ธรรมกายกับวิกฤตสงฆ์ เร่งปฏิรูปผ้าเหลือง อย่าให้พระธรรมวินัยวิปริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 มกราคม 2560 เวลา 08:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/473289

ธรรมกายกับวิกฤตสงฆ์ เร่งปฏิรูปผ้าเหลือง อย่าให้พระธรรมวินัยวิปริต

โดย…เอกชัย จั่นทอง

หลายคำถามเกี่ยวพันในวิกฤตศรัทธาต่อปัญหาที่เกิดขึ้นของวงการสงฆ์ปัจจุบัน นำมาซึ่งความแตกแยกขัดแย้งลุกลามบานปลายใหญ่โต จากกรณีคดีอื้อฉาว พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ วัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาในคดี “ฟอกเงิน” และ “รับของโจร” สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จนเวลาล่วงเลยมาถึงวันนี้พระธัมมชโยยังคงลอยนวลทำกิจวัตรตามปกติภายในวัด แม้ฝ่ายรัฐเองจะมีแผนจับกุมก็ตาม

พฤติกรรมไม่เหมาะสมดังกล่าว ปรากฏสู่สายตาชาวพุทธทั่วโลก สร้างความเสื่อมศรัทธาไม่น้อย พระนักเทศน์นักธรรมชื่อดัง พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ มองปัญหาของวงการสงฆ์ในขณะนี้ว่า เรื่องการดำเนินคดีทางกฎหมายกับพระธัมมชโย เป็นความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมือง หรือรัฐบาลที่ต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือคณะสงฆ์ โดยเฉพาะองค์กรปกครองสงฆ์ คือมหาเถรสมาคม (มส.) จะเข้ามาให้ความสำคัญในการจัดการปัญหาในวงการสงฆ์อย่างแท้จริง และจีรังยั่งยืนหรือไม่

พระไพศาล กล่าวว่า ปัญหาของวงการผ้าเหลืองถูกละเลยกันมาก รวมถึงความไม่ใส่ใจแก้ไข ทุกวันนี้พระสงฆ์กระทำผิดพระวินัยมากขึ้น ทำให้การปราบปรามจัดการไม่ไหว จึงตั้งข้อสังเกตว่า 1.คณะสงฆ์ไม่ใส่ใจเท่าที่ควร 2.แม้ใส่ใจก็ปราบไม่หมด และ 3.องค์กรและกลไกของคณะสงฆ์ไม่มีการปรับตัวให้สอดรับกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในคณะสงฆ์ที่ทำให้การแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ รวมถึงการควบคุมปกครองพระสงฆ์ให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยด้วย

โครงสร้างปกครองสงฆ์เช่นนี้ ทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้น เพราะเป็นรูปแบบการรวมศูนย์สู่ส่วนกลาง (มส.) และ ส่วนกลางเองไม่มีความสามารถพอจะแก้ปัญหาของพระสงฆ์ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศได้ นี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับกลไกหรือแขนขาของ มส. ได้แก่ เจ้าคณะระดับต่างๆ ทั่วประเทศ

“อย่างเจ้าคณะตำบลไม่มีคณะทำงานเพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาของพระสงฆ์ พูดภาษาชาวบ้านเรียกว่าทำงานแบบวันแมนโชว์ (One man show) ถ้าหากเทียบกับการปกครองทางโลกก็จะมีคณะทำงาน ขณะเดียวกันการปกครองแบบรวมศูนย์จะทำให้เกิดการวิ่งเต้นใช้เส้นสายกันมากในวงการพระสงฆ์” พระไพศาล ระบุ

พระไพศาล ให้ความเห็นด้วยว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดของคณะสงฆ์ คือระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ที่ล้าหลัง พระสงฆ์จำนวนมากไม่มีความรู้ด้านพระธรรมวินัย ส่วนใหญ่ไม่สนใจสมาธิภาวนา เพราะพระผู้ใหญ่ขาดการส่งเสริม ทำให้พระจำนวนมากลุ่มหลงในวัตถุ หรือสิ่งยั่วยวนทางโลก ทำให้เกิดการประพฤติผิดทางพระธรรมวินัยมากขึ้น

“พระสงฆ์ส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเรื่องพระธรรมวินัยจริงจังเท่าไรนัก ขณะที่องค์กรปกครองสงฆ์ก็ปล่อยปละละเลย ตัวอย่างกรณีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระลิขิตไว้ชัดเจนแล้วว่า พระธัมมชโยต้องปาราชิกขาดจากความเป็นพระสงฆ์ แต่มหาเถรสมาคมก็ไม่ได้ดำเนินการอะไรต่ออย่างจริงจังเลย แม้กระทั่งการนำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการของฝ่ายสงฆ์ตามพระธรรมวินัย ยังปล่อยปละละเลยมาจนปัจจุบัน ซึ่งมันไม่ควรจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น การปล่อยปัญหาล่วงเลย ทำให้ปัญหาลุกลามขยายใหญ่โต อย่างในอดีตช่วงปี 2549 พระธัมมชโยได้รับการถอนฟ้องไม่ต้องดำเนินคดี ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นข้อกังขาว่า ทำไมอัยการถึงถอนฟ้องได้ ในที่สุดแล้วธรรมกายก็เติบใหญ่ยิ่งกว่าเดิม” พระไพศาล กล่าว

พระไพศาล กล่าวว่า การเผยแพร่หลักปฏิบัติธรรมคำสั่งสอนของวัดพระธรรมกายเป็นเรื่องดีหากมีการเผยแพร่อย่างถูกต้อง แต่วัดพระธรรมกายทำให้คนเข้าใจพระพุทธศาสนาผิดเพี้ยน ถึงขั้นบิดเบือนคำสอนของพระพุทธเจ้า หากวัดพระธรรมกายเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ ก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่วัดนี้มีสำนัก สาขา มีสื่อโทรทัศน์ ขยายเติบโตไปทั่วประเทศ ดังนั้นจึงน่าเป็นห่วงเรื่องคำสอนของวัดพระธรรมกายที่ค่อยๆ เผยแผ่ควบคู่กับคำสอนผิดๆ ในพุทธศาสนา นี่คือสิ่งที่น่ากลัวมากในระยะยาว

เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต ระบุว่า วัดพระธรรมกายยังมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้สนับสนุนและผู้เห็นต่างกับวัด มีกลุ่มการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากเรื่องศาสนาแล้ว ยังมีเรื่องของพวกพ้องทางการเมืองต่างหนุนต่างต่อต้าน จึงทำให้ความขัดแย้งไปข้องเกี่ยวกับการเมืองแล้วขยายตัวไป ทำให้การแก้ไขปัญหายุ่งยาก รวมถึงการแต่งตั้งพระสังฆราชด้วยเช่นกัน ในอดีตคนนอกวงการสงฆ์น้อยคนจะสนใจเรื่องการแต่งตั้ง ปัจจุบันคนสนใจกันมาก ซึ่งก็มีกลุ่มเห็นด้วยและต่อต้าน จึงทำให้ความขัดแย้งขยายตัวออกไป

อย่างไรก็ตาม การที่หลายฝ่ายมองว่าปัญหาวัดพระธรรมกายอาจทำให้พุทธศาสนาล่มสลายได้นั้น พระไพศาล ระบุว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น เพราะพุทธศาสนาในประเทศไทยตั้งมั่นมานานนับพันปีแล้ว ถ้าจะล่มสลายก็เพราะมีเหตุปัจจัยที่มากกว่านั้น หากชาวพุทธส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจและมีการปฏิบัติที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า รวมทั้งมีการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ให้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรือถูกบิดเบือน พุทธศาสนาก็จะยังมั่นคงอยู่ได้ แม้จะมีกรณีวัดพระธรรมกายเกิดขึ้นก็ตาม

“เรื่องราวของวงการผ้าเหลืองในห้วงเวลา 1-2 ปีนี้ คงไม่ทำให้ศาสนาเกิดความหวั่นไหวสั่นคลอนได้ กระนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือการทำให้พระธรรมวินัยให้วิปริต ซึ่งเป็นประเด็นที่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) แห่งวัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม เคยกล่าวไว้ พุทธศาสนาจะเจริญมั่นคงได้เราต้องช่วยกันรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่เพียงแค่มีวัดใหญ่โตสวยงาม หรือมีพระเป็นแสนๆ องค์ นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะมีการรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างถูกต้อง ถ้าไม่รักษาให้ถูกต้องแล้วมีการบิดเบือนต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นตัวการทำให้พุทธศาสนาเกิดความสั่นคลอนความมั่นคงของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง อาตมาคิดว่าอยู่ที่ตรงนี้มากกว่า”

เช่นเดียวกับเรื่องกระบวนการยุติธรรม พระไพศาล ให้มุมมองเรื่องนี้ว่า รัฐบาลไม่ควรปล่อยให้คดีของพระธัมมชโยไม่ถูกนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะถ้ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ เรื่องพระธัมมชโยควรจะจบไปแล้ว แต่ครั้งนี้เราปล่อยปัญหานี้ไว้นาน ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมเวลานี้ก็ไม่ทำให้คนรู้สึกว่ามีความบริสุทธิ์ยุติธรรม มีความเป็นกลาง มีความเที่ยงธรรม ฉะนั้นเวลามีคนบอกว่า ถูกกลั่นแกล้ง กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง แล้วมีคนเชื่อคำกล่าวอ้างดังกล่าว นั่นสะท้อนถึงความอ่อนแอและความถดถอยของกระบวนการยุติธรรมไทย

ขณะเดียวกัน สังคมมองว่าพระสงฆ์ให้ความช่วยเหลืออุปถัมภ์กัน เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระไพศาล ให้ความเห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาของคณะสงฆ์ ทำให้สังคมมองว่าการแก้ไขปัญหาพระสงฆ์ แทนที่จะยึดหลักพระธรรมวินัย ใช้ความถูกต้องเป็นหลัก กลับสวนทางกันคือเอาพวกพ้องมากกว่า ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เราเลือกพวกพ้องและละทิ้งความถูกต้องเป็นหลัก ก็น่าเป็นห่วงยิ่ง

ไม่ว่าปัญหาจะใหญ่ขนาดไหนต้องมีทางออก เช่นเดียวกับเรื่องของพระธัมมชโย พระไพศาล แนะทางออกว่า ต้องติดตามนำตัวพระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และอย่านำการเมืองเข้ามาแทรกแซง สิ่งนี้ผู้เกี่ยวข้องต้องทำให้สังคมเห็นกระจ่างชัด ขณะเดียวกันก็ต้องทำความบริสุทธิ์ยุติธรรมให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงด้วย

 

‘สมคิด จาตุศรีพิทักษ์’มองเศรษฐกิจปีระกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 ธันวาคม 2559 เวลา 10:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/472988

'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์'มองเศรษฐกิจปีระกา

โดย…อนัญญา มูลเพ็ญ

“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์“รองนายกรัฐมนตรี ถึงมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มของปี 2560 ตลอดจนแนวนโยบายสำคัญที่จะขับเคลื่อน

พอใจเศรษฐกิจปี59 แม้ซึม โค้งสุดท้าย

“สมคิด” กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจซึมๆ ไปบ้างในไตรมาส 4 นี้เป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้วว่าประเทศอยู่ในภาวะใด ประชาชนอาจไม่ได้อยู่ในช่วงที่จะจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวเท่าไร ตรงนี้เป็นเรื่องการบริโภคภายในเป็นตัวที่สำคัญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปส่วนนี้จะเข้าสู่ภาวะปกติไม่ใช่ปัญหาใหญ่

ฉะนั้น ในไตรมาส 4 ปี 2559 ก็อาจคาดคะเนในเชิงบวกมากไม่ได้ แต่รัฐบาลก็พยายามจะใส่มาตรการต่างๆ ลงไป แต่เชื่อว่าทั้งปีออกมาน่าจะใช้ได้ 3% กว่าได้ เพียงแต่ 3% กว่าเท่าไหร่เท่านั้นเอง ซึ่งทางธนาคารโลกมองว่า 3.1% ซึ่งค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ ส่วนปีหน้าเขาทำนายว่า 3.2% ก็ถือว่าดีมาก เพราะว่าปีที่แล้วเขาทำนายว่าปีนี้ได้ 2% แต่เราก็ขึ้นมาถึง 3.1%

เศรษฐกิจไทยประคองมาได้ถือว่าเก่งแล้วในสถานการณ์ที่การส่งออกเป็นแบบนี้ ถ้าการส่งออกดีขึ้น ระยะต่อไปอาจจะขึ้นไปถึง 4-5% แต่เมื่อการส่งออกยังเป็นแบบนี้ เราจึงต้องรีบรีฟอร์มให้สินค้าที่เรามีแข่งขันได้ เพราะตอนสินค้าที่เราเคยแข่งขันได้ เช่น เสื้อผ้าตอนนี้ไปอยู่ที่กัมพูชา เวียดนามหมดแล้ว ส่วนจะขยับไปสู่การผลิตสินค้าแบรนด์ด้วยตัวเองและด้วยต้นทุนที่ถูกโดยการปรับการผลิตไปใช้เครื่องจักร ถ้าเราจะแข่งจะต้องปรับตรงนี้

“เซนติเมนต์ของไตรมาส 4 ยังไม่แน่นหนาเท่าที่ควร แต่ทั้งปีแล้วถือว่า 3% แน่ แต่อัตรานี้เราต้องยอมรับว่าเม็ดเงินยังไม่ลงไปถึงรากหญ้า ยังไม่กระจายทั่ว เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในปีหน้า ถามว่าพอใจไหม ผมถือว่าพอใจเพราะเราไต่ขึ้นมาจาก 0.8% มาเป็น 2.8% ในปีที่แล้ว และที่ 3% กว่าในปีนี้ ไม่มีที่ไหนทำได้แล้ว” สมคิด กล่าว

ข้อมูลชี้ทิศทางปีหน้าเป็นบวก

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดัชนีที่ทยอยเปิดเผยออกมาขณะนี้ ถือว่าชี้ไปทางบวก ยกตัวอย่างตัวเลขตลาดหลักทรัพย์ ทั้งผลประกอบการมูลค่าการซื้อขาย ดัชนี ผลตอบแทนตอนนี้สูงสุดในอาเซียน แสดงว่าความมั่งคั่งเกิดขึ้นจริง แต่ประเทศที่ประสบความสำเร็จจะต้องผลักสิ่งที่กระจุกอยู่นี้ให้กระจายลงไปให้ได้ ซึ่งอยู่ๆ ภายในพริบตาใครก็ทำไม่ได้ เป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องทำกลไกให้ลงไป อันนี้คือการรีฟอร์มที่รัฐบาลจะทำให้ต่อเนื่องในปี 2560

ข้อมูลการส่งออกเดือน พ.ย.ก็ออกมาบวกได้ 10% เพราะญี่ปุ่นดีขึ้น และล่าสุดก็มีการคาดมาแล้วว่าญี่ปุ่นจะโตสูงขึ้น ทำให้การนำเข้าจากไทยมีสูงขึ้น การทรุดตัวของจีนก็ชะลอ ส่วนสหรัฐผมเชื่อว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นเพราะระยะยาวยังต้องดูต่อ ถ้าระยะสั้นและกลางดีขึ้น 3 ประเทศนี้จะทำให้การส่งออกของประเทศในเอเชียดีขึ้น แม้ถ้าสหรัฐ กีดกันการค้าจากจีนก็เป็นโอกาสของไทย แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะทำ ดังนี้ ทั้ง 3 ตลาดจะทำให้การส่งออกดีขึ้นและการส่งออกมีมูลค่า 70% ของจีดีพี ถ้าโตได้สัก 1-2% ก็ถือว่าดีและช่วยเศรษฐกิจในปีต่อไปมากแล้ว

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของการบริโภคก็คาดว่าจะดีขึ้น เพราะประการแรก โครงการต่างๆ เริ่มออกแล้ว ซึ่งจะทำให้เอกชนไทยตัดสินใจลงทุนหลังจากรอดูสถานการณ์มานาน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ ซึ่งจะส่งผลถึงอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง เช่น การก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ เงินจะเริ่มไหล ล่าสุดสภาหอการค้าไทยได้มีการติดต่อเข้ามาขออายุมาตรการสนับสนุนการเร่งลงทุนที่จะหมดอายุสิ้นปีนี้ นั่นแสดงว่าเอกชนเริ่มมั่นใจ แต่มาตรการนี้จะต่ออายุให้หรือไม่นั้นจะต้องหารือ รมว.คลัง ก่อน

ขณะนี้ถือว่านักลงทุนเกิดความมั่นใจ ความไม่แน่นอนทางการเมืองไม่มีแล้ว ถ้าเอกชนไทยตัดสินใจลงทุนแล้ว ต่างชาติก็จะตามมาเลย แล้วจะทำให้ตัว I หรือการลงทุนในภาพรวมดีขึ้น

“มองภาพแล้วปีหน้าจะดีขึ้น ไม่แย่กว่าปีนี้ สินค้าเกษตรก็จะดีขึ้นตามราคาการส่งออก แต่ก็ประมาทเรื่องของภัยธรรมชาติไม่ได้ แต่แม้ปีหน้าจะดีขึ้น เราก็ไม่ได้พอใจเพียงเท่านี้ แต่รัฐบาลจะเดินหน้าเพื่อรีฟอร์ม” สมคิด กล่าว

ผลักดันเอกชนนำขับเคลื่อนการเติบโต

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความมั่นใจว่า ปีหน้าการลงทุนมาแน่นอน เพราะนอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว ยังมีเงินก้อนแรกที่ออกมาแล้วแน่ คือ งบประมาณกลางปีจำนวน 1 แสนล้านบาท ที่จะลงไปเพื่อการลงทุนในกลุ่มจังหวัด อันนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่คิด ขึ้นมาใหม่ แต่อยู่ในหัวผมมานานแล้ว เพราะมองการขับเคลื่อนประเทศจะต้องขับเคลื่อนโดยยุทธศาสตร์กลุ่มโดยไม่ต้องอาศัยการพัฒนาจากส่วนกลาง เช่น กลุ่มจังหวัดอย่าง จ.เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน กลุ่มจังหวัดอันดามัน เหล่านี้มีความเกาะเกี่ยวกันในเชิงยุทธศาสตร์

ถ้ามีงบประมาณก้อนนี้มา และเป็นงบประมาณในเชิงลงทุนด้วย ตรงนี้เป็นหมากแรก เรารู้ว่าปีหน้าไม่มีคำว่าทรุด แต่ว่าเราต้องเร่งผลักดันการรีฟอร์ม และจะต้องผลักดันให้เอกชนลงทุน เป็นช่วงเวลาที่เขาต้องเริ่มแสดงบทบาท เอกชนจะต้องนำ แล้วรัฐบาลเป็นคนอำนวยความสะดวก มองกลับไปก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ การลงทุนมีสัดส่วนถึง 40% ของจีดีพี ผ่านมา 15 ปี ยังอยู่ที่ 20% ของจีดีพีเท่านั้น ไม่สามารถกลับไปสู่ที่เก่าเพราะการเมืองมีปัญหา ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกคนเอาความชัวร์ไว้ก่อน หรือไม่ก็ไปลงทุนเมืองนอกแทน

ลงทุนอีอีซี ยกระดับคลัสเตอร์เป้าหมาย

สมคิด กล่าวว่า ส่วนถัดมาที่จะเดินหน้าการปฏิรูปต่อเนื่อง คือ การลงทุนตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ไทยเป็นทั้งศูนย์กลางการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงและการขนส่ง และที่จะเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ Innovation Hub หรือ EECI เป็นพื้นหน่วยสนับสนุนด้านนวัตกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญตามแนวทางประชารัฐ โดยการดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนด้านการวิจัย แต่ดึงให้บริษัทขนาดใหญ่เข้ามาเป็นหัวหอกหลักในการพัฒนาแต่ละคลัสเตอร์เอื้อให้เกิดสตาร์ทอัพที่เกี่ยวเนื่องขึ้นมา

 

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ลุยงานใหญ่ปั้น SME

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2559 เวลา 08:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/472080

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ลุยงานใหญ่ปั้น SME

โดย…อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

ชื่อของ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” ถูกปรากฏในรายชื่อการปรับคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีรอบล่าสุด ซึ่งได้รับโอกาสให้เข้ามานั่งเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ ภายใต้โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลคาดหวังจะให้เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะการดูแลผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดย รมช.พาณิชย์คนใหม่ ได้คลุกคลีอย่างคร่ำหวอดตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจจนเข้ามาสู่แวดวงการเมืองในปัจจุบัน

“การผลักดันเศรษฐกิจภายในประเทศนั้น คือจะต้องมองว่าจะมาสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างไร การสร้างพัฒนาเอสเอ็มอีอย่างไรถือเป็นงานหลัก โดยในช่วงก่อนที่จะเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมจนมานั่งตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ปัจจุบันนั้น เคยได้ก่อตั้งสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ซึ่งขณะนั้นมีการรวมตัวเอสเอ็มอีกันอยู่ แต่ว่ายังมีจุดรวมที่น้อยอยู่ จึงได้ก่อตั้งสมาพันธ์เอสเอ็มอีขึ้นมา มีสมาชิกทั่วประเทศ ทุกจังหวัด และยังเคยเป็นบอร์ดสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ทำให้ผมได้มีโอกาสทำงานเกี่ยวกับเอสเอ็มอีอย่างต่อเนื่อง” สนธิรัตน์ ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

สำหรับงานที่สนธิรัตน์ได้รับมอบหมายจากการแบ่งงานของ รมว.พาณิชย์ ประกอบไปด้วย กรมการค้าภายใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นงานเดิมที่ รมช.พาณิชย์คนเดิม คือ สุวิทย์ เมษินทรีย์ ดูแลอยู่แล้ว แต่ที่แตกต่างออกไป คือ สนธิรัตน์ยังได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านพาณิชย์จังหวัด เพื่อให้การทำงานทั้ง 3 กรมนั้น ซึ่งดูแลงานภายในประเทศจะได้มีกลไกในการขับเคลื่อนมากขึ้น

“ถ้าพูดถึงเอสเอ็มอีแล้ว กระทรวงพาณิชย์จะเป็นปลายน้ำของกระบวนการสร้างเอสเอ็มอี เพราะกระทรวงพาณิชย์อยู่กับงานด้านการพัฒนาด้านการตลาด ซึ่งถือเป็นบทบาทสำคัญในการพัฒนาเอสเอ็มอี เพราะว่าภาคตลาดจะเป็นตัวบอกว่าจะกลับไปสู่พัฒนาสินค้าได้อย่างไร จะไปสู่การพัฒนาตัวบรรจุภัณฑ์ได้อย่างไร หรือจะเป็นตัวตอบว่าจะไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่จะพัฒนาให้เกิดการแข่งขันได้อย่างไร ดังนั้นบทบาทการพัฒนาเอสเอ็มอีของกระทรวงพาณิชย์ ต้องเป็นแกนหลักในการพัฒนาปลายน้ำ เพื่อสะท้อนกลับไปสู่กลางน้ำของกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วสะท้อนไปสู่ต้นน้ำของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” สนธิรัตน์ อธิบาย

อย่างไรก็ตาม การเข้ามานั่งตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ สนธิรัตน์ตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมบทบาทต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำให้มากขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งต้องการจัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเอสเอ็มอีให้มีการทำงานเชิงบูรณาการที่ไม่ใช่ว่าบูรณาการงบประมาณ แต่ต้องบูรณาการในเชิงการทำงานได้มากขึ้น เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาเอสเอ็มอี

“ผมมีความตั้งใจที่จะให้เกิดการทำงานร่วมกันในระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งในต่างประเทศนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมกับกระทรวงพาณิชย์แยกกันไม่ได้ แต่ประเทศไทยแยกกันมานาน แต่ที่ถูกต้องแยกกันไม่ได้ เหมือนไก่กับไข่ต้องอยู่คู่กัน ดังนั้นเรื่องนี้ก็จะหารือกับ อุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าจะร่วมกันตรงนี้ได้อย่างไร และอาจจะปรับไปถึงบทบาทของ สสว. เพราะในมุมมองของผมน่าจะเพิ่มบทบาท สสว.เป็นตัวหลักในการจัดการบูรณาการแผนและยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี รวมทั้งประเมินวัดผลเป้าหมายของการพัฒนาที่มีการใช้งบของรัฐต่างๆ บทบาทเหล่านี้ก็คงพูดคุยกันในการจัดบทบาท” สนธิรัตน์ กล่าว

สนธิรัตน์ ระบุว่า การจัดบทบาทมีความสำคัญ เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนา เนื่องจากที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณในการพัฒนาต่อเนื่อง แต่ถ้าการจัดบทบาทครั้งนี้ทำสำเร็จ จะช่วยลดการพัฒนาที่ซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน แล้วไปเพิ่มการพัฒนาต่อยอด ถือเป็นประโยชน์มากขึ้น ดังนั้นเป็นส่วนที่ตนตั้งใจมาเชื่อมร้อยตรงนี้ให้ เและที่มอง สสว.ควรเป็นแกนหลัก เพราะ สสว.มีแผนการพัฒนาเอสเอ็มอีเหล่านี้อยู่แล้ว คือต้องมองเอสเอ็มอีในการพัฒนาให้เป็นวงจร เหมือนกับการให้ยาเม็ดเดียวไม่ได้ ต้องไปดูไลฟ์ไซเคิลตั้งแต่เริ่มเป็นสตาร์ทอัพ เริ่มเข้ามาสู่ขั้นตอนการเติบโต และพัฒนาไปสู่เอสเอ็มอีไซส์เอส ไซส์เอสเอส ไซส์เอ็ม

ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นการพัฒนาเอสเอ็มอีที่ปลายน้ำ คือการเข้าไปดูแลงานด้านการตลาด ถือเป็นบทบาทสำคัญเช่นกัน เพราะเมื่อเวลาถามว่าเอสเอ็มอีมีปัญหาด้านใดบ้าง มากกว่าครึ่งหนึ่งของเอสเอ็มอีทั้งประเทศจะตอบว่ามีปัญหาด้านการเงิน รองลงมาจากปัญหาการเงินคือปัญหาการตลาด ต่อมาจึงเป็นปัญหาการผลิต ปัญหาการบริหารจัดการ ปัญหาการจดทะเบียนต่างๆ ดังนั้นแกนหลักจริงๆ ของปัญหาเอสเอ็มอี คือ 2 ปัจจัยใหญ่ นั่นคือปัญหาการเงินและปัญหาตลาด

“บทบาทของกรมพัฒนาธุรกิจ เราต้องแบกรับปัญหาตลาด เพราะถ้าทำการพัฒนาเรื่องตลาดได้ดี ก็สามารถช่วยเอสเอ็มอีเข้มแข็งและแข่งขันได้ และยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันที่ตลาดได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เพราะมีเรื่องอี-คอมเมิร์ซเข้ามาเป็นจุดเปลี่ยน การใช้แนวคิดตลาดแบบเดิมๆ คือ นำสินค้าวางขายห้าง หรือไปเปิดตลาด เป็นกลไกที่เก่าแล้ว แต่วันนี้มีกลไกใหม่ๆ ซึ่งเติบโตขึ้นและหนีไม่ได้ คืออี-คอมเมิร์ซ ถือเป็นจุดเปลี่ยนของการทำงานภาครัฐด้วยเช่นกัน ในการทำให้สิ่งเหล่านี้ไปส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างไร ให้เอสเอ็มอีมีหนทางการขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นงานของกรมพัฒนาธุรกิจที่ทำอยู่แล้วร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ” สนธิรัตน์ กล่าว

แม้ว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาให้มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศเกิดเยอะขึ้น ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มองว่าเมื่อมีเอสเอ็มอีเกิดเยอะขึ้น ก็จะมีเอสเอ็มอีที่ตายมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องมีการสร้างกลไกที่จะชะลอเอสเอ็มอีให้ตายช้าลง เพราะเมื่อเอสเอ็มอีตายช้าลงก็มีโอกาสที่เอสเอ็มอีเหล่านี้จะฟื้นตัวและก้าวไปสู่ผู้ประกอบการที่เข้มแข็งได้

“เอสเอ็มอีจำนวนเยอะคือสิ่งที่อยากเห็น เพราะสังคมผู้ประกอบการทั้งโลกก็เป็นแบบนั้น นั่นคือรัฐบาลส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ ให้กระจายออกไป เมื่อเกิดมากขึ้นการล้มหายตายจากก็ต้องมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงต้องมีกลไกในการอุ้มชูเอสเอ็มอีให้ตายช้าลง หรือต้องทำให้เกิดเยอะ ตายช้า เพราะการตายช้ามีโอกาสรอด คือบางทีเอสเอ็มอีต้องอาศัยประสบการณ์ อาศัยการอยู่ไประยะหนึ่งถึงอยู่รอด เหมือนเด็กเล็กที่ไม่สบาย ต้องช่วยประคองเพราะช่วยตัวเองไม่ได้ เหมือนกับเอสเอ็มอีเพราะถ้าอยู่ได้นานก็จะมีพัฒนาการและยืน 2 ขาได้” สนธิรัตน์ อธิบาย

อย่างไรก็ดี สนธิรัตน์ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้จีดีพีเอสเอ็มอีมีสัดส่วน 50% ของจีดีพีประเทศ จากปัจจุบันที่จีดีพีเอสเอ็มอีมีสัดส่วน 42% ของจีดีพีประเทศ เพราะในประเทศที่เจริญแล้ว จะมีสัดส่วนจีดีพีเอสเอ็มอี 50% ขึ้นไป ทำให้เศรษฐกิจประเทศไม่ได้พึ่งพิงรายใหญ่เท่านั้น ทิศทางเหล่านี้คือภาพใหญ่แล้วก็ต้องผลักดันการทำงานให้ไปสู่ทิศทางนี้ให้ได้

ขณะที่งานดูแลเรื่องราคาสินค้านั้น สนธิรัตน์มองว่ากระทรวงพาณิชย์มีกลไกอยู่แล้วในการจับตาดูแลราคาสินค้า อธิบายง่ายๆ คือถ้าราคาสินค้าปรับตัวไม่เป็นธรรม กระทรวงก็จะเข้าไปดูแล เพราะกรมการค้าภายในมีบัญชีสินค้าติดตามในการดูแลหลายร้อยรายการดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือความสม่ำเสมอคือการติดตามตรวจสอบดูแล และพยายามอย่างยิ่งที่จะควบคุมใกล้ชิด และสร้างสมดุลต้นทุน

“ราคาสินค้ามี 2 เรื่องที่อยู่ในนั้น เรื่องแรก ราคาที่เป็นธรรมสอดรับกับกลไกการเพิ่มของต้นทุนหรือไม่ เป็นเรื่องที่จุับต้องได้ทางตัวเลข เช่น น้ำมันราคาขึ้นเท่านี้ จะกระทบราคาสินค้าเท่าไหร่ กลไกที่สองคือความรู้สึก บางครั้งไม่ได้แพงขึ้น อย่างขณะนี้ราคาหมู ไก่ ไข่ ไม่ได้แพงขึ้นมากว่า 2 ปี ผักก็ขึ้นลงตามฤดูกาล ลักษณะนี้เป็นการแพงขึ้นโดยความรู้สึก ต้องบริหารความรู้สึกของประชาชนด้วยการสื่อสาร และการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากขึ้น ซึ่งเป็นงานหลักของรัฐบาลที่ทำอยู่แล้ว” สนธิรัตน์ กล่าว

ด้านการวัดผลการทำงานนั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกับทุกกระทรวงว่าปี 2560 เป็นปีที่ต้องการผลลัพธ์ เพราะ 2 ปีแรก เป็นปีแห่งการเข้ามาปรับฐาน ทำความสงบเรียบร้อย โดยปีแรกการปรับฐานได้เริ่มทำมาแล้ว ปีที่ 2 เป็นการปรับทิศทางและยุทธศาสตร์ของประเทศที่จะแข่งขัน โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการปรับประเทศไทยไปสู่อุตสาหกรรมใหม่รับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้เชื่อมโยงกันได้ทำไปมากในปีที่ผ่านมา ดังนั้นในปี 2560 เป็นปีที่ต้องเอาผลมาทำงานในเรื่องต่างๆ

“ส่วนที่ผมดูแลจะต้องเห็นผลการพัฒนาสอดรับกับการไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาผู้ประกอบการไปสู่ 4.0 ที่ต้องแข่งขันมากขึ้น และให้มีความเข้มแข็ง ขยายตลาดเพิ่ม สร้างกลไกที่จะขายของปริมาณเท่าเดิม แต่ได้ราคาสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องขยับ และต้องไปคู่กับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเมื่อเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) คือต้องไปด้วยกัน แยกกันไม่ออก เพราะเมื่อเพื่อนบ้านเศรษฐกิจดี ก็ส่งผลมาถึงไทยด้วย ที่จะค้าขายได้มากขึ้น มองให้เป็นตลาดเดียวกันด้วยการสร้างพาร์ตเนอร์ชิป หรือพันธมิตรร่วมกัน” สนธิรัตน์ทิ้งท้าย

 

หาคำตอบ “พรบ.คอมพ์ใหม่” เสรีภาพในโลกออนไลน์ยังเหมือนเดิม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 19:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/470848

หาคำตอบ "พรบ.คอมพ์ใหม่" เสรีภาพในโลกออนไลน์ยังเหมือนเดิม?

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

16 ธ.ค. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติ เห็นด้วย 168 ไม่เห็นด้วย 0 งดออกเสียง 5 ให้ผ่านร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ …) พ.ศ. … โดยรอประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปใน 120 วัน ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากภาคประชาชนเกือบ 4  แสนรายที่ร่วมกันลงชื่อผ่านเว็บไซต์ Change.org

ภายหลังเสร็จสิ้นการลงมติ “ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ” ที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว  ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ โดยยืนยันว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ดีกว่าในอดีต ไม่ได้ทำให้การใช้งานอินเตอร์เน็ตของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ ลิดรอนปิดกั้นเสรีภาพ หรือแม้กระทั่งตกอยู่ในความไม่ปลอดภัย

มาตรา 14 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ปิดปากการตรวจสอบจากประชาชน ?

วันนี้แก้ไขชัดเจนแล้วว่ามาตรา 14(1) ไม่ใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาท คดีหมิ่นประมาทต่างๆ จะหายไป ที่มีคดีฟ้องร้องขึ้นสู่ศาลต่างๆ จะหายไปเลยประมาณ 50 เปอร์เซนต์ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะว่าด้วยการปลอมแปลงตัวตน หรือปลอมแปลงเพื่อหลอกเอาทรัพย์สินอย่างเดียว ฉะนั้นไม่มีปัญหาแล้ว

ส่วนมาตรา 14(2) ก่อนหน้านี้มีความกังวลเกี่ยวกับคำว่า “การบริการสาธารณะ” เพราะเห็นว่ามันกำกวม ตีความกันว่า รัฐซึ่งเป็นฝ่ายให้บริการประชาชนแล้วประชาชนจะคอมเม้นท์แสดงความคิดเห็นไม่ได้ ทั้งที่โดยหลักคอมเม้นท์ได้อยู่แล้ว แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เราก็ได้ตัดทิ้งคำว่าบริการสาธารณะออกไป ฉะนั้นที่กังวลไม่มีปัญหาแล้ว จบประเด็น เราสามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ คอมเม้นท์ การให้บริการของภาครัฐได้ แนวคำพิพากษาที่ผ่านมาก็ชัดเจน ยืนยัน ที่ผ่านมาการวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่ 99 เปอร์เซ็นต์ยกฟ้องหมด แม้กระทั่งคดีที่มีการคอมเม้นท์ฝ่ายความมั่นคง ศาลก็ยกคำร้อง บอกว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต เพราะงั้นวิจารณ์ได้

เปิดช่องไม่ต้องใช้คำสั่งศาลในการเซนเซอร์ ปิดเว็บด้วยมาตรา 15 ?

ที่ผ่านมาบางคนตีความกฎหมายผิด มาตรา 15 จริงๆมีขึ้นมาเพื่อช่วยด้วยซ้ำ เดิมกฎหมายฉบับปัจจุบันก่อนผ่านสภา เจ้าหน้าที่มีอำนาจเอาผิดกับผู้ให้บริการอย่างเว็บไซต์ ผู้ให้บริการมือถือ ถ้าหากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กส่งข้อมูลผิดกฎหมายผ่านระบบ ผู้ให้บริการอาจจะต้องรับผิดไปด้วย แต่มาตรา 15 ออกกฎกระทรวงว่า ไม่ผิดนะ ถ้าเราไม่รู้ เราเป็นเพียงท่อผ่านข้อมูล ไม่ผิดตามกฎหมาย จะผิดก็ต่อเมื่อ 2 กรณี คือ

1.เมื่อเราเป็นคนเลือกเอาข้อมูลเข้าไปใส่เอง 2.เมื่อมีแบบฟอร์มของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ระบุุชื่อนามสกุล เหตุพิพาทของผู้ร้องเรียนเเละใบเเจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้าใครเเจ้งเท็จก็โดนข้อหาไป แล้วส่งมาให้ผู้ให้บริการ เจ้าของเฟซบุ๊ก หรือผู้ให้บริการแต่ละราย ซึ่งจะเป็นคนกำหนดเองว่า จะเอาข้อมูลอันเป็นเท็จออกได้ภายในกี่วัน ตรงนี้ต้องมีการประชาพิจารณ์อีกทีอยู่ในกฎหมายลูกว่า ผู้ให้บริการแต่ละประเภทจะสามารถลบได้ภายในกี่วัน

จากนี้ผู้ให้บริการไม่ต้องห่วง ไม่มีปัญหา จะผิดก็ต่อเมื่อเราเลือกนำข้อมูลนั้นไปใส่เอง สมาคมผู้ดูแลเว็บต่างๆ ก็มีการซาวน์เสียงและเห็นด้วยกับกฎหมายตัวนี้และโอเคมากๆ ผมเป็นที่ปรึกษาของสมาคมผู้ดูแลเว็บไทยอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะออกกฎหมายให้คนใช้มีปัญหา เรื่องนี้พูดง่ายๆ นะ เราไม่รู้ไม่ผิด การเผยแพร่จะผิดก็ต่อเมื่อเรารู้ว่ามันปลอมหรือเท็จ

มาตรา 20 ข้อมูลบุคคลอยู่ในอันตราย ?

มาตรา 20 คือการปิดบล็อกข้อมูล ทางผู้คัดค้านได้เอาคำว่า “มาตรการทางเทคนิคใดๆ” ไปบวกกับเอกสารของกระทรวงไอซีทีเมื่อต้นปี และสงสัยว่าเราจะเขียนประกาศต่อมาเพื่อใช้แอบดูข้อมูล ซึ่งผมขอยืนยันว่าไม่มี เพราะ พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้บอกว่าให้เราไปแฮก ไปเจาะข้อมูลได้ และถ้าเราไปเขียนประกาศสูงกว่า พ.ร.บ. มันก็เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับใช้ในการกฎหมาย หรือ ถ้ารัฐบาลไปเจาะข้อมูลต่างๆ ก็เท่ากับรัฐบาลผิดตามมาตร 5 และ 7 และ 8 เรื่องการดักรับข้อมูล และในการประชุมกรรมาธิการก็ไม่เคยพูดเรื่องซิงเกิลเกตเวย์เลย  ข้อคัดค้านที่ผ่านมาเป็นการตีความไม่ถูกต้อง ใช้ข้อมูลเก่ามาบวกกับมาตรการทางเทคนิคใดๆ ซึ่งคำว่า มาตรการทางเทคนิคใดๆ ขออธิบายว่า ที่เขียนว่าใดๆ หมายถึงว่า ถ้าเป็นไลน์ก็หมายถึงวิธีการบล็อกแบบหนึ่ง หากเป็นเฟซบุ๊กก็แบบหนึ่ง เราถึงไม่สามารถเขียนได้ว่าต้องใช้โปรแกรม ก ข ค และไม่ได้หมายถึงว่าจะเป็นการถอดรหัส เพราะการถอดรหัสต้องมีคำสั่งศาลเท่านั้นตามมาตร 18

ขอยืนยันว่า ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั้งหมดไม่ได้ตกอยู่ในความไม่ปลอดภัย ไม่มีมาตราไหนทำอย่างนั้นได้ มาตรการทางเทคนิคใดๆ ที่มีคนคิดว่าเป็นการเอาตัวซอฟแวร์ไปใส่เป็นศูนย์กลางเพื่อไปดู ไปดูดข้อมูลจากคนอื่นมา อันนี้ไม่มี เพราะมันคือ ซิงเกิลเกตเวย์ ซึ่งเราทำไม่ได้ ส่วนเวลาเราไปจับกุมผู้กระทำความผิดก็จะต้องขอหมายนะ ทั้งหมายค้น หมายจับ และหมายในการเข้าถึงข้อมูล หากจะไป clone  คอมพิวเตอร์ clone  มือถือ ซึ่งหากศาลพิจารณาแล้วอนุมัติก็จะเขียนเลยว่า เจ้าหน้าที่ทำได้แค่ไหนและเรียกผู้ต้องหามาไตร่สวนด้วยถึงจะดำเนินการตามกฎหมายได้ เพราะงั้นถ้าภาครัฐเอามือถือเราไป clone ผิดกฎหมายมาตรา 5 และ 7 ต้องมีคำสั่งศาลถึงจะทำได้ ที่ผ่านมาตีความเอง ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง

ส่วนล่าสุดใน 20/1 ที่เพิ่งอภิปรายไป โควต้าของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ก็ได้ปรับเปลี่ยนจาก 5 เป็น 9 คน และ 3 ใน 9 คนต้องมาจากผู้แทนภาคเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อมวลชน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญอยู่ดีๆ บล็อกไม่ได้นะ เพราะศาลจะเรียกฝั่งตรงข้ามมาไต่สวนด้วยว่าคุณทำผิดจริงไหม ให้โอกาสชี้แจง

ข้อครหาที่ว่า ขยายอำนาจปิดเว็บ–ตั้งศูนย์บล็อกเว็บเบ็ดเสร็จ ?

ไม่มี ไปดูร่างล่าสุดที่ผ่าน สนช. บอกว่า ให้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ จาก 5 เป็น 9 คน 3 ใน 9 คนต้องมาจากผู้แทนภาคเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสื่อมวลชน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วมีการตั้งกรรมการย่อยต่อเนื่องอีกเป็นกลุ่มๆ ในแต่ละสายอีก ซึ่งยังไม่ได้กำหนดว่ากี่คน สมมุติมีเรื่องเกี่ยวกับสื่อสารมวลชนขึ้นมา ก็เอาคณะกรรมการด้านสื่อสารมวลชนทั้งหมดมาช่วยกันดู ถ้าเป็นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศก็ไปตั้งกลุ่มย่อยมาดู เวลาเกิดเรื่องอะไรเข้าข่ายกลุ่มไหน คณะกรรมการก็ไปดู ตรวจสอบเรียบร้อยเสร็จ ก็ต้องส่งต่อให้รัฐมนตรีตรวจอีกที ก่อนส่งให้ศาล ซึ่งไปถึงตรงนั้นแล้ว ศาลก็จำเป็นต้องเรียกฝ่ายตรงข้ามมาชี้แจงด้วย เพราะงั้นถ้ามีปัญหาขึ้นมาไม่ใช่แค่ 9 คน แต่คณะกรรมการย่อยต้องไตร่สวน พิจารณาอีก ก่อนไปถึง 9 คน และยังต้องผ่านรัฐมนตรีและศาลด้วย

แล้วเรื่องขัดศีลธรรม แต่ไม่ผิดกฎหมายล่ะ

ก็อย่างเช่นเฟซบุ๊กไลฟ์ฆ่าตัวตาย การต่อวงจรระเบิด สอนเด็กยิงคน โชว์ร้องเต้นยั่วยวนโหยหวนลักษณะเรื่องอย่างว่า พวกนี้มันไม่เหมาะสม และช่วงหลังการข่มขืนการกระทำชำเราเด็กมันเกิดขึ้นเยอะมาก ซึ่งเราเอาปัญหาพวกนี้มาเป็นโจทย์

ทุกคนไปกังวลว่าเรื่องการเมืองหรือเปล่า ยืนยันว่ามันใช้ไม่ได้ จุดมุ่งหมายคือเรื่องขัดความสงบสุข ความเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี ซึ่งศาลเป็นคนชี้ วิธีการดู ดูง่ายๆ ว่าเจตนาเขาต้องการเลี่ยงกฎหมายหรือเปล่า อย่างร้องเพลง ไลฟ์ให้คนดู แต่ส่งเสียง อ่อ…อ๊า… แบบนี้ศาลมองว่าเลี่ยงกฎหมาย ศาลจะสั่งปิดอะไรแบบนั้น การเมืองไม่เกี่ยวเลย ตั้งแต่ปี 2549 เรื่องการคอมเม้นท์วิจารณ์ทางการเมืองไม่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ไลฟ์ได้ แต่ขออย่าเป็นลักษณะบิดเบือนใส่ความ แต่นั่นก็ไปว่าเรื่องกฎหมายหมิ่นประมาท จุดมุ่งหมายเรื่องขัดศีลธรรมใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ มุ่งไปในภาคสังคมมากกว่า กฎหมายคอมพิวเตอร์ไม่ใช่กฎหมายควบคุมบังคับ แต่เป็นกฎหมายที่บอกว่า ให้ใช้คอมพิวเตอร์ยังไงให้ถูกต้องตามกฎหมาย

หลังจากวันนี้ไป การนำเสนอคอนเทนต์ต่างๆ เท่ากับเราไม่รู้ล่วงหน้าว่าถูกหรือผิด แต่ต้องให้คณะกรรมการมาตรวจสอบอีกที

ขึ้นอยู่กับจิตสำนักว่า ภาพโป๊ที่เราถ่ายไปโชว์ผิดหรือเปล่า สมมติคุณเฟซบุ๊กไลฟ์ตัวเองโป๊ ไม่ผิดกฎหมาย แต่ศาลจะเรียกคุณมาถามว่า ทำไปเพราะวัตถุประสงค์อะไร นี่คือสิ่งที่ สนช.ใส่เข้าไป

ดุลพินิจของคนรุ่นใหม่อาจไม่ตรงกับผู้ใหญ่หรือคณะกรรมการ

กรรมาธิการเลยให้ตั้งขึ้นมาเป็นส่วนๆ ไง อย่างเรื่องเกี่ยวกับสื่อ ก็ให้อาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ดูแล ดูว่าแบบนี้เหมาะสมไหมกับสังคมไทย ไม่ใช่ให้คณะกรรมการกลั่นกรองมาตีเองหมด สมมติคณะที่เกี่ยวข้องบอกว่า นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว เรื่องแบบนี้ปกติในสังคมปัจจุบัน โอเคผ่าน เเบบนี้ก็จบ เเต่รัฐไม่ได้มองเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มันต้องขึ้นอยู่กับขนาดของผลกระทบที่เกิดจากการกระทำนั้นด้วย เช่น สอนวิธีทำระเบิด ถ้าเรื่องเล็กๆ ศาลคงไม่มานั่งไล่บล็อกหรอก

อย่างเน็ตไอดอลสาวบางคน โชว์เนินอกให้เห็นทุกวัน แต่ดุลพินิจของผู้โชว์เห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นเสรีภาพ ส่วนแฟนเพจหลายๆ คนก็คอมเม้นท์อย่างไม่มีปัญหา แบบนี้จะตรงกับดุลพินิจของคณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่หรือเปล่า

ถ้าตำรวจเห็นว่าไม่เหมาะ ก็รวบรวมคลิปที่มีการกระทำ คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก็เข้ามาดู มาตรวจสอบ หากส่งเรื่องไปถึงศาล ศาลก็เรียกผู้กระทำไปไต่สวนว่าเหตุที่ทำอย่างนี้เพราะอะไร ถ้าสุดท้ายศาลมองว่าไม่เสื่อมเสียศีลธรรม ไม่ผิดก็จบไป เพราะงั้นมันไม่ใช่อยู่ดีๆ ว่าเราเห็นอะไรไม่ถูกใจแล้วบล็อกได้เลย

ความเหมาะสมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ?

ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการที่ตั้งมาว่าแต่ละคนเป็นแบบไหน คิดอย่างไรกับเรื่องนั้น

กลไลควบคุมเฟซบุ๊กมีอยู่แล้ว หากใครเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ช่วยกันกดรีพอร์ต

มันปิดได้ไหมล่ะ ลองไปกดดูสิทำได้ไหม เฟซบุ๊กไลฟ์ยังขายของละเมิดลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาเต็มไปหมดอยู่เลย

ใครหลายคนบอกว่าหลังจากนี้รัฐจะเห็นเราตลอดเวลา ทั้งในเฟซบุ๊ก ไลน์

นั่นน่ะสิ มันอยู่มาตราไหน ผมก็ งง มันทำไม่ได้อ่ะครับ ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ใน พ.ร.บ.คอมฯ ถ้าทำได้มันต้องออกกฎหมายเรื่องการมอนิเตอร์ หรือ พ.ร.บ.ที่จะดักข้อมูลโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้าทำอย่างนั้นจริงๆ ต้องเเก้มาตรา 5 7 เเละ 8 เพราะงั้นในตัวนี้ไม่มีเเน่นอน ผมกังวลเหมือนกันกับความเข้าใจผิด เพราะเราน่าจะสนในประโยชน์ที่จะได้จาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ดี เเต่กลายเป็นว่าเรากังวลโดยไม่สนใจเนื้อหาเลย ทุกวันนี้คนมองในเเง่ลบไปหมดเเล้ว

อย่างข้อความในเฟซบุ๊ก ถ้ารัฐจะแอบดู ต้องไปขอให้เฟซบุ๊กส่งข้อมูลมาให้ ซึ่งเฟซบุ๊กไม่ให้อยู่เเล้ว เพราะกฎหมายที่อเมริกาเขาเข้มมาก เเล้วคำสั่งของรัฐไทยไม่มีอำนาจบังคับข้ามประเทศ เเละอีกข้อถ้าจะทำต้องไปติด Sniffer โปรแกรมที่เอาไว้ดักจับข้อมูล ไปติดกับโอเปอเรเตอร์ทุกราย เเละ ISP ทุกราย เเล้วคิดดูว่าเขาจะปล่อยหรอ เป็นไปไม่ได้

สรุปว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้มีข้อดีมากกว่าที่ผ่านๆ มา?

ข้อดีเยอะมากนะ ตัวอย่างเช่น  1. เมื่อกฎหมายบังคับใช้ เรื่องสแปมจะหายไป เพราะคนที่ส่งข้อมูลสแปมมาให้เรา จะต้องขออนุญาตจากเรา ไม่เช่นนั้นผิดกฎหมายปรับสูงถึง 2 แสนบาท และนั่นหมายความว่า ค่าใช้จ่ายในการบล็อกสแปมจะลดลงไปเยอะมาก 2.เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก เว็บไซต์ หรือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตไม่ต้องกลัวว่าผิดกฎหมายอีกต่อไป เมื่อมาตรา 15 ระบุชัดว่า มันจะต้องทำด้วยตัวเองหรือว่าเป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่แจ้งไปแล้ว 15 วันหรือ 30 วันแล้วแต่กำหนด ถ้าเราลบก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ผิดกฎหมายเลย

ขณะที่มาตรา 16/2 ที่บอกกันว่า เป็นการล้มประวัติศาตร์ก็ไม่จริง เรามุ่งหมายช่วยเหลือผู้บริสุทธิ์ที่ถูกเข้าใจผิด สมมุติคุณโดนฟ้องว่าลวมลามผู้หญิง หนังสือพิมพ์ลงข่าวพร้อมภาพไปทั่ว กูเกิลเสิร์ชก็เจอชื่อคุณ เเต่หากศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คุณไม่ผิด กูเกิลเสิร์ช ต้องลบออก แต่ไม่ใช่ลบประวัติศาสตร์ เพราะใช้เฉพาะกับคดีที่ฟ้องร้องขึ้นสู่ศาล และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ความมุ่งหมายของกฎหมายมาตรานี้ต้องการใช้กับเรื่องของเฟซบุ๊ก กูเกิล ข้อมูลที่ผิดกฎหมาย หลักคืออะไรที่ศาลชี้ว่ามันผิด มันไม่ควรอยู่ในนั้นเพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียหาย

ทั้งหมดนี้คือคำให้สัมภาษณ์ช่วงเวลาสั้นๆ ของหนึ่งในที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ที่มีต่อเสียงสะท้อนคัดค้านจากประชาชนเกือบ 4 แสนรายชื่อ

 

พรรคการเมือง ไม่สามารถฉีดยาเร่งได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 ธันวาคม 2559 เวลา 11:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/470811

พรรคการเมือง ไม่สามารถฉีดยาเร่งได้

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองในหลายประเด็น โดยเฉพาะประเด็นจำนวนสมาชิกและการเก็บเงินค่าบำรุงพรรค ที่ถือเป็นเรื่องใหม่และดูจะขัดกับวัฒนธรรมการเมืองแบบไทยๆ ในฐานะพรรคการเมืองที่มีสมาชิกกว่า 2.7 ล้านคน องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ มองประเด็นต่างๆ ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้

“ในส่วนของประชาธิปัตย์ เราไม่ได้ต่อต้าน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีข้อเด่นอยู่หลายข้อที่จะแก้ปัญหาพรรคการเมืองไทยในอดีตที่ผ่านมา ข้อเด่น เช่น เปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคเข้ามามีส่วนในการกำหนดการบริหารงาน และการตัดสินใจของพรรคการเมืองมากขึ้น ตรงนี้เป็นเรื่องที่ดีในส่วนของประชาธิปัตย์พยายามทำมาตลอดอยู่แล้ว เมื่อนำมาใส่ใน พ.ร.บ.พรรคการเมืองก็น่าจะมีส่วนทำให้พรรคการเมืองเป็นสถาบัน”

อีกทั้งกฎหมายพรรคการเมืองฉบับนี้ บัญญัติไว้ชัดเจนว่าห้ามไม่ให้บุคคลที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองมายุ่งเกี่ยว ครอบงำ มีอิทธิพล ทำทุกสิ่งทุกอย่างกับพรรคการเมืองนั้น กรณีนี้เคยเกิดปัญหาขึ้นมาในอดีต กฎหมายนี้ก็ป้องกันไว้ รวมทั้งพยายามทำให้การเงินของพรรคการเมืองมีความโปร่งใสตรวจสอบได้มากขึ้น ตรงนี้เป็นเรื่องดี เพราะต้องพยายามไม่ให้พรรคการเมืองไปใช้เงินนอกระบบทั้งคนบริจาคเงินและการใช้จ่ายเงิน

จุดแข็งต่างๆ เหล่านี้เราเห็นด้วย ในส่วนของประชาธิปัตย์ไม่ได้ติเรือทั้งโกลน จุดเด่นเราก็บอก แต่ก็มีจุดที่เป็นข้อด้อยในทางปฏิบัติอยู่หลายส่วน ซึ่งได้เสนอความเห็นให้มีการปรับแก้ในหลายส่วน

องอาจ ระบุว่า จุดที่ควรแก้ไขคือการเก็บเงินค่าสมาชิกพรรค สำหรับพรรคที่มีสมาชิกไม่กี่คนก็คงไม่ยุ่งยาก แต่ต้องยอมรับความจริงว่า การเป็นสมาชิกพรรคการเมืองทำให้ตัวเขาเองต้องเสียสิทธิไปเยอะพอสมควร ทั้งไปรับราชการบางที่ก็ไม่ได้ เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอิสระไม่ได้ ในบางสมัยการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองในยุคที่รัฐบาลใช้อำนาจโดยมิชอบ ก็มีการไปสอบสมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ไปกลั่นแกล้งข่มขู่คุกคามค่อนข้างมาก

“ตรงนี้มีอุปสรรคหลายด้านอยู่แล้ว หากไม่มีความคิดเห็นสอดคล้องกับพรรคนั้นจริงๆ ก็คงไม่อยากมีใครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค ประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับการเก็บเงินค่าสมาชิก เราเก็บเงินปีละ 20 บาท เราพยายามบอก กรธ.ว่า แม้เราจะเก็บปีละ 20 บาท มีสมาชิก 2.7 แสนคน แต่เราก็เก็บได้ไม่ถึงแสนคน เขาอยากมีส่วนร่วมแต่ต้องดูลักษณะสังคมไทย”

องอาจ อธิบายว่า ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก พรรคเลยเสนอคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ขอให้มีสมาชิก 2 ประเภท คือ 1.สมาชิกพร้อมจ่ายค่าบำรุงพรรค 2.สมาชิกไม่พร้อมจ่ายค่าบำรุงพรรค โดยสมาชิกไม่จ่ายค่าสมาชิกมีสิทธิร่วมกิจกรรมพรรค แต่ไม่มีส่วนในการกำหนดการตัดสินใจร่วมกับพรรค หรือสิทธิเป็นกรรมการบริหารพรรค หรือพิจารณาผู้สมัคร

อีกประเด็นคือในมาตรา 44 เรื่องการซื้อขายตำแหน่งที่ใช้คำว่า หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคเรียกรับเงินเพื่อการแต่งตั้งบุคคลเข้ารับตำแหน่งต่างๆ แต่กลับคุมแค่นักการเมืองเท่านั้น ทั้งที่รัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้บุคคลที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีได้ และตำแหน่งเหล่านี้มีอำนาจที่จะเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งได้มากกว่าด้วยซ้ำ

อีกประเด็นคือมีการกำหนดว่าเวลามีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรค กับกรรมการบริหารพรรคต้องควบคุมดูแลสมาชิกพรรคไม่ให้ไปทุจริตเลือกตั้ง แต่ในทางปฏิบัติอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ เพราะ ไม่ใช่เรื่องง่ายท่ี่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะไปควบคุมคนที่เป็นสมาชิกพรรคที่มีเป็นล้านๆ คนได้หมด

“แถมยังมีความเป็นไปได้อาจถูกฝ่ายตรงข้ามแอบส่งคนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค เอาเงินมาสมัครสมาชิกพรรคหนึ่งร้อยบาท ซึ่งเราไม่รู้ เพราะคุมยากไปจนถึงระดับสมาชิกเป็นล้านๆ คน ไม่ให้เขาทำผิดอะไร แล้วความผิดยังมากระทบพรรค ซึ่งถ้าผิดแค่ตัวเขาได้ก็ไม่เป็นไร แต่นี่ผิดแล้วกระทบกับพรรค ตรงนี้ กรธ.ควรพิจารณา ว่าปล่อยไปลักษณะนี้อาจเกิดการกลั่นแกล้งกันได้”

องอาจ กล่าวว่า ตรงนี้พรรคจึงเสนอให้แก้ไขเป็นแค่ให้หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคควบคุมดูแลผู้สมัครของพรรค ไม่รวมไปถึงสมาชิกพรรค

นอกจากนี้ ยังมีบางประเด็นที่ทำให้หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าร่าง พ.ร.บ.นี้ทำให้พรรคการเมืองขาดความเป็นอิสระ ส่วนหนึ่งเพราะมีบทลงโทษในความผิดที่กว้าง เช่น มาตรา 23 ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ อย่างน้อยพรรคต้องมีกิจกรรมดังต่อไปนี้ (1) เสริมสร้างให้สมาชิกและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ

หมายความว่านอกจากจะเสริมสร้างให้สมาชิกพรรคแล้ว ยังต้องรวมถึงประชาชนอีกด้าย ถ้าไม่ทำก็จะมีโทษถึงขั้นยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิกรรมการบริหารพรรค ตรงนี้หากเจอคนกลั่นแกล้งก็จะมีปัญหา แต่ก็เชื่อว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม แต่โดยเนื้อหาที่กำหนดถึงประชาชนดูจะกว้างเกินไป

สำหรับประเด็นเรื่องการตั้งสมัครสมาชิก การตั้งสาขาพรรค องอาจ กล่าวว่า เร่ิมต้นหาสมาชิกตามขั้นต้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่มีปัญหามากขึ้นเมื่อรับสมัครสมาชิกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสมาชิกที่พร้อมจะจ่ายเงิน 100 บาท/ปี อย่างน้อยต้องมี 500 คน/สาขา ตามที่กฎหมายกำหนดก็มีปกติ แต่การเพิ่มจำนวนสมาชิกต่อไปก็ต้องทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรค

“ส่วนเรื่องการให้สมาชิกพรรค สาขาพรรค มีส่วนร่วมในการตัดสินใจคัดตัวผู้สมัคร ตรงนี้ไม่มีปัญหาเพราะที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ก็ปฏิบัติเช่นนี้อยู่แล้ว”

ถามว่าคาดหวังกับกฎหมายใหม่ที่ออกมาจะสามารถพลิกโฉมพรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองได้แก้ปัญหาในอดีตได้มากน้อยแค่ไหน องอาจ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขนาดนั้น พรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่สามารถฉีดยาเร่งได้ เราไม่สามารถที่จะมาบอกให้มีอุดมการณ์ทางการเมืองได้

“เราไม่สามารถบอกได้ว่าถ้ามีสมาชิกพรรคการเมือง 2 หมื่นคนใน 4 ปี ถ้าสมาชิกครบ 2 หมื่นคน พรรคการเมืองจะเข้มแข็งได้ มันไม่ใช่ หรือการเก็บเงินค่าบำรุงพรรคปีละ 100 บาท จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองกับพรรคการเมือง หรือจะได้คนที่มีอุดมการณ์

… จริงๆ การเมืองเป็นเรื่องของธรรมชาติ ของมนุษย์ที่เป็นสิทธิทางการเมือง การที่เขาจะมีอุดมการณ์ร่วมกับพรรคการเมือง หรือไม่ร่วม เขาอยากตั้งพรรคหรือไม่อยากตั้งพรรค อยากจ่ายเงินหรือไม่จ่าย เอาแค่สมาชิกพรรคเขาก็ไม่อยากเป็นแล้ว เพราะมีอุปสรรคหลายอย่าง แถมถ้าเป็นสมาชิกแล้วต้องมาจ่ายเงินด้วย เราพอมีฐานะก็อาจจะมองว่าเงิน 100 บาท ดูไม่มาก คุณนึกสภาพคนจนที่รอรับเงินจากรัฐบาล

“เงินไม่ได้มีส่วนส่งเสริม แต่เข้าใจ กรธ. ซึ่งไม่รู้จะคิดหาวิธีไหน แต่ความเห็นผมในทางรัฐศาสตร์ ผมคิดว่าการเมืองต้องปล่อยให้ประชาชนมีสิทธิโดยเสรีที่จะตัดสิน ว่าเขาควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไร โดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องการเงิน เรื่องอื่นๆ เข้ามามีส่วนที่จะเป็นตัวแปรในการตัดสินใจ” องอาจ ระบุ

ประเมินแล้วจากยอดสมาชิกพรรคปัจจุบัน 2.7 ล้านคน หากเข้าสู่ระบบใหม่สมาชิกก็จะลดน้อยลงไป เพราะคนจะเป็นสมาชิกพรรคต้องผูกพันกับพรรคจริงๆ ชอบหัวหน้าพรรค ชอบนโยบายพรรค หรือชอบ สส.ในพื้นที่ ขณะที่คนจำนวนมากก็คงปฏิเสธไม่อยากยุ่งยากกับชีวิต

ยันปลดล็อกการเมือง ไม่สั่นคลอนความมั่นคงรัฐบาล

สัญญาณล่าสุดจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นอกจากไม่มีทีท่าจะปลดล็อกให้พรรคการเมืองออกมาเคลื่อนไหวได้อิสระแล้ว ยังขู่ว่าจะล็อกให้มากขึ้นด้วยซ้ำ เรื่องนี้ องอาจ เห็นว่า คสช.อาจมีความกังวลเรื่องความมั่นคง

“จริงๆ แล้วการปลดล็อกทางการเมืองไม่มีส่วนกระทบความมั่นคง คสช.น่าจะปลดล็อกได้ในหลายส่วนเพราะการทำงานของพรรคการเมืองไม่ได้มีเฉพาะแค่การเลือกตั้ง แต่มีงานอื่นที่ต้องทำอีกเยอะ และไม่เกี่ยวข้องกับผลกระทบความมั่นคง”

องอาจ ยกตัวอย่างเรื่องที่พรรคการเมืองจำเป็นต้องเริ่มทำ เช่น การทำงานด้านนโยบายสาธารณะ ที่จะต้องจัดประชุมเชิญคนมาแสดงความคิดเห็น กลั่นกรอง ทำวิจัยศึกษา หรือทำโฟกัสกรุ๊ป เพื่อกำหนดเป็นนโยบายเสนอประชาชนในช่วงเวลาเลือกตั้ง ตรงนี้ไม่กระทบกับความมั่นคง

“การบริจาคเงินพรรคการเมืองก็ไม่กระทบความมั่นคง การสมัครสมาชิกพรรคก็ไม่กระทบกับความมั่นคง คำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้สามารถปลดล็อกได้ หากส่วนไหนที่คุณคิดว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคง อย่างเรื่องการชุมนุมทางการเมืองของพรรค การเมือง ก็อาจคงไว้ได้”

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทาง คสช.เหมารวมโดยไม่มีการจำแนกแต่ละประเด็น ทำให้ดูเหมือน คสช.ยังไม่เข้าใจว่าพรรคการเมืองทำงานยังไง หรือบางส่วนก็อาจเข้าใจว่าพรรคการเมืองมีเฉพาะการเลือกตั้ง ดังนั้นนี่อีกตั้งเป็นปีกว่าจะมีการเลือกตั้ง พรรคการเมืองจะออกมาเคลื่อนไหวอะไรตอนนี้

“ท่านไม่รู้ว่ากว่าจะมีการเลือกตั้ง ต้องมีการกำหนดตัวบุคคล สั่งสมอุดมการณ์  อุดมการณ์ไม่ได้สั่งสมได้ภายในวันเดียว ต้องทำต่อเนื่องตลอดไป หรือเรื่องนโยบายก็ต้องทำตลอดเพราะพลวัตของสังคมเกิดขึ้นตลอดเวลา เราต้องมีการเคลื่อนไหวตลอด แน่นอนที่สุด การเคลื่อนไหวที่จะกระทบความมั่นคงห้ามไปก่อน แต่ที่ไม่กระทบก็ควรเปิดให้เขา ถ้าดูท่าทีนายกฯ ไม่อยากให้เกิด แถมบอกจะล็อกให้แน่นขึ้นด้วย

“ท่านอาจยังไม่เข้าใจบริบทการทำงานพรรคการเมืองไม่ได้มีแค่การเลือกตั้ง เข้าใจว่าพรรคการเมืองมีไว้เพื่อการเลือกตั้งซึ่งไม่ใช่ ถ้าคิดแบบนั้น จะไปหวังให้พรรคการเมืองเติบโตเป็นสถาบันของประเทศก็เป็นไปไม่ได้อย่างที่ท่านต้องการ”

องอาจ อธิบายเพิ่มว่า ไม่เข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองจะไปสั่นคลอนความมั่นคงตรงไหน หรือกำลังจะไปสั่นคลอนรัฐบาล แต่ปัจจุบัน คนที่สั่นคลอนเขาก็สร้างความสั่นคลอนอยู่แล้ว คนให้สัมภาษณ์ติติงสร้างปัญหาเขาก็ทำปกติอยู่แล้วในช่วงสองปีกว่าที่ผ่านมา

“ตรงนี้ไม่น่าจะกระทบอะไร ยกเว้นจะมีผลกระทบด้านอื่นที่เราไม่ทราบก็อีกเรื่อง รัฐบาลอาจมีข้อมูลมากกว่าเรา แต่จากข้อมูลทั่วไปแล้วเราไม่เห็นว่าปลดล็อกแล้วจะกระทบกับความมั่นคงอย่างไร”

องอาจ กล่าวว่า ในส่วนของประชาธิปัตย์ แม้จะมีการออกกฎกติกาวางระบบใหม่ก็คงไม่ถึงกับต้องยกเครื่องใหม่หมด เพราะบางส่วนก็ทำอยู่แล้ว แต่หลายพรรคที่ไม่เคยทำก็ต้องไปจัดกลไกโครงสร้างให้สอดคล้องกับกฎหมายพรรคการเมือง

“แต่ของเรา กลไกโครงสร้างหลายส่วน เรื่องสาขาพรรค สมาชิกพรรคที่จะเข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคอย่างไร ผ่านช่องทางไหน ได้ถูกกำหนดไว้อยู่แล้ว ซึ่งที่จริงไม่ถึงกับสับสนยุ่งยากแต่ก็มีงานทำมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การวางกฎกติกาใหม่ย่อมทำให้พรรคต้องไปเร่งรัดดำเนินการตามระเบียบให้ถูกต้อง ซึ่งมีหลายเรื่องต้องทำ ทั้งที่เวลานั้นควรจะต้องทุ่มเทไปกับการเตรียมการเลือกตั้งแล้ว ไม่ควรจะต้องไปทำอะไรกับโครงสร้างพรรคการเมืองแล้ว

“ถามว่าเรื่องกฎระเบียบใหม่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนถ่ายย้ายพรรคมากขึ้นหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กฎกติกาไม่น่ามีส่วน ซึ่งจริงๆ แล้วการเปลี่ยนถ่ายย้ายพรรคมีขึ้นเกือบทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง แต่ไม่เชื่อว่ากฎหมายพรรคการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปจะไปมีส่วนเอื้อให้เกิดการย้ายพรรคมากขึ้น”

ส่วนที่วิเคราะห์กันว่าระบบเลือกตั้งใหม่จะเอื้อให้พรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก มีอำนาจต่อรองมากขึ้นจนอาจเป็นปัจจัยช่วยให้เกิดการย้ายพรรคนั้น องอาจ เห็นว่า คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่โยกย้ายกันเท่าไหร่ ไม่ใช่ใช้โอกาสนี้ ที่มีกฎหมายพรรคการเมืองใหม่ย้ายพรรค ซึ่งอาจมีนักการเมืองบางส่วนคิดเรื่องตั้งพรรคขนาดกลางขนาดเล็กบ้าง แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ขึ้นอยู่ที่ผลการเลือกตั้ง

“แต่ในส่วนของประชาธิปัตย์ยังมองไม่เห็นว่าจะได้รับผลกระทบอะไรจากกฎหมายที่ออกมาใหม่หรือรูปแบบการเลือกตั้ง วันนี้ทุกอย่างยังเป็นปกติ” องอาจระบุ

ภารกิจปฏิรูป ผลงานที่ถือว่า “เสียของ”

โค้งสุดท้ายจากนี้ไปจนถึงปลายโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเป็นที่จับตาว่า จะมีเหตุให้สะดุดหรือมีเหตุให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิมหรือไม่ ในมุมมองของ องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่ายังไม่มีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ต้องเดินออกนอกโรดแมป

หนึ่ง ทางรัฐบาลกำหนดวันมาเรียบร้อยและถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญ เช่นกฎหมายลูกต้องเสร็จภายใน 240 วัน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้องพิจารณากฎหมายลูกให้เสร็จภายใน 60 วัน และภายใน 150 วัน ต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ตรงนี้คงเปลี่ยนแปลงได้ยาก

สอง สถานการณ์ด้านความมั่นคงที่จะเป็นอุปสรรคไม่ให้เดินไปตามโรดแมปก็ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าจะเป็นปัญหา รวมทั้งไม่มีสัญญาณอะไรที่ส่อให้เห็นว่าประเทศชาติบ้านเมืองมีผลกระทบด้านความมั่นคง

“ในช่วงการบริหารประเทศที่ไม่ได้อยู่ในระบอบประชาธิปไตยเนื่องมาจากเกิดการรัฐประหารนั้น ทำให้มีข้อจำกัดในหลายด้าน โดยเฉพาะข้อจำกัดที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ เมื่อปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ การเดินไปสู่โรดแมปเลยเป็นสิ่งที่จำเป็นและควรจะเกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ถ้าจำเป็นต้องเลื่อนโรดแมปออกไปแล้วมีเหตุผลคนก็ยอมรับได้ นายกฯ ก็มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 44 อยู่แล้ว ถ้ามีเหตุผลคนก็ยอมรับได้ แต่ปัญหาคือเหตุผลมีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ ถ้ามีเหตุผลเพียงพอ ก็พร้อมจะยอมรับ

องอาจ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่จำเป็นต้องเลื่อนโรดแมปออกไป การเลือกตั้งก็จะต้องเกิดขึ้นตามโรดแมป ซึ่งในส่วนของประชาธิปัตย์ก็ต้องเตรียมพร้อมเท่าที่จะเตรียมตัวได้ เพราะตอนนี้ยังรับสมัครสมาชิกพรรคไม่ได้ รับเงินบริจาคไม่ได้ ประชุมพรรคไม่ได้ มีมติไม่ได้ กติกาต่างๆ ก็ยังไม่มีความชัดเจน ยังไม่รู้ว่าจะมีการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง

นับตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นไปเส้นทางก็จะเดินหน้าไปในเรื่องสำคัญๆ คือ กระบวนการทางการเมืองจะเน้นหนักการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญบังคับไว้

สอง นำไปสู่การเปิดพื้นที่ทางการเมืองมากขึ้น เพื่อนำไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง และสาม เกิดการตื่นตัวและความหวังในสังคมมากขึ้นว่า ประเทศกำลังเดินไปสู่หนทางปกติ คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งเพื่อเป็นตัวแทนของประชาชน

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประเมินว่า ความเห็นที่แตกต่างกันในช่วงพิจารณากฎหมายลูกนี้ไม่น่าจะเป็นปัญหาเพราะโดยพื้นฐานคนก็มีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่แล้ว การเห็นต่างในเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ก็ถือเป็นเรื่องปกติ เราอยู่กับการพิจารณากฎหมายมากมาย เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ กฎหมายฉบับหนึ่งไม่มีใครเห็นเหมือนกันอยู่แล้ว

“ผมว่าไม่วุ่นวายในการพิจารณากฎหมาย อย่าไปคิดว่าความเห็นที่แตกต่างจะเป็นความแตกแยกหรือวุ่นวายเพราะกฎหมายมองได้หลายมุม เราก็ต้องพยายามหามุมที่ถูกต้องเหมาะสมที่สุดในการบัญญัติกฎหมาย ดังนั้นการพิจารณากฎหมายในสภาจึงมีทั้งมีเสียงข้างมากข้างน้อย”

ถามถึงผลงานช่วงผ่านมาของ คสช. องอาจ มองว่า นับตั้งแต่ คสช.เข้ามาได้ทำให้ความวิตกกังวลของพี่น้องประชาชนหายไป โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ตรงนี้เป็นความวิตกกังวลของพี่น้องส่วนหนึ่ง ดังนั้นที่ผ่านมาจึงทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ประเทศสงบมากขึ้น ตรงนี้เป็นจุดเด่นของนายกฯ

“แต่ในส่วนของประชาชนยังรู้สึกว่า มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรากหญ้า ตรงนี้ยังไม่สามารถฝ่าฟันให้ลุล่วงได้ ไปจนถึงเรื่องผลิตผลการเกษตร ตรงนี้ยังเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเชิงจุลภาค มหภาค การเงินการคลัง แม้รัฐบาลจะปรับเปลี่ยนผู้บริหาร ใช้วิธีการต่างๆ แก้ไขปัญหา แต่ประชาชนเองยังไม่รู้สึกว่าสามารถแก้ปัญหาได้”

ส่วนนโยบายลดแลกแจกแถมที่รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณลงพื้นที่ในหลายส่วน ช่วงที่ผ่านมานั้น รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่า คนที่เป็นรัฐบาล เมื่อเศรษฐกิจฟุบรัฐบาลก็มีเครื่องมือที่จะใช้ไม่กี่เครื่องมือ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลก็ตาม

“รัฐบาลก็ใช้เครื่องมืออย่างที่เราเห็น ช็อปช่วยชาติ การใช้จ่ายอัดเงินให้คนจน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ถามว่าจำเป็นไหมก็จำเป็นต้องทำ ถือว่ามีส่วนช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ระดับหนึ่งไม่ให้เศรษฐกิจฟุบไปมากกว่านี้

ทำให้เศรษฐกิจมีการเคลื่อนไหว มีโฟลว์ มีการหมุนเวียน หวังว่าการอัดฉีดจะมีส่วนช่วย  ถามว่าช่วยได้ไหม ก็ช่วยได้ระดับหนึ่งแต่ปัญหาพื้นฐานมีส่วนช่วยได้มากกว่า ตรงนั้นรัฐบาลต้องเข้าไปเร่งทำงานในส่วนนั้นให้มาก”

ส่วนถามว่าจะเป็นนโยบายหาเสียงหรือไม่นั้น องอาจ มองว่า ไม่อยากมองไปไกลอย่างนั้น แต่มองว่านี่เป็นเรื่องของความจำเป็นต้องหาเครื่องมือ เพราะเศรษฐกิจฟุบ หากปล่อยไปอย่างนี้ก็กระทบรัฐบาลและประเทศ โดยรวมใช้เครื่องมือนี้ก็ไม่น่าตำหนิติติงอะไร แต่ได้ผลแก้ปัญหาระยะยาวหรือไม่คงไม่ใช่ แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ระดับหนึ่ง

ทว่าเรื่อง “ปฏิรูป” ที่เป็นเป้าหมายสำคัญของ คสช.นั้น องอาจ ประเมินว่า เรื่องการปฏิรูปยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลยังให้ความสำคัญน้อยเกินไป ทั้งที่รัฐบาลมีอำนาจสำคัญในมือ 3 ส่วน 1.อำนาจสมบูรณ์ 2.บุคลากรที่สมบูรณ์ และ 3.กลไกที่พร้อมจะดำเนินการให้เกิดการปฏิรูป อย่างแม่น้ำ 5 สาย ซึ่งพร้อมจะขับเคลื่อน

“แต่ผลของการปฏิรูปที่ออกมายังน้อยเกินไป ภายใน 2-3 ปี ถ้า คสช.หรือรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในระดับต้นๆ เราน่าจะเห็นผลมากกว่านี้ ตรงนี้ผมว่าเราเห็นผลน้อยเกินไป”

ส่วนโค้งสุดท้ายตามโรดแมปจะเห็นผลการปฏิรูปมากขึ้นหรือไม่นั้น องอาจ อธิบายว่า หากจะเร่งการปฏิรูปจริงๆ คงจะต้องเห็นตั้งแต่ปีแรก หรือปีที่ 2 แล้วแต่ นี่ถ้าวันนี้ยังไม่เห็นโอกาสที่จะเห็นในช่วงหลังจากนี้ก็เป็นไปได้ยาก

อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจได้ว่าการปฏิรูปหลายอย่างสามารถทำได้ทันท่วงที โดยอาศัยอำนาจและบุคลากร แต่หลายอย่างก็ใช้เวลา 2-3 ปี ส่วนตัวคิดว่าควรจะทำอะไรได้มากกว่านี้ ในสถานการณ์ที่รัฐบาลมีอำนาจโดยสมบูรณ์ ครบถ้วน

“ถ้าถามว่าเสียของไหมเรื่องการปฏิรูป ก็ต้องถือว่าเสียของ ตอนนี้ถือว่า คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีแม่น้ำ 5 สาย ดังนั้นถ้าหลังเลือกตั้งแล้วหวังว่า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นหรือไม่ เราก็ต้องมาลองนึกถามตัวเองว่าบ้านเมืองมีอะไรปฏิรูปที่เราเห็นชัดๆ

ทั้งปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปตำรวจ ที่พูดกันมาก เราเห็นหรือไม่ ตอนเข้ามาใหม่ๆ ก็เห็นพูดกันเยอะ รวมไปถึงเรื่องปฏิรูปความเหลื่อมล้ำในสังคม เราถามตัวเองก็ยังนึกไม่ออกหรือเห็นภาพชัดเจนว่ารัฐบาล หรือ คสช.ประสบความสำเร็จเรื่องการปฏิรูป” องอาจ สรุป

 

เปิดใจ “ก้อง-ไก๊” สองพี่น้องมือสเปเชียล เอฟเฟก ผู้สั่นสะเทือนโลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 19:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/470465

เปิดใจ "ก้อง-ไก๊" สองพี่น้องมือสเปเชียล เอฟเฟก ผู้สั่นสะเทือนโลกออนไลน์

โดย..วรรณโชค  ไชยสะอาด

สองพี่น้อง ก้อง-ณัฐภัทร และ ไก๊-โภคิน ตุลาประพฤทธิ์ จับมือกันสร้างเพจเฟซบุ๊ก KoGu Studio เพื่อรวบรวมผลงานด้านสเปเชียล เอฟเฟกเจ๋งๆ ไว้เผยแพร่ให้คนคอเดียวกันที่สนใจ แต่ใครจะเชื่อว่าเพียงแค่ผลงานชิ้นแรกที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้น สามารถเรียกเสียงชื่นชมอย่างถล่มทลายในโลกโซเชียล

คลิปวิดีโอการทำสเปเชียล เอฟเฟก (Special Effect) เลียนแบบภาพยนตร์ชื่อดังเรื่อง “Dr.Strange” มียอดวิวมากกว่า 1 ล้านครั้ง พร้อมกับยอดแชร์อีกว่า 14,000 แชร์

วันนี้สองพี่น้องวัย 16 และ 14 ปี กำลังสร้างชื่อให้ตัวเองในฐานะดาวรุ่งแห่งวงการสเปเชียล เอฟเฟกเมืองไทย

เรียนรู้-ฝึกฝนจากภาพยนตร์

ก้อง-ณัฐภัทร วัย 16 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 โรงเรียนเทพศิรินทร์ ขณะที่ ไก๊-โภคิน ผู้น้องวัย 14 ปี เรียนอยู่ชั้น ม.2 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ความสนใจที่ทั้งสองมีให้กับสเปเชียล เอฟเฟกเกิดจากการรับชมภาพยนตร์ต่างประเทศ

“ผมเริ่มสนใจตั้งแต่อยู่ ป.6 ชอบดูพวกหนังฝรั่งหลายๆเรื่อง รวมทั้งหนังไทยบ้างที่ทำสเปเชียล เอฟเฟคหรือซีจีเจ๋งๆ ของแบบนี้มันทำให้หนังมีความแปลกใหม่ ดูเท่ ไม่ธรรมดา จากนั้นก็ศึกษาวิธีการสร้างผ่านอินเตอร์เน็ต ฝึกฝนพัฒนาการใช้โปรแกรมต่างๆ มาเรื่อยครับ”  ไก๊-โภคิน เล่าด้วยน้ำเสียงสดใส

ชื่อเพจเฟซบุ๊ก KoGu Studio มาจากอักษรนำหน้าชื่อของทั้งสองคน อย่าง KONG และ GUIDE รวมเป็น KoGu (โคกุ) ความตั้งใจแรกคือต้องการเก็บรวบรวมผลงานและนำเสนอให้ผู้ที่ชื่นชอบติดตาม ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการตอบรับในวงกว้างอย่างรวดเร็วเพียงนี้

“เมื่อก่อนทำผมลงยูทูบ ทดสอบโปรแกรมต่างๆ เช่น ลองทำ เอฟเฟกระเบิด  ยานอวกาศ  คลื่นสึนามิ หรือ ซีรีส์เรื่อง เดอะแฟลช เป็นคลิปสั้นๆ โพสต์เล่นๆ เก็บผลงานตัวเอง แต่พี่ก้องมองการณ์ไกลเห็นว่ามันเจ๋งดี เปิดเพจดีกว่า เผื่อมีคนชอบ”

สาเหตุที่สองหนุ่มเลือก แฟนเมด (Fanmade) ภาพยนตร์เรื่อง Dr.Strange  เพราะเห็นว่า มีเทคนิคการถ่ายทำที่สุดยอด โดยเฉพาะการใช้เวทมนต์และพลังจิตต่างๆ เป็นเทคนิคที่แปลกใหม่และไม่เคยปรากฎในภาพยนตร์เรื่องอื่นมาก่อน

“ผมว่ามันเจ๋งมาก แปลกใหม่ น่าสนใจ และเป็นที่พูดถึงทั่วโลก เลยลองหยิบมาทำดูครับ”ไก๊ บอก

เพียงชั่วข้ามคืน “Dr.Strange – VFX Fanmade” กลายเป็นคลิปที่โด่งดัง ถูกแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะเมื่อเหล่าผู้ชมทราบว่าผู้ผลิตนั้นมีอายุเพียงแค่ 14 และ 16 ปีเท่านั้น

“งานนี้ผมทำกันประมาณ 1 สัปดาห์ ทำเรื่อยๆในเวลาว่าง ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเสร็จเมื่อไหร่ ถามว่ายากไหม ก็ยากในระดับหนึ่งเพราะต้องดึงเทคนิคจากของฝรั่งหลายๆคลิป ผสมผสานกับเทคนิคของเรา ทำเสร็จโพสต์ไปตอนประมาณสองทุ่ม เช้ามาก็ตกใจครับ เพราะตั้งใจทำงานเฉยๆ ขอแค่มีคนเห็น มีคนมาถูกใจชื่นชมเล็กๆ น้อยๆ ก็พอแล้ว แต่ที่ได้กลับมาไม่คิดเลย วันนั้นไปถึงโรงเรียน เพื่อนๆก็แซว ไก๊มึงดังแล้วโว้ย ผมก็ฮาๆ ขำๆ

ใส่ใจทุกรายละเอียด…หัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ 

กระแสชื่นชมอันล้นหลามเป็นเหมือนแรงผลักดันให้พวกเขาสร้างสรรค์ผลงานยอดเยี่ยมต่อไป ก้อง-ไก๊ บอกว่าความยากของสเปเชียล เอฟเฟกอยู่ที่ความสมจริง ต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดของการสร้างงาน รวมทั้งต้องมีความความอดทนสูงในการฝึกฝนอย่างหนัก

“ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้หมดแหละ แต่ทำได้ดี ยอดเยี่ยมไหมนั่นอีกเรื่อง ความยากอยู่ที่ความสมจริง ความเนียน และความสวยงาม ต้องใส่ใจทุกรายละเอียด องค์ประกอบต่างๆ แสง สี เสียง บางครั้งซีจี อาจจะไม่เนียนมาก แต่ถ้าจัดองค์ประกอบดี งานก็ออกมาสมจริงได้ อย่างการสร้างระเบิด แสงรอบด้านมันต้องสอดคล้องกัน ต้องไปหาภาพจริงมาดูและศึกษาว่ามันเป็นอย่างไร หรืออย่าง Dr.Strange เอฟเฟกในฉากที่ผมทำวิญญาณออกจากร่าง มันอาจจะไม่ได้ยาก แต่ซับซ้อน และต้องใช้ความอดทนสูง แต่ละอย่างขึ้นอยู่กับรายละเอียด” 

เมื่อถามถึงวิธีการพัฒนาตัวเอง ทั้งคู่บอกตรงกันว่า เรียนรู้จากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะภาพยนตร์ให้มากที่สุด ก่อนจะฝึกฝน ทดลอง เลียนแบบ และผสมผสานเทคนิคต่างๆของตัวเองเข้าไป

“ฝึกได้เท่าที่มีครับ อย่างฝรั่งบางทีเขาใช้โปรแกรมที่แอ็ดวานซ์กว่าเรา มีค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่ผมใช้ After effect  ซึ่งก็พยายามพัฒนาศึกษากันไป ทั้งจากหนัง โฆษณา ซีรีย์ รวมทั้งผลงานของรุ่นพี่เก่งๆ ในเมืองไทยอย่าง นิพันธ์ จ้าวเจริญพร , บอล-พงษกร บุญปิยวงศ์เเละไอเดีย-ดนุช งามศิริพร จาก OVERACT ครับ”  ไก๊บอก และออกตัวว่า เป้าหมายวันนี้ ยังไม่ได้ชัดเจนถึงขนาดมองการสร้างงานด้านสเปเชียล เอฟเฟก เป็นอาชีพในอนาคต เอาแค่เก่งพอไปวัดไปวาได้ในระดับหนึ่งก็พอแล้ว

ขณะที่ก้อง บอกว่า จะพยายามศึกษาภาพยนตร์ให้มากขึ้น ไม่มองเพียงแค่ความสนุก แต่ลงลึกไปถึงรายละเอียด ก่อนนำมาปรับใช้หรือผสมผสานกับเทคนิคของตัวเองให้ผลงานออกมายอดเยี่ยม

ผลงานคนไทย…ไปไม่ถึงเพราะคนดูไม่ผลักดัน

“การตลาด ความต้องการ และรสนิยมของคนดู สะท้อนผลผลิตงานภาพยนตร์ที่เราเห็นในเมืองไทย ผมว่าคนไทยหลายคนเก่งมาก มีฝีมือ แต่การพัฒนาอยู่ที่การตลาดด้วย ในเมืองไทยส่วนใหญ่เน้นตลก มีน้อยมากที่เน้น สเปเชียล เอฟเฟก  วิชวลเอฟเฟก และซีจี เพราะต้นทุนสูง ทำออกมาแล้วคนไม่ดู ไม่ถูกรสนิยมก็ขาดทุน นายทุนก็ไม่กล้าลงทุนทำต่อ”  ไก๊ พูดถึงวงการผลิตภาพยนตร์เมืองไทย

ความแตกต่างในวงการอุตสาหกรรมหนังเมืองไทยและเมืองนอก นอกจากรสนิยมการดูภาพยนตร์ การผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการแล้ว ค่าตอบแทนและรายได้ของอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ ยังส่งผลต่อผลงานที่นำเสนอออกมาด้วย

“ฝรั่งเขาสนับสนุนมากให้เงินเดือนค่าตอบแทนอาชีพเหล่านี้สูง ให้ระยะเวลาในการสร้างงานเต็มที่ ส่งผลให้งานออกมาดี คนดูชอบและสร้างรายได้มหาศาล เขาก็กล้าลงทุนต่อ อย่างบ้านเรา ละครหรือภาพยนตร์ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ บางทีผมก็เข้าใจในส่วนเรื่องงบประมาณ ทุน ระยะเวลา ผมก็เลยไม่อยากวิจารณ์ เพราะเชื่อว่าทุกคนมีฝีมือหมด ถ้ามีงบ ทุน ระยะเวลาสนับสนุนมากกว่านี้”

นอกจากความสำเร็จผ่านเสียงชื่นชม สิ่งที่ทั้งสองผิดหวังเล็กน้อยคือการถูกเพจเฟซบุ๊กบางแห่งดูดคลิปวิดีโอไปโพสต์ใหม่ในหน้าเพจตัวเอง โดยมองว่าพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้ผู้ผลิตไม่ได้รับผลประโยชน์เต็มที่โดยตรง

“คนสร้างงานก็ผิดหวังและอยู่ยากครับ เจอแบบนี้ บางคนไม่ให้เครดิต บางคนให้จริง แต่ไม่ใส่ลิ้ง กลับไปที่ต้นทาง ทำให้เราเสียประโยชน์จากที่ควรจะได้ไป”

ทั้งหมดนี้คือความคิดของมือสเปเชียล เอฟเฟกดาวรุ่งวัย 16 และ 14 ปีที่่น่าจับตามองของวงการ ผู้สั่นสะเทือนโลกออนไลน์ด้วยยอดผู้ติดตามในเฟซบุ๊กกว่า 3 หมื่นคน ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 3 วัน ทั้งคู่รับปากอย่างมั่นใจว่า จะนำเสนอผลงานน่าสนใจออกมาเรื่อยๆ ต่อไป

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fkogustudio%2Fvideos%2F576093039248294%2F&show_text=0&width=560

ที่มา https://www.facebook.com/kogustudio/videos/576093039248294/

 

 

 

 

“จับพระธัมมชโยตอนนี้เสี่ยงปะทะ ต้องรอเวลาเหมาะสม” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 ธันวาคม 2559 เวลา 16:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/470435

"จับพระธัมมชโยตอนนี้เสี่ยงปะทะ ต้องรอเวลาเหมาะสม" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

สังคมจับตามองแทบไม่กะพริบ…

สำหรับปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกาย เพื่อจับกุมพระเทพญานมหามุนี หรือพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ตามหมายจับข้อหาสมคบฟอกเงิน ฉ้อโกง รับของโจร และคดีบุกรุกพื้นที่ป่าสร้างศูนย์ปฏิบัติธรรมในพื้นที่จ.นครราชสีมา และจ.เลย

ฝั่งเจ้าหน้าที่ระดมกำลังกว่า 2,000 นาย รอวันดีเดย์ ด้านวัดพระธรรมกายก็ปรากฎศิษยานุศิษย์นับพันชีวิตเข้าไปนั่งปักหลักสวดมนต์ เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุไม่คาดฝัน

 

ในมุมมองอดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส กล่าวว่า การจับกุมพระธัมมชโยครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องหมูๆ

“สมัยก่อน เวลาผมจับบ่อน ก็จะขอหมายค้นจากศาลทีเดียวเลยว่า จะค้นวันนี้ เวลาเท่านี้ จนกว่าจะเสร็จสิ้นการตรวจค้น พูดง่ายๆว่ายาวไปเลยกี่วันก็ได้ แต่อันนี้ได้ยินมาว่าหมายค้นระบุวันที่ 13-16 ธ.ค.2559 จบจากนั้นก็ค้นไม่ได้แล้ว ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่ชุดนี้เขาทำงานกันยังไง โอเคทีนี้พอได้หมายจับมาแล้ว การจับกุมก็ต้องมียุทธวิธี เพราะเขาไม่ให้จับง่ายๆ มีมวลชนจำนวนมากนั่งสวดมนต์ กันไม่ให้เข้า เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดีเอสไอ หรือคนที่คุมตำรวจอย่างพล.อ.ประวิตร หรือพล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องประเมินว่า สมควรไหมที่จะเข้าจับกุมภายในวันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ เพราะคดีนี้มันมีอายุความ 15 ปี

ถ้าไม่จับตอนนี้้ ผมก็เห็นว่าไม่น่าจะเสียหายอะไร รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมดีกว่า ถ้าเข้าไปตอนนี้มันเสี่ยงต่อการปะทะต่อสู้กันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับศิษยานุศิษย์ ที่สำคัญก็ยังไม่รู้แน่ชัดด้วยว่า พระธัมมชโยอยู่ไหม ถ้าสุดท้ายปรากฎว่าพระธัมมชโยไม่อยู่วัด แบบนี้ผู้ใหญ่ที่สั่งให้จับกุมจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกจากหน้าที่ไหม”

 

 

ขณะเดียวกัน การจะเข้าตรวจค้นจับกุม เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งผู้ครอบครองสถานที่ให้ทราบหมายศาลว่า ได้ขอหมายศาลมาเพื่อตรวจค้นสถานที่ใดบ้าง โดยไม่จำเป็นต้องประกาศให้สาธารณชนได้รับรู้

“ถึงจะค้น ผมก็ว่ายาก เพราะเห็นเจ้าหน้าที่ระดมกำลังไปกว่า 2 พันนาย ตามกฎหมายบอกว่าผู้ที่จะต้องทำการตรวจค้นต้องแสดงความบริสุุทธิ์ให้กับผู้ครอบครองสถานที่ทราบว่าขอบเขตแค่ไหน เช่น ศาลอาจอนุมัติให้พล.ต.อ.ศรีวราห์ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ กับพวก คำว่ากับพวกนี่ใครบ้าง สมมติผมเป็นผู้ครอบครองสถานที่เป็นผู้ดูแลวัด คุณจะเข้ามาค้นเหรอ ใครบ้างล่ะ คำว่ากับพวกนี่ผมไม่เข้าใจ มากันเท่าไหร่ 100 นาย 200 นาย หรือ 2,000 นาย ถ้าจะเข้ามา 2,000 มีใครบ้าง เอาชื่อ เอารูปถ่ายมา คนไม่เกี่ยวข้องผมไม่ให้เข้า

อย่างข้อหารับของโจร เอ้า แล้วเอาเจ้าหน้าที่กรมที่ดินเข้ามาทำไม เจ้าหน้าที่กรมชลประทานเข้ามาทำไม ผู้สื่อข่าวมาทำไม ผมไม่ให้เข้า ถ้าคุณไม่แสดงความบริสุทธิ์ในการเข้าตรวจค้น เดี๋ยวคุณก็ยัดไส้ผม ยัดยาเสพติดผมจะทำยังไง ในห้องน้ำห้องส้วม เอากระสุนนัดเดียวไปยัด ผมก็แย่สิ ฉะนั้นผมต้องค้นคุณก่อน คุณก็ต้องโปร่งใส แล้วลองคิดดูว่า 2,000 คนมันต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ วันเดียวจะเสร็จไหม คิดว่าง่ายๆเหรอ ฉะนั้นขอเรียนตรงๆว่าการเข้าตรวจค้นจับกุมครั้งนี้มันไม่ใช่หมูๆ”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวต่อว่า กรณีการแจ้งความดำเนินคดีกับพระราชภาวนาจารย์ หรือพระทัตตชีโว รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ข้อหาให้ที่พักพิงผู้ต้องหานั้นขัดต่อกฎหมาย

“เพราะยังจับผู้ต้องหาไม่ได้เลย ยังไม่รู้เลยว่าผู้ต้องหาอยู่ในวัดไหม แล้วจะไปจับเข้าได้ไง อีกอย่างถึงจับผู้ต้องหาได้ พระทัตตชีโวก็ไม่ผิดข้อหาให้ที่พักพิง เพราะพระธัมมชโยอยู่ในวัดพระธรรมกายอยู่แล้ว กรณีให้ที่พักพิงหมายถึงบุคคลภายนอกหลบเข้ามาอยู่ในบ้าน แล้วเราช่วยซ่อนตัวไว้ แบบนี้ต่างหากถึงมีความผิด”

 

 

ถามว่า ถ้าคดีนี้เกิดในสมัยที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ดำรงตำแหน่งผบ.ตร. มีอำนาจเต็มมือ จะดำเนินการอย่างไร

“ผมจะประเมินก่อนว่า ผ่านมาหลายเดือนแล้วนะ ตกลงพระธัมมชโยอยู่หรือไม่อยู่ที่วัด ถ้าผมบุ่มบ่ามเอาตำรวจ 15 กองร้อยเข้าไปแล้วบังเอิญไม่อยู่ ผมลาออกเลยนะ ขายขี้หน้า โทษฐานไม่ยอมตรวจสอบให้ชัดเจน แล้วทำยังไงถึงจะได้ตัว และไม่ให้เสียหน้า ไม่ให้คนบาดเจ็บล้มตาย เอาตัวมาอย่างเรียบร้อย ผมจะประสานผู้ครอบครองวัดว่าจะขอเข้าไปพบพระธัมมชโยเพื่อแจ้งข้อกล่าวหา โดยเอาผู้เกี่ยวข้องจริงๆไป เช่น อัยการผู้รับผิดชอบการสั่งฟ้อง พร้อมแพทย์ เพื่อไปดูว่าท่านอาพาธจริงไหม ถ้าท่านอยู่ก็ให้หมอตรวจเลย แล้วถ้าท่านต้องให้ออกซิเจนอยู่ เคลื่อนไหวไม่ได้ ก็ต้องถามว่ามันสมควรจะเอาตัวไปตอนนั้นไหม ตายไประหว่างทางใครจะรับผิดชอบ ก็สอบปากคำกัน สำคัญคือเราต้องไปขอพบก่อน ไปดูข้อเท็จจริงก่อน ถ้าท่านยอมไปก็ง่าย ถ้าท่านไม่ยอมไปก็ลุยเต็มที่”

ถามว่า ในฐานะอดีตมือปราบผู้มีประสบการณ์ด้านการสืบสวน คิดว่าพระธัมมชโยยังอยู่ในวัดพระธรรมกายไหม

“ผมไม่เคยไปวัดพระธรรมกาย แต่พรรคพวกเล่าให้ฟังว่าวัดพระธรรมกายใหญ่มาก หายังไงก็ไม่พบหรอก ผมถามต่อว่าแล้วถ้าตำรวจไปค้นจะเจอไหม เขาบอกไม่มีทางเจอหรอก ผมถามทำไมไม่เจอ เขาบอกว่าก็เหมือนดูหนังจีน เข้าไปหลง งง หาไม่เจอ เจ้าหน้าที่ที่จะเข้าไปต้องระมัดระวัง นี่ไม่ใช่จับผู้ร้ายธรรมดา จับบ่อนจับซ่อง แต่มันมีมวลชนจำนวนมาก ผู้น้อยไม่รู้อิโหน่อิเหน่เจอผู้ใหญ่สั่ง เดี๋ยวจะเดือดร้อน ฉะนั้นต้องรอบคอบ ตรวจสอบให้แน่ชัด อย่าบุ่มบ่าม”

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ทิ้งท้ายว่า ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐต้องหาวิธีการเหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้ผู้ต้องหามา

“กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ว่าต้องเอาตัวมาวันนั้นวันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ กฎหมายมีอายุความอยู่ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ”อดีตผบ.ตร.กล่าว

 

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPosttoday%2Fvideos%2F10154988431334835%2F&show_text=0&width=400

สองพี่น้อง ผู้ปั้น “อาฟเตอร์ ยู”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 ธันวาคม 2559 เวลา 19:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/470128

สองพี่น้อง ผู้ปั้น "อาฟเตอร์ ยู"

โดย…ประลองยุทธ ผงงอย

ร้านขนมหวาน “อาฟเตอร์ ยู” ถือกำเนิดมานานนับ 9 ปีแล้ว และมีหลายสาขา แต่ลูกค้าก็ยังต่อคิวยาวเพื่อรอซื้อ มาวันนี้ อาฟเตอร์ ยู กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยผู้ก่อตั้งคือ 2 ลูกพี่ ลูกน้อง ที่มีความชอบเหมือนกันคือ “ชอบขายของ” และมีความฝันเดียวคือมีกิจการเป็นของตัวเอง

เมย์ “กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ” วัย 34 ปี รองกรรมการผู้จัดการ ชอบทำและรับประทานขนมหวาน แต่ไม่มีร้านที่ต้องการ ในช่วงเรียน ม.5 ปิ๊งไอเดียอยากทำร้านขนมหวานในแบบที่ชอบ หรือเป็นแบบ “อาฟเตอร์ ยู” ในวันนี้ แต่ในยุคนั้นร้านเบเกอรี่จะขายเป็นชิ้นๆ แห้งๆ เห็นโอกาสว่ายังมีขนมที่สามารถทำความอร่อยสุดๆ ขึ้นไปอีก โดยการรับประทานคู่กับไอศกรีมหรือราดซอสเพิ่มทั้งแบบร้อนหรือเย็น เรียกรวมว่า “ขนมหวาน”

รูปแบบที่เปิดขายให้ลูกค้าได้แบบทั้งวัน ในช่วงที่จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ ภาคภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีแผนจะเรียนต่อด้านอาหารต่างประเทศ แต่ไม่ได้เรียน กลัวคนอื่นจะแย่งไอเดียร้านขนมที่คิดไว้ จึงไปขอพ่อว่าต้องการจะเปิดร้านขนม แต่พ่อห้ามไว้แนะนำให้มาทำร้านอาหารทะเลแทน

แต่ก่อนที่จะได้มาทำร้านอาหารทะเลเพราะพื้นฐานของครอบครัวมีธุรกิจผลิตและส่งออกอาหารทะเล เมื่อพ่อรู้ว่าลูกสาวอยากทำร้านอาหารจึงเกิดไอเดียว่าสามารถต่อยอดทำเป็นธุรกิจค้าปลีกเป็นแบรนด์ในประเทศได้ และพ่อเห็นว่าเป็นธุรกิจที่อยู่ในสายตาและช่วยดูแลได้ จึงร่วมกับ “แม่ทัพ ต.สุวรรณ” และผู้ถือหุ้นอีกรายเปิดร้านอาหารทะเลเป็นธุรกิจแรกบนชั้น 5 ศูนย์การค้ามาบุญครอง แม้เมย์ไม่ชอบอาหารทะเลและยังแพ้หอยด้วย แต่ในการทำงานอาศัยพื้นฐานที่ชอบขายของ ในตอนนั้นขาดประสบการณ์ในการทำงานธุรกิจจึงไปได้ไม่ดี

มองว่าใช้เงินลงทุนที่พ่อให้ไปทำธุรกิจหลายล้านบาท จึงต้องหาวิธีนำเงินกลับมาใช้คืนให้กับเจ้าของเงินให้ได้ และของที่มียังไม่ได้ปล่อยออกมาคือไอเดียร้านขนมหวานที่ชัดเจนมากอยู่ในหัว จึงถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่โดยปรึกษาพี่ชาย “แม่ทัพ” ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร

ในที่สุดจึงตัดสินใจปิดร้านอาหารซีฟู้ดลง คิดว่าเงินส่วนต่างที่จะต้องใส่เข้ามาใหม่เพื่อแก้ปัญหานั้น ควรนำมาใช้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบคือเปิด “ร้านขนมหวาน” ตามที่เคยตั้งใจไว้ โดยจะเป็นคนหาหุ้นส่วนหรือวิธีของตัวเอง เริ่มจากร้านขนาดเล็กลงทุนไม่สูงมากจนเกิด “ร้านอาฟเตอร์ ยู” สาขาแรก วันที่ 1 ต.ค. 2550 โดยมีพี่ชาย “แม่ทัพ” เข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งอีกครั้ง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ร่วมกับเมย์ และมีเพื่อนๆ ที่เข้ามาร่วมหุ้นด้วยเล็กน้อย

ตอนนั้นมีความคิดว่าอำนาจในการบริหารต้องอยู่ที่ตัวเองกับแม่ทัพที่คุยกันและจบได้ในเรื่องงาน เพราะการทำร้านอาหารสอนให้รู้ว่าการมีคนมีสิทธิออกเสียงที่มากเกินไปสุดท้ายจะทำอะไรไม่ได้เลย

กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ

ช่วงที่เริ่มต้นเปิดร้านไม่มั่นใจว่าจะสำเร็จ แต่ถ้าทำอะไรที่คนอื่นทำกันอยู่แล้ว โอกาสที่จะดังยาก แต่ถ้าทำอะไรใหม่ที่ไม่มีใครทำ คือมี 2 แบบ คือ ดังไปเลยหรือเจ๊งไปเลย ซึ่งเจ๊งไม่กลัว เพราะเคยผ่านการล้มเหลวกับธุรกิจร้านอาหารมาแล้ว

ถ้าทำร้านขนมแล้วดีจะดัง จึงเป็นช่องทางไปมากกว่าและมีความต้องการของกลุ่มคนที่ต้องการกินขนมหวานในแบบเปิดแบบที่ตัวเองชอบ สามารถออกจากบ้านเลือกไปกินช่วงเวลาไหนก็ได้ ตอนนั้นไม่มีร้านแบบนี้ จึงคิดว่ามีโอกาสไปได้ เมนูสร้างชื่อคือ “Shibuya honey toast” เกิดจากการไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นและได้ชิมขนมชนิดนี้ จึงกลับมาคิดออกแบบพัฒนาสูตรและรสชาติให้ถูกปากคนไทย ใช้เวลาทำอยู่หลายรอบ แต่ได้ผลงานที่ยังไม่พอใจจึงพับเก็บทำเมนูอื่นๆ ออกมาขายก่อน

จนกระทั่งคุณแม่ไปนำเนยจากต่างประเทศมาให้ จึงทดลองผสมทำสูตรใหม่ จนค้นพบสูตร “Shibuya honey toast” รวมเวลาทดลองค้นหาสูตรนี้อยู่ราว 1 ปี และถือเป็นเมนูขายดีติดท็อปอันดับ 1 ของร้านติดต่อกันยาวนานถึง 7 ปี จากทั้งหมดที่มี 9 เมนู จนออกเมนูน้ำแข็งไส “คากิโคริ” มาช่วยแชร์ยอดขายขึ้นมาไม่แพ้กัน

ความชอบที่มาทำคิดค้นพัฒนาสูตรขนมหวานทั้งที่ไม่มีความรู้และไม่เคยผ่านการเรียนทำอาหาร เกิดจากวัยเด็กที่ได้ฝึกฝนทดลองผิดถูกด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยที่ฝึกทำเยอะ ฝึกทำจากการดูรายการทำอาหารของต่างประเทศดูซ้ำไปเรื่อยๆ จนจำได้และเข้าถึงศัพท์ในการทำขนม ใช้เวลาอยู่ในครัวเกือบทุกวัน 3-5 ชั่วโมง/วัน เพื่อหาสูตร จนรู้ตัวอีกทีคือทำขนมได้แล้วปรับรสชาติเองตามความชอบ ความชอบทำขนมเกิดคู่กับการเป็นเจ้าของธุรกิจพร้อมกัน เพราะในความเป็นจริงไม่สามารถชอบขนมแต่ไม่ชอบทำธุรกิจได้ เนื่องจากมองว่าการทำขนมให้เพื่อนกินแล้วชอบทำได้ไม่ยาก เพราะทำในสิ่งที่เพื่อนชอบกินอยู่แล้วจากข้อมูลที่รู้

นอกจากนี้ยังมีทุกรายละเอียดในการทำขนมที่ต้องให้ความสำคัญทั้งคัดเลือกวัตถุดิบและใส่ใจกระบวนการทำเพื่อให้ทุกเมนูออกมาสมบูรณ์แบบให้ลูกค้าได้รับประทานในรสชาติที่ต้องการ แต่ก็มีบางเมนูที่คิดมาแล้วไม่ได้รับความนิยม แต่เป็นการสร้างความแปลกใหม่ในร้าน

“ลูกค้าต้องรอคิวนานเพื่อกินขนม อาฟเตอร์ ยู ด้วยความเป็นคนที่ชอบความสมบูรณ์แบบ ยอมช้าเสียเวลา หากทำออกมาไม่ได้มาตรฐานจะทิ้งแล้วทำใหม่เพื่อให้เมนูนั้นสมบูรณ์แบบที่สุด บวกกับลูกค้าที่มามากขึ้น”

อีกความฝันคือ การไปเปิดร้านอาฟเตอร์ ยู ในต่างประเทศ ทำขนมใส่แพ็กเกจคล้ายกับขนมของกูลิโกะหรือลอตเต้ ซึ่งเป็นขนมที่ชอบ

แม่ทัพ ต.สุวรรณ

“หมิง” แม่ทัพ ต.สุวรรณ วัย 42 ปี กรรมการผู้จัดการ เล่าว่าจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารนั้น เพราะต้องการเปลี่ยนจากการช่วยธุรกิจสำนักพิมพ์ของครอบครัวคือ บริษัท พรีมา พับบลิชชิง ที่เริ่มธุรกิจนี้ปี 2547 เมื่อธุรกิจเดินไปได้และสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว ต้องการทำอะไรที่เป็นไอเดียของตัวเองมากขึ้น

ครอบครัวทำการค้ามาตลอดคือ “บริษัท สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช” มีความเข้าใจในเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็กจึงต้องการสร้างธุรกิจของตัวเอง แต่ไม่มีผลิตภัณฑ์ ตอนนั้นครอบครัวของเมย์ ที่เป็นญาติ เพราะแม่เป็นพี่สาวของพ่อเมย์ ทำธุรกิจอาหารแช่แข็งมีติ่มซำคุณภาพดีมาก จึงต้องการทำธุรกิจบริการส่งถึงที่ (เดลิเวอรี่เซอร์วิส)

จึงนำเสนอแผนงานกับน้า (พ่อของเมย์) ว่าต้องการซื้อผลิตภัณฑ์จากโรงงานมาทำ น้ามีความคิดว่าต้องการนำผลิตภัณฑ์อาหารทะเลของโรงงานมาต่อยอดทำธุรกิจร้านอาหารทะเลถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ตัวเองได้เริ่มทำงานร่วมกับเมย์เป็นครั้งแรก โดยใช้เวลาเตรียมตัวประมาณ 1 ปีก่อนเปิดร้าน แต่ทำธุรกิจไปได้ไม่ถึงปี ด้วยความที่มีประสบการณ์น้อยจึงเกิดข้อผิดพลาดจนต้องปิดตัวลง

จุดเริ่มต้นของอาฟเตอร์ ยู ไม่คาดหวังว่าผู้บริโภคจะรับไอเดียหรือคอนเซ็ปต์ร้านแบบนี้ แต่มั่นใจวิธีการทำงานของตัวเอง และมั่นใจในจุดแข็งของเมย์ ทำให้การทำงานเต็มที่และมีไอเดียไม่ซ้ำใคร จุดที่ทำให้มั่นใจในตัวเมย์เกิดจากร้านอาหารทะเลที่เมย์เข้ามาดูแลในเรื่องของเมนู ได้เห็นการทำงานของเมย์เมื่อทดลอง ปรับปรุง พัฒนาอะไรออกมา ผลลัพธ์หรือไอเดียที่คิดออกมามีเหตุผล ชิมแล้วมีรสชาติอร่อย มีวิธีการจัดการปัญหาในรูปแบบของตัวเอง และในเครือญาติพี่น้องกับเมย์ถือว่ามีความคุ้นเคยกันตั้งแต่ยังเด็กจึงไม่ต้องปรับตัวมาก

เมย์มีหน้าที่ดูแลการคิดค้นเมนู การทดลองสินค้าใหม่และด้านการตลาด วิธีการนำเสนอคอนเซ็ปต์สินค้า ตัวร้านและคอนเซ็ปต์ใหม่ ส่วนแม่ทัพดูแลงานที่เหลือทั้งหมดตั้งแต่การบริหารจัดการธุรกิจ การเงิน และอื่นๆ ทั้งหมด

สาขาแรกของอาฟเตอร์ ยู ที่เกิดขึ้นในซอยทองหล่อและเป็นร้านขนมหวานรูปแบบนี้แห่งแรกในไทย ใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีถึงจุดคุ้มทุนทำกำไรได้ดี องค์ความรู้ที่นำมาใช้บริหารอาฟเตอร์ ยู เกิดจากประสบการณ์การทำงานที่หล่อหลอมจากทั้งธุรกิจครอบครัวที่เคยช่วยดูแลงานของไทยวัฒนาพานิช 2 ปี จากนั้นจึงมาร่วมเปิดสำนักพิมพ์กับพี่สาวคือ พรีมา พับบลิชชิง แต่ก่อนหน้านั้นจบปริญญาตรีที่สหรัฐ 2 ใบ คือ ออกแบบสถาปัตยกรรมภายในและบริหารธุรกิจ และปริญญาโท สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำงานอยู่ที่นิวยอร์ก 3 ปี ก่อนกลับมาช่วยงานครอบครัว

การทำงานที่สหรัฐได้เรียนรู้การทำงานออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในโรงงาน มีหน้าที่คล้ายกับผู้จัดการโครงการ เป็นจุดเริ่มต้นของงานบริหาร ทำให้เรียนรู้การทำงานแบบจริงจังมืออาชีพแบบฝรั่ง เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาสามารถนำมาใช้ที่อาฟเตอร์ ยู รวมถึงการออกแบบร้านด้วย

ในปีที่ 3 ของอาฟเตอร์ ยู ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตมีตลาดจริง วัดจากการตอบรับที่ดี ความต้องการที่ไม่เคยตก แม้กระทั่งมีคนนำไอเดียไปเปิดร้านในรูปแบบที่คล้ายกัน จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ จึงมีโอกาสขยายธุรกิจนี้ให้เติบโตต่อไปได้สำเร็จ อาฟเตอร์ ยู คือ ความเป็นตัวตนของแบรนด์ ทั้งผลิตภัณฑ์ รสนิยมในการออกแบบตกแต่งร้าน และวิธีการทำการตลาดที่ไม่ลดแลกแจกแถม

ทีมงานที่ดี

“กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ” ให้มุมมองว่าความสำเร็จของอาฟเตอร์ ยู เกิดจากการหลอมรวมที่ดีระหว่างเธอและ “แม่ทัพ ต.สุวรรณ” จนเกิดทีม ที่สามารถทำงานเข้าขากัน รวมถึงทีมงานที่ดี ซึ่งส่วนใหญ่มาจากทีมงานร้านอาหารทะเลร้านแรกที่ปิดตัวไป

พ่อของเธอ “วิวัฒน์ กนกวัฒนาวรรณ” ให้อิสระในการเลือกเส้นทางแม้จะมีธุรกิจของครอบครัว แต่ให้ลูกออกมาทดลองทำธุรกิจ ออกมาสร้างแบรนด์ทำร้านอาหารของตัวเอง ที่สินค้าสามารถบวกราคาได้มากกว่าการผลิตเพื่อขายเดิม ซึ่งคุณพ่อจะสนับสนุน รวมทั้งแนะนำองค์ความรู้ในธุรกิจถ่ายทอดมาให้ มีความเข้าใจภาพในโลกของธุรกิจมากขึ้น

หากอยากรู้อะไรเข้าไปขอคำแนะนำได้ตลอด เมื่อถามว่าวิธีการจะรักษาความเป็นอาฟเตอร์ ยู ให้เข้าคิว รอรับประทานขนมของร้าน เธอตอบว่า คือการรักษามาตรฐานของอาฟเตอร์ ยู ที่ยังคงความเป็น “โฮมเมด” และมีของใหม่ตลอดเวลา ปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงโดยยังคงรักษาความเป็นตัวตนไว้ เพราะลูกค้าเก่ายังชอบความเป็นอาฟเตอร์ ยู ซึ่งจะคิดเมนูใหม่ตลอดเวลา หรือ 1 เดือน/เมนู เพื่อสต๊อกไว้รอปล่อย แต่ทำออกมาขายจริงจะมีเฉลี่ย 6-8 เมนู/ปี

สำหรับสิ่งใหม่ที่อยากทำ ปิ๊งไอเดียเมนูใหม่ในหัวตลอดเวลา สิ่งที่อยากทำในอนาคตคือมีขนมที่สามารถวางขายได้ทั่วไปเหมือนกลุ่มกูลิโกะหรือลอตเต้ ที่สามารถรับประทานได้ตลอด ไม่ต้องมารับประทานเฉพาะที่ร้าน

เมย์เป็นคนเข้าถึงง่าย หรือเธอนิยามว่าเป็นแบบ “โฮมเมด” เหมือนกับขนมที่ทำถ่ายทอดออกมาผ่านแบรนด์อาฟเตอร์ ยู ได้ชัดเจน อยู่แบบนิ่งทำให้อยู่ได้นานกว่า ถ้าทำอะไรตามแฟชั่นจะอยู่ได้ไม่นาน เพราะต้องตามตลอด

หากให้ย้อนเวลากลับไปได้ เมย์ก็จะเรียนทำอาหารอย่างแน่นอนเพราะจะช่วยให้เมนูขนมหวานที่ทำออกมาดียิ่งขึ้นไป หรือมีของให้เล่นมากขึ้น แต่ด้วยจังหวะชีวิตตอนนั้นทำให้ไม่ได้เรียน แม้จะหาข้อมูลสถานที่เรียนทำอาหารไว้แล้วทั้งในอังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐ บวกกับเป็นคนชอบใช้ชีวิตในไทย แต่ชอบไปเที่ยวต่างประเทศจึงเลือกเรียนบริหารธุรกิจ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีครึ่งเพื่อจบใช้เวลาน้อยกว่าการเรียนมหาวิทยาลัยทั่วไป

ข้อดีของการไม่ได้เรียนทำอาหารจึงไม่มีกำแพงมากั้นว่าอะไรผิดหรือถูก มีอิสระในการทดลองทำสิ่งใหม่ ที่ในตำราทำขนมสอนว่าไม่ควรทำ แต่กล้าที่จะทำจนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ขึ้นมา ส่วนการทำงานร่วมกันระหว่างลูกพี่ลูกน้องทั้งคู่มีการทะเลาะกันทุกวันเป็นเรื่องธรรมดาในการทำงาน แต่จะไม่ปล่อยให้ข้ามวัน โดยสุดท้ายต้องมองอะไรที่คล้ายกันก่อนเพื่อผลประโยชน์ของทั้งคู่ จากวันเริ่มต้นถึงวันนี้ไม่เคยมีวันไหนที่ท้อจนอยากเลิก

แต่มีวันหนักที่สุดคือวันเริ่มต้น 1-2 เดือนที่ต้องลุ้น เพราะเคยผ่านความล้มเหลวกับการทำร้านอาหารและเป็นการปล่อยของครั้งแรกที่สะสมมาตั้งแต่เด็ก ปรัชญาการทำงานคือ เริ่มจากการทำในสิ่งที่ชอบและท้าทาย สิ่งนั้นจะไม่มีวันหมดอายุ สามารถคิดทำสิ่งใหม่ได้ตลอดแม้ว่าจะมีคนเลียนแบบ

แม้จะถูกมองว่าเป็นศิลปินสูง เธอบอกว่าเฉพาะการทำขนมเท่านั้น แต่มีความคิดตรรกะของคนทำธุรกิจด้วย เพราะการจะทำร้านขนมให้สำเร็จได้ต้องมีความเป็นนักธุรกิจในตัวสูงกว่าความเป็นอาร์ติสต์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ “แม่ทัพ” มีด้วยเหมือนกัน สิ่งที่ได้เรียนมาในรั้วมหาวิทยาลัยถือว่านำมาใช้ในการทำธุรกิจของร้านได้อย่างดี เพราะจะให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติ ให้วิเคราะห์กรณีศึกษาธุรกิจต่างๆ ของบริษัทขนาดใหญ่มาให้ทำ ส่งผลให้ต้องฝึกการคิดวิเคราะห์ตลอดเวลา สามารถนำมาใช้ในการทำธุรกิจโดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นได้อย่างดีทั้งความเป็นไปได้ทางธุรกิจและการตลาด

 

การนำอาฟเตอร์ ยู เข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เกิดจากพ่อที่ให้ความสำคัญกับเครดิตที่ดีขึ้น รวมถึงระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐานขึ้น เป็นการสร้างรากฐานที่ดีของธุรกิจ รวมถึงแม่และยายที่สนับสนุนความสำเร็จ อีกทั้งซึมซับมุมมองการทำธุรกิจตลอดตั้งแต่การสนทนาหลักของครอบครัวที่พ่อและแม่มักนำเรื่องมาคุยกัน

แม่ทัพ เล่าว่า เริ่มต้นแนวคิดที่จะนำอาฟเตอร์ ยู เข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ประมาณ 4 ปีที่ผ่านมา หลังจากเห็นและมั่นใจว่าตลาดมีโอกาสเติบโต และสามารถทำได้ดี ภาพของอาฟเตอร์ ยู ก่อนหรือเข้าการทำงานยังคงเดิม แต่เป้าหมายชัดเจนขึ้น เพราะก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ทำไม่ได้ตามเป้าหมายอาจไม่มีผลอะไร แต่เมื่อเข้าไปแล้วต้องทำให้ได้หรือใกล้เป้าหมายเพราะเป็นคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้

ความฝันสูงสุดต่อไปของอาฟเตอร์ ยู คือการเปิดสาขาไปทั่วโลก เพราะไอเดียจากจุดเริ่มเล็กๆ สามารถเติบโต และทำให้คนทั่วโลกได้รับความสุขจากการทำงานถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่

ปรัชญาการทำงานคือ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เพราะการทำงานใหญ่ แต่เกิดจากการทำงานเล็กๆ ให้ละเอียดหลายส่วนให้สมบูรณ์แล้วนำมาประกอบกันจนเกิดงานใหญ่ เปรียบเป็นการต่อจิ๊กซอว์ อีกจุดสำคัญที่ทำให้คิดว่าประสบความสำเร็จในการทำงานคือ เวลาเห็นลูกค้าที่มาใช้บริการเดินออกจากร้านด้วยความสุขและมีรอยยิ้มกลับไป

 

ผ่าภารกิจเปลี่ยนผ่านประเทศ ทั้งหมดต้องมาจบที่ สนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 ธันวาคม 2559 เวลา 11:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/469739

ผ่าภารกิจเปลี่ยนผ่านประเทศ ทั้งหมดต้องมาจบที่ สนช.

โดย…ธนพล บางยี่ขัน, ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ย้อนกลับไปเมื่อกลางปีราวเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาเป็นภาวะที่แม่น้ำ 5 สายอยู่ในบรรยากาศแห่งความตึงเครียดมากที่สุดก็ว่าได้ หลังจากลุ้นผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงกันตัวโก่ง

แต่เมื่อผลการออกเสียงประชามติเป็นอย่างที่แม่น้ำ 5 สายตั้งความหวัง ส่งผลให้แม่น้ำทุกสายเดินหน้าใส่เกียร์ห้าอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เร่งจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ เพื่อพาประเทศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุดได้จัดทำเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการไปแล้วหนึ่งฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะด่านสุดท้ายที่ต้องให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ก็วางแผนการทำงานไว้ล่วงหน้าพอสมควรเช่นกัน แม้ว่าการทำงานของ สนช.ที่ว่าด้วยการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจะเริ่มได้ตามกฎหมายจะต้องรอให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ก็ตาม

ในโอกาสนี้ “โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสสนทนากับ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช. คนที่ 1 และประธานคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคนสำคัญในการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้ออกมาเนี้ยบมากที่สุด

สุรชัย เริ่มการพูดคุยด้วยการยืนยันว่าหัวใจของการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คือ การถอดบทเรียนในอดีตที่ผ่านมาเพื่อพิจารณาว่าในอดีตมีปัญหาอะไรบ้าง จากนั้นจะต้องมาช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ประเทศเกิดปัญหาแบบนั้นอีก

“เรื่องการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับ ขณะนี้เป็นภารกิจหลักของคณะกรรมาธิการสามัญฯ ที่เข้ามารับภารกิจต่อเนื่อง เพราะได้ทำหน้าที่รวบรวมความคิดเห็นมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยเราประชุมกันต่อเนื่องทุกสัปดาห์

“ภารกิจได้แบ่งออกเป็นส่วนๆ ดังนี้ ส่วนที่หนึ่ง ติดตามเก็บข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่ามีหลักคิดอย่างไรในการยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ และกระแสตอบรับจากภาคประชาสังคมแต่ละประเด็นที่ กรธ.เผยแพร่ออกมานั้นมีประเด็นปัญหาความคิดเห็นอย่างไร ทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง เพื่อเก็บข้อมูลมาเป็นวัตถุดิบรอไว้เมื่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญถูกส่งมาที่ สนช. เราจะได้มีประเด็นต่างๆ ครบถ้วนว่าควรมีส่วนใดที่ต้องปรับแก้เพื่อให้สอดคล้องกับความเห็นกับภาคประชาสังคม

ส่วนที่สอง รวบรวมกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 10 ฉบับที่เคยออกในเมื่อครั้งมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เพื่อให้คณะกรรมาธิการสามัญฯ ทำความเข้าใจไปพลางก่อนว่าในยุคสมัย พ.ศ. 2550 ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับกำหนดกติกาไว้อย่างไรบ้าง เพื่อเอาไว้ใช้ศึกษาเปรียบเทียบ

ส่วนที่สามที่เราได้ทำไป คือ การเริ่มพิจารณาลงรายละเอียดในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับแรก ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเริ่มศึกษาแล้ว โดยเอาจากร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพิจารณา เช่น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ส่งมาจาก กกต. หรือเอา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตั้งและดูว่าประเด็นที่สังคมวิจารณ์กันมาก เช่น เรื่องการเก็บค่าสมาชิกพรรคการเมือง การเซตซีโร่พรรคการเมือง ก็ได้ให้คณะกรรมาธิการสามัญฯ หารือกันไปพลางก่อน

“ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. ไม่ค่อยมีประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง เพราะกติกาส่วนใหญ่จะยุติตามบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนกติกาเลือกตั้งอย่างไร กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ต้องเป็นไปตามนั้น เช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว.”

สนช.มีอำนาจแก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญได้ขนาดไหน หลังจากเริ่มมีบางฝ่ายออกมาระบุว่า สนช.มีอำนาจปรับแก้เนื้อหาที่ส่งมาจาก กรธ.ได้อย่างจำกัด? สุรชัย ตอบว่า “เออ…เรื่องนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งแล้ว เป็นส่วนที่ว่าด้วยขั้นตอนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ กรธ.ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมาให้ สนช. กระบวนการขั้นตอนการพิจารณาในวาระที่ 1 2 และ 3 ก็เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม สนช. อย่างไรก็ตามเวลานี้ สนช.มีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างข้อบังคับการประชุม สนช.ฉบับใหม่ เพื่อรองรับภารกิจการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ และให้กระบวนการทำงานของ สนช.สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จะมีประกาศใช้ในอนาคต

“ในข้อบังคับการประชุม สนช.ฉบับใหม่มีประเด็นหนึ่งที่เรากำลังพิจารณาและยังไม่ได้ข้อยุติ คือ ขั้นตอนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยกำลังพิจารณาว่าจะเปิดโอกาสให้มีสัดส่วนของผู้ที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ มามีส่วนร่วมกับ สนช.ตั้งแต่ขั้นตอนการพิจารณาในคณะกรรมาธิการวิสามัญของ สนช.เลย เพื่อจะได้ลดข้อถกเถียงหรือความแตกต่างก่อนที่จะลงมติขั้นตอนสุดท้ายในวาระที่ 3

“ขณะนี้เรากำลังพิจารณาว่าจะให้สัดส่วนแก่บุคคลภายนอกประมาณ 1 ใน 5 จาก กมธ.ทั้งหมด 30-35 คน ซึ่งในสัดส่วน 1 ใน 5 ประกอบด้วย กรธ. สปท. (สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) ในฐานะที่ดูเรื่องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเราก็อยากได้แนวคิดของท่าน จึงอยากให้ สปท.ส่งตัวแทนมาอยู่ในคณะ กมธ.ของ สนช.ด้วย รวมทั้งศาลหรือองค์กรอิสระต่างๆ ที่เป็นเจ้าของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ ในฐานะที่ท่านต้องเป็นคนไปปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่ สนช.คิดว่ามีความรู้และความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เช่น อาจเชิญอดีตประธาน ป.ป.ช.มาร่วมพิจารณาด้วย เป็นต้น อันนี้ตกผลึกแน่นอนแล้วว่าเราให้ที่นั่งท่านแน่ๆ แต่ที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา คือ จะให้สัดส่วนที่นั่งเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมกับจำนวน สนช.

“ตามรัฐธรรมนูญเมื่อ สนช.เห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใดก็สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้เลย แต่ถ้ามีการแก้ไขเนื้อหาและนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 11 คน ระหว่าง สนช. กรธ. องค์กรอิสระ ผลโหวตของคณะกรรมาธิการร่วมเป็นอย่างไรก็ส่งกลับมาที่ สนช. ถ้า สนช.เห็นด้วยก็จบ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แต่หาก สนช.จะไม่เห็นด้วย รัฐธรรมนูญกำหนดให้ สนช.ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่า 2 ใน 3 จากจำนวน สนช.ทั้งหมด

“ทั้งหมดนี้จะเป็นการตอบคำถามว่า สนช.ยังมีอำนาจแก้ไขได้นะ ถ้าคณะกรรมาธิการร่วม เห็นด้วยก็เป็นอันยุติ แต่ถ้าคณะกรรมาธิการร่วม ไม่เห็นด้วยก็ต้องทำความเห็นกลับมายัง สนช.อีก ซึ่งจะเป็นสิทธิของ สนช.ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ โดยใช้เสียงตัดสินในสัดส่วน 2 ใน 3 อย่างไรก็ตามทั้งหมดต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 60 วัน”

เท่ากับว่าที่สุดแล้ว สนช.ยังคงเป็นคนชี้ขาดตัวจริง และเวลาชี้ขาดในแต่ละประเด็นจะเอาอะไรเป็นตัวตั้ง เพราะแต่ละประเด็นทั้ง กรธ. สนช. และภาคประชาชนก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมาก? รองประธาน สนช.เปิดเผยว่า “ในใจผมส่วนตัวขณะนี้มีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว คือ 1.แนวทางไหนที่เป็นประโยชน์กับประเทศมากที่สุด 2.เราต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ถูกกำหนดกรอบหรือเจตนารมณ์ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

“ในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดไว้เลยว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างน้อยต้องประกอบด้วยเนื้อหา 10 ประการ 1 ใน 10 ประการ คือ ถ้าพูดถึงกฎหมายเกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตจะต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการทุจริต หรือถ้าพูดถึงกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ก็ต้องมีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตเลือกตั้ง

“ดังนั้น เราก็ดูว่าความเห็นไหนเถียงกัน ความเห็นไหนที่จะสอดรับและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในเรื่องนั้นได้ดีกว่ากัน แต่ถ้าทุกๆ แนวทางเป็นประโยชน์และมีประสิทธิภาพทั้งสิ้น เราก็จะดูว่าแนวทางไหนที่มันไปกระทบกระเทือนหลักเดิมน้อยที่สุด”

ภาพหนึ่งที่หลายฝ่ายเห็นมาตลอด คือ ความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง กรธ.กับ สนช. ซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่แนวความคิดของ สนช.ที่ต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภาเลือก แต่ กรธ.ปฏิเสธเรื่อยมาจนถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เริ่มมีเมฆหมอกที่ทั้งสองฝ่ายจะวิวาทะกันอีกรอบ

ในประเด็นนี้ สุรชัย ตอบอย่างอารมณ์ดีว่า “ไม่รู้เหมือนกัน คุณมองเองหรือเปล่า แต่ว่าก็มีความเป็นไปได้ที่ความคิดเห็นจะแตกต่างกัน เพราะอย่าลืมนะว่าฝั่ง สนช.มีตั้ง 250 คน และเราก็ไปควบคุมความคิดของสมาชิกทั้ง 250 คนไม่ได้ และในบรรดา 250 คน ท่านก็ได้รับข้อมูลความรู้มาจากแหล่งต่างๆ

“ผมคิดว่าการมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเป็นเรื่องดีที่จะสะท้อนให้ประชาชนได้เห็นว่าเราทำงานไม่ได้ซูเอี๋ยหรือสมยอมกัน และไม่ได้ทำงานภายใต้ใบสั่งของใคร กรธ.ทั้ง 21 ท่านก็มีความคิดอย่างหนึ่งท่านก็ว่าไป สนช.มีความคิดเหมือนหรือต่างกันอย่างไรก็ว่าไป

“แต่สุดท้ายความคิดเห็นทั้งหมดจะต้องมาหลอมกันในเวทีของที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้ได้กติกาใหม่ที่จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศมากที่สุด เราจะได้ไม่ต้องวนกลับไปในเรื่องเดิมๆ แต่บางเรื่องบางราวในมุมมองของ สนช.ก็ต้องถอดบทเรียนมาดูว่าในทางปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมมากที่สุด”สุรชัย ทิ้งท้าย

จัดสรรประโยชน์ให้ลงตัว หัวใจสู่ความสำเร็จ

“ท่านรองสุรชัย” เป็นชื่อที่สมาชิก สนช.ในสภาต่างใช้เรียกรองประธาน สนช.ท่านนี้เวลาเจอหน้าค่าตากัน ซึ่งถ้าพลิกประวัติศาสตร์ทางการเมืองในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะพบว่ามีชื่อของ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” ถูกบันทึกเอาไว้ด้วย

กล่าวคือ ในปี 2550 เข้ามาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ผ่านประชามติ จากนั้นเข้ามาเป็น สว.สรรหา เชี่ยวชาญงานด้านนิติบัญญัติจนได้รับความไว้วางใจจากวุฒิสภาให้ทำหน้าที่รองประธานวุฒิสภา

ปรากฏว่าการเป็นรองประธานวุฒิสภาของสุรชัยถูกจับจ้องจากหลายฝ่ายเป็นอย่างมาก เนื่องจากในช่วงปี 2557 ก่อนจะเกิดการรัฐประหาร เวลานั้นสุรชัยเป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติเพียงคนเดียวที่สามารถทำหน้าที่ได้ หลังจากเวลานั้นมีการประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ประธานวุฒิสภาขณะนั้นก็ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดจนต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

เมื่อเหลือเพียงสุรชัยทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติคนเดียว จึงได้เข้ามาเป็นแกนนำในการรวบรวมผู้นำหลายภาคส่วนมาร่วมปรึกษาหาทางออกให้กับประเทศ แต่ภารกิจยังไม่ทันเสร็จสิ้นเท่าไหร่ ทหารก็ตัดสินใจรัฐประหารในเวลาต่อมา

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ สุรชัยจึงยืนยันว่าการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะประสบความสำเร็จได้ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องนำบทเรียนที่ผ่านมามาพิจารณาและวิเคราะห์ร่วมกันหาทางออก

“การร่างรัฐธรรมนูญในอดีตมีความต่างกันกับปัจจุบันบ้าง อย่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไม่ได้มีกติกาว่าพอรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือสภาร่างรัฐธรรมนูญสมัยนั้นต้องทำกฎหมายลูก แต่มอบหมายให้เป็นหน้าที่องค์กรที่เกี่ยวข้องเวลานั้นดำเนินการ ทว่าน่าเสียดายมีกฎหมายบางฉบับดำเนินการไม่เสร็จภายในเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ตรงนี้แหละถึงได้มีการถอดบทเรียนจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ออกมา และกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าให้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญดำเนินการให้เสร็จเลย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก”

สุรชัย มองถึงการที่หลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่า “ส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นความขัดแย้งอะไรนะ แต่ผมมองว่าเป็นความคิดเห็นที่แตกต่างกันเท่านั้น จากสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการแสดงออกของผู้มีส่วนได้เสียในกฎหมายแต่ละฉบับมากกว่า ฝ่ายการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองหรือนักการเมืองก็จะให้ความสนใจไปที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กกต.ก็จะดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ กกต.

“อันนี้มันก็เป็นการสะท้อนบริบททางการเมืองว่าการเมืองก็เป็นเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ เมื่อใดที่ผลประโยชน์แต่ละฝ่ายลงตัว ความขัดแย้งก็จะไม่มีหรือมีน้อย แต่เมื่อใดที่ไม่ลงตัว แน่นอนว่าทุกคนก็จะสะท้อนความคิดเห็นที่แตกต่างออกมา และดูประหนึ่งว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้ง แต่ผมมองว่าเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย

“สุดท้ายมันเป็นเพียงว่าจะทำอย่างไรให้ผลประโยชน์ทุกฝ่ายลงตัวและนำไปสู่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างเช่นเรื่องของการเซตซีโร่องค์กรอิสระหรือไม่ ก็คงไม่ใช่ไปดูว่าคัดค้านการเซตซีโร่เพียงเพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่ต้องดูต่อไปว่าไปกระทบกระเทือนสิทธิของคนที่มีสิทธิอยู่เดิมหรือไม่ ขัดกับหลักกฎหมายพื้นฐานหรือขัดต่อหลักนิติธรรมหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่

“ท่านได้ทำหน้าที่ได้ดีถูกต้องและสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือเจตนารมณ์หรือไม่ ที่ปรับเรื่องคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ให้สูงขึ้นเขามีวัตถุประสงค์อะไร ถ้าคนที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายเดิมแต่ไม่ได้ตามคุณสมบัตินั้น ถ้าอยู่แล้วจะเป็นความเสียหายต่อภารกิจบ้านเมืองหรือไม่ อันนี้คือรายละเอียดที่เราต้องนำมาพิจารณาและชั่งน้ำหนักทั้งหมด ยืนยันว่า สนช.จะดูแลให้ดีที่สุด และไม่ให้เป็นปัญหากับบ้านเมืองต่อไปในอนาคต”สุรชัย ระบุ

“2560” ปีสำคัญโรดแมป “สะสางทุกอย่าง-ไม่ทิ้งใต้พรม”

นอกเหนือไปจากภารกิจเกี่ยวกับการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดแล้ว สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยังมีภารกิจเพื่อชาติสำคัญที่ต้องทำอีกหลายประการ ซึ่งในมุมมองของ “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” รองประธาน สนช.คนที่ 1 คิดว่ามีอีก 2-3 เรื่อง โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศโดยเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กับการพาประเทศไปสู่การเลือกตั้ง

รองประธาน สนช.คนที่ 1 เริ่มสกัดภารกิจของ สนช.ที่ต้องลงมือทำในปี 2560 ว่า “ปีหน้าจะเป็นโรดแมปช่วงระยะสุดท้ายที่สำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านประเทศอย่างมาก ตั้งแต่ภารกิจเรื่องการเร่งรัดต้องให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับ ถ้ากฎหมาย 4 ฉบับมีผลใช้บังคับแล้ว จะนำไปสู่การกำหนดการเลือกตั้งภายใน 150 วันตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด อันนี้เป็นภารกิจและเป้าหมายหลักที่เราต้องขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้นให้ได้

“ขณะเดียวกัน ภารกิจของ สนช.ไม่ได้มีเพียงแค่การนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านเพื่อไปสู่การเลือกตั้งและจัดตั้งสภาและรัฐบาลชุดใหม่เท่านั้น แต่ภารกิจที่พวกเราจะต้องไม่ลืม ซึ่งบางส่วนอาจจะลืมเลือนๆ ไปแล้ว เพราะมุ่งไปสู่การเลือกตั้ง คือ ภารกิจในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไป

“การปฏิรูปประเทศเป็นกระแสเรียกร้องของสังคมก่อนที่จะเกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2557 อันนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่ สนช.ต้องขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ตั้งแต่เรื่องของการจัดทำกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทั้งหมดมีกรอบระยะเวลาในรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว สนช.จะต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่องพวกนี้ เพื่อวางกรอบและกติกาให้กับประเทศว่าหลังจากการเปลี่ยนผ่านและหลังจากแม่น้ำ 5 สายถอนตัวออกไปแล้ว และผู้รับผิดชอบบ้านเมืองชุดใหม่เข้ามาแล้ว

“พวกท่านจะต้องทำภารกิจสองอย่างควบคู่กันไปเช่นเดียวกัน คือ ภารกิจการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องกับภารกิจใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์และนโยบายใหม่ของรัฐบาลชุดใหม่ แต่ปัญหาที่สะสมอยู่ในบ้านเมืองมันจะดันกลับไปซุกใต้พรมเหมือนเดิมอีกไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เรากังวลและเราก็พยายามที่จะทำให้ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้รับการแก้ไขผ่านกลไกต่างๆ ที่จะออกมาเป็นกฎหมายในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอีกหนึ่งภารกิจของ สนช.ที่จะต้องทำควบคู่กันไป

“เราตั้งความหวังไว้อย่างนั้นนะ ผมก็อยากเห็นบ้านเมืองได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังเสียทีในช่วงสมัยนี้ เราจะได้ไม่ต้องมาย้อนรอยและไม่ต้องมาพูดกันตลอดอีกว่า ทำไมวัฏจักรการเมืองไทยมันถึงได้ซ้ำซากอยู่อย่างนี้ แต่ถ้าเรายังปฏิบัติตัวแบบเดิมๆ มันก็ต้องซ้ำซากแบบเดิมอีก ความขัดแย้งมันก็ยังอยู่ แต่หากทุกฝ่ายยอมรับที่จะปรับตัวเองโดยมีจุดหมายร่วมกัน คือ เพื่อประเทศชาติและประชาชน ทุกอย่างก็จะดีขึ้นนะ

“นอกจากนี้ยังมีกฎหมายที่อยู่ในบัญชีเป้าหมายของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้เป็นบัญชีระดับเร่งรัดอยู่ 45 ฉบับที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติขอให้ สนช.ช่วยเร่งรัดเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากนั้นยังมีกฎหมายที่ค้างอยู่ในบัญชีของรัฐบาลอีกรวมแล้วประมาณมากกว่า 100 ฉบับ ทั้งหมดนี้เป็นภารกิจที่สามที่เราตั้งเป้าว่าก่อนที่ สนช.จะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไป สนช.จะต้องสะสางงานพวกนี้ให้เสร็จภายในห้วงเวลาที่เหลืออยู่”

อย่างไรก็ตาม เรื่องการสร้างความปรองดองเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่รองประธาน สนช.คนที่ 1 คิดว่าเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาร่วมกันเพื่อให้เกิดการแก้ไขที่ถูกทิศทาง

“มันขึ้นอยู่กับปัจจัยสองถึงสามปัจจัย ถ้าทุกคนมีความเข้าใจต่อแนวคิดในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านประเทศว่าผู้ที่รับผิดชอบบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้ ก็มีจุดยืนชัดเจนในการที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เรามาช่วยกันในการฟื้นฟูประชาธิปไตย ส่วนไหนที่ยังอ่อนแอและที่ยังมีความเห็นที่แตกต่าง ก็มาช่วยกันด้วยการหลอมรวมเอาทุกๆ ความคิดมาขับเคลื่อนประเทศชาติไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้

“ตรงนี้มันจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความไม่เข้าใจกันมันลดลงไปได้ หรือกลายมาเป็นความเข้าใจที่ตรงกัน ความปรองดองมันจะเกิดขึ้นได้เอง อีกปัจจัย คือ การกระทำของรัฐบาลเอง ก็จะต้องมีจุดยืนหรือมีแนวทางในการปฏิบัติกับทุกๆ ฝ่ายภายใต้บทกฎหมายที่เสมอภาคกัน แนวทางที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การใช้กฎหมายเป็นแนวทางในการดำเนินการกับทุกๆ ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม โดยให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเหมือนกันทั้งหมด ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้เห็นถึงการไม่เลือกปฏิบัติ

“สุดท้ายขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลในการที่จะหยิบมาเลือกใช้หรือไม่หยิบมาเลือกใช้ คือ เรื่องของการที่จะนำวิธีการใดวิธีการหนึ่งเข้ามาแก้ไขปัญหาความไม่ปรองดอง ถ้ายังคงมีหลงเหลืออยู่ ประเด็นสำคัญ คือ เราทุกฝ่ายจะต้องไม่เอาการเมืองนำเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา ก็คือที่ผ่านมาจะไปยึดติดกับการเมืองของแต่ละค่ายความคิดเป็นหลักโดยลืมเรื่องของหลักการสำคัญของประเทศ ลืมเรื่องของความมั่นคงของประเทศ อันนี้มันจะทำให้การขับเคลื่อนประเทศไปสู่สังคมสงบสุข และสังคมที่มีความปรองดอง ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่จะถูกบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มันจะไม่บรรลุวัตถุประสงค์

“แต่ถ้าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน หลอมความคิดเข้าด้วยกัน และอะไรที่เคยเป็นความคิดต่างด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองหรืออุดมการณ์ทางความคิดที่เราอาจไปกอดความคิดหรืออุดมการณ์นั้นแน่นจนเกินไป ก็คลายตัวลงมาระดับหนึ่ง และก็หลอมความคิดไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้มันก็จะคลี่คลายไปได้”

สุดท้ายรองประธาน สนช.เชื่อว่าการทำงานในช่วงสุดท้ายของโรดแมปจะเป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่มีปัจจัยใดๆ ที่เข้ามาสร้างปัญหาจนทำให้การทำงานตามโรดแมปล่มลงกลางคัน แต่เหนืออื่นใดทุกอย่างต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วยการปรับปรุงตัวเองเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

“ขณะนี้ผมยังมองไม่เห็นนะว่าจะมีอะไรมาทำให้โรดแมปสะดุด เว้นแต่ปัญหาความไม่สงบ ปัญหาความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความวุ่นวายของบ้านเมือง ถ้าทุกอย่างเดินไปในสภาวะแบบนี้ ทุกฝ่ายยอมรับกฎและกติกาชุดใหม่ และปรับตัวเองมาแข่งขันกันภายใต้กติกาใหม่ภายใต้ระบบการเลือกตั้งที่เราหวังว่าจะให้เป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม เปลี่ยนแนวคิดแนวทางที่เคยยึดและมาสู่แนวทางร่วมกันตามเข็มทิศที่แม่น้ำ 5 สายได้พยายามวางไว้ ผมก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีอะไรเป็นปัญหาและอุปสรรค” รองประธาน สนช.สรุป

 

“อย่าใจร้อนไม่งั้นจะเป็นเหมือนผม”อุทาหรณ์จากความขาดสติ ดีเจเก่ง-ภัทรศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 ธันวาคม 2559 เวลา 19:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/469161

"อย่าใจร้อนไม่งั้นจะเป็นเหมือนผม"อุทาหรณ์จากความขาดสติ ดีเจเก่ง-ภัทรศักดิ์

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เที่ยงตรง ณ ศาลา 4 วัดบัวขวัญ จ.นนทบุรี ชายหญิงสี่ห้าคนแต่งชุดดำไว้ทุกข์นั่งล้อมวงกินข้าวกันเงียบๆ ภายในศาลาประดับประดาพวงหรีดดอกไม้ ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา หุ่นสมาร์ท พร้อมเพื่อนอีกคน ช่วยกันยกโลงศพขึ้นไปตั้งไว้ด้วยความระมัดระวัง สีหน้าสงบเสงี่ยม เสร็จแล้วจึงเดินลงมาทักทายด้วยรอยยิ้มบางๆ

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นปี 2559 คนไทยทั้งประเทศยังคงจำกันได้กับชายที่ชื่อ  ดีเจเก่ง-ภัทรศักดิ์ เทียมประเสริฐ อดีตดีเจคลื่นวิทยุชื่อดัง ผู้ก่อเหตุถอยรถกระบะชนคู่กรณีหลังกระทบกระทั่งกัน เนื่องจากขับรถเบียดกันไปเบียดกันมา บริเวณถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กทม.

คลิปสั้นๆที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ทำให้ “ดีเจเก่ง เกียร์R” ถูกสังคมประณามถล่มจมดิน ถูกยึดรถพร้อมใบขับขี่ ถูกดำเนินคดีข้อหาหนัก ทั้งยังต้องตกงาน แยกทางกับภรรยา เรียกว่าชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือชั่วข้ามคืน

วันนี้ ผ่านไปกว่า 11 เดือน หลังกระแสข่าวสร่างซาลง เขาตัดสินใจออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนอีกครั้ง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ และต้องการนำประสบการณ์ความผิดพลาดของตัวเองมาเป็นอุทาหรณ์ให้แก่สังคม

ช่วยเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์วันนั้นอีกครั้ง

วันเกิดเหตุ ผมกำลังจะเอาเครื่องเสียงของคลื่นวิทยุที่เป็นดีเจอยู่ไปซ่อม แล้วกะว่าจะไปเยี่ยมอาจารย์ที่ศูนย์ฝึกอาชีพดินแดง เพราะผมเคยเรียนตัดผมกับแก ตัดผมให้คนที่ไม่มีเงินฟรีมาหลายปีแล้ว

ตอนนั้นขับรถไปถึงช่วงเลี้ยวเข้าถนนมิตรไมตรี เจอรถติด ผมก็ขับต่อๆแถวกันไป พอถึงช่วงทางโค้ง ก็สังเกตเห็นรถยาริสสีแดงคันหนึ่งเปิดเลนใหม่ ซึ่งช่องทางนั้นเป็นเลนสวน พูดง่ายๆคือ เขาพยายามจะเข้ามาแทรก ผมรู้สึกว่ามันไม่ถูกกฎจราจร เลยไม่ยอมให้เข้า หลังจากนั้นก็เกิดการเบียดกันไปเบียดกันมา ผมก็ไม่ยอมอยู่แล้ว เพราะขับมาในเลนตัวเอง พอเข้าไม่ได้ เขาก็มาต่อท้ายผม จากนั้นจากภาพที่ปรากฎในกล้องวงจรปิดของกทม.คือ คนขับยาริสสีแดงเปิดประตู วิ่งลงมาทุบกระจกประตูรถผม 1 ครั้ง

ทุบแรงมาก ถ้าไม่ติดฟิล์มกระจกคงแตกแน่ๆ ผมนึกในใจ —ใหญ่มาจากไหนวะเนี่ย รถผมก็เหมือนบ้าน ใครมาทุบบ้านเราเราก็ไม่ยอม แต่ผมยังไม่กล้าลง เพราะไม่แน่ใจว่าเขาเอาอะไรลงมาด้วยรึเปล่า ก็กลัวอันตรายเหมือนกัน

หลังจากนั้นเขาก็วิ่งไปที่รถ ผมก็ใจคอไม่ดี พอเขาขึ้นรถ ผมก็ถอยรถโดยไม่ได้หันไปมอง ถอยชนรถเขาไป 1 ที แล้วฉีกออกซ้าย เพราะคิดว่าขืนอยู่ไปไม่ปลอดภัยแน่ ปรากฎว่าเขาขับตามมา กล้องวงจรปิดของกทม.เห็นเลยว่า ท้ายรถยาริสกระตุก ซึ่งถ้าเหยียบเบรค ไฟเบรคจะขึ้น แต่นี่ไฟเบรคไม่ขึ้น แต่ท้ายรถกระตุก นั่นแสดงว่าโดนอะไรอยู่ข้างหน้า นั่นก็คือ รถผม เขาชนท้ายรถผม ผมโดนทั้งเบียด โดนทั้งทุบรถ โดนทั้งชนท้าย ผมก็ไม่ไหว ขาดสติ โมโหจัด เลยถอยไปชนเขา 2 ที

จะบอกว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันมีมากกว่าที่เห็นในคลิป

ใช่ครับ ภาพที่เห็นในคลิปนั้นตอนท้ายๆแล้ว

ผมยอมรับว่าขาดสติ ผมถือประแจลงเพื่อป้องกันตัว เพราะผมไม่รู้ว่าเขาพกอะไรมาบ้าง ผมรู้สึกไม่ปลอดภัยเลยคว้าประแจที่อยู่ประตูฝั่งขวาลงมา ตอนนั้นในมือผมยังคุยโทรศัพท์กับตำรวจอยู่เลย ผมโทรไปแจ้ง 191 ว่าเกิดเหตุขึ้น ตำรวจถึงได้มา ในคลิปที่ผมตะโกนว่า”จะทำไมๆ” นั่นคือผมขู่เขา ถ้าคนจะฟาดจริงๆเขาฟาดไปแล้ว แต่ผมมีแม่ต้องดูแล มีครอบครัว คงไม่กล้าทำอย่างนั้น และที่ผมเคยบอกว่าพี่วินมอเตอร์ไซค์มาช่วย ผมถึงรอด ลองคิดดูนะครับตามหลักแล้ว คนถือประแจ ถ้าคนจะเข้ามาช่วย เขาต้องกันคนที่มีอาวุธ แต่นี่พี่วินเอาตัวคนขับยาริสออกไปจากรถผม ซึ่งมันดูได้อยู่แล้วว่าผมไม่มีเจตนาจะทำร้ายเขา

แต่จังหวะที่เป็นปัญหาในคลิปคือเราถอยไปชนเขา แล้วโกหกว่าเขาขับชนเรา

หลังเกิดเหตุ คนที่มาถ่ายคลิปเขายังโทรมาหาผมเองเลยว่า ขอโทษด้วยนะที่ถ่ายไว้ไม่หมด อัดไม่หมด ผมก็บอกไม่เป็นไรครับ แต่อนาคตผมพังไปแล้ว

ผมไม่โกรธเขาหรอก ตอนนั้นมันเป็นตอนท้ายเรื่องแล้ว แต่ตอนแรกๆที่มีเรื่องกันมาก่อน ถ้าไม่มีกล้องวงจรปิดของกทม.ผมก็แย่เหมือนกัน

ทำไมถึงไม่ออกมาค้านตั้งแต่ช่วงแรกๆ

ผมมีแม่ต้องดูแล ผมมีลูก 2 คน บ้านผมมีแต่ผู้หญิง เลยไม่อยากจะมีเรื่องกับใคร ตอนนั้นแม่ผมบอกว่าถ้ายอมเขาได้ก็ยอมไป ให้เรื่องมันจบ พอผมยอม คนก็ไม่เข้าใจ มาคอมเมนต์ด่าเสียๆหายๆ

มารู้ตอนไหนว่าโลกโซเชียลเล่นงานเราแล้ว 

พอมาถึงสน.ดินแดง ในเฟซบุ๊กก็เริ่มลงคลิปผมแล้ว ด่ากันใหญ่เลย

แต่เรื่องที่คนไม่รู้คือ พอถึงสน.ปุ๊บ คนขับยาริสเขายอมความเลย มันน่าแปลกไหมครับว่า ผมไปชนเขาขนาดนั้น แต่พอไปถึงสน.เขายอมความให้ผมเลย เขายอมเพราะเขาเป็นฝ่ายมาหาเรื่อง ผมก็โอเค จบก็จบ แต่เผอิญคลิปมันออกไปอย่างนั้น ก็เลยเป็นกระแส ตอนนั้นครอบครัวของผมเดือดร้อนมาก ได้รับผลกระทบ แถมพูดไปคนก็ไม่เชื่อ ทั้งที่ผมมีหลักฐาน มีพยานบุคคล

วันนั้นในที่เกิดเหตุ รถผมอยู่ข้างหน้า รถยาริสสีแดงอยู่ข้างหลัง หลังยาริสสีแดงมีแท็กซี่อีกคันหนึ่ง ในนั้นมีผู้หญิงท้องกับคนขับแท็กซี่ เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด แต่พอเขาไปชี้แจงในเฟซบุ๊ก กลับโดนคอมเมนต์ถล่มด่าเสียๆหายๆทั้งที่เป็นผู้หญิงท้อง ตอนหลังได้ข่าวว่าเขาไปแจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทไว้ด้วย

กระแสโซเชียลมันแรงมาก ผมก็ดูอยู่ตลอด ผมขอที่บ้านชี้แจง ที่บ้านบอกว่าอย่าไปพูดเลย ให้มันจบๆไปเถอะ ผมเป็นคนเชื่อฟังแม่และต้องดูแลครอบครัว สุดท้ายก็ต้องยอม

ตอนออกมาแถลงข่าวแล้วร้องไห้ วินาทีนั้นรู้สึกอย่างไร

อารมณ์ตอนนั้นอยากจะชี้แจง แต่แม่ขอไว้ เราก็ต้องทำให้ครอบครัว ต้องยอมรับสภาพ เพื่อไม่ให้ไปมีผลกระทบกับคนอื่น

รู้สึกยังไงกับในวันที่โดนโลกโซเชียลถล่มหนักๆ

อยากจะบอกพวกเขาว่า เดี๋ยวนี้ การจะลงคลิปอะไรไปสักคลิปนึง คนในเน็ตเขาไม่โง่แล้วนะครับ

ยกตัวอย่างเคสผม มีคนลงคลิปไปปุ๊บ คนก็ดูแต่คลิปช่วงท้ายๆ พอมารู้ทีหลังว่าเฮ้ย เขามีคลิปเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ก็มีคนมาชี้แจงว่าเฮ้ย รู้รึเปล่าว่าก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวนี้เขามีวิจารณญาณ มีความคิดวิเคราะห์ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ถ้าเป็นเคสที่มีคลิปให้เห็นตั้งแต่ต้นจนจบนั่นก็เรื่องนึง แต่เคสผมมันไปปรากฎแค่ตอนท้าย คนเลยเข้าใจผิดกันไปไกล

วันแรกคนดูคลิปผม 5 แสน วันที่สอง 10 ล้าน วันที่สามที่ไปทั่วประเทศเลย เขาคอมเมนต์อะไรกันเรียบร้อย ตัดสินกันไปแล้ว กล้องวงจรปิดของกทม.เพิ่งจะออกมาทีหลัง ทุกคนเลยอ๋อ มันเกิดเหตุการณ์อย่างนี้นี่เอง ไม่มีหรอกครับที่อยู่ดีๆจะถอยไปชนคนอื่นขนาดนั้น

ตอนที่เจ็บปวดที่สุด โดนด่าว่าอะไร

ด่าถึงพ่อแม่ ด่าถึงนามสกุล ด่าโรงเรียน ด่าคนที่ผมรัก ซึ่งไม่เกี่ยว ผมเป็นคนสร้างเรื่องขึ้นมา จะด่าอะไรก็ด่ามาที่ผม คนอื่นไม่เกี่ยว

เฟซบุ๊กผมปลิวไปตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องแล้ว โดนรีพอร์ต แต่มีคนสร้างเฟซปลอมผมขึ้นมาใหม่เป็นสิบๆเพจเลย สร้างขึ้นมาด่าโดยเฉพาะ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่คิดเลยว่าผมไปสน.ไปให้ปากคำอยู่ตลอด คงไม่มีเวลาไปตอบเมนต์ทุกคนหรอก

โซเชียลเน็ตเวิร์กนั้น ถ้าเกิดเราใช้ให้เป็นประโยชน์ก็ดี แต่ถ้าใช้ในทางที่ผิดมันก็แย่มาก เหมือนกับเราโพสต์เรื่องของคนอื่นลงไป ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าเรื่องจริงไหม มันก็เหมือนไปทำบาปให้คนอื่นแล้ว

ชีวิตหลังจากนั้นได้รับผลกระทบยังไงบ้าง

เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ จากคนที่มีงานทำ มีภาระที่ต้องดูแลมากมายหลายอย่าง มีพิธีกร ดีเจ งานอีเวนท์ ก็ตกงาน อยู่กับบ้าน พี่ๆเขาบอกให้พักงานก่อน เขาเข้าใจเรานะครับ ผมทำงานดีเจมา 9 ปี ผมอยากจะชี้แจงบอก “พี่ รอผมหน่อย ขอให้ครอบครัวผมพร้อมก่อน แล้วเดี๋ยวผมออกมาแน่” แต่ครอบครัวผมยืนยันว่าไม่ต้องแล้ว ให้เรื่องมันจบๆไป

เรื่องแยกทางภรรยา พอเกิดเรื่อง ความคิดเรามันสวนทางกัน มันมีผลกระทบต่องานของเขา ต่อเพื่อนของเขา ก็เลยจบดีกว่า ตอนนี้ผมมีลูกสองคน คนโต 5 ขวบ คนเล็ก 1 ขวบกับอีก 3 เดือน ตอนแรกก็กลัวว่าจะมีผลกระทบกับเขาตอนไปโรงเรียน ปรากฎว่าพ่อแม่ผู้ปกครองของเพื่อนลูกเขามีการศึกษา มีความคิด วิเคราะห์ มีเหตุผลแยกแยะ เขาเข้าใจเรื่องราวมันเป็นยังไง พ่อส่วนพ่อ ลูกก็ส่วนลูก เขาก็มาพูดกับผมดี

ถามว่าเสียใจไหม คือเราโตๆกันแล้ว สำคัญที่สุดคือ ต้องช่วยกันดูแลลูก ลูกผมเป็นลมชัก ชักวันละ 7 รอบ ชักแล้วตัวเขียว นี่ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่ค่าใช้จ่ายสูงมาก ผมเลยต้องทำเพื่อเขา แม่ผมเป็นโรคกระดูกคอเสื่อม เป็นความดันด้วย ผมเลยต้องดูแลเขา ตอนนี้อยู่กับแม่ที่ซอยสามัคคี

ช่วงแรกๆแม่ผมโดนคนโทรเข้ามาต่อว่าว่าเลี้ยงลูกยังไงให้เป็นแบบนี้ ไม่รู้เขาเอาเบอร์มาจากไหน แม่ผมอธิบายไปว่า คุณดูแค่นั้นคุณตัดสินแล้วเหรอว่าลูกฉันเป็นคนยังไง คนมันขาดสติ ทำอะไรก็ได้ ทำอะไรไปไม่คิด

ส่วนเพื่อนฝูงให้กำลังใจดีมากครับ ให้กำลังใจตลอดเวลา ทั้งเพื่อนสมัยเรียนช่างกล มัธยม มหาวิทยาลัย ทุกคนให้กำลังใจผมหมด ไม่มีใครว่าอะไรเลย เขารู้นิสัยผมดี พ่อผมเป็นทหารเขาสอนตลอดว่า ห้ามไปรังแกใคร แต่ใครมารังแกก่อนค่อยสู้ เวลาดูข่าวขับรถปาดไปปาดมาแล้วตีกันก็บอกเสมอว่า ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยง ผมก็ยอมมาตลอดนะ แต่คนเรามันมีขีดจำกัด

ช่วงเกิดเรื่องใหม่ๆกล้าออกนอกบ้านไหม

ช่วงเกิดเรื่องใหม่ๆ ผมหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน 2-3 อาทิตย์ แม่ก็เป็นห่วง เพราะผมเป็นคนคิดเยอะ เครียด ฟุ้งซ่านมาก ตอนนั้นที่ถอยไปผมสำนึกนะ แต่ใจนึงก็อยากจะชี้แจงว่า เรื่องเกิดขึ้นเพราะโดนยั่วยุ มันถึงขีดสุดจริงๆถึงทำลงไปอย่างนั้น

พอจะออกจากบ้านก็กลัวว่าชาวบ้านเขาจะไม่เข้าใจ ก็ลองเดินออกไปดู ปกติครับ เพื่อนบ้านทักทาย พูดคุยให้กำลังใจ ทีนี้ผมเลยลองเดินไปตลาด ก็มีคนมาขอถ่ายรูป เขาบอกหนูเข้าใจ หนูเห็นคลิปทั้งหมดแล้ว

เห็นว่าถึงขั้นบวชเลย

ผมบวชช่วงเดือนเมษายน บวชนานครึ่งเดือน พระที่นี่ก็ขัดเกลาจิตใจ สอนผมว่า สิ่งที่ไม่ดี ใครคิดไม่ดี ทำไม่ดีกับเรา มันจะเข้าตัวเขาเอง สิ่งที่ดีๆ เขาคิดดี พูดดี ทำดีกับเรา มันก็เข้าตัวเขาเอง เพราะฉะนั้นเธอไม่ต้องทำอะไรเลย ตามหลักพุทธศาสนาคือเราต้องวางเฉย อุเบกขา

ถึงวันนี้ ไม่โกรธ ไม่แค้นเลยสักนิดเดียว ผมปลง ผมไปช่วยงานวัดทุกวัน มีอยู่ครั้งหนึ่้งไปช่วยยกศพขึ้นศาลา ลูกสาวคนตายเขาจำผมได้ ก็มองว่าผมจะทำอะไร ไปยกศพพ่อแม่เขา พอเขาเห็นผมยกศพพ่อเขา ทำให้ฟรี ไม่เคยเรียกร้องเงิน เสร็จแล้วเขามานั่งคุยกับผม ผมก็เอาหลักฐานให้ดู เขายกมือไหว้เลยบอกว่า หนูขอโทษค่ะ หนูฟังแต่สื่ออย่างเดียว ไม่เห็นพี่ออกมาชี้แจงอะไรเลย ผมก็บอกว่าผมห่วงครอบครัว

ผ่านช่วงเลวร้ายมาได้อย่างไร

ผ่านมาได้เพราะคนที่ผมรัก แม่ให้กำลังใจผมตลอด ครอบครัวให้กำลังใจ เพื่อนฝูงให้กำลังใจ เท่านี้ผมก็อยู่ได้แล้ว ถ้าไม่มีใครเข้าใจ ผมก็คงแย่ แต่ทางเข้าย่อมมีทางออก ถ้าเรากลับตัวได้ แล้วเราขอความเห็นใจต่อสังคม และสังคมให้อภัย ผมว่าอยู่ได้นะ ชีวิตเราต้องดำเนินต่อไป

ผมยังอยากได้รับโอกาสกลับไปทำงานที่ตัวเองรักอีกครั้ง นั่นคือ งานดีเจ  พิธีกร ผมทำมานานมาก ผมมีความสุข หน้าที่ดีเจคือให้ความสุขกับทุกคน ถ้ามีโอกาสผมก็อยากกลับไปทำอีกครั้งครับ

ทุกวันนี้ชีวิตประจำวันทำอะไรบ้าง

ช่วงนี้ว่างงานก็มาช่วยงานวัด ช่วยพระยกศพ วัดอยู่ใกล้บ้าน ผมจะได้มีโอกาสดูแลแม่ผมด้วย ก็อาศัยข้าววัดกิน เขาให้เงินมาบ้าง วันไหนว่างก็นั่งรถตู้ไปหาลูกที่บางบัวทอง ผมถูกยึดใบขับขี่ รถก็โดนยึด คดีตอนนี้จบแล้ว เหลือแค่ไปรายงานตัวครับ

รายได้ก็มีขายเหรียญสะสมทางเน็ตบ้าง ตอนนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งติดต่อให้ไปเป็นวิทยากรพูดให้น้องปีหนึ่งฟังว่า เราผิดพลาดเพราะอะไร ผ่านมาได้ยังไง แล้วจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง ผมบอกเขาไปว่า เดี๋ยวขอผมชี้แจงกับสังคมก่อนว่า เรื่องราวมันเป็นยังไงให้สังคมได้รับรู้ อยากให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริง

อยากให้ชีวิตเราเป็นอุทาหรณ์อะไรแก่คนอื่น

ผมอยากจะเตือนทุกคน มีคุณตำรวจคนหนึ่งเขาสอนผมว่า เดี๋ยวนี้คนเก่งๆ นักลงนักเลงเก๋าๆอยู่ในคุกหมดแล้ว ถ้าจะมีเรื่องอะไรที่ต้องกระทบกระทั่งกัน จำรายละเอียดทั้งหมดแล้วมาแจ้งตำรวจดีกว่า ต่อไปนี้ถ้าผมต้องไปกระทบกระทั่งกับใคร ผมจะยกมือไหว้เขาเลย ขอโทษ เรื่องมันก็จะไม่เกิด ทางที่ดีที่สุดคือตัดปัญหาไปตั้งแต่ทีแรกเลยดีกว่า ไม่มีเรื่องดีที่สุด

เมื่อก่อนผมเป็นคนใจร้อน ที่ออกมาให้สัมภาษณ์วันนี้ ผมอยากให้เรื่องของผมเป็นอุทาหรณ์แก่สังคม เรื่องของความใจร้อน เรื่องของกฎหมาย เรื่องของครอบครัวที่ต้องได้รับผลกระทบ จงดูผมเป็นตัวอย่าง ถ้าคุณทำพลาดไปแล้ว โอกาสที่จะแก้ไข บางทีมันแก้ไขไม่ได้ บางคนโชคร้ายเสียชีวิต พิการ ผมนี่ยังโชคดี เจอแค่นี้ ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีลมหายใจ ได้โอกาสได้กลับตัวใหม่ 

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากจะแก้ไขอะไร

ถ้าย้อนกลับไปได้ ผมจะไม่ทำ

ผมมีโอกาสคุยกับผู้พิพากษา ท่านเรียกไปหน้าบังลังค์แล้วก็สอนผมว่า ให้เราอยู่เพื่อคนอื่น อย่าอยู่เพื่อตัวเอง เพราะถ้าเราอยู่เพื่อตัวเองเราจะเห็นแก่ตัวมาก ทุกวันนี้ผมตัดได้หมดเลยนะ ผมได้เงินคนเขาช่วยเหลือมา ส่วนหนึ่งผมจะทำบุญ ส่วนหนึ่งผมเอาไว้รักษาลูก อีกส่วนหนึ่งเอาไว้รักษาแม่ ตัวผมเองกินข้าววัด ช่วยงานวัด มีความสุขดี ได้บุญด้วย

ทุกวันนี้เวลามีคนมาคุย ขอถ่ายรูป ผมพูดเลยว่า คุณไปบอกเพื่อนพี่น้องคุณเลยว่า อย่าใจร้อน ไม่งั้นเดี๋ยวเป็นเหมือนดีเจเก่ง ให้ชีวิตผมเป็นอุทาหรณ์ ผมกลับตัวแล้ว เป็นคนใหม่ ทำแต่สิ่งดีๆ ดูแลแม่ ดูแลลูก ช่วยงานวัด แล้วไม่ได้ทำเอาหน้าแค่อาทิตย์สองอาทิตย์ แต่ทำมา 7 เดือนแล้ว ซึ่งทุกอย่างกำลังดีขึ้นเรื่อยๆครับ