ศาล รธน.เขย่า ม.44 สะเทือนอำนาจ คสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552595

  • วันที่ 28 พ.ค. 2561 เวลา 09:42 น.

ศาล รธน.เขย่า ม.44 สะเทือนอำนาจ คสช.

การใช้มาตรา 44 ที่เคยคิดว่าง่าย โดยไม่สนใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญจะทำให้ คสช.ยากต่อการใช้อำนาจตามอำเภอใจเหมือนที่ผ่านมา

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถ้าหากจะบอกว่าการเลือกตั้งกำลังเดินตามโรดแมปก็คงไม่แปลกนักภายหลังศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งลงมติว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สว. ไม่มีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้วันที่ 30 พ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. จะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ถ้ามองกันในเบื้องต้นก็มีความเป็นไปได้ที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่น่าจะมีปัญหาทางกฎหมาย

สาเหตุที่มีความเป็นไปได้อย่างนั้น เนื่องจากมองถึงแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อกรณีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาจะพบว่าได้มีคำวินิจฉัยไปในลักษณะว่าเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติให้การแก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจโดยเด็ดขาดของ สนช.เท่ากับว่าการตัดต่อร่างกฎหมายของ สนช. ถึงจะมีหน้าตาผิดแปลกไปจากของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบ้าง แต่โดยรวมก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงพอให้คาดเดาได้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 พ.ค. ก็คงไม่ได้มีความแตกต่างกันเท่าใดนัก

อย่างไรก็ดี วันที่ 30 พ.ค.ไม่ได้ชี้ขาดเฉพาะเรื่องกฎหมายเลือกตั้ง สส.เท่านั้น แต่ยังมีการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

เรื่องนี้มีที่มาที่ไปมาจากการยื่นคำร้องของพรรคการเมืองไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินที่ต้องการให้วินิจฉัยว่าคำสั่งของหัวหน้า คสช.ที่ออกโดยอาศัยมาตรา 44 ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินก็เห็นไปในทำนองเดียวกันว่าคำสั่งดังกล่าวอาจขัดกับรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด

สำหรับประเด็นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าอาจขัดกับรัฐธรรมนูญมีด้วยกันดังนี้

1.การให้สมาชิกพรรคที่ประสงค์จะยังคงเป็นสมาชิกพรรคต่อไป ต้องไปยืนยันตนเองและแสดงหลักฐานว่ามีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายต่อหัวหน้าพรรคการเมือง มิเช่นนั้นให้ถือว่าพ้นจากการเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิและเพิ่มภาระให้กับสมาชิกพรรคเกินไป

2.การให้จัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับ จัดทำคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมือง ภายใน 90 วัน มิเช่นนั้น พรรคการเมืองดังกล่าวจะสิ้นสภาพไป ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่าเป็นการสร้างภาระให้แก่พรรคการเมืองเกินสมควรเช่นกัน

ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 30 พ.ค. สามารถออกได้ด้วยกัน 3 หน้า

หน้าที่ 1 ให้คำสั่ง คสช.มีผลบังคับใช้ต่อไป โดยมองว่าการใช้มาตรา 44 ที่รองรับด้วยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 นั้นชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุดแล้ว เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จและรวมศูนย์เด็ดขาด

หน้าที่ 2 ให้คำสั่ง คสช.สิ้นผลไป เพราะไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและพรรคการเมืองที่ได้รับการประกันไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แต่จะมีผลย้อนหลังหรือมีผลตั้งแต่ศาลมีคำวินิจฉัยก็สามารถออกมาได้ทุกทาง

หน้าที่ 3 ให้ คสช.แก้ไขคำสั่งบางส่วนที่มีผลกระทบ ซึ่งขั้นตอนการแก้ไขก็ไม่ได้ยาก เพียงแค่ คสช.ประชุมกันและแก้ไขก่อนให้หัวหน้า คสช.ลงนามและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

จากความเป็นไปได้ข้างต้น หากผลลัพธ์แห่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นหน้าแรกทุกอย่างก็จบ แต่ถ้าออกมาเป็นหน้าที่ 2 หรือ หน้าที่ 3 แน่นอนว่าจะกระทบต่อ คสช.อย่างมีนัยสำคัญ

ในทางกฎหมาย คสช.อาจจะมองว่าเมื่อศาลรัฐธรรมนูญไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการของ คสช.ก็ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่สำหรับในทางการเมืองแล้วอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเขย่าอำนาจของ คสช.อย่างน่าสนใจ

ต้องไม่ลืมว่า คสช.พยายามสร้างมาตรา 44 ขึ้นมา เพื่อเป็นอำนาจเด็ดขาดที่รวมทั้งบริหารนิติบัญญัติและตุลาการไว้ที่บุคคลเพียงคนเดียว ดังนั้น หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสวนทางกับ คสช.ปฏิเสธไม่ได้ว่าอำนาจของ คสช.กำลังเจอกับปัญหาเข้าให้แล้ว

การใช้มาตรา 44 ที่เคยคิดว่าง่าย โดยไม่สนใจเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ก็จะทำให้ คสช.ยากต่อการใช้อำนาจตามอำเภอใจเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้นอาจจะเป็นการเปิดทางให้ผู้ที่เคยได้รับผลกระทบจากการใช้มาตรา 44 สามารถยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเช็กบิล คสช.ย้อนหลังได้

แม้ผู้สันทัดกรณีทั้งหลายต่างมองว่ากรณีของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 น่าจะจบลงด้วยความสุขของ คสช. เพราะมีมาตรา 44 คุ้มครอง แต่ถ้าไม่มีประเด็นหรือไม่มีปัญหาจริง ศาลรัฐธรรมนูญก็คงไม่รับเข้าสารบบความไว้ตั้งแต่แรก เพราะถ้ามองว่ามาตรา 44 เป็นที่สุดแล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ควรรับเอาไว้ให้เปลืองทรัพยากรของศาล

ดังนั้น วันที่ 30 พ.ค. เป็นอีกวันที่ คสช.น่าจะหายใจไม่ทั่วท้อง เพราะหากผลไม่ได้เป็นดั่งใจคิดอาจถึงคราวที่มาตรา 44 จะกลายเป็นหมันก็เป็นได้

เปิดเบื้องหลังดีลรวมพลังประชาชาติไทย ตัดสัมพันธ์ คสช.ดึงทุกสีร่วมปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552273

  • วันที่ 25 พ.ค. 2561 เวลา 10:07 น.

เปิดเบื้องหลังดีลรวมพลังประชาชาติไทย ตัดสัมพันธ์ คสช.ดึงทุกสีร่วมปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กระแสความเคลื่อนไหวเตรียมก่อตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” กลายเป็นอีกปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะกับการทาบทาม เอนก เหล่าธรรมทัศน์ มารับหน้าที่หัวหน้าพรรค ด้วยเป้าหมายปรองดองดึงฝักฝ่ายคู่ขัดแย้งต่างๆ มาร่วมเป็นกำลังสำคัญ

หากย้อนดูประวัติที่ผ่านมาจะเห็นว่า ศ.พิเศษ เอนก ถือเป็นอีกบุคคลที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ตั้งแต่สมัยเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ​จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่ต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ในป่าประมาณ 4 ปี

หลังจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียได้กลับมาเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าของทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตย เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างชนบทและคนในเมืองที่ถูกหยิบยกมาเปรียบเทียบกับการเมืองที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง ​​

ทางการเมือง อาจารย์เอนกได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ จนต่อมาได้ลาออกมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคมหาชนตามคำชักชวนของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ​แต่ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคหลังการเลือกตั้ง 2548 สุดท้ายมาร่วมกับ ​​ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ คือ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และออกจากถนนการเมืองในปีต่อมา

ทว่าภายหลังรัฐประหาร อาจารย์เอนกได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาและคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และตำแหน่งประธานคณะกรรมการในคณะกรรมการพัฒนาพรรคการเมืองเพื่อการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ

จากจุดแข็งเรื่องการทำงานด้านการปรองดองมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้อาจารย์เอนกถูกทาบทามให้มารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองหลายๆ พรรคในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่เว้นแม้แต่พรรคพลังประชารัฐที่มีภารกิจสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย แต่ก็ได้ตอบปฏิเสธไป

การปฏิเสธคำชักชวนของแต่ละพรรคที่เข้ามาทาบทามนั้น เพราะไม่ต้องการให้บรรยากาศการเมืองกลับมาขัดแย้งอีกครั้ง โดยเฉพาะภายหลัง คสช.ตัดสินใจตั้งพรรคการเมืองของตัวเอง อันจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาทำลายเส้นทางปรองดองที่พยายามดำเนินการมาตลอดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา

เช่นเดียวกับฝั่ง กปปส. ที่เคยต่อสายทาบทามอาจารย์เอนกมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค แต่ก็ถูกปฏิเสธเช่นเดียวกัน เพราะเจ้าตัวต้องการเปิดพื้นที่พรรคการเมืองที่ดึงคนจากทุกฝ่าย ทุกสีเสื้อ มาร่วมเป็นกำลังขับเคลื่อน อันจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง

สะท้อนผ่านข้อความที่อาจารย์เอนกโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ยังไม่มีใครตั้ง ไม่มีใครทาบทามเป็นหัวหน้าพรรค และตนก็ไม่ได้ตั้งตนเองเป็นหัวหน้าพรรคใหม่

“หากมีนักการเมืองใหญ่ นายทุนพรรค หรือผู้มีบารมีคนเดียว หรือไม่กี่คนมาตั้งตนขอไม่เป็น และสุเทพก็ไม่ได้มาทาบทามตนเป็นหัวหน้า และถ้ามาทาบทามก็ไม่ขอรับ เพราะเบื่อหน่ายการตั้งพรรค และการทำการเมืองแบบเก่าๆ ออกกลิ่นน้ำเน่าแบบนั้น”

ที่สำคัญพรรคนี้จะไม่เริ่มจากประเด็นว่าจะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หลังการเลือกตั้งหรือไม่ รวมถึงพรรคนี้ไม่ใช่ กปปส.อย่างแน่นอน

อาจารย์เอนก อธิบายว่า หลายเดือนที่ผ่านมา มีคณะผู้ก่อตั้งพรรคหลายร้อยคนรวมตัวกันอย่างเงียบๆ ตนก็เข้าร่วมได้ประสานงาน ระดมปัญญากัน ซึ่งเรามีเจตนารมณ์อันแรงกล้าที่จะร่วมสร้างพรรคการเมืองแบบใหม่ที่เป็นสถาบันแห่งความดีงาม พรรคนี้จะเป็นหลักชัยให้บ้านเมือง จะไม่ปล่อยให้พรรคต้องถูกผูกขาดหรือตกเป็นของเจ้าของพรรคหรือของผู้นำพรรคเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว

สอดรับกับการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของ กปปส.เดิมที่ตั้งใจจะไปจัดตั้งพรรคและขับเคลื่อนในนาม กปปส. มาเป็นการเดินหน้าในนามพรรครวมพลังประชาชาติไทย อันจะช่วยลดแรงเสียดทาน เช่นเดียวกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ลดโทนลงมาว่าไม่ได้สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกสมัย แต่สนับสนุนการปฏิรูป

ล่าสุด สุเทพ ชี้แจงว่า ​พรรครวมพลังประชาชาติไทยไม่ใช่พรรคของตนเอง เป็นพรรคของประชาชนที่มีเจตจำนงในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งถ้ามีประชาชนที่มีอุดมการณ์รวมตัวกันทำพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการเมืองของประเทศ และมีอุดมการณ์ตรงกับตนก็ยินดีที่จะไปช่วย โดยจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีตำแหน่งบริหารในพรรคการเมือง รวมทั้งหากพรรคการเมืองดังกล่าวไปร่วมรัฐบาลก็ไม่รับตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาล เพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

ที่สำคัญ อาจารย์เอนกออกมาชี้แจงล่าสุดว่า ตนเองเป็นเพียงผู้ก่อตั้งพรรค ขอให้รออีก 3 เดือน ก็จะให้สมาชิกพรรคทั้งหมดดำเนินการคัดเลือกหัวหน้าพรรค หากที่ประชุมมีมติเลือกตนก็พร้อมรับตำแหน่งนี้

“หลังจากที่ คสช.อนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินการประชุมได้ ผมจะร่วมก่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ได้ด้วยพรรคและนักการเมืองแบบใหม่ ประเทศจะกลับไปเป็นการเมืองอย่างเดิมอีกไม่ได้ และจะเดินหน้าผลักดันเรื่องความปรองดองให้สำเร็จด้วย เพราะถือเป็นโปรเจกต์สุดท้ายของชีวิต ผมจะสร้างพรรคคุณภาพของสมาชิกและประชาชน“ อาจารย์เอนก กล่าว

ด้านความคืบหน้าล่าสุด พรรครวมพลังประชาชาติไทยเตรียมมอบหมายให้ ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ทนายความของสุเทพ ​เป็นผู้ไปจดแจ้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันที่ 25 พ.ค. เวลา 08.00-09.00 น.

คสช.ชนะม็อบ แต่สืบทอดอำนาจยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552158

  • วันที่ 24 พ.ค. 2561 เวลา 10:36 น.

คสช.ชนะม็อบ แต่สืบทอดอำนาจยาก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่บนเส้นทางการเมืองมาครบ 4 ปี ท่ามกลางเสียงสนับสนุนและเสียงต่อต้าน แน่นอนว่าคนที่ตกเป็นเป้ามาตลอดคงหนีไม่พ้น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.

ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ในตำแหน่งได้ทุกวันนี้เพราะมีมาตรา 44 เป็นปัจจัยสำคัญ มิเช่นนั้น ป่านนี้ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะปล่อยให้ประเทศเข้าสู่การเลือกตั้งไปตั้งนานแล้ว อย่างไรก็ดี กระแสต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ ก็เกิดขึ้นเป็นระยะ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มการเมืองภาคประชาชนในนามกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

พัฒนาการของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้นเริ่มมาตั้งแต่ คสช.รัฐประหารใหม่ๆ เริ่มต้นจากการแสดงพลังชูสามนิ้ว และการรวมตัวบริเวณหอศิลป กทม.

รังสิมันต์ โรม และ จ่านิว และคณะเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่ออกมาเคลื่อนไหวและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ คสช.ชัดเจน ท้าทายอำนาจจากปากกระบอกปืนมาเป็นระยะ

ทีแรก คสช.พยายามจะมองข้ามและไม่ให้ราคาทางการเมืองเท่าใดนักพร้อมกับพยายามชี้หน้ากลุ่มคนเหล่านี้ว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มอำนาจเก่า

ยิ่งนานวันจากกลุ่มคนที่ คสช.ไม่ค่อยให้ราคา ต่อมาสามารถจัดเวทีและสร้างกิจกรรมสร้างแนวร่วมได้เป็นระยะ ประกอบกับการทำงานของ คสช.ที่ดูไม่เป็นชิ้นเป็นอันเท่าใดนัก ทำให้กระแสยี้ คสช.เพิ่มมากขึ้น

ขณะเดียวกัน จากกลุ่มการเมืองที่เรียกร้องแค่เสรีภาพของประชาชนกลายมาเป็นกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจนว่าต้องการให้ คสช.คืนอำนาจให้กับประชาชน

การชูประเด็นเรื่องการให้จัดการเลือกตั้งนั้นนับว่าได้ผลในระดับหนึ่ง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะก้าวที่พลาดของ คสช.เองด้วย ภายหลังจากบรรดาองคาพยพของ คสช.สร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งไปเป็นช่วงต้นปี 2562 ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งควรเกิดขึ้นในปลายปีนี้

เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเลือกตั้งนั้นดูจะมีพลังมากและมีแนวร่วมมากขึ้น ซึ่งมาปรากฏให้เห็นได้ชัดจากการจัดการชุมนุมเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสามารถนำมวลชนเคลื่อนขบวนจากถนนราชดำเนินไปถึงบริเวณด้านหน้ากองบัญชาการกองทัพบกเมื่อไม่นานมานี้

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ทำให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งเกิดความมั่นใจว่าจะสามารถสร้างกดดันเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ตามวัตถุประสงค์ จึงเป็นที่มาของการชุมนุมใหญ่เมื่อวันที่ 22 พ.ค.

การต่อสู้ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้นพยายามสร้างรูปแบบเชิงสัญลักษณ์ขึ้นมา เพื่อต้องการสื่อให้เห็นว่าความล้มเหลวตลอด 4 ปีของ คสช.มีอะไรบ้าง และต้องการสร้างพลังด้วยการเดินจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปทำเนียบรัฐบาล

แต่การพยายามของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งต้องสิ้นสุดลง เนื่องจากถูกตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงสกัดทุกทาง จนต้องยุติการชุมนุมบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลุ่มคนอยากเลือกตั้งไม่สามารถไปถึงเป้าหมายของตัวเอง เพราะแนวร่วมและปริมาณผู้ชุมนุมไม่มากพอ ประกอบกับการเตรียมรับมือของตำรวจที่ต้องยอมรับทำการบ้านมาเป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้การชุมนุมที่คิดว่าจะยืดเยื้อกลับต้องสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็วแบบคาดไม่ถึง

อย่างไรก็ดี การประกาศยุติการชุมนุมและการมอบตัวของแกนนำ ด้านหนึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นชัยชนะของฝ่ายรัฐบาลที่สามารถใช้กำลังและกฎหมายจัดการตามแผนได้ แต่แท้ที่จริงแล้วการประกาศยุติการชุมนุมเมื่อวันที่ 22 พ.ค.กลับเป็นการตอกย้ำว่า คสช.แพ้ในทางการเมืองมากกว่า

ลึกๆ แล้วกลุ่มคนอยากเลือกตั้งทราบดีว่าเป็นเรื่องยากที่จะไปถึงจุดที่ให้ คสช.มาทำตามข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุมได้ด้วยปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ปริมาณคน และเงื่อนไขที่นำสู่จุดแตกหัก แต่การชุมนุมเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ต้องการผลิตซ้ำวาทกรรมความล้มเหลวของ คสช.เพื่อสร้างกระแสต่อต้านสำหรับการสกัดไม่ให้ คสช.เข้ามาสืบทอดอำนาจได้ในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อองค์กรระหว่างประเทศอย่างสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อการใช้อำนาจของรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต่อกรณีการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง น่าจะเขย่าสถานะของรัฐบาลได้พอสมควร

“สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมเหล่านี้โดยพลัน ทั้งนี้ สำนักงานได้เรียกร้องรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องให้เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและชุมนุมอย่างสงบในฐานะที่เป็นรัฐภาคีกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและพลเมือง”

เท่ากับว่ารัฐบาลไทยกำลังถูกจับจ้องจากต่างชาติเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิเสรีภาพอีกครั้ง ทั้งที่สถานการณ์ของไทยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเพิ่งกลับมาอยู่ในระดับที่ดีขึ้น ไม่เพียงเท่านี้ ยิ่งเป็นการล็อกคอรัฐบาลว่าไม่สามารถเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีกแล้ว

เห็นแบบนี้ หากจะบอกว่าการยุติการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งเป็นชัยชนะของรัฐบาลหรือความพ่ายแพ้ของฝ่ายตรงข้ามก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว

ดังนั้น การก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ของ คสช.จึงไม่ได้เป็นก้าวที่สวยหรูมากนักและแผนการที่คิดไว้ทั้งการใช้การเลือกตั้งเพื่อกลับมาสืบทอดอำนาจอาจจะไม่ผล ครั้นจะอยู่ในอำนาจก็ลำบาก เรียกได้ว่า คสช.กำลังสัมผัสกับความพ่ายแพ้แบบถาวร

พรบ.สส.-สว. ด่านสุดท้ายชี้ขาดเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/552060

  • วันที่ 23 พ.ค. 2561 เวลา 11:12 น.

พรบ.สส.-สว. ด่านสุดท้ายชี้ขาดเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ที่จะพิจารณาว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จะมีเนื้อหาขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร อันจะมีผลต่อเนื่องไปถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ยังไม่รวมกับกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเรื่องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231 (1) ว่าร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 140 และมาตรา 141 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 53/2560 เรื่องการดำเนินการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตราหรือไม่

แน่นอนว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับไม่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญกระบวนการทุกอย่างก็จะเดินหน้าไปตามโรดแมป เตรียมพร้อมเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นใน 150 วัน นับจากวันที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ซึ่ง​คำนวณตามปฏิทินแล้วน่าจะเกิดขึ้นประมาณเดือน ก.พ. 2562

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญจนต้องกลับมาสู่กระบวนการแก้ไขที่ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานแค่ไหนและจะกระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้งที่วางไว้เพียงใด ​

ล่าสุด มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ประเมินสถานการณ์ว่า กรณีหากศาลบอกว่าขัดรัฐธรรมนูญก็ต้องมาดูว่าขัดในสาระสำคัญของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จะทำให้ตกทั้งฉบับหรือไม่

1.หากไม่ขัดในสาระสำคัญ เพียงแค่ให้ตัดเฉพาะมาตรานั้นออก และสามารถใช้กฎหมายได้

2.หากขัดในสาระสำคัญจนทำให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นตกไปต้องนำกลับมายกร่างใหม่

ในแง่ระยะเวลาการดำเนินการนั้น กรธ.ประเมินว่า การร่างใหม่​คงจะใช้เวลาประชุมเพียงครั้งเดียวแก้เพียง 2-3 มาตรา จากนั้นสามารถส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการพิจารณาของ สนช.นั้น อาจจะใช้กรรมาธิการเต็มสภา 3 วาระรวดได้ ​

สรุปแล้วหากเร่งพิจารณาสามารถดำเนินการได้ภายใน 3 สัปดาห์รวมขั้นตอนของ กรธ.และ สนช.

“ในส่วนของ กรธ.คิดว่าไม่น่าจะนาน จะใช้เวลาอย่างมากสัปดาห์เดียว แต่ในส่วนของ สนช.เราคงเดาใจเขาไม่ได้” สัญญาณจากมีชัยนั้นก็ยังเปิดช่องแสดงอาการไม่มั่นใจในกระบวนการในส่วนของ สนช.ว่าจะเร่งดำเนินการพิจารณาให้เสร็จเร็ว เพื่อไม่กระทบกับ​โรดแมปเลือกตั้งหรือไม่

อีกทั้งที่ผ่านมากระแสข่าวเรื่องความพยายามคว่ำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ในชั้น สนช. เพื่อยื้อการเลือกตั้งออกไปก็มีมาให้ได้ยินเรื่อยๆ

ท่ามกลางความเป็นห่วงว่าในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ย่อมอาจเป็นเงื่อนไขให้เกิดการยื้อเลือกตั้งในก๊อกสองได้

แม้ทางรัฐบาล คสช.จะออกมาชี้แจงตั้งแต่ช่วง สนช.เข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า ​ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไรไม่มีผลให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป

หากพิจารณารายฉบับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.ประเด็นปัญหาอยู่ตรงการสมัครที่แบ่งออกเป็น 2 วิธี คือ การสมัครอิสระและการแนะนำจากองค์กรไม่ตรงตามเจตนารมณ์มาตรา 107 ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้ผู้สมัครเลือกกันอย่างเท่าเทียม และไม่ได้กำหนดให้แยกประเภท

ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.นั้น มีปัญหาตรง​ประเด็นการตัดสิทธิคนไม่เลือกตั้งไม่ให้เป็นข้าราชการการเมือง​ที่อาจเป็นการจำกัดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ​และกรณี​การให้บุคคลอื่น​ลงคะแนนแทนผู้พิการอันอาจไม่เป็นการออกเสียงโดยตรงและลับ ​​

ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ อันจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ทิศทางอนาคตการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ในวันที่หลายฝ่ายยังไม่ปักใจเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงในเดือน ก.พ. 2562

สอดรับไปกับการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ใช้โอกาสครบรอบ 4 ปี รัฐประหารวันที่ 22 พ.ค. 2557 ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจน ต่อเนื่องกับวันที่ 23 พ.ค. ตามกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะเริ่มเห็นสัญญาณความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นจริงได้ตามโรดแมปหรือไม่

เติมเชื้อขัดแย้ง ม็อบยิ่งเสี่ยงบานปลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551933

  • วันที่ 22 พ.ค. 2561 เวลา 10:31 น.

ติมเชื้อขัดแย้ง ม็อบยิ่งเสี่ยงบานปลาย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ครบรอบ 4 ปีการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 สถานการณ์การเมืองปัจจุบันยังส่อเค้าวุ่นวายและพร้อมจะบานปลายไปสู่ความรุนแรงได้อย่างต่อเนื่องหากไม่ระมัดระวังและยังมีการเติมเชื้อปลุกปั่นมากขึ้น

หนึ่งในจุดเปราะบางเวลานี้อยู่ที่การชุมนุมของ “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ซึ่งต้องการให้รัฐบาล คสช.ออกมาประกาศความชัดเจนเรื่องกำหนดวันเลือกตั้งและสร้างหลักประกันว่าทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามนั้น ไม่มีเหตุผลหรือข้ออ้างใดๆ มาเป็นเหตุให้ต้องเลื่อนออกไปเหมือนที่ผ่านมา

ด้านหนึ่งการชุมนุมครั้งนี้ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง หรือจะมีความแตกต่างจากการชุมนุมครั้งก่อนๆ ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่เคยจัดก่อนหน้านี้และมีผู้ร่วมชุมนุมหลักร้อย จนทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการปลุกกระแสของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งอาจไม่ได้จุดติดง่ายๆ

ทว่า ความแตกต่างรอบนี้อยู่ตรงจังหวะเวลาและสถานการณ์ ทั้งในแง่เหตุการณ์ ครบ 4 ปีการรัฐประหาร อันเป็นรอยต่อสำคัญของการลงจากอำนาจและเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง กับข้อกังขาเรื่องยื้ออำนาจที่มีสัญญาณหลายอย่างปรากฏชัด ไม่ว่าจะเรื่องการดูด การลงพื้นที่อัดฉีดเม็ดเงินลงจังหวัดต่างๆ

เงื่อนไขเรื่องการเลือกตั้งจึงถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องการให้เกิดความชัดเจน

ปัญหาอยู่ที่แม้จะมีโรดแมปที่ขยับมาหลายครั้งจนล่าสุดการเลือกตั้งควรจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 2562 แต่กระนั้นเสียงสะท้อนที่ออกมาหลายฝ่ายยังไม่อาจปักใจเชื่อว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้จริงในช่วงเวลาดังกล่าว

เงื่อนไขสำคัญอยู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีความชัดเจนในวันที่ 23 พ.ค.นี้ ว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่

หากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ กระบวนการพิจารณากฎหมายต้องกลับไปตั้งต้นกันใหม่อีกรอบ ที่สำคัญไม่รู้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหน และจะส่งผลให้โรดแมปการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปหรือไม่

เมื่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับนี้ ถือเป็น 2 ฉบับสุดท้ายที่เป็นเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่ต้องเดินหน้าจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน เมื่อ​กฎหมายลูกเหล่านี้มีผลบังคับใช้

ที่ผ่านมากระแสข่าวเรื่องความพยายามตีตกกฎหมายลูกเหล่านี้ในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อทำให้กระบวนการเลือกตั้งไม่อาจเดินหน้าไปตามแผนได้ แต่สุดท้าย แม้ สนช.จะไม่ได้คว่ำกฎหมายลูกดังกล่าว แต่ก็แก้ไขและทิ้งปมที่อาจเป็นชนวนให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรมนูญจนได้

เงื่อนเวลาทั้ง 4 ปีรัฐประหาร และการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญทำให้สถานการณ์เวลานี้ล่อแหลมและเปราะบาง สอดรับกระแสการสืบทอดอำนาจที่มีเค้าลางปรากฏให้เห็นชัดขึ้น อันอาจกลายเป็นชนวนให้เกิดการออกมาเคลื่อนไหวของประชาชนในวันข้างหน้าได้

​อีกเงื่อนไขที่หลายคนเป็นห่วงคือเหตุการณ์ที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุถึงการข่าวพบว่ามีกลุ่มหัวรุนแรงทางการเมืองหรือแดงฮาร์ดคอร์ เตรียมเคลื่อนย้ายอาวุธหนักสร้างสถานการณ์ จึงได้มีการสั่งจับตากลุ่มแกนนำกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อแดงฮาร์ดคอร์ แม้เป็นคนละกลุ่มกันแต่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเคลื่อนไหว

ตรงนี้เป็นเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่และฝ่ายความมั่นคงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง อันจะทำให้สถานการณ์บานปลาย รวมทั้งต้องเปิดเผยรายละเอียดความชัดเจนและความคืบหน้าในการสกัดการเคลื่อนไหวของกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์เพื่อไม่ให้คิดว่าเรื่องนี้เป็นแผนทางจิตวิทยาสกัดการชุมนุม

รวมไปถึงการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ต่อกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งที่จะบานปลายไปสู่ความรุนแรง ทั้งจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือมือที่สามที่จ้องจะก่อเหตุ

ยิ่งการชุมนุมครั้งนี้มีแผนเตรียมที่จะเคลื่อนไหวจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปยังทำเนียบรัฐบาล ซึ่่งยิ่งทำให้สถานการณ์เปราะบางจะนำไปสู่การกระทบกระทั่งกันได้ง่าย

การดำเนินการต่างๆ จึงต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นการเติมเชื้อความรุนแรงอันสุ่มเสี่ยงจะทำให้ทุกอย่างบานปลาย กลายเป็นความเป็นความรุนแรงในอนาคต

ปีสุดท้าย คสช. ฝ่าแรงต้านสืบทอดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551833

  • วันที่ 21 พ.ค. 2561 เวลา 09:54 น.

ปีสุดท้าย คสช. ฝ่าแรงต้านสืบทอดอำนาจ

คสช.ในช่วงปีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งเหมือนกับช่วงปลายของรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้กลับมาอย่างชอบธรรม

******************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่น่าเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเดินทางในสายการเมืองมาครบ 4 ปี ประหนึ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่สามารถดำรงความเป็นรัฐบาลได้ครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร

แน่นอนว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังยืนหยัดในเก้าอี้ผู้นำประเทศได้อย่างเข้มแข็ง คือ มาตรา 44 ซึ่งเป็นอำนาจที่สืบทอดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาจนถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เรียกได้ว่าอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือหัวหน้า คสช.แต่เพียงผู้เดียว

แต่หากจะมองว่ารัฐบาลอยู่ได้ด้วยมาตรา 44 เพียงอย่างเดียวก็คงจะไม่เป็นธรรมแก่ คสช.มากนัก เนื่องจากด้านหนึ่งต้องยอมรับว่าแม้ผลงานหลายด้านของรัฐบาลและ คสช.จะไม่เข้าตา แต่เมื่อยังสามารถรักษาความสงบและทำให้การเมืองนิ่งได้ ก็เป็นอีกเงื่อนไขที่ช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้รับเสียงสนับสนุนอยู่ ถึงขั้นที่มีการสำรวจความคิดเห็นพบว่าต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เหนือกว่าคู่แข่งที่เป็นนักการเมืองในปัจจุบัน

ดังจะเห็นได้จากผลสำรวจความคิดประชาชนของนิด้าที่เผยแพร่ว่าประชาชนจำนวน 32% สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ อีกครั้ง เหนือกว่าทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จากตัวเลขที่ออกมาทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ หัวใจพองโตไม่น้อยเลยทีเดียว

“ต้องขอบคุณ รวมทั้งโพลต่างๆ และประชาชนที่ได้ตอบแบบสอบถาม แต่วันนี้มุ่งหวังเพียงว่าจะทำอย่างไรจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล และขอยืนยันว่าอยากให้มีการเลือกตั้ง ประเทศไทยเป็นประเทศประชาธิปไตย ใครจะไปฝืนได้” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

จากคำพูดของบิ๊กตู่ เป็นการยืนยันอีกครั้งว่าต้องการให้ประเทศนำไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเป็นคำพูดที่มีนัยว่าตัวเองก็พร้อมจะลงมาเล่นการเมืองตามกติกาเช่นกัน เพื่อเข้ามาสืบทอดอำนาจอีกครั้งโดยหวังให้รากฐานที่ตัวเองวางไว้ออกดอกออกผลอย่างที่หวังไว้

อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ จะทำอย่างไรเพื่อให้ตัวเองได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง

เดิมทีบรรดาขุนพลหวังจะใช้พรรคการเมืองที่ไม่ได้ฝักใฝ่กับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นฐานสนับสนุน ด้วยการเอาชื่อของ พล.อ. ประยุทธ์ เข้าไปอยู่ในบัญชีรายชื่อว่าที่นายกฯ ที่พรรคการเมืองต้องเสนอให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันสมัครเลือกตั้ง หรือไม่ก็รอจังหวะสอง

กล่าวคือหากการเลือกนายกฯ ในรัฐสภารอบแรกตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นไม่อาจกระทำได้ รัฐสภาจะต้องพิจารณาบุคคลที่อยู่นอกบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองแทน ซึ่งจะเป็นทางลัดที่น่าสนใจของ พล.อ.ประยุทธ์

แต่พอเวลาผ่านไปราวกับ คสช.จะเริ่มบรรลุสัจธรรมทางการเมืองว่าการทำแบบนั้นจะไม่ต่างอะไรกับการยืมจมูกคนอื่นหายใจ เพราะต่อให้ได้เป็นนายกฯ ได้ก็จริง แต่จะไม่สามารถทำงานได้ โดยต้องเจอกับสถานการณ์การต่อรองทางการเมืองแบบไม่มีข้อยุติ

ทั้งนี้ เป็นผลให้กลับมาคิดว่าถ้าจะเป็นนายกฯ ครั้งหน้า พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยืนด้วยลำแข้งตัวเองผ่านการตั้งพรรคการเมืองและให้ สส.เข้าสภามากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ คสช.จึงต้องเดินเกมหาเสียงล่วงหน้าหลากรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่การอัดงบประมาณในนาม “ประชารัฐ” ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับที่พรรคไทยรักไทยเคยประสบความสำเร็จเมื่อกว่า 10 ปีก่อน

ไม่เว้นแม้แต่การแสดงพลังดูดอดีตนักการเมืองแถวสองแถวสามเข้ามาร่วมทีม โดยคิดว่าเมื่อมีบรรดาแถวสองแถวสามมาอยู่ด้วย บวกกับพลังอำนาจรัฐที่ คสช.มีอยู่นั้นน่าจะช่วยให้ไปถึงเป้าหมายที่ 200 คนได้ ซึ่งเพียงพอต่อการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยจำนวนเสียงในสภาประมาณ 300 เสียง จาก สส.ทั้งหมด 500 คน

นอกจากการเดิมเกมการเมืองแล้ว คสช.ยังลงไปถึงองค์กรอิสระด้วย เช่น การส่งกำลังภายในไปยัง สนช.ที่อยู่ในระหว่างการเลือกกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ เป็นต้น ส่วนองค์กรอิสระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่เหลือ เมื่อเห็นชื่อแล้วก็ล้วนแต่มีสายสัมพันธ์กับ คสช.ไม่มากก็น้อยแทบทั้งสิ้น

ดังนั้น การดำรงอยู่ของ คสช.ในช่วงปีสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งในปี 2562 จึงเหมือนกับช่วงปลายของรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่ต้องทำทุกอย่างและสร้างความได้เปรียบให้กับตัวเอง เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งกลับมาอย่างชอบธรรม

อย่างไรก็ดี การเดินทางในช่วงปลายของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะไปถึงจุดหมายสุดท้ายนั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะฝ่ายตรงข้ามต่างรู้ทันหมากเกมนี้ และพร้อมจะแซะไม่ให้ คสช.ไปถึงชัยชนะทุกเวลา

4 ปี คสช.งานใหญ่ไม่เดิน แค่ขายฝันให้คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551613

  • วันที่ 18 พ.ค. 2561 เวลา 07:55 น.

4 ปี คสช.งานใหญ่ไม่เดิน แค่ขายฝันให้คนไทย

หากเปรียบ 4 ปีของ คสช. และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเส้นกราฟ ต้องยอมรับว่ามีทั้งช่วงที่สูงสุดและ ช่วงต่ำสุด

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์ถ้าเปรียบตอนนี้เป็นการเมืองในระบอบรัฐสภาตามปกติ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) น่าจะกำลังสวมหมวกสองใบ คือ ในฐานะนายกฯ และนักการเมือง ซึ่งบริหารราชการแผ่นดินในช่วงเวลาราชการ พอหมดเวลาราชการก็น่าจะลงพื้นที่ หาเสียงเพื่อให้ได้รับชัยชนะและกลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

แต่ความจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และตลอด 4 ปีกำลังจะครบ ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ก็ไม่ได้เป็นอายุของ สภาผู้แทนราษฎรตามปกติ ดังนั้น ใน วาระ 4 ปีของ คสช.จึงแตกต่างกับ 4 ปีของระบบรัฐสภาปกติอย่างสิ้นเชิง

แม้ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจะเป็น นายกฯ คนที่สองต่อจาก “ทักษิณ ชินวัตร” ที่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ครบ 4 ปี แต่กระนั้น 4 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับไม่ได้รับการสรรเสริญยินดีเท่าใดนักช่วงสูงสุด แน่นอนว่าต้องเป็นครึ่งแรกของการเข้ามาทำหน้าที่ ภายหลังบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ซึ่ง คสช.สามารถเข้ามาจัดการให้ฝ่ายการเมือง หรือกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่เป็นที่เป็นทางได้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อการเมืองภายใต้ทหารเริ่มนิ่งมากขึ้น คสช.ก็เริ่มแก้ไขปัญหา ของประชาชนที่ไม่เคยมีรัฐบาลจากนักการเมืองใส่ใจทำมาก่อนไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบรถตู้โดยสาร การแก้ไขปัญหาราคาสลาก กินแบ่งรัฐบาล ถึงแม้ระยะหลังความ เข้มงวดของการจัดระเบียบจะลดลง แต่อีกด้านหนึ่งก็ดูเป็นระเบียบกว่าสมัยก่อน พอสมควร

คสช.พยายามเอาบทเรียนจากความล้มเหลวของการรัฐประหารเมื่อปี 2549 มาเป็นโจทย์ของ คสช. เพื่อไม่ต้องการให้ คสช.ถูกตีตราว่ารัฐประหารเสียของ จึงนำมาซึ่งนโยบายการคืนความสุขให้กับประชาชน โดยเน้นไปที่การปฏิรูปประเทศจะว่าไปแล้ว กระบวนการปฏิรูปประเทศที่ คสช.ออกแบบนั้นก็เรียกว่าได้ทำการคิดใหม่ทำใหม่เช่นกัน กล่าวคือ ตั้งต้นการปฏิรูปประเทศโดยใช้กำหนดเป็นแม่บทในรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพื่อที่ไม่ว่ารัฐบาลในอนาคตจะมาจากพรรคการเมืองใดก็ต้องเดินตามนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาแนวทางการบริหารประเทศจะเปลี่ยน ไปตลอด สุดแล้วแต่พรรคการเมืองใด จะเข้ามาเป็นรัฐบาล จึงทำให้ขาด ความต่อเนื่องเมื่อ คสช.พยายามทำในสิ่งที่ไม่มีรัฐบาลใดทำ และลงมือสร้างรากฐาน ของการปฏิรูปประเทศ จึงไม่แปลกใจ ที่ช่วงนั้น คสช.จะได้รับเสียงชื่นชม ค่อนข้างมากแต่จากจุดสูงสุดของ คสช. ปรากฏว่าสัญญาณแห่งความขาลงเริ่มเผยให้เห็นนับตั้งแต่การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกถูกคว่ำด้วยมือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อปี 2558

การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นปฐมบทที่ คสช.ถูกมองว่ากำลังคิดจะอยู่ยาวมากกว่ารัฐบาลในอดีตรัฐธรรมนูญฉบับต่อมาที่ร่างขึ้นโดย “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แม้เนื้อหาโดยรวมยังคงเป็นการรับรองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่เมื่อมองลึกเข้าไปจะพบว่าเนื้อหาส่วนหนึ่งเป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ คสช.สืบทอดอำนาจอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งวุฒิสภาชุดใหม่ชุดแรกตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จะมาจากการ คัดเลือกของ คสช. ซึ่งวุฒิสภาภายใต้กติกาใหม่นั้นมีอำนาจค่อนข้างมาก เช่น การให้สิทธิลงมติเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนายกฯ ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร อีกทั้งมีหน้าที่ติดตามรัฐบาลแต่ละชุดเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เป็นต้นไม่เพียงแต่เรื่องการสืบทอด อำนาจผ่านรัฐธรรมนูญจะทำให้ คสช. เจอกับกระแสต้านเท่านั้น เพราะยิ่งนานวันความไม่โปร่งใสของรัฐบาลก็เป็นอีกประเด็นที่รัฐบาลและ คสช.ยังไม่ได้ทำการชำระให้สังคมหายข้องใจเท่าใดนัก ดังจะเห็นได้จากปมปัญหานาฬิกาหรู ที่ไม่มีการแจ้งไว้ในรายการบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สิน ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งคนในรัฐบาลก็พยายามเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความไม่ชัดเจน ในเรื่องนี้แต่ที่เป็นปัญหาที่สุด คือ การปฏิรูปประเทศ ถ้าเปรียบเป็นการสร้างหมู่บ้านจัดสรร คสช.ในฐานะผู้จัดการโครงการ ได้ลงมือทำมาแล้ว 3 เฟส ไล่มาตั้งแต่การตั้ง สปช. สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้านการปฏิรูปประเทศที่ คสช.พูดมาตลอด 4 ปีมานี้มีเพียงแค่แผนและนโยบายเท่านั้น โดยยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง แม้จะมีบางเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วแต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น เมื่อเทียบกับสิ่งที่ คสช.พยายามขายฝันให้กับคนไทย

คสช.เองก็รู้ตัวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่ระยะหลังจะออกมาย้ำถึงโรดแมปการเลือกตั้งในปี 2562 เพราะยิ่งอยู่ในอำนาจจากปลายกระบอกปืนนานเท่าใด กระแสต่อต้านยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ทางที่ดีการปล่อยให้ประเทศเดิน ไปสู่การเลือกตั้ง น่าจะเป็นทางลงของ ตัวเองที่ดีที่สุด แม้จะไม่ได้รับดอกไม้ในวันจากลาก็ตามหากเปรียบ 4 ปีของ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเส้นกราฟ ต้องยอมรับว่ามีทั้งช่วงที่สูงสุดและช่วงต่ำสุด แต่จากจุดสูงสุดของ คสช. ปรากฏว่าสัญญาณแห่งความขาลงเริ่มเผยให้เห็นนับตั้งแต่การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกถูกคว่ำด้วยมือของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เมื่อปี 2558

ปลุกกระแส”ชวน”ชิงนายกฯ ลดแรงเสียดทาน เพิ่มทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551518

  • วันที่ 17 พ.ค. 2561 เวลา 07:15 น.

ปลุกกระแส"ชวน"ชิงนายกฯ ลดแรงเสียดทาน เพิ่มทางเลือก

ชัยชนะในการเลือกตั้งของมหาเธร์ โมฮัมหมัด ปลุกกระแสผลักดัน “ชวน หลีกภัย” กลับมาเป็นนายกฯ ท่ามกลางเสียงขานรับจากหลายฝ่าย

**********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ชัยชนะในการเลือกตั้งของมหาเธร์ โมฮัมหมัด กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียอีกครั้งในวัย 92 ปี ปลุกให้กระแสผลักดัน ชวน หลีกภัย กลับมาเป็นนายกฯ ท่ามกลางเสียงขานรับจากหลายฝ่าย

“เชื่อว่ามีคนไม่น้อยสนับสนุน​ท่าน แต่ที่ผ่านมาทานแสดงออกว่าท่านไม่รับ อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องของอนาคต เพราะยังไม่รู้ว่าใครจะได้รับการเสนอ ให้เป็น 3 รายชื่อ ที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ ของพรรค ต้องรอให้มีการปลดล็อกและต้องมีการตราข้อบังคับพรรคใหม่และเลือกกรรมการบริหารใหม่ก่อน”

ท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนให้เห็นว่ายังไม่ได้ปิดประตูตายกับข้อเสนอนี้เสียทีเดียวแต่โยนให้เป็นเรื่องของอนาคต ที่สมาชิกพรรคจะไปคิดอื่นก่อนตัดสินจะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไป

จะว่าไปแนวคิดเรื่องการปลุกกระแส ชวน หลีกภัย กลับมาเป็นจุดขายของพรรคไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก

ก่อนหน้านี้ช่วงชุลมุนมีแรงเคลื่อนไหวจากภายในพรรคประชาธิปัตย์เตรียมเสนอชื่อนายหัวชวนกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค หลังเห็นว่าภาพลักษณ์ของอภิสิทธิ์สะบักสะบอมอย่างหนัก เกินกว่าจะเข็นขึ้นไปเป็นแม่ทัพลุยศึกเลือกตั้งรอบใหม่

ร้อนจน​ นายหัวชวน ผู้ปลุกปั้นอภิสิทธิ์ มากับมือต้องสยบความเคลื่อนไหวด้วยการประกาศสนับสนุนอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค และยืนยันไม่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคหากใครเสนอชื่อก็จะขอถอนตัว ทำให้กระแสนี้เงียบไปในที่สุด

จนกระทั่งกระแสมหาเธร์ร้อนแรงขึ้น ปลุกให้แนวคิดเรื่องผลักดัน ชวน ขึ้นมาเป็นกระแสอีกรอบ แต่รอบนี้เปลี่ยนจากสถานะหัวหน้าพรรค เป็นตำแหน่งนายกฯ ซึ่งมีช่องทางตามรัฐธรรมนูญเปิดไว้รองรับ

เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ ​สำหรับประชาธิปัตย์แน่นอนว่ารายชื่อแรกย่อมเป็นของอภิสิทธิ์ตามที่ประกาศไว้เป็นจุดยืน แต่สำหรับรายชื่อที่ 2 หลายเสียงเห็นพ้องต้องกันว่าจะเสนอ นายหัวชวน ขึ้นเป็นอีกทางเลือก

ที่สำคัญทางเลือกนี้ยังเป็นการลดแรงเสียดทานและปลดล็อกไปสู่การจับมือทางการเมืองในอนาคต

โดยเฉพาะกับสถานะปัจจุบันของประชาธิปัตย์ ซึ่งส่อแววกำลังถูก โดดเดี่ยวจากฝ่ายต่างๆ ด้านหนึ่งจากจุดยืนที่เคยประกาศว่าจะไม่เลือกคนนอกเป็นนายกฯ ปิดประตูตายโอกาสที่จะไปร่วมกับพรรคทหารในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

หากจำได้อภิสิทธิ์เคยประกาศในวันแรกที่เปิดให้สมาชิกพรรคการเมืองยืนยันความเป็นสมาชิกตามกฎหมายใหม่ว่า ใครที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ให้ไปอยู่พรรคอื่น นอกจากจะเป็นการสกัดบรรดาคลื่นใต้น้ำที่สร้างแรงกระเพื่อมภายในพรรค โดยเฉพาะกับกลุ่ม กปปส.ที่ตบเท้าเข้าพรรค ท่ามกลางความเคลือบแคลงว่าเตรียมดัน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ สอดรับกับท่าทีจุดยืนของ กปปส.ก่อนหน้านี้

การประกาศจุดยืนของอภิสิทธิ์ ด้านหนึ่งเหมือนจะเป็นการสร้างเอกภาพภายในพรรค แต่อีกด้านก็ตีกรอบเส้นทางในอนาคตของตัวเอง ​

อีกด้านหนึ่งท่าทีไม้เบื่อไม้เมาระหว่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทย สะท้อนผ่านเกิดเปิดวิวาทะอย่างต่อเนื่องผ่านสื่อจนยากจะมาจูบปากจับมือร่วมกันเป็นรัฐบาลได้ในอนาคต เส้นทางการเมืองของประชาธิปัตย์ในอนาคต จึงมีให้เลือกเดินไม่กี่ทาง ยิ่งหากพิจารณาความเป็นไปได้ของจำนวนเก้าอี้ สส.​ที่ประชาธิปัตย์จะได้ในการเลือกตั้ง ซึ่งไม่เพียงพอจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ด้วยแล้ว

การปลุกกระแส​ชวนมาเป็นอีกทางเลือกในการชิงตำแหน่งนายกฯ จึงถือเป็นยุทธศาสตร์เปิดทางเลือกให้ประชาธิปัตย์ได้มีทางเดินเพิ่มมากขึ้น

ชัดเจนว่าด้วยภาพลักษณ์และบุคลิกของอภิสิทธิ์ ช่วงที่ผ่านมาดูจะเรียกแขกมากกว่าจะเชิญชวนกลุ่มต่างๆ มาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้น ตราบเท่าที่อภิสิทธิ์ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคอื่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต่างจากชวนที่​มีต้นทุนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ยอมรับจากฝักฝ่ายต่างๆ มากกว่า

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาขานรับกระแสดังกล่าวระบุว่า “เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่ทางพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนชวนกลับมาเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าจะเลือกเป็น นายกฯ รอบที่ 3 หรือไม่ โดยนำภาพแห่งความซื่อสัตย์สุจริต อาวุโสมากด้วยบารมี ดุจเดียวกับมหาเธร์มาสู่กระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยและประสบชัยชนะ”​

เช่นเดียวกับ ​อลงกรณ์ พลบุตร อดีตศิษย์ก้นกุฏิประชาธิปัตย์ ที่เห็นด้วยว่า ชวนอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์ หากประชาธิปัตย์มีการปฏิรูปตัวเองสร้างวิสัยทัศน์ใหม่ก็อาจสร้างปรากฏการณ์แบบมหาเธร์ได้ ​

ยิ่งในบรรยากาศการเมืองที่เริ่มมีการพูดถึงทางเลือกอื่นๆ ทั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือการผนึกกำลังของ สส. เพื่อสกัดการเข้ามาของพรรคทหาร ที่ต้องการคนที่มีบุคลิกเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ชื่อของชวน อาจเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางเลือกหนึ่ง

7 กกต.สเปกเทพ สนช.ตรวจเข้มลุ้นคว่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551423

  • วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 10:19 น.

7 กกต.สเปกเทพ สนช.ตรวจเข้มลุ้นคว่ำ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สัญญาณการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งเริ่มชัดเจนเข้ามาทุกขณะ ทั้งในแง่ของกฎหมายและการเมือง แม้ว่าจะมีกระแสข่าวออกมาตลอดว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ต้องการให้เกิดการเลือกตั้งก็ตามที

มาถึงจุดนี้มีความเป็นไปได้พอสมควรที่ คสช.จะมีดวงตาเห็นธรรมทางการเมืองแล้วว่ายิ่งอยู่ในอำนาจนานเท่าไร แรงต่อต้านยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะมีผลยาวไปถึงเป้าหมายใหญ่ที่ต้องเข้ามาในระบบเพื่อสืบทอดอำนาจในระยะยาว ดังนั้นทางที่ดีจึงควรเร่งจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยและเดินหน้าเข้าสู่โรดแมป

ภายใต้ตรรกะดังกล่าวนี่เอง จึงได้เห็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ตามพื้นที่ในจังหวัดการเมืองที่สำคัญ อย่างล่าสุดในกรณีของ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งปรากฏภาพของ “เนวิน ชิดชอบ” แกนนำพรรคภูมิใจไทย แสดงไมตรีต้อนรับบิ๊กตู่อย่างเต็มที่

ตรงนี้อาจเป็นสัญญาณให้เห็นอีกประการหนึ่งว่าการจับมือเป็นพันธมิตรก่อนการเลือกตั้งได้เกิดขึ้นแล้ว

ขณะที่ในแง่ของกฎหมายจะพบว่าร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับผ่านสภาไปแล้ว เหลือเพียงลุ้นว่าร่างกฎหมายเลือกตั้ง สส. และร่างกฎหมายการได้มาซึ่ง สว. จะผ่านความเห็นชอบของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งในวันที่ 23 พ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินร่างกฎหมายฉบับหลัง

หลายฝ่ายมองตรงกันว่าทุกอย่างไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะที่ผ่านมาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เคยแก้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ทว่าแต่ละฉบับก็ผ่านศาลรัฐธรรมนูญไปได้

อย่างไรก็ตาม หากจะมีประเด็นใดเข้ามามีผลกระทบต่อโรดแมปการเลือกตั้งไม่มากก็น้อยเห็นจะเป็น “การเลือกตั้งกรรมการการเลือกตั้ง” ชุดใหม่จำนวน 7 คนของ สนช.

ก่อนหน้านี้ได้มีการเสนอชื่อจากคณะกรรมการสรรหา 5 คน และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คนมายัง สนช. แต่ปรากฏว่า สนช.ลงมติคว่ำอย่างน่าประหลาดใจ โดยอาศัยเหตุผลการเลือกของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีข้อบกพร่อง ส่วนการสรรหาของกรรมการสรรหาพบว่าคนที่ผ่านการสรรหานั้นไม่ได้มีคุณสมบัติตรงตามรัฐธรรมนูญ

มาในครั้งนี้กระบวนการภายในของ สนช.น่าจะเป็นไปได้สวย ภายหลังมีการเปิดชื่อผู้ผ่านการสรรหาจำนวน 7 คน แบ่งเป็นจากการสรรหาของกรรมการสรรหา 5 คน ได้แก่ 1.สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2.สมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3.อิทธิพร บุญประคอง อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และอดีตเอกอัครราชทูต 4.พีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อดีต ผวจ.บุรีรัมย์ และ 5.ธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตสมาชิก สปท.

ส่วนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา 2 คน คือ ฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นสองคนที่ สนช.ไม่ได้ให้ความเห็นชอบในครั้งแรก

จากรายชื่อดังกล่าวส่งผลให้เริ่มมีความเคลื่อนไหวบางประการของ สนช. ว่าเที่ยวนี้หวยจะออกว่าผ่านบางส่วนและไม่ผ่านบางส่วน

ในส่วนที่น่าจะผ่าน สนช.ไปได้นั้น น่าจะเป็นว่าที่ กกต. 2 คนจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพราะการเลือกครั้งล่าสุดนี้ได้มีการแก้ไขกระบวนการลงมติให้ตรงกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงมองกันว่าน่าจะผ่านไปได้

ผิดกับว่าที่ กกต. 5 คนของกรรมการสรรหาซึ่งอาจมีปัญหาติดขัดอีกครั้ง แบ่งเป็นคนหนึ่งเคยสมัคร กกต.มาก่อนแต่ไม่ผ่านเรื่องคุณสมบัติ พอมาการสรรหาครั้งนี้กลับผ่านมาถึง สนช. หรืออีกรายมีประเด็นเรื่องการใช้ตำแหน่งข้าราชการเพื่อเทียบเคียงตำแหน่งอธิบดีหรือเทียบเท่า

ประเด็นนี้อาจเป็นประเด็นที่สร้างความลังเลใจให้กับสมาชิก สนช.ไม่น้อย ถึงขนาดที่จะตัดบุคคลที่มีปัญหาออกไป เพราะไม่ต้องการให้เกิดปัญหาในทางเทคนิคภายหลังผ่านกระบวนการของ สนช.ไปแล้ว

ดังนั้น ปลายทางของเรื่องนี้จะเป็นการเปิดประตูไป “กกต.คนนอก” ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้กรรมการสรรหาไปเชิญบุคคลที่มีคุณสมบัติครบมาสมัคร

ถึงที่สุดแล้ว เมื่อ คสช.ได้ กกต.ชุดใหม่ในยุคของตัวเอง การเลือกตั้งก็คงจะมีขึ้นได้ในไม่ช้า

“พลังประชารัฐ”สยายปีก! ปูทาง”บิ๊กตู่”รีเทิร์น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/551323

  • วันที่ 15 พ.ค. 2561 เวลา 13:22 น.

"พลังประชารัฐ"สยายปีก! ปูทาง"บิ๊กตู่"รีเทิร์น

ปฏิบัติการสยายปีกสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคพลังประชารัฐกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อภารกิจปูทางรีเทิร์น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

*****************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การขยับของพรรคพลังประชารัฐเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเป้าหมายการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีกสมัย

ท่ามกลางกระแสดูดที่รุนแรงและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก สวนทางกับการปฏิรูปประเทศและทำให้บ้านเมืองเดินถอยหลังกลับไปสู่วังวนปัญหาเหมือนที่เคยประสบในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา

เป้าหมายการสืบทอดอำนาจกลายเป็นแผลให้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกถล่มว่าไม่ได้สนใจเรื่องการปฏิรูปอย่างแท้จริง สิ่งที่ทำมาทั้งหมดในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงแค่การปูทางสู่การกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้ง

เริ่มตั้งแต่กลไกรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่บทเฉพาะกาลเปิดช่องให้ สว. 250 เสียง อันมาจากการคัดเลือกของ คสช.เข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส. 500 คน ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาจากพรรคต่างๆ

ปัญหาอยู่ที่แม้จะได้รับเลือกเป็น “นายกรัฐมนตรี” แต่ในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ สมัยที่สอง ที่จะให้เกิดเสถียรภาพ จำเป็นต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย อันสุ่มเสี่ยงจะทำให้รัฐนาวาต้องอับปางเมื่อเผชิญกับคลื่นลมรุนแรงในอนาคต

การสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคพลังประชารัฐจึงเป็นโจทย์เร่งด่วนที่จะต้องดำเนินเพื่อไปแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีฐานเสียงของตัวเองชัดเจน ซึ่งวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุดก็คือการดูดอดีต สส.จากพรรคอื่นๆ เข้ามาเป็นกำลังหลักของตัวเองดังเริ่มเห็นระแคะระคาย และมากขึ้นเรื่อยๆ

ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนเริ่มตั้งแต่การแต่งตั้งแพ็กคู่ สนธยา คุณปลื้ม หัวหน้าพรรคพลังชล เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และแต่งตั้ง อิทธิพล คุณปลื้ม เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

จนถูกถล่มว่าเป็นการซื้อตัว สส.ด้วยการเสนอตำแหน่งหน้าที่ ไม่ต่างจากการเมืองในอดีต ที่ คสช.เคยต่อว่าต่อขานและตีตราให้เป็นจำเลยสร้างปัญหาการเมืองในอดีตที่ผ่านมา

แรงดูดยังมีอย่างต่อเนื่อง ทั้ง สกลธี ภัททิยกุล อดีต สส.กทม.จากประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกดึงมารับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังไม่รวมกับ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ และ พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต สส.กทม.ของประชาธิปัตย์ ที่มีข่าวว่าถูกดึงไปเสริมทัพให้กับพลังประชารัฐ

อีกด้านหนึ่งยังเห็นการเดินสายพบปะแกนนำกลุ่มมุ้งการเมืองต่างๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการต่อสายเตรียมดึงมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ เดินหน้าสู่เป้าหมายสำคัญ

ทั้งกลุ่มนครปฐม ของตระกูล “สะสมทรัพย์” ซึ่งที่ผ่านมาคนใน คสช.แวะเวียนไปตีกอล์ฟ ที่ถูกจับตาเป็นอย่างมากจนถึงขั้นที่อดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต้องขน สส.เพื่อไทย เร่งไปกระชับความสัมพันธ์สกัดการดูด

ถัดมา กลุ่มบ้านริมน้ำ ของ สุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะอดีต สส.ฉะเชิงเทรา 8 สมัย ที่มีข่าวระแคะระคายว่ากำลังถูกทาบทามไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ

แม้แต่เจ้าพ่อวังน้ำเย็น เสนาะ เทียนทอง อดีต มท.1 ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ จ.สระแก้ว ที่เคยจุดประเด็นเรื่องรัฐบาลแห่งชาติเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เวลานี้ก็อยู่ในลิสต์ที่พรรคพลังประชารัฐเข้าไปติดต่อทาบทามเช่นกัน

ไม่ต่างจากการจัดประชุม ครม.สัญจร ในพื้นที่การเมืองสำคัญช่วงที่ผ่านมาและมีการอนุมัติโครงการอัดฉีดเม็ดเงินลงพื้นที่ ก็ถูกมองว่าเป็นการซื้อใจล่วงหน้าสร้างสัมพันธ์ในอนาคต

ทั้งกลุ่มสุโขทัย ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มมัชฌิมา ที่ก่อนหน้านี้เคยประกาศก่อนการประชุม ครม.สัญจร ว่า งานนี้ถ้า จ.สุโขทัย ได้งบประมาณน้อยกว่า 5,000 ล้านบาท ถือว่าขาดทุน

รวมทั้งล่าสุดการเยือนถิ่นบุรีรัมย์ฐานที่มั่นของ เนวิน ชิดชอบ กับเม็ดเงินที่ภาคเอกชนชงโครงการขึ้นไปร่วม 2 หมื่นล้านบาท ที่กำลังถูกจับตาเป็นพิเศษ

คล้อยหลังไม่กี่วันมีกระแสข่าว ภิรมย์ พลวิเศษ และบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต สส.นครราชสีมา จากพรรคภูมิใจไทย เตรียมย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ เช่นเดียวกับอีก 24 สส. อาทิ ปัญญา ศรีปัญญา ประสงค์ สีลวัฒน์ จ.ขอนแก่น อมรเทพ สมหมาย กล่ำคาน ปาทาน จ.ศรีสะเกษ สมคิด บาลไธสง จ.หนองคาย วิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง จ.กาฬสินธุ์ ปัญญา จีนาคำ จ.แม่ฮ่องสอน บัวสอน ประชามอญ จ.เชียงราย

ทั้งหมดเป็นปฏิบัติการสยายปีกสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคพลังประชารัฐเพื่อภารกิจปูทางรีเทิร์น พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย