“บวรศักดิ์”ชำแหละร่างรธน.ฉบับ”มีชัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 19:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/417253

"บวรศักดิ์"ชำแหละร่างรธน.ฉบับ"มีชัย"

บวรศักดิ์ชำแหละร่างรธน.เด่นปราบโกง อ่อนเรื่องสิทธิประชาชน ชี้ข้อเสนอครม.สะท้อนไม่ปลื้มมีชัย

หมายเหตุ: บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้แถลงต่อสื่อมวลชนถึงข้อเสนอแนะที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ที่โรงแรมอโนมาแกรนด์ เมื่อวันที่19ก.พ. โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. อยากจะขอให้ดูในภาพรวม เขาจะดูว่านางจักรวาลสวยหรือไม่สวย เขาดูทั้งร่างกาย เขาดูทั้งตัว เขาไม่เอากล้องไปขยายสิว เขาไม่ไปตัดลำไส้ออกมาดู เพราะถ้าดูอย่างนั้นไม่มีจะสวยไปได้ ถ้าจะดูแบบนั้นต้องไปเป็นพระและท่องกรรมฐาน

ดังนั้น ถ้าดูภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์มีชัยก็มีข้อดีที่ควรได้รับการพิจารณาจากประชาชน อย่าฟังแต่ความเห็นนักการเมืองที่พูดแต่ข้อเสีย จะยกร่างรัฐธรรมนูญให้ถูกใจนักการเมือง ต้องให้นักการเมืองมาร่าง จึงอยากขอความเป็นธรรมให้กับกรธ.ด้วย

จุดเด่นของร่างรัฐธรรมของกรธ. จะเรียกว่าฉบับปราบโกงก็ได้ผมเห็นด้วย ดูแล้วมันดี เช่น คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสส. เขียนได้ดีจริงๆ สะใจดี นอกจากนั้นการเอางบประมาณมาให้สส.ใช้รู้กันทั้งบ้านทั้งเมือง รัฐธรรรมนูญพ.ศ.2540
และพ.ศ.2550 ก็แก้ไขไม่ได้ แต่พอมาดูร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์มีชัยมันสยดสยองดี และน่าจะแก้ปัญหาได้

เรื่องคุณธรรมและจริยธรรมที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีความเด่นชัดมากที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันทำมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งบังคับใช้กับคณะรัฐมนตรี สส.และสว. ผมว่าเป็นกลไกที่ดี

อย่างไรก็ตาม ควรเพิ่มในร่างรัฐธรรมนูญให้มีศาลวินัยงบประมาณและการคลัง เพราะถ้าจะปราบการทุจริตจริงๆ มันก็ต้องมีศาลนี้ แม้จะมีการให้องค์อิสระสามารถทักท้วงกรณีที่อาจมีความเสียหายได้ แต่ไม่รู้ว่าถ้าทักท้วงไปแล้วแต่เขาไม่ทำ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีศาลนี้แล้ว ทักท้วงแล้วไม่ทำก็สามารถส่งศาลได้ และให้ศาลสามารถระงับยับยั้งได้

โดยส่วนตัวอยากเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีความสมบูรณ์และเข้มข้นขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา35ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557

1.หลักนิติธรรม ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดไว้หลายที่แต่พูดในลักษณะที่อ่อน เช่น ในมาตรา3 เป็นการพูดผ่านๆ เท่านั้น ต่างจากรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550ที่บอกว่าการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

2.มาตรา35 (7)ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557 กำหนดว่าให้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม ให้เป็นธรรมและยั่งยืน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผมร่างขึ้นมานั้นเน้นเรื่องนี้มาก แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ขอกราบเรียนเสนอกรธ.ว่าต้องเอาใจช่วยในการหาพอสมควรว่าอยู่ตรงไหน

3.มาตรา 35 บอกให้มีกลไกการปฏิรูปให้สมบูรณ์ แต่มาดูร่างรัฐธรรมนูญมีเพียงเฉพาะครม.และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งไม่แน่ใจว่าตะได้ผลแค่ไหน เพราะสภาขับเคลื่อนฯ ทำหน้าที่เป็นเพียงที่ปรึกษาครม.

ส่วนเรื่องสิทธิเสรีภาพ ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 และ2550 เขียนเอาไว้ดีแล้ว เมื่อไม่มีปัญหาก็ควรคงสิ่งที่ในอดีตได้วางเอาไว้มีสุภาษิตกฏหมายหนึ่งบทหนึ่งที่บอกว่า “สิทธิและเสรีภาพที่ให้ไปแล้ว ทวงคืนไม่ได้” การที่มีความประสงค์ดีเขียนให้สั้นลง มันถูกตีความได้โดยคนที่ไม่หวังดีว่านี่คือการริดลอนสิทธิเสรีภาพ

การบัญญัติหมวดหน้าที่ของรัฐในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ แต่จะมีปัญหา คือ ใครที่จะเป็นทวงให้รัฐทำหน้าที่ สิทธินั้นมีผู้ทรงสิทธิ คือ บุคคลที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ ถ้ารัฐธรรมนูญใช้คำว่าบุคคลก็หมายความทุกคนไปฟ้องได้ และเมื่อเขียนเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่รัฐไม่ทำแสดงว่าจะเป็นอำนาจของปปช.ในการดำเนินคดีกับครม. ตรงนี้จะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินปั่นป่วน จึงขอเสนอว่าควรเอาเรื่องนี้กลับไปอยู่ในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามเดิม เพื่อไม่ให้เป็นเครื่องมือของนักร้องทั้งหลายที่จะสร้างความปั่นป่วนในบ้านเมือง

ส่วนเรื่องระบบเลือกตั้งสส.แบบนี้ ผมเกรงว่าพรรคเล็กจะไม่เหลือใครเลย จะกลายเป็นการเลือกตั้งที่เป็นประโยชน์ต่อพรรคใหญ่ เพราะบัตรเลือกตั้งใบเดียวจะได้ทั้งสามอย่าง คือ ได้สส.เขต ได้พรรค และ นายกรัฐมนตรี มันเป็นนวัตกรรมที่ดี แต่คิดว่าถ้าสามารถที่จะอธิบายให้คนฟังได้ง่ายหน่อยก็น่าจะดี ความจริงระบบนี้ตอนที่คณะกมธ.ยกร่างฯจัดทำร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ก็มีการเสนอขึ้นโดยพล.ท.นาวิน ดำริกาญจน์ และ เจษฎ์ โทณะวณิก พยายามเสนอมาแล้ว แต่คณะกมธ.ยกร่างฯไม่เอา เพราะอธิบายกับประชาชนให้เข้าใจลำบาก

ท้ายที่สุดอยากฝากว่าอาจารย์มีชัยตั้งใจทำงานด้วยปรารถดีต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นการไม่เห็นด้วย จึงไม่ใช่ความผิดอะไร ส่วนข้อเสนอแนะที่เสนอไปให้ก็สุดแล้วแต่การพิจารณาของกรธ.

คิดว่าทางออกสำหรับรองรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติควรเป็นอย่างไร?

ควรเอาร่างรัฐธรรมนูญ3ฉบับมารวมกัน คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการตั้งคำถามประชามติว่า จะเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจาย์มีชัย หรือ เอาฉบับที่ผมร่าง หรือ จะให้ร่างขึ้นมาใหม่ หรืออาจจะถามไปด้วยว่าจะให้ยึดรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540หรือ2550เป็นหลัก และนำไปปรับเอา แปลว่าทุกอย่างก็ไม่เสียเปล่าใช่หรือไม่ ร่างของนายบวรศักดิ์ก็ไม่เสียเปล่า ร่างของอาจารย์มีชัยก็ไม่เสียเปล่า ที่สำคัญ คือ คสช.ไม่ต้องแอ่นอกรับหอกแต่เพียงผู้เดียว ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.จะตอบว่าอย่างไร

แบบนี้จะดีกว่าจะการแค่ถามว่ารับหรือไม่รับ เพราะจะมีพวกสนับสนุนและไม่สนับสนุน แต่การถามว่าจะเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับไหน จะทำให้เกิดการเทียบเคียงกันในเนื้อหา จะทำให้ประเด็นด่าและเชียร์จะลดลง

ข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญในข้อที่16เรื่องประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านหมายความว่าอย่างไร?

มีการเสนอมาตั้งแต่ยุคผมแล้ว แต่เป็นการเสนอด้วยวาจา คราวนี้เชาเปิดเผยตัวเป็นหนังสือ ไม่ทราบว่าจะเป็นคปป.หรือไม่ต้องไปถามคนลงนาม ตอนนั้นเขาไม่ได้เขียนมาเป็นโจ๋งขรึ่มอย่างนี้

ส่วนร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ ผมไม่รู้ แต่ถ้าตอนนี้ผมจะลงประชามติให้ผ่าน ที่เสนอไปก็เพื่อประกอบการพิจารณาของกรธ. เพราะกรธ.มีความหวังดีต่อบ้านเมือง ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกัน

การที่ครม.ส่งข้อเสนอดังกล่าวมาให้กรธ.แสดงว่ามีธงตั้งแต่แล้วใช่หรือไม่?

ถ้ามีธงเขาคงไม่มาเขียนอย่างนี้หรอก แต่เขาเขียนอย่างนี้แปลว่ามันไม่ตรงในเขา100% เพราะถ้ามีธงและอาจารย์มีชัยทำตามธงจริงๆ 16ข้อนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนมา

เสียใจกับร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านสปช.หรือไม่?

เป็นธรรมดา ทำมาตั้งหลายเดือน จะไม่เสียใจได้อย่างไร แต่ก็เสียใจแค่วันนั้นวันเดียว  กลับไปนอนคิดอยู่ว่ามันอะไรกันเนี่ย อ้อ อยากอยู่ยาวก็ไม่เป็นไร วันรุ่งขึ้นผมก็ไปทำงานตามปกติ

 

รถหรูผิดอาญาทำเป็นขบวนการ มัด’หลวงพี่แป๊ะ’ เลขาฯสมเด็จช่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/417048

รถหรูผิดอาญาทำเป็นขบวนการ มัด'หลวงพี่แป๊ะ' เลขาฯสมเด็จช่วง

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กรมสอบสวนคดีพิเศษแถลงผลสอบรถเบนซ์ ทะเบียน ขม 99 กทม. ที่อยู่ในความครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. และเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หลังปรากฏชัดแล้วว่าเป็นรถจดประกอบผิดกฎหมาย

พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า รถเบนซ์ทะเบียน ขม 99 กทม. เป็นรุ่น 300 บี แบบ 4 ประตู ผลิตในประเทศเยอรมนี ปัจจุบันจอดอยู่ชั้นล่างของพระมหาเจดีย์ภายในวัดปากน้ำ ซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ระบุชัดว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2554 มีชื่อสมเด็จช่วงเป็นผู้ครอบครองรถ

สำหรับรถยนต์คันดังกล่าวประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนรถเก่า มีการเสียภาษีสรรพสามิตที่สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่กรุงเทพฯ 1 เลขที่ C10010054/0003562 ลงวันที่ 1 ก.ค. 2554 โดยใช้ก๊าซแอลพีจี ต่อมาวันที่ 1 ส.ค. 2556 ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนให้สลับหมายเลขทะเบียน ขม 99 เป็น งค 1560 กรุงเทพฯ และได้แจ้งหยุดการใช้รถตลอดไปในวันเดียวกัน

พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผู้บัญชาการ สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสำหรับรถเบนซ์คันนี้ในหมู่วงการรถมีเรียกว่า รุ่นเอคลาส มีการผลิตน้อย พบว่า 1.การนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์จากประเทศสหรัฐเข้ามายังประเทศไทย ขนส่งทางเรือ โดย หจก.อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส เป็นผู้จัดนำเข้า จากนั้น หจก. อ๊อด 89 ได้ให้ตัวแทนดำเนินการรับสิ่งของนำเข้า เช่น ฝากระโปรงหน้า ไฟหน้า-หลัง ไฟเลี้ยว เบาะ ประตู และกันชนหน้า-ท้าย ไม่พบหลักฐานการนำเข้า แต่พบหลักฐานว่าซื้อจาก หจก.สายชลมอเตอร์

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบบ้านเลขที่ไม่ปรากฏในสารบบ สถานที่ประกอบการไม่มีจริง และ หจก.ดังกล่าวก็ไม่มีในสารบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีไม่มีในสารบบของกรมสรรพากร จึงเป็นการทำเอกสารปลอมเพื่อให้เข้าใจว่าอุปกรณ์ส่วนควบมีที่มาจากการซื้อภายในประเทศ อาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร เรื่องพยายามเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร

2.การประกอบชิ้นส่วนขึ้นเป็นรถสมบูรณ์ พบว่า หจก.อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส ได้ร่วมกับอู่วิชาญ เป็น ผู้ประกอบรถยนต์จากเครื่องยนต์ การประกอบรถคันนี้เป็นไปตามการสั่งซื้อของ พระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฯ ในราคา 4 ล้านบาท ซึ่ง หจก.อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส ได้เงินไป 2.5 ล้านบาท ส่วนอู่วิชาญได้เงินค่าประกอบ 1.5 ล้านบาท ทั้งนี้ อู่วิชาญไม่มีใบอนุญาตประกอบอุตสาหกรรม แต่มีการใช้ชื่ออู่ N.P.การาจ เป็นโรงประกอบรถยนต์ที่จดทะเบียนถูกต้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

3.ดีเอสไอ พบว่า ชลัส นิติฐิติวงษ์ เป็นผู้ดำเนินการนำเอกสารปลอม โดยปลอมลายมือ กาญจนา มากเหมือน เจ้าของอู่ N.P.การาจ ในแบบฟอร์มขอยื่นชำระภาษี รวมถึงหนังสือมอบอำนาจ และขอชำระภาษีอันเป็นเท็จในนามของอู่ N.P.การาจ ทั้งที่ไม่ได้ทำการประกอบรถยนต์จริง ถือเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญาฐานแจ้งข้อความเท็จแก่เจ้าพนักงาน

ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีฯ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนการจดทะเบียนนั้น ชลัสว่าจ้างให้ สมนึก บุญประไพ นำรถยนต์ไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก พบว่ามีการปลอมและใช้เอกสารที่มีลายมือชื่อกาญจนา ในแบบคำขอโอนและรับโอนของกรมการขนส่งฯ เป็นการโอนลอยจากกาญจนาไปยังหลวงพี่แป๊ะ เพื่อแสดงว่า N.P.การาจ เป็นผู้ขายรถยนต์ต่อให้กับหลวงพี่แป๊ะ  โดยปลอมลายมือชื่อกาญจนาในหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินการแทน ปลอมและใช้ใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี ค่าแรงประกอบ ของ หจก.เอส ที วาย ออโต พาร์ท เพื่อให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อว่า หจก.เอส ที วายฯ เป็นผู้รับจ้าง N.P.การาจ ในการประกอบรถยนต์

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวว่า ดีเอสไอได้สอบปากคำหลวงพี่แป๊ะไปแล้ว รับว่าเป็นคนถวายจริง แต่ต้องสอบสวนต่อว่ามีเจตนาอย่างไรในการถวาย แต่ในเบื้องต้น เชื่อว่ารถคันนี้น่าจะผิดหลายข้อหาโดยเฉพาะผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ร.บ.สรรพสามิต ประมวลกฎหมายอาญาเรื่องแจ้งความเท็จและปลอดเอกสารหรือใช้เอกสารปลอม ซึ่งมีหลายข้อกล่าวหา ส่วนผู้ครอบครองนั้น ดีเอสไอต้องสอบสวนก่อน

“เป็นการกระทำความผิดในทุกขั้นตอน ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาที่ซับซ้อน มีการทำเป็นขบวนการ และมีบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีอีกหลายคน จำเป็นต้องใช้วิธีพิเศษสอบสวนรวบรวมหลักฐาน จึงรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความผิดและหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือนจะแล้วเสร็จ”

พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีลายมือชื่อของสมเด็จช่วงตั้งแต่แรกในกระบวนการเอกสารนั้น ทาง ดีเอสไอต้องไปตรวจสอบเอกสารว่าจริงหรือไม่ หลังจากสมนึกแจ้งว่าในการกรอกเอกสารมีลายเซ็นของสมเด็จช่วง ทั้งนี้ สมนึกนั้นเป็นผู้รับจ้างจดทะเบียน โดยรับเอกสารจากชลัสเพื่อไปจดทะเบียนรถคันดังกล่าว รถเบนซ์คันดังกล่าวเสียภาษี 9.5 หมื่นบาท  และเสียสรรพสามิต 2 แสนกว่าบาท

สำหรับ พระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ หรือพระธนกิจสุภาโว (ศรีอุ่นเรือน) ปัจจุบันดำรง ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และเป็นเลขานุการ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ โดยได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์จากพระครูพิทักษ์ วรานุรักษ์ ในเดือน ธ.ค.  2554 ภายหลังรถเบนซ์คันดังกล่าวจดทะเบียนเมื่อเดือน ก.ค. 2554

 

เบื้องหลังการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416974

เบื้องหลังการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19

โดย…สมาน สุดโต

การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ในอดีตราบรื่นไม่มีข้อกังขา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระเถระอาวุโสโดยพรรษา สละสิทธิในการเสนอชื่อเพื่อขอรับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ดังเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2532 ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงเล่าให้ฟังดังนี้

ร.อ.อดุลย์ รัตตานนท์ อดีตอธิบดีกรมการศาสนา เล่าเรื่องนี้ต่อหน้าพระพรหมเมธี (จำนงค์) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 4-5-6-7 (ธ) และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศ์ และ พัลลภ ไทยอารี เลขาธิการกิตติมศักดิ์ องค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) เมื่อค่ำวันที่ 25
ม.ค. 2559

การที่ ร.อ.อดุลย์ ยกประเด็นเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 มาพูดในที่ประชุมวงเล็กๆ ที่กุฏิวัดสัมพันธวงศ์ เนื่องจากไปอ่านข้อเขียนเรื่อง ปลดล็อก —สมเด็จพระสังฆราช โดย รุจิระ บุนนาค ในคอลัมน์โลกทัศน์ใหม่ แห่งหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงวันที่ 25 ม.ค. 2559 ซึ่งท่านอธิบดีอ่านแล้วอยากเขียนแก้เนื้อหาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ในพารากราฟก่อนสุดท้าย ที่เขียนว่า

ในคราวที่สมเด็จพระญาณสังวร ได้รับการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ในปี พ.ศ. 2532 ได้มีสมเด็จพระราชาคณะที่มีพรรษาสูงสุดในตอนนั้น ไม่ขอรับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระญาณสังวร จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 แทน

ข้อความที่ท่านอธิบดี ในวัย 86 ปี ต้องการแก้ไข คือ สมเด็จพระราชาคณะที่มีพรรษาสูงสุดในตอนนั้น ไม่ขอรับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งความเป็นจริงสมเด็จพระราชาคณะ มีลิขิตถึงอธิบดีกรมการศาสนาว่า ท่านขอสละสิทธิในการเสนอชื่อ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช (ย้ำ) ไม่ได้สละสิทธิตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช

ร.อ.อดุลย์ เล่าว่า ในชีวิตของท่านนั้นผ่านสมเด็จพระสังฆราชมา 6 องค์ เริ่มตั้งแต่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) วัดเบญจมบพิตร (องค์ที่ 14) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ (องค์ที่ 15) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (จวน) วัดมกุฏกษัตริยาราม (องค์ที่ 16) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (องค์ที่ 17) สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม (องค์ที่ 18) และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร (องค์ที่ 19)

ที่เกี่ยวข้องโดยตรงในฐานะอธิบดีกรมการศาสนา คือ การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ท่านอธิบดี เล่าว่า เมื่อพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 18 วันที่ 18 มี.ค. 2532 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องจัดเตรียมการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 (มาตรา 7) ที่บัญญัติว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชเท่านั้น

แสวง อุดมศรี เขียนเล่าในเรื่องคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ตอนหนึ่งว่า

สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19

ภายหลังจากพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสน์ วาสนมหาเถระ) เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2532 แล้ว บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่สนใจในเรื่องของคณะสงฆ์ก็เริ่มวิจารณ์กันอย่างลึกๆ ว่า สมเด็จพระราชาคณะรูปใดควรได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อไป

ดุสิต โสภิตชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.อุบลราชธานี พรรคกิจสังคม ได้เสนอความเห็นผ่านหนังสือพิมพ์มติชนรายวันพาดหัวข่าวหน้า 1 ด้วยอักษรตัวไม้ว่า “สงฆ์เคลื่อนไหวตั้งสังฆราช 2 องค์” ซึ่งมีรายละเอียดของข่าว โดยสรุปว่า

พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะอำเภอในภาคอีสานมีความเห็นสอดคล้องกันว่า สมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ควรเป็นพระเถระจากฝ่ายมหานิกาย เพื่อสลับกันกับพระเถระฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เพราะสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่แล้วเป็นพระเถระฝ่ายธรรมยุติกนิกาย

สมเด็จพระราชาคณะ ฝ่ายมหานิกาย 2 รูป ที่สมควรได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่มี 2 รูป คือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินฺธโร ป.ธ.9) วัดสามพระยา หรือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ ป.ธ.8) วัดมหาธาตุ ซึ่งเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา

สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร และพระเถระในฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ควรจะแสดงท่าทีสนับสนุนสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายมหานิกายเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ถ้าไม่อาจตกลงกันได้ก็ควรจะให้มีการเปิดซาวเสียงพระสงฆ์ทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง

หากมีการตั้งสมเด็จพระราชาคณะฝ่ายธรรมยุติกนิกายขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช โอกาสที่จะมีการตั้งสมเด็จพระสังฆราช 2 องค์ ก็มีอยู่สูงมาก เพราะความในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ตราไว้เพียงว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช” ไม่ได้ตราไว้ว่ากี่องค์หรือต้องสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เท่านั้น…

ส่วนมาตรา 10 เปิดช่องไว้ว่า ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ในตอนนั้นสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสโดยพรรษามี 2 รูป คือ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) อธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุที่ท่านเกิดวันที่ 8 พ.ย. 2446อุปสมบทวันที่ 18 มิ.ย. 2466

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) วัดสามพระยา เกิดวันที่ 20 มี.ค. 2448 อุปสมบทวันที่ 20 มิ.ย. 2469

และสมเด็จพระญาณสังวร เกิดวันที่ 3 ต.ค. 2456 อุปสมบท (แปลงจากมหานิกาย เป็นธรรมยุต) วันที่ 15 ก.พ. 2476

เมื่อนับอาวุโสโดยพรรษา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ) อาวุโสกว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) 3 พรรษา และสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) อาวุโสกว่าสมเด็จพระญาณสังวร 7 พรรษา

ถ้าดูตามนี้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ) ต้องได้รับการสถาปนา

ร.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ตอนนี้ตนทำเรื่องด้วยตนเอง และเป็นที่น่ายินดีที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) ท่านมีอุปนิสัยในการปรองดอง จึงมีลิขิตถึงอธิบดีกรมการศาสนา ลงวันที่ 20 มี.ค. 2532 ว่า ขอไม่รับการเสนอชื่อเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ขณะที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ) มีลิขิตลงวันที่ 21 มี.ค. 2532 ว่า ขอไม่รับการเสนอชื่อเป็นสมเด็จพระสังฆราชเช่นกัน เรื่องก็จบลงโดยดี สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 จึงตกแก่สมเด็จพระญาณสังวร ด้วยประการฉะนี้

การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 ใช้เวลาสั้นๆ จากวันพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชองค์ก่อน วันที่ 18 มี.ค. 2532-21 เม.ย. 2532 ก็มีพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19

การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ยังมีประเด็นให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมาก กาลเวลาจึงล่วงเลยมานาน นับแต่พระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราช วันที่ 16 ธ.ค. 2558 เพราะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย คัดค้านที่จะให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) ผู้อาวุโสโดยพรรษา และปฏิบัติหน้าที่ได้ ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช แม้ว่ามหาเถรสมาคมลงมติไปแล้ว เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2559 ก็ตาม

อดุลย์ พูดให้คิดว่า งานนี้ไม่มีปัญหา ถ้าทุกฝ่ายยึดกฎหมายเป็นหลัก

 

ชาวบ้านพึ่งใคร? “สิทธิชุมชน” หายไปในร่างรธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:14 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416818

ชาวบ้านพึ่งใคร? "สิทธิชุมชน" หายไปในร่างรธน.

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ภายหลังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสาระสำคัญหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือการตัดเนื้อหาเรื่อง “สิทธิชุมชน” ออกไปจากหมวดสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย

“สิทธิชุมชน” ได้รับการรับรองครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และได้รับการขยายความเพิ่มเติมให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในรัฐธรรมนูญปี 2550 ทว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ กลับไม่ปรากฏเนื้อหาเหล่านั้นแม้แต่น้อย

ท่ามกลางการเดินหน้าโครงการพัฒนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ การสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนพีดีพี 2015 หรือแม้แต่นโยบายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หมายมั่นปั้นมือ อย่างทวงคืนผืนป่า ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดผลกระทบกับชาวบ้านและชุมชนแทบทั้งสิ้น

คำถามคือ เมื่อรัฐธรรมนูญไม่รับรองสิทธิชุมชนแล้ว ชาวบ้านจะต่อสู้เพื่อพิทักษ์สิทธิอันพึงมีของ ตัวเองได้อย่างไร

ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาเรื่อง เมื่อสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญหายไป ชาวบ้านจะพึ่งพาใคร? เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา ฉายภาพร่างรัฐธรรมนูญที่ไร้หลักประกันในการรับรองสิทธิประชาชนและสิทธิชุมชน

ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน บอกว่า สิ่งที่น่าตกใจในร่างรัฐธรรมนูญคือการกำหนดให้ชุมชนต้องมีการขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน นั่นหมายความว่าชุมชนที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนจะไม่ได้รับการคุ้มครองใดๆ ซึ่งแตกต่างกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่ให้สิทธิชุมชนกับทุกชุมชนโดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดกลับไม่พบสาระสำคัญตามมาตรา 66 และ 67 เดิมเลย ชุมชนจะสามารถใช้สิทธิได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 43 ที่ระบุว่า บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิดำเนินการหรือร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐ ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ฯลฯ นั่นหมายความว่าชุมชนจะเป็นผู้ถูกปกครองตลอดเวลา ซึ่งแตกต่างกับที่รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่ให้สิทธิแก่ประชาชนและชุมชนเป็นหลัก ส่วนรัฐเป็นเพียงผู้ส่งเสริมเท่านั้น

“ก่อนจะดำเนินคดี ในฐานะทนายความเราต้องพิจารณาก่อนว่าเรามีสิทธิอะไร แล้วสิทธินั้นๆ ถูกละเมิดหรือไม่ คำถามคือเมื่อเราไม่มีสิทธิแล้ว เราจะเอาอะไรมาฟ้องคดี” ส.รัตนมณี ระบุ

นั่นเพราะร่างรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ให้เป็นหน้าที่รัฐในการจัดการสิ่งต่างๆ แทนที่จะให้เป็นสิทธิของชุมชน ที่ผ่านมาชาวบ้านอ้างสิทธิชุมชนเพื่อต่อสู้ เนื่องจากมองว่าสิ่งที่รัฐจัดการให้ไม่เพียงพอ ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐแล้ว แน่นอนว่าปัญหาย่อมต้องเกิดขึ้น

“ทุกวันนี้เราใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ซึ่งมาตรา 4 ได้พูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพ ฉะนั้นเราสามารถอ้างสิทธิตามมาตรา 4 ในการต่อสู้ได้ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หายไปแล้ว ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจะอ้างสิทธิอะไรในการต่อสู้” ส.รัตนมณี ระบุ

ดิเรก เหมนคร เครือข่ายประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (PERMATAMAS) กล่าวว่า แม้ชาวบ้านจะพยายามใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นโครงการโรงไฟฟ้าเทพา แต่ข้อเท็จจริงคือถูกกีดกันมาโดยตลอด ทั้งเวที ค.1 ค.2 และ ค.3 ที่เป็นไปอย่างเคลือบแคลง มีการแจกของกำนัลและนำประชาชนนอกพื้นที่มาร่วมเวที แต่กลับไม่เปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่างหรือชาวบ้านในพื้นที่เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น

“หากรัฐธรรมนูญในอนาคตไม่รับรองสิทธิชุมชน ชาวบ้านก็จะไม่เหลือช่องทางใดๆ ในการต่อสู้อีกเลย” ดิเรก ระบุ

ดิเรก ให้ภาพอีกว่า โรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์ ใหญ่ที่สุดในอาเซียนนั้น มีแผนก่อสร้างในพื้นที่ผังเมืองสีเขียวหรือเขตอนุรักษ์ ซึ่งเดิมทีกฎหมายผังเมืองไม่อนุญาตให้ก่อสร้างอุตสาหกรรมใดๆ ในพื้นที่สีเขียวเป็นอันขาด แต่เมื่อ คสช. มีคำสั่งที่ 3 และ 4 เรื่องปลดล็อกผังเมืองออกมา แน่นอนว่าชาวบ้านก็หมดช่องทางในการต่อสู้

สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรม สิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กฎหมายผังเมืองจะเป็นตัวกำหนดให้ประชาชนและชุมชนใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้ตาม เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และประชาชนสามารถคัดค้านได้ แต่ปัจจุบัน คสช.ได้ใช้อำนาจมาตรา 44 ยกเลิกผังเมืองในกิจการบางประเภทและในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งโรงไฟฟ้าเป็นหนึ่งในโครงการที่ได้รับการปลดล็อกผังเมืองด้วย

“คำสั่ง คสช.ได้ปลดล็อกผังเมืองกิจการโรงไฟฟ้า และก่อนหน้านี้กระทรวงทรัพย์ฯ ได้ออกประกาศยกเว้นการทำอีไอเอในโครงการโรงไฟฟ้าขยะไปแล้ว นั่นหมายความว่าขณะนี้สามารถสร้างโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ใดก็ได้ในประเทศไทย ไม่ต้องดูผังเมือง ไม่ต้องทำอีไอเอ ถามว่าเคยมีการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกันบ้างหรือไม่” สุภาภรณ์ ระบุ

สุภาภรณ์ กล่าวอีกว่า คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 3 และ 4 ถือเป็นคำสั่งที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นการทำลายคุณค่าและหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายผังเมืองที่กำหนดให้รัฐต้องรับฟังความคิดเห็นของการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินให้สอดคล้องกับเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการคุ้มครองรักษาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสวัสดิภาพของสังคมด้วย

ว่าที่ ร.ต.ทวีศักดิ์ อินกว่าง ตัวแทนชาวบ้าน ต.เชียงรากใหญ่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี บอกว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันผู้ที่ได้รับสิทธิก่อนก็คือเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำท้องถิ่น ต่อมาก็คือนายทุนที่มีสิทธิเลือกใช้พื้นที่ได้โดยไม่ต้องฟังเสียงจากชุมชน อย่างกรณีของโรงไฟฟ้าขยะเชียงรากใหญ่ ชาวบ้านในพื้นที่ก็ไม่ทราบว่ามีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อใด โดยผู้ที่เสนอโครงการก็คือผู้นำท้องถิ่นและก็ใช้ที่ประชุมสภาองค์การบริหารส่วนตำบลอนุมัติ

“ทุกวันนี้ผู้ที่ได้สิทธิการมีส่วนร่วมก่อนชุมชนก็คือนายทุน แม้ชุมชนจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแต่มักจะถูกละเมิดจากผู้นำของท้องถิ่นเอง เห็นได้จากกรณีเชียงรากใหญ่ แม้ประชาชนจะเข้าใจและเห็นด้วยที่จะจัดการขยะตามแผนแม่บท แต่กลับถูกกลุ่มทุนร่วมกับข้าราชการในการแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการโรงไฟฟ้าขยะ ทั้งๆ ที่เชียงรากใหญ่ มีปริมาณขยะน้อย แต่ก็ยังมีความพยายามจะสร้างโรงไฟฟ้าให้ได้” แกนนำชาวบ้านรายนี้ ระบุ

 

“พระพยอม”ชูปฏิรูปวงการสงฆ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 06:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416814

"พระพยอม"ชูปฏิรูปวงการสงฆ์

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ภาพกลุ่มพระสงฆ์ออกมาชุมนุมเรียกร้องจนนำไปสู่ความรุนแรง ส่งผลให้เกิดรอยด่างพร้อยในวงการผ้าเหลือง หลายฝ่ายมองว่าพระควรจะอยู่ในธรรมวินัย การออกมารวมตัวเช่นนี้อาจไม่เหมาะสม ขณะที่บางกลุ่มเห็นด้วยและสนับสนุนการออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้อง โดยอ้างว่าปกป้องพระพุทธศาสนาห้ามใครมาย่ำยี

พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว  กล่าวว่า  มีความหนักใจกับภาพพจน์ของพระสงฆ์ในขณะนี้ เพราะภาพที่ออกมาเสียหายทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน เนื่องจากมีพระสงฆ์ล็อกตัวเจ้าหน้าที่ทหารตรงนี้ไม่ทราบว่าเป็นพระจริงหรือพระปลอม นั่นถือเป็นด้านลบกับวงการสงฆ์ หากออกมาชุมนุมกันตามปกติก็ไม่มีปัญหาเกิดขึ้น

“พระพุทธเจ้าสรรเสริญคนที่ไม่ใช้ความรุนแรง สงสัยพระรูปนั้นไม่ได้ขออนุญาตพระพุทธเจ้าก่อน อาตมาจึงขอให้พระที่จะทำเช่นนั้นถามพระพุทธเจ้าก่อนว่า หากทำแบบนี้หรือล็อกตัวทหาร พระพุทธเจ้าจะว่าอย่างไร เชื่อว่าถ้าถามพระพุทธเจ้าสักนิดคงไม่เกิดภาพความเสียหายอย่างที่ผ่านมา” พระพยอม ระบุ

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นมาตลอดตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ายังอยู่  อย่างในอดีตพระพุทธเจ้าห้ามพระบางกลุ่มยังไม่เชื่อฟังเลย ตัวอย่างในเมืองโกสัมพีพระทะเลาะกัน พระพุทธเจ้าเข้าไปห้ามแต่พระพวกนั้นกลับสอนพระพุทธเจ้าว่า “ขอพระองค์อยู่ให้เป็นสุขเถอะ พวกเราจะทำกันให้เห็นดำเห็นแดง” จึงขอฝากชาวพุทธอย่าไปคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นล่าสุดนั้นเป็นการกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุและมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

สำหรับข้อเรียกร้องของพระบางกลุ่มที่ห้ามไม่ให้รัฐบาลมาก้าวก่ายในทางธรรมนั้น พระพยอม มองว่า เรื่องนี้ไม่สามารถเป็นไปได้ที่ศาสนาจะลอยตัวอยู่เป็นเอกเทศ หากรัฐบาลไม่อุ้มวงการศาสนา ไม่ทะนุบำรุง พระจะเอากำลังที่ไหนมาปกป้อง ดังนั้นจึงต้องมีบ้านเมืองค่อยอุปถัมภ์ ศาสนาลอยๆ ดูไม่มีผู้อุปถัมภ์ทะนุบำรุง จะอยู่ได้อย่างไร

“ตอนนี้อาจเรียกร้องไม่ต้องการให้รัฐมายุ่งเกี่ยวกับสงฆ์ แต่อีกระยะหนึ่งพอเกิดกรณีใหม่ขึ้นอาจจะขอให้รัฐช่วยอุปถัมภ์คุ้มครอง พอช่วงไหนที่เอาตัวไม่รอดก็จะเรียกร้องให้คุ้มครอง เป็นเรื่องธรรมดาแบบนี้ พระพุทธเจ้าเคยตรัสสอนไว้แล้ว แต่จู่ๆ จะมาถึงจุดยุติไม่เกี่ยวข้องรัฐโดยเหตุผลแค่นี้เป็นไปไม่ได้”

พระพยอม กล่าวว่า การปฏิรูปศาสนาต้องทำอยู่แล้ว ศาสนาก็อยู่ด้วยบ้านเมือง ถ้าบ้านเมืองอยากทำ มหาเถรสมาคม (มส.) จะไปคัดค้านได้หรือ  หากออกมาคัดค้านเชื่อว่าก็คงทำอะไรไม่ได้ เพราะคงต้องมีจุดจบวันหนึ่ง ในเมื่อภาพเหตุการณ์ความรุนแรง คือตัวเร่งเร้าที่ต้องทำให้เกิดการปฏิรูป แทนที่เขาจะไม่ต้องปฏิรูป เพราะถ้าไม่ปฏิรูปภาพแบบนี้ก็จะเกิดซ้ำซากอีก จะต้องทำกันอย่าไปวิตกกังวล

ตอนนี้อยู่ที่รัฐบาล ถ้าหากวางตัวและตัดสินไม่ดี หรือเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะเกิดความวุ่นวาย แล้วถ้าเข้าข้างฝ่ายหนึ่งแล้วไปกดขี่อีกฝ่ายอันนี้จะลำบาก รัฐต้องเชิญตัวแทนฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายต่อต้าน และฝ่ายกลางที่เป็นนักปราชญ์ทางศาสนา มาพูดคุยกัน แล้วรัฐบาลก็ออกมาชี้แจงกับประชาชนว่ารัฐบาลขอตัดสินใจแบบนี้ เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นแบบนี้ จึงต้องตัดสินใจแบบนี้ คิดว่าดีที่สุด เนื่องจากใครเป็นรัฐบาลก็ลำบากเมื่อเจอสภาพแบบนี้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“ประชาชนจะเห็นใจรัฐบาล ถ้ารัฐบาลวางตัวเป็น กลาง แล้วใช้นักปราชญ์ทางศาสนาเข้ามาช่วยคิด ช่วยชี้แจง ช่วยกันพูด  แล้วหากฝ่ายใดไม่ยอมรับก็จะเป็นผู้พ่ายแพ้ศรัทธาทางสังคม ส่วนฝ่ายที่ยอมรับถึงแม้จะแพ้แต่ก็ชนะใจประชาชนว่ารู้จักยอมหยุด”

นอกจากนี้ การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ที่ยังเป็นปัญหาอยู่นั้น พระพยอม กล่าวว่า อยากให้มองว่า ในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ไม่มีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชมาหลายปี ก็อยู่กันได้

“ขอให้คิดดูระหว่างความสงบกับการมีสังฆราช ถ้ามีสังฆราชแล้วสังคมไม่สงบ กับถ้าสังคมเกิดความสงบโดยที่ไม่มีการตั้งสังฆราช อย่างหลังก็น่าจะดีกว่า”

ด้าน ดนัย ปรีชาเพิ่มประสิทธิ์ ประธานโครงการปริญญาโท สาขาวิชาพุทธศาสนศึกษา ภาควิชาปรัชญา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า พระที่ออกมาชุมนุมนั้นมีความเก็บกดเนื่องจากเกิดความไม่เป็นธรรมในวงการสงฆ์ ทั้งนี้หากมองแค่มุมพระออกมาชุมนุมคงไม่เป็นธรรม เราต้องดูที่ข้อเรียกร้องว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ อย่างบางข้อที่ต้องการให้มีการตั้งพระสังฆราชองค์ใหม่ตรงนี้ควรทำตาม พ.ร.บ.สงฆ์

“กลับกันภาพที่ออกมานั้นถือว่าไม่เหมาะสมทั้งสองฝ่าย มุมที่ทหารทำกับพระก็ดูรุนแรงเหมือนกัน ส่วนเรื่องการปฏิรูปนั้นควรดำเนินการอยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมามีพระสงฆ์ออกมาชุมนุมทางการเมืองมากขึ้น ยังไงสังคมพระก็ต้องมีการพึ่งพารัฐ  ยกเว้นคณะสงฆ์จะปลดแอกตัวเองออกจากรัฐ รัฐก็เข้าไปแทรกแซงไม่ได้ แต่ในความจริงรัฐกับศาสนามีความสัมพันธ์มายาวนาน”

ผู้เชี่ยวชาญศาสนศึกษา กล่าวว่า  ถ้าเราเคารพกฎกติกาทุกเรื่องก็จะสงบ กรณีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ทางมหาเถรสมาคม (มส.) ได้ข้อสรุปแล้ว แต่ขณะนี้คนที่ตกลงกันไม่ได้คือคนนอกวงการ หรือเป็นลูกศิษย์ ที่ต่างฝ่ายก็เชียร์ฝั่งตัวเอง ซึ่งถ้าเราเคารพกฎก็ต้องว่ากันไปตามกฎ ส่วนความถูกใจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง  มิฉะนั้นบ้านเมืองเดินไปไม่ได้ ทั้งนี้พระสงฆ์ถือเป็นพลเมืองต้องอยู่ภายใต้กฎหมายจะยึดพระธรรมวินัยอย่างเดียวไม่ได้

 

“แสดงตัว แจ้งสังกัด สแกนคำถาม” สื่อทำเนียบอยู่ยากจริงไหม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 19:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416793

"แสดงตัว แจ้งสังกัด สแกนคำถาม" สื่อทำเนียบอยู่ยากจริงไหม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าจะมองเป็น “เรื่องปกติ” ก็ได้ หรือจะมองให้เป็นเรื่อง “ผิดปกติ” ก็อาจได้อีก สำหรับ การจัดระเบียบสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาล รอบล่าสุด

เมื่อสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกคำสั่ง  เรื่อง การปรับปรุงรูปแบบการสัมภาษณ์สื่อมวลชนในทำเนียบรัฐบาล  ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

คำสั่งดังกล่าวระบุถึงขั้นตอนการปฏิบัติของสื่อมวลชนว่า ให้กำหนดหัวข้อการให้สัมภาษณ์ โดยกำหนดประเด็น จำนวนคำถามในเรื่องหลักและเรื่องที่เป็นที่สนใจของสาธารณชน เพื่อการสัมภาษณ์ นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือผู้แทน ซึ่งการดำเนินการการกำหนดคำถามและสถานที่นั้นให้ผู้ช่วยโฆษกประสานงานกับสื่อมวลชน  โดยให้สื่อมวลชนดำเนินการให้ได้ข้อสรุปกันเอง จากนั้นให้นำเสนอคำถามต่อนายกรัฐมนตรี หรือผู้แทน

ให้เจ้าหน้าที่สำนักงานโฆษก จัดลำดับสื่อมวลชนในการสัมภาษณ์ แนวปฏิบัติ โดยให้สัมภาษณ์ผ่านไมโครโฟนที่จัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น  

สื่อมวลชนที่สัมภาษณ์นอกเหนือจากช่องทางที่กำหนดไว้จะไม่ได้รับคำตอบจากนายกรัฐมนตรีหรือผู้แทน ทั้งนี้เพื่อสร้างมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับกับสื่อมวลชนส่วนใหญ่

ตรวจสอบ พิสูจน์ทราบสื่อมวลชนที่เข้ามาในบริเวณทำเนียบรัฐบาลเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานที่

ทั้งนี้การปฏิบัติของสื่อมวลชนเพื่อเป็นการรักษามารยาทและการรับผิดชอบต่อประเด็นคำถาม ผู้สื่อข่าวต้องกล่าวแนะนำชื่อ และต้นสังกัด ให้ผู้รับการสัมภาษณ์ได้รับทราบก่อนเริ่มประเด็นคำถาม ข้อกำหนดดังกล่าวให้ให้ยึดถือและเริ่มปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 16 ก.พ. เป็นต้นไป

คำสั่งดังกล่าว มองแง่ดีเพื่อบริหารจัดการดูแลสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาลในการสัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำประเทศ รวมไปถึงบุคคลระดับรัฐมนตรีอื่นๆไม่ให้เกิดความวุ่นวายสับสน

อีกด้านเป็นธรรมดาที่จะมีคำถามว่า คำสั่งดังกล่าวสร้างความเข้มงวดกับสื่อเกินไปหรือไม่

เกินไปถึงขั้นทำให้มีคนคิดเลยเถิด  นี่คือสภาพของการจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน โดยเฉพาะนักประชาธิปไตยทั้งหลายจะตีความกันไปไกล  บ้างอ้างว่า นี่คือยุคเผด็จการ ต้องการจำกัดสิทธิทุกสาขาวิชาชีพ

ทั้งๆที่  ถ้าพิจารณาถึงรูปแบบการทำงานของสื่อแต่ละยุคสมัย  ก็มีข้อจำกัดคล้ายคลึงแตกต่างคละเคล้ากันไป  โดยเฉพาะยุคหลังๆ การเปิดกว้างให้สื่อได้เข้ามาปฏิบัติงานในสถานที่ราชการ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับแหล่งข่าว เหมือนอยู่ในบ้านเดียวกันจนมีความสบายตัว ทำให้ระบบระเบียบควบคุมดูแลหย่อนยาน  จนหลงลืมหลักปฏิบัติ การให้เกียรติสถานที่ การให้เกียรติบุคคลสาธารณะโดยผู้นั้นสวมหัวโขนในบทบาทผู้บริหารประเทศ

…………….

พฤติการณ์ของผู้นำบริหารชาติที่มีต่อคำถามสื่อ มักเกิดเป็นเส้นกราฟขึ้นๆลงๆทางอารมณ์ เช่น สมัยรัฐบาลนายสมัคร เคยปะทะคารมกับสื่อไปมา    หรือ รัฐบาลภายใต้การนำพ.ต.ท.ทักษิณ ใช้วิธีชูป้ายเตือนสื่อถามไม่สร้างสรรค์ โดยเลือกตอบกับสื่อที่ถูกทีมงานพรรคบริหารจัดการมาเป็นอย่างดี และเลี่ยงให้สัมภาษณ์สื่อที่ได้รับข้อมูลจากทีมงานว่าเป็นปฏิปักษ์รัฐบาล

ผู้นำบางรายใช้วิธีงดให้สัมภาษณ์สื่อก็มีมาแล้ว เช่น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงไม่แปลกนัก หากพฤติการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

วันไหนสื่อตั้งคำถามดี สร้างภาพบวกให้รัฐบาล นายกฯมีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ  ใส่มุกหยอดคำหวานกับสื่ออย่างเป็นมิตร  แต่วันใดสถานการณ์ทางการเมืองวุ่นวาย ผสมโรงสื่อยิงคำถามดุเดือดเลือดพล่านก็ยิ่งจุดปรอทแตก  ถึงขั้น ชี้หน้ามองสื่อเป็นศัตรูกันไปเลย แต่สุดท้ายทั้งนายกฯและสื่อก็ยังคงปฏิบัติงานร่วมกัน

ว่าไปแล้วการจัดระเบียบสื่อ อาจไม่โหดร้ายจนเกินไปทำให้สื่อทำงานลำบากขึ้น  ยิ่งเทียบกับการทำงานสื่อในอดีตลำบากกว่านี้หลายเท่า เช่นสมัยรัฐบาลเผด็จการยุคก่อนๆ ที่ให้สื่อทำงานอยู่นอกทำเนียบรัฐบาล อยากให้สัมภาษณ์ก็เชิญสื่อเข้ามาตามคำสั่ง

…………….

มูลเหตุจัดระเบียบสื่อ

อะไรคือมูลเหตุ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจจัดแถวสื่อทำเนียบรัฐบาล

ย้อนดูเหตุการณ์ความสัมพันธ์สื่อกับนายกฯ   เคยพูดตัดพ้อน้อยใจกับสื่อมวลชน ตอนหนึ่งว่า “คุณไม่เชื่อมั่นว่าผมทำเพื่ออะไร คุณไม่ไว้ใจผมเลย ทั้งที่ผมอยู่กับพวกท่านมา 2 ปี แล้วคุณไม่คิดว่าผมทำอะไรบ้างเลยหรืออย่างไร คุณไว้ใจคนอื่นหมดทุกคน แต่ไม่ไว้ใจผม…ผมมันไร้ค่า” 2 ก.พ. 2559

4 ก.พ. นายกฯได้ฝาก พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชนและประชาชน จากกรณีให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่า “เพราะต้องแบกภาระและหน้าที่ที่หนักทำให้อารมณ์หงุดหงิด และได้รับแรงกดดันจากหลายฝ่าย อีกทั้งอารมณ์ขึ้นจากปมคำถามซ้ำซาก”

กระทั่ง ไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้ โพสต์เฟซบุ๊คพาดพิงการทำหน้าที่ของสื่อ เมื่อวันที่  5 ก.พ. ที่ผ่านมาตอนหนึ่งว่า “บุคคลที่ทีมประชาสัมพันธ์นายกฯตู่ต้องรู้จักให้มากขึ้น ทุกเช้าจะมีสตรี 2 คน คนหนึ่งแก่หนังเหี่ยว อีกคนไม่แก่เท่าไร จะไปแจกหมาก “ผู้สื่อข่าวทำเนียบ” ซักซ้อมแนวการถามนายกฯตู่เรียกว่าวางธงให้เสียอาการทุกวัน บุคคลนี้ไม่ต้องการข่าวแต่ต้องการทำลายภาพลักษณ์กันเท่านั้น แล้วให้ช่างกล้องเตรียมถ่ายอาการนายกฯตู่ในมุมที่แย่ๆ อย่างนี้ถ้ายังคิดว่าเป็นสื่อ ก็จะเหมือนกับวัวที่คิดว่าปิรันย่าเป็นปลาหมอ แล้วประมาทลงเดินข้ามน้ำนั่นแหละ”

วันที่ 10 ก.พ. พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบายกับสื่อมวลชนต่อท่าทีของนายกฯว่า “การที่นายกฯให้สัมภาษณ์หรือคุยกับสื่อน้อยลง ไม่ใช่เพราะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า ต่อไปจะตอบคำถามเพียงบางเรื่องที่มีสาระประโยชน์ มีความสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ลดความขัดแย้งเท่านั้น ยอมรับมีความเป็นห่วงในเรื่องของการสร้างความรับรู้ ความเข้าใจของประชาชนในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงการแก้ปัญหาต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนด้วย เพราะถูกบิดเบือน เบี่ยงประเด็นไปในทางหวังผลประโยชน์ทางการเมืองกันมากเกินไป”

นี่อาจเป็นมูลเหตุนำไปสู่การจัดระเบียบสื่อทำเนียบรัฐบาล

…………….

นักวิชาการด้านสื่อมวลชนต่างให้ความเห็นสอดคล้องกันว่า เป็นเรื่องปกติสามารถทำได้บ้าง และเป็นวิธีการปฏิบัติการทำงานของสื่อตามหลักสากลอยู่แล้ว แต่สุดท้ายการทำงานต้องอยู่ทั้ง 2 ฝ่ายคือ สื่อมวลชนทำหน้าที่ตั้งคำถามหาข้อเท็จจริงและผู้ที่มีหน้าที่ในการชี้แจงข้อเท็จจริงและทำความเข้าใจ

ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การตั้งข้อปฏิบัติโดยให้สื่อมวลชน ระบุชื่อ นามสกุล และต้นสังกัด นั้นเป็นที่ถูกต้องแล้วและควรจะทำ  เพราะการแสดงตัวตนของผู้ถามนั้น ไม่ใช่เป็นมารยาทในการทำงานของสื่อมวลชนเอง แต่รวมถึงมารยาทการสอบถามในที่สาธารณะทั่วไปที่ควรจะมีการชี้แจงและแนะนำตนเอง และสังกัด ซึ่งจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อคนที่ถามคำถามนั้น

ส่วนประเด็นที่จำกัดข้อคำถามของสื่อมวลชน 4 คำถาม มองเป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถทำได้ หากดูการทำงานของสื่อต่างประเทศเอง อย่างเช่นที่สภาคองเกรส สหรัฐอเมริกา การให้สัมภาษณ์ของผู้นำประเทศจะไม่เปิดให้สื่อมวลชนได้สอบถามกันทุกวัน และทุกประเด็น เขาจะจัดให้สัมภาษณ์ในช่วงเวลาที่เหมาะสม และให้สอบถามต่อประเด็นที่สำคัญในช่วงสถานการณ์นั้นๆ เนื่องจากว่าประเด็นต่างๆจะมีเป็นหน้าที่ของโฆษกแต่ละกระทรวงหรือแต่ละหน่วยงานทำหน้าที่ในการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงอยู่แล้ว

“การถามนายกฯนั้นมีความจำเป็นก็จริง แต่ไม่จำเป็นต้องถามตลอดเวลา และถามในทุกประเด็น ควรถามเฉพาะประเด็นสำคัญและในช่วงเวลาที่เหมาะสม อีกทั้งการติดตามภารกิจนายกฯไปทุกที่ตลอดเวลาไม่ได้มีความคืบหน้าของข่าวมากขึ้น ในทางกลับกันนักข่าวควรใช้เวลาหันมาทำเชิงสืบสวนมากขึ้น เพราะข่าวสืบสวนมักจะไม่ได้ออกมาจากปากโดยตรงของผู้บริหารประเทศ แต่มาจากการสืบค้นข้อมูลข้อเท็จจริงมาประกอบ โดยคำพูดของผู้นำมาประกอบข่าวเท่านั้น อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้นำประเทศเองก็ควรจะต้องระมัดระวังเรื่องอารมณ์ และคำพูดในการชี้แจงข้อเท็จจริง โดยนักข่าวเองต้องตั้งคำถามที่เหมาะสมด้วย ”ดร.มานะกล่าว

ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล นักวิชาการด้านสื่อมวลชน กล่าวว่า การลุกขึ้นถามของสื่อมวลชนแล้วต้องบอกชื่อ นามสกุล และต้นสกัด คือวัฒนธรรมที่ดีที่ที่ไหนในโลกเขาก็ทำกัน ดังนั้นเราก็ควรจะทำ เพราะจะได้รู้ว่าเราเป็นสื่อในสังกัดไหนอย่างไร อีกทั้งจะได้เป็นเกียรติของสำนักพิมพ์ของเรา เมื่อสื่ออื่นเอาไปอ้างก็เป็นเรื่องที่ควรทำ ที่สำคัญที่สุดคือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อคำถามนั้น

การตั้งเงื่อนไขมากำหนดจำนวนคำถามไม่ควรทำ ทำไม่ได้ และสื่อมวลชนเองไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม เพราะสื่อมวลชนต้องทำตามหน้าที่

แต่ในส่วนของผู้ตอบคำถาม ซึ่งนายกรัฐมนตรีเองซึ่งถือว่าเป็นนักการเมือง ควรที่จะเรียนรู้ในการตอบคำถาม และไม่ตอบคำถามได้ ไม่ใช่มาตั้งคำถามย้อน หรือย้อนกลับมาต่อว่าสื่อมวลชน ดังนั้นต้องรู้จักเรียบเรียงการพูดให้ได้คำตอบที่ฉะฉาน ให้เกิดความเข้าใจที่ที่ดีในการสื่อสารและชัดเจน

 

จับตาเครือข่ายสงฆ์เคลื่อนไหวใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416575

จับตาเครือข่ายสงฆ์เคลื่อนไหวใหญ่

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

การรวมตัวของเครือข่ายพระสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท ซึ่งชุมนุมกันที่พุทธมณฑล เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา อาจเป็นการส่งสัญญาณครั้งแรกของเครือข่ายสงฆ์ต่อคดีสำคัญ 2 คดี ประกอบด้วยคดีการครอบครองรถหรูผิดกฎหมายของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ซึ่งพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย อาจตกเป็นผู้ต้องหาฐานความผิดฟอกเงิน หรือรับของ โจร ฐานรับเช็คเงินสดจากศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ

ในข้อเสนอ 5 ข้อ ที่เครือข่ายสงฆ์ยื่นให้กับรัฐบาลนั้นมี 3 ข้อที่เกี่ยวโยงกับ 2 คดีดังกล่าว ประกอบด้วย ห้ามหน่วยงานภาครัฐเข้ามาก้าวก่ายเรื่องทางสงฆ์ อีกข้อหนึ่งคือ ขอให้รัฐบาลยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติอันดีงามที่กระทำสืบกันมา คือการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการปกครองคณะสงฆ์ ทางรัฐบาลจะต้องปรึกษาและได้รับความเห็นชอบจาก มส.ก่อน และอีกข้อเสนอคือ ขอให้นายกฯ ยึดถือดำเนินการตามมติ มส.ที่มีการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า วงการสงฆ์ได้กล่าวถึงแผนการถ่วงรั้งการเสนอทูลเกล้าฯ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยแก๊ง 3 พ. โจมตีเรื่องรถหรูที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำ เพื่อให้สมเด็จช่วงมัวหมอง เจตนาของกลุ่มนี้ต้องการล้มการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช และเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปการปกครองของคณะสงฆ์ไทย โดยการเลิกสมณศักดิ์ เพื่อทำให้พระเท่ากันหมด ถ้ารัฐบาลไม่พยายามกระทำการใดๆ แล้ว ขอเตือนไว้ก่อนว่าเหตุการณ์ที่พุทธมณฑลยังไม่ใช่ของจริง ส่วนของจริงจะมหึมา

“การแสดงสังฆมติเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่พุทธมณฑล เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ถ้าเหตุการณ์ไม่เป็นตามหลักกฎหมายและความเป็นจริงนั้น อย่าคิดว่าจะหยุดอะไรได้ง่ายๆ อีก”

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็เปิดเผยว่า กำลังตรวจสอบการชุมนุมของกลุ่มเครือข่ายคณะสงฆ์และองค์กรภาคีพุทธบริษัท 4 อาจมีการเมืองระดับประเทศอยู่เบื้องหลัง แต่หากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ตำรวจก็ต้องดำเนินคดีโดยไม่หนักใจ

“ตำรวจมีมาตรการดูแลความปลอดภัย หากคณะสงฆ์กลุ่มนี้จะออกมาเคลื่อนไหวอีก ขณะเดียวกันก็มีมาตรการป้องกันไม่ให้กลุ่มบุคคลหรือกลุ่มคณะสงฆ์อื่นที่มีความเห็นต่างจะออกมาเคลื่อนไหวเผชิญหน้ากัน”ผบ.ตร.กล่าว

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยืนยันว่า ในวันที่ 18 ก.พ.นี้จะแถลงชี้แจงรายละเอียดของทั้งสองคดี

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ที่ประชุมร่วมคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอร่วมกับพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ คดีการยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ เฉพาะในส่วน ที่ปรากฏหลักฐานการเซ็นเช็คบริจาคเงินของศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ ให้กับวัดพระธรรมกาย พระธัมมชโย และเครือข่ายพระสงฆ์วัดพระธรรมกายสาขาต่างๆ วงเงิน 2,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายเช็คให้โดยไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ขั้นตอนต่อไปเป็นการทยอยเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้ารับทราบข้อกล่าวหารับของโจร

ด้าน พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ก็ยืนยันหนักแน่นว่า การสอบสวนของดีเอสไอเป็นผลสืบเนื่องมาจากคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ไม่ใช่การตรวจสอบวัดพระธรรมกาย ไม่ใช่เรื่องของวัด แต่เป็นการตรวจสอบการทำผิดของบุคคลและกลุ่มบุคคล ไม่ใช่เรื่องศาสนจักรที่เอามาพูดกัน

“ดีเอสไอทำคดีตามหน้าที่ไม่ว่าสงฆ์หรือฆราวาส ล้วนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ข้อเรียกร้องที่เสนอมาไม่มีอะไรที่จะมากดดันการทำงานของดีเอสไอได้ ใครที่ยื่นเงื่อนไขแบบนี้เข้ามาขอสังคมมาช่วยดูว่าใครเป็นฝ่ายกดดันใครกันแน่” รมว.ยุติธรรม กล่าว

ขณะที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก็กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ข้อเสนอที่ไม่ให้รัฐบาลยุ่งเกี่ยวกับกิจการของสงฆ์ รวมถึงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช กฎหมายให้รัฐบาลเข้าไปเกี่ยว แต่ไม่ได้แทรกแซง หักล้าง ถึงจะทำก็ทำไม่ได้ แต่รัฐบาลต้องเกี่ยวข้อง เพราะไม่ว่าจะตั้งพระครู เจ้าคุณ หรือสมเด็จพระสังฆราช รัฐบาลต้องนำเรื่องกราบบังคมทูล และนายกรัฐมนตรีต้องรับสนองพระราชโองการ

หลังจากนี้ไป ต้องจับตาท่าทีความเคลื่อนไหวของเครือข่ายสงฆ์อย่างใกล้ชิด

 

พายุดิจิทัลทำตลาดแรงงานเปลี่ยน คาดอาชีพปัจจุบันหาย 65%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416129

พายุดิจิทัลทำตลาดแรงงานเปลี่ยน คาดอาชีพปัจจุบันหาย 65%

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

จากข้อมูลเมื่อเดือน ส.ค. 2558 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ว่างงานมากถึง 3.8 แสนคน จากผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 38 ล้านคน หรือคิดเป็นอัตราการว่างงาน 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แบ่งอัตราผู้ว่างงานเป็นแต่ละประเภทตามระดับการศึกษาเป็นตัวเลขสะสมตามลำดับ คือ ระดับอุดมศึกษาหรือจบจากมหาวิทยาลัย 1.57 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.6 หมื่นคน

ขณะที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เคยออกมาระบุตัวเลขประมาณการจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ ระดับปริญญาตรี ระหว่างปี 2550-2559 คาดว่าจะมีปีละ 5 แสนคน และในช่วงเดียวกันมีบัณฑิตระดับปริญญาตรีจบใหม่ปีละประมาณ 3-4 แสนกว่าคน จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระดับปริญญาตรีมีผู้สำเร็จการศึกษาประมาณ 1.5 แสนคน ปริญญาโท 2.2 หมื่นคน และปริญญาเอก 244 คน

ตัวเลขคาดการณ์แรงงานในปี 2555-2559 ระบุว่า มีความต้องการแรงงานระดับอุดมศึกษาประมาณ 1.45 แสนคน/ปี โดยนักศึกษาที่กำลังจะพ้นรั้วมหาวิทยาลัยออกมา ไม่สามารถที่จะเลี่ยงการแข่งขันในตลาดแรงงาน ที่หากพ่ายแพ้ก็ต้องก้มหน้ารับสภาพตกงานไปได้

ไกรยศ ภัทราวาส ผู้เชี่ยวชาญนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวว่า ทิศทางการเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานโลก ชัดเจนว่าทุกประเทศกำลังเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนและระบบเศรษฐกิจ เพื่อรองรับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

การปฏิวัติดังกล่าวเกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 5 ด้านที่จะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางตลาดแรงงานในอนาคตปัญญาประดิษฐ์ พันธุวิศวกรรม นาโนเทคโนโลยี การพิมพ์สามมิติ และไบโอเทคโนโลยี ส่งผลต่อการผลิตและการจ้างงานในอัตราเร่งที่น่ากังวลอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่า อาชีพที่มีอยู่ในปัจจุบันจะหายไปถึง 65%

ไกรยศ กล่าวว่า รายงานของเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยสัมภาษณ์นายจ้างที่มีลูกจ้างรวม 13.5 ล้านคน พบว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรมรอบใหม่จะมีทั้งคุณและโทษต่อตลาดแรงงาน เพราะนอกจากจะสร้างโอกาสการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังเปลี่ยนวิธีทำงานและทำลายตำแหน่งงานจำนวนมาก

“ที่เห็นชัดที่สุด คือ บริษัทมหาชนขนาดใหญ่ที่สุด 500 อันดับแรกของสหรัฐอเมริกามากกว่าครึ่งหายไปจากการจัดอันดับภายในทศวรรษเดียว เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีใหม่แทนที่มนุษย์ ทำให้เลิกจ้างงาน รวมทั้งผู้ประกอบการที่ปรับตัวไม่ทัน ต้องปิดกิจการลงเป็นจำนวนมาก” ไกรยศ กล่าว

ส่วนสาขาที่มีโอกาสตกงานสูง รวมถึงอัตราจ้างงานจะถดถอยลงในอีก 4 ปีข้างหน้า คือ พนักงานออฟฟิศและแอดมิน เนื่องจากการทดแทนของเทคโนโลยี รวมถึงงานภาคการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม โดยเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนภาคการก่อสร้าง งานขุดเจาะ เนื่องจากเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากกว่า

ขณะเดียวกัน สาขาที่มีอนาคตสดใส คือ อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์และนักวิเคราะห์ข้อมูล เนื่องจากการเติบโตของเมืองขนาดใหญ่อย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องมีการคิดคำนวณรองรับ

นอกจากนี้ ตลาดแรงงานของผู้ที่เรียนจบอุดมศึกษาในอนาคตยังมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการว่างงานชั่วคราวที่เกิดขึ้นจากความต่างกันระหว่าง “การผลิตบัณฑิตของระบบการศึกษา” และ “ความต้องการของตลาดแรงงาน”

ไกรยศ กล่าวว่า หลายสถาบันไม่กล้าปิดสาขาที่เรียนไปแล้วไม่มีงานทำ ขณะที่บางสาขาที่ตอบโจทย์อนาคตกลับไม่มีบุคลากรสอน ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ เด็กจบปริญญาตรีมีอัตราว่างงานมากที่สุด และจำนวนมากต้องยอมทำงานที่มีเงินเดือนต่ำกว่าวุฒิการศึกษา

หากปรับตัวไม่ได้ ผลกระทบที่ตามมา ก็เช่น แม้รัฐบาลจะเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ อัตราเก็บภาษีที่ดึงดูด แต่ก็ไม่มีใครกล้ามาลงทุน เพราะไม่มีแรงงานตามที่ต้องการ และสามารถหาตลาดแรงงานที่ตอบโจทย์กว่า เพราะมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย มีแผนแม่บทผลิตกำลังคนที่ปรับตัวรองรับอนาคตมาแล้วนับสิบปี

วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า บุคลากรที่ตลาดแรงงานยุคใหม่ต้องการ นอกเหนือจากความรู้ ต้องมีคุณสมบัติด้านทักษะการแก้ไขปัญหาซับซ้อน การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การจัดการบุคคล การทำงานร่วมกัน ความฉลาดทางอารมณ์ รู้จักประเมินและการตัดสินใจ มีใจรักบริการ การเจรจาต่อรอง และความยืดหยุ่นทางความคิด ที่ไม่สามารถสอนได้ ต้องกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมที่นักศึกษาทำร่วมกัน

“มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังถ่ายทอดทักษะที่กล่าวมาด้วยวิธีการสอนอยู่ ยังไม่สามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ การสอนแบบเดิมๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการสอนให้นำไปสู่การปฏิบัติแบบแอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง เด็กที่จบมาจึงตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ไม่ได้” วรากรณ์ กล่าว

 

วิบากกรรมวัดพระธรรมกาย ธัมมชโย และ มส.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:45 น. …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416106

วิบากกรรมวัดพระธรรมกาย ธัมมชโย และ มส.

โดย…สมาน สุดโต

วัดพระธรรมกายเป็นวัดในประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2513 สังกัดมหานิกายแห่งคณะสงฆ์ไทย ตั้งอยู่ ณ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ปัจจุบันมีพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งก็เป็นผู้ริเริ่มการก่อตั้งร่วมกับท่านทัตตชีโว ภิกขุ (เผด็จ) หรือพระราชภาวนาจารย์ รองเจ้าอาวาส

ตั้งแต่เริ่มเป็นวัดก็มีเรื่องให้พูดตามหน้าสื่อมวลชนทั้งทางบวกและลบ ขณะที่มวลสาวกก็เพิ่มขึ้นสวนทางกับปัญหาที่ปรากฏตามสื่อทั่วไป

ปัญหาที่อยู่ในความสนใจของสังคม คือ ลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ระบุโทษเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย คือ พระธัมมชโย ว่าต้องอาบัติปาราชิก เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2542 ถึงปัจจุบันก็มีมวลชนนำเรื่องนี้มาให้เป็นภาระมหาเถรสมาคม (มส.) จนกระทั่งรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ชยพล พงษ์สีดา บอกว่า เรื่องจบไปตั้งแต่ปี 2549 มส.จะไม่หยิบยกมารื้อฟื้นอีก และที่จบตอนนั้น พระธัมมชโย ยังบริสุทธิ์ (ยกประโยชน์ให้จำเลย)

เมื่อ มส.ไม่ชี้ขาดว่าเป็นปาราชิกตามพระลิขิต สังคมก็ตราหน้าองค์กรสงฆ์นี้ว่าอุ้มพระธัมมชโย และชี้ว่าองค์กรและกรรมการมีความผิดที่เป็นเจ้าพนักงานละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่

มส.ไม่เป็นนิติบุคคล

ผู้ที่ต่อต้านจะคิดหาวิธีจัดการ มส.อย่างไรก็แล้วแต่ ข้อเท็จจริงมีว่า มส.ไม่ใช่นิติบุคคล และกรรมการ มส.ก็ไม่ใช่พระสังฆาธิการ การที่จะเอากฎหมายข้อไหนมาเล่นงานให้สะใจได้คงใช้เวลา แต่คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงคนจ้องทำร้าย ต้องพยายามหาช่องโหว่ให้ได้ก็แล้วกัน

อย่างไรก็ตาม เพื่อมองให้เห็นภาพว่าเหตุเกิดกับวัดพระธรรมกายที่กลายเป็นเรื่องระดับชาติ (หรือระดับโลก) มาอย่างไรไปอย่างไร ผมจึงประมวลเหตุการณ์ที่ แสวง อุดมศรี เขียนไว้ในรื้อฟื้นนิคหกรรมเพื่อใคร (พิมพ์เมื่อเดือน ก.ค. 2543) และข้อมูลที่ผู้ตรวจการแผ่นดินลงวันที่ 20 ก.ค. 2558 แจ้งผลวินิจฉัยของผู้ตรวจเงินแผ่นดินให้ วิรังรอง ทัพพะรังสี ที่มีหนังสือร้องเรียนวันที่ 25 ก.พ. 2558 และวันที่ 18 มี.ค. 2558 มาสรุปแบบกาลานุกรม (ตามประสาของผม) ดังนี้

กาลานุกรม

วันที่ 30 พ.ย. 2541 พิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมการศาสนา ในฐานะเลขาธิการ มส. ประมวลเรื่องวัดพระธรรมกาย เสนอที่ประชุม มส.ครั้งที่ 32/2541 ในประเด็นหารือ 4 เรื่อง

1.การก่อสร้างศาสนสถานใหญ่โต

2.การประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง

3.การกล่าวอวดอ้างถึงอภินิหารของหลวงพ่อสด

4.การรวบรวมเงินบริจาคจำนวนมาก

มติ มส.427/2541 เรื่องวัดพระธรรมกาย ให้เจ้าคณะภาค 1 พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร) วัดยานนาวา ไปดำเนินการตามที่เห็นสมควรแล้วเสนอ มส.ผ่านเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม)

เจ้าคณะภาค 1 เข้าวัดพระธรรมกายเพื่อดูข้อเท็จจริงโดยมิได้นัดหมายก่อน จากนั้นจึงสอบข้อเท็จจริงกับพระธัมมชโยและพระทัตตชีโว ใช้เวลาประมาณครึ่งวันและจัดเตรียมข้อมูลเสนอ มส.

ในขณะนั้นมีเรื่องวัดพระธรรมกายเข้ามาอีก 2 เรื่อง คือ

1.อาคม เอ่งฉ้วน (รมช.ศึกษาฯ) แต่งตั้งคณะกรรมการการศึกษากรณีวัดพระธรรมกายและให้กรมการศาสนาเสนอต่อที่ประชุม มส.

มส.ให้นำเรื่องกระทรวงศึกษาธิการรวมกับการศึกษาของเจ้าคณะภาค 1 เพื่อสะดวกในการพิจารณา

2.สมเด็จพระสังฆราช มีพระบัญชาให้กรมการศาสนาสรุปประเด็นวัดพระธรรมกายที่คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ สภาผู้แทนราษฎร เสนอ ผ่านพระองค์ (สมเด็จพระสังฆราช) เข้าสู่ที่ประชุม มส.9/2542 ในวันที่ 5 มี.ค. 2542

มส.ให้นำไปรวมกับเอกสารของเจ้าคณะภาค 1 และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาร่วมกัน

วันที่ 9 มี.ค. 2542 เจ้าคณะภาค 1 จึงเสนอรายงานวัดพระธรรมกายต่อเจ้าคณะใหญ่หนกลาง (สมเด็จพระมหาธีราจารย์) เพื่อพิจารณา

เจ้าคณะใหญ่หนกลางให้อธิบดีกรมการศาสนาเสนอ มส.เพื่อพิจารณาวันที่  10 มี.ค. 2542

รายงานของพระพรหมโมลี สรุปให้วัดพระธรรมกายดำเนินการ 4 ประเด็น

1.ให้วัดพระธรรมกายเปิดการสอนพระอภิธรรม เพื่อให้มีศักยภาพในด้านการศึกษาขั้นสูงสุดทางด้านปริยัติและคันถธุระ

2.แนะให้ปฏิบัติบำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน

3.แนะให้สำรวมระวังในพระธรรมวินัย

4.ให้วัดพระธรรมกายปฏิบัติตามกฎ มส. ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ ประกาศ พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช อย่างเคร่งครัด

การประชุม มส.วันที่ 22 มี.ค. 2542 มี มส.14 รูปประชุม เลขาธิการ มส.แจ้งว่า เรื่องวัดพระธรรมกายเข้า มส.4 ครั้งแล้ว คือ

(1) 30 พ.ย. 2541 (2) 24 ก.พ. 2542  (3) 5 มี.ค. 2542 และ (4) 11 มี.ค. 2542

การประชุม มส.วันที่ 22 มี.ค. 2542 สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องที่เจ้าคณะภาค 1 (พระพรหมโมลี) ดำเนินการเรื่องวัดพระธรรมกาย

ที่ประชุมมีมติว่า ที่เจ้าคณะภาค 1 ดำเนินการนั้นชอบแล้ว เป็นอันว่าเรื่องวัดพระธรรมกายจบตามมติ มส.101/1/2542

อนึ่ง ในขณะที่ประชุม มส. พิจารณาเรื่องวัดพระธรรมกาย ในวันที่ 12 มี.ค. 2542 สมเด็จพระสังฆราชซึ่งเป็นประธานในที่ประชุม ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่ง มีข้อความยาว 6 บรรทัด ให้สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) อ่านในที่ประชุม มส.

เมื่อสมเด็จพระพุฒาจารย์อ่านจบก็มอบให้ พิภพ กาญจนะ อธิบดีกรมการศาสนา

พระราชรัตนมงคล ผู้ปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ สมเด็จพระสังฆราช มีหนังสือที่ พ.258/2542 ลงวันที่ 29 เม.ย. 2542 ให้กรมการศาสนาเผยแผ่พระดำริของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งลงพระนามวันที่ 26 เม.ย. 2542

อธิบดีกรมการศาสนา นำพระดำริของสมเด็จพระสังฆราช 6 ฉบับเสนอ มส. การประชุมครั้งที่ 16/2542 วันที่ 10 พ.ค. 2542

ที่ประชุม มส.มีมติ 193/2542 เรื่องพระดำริสมเด็จพระสังฆราช โดย มส.มีมติสนองพระดำริมาโดยตลอด แต่ให้ชอบด้วยกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎ มส.

วันที่ 25 พ.ค. 2542 มาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนา สมพร เทพสิทธา นายกยุวพุทธิกสมาคมฯ ยื่นเรื่องถึงเจ้าคณะจังหวัด (จจ.) ปทุมธานี กล่าวหาพระธัมมชโย 3 ประเด็น

1.สอนผิด บิดเบือน ลบล้างคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา

2.อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน

3.ทำความผิดลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกง และหลอกลวงประชาชน

วันที่ 26 ก.ค. 2542 พระสุเมธาภรณ์ จจ.ปทุมธานี ในฐานะพระภิกษุผู้พิจารณา (ผู้พิพากษาเวรชี้) มีคำสั่งรับคำกล่าวหาของ มาณพ และ สมพร และแจ้งพระธัมมชโยให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 6 ส.ค. 2542 เวลา 14.00 น. ณ วัดมูลจินดาราม อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี

แต่พระธัมมชโยและพระทัตตชีโว มีหนังสือทัดทานคำสั่งรับคำกล่าวหานิคหกรรมของมาณพ และสมพร ว่าไม่ชอบตามความในข้อ 15 วรรค 2 แห่งกฎ มส.ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2521) ว่าด้วยการลงนิคหกรรม

เมื่อได้รับหนังสือทัดทาน พระสุเมธาภรณ์ จึงนำความปรึกษาพระพรหมโมลี (วิลาส) เจ้าคณะภาค 1 ในฐานะหัวหน้าคณะผู้พิจารณาชั้นต้น เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2542

ที่ประชุม (เจ้าคณะจังหวัดและเจ้าคณะภาค 1) จึงลงมติว่าคำทัดทานของพระธัมมชโย และพระทัตตชีโว ฟังขึ้น จึงมีหนังสือวันที่ 13 ส.ค. 2542 ขอยกเลิกคำสั่งรับคำกล่าวหา ของ มาณพ ลงวันที่ 26 ก.ค. 2542 เพราะต้องปฏิบัติตามกฎ มส.โดยเคร่งครัด

แต่มาณพและสมพรปฏิเสธที่จะรับทราบคำสั่งดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่าคฤหัสถ์มีสิทธิกล่าวหาพระได้

ต่อมามีการฟ้องพระธัมมชโยในคดีอาญา ไพบูลย์ เสียงก้อง รักษาการอธิบดีกรมการศาสนา ทำหนังสือถึงเจ้าคณะตำบล (จต.) คลองหนึ่ง (พระครูปทุมกิจโกศล) ให้สั่งพัก พระราชภาวนาวิสุทธิ์ จากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดแก่วัด เพราะพระราชภาวนาวิสุทธิ์ถูกฟ้องคดีอาญา

ในความผิดฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2542

แต่พระครูปทุมกิจโกศลไม่ยอมทำตาม จึงมีการกดดันโดยวิธีต่างๆ ในที่สุด วันที่ 12 พ.ย. 2542 เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี จึงมีคำสั่งปลดพระครูปทุมกิจโกศล ออกจาก จต.คลองหนึ่ง และได้ตั้งพระปริยัติวโรปการ (สมศักดิ์) วัดเขียนเขต เป็นผู้รักษาการ จต.คลองหนึ่ง เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2542

ระเบิดลงวัดชนะสงคราม

การปลดพระครูปทุมกิจโกศล จาก จต.คลองหนึ่ง ทำให้ประชาชน 1,000 คน ไม่พอใจจึงมาชุมนุมในวัดชนะสงคราม เรียกร้องให้คืนตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. 2542 แต่สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ยืนยันว่าคำสั่งให้เจ้าคณะตำบลออกจากตำแหน่งถูกแล้ว

ผู้ที่มาชุมนุมยังชุมนุมต่อเนื่องถึงวันที่ 17 พ.ย.จึงกลับ หลังจากได้รับคำมั่นสัญญาจากกรมการศาสนาว่าจะทำตามข้อเรียกร้อง

หลังจากนั้นเวลา 20.30 น. ในวันที่ 17 พ.ย. เกิดระเบิดที่บริเวณวัดชนะสงคราม ลูกหมาตาย 1 ตัว รถยนต์ได้รับความเสียหายเล็กน้อย 1 คัน

ผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นห่วงสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เดินทางไปเยี่ยมไม่ขาดสาย รวมถึงสมเด็จพระสังฆราชก็เสด็จไปเยี่ยมและมอบพระไพรีพินาศให้ 1 องค์

วันที่ 8 ธ.ค. 2542 พระปริยัติวโรปการ รักษาการ จต.คลองหนึ่ง มีคำสั่งให้พระราชภาวนาวิสุทธิ์ พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

พระธัมมชโย

รื้อฟื้นนิคหกรรม

วันที่ 13 ส.ค. 2542 ทุกอย่างจบแล้ว แต่เป็นการเริ่มต้นอีกฉากหนึ่ง เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2542 กรมการศาสนาเชิญ มีชัย ฤชุพันธุ์ จรวย หนูคง ไพบูลย์ เสียงก้อง ประนัย วณิชชานนท์ (นิติกร กระทรวงศึกษาธิการ) ล้วนแต่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมาให้คำปรึกษา

มีชัย สรุปว่า พระภิกษุผู้พิจารณา (พระสุเมธาภรณ์) จจ.ปทุมธานี ต้องดำเนินการตามข้อ 15 แห่งกฎ มส.ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2520 มส.จึงให้ดำเนินการใหม่ให้สอดคล้องกันกับมติ มส.345/2542

มติ มส. วันที่ 16 ส.ค. 2542 ยืนยันว่า คฤหัสถ์เป็นผู้กล่าวหาได้

พระสุเมธาภรณ์จึงมีหนังสือถึงพระธัมมชโยและพระทัตตชีโวให้ไปพบ วันที่ 10 พ.ย. 2542 เพื่อรับทราบและแก้ข้อกล่าวหา แต่ทั้งสองปฏิเสธ

พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 ทำหน้าสือชี้แจงสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) ลงวันที่ 7 ม.ค. 2543 เรื่องปฏิบัติตามมติ มส.อย่างละเอียดตามขั้นตอนตั้งแต่ต้น เมื่อได้รับคำกล่าวหาและตั้งนิคหกรรม

แต่สมเด็จพระมหาธีราจารย์กลับเห็นว่าคณะผู้พิจารณาชั้นต้นดำเนินการขัดกับกฎหมาย มติ มส. เพราะเรื่องที่กล่าวหาพระภิกษุ มาหยุดที่ผู้พิจารณาได้รับคำกล่าวหาไว้ และแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบการดำเนินการยังไม่สิ้นสุด

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ บันทึกว่า อาตมาเห็นว่าการดำเนินการของคณะผู้พิจารณาชั้นต้นและผู้พิจารณา ขัดต่อกฎ มส. ฝ่าฝืนมติ มส.ชัดแจ้ง จึงทำให้การดำเนินการเกี่ยวกับการลงนิคหกรรมกรณีวัดพระธรรมกายไม่สิ้นสุดจึงเห็นสมควรให้มีการดำเนินการตามกฎ มส.ต่อไป

ผลจากความเห็นนี้ พระพรหมโมลี (วิลาส) ถูกปลดจากตำแหน่งเจ้าคณะภาค 1 และกรรมการ มส.

ผู้ที่ขึ้นมาแทนคือรองเจ้าคณะภาค 1 คือ พระเทพสุธี (ปัจจุบันคือพระพรหมดิลก (เอื้อน) เจ้าอาวาสวัดสามพระยา )

สรุปว่า อำนาจบริหารแทรกแซงอำนาจตุลาการได้และยืดเยื้อต่อมาถึงปี 2549

ข้อมูล สตง.ว่า ต่อมา มาณพ มีหนังสือลงวันที่ 15 พ.ค. 2549 ถอนฟ้องเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายทุกเรื่อง ทุกกรณี

วันที่ 22 ส.ค. 2549 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้โจทย์ คือ พนักงานอัยการ ถอนฟ้องเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และจำหน่ายคดีจากสารบบ เพราะมอบทรัพย์คืนวัดพระธรรมกายแล้ว

เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีในฐานะผู้พิจารณา ได้ตรวจลักษณะผู้กล่าวหาที่เหลือ คือ สมพร เห็นว่ามีความบกพร่อง จึงมีคำสั่งไม่รับคำกล่าวหา ทั้งนี้ โดยความเห็นของคณะผู้พิจารณาชั้นต้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2549

จากนั้น จต.คลองหนึ่ง มีคำสั่งให้พระธัมมชโยกลับมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2549

วันที่ 5 ธ.ค. 2554 พระธัมมชโยได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์จากพระราชาคณะชั้นราชเป็นชั้นเทพ ที่พระเทพญาณมหามุนี

วันที่ 10 ก.พ. 2559 มส.ไม่รื้อฟื้นเรื่องพระธัมมชโยขึ้นมาอีก เพราะถือว่าจบแล้วตั้งแต่ปี 2549

แต่ปาราชิกหรือไม่ ให้สาธุชนพิจารณาเอาเอง

 

แอดเวนเจอร์ฮอต พิสูจน์รักวาเลนไทน์2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 15:03 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416096

แอดเวนเจอร์ฮอต พิสูจน์รักวาเลนไทน์2016

โดย…ทีมข่าวธุรกิจตลาดโพสต์ทูเดย์

เทศกาลวาเลนไทน์ 14 ก.พ.ในยุคดิจิทัลปี 2016 นอกจากธุรกิจที่เกาะกระแสวันแห่งความรักจะต่อยอดออกไปให้มีสีสันมากขึ้น ตั้งแต่ธุรกิจดอกกุหลาบ ช็อกโกแลต ร้านอาหาร สถานบันเทิง ศูนย์การค้า ธุรกิจจัดหาคู่ การหาคู่ออนไลน์ หาคู่ผ่านโซเชียลต่างๆ

หากมองถึงธุรกิจในเทศกาลวาเลนไทน์ที่ต่างประเทศ ที่ผ่านมาฮือฮาจากธุรกิจให้เช่าคู่รัก มาปีนี้อีกกระแสที่มาแรง คือการพิสูจน์คู่รักด้วยกิจกรรมแอดเวนเจอร์หรือผจญภัย หากทั้งคู่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคร่วมกันไปได้ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นซึ่งจะครองชีวิตคู่ร่วมกัน เหมือนครั้งหนึ่งที่คู่รักชาวไทย จะพาคู่รักไปปีนภูกระดึง เพื่อพิสูจน์น้ำอดน้ำทนที่จะอยู่ร่วมกัน

เห็นได้จาก “โอลา” แอพพลิเคชั่นที่จะทำให้ชีวิตคู่วันวาเลนไทน์เปลี่ยนจากความโรแมนติกเป็นการผจญภัยเพื่อพิสูจน์รัก ซึ่งให้บริการแล้วในกรุงนิวเดลี เมืองมุมไบ เมืองเชนไน เมืองบังกาลอร์ เมืองไฮเดอ ราบัด และเมืองปูเน่ ประเทศอินเดีย ด้วยกิจกรรมผจญภัยที่หลากหลายและท้าทายคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดร่ม โต้คลื่น โรยตัว ดำน้ำ ขี่ม้า พารามอเตอร์ และพายเรือคายัก ซึ่งการใช้บริการก็เพียงแค่กดจองเหมือนเรียกรถแท็กซี่เท่านั้น สักครู่รถบริการของโอลาจะไปรับและพาไปส่งยังที่หมาย

กิรัน บราฮ์มา หัวหน้าฝ่ายธุรกิจของโอลา ระบุว่า เมื่อพูดถึงวันวาเลนไทน์ สิ่งแรกที่มักจะนึกถึงคงหนีไม่พ้นช็อกโกแลต ดอกไม้ และการทานอาหารค่ำแบบโรแมนติก สิ่งที่โอลาต้องการคือ การจัดสรรกิจกรรมใหม่ๆ ที่ลูกค้านึกไม่ถึง และสร้างประสบการณ์ท้าทายและน่าจดจำใหม่ๆ สำหรับคู่รัก ซึ่งโอลามั่นใจว่า ลูกค้าทุกคู่ที่ใช้บริการจะระลึกถึงความทรงจำนี้ทุกๆ วาเลนไทน์

นอกจากนี้ ยังมีแอพพลิเคชั่นหลีกเลี่ยงคนรักเก่า ซึ่งให้บริการตลอดแต่กลับพบว่ายอดใช้บริการสูงมากในวันวาเลนไทน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการพบเจอไม่ให้กระทบแผลรักที่ใกล้หาย โดยโคลคจะแจ้งเตือนตำแหน่งแฟนเก่าด้วยการจับสัญญาณจากการใช้สังคมออนไลน์

หันมามองในเมืองไทย จากผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ ปี 2559 จาก 1,207 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 1-7 ก.พ. 2559 พบว่ากลุ่มที่ให้ความสำคัญกับวันวาเลนไทน์เป็นวัยรุ่นถึง 64.5% วัยทำงาน 22.3% คู่สมรส 13% และอื่น 0.2%

ขณะที่ความคิดเห็นเกี่ยวกับบรรยากาศในวันวาเลนไทน์ในปี 2559 เทียบปี 2558 เห็นว่ามีความคึกคักมากกว่า 42.9% น้อยกว่า 33.8% และไม่เปลี่ยนแปลง 23.3% โดยกลุ่มที่คาดว่าจะมีความคึกคัก ส่วนใหญ่เป็นเพราะหวังว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น และเมื่อถามถึงการฉลองและแสดงความรักกับใครนั้น ส่วนใหญ่จะตอบว่าคนรักทั้งสองหัวข้อ รวมทั้งคาดหวังว่าจะได้ดอกไม้ในวันวาเลนไทน์มากถึง 66.2%

เมื่อมองถึงกำลังซื้อพบว่า จะเลือกซื้อของขวัญมากสุด 66.5% ประมาณค่าใช้จ่าย 1,991 บาท เพิ่มขึ้น 61.1% รองลงมา ซื้อดอกไม้ 46.4% มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 491 บาท เพิ่มขึ้น 33.8% ไปทานข้าวนอกบ้าน 39.5% มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,586 บาท เพิ่มขึ้น 61.7% ที่เหลือเป็นการใช้จ่ายเพื่อเดินห้าง ดูภาพยนตร์ ซื้อช็อกโกแลต และซื้อการ์ด ตามลำดับ ซึ่งส่วนใหญ่หรือ 55.5% จะใช้เงินเดือนในการจับจ่ายเทศกาลนี้

ที่น่าสนใจคือ คนส่วนใหญ่ 80.9% ยังมีทัศนคติต่อวันวาเลนไทน์ว่า เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และ 70.3% มองว่าวันวาเลนไทน์ก่อให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้น

ในมุมมองของธุรกิจนั้น เจ้าพ่อวงการอีเวนต์ เกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ ให้ความเห็นว่า การจัดงานอีเวนต์ในช่วงวันวาเลนไทน์ส่วนใหญ่จะเป็นงานอีเวนต์ขนาดเล็กที่จัดขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการขายของห้างค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร หรือ สถานที่สำคัญเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งภาพรวมการจัดงานวันวาเลนไทน์ปีนี้มีความคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านมา

สิ่งที่ธุรกิจอีเวนต์ต้องปรับตัวสำหรับวันวาเลนไทน์ คือ อาจจัดงานคอนเสิร์ตสำหรับคู่รักขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มดังกล่าว ส่วนงานอีเวนต์ในรูปแบบอื่นๆ ยังไม่มีแนวคิดในขณะนี้ เนื่องจากวันสำคัญดังกล่าวผู้บริโภคที่เป็นคู่รักส่วนใหญ่อยากอยู่ด้วยกัน 2 คน เช่น รับประทานอาหาร ดูคอนเสิร์ต หรือดูหนัง เป็นต้น

ห้างค้าปลีกถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความคึกคักในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ เพราะนอกจากจะมีการตกแต่งสถานที่ให้มีความสวยงามในธีมของความรักแล้ว ยังมีการนำสินค้าที่เกี่ยวกับความรักออกมาจำหน่ายกันอย่างคึกคักโดยเฉพาะช็อกโกแลตและดอกกุหลาบ

แหล่งข่าวจากบริษัท สยามพิวรรธน์ ผู้บริหารศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์และสยามพารากอน กล่าวว่า ขณะนี้นักช็อปเข้ามาใช้บริการกันอย่างคึกคักทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้บริการมากที่สุด คือ นักท่องเที่ยวจากจีน เพราะวางแผนการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดตั้งแต่เทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่มลูกค้าคนไทยก็เริ่มมีความคึกคักมากขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา และในวันที่ 14 ก.พ.นี้คาดว่าจะมีความคึกคักมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของร้านอาหาร

เอนก บุญธรรม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอฟ แอนด์ บี อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ให้บริการอาหารและเครื่องดื่มในเครือบริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า แนวโน้มการจัดงานแต่งงานของคู่รักเปลี่ยนไปจากในอดีตที่ต้องเน้นจัดในโรงแรมหรูๆ ก็เริ่มหันมาจัดที่บ้าน หรือจัดนอกสถานที่มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป

นอกจากนี้ จากเดิมเคยจัดงานแบบโต๊ะจีน ก็เริ่มจัดแบบค็อกเทลมากขึ้น ส่วนขนาดการจัดงานก็เล็กลง โดยระดับที่มาแรงที่สุดคือ 200-300 คน แต่แม้ขนาดงานจะเล็กลงกลับพบว่า คู่รักนิยมเพิ่มการจัดงานสังสรรค์หลังพิธีการแต่งงาน (อาฟเตอร์ ปาร์ตี้) มากขึ้น ขณะที่การแข่งขันด้านราคาจัดเลี้ยงงานแต่งงานสูงมาก ปีที่ผ่านมามีคู่แข่งบางรายตัดราคา 20-30% ซึ่งทำให้การเติบโตของรายได้รับจัดงานแต่งงานไม่มาก โดยปีนี้บริษัทคาดว่ารายได้จากการจัดงานแต่งงานจะโต 10% จากจำนวนงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่แพ็กเกจงานแต่งงานคงราคาไม่เติบโตจากปีก่อน

อีกธุรกิจที่เผชิญกับภาวะซบเซาคือ บริการจัดดอกไม้ โดย เรวัต จินดาพล ผู้ก่อตั้งบริษัท มิสลิลลี่ฟลาวเวอร์ กล่าวว่า ปีนี้เทศกาลวาเลนไทน์ธุรกิจบริการจัดดอกไม้ค่อนข้างซบเซา คาดว่าตลาดจะหดลบ 50% จากปีที่ผ่านมาติดลบ 20-30% เนื่องจากดอกไม้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ในยามภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลูกค้าจะตัดงบซื้อดอกไม้ทันที แม้ว่าเป็นเทศกาลที่หนึ่งปีมีครั้งเดียวก็ตาม

ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกฝ่ายวิชาการสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เทศกาลวาเลนไทน์ในปีนี้ ธุรกิจบริการจัดดอกไม้ค่อนข้างซบเซา เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตลาดนี้เป็นวัยเริ่มทำงานหรือกลุ่มวัยรุ่นที่ชะลอการซื้อดอกไม้เพื่อแสดงความรัก เพราะเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ประกอบกับวาเลนไทน์ตรงกับวันอาทิตย์ จึงนิยมไปดินเนอร์หรือชมภาพยนตร์แทน

เมื่อเห็นถึงภาพรวมตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจจึงควรปรับเปลี่ยนตามเพื่อเป็นที่ต้องตาต้องใจของลูกค้าและยินดีควักกระเป๋าซื้อในที่สุด

ธุรกิจปรับรับกำลังซื้อ

เทศกาลวาเลนไทน์ที่ถือเป็นโอกาสในการกระตุ้นยอดขายช่วงสั้นของธุรกิจหลากหลายที่เกี่ยวเนื่องกับความรัก ในปีนี้ที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว จนกระทั่งเกิดคำพูดเปรียบเปรยว่า ปีที่แล้วเผาหลอก ปีนี้เผาจริง เห็นได้จากการประหยัดมากขึ้นของผู้บริโภค ซื้อสินค้าอย่างไตร่ตรองมากขึ้น และเลือกจับจ่ายสินค้าจำเป็น ล้วนส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้า

ทั้งนี้ เห็นได้ชัดเจนจาก เรวัต จินดาพล ผู้ก่อตั้งบริษัท มิสลิลลี่ ฟลาวเวอร์ ผู้ดำเนินธุรกิจบริการจัดดอกไม้มิสลิลลี่ เปิดเผยว่า เนื่องจากดอกไม้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ในยามภาวะเศรษฐกิจตกต่ำลูกค้าจะตัดงบซื้อดอกไม้มอบให้คนรักทันที แม้ว่าเป็นเทศกาลที่หนึ่งปีมีครั้งเดียวก็ตาม

ขณะที่ผู้นำเข้าดอกไม้ย่านปากคลองตลาด ก็ได้ปรับตัวด้วยการนำเข้าดอกกุหลาบจากประเทศจีนแทนการนำเข้าจากฮอลแลนด์ เพราะดอกกุหลาบจากจีน ราคาในช่วงวาเลนไทน์ 20-25 บาท/ดอก ถูกกว่าดอกไม้จากฮอลแลนด์จำหน่าย 60-70 บาท/ดอก ทั้งนี้เพื่อรองรับกับกำลังซื้อของลูกค้าที่ลดลงและหันมามอบดอกไม้ในราคาถูกลง โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งมีกำลังซื้อน้อยเมื่อเทียบกับวัยทำงาน

“กระแสธุรกิจจัดดอกไม้ที่ซบเซา ทำให้พ่อค้าแม่ค้าย่านปากคลองตลาด ลดการสั่งดอกกุหลาบเข้ามา อีกทั้งพ่อค้าคนกลางยังฉกฉวยโอกาสปรับราคา จากดอกกุหลาบจีนก่อนหน้าเทศกาลวาเลนไทน์ราคาต่ำกว่า 20 บาท/ดอก เพิ่มเป็น 28 บาท/ดอก ส่วนดอกกุหลาบฮอลแลนด์จากดอก 40 บาท/ดอก เพิ่มเป็น 80 บาท/ดอก” ผู้จำหน่ายดอกไม้ย่านปากคลองตลาดกล่าว

ในส่วนของธุรกิจร้านอาหาร พิริยาพรรณ ไทยสุริโย รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท เอฟโวลูชั่น แคปปิตอล ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารภายใต้แบรนด์โดมิโน พิซซ่า, เดอะคอฟฟี่ บีน แอนด์ ที ลีฟ, เคียวโชน และมิสเตอร์โจนส์ ออร์ฟาเนจ กล่าวว่า ยังคาดหวังว่าภาพรวมเทศกาลวาเลนไทน์ปีนี้จะคึกคักมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยธุรกิจที่เห็นได้ชัดเจนคือ ร้านอาหารที่แต่ละร้านจะจัดโปรโมชั่นเยอะมาก เพราะต่างก็มองว่าเป็นโอกาสในการทำรายได้ โดยโปรโมชั่นที่เห็นจะมีทั้งอาหารเมนูพิเศษ หรือรายการส่งเสริมการขาย ลดราคา หรือทานครบแล้วได้อะไร เป็นต้น

ขณะที่ธุรกิจในเครือเอฟโวลูชั่นฯ ก็ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษและเมนูใหม่ๆ เพื่อร่วมฉลองวันแห่งความสุขให้กับลูกค้า เช่น ร้านเดอะ คอฟฟี่ บีน แอนด์ ที ลีฟ ร้านกาแฟพรีเมียมได้ออกเมนูเครื่องดื่มปั่นสูตรเฉพาะที่ให้ทั้งความหอมหวานของสตรอเบอร์รี่ ขณะที่ร้านเคียวโชน ไก่ทอดสัญชาติเกาหลี จัดสองรายการส่งเสริมการขาย รายการแรก “แชร์รักแท้ที่เคียวโชน” เพียงทานอาหาร 550 บาทขึ้นไป แลกซื้อสวีท โปเตโต้ เพียง 59 บาท จากราคาปกติ 119 บาท ฯลฯ

สำหรับอีกธุรกิจที่มองโอกาสจากเทศกาลแห่งความรักคือธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะลูกค้าที่เข้ามาจองเพื่อแต่งงาน โดย สรัญ ลิ้มสวัสดิ์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุขุมวิท 15 เพลส ผู้ดำเนินธุรกิจโรงแรมเอส 31 ซึ่งเป็นโรงแรมย่านสุขุมวิทระดับ 5 ดาว ที่ให้น้ำหนักกับตลาดจัดงานแต่งงานมาก ระบุว่า คู่รักยุคนี้จะให้ความสำคัญเรื่องการใช้จ่ายกับงานแต่งงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น พยายามควบคุมค่าใช้จ่ายให้เบ็ดเสร็จอยู่ในก้อนเดียวไม่บานปลาย ซึ่งโรงแรมก็ตอบสนองโดยจัดทำแพ็กเกจรวมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง และมีให้เลือกตั้งแต่ประหยัดที่สุดด้วยงบจัดงาน 900 บาทต่อแขก 1 คน ไปจนถึงสูงๆ 1,300 บาทขึ้นไปต่อคน