“โรแมนซ์สแกม” เมื่อคนรักออนไลน์กลายเป็นโจร!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:46 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/416010

"โรแมนซ์สแกม" เมื่อคนรักออนไลน์กลายเป็นโจร!

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

วิวัฒนาการการหาคู่ระหว่างชายหญิงผันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

ไล่ตั้งแต่เขียนจดหมายรักฝากไปรษณีย์ โทรศัพท์หยอดเหรียญ ส่งข้อความเอสเอ็มเอส จนถึงแชทผ่านโปรแกรมเอ็มเอสเอ็น แคมฟรอก และเฟซบุ๊ก จากคนแปลกหน้าพัฒนาเป็นคนรัก ทั้งที่ไม่เคยเจอตัวจริงกันสักครั้ง

​ตรงนี้กลายเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพกระโจนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ผู้หญิงหลายคนแทนที่จะได้สามี กลับต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า สิ้นเนื้อประดาตัว แสนเจ็บช้ำและอับอาย

“โรแมนซ์สแกม” หลอกรักออนไลน์

คำว่า “โรแมนซ์สแกม” หรือ “โรแมนซ์สแกมเมอร์” หมายถึง พฤติการณ์ของมิจฉาชีพที่หลอกเอาเงินเหยื่อผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยใช้รูปโปรไฟล์เป็นชายชาวต่างชาติหน้าตาหล่อเหลา สร้างเรื่องราวดูดีมีชาติตระกูล ปรนเปรอคำหวานให้หลงรักและไว้ใจ ก่อนจะล่อลวงให้ส่งเงินไปให้ด้วยการยกสารพัดเหตุผลมาอ้าง

​จากการเปิดเผยของ พ.ต.อ.ภาณุวัฒน์ ร่วมรักษ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบก.ปอท.) ระบุว่า ปี 2558 ที่ผ่านมา เฉพาะคดีเกี่ยวกับโรแมนซ์สแกมถูกร้องเรียนเข้ามาถึง 80 คดี มูลค่าความเสียหาย 150 ล้านบาท ยังไม่นับคดีที่ถูกร้องเรียนไปยังสถานีตำรวจท้องที่และเหยื่อที่ไม่กล้าเข้าแจ้งความอีกเป็นจำนวนมาก

​”มิจฉาชีพกลุ่มนี้จะใช้รูปโปรไฟล์ชาวต่างชาติผิวขาว หล่อเหลา แต่งตัวดี ประกอบอาชีพเป็นวิศวกร หมอ สถาปนิก นักธุรกิจ อ้างว่าโสด หย่าร้าง ภรรยาเสียชีวิต แล้วโพสต์ภาพการใช้ชีวิตหรูหรา จิบแชมเปญ ล่องเรือยอร์ช กินอาหารร้านแพงๆ แต่ความจริงคือ ผู้ต้องหาที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นชายผิวดำมาจากแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะไนจีเรีย วันๆนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตามร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ มีเงินหน่อยก็ซื้อแลปท็อปคอยจ้องหาเหยื่อตามเว็บไซต์หาคู่ นัดเดท รวมถึงโปรแกรมแชทต่างๆ เช่น ยาฮูแมสเซนเจอร์ สไกป์ เฟซบุ๊ก

เหยื่อส่วนใหญ่เป็นหญิงโสดอายุ 40-60 ปี การศึกษาดี หน้าที่การงานมั่นคง ที่สำคัญคือมีสตางค์ แก๊งโรแมนซ์สแกมเมอร์จะป้อนคำหวาน ชวนคุยเอาอกเอาใจให้ความหวังสารพัด จนผ่านไปสักพักจะเริ่มออกอุบายล่อลวง ถ้าเหยื่อตายใจก็เสร็จโจร”

ข้อมูลอันน่าตกใจของบก.ปอท.ยังพบอีกว่า ที่ผ่านมาพบเหยื่อที่สูญเสียมากสุดอยู่ที่ 33 ล้านบาท โดยโอนเงินไปให้คนรักออนไลน์ถึง 26 ครั้ง ภายในเวลา 2 ปี ทั้งที่ไม่เคยพบเจอหน้ากันเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางคนถูกคนร้ายใช้จิตวิทยาหว่านล้อมจนหลงเชื่อยอมโอนเงินไปให้มากกว่า 83 ครั้ง รวมเป็นเงิน 13 ล้านบาท

ผู้ต้องหาชาวไนจีเรีย ที่กองปราบปรามจับกุมได้ หลังแชทหลอกเงินเหยื่อผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก

5 สัญญาณเข้าข่าย”ถูกหลอก”

สาวน้อยสาวใหญ่ที่โสดมานาน อ้างว้างเปล่าเปลี่ยว อยากได้เพื่อนคลายเหงา หากชายหนุ่มชาวต่างชาติหน้าตาหล่อเหลา พูดจาหวานนุ่มหู ฐานะร่ำรวย เข้ามาทักทายชวนคุยพัฒนาความสัมพันธ์ คงยากที่จะไม่หวั่นไหว

​พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้กำกับการ 2 กองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผกก.2 บก.ปอท.) เผยว่า สัญญาณเริ่มต้นบ่งบอกว่ากำลังจะถูกหลอกจากคนรักออนไลน์ มี 5 ข้อที่ควรฉุกคิด

​หนุ่มคนนั้นแสดงออกว่าตกหลุมรักอย่างรวดเร็ว หลังรู้จักกันไม่นานก็ใช้คำเรียกว่า Honey, Baby, My love, My wife ทั้งที่ยังไม่เคยเจอหน้ากัน สาเหตุที่ใช้คำเหล่านี้เพราะมิจฉาชีพมักคุยกับเหยื่อพร้อมกันหลายคน จึงคัดลอกข้อความเดิมๆไปใช้คุยกับเหยื่อรายต่อไป เพื่อป้องกันการเรียกชื่อผิด

​ไม่เปิดกล้อง ไม่ยอมให้เห็นหน้า บ่ายเบี่ยงเมื่อขอนัดเจอตัว เป็นธรรมดาที่โจรมักไม่ใช้รูปตัวเอง แต่เอารูปของคนอื่นที่หน้าตาดีมาหลอกให้เหยื่อตกหลุมรัก

​รักกันไม่นานก็มีเหตุการณ์แปลกๆชวนให้เสียเงิน หนุ่มคนนั้นจะอ้างเหตุผลร้อยแปดให้หญิงสาวโอนเงินให้ เช่น ป่วยหนักต้องใช้เงินรักษา ชวนลงทุนทำธุรกิจ บอกว่าจะส่งของขวัญแสนแพงมาให้ แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนก่อนถึงจะได้รับของ ผ่านการปลอมแปลงเอกสารราชการอย่างแนบเนียน และการสมรู้ร่วมคิดกับมิจฉาชีพคนไทย

เขียนภาษาอังกฤษผิดไวยากรณ์ เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพส่วนใหญ่เป็นชาวไนจีเรีย แต่แอบอ้างโปรไฟล์ว่าเป็นฝรั่งผิวขาว การสื่อสารจึงกระท่อนกระแท่น แปร่งๆ และผิดเพี้ยน

คุยกันได้แป๊บเดียวแต่ชวนเปิดกล้องทำกิจกรรม Sex online กรณีนี้เหยื่อส่วนมากจะเป็นผู้ชายที่นึกสนุกทำตามคำชวนของสาวแปลกหน้า เช่น ให้ช่วยตัวเองโชว์ คุยเซ็กซ์โฟน หารู้ไม่ว่าขณะกำลังเมามันก็ถูกบันทึกบทสนทนาและภาพเคลื่อนไหว ก่อนจะนำวีดีโอมาขู่แบล็คเมล์เรียกเอาเงินภายหลัง

“เหยื่อส่วนมากเข้ามาแจ้งความหลังถูกหลอกจนแทบหมดตัวแล้ว วันที่มาแจ้งความ บางคนยังปักใจเชื่อด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่ได้ถูกหลอก ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ เดี๋ยวนี้มีถึงขนาดนัดมาเจอตัวแล้วจับเรียกค่าไถ่

ผมเคยเปิดสมุดไดอารี่ของผู้ต้องหาบางคนดูพบว่า มีการจดไว้อย่างละเอียดว่าใครโอนมาแล้วเท่าไหร่ ใครหลอกง่ายหลอกยาก คนไหนชอบอะไร มีรสนิยมยังไง มีข้อความระบุว่าเคยฆ่าทิ้งไปแล้วก็มี

ยกตัวอย่างเหยื่อผู้น่าสงสารที่ต้องประสบเคราะห์กรรมจากการหลงรักชายแปลกหน้าในโลกออนไลน์

สุรีรัตน์ (นามสมมติ) อายุ 69  ปี อดีตอาจารย์วิทยาลัยชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.นครราชสีมา จับกุม หลังพยายามนำธนบัตรดอลลาร์ปลอมใบละ 100 ดอลลาร์ จำนวน 20 ใบไปแลกที่ธนาคาร เธอสารภาพว่าคุยกับชายชาวต่างชาติคนหนึ่ง หน้าตาหล่อเหลามาได้ 1 ปีเศษอ้างว่าเป็นหมอชาวสหรัฐทำงานอยู่ประเทศซีเรีย ต้องการเดินทางมาพบเธอที่เมืองไทย แต่ติดขัดเรื่องเงินที่ต้องใช้ในการจัดทำเอกสาร

ด้วยความหลงรักอย่างหัวปักหัวปำ เธอตัดสินใจโอนเงินไปให้ชายคนรักเป็นเงินกว่า 1 แสนบาท สุดท้ายเขาส่งเงินมาชดใช้ให้เป็นธนบัตรปลอมสกุลดอลลาร์ ต้นทางจากประเทศกาน่า

ความฝันพังทลายในวัยบั้นปลายของชีวิต หนำซ้ำยังอาจถูกดำเนินคดีติดคุกติดตะรางอีกด้วย

รู้ไว้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

​เพจเฟซบุ๊กชื่อ Thai Anti Scam (สาวไทยรู้ทันกลลวง) ซึ่งมียอดผู้ติดตามกว่า 40,000 คน แนะนำวิธีการสังเกตพฤติกรรมของบรรดามิจฉาชีพโรแมนซ์สแกมเมอร์ไว้อย่างน่าสนใจ

​เมื่อเห็นข้อความจากชายชาวต่างชาติส่งเข้ามาทำทีอยากรู้จัก หรือสนใจเรา

​1.ให้เข้าไปดูหน้าโปรไฟล์ของคนนั้นว่า มีรูปส่วนตัวน้อยเกินกว่าคนเล่นเฟซบุ๊กปกติพึงมีหรือไม่ มีเพื่อนอยู่ไม่กี่คน และส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เฟซบุ๊กไม่มีการอัพเดตเท่าที่ควร

​2.ดูรูปภาพว่าหล่อเกินจริง ดูดีมีฐานะเกินกว่าคนปกติจะพึงมีเวลาเล่นเฟซบุ๊กหรือเปล่า ลองนำภาพนั้นไปค้นหาใน google หากเป็นรูปนักการเมือง ดารา นายแบบ ก็จะโชว์ลิงค์และชื่อจริงของรูปนี้ขึ้นมา

​3.โจรเหล่านี้ใช้คำหวาน เช่น Honey, Baby, My love, My wife ตลอดเวลา

​4.ชอบให้ความหวังสวยงามราวคัดลอกมาจากนิยาย เช่น ‘รักคุณมากมายเหลือเกิน’ ‘แต่งงานกับผมนะ’ ‘สักวันนึงเราจะได้เจอกันและอยู่ด้วยกัน’

​5.คุยสักพักจู่ๆก็อยากเห็นหน้าคุณใจจะขาด ชวนให้เปิดกล้องเว็บแคม พยายามพูดจาส่อเสียดไปทางกามอารมณ์ เพื่อให้คุณเผยสรีระร่างกาย สุดท้ายจะอัดคลิปไว้แบล็คเมล์

​6.ชายคนนั้นจะขอเบอร์คุณ แล้วโทรมาหาเพื่อสร้างความประทับใจว่าโทรข้ามทวีป เช่น จากอเมริกา แคนาดา อังกฤษ จงอย่าเชื่อ เพราะเบอร์โทรเหล่านั้นสามารถเช่าได้ไม่ยาก อาจโทรมาจากใกล้บ้าน หรือประเทศเพื่อนบ้าน

7.อยากจะส่งของ จึงขอที่อยู่เพื่อส่งเงินสด เครื่องประดับสุดหรูมาให้ แต่คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมและภาษีนำเข้า โดยกลุ่มมิจฉาชีพจะติดต่อคนกลางซึ่งเป็นคนไทยอ้างตัวว่ามาจากบริษัทส่งของ

​8.นอกจากส่งของ ยังมีการสร้างเรื่องราว สร้างสถานการณ์คับขัน เช่น ลูกป่วย โดนคดี ได้รับมรดก ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน เพื่อให้คุณเห็นใจ และโอนเงินให้

9.ถ้าคุณบอกว่าได้เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ครั้งนี้ให้ครอบครัว หรือเพื่อนฟัง ชายคนนั้นจะออกอาการฉุนเฉียว และน้อยใจ อ้างว่าโตแล้วทำไมต้องไปเล่าให้คนอื่นฟัง

​10.หากชายคนนั้นเปิดกล้องเว็บแคมให้เห็น แล้วนั่งนิ่งๆ หรือเห็นเพียงแวบๆ อย่ามั่นใจว่าคนที่เห็นเป็นพ่อเทพบุตรของคุณจริงๆ อาจอัดคลิปมาจากเหยื่ออื่นแล้วมาหลอกให้คุณตายใจก็เป็นได้

“วิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้นคือ ตระหนักรู้ด้วยการติดตามข่าวสารเพื่อรู้เท่าทันพฤติการณ์ของมิจฉาชีพกลุ่มนี้ตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในเฟซบุ๊ก ไม่แชทคุยกับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะเรื่องความรัก ถ้าจะคุยควรคุยผ่านวีดีโอคอลล์หรือเฟซไทม์ และอย่าลืมสังเกตสำเนียงการพูด สุดท้ายขอเรียนให้ทราบว่าราชการไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อทางโทรศัพท์เพื่อโอนเงิน”พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

เมื่อความรัก หลงใหล เชื่อใจ ทำให้ผู้หญิงหลายคนหน้ามืดตามัว ยอมทำตามชายหนุ่มแปลกหน้าคนรักออนไลน์แทบถวายชีวิต รู้ตัวอีกทีรักครั้งนี้อาจมอบบทเรียนอันแสนเจ็บปวดที่ไม่มีวันลืม

ตัวอย่างแชทหลอกลวงของมิจฉาชีพ ที่เฟซบุ๊ก Thai Anti Scam (สาวไทยรู้ทันกลลวง) นำมาเผยแพร่เพื่อเตือนประชาชน

 

17 ปมคาใจรธน. สนช.ส่งกรธ.ปรับแก้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415910

17 ปมคาใจรธน. สนช.ส่งกรธ.ปรับแก้

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภานิบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 160 เสียง เห็นชอบให้ส่งรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญศึกษาเสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในวันที่ 15 ก.พ.ปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ใน 17 ประเด็น โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1.ที่มา สส. ควรกำหนดให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ แบ่งเป็น สส.แบบเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ เพราะสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง และเป็นรูปแบบที่ประเทศไทยใช้มาระยะหนึ่งจนกระทั่งประชาชนเริ่มมีความเข้าใจและคุ้นเคยกับการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบแล้ว อีกทั้งทำให้การทุ่มซื้อเสียงของพรรคการเมืองทำได้ยากขึ้น และควรกำหนดเขตเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ (สส. 3 คนต่อ 1 เขตเลือกตั้ง) เพราะจะทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงเป็นไปได้ยาก

2.ที่มา สว. ควรให้มี สว. 200 คน มีวาระในการดำรงตำแหน่ง6 ปี มาจากการสรรหาทั้งหมด จากกลุ่มอาชีพและกลุ่มสังคมที่หลากหลายส่วนอำนาจหน้าที่ควรมีบทบัญญัติการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ไว้ เพราะการกำหนดให้ศาลเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ในการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง อาจทำให้ศาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ในการตัดสินคดี ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของศาลได้

3.การกำหนดที่มานายกรัฐมนตรี คณะกรรมาธิการฯ มีมติไม่เห็นด้วยกับหลักการที่กำหนดให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อบุคคลผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯ พรรคละไม่เกิน
3 ชื่อ ถือเป็นการจำกัดสิทธิของสภา และถ้าบุคคลตามรายชื่อดังกล่าวแพ้การเลือกตั้งก็ดูจะเป็นการไม่เหมาะสม และถ้าพรรคใดเสนอบุคคลซึ่งไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งก็จะเป็นจุดอ่อนให้พรรคการเมืองอื่นโจมตีได้ว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

4.มีความจำเป็นที่ต้องมีกลไกเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ เฉพาะในกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดแนวทางการดำเนินการเอาไว้ หรือในกรณีที่สถาบันทางการเมืองไม่สามารถใช้อำนาจรัฐ หรืออำนาจบริหารในการบริหารประเทศได้ ควรกำหนดให้มีกลไกที่เป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ โดยใช้เป็นอำนาจของรัฐสภาหรือวุฒิสภา

ในกรณีที่ไม่มีสภาหรือมีสภาแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ แล้วแต่กรณีที่จะวินิจฉัยว่าสถานการณ์ใดที่จะถือว่าเป็นวิกฤตของประเทศ และหากปรากฏว่ารัฐสภาหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณีมีคำวินิจฉัยว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นวิกฤตของประเทศแล้ว ให้เป็นอำนาจของประธานศาลรัฐธรรมนูญในการเรียกประชุมร่วมกันของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ปลัดกระทรวงกลาโหม และบุคคลอื่นใดตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยให้ที่ประชุมดังกล่าวมีอำนาจในการบริหารจัดการสถานการณ์ เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติ

5.ให้นำมาตรา 4 ว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อคุ้มครองเกี่ยวกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ส่วนการนำมาตรา 7 มาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเห็นว่าการนำมาตรา 7 เดิมไปไว้ในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 207 ทำให้เกิดข้อจำกัดในการนำมาตราดังกล่าวไปปรับใช้ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถใช้ได้เพียงตามกรอบของมาตรา 205 เท่านั้น และองค์กรอื่นก็ไม่สามารถนำหลักดังกล่าวไปใช้ได้เช่นนั้น

6.ควรเพิ่มบทบัญญัติให้รัฐต้องสนับสนุนส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ 7.ควรให้คงหลักการตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ในเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กล่าวคือ กรณีบุคคลใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็น 2 แนวทาง คือ 1 ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวยื่นเรื่องผ่านอัยการสูงสุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือ 2 ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวสามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง

8.ควรเพิ่มความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดกำลังทหารเพื่อให้การรักษาอธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ เกิดประสิทธิภาพอย่างแท้จริง 9.ควรนำแนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ตามมาตรา 78(2) ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นด้วยมากำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ด้วย 10.ยกเลิกข้อจำกัดสิทธิในการฟ้องร้องรัฐของประชาชน โดยเห็นว่าในมาตรา 60 ของร่างรัฐธรรมนูญควรมีเนื้อหาดังนี้ “มาตรา 60 บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน”

11.กำหนดให้รัฐต้องมีหน้าที่ต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ อันจะเป็นการบังคับทิศทางให้ยุทธศาสตร์ชาติได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาลในอนาคต 12.เพื่อให้เกิดความชัดเจนเกี่ยวกับการตีความของหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ดังนั้นควรนำรายละเอียดของความหมายของหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้าการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ที่ได้มีการบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 265 ของร่างรัฐธรรมนูญมาบัญญัติไว้ในมาตารา 73 ของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความชัดเจนแทน

13.ควรบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในหมวดศาล เช่นเดียวกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานะของศาลรัฐธรรมนูญ และเห็นการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมควรให้เป็นอำนาจหน้าที่ ของผู้ตรวจการแผ่นดิน 14.ควรกำหนดรายละเอียดของการดำเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูป โดยแยกออกมาจากบท เฉพาะกาลมาเป็นอีกหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญนี้

15.การห้าม คสช. ครม. สนช. และ สปท.สมัครรับเลือกตั้ง สส. หรือเป็น สว. เว้นแต่จะได้พ้นจากตำแหน่งภายใน 90 วัน นับแต่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับนั้นถือเป็นการจำกัดสิทธิในการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง 16.การกำหนดกรอบเวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ จะต้องทำให้แล้วเสร็จทั้ง 10 ฉบับ ภายในเวลาที่กำหนด

17.ควรนำเนื้อหามาตรา 283 ฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การไม่ดำเนินการตรากฎหมายภายในเวลาที่กำหนดของ ครม. สส. หรือ สว.ถือเป็นการจงจำไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเว้น แต่พิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุสดวิสัย หรือเป็นเหตุที่ไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย

 

เปิดกฎเหล็ก “สัตว์ทดลอง” ใช้เท่าที่จำเป็น-ไม่ทารุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 18:47 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415864

เปิดกฎเหล็ก "สัตว์ทดลอง" ใช้เท่าที่จำเป็น-ไม่ทารุณ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

เมื่อเร็วๆนี้ ภาพซากสัตว์ถูกชำแหละเหลือเพียงหนังติดกระดูก ที่มาพร้อมคำบรรยายอันดุเดือดของนักศึกษารายหนึ่ง ทำเอาบรรดาคนรักสัตว์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันสนั่นด้วยความไม่พอใจ แม้ภายหลังเจ้าตัวจะออกมาขอโทษแล้วว่าไม่เป็นความจริง เป็นเพียงการหยอกล้อเล่นกับเพื่อนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สังคมได้ตั้งคำถามลึกลงไปกว่านั้นว่า การทดลองสัตว์ในวงการวิทยาศาสตร์เข้าข่ายทารุณกรรมหรือไม่

“สัตว์ทดลอง”สำคัญไฉน

กาญจนา เข่งคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า “สัตว์” คือ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์ที่มีกระดูกสันหลัง ซึ่งไม่ใช่มนุษย์ ขณะที่ “สัตว์ทดลอง” มีความหมายที่แตกต่างออกไปคือ สัตว์ที่มาจากการสืบสายพันธุ์และเพาะขยายพันธุ์ เพื่อใช้งานทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ

สัตว์ทดลองมีความสำคัญต่องานวิทยาศาสตร์มาก ครอบคลุมในสัตว์หลายประเภท ได้แก่ 1.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม 2.สัตว์ปีก 3.สัตว์เลื้อยคลาน 4.สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 5.สัตว์น้ำ 6.แมลงและแมง 7. หอยและหมึก  8. ปูและกุ้ง  สามารถนำมาเลี้ยง ใช้ ผลิต หรือกระทำการใดๆ อันหมายถึงงานวิจัย งานทดสอบ งานผลิตชีววัตถุ งานสอน ทดลองการดัดแปลงพันธุกรรม การโคลนนิ่ง และการทำเซลล์ต้นกำเนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ สาธารณสุข เกษตร การพัฒนาวัคซีน ภายใต้การกำกับดูแลให้เป็นไปตามหลักจรรยาบรรณและตามหลักการใช้สัตว์ทดลอง ต้องมีใบอนุญาตการใช้หรือการผลิตสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์

“ปัจจุบันมีการออกพระราชบัญญัติสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ พ.ศ 2558 เพื่อควบคุมให้มีการใช้สัตว์ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การใช้สัตว์ทดลองหากไม่มีการควบคุมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการแล้ว อาจทำให้สัตว์เจ็บปวด ทรมานหรือเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพผลผลิตและผลงานทางวิทยาศาสตร์ และอาจเกิดผลเสียต่อชีวิตมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต

ผ.อ.ศูนย์สัตว์ทดลองแห่งชาติ เผยว่า สัตว์ทดลองนับเป็นพื้นฐานสำคัญในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยา สมุนไพร วัคซีน จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินงานอย่างมีมาตรฐาน เพื่อลดความแปรปรวนของการศึกษาให้ผลงานถูกต้อง แม่นยำ ซึ่งจะนำไปสู่ความปลอดภัยให้กับประชาชน นอกจากนั้นสัตว์ทดลองยังจำเป็นต่อการศึกษา กลไก วินิจฉัย ค้นหาที่มาของโรค อุบัติใหม่ร้ายแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัจจุบันมีการแข่งขันอย่างสูงในงานวิจัยทั้งในระดับอาเซียนและระดับโลก

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าสัตว์ทดลองยังมีความจำเป็นต่อการพัฒนางานให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สัตว์ทดลองอยู่ แต่อย่างไรก็ตามจะต้องตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ ต้องใช้สัตว์เฉพาะในกรณีที่จำเป็นสูงสุด หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมเท่านั้น

การเลี้ยงดูสัตว์เพื่อใช้ในงานทดลองเเตกต่างจากสัตว์เลี้ยงทั่วไป เนื่องจากการเป็นการผลิตสัตว์ทดลอง ซึ่งหมายถึงการกระทำหรือเพิ่มจำนวนสัตว์ด้วยวิธีผสมพันธุ์สัตว์ สืบสายพันธุ์สัตว์ หรือเพาะขยายพันธุ์สัตว์ ด้วยหลักวิชาการที่ถูกต้อง สามารถตรวจสอบกลับได้ว่ามาจากสายพันธุ์ไหน รวมถึงสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงสัตว์ทดลองทั้งในด้านอาหาร น้ำ วัสดุรองนอน กรง อากาศ แสง เสียงและก๊าซต่างๆ ต้องมีการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ที่สำคัญคือจะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของสัตว์ทดลองที่ผลิตได้ โดยการกำหนดเป็นแผนการตรวจสอบคุณภาพทั้งในด้านสุขภาพพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงสัตว์ ด้านผู้ควบคุม ดูแลที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ทดลองไม่ว่าจะเป็นพนักงานเลี้ยงสัตว์ หัวหน้างาน หรือสัตวแพทย์ ยังต้องได้รับการฝึกอบรมให้ได้รับความรู้และได้รับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

ใช้สัตว์เท่าที่จำเป็น-ไม่ทารุณ

อุปสรรคสำคัญของการทดลองในสัตว์ คือ ทำลายกำแพงความรู้สึกของคนทั่วไปที่มองว่า “สัตว์ทดลองคือการทารุณ”

โรเจอร์ โลหะนันท์ เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย บอกว่า การใช้สัตว์ทดลองต้องเป็นไปตามจรรยาบรรณ ภายใต้การควบคุมของกฎหมายพรบ.สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ พ.ศ. 2558 หรือเรียกสั้นๆว่า “พรบ.สัตว์ทดลอง”

การดำเนินการต่อสัตว์ ตั้งแต่การเรียน การสอน การพัฒนาเพาะสายพันธุ์ การศึกษาเซลล์ต้นกำเนิดและอื่นๆ ตามที่พรบ.สัตว์ทดลองกำหนด หัวหน้าโครงการจะต้องแจ้งการดำเนินงานต่อกรรมการควบคุมของต้นสังกัด และจะต้องดำเนินการโดยผู้มีใบอนุญาตเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะได้รับใบอนุญาตจะต้องเข้าอบรมกับสถาบันพัฒนาการดำเนินการต่อสัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ (สพสว.) ไม่เช่นนั้นถือว่าผิดกฎหมายและจรรยาบรรณ

“การทดลองสัตว์ต้องรอบคอบและมีจรรยาบรรณ เพราะถ้าทำผิดกฎหมายสัตว์ทดลองก็อาจจะผิดกฎหมายพรบ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ด้วย การใช้ทดลองทางวิทยาศาสตร์นั้นทำได้ เพื่อความก้าวหน้ามนุษยชาติ แต่ห้ามทารุณ และอยู่บนพื้นฐานของความจำเป็น ไม่ใช่ทดลองซ้ำซาก หรือทราบผลจากการทำลองของผู้อื่นแล้วก็ยังจะทำ หรือทำเพื่อความพอใจ ไม่ถูกต้อง พูดง่ายๆ ใช้สัตว์เท่าที่จำเป็น ทรมานมันอย่างน้อยที่สุด

หากคุณพบเห็นการดำเนินการใดๆ ที่เข้าข่ายทดลองสัตว์ ต้องถามก่อนเลยว่าผู้นั้นผ่านการขออนุญาตจากคณะกรรมการสัตว์ทดลองแล้วหรือยัง สมัยนี้แค่งานสอนในโรงเรียนจะเอาสัตว์มาผ่าแบบอดีตไม่ได้อีกแล้ว ต้องขออนุญาตหมด ไม่นานมานี้มีแพทย์ท่านหนึ่งทดลองใช้สารสังกะสีฉีดใส่ลูกอัณฑะของสุนัขเพื่อทำหมัน เขาบอกว่าเป็นวิธีที่รวดเร็วกว่าการทำหมันเดิม ทั้งที่มันไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับดูแลการเลี้ยงและใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ การกระทำนั้นส่งผลให้สัตว์เจ็บปวด ทรมานมาก นักวิจัยที่มีจรรยาบรรณเขาไม่ทำกัน เพราะการวิจัยไม่มีทางลัด ไม่อย่างนั้นผู้วิจัยไม่ต่างจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเผด็จการที่โหดเหี้ยมที่ต้องการผลลัพธ์ โดยไม่คำนึงถึงมนุษยธรรม นักวิทยาศาสตร์ดีๆ เขาไม่ทำกัน

เลขาธิการสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยเมืองไทยไม่ค่อยพบปัญหาในการทดลองสัตว์ เนื่องจากส่วนใหญ่มีสำนึกและจรรยาบรรณที่ดี จะมีปัญหาในส่วนของภาคราชการที่ไม่ค่อยขอและหน่วยงานทหาร ซึ่งมักทดลองโดยไม่ขออนุญาต

อย่ามองความตายเป็นเรื่องตลก

ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า สมัยเป็นนิสิตวิชาชีววิทยาทั่วไป สัตว์ขนาดใหญ่สุดที่ได้ทำการทดลองคือ กบ โดยผ่าตัดขณะที่ยังมีชีวิตอยู่

“ในอดีต อาจารย์ชีววิทยาให้ผ่ากบขณะมีชีวิต เรียนรู้ตั้งแต่วิธีน็อกสลบ ใช้เหล็กแทงหัวเพื่อให้สมองหยุดทำงาน และผ่าลำตัวตอนที่มันยังไม่ตาย เห็นหัวใจยังเต้นตุบๆอยู่เลย ผิดกับการเรียนสมัยใหม่ภายใต้ พรบ.สัตว์ทดลองที่ใช้วิธีการุณยฆาต โดยแช่เข็ง หรือรมแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ หลีกเลี่ยงการทรมาน ก่อนนำมาศึกษาทดลอง หรืออย่างการทดลองนำปลาทองมาว่ายในน้ำเกลือ เพื่อดูว่าจะจะเกิดปฎิกิริยาอย่างไรบ้าง ต่อมาก็ถูกยกเลิก เพราะเป็นการทรมานสัตว์”

อ.เจษฎา มองว่า การทดลองสัตว์เป็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ ไม่ใช่งานที่ทำไปเพื่อความสนุกสนาน ‘จรรยาบรรณและกฎหมาย’ คือ สิ่งที่ผู้ทดลองทุกคนไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาหรือนักวิทยาศาสตร์ต้องพึงระลึกเสมอ

“สำหรับผู้เรียน หลักการทดลองสัตว์ง่ายๆคือ ต้องนำสัตว์ที่ตายแล้วมาใช้ ไม่ใช่ทำร้ายมันเพื่อนำมาเรียน  หรือแม้แต่การการุณยฆาตก็ต้องทำเฉพาะกรณีที่จำเป็นจริงๆ ทุกวันนี้เราไม่ได้บอกว่าห้ามนำเรื่องนี้มาพูดเล่น แต่นักศึกษาควรรู้และตระหนักด้วยตัวเอง ว่าการทดลองสัตว์เป็นเรื่องจริงจัง ไม่ใช่งานสนุกๆ

จรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง

ศูนย์สัตว์ทดลองเเห่งชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายถึง “จรรยาบรรณการใช้สัตว์ทดลอง” โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ผู้ใช้สัตว์ต้องตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ ผู้ใช้สัตว์ต้องใช้สัตว์เฉพาะกรณีที่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าเป็นประโยชน์และจำเป็นสูงสุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของมนุษย์และสัตว์หรือความก้าวหน้าทางวิชาการและได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าไม่มีวิธีการอื่นที่เหมาะสมเท่า หรือเหมาะสมกว่า

ผู้ใช้สัตว์ต้องตระหนักถึงความแม่นยำของผลงาน โดยใช้สัตว์จำนวนน้อยที่สุด ผู้ใช้สัตว์จะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติทางพันธุกรรมของสัตว์ที่จะนำมาใช้ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการใช้สัตว์ เพื่อให้มีการใช้สัตว์จำนวนที่น้อยที่สุด และได้รับผลงานที่ถูกต้องแม่นยำมากที่สุด

การใช้สัตว์ป่าต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและนโยบายการอนุรักษ์สัตว์ป่า การนำสัตว์ป่ามาใช้ ควรกระทำเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นต่อการศึกษาวิจัย โดยไม่สามารถใช้สัตว์ประเภทอื่นทดแทนได้ และการใช้สัตว์ป่านั้นจะต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและนโยบายการอนุรักษ์สัตว์ป่า

ผู้ใช้สัตว์ต้องตระหนักว่าสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับมนุษย์ ผู้ใช้สัตว์ทดลองต้องตระหนักว่า สัตว์มีความรู้สึกเจ็บปวดและมีความรู้สึกตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม เช่นเดียวกับมนุษย์ จึงต้องปฏิบัติต่อสัตว์ด้วยความระมัดระวังทุกขั้นตอน นับตั้งแต่การขนส่ง การใช้วัสดุอุปกรณ์ในการเลี้ยงสัตว์ การจัดการสภาพแวดล้อมของสถานที่เลี้ยง เทคนิคในการเลี้ยง และการปฏิบัติต่อสัตว์ โดยไม่ให้สัตว์ได้รับความเจ็บปวดความเครียดหรือความทุกข์ทรมาน

ผู้ใช้สัตว์ต้องบันทึกข้อมูลการปฏิบัติต่อสัตว์ไว้เป็นหลักฐานอย่างครบถ้วน ผู้ใช้สัตว์ต้องปฏิบัติต่อสัตว์ตรงตามวิธีการที่เสนอไว้ในโครงการ และต้องบันทึกไว้เป็นหลักฐานอย่างละเอียด ครบถ้วน พร้อมที่จะเปิดเผยหรือชี้แจงได้ทุกโอกาส

กล่าวโดยสรุป ผู้ใช้สัตว์ทดลองต้องขออนุญาตต่อคณะกรรมการกำกับดูแลการดำเนินการต่อสัตว์ทุกครั้ง ต้องรับผิดชอบให้มีการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณการใช้สัตว์เพื่องานทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งตระหนักถึงคุณค่าของชีวิตสัตว์ จำไว้ว่าใช้สัตว์เฉพาะในกรณีที่จำเป็นสูงสุดเท่านั้น

 

ถอดบทเรียนไฟไหม้ตึกสูง..”ยิ่งไม่ติดดินยิ่งอันตราย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:13 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415610

ถอดบทเรียนไฟไหม้ตึกสูง.."ยิ่งไม่ติดดินยิ่งอันตราย"

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ตึกสูง 10 ชั้นกำลังถูกไฟแผดเผา ควันดำลอยปกคลุมท้องฟ้า เสียงไซเรนดังระงม ช่างเป็นภาพน่าประหวั่นพรั่นพรึง

เหตุการณ์ไฟไหม้อาคารสูง 10 ชั้นภายในซอยนราธิวาส 18 เขตยานนาวา กทม. มีผู้เสียชีวิต 3 ราย บาดเจ็บอีก 3 ราย กำลังสร้างความวิตกกังวลให้แก่คนเมืองที่อาศัยใช้ชีวิตบนตึกสูงอย่างคอนโดมิเนียม แมนชั่น อพาร์ทเมนต์ แม้กระทั่งหอพักตึกแถว

คำถามคือ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าที่พักอาศัยของเรานั้นปลอดภัย และควรทำเช่นไรเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับตัวเอง

ไฟไหม้บนตึกสูง … ภัยใกล้ตัวยุคสังคมแนวดิ่ง

จากสถิติของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กรุงเทพมหานคร ปี 2555 พบว่า กรุงเทพฯเกิดเหตุอัคคีภัยสูงถึง 1,145 ครั้ง คิดเป็น 94.24 % ของสาธารณภัยทุกประเภท

สาเหตุที่กรุงเทพครองแชมป์พื้นที่เกิดเหตุเพลิงไหม้มากที่สุด โดยเฉพาะอาคารประเภทบ้านพักอาศัยและตึกแถว เนื่องจากปัจจุบันมีประชาชนเพิ่มขึ้น สิ่งปลูกสร้างผุดขึ้นหนาแน่นเบียดเสียด ขณะเดียวกันจิตสำนึกด้านความปลอดภัยของแต่ละคนไม่เท่ากัน รวมทั้งเจ้าของหรือผู้ดูแลยังไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่เพียงพอตามกฎหมายกำหนด เหตุเกิดบ่อยที่สุดเกิดขึ้นในเดือนมกราคม –เมษายน ของทุกปี ช่วงเทศกาลต่างๆ มักเกิดเหตุเพลิงไหม้จะมีมากเป็นพิเศษ เช่น เทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน หรือสงกรานต์ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นน้อย ประชาชนนิยมการเดินทางออกไปเที่ยวนอกบ้าน ความอ่อนเพลียส่งผลให้ไม่ละเอียดรอบคอบในการหุงหาอาหาร ทั้งหมดเป็นปัจจัยส่งเสริมร่วมกันทำให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นได้

การเกิดเหตุในอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ไม่น่าเป็นห่วง เพราะการก่อสร้างถูกควบคุมด้วยกฎหมายควบคุมอาคารที่มีอยู่หลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบป้องกันอัคคีภัยซึ่งกฎหมายจะกำหนดไว้ในระดับที่เพียงพอต่อการระงับเหตุเพลิงไหม้อยู่แล้ว ที่น่าเป็นห่วงคือตึกที่สร้างก่อนปี พ.ศ.2535 ซึ่งยังไม่มีกฎหมายความปลอดภัยควบคุม อาจมีการต่อเติมอาคารเพิ่มเข้าไป เมื่อเกิดเหตุจึงยากต่อการแก้ไข

นอกจากนี้ ข้อมูลจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ปี 2557 ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีตึกสูง (อาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป) มากกว่า 11,961 แห่ง ประกอบด้วย 9 ประเภท ได้แก่ 1.อาคารสูง 2,310 แห่ง 2.อาคารขนาดใหญ่พิเศษ 1,091 แห่ง 3.อาคารชุมนุมคน 975 แห่ง 4.โรงมหรสพ 313 แห่ง 5.โรงแรมที่มีห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป 161 แห่ง 6.อาคารชุดหรืออาคารอยู่อาศัยรวมที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตร.ม.ขึ้นไป 4,245 แห่ง  7.โรงงานที่มีความสูงมากกว่า 1 ชั้น และมีพื้นที่ 5,000 ตร.ม. ขึ้นไป 107 แห่ง 8.สถานบริการ 1,383 แห่ง  และ 9.ป้ายที่มีความสูงตั้งแต่ 15 ม.ขึ้นไป หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตร.ม. 1,376 แห่ง

เรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้คือ กฎกระทรวงฉบับที่ 50 (พ.ศ.2540) หมวด 2 เรื่องระบบระบายอากาศ ระบบไฟฟ้า และระบบป้องกันเพลิงไหม้ ออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้กำหนดแนวทางป้องกันเหตุอัคคีภัยสำหรับตึกสูงไว้อย่างชัดเจน สาระสำคัญมีดังนี้

อาคารสูงต้องมีพื้นที่โดยรอบห่างจากตัวอาคารไม่น้อยกว่า 6 เมตร เพื่อให้รถดับเพลิงสามารถเข้าระงับเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีลิฟท์ดับเพลิงที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถปฏิบัติงานได้ยามเกิดเพลิงไหม้ มีบันไดหนีไฟ ซึ่งบันไดหนีไฟนั้นต้องมีประตูทำจากวัสดุทนไฟระบบแสงสว่างและระบบอัดลมความดันขณะใช้งานไม่น้อยกว่า 3.86 ปาสกาลเมตร และต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา มีแผนผังอาคารแต่ละชั้นติดไว้บริเวณโถงลิฟท์ทุกแห่งของแต่ละชั้นที่เห็นได้ชัดเจน มีวิธีระบายอากาศอย่างเพียงพอในแต่ละห้อง เช่น ช่องระบายอากาศ หรือเครื่องระบายอากาศ มีดาดฟ้าที่มีพื้นที่กว้าง โล่ง เพื่อใช้เป็นทางหนีไฟทางอากาศได้ รวมทั้งอุปกรณ์เครื่องช่วยในการหนีไฟจากอาคาคลงสู่พื้นดินโดยปลอดภัย

มีอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ทั้งระบบอัตโนมัติและระบบแจ้งเหตุที่ใช้มือ มีระบบท่อยืนทาสีน้ำมันแดงตั้งแต่ชั้นล่างสุดไปยังชั้นสูงสุดของอาคาร ทุกชั้นต้องมีตู้ฉีดหัวดับเพลิง พร้อมสายฉีด และมีอุปกรณ์ดับเพลิงแบบมือถือ พร้อมคู่มือคำแนะนำใช้สอยสะดวก มีระบบดับเพลิงอัตโนมัติ เช่น ระบบสปริงเกอร์ มีระบบการเก็บกักน้ำไว้เพื่อการดับไฟ มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ซึ่งได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดี เพื่อทำการช่วยเหลือเจ้าพนักงานดับเพลิงในยามเกิดเหตุเพลิงไหม้

พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ อนิรุทธเทวา รองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) กทม. กล่าวว่า ถ้าเจ้าของอาคารปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด มีระบบป้องกันดี เวลาเกิดเหตุเพลิงไหม้ก็จะดูแลตัวเองได้ อาจดับไฟได้ก่อนรถดับเพลิงไปถึง แต่นิสัยคนไทยชอบปรับเปลี่ยนอะไรตามใจชอบ เช่น ไปกั้นห้องเพิ่มจนปิดบังรัศมีการทำงานของระบบสปริงเกอร์จากวงกลมเหลือแค่ครึ่งวงกลม

“สมัยก่อนเราเคยมีพ.ร.บ.ป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ.2542 ซึ่งกำหนดให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงทำหน้าที่เป็น ‘นายตรวจสอบอาคาร’ สามารถเข้าไปตรวจเช็คอาคารได้ทุกที่ทุกเวลา มีอำนาจให้ย้าย เปลี่ยน รื้อถอนได้หมด แต่ภายหลังกฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกหลังจากกระทรวงมหาดไทยออกพ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 โดยแก้ไขให้บุคคลที่สามนั่นคือบริษัทเอกชนที่เป็นจดทะเบียนนิติบุคคล ส่งคนมีวุฒิสถาปัตย์หรือวิศวะไปสอบเรื่องการตรวจอาคารกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เท่านี้ก็สามารถเป็นนายตรวจอาคารได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย บางแห่งก็เข้มงวดกวดขัน บางแห่งปล่อยปะละเลย หรือฮั้วกันก็มี เช่น วันไหนนายตรวจจะมา ก็ไปเช่าถังดับเพลิงมาวางไว้หลอกๆ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าของอาคารด้วยว่ามีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยแค่ไหน”

ยิ่งไม่ติดดินยิ่งอันตราย

พ.ต.อ.เทวานุวัฒน์ เผยข้อมูลอันน่าตกใจว่า อาคารที่มีความสูงไม่ถึง 23 เมตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอพาร์ทเมนท์ หอพัก มากกว่า 70 % ไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน

หอพักหลายแห่งที่นิยมสร้างไม่เกิน 5-8 ชั่้น กว่า 70 % ไม่มีระบบป้องกันอะไรสักอย่าง อันตรายมาก อย่างน้อยขอแค่มีกริ่งเตือนภัย มีถังดับเพลิงแบบหูหิ้ว มีบันไดหนีไฟก็ยังดี แถมพฤติกรรมของผู้เช่าอาศัยซึ่งเป็นวัยรุ่นก็มีส่วนเสี่ยงทำให้เกิดเพลิงไหม้ เล่นเกมทั้งวันทั้งคืน ใช้ปลั๊กพ่วงไม่ได้คุณภาพ บางคนเห็นรูเสียบคนละแบบก็ไม่สน ยัดจนพัง บางคนเสียบพร้อมกันทีเดียวทั้งสายไวไฟ คอมพิวเตอร์ ปริ้นเตอร์ ทีวี พัดลม ชาร์ตโทรศัพท์ มันก็ทำงานเกินกำลัง ทำแบบนี้ไม่ต่างจากกำลังจุดไฟเผาตัวเอง

เมืองนอกยิ่งอยู่สูงยิ่งราคาถูก เพราะเขารู้ว่ายิ่งเท้าไม่ติดดินยิ่งอันตราย ส่วนไทยยิ่งสูงยิ่งแพง เพราะอยากได้วิวดีๆ ลมดีๆ อย่าพิจารณาแค่ราคาถูก ทำเลดี หรือความหรูหราสะดวกสบาย แต่ควรเช็คให้แน่ใจว่าอาคารที่เราจะเข้าไปอยู่มีระบบความปลอดภัยดีแค่ไหน เจ้าของหอพักใส่ใจเรื่องอัคคีภัยหรือไม่ มีระบบแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ไหม เช่น ระบบสปริงเกอร์ แผนผังอาคาร ทางหนีไฟ กริ่งสัญญาณแจ้งเตือน ถังดับเพลิง ถ้าไม่มีก็อย่าไปเสี่ยง สำหรับการป้องกันตัวเองเบื้องต้นควรมีชุดความปลอดภัย(Safety Kit)ติดห้องไว้ ภายในประกอบด้วยไฟฉายเวลากลางคืน เชือกขนาด 10 เมตรไว้ผูกเงื่อนโรยตัวจากอาคาร นกหวีดเป่าขอความช่วยเหลือ ถังดับเพลิงแบบหูหิ้ว ควรศึกษาวิธีใช้เบื้องต้นให้เข้าใจเผื่อยามฉุกเฉิน”

สอดคล้องกับคำแนะนำของอดีตครูฝึกหลักสูตรการช่วยชีวิตขั้นสูงรายหนึ่ง บอกว่า อันดับแรกที่ต้องดูเมื่ออาศัยอยู่บนตึกสูงคือ ทางหนีทีไล่

“จะอยู่ตึกสูงประเภทไหนก็แล้วแต่ ดูว่าทางเข้าออกอยู่ตรงไหน ลิฟท์มีกี่ตัว มีบันไดหนีไฟตรงไหนบ้าง หลายคนอยู่มาหลายปีไม่เคยใช้บันไดหนีไฟเลยด้วยซ้ำ ลองทดสอบประตูเข้าออกทางหนีไฟดูว่าใช้การได้ไหม ถ้าใช้ไม่ได้ ไม่พร้อม ก็ให้แจ้งนิติบุคคล อย่าลืมว่าเราเสียเงินให้เขาทุกปี ดังนั้นเป็นหน้าที่ที่เจ้าของโครงการต้องดูแลให้ความปลอดภัยเรา ตึกใหญ่อย่างคอนโดมิเนียม หรืออาคารสำนักงาน ตามกฎหมายจะให้จัดทำแผนซ้อมอพยพเป็นประจำทุกปี แต่คนกลับไม่ให้ความสำคัญ พอไปฝึกจริงก็ทำเป็นเหยาะๆแหยะๆ ผมกล้าพูดได้เลยว่าร้อยทั้งร้อยไม่รู้ว่าอุปกรณ์ดับเพลิงใช้ยังไง ไม่รู้วิธีดับไฟง่ายๆ เวลาเกิดเหตุก็แจ้งเหตุไม่เป็น ไฟไหม้แทนที่จะโทรเข้าสายด่วน 199 ระบุสถานที่เกิดเหตุ แจ้งชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรที่สามารถโทรติดต่อได้ กลับโทรหาแฟน หาเพื่อน แทนที่จะโทรหาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งมาให้การช่วยเหลือ”

10วิธีเอาตัวรอดจากเหตุไฟไหม้บนตึกสูง

ต่อไปนี้คือ 10 คำแนะนำการหนีเอาตัวรอดจากเหตุเพลิงไหม้บนอาคารสูง โดยสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.)

1.โดยปกติ อาคารสูง คอนโดมิเนียม โรงแรม ได้ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ ก่อนเข้าไปพักอาศัย หรือจองห้องพักโรงแรม ให้สอบถามว่ามีเครื่องป้องกันควันไฟ และอุปกรณ์น้ำฉีดอัตโนมัติบนเพดานหรือไม่ เมื่อเข้าอยู่อาศัย ให้อ่านคำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ และการหนีเพลิงไหม้

2.หาทางออกฉุกเฉินสองทางที่ใกล้ห้องพัก ตรวจสอบดูว่าทางหนีฉุกเฉิน ปิดล็อคตายหรือมีสิ่งกีดขวางหรือไม่ ให้นับจำนวนประตูห้อง โดยเริ่มจากห้องที่เราพักอาศัยสู่ทางหนีฉุกเฉินทั้งสองทาง เมื่อทำเช่นนั้นก็จะสามารถไปถึงทางหนีฉุกเฉินได้ ถึงแม้ว่าไฟจะดับ หรือปกคลุมไปด้วยควัน

3.เรียนรู้ และฝึกการเดินภายในห้องพักเข้าหาประตู และเปิดประตูได้ภายในความมืด วางกุญแจห้องพัก และไฟฉายไว้ใกล้กับเตียงนอน ในกรณีเกิดเพลิงไหม้ จะได้นำกุญแจห้องและไฟฉายไปด้วย อย่าเสียเวลากับการเก็บสิ่งของ

4.หาตำแหน่งสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ เปิดสัญญาณเตือนเพลิงไหม้หากหาพบ จากนั้นหนีลงจากอาคาร แล้วโทรศัพท์เรียกหน่วยดับเพลิง

5.หากได้ยินสัญญาณเพลิงไหม้ ให้หนีลงจากอาคารทันที อย่าเสียเวลาตรวจสอบว่าเพลิงไหม้ที่ใด

6. ถ้าเพลิงไหม้ในห้องพักของท่าน ให้หนีออกมา แล้วปิดประตูห้องทันที เมื่อหนีออกมาแล้วให้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ดูแลอาคาร และโทรศัพท์แจ้งเพลิงไหม้

7. ถ้าไฟไม่ได้เกิดขึ้นในห้องพักของเรา ให้หนีออกจากห้อง ก่อนอื่นให้วางมือบนประตู หากประตูมีความเย็นอยู่ ค่อยๆเปิดประตู แล้วหนีไปยังทางหนีไฟฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด

8.หากประตูมีความร้อน อย่าเปิดประตู ในห้องของเราอาจจะเป็นที่ปลอดภัยที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ โทรศัพท์เรียกหน่วยดับเพลิง แจ้งให้ทราบว่าท่านอยู่ที่ใด และกำลังตกอยู่ในวงล้อมของเพลิงไหม้ หาผ้าเช็ดตัวเปียก ๆ ปิดทางเข้าของควัน ปิดพัดลม และเครื่องปรับอากาศ ส่งสัญญาณของความช่วยเหลือที่หน้าต่าง หรือชานอาคาร คอยความช่วยเหลือ

9. คลานให้ต่ำ เมื่อควันปกคลุม อากาศบริสุทธิ์จะอยู่ด้านต่ำของพื้นห้อง หากต้องเผชิญหน้ากับควันไฟ ให้ใช้วิธีคลานหนีไปทางหนีฉุกเฉิน ให้นำกุญแจห้องไปด้วย หากหมดหนทางหนีจะได้สามารถกลับเข้าห้องพักได้

10.อย่าใช้ลิฟท์ขณะเกิดเพลิงไหม้ ลิฟท์อาจหยุดทำงานที่ชั้นเพลิงไหม้ ให้ใช้บันใดภายในอาคาร

 

ธัมมชโยสะท้าน…สมเด็จช่วงสะเทือน วงการสงฆ์สั่นคลอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415416

ธัมมชโยสะท้าน...สมเด็จช่วงสะเทือน วงการสงฆ์สั่นคลอน

โดย..เอกชัย จั่นทอง

เรื่องราวความอื้อฉาวของวัดพระธรรมกายถูกวิจารณ์อย่างแพร่หลาย ทั้งการเดินธุดงค์กลางเมืองแสวงบุญ แต่เรื่องใหญ่ที่สุดที่คนทั้งประเทศไม่อาจลืม คือคดีความที่เกิดขึ้นกับ “พระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)” ผู้นำทางจิตวิญญาณของวัดแห่งนี้ นั่นคือคดียักยอกทรัพย์สินของวัดพระธรรมกายไปเป็นสมบัติส่วนตัว

ย้อนไปเมื่อปี 2541 พระอดิศักดิ์ วิริสโก อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย ได้กล่าวหาธัมมชโยว่ายักยอกเงินและที่ดินของญาติโยมที่บริจาคให้กับวัด อีกทั้งยังมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับความเป็นพระ เช่น อวดอุตริและมีความใกล้ชิดสีกา ฯลฯ ต่อมากรมที่ดินได้สำรวจพบว่า ธัมมชโยมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินและบริษัทที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายกว่า 400 แปลง เนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ ใน จ.พิจิตร และเชียงใหม่

มหาเถรสมาคม (มส.) จึงมอบหมายให้ พระพรหมโมลี เจ้าอาวาสวัดยานนาวา ซึ่งเป็นเจ้าคณะภาค 1 (ในสมัยนั้น) ตรวจสอบ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าเรื่องดังกล่าวเป็นจริงตามที่ถูกกล่าวหา ทำให้ มส.มีมติให้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของเจ้าคณะภาค 1 คือ ให้ปรับปรุงคำสอนของวัดพระธรรมกายว่า นิพพานเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตา และยุติการเรี่ยไรเงินนอกวัด และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้มีพระลิขิตให้คืนที่ดินและทรัพย์สินขณะเป็นพระให้วัดพระธรรมกาย แต่ธัมมชโยไม่ยอม กรมการศาสนาจึงได้เข้าแจ้งความต่อกองปราบปราม กล่าวโทษในคดีอาญา ฐานเบียดบังยักยอกทรัพย์และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จนมีการต่อสู้ทางคดีความเกือบ 7 ปี ตั้งแต่ปี 2542-2547

ที่สุดคดีธัมมชโยกลับพลิก เมื่ออัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีนี้ทุกข้อกล่าวหา ซึ่งเป็นช่วงสมัยที่ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

ถัดมาในปี 2558 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ปัดฝุ่นแฟ้มคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่รับไว้ตั้งแต่ปี 2556 ดีเอสไอได้เข้าจับกุมยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายของ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตฯ กว่า 3,000 ล้านบาท มีผู้เสียหายในคดีนี้ 5.6 หมื่นราย แต่ก็ค่อยๆ เงียบหายไป

จากนั้นชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้นำคดียักยอกทรัพย์ความเสียหายกว่า 27 ล้านบาท เข้าร้องทุกข์ต่อ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม จนเกิดแรงกระเพื่อมทางคดีอีกครั้ง

ดีเอสไอในฐานะเจ้าของคดี จึงสอบสวนในเชิงลึกลงไปที่เช็ค 878 ฉบับ จนทราบเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ยักยอกทรัพย์ และเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มการเมืองและวัดพระธรรมกาย ปฏิบัติการแกะรอยเงินสหกรณ์ฯ คืนจึงได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อดีเอสไอเข้าค้นบริษัทของสถาพร วัฒนาศิรินุกุล อดีตพระลูกวัดพระธรรมกาย ที่มีชื่อรับเช็คสั่งจ่ายจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ บริษัทมีที่ตั้งไม่ห่างจากวัดพระธรรมกาย จนนำไปสู่การออกหมายเรียกพระลูกวัดพระธรรมกายและธัมมชโย เข้าให้ปากคำเพื่อชี้แจงการรับเช็คบริจาค

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ ระบุชัดเจนว่า จะดำเนินคดีฟอกเงินกับศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์ฯ ที่ขณะนั้นอยู่ในเรือนจำ กับผู้ที่มีชื่อรับเช็ค 878 ฉบับ ซึ่งก่อนหน้านี้ดีเอสไอแยกการสอบสวนออกเป็น 7 กลุ่มประกอบด้วย

1.นิติบุคคลที่มีมูลหนี้ต่อกัน 2.วัดพระธรรมกาย 3.สหกรณ์อื่นๆ 4.ผู้ต้องหาและผู้ที่เข้าข่าย 5.บุคคลธรรมดา 6.นายหน้าค้าที่ดินและ 7.นิติบุคคลที่ไม่มีมูลหนี้ต่อกันซึ่งทั้งหมดจะถูกดำเนินคดีข้อหารับของโจรและฟอกเงิน

โดยเฉพาะในส่วนของวัดพระธรรมกาย พบว่า มีการรับบริจาคโดยไม่มีมูลหนี้รวมกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการบริจาคให้วัดเข้าบัญชีธัมมชโยและเข้าบัญชีพระรูปอื่นในเครือข่ายวัดพระธรรมกาย ส่วนการดำเนินคดีฟอกเงินหากพบว่ามีทรัพย์สินที่ได้จากการยักยอกสหกรณ์หลงเหลืออยู่กับบุคคลใด พนักงานสอบสวนจะยึดอายัดทันที โดยคดีฟอกเงินคาดว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นานสามารถดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้

นอกจากนี้ ธัมมชโยยังมีคดีความที่ต้อง “สะท้านวงการสงฆ์” คือกรณีการฝืนพระลิขิตของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่ระบุชัดเจนว่า ธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระ จากคดียักยอกเงินและที่ดินตามพระลิขิต แต่เรื่องกับถูกดึงเวลาล่วงเลยมานาน จนที่สุดดีเอสไอได้ส่งหนังสือถึงสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และมหาเถรสมาคม (มส.) ดีเอสไอยืนยันว่าพระลิขิตมีผลตามกฎหมาย

เรื่องนี้สังคมกำลังจับตามองว่าท้ายที่สุด มส. ที่นำโดย สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ธัมมชโย และสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ จะกล้าจัดการกับปัญหานี้หรือไม่

และแม้ว่า มส.จะสรุปว่าไม่ดำเนินการใดๆ กับธัมมชโย ก็จะถูกกลุ่มที่ต่อต้านวัดพระธรรมกายยื่นฟ้องต่อสำนักพุทธหรือ มส. ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 157 เป็นคดีไม่จบสิ้น

ขณะเดียวกันยังเกิดวิบากกรรมกับ “สมเด็จช่วง” พระอุปัชฌาย์ธัมมชโย และยังเป็นถึงรักษาการสมเด็จพระสังฆราช ที่มีมลทินทางคดีเข้ามาพัวพันไม่ต่างจากธัมมชโยในคดีครอบครองรถหรูโบราณ ทะเบียน ขม 99

คดีนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างการสอบข้อเท็จจริงถึงที่มาที่ไปของรถคันดังกล่าวว่าผิดกฎหมายหรือไม่ นั่นยังส่งผลให้การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 หยุดชะงัก เพราะนายกรัฐมนตรี ระบุชัดว่า หากยังมีปัญหาและความขัดแย้งก็จะยังไม่มีการแต่งตั้งใดๆ เพราะผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำสงฆ์ต้องไร้มลทินทุกประการ

เรื่องราวทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกันระหว่างธัมมชโยและสมเด็จช่วง สำนักงานพระพุทธศาสนาฯ และมหาเถรสมาคมต้องตัดสินใจได้แล้วว่าจะคงไว้ซึ่งศาสนาที่ถูกต้องตามประเพณี ขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นกับวงการสงฆ์ ก่อนที่จะลุกลามขยายหนักหน่วงกว่านี้

 

ชำแหละ “ข้อสอบระดับชาติ” เพิ่มเด็กด้อยโอกาส-ไม่สะท้อนความรู้ในห้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:52 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415386

ชำแหละ "ข้อสอบระดับชาติ" เพิ่มเด็กด้อยโอกาส-ไม่สะท้อนความรู้ในห้องเรียน

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภาพเด็กนักเรียนฟุบหลับ เท้าคาง ทำหน้าเบื่อหน่าย ถึงขั้นทนไม่ไหวลุกออกจากห้องก่อนเวลาอันควร ปรากฎให้เห็นอยู่บ่อยครั้งทุกช่วงมหกรรมการสอบแข่งขันระดับชาติ

ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ เว็บไซต์ของสถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้ประกาศผลการทดสอบวิชาสามัญ 9 วิชา สำหรับเด็กนักเรียนที่จะสอบตรงกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ประจำปีการศึกษา 2559 ปรากฎว่า มีคะแนนเฉลี่ยผ่าน 50 % เพียงแค่วิชาเดียวคือภาษาไทย 50.65 % และต่ำสุดคือ คณิตศาสตร์ที่ 20.88 %

บรรดานักเรียนและผู้ปกครองต่างพร้อมใจกันเปล่งเสียงกันระงมว่า “ทำไมข้อสอบถึงยากเหลือเกิน”

3 ต้นตอเด็กทำข้อสอบไม่ได้

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษาจากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ข้อสอบยากนั้นมีด้วยกัน 3 ประการ คือ

สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) พยายามออกแบบข้อสอบ ให้เด็กต้องรู้ลึกและรู้รอบ แต่วิธีการเรียนการสอนของเด็กกลับเป็นไปในลักษณะท่องจำ ซึ่งขัดแย้งกับวิธีวัดผล จึงไม่สามารถทำข้อสอบได้

สทศ. พยายามออกแบบยกระดับข้อสอบให้พ้นไปจากโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งโรงเรียนกวดวิชาก็พยายามดักทางข้อสอบเรื่อยๆ วนเวียนอยู่อย่างนี้ ปัญหาจึงตกอยู่กับเด็กที่พยายามวิ่งตามและเรียนอย่างหนักจนเกิดความกดดัน นอกจากนี้การให้ทำข้อสอบยากนั้นขัดกับนโยบายลดเรียนเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ของกระทรวงการศึกษาด้วย

กลุ่มอาจารย์ส่วนใหญ่ที่ออกข้อสอบเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและโรงเรียนสาธิต ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นั้นมีน้อยมาก พูดง่ายๆคนสอนไม่ได้สอบ คนสอบไม่ได้สอน ออกแบบโดยไม่ดูความแตกต่างเหลื่อมล้ำระหว่างเด็กในเมืองและชนบท

“ความยากของข้อสอบ ทำให้เด็กไม่มีความสุข เครียด กดดัน และมีความทุกข์กับผลคะแนนที่ออกมา จนเริ่มตั้งคำถามว่าข้อสอบนั้นวัดศักยภาพที่แท้จริงของเขาได้หรือไม่ ผมมองว่าจุดเริ่มต้นของทางออกคือรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการต้องเป็นเจ้าภาพ นำ สทศ. สพฐ. มหาวิทยาลัยและผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด มาร่วมกันหารืออย่างจริงจังเพื่อเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกันให้ได้”

ไร้ความสอดคล้องระหว่างเรียนกับสอบ

หลายปีที่ผ่านมา เด็กนักเรียนจำนวนมากมักบ่นอยู่เสมอๆหลังเดินออกจากห้องสอบว่า เนื้อหามันยากเย็นเหลือเกิน ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ รองคณบดี ฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ชัดว่า ต้นตอของปัญหาคือความไม่สอดคล้องกันระหว่างหลักสูตรและการประเมินวัดผล ปัจจุบันโรงเรียนแต่ละแห่งสามารถเลือกเนื้อหาตำราเรียนเองได้ ทำให้ความลึกของแต่ละวิชาในแต่ละช่วงชั้นนั้นไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนหรือตายตัว ขอเพียงอยู่ภายใต้มาตรฐานแกนกลางที่กระทรวงกำหนดไว้กว้างๆ ความหลากหลายตรงนี้จึงนำไปสู่ปัญหาในการวัดผล

มาตรฐานการวัดผลภายในโรงเรียน ค่อนข้างสอดคล้องกับสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้จากห้องเรียน แต่พอเป็นการวัดผลระดับประเทศ ข้อสอบกลางอย่างโอเน็ตจะพบปัญหาทันที เพราะระดับการสอนในห้องเรียนของแต่ละแห่งนั้นมีเนื้อหาระดับความลึกและความหลากหลายไม่เท่ากัน แต่กลับต้องมาเจอกับข้อสอบที่มีความลึกเหมือนกัน ทำให้เสี่ยงมากที่จะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้จริงในห้อง พูดง่ายๆว่าคุณหลากหลายในการเรียน แต่สอบแบบเดียวกัน จนเกิดเป็นความลักลั่นไม่สอดคล้อง ตัวอย่างเช่นวิชาสังคมศึกษาที่ถามเรื่อง “นางจูฬสุภัททา” บางโรงเรียนไม่ได้เรียน บางโรงเรียนไม่รู้จักชื่อนี้เลยด้วยซ้ำ ไม่มีมาตรฐานของเนื้อหาตรงกลางที่ทุกคนรู้ว่าต้องสอนหรือเรียนอะไร เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ เเละตราบใดที่คนออกข้อสอบยังเชื่อว่าเด็กทุกคนต้องรู้เเบบนี้เท่านั้น เสียงบ่นเรื่องข้อสอบก็ไม่มีวันจางหายไป”

รศ.ดร.ศิริเดช บอกว่า การเรียนพิเศษของเด็กถือเป็นเรื่องจำเป็นในปัจจุบัน ที่ผ่านมาเคยทำการวิจัยวิเคราะห์สิ่งที่ครูสอนกับสิ่งที่เด็กต้องไปสอบจริง พบว่า แทบไม่มีความสอดคล้องกันเลย ลำพังความรู้ที่เด็กได้รับจากโรงเรียนอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ซึ่งครูมีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการสอน และอื่นๆอีกมากมาย จนทำให้ไม่สามารถสอนได้ในระดับโรงเรียนกวดวิชา

“ผลของการแห่ไปเรียนพิเศษก็คือ ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยนับวันจะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนออกข้อสอบจะพยายามพัฒนาเนื้อหารูปเเบบให้เเตกต่างไปจากสำนักติว เนื่องจากหากออกข้อสอบด้วยความยากเท่าเดิม เด็กจะทำได้กันเยอะมาก และจำแนกไม่ออกว่าใครควรอยู่คณะไหน จนคะแนนขึ้นไปติดเพดาน ระบบนี้เด็กที่ได้เปรียบก็คือเด็กที่มีโอกาส โดยเฉพาะคนในเมือง พวกเขาวิ่งตามได้ แต่เด็กที่ด้อยโอกาสจำนวนมากในสังคม จะถูกถ่างโอกาสที่น้อยอยู่แล้วให้น้อยลงเรื่อยๆ”

ดร.ศิริเดช บอกว่า โจทย์หลักในการตั้งมาตรฐานความรู้ของนักเรียนเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องทบทวนให้ตรงกับวัตถุประสงค์หลักของการสอบโอเน็ต หรือการวัดผลมาตรฐานทางการศึกษา

มาตรฐานระดับความลึกของเนื้อหาเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องกลับมาตั้งหลักและทบทวน เพื่อแจ้งให้ผู้สอนและผู้เรียนได้ทราบว่า ความรู้ระดับไหนที่ชี้วัดว่าเป็นมาตรฐาน เเละมาตรฐานต้องเป็นขั้นต่ำไม่ใช่ขั้นสูง เพื่อเป็นการบ่งบอกว่า การจัดการศึกษาของประเทศทำให้เด็กมีการเรียนรู้ถึงเกณฑ์มาตรฐาน มันอาจทำให้เด็กบางโรงเรียนได้คะแนนสูงจำนวนมาก เเต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะแปลว่าพวกเขาได้มาตรฐาน ปัจจุบันคนออกข้อสอบมีความคิดว่าหากเด็กทำข้อสอบได้กันเยอะแปลว่าข้อสอบไม่ดี ซึ่งจริงๆเเล้วไม่ใช่ เราต้องมีมาตรฐานความลึกกลางๆ ถ้าเราไปหนีข้อสอบให้ห่างจากความรู้ที่เขาได้เรียนจริงในห้อง มันจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆอีกมากมาย เพราะสิ่งที่สอบกับสิ่งที่สอนมันตามกันไม่ทัน”

เลิกปลูกฝังระบบ”แพ้คัดออก”

นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล มองว่าผู้ออกข้อสอบคงกำลังสะใจอย่างมากที่เห็นผู้แพ้เพิ่มมากขึ้น

ข้อสอบยากขึ้นทุกปีเพื่อหาผู้แพ้ให้ได้ คนออกข้อสอบคงสะใจมากที่เด็กทำข้อสอบไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าความยากของข้อสอบนั้นเป็นปัญหาทุกปี มีสถานะอย่างนี้มาต่อเนื่องจนไม่เข้าใจว่าผู้ออกข้อสอบแกเมาหมัดหรืออย่างไร พอมีปัญหาก็ออกมาแถลงข่าวโน่นนั่นนี่ แต่ไม่เห็นการพัฒนาหรือยกระดับการศึกษาในปีถัดมาแต่อย่างไร ระบบแบบนี้ไม่มีเด็กคนไหนหรือผู้ปกครองคนใดอยากเป็นผู้แพ้

ทางออกของเด็กๆคือ การหันหน้าพึ่งโรงเรียนกวดวิชากันอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายและขัดแย้งกับนโยบายของเจ้ากระทรวงอย่างพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการที่ประกาศว่า“ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” จนกลายเป็นคำถามว่า พวกเราจะเดินไปสู่นโยบายที่ว่านั้นอย่างไร เมื่อระบบการเรียนการสอนไทยคือระบบแพ้คัดออก

ตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งเกรดเฉลี่ย4.00ได้คะแนนโอเน็ตเต็ม100แต่กลับไม่เคยคิดจะทำอะไรเพื่อส่วนรวม มีความเห็นแก่ตัวสูง กับเด็กอีกคนได้เกรดเฉลี่ย3.00กว่า โอเน็ตได้80คะแนน แต่เต็มร้อยกับกิจกรรมเพื่อส่วนร่วม เรื่องนี้ยังไม่เคยมีเจ้ากระทรวงท่านใดบอกว่าตกลงจะเลือกเด็กคนไหนขึ้นเป็นที่หนึ่งของประเทศ เราไม่เคยให้น้ำหนักความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับสังคม นโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้จะเป็นผลได้อย่างไร

โรงเรียนบางแห่ง พ่อแม่จับกลุ่มเป็นก๊กเป็นเหล่า เมื่อคุณครูมอบหมายกิจกรรมให้ลูก กลุ่มพ่อแม่จะช่วยกันทำ เพื่อให้ลูกมีเวลาไปติวหนังสือ ผลคะแนนออกมาก็นำไปเกทับกับกลุ่มอื่นว่าลูกของฉันเก่งกว่า เรื่องแบบนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบแพ้คัดออกได้ส่งเสริมภาพสังคมแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น จนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว

นพ.สุริยเดว บอกว่า ถึงเวลาที่ผู้ออกข้อสอบต้องทบทวนตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่กับระบบและเด็กที่ไร้โอกาส ไม่มีพ่อแม่มานั่งซัพพอร์ต ไม่อย่างนั้นผู้แพ้จะกลายเป็นชนชั้นด้อยโอกาส และเพิ่มความเหลื่อมล้ำมากขึ้นในสังคม ทุกวันนี้เด็กที่เอาชนะระบบในปัจจุบันมากมายที่เอาตัวไม่รอดหรือขาดคุณภาพในการใช้ชีวิต เรียนเยอะจนไม่หลงเหลือเวลารู้เท่าทันสื่อ เพศศึกษา สุขภาวะหรือภัยพิบัติธรรมชาติ สอบได้คะแนนดีใช่ว่าจะการันตีคุณภาพในการใช้ชีวิตของคนผู้นั้น

นพ.สุริยเดว บอกว่า ระบบการเลื่อนชั้นสู่ระดับการศึกษาที่สูงขึ้นต้องถูกปรับเปลี่ยน คล้ายกับระบบอุตสาหกรรมในภาคเอกชน เมื่ออยากได้วัตถุดิบที่ดีเพื่อสินค้ามีคุณภาพ การลงไปตรวจสอบคัดเลือกวัตถุดิบด้วยตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ระดับอุดมศึกษาควรทำข้อตกลงจับมือกับระดับมัธยม ลงมาตรวจสอบคุณภาพการเรียนการสอนด้วยตัวเอง เปลี่ยนการเรียนการสอนจากการนั่งเรียนหน้าชั้นไปสู่การถกเวทีอภิปรายเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการค้นคว้าหาความรู้ ทำให้ทุกคะแนนที่เขาได้เกิด มีที่มาจากความสามารถของตัวเอง ลงไปล้วงลูกเองแบบนี้ ท่านจะได้สินค้าที่คุณภาพ ค่อยๆพัฒนาจนเกิดพื้นที่การเรียนรู้ลักษณะนี้ ณ ปัจจุบันเราไม่เห็นฝั่ง ไม่เห็นอนาคตที่ดีในอีก10ข้างหน้า เด็ก ม.4วันนี้กำลังนั่งต้องอ่านหนังสือ ม.6 เรียนวิชาที่ไม่ตรงกับศักยภาพของตัวเอง”

ปัญหาข้อสอบยาก กลายเป็นปัญหาคลาสสิคในวงการศึกษาไทยที่สังคมพูดถึงเสมอในทุกฤดูกาลสอบ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

 

สปท.ส่งข้อเสนอถึงกรธ. แนะอย่าทิ้งร่าง‘บวรศักดิ์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/415187

สปท.ส่งข้อเสนอถึงกรธ. แนะอย่าทิ้งร่าง‘บวรศักดิ์’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีมติเอกฉันท์ 179 เสียง ให้ส่งคำอภิปรายของสมาชิก สปท.ที่มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญระหว่างวันที่ 8-9 ก.พ. ไปให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)

นอกจากนี้ ยังมีมติ 178 ต่อ 1 เสียงให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ของ สปท.ทุกคณะจัดทำร่างรัฐธรรมนูญมาคณะละหนึ่งอนุมาตราว่าจะปฏิรูปประเทศในเรื่องใดบ้าง และส่งมาให้กับ กมธ.วิสามัญกิจการ สปท. (วิป สปท.) พิจารณาภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะส่งมอบให้กับ กรธ.ไปดำเนินการนำไปบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายมาตรา 269 ต่อไป

สำหรับการอภิปรายของสมาชิก สปท.เมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) ได้มีสมาชิก สปท.แสดงความคิดเห็นในประเด็นที่หลากหลายทั้งประเด็นทางการเมืองและสังคม ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.มีจุดดีหลายจุด โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการทุจริต แต่ควรนำบทบัญญัติสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางส่วนที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ มาพิจารณาด้วย

คุรุจิต นาครทรรพ ประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อภิปรายว่า เห็นด้วยกับการบัญญัติคุ้มครองพระพุทธศาสนาในรัฐธรรมนูญ และคุ้มครองศาสนาอื่นอย่างเท่าเทียมกัน และรัฐไม่ควรประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่การรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ

“รัฐธรรมนูญออกแบบให้รัฐบาล และพรรคการเมืองอ่อนแอ เพราะทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้รับเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว” คุรุจิต กล่าว

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิก สปท.และอดีต กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อภิปรายว่า เห็นด้วยกับระบบเลือกตั้ง สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่อ แต่อยากทราบข้อดีของการใช้บัตรใบเดียวและคนที่เสียประโยชน์มีมากน้อยแค่ไหน เพราะเท่าที่พบพรรคเล็กจะเสียประโยชน์มาก พรรคเหล่านี้จะไม่มีโอกาสได้คะแนนบัญชีรายชื่อจากคนที่สนับสนุนเลย

นอกจากนี้ ระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียว จะทำให้คนที่ได้เป็น สส.ต้องอกสั่นขวัญหายในช่วง 1 ปี เพราะหากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจกใบแดง ก็ต้องมาคิดคำนวณคะแนนในส่วนของพรรคที่ถูกใบแดงใหม่ อาจจะทำให้พรรคที่ถูกใบแดงเสียที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อได้

“กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีที่ให้พรรคการเมืองเสนอชื่อล่วงหน้า 3 คนนั้น อยากฝากเพิ่มเติมคือ ในกรณีที่พรรคการเมืองเสนอชื่อคนเป็นนายกฯ ที่ไม่ใช่ สส. ถ้าสภาจะลงมติเลือกควรมีเสียง สส.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวน สส.ทั้งหมดในสภาผู้แทนราษฎร” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้งอาจเกิดขึ้นได้ในปี 2561 เนื่องจากกระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีขั้นตอนยาวมาก ถ้าเขียนไม่กระชับจะไม่เป็นไปตามโรดแมปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศไว้

“กรธ.มีขั้นตอนทั้งการพิจารณากฎหมายลูก 10 ฉบับ ในเวลา 8 เดือน การส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาอีก 2 เดือน รวมทั้งการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระถูกสอบความชอบธรรมของกฎหมาย ซึ่งอาจจะต้องส่งกลับไปให้ สนช.แก้กฎหมายอีก แค่ขั้นตอนการปรับแก้กฎหมายเลือกตั้งก็ใช้เวลากว่า 1 ปีแล้ว” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวเสริมว่า ขณะเดียวกัน ในเมื่อ กรธ.ยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลักการที่เป็นไปตามหลักนิติธรรม แต่กลับพบว่าในร่างรัฐธรรมนูญมีคำว่านิติธรรมแค่สองจุดเท่านั้น ซึ่งอยู่ในมาตรา 3 และ 26 จึงอยากให้มีการบัญญัติคำว่าหลักนิติธรรมมากกว่านี้ เพื่อเป็นการยืนยันในหลักการดังกล่าว

ดุสิต เครืองาม สมาชิก สปท. วิพากษ์ว่า การปฏิรูปประเทศผ่านร่างรัฐธรรมนูญยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนัก เพราะมีการกระจายอยู่เป็นรายมาตรา จึงอยากเสนอให้ กรธ.จับเอาบทบัญญัติที่จะเป็นการปฏิรูปประเทศมารวมกัน และทำขึ้นเป็นหมวดว่าด้วยการปฏิรูปประเทศในรัฐธรรมนูญเหมือนกับร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ เพื่อให้การปฏิรูปประเทศมีความเป็นรูปธรรม

“ที่สำคัญที่เห็นว่าเป็นปัญหา คือ การให้ สปท.มีเวลาการทำงานอยู่อีก 1 ปีหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพราะถ้า สปท.พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จะส่งผลให้ไม่เกิดกลไกการติดตามการปฏิรูปประเทศ จึงเห็นว่านอกจากรัฐธรรมนูญควรจะมีบทบัญญัติการปฏิรูปประเทศแล้วจะต้องมีการตราร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญด้วยว่า ด้วยการปฏิรูปด้วย เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเดินหน้าได้ต่อไป” ดุสิต เสนอ

ขณะที่ ขวัญชัย ดวงสถาพร สมาชิก สปท. ตั้งข้อสังเกตว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ แม้จะมีการบัญญัติไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและหน้าที่ของรัฐก็ตาม ซึ่งอาจทำให้ประสบปัญหาในการตีความและการออกกฎหมายลูกในอนาคต

“ที่สำคัญในมาตรา 53 ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน แต่ขาดคำว่าความสมดุล ซึ่งเป็นคำที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และร่างรัฐธรรมที่ตกไปก่อนหน้านี้ใช้มาตลอด โดยส่วนตัวมีความรู้สึกว่าควรนำเอามาตรา 91 ของร่างรัฐธรรมนูญที่ตกไปที่ว่าด้วยการให้รัฐต้องอนุรักษ์ สงวน และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและจัดให้มีแผนการบริหารเพื่อดำเนินการอย่างเป็นระบบ มาเสริมไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย” ขวัญชัย เสนอแนะ

ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน กมธ.วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เสนอว่า ควรกำหนดหลักการการปราบปรามทุจริตที่มีประสิทธิภาพ คือ 1.กำหนดให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องในคดีทุจริตได้ 2.กำหนดให้รัฐต้องเปิดเผยผลการจัดซื้อจัดจ้างและการเงินการคลังให้ประชาชนรับทราบ 3.กำหนดให้ผู้มีสิทธิรับเลือกตั้ง ผู้สมัครเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองต้องแสดงแบบรายการภาษีย้อนหลัง 3 ปี 4.ไม่คุ้มครองสมาชิกรัฐสภาในสมัยประชุมกรณีทุจริตต่อหน้าที่ และ 5.ให้ฝ่ายค้านเป็นประธาน กมธ.ตรวจสอบการทุจริตและกำกับติดตามการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ

“ควรยกหมวดการปฏิรูปประเทศในเรื่องการปราบทุจริตขึ้นมาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญให้เห็นชัด เพราะอาศัยรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่อาจลดน้อยลงได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคประชาชน”

ทั้งหมดนี้ กรธ.จะปรับให้ตามคำท้วงติงเสนอแนะหรือไม่ต้องตามกันอย่ากะพริบ

 

ปลุกชาวเน็ตต้านรัฐ จำกัดสิทธิประชาชน-ละเมิดสิทธิส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:28 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414939

ปลุกชาวเน็ตต้านรัฐ จำกัดสิทธิประชาชน-ละเมิดสิทธิส่วนตัว

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

เป็นข่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สะท้อนความพยายามในการให้สื่อออนไลน์ขนาดยักษ์ 3 บริษัท ตั้งแต่กูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ เบิกทางให้รัฐ “สอดส่อง” ข้อมูลที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี รวมถึงเป็นภัยต่อความมั่นคงได้ง่ายขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปสื่อ

แปลว่าจากเดิมที่ต้องขอ ”หมายศาล” เพื่ออนุญาตให้มีการสอดส่อง หากทั้งสามบรรษัทขนาดยักษ์ให้ความร่วมมือ “เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง” ก็สามารถเหวี่ยงแห ตรวจสอบได้ทุกโพสต์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และขัดต่อศีลธรรมที่รัฐคิดว่าดีงาม

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารกูเกิลปฏิเสธไม่เล่นด้วย และยืนยันการใช้หมายศาล ขณะที่ไลน์ก็ไม่ได้ตอบรับท่าทีดังกล่าว เพียงแต่บอกว่าพร้อมให้ความร่วมมือ โดยยึดหลักการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เท่านั้น

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ท่าทีดังกล่าว เกิดขึ้นต่อเนื่องจากฝ่ายความมั่นคงมานาน แต่ก็ยังติดอยู่ล็อกเดิมคือ ต้องใช้หมายศาล จึงจะให้มีการสอดส่องข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม หากนำล็อกดังกล่าวนี้ทิ้งไป หรือมีการนำกฎหมายพิเศษมาใช้ บรรษัทอย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก หรือไลน์ ก็ต้องชั่งน้ำหนักว่าแคร์ลูกค้าหรือไม่ เพราะหากรัฐประกาศออกสู่สาธารณะ ลูกค้าย่อมตกใจ และรู้สึกไม่เชื่อใจโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เคยใช้อยู่ทุกวันแน่นอน

ทศพล ยกตัวอย่างเรื่องที่ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ของสหรัฐอเมริกา ออกมาแฉว่าบริษัท AT&T เปิดโอกาสให้รัฐบาลสหรัฐสามารถ “ดักฟัง” การใช้งานโทรศัพท์ได้ เมื่อปี 2555 ได้สร้างความสั่นคลอนความไว้วางใจต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมากว่าบริการติดต่อสื่อสารที่ใช้งานอยู่ทุกวันนั้น มีความเป็นส่วนตัวหรือไม่ ซึ่งหากผู้บริโภคพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐดักฟัง ย่อมทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ และบริษัทเหล่านี้ก็ไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้แน่นอน

“ความไม่ไว้ใจของผู้ใช้งานได้สร้างโอกาสให้กับบริษัททางเลือก ที่ใช้ความเป็นส่วนตัวเป็นจุดขาย รวมถึงมีการตั้งค่าเข้ารหัส เพื่อรักษาความปลอดภัยของลูกค้า ให้มีโอกาสได้เติบโตมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งหากบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่สามารถรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับลูกค้าได้ ก็มีสิทธิที่ลูกค้าจะเลิกใช้งานเช่นกัน”

อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่า รัฐมีโอกาสที่จะอาศัยอำนาจที่มีออกกฎหมาย เพื่อสอดส่องการใช้งานอินเทอร์เน็ต หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์อื่นๆ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ ทำธุรกิจในประเทศไทย รวมถึงได้รายได้จากคนไทยเป็นจำนวนมหาศาล

“เพราะฉะนั้น รัฐอาจประกาศใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อให้บริษัทเหล่านี้ต้องอนุญาตให้รัฐสอดส่องข้อมูล หรืออาจใช้มาตรการทาง “ภาษี” จากเงินค่าโฆษณา ซึ่งทั้งกูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ ได้รับอยู่เป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี เพื่อเป็นการบีบให้บรรษัทเหล่านี้ต้องเปิดช่องให้รัฐเข้าไปสอดแนมในที่สุด ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้”  ทศพล ระบุ

ทั้งนี้ ทศพล เสนอแนะว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตควรใช้พลังที่มี เพื่อกดดันไปยังผู้ให้บริการต่างๆ ว่า “ความเป็นส่วนตัว” นั้น มีค่ามากแค่ไหน และหากเปิดช่องให้รัฐเข้ามาแทรก ผู้ใช้งาน จะคว่ำบาตรการใช้งาน เพราะหากอินเทอร์เน็ตปราศจากความเป็นส่วนตัว ประชาชนก็ต้องตกอยู่ในความหวาดระแวงจากการแทรกแซงโดยรัฐมากขึ้นไปอีก

ขณะที่ สฤณี อาชวานันทกุล ประธานมูลนิธิเพื่ออินเทอร์เน็ตและวัฒนธรรมพลเมือง กล่าวว่า น่าเสียใจที่คณะกรรมาธิการว่าด้วยการปฏิรูปสื่อ ไม่ได้ตั้งใจปฏิรูปสื่อเพื่อเพิ่มสิทธิให้กับประชาชน แต่กลับไปเน้นการจำกัดสิทธิประชาชนมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตามยังเห็นข้อดีอยู่บ้างว่า การขอความร่วมมือหมายถึง รัฐไม่สามารถสอดส่องได้ จึงต้องอาศัยการเจรจากับผู้ให้บริการอย่างในปัจจุบัน

ทั้งนี้ สฤณี เห็นว่า การขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอย่างกูเกิล เพื่อเซ็นเซอร์เนื้อหานั้นไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะกูเกิลไม่มีทางรู้ได้เลยว่าข้อความไหน หรือเนื้อหาแบบไหน ที่เข้าข่ายเป็น “ผู้ต้องสงสัย” ของรัฐ การขอความร่วมมือ จึงเป็นลักษณะสอดแนมแบบเหวี่ยงแห

“ที่แย่กว่าก็คือการขอความร่วมมือจากไลน์ ซึ่งเป็นลักษณะการสื่อสารส่วนตัว สะท้อนให้เห็นว่ารัฐมีแนวคิดที่จะข้ามเส้นความเป็นส่วนตัว โดยเอาเหตุผลเรื่องความมั่นคงเข้ามาสอดส่อง ซึ่งก็อาจจะอธิบายได้อีกอย่างว่าความเป็นส่วนตัวของคนไทยไม่มีความหมายอีกแล้ว” สฤณี ระบุ

อย่างไรก็ตาม สฤณี เชื่อว่า เป็นไปได้ยาก ที่รัฐจะใช้อำนาจพิเศษเร่งออกกฎหมายให้ผู้ประกอบการเปิดช่องให้เกิดการสอดแนม เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อคิดจะเริ่มใช้ Single Gateway ก็ถูกต่อต้านอย่างกว้างขวาง จนต้องถอยในภายหลัง ขณะเดียวกันก็ยากที่ผู้ประกอบการจะให้ความร่วมมือกับรัฐ เพราะความเป็นส่วนตัวยังเป็นนโยบายหลักของผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ และเป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการให้ความเชื่อมั่นมากที่สุด

“ที่ผ่านมา จึงมีการขีดเส้นว่า หากรัฐต้องการได้ข้อมูลจากการใช้บริการก็ต้องขอหมายศาลเป็นอันดับแรก และให้สอดส่องเฉพาะผู้ที่ต้องสงสัยว่าอาจกระทำความผิดเท่านั้น เพราะหากปล่อยให้มีการเซ็นเซอร์อย่างอิสระโดยรัฐ บริษัทเหล่านี้ก็ไม่ได้รับความเชื่อถือ ลูกค้าหาย รวมถึงไม่สามารถทำธุรกิจได้อีกต่อไป” สฤณี ระบุ

 

“ชุมชนเดชาพัฒนา 87” เมื่อรถไฟฟ้าทำลายวิถีชุมชน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414715

"ชุมชนเดชาพัฒนา 87" เมื่อรถไฟฟ้าทำลายวิถีชุมชน?

โดย…อินทรชัย พาณิชกุล

ทันทีที่ชาวบ้านทราบข่าวรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้าง นั่นบ่งบอกให้รู้ว่า ความศิวิไลซ์กำลังจะเดินทางมาถึงในไม่ช้านี้

คนชานกรุงจะได้ขึ้นรถไฟฟ้าเข้าเมืองกับเขาเสียที

ทว่าด้วยการวางแผนอันไร้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การวางผังโดยขาดความรู้ความเข้าใจในพื้นที่และวิถีท้องถิ่น ส่งผลให้ชาวบ้านนับพันหลังคาเรือนเดือดร้อนแสนสาหัส

หนึ่งในนั้นคือ “ชุมชนเดชาพัฒนา 87” ย่านรังสิต ปทุมธานี

ชุมชนที่กำลังจะถูกปิดตาย

ย้อนกลับไปช่วงบ่ายแก่ๆของวันที่ 1 ก.พ. ชาวบ้านกว่า 200 หลังคาเรือนในชุมชนเดชาพัฒนา 87 ริมทางรถไฟฝั่งทิศตะวันออก ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ต้องพบกับฝันร้ายกลางแดด จู่ๆมีวิศวกรและคนงานบริษัทอิตาเลียนไทย ซึ่งรับผิดชอบดำเนินการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายแดง บางซื่อ-รังสิต เดินมาเคาะประตูบ้านพร้อมบอกว่า “อีก 3 เดือนข้างหน้า จะเริ่มกันรั้วปิดทางเข้าออกที่เชื่อมไปสู่ถนนเลียบทางรถไฟ กินระยะทาง 7 กิโลเมตร ตั้งแต่สถานีรถไฟหลักหกถึงประตูระบายน้ำคลองรังสิต”

นั่นหมายความว่า ชุมชน 4 แห่ง รวมทั้งชาวบ้านกว่าสองพันหลังคาเรือนจะได้รับผลกระทบจากการกั้นรั้วอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

ภิรมย์ เพียรเก็บ ประธานชุมชนเดชาพัฒนา อธิบายให้ฟังว่า เดิมทีถนนเลียบทางรถไฟ (ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง) เป็นเส้นทางหลักที่ชาวบ้านหลักหกทั้งสองฝั่งใช้สัญจรมานานหลายสิบปีแล้ว

“สมัยก่อนถนนสายนี้เป็นคลอง รุ่นปู่ย่าตายายก็พายเรือไปมาหาสู่กัน ต่อมามีการถมคลองเป็นถนน ชาวบ้านก็ใช้เป็นเส้นทางเดินเท้าไปขึ้นรถไฟที่สถานีหลักหก ปั่นจักรยานไปโรงเรียน ไปวัด ไม่ก็ขับรถยนต์ไปทำงานในเมือง นอกจากนี้ยังใช้เป็นทางผ่านข้ามไปมาหาสู่กันระหว่างคนฝั่งตะวันออกกับฝั่งตะวันตก พอมีข่าวว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงจะมา พวกเราก็ดีใจ จะได้ขึ้นรถไฟฟ้าเดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ออกจากชุมชนเข้าถนนเลียบทางรถไฟไปขึ้นรถไฟฟ้า แป๊บเดียวก็ถึง”

แต่เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ประกาศว่าจะทำรั้วกั้นระหว่างชุมชนฝั่งตะวันออกกับถนนเลียบทางรถไฟ ส่งผลให้ชุมชน 4 แห่งฝั่งตะวันออก ประกอบด้วยชุมชนเดชาพัฒนา ชุมชนเดชาพัฒนา 87 ชุมชนสินสมุทร และชุมชนสุขเกษม ต่างออกมาคัดค้านอย่างหนัก

แผนที่จำลองผลกระทบที่ชุมชนเดชาพัฒนา 87 จะได้รับ หากมีการกั้นรั้วปิดทางเข้าออก

“ชุมชนทั้ง 4 แห่งได้รับผลกระทบในหลายระดับ ชุมชนเดชาพัฒนา และชุมชนสินสมุทร หากมีการปิดทางเข้าออก ยังสามารถเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นในการออกไปสู่ภายนอกได้ แต่จะไม่สามารถข้ามทางรถไฟไปฝั่งตะวันตกได้เหมือนแต่ก่อน ส่วนชุมชนเดชาพัฒนา 87 และชุมชนสุขเกษมนั้นเดือดร้อนที่สุด เพราะไม่มีทางเข้าออกอื่น ฝั่งด้านหลังก็ติดที่ดินรกร้าง ร่องสวน นั่นเท่ากับเป็นที่ดินตาบอด ถูกปิดตายไปไหนไม่ได้เลย

ที่ผ่านมา ตัวแทนการรถไฟแห่งประเทศไทย ตัวแทนบริษัทอิตาเลียนไทย เคยเข้าร่วมประชุมกับชาวบ้านเพื่อหาทางออกมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าจะมีทางออกให้ชาวบ้านอย่างไร ผ่านไปจนกระทั่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาก็ให้วิศวกรเดินมาบอกว่าอีก 3 เดือนจะทำการปิดทางเข้าออก แบบนี้ถือว่าไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน”วิจินต์ เปรมสมบัติ ชาวบ้านที่ออกมาคัดค้านการปิดกั้นทางเข้าออกชุมชน กล่าว

ธีรวุฒิ กลิ่นสุม นายกเทศมนตรีนครรังสิต เผยว่า ที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน และทำหนังสือประสานไปยังรฟท. เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้เปิดทางเข้าออก แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ ขณะเดียวกันได้ยื่นเรื่องไปยังศูนย์ดำรงธรรมให้ช่วยไกล่เกลี่ยแต่ก็ไม่เป็นผล

“ผมไม่เห็นด้วยกับรฟท.ที่จะกั้นรั้วปิดทางเข้าออกชาวบ้าน หวังว่าเร็วๆนี้จะมีการพูดคุยเพื่อหาข้อยุติ ถ้าไม่สำเร็จ ทางสุดท้ายของชาวบ้านก็ต้องฟ้องศาลปกครอง”

ถนนฝั่งตะวันตกที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการกั้นรั้วรถไฟฟ้าสายสีแดง

อย่าปล่อยให้ชาวบ้านคลำทางเอง

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2554 หนึ่งในชาวชุมชนเดชาพัฒนา 87 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ชุมชนที่กำลังจะถูกปิดตาย หากมีการกั้นรั้วปิดทางเข้าออกในอีก 3 เดือนข้างหน้า

“ผมตั้งข้อสังเกตว่า หนึ่ง ทำไมการรถไฟไม่อนุญาตให้มีทางเข้าออก ทั้งที่ในเอกสารจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยเรื่องรถไฟฟ้าสายสีแดงระบุว่า จะมี ‘ถนนเลียบทางรถไฟ’ แต่ในความเป็นจริง เขาจะกั้นรั้วทางฝั่งตะวันออก ไม่ให้มีถนนเลียบทางรถไฟ แต่ฝั่งตะวันตกกลับมีทั้งถนนโลคัลโรด และจะมีการขยายถนนเพิ่มอีก ไม่มีปัญหาเหมือนฝั่งนี้ สอง พื้นที่ที่เขาจะกั้นโดยอ้างว่าไม่อยากให้ไปรบกวนการก่อสร้างและเพื่อความปลอดภัยจากไฟฟ้าแรงสูง พื้นที่ตรงนั้นไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร ชาวบ้านเดาว่าน่าจะเป็นการปักเขตกั้นรั้วไว้สำหรับก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่กำลังจะมาสร้างในอนาคต สาม ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งของผมคือ ทำไมถึงเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ – รังสิต บริเวณสถานีหลักหกถึงเอาลงมาวิ่งในระดับดินระดับเดียวกับรางรถไฟเดิม ทั้งที่ตรงนี้เป็นที่ต่ำ เคยประสบเหตุการณ์น้ำท่วมมาแล้ว ทำไมไม่สร้างต่อม่อให้รถไฟขึ้นไปวิ่งข้างบนเหมือนเส้นทางรถไฟฟ้าเส้นทางอื่น ส่วนด้านล่างของตอม่อทำเป็นถนนเลียบทางรถไฟให้รถใช้สัญจรกัน “

สุชาติบอกว่า จนป่านนี้ทางกระทรวงคมนาคม รฟท. หรืออิตาเลียนไทยก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะกั้นรั้ว ประเภทไหน อย่างไร

“บ้านทุกหลังในชุมชนเป็นที่ดินมีโฉนดถูกกฎหมาย ถ้าปิดกั้นรั้วเข้าออกไปยังถนนเลียบทางรถไฟ บ้านผมก็เหมือนถูกปิดตาย เพราะด้านหลังก็ติดที่ดินของคนอื่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ดินรกร้าง และร่องสวน โดยเจ้าของก็อยู่ที่อื่นไม่ได้อาศัยอยู่ที่นี่ ถ้าจะให้ไปใช้ที่ดินเหล่านั้นตัดถนนทำทางเข้าออกใหม่คงเป็นไปไม่ได้ วุ่นวายมาก 10 ปีก็ไม่เสร็จ ต่อจากนี้ไปจะมาบ้านผมได้ทางเดียวคือ กระโดดร่มลงมา”

สุชาติ สวัสดิ์ศรี ศิลปินแห่งชาติ กำลังชี้ให้ดูแบบแปลนที่ตั้งของชุมชน

 

ในเอกสารจากกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่ประเทศไทยเรื่องรถไฟฟ้าสายสีแดงระบุว่าจะมีถนนเลียบทางรถไฟ

ในมุมมองของศิลปินแห่งชาติรายนี้ การทำเมกะโปรเจกต์ หรือโครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนใดๆก็ตาม ควรอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงและใช้บริการได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะถนนเลียบทางรถไฟ อันเป็นทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับภายนอก แต่นี่กลับจะทำรั้วกั้นทางเข้าออก ปิดตายไม่ให้ประชาชนเข้าถึง

ข้อเรียกร้องของชาวบ้านคือ ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยทำถนนเลียบทางรถไฟ ขนาด 6-8เมตร เพื่อสัญจรไปยังถนนเลียบคลองรังสิตประยูรศักดิ์  เปิดเส้นทางเข้าออกแก่ชุมชนไปยังสถานีรถไฟฟ้าหลักหก ทำสะพานข้ามระหว่างชุมชนกับวัดรังสิต โรงเรียน และสถานีอนามัย และจัดทำระบบลำรางระบายน้ำแบบเปิดป้องกันน้ำท่วม

“การกั้นรั้วปิดทางเข้าออกครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตชาวบ้านโดยสิ้นเชิง เหมือนกำแพงเบอร์ลิน เหมือนกำแพงแบ่งเขตเกาหลีเหนือเกาหลีใต้ คนสองฝั่งซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันจะไปมาหาสู่กันไม่ได้ ชาวบ้านจะไปทำงาน จ่ายตลาด หาหมอ เด็กๆจะไปโรงเรียนก็ไม่ได้ ถามว่าจะให้เราบุกป่าฝ่าดงไปหรืออย่างไร ตอนนี้เหมือนรฟท.ปล่อยให้ชาวบ้านคลำทางกันเอง ผมไม่อยากให้นักการเมืองหรือทหารเข้ามายุ่ง มันเป็นเรื่องจิตสำนึกของการรถไฟที่ต้องเอื้ออาทรให้ประชาชนสามารถเข้าไปใช้บริการรถไฟฟ้าได้ และถนนเลียบทางรถไฟก็ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของระบบขนส่งมวลชน”

ลัดดา อัมพร ชาวบ้านในชุมชนเดชาพัฒนา บอกว่า ชาวบ้านไม่ได้คัดค้านเรื่องการกั้นรั้วในการก่อสร้างทางรถไฟฟ้าสีแดง บางซื่อ-รังสิต เพียงแต่อยากได้ความชัดเจนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะกั้นรั้วแบบไหน อย่างไร

ถนนเลียบทางรถไฟฝั่งตะวันออกที่กำลังอยู่ในขั้นตอนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง

ทางออกที่ยังไร้ข้อสรุป

เหตุผลหลักๆในการกั้นรั้วในการก่อสร้างทางรถไฟสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) คือ เพื่อความสะดวกในการดำเนินการก่อสร้าง และเพื่อความปลอดภัยของประชาชน

สาธิต มาลัยธรรม วิศวกรที่ปรึกษาโครงการ  เปิดเผยระหว่างประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต เมื่อวันที่ 27 ก.พ.2558 ว่า รฟท.จำเป็นจะต้องสร้างรั้วกั้นเพื่อไม่ให้ประชาชนข้ามไปมา เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย

“ที่ผ่านมาไม่ทราบว่ามีปัญหาทางเข้าออกชุมชนเกิดขึ้น เพราะทุกครั้งที่มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น ไม่มีข้อมูลแจ้งปัญหาในประเด็นนี้ แต่เมื่อรับทราบปัญหาทาง รฟท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเป็นความเดือดร้อนของประชาชน ก็จะต้องมีการลงไปสำรวจพื้นที่เพื่อหาทางแก้ไข”

ด้าน วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ได้ทราบเรื่องร้องเรียนดังกล่าวจากชาวบ้านแล้ว

“เบื้องต้นเราคงทุเลาไปก่อนโดยให้เปิดทางเข้าออกได้ชั่วคราว ยังไม่ปิดแน่นอน ส่วนเรื่องแนวรั้วกำลังดูอยู่ว่าจะแก้ไขยังไง สัปดาห์หน้าผมจะลงพื้นที่เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน ขอยืนยันว่ารฟท.คำนึงถึงเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนอยู่แล้ว ขณะนี้กำลังให้ทีมวิศวกรออกแบบว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนน้อยที่สุด ไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ได้ข้อสรุปแน่นอน

ทางออกของเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร ไม่เกินสัปดาห์หน้าคงรู้ผลว่า รฟท.จะบรรเทาความเดือดร้อนให้ชาวบ้านทั้ง 4 ชุมชนได้มากน้อยแค่ไหน

หนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน

 

หมดยุค “เถ้าแก่” แจกอั่งเปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414631

หมดยุค "เถ้าแก่" แจกอั่งเปา

โดย…กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์

แม้สถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะคึกคัก โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่เข้ามากว่า 1 ล้านคน แต่บรรยากาศการจับจ่ายภายในประเทศกลับไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากเศรษฐกิจซบเซาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนมีลูกค้ามาซื้อทองคำเพื่อที่จะแจกเป็นอั่งเปาน้อยมาก เนื่องจากปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ไม่มีกำไรมาก ก็ลดค่าใช้จ่าย และไม่นิยมแจกอั่งเปาเป็นทองคำ แต่จะจ่ายเป็นเงินสดแทน ส่วนใหญ่จะจ่ายโบนัสในช่วงปีใหม่แทน ซึ่งจะมีแต่คนจีนที่เป็นเถ้าแก่รุ่นอาวุโสเท่านั้นที่ยังแจกอั่งเปา แม้ว่าคนที่ได้รับอั่งเปาในช่วงตรุษจีนเป็นเงินสด จะมาซื้อทองเก็บไว้ก็น้อยลงมากเช่นกัน

ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาก็เห็นชัดว่าบริษัทห้างร้านที่ปกติจะซื้อทองคำแจกให้เป็นรางวัลลูกค้าก็ลดลงประมาณ 20-25% และลดลงต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา บริษัทไม่มีกำไรมากเหมือนเมื่อก่อน

“เมื่อเปรียบเทียบราคาทองคำในช่วงปีใหม่กับช่วงตรุษจีนราคาทองคำก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก โดยราคาทองคำในประเทศที่ลดลงเล็กน้อยเนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทำให้ราคาทองคำลดลง ทั้งๆ ที่ราคาทองคำโลกยังคงทรงตัว อย่างไรก็ตามคาดว่าในระยะสั้น-กลาง ประมาณไตรมาสแรก ราคาทองคำมีแนวโน้มจะปรับตัวขึ้นบ้างเล็กน้อย” จิตติ กล่าว

วีรนาถ วัฒนศรี เจ้าของร้านขายขนมสำหรับไหว้ช่วงตรุษจีน ในย่านเยาวราช บอกว่า การซื้อสินค้าสำหรับไหว้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้นลดลงราว 50% เมื่อเทียบกับช่วงเทศกาลเดียวกันในปีก่อน โดยลูกค้าจะหันมาซื้อสินค้าขนมไหว้ ในขนาดซองบรรจุที่ลดปริมาณลง ซึ่งแม้ว่าจะยังมีประชาชนเข้ามาซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่องในย่านการค้าเยาวราชก็ตาม

“พฤติกรรมการซื้อสินค้าของลูกค้าในช่วงตรุษจีนที่ตลาดเยาวราชในปีนี้ ซึ่งแม้ว่าจะยังมีลูกค้าหมุนเวียนตลอด แต่รูปแบบการซื้อของจะลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมเคยซื้อครั้งละจำนวนมากๆ หรือเป็นกิโลกรัม ตอนนี้ซื้อเฉลี่ย 2-5 ห่อ เพื่อเอาไปประกอบพิธีไหว้เท่านั้น ไม่ได้ซื้อขนมไปเพื่อแจกจ่ายเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา” วีรนาถ กล่าว

จากการสำรวจร้านค้ารายย่อยที่เปิดแผงจำหน่ายสินค้าทั้งกลุ่มอุปโภคบริโภคทั่วไป บริเวณริมทางเท้ารายหนึ่ง กล่าวว่า ภาพรวมตลาดเยาวราชในขณะนี้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คาดมาจากหลายสาเหตุประกอบกัน ทั้งสภาวะเศรษฐกิจ การเมืองที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างชาติหายไป

ขณะเดียวกัน ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ยังพบว่ากลุ่มลูกค้าทั่วไปที่เข้ามาหาซื้อสินค้าที่ร้านจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เช่น จากเดิมเคยซื้อสินค้าหมวดอาหาร ขนม ที่มีปริมาณบรรจุกระป๋องขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้จะเลือกซื้อสินค้าที่มีขนาดเล็กลงแทน ซึ่งเป็นเช่นนี้มาได้พักใหญ่แล้ว เรียกได้ว่าย่านการค้าตลาดเยาวราชในช่วงนี้อยู่ในภาวะทรงตัวมากกว่า

ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ตรุษจีนปีนี้จะมีการใช้จ่ายเครื่องเซ่นไหว้มูลค่า 6,100-6,200 ล้านบาท เติบโต 2-3% ซึ่งจะมาจากกำลังซื้อของคนรุ่นเก่าวัยกลางคนถึงสูงอายุเป็นหลัก เนื่องจากยังยึดมั่นกับการประกอบพิธีไหว้ในเทศกาลตรุษจีน ขณะที่กลุ่มลูกหลานจีนรุ่นใหม่ พบว่า ค่อนข้างระมัดระวังการใช้จ่ายตามปัจจัยด้านกำลังซื้อ และคาดว่าเม็ดเงินจากลูกค้ากลุ่มนี้อาจไม่เพิ่มขึ้นมาก ซึ่งจะส่งผลให้เทศกาลตรุษจีนในระยะข้างหน้าไม่คึกคักเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา

“สภาพเศรษฐกิจ สังคม และกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมลูกหลานคนจีนเปลี่ยนแปลงไป สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือ มีการแยกครอบครัวไปเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น แม้ว่าบางส่วนจะยังมีความเชื่อความศรัทธาเช่นคนรุ่นก่อน แต่อาจมีอุปสรรคบางประการที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการไหว้ เช่น ข้อจำกัดของที่พักอาศัยอย่างอพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียม ทำให้ไม่สะดวกต่อการประกอบพิธีไหว้ หรือการที่ลูกหลานจีนรุ่นใหม่บางส่วนที่แม้จะยังคงมีความต้องการสืบทอดประเพณี แต่ก็ติดปัญหาความเข้าใจในการจัดของเซ่นไหว้ด้วยตัวเอง อีกทั้งมีข้อจำกัดทางด้านเวลาในการเตรียมเครื่องเซ่นไหว้ เป็นต้น”

ธเนศ ศิริกิจ นักวิชาการด้านการตลาดรุ่นใหม่ และที่ปรึกษากลยุทธ์การตลาดองค์กรหลายแห่ง กล่าวว่า กำลังซื้อผู้บริโภคที่สะท้อนผ่านแนวโน้มการจับจ่ายซื้อสินค้าที่ลดขนาดลงในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ คาดว่าจะมาจาก 4 ปัจจัยหลัก ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมผู้บริโภค

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ผ่านทฤษฎี PETS ประกอบด้วย 1.การเมือง (Political) จากบรรยากาศทางการเมืองต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาผู้บริโภคส่วนหนึ่ง และทำให้ไม่มีอารมณ์จับจ่ายสินค้าเหมือนในช่วงที่สถานการณ์ปกติ

2.เศรษฐกิจ (Economic) จากภาพรวมเศรษฐกิจถดถอย กระทบต่อกำลังซื้อสินค้าผู้บริโภคโดยตรง รวมถึงด้านอารมณ์ที่ซื้อด้วยความน่าเชื่อถือหรือศรัทธาที่มีต่อสินค้า กิจกรรมต่างๆ ที่ลดลงที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นปัจจัยกระทบจากสิ่งแวดล้อมภายนอก

3.เทคโนโลยี (Technology) ที่เข้ามาใกล้ชิดกับรูปแบบการใช้ชีวิต หรือไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ จากการใช้อินเทอร์เน็ต มีดิจิทัลเป็นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ทำให้ได้เห็นเด็กๆ รุ่นใหม่ในปัจจุบันมีการกราบไหว้หรือร่วมกิจกรรมประเพณีต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟนเป็นจำนวนมากขึ้น

ปัจจัยสุดท้าย 4.สังคม (Social) อาจรวมถึงด้านวัฒนธรรมที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางสังคมที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมของผู้คนยุคใหม่ ที่มีการศึกษามากขึ้น และมองต่อไปยังด้านเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า อีโคโนมิก แมน (Economic Man) กล่าวคือ การจะทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ว่าจะมีผลกระทบ หรือสอดคล้องกับการทำงานที่มีอยู่หรือไม่

“หากเป็นกิจกรรมทางประเพณีที่มีผลกับการทำงาน เช่น เทศกาลตรุษจีนที่มีระยะเวลาหยุดยาว คนรุ่นใหม่ก็อาจให้ความสำคัญลดลง เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ที่มีอยู่ เพราะปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่หันมาทำกิจการส่วนตัวกันมากกว่าการเป็นพนักงานประจำ” ธเนศ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากมองถึงพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ซึ่งกำลังซื้อส่วนใหญ่เข้าสู่ยุคของคนรุ่นเจนวาย ที่อาจมองว่าประเพณีเทศกาลตรุษจีนเป็นกิจกรรมที่ทำสืบทอดต่อๆ กันมามากกว่า ทำให้ขาดความลึกซึ้งต่อประเพณี ต่างกับคนรุ่นก่อนที่มีต่อเทศกาลนี้ ที่ทำเพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือระลึกถึงบรรพบุรุษ ไปจนถึงความเชื่อด้านกราบไหว้สถานที่ความเชื่อทางศาสนา เพื่อสะเดาะเคราะห์ แก้ปีชง เป็นต้น

“กลุ่มคนรุ่นใหม่อาจเริ่มมีพฤติกรรมการใช้จ่ายซื้อสินค้าต่อกิจกรรมประเพณีต่างๆ ที่มีปริมาณลดลง ด้วยต้องการซื้อของเพื่อไปกราบไหว้บรรพบุรุษเท่านั้น เป็นการแสดงออกต่อเทศกาลเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น” ธเนศ กล่าว

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นนิวเจเนอเรชั่นกำลังจะเข้ามามีบทบาทสูงต่อกำลังซื้อในยุคนี้ ขณะที่กำลังซื้อกลุ่มคนรุ่นเก่าก็จะค่อยๆ ลดลง ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคถึงจุดเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น