“ประหารไม่ทำให้ข่มขืนลด” ความเห็นอีกมุมจากวงการยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/414270

"ประหารไม่ทำให้ข่มขืนลด" ความเห็นอีกมุมจากวงการยุติธรรม

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คดีสุดสะเทือนขวัญ กลุ่มวัยรุ่นพัทลุง ลวงคู่อริไปฆ่าฝังดิน พร้อมข่มขืนแฟนสาวและโยนลงเหวอย่างเหี้ยมโหด เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคม ผู้คนจำนวนหนึ่งตั้งคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่กฎหมายควรเพิ่มโทษคดีข่มขืนให้ประหารชีวิตสถานเดียวและไม่ควรให้มีการอภัยโทษคนกลุ่มนี้เด็ดขาด

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานหลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า หลายประเทศทั่วโลก เห็นตรงกันแล้วว่า การลงโทษผู้กระทำความผิดคดีข่มขืน ด้วยการประหารชีวิต ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่แท้จริง และอาจส่งผลเสียอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย

“ถ้าโทษอย่างเดียวของการข่มขืน คือ ประหาร ผลที่ตามมาก็คือ หนึ่ง เหยื่อทุกรายจะตาย เนื่องจากเกิดการฆ่าปิดปากและอาจมีการอำพรางศพร่วมด้วย สอง หากกระบวนการยุติธรรมผิดพลาด อาจมีกรณีจับแพะหรือเกิดการใส่ร้ายขึ้น สาม อาจมีการติดสินบนเจ้าพนักงาน เนื่องจากผู้ต้องหาทราบล่วงหน้าแล้วว่า มีความตายรออยู่และจะพยายามวิ่งหาทางเอาตัวรอดทุกช่องทาง จนอาจนำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่น จากการเปลี่ยนแปลงหลักฐานของเจ้าหน้าที่รัฐ”

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ กล่าวว่า ทุกครั้งเมื่อปรากฎคดีที่มีการกระทำความผิดรุนแรง ด้วยอารมณ์โกรธแค้นของสังคม หลายคนต้องการให้ผู้ต้องหาถูกลงโทษด้วยความรุนแรง แต่สิ่งที่ควรตระหนักคือ เรายังไม่ทราบสาเหตุ แรงจูงใจของการกระทำผิดที่รอบด้านเพียงพอ หลายเคสมีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน บางเคสกระทำเพื่อล้างแค้นและข่มขืนเป็นพลพลอยได้ที่ตามมา  ประหารชีวิตได้ความสะใจและข่มขู่คนบางกลุ่มในสังคมได้เท่านั้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

บทลงโทษของกฎหมายไม่ได้มีไว้แก้แค้น แต่มีไว้เพื่อป้องกันการกระทำความผิด การประหารชีวิตเป็นมาตรการที่ไม่ให้โอกาสแก้ไขปรับตัวได้อีก สังคมอยากแก้แค้นหรือว่าข่มขวัญ  ขอให้เข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะเยาวชน

กระบวนการยุติธรรม พยายามส่งคนใหม่กลับคืนสู่สังคม

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ ธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.)  ที่บอกว่า กระบวนการยุติธรรม เชื่อในทฤษฎี “มนุษย์เราสามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้” เมื่อวันเวลาเปลี่ยน เหตุการณ์สภาพแวดล้อมเปลี่ยน พฤติกรรมและนิสัยก็เปลี่ยนได้ กระบวนการยุติธรรม พยายามส่งคนใหม่กลับคืนสู่สังคม ไม่ใช่ส่งคนเดิมหรือคนที่แย่กว่าเดิมกลับมา

รองปลัดยธ.ยืนยันว่า ที่ผ่านมาพบว่า ผู้กระทำความผิดซ้ำซากนั้นมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น โดยเด็กและเยาวชน พบว่ามีเพียง 12 เปอร์เซนต์ ขณะที่ผู้ใหญ่มีประมาณ 14 เปอร์เซนต์ เพียงแต่ถูกนำไปเสนอเป็นข่าวบ่อยครั้ง

“คนที่กระทำอาชญากรรมนั้นจิตใจไม่ได้อยู่ในลักษณะปกติที่จะมีตรรกะความคิดถึงผลที่จะตามมา  การกระทำความผิดแต่ละครั้งมีองค์ประกอบร่วมมากมาย ทั้งภาวะในจิตใจของเขาเอง สภาพแวดล้อมและการเย้ายวนจากปัจจัยภายนอก ผมเองเคยสัมภาษณ์เยาวชน ผู้ต้องหาคดีข่มขืน พบว่า เด็กที่ก่อเหตุ บางรายมีความต้องการทางเพศสูงกว่าปกติ ช่วยเหลือตัวเองบ่อยครั้ง และเคยมีความสัมพันธ์กับสัตว์ วันดีคืนดี พบเจอเหยื่อแต่งตัวเย้ายวนในที่มืด ประกอบกับจังหวะและโอกาส ความเสี่ยงที่จะก่อเหตุก็เพิ่มมากขึ้น สังคมต้องดูปัจจัยต้นทางอย่างรอบด้าน

รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวอีกว่า ไม่มีใครสนับสนุนหรืออยากให้เกิดอาชญากรรม แต่โอกาสในการแก้ตัวคือสิ่งที่เขาควรได้รับ ซึ่งภายในคุกมีการจำแนกความผิดและแนวทางพัฒนาผู้ต้องหาที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ว่าหลายคนเรียนจบปริญญาตรี  การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ธรรมมะศึกษาและวิชาชีพ จนสามารถปรับตัวออกมาเป็นคนที่ดีขึ้นได้ในสังคม

ปรับบทลงโทษ อาจเป็นเพียงปลายสุดของปัญหา

นอกจากกระบวนการยุติธรรมแล้ว ในแง่จิตวิทยา จิตแพทย์ระบุว่า การปรับบทลงโทษ อาจเป็นเพียงปลายสุดของปัญหา

นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์  จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย” ในประเด็นดังกล่าว โดยมีดังใจความสำคัญดังนี้

งานวิจัยและบทความมากมายทางด้านอาชญาวิทยา ระบุตรงกันว่า อสูรร้ายไม่ได้ถูกสร้างขึ้นใน 1 วัน แต่ถูกสร้างขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยนานนับปี คดีเล็กๆที่เคยก่อขึ้นถูกละเลยและพัฒนากลายเป็นคดีสะเทือนขวัญ ทุกๆ คดีมักมีสัญญานนำมาก่อน สัญญานที่ล่องหนในสายตาของคนในสังคม และเมื่อนำฆาตกรคดีสะเทือนขวัญทั้งหลายมาสัมภาษณ์ เกือบทั้งหมด เคยผ่านชะตาชีวิตอันโหดร้ายเกินกว่าจินตนาการมาแล้วทั้งนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจถ่ายทอดบาดแผลของตัวเองไปให้ผู้บริสุทธิ์ในท้ายที่สุด

“ผมเองก็เคยได้คุยกับคนกลุ่มนี้ครับ บอกได้คำเดียวว่าประวัติอดีตยาวพรืดเป็นหน้า แถมดราม่าแบบละครไทยชิดซ้ายเลย เราควรกลับมาถามตัวเองว่า ชุมชนแบบไหน สังคมแบบไหน ที่ผลิตฆาตกร 4 คนให้มารวมตัวอยู่ในที่เดียวกัน  เราพลาดเรื่องราวอะไรไปก่อนหน้านี้รึเปล่า คนในชุมชน เคยรับรู้ปัญหาหรือไม่ แก้ไขอย่างไร ครูที่โรงเรียน เคยเห็นพฤติกรรมผิดปกติหรือไม่ จัดการอย่างไร ตำรวจ เคยได้รับแจ้งคดีเล็กๆน้อยๆหรือไม่ ติดตามต่อเนื่องอย่างไร แพทย์ เคยได้ตรวจและสงสัยเรื่องยาเสพติดหรือไม่ ส่งต่อไปยังใคร สังคมสงเคราะห์ เคยได้มีบทบาทหรือไม่ เพราะอะไร หรือ คนกลุ่มนี้ เขาแค่ ‘Invisible’ ในขณะที่เรากำลังจดจ่ออยู่กับการปรับบทลงโทษทั้งหลาย …เรากำลังจมอยู่กับปลายสุดของปัญหารึเปล่า เรากำลังมองข้ามเส้นทางสู่อสูรร้ายก่อนหน้านี้รึเปล่า หรือว่าเราเคยมองเห็น แต่คิดไปว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา…เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ”

นพ.วรตม์ระบุว่า “สังคมไทย อาจจะยังมีเด็กชายผู้ล่องหน อีกไม่รู้เท่าไหร่ ที่ดันโชคร้ายเพราะยังต้องหายใจอยู่ ทนอยู่กับ ‘บาดแผลที่ไม่มีใครมองเห็น’ และรอวันที่จะส่งต่อบาดแผลนั้นให้ผู้บริสุทธิ์รายถัดไป”

 

ส่องกระบวนการยุติธรรมต่างชาติ ตัดสินโทษ “เยาวชนทำผิด”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/413838

ส่องกระบวนการยุติธรรมต่างชาติ ตัดสินโทษ "เยาวชนทำผิด"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คดีกลุ่มวัยรุ่นพัทลุง ลวงหนุ่มคู่อริไปฆ่าฝังดิน พร้อมข่มขืนแฟนสาวก่อนโยนลงเหว กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมโดยเฉพาะประเด็นการลงโทษ ที่ผู้คนบางส่วนมองว่าควรมีการพิจารณาคดีและลงโทษเยาวชนที่ก่อเหตุในครั้งนี้เช่นเดียวกับผู้ที่มีอายุเกินกว่า 18 ปี เนื่องจากมีพฤติกรรมที่โหดร้ายทารุณ

ขณะที่ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ได้เปิดช่องให้มีการโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้ตาม มาตรา97 ที่ระบุว่า “คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัว ถ้าศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาโดยคำนึงถึงสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ สติปัญญา และนิสัยแล้ว เห็นว่าในขณะกระทำความผิด หรือในระหว่างการพิจารณา เด็ก หรือเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดมีสภาพเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ สิบแปดปีบริบูรณ์ขึ้นไป ให้มีอำนาจสั่งโอนคดีไปพิจารณาในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้”

อย่างไรก็ตามเมื่อลองสืบค้นกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในประเทศต่างๆ ก็พบว่ามีหลักคิดและแนวทางการพิจารณาแตกต่างกัน ซึ่งใน วิทยานิพนธ์ ของ อโนทัน ศรีดาวเรือง คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เรื่อง “การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดอาญา : ศึกษากรณีอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวในการโอนคดี ตามมาตรา 97 วรรคสอง” ได้ศึกษากระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนใน 3 ประเทศ คือ ฝรั่งเศส, เยอรมัน และ แคนาดาไว้อย่างน่าสนใจดังนี้

“ฝรั่งเศส” กระทำผิดร้ายแรงไม่ได้รับการคุ้มครองพิเศษ

กระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเด็กเเละเยาวชน เมืองน้ำหอม มีการกำหนดให้เด็กที่อายุไม่เกิน 13 ปี ไม่ต้องรับโทษทางอาญา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น หรือเยาวชนที่อายุไม่เกิน 18 ปี จะได้รับโทษอาญาเพียงบางส่วนรวมถึงการให้ความสำคัญด้านการศึกษาเเก่เด็กเเละเยาวชนที่กระทำความผิด มากกว่าการควบคุมเพื่อลงโทษ เป็นต้น

เเต่ถ้าเป็นการกระทำความผิดที่ร้ายเเรงมากๆ เด็กเเละเยาวชน นั้นจะไม่ได้รับการคุ้มครองที่เป็นพิเศษเเบบนี้ โดยการพิจารณาพิพากษาเเละการกำหนดบทลงโทษจะมีความรุงเเรงต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรู้สำนึกในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ  ซึ่งเด็กเเละเยาวชนที่กระทำผิดอาญาในเเต่ละช่วงอายุ จะมีความรับผิดทางอาญา เเตกต่างกันออกไป โดยเด็กหรือเยาวชน ที่มีอายุตั้งเเต่ 16-18 ปี เมื่อต้องคำพิพากษาลงโทษจำคุกอาจถูกคุมขังในเรือนจำเเละอาจไม่สามารถอาศัยข้ออ้างในเรื่องความเด็กหรือเยาวชนมา เป็นข้อยกเว้นได้

และ เนื่องจากฝั่งเศส มีเเนวโน้มว่าผู้กระทำผิดอาญาเป็นผู้มีอายุน้อยมากขึ้น จึงได้มีการกำหนดโทษสำหรับเด็กหรือเยาวชน ที่มีอายุระหว่าง 13 – 18 ปี โดยกำหนดอัตราโทษจำคุกไว้อย่างสูง 5 ปี เเละ มาตรการทางเลือกได้เเก่ การคุมประพฤติ การควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ การบำบัดโดยชุมชนเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กฎหมายสำหรับเด็กเเละเยาวชน ของฝรั่งเศส กำหนดเกณฑ์อายุสูงสุดของความเป็นผู้เยาว์ ไว้ที่ อายุ 18 ปี ฉะนั้นหากบุคคลเหล่านี้เเม้จะได้กระทำผิดอาญาที่ร้ายเเรงเพียงใด ก็ไม่อาจนำตัวผู้กระทำความผิดไปพิจารณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้ การพิจารณาพิพากษาคดีเด็กเเละเยาวชนที่กระทำความผิดอาญาของฝรั่งเศส จึงอยู่ภายใต้ ศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเท่านั้น จึงทำให้ศาลเยาวชนเเละครอบครัวไม่มีการโอนคดีไปพิจารณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา

การกระทำผิดที่ร้ายเเรงมากๆ การพิจารณาพิพากษาคดี เเละการกำหนดบทลงโทษจะมีความรุนเเรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรู้ สำนึกในการกระทำผิด โดยมาตราการสูงสุด อย่าง “การจำคุก” หากเยาวชนอายุ 16 ปี เเต่ไม่เกิน 18 ปี ได้กระทำผิดซ้ำสองครั้งหรือมากกว่า หรือกระทำผิดอาญาร้ายเเรงหรืออาจถูกศาลพิพากษาให้จำคุก โดนไม่มีอาจนำความเป็นเยาวชนมาอ้างต่อศาลได้

“เยอรมัน” จำคุกสูงสุด 10 ปี-ไม่มีการโอนคดีไปศาลธรรมดา

กฎหมายศาลคดีเด็กเเละเยาวชนของเยอรมนี ศาลจะใช้มาตรการการลงโทษจำคุกกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็กหรือเยาวชน ต่อเมื่อศาลพิจารณาเเล้วเห็นว่า การกระทำนั้นเเสดงให้เห็นว่าเด็กหรือเยาวชน มีเเนวโน้มที่จะกระทำผิดอีกหากไม่ถูกลงโทษเเละการใช้มาตรการควบคุมหรือมาตรการทางวินัยไม่เพียงพอ หรือในกรณีที่ความผิดดังกล่าวมีลักษณะร้ายเเรง โดยมีโทษจำคุกอย่างต่ำ 6 เดือน เเต่ไม่เกิน 5 ปี

“หากเป็นการกระทำที่มีความผิดอาญาร้ายเเรง โทษจำคุกอย่างสูงจะเพิ่มขึ้นเป็นสูงสุด 10 ปี (โดยไม่นำโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นในกฎหมายอาญามาใช้บังคับกับเด็กเเละเยาวชน) เเต่ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกแบบใดก็ตาม ต้องมีการให้การศึกษาเเก่เด็กและเยาวชนควบคู่กันไปเสมอ”

โดยสรุปประเทศอินทรีเหล็ก ไม่มีการโอนคดีที่เด็กและเยาวชนกระทำความผิดร้ายแรงไปยังศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาคดีธรรมดา

“เเคนาดา” ความผิดร้ายแรงโทษจำคุกตลอดชีวิต

ประเทศแคนาดา ได้กำหนดความรับผิดทางอาญาของเด็กเเละเยาวชน โดยถือเกณฑ์อายุขณะกระทำความผิด คือมีอายุตั้งเเต่ 12 ปีขึ้นไปเเต่ไม่ถึง 18 ปี  เยาวชนที่กระทำความผิดอาญาของเเคนาดา ได้รับการพิจารณาเเละพิพากษาคดี ในศาลเยาวชนเเละครอบครัวเท่านั้น ไม่ต้องมีการโอนคดีเยาวชนไปพิจาณายังศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดา

โดยการกระทำความผิดอาญาร้ายเเรง ถูกกำหนดไว้ดังนี้

ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเเละไตร่ตรองไว้ก่อน , ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น , ความผิดฐานพยายามฆ่า , ความผิดฐานมิได้มีเจตนาฆ่าเเต่ทำร้านผุ้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงเเก่ความตาย ,ความผิดฐานข่มขืนผู้อื่นจนเป็นผู้ถูกข่มขืนได้รับอันตรายสาหัส

“หากเยาวชนได้กระทำความผิดร้ายเเรง เเละพิจารณาพฤติการณ์ทั้งปวงเเล้ว เห็นว่า การลงโทษวิธีการสำหรับเด็กเเละเยาวชน ไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถเเก้ไขเเละบำบัดฟิ้นฟูผู้กระทำความผิดได้ ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษทางอาญา เเต่ก่อนนั้นจะมีการไต่สวนพิจารณาเเวดล้อมต่างๆ อย่างรอบคอบ รวมทั้ง เปิดโอกาสให้อัยการ ที่ปรึกษากฎหมายของเยาวชนเเละครอบครัว เข้าร่วมในการพิจารณาด้วย”

อนึ่งการที่ศาลจะมีคำพิพากษาลงโทษทางอาญา ต่อเยาวชนที่กระทำความผิดอาญาร้ายเเรง อยู่ภายใต้หลักการ ที่ว่ากระบวนการยุติธรรมทางอาญาสำหรับเยาวชนนั้น ต้องแยกเด็ดขาด จากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของผู้ใหญ่ โดยพื้นฐานของปรัชญาในการลงโทษเด็กเเละเยาวชน ว่าเป็นการค้นหาสาเหตุของการกระทำความผิด เพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข ฟื้นฟูเเละให้เด็กกลับคืนสู่สังคม โดยสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างปกติสุขเเละสังคมมีความปลอดภัย

หากท้ายที่สุดศาลมีคำสั่งให้ลงโทษทางอาญา จะมีโทษจำคุกดังนี้

1. ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 14-15 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ First Degree murder (การฆ่าคนโดยมีเจตนาร้ายและได้วางแผนการไว้ล่วงหน้า) , Second degree murder (ฆ่าโดยเกิดจากสิ่งเร้า ไม่ได้มีการเตรียมการหรือไตร่ตรองล่วงหน้า) หรือจำคุกตลอดชีวิต จะได้รับมาตรการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 5-7 ปี

2.ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 16 – 17 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ First Degree murder หรือจำคุกตลอดชีวิตจะได้รับมาตราการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 10 ปี

3.ถ้าเยาวชนมีอายุระหว่าง 16 – 17 ปี ที่ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษอาญา สำหรับโทษอาญาระดับ Second degree murder  หรือจำคุกตลอดชีวิตจะได้รับมาตราการพักโทษ หลังจากที่ต้องโทษจำคุกมาเเล้ว 7 ปี

ที่มา  http://libdoc.dpu.ac.th/thesis/153990.pdf

 

ส่องมาตรฐานเชฟมือโปร “ซูชิ-ซาชิมิ” ที่ดีต้องเป็นเช่นไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:29 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/413606

ส่องมาตรฐานเชฟมือโปร "ซูชิ-ซาชิมิ" ที่ดีต้องเป็นเช่นไร?

โดย….วรรณโชค ไชยสะอาด

หลังจากมีกระแสลูกค้าออกมาโวยว่ารับประทานอาหารประเภทปลาดิบ หรือ “ซาชิมิ” จากร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดัง แล้วเกิดอาการท้องเสียอาหารเป็นพิษ กลายเป็นเหตุให้กองสุขาภิบาลอาหาร สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ก่อนพบว่ามีการปนเปื้อนเชื้อโรคจริง

เรื่องนี้ก่อให้เกิดคำถามใหญ่ถึงร้านอาหารญี่ปุุ่นทุกร้านว่า แท้จริงแล้วกรรมวิธีการคัดเลือกสรรและปรุง ก่อนเสิร์ฟลงจานให้แก่ผู้บริโภคมีมาตรฐานความปลอดภัยแค่ไหน

ขั้นตอนปรุง”ปลาดิบ”อย่างมืออาชีพ

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่น เชฟเบนซ์-พงษ์พันธุ์ พลละคร จากร้าน The Crib – Japanese Sushi & Fusion Restaurant กล่าวว่า มาตรฐานชั้นสูงของการปรุงแต่งอาหารประเภทซูชิและซาชิมิ  ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบโดยผู้เชี่ยวชาญ เลือกปลาที่สด สะอาด จากสถานที่ที่ได้รับการยอมรับ ก่อนนำมาแล่ด้วยกรรมวิธีที่สะอาด และห่อด้วยพลาสติกแรปถนอมอาหาร เก็บไว้ในช่องแช่แข็งภายใต้อุณหภูมิติดลบ 18 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ทำให้อาหารสด และปลอดจากเชื้อโรค

ขณะที่การแปรรูปพร้อมจำหน่ายในระหว่างวันนั้น ซาชิมิจะถูกเก็บไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เชื้อโรคไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และไม่ทำให้ปลาแข็ง ทั้งหมดเป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ร้านระดับมืออาชีพใช้กัน 

ทั้งนี้ การรับประทานเนื้อดิบ ต้องรับประทานภายในระยะเวลา 3 วัน หลังจากนั้นต้องนำไปปรุงสุก ไม่เช่นนั้นจะเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

เชฟเบนซ์ บอกต่อว่า ร้านอาหารคุณภาพจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจวัดปริมาณค่าความปลอดภัย เชื้อโรค แบคทีเรียที่อยู่ในปลาดิบ ไม่ให้เกินค่ากำหนด อันเป็นอันตรายต่อร่างกายผู้บริโภค รวมทั้งถูกตรวจความสะอาดของสภาพแวดล้อมภายในร้านอย่างสม่ำเสมอจากทางกทม. ขณะเดียวกันเชฟทุกคน ยังต้องผ่านการสอบ “ผู้สัมผัสอาหารตามมาตรฐานกรมอนามัย” ทั้งหมดเหมือนเป็นใบรับรอง และตัวชี้วัดให้ลูกค้ามั่นใจ

สำหรับร้านอาหาร “ซูชิและซาชิมิ” ตามตลาดนัดหรือข้างทาง เนื้อดิบจากร้านเหล่านี้ถือว่าเสี่ยงอันตรายต่อการรับประทาน เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค

“ซูชิและซาชิมิ ราคาถูกที่วางขายกลางแดด ริมถนน หรือตามป้ายรถเมล์ ส่วนใหญ่อยู่ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม ไม่มีตู้แช่ ยิ่งอากาศร้อนเท่าไหร่ โอกาสที่เชื้อโรคจะเจริญเติบโตและแพร่กระจายก็มีมากขึ้นเท่านั้น ร้านพวกนี้แล่ปลาตอนเช้า กว่าจะปั้นซูชิเสร็จก็ราว 2 ชั่วโมง ขนย้ายอีก 1 ชั่วโมง จากนั้นเป็นเวลาของการจัดเตรียมหน้าร้าน เบ็ดเสร็จ 5 ชั่วโมงตั้งแต่กระบวนการแร่ถึงจำหน่าย พ่อค้าแม่ค้าบางคนยังขาดความสะอาด หยิบเงินทอนให้ลูกค้า แล้วมาจับอาหารต่อ  แล่ปลาชนิดหนึ่งเสร็จ ตามหลักจำเป็นต้องเช็ดทำความสะอาดมีดก่อนกลับไปแล่ปลาชนิดอื่นต่อ ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเชื้อโรคได้มาก”

เชฟเบนซ์ ทิ้งท้ายว่า สุขลักษณะของพ่อครัวสำคัญไม่แพ้วัตถุดิบ บางคนพักเบรค เข้าห้องน้ำ สูบบุหรี่ กลับเข้ามาทำอาหารไม่ล้างมือ บางคนเกาหัวเสร็จ จับมีด คว้าข้าวปั้นซูชิ ก็อาจจะนำมาซึ่งการปนเปื้อนของแบคทีเรียได้ ต้องยอมรับว่า คุณภาพของปลาดิบขึ้นอยู่ที่ความเป็นมืออาชีพของเชฟแต่ละคน

รัชพล ธนินโชติกร

คำแนะนำจากเชฟ วิธีเลือกกินปลาดิบคุณภาพ 

รัชพล ธนินโชติกร ผู้เป็นทั้งเชฟและเจ้าของร้าน  “KOKEN Sushi & Dining Bar”  (โคเคน)  แนะนำถึงผู้บริโภคว่า การเลือกสรรร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีคุณภาพ ให้เริ่มจากการสังเกตสภาพแวดล้อมภายในร้าน ดูใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่จำหน่ายอาหารและสถานที่สะสมอาหารที่ติดอยู่ภายใน ซึ่งการันตีได้จากสำนักงานเขต สุดท้ายการตรวจสอบที่ดีที่สุด คือการสัมผัสลิ้มรสด้วยตัวเอง

“เชื้อโรคมองด้วยตาเปล่านั้นยาก จะให้ผู้บริโภคเดินดู หาป้ายยืนยันความปลอดภัยด้วยตัวเองก็ดูยุ่งยากเกินไป พื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆคือ สังเกตความสะอาดเรียบร้อยก่อนเข้าใช้บริการ เมื่อลองทานแล้ว ให้ใช้สัมผัสที่เรามี อย่างเนื้อปลา ของดีต้องสีต้องสด ไม่ซีด ไม่ขุ่นมัว กลิ่นต้องไม่มี เนื้อต้องแน่น เคี้ยวแล้วรู้สึกเฟิร์ม ไม่เละ แบบนั้นคือคุณภาพดี”

รัชพล บอกว่า ปลาสดต้องเก็บอยู่ที่อุณหภูมิ 4- 10 องศา ไม่เช่นนั้น หากเกิน 2 ชั่วโมง นับว่าเสี่ยงที่จะถูกปนเปื้อนจากแบคทีเรียและเน่าเสีย อย่างไรก็ดี ทุกอย่างเป็นไปตามราคา จะเอามาตรฐานของมืออาชีพไปเทียบกับร้านค้าข้างทางนั้นเป็นไปไม่ได้ อยู่ที่ผู้บริโภค จะเลือกคุณภาพแบบไหน ราคาแบบใดให้เหมาะสมกับตัวเอง

“เนื้อปลาแซลมอนนำเข้า”ยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

เมื่อเร็วๆนี้ จารุวรรณ ลิ้มสัจจะกุล ผอ.สำนักคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการเก็บตัวอย่างเนื้อปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศ ระหว่างปี 2555-2558 เพื่อหาโลหะหนัก 3 ชนิดคือ ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม พบว่า จากตัวอย่างเนื้อปลาแซลมอน 78 ตัวอย่าง พบปนเปื้อน “สารปรอท” 46 ตัวอย่าง หรือมากกว่า 59 % ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ โดยปริมาณที่พบคือ 0.01-0.04 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

“สารตะกั่ว” จากตัวอย่างทั้งหมด 62 ตัวอย่าง พบ 5 ตัวอย่างปนเปื้อน ปริมาณที่พบน้อยกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

“สารแคดเมียม” จากตัวอย่างทั้งหมด 153 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนใน 3 ตัวอย่าง ปริมาณที่พบ 0.02-0.12 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

กล่าวโดยสรุปคือ จากการตรวจปริมาณโลหะหนัก 3 ตัว พบการปนเปื้อนในปริมาณต่ำ ไม่เกินจากประมาณที่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขกำหนด กรณีของแคดเมียมนั้นประเทศไทยไม่มีประกาศกำหนดปริมาณไว้ แต่ก็ได้นำไปเทียบเคียงกับมาตรฐานโคเด็กซ์ และมาตรฐานของอียู ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล ก็ยังอยู่ในประมาณต่ำ ดังนั้นจึงถือว่าเนื้อปลาแซลมอนนำเข้าจากต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย

ผอ.สำนักคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร กล่าวว่า ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เพราะมีโอกาสได้รับเชื้อโรค และพยาธิ แต่หากอยากรับประทานอาหารญี่ปุ่น ขอให้เลือกซื้อในร้านที่มีสุขลักษณะการผลิตที่ดี สุขอนามัยส่วนตัวของผู้ประกอบอาหารต้องดี ไม่เป็นพาหะของโรคติดต่อบางชนิด ขณะเดียวของสดที่เอามาทำซาชิมิต้องมีเกรด หากจะซื้อกลับมาทำรับประทานเองที่บ้าน ขอให้เลือกซื้อชนิดที่ใช้สำหรับการทำซาชิมิโดยเฉพาะ เลือกจากร้านที่เก็บไว้ในอุณหภูมิที่พอเหมาะและสะอาดอย่างแท้จริง

รู้อย่างนี้แล้ว คนไทยจำนวนมากที่หลงใหลความสด อร่อยเเบบวัฒนธรรมญี่ปุ่น อย่าลืมเลือกสรรร้านที่มีคุณภาพเพื่อสุขภาพตัวเองด้วย

 

พลิกกฎหมายหาคำตอบ “ยิงโจรในบ้าน” ติดคุกหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 07:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/413324

พลิกกฎหมายหาคำตอบ "ยิงโจรในบ้าน" ติดคุกหรือไม่?

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพจากกล้องวงจรปิดวินาทีที่เจ้าของร้านเพชรแห่งหนึ่ง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ใช้อาวุธปืนขนาด .38 ยิงใส่หัวขโมยที่ย่องเข้ามากลางดึกจนร่วงบันไดเสียชีวิต รวมทั้งเหตุการณ์ที่เจ้าของหอพัก อ.บางปะหัน จ.อยุธยา ตื่นขึ้นมาพบแก๊งขโมยรถกำลังก่อเหตุ จึงตัดสินใจยิงใส่กลางหลังโจรหนึ่งนัดจนได้รับบาดเจ็บ เผื่อสกัดการหลบหนี

คลิปวีดีโอนี้สร้างความระทึกใจเป็นอย่างยิ่ง มิต่างจากฉากอันน่าตื่นเต้นในภาพยนตร์

คำถามที่หลายคนสงสัยเกิดขึ้นตามมาคือ หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นกับตน เมื่อโจรขึ้นบ้าน เจ้าของบ้านตื่นมาเจอกลางดึก แล้วเกิดการต่อสู้  ก่อนจบลงด้วยการใช้อาวุธปืนยิงโจรตายคาบ้าน แบบนี้ถือเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุหรือไม่

ป้องกันตัวหรือทำเกินกว่าเหตุ?

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ เจ้าของเว็บไซต์ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย www.tanaiwirat.com อธิบายให้ฟังว่า “การป้องกันตัว” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 คือ เพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง

“หมายความว่า กรณีมีโจรมาปล้นแล้วเข้ามาทำร้ายเรา ตรงนี้เราสามารถป้องกันตัวได้ แต่การป้องกันตัวนั้น ต้องเพื่อให้เขาหยุดการกระทำ ตัวอย่างเช่นโจรเข้ามาจะทำร้ายเรา เราอาจจะยิงขา หรือ ยิงแขน เพื่อให้หยุดการกระทำ ถ้าทำไปโดยสมควรแก่เหตุตรงนี้ก็ถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบ ไม่มีความผิด

แต่กรณีที่เข้าข่ายเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ เช่น คนร้ายได้ลักทรัพย์ไปแล้ว และอยู่ระหว่างหนีออกไป แทนที่จะยิงแขนขาโจรเพื่อให้หยุด แต่กลับไปยิงหมายเอาชีวิตของคนร้าย ตรงนี้ต้องถือเป็นเรื่องเกินกว่าเหตุ อย่างไรก็ตามเคยมีคำตัดสินของศาลฎีกาที่ 469/2500 คนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ถึงใต้ถุนบ้าน ไม่ทราบว่าคนร้ายมีอาวุธอะไร ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงว่าคนร้ายมีอาวุธร้ายแรงแค่ไหน  เจ้าของบ้านยิงปืนไปถูกคนร้ายตาย ศาลท่านตัดสินว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องดูเป็นกรณีไป”

คลิปขณะเกิดเหตุคนร้ายปล้นร้านเพชร ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา https://youtu.be/jtC2syWNV6U

ใช้ปืนอย่างมีสติ

ภายใต้ความเชื่อว่า หากเจ้าของบ้านอยากป้องกันตัว ให้ยิงขู่ขึ้นฟ้า หรือยิงแขน ยิงขาให้บาดเจ็บ ดีกว่ายิงใส่หลังหรือยิงใส่จุดสำคัญเพื่อมุ่งหวังเอาชีวิต

ทนายวิรัช มองว่า หลักการตามมาตรา 68 แห่งประมวลกฎหมายอาญามีจุดประสงค์ไว้ใช้ป้องกันภยันตรายที่เกิดจากการประทุษร้าย แต่ไม่ได้ความว่าอนุญาตให้ฆ่าคนโดยไม่มีความผิด กฎหมายต้องการใช้เพื่อป้องกันของบุคคลผู้สุจริต ดังนั้นการยิงขู่ หรือ ยิงขา ย่อมทำไปเพื่อป้องกัน แต่การยิงใส่หลังนั้นย่อมหมายถึง ต้องการเอาชีวิต ไม่สอดคล้องกับหลักการตามมาตรา 68

“ขณะเดียวกัน ถ้าบ้านไม่มีปืน แต่คว้ามีดมาสู้โจรแล้วแทงตาย หรือใช้ไม้กอล์ฟตีหัวตาย ถามว่าแบบนี้ผิดไหม เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1372/2509 เรื่องมีอยู่ว่า คนตาย (คนร้าย) เห็นจำเลย จึงก้มลงหยิบมีดพร้าที่อยู่ใกล้ๆ ยาวประมาณ 12 นิ้ว แสดงว่าจะฆ่าจำเลยในทันทีที่หยิบมีดได้ ถือว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จึง จำเลยจึงใช้มีดฟันไป 1 ทีที่ซอกคอ กรณีนี้ศาลมองว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย

คดีเจ้าของหอพักยิงโจรลักรถที่อยุธยา ยิงใส่หลังบาดเจ็บ โดยที่โจรไม่มีอาวุธ การป้องกันลักษณะโจรหนีไปแล้วการยิงลักษณะนี้อาจเป็นการป้องกันเกินกว่าเหตุ แต่ในบางคดีศาลอาจมองว่าเป็นการป้องกันที่พอสมควรได้ เพราะยิงเพียงนัดเดียว แต่อย่างไรก็ดีผู้ยิงก็อาจใช้ประโยชน์จากมาตรา 69 แห่งประมวลกฎหมายอาญาก็ได้”

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา เจ้าของบ้านที่ยิงโจรตายเคยมีใครติดคุกไหม ศาลจะเห็นใจไหม

“เคยมีฎีกาที่ 405/2490 เรื่องก็มีอยู่ว่า มีคนร้ายเข้ามาในไร่ในเวลากลางวัน ต้องการที่จะลักพืชผัก แต่เจ้าของกลับใช้ปืนยิงจนคนร้ายเสียชีวิต ซึ่งถือว่าเป็นการป้องกันแต่เกินกว่าเหตุ ซึ่งในลักษณะนี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 69 ได้วางหลักว่า ถ้าเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่าความจำเป็นนั้น อนุญาตให้ศาลลงโทษน้อยกว่าความผิดเพียงใดก็ได้ แต่ถ้าเป็นการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลก็อาจจะไม่ลงโทษผู้กระทำนั้น”

นักกฎหมายชื่อดังรายนี้ แนะนำไปยังเจ้าของบ้าน การป้องกันต้องหมายถึงเป็นการป้องกัน ไม่ได้หมายถึงเอาชีวิต การกระทำต้องทำไปเพื่อป้องกันทรัพย์สินและสมควรแก่เหตุ ดังนั้นการใช้ปืนต้องใช้ความระมัดระวัง มีสติในการใช้

ฆ่าโจรไม่ติดคุก?

พล.ต.ต.อังกูร อาทรไผท อดีตนายตำรวจมือปราบชื่อดัง ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านพ็อกเกตบุ๊กชื่อ “รู้ไว้ไม่ตายโหง” และเว็บไซต์  http://www.angkul007.com/index_007.php เคยตอบคำถามที่ว่า “ฆ่าโจรไม่ติดคุก”http://www.angkul007.com/knowledge-article.php?id=48 ไว้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน ดังนี้

สำรวจทรัพย์สินมีค่า และจดจำตำหนิรูปพรรณ ทรัพย์สินบางอย่างมีหมายเลขกำกับอยู่ด้วย ต้องจำให้หมด เมื่อท่านจำได้แล้วต้องสามารถถ่ายทอดให้ผู้สืบสวนทราบและเข้าใจถูกต้องด้วย สิ่งที่ช่วยท่านได้เป็นอย่างดีก็คือ ท่านควรจะถ่ายรูปและจดบันทึกรายละเอียดไว้ ทรัพย์สินบางอย่างต้องทำตำหนิไว้เป็นพิเศษ สินค้ายี่ห้อเดียวกัน รุ่นและแบบเดียวกัน จะเหมือนกันหมด หมายเลขประจำเครื่องส่วนมากเป็นสติ๊กเกอร์ติดไว้ สามารถดึงออกได้ ท่านต้องทำตำหนิของท่านไว้อีก และจดจำไว้ด้วยว่า ทำตำหนิอะไร อยู่ตรงไหน สิ่งเหล่านี้ช่วยท่านได้เมื่อมีการพิสูจน์ในชั้นสอบสวนหรือในการพิจารณาชั้นศาล

ควรติดสัญญาณป้องกันขโมย เดี๋ยวนี้มีจำหน่ายมากมายหลายบริษัท ราคาไม่แพง มีทั้งการตรวจจับการเคลื่อนไหว การตรวจจับความร้อนชนิดเปิดปุ๊บดังปับ แบบหน่วงเวลา ถ้าจะให้สมบูรณ์ก็ติดโทรทัศน์วงจรปิดไว้ด้วย

ถ้ามีงบประมาณน้อย ไม่สามารถติดสัญญาณกันขโมยได้ ก็ติดเหล็กดัดเข้าไปก่อน จากการที่ผมเคยซักถามพวก “ตีนแมว”ที่ถูกจับ พวกมันบอกว่า ถ้าบ้านไหนติดเหล็กดัดก็จะผ่านเลยไป เลือกขึ้นบ้านที่ง่ายๆ แต่ถ้ามี “ใบสั่ง” (หมายถึง มีข้อมูลว่าที่บ้านนั้น ๆ มีของมีค่าที่ผู้ออก “ใบสั่ง”ต้องการ) ยังๆก็ต้องโดนแน่

อย่าให้คนที่ไม่ใช่ญาติหรือเพื่อนสนิทเข้าไปเห็นทรัพย์สินมีค่า หรือรู้รายละเอียดภายในบ้าน อาจถูกออก “ใบสั่ง” ได้ ผู้ที่มาให้บริการในบ้าน เช่น ช่างแอร์ ช่างกำจัดปลวก ช่างประปา ช่างซ่อมต่างๆ ท่านอย่าได้ไปเกรงใจคนงานพวกนี้ ถ่ายหรือจดบัตรประจำตัวประชาชน ที่อยู่ปัจจุบันที่ติดตามตัวได้ รวมทั้งโทรศัพท์ที่ติดต่อ

เด็กรับใช้ในบ้านต้องทำประวัติไว้โดยละเอียดทุกคน ให้ทราบถึงภูมิลำเนาเดิม ตลอดจนญาติพี่น้อง ผู้ใหญ่บ้านกำนัน สถานีตำรวจท้องที่

บ้านใครที่มีสุนัขเฝ้าบ้านก็อย่าได้ไว้ใจ 100 % ถ้าเป็นฝีมือโจรอาชีพ รับรองว่าโดนยาเบื่อตายเรียบ

เก็บปืนไว้ให้ห่างมือโจร ท่านมีอาวุธปืนหรือเปล่า ถ้าบ้านท่านไม่ได้ติดสัญญาณชนิดที่ใครบุกรุกจะมีเสียงเตือนที่ใกล้หูท่านก่อน ระวัง ท่านจะแถมปืนให้กับคนร้ายไปด้วย นั่นคือ โจรมันจะบุกเข้าไปห้องนอนท่านเสียก่อน คนที่มีปืนส่วนมากจะเอาอาวุธปืนซ่อนไว้ใต้หมอน โจรมันก็รู้ เพราะมันก็เป็นคนธรรมดา เวลาคนรู้สึกตัวว่ามีขโมยเข้าบ้าน สิ่งแรกจะหยิบอาวุธปืนใต้หมอน ระวัง โจรมันคอยท่าอยู่ที่หัวนอนท่าน พอท่านเอื้อมมือหยิบปืน มันก็จะซัดท่านก่อน ติดสัญญาณป้องกันดีที่สุด

วิธียิงโจรตายโดยไม่ผิดกฎหมาย กฎหมายให้สิทธิ์ท่านในเรื่อง ป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตราย ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นภัยอันตรายที่ใกล้ถึง ไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ และเป็นการกระทำที่ไม่เกินกว่าเหตุ ถ้าครบองค์ประกอบ ชอบด้วยกฎหมาย ยิงมันเลยครับ ท่านไม่มีความผิด

คำว่า “ชอบด้วยกฎหมาย” คือ ท่านเป็นฝ่ายถูกหรือชอบธรรม ท่านเป็นเจ้าของบ้าน ส่วนคนร้ายเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมาย บุกรุกเข้าบ้านท่านในยามวิกาล ( ไม่ใช่โกรธใครแล้วไปอุ้มเขาเข้ามานะ อันนี้ไม่ได้) ถ้าเป็นเวลากลางวันต้องให้รอบคอบหน่อย เดี๋ยวจะกลายเป็นยิงเอาคนกำจัดปลวกเข้า จะติดคุกเอา ทั้งนี้ดูที่เจตนา เจตนามันอยู่ในใจ มันก็ต้องดูที่การกระทำ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ถ้าเข้ามายามวิกาล เจ้าของบ้านเขาหลับนอนหมดแล้วยังเข้ามาทำไม หรือประตูบ้านก็มีดันงัดแงะเข้ามาทางหน้าต่าง อย่างนี้ถ้าไม่ประสงค์ต่อชีวิตก็ต้องเข้ามาเอาทรัพย์แน่ ยิงเลย

แต่มีข้อระมัดระวังอีกนิดคือ ต้อง “สมควรแก่เหตุ”ด้วย ข้อนี้ไม่ยาก ดูว่าคนร้ายมีอาวุธหรือเปล่า อาวุธต้องให้มันสูสีกันด้วย ไม่ใช่คนร้ายมีแต่มือเปล่าๆดันไปยิงเข้าให้ มันไม่ได้ คนร้ายมีแต่มือเราใช้ไม้หน้าสามพอสูสี ข้อนี้ไม่ต้องลำบากใจ หาอาวุธมีดปลายแหลมขนาดใบมีดยาวสักคืบยัดใส่มือให้ก็ยังไหว มีดกับปืนถือว่าสูสี

อีกข้อหนึ่งที่สำคัญคือ ต้องเป็นภัยอันตรายที่ใกล้ถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยวิธีอื่นใด อย่างเช่นคนร้ายเข้าไปในห้องนอน ถืออาวุธมีดปลายแหลม ใบมีดยาวเกือบศอกโดดเขาแทงท่าน ท่านยืนอยู่ในระยะห่างประมาณวาเศษ ถ้าปล่อยให้มันแทงท่านตายแน่ จะโดดหนีก็ไม่พ้นแน่ ท่านไวกว่าหยิบอาวุธปืนยิงใส่แสกหน้าโจรตาย อย่างนี้ท่านไม่ผิด เข้าหลักเกณฑ์ป้องกันตัวโดยชอบ

 

เสียงจากพระพยอม ลูกเทพเป็น ‘ตัวซวย’ พาจนกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 09:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412525

เสียงจากพระพยอม ลูกเทพเป็น ‘ตัวซวย’ พาจนกว่าเดิม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

นาทีนี้คงไม่มีอะไรเด่นเกินกระแส “ตุ๊กตาลูกเทพ” ทั้งดารา นักร้อง ดีเจ เน็ตไอดอล หรือแม้มนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ต่างก็เช่าหามาบูชาเลี้ยงดูจนกลายเป็นเรื่องปกติ

สรรพคุณที่ถูกอวดอ้าง คือ หากใครได้ลองเลี้ยงดู ป้อนข้าวป้อนน้ำ เอาอกเอาใจ พาไปเที่ยว ฯลฯ ลูกเทพเหล่านั้นจะช่วยบันดาลให้ผู้เลี้ยงมีโชคลาภ ร่ำรวยเงินทอง

เรื่องนี้ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว วิเคราะห์ปรากฏ การณ์ตุ๊กตาลูกเทพ ว่า หากชาวพุทธหลุดจากหลักธรรมแล้ว ก็จะคลำหาฤทธิ์ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วหลักธรรมที่จะช่วยให้คนร่ำรวยหรือมีฐานะจริง คือ ความขยัน รู้จักเก็บออม ไม่ก่อหนี้ และประพฤติตัวดี

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ชาวพุทธควรจะยึดถือ

“เหมือนช่วงกระแสฟีเวอร์จตุคามรามเทพ คนไทยก็คลำหาฤทธิ์เพราะยังไม่เจอหลัก อยู่ในระหว่างคลำ ถ้าวันใดเจอหลักมันจะเลิกหาฤทธิ์ หลายคนมโนไปเองว่าถ้าอุ้มแล้วจะร่ำรวย พูดง่ายๆ ว่าคนพลัดหลัก ก็คลำหาฤทธิ์มันเป็นคนมักง่าย อยากรวยง่ายๆ เป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ ทุกวันนี้เป็นสังคมพลัดหลักเที่ยวคลำหาฤทธิ์”

พระนักเทศน์ชื่อดัง ตั้งคำถามว่า ที่อวดอ้างสรรพคุณว่าอุ้มตุ๊กตาลูกเทพแล้วรวยนั้น ถามว่าคนที่เขาทำมาขายนั้นมันโง่เป็นควายกินหญ้าหรือเปล่า ถ้าเป็นคุณล่ะ ทำขายตัวละหมื่นแล้วเขาเอาไปอุ้มจนรวยเป็นล้าน ถามว่าคุณจะทำขายหรือทำไว้อุ้มเองให้รอบเอว

“คนไทยคิดในเรื่องของเหตุผลเหล่านี้ต่ำเกินไป เลยตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนขายที่ทำออกมาจำหน่าย ทั้งนี้เชื่อว่าจะได้รับความนิยมเพียงชั่วครู่เท่านั้นเหมือนจตุคามรามเทพ ทุกวันนี้โยนทิ้งกันเกลื่อนกลาด”

พระพยอม กล่าวต่อไปว่า หากตุ๊กตาลูกเทพทำให้รวยจริงมันต้องเกิดการเฟื่องฟู ไม่ใช่ทำให้เศรษฐกิจทรุดลงๆ แต่เพราะตุ๊กตาลูกเทพเกิดมาหรือเปล่า จึงทำให้สติปัญญาของคนอ่อนลง เลยหากินอะไรกันโง่ๆ มัวงมงาย และจนกันอย่างนี้ ถ้ามันเกิดแล้วทำให้คนรวยได้จะไม่ว่าเลย แต่นี่มันมาเกิดช่วงที่บ้านเมืองกำลังฟื้นฟู ตุ๊กตาลูกเทพเป็นตัวซวย มันทำให้คนจนหนักกว่าเดิมอีก

พระนักเทศน์ชื่อดัง ย้อนอดีตให้ฟังว่า อย่างเณรแอ ยอดฝีมือเรื่องไสยศาสตร์ มีชื่อเสียงเรื่อง “กุมารทอง” ทุกวันนี้โยนทิ้งเป็นของไร้ค่าเยอะแยะ เราไปมัวแต่งมงาย รวมถึงศาลพระพรหมเอราวัณที่เราไปกราบไหว้กัน แถมมีตั้ง 4 หน้า 8 ตา พอเขาเอาระเบิดมาวางไว้ทำไมไม่เห็น แต่คนก็ไปงมงายศรัทธาอยู่ได้

“เวลานี้ต้องเชื่อในหลักของพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ที่ว่าชาวพุทธพลัดหลักก็เที่ยวคลำหาฤทธิ์ รวมถึงการแก้ปีชง การไหว้ราหู ที่ต้องใช้ของดำไหว้ ก็นำไก่ขาวไปย้อมเป็นสีดำไปหลอกราหูอีก ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นคนงมงายขนาดนี้มาก่อน” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว แสดงทัศนะเรื่องความเชื่อ

นอกจากนี้ พระพยอม ยังอธิบายต่อไปว่า สาเหตุที่ไสยศาสตร์และมนตร์ดำกลับมานิยมอีกครั้ง เพราะชาวพุทธเข้าใจหลักในศาสนาน้อยเกินไป มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า ชาวพุทธเข้าใจหลักศาสนาตัวเองเพียง 17% ส่วนอีก 83% ไม่เข้าใจ นั่นคือกลุ่มคนที่ไปมุ่งหาความศรัทธาอื่น ความศรัทธาไม่อยู่กับองค์พระรัตนตรัย ใจโลเล เหมือนคำที่หลวงพ่อปัญญา บอกไว้ว่าชาวพุทธนั้นหลายใจนับถือไปทั่ว

พระพยอม กล่าวถึงความเสื่อมศรัทธาในศาสนาว่า การที่พระสงฆ์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการปลุกเสกทำพิธีตุ๊กตาลูกเทพถือเป็นปัญหาใหญ่มาก เพราะผู้นำคำสอนทางศาสนาไม่ควรเข้าไปยุ่ง ส่วนบางวัดก็เฝ้าดูเรื่องอุปสงค์อุปทาน จัดสร้างวัตถุมงคลต่างๆ มาตอบสนองสังคมที่โหยหาย พระจึงทำป้อนให้ บางคนก็หมดเนื้อหมดตัวไป

“สังคมเราป่วยทางความเข้าใจในหลักศาสนา เลยไม่มีธรรมะโอสถเยียวยา มุ่งหาไสยศาสตร์ น่าเป็นห่วงขอร้องสื่ออย่าไปตีข่าวเหล่านี้มาก หากเราไม่กระพือความนิยมก็ไม่แรง” พระนักเทศน์ชื่อดัง กล่าวทิ้งท้าย

เช่นเดียวกับ “เชฟหมี” หรือ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุว่า ปรากฏ การณ์ตุ๊กตาลูกเทพเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปแบบ ยังคงเป็นความเชื่อในแบบเก่า เพราะสังคมไทยเดิมมีความเชื่อเรื่อง “กุมารทอง” มาอยู่แล้ว เพียงแต่มีตัวรูปแบบใหม่เกิดขึ้น มันจึงมารับใช้ความเชื่อแบบเดิมของเราเท่านั้น

“ตุ๊กตาลูกเทพอาจแตกต่างจากวัตถุมงคลอื่นตรงที่มันเกี่ยวข้องกับโลกโซเชียลมีเดีย ทำให้ได้เกิดการแพร่หลาย โดยมีกระแสความนิยมจากคนดังเหล่าดาราเลยกลายเป็นความนิยม เหมือนกับสมัยที่จตุคามรามเทพโด่งดัง จึงได้รับความสนใจ อีกอย่างคือไปผูกกับความหวือหวาของธุรกิจบางอย่างที่สร้างขึ้นมารองรับเรื่องลูกเทพ เช่น เปิดสอนหนังสือ รับเลี้ยงดู ฯลฯ เลยกลายเป็นจุดสนใจของสังคมขึ้นมา”

นักวิชาการรายนี้ ระบุอีกว่า สังคมไทยแม้เทคโนโลยีจะดีขึ้น แต่ไม่ได้เปลี่ยนพื้นฐานความเชื่อและความคิด เพราะฉะนั้นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นมันก็วนเวียนอยู่ในความคิดความเชื่อชุดเดิม สังคมไทยยังคงวนอยู่แบบเดิม แต่มันจะถูกพัฒนาในเชิงรูปแบบและรายละเอียดเท่านั้น สังคมไทยยังโบราณและอยู่ในวิถีผี พราหมณ์ และพุทธ ถ้าเราเข้าใจมันได้และมองในเรื่องเสรีภาพทางศาสนา ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร

 

“รุมประชาทัณฑ์”…เมื่อกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มกราคม 2559 เวลา 16:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412445

"รุมประชาทัณฑ์"...เมื่อกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

คล้อยหลังเหตุการณ์ชายหนุ่มขี้เมาจอดรถกีดขวางการจราจร พลางตะโกนโหวกเหวกโวยวาย และไล่เตะรถยนต์คันอื่น หนำซ้ำยังทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาระงับเหตุ

งานนี้ปิดฉากลงด้วยการที่บรรดาไทยมุงทั้งหลายพร้อมใจกัน “สามัคคีบาทา” ผู้ก่อเหตุ จนกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์สนั่นเมือง

คำถามที่เกิดขึ้นท่ามกลางความสะใจคือ การใช้วิธี “ศาลเตี้ย-รุมประชาทัณฑ์” ผิดกฎหมายหรือไม่?

ปฐมเหตุความคับแค้น

จุดเริ่มต้นที่มาที่ไปของการรุมประชาทัณฑ์นั้นนับว่าน่าสนใจ 

ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานหลักสูตรอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า โดยทั่วไปมนุษย์นั้นต้องการความสงบอยู่แล้ว แต่หากถูกกระตุ้นด้วยการท้าทาย ทำให้โกรธแค้นไม่พอใจ อาจนำไปสู่สภาวะไม่สามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกด้วยท่าทีลักษณะรุนแรงได้

“เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ เมื่อถูกท้าทาย ทุกคนจะเริ่มมีอารมณ์ แต่การแสดงออกในรูปความรุนแรงจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีชนวน ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชายเสื้อขาวขี้เมาคนนั้น หลังจากอาละวาดบนท้องถนนอยู่พักใหญ่ หลายคนในบริเวณนั้นต่างถูกกระตุ้นด้วยการท้าทาย ถูกสร้างอารมณ์ร่วมหมู่ ทุกคนพยายามควบคุมอารมณ์และเฝ้าดูสถานการณ์ จนกระทั่งชายเสื้อขาวจุดชนวนสำคัญขึ้นด้วยการชกเจ้าหน้าที่ตำรวจ นั่นเป็นตัวชี้ขาดที่ทำให้อารมณ์ร่วมแห่งความไม่พอใจและหมั่นไส้ในตัวของทุกคนเผยออกมา ขณะที่มีหลายคนเข้าผสมโรงด้วย”

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ต่างจากการรุมประชาทัณฑ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำแผนประกอบคำรับสารภาพทุกครั้งที่มักมีที่มาจากความโกรธแค้นผู้ต้องหา เมื่อมีโอกาสเจอต้นเหตุแห่งความโกรธแค้น ประกอบกับมีตัวจุดชนวน นั่นคือ มีคนเปิดฉากทำร้าย ก็เลยกลายเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้เกิดการรุมประชาทัณฑ์ ด้วยรากฐานจากความไม่พอใจที่พร้อมจะแสดงออกมาอยู่แล้ว

“ประเทศส่วนใหญ่ เมื่อผู้ต้องหาอยู่ในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มักไม่เกิดการรุมประชาทัณฑ์ขึ้น เนื่องจากพลเมืองของเขาเข้าใจว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกันยังมีความอ่อนไหวต่อการถูกฟ้องร้องกลับ ซึ่งมีโทษรุนแรง ทั้งนี้การแสดงออกของประชาชนแต่ละประเทศยังขึ้นอยู่กับนิสัยและวัฒนธรรม คนไทยเรามักอยากรู้อยากเห็น มีปฎิกิริยาการแสดงออกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างกับผู้คนในประเทศอื่น”

อย่างไรก็ตาม นักอาชญวิทยารายนี้ บอกว่า เรื่องที่น้อยคนนักจะรู้คือ กฎหมายไม่ได้บังคับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำแผนประกอบคำรับสารภาพ  นั่นหมายความว่า ผู้ต้องหา ญาติพี่น้อง หรือทนายความ สามารถปฎิเสธที่จะทำแผนประกอบคำรับสารภาพได้

พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

อย่าทำตัวเป็นผู้พิพากษา

เป็นที่รับรู้กันว่า ในระบบยุติธรรม ผู้พิพากษามีหน้าที่อันชอบธรรมตามกฎหมายในการตัดสินคดีความ ดังนั้นประชาชนอย่าทำตัวเป็นผู้พิพากษาเสียเอง ด้วยการนำกฎหมู่มาใช้แทนกฎหมาย

พล.ต.อ. เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า รุมประชาทัณฑ์หมายถึงการทำร้ายร่างกาย เป็นอากัปกิริยาของคนจำนวนหนึ่งที่ทำกับอีกบุคคลหนึ่ง หลังจากมีความเห็นว่าบุคคลนั้นทำเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผิดหรือขัดความรู้สึกของเขา ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่ประชาชนไม่ควรทำ เนื่องจากทุกคนควรเคารพและอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ทำตัวเป็นศาลเตี้ยหรือผู้พิพากษาเสียเอง

“เราทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ควรทำตัวเป็นผู้พิพากษา ภาษาโบราณเขาเรียกว่า ‘ให้เป็นไปตามกบิลเมือง’ หรือตัวบทกฎหมาย การตัดสินใจลงมือด้วยตัวเองและทำร้ายร่างกายผู้ที่เราเห็นว่าผิดอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในภายหลังได้ หากถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ ทางที่ดีปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่า อย่างกรณีชายหนุ่มเสื้อขาวที่เมาสุราแล้วไปแสดงพฤติกรรมเกะกะระรานคนอื่น ท้ายที่สุดก็โดนไปหลายข้อหา สาสมแล้วกับที่สิ่งที่เขาทำลงไป

สำหรับประชาชน เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงที่อาจถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ ขอให้มีสติ ระมัดระวังตัวเอง แต่หากถูกทำร้ายก่อน กฎหมายได้ออกแบบไว้ค่อนข้างรอบคอบ ไม่ใช่ว่าเราจะรอโดนอย่างเดียว สามารถยกมือป้องกันร่างกายหรือสวนกลับ เพื่อยับยั้งไม่ให้เขาทำร้ายเราได้ หรือเรียกว่าป้องกันตนได้สมควรแก่เหตุ สู้ได้ในระดับป้องกันและยับยั้ง” 

ป้องกันตัวไม่ถือว่าผิดกฎหมาย

วิรัช หวังปิติพาณิชย์ ทนายความ (tanaiwirat.com) ให้ความเห็นว่า การรุมประชาทัณฑ์ถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณีที่ไทยมุงเข้า”รุมตื้บ”หนุ่มเสื้อขาว อาจเข้าข่ายป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68

“หลังจากชายเสื้อขาวตรงเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนจึงช่วยกันรุมประชาทัณฑ์เพื่อไม่ให้ทำร้ายตำรวจได้ ในทางกฎหมายอาจมองเป็นการป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ได้ เพราะเจตนาการรุมทำร้ายก็เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่ตำรวจให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการทำร้าย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ซึ่งการกระทำเพื่อการป้องกันให้ชายคนดังกล่าวหยุดการกระทำนั้นไม่ผิด แต่ถ้าเป็นการกระทำเกินเลยกว่าเหตุ มีเจตนาทำร้าย อาจต้องรับผิด ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น”

วิรัช บอกว่า ประมวลกฏหมายอาญานั้นได้วางหลักชัดเจนในฐานความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น ดังนี้

มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิด อันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือน ถึงสิบปีอันตรายสาหัสที่ว่านั้น คือ

(1) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท

(2) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์

(3) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด

(4) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว

(5) แท้งลูก

(6) จิตพิการอย่างติดตัว

(7) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต

(8) ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ยี่สิบวัน หรือจนประกอบ

ทั้งหมดที่กล่าวมาสะท้อนให้เห็นว่า การรุมประชาทัณฑ์เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แนวทางที่ถูกต้องคือประชาชนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ยับยั้งอารมณ์ และโต้ตอบเหตุการณ์เฉพาะหน้าในระดับที่สมควรแก่เหตุ อย่าให้อารมณ์อยู่เหนือสติ ปล่อยให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย.

 

“ตุ๊กตาลูกเทพ” นวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 16:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412183

"ตุ๊กตาลูกเทพ" นวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

เรื่องและภาพ…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพคนอุ้มตุ๊กตาขึ้นรถไฟฟ้า เที่ยวห้าง กินข้าวในร้านอาหาร เข้าสปา ยันใส่รถเข็นเดินเล่นในสวนสาธารณะ ด้วยท่าทีประคบประหงมดูแลราวกับลูกน้อย กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างครึกโครมถล่มทลาย

บ้างส่ายหัวมองว่าเสียสติ บ้างสะกิดให้เพื่อนดูด้วยสายตาเหยียดหยาม ขณะที่อีกหลายคนถึงกับหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่

ทั้งหมดนี้คือหลากหลายปฏิกิริยาที่คนจำนวนไม่น้อยมีต่อ “ตุ๊กตาลูกเทพ”

ลูกเทพฟีเวอร์

รู้จักตุ๊กตาลูกเทพไหม?

ตุ๊กตาลูกเทพ ดัดแปลงมาจากตุ๊กตารีบอร์น เบบี้ (Reborn Baby Dolls) ตุ๊กตาของเล่นชื่อดัง ทำจากวัสดุไวนิลที่มีความนิ่มในตัว ลงสีผิว แต่งหน้าทาปากจนคล้ายคลึงกับเด็กทารกจริงๆ ในต่างประเทศนิยมเลี้ยงเป็นเพื่อนคลายหงา แต่ในเมืองไทยมีการเอาตุ๊กตาไปทำพิธีกรรมปลุกเสกโดยเกจิอาจารย์ เพื่อบูชาภายใต้ความเชื่อว่าชีวิตจะรุ่งเรือง

“กระแสตุ๊กตาลูกเทพดังมาเกือบปีแล้ว ดังเพราะดาราดังๆพากันอุ้มออกสื่อ ชาวบ้านเลยแห่เลี้ยงตาม สมัยก่อนจะเล่นกันเฉพาะกลุ่มคนรักตุ๊กตาเท่านั้น แต่หลังๆมีการนำตุ๊กตาเปล่าๆมาให้หลวงพ่อปลุกเสกลงอาคม แล้วใช้คำเรียกว่าลูกเทพ มันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหม่ในวงการของขลัง เดี๋ยวนี้มีร้านขายตุ๊กตาลูกเทพผุดขึ้นเป็นร้อยๆเจ้า มีทั้งขายอย่างเดียว รับเจิม ไม่ก็เป็นแพ็คเกจตั้งแต่ขาย เจิม ทำผม แต่งหน้า ชุดเสื้อผ้า หลายวัดถึงขนาดลงทุนทำเอง วัดนี้สร้างแล้วดัง วัดอื่นก็ทำตาม แข่งกันดุเดือดมากๆ

คำบอกเล่าของ คิงส์-เดชอดุลย์ ณชาริยางกูร เจ้าของร้านขายตุ๊กตาลูกเทพชื่อ ‘บ้านลูกเทพ’

ตุ๊กตาลูกเทพในปัจจุบันราคาเริ่มต้นตัวละ 399-19,999 บาท มีหลายรุ่นหลายเกรด ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นแม่บ้านสูงอายุ พนักงานออฟฟิศ ดารา แม่ค้า นักศึกษา มีตั้งแต่เลี้ยงไว้แก้เหงายันบูชาไว้เป็นของขลังติดตัว

การนำตุ๊กตาเปล่าๆไปเจิม ทำพิธีปลุกเสกลงอาคม มันก็เหมือนเวลาเราไปเจอพระเกจิอาจารย์ที่วัดดังๆ แล้วเอากระเป๋าสตางค์ เอารถยนต์ไปให้ท่านเจิม สิ่งของเหล่านั้นมันผ่านการทำพุทธาภิเษก หลายคนจึงเชื่อว่าในตัวตุ๊กตามีพลังงานศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่ ผมย้ำกับลูกค้าเสมอว่า ถ้าคิดจะพาน้องเขาไปเลี้ยงก็ควรหมั่นเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระ ตุ๊กตาเป็นเพียงกุศโลบายให้คนเลี้ยงทำความดี การทำบุญเยอะๆบุญกรรมที่ทำมันจะสัมพันธ์กับสิ่งที่เราร้องขอ  ไม่ใช่ว่ามัวหลงงมงายว่าตุ๊กตาเป็นวัตถุให้โชคให้ลาภโดยเจ้าของงอมืองอเท้าไม่ทำอะไรเลย ลูกค้าหลายคนเริ่มจากไม่เชื่อก่อน พอทดลองเอาไปเลี้่ยงแล้วเห็นผล เคยป่วยก็หายป่วย เคยเป็นหนี้ก็หมดหนี้ ทำมาค้าขึ้น ชีวิตดีอย่างเห็นได้ชัด คราวนี้เลยแห่มาพิสูจน์กันใหญ่”

เห็นได้จากศิลปิน ดารา คนดัง ต่างเปิดตัวว่าเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพอย่างไม่อาย อาทิ ดีเจบุ๊คโก๊ะ- ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล กับน้องวันใส  ไฮโซม่านฟ้า-อรปภัตร จันทรสาขา กับตุ๊กตาลูกเทพที่ชื่อน้องน่านฟ้า กัสจัง- จีราร์ พิทักษ์พรตระกูล กับน้องตาหวาน กระต่าย- ทรรศิกา ยุติมิตร กับน้องซาราห์ แม้แต่มดดำ-คชาภา ตันเจริญ และดัง- พันกร บุณยะจินดา ที่เลี้ยงไว้หลายตัวและมักจะอุ้มตุ๊กตาลูกเทพไปเที่ยวต่างประเทศด้วยเสมอ

ดีเจบุ๊กโกะ-ดัง พันกร สองดาราที่เลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ

จากปากโน้นสู่ปากนี้ แพร่สะพัดไปทุกวงการปานไฟลามทุ่ง ส่งผลให้เกิดธุรกิจต่อยอดตามมามากมาย เช่น ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าตุ๊กตา ทำผม แต่งหน้า สอนพิเศษ รับจ้างพาลูกเทพไปทานข้าวนอกบ้าน ฯลฯ

ที่เรียกเสียงฮือฮามากๆคือ บรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่หันมาเกาะกระแสลูกเทพฟีเวอร์กันอย่างคึกคัก ด้วยการออกแคมเปญใหม่เพื่อให้บริการตุ๊กตาลูกเทพโดยเฉพาะ เช่น สายการบินไทยสมายล์จำหน่ายตั๋วโดยสารที่นั่งสำหรับตุ๊กตาลูกเทพ พร้อมบริการอาหารว่างและเครื่องดื่มเหมือนเดิมผู้โดยสารทั่วไป นครชัยแอร์ก็เตรียมเปิดขายบัตรโดยสารตุ๊กตาลูกเทพให้กับลูกค้าที่ต้องการเดินทางพร้อมกับตุ๊กตาลูกเทพ ทั้งยังกำชับให้พนักงานให้บริการตุ๊กตาลูกเทพเหมือนผู้โดยสารคนหนึ่ง ร้านบุฟเฟ่ต์ชื่อดังอย่าง Hot Pot และ Neta Grill จัดโปรโมชั่นอิ่มไม่อั้น หลังจากพบว่าที่ผ่านมามีลูกค้าหอบหิ้วลูกเทพมารับประทานอาหารกันเป็นจำนวนมาก

ยิ่งด่ายิ่งดัง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า พฤติกรรม “พาน้องไปเที่ยว” สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นอย่างยิ่ง

อุ้มพาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้า หาซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆในร้านเครื่องแต่งกายสำหรับเด็ก เข้าร้านอาหารพร้อมตักแบ่งใส่จานราวกับเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะ พาไปสระผมในร้านเสริมสวย ขึ้นรถไฟฟ้าจนผู้โดยสารคนอื่นต้องลุกให้นั่งเพราะคิดว่าเป็นเด็ก แม้กระทั่งใส่รถเข็นเดินเล่นในสวนสาธารณะ ปรนนิบัติราวกับตุ๊กตาตัวนั้นมีชีวิตจิตใจ

ในฐานะผู้เลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ คิงส์บอกอย่างอารมณ์ดีว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่ต่างจากเด็กเห่อของเล่นใหม่

“เหมือนคุณซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ ก็อยากพกไปอวดคนอื่นด้วยความภาคภูมิใจ แต่บางครั้งก็ยอมรับนะว่ามันเยอะเกิน เช่น ไปร้านสุกี้แล้วต้องให้พนักงานจัดเก้าอี้เด็ก หาจานชามช้อนส้อม ตักให้กินเหมือนคน โอเค เข้าใจว่าเป็นความสุขส่วนตัว แต่บางทีเขากำลังทำให้ลูกเทพเป็นกุมารทอง ให้กินข้าวกินน้ำ เอาของไปเซ่นไหว้ มันไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น

เขาบอกว่า ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล อะไรที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนใครก็ทำไปเถอะ แต่ถ้าเยอะ ไปละเมิดคนอื่น ก็ต้องยอมรับคำตำหนิ

เดชอดุลย์ ณชาริยางกูร เจ้าของร้านขายตุ๊กตาลูกเทพชื่อดัง

“กระแสคนด่าตุ๊กตาลูกเทพไม่กระทบยอดขายเลยครับ ยิ่งด่ายิ่งดังด้วยซ้ำ ยิ่งคนพูดถึงคนก็ยิ่งให้ความสนใจเยอะ อย่างวันนี้ขายได้ตั้ง 40 ตัว ย้อนกลับไปหลายเดือนก่อนตอนโดนถล่มเพจด้วยถ้อยคำหยาบคายจนต้องปิดเพจหนี คนก็ยังตามมาซื้อถึงบ้าน

นักธุรกิจตุ๊กตาลูกเทพเงินล้านรายนี้ทิ้งท้ายว่า กระแสลูกเทพฟีเวอร์ก็เหมือนแฟชั่นที่มาแล้วก็ไป

“กระแสมันเห่อขึ้นมา เดี๋ยวก็แผ่วลง สุดท้ายก็จะเงียบ และกลับไปสู่กลุ่มคนเล่นตุ๊กตาเล็กๆเหมือนเดิม แต่ถึงกระแสจะเงียบ เราก็ยังขายตุ๊กตาเปล่าๆเหมือนเดิม คนยังซื้อไปเป็นของเล่นหรือของขวัญ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการปลุกเสก

สังคมคนเหงา

ดร.วัลลภ ปิยะมโนธรรม ที่ปรึกษาโครงการศูนย์ให้คำปรึกษาและพัฒนาศักยภาพมนุษย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิบายว่า การเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพสะท้อนว่าสังคมไทยเป็นสังคมของคนเหงา

“ยุคนี้เป็นสังคมของคนเหงา การปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันมันน้อยมาก ทุกคนเอาแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถือ ดูได้จากประเทศไทยเป็นอันดับสองของโลกที่เล่นไลน์มากที่สุด สูงกว่ายุโรป อเมริกาเสียอีก เล่นกันตั้งแต่เด็กยันคนแก่ เพราะไม่รู้จะคุยกับใครเลยไปคุยกับโทรศัพท์มือถือ แต่คุยโทรศัพท์มือถือมันไม่พอ จู่ๆมีตุ๊กตาลูกเทพขึ้นมา รูปร่างหน้าตาน่ารัก ทันสมัย แถมพ่วงมาด้วยความศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตอบโจทย์เรื่องความเชื่อด้านไสยศาสตร์ของคนไทย คราวนี้เลยเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน พาไปเที่ยว กินข้าว ยิ่งแฟชั่นกำลังบูม อุ้มไปไหนก็ยิ่งเท่ คนให้ความสนใจ เลยกลายเป็นประชันขันแข่งเลี้ยงอวดกัน

หลากหลายพฤติกรรม “พาน้องไปเที่ยว”ของกลุ่มคนเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพ

นักจิตวิทยารายนี้ยืนยันว่า การเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพไม่ถือเป็นโรคจิต เป็นเพียงอาการเห่อตามแฟชั่นเท่านั้น

“เห่อไม่นานเดี๋ยวก็เลิก วันข้างหน้าถ้ามีของใหม่ๆ พ่อเทพ แม่เทพ ก็หันไปเห่อแทน ปัญหาอยู่ตรงถ้าเห่อมากไปจะกลายเป็นหลงงมงาย ขอแนะนำว่าภาวะซึมเศร้า หงอยเหงา ว้าเหว่ ควรหันไปพูดคุย ไปปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างจะดี มีประโยชน์กว่านั่งคุยกับตุ๊กตาเยอะ

ต้องเคารพสิทธิส่วนบุคคล

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนวิทยา อธิบายถึงปรากฎการณ์ตุ๊กตาลูกเทพฟีเวอร์ว่า เป็นเพียงนวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์

“พื้นฐานคนไทยเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลังเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และจะคว้าทุกอย่างที่เป็นกระแส ซึ่งตุ๊กตาลูกเทพก็กำลังเป็นกระแสที่พีคสุดๆ แต่ยังไงก็ตามผมเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะค่อยๆถดถอยไป เพราะกระแสนี้ไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากสังคมวงกว้าง กระแสตุ๊กตาลูกเทพเกิดขึ้นได้โดยต้องอาศัยดาราดังมาช่วย แตกต่างจากสมัยจตุคามรามเทพเฟื่องฟู พอลุกฮือก็ลามไปทั่วทุกวงการ ทั่วประเทศ แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าก็เอากับเขาด้วย ตุ๊กตาลูกเทพเป็นนวัตกรรมใหม่ทางไสยศาสตร์ พัฒนาจากตุ๊กตาไม้ ตุ๊กตาดิน มาเป็นตุ๊กตาไวนิล แต่งหน้าทาปากทันสมัย ก็คล้ายๆกับกุมารทอง รักยม ลูกกรอก พวกไสยศาสตร์การเลี้ยงผีที่อิงแอบอยู่ในศาสนาและวัฒนธรรมไทยมาเป็นร้อยๆปีนั่นแหละ

นักศาสนาวิทยาชื่อดังระบุว่า ถ้าขุดให้ลึกลงไปมากกว่าเรื่องความเชื่อ สิ่งที่สังคมควรตระหนักคือ สิทธิมนุษยชน

“มนุษย์ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานอยู่ 2 ประการที่ต้องยอมรับคือ สิทธิในการนับถือศาสนา หรือสิทธิในการเชื่อ และปฏิบัติตามความเชื่อเชิงศาสนา ตรงนี้ไม่เพียงแต่ต้องมีเสรีภาพ แต่ต้องมีอย่างเสมอภาคด้วย สังคมต้องให้สิทธิตรงนี้อย่างเท่าเทียมกัน ขณะเดียวกันสิทธิอีกด้านหนึ่งที่ต้องตามมาด้วยกันคือ สิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น หมายความว่าถ้าคุณมีสิทธิที่จะเชื่ออะไรก็ตาม คนอื่นก็มีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อของคุณ ตราบที่ไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่เป็นถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech)

ส่วนการอุ้มตุ๊กตาไปไหนมาไหนก็ต้องดูว่าการกระทำนั้นมันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมดีของสังคมหรือไม่ ยกตัวอย่างถ้าคุณเข้าร้านอาหาร แล้วอยากจะพนมมือสวดมนต์เช่นเดียวกับชาวคริสต์อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าก่อนรับประทานอาหาร หรือชาวมุสลิมสวมชุดปกปิดหน้าตา แบบนี้กระทบความรู้สึกในแง่ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคมหรือไม่ บางคนห้อยจตุคามรามเทพองค์ใหญ่โต แขวนเครื่องรางของขลังพะรุงพะรัง มันสร้างความรำคาญให้คนอื่นหรือเปล่า

เท่าที่ดูกระแสตุ๊กตาลูกเทพในขณะนี้ ผมมองว่ายังอยู่ในฐานะที่พอรับได้ อาจจะรำคาญ หลอน ตลก แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดชี้หน้าด่ากันตรงๆ ขณะเดียวกันเจ้าของร้านที่ไม่พอใจก็มีสิทธิ์ที่จะติดป้ายห้ามตุ๊กตาลูกเทพเข้ามาในร้าน เรื่องสุดท้ายที่ต้องระวังคือ คนที่ชอบเอาภาพส่วนตัวของคนอื่นมาด่าในทางเสียๆหายๆ อาจเสี่ยงต่อการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 คนที่ไปด่าเขาต่อหน้าก็อาจเจอข้อหาดูหมิ่นซึ่งหน้าได้

ปรากฎการณ์ตุ๊กตาลูกเทพฟีเวอร์ นอกจากจะสะท้อนความเชื่อทางไสยศาสตร์ที่หยั่งรากฝังลึกในสังคมไทยมายาวนานแล้ว ยังสะท้อนด้วยว่า คนไทยให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิส่วนบุคคลระหว่างกันมากน้อยแค่ไหน

 

 

ภาพประกอบจากอินสตาแกรม @bookko , @dunkphunkorn และเฟซบุ๊ก FuckGhost ฟักโกสต์ : สมาคมต่อต้านสิ่งงมงาย

 

ย้อนปม “เจ้าคุณเสนาะ” งบ 67 ล้านงานสมเด็จเกี่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 11:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412094

ย้อนปม "เจ้าคุณเสนาะ" งบ 67 ล้านงานสมเด็จเกี่ยว

ย้อนรอยประเด็น งบประมาณ 67 ล้านบาทที่ใช้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จเกี่ยว อันเป็นสาเหตุในการปลดและตรวจสอบ “เจ้าคุณเสนาะ”

สร้างความตกตะลึงให้กับวงการสงฆ์กับกรณีที่ พระพรหมสุธี (เสนาะ ปัญญาวชิโร) หรือ เจ้าคุณเสนาะ อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้มรณภาพภายในกุฏิเมื่อวันที่ 25 ม.ค. โดยพบว่าสาเหตุที่มรณภาพเกิดจากการอัตวินิบาตกรรม

ผู้ใกล้ชิดเปิดเผยว่า สาเหตุการมรณภาพในครั้งนี้อาจมาจากความเครียดส่วนตัว หลังจากได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวัดสระเกศเมื่อเดือนเม.ย.58 ซึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนม.ค.58 มหาเถรสมาคมได้มีมติปลด เจ้าคุณเสนาะ ออกจากตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และให้พักงานในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสระเกศ จากความผิดปกติของการใช้งบประมาณในพิธีพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) 67 ล้านบาท

ปมปัญหาใหญ่ที่ทำให้พระพรหมสุธีต้องหลุดจากตำแหน่งบริหารและพระสังฆาธิการระดับเจ้าอาวาส ก็คือ เงินหลวง 67 ล้านบาท ที่รัฐบาลอุดหนุนเพื่อใช้จ่ายในงานออกเมรุสมเด็จพระพุฒาจารย์ เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2557 แต่เมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งให้ไปตรวจสอบเพื่อดูความโปร่งใส สตง.จึงไปตรวจ แต่ก็ถูกขวาง สตง.จึงต้องร้องเรียนไปยังสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ประธานผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช จึงได้ไฟเขียว

เมื่อตรวจสอบจึงได้พบพิรุธในการใช้เงินก้อนดังกล่าว เช่น ใช้งบ 11 ล้านบาท ทำโต๊ะหมู่บูชาถวายวัดต่างๆ เมื่อตามไปดูพบว่าโต๊ะหมู่บูชามีเจ้าภาพสร้างเรียบร้อย

เงินอีก 15 ล้านบาท ไปอยู่ที่กองทุนพระไตรปิฎก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ อ้างว่าเพื่อเผยแผ่พระไตรปิฎก ซึ่งไม่เกี่ยวกับงานพระราชทานเพลิงศพ

ยอด 41 ล้านบาท ใช้ในรายการอื่นๆ เช่น ทำย่าม ทำตาลปัตร ค่าถวายพระ ค่าแรงคนที่มาช่วยทำงาน แต่ที่น่าสงสัย ใช้ไป 7 ล้านบาท เพื่อทำปกพระไตรปิฎก

ข้อสังเกต สตง.คือใช้เงินไม่ตรงวัตถุประสงค์ ไม่มีวินัยในการใช้เงิน พร้อมกับบอกว่าวัดน่าจะใช้เงินที่ประชาชนบริจาคมา 50-60 ล้านบาท ทำของถวายพระก่อน ขาดแล้วจึงใช้เงินอุดหนุนจากรัฐ จึงอยากตรวจเงินบริจาคด้วยว่าใช้กันอย่างไร

ทั้งนี้ มหาเถรสมาคม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเจ้าคุณเสนาะ 2 ชุด ได้แก่ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีเงินบริจาควัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เป็นประธานกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง

สำหรับชุดที่ 2 คือ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการใช้จ่ายงบประมาณจัดงานพระราชทานเพลิงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) 67 ล้านบาท มีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม) วัดพิชยญาติการาม เป็นประธาน

ต่อมาเมื่อ พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ได้รับพระบัญชาแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระเกศก็ได้มีการสะสางบัญชีค่าใช้จ่ายและนำเงินคืนรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. พระพรหมสิทธิ ได้ทำหนังสือลงวันที่ 25 มิ.ย. 2558 เรื่อง การตรวจสอบเงินอุดหนุนของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ถึง นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ความว่า บัดนี้วัดสระเกศได้ดำเนินการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพ เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการพิธีพระราชทานเพลิงศพ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมค่าใช้จ่ายจากเงินอุดหนุนดังกล่าว เป็นจำนวนเงิน 42,325,000 บาท

ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ที่เกิดขึ้นระหว่างงาน ซึ่งเกี่ยวกับการจัดพิธีพระราชทานเพลิงศพได้เบิกจ่ายเงินของผู้มีจิตศรัทธาบริจาค ดังนั้น จึงมีเงินอุดหนุนคงเหลือ 25,225,000 บาท จึงขอส่งเงินอุดหนุนจำนวนคงเหลือดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของทางราชการและประเทศชาติต่อไป ดังนั้น วัดสระเกศฯ ส่งเช็คธนาคารกรุงไทย สาขาเทเวศน์ เลขที่ 00509638 สั่งจ่ายวันที่ 24 มิ.ย. 2558 จำนวน 25,225,000 บาท จำนวน 1 ฉบับให้แก่ พศ. ด้วย

 

กระบวนการยุติธรรมผิดพลาด “เหยื่อแพะ” รับบาปยังไม่ลด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412071

กระบวนการยุติธรรมผิดพลาด "เหยื่อแพะ" รับบาปยังไม่ลด

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ช่วง เวลาแห่งความโหดร้ายผ่านไป แต่ความทุกข์ทรมานในใจยังคงเหลืออยู่

ผู้ที่ตกเป็นจำเลยในความผิดที่ไม่ได้ก่อ ไม่อาจปฏิเสธ “กระบวนการยุติธรรม” ที่หยิบยื่นความไม่เป็นธรรมมาให้

หลายคดีมี “แพะ” ผู้บริสุทธิ์หลายรายต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวด เช่นเดียวกับชะตากรรมของ มนัสนันท์ ขานฤทธิ์ วัย 52 ปี มารดาของ กนกพรหม ขานฤทธิ์ อายุ 28 ปี ผู้เคราะห์ร้ายที่ตกเป็น “แพะ” รับบาปในคดีชิงทรัพย์และทำร้ายเจ้าทุกข์ เมื่อปี 2551

ขณะนั้นศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 23 ปี ต่อมาพบว่า “กนกพรหม” ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ ทำให้ครอบครัว “ขานฤทธิ์” ต้องลุกขึ้นต่อสู้ร้องขอความเป็นธรรมให้ลูกชาย แต่เธอก็มืดแปดด้าน ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจขอความเป็นธรรมกับกระทรวงยุติธรรม

ภายหลังยื่นเรื่องกับกระทรวงยุติธรรมและได้รับความคืบหน้า กระทั่งพบว่าลูกชายไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ “มนัสนันท์” กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า การลุกขึ้นมาต่อสู้ครั้งนี้เพื่อให้ลูกชายได้รับอิสรภาพ เพราะเขาไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ และหวังว่าการยื่นเรื่องร้องเรียนครั้งนี้จะช่วยให้ครอบครัวกลับมาอยู่อย่างพร้อมหน้ากัน

ช่วงแรกลูกชายเขียนจดหมายมาหาทุกวัน ระบายความรู้สึกว่าไม่ใช่ ผู้ก่อเหตุและยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงขอให้แม่ช่วยเหลือด้วย

“ขอฝากถึงกระบวนการยุติธรรมควรจะทำคดีให้รอบคอบกว่านี้ เพราะไม่อยากเห็นใครต่อใครต้องตกเป็นแพะรับบาป ทั้งที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิด เพราะนั่นจะเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของแพะทุกคน” แม่ของเหยื่อซึ่งทุกข์ทรมานไม่แพ้บุตรชาย ระบุ

ข้อมูลจาก ศูนย์ช่วยเหลือผู้เสียหายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีอาญา (แพะ) พบว่า มีประชาชนผู้ตกเป็น “แพะ” เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบัน รับเรื่องแล้วกว่า 147 เรื่อง เช่น แพะเรื่องยาเสพติดการจับผิดตัว แพะลักทรัพย์ แพะยิงผิดตัว แพะฆ่ารัดคอ แพะบุกรุกที่ดิน แพะฉ้อโกง แพะน้ำมันเถื่อน แพะหายสาบสูญ แพะคดีพระทองคำ แพะคดีบางสะพาน แพะคดีฆาตกรรมแฟนตัวเอง เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ

พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแลศูนย์ช่วยเหลือผู้เสียหายฯ กล่าวว่า ผู้มาร้องเรียนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรมและการต่อสู้ทางกฎหมาย การต่อสู้รื้อฟื้นทางคดีต้องดูว่าเรื่องจริงนั้นเป็นอย่างไร ต้องดูน้ำหนักของพนักงานสอบสวน พนักงานสืบสวน ผู้กล่าวหา และองค์ประกอบการทำผิดกฎหมาย ต้องเข้าใจในตรงนี้จึงสามารถช่วยผู้ต้องหาคดี “แพะ” ได้

“พนักงานสอบสวนบางที่ทำคดีได้แค่ตัวผู้ต้องหาก็จบเลย แต่อาจไม่เคยไปสืบสวนเลยว่าเป็นผู้ต้องหาตัวจริงหรือไม่ แค่ได้ปิดคดีมันก็จบแล้ว โดยเฉพาะคดีอุกฉกรรจ์เมื่อเกิดขึ้น 1 คดี จับได้แล้วรายงานผลก็ถือว่าจบ ทั้งนี้เรื่องของตำรวจที่เร่งทำคดี พอจบเสร็จก็ไม่ได้สนใจเรื่องของผลคดีว่าผิดถูกอย่างไร พอหลงประเด็นตั้งแต่แรกการทำคดีก็จบหมด” รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ฉายภาพต้นเหตุผู้เป็นแพะ

พ.ต.อ.ดุษฎี ระบุว่า ส่วนทางผู้พิพากษาเราโทษเขาไม่ได้ และเชื่อว่าศาลก็ต้องดูน้ำหนักคดีแล้วว่าเป็นอย่างไร ซึ่งอัยการทำหน้าที่หลังตำรวจ ส่วนสำคัญคือทนายความ ชาวบ้านเองที่ไม่เข้าใจ รวมถึงตำรวจที่ทำคดีด้วย ดังนั้นการรื้อฟื้นทำคดีก็จะใช้หลักนิติวิทยาศาสตร์เข้ามาตรวจสอบในการหาผู้กระทำความผิดด้วย อย่างคดี “ปุ๊ วอร์มอัพ” จ.เชียงใหม่ ตรงนั้นเราได้การตรวจดีเอ็นเอและสามารถจับผู้กระทำความผิดตัวจริงได้

“ผู้ตกเป็นแพะส่วนใหญ่ที่ร้องขอความเป็นธรรมมีทุกเรื่อง เช่น เรื่องที่ดินทำกิน การจับผิดตัว การทำร้ายร่างกาย การพยายามฆาตกรรม ฯลฯ ทุกวันนี้มีคนร้องเรียนขอความเป็นธรรมจำนวนมาก แต่บางรายก็ร้องเรียนเพื่อแก้เกี้ยวก็มี เราต้องตรวจสอบให้รอบด้าน การทำงานจะประสานผู้เกี่ยวข้องทางคดีและลดปัญหาระหว่างหน่วยงานราชการด้วย” รองปลัดฯ ระบุ

สุรพงษ์ กองจันทึก อนุกรรมการสิทธิมนุษยชน ด้านชนชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ บอกว่า ปัญหาบ้านเราต้องยอมรับว่าตำรวจมีอำนาจมากเกินไป ที่ผ่านมาประชาชนร้องเรียนตำรวจเข้ามามากที่สุด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิและการทำคดีที่ไม่เป็นธรรม กระบวนการสอบสวนเกิดความบกพร่องจนทำให้ผู้บริสุทธิ์ตกเป็น “แพะ” รับบาป จึงเป็นเรื่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไข

“บ้านเรามีแพะอยู่มากกว่าที่คิด คนที่ถูกจำคุกจำนวนไม่น้อยเป็นแพะในคดีต่างๆ ทั้งเป็นแพะโดยไม่รู้ตัว หรือเป็นแพะโดยสมยอมก็มี เช่น คนนี้ทำผิดแต่ให้คนอื่นมารับโทษแทน แพะ คือเกิดจากความผิดพลาดของตำรวจทั้งนั้นเลยดังนั้นควรมีการแยกงานสอบสวนออกจากงานสืบสวนเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลกัน และสามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้” สุรพงษ์ ระบุ

สุรพงษ์ เสนอว่า ตำรวจต้องมีการกระจายอำนาจ อาจมีตำรวจบ้าน หรือตำรวจชุมชน เพราะตำรวจในพื้นที่จะทราบดีเมื่อเกิดเหตุหรือคดีความ และชุมชนยังช่วยกันตรวจสอบได้อีกทางหนึ่งด้วย และอัยการหรือศาลเองควรมีกระบวนการลงพื้นที่หาข้อมูลเองในแต่ละคดีด้วย เพราะศาลจะเชื่อมั่นในหลักฐานของตำรวจที่รวบรวมมา และอาจชี้นำไปในทางใดทางหนึ่ง

 

ถ้าพลาดครั้งนี้ “มหานิกาย” ต้องคอยอีกนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 มกราคม 2559 เวลา 15:10 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/412049

ถ้าพลาดครั้งนี้ "มหานิกาย" ต้องคอยอีกนาน

โดย…สมาน สุดโต

ปลดล็อก 84 ปี

เมื่อ สมเด็จพระวันรัต (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศนเทพวราราม ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2481 ในสมัยรัชกาลที่ 8 นั้น ถือกันว่าเป็นการปลดล็อกมหึมาที่กั้นพระมหานิกายไม่ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราชมายาวนานถึง 84 ปี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 นับตั้งแต่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์ที่ 7 สิ้นพระชนม์ในปี 2396

สมัยรัชกาลที่ 5 ก็ไม่ทรงตั้งพระเถระรูปใดขึ้นสู่ตำแหน่งอันสูงส่งนี้ ทำให้ว่างสมเด็จพระสังฆราช 38 ปี จึงทรงถวายมหาสมณุตมาภิเษก พระเจ้าวรวงษ์เธอ กรมพระยาปวเรศ วริยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้าฤกษ์) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 8 และทรงสถาปนาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา ปุสฺสเทโว) เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 9 สมเด็จพระสังฆราชทั้งสองพระองค์เป็นพระจากคณะธรรมยุต

เมื่อสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 9 สิ้นพระชนม์ ในปี 2422 ก็ไม่มีสมเด็จพระสังฆราชอีกเลย จนสิ้นรัชกาลเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2453 เพราะรัชกาลที่ 5 ไม่ได้โปรดให้สถาปนาพระเถระรูปใดเป็นสมเด็จพระสังฆราช แม้ว่าจะมีพระเถระผู้ใหญ่หลายรูปก็ตาม เช่น พระเถระที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่าง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) วัดระฆังโฆสิตาราม ที่เป็นพระเถระที่เป็นผู้ชี้นำสังคมให้อยู่ในทำนองคลองธรรม เช่น การที่จุดไต้ไปบ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ในเวลากลางวัน หรือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่) วัดประยุรวงศ์ และสมเด็จพระวันรัตน์ (สมบุญ) แห่งวัดราชบูรณะ แล้วให้ย้ายมาครองวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ก็อยู่ในตำแหน่งนั้นจนถึงมรณภาพ

ผู้บัญชาการคณะสงฆ์

อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 5 ทรงวางพระราชหฤทัยต่อสมเด็จกรมพระยาวชิรญาณวโรรส มาก จึงทรงตั้งให้เป็นผู้บัญชาการคณะสงฆ์ทั้งธรรมยุตและมหานิกาย และในรัชกาลนี้เช่นกันที่ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ ร.ศ. 121 เป็น พ.ร.บ.ที่ไม่ระบุตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช และเป็นต้นแบบ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ที่ใช้ในปัจจุบัน

เมื่อรัชกาลที่ 6 ทรงครองราชย์ จึงทรงสถาปนา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวชิรญาณวโรรส เป็น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 10 วันที่ 5 ธ.ค. 2453

ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชยังคงอยู่กับพระเถระฝ่ายธรรมยุตจนถึงรัชกาลที่ 8 เมื่อสมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรศิริวัฒน์ (หม่อมเจ้าภุชงค์) วัดราชบพิธ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 11 สิ้นพระชนม์ในปี 2480 จึงสถาปนาสมเด็จพระวันรัต (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศน์ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นการปลดล็อก 84 ปี ที่พระเถระฝ่ายมหานิกายไม่ได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดนี้มาเป็นเวลาหลายทศวรรษ (นับแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา)

ธรรมยุต มหานิกาย สลับกัน

จากนั้นก็มีสมเด็จพระสังฆราชอีก 5 องค์ สลับกันระหว่างพระมหานิกายและธรรมยุต คือจากคณะธรรมยุต 2 พระองค์ (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน) วัดมกุฏกษัตริยาราม) และมหานิกาย 3 องค์ คือ สมเด็จพระสังฆราช (ปลด) วัดเบญจมบพิตร สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ และสมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น) วัดพระเชตุพน แต่ทั้ง 3 องค์ (มหานิกาย) ทรงครองตำแหน่งรวมกัน 5 ปี 5 เดือนเท่านั้น

2 องค์ 38 ปี

เมื่อสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 17 จากฝ่ายมหานิกายสิ้นพระชนม์ พระเถระฝ่ายธรรมยุต ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 18 และ 19 ติดต่อกัน แต่ทั้งสององค์อยู่ในตำแหน่งนานถึง 38 ปี คือ สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 18 (สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธ) ทรงครองตำแหน่ง 14 ปี และสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 19 (สมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร) ทรงครองตำแหน่ง 24 ปี

ธรรมยุตเสนอให้ตั้งมหานิกาย

การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ที่จะมีขึ้นข้างหน้า เป็นวาระของพระเถระฝ่ายมหานิกายที่ว่างเว้นจากตำแหน่งสูงสุดมา 38 ปี และดำเนินตามขั้นตอนเรียบร้อยเมื่อกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) เรียกประชุมเป็นกรณีพิเศษ เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2559 โดยมี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร) วัดราชบพิธ เป็นประธานที่ประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 เมื่อที่ประชุมพร้อม สมเด็จพระวันรัต (จุนท์) เจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต ได้เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง) วัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 เพราะเป็นไปตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ซึ่งที่ประชุม มส.เปล่งเสียงสาธุการพร้อมกัน ต่อมาการประชุม มส.เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2559 ได้รับรองรายงานการประชุมนั้น โดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน

เสียงค้านจากภายนอก

ขณะนี้เรื่องการสถาปนาอยู่ในขั้นตอนตามระบบราชการ ระเบียบ ประเพณี กฎหมาย และพระธรรมวินัย แต่ก็มีเสียงค้านว่า สมเด็จองค์นี้ไม่เหมาะจะขึ้นดำรงตำแหน่งสูงส่งนี้ โดยยกเรื่องที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ไม่ได้เกี่ยวข้องมาให้ท่านเกี่ยวข้องด้วย เช่น เรื่องที่เกิด เมื่อปี 2542 กรณีลิขิตสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ก็มาโยงให้เกี่ยวกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ทั้งๆ ที่ท่านไม่มีหน้าที่โดยตรง นอกจากเป็น มส.ที่อยู่อันดับท้ายๆ ในขณะผู้ที่เป็น หัวโต๊ะ คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ตามด้วย สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (สุวรรณ)

พยายามโยงให้เป็นเรื่อง

นอกจากนั้น ยังพยายามโยงท่านให้ติดพันไปทุกเรื่อง (ที่ร้ายๆ) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับวัดและเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งคนที่รู้จริงย่อมไม่ปฏิเสธ เพราะหลวงพ่อสด หรือพระมงคลเทพมุนี ผู้ให้กำเนิดธรรมกาย คือ อดีตเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ส่วน สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ก็เป็นอุปัชฌาย์ ธัมมชโย (อุปสมบท ณ วัดปากน้ำ) ล่าสุดดีเอสไอก็ยกเรื่องรถหรู (ทั้งๆ ที่เป็นรถเก่า) ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ว่าน่าจะเป็นความรับผิดชอบของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ก็เรียกว่า เต้นตามบทที่ฝ่ายค้านยกขึ้นมาโดยไม่กลัวบาป

ให้ความเป็นธรรมและอนุโมทนา

ถ้าจะให้ความเป็นธรรมกับพระมหาเถระระดับนี้ที่มีอายุ 91 ปีแล้ว ก็น่าจะยกเรื่องที่ท่านทำงานค่อนชีวิต หรือตั้งแต่อุปสมบทมาดู ก็จะพบว่าท่านทำเพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อประเทศชาติ และราชบัลลังก์ตลอด ถ้ายังไม่รู้ ขอให้ไปดูที่พุทธมณฑลว่าวัดปากน้ำทำอะไรไว้บ้าง

หรือถ้านับสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้ ก็ให้ดูที่โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านริเริ่มทั่วราชอาณาจักร เมื่อเดือน พ.ย. 2557 เป็นโครงการเพื่อมวลมหาประชาชน และท่านเองประกาศว่าโครงการนี้เป็นของคณะสงฆ์ แต่ท่านผลักดัน เพื่อสร้างความสงบสุขและความปรองดองของคนในชาติ ซึ่งรัฐบาลและ คสช.ในเวลาต่อมา ได้รับลูกและถือเป็นนโยบายของชาติด้วย

เมื่อทราบเช่นนี้ ก็ต้องอนุโมทนาสาธุการกับ มส.ที่ลงมติเห็นชอบให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยไม่ต้องสงสัยใช่หรือไม่

พลาดจากนี้ต้องคอยอีกนาน

ส่วนที่ผมจั่วหัวบทความว่า ถ้าพลาดครั้งนี้ มหานิกายต้องคอยอีกนาน มีอธิบายดังนี้

ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ให้สถาปนาพระเถระที่อาวุโสโดยสมณศักดิ์

ต่อไปนี้คือลำดับอาวุโสโดยสมณศักดิ์

1.สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ เกิดวันที่ 26 ส.ค. 2468 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2538 (อายุ 91 ปี)

2.สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสัมพันธวงศ์ เกิดวันที่ 29 ธ.ค. 2460 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2544 (อายุ 99 ปี)

3.สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ วัดราชบพิธ เกิดวันที่ 26 มิ.ย. 2470 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2554 (อายุ 89 ปี)

4.สมเด็จพระวันรัต วัดบวรนิเวศวิหาร เกิดวันที่ 17 ก.ย. 2479 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2554 (อายุ 80 ปี)

5.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุทัศน์ เกิดวันที่ 26 ม.ค. 2473 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2553 (อายุ 86 ปี)

6.สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดเทพศิรินทร์ เกิดวันที่ 22 ต.ค. 2490 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2553 (อายุ 69 ปี)

7.สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชยญาติการาม เกิดวันที่ 2 ก.พ. 2484 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2554 (อายุ 75 ปี)

8.สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร เกิดวันที่ 17 พ.ย. 2485 สถาปนาเป็นสมเด็จ วันที่ 5 ธ.ค. 2557 (อายุ 74 ปี)

สมเด็จพระราชาคณะที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะชราภาพ คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ป.ธ.9) อายุ 99 ปี และสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ป.ธ.9) วัดสุทัศน์ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ เพราะอาพาธ

จำนวนที่เหลือลำดับที่ 3-4 และ 6 เป็นสมเด็จพระราชาคณะจากคณะธรรมยุตที่อาวุโสโดยสมณศักดิ์ ตามลำดับ ถ้าดูปี พ.ศ.ที่เกิดแล้ว องค์ที่ 3 อายุ 89 ปี องค์ที่ 4 อายุ 80 ปี องค์ที่ 6 อายุ 69 ปี (หนุ่มที่สุด)

ส่วนสมเด็จพระมหานิกาย นอกจากอายุมากแล้ว เสียเปรียบอาวุโสโดยสมณศักดิ์ทั้งสองรูป คือ สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ อายุ 75 ปี เป็นสมเด็จ พ.ศ. 2554 หลังวัดเทพศิรินทร์ 1 ปี แต่อายุมากกว่า 4 ปี

สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดไตรมิตร อายุ 74 ปี เป็นสมเด็จพระราชาคณะหลังสมเด็จวัดเทพศิรินทร์ 4 ปี แต่อายุมากกว่า 5 ปี

ข้อสรุป คือ ถ้าผ่านจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ซึ่งเป็นพระเถระจากมหานิกาย ก็จะเป็นลำดับของพระเถระฝ่ายธรรมยุต 3 องค์ติดต่อกัน โดยไม่เบรกเลย อยู่ที่ว่าใครจะอายุยืนและบุญบารมีดีกว่าใคร เพราะแข่งรถแข่งเรือนั้นแข่งได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนานั้น แข่งไม่ได้