณ์ว่ามลพิษจาก โรงไฟฟ้าขยะเป็นต้นเหตุทำให้ประชากรกว่า 2 ล้านรายทั่วโลกเสียชีวิต

กลุ่มสารพิษอันตรายที่เกิดจากการเผาไหม้ก็คือ “ไดออกซิน” (Dioxins) ซึ่งมีสารพิษทั้งสิ้น 75 ชนิด แม้ว่าผลร้ายต่อสุขภาพจะไม่ได้แสดงอาการอย่างเฉียบพลัน แต่ก็มีโอกาสทวีความรุนแรงถึงขั้น “เสียชีวิต” ได้ ภายใน 14-28 ชั่วโมง

ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า มีสารไดออกซินชนิดหนึ่งที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “สารก่อมะเร็ง กลุ่มที่ 1” คือสารเคมีที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นสาร ก่อมะเร็งในมนุษย์

จนถึงขณะนี้คงไม่สามารถยับยั้งโครงการโรงไฟฟ้าขยะได้ สนธิ คชวัฒน์ ประธานชมรมนักวิชาการ สิ่งแวดล้อมไทย เสนอแนะว่า จำเป็นต้องนำมาตรการ อีไอเอและกระบวนการมีส่วนร่วมกลับมาใช้ รวมถึงกำหนดแนวทางการชดเชยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบด้วย

“เชื่อว่าชาวบ้านไม่ได้คัดค้านหรือต่อต้านโรงไฟฟ้าขยะ แต่ชาวบ้านไม่เชื่อมั่นและไม่มีหลักประกันว่า เมื่อโครงการเกิดขึ้นแล้วจะเป็นไปตามมาตรฐานและมีการควบคุมมลพิษจริง” นักวิชาการรายนี้ ระบุ

 

เพลงเดียวปัง…ดังร้อยล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 14:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/417485

เพลงเดียวปัง...ดังร้อยล้าน

โดย…ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

บทเพลง “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” ของ ก้อง ห้วยไร่ ทำยอดวิวในยูทูบได้ไปถึงเกือบ 67 ล้านวิว กระแสดั้งเดิมของเพลงนี้เริ่มโด่งดังจากภูมิภาคอีสาน โดยเผยแพร่ผ่านยูทูบจนทำยอดวิวได้ถึง 16 ล้านวิวในขั้นแรก ทำให้ก้อง ห้วยไร่ นักร้องไร้ชื่อเสียงที่เคยอยู่ในวงบอยแบนด์ร้องเพลงอีสานชื่อ “4 ผู้บ่าวห่าวด๊งด๊ง” ซึ่งออกมาทำงานเพลงของตัวเอง สามารถทำมาหากินเดินสายร้องเพลงโด่งดังในแถบภาคอีสานจนมีแฟนเพลงภูธรในระดับหนึ่ง

พอ ไข่มุก ผู้ประกวดร้องเพลงบนเวที เดอะ วอยซ์ นำบทเพลงที่ว่ามาร้องบนเวทีประกวด ทำให้เพลงนี้รู้จักกันแพร่หลายมากยิ่งขึ้นในชั่วข้ามคืน จนคนไปหาต้นฉบับของก้อง ห้วยไร่ มาฟังกัน และคลิปประกวดของไข่มุกคลิปนี้ก็มีคนเข้าชมถึงเกือบ 28 ล้านวิวเข้าไปแล้ว ผลพวงตรงนี้มีการคำนวณกันว่า ก้อง ห้วยไร่ มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเดินสายร้องเพลงไปทั่วประเทศอย่างต่ำประมาณ 30 ล้านบาท/ปี (ในกรณีที่เรียกค่าตัวเท่าเดิม) ยังไม่นับค่าเก็บลิขสิทธิ์ หากมีตัวแทนเข้ามาดูแล จะมีมูลค่าหลายสิบล้านบาทเช่นกัน

ล่าสุด กษม อดิศัยปัญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค พับลิชชิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล (MPI) เปิดเผยว่า เพลง “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” ของ ก้อง ห้วยไร่ นั้น จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ไม่ได้ทำหน้าที่บริหารลิขสิทธิ์ มีเพียงการไปขอซื้อลิขสิทธิ์เพลงนำมาทำเอ็มพี 3 เท่านั้น ซึ่งนอกจากจะได้ค่าลิขสิทธิ์จากการนำไปจัดจำหน่ายเป็นเอ็มพี 3 ไปไม่น้อยแล้ว ก้อง ห้วยไร่ ไม่ได้มีการคิดค่าลิขสิทธิ์กับศิลปินหรือผู้สนใจที่จะนำเพลงดังกล่าวไปร้องแต่อย่างใด

จากจุดนี้แสดงให้เห็นว่า การทำเพลงฮิตในอุตสาหกรรมดนตรีของเมืองไทย ไม่สามารถคาดเดาและถูกกำหนดทั้งหมดจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดดั้งเดิมมายาวนานอีกต่อไป แต่มีโอกาสและช่องว่างให้ศิลปินโนเนม หรือไร้ชื่อเสียงสามารถแทรกตัวขึ้นมาทำเงินในวงการได้เช่นกัน

ด้วยภูมิทัศน์ทางสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป การฟังเพลงออนไลน์ผ่านเว็บไซต์โซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างยูทูบ กลายมาเป็นช่องทางและผู้ทรงอิทธิพลรายใหม่ รวมถึงกระแสการฟังเพลงผ่านระบบออนไลน์และออฟไลน์ที่ต้องจ่ายเงินเป็นสมาชิกที่เรียกว่า สตรีมมิ่ง ผ่านอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าพีซี โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน ที่ฟังได้ทุกที่ทุกเวลา หรือเก็บเพลงไว้ฟังแบบออฟไลน์ก็ได้เช่นกัน

วิเชียร ฤกษ์ไพศาล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานมิวสิค โปรดักชั่น และโปรโมชั่น บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กล่าวว่า ปัจจุบันช่องทางรายได้หลักของธุรกิจเพลงแกรมมี่ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ กลุ่ม Physical Product เช่น ซีดี ดีวีดี เอ็มพี 3 ที่ถือเป็นช่องทางรายได้หลัก และมีอัตราการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ กลุ่ม Show Biz หรือธุรกิจการแสดง กลุ่ม Endorsement หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Sponsorship และธุรกิจ Merchandising หรือการขายสินค้าที่ระลึกจากศิลปิน เป็นต้น

สำหรับช่องทางรายได้หลักของธุรกิจเพลงแกรมมี่ วิเชียร บอกว่า ยังคงเป็น Physical Product แต่ในส่วนของเมอร์ชั่นไดซ์ หรือสินค้าที่ระลึกจากศิลปิน ก็ถือเป็นช่องทางรายได้ที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี

ในด้านการผลิตผลงานเพลง ณ วันนี้ ไม่ได้เป็นในรูปแบบอัลบั้มอีกต่อไป วิเชียรบอกคำว่าชุดหนึ่งดังเพลงหรือสองเพลงจะไม่มีอีกแล้ว “วันนี้แกรมมี่กำลังทำเพลงดังทุกเพลง เป็นเพลงที่มี Value ทุกเพลง โดยจะโฟกัสทุกเพลงที่ผลิตออกมาให้มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้บริโภคได้ฟังเพลงดีๆ จนปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า เพลง 1 เพลง เท่ากับ 1 อัลบั้ม ซึ่งจะทำให้เราอยู่กับเพลงๆ นั้นยาวมาก เรียกได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงสูงมาก บางทีออกมาเพลงเดียวก็สร้างปรากฏการณ์มากมาย

เพลงๆ เดียวสามารถสร้างรายได้ให้กับแกรมมี่ได้หลายช่องทาง และยังทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้รับผลดีตามไปด้วย นี่คือวิธีการทำงานเพลงในปัจจุบันแตกต่างจากสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง หรือกรณีเพลงเชือกวิเศษ ของวงลาบานูน ที่มีสารัช อยู่เย็น นักฟุตบอลทีมชาติไทยมาเล่นเป็นพระเอกมิวสิควิดีโอ ก็สร้างปรากฏการณ์การดูเกือบ 232 ล้านวิวในยูทูบ ที่ทำให้เห็นได้ว่ามันไม่ใช่วิธีการทำงานในรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว”

สำหรับ 10 อันดับแรกของมิวสิควิดีโอเพลงไทยที่เผยแพร่ในยูทูบ อันดับ 1 และ 2 ทะลุ 2 ล้านวิวไปแล้ว ส่วนอันดับที่รองลงไปก็ไม่ต่ำกว่า 120 ล้านวิวทั้งสิ้น 1.เพลง “เชือกวิเศษ” ของวงลาบานูน 2.เพลง “ไกลแค่ไหนคือใกล้” ของวงเก็ตสึโนวา 3.เพลง “ห้องนอน” ของวงฟรายเดย์ไนท์ ทู ซันเดย์ 4.เพลง “ขอใจเธอแลกเบอร์โทร” ของหญิงลี ศรีจุมพล 5.เพลง “คงไม่ทัน” ของสงกรานต์ 6.เพลง “ทิ้งไว้กลางทาง” ของวงโปเตโต้ (Potato) 7.เพลง “เธอ” ของวงค็อกเทล 8.เพลง “แว้นฟ้อหล่อเฟี้ยว” ของแจ๊ส ชวนชื่น และ ฯลฯ 9.เพลง “ไม่เคย” ของวงทเวนตีไฟฟ์อาเวอส์ และ 10.เพลง “เหนื่อยไหมหัวใจ” ของว่าน วันวาน

จากอันดับเพลงฮิตในยูทูบนั้น มีเพลงของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ติดอยู่กว่าครึ่ง ซึ่งแสดงว่าปรับกลยุทธ์ได้ถูกทาง หลังจากที่เคยประกาศถอนมิวสิควิดีโอในยูทูบเมื่อปี 2555 และมาเปลี่ยนกลับในภายหลัง เมื่อมาดูโครงสร้างรายได้ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ในปี 2557 มีมูลค่า 10,250.86 ล้านบาท แยกเป็นตลาดเพลง 2,885.72 ล้านบาท หรือ 28.15% ของรายได้ทั้งหมด

กลยุทธ์ธุรกิจเพลงของที่นี่ ได้ขยายช่องการให้บริการรูปแบบใหม่ๆ อาทิ มิวสิค สตรีมมิ่ง เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ที่นิยมฟังเพลงผ่านสมาร์ทโฟนกันมากขึ้น หรือความร่วมมือกับยูทูบในประเทศไทย ส่งผลให้กลุ่มบริษัทสามารถนำเสนอคอนเทนต์ต่างๆ ไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และยังเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่ให้กับกลุ่มบริษัทอีกทางหนึ่ง โดยล่าสุดธุรกิจเพลงของจีเอ็มเอ็มฯ ในไตรมาส 3/2558 มีเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 จากปีก่อน ไตรมาสนี้การเติบโตของกลุ่มธุรกิจเพลงขับเคลื่อนโดยดิจิทัลมิวสิค ขณะที่โชว์บิซชะลอตัว ด้านการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ยังมีทิศทางการสร้างรายได้ที่ดี โดยบทบาทของลิขสิทธิ์เพลงทวีความสำคัญต่อวงการสื่อมากยิ่งขึ้น อาทิ การใช้รายการประกวดร้องเพลงเป็นคอนเทนต์แม่เหล็กของทีวีดิจิทัลหลายช่อง อีกทั้งเพลงยังเป็นเสมือนต้นน้ำในการนำไปต่อยอดสร้างความบันเทิงผ่านช่องทางต่างๆ ได้อีกมากมาย โดยค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อีกค่ายคือ อาร์เอส ก็มีกลยุทธ์ที่ไปในทิศทางเดียวกันนี้

อีกช่องทางหนึ่งในการสร้างเพลงฮิตยุคปัจจุบันก็คือ เวทีประกวดร้องเพลงต่างๆ โดยเฉพาะเวทีประกวด เดอะ วอยซ์ ที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจากเนเธอร์แลนด์เหมือนประเทศอื่นๆ ทั่วโลก เวทีแห่งนี้ถือว่ามีเรตติ้งสูง และเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในการประกวดแต่ละปี ซึ่งจะมีเพลงฮิตออกมาจากเวทีนี้อยู่เสมอ ในปี 2557 บทเพลง “รักเดียว” ของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ซึ่งออกในอัลบั้ม “ใต้ดวงตะวัน” ในปี 2543 และเป็นเพลงที่ไม่ดัง กลับมากลายเป็นเพลงฮิตในอีก 14 ปีต่อมา เมื่อนักร้องเข้าประกวดที่ชื่อ บิว นำมาร้องประกวดบนเวทีเดอะ วอยซ์ และโด่งดังทำให้คนหาเพลงนี้มาฟังอีกครั้งผ่านทางยูทูบจนมียอดวิวมหาศาล และเจ้าของเพลงเอง พงษ์สิทธิ์ก็นำเพลงนี้มาทำเวอร์ชั่นใหม่เดินสายทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศและจัดคอนเสิร์ตใหญ่ประจำปี สามารถทำเงินในระดับร้อยล้านบาทผ่านเพลงเพลงเดียว

ถอดทฤษฎีปั้นเพลงให้ดัง

การจะเป็นศิลปินที่โด่งดังได้ในปัจจุบัน มีหลายฝ่ายบอกว่า ง่ายกว่าสมัยก่อนมาก เนื่องจากปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แค่เพียงอัดคลิปเสียงของตัวเอง นำไปเผยแพร่ในโลกโซเชียลมีเดีย ก็สามารถโด่งดังได้เพียงชั่วข้ามคืน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงคงมีนักร้องเกิดขึ้นวันละหลายร้อยหลายพันคน เมื่อเป็นเช่นนี้การรังสรรค์ให้เพลงโด่งดังได้ ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์อย่างไรบ้าง

วิชย์ สุทธิถวิล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรูมิวสิค กล่าวว่า กลยุทธ์ของบริษัทที่จะทำให้เพลงหนึ่ง เพลงเป็นที่นิยมได้ ต้องมีองค์ประกอบ 3 ข้อหลัก คือข้อ 1.เพลงต้องโดนผู้ฟัง เพราะหัวใจในการทำธุรกิจเพลงอยู่ที่เพลง ดังนั้นเราจึงต้องมีนักแต่งเพลงที่ดีที่สุด ข้อ 2.ต้องหาศิลปินที่เหมาะสมกับเพลงนั้นๆ มาถ่ายทอดบทเพลงที่แต่งขึ้นมา และข้อ 3.ใช้สื่อโซเชียลมีเดียเข้ามาช่วยในการถ่ายทอดงานเพลง เมื่อเพลงได้รับความนิยม ก็จะนำมาซึ่งการต่อยอดงานโชว์และนำมาซึ่งรายได้

นอกจากจะใช้สื่อโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางในการถ่ายทอดงานเพลงของศิลปินแต่ละคนแล้ว การทำการตลาดผ่านรายการทีวีที่ได้รับความนิยม อย่างรายการเดอะวอยซ์ ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับศิลปิน คนแต่งเพลง และค่ายเพลง แต่หลังจากได้ศิลปินมาจากรายการดังกล่าว ทุกอย่างก็ต้องเริ่มต้นใหม่ เนื่องจากศิลปินไม่มีเพลงเป็นของตัวเอง

ขณะเดียวกัน ผู้ฟังยังคงยึดติดกับเพลงที่ผู้เข้าประกวดนำมาร้อง เมื่อได้ออกงานโชว์ตามสถานที่ต่างๆ จึงทำให้มีความต้องการที่จะฟังเพลงที่ผู้เข้าประกวดนำมาแข่งขัน และจากค่าลิขสิทธิ์ที่ค่ายเพลงแต่ละค่ายเรียกเก็บค่อนข้างสูง ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบดังกล่าวพอสมควร

วิชย์ กล่าวต่อไปว่า การเกิดขึ้นของรายการเดอะวอยซ์ ถือเป็นเรื่องที่ดีกับวงการเพลง เพราะช่วยให้เพลงเก่าที่หลายคนอาจลืมไปแล้ว กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง จากการที่ผู้เข้าแข่งขันนำเข้ามาประกวด นอกจากนี้ยังช่วยให้เจ้าของเพลงๆ นั้น กลับมามีรายได้จากการโชว์

อย่างไรก็ดี หากมองในแง่ของการโปรโมทเพลงหนึ่งเพลงให้ได้รับความนิยมระหว่างเพลงเก่า และเพลงที่แต่งขึ้นมาใหม่ เพลงเก่าอาจทำง่ายกว่า เนื่องจากเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมอยู่แล้วในอดีต เพียงแต่ต้องหาวิธีการนำเสนอใหม่ๆ เช่น ดนตรี การเลือกศิลปิน และการโปรโมท ซึ่งปัจจุบันการทำตลาดเพลงต้องเลือกช่องทางให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานไหนมาสร้างมาตรฐานให้กับการจัดเก็บลิขสิทธิ์เพลง ส่งผลให้ราคาการจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ที่เก็บกันในปัจจุบัน เป็นการตั้งราคาแบบตามใจเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งจากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้การทำเพลงใหม่ที่ดูเหมือนทำยากกว่าเพลงเก่า อาจมีความง่ายกว่า เพราะนอกจากจะไม่มีปัญหาในเรื่องของลิขสิทธิ์แล้ว ยังเป็นความภาคภูมิใจของตัวผู้แต่งเพลง ตัวศิลปิน และตัวเจ้าของค่าย หากเลือกองค์ประกอบได้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเพลงที่ดี ศิลปินที่มีความเหมาะสมกับเพลง หรือช่องทางในการโปรโมท

ขณะที่แนวทางการทำธุรกิจเพลงของบริษัทอาร์เอส ให้เป็นที่นิยมนับจากนี้ ยังคงให้ความสำคัญกับการทำเพลง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายตลาดระดับกลาง เพราะปัจจุบันตลาดเพลงดังกล่าวได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะเพลงที่มีกลิ่นอายความเป็นลูกทุ่งนิดๆ สังเกตได้จากยอดดูเพลงดังๆ ในยูทูบที่สูงถึงเป็น ร้อยล้านวิว จากแนวโน้มความต้องการดังกล่าวงานเพลงที่อาร์เอสผลิตออกมาทำตลาดในช่วงหลังจึงเน้นไปที่เพลงป๊อปบ้านๆ ที่คนทั่วไปสามารถฟังได้

สำหรับกลยุทธ์ในการโปรโมทเพลง อาร์เอสจะทำเป็น 2 เวอร์ชั่น คือ 1.สำหรับออกรายการโทรทัศน์ และ 2.สำหรับยูทูบโดยเฉพาะ ซึ่งเหตุผลที่ทำให้อาร์เอสต้องใช้กลยุทธ์ดังกล่าว เพราะในทีวีมีกฎระเบียบกำกับในการทำมิวสิควิดีโอเพลงมากพอสมควร อีกทั้งยังมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเยาวชนเยอะ ดังนั้นอะไรที่แรงๆ เกินไปก็ต้องพยายามเซ็นเซอร์ตัวเอง ซึ่งต่างไปจากยูทูบที่มีความเป็นอิสระมากกว่า สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง และสามารถเลือกดูได้ตามวิจารณญาณของผู้เข้ามาดู

ศุภชัย นิลวรรณ รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส-กลุ่มธุรกิจเพลง บริษัท อาร์เอส กล่าวว่า ค่ายอาร์สยาม ถือเป็นค่ายเพลงที่มีความแข็งแรงมาก ส่งผลให้ปัจจุบันถือเป็นค่ายเพลงที่สร้างรายได้สูงให้บริษัท ส่วนธุรกิจเพลงสตริงตอนนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงการทำงานให้กับค่ายกามิกาเซ่ ด้วยการปั้นนักร้องรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งคนที่จะเข้ามาเป็นนักร้องในค่ายกามิกาเซ่ จะไม่ใช่แค่ร้องเพลงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถต่อยอดธุรกิจในด้านอื่นๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการแสดง การเต้นรำ หรือพิธีกร

ศิลปินที่จะอยู่ค่ายกามิกาเซ่ จะมีอายุ 13-18 ปี ถือเป็นช่วงอายุที่ไม่เด็กมาก และไม่แก่เกิน เนื่องจากเด็กสมัยนี้โตเร็วมาก การปั้นเด็กอายุน้อยๆ อายุการใช้งานจะได้ยาว แต่ถ้าปั้นเด็กอายุ 18 ไม่กี่ปีเดี๋ยวก็หลุดเทรนด์ ต้องขยับไปอยู่ค่ายอื่นในบริษัท เหมือนหลายๆ คนที่ผ่านมา จากแนวทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว ถือเป็นจุดแข็งของค่ายกามิกาเซ่ ที่มีความแข็งแรงของศิลปินวัยรุ่น

ศุภชัย กล่าวว่า เพลงสตริงจะมีลักษณะแตกต่างไปจากเพลงลูกทุ่งนิดหน่อย เพราะมีกลุ่มเป้าหมายคนละแบบ แต่ก็ถือเป็นแนวเพลงที่ประสบความสำเร็จ ส่งผลให้ปัจจุบันมีนักร้องอาชีพเยอะไปหมด ขณะเดียวกันตัวนักร้องสมัครเล่นก็เยอะ เห็นได้จากการทำคลิปเพลงออกมาใส่ในยูทูบแล้วได้รับความนิยมดังนั้นการทำเพลงสตริงจึงอาจเหนื่อยมากหน่อย ถ้าจะทำให้เปรี้ยงเหมือนเพลงลูกทุ่ง แต่อย่างไรก็ดี จากศักยภาพการทำงานของบริษัท และตัวศิลปินที่มีความสามารถ จึงคิดว่าคงไม่ลำบากเกินไป ถ้าจะทำให้เพลงสตริงประสบความสำเร็จเหมือนกับเพลงลูกทุ่ง

ภาพรวมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า การจะปั้นเพลงหรือนักร้องแต่ละคนให้ดัง แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีจะช่วยเปิดช่องของโอกาสให้สื่อสารได้มากขึ้น แต่กว่าเพลงแต่ละเพลงจะดังได้ ยังต้องทั้งเก่งและเฮง 

 

เจาะลึก “เส้นทางนักบิน” อาชีพในฝันที่กำลังขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:06 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/417404

เจาะลึก "เส้นทางนักบิน" อาชีพในฝันที่กำลังขาดแคลน

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

“นักบิน” กลายเป็นประเด็นร้อน ให้สังคมได้พูดถึงอีกครั้ง ภายหลังเหตุยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินนกแอร์ และได้มีอดีตนักบินของสายการบินดังกล่าวระบุว่า หนึ่งในสาเหตุของปัญหาคือ “การขาดแคลนนักบิน” ซึ่งไม่สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนได้ทัน

เหตุผลดังกล่าวสอดคล้องกับ การประเมินของ “โบอิ้ง” ผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่ ที่เคยออกมาระบุเมื่อปี 2558 ว่า ปัจจุบันสายการบินมีการเจริญเติบโตสูง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีความต้องการ “นักบินใหม่” สูงถึง 216,000 ตำแหน่ง ภายในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้านี้

วิกฤตขาดแคลนนักบินกำลังมาเยือน…เมื่อการสัญจรทางอากาศเป็นที่นิยมมากขึ้น ในขณะที่จำนวนนักบินกลับไม่เพิ่มขึ้นตาม…..

เส้นทางเพิ่ม ผลิตน้อย กินเวลา ดึงตัวบ่อย ทำขาดแคลน

สนอง มิ่งเจริญ นายกสมาคมนักบินไทย เปิดเผยว่า ไทยมีนักบินพาณิชย์ที่ใช้งานอยู่ราว 3,000 คน แต่ด้วยปริมาณสายการบินที่เพิ่มมากขึ้น เส้นทางการบินที่หลากหลาย ทำให้ “นักบิน” เป็นที่ต้องการมากของตลาด ขณะที่การผลิตนักบินแต่ละคนนั้นต้องใช้เวลาในการเรียนรู้และฝึกฝนเป็นเวลานาน โดยไทยผลิตได้เพียงปีละ 200 – 300 คน ทำให้ไม่ทันกับธุรกิจสายการบินที่นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนเกิดการดึงตัวนักบินระหว่างสายการบิน

“หลายสายการบินไม่อยากผลิตนักเรียนทุนด้วยตัวเอง เพราะใช้เวลานาน เสียทั้งเงินและเวลา แบกความเสี่ยง เนื่องจากไม่ทราบว่าอนาคต ธุรกิจการบินจะดีหรือไม่อย่างไร ทำให้เกิดการดึงตัว ด้วยเงื่อนไขและข้อเสนอที่น่าสนใจ เมื่อสายการบินหนึ่งได้คนอีก สายการบินหนึ่งก็ขาดคน ดึงไปดึงกันมาลักษณะนี้ ตัวอย่างเช่น การบินไทย ผู้ช่วยนักบินที่มีชั่วโมงบินสูง อาจถูกยื่นข้อเสนอให้ขึ้นเป็นกัปตันที่สายการบินอื่นได้ ปัญหานี้มีคนเสนอทางออกด้วยการลดเวลาเรียนและชั่วโมงบินให้น้อยลง แต่มันก็เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงตามมา เพราะถ้านักบินฝีมือไม่พอ อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเลวร้าย”

ทางแก้ที่ดีที่สุดคือ สายการบินใดจะรับเครื่องบินใหม่เข้ามา จะต้องสร้างนักบินขึ้นมาให้เพียงพอกับจำนวนเครื่องบินที่จะรับในอนาคต หากรับเครื่องบินเข้ามาเพิ่ม 1 ลำ ก็ต้องการนักบินเพี่ม 10 คน เพราะนักบินแต่ละคนถูกจำกัดโดยกฎสากลว่า 1 สัปดาห์ บินได้ไม่เกิน 34 ชม. / 4 สัปดาห์ (28 วัน) บินได้ไม่เกิน 110 ชม. และ 1 ปี บินได้ไม่เกิน 1,000 ชม. ซึ่งแต่ละวันนักบินที่มีอยู่ในองค์กรจะต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ กลุ่มที่บิน กลุ่มสำรอง และกลุ่มที่พัก โดยไม่สามารถนับกลุ่มที่พักมาเป็นกลุ่มสำรองได้

สนองบอกว่า ปัจจุบัน นักบินไทยไหลออกไปต่างแดนนั้นน้อยมาก เนื่องจากค่าตอบแทนในเมืองไทยสูงขึ้น จากเดิม อยู่ที่ 50 % ของค่าตอบแทนในสายการบินตะวันออกกลาง ปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ 60% ส่วนใหญ่นักบินจะเปลี่ยนย้ายหมุนเวียนในสายการบินที่มีอยู่ในเมืองไทยมากกว่าจะไปต่างประเทศ เพราะถึงแม้จะได้ค่าตอบแทนสูง แต่ต้องแลกมาด้วยการไปอยู่ไกลบ้าน และค่าครองชีพที่มากขึ้น

ส่องเส้นทางสู่นักบินพาณิชย์

สาธิต จาตุรงคกุล นักบินอาชีพจากสถาบันดรีมวิงส์ อธิบายให้ฟังว่า เส้นทางนักบิน แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ

1. “Student Pilot” หรือการสอบชิงทุนของสายการบิน คุณสมบัติเบื้องต้น คือ จบปริญญาตรี สาขาใดก็ได้ อายุไม่เกิน 28 ปี ไม่มีประวัติอาชญากรรม พ้นพันธะทางทหาร ส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 165 หรือ 168 ซม.แล้วแต่สายการบิน โดยขั้นตอนการสอบจะมีตั้งแต่ สอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์ ตรวจร่างกาย และสอบความถนัดในการเป็นนักบินหรือที่เรียกว่า Aptitude Test เมื่อสอบผ่านทั้งหมดแล้ว จะถูกส่งไปเรียนในสถาบันการบินตามสายการบินต้นสังกัดจะกำหนดเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปี

“การได้รับทุนจากสายการบินจะทำให้มีหลักประกันได้อย่างแน่นอนว่า เมื่อเรียนจบจากสถาบันการบินและได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์แล้วจะได้รับเข้าทำงานเป็นนักบินในสายการบินที่ได้รับทุนอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามการสอบชิงทุนเช่นนี้ มีการแข่งขันสูง ดังนั้นจึงควรมีการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสอบ โดยวิชาที่ใช้การสอบข้อเขียน มี ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ ส่วนการตรวจร่างกายนั้นจะตรวจสอบสภาพความสมบูรณ์ของร่างกายตามหลักเกณฑ์ที่สถาบันเวชศาสตร์การบินกำหนด”

ด้านการสอบความถนัดในการเป็นนักบิน (Aptitude Test) จะเป็นการสอบทักษะทางด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการบิน โดยทักษะส่วนแรกเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “พรสวรรค์” ทักษะเหล่านี้ถูกพัฒนามาจากการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงานร่วมกับผู้อื่น การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา การเล่นเกมส์ การฝึกคิดวิเคราะห์ การพัฒนาจิตใจ การแสดงอารมณ์และการควบคุมความรู้สึก

ทักษะอีกส่วนหนึ่งนั้นอาจจะเรียกได้ว่า “พรแสวง” ทักษะด้านนี้สามารถทำให้เกิดขึ้นได้โดยอาศัยการเรียนรู้ ฝึกฝน และคำแนะนำจากผู้ที่มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องทางด้านการบิน อาจพูดเป็นนัยได้อีกทางหนึ่งว่าหากเราได้พบปะพูดคุย เรียนรู้จากนักบิน ก็จะสามารถโน้มนำให้ทัศนคติและบุคลิกเหมาะสมกับความถนัดทางด้านการบินได้

ซึ่งหลังจากเรียนจากจบสถาบันการบินจะได้ License PPL : Private Pilot License หลักสูตรนักบินส่วนบุคคล (40 ชั่วโมง) และ CPL : Commercial Pilot License นักบินพาณิชย์ (200 ชั่วโมง)

รูปแบบการสมัครที่ 2. Qualified Pilot หรือ นักบินที่มี “ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ (Commercial Pilot license)”

การจะมีใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ขั้นต้นนั้นสามารถแบ่งได้เป็นสองเส้นทางคือ

1.การสมัครเรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคณะเกี่ยวกับนักบินพาณิชย์

2.การสมัครเข้าเรียนการบินตามสถาบันการบินต่างๆ ซึ่งส่วนสำคัญที่สุดของเส้นทางทั้งสองแบบ คือการสอบเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ขั้นต้นที่เรียกว่า “ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี” หรือ “Commercial Pilot License (CPL)”

เมื่อได้รับใบอนุญาตนี้แล้วจึงจะสามารถทำการสอบแข่งขันเพื่อเข้าเป็นนักบินสายการต่างๆได้ อย่างไรก็ตามการสอบเข้าแข่งขันระหว่าง Qualified pilot นั้น ไม่เพียงแต่จะมีนักบินที่ถือใบอนุญาตพาณิชย์ตรีมาสอบแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมีผู้ถือใบอนุญาตนักบินอีกประเภทหนึ่งที่จะเข้ามาทำการสอบด้วย คือนักบินที่ถือ “ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์เอก” หรือ “Airline Transport Pilot License (ATPL)” ซึ่งก็คือนักบินที่มีประสบการณ์การบินในสายการบินมาแล้วในระดับหนึ่ง

ดังนั้น การสอบ Qualified Pilot คือการสอบแข่งขันระหว่างนักบินที่มีใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ด้วยกัน อันได้แก่ นักบินที่จบจากสถาบันการบินใหม่ๆ กับนักบินที่ต้องการย้ายสายการบิน

โดยสรุป การจะเป็นนักบินพาณิชย์ได้ หลังจาก จบม.6 สามารถเลือกได้ 3 เส้นทาง

1.เรียนปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย คณะที่เกี่ยวกับการบินจนได้ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี แล้วสอบ Qualified pilot

2.เรียนปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ จากนั้นเรียนการบินในสถาบันการบินเองเพื่อให้ได้ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี แล้วสอบ Qualified pilot

3.เรียนปริญญาตรีสาขาใดก็ได้ จากนั้นมาสอบชิงทุน Student Pilot

ทั้งนี้ ค่าเล่าเรียน CPI ในเมืองไทยอยู่ที่ 2 ล้านบาท สำหรับ Student Pilot หรือนักเรียนทุนสามารถผ่อนชำระตามเงื่อนไขของเเต่ละบริษัท

เมื่อผู้เรียนผ่านการทดสอบจากสถาบันการบินแล้ว จะถูกส่งไปยังสายการบินแต่ละแห่ง เพื่อทำการทดสอบอีกมากมาย ราว 1 ปีครึ่ง ไล่ตั้งแต่การเรียนรู้หลักสูตรของแต่ละสายการบิน กฎระเบียบทั้งในระดับประเทศและสากล การทดสอบบนเครื่องบินจำลอง ก่อนก้าวขึ้นเป็น “นักบินฝึกหัด” เก็บชั่วโมงบิน ไต่ระดับไปเป็น “นักบินผู้ช่วย”

รวมระยะเวลาตั้งแต่เรียนวันแรก กระทั่งเป็นนักบินผู้ช่วย ใช้เวลาราว 2 ปีครึ่ง และกว่าจะเป็นได้ “กัปตัน” ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 8 ปี บางสายการบินต้องใช้เวลาถึง 12

วินัยเเละความรับผิดชอบสุดสำคัญ

ธีรพัฒน์ วัย 25 ปี นักเรียนทุนจากสายการบินแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า การเรียนนักบินนั้นยากและใช้ความพยายามมากกว่าที่คิดในตอนแรกมาก

หลังสอบติด สายการบินจะส่งไปเรียนบิน หลักสูตรพาณิชย์ตรี (CPL) เริ่มจากการเรียนภาคพื้น ทฤษฎีในห้องเรียน จากนั้นก็จะเริ่มฝึกบินจริง ตั้งแต่พื้นฐาน ขับเครื่องบินลำเล็ก ช่วงแรกมีคุณครูนั่งด้วย ก่อนจะปล่อยให้บินเดี่ยว ต่อมาจะเริ่มทดลองบินเครื่องบิน 1 เครื่องยนต์เเละ 2เครื่องยนต์ รวมชั่วโมงบินในโรงเรียนประมาณ 200 ชั่วโมง ถึงได้ “ใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี” จากนั้นจะถูกส่งต่อไปฝึกกับทางบริษัท เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการบินแอร์ไลน์ กฎการบินทั้งในและระดับสากล การบินเครื่องใหญ่และฝึกเครื่องบินจำลอง

“ตอนสอบเข้าได้ ผมเชื่อว่าทุกคนจะรู้สึกว่าโอ้โห ตัวเองเท่มาก เจ๋งมาก ที่เข้ามาได้ แต่เรียนไปเรื่อยจะรู้สึกว่า เรื่องพวกนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราควรเชิดชู ผมค้นพบว่า วินัยกับตัวเอง คือสิ่งที่ยากมาก จากเมื่อก่อน ไม่ได้วางกรอบตัวเองว่าต้องรับผิดอะไร วันนี้ต้องเปลี่ยนตัวเองขนานใหญ่ ตั้งหลักใหม่ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เที่ยวเล่นเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ เพราะมีหนังสือที่ต้องอ่าน ต้องรับผิดชอบเยอะมาก ก่อนนี้อ่านหนังสือร้อยหน้าก็บ่นแล้ว แต่ตอนนี้เป็นหมื่น ไล่ตั้งแต่ กฎการบินต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ พื้นฐานเกี่ยวกับเครื่องบิน การพยากรณ์อากาศ ภาษาที่ใช้ในวงการการบิน และอื่นๆ อีกมากมาย เยอะชนิดคนนอกนึกภาพไม่ออก”

ธีรพัฒน์ บอกว่า แต่ละวันที่ผ่านไปในการเรียนรู้ นักบินทุกคนจะถูกซึบซับให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบ

“เราจะรับผิดชอบคนอื่นได้อย่างไร ถ้าวันนี้ยังรับผิดชอบตัวเองไม่ได้เลย”

อัครพล อีกหนึ่งนักเรียนทุนสายการบิน แนะนำว่า ก่อนสมัครสอบเข้ามาเป็นนักบิน ควรทราบก่อนว่า หน้าที่ภารกิจของอาชีพนี้คืออะไร ไม่ใช่คิดถึงแค่เรื่อง เท่ โก้ หรือเงินเดือนสูง เท่านั้น

“เรียนหนักมาก ความรู้เป็นเรื่องที่เราต้องมีเยอะมาก คุณครูบอกว่า ในการทำหน้าที่นักบิน ต้องรับผิดชอบชีวิต ความเชื่อมั่นรวมทั้งชื่อของเสียงประเทศ ถ้าไม่รู้จริงจะไม่สามารถตัดสินใจต่อปัญหาในยามขับขันได้ ฉะนั้นต้องอ่านให้เยอะที่สุด รู้ให้มากที่สุด ก่อนเข้ามาเรียนได้ยินมาเหมือนกันว่าเรียนหนักมาก แต่ไม่คิดว่าจะหนักขนาดนี้ มีคนบอกว่า เป็นกัปตันเหมือนเป็นราชาและเป็นพระเจ้าของโลกหลังจากประตูปิดแล้ว ทุกการตัดสินใจอยู่ที่เรา ฉะนั้นทางเดินไปถึงจุดนั้นมันเลยยาก”

11 สถาบันประตูสู่นักบิน

ปัจจุบันสถาบันสานฝันการเป็นนักบินในเมืองไทยมีอยู่ราว 11 แห่ง ได้แก่

1.สถาบันการบินพลเรือน Civil Aviation Training Center

2.วิทยาลัยการบินนานาชาติ (International Aviation College : IAC) มหาวิทยาลัยนครพนม (NPU)

3.โรงเรียนการบินกรุงเทพ บริษัท บางกอกเอวิเอชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด

4.สถาบันการบิน มหาวิทยาลัยรังสิต

5.มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย หลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาบริหารกิจการการบิน

6.โรงเรียนการบินศรีราชา บริษัท ศรีราชาเอวิเอชั่น จำกัด หลักสูตรนักบินส่วนบุคคล (PPL)

7.สถาบันเทคโนโลยีการบิน ม.เทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก หลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การบิน (รัฐบาลที่เดียวในประเทศไทย)

8.มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คณะวิศวกรรมการบิน Major CPL (Commercial Pilot License)

9.มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คณะวิศวกรรมการบิน Major MPL (Multi Crew Pilot License)

10.โรงเรียนการบินกำแพงแสน ซึ่งจะผลิตเฉพาะนักบินที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากโรงเรียนนายเรืออากาศเท่านั้น ปัจจุบันผลิตปีละ 50 คน

11.สถาบันการบิน RoyalSky Aviation Center

 

“บวรศักดิ์”เปิดใจ ใบสั่งคสช.ตั้งคปป.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/417272

"บวรศักดิ์"เปิดใจ ใบสั่งคสช.ตั้งคปป.

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้แถลงถึงข้อเสนอแนะที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ โดยแนะประชามติควรมีหลายคำถาม ให้ผู้มีสิทธิโหวตว่าเอาร่างไหนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะได้ไม่ต้องแอ่นอกรับผลหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยตกไป

ขณะเดียวกันได้เปิดใจโดนใบสั่งให้แก้ปัญหาวิกฤต ช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่สั่งทางวาจาไม่ได้เสนอโจ๋งครึ่มแบบที่ ครม.เสนอมา 16 ข้อ ยอมรับเสียใจวันที่ร่าง รธน.ของตัวเองตกไป แต่คิดได้ว่า “อ๋อเพราะอยากอยู่ยาว” พร้อมหนุนร่างมีชัย แต่เสนอปรับแก้หลายประเด็น

บวรศักดิ์ บอกว่า จุดเด่นของร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.จะเรียกว่าฉบับปราบโกงนั้นเห็นด้วย ดูแล้วมันดี เช่น คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม สส.เขียนได้ดีจริงๆ สะใจดี นอกจากนั้นการเอางบประมาณมาให้ สส.ใช้รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง รัฐธรรรมนูญ 2540 และ 2550 ก็แก้ไขไม่ได้ แต่พอมาดูร่างของอาจารย์มีชัยมันสยดสยองดี และน่าจะแก้ปัญหาได้

เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมก็มีความเด่นชัดมาก ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันทำมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งบังคับใช้กับคณะรัฐมนตรี สส.และ สว. เป็นกลไกที่ดี และควรเพิ่มให้มีศาลวินัยงบประมาณและการคลัง เพราะถ้าจะปราบการทุจริตจริงๆ มันก็ต้อง มีศาลนี้

ทั้งนี้ อยากเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีความสมบูรณ์และเข้มข้นขึ้น คือ 1.หลักนิติธรรม พูดไว้หลายที่แต่พูดในลักษณะที่อ่อน เช่น ในมาตรา 3 เป็นการพูดผ่านๆ เท่านั้น ต่างจากรัฐธรรมนูญ 2550 ที่บอกว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม 2.มาตรา 35 (7) ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว กำหนดว่าให้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคมให้เป็นธรรมและยั่งยืน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ ผมร่างขึ้นมานั้นเน้นเรื่องนี้มาก แต่ร่างนี้ต้องเอาใจ ช่วยในการหาพอสมควรว่าอยู่ตรงไหน และ 3.มาตรา 35 บอกให้มีกลไกการปฏิรูปให้สมบูรณ์ แต่มาดูมีเพียงเฉพาะ ครม.และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งไม่แน่ใจว่าได้ผลแค่ไหน เพราะสภาขับเคลื่อนฯ เป็นเพียงที่ปรึกษา ครม.

เรื่องสิทธิเสรีภาพคิดว่ารัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เขียนเอาไว้ดีแล้ว เมื่อไม่มีปัญหาก็ควรคงสิ่งที่ในอดีตได้วางเอาไว้ มีสุภาษิตกฎหมายหนึ่งบทหนึ่งที่บอกว่า “สิทธิและเสรีภาพที่ให้ไปแล้วทวงคืนไม่ได้” การที่มีความประสงค์ดีเขียนให้สั้นลง มันถูกตีความได้โดยคนที่ไม่หวังดีว่านี่คือการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ

การบัญญัติหมวดหน้าที่ของรัฐเป็นเรื่องใหม่ แต่จะมีปัญหาคือใครที่จะเป็นทวงให้รัฐทำหน้าที่ สิทธินั้นมีผู้ทรงสิทธิ คือบุคคลที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ ถ้าใช้คำว่าบุคคลก็หมายความทุกคนไปฟ้องได้ และเมื่อเขียนเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่รัฐไม่ทำแสดงว่าจะเป็นอำนาจประชาชนในการดำเนินคดีกับ ครม. ตรงนี้จะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินปั่นป่วน จึงขอเสนอว่าควรเอาเรื่องนี้กลับไปอยู่ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามเดิม เพื่อไม่ให้เป็นเครื่องมือของนักร้องทั้งหลายที่จะสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมือง

สำหรับระบบเลือกตั้ง สส.แบบนี้ เกรงว่าพรรคเล็กจะไม่เหลือใครเลย จะกลายเป็นการเลือกตั้งที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคใหญ่ เพราะบัตรเลือกตั้งใบเดียวจะได้ทั้งสามอย่าง คือ ได้ สส.เขต ได้พรรค และนายกรัฐมนตรี มันเป็นนวัตกรรมที่ดี แต่คิดว่าถ้าอธิบายให้คนฟังได้ง่ายหน่อยก็น่าจะดี

คิดว่าทางออกสำหรับรองรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติควรเป็นอย่างไร?

ควรเอาร่างรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับมารวมกัน คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการตั้งคำถามประชามติ ว่าจะเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัย หรือเอาฉบับที่ผมร่าง หรือจะให้ร่างขึ้นมาใหม่ หรืออาจจะถามไปด้วยว่าจะให้ยึดรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 เป็นหลักและนำไปปรับเอา ที่สำคัญคือ คสช.ไม่ต้องแอ่นอกรับหอกแต่เพียง ผู้เดียว ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.จะตอบว่าอย่างไร

ข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในข้อที่ 16 เรื่องประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านหมายความว่าอย่างไร?

เรื่องนี้มีการเสนอมาตั้งแต่ยุคที่ผมร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการเสนอมาด้วยวาจา ไม่เปิดเผยเป็นหนังสือ ตอนนั้นไม่ได้ทำมาเป็นหนังสือโจ๋งครึ่มแบบนี้  อันนี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่าประชาธิปไตยช่วงเปลี่ยนผ่าน และแล้วสื่อก็ด่าผมใหญ่โตว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ ผมโดนหนักมาก อยากให้เมตตาต่อท่านมีชัย และถ้าให้ผมลงประชามติตอนนี้ผมก็จะลงว่าให้ผ่าน

การที่ ครม.ส่งข้อเสนอดังกล่าวมาให้ กรธ.แสดงว่ามีธงตั้งแต่แรกแล้วใช่หรือไม่? ถ้ามีธงเขาคงไม่มาเขียนอย่างนี้ แต่เขาเขียนอย่างนี้แปลว่ามันไม่ตรงในบวรศักดิ์เขา 100% เพราะถ้ามีธงและอาจารย์มีชัยทำตามธงจริงๆ 16 ข้อนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนมา

เสียใจกับร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่าน สปช.หรือไม่? เป็นธรรมดา ทำมาตั้งหลายเดือนจะไม่เสียใจได้อย่างไร แต่ก็เสียใจแค่วันนั้นวันเดียว กลับไปนอนคิดอยู่ว่ามันอะไรกันเนี่ย อ้ออยากอยู่ยาวก็ไม่เป็นไร วันรุ่งขึ้นผมก็ไปทำงานตามปกติ