พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงนำสมัย ยึดมั่นความยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ธันวาคม 2559 เวลา 19:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468950

พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงนำสมัย ยึดมั่นความยุติธรรม

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี”ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2554 ได้มีการบันทึกคำให้สัมภาษณ์ขององคมนตรีในฐานะผู้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โอกาสนี้เป็นอีกครั้งที่โพสต์ทูเดย์ขอนำเสนอโดยเป็นส่วนการให้สัมภาษณ์ของ อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ อดีตประธานศาลฎีกา ซึ่งมีความน่าสนใจตรงที่การให้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ

อรรถนิติ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2550 โดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้นำเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อในหลวง รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2550 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 63 ปีพอดี

องคมนตรีควรรู้กฎหมาย

องคมนตรีด้านกฎหมายท่านนี้ เล่าว่า “ในวันที่ผมเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ผมรู้สึกประทับใจและตื้นตันใจที่สุดในชีวิต เมื่อมีพระราชดำรัสว่า ‘ขอบใจที่มาช่วยงาน’ อันแสดงถึงพระเมตตาที่พระราชทานแก่ประชาชนทุกคนตลอดมา อีกทั้งยังมีพระราชดำรัสต่อไป มีใจความว่า ‘งานด้านกฎหมายเป็นงานที่มีความสำคัญ และจำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานแทบทุกเรื่อง องคมนตรีจึงควรมีความรู้ด้านกฎหมาย แม้จะมิได้เรียนจบด้านกฎหมายมาก็ตาม’

“หลังจากที่ผมได้เข้ารับหน้าที่เป็นองคมนตรี ผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อยู่ในคณะองคมนตรีฝ่ายกฎหมาย อันประกอบด้วย องคมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นหัวหน้า องคมนตรีจำรัส เขมะจารุ และองคมนตรีสันติ ทักราล ต่อมาได้มีองคมนตรีฝ่ายกฎหมายเพิ่มอีก 2 ท่าน ได้แก่ องคมนตรีศุภชัย ภู่งาม และองคมนตรีชาญชัย ลิขิตจิตถะ”

“ในส่วนที่เกี่ยวกับงานด้านกฎหมาย ที่องคมนตรีฝ่ายกฎหมายรับผิดชอบ และถวายความเห็นนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพอย่างล้ำลึกในสาขานิติศาสตร์ รวมทั้งได้ทรงแสดงถึงพระปรีชาสามารถในการพิจารณาปัญหาต่างๆ โดยอยู่ในกรอบของกฎหมายและความเป็นธรรมที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพในด้านกฎหมายนั้น”

อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี

อภัยโทษ : พระราชอำนาจอิสระ

ทั้งนี้ ความน่าสนใจของบทสัมภาษณ์ครั้งนี้อยู่ที่การบอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่เกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษ

อดีตประธานศาลฎีกา อธิบายว่า พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษนี้ มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งอาณาจักรไทยทุกฉบับ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจอิสระและเด็ดขาดของพระมหากษัตริย์ หมายความว่า เรื่องนี้ให้เป็นไปตามพระราชประสงค์และพระราชอัธยาศัย พระองค์ไม่ต้องทรงผูกพันตามความเห็น หรือคำแนะนำของฝ่ายบริหารหรือคณะองคมนตรีแต่อย่างใด ทว่าในการใช้พระราชอำนาจดังกล่าวพระองค์ทรงใคร่ครวญอย่างรอบคอบทุกเรื่องเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเสมอมา

ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานองคมนตรี เคยกล่าวในการสัมมนาเกี่ยวกับการประสานงานในกระบวนการยุติธรรมว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรตรวจสำนวนเองแทบทุกเรื่อง เรารู้ เพราะบางคดีท่านย้อนสำนวนให้องคมนตรีพิจารณาอีกครั้ง โดยทรงถามมาว่า ข้อนั้นๆ อยู่ตรงไหน เช่น ทรงถามว่า ปืนของกลางจับได้เมื่อใด… พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงละเอียด ทรงใช้เวลาวินิจฉัยฎีกานักโทษด้วยพระองค์เอง บางเรื่องก็ง่าย เช่น ยาเสพติดให้โทษ แต่คดียากที่ทรงทักท้วงให้พิจารณาอีกครั้งบ่อยๆ คือ คดีประหารชีวิต…”

อรรถนิติ บอกอีกว่า “หลายคนอาจไม่รู้ว่า แม้ขณะประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อรับการถวายการรักษาพระวรกาย พระองค์ท่านก็ยังทรงงานพระบรมราชวินิจฉัยฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษของนักโทษอย่างสม่ำเสมอ และมีพระราชกระแสในฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษตลอดมาไม่ได้ทรงหยุด พระองค์ท่านไม่ได้ทรงรักษาพระองค์เหมือนคนป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวตามโรงพยาบาล แต่ยังคงทรงงานตลอดเวลาเพราะทรงทราบดีว่าทุกคนฝากความหวังไว้ที่พระองค์ท่าน และพระองค์ท่านเองก็ไม่เคยทรงละเลยพระเมตตาที่มีต่อประชาชน”

“คำว่า ‘พระราชอำนาจ’ ในการพระราชทานอภัยโทษนี้ มิได้จำกัดเฉพาะโทษทางอาญาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโทษทางวินัยกรณีอื่นด้วย เช่น ในคราวเกิดวิกฤตการณ์ทางตุลาการเมื่อ 20 ปีที่แล้ว และมีการกราบบังคมทูลพระกรุณาเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้พิพากษาพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากถูกลงโทษทางวินัยให้ออกจากราชการ พระองค์ท่านได้พระราชทานอภัยโทษลดโทษทางวินัย จากโทษให้ออกเหลือเพียงโทษงดบำเหน็จความชอบ ซึ่งเป็นโทษในสถานเบา ทำให้ผู้พิพากษาเหล่านั้นยังคงรับราชการได้ต่อไป ซึ่งในเวลาต่อมา บางท่านได้มีโอกาสเป็นผู้นำในกระบวนการยุติธรรม บางท่านทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ”

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระเมตตาธรรมสูง มีพระบรมราชวินิจฉัยฎีกานักโทษด้วยพระเมตตา แม้จะเป็นผู้กระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พระองค์ก็พระราชทานอภัยโทษให้”

“แม้ว่าพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษตามรัฐธรรมนูญ จะเป็นพระราชอำนาจอันเด็ดขาดและกว้างขวาง แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระราชอำนาจภายในกรอบของกฎหมาย และทรงยึดมั่นในความยุติธรรมและเมตตาธรรม เป็นมูลฐานในการมีพระบรมราชวินิจฉัยให้สอดคล้องกับรูปเรื่องในแต่ละเรื่อง ส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่พสกนิกรผู้ต้องอาญาแผ่นดินเป็นรายบุคคลโดยตรงรวมทั้งมีพระราชปรารภเกี่ยวกับฎีกาต่างๆ ที่ทูลเกล้าฯ ถวาย อีกทั้งพระราชทานพระราชดำริส่วนพระองค์ในเรื่องเหล่านั้นเป็นครั้งคราว”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นำ อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่องคมนตรี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันศุกร์ที่ 24 ส.ค. 2550

ทรงยึดมั่นในความยุติธรรม

อดีตประธานศาลฎีกา บอกเล่าถึงพระราชกรณียกิจด้านการยุติธรรมเพิ่มเติมว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดมั่นในพระปฐมบรมราชโองการและทศพิธราชธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับความเที่ยงธรรมอย่างเคร่งครัดในการทรงงาน หลักดังกล่าวอยู่ในพระราชหฤทัยเสมอมา ไม่ว่าในพระราชจริยวัตรหรือพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชกระแส ที่พระราชทานแก่นักกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น ทนายความ อัยการ ผู้พิพากษา อาจารย์สอนกฎหมาย หรือเป็นผู้ใช้กฎหมายในหน้าที่ต่างๆ ดังปรากฏในพระราชดำรัสในโอกาสที่ประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษาประจำกระทรวงเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ ศาลาดุสิดาลัย วันเสาร์ที่ 21 ธ.ค. 2539 ความตอนหนึ่งว่า

“…สถาบันตุลาการนั้นถือว่าเป็นสถาบันหนึ่งในสามสถาบันการปกครอง คือ สถาบันนิติบัญญัติ บริหาร และยุติธรรม ท่านก็เป็นส่วนหนึ่งในสามสถาบันซึ่งเป็นรากฐานของการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย ถ้าท่านได้ทำด้วยดี ก็หมายความว่าประเทศชาติจะไปรอด เป็นที่น่าสังเกตว่า สถาบันบริหารนั้นต่อเนื่องมาจากสถาบันนิติบัญญัติ ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ส่วนสถาบันตุลาการนั้น เป็นสถาบันเอกเทศ และเป็นสถาบันที่ควรจะรักษาความเป็นเอกเทศนั้น เพื่อที่จะให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน ในการนี้ก็จะต้องทำงานหลายด้าน ผู้พิพากษานั้นจะต้องเข้าไปตัดสินความต่างๆ ในศาลทุกศาล และให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย จึงเป็นสถาบันที่เป็นที่พึ่งของประชาชน สามารถที่จะคิดว่าประเทศเรามีขื่อมีแป ทำให้สบายใจว่า ถ้ามีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นจะมีผู้ที่จะช่วยให้ได้รับความยุติธรรม ฉะนั้น หน้าที่ของผู้พิพากษาทุกคนมีความสำคัญอย่างยิ่ง และจะไม่มีใครบังคับให้ทำอะไรได้เพราะว่าแต่ละคนมีความรู้และมีความสุจริต ดังที่ได้กล่าวคำสัตย์…”

ส่วนคำว่า “ยุติธรรม” นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสในโอกาสที่รองประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษา เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ครั้งแรก ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันจันทร์ที่ 20 เม.ย. 2530
ไว้ดังนี้

“…คำว่ายุติธรรมนั้น เป็นคำที่แปลว่า การตกลง พิจารณาในทางที่ถูกต้องตามธรรมะ แล้วธรรมะนี้ก็หมายความว่าสิ่งที่ควรจะปฏิบัติให้นำความเจริญแก่มวลมนุษย์ ในการปฏิบัตินี้ก็จะต้องมีความเที่ยงตรง และปราศจากอคติ…”

นอกจากนี้ ได้พระราชทานพระราชดำรัสหลายองค์เป็นแนวทางให้นักกฎหมายได้ตระหนักถึงความยุติธรรม อันเป็นอุดมคติสูงสุดของพระบวนการยุติธรรม ส่วนกฎหมายเป็นเพียงวิถีทาง หรือเครื่องมือนำไปสู่ความยุติธรรมเท่านั้น ดังนั้น จึงต้องรักษาความยุติธรรมเป็นสำคัญ มิใช่รักษากฎหมายซึ่งเป็นเพียงเครื่องมือในการนำมาซึ่งความยุติธรรม ความยุติธรรมจึงต้องมาก่อนและอยู่เหนือกฎหมาย

ในบรรดาหลักธรรมทั้งหลาย “ความเป็นธรรม” เป็นหลักธรรมหนึ่งที่ทรงยึดถือและให้ความสำคัญมาตลอด ดังที่ทรงแสดงให้ปรากฏในพระราชกรณียกิจ พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชกระแสในโอกาสต่างๆ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ประชาชนชาวไทยและเป็นแนวทางที่นักกฎหมายและประชาชนพึงระลึกถึง และยึดถือปฏิบัติ ผลสุดท้ายจะนำมาซึ่งความสงบเรียบร้อยของประเทศอันเป็นประโยชน์สูงสุดแก่แผ่นดิน

 

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 ธันวาคม 2559 เวลา 08:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468479

พระมหากษัตริย์ ของปวงชนชาวไทย จากหัวใจอดีตแพทย์ประจำพระองค์

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ในห้องทำงานของผู้บริหารที่ชื่อ ศ.นพ.ศุภชัย ไชยธีระพันธ์ ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยา คลาคล่ำไปด้วยหนังสือวิชาการทางการแพทย์บนโต๊ะ และที่มากมายคือ พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือที่เจ้าของห้องเรียกพระองค์ท่านว่า “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

หากถามว่าชายคนนี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบของ ศ.นพ.ศุภชัย หรือหมอศุภชัยที่ตอบกลับมา ทำให้ต้องหันมาหาด้วยความสนใจ

“ผมเป็นแพทย์หัวใจคนหนึ่งที่เคยรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 ”

คำตอบแรกนำไปสู่บทสนทนาที่เกี่ยวเนื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเมื่อได้พูดคุยถึงความเป็นมาในการถวายงานพระองค์ท่าน สิ่งที่เห็นได้ชัดจากแววตา ท่าทาง ความภาคภูมิใจในชีวิตอาชีพแพทย์ของหมอศุภชัย คือช่วงระยะเวลาที่ได้ใกล้ชิดและถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท

ศ.นพ.ศุภชัย บอกเล่าถึงความภาคภูมิใจอันสำคัญที่สุดในชีวิตว่า ในปี 2525 ได้รับคำสั่งจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้เข้าไปถวายการรักษารับใช้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการถวายการรักษาพระอาการประชวรพระหทัย

และจากวันแรกที่เข้าไปรับใช้พระองค์ท่าน ทำให้หมอศุภชัยมีโอกาสเข้าไปถวายงานมาโดยตลอดเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี แต่ในขณะนั้นที่พระองค์ท่านทรงพระประชวรด้านพระหทัย หมอศุภชัยเล่าว่า ถวายการรักษาจนกระทั่งพระวรกายพระองค์ท่านกลับมาแข็งแรง และจากนั้นก็มีโอกาสได้ตามเสด็จฯ พระองค์ท่านที่ทรงงานไปยังทั่วประเทศ

จากจุดนั้นทำให้ ศ.นพ.ศุภชัย เห็นการทรงงานในทุกๆ อย่างของพระองค์ และขอเล่าถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานต่อปวงชนชาวไทย

 

“ผมมีโอกาสเห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้สร้างประโยชน์ให้กับชาวบ้าน ประชาชนในทุกๆ แห่งที่พระองค์ท่านได้เสด็จฯ ไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่กันดาร ที่ห่างไกลคณะแพทย์หลวงและคณะแพทย์อาสาพระราชทานที่ตามเสด็จฯ ด้วยก็ได้ไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตามพระองค์ เพราะไม่ว่าพระองค์จะไปที่แห่งใดก็จะนำคณะแพทย์ไปด้วย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสนพระทัยและทรงมีพระเมตตาดูแลผู้ป่วยคนที่เจ็บป่วยมาโดยตลอด”

สิ่งที่หมอศุภชัย พบเห็นความสนพระทัยของพระองค์ท่านเกี่ยวกับสุขภาพประชาชนและวงการแพทย์ของประเทศไทย โดยหมอศุภชัย เล่าต่อว่า ตั้งแต่ปี 2492 ซึ่งขณะนั้นมีเรื่องโรคระบาดวัณโรค ซึ่งพระองค์ได้เข้ามาทรงช่วยเหลือ ทั้งพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อการรักษาพยาบาล การสร้างตึกเพื่อดูแลผู้ป่วย ต่อมามีโรคระบาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2495 เกี่ยวกับเรื่องโรคโปลิโอ ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทย ผู้ป่วยเป็นโรคนี้มีสภาพทุพพลภาพแขนขาอ่อนแรง บางรายเดินไม่ได้ พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือพระราชทานพระราชทรัพย์สร้างห้องที่มีอุปกรณ์ครบครัน เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยและทรงติดตามผลงานอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2501 เกิดโรคระบาดอหิวาตกโรค ซึ่งมีผู้ป่วยล้มตายกันไปไม่น้อย เพราะท้องร่วงเสียน้ำเสียเกลือในร่างกาย พระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อให้ดูแลผู้ป่วย  และสร้างเครื่องกลั่นน้ำเพื่อทำน้ำเกลือให้ใช้รักษาผู้ป่วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ เพราะทำให้ประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำเกลือเป็นแห่งแรก พระองค์ได้ทรงติดตามการดำเนินการทุกอย่าง ทรงกำกับดูแลด้วยพระองค์เอง ใช้เวลาปีครึ่งกว่าอหิวาตกโรคจะหายไป

ต่อมามีเรื่องโรคเรื้อนระบาด พระองค์ทรงช่วยด้วยการทรงตั้งมูลนิธิราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อรักษาโรคเรื้อนของประชาชนโดยเฉพาะ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ที่พระมหากษัตริย์จะทรงลงมาดูแลประชาชนเรื่องระบบสุขภาพในทุกๆ ด้าน

ศ.นพ.ศุภชัย เสริมอีกว่า จากนั้นพระองค์ท่านก็เริ่มเสด็จฯ ไปตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อดูแลทุกข์สุขประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนถวายฎีกาในเรื่องความลำบากยากจน โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานความช่วยเหลือ และรับทราบข้อมูลจากประชาชนด้วยพระองค์เอง เรียกว่าเป็นการรับทราบข้อมูลโดยตรงในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในทุกจังหวัดจะมีหน่วยแพทย์พระราชทานตามเสด็จฯ ไปให้บริการตรวจรักษาประชาชนที่เจ็บป่วยทุกครั้ง

 

นอกจากนั้นก็เริ่มมีหน่วยแพทย์ทันตกรรมพระราชทานที่ออกตามเสด็จฯ พระองค์ท่านไปด้วยทุกหนแห่ง เพราะเรื่องสุขภาพฟันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อรถทันตกรรมเคลื่อนที่และจัดหาอุปกรณ์การทำฟันที่ครบครัน เมื่อพระองค์เสด็จฯ ไปที่ใด กลุ่มทันตแพทย์ก็ตามเสด็จฯ ด้วย และทรงให้คณะแพทย์ตรวจรักษาฟันทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“สิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำ ทำให้ได้เห็นถึงการทรงใส่พระทัยในด้านสุขภาพของพสกนิกรอย่างยิ่ง เพราะพระองค์ท่านทรงรับสั่งเสมอว่า หากประชาชนมีสุขภาพที่ดี ก็จะมีร่างกายที่แข็งแรงไปพัฒนาชาติบ้านเมือง หรือประกอบอาชีพได้ต่อไป สำหรับผมมองว่าไม่มีพระมหากษัตริย์แบบนี้ที่ไหนอีกแล้วในโลกนี้ เพราะพระองค์ท่านทรงเอาพระทัยใส่และแก้ไขทุกปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง” หมอศุภชัย ย้ำ

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าอีกว่า ได้ทราบจากคลิปวิดีโอพระราชกรณียกิจหนึ่งที่ตราตรึงใจอย่างมากในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในที่ห่างไกลแห่งหนึ่งเมื่อ 40 ปีก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งเจ็บท้องมาหลายวัน แต่ก็มารับเสด็จฯ ขณะนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทอดพระเนตรเห็น และได้ทรงถามด้วยความห่วงใย เพราะสภาพผู้หญิงคนนั้นอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด จึงให้แพทย์ตามเสด็จฯ ตรวจพบว่าป่วยเป็นไส้ติ่งซึ่งกำลังจะแตกแล้วด้วย ต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

“เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงทราบ รับสั่งให้ราชองครักษ์นำตัวผู้หญิงคนดังกล่าวไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จนหญิงคนดังกล่าวได้รับการรักษาและปลอดภัยมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่พระองค์ทรงมีให้กับประชาชนอย่างแท้จริง”

“ผมว่าเป็นเรื่องที่ผมซาบซึ้งที่สุด และก็ประทับใจอย่างมาก เพราะหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้ปัญหาเดือดร้อนของประชาชนทุกเรื่อง เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ข้าราชการที่ต้องใส่ใจแก้ปัญหา แต่พระองค์ท่านกลับสนพระทัยและเลือกที่จะพระราชทานความช่วยเหลือด้วยพระองค์เอง และรับคนไข้มาสงเคราะห์ให้การช่วยเหลือ และยังทรงติดตามอาการและปัญหาอีกด้วย” ศ.นพ.ศุภชัย เล่าด้วยรอยยิ้ม

ภาพที่ประทับใจและความหมายของคำว่า “แม่และลูก”

ขณะเดียวกันในเรื่องการถวายการรักษาพระองค์ท่าน สิ่งที่หมอศุภชัยได้พบเห็น เป็นเรื่องราวที่สุดแสนจะประทับใจระหว่าง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและสมเด็จย่า หมอศุภชัยเล่าถึงช่วงเวลาแห่งความประทับใจที่ได้พบเห็นระหว่าง พ่อหลวงของแผ่นดิน และสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทยด้วยความซาบซึ้งว่า เมื่อปี 2534 ซึ่งสมเด็จย่าทรงพระประชวรและต้องได้รับการผ่าตัด ผมได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดูแลถวายการรักษาสมเด็จย่า  ซึ่งในทุกๆ วันที่สมเด็จย่าทรงประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะมาเยี่ยมสมเด็จย่าเป็นประจำไม่มีวันเว้น สมเด็จย่าขณะนั้นพระวรกายทรงทรุดโทรมอ่อนแอ และไม่โปรดเสวย ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเสด็จมาให้กำลังใจ และทรงป้อนพระกระยาหารให้สมเด็จย่าด้วยพระองค์เองซึ่งเป็นภาพที่ประทับใจมาก สมเด็จย่าจะทรงรอพระองค์เสด็จฯ มาทุกวัน เพื่อที่จะได้เสวยร่วมโต๊ะ

“หลังจากที่พระอาการของพระบาทสมเด็จย่าดีขึ้น เสด็จฯ กลับวังสระปทุม สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชก็จะเสด็จฯ ไปเยี่ยมด้วยพระองค์เองทุกวันเช่นกัน สมเด็จย่าก็ทรงมีความสุข เสวยได้ และทรงงานต่อได้ถึง 5 ปีก่อนที่จะเสด็จสวรรคต สิ่งที่เห็นคือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีความกตัญญูกตเวทีคุณต่อสมเด็จย่าอย่างมาก ในเดือน มี.ค. 2538  ซึ่งผมเองขณะนั้นถวายการรักษาสมเด็จย่าอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอาการทางพระหทัยและทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ขณะนั้นสมเด็จย่าก็ประทับรักษาพระอาการประชวรจนพระอาการดีขึ้น และกำลังจะเสด็จฯ ออกจากโรงพยาบาล แต่สมเด็จย่าขอประทับอยู่ต่อ เพื่อทรงให้กำลังใจแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และได้เสด็จฯ กลับออกจากโรงพยาบาลทั้งสองพระองค์พร้อมกันในวันเดียวกัน”

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากรัชกาลที่ 9

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากพระองค์ท่านว่า ได้เรียนรู้หลายสิ่งและนำมาปรับใช้ในชีวิต โดยเฉพาะพระจริยวัตรของพระองค์ ที่ทรงทำให้เห็นเป็นแบบอย่างในการทำงานเพื่อประชาชน แพทย์ก็ต้องทำงานเพื่อประชาชน พระองค์จะทรงรับสั่งเสมอว่าให้ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด และที่สำคัญคือ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายทุกๆ วันเหมือนพระองค์ท่านที่ทรงใส่ใจในพระวรกายทำให้คณะแพทย์ที่ถวายงานมีสุขภาพดีขึ้น

“ตอนแรกพวกเราก็ไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่เมื่อเดินตามพระองค์ท่านเรื่อยๆ ร่างกายเราก็ดีขึ้น แข็งแรง นี่คือสิ่งที่เราได้รับจากพระองค์ท่าน เป็นการเรียนรู้โดยตรงจากพระองค์ท่าน ด้วยการดูพระองค์ท่านทรงปฏิบัติทั้งต่อชาวบ้านและต่อพระองค์เอง สิ่งทั้งหมดทำให้ปลูกฝังในเรื่องการรักษาคนไข้ การดูแลประชาชนของพระองค์ท่านให้ดีที่สุด”

ศ.นพ.ศุภชัย เล่าว่า ระหว่างที่พระองค์ท่านประชวร ก็ไม่ได้ว่างเว้นการทรงงาน ท่านทรงรับรู้อะไรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินฟ้าอากาศ ตรงไหนมีพายุ ตรงไหนน้ำท่วม ท่านจะทรงรู้ก่อนคนอื่น เพราะพระองค์ทรงมีทีมงานที่คอยติดตามเพื่อถวายรายงานความคืบหน้าให้พระองค์ท่านได้รับทราบเพื่อจะได้ทรงแก้ไขปัญหา และจุดใดที่ประชาชนเดือดร้อนก็ต้องรายงานให้ท่านได้รับทราบด้วยเช่นกัน เพื่อพระองค์จะได้พระราชทานองค์ความรู้แก้ไขปัญหา แม้ขณะที่พระองค์ยังทรงพระประชวรอยู่

ศ.นพ.ศุภชัย สำทับว่า ด้วยพื้นฐานของพระวรกายของพระองค์เป็นคนที่แข็งแรง แต่แน่นอนว่าสภาพร่างกายก็ต้องทรุดโทรมบ้างตามกาลเวลา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระองค์ท่านทรงงานอย่างหนักขณะที่ยังหนุ่มแน่น ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร บางพื้นที่ไม่ใช่ทางรถอาจจะทำให้เกิดการกระแทกภายใน เป็นภาวะสะสมมาอย่างยาวนาน และพระอาการประชวรก็เริ่มรบกวนพระองค์ท่าน ทำให้ช่วง 10 ปีหลังพระองค์ทรงเข้ารับการผ่าตัดหลายอย่าง และตามวัยทำให้หลังการผ่าตัดหลายครั้งการฟื้นฟูจึงเป็นเรื่องยาก แต่ความจริงแล้วพระองค์ทรงเป็นคนแข็งแรง ทรงเป็นนักกีฬาอีกด้วย แต่ว่าคนเราก็เหมือนกับเครื่องยนต์ เมื่อใช้ไปนานๆ ร่างกายก็ต้องเสื่อมสภาพไปตามวัย

หลังรับใช้ถวายงานพระองค์ท่านมาหลายสิบปี ท้ายสุดแล้ว ศ.นพ.ศุภชัย บอกว่า ก็ต้องกราบบังคมทูลลา เพราะด้วยอายุของตนเองที่เพิ่มมากขึ้น ความจำต่างๆ เริ่มเสื่อมถอย และเห็นว่าต้องเปิดโอกาสให้แพทย์รุ่นใหม่ที่มีความรู้ดีกว่า สามารถใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ มีความถนัดเข้ามาทำหน้าที่ถวายงานแทน ซึ่งปีที่ทูลลานั้นคือปี 2550

“ผมก็กราบบังคมทูลลา พระองค์ท่านก็ตรัสว่าขอให้ทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด เพราะเมื่อเราทำหน้าที่ของเราดีแล้ว ประเทศชาติก็จะดีตามไปด้วย ถ้าหากทำหน้าที่ได้ดีที่สุดแล้ว ก็จะเป็นที่พอพระราชหฤทัยของพระองค์ท่าน”

กระนั้น สิ่งที่ไม่เคยลืมสำหรับหมอศุภชัย และเชื่อว่าคงเป็นเรื่องเดียวกับแพทย์ทุกๆ คน คือพระองค์ทรงรับสั่งในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแพทยศาสตร์ในครั้งหนึ่งว่าอยากให้แพทย์ปฏิบัติงานให้เต็มที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้แข็งแรง เพราะประชาชนคืออนาคตของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่แพทย์ซาบซึ้งอย่างมากและยึดถือในหัวใจของแพทย์ทุกคนน้อมรับใส่เกล้าปฏิบัติตาม และพระองค์ยังรับสั่งด้วยว่าให้ถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทำอะไรขอให้คิดถึงส่วนรวม นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างมาก ที่พระองค์ท่านทรงเห็นเรื่องการเจ็บป่วยของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ที่เราสูญเสียพระองค์ท่านไปก็นับเป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงมาก

“พวกเราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณพระองค์ท่านอย่างมากมาย พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ประเทศชาติและประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุข มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แม้แต่ต่างชาติก็ยังชื่นชมเป็นอย่างมาก พระมหากษัตริย์พระองค์นี้เราคงหาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้” ศ.นพ.ศุภชัย ทิ้งท้าย

 

“เมื่อทุกข์มากๆ วันนึงชาวนาจะตาสว่างเอง” เดชา ศิริภัทร ปราชญ์ชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 ธันวาคม 2559 เวลา 16:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468174

"เมื่อทุกข์มากๆ วันนึงชาวนาจะตาสว่างเอง" เดชา ศิริภัทร ปราชญ์ชาวนา

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

มองด้วยสายตานก ทุ่งข้าวหลายพันธุ์ปลูกเรียงสลับอย่างเป็นระเบียบ สีเขียวอ่อนแซมเขียวเข้มแปลกตา คั่นกลางด้วยถนนลูกรัง อีกฝั่งเป็นบ้านทรงไทยหลังใหญ่ เรือนเพาะชำ บ่อน้ำ และกระท่อมใต้ต้นไม้ร่มรื่น

เดชา ศิริภัทร ผู้อำนวยการมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ยืนเหม่อมองสุนัขสองตัววิ่งลุยทุ่งนาอย่างสบายอกสบายใจ ลมหนาวพัดมาเป็นระยะ อากาศยามบ่ายน่าเอนหลังนอน

ในวันที่แวดวงวิชาการยกย่องผู้อาวุโสวัย 68 คนนี้เป็นปราชญ์ชาวนา ผู้แตกฉานด้านเกษตรกรรมธรรมชาติ สร้างลูกศิษย์ลูกหามากมายให้ยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง กวาดรางวัลดีเด่นมาประดับไว้เต็มตู้ และยังได้รับเชิญไปบรรยายในต่างประเทศทุกปี นี่คือตัวอย่างของชาวนาที่ประสบความสำเร็จ มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าชาวนาอีกหลายล้านคนกำลังเผชิญวังวนแห่งความทุกข์ซ้ำซาก

ท่ามกลางวิกฤตราคาข้าวตกต่ำ ชาวนาไทยถูกเอารัดเอาเปรียบ จน เครียด เป็นหนี้ วันนี้ เดชาจะมาชี้ทางสว่างให้เห็นว่า อะไรคือทางออกที่จะทำให้กระดูกสันหลังของชาติเหล่านี้อยู่รอดต่อไปได้

“จน เครียด เป็นหนี้”วงจรอุบาทว์ชาวนาไทย

ในมุมมองของเดชา ต้นเหตุที่ทำให้ชาวนาไทยจมอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์ทน จน เครียด เป็นหนี้ นั่นคือ ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรจำนวนไม่น้อยติดกับดักการปลูกข้าวแบบใหม่ที่ต้องลงทุนสูง ต้องพึ่งยา ปุ๋ย เครื่องจักร น้ำมัน หวังจะได้ผลผลิตเยอะๆ เพื่อนำไปขาย

“เดิมทีเราทำนาแบบธรรมชาติคือ ใช้ควาย ใช้แรงงาน ทำนาได้ปีละครั้ง ปลูกไว้กินเองก่อน เก็บพันธุ์ข้าว เหลือค่อยขาย ส่วนที่ขายนี่แหละก็คือกำไร เขาทำแบบนี้กันมาร้อยปีๆ กระทั่งปี 2512 มีการส่งเสริมให้ทำเกษตรแผนใหม่ พัฒนาข้าวพันธุ์กข.ซึ่งสามารถปลูกได้ทั้งปี แต่ต้องลงทุนสูง ค่าปุ๋ย ค่ายาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ค่าน้ำมัน เมื่อได้ผลผลิตเยอะก็ต้องขาย ทีนี้พอราคาข้าวตกต่ำ แต่ต้นทุนแพง ขายไปขายมาก็ขาดทุน สุดท้ายเลยเจ๊ง

พอเป็นแบบนี้ ธกส.ก็ตั้งขึ้นเพื่อให้ชาวนากู้เงินดอกเบี้ยต่ำ ถ้าไม่กู้ก็ทำนาไม่ได้ เพราะต้องลงทุนก่อน แล้วเอาข้าวไปขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ มีกำไรเหลือค่อยเอาไปซื้อข้าวกิน ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่าชาวนายุคนี้เปลี่ยนจากพึ่งพาตนเองมาเป็นพึ่งพาตลาด สหกรณ์บ้านเราก็ไม่รวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง ดันขายปุ๋ยขายยาเหมือนพ่อค้า ระบบแบบนี้มันเลยทำให้เกษตรกรอ่อนแอ ต่อรองก็ไม่ได้ มีแต่ทรงกับทรุดอย่างเดียว ปีไหนข้าวราคาดีก็พออยู่ได้ ปีไหนฝนแล้ง น้ำท่วม ข้าวเป็นโรค แมลงลงก็แย่ ชาวนาไทยเลยจนกันถ้วนหน้า”

ยิ่งสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกผันผวน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา เวียดนามแข่งปลูกข้าวส่งออกจนแซงอันดับโลก แถมยังคุณภาพดีและราคาถูกกว่าบ้านเรา เนื่องจากใช้สารเคมีน้อย ต้นทุนต่ำ …ไทยจึงตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

“อย่างเวียดนาม ผมไปประชุมกับเขามา 20 กว่าปี ประเทศเขารบกันตลอด เพิ่งมาเปิดประเทศทีหลังเราด้วยซ้ำ เขาก็ศึกษาเราว่า ที่ไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกนี่ทำยังไง ดูข้อเสียเราหมด จนหลายปีก่อนรัฐมนตรีเกษตรเวียดนามประกาศเลยว่า เขาจะเอาชนะไทยให้ได้ ผมก็บอกว่า อ้าว ไม่กลัวเหรอว่าถ้าทำแบบไทย ชาวนาจะจนเหมือนเรา เขาบอกอย่างมั่นใจเลยว่ามีวิธี เขารู้แล้วว่าทำไมชาวนาเราถึงจน

หลังจากนั้นเวียดนามประกาศนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม นั่นคือ ลดปริมาณเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสม  ลดการใช้ปุ๋ยเคมี  ลดการใช้ยาปราบศัตรูพืช และเพิ่มผลผลิต  เพิ่มคุณภาพ เพิ่มกำไร เขาไม่ได้ลด-เพิ่มแบบชุ่ยๆ แต่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลืออีกหลายอย่าง เช่น ยกเว้นภาษี ให้เงินกู้ กำหนดราคาข้าวให้ชาวนาได้กำไร ทำมาเป็น 20 ปี พอเปิดเออีซีปุ๊บ เขาชนะเราไปเยอะเลย ต้นทุนก็ถูกกว่า ผลผลิตสูงกว่า คุณภาพก็ดีกว่า”

 

เลิกโฆษณาสารเคมี=ตาสว่าง?

ครั้งหนึ่ง เดชาเคยถามชาวนาว่า ทำไมถึงไม่เลิกปลูกข้าวแบบใหม่ที่เน้นใส่ปุ๋ย ใส่ยา ซื้อดะขายดะ แล้วหันมาทำเกษตรวิถีธรรมชาติ พึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด ปลูกแค่พอกินเหลือค่อยขาย  ….คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “ทำใจไม่ได้”

ผมถามว่าไอ้ทำใจไม่ได้นี่มันยากขนาดไหน เขาบอกว่าให้ผมเปลี่ยนศาสนาง่ายกว่า นี่คือเรื่องจริง เราก็ไปศึกษาต่อว่าทำไมเขาถึงคิดแบบนั้น ชาวนาไม่ได้โง่ ไม่ได้ปัญญาอ่อนเสียหน่อย ทีนี้ตอนไปเวียดนาม ก็เห็นว่าชาวนาเขาแทบไม่ใช้สารเคมีเลย แต่ว่าสูบบุหรี่กันทั้งบ้านทั้งเมือง ส่วนชาวนาบ้านเราไม่สูบบุหรี่ แต่ใช้ยาใช้ปุ๋ยกันแทบทุกคน สุดท้ายมาพบว่าที่รัฐบาลเวียดนามออกนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม เขาลดการโฆษณาด้วย เขาห้ามไม่ให้โฆษณาปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงเลยนะ แต่บ้านเราโฆษณาโครมๆทุกวันตั้งแต่เสาไฟฟ้าข้างถนนยันยอดไม้ ใช้แล้วดี ข้าวงาม ไม่มีแมลง ไม่มีโรค ไอ้โฆษณาของบริษัทเกษตรนี่แหละตัวดี มันให้ข้อมูลผิดๆใส่สมองเขาวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่าจนฝังอยู่ในหัว ไอ้เรานานๆไปใส่ข้อมูลให้ทีมันเด้งออกมาเลย ไปเบียดเขาที่ล้างสมองอยู่ทุกวันไม่ไหวหรอก สุดท้ายข้อมูลแย่ๆเหล่านี้เลยทำให้ชาวนาไทยไปไม่รอด

เขายืนยันชัดถ้อยชัดคำว่า ลองยกเลิกโฆษณาปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า สารเคมีปราบศัตรูพืช เข้มงวดเหมือนที่ห้ามโฆษณาบุหรี่ รับรองดีขึ้นแน่

“อย่างบุหรี่ เขาห้ามโฆษณา รณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 20 ซื้อบุหรี่ เก็บภาษีแพงๆ แล้วเอาเงินมาตั้งเป็นกองทุนสสส. ให้ความรู้ว่าบุหรี่นี่ไม่ดียังไง ทำร้ายคนอื่นยังไง ต้องเจาะคอ เป็นมะเร็ง น่าเกลียดน่ากลัว พอทำแบบนี้คนสูบบุหรี่มันลดลงไปเยอะเลย เยอะกว่าเพื่อนบ้านเราทุกประเทศอีก แต่สารเคมีนี่คนละเรื่อง จะโฆษณาทั้งวันทั้งคืนก็ได้ แถมยกเลิกภาษีนำเข้า ไม่มีโควต้านำเข้าด้วย แบบนี้มันส่งเสริม

กองทุนที่จะส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ก็ไม่มี ไม่มีใครมาบอกว่าสารเคมีอันตรายแบบนั้นแบบนี้ มีบอกแต่ข้อดีอย่างเดียว ฉะนั้นรัฐบาลลองห้ามโฆษณาดูสัก 6 เดือน ดูซิว่ามันจะดีขึ้นไหม แต่ไม่มีทางหรอก เพราะพวกบริษัทเกษตรมันไม่ยอมเด็ดขาด มันเห็นแล้วไงว่าขนาดบุหรี่ คนติดๆยังหยุดได้ ผลประโยชน์มันมหาศาล ก็แจกจ่ายไปทั่ว เลยมีอิทธิพลฝังรากหยั่งลึกมาเป็นสิบๆปี เราจะไปค้านเขาได้ยังไง

 

เกษตรอินทรีย์วิถีอันยั่งยืน…ตัวอย่างดีๆแต่ไม่มีใครทำ

กว่า 30 ปีที่มูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานด้านการพัฒนาเทคโนโลยีเกษตรที่เหมาะสมกับท้องถิ่น พัฒนาพันธุกรรมข้าวและพืชพื้นบ้าน วิจัยและพัฒนาผลกระทบของสารเคมีทางการเกษตร ตลอดจนค้นหาทางเลือกร่วมกับเกษตรกรในการทำเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมี เดชาสนับสนุนเกษตรกรมากมายหลายคนให้สามารถยืนด้วยลำแข้งตัวเอง กวาดรางวัลมาไม่หวาดไม่ไหว ทั้งยังได้รับเชิญไปบรรยายถึงต่างประเทศเป็นประจำทุกปี นี่คือตัวอย่างของชาวนาไทยที่ประสบความสำเร็จ พึ่งพาตัวเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี

แต่เหตุใดชาวนาอีกนับล้านที่ยังจมอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์กลับไม่สนใจไยดี?

ผมพูดออกทีวีตั้งหลายครั้งแล้วว่า คุณไปดูซิ เกษตรกรคนไหนที่หาทางออกได้ ทำแล้วรวย ไปดูเลยว่าเขาทำยังไง ทำได้จริงไหม ถ้าจริงคุณก็เอาไปขยายผล เขายินดีสอนอยู่แล้ว ไม่รังเกียจหรอก คนต่างชาติมาดูงานเขาเยอะแยะ อย่างคุณชัยพร (พรหมพันธุ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติปี 2538 ผู้ทำนาอินทรีย์จนได้รับฉายาว่าชาวนาเงินล้าน) ลูกศิษย์เรานี่แหละ เขาทำนาจนร่ำรวย จากที่ 25 ไร่ขยายเป็น 112 ไร่ ทำปีละ 2 ครั้ง กำไรเป็นล้าน เพราะต้นทุนเขาต่ำมาก ทำกันสองคนผัวเมีย เก็บเมล็ดพันธุ์เอง ไม่ใช้ยา ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไถเอง จ้างรถเกี่ยวอย่างเดียว ขณะที่ชาวนาคนอื่นซื้อหมด ทั้งพันธุ์ข้าว ปุ๋ย ยา เพื่อนบ้านก็เห็นนะว่าเขารวย ส่งลูกเรียนป.โท ปลูกบ้านหลังละ 5 ล้าน ซื้อที่เพิ่มทุกปี รางวัลนี่เป็นเข่งๆ ไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น ทุกอย่างมันชัดเจนว่าดีกว่าพวกใช้ปุ๋ยใช้ยา แต่ทำไมพวกนั้นยังจน ยังเป็นหนี้อยู่“เขาส่ายหัว

เดชาตอบข้อสงสัยที่ว่าทำเกษตรอินทรีย์นั้นเหนื่อยไม่คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่ลงแรงไปว่า

“ก็ต้องพิสูจน์กันดู … ถ้าคุณไม่อยากเหนื่อยก็ต้องจ้างคนอื่นมาทำให้ แบบนี้เขาเรียกผู้จัดการนา ไม่ลงแรงเอง อยู่ๆก็โทรไปหาเขา เอ้า เอาข้าวมาส่งหน่อย เอ้า มาหว่านข้าวให้หน่อย จะเก็บเกี่ยว เอ้า มาเกี่ยวข้าวให้หน่อย ไม่ลงแรงแล้วมันจะเป็นเกษตรกรได้ไง เกษตรกรคือกรรมกรชนิดหนึ่ง ค่าแรงเป็นรายได้ของเรา

ผมเคยถามคุณชัยพรว่ามีเงินตั้งเยอะแยะ ทำไมไม่จ้างเขาทำ แกบอกว่าจ้างเขาแล้ว 1.เสียเงิน ถ้าทำเองเงินที่เสียก็เข้ากระเป๋าเรา เป็นรายได้เรา 2.เวลาจ้างคนอื่นมันทำชุ่ย ทำให้เสร็จๆไป เพราะไม่ใช่ของมันเอง ไม่เหมือนเราทำเอง 3.มันไม่ชำนาญเหมือนเรา เราเป็นชาวนาอาชีพ ไอ้นั่นมันรับจ้าง จะไปชำนาญที่ไหนเล่า ถึงจะทำตั้งใจมันก็ไม่ดีเหมือนเราทำ เพราะฉะนั้นก็เสียของ นี่คือคนที่คิดเป็น

“เศรษฐกิจพอเพียง” ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นหลักคิดในการทำเกษตรวิถีธรรมชาติที่ดีที่สุด

“คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ก็ต้องรู้ก่อนว่ามันมี 3 ห่วง 2 เงื่อนไข 3 ห่วงคือ 1.ความพอประมาณ ถ้าเรามีปัญญาก็จะรู้ว่าความพอประมาณของนั้นแค่ไหน 2.ความมีเหตุผล เช่น จะใช้ปุ๋ย ใช้ยา ใช้ไปเพื่ออะไร ไม่ดียังไง ควรทำหรือไม่ควรทำ  3.ภูมิคุ้มกัน เช่น คนอื่นแห่กันไปใช้เคมีหมด เรามีภูมิคุ้มกันก็ไม่ทำตามเขา เพราะว่าเรามีความรู้ พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดต้องทำตามกระแส  สามอย่างนี้มันทำให้รอด แต่ชาวนาส่วนใหญ่ไม่มีสักอย่าง พอประมาณไม่มี เหตุผลก็ไม่มี ภูมิคุ้มกันก็ไม่มี นอกจาก 3 ห่วงนี้ยังมี 2 เงื่อนไขเป็นร่มโพธิ์ คือ 1.ความรู้ ต้องรู้จริง ไม่ใช่รู้หลอกๆ เช่น รู้ว่าปุ๋ยมันเป็นยังไง ยาฆ่าแมลงเป็นยังไง อินทรีย์เป็นยังไง ตลาดเป็นแบบไหน ต้องรู้หมด 2.ต้องมีคุณธรรมด้วย ไม่โลภ ไม่ไปโกงเขา ขายปุ๋ย ขายยาเสียเอง ทั้งที่รู้ว่าไม่ดีแต่ก็ยังขายให้คนอื่น

ส่วนทฤษฎีการทำเกษตรพระองค์ท่านประยุกต์ให้เข้าใจง่ายๆเลยคือ 3 ขั้น ประถม มัธยม อุดมศึกษา ขั้นปฐมคือ ทำเท่าที่ตัวเองกินก่อน เช่น ข้าว อยากกินข้าวแบบไหน ปลูกแบบนั้น ให้พอกิน อยากกินเคมีไหม ไม่อยากกินเคมีก็ปลูกอินทรีย์สิ  ผักก็ปลูกให้พอกิน ผลไม้ ปลา อะไรที่ทำได้ก็ทำไปเลย ขั้นมัธยมคือ พอผลผลิตเหลือ ข้าวที่ปลูกไว้เหลือ ปลาเหลือ ผลไม้เหลือ ก็ขายรอบๆบ้าน ไม่ต้องไปไหนไกลหรอก เพื่อนบ้านเห็นเรากินมันก็กินด้วย บางทีก็แลกกัน แจกก็ได้ แถมก็ได้ เดี๋ยวเขาก็ให้เราคืนมา กระทั่งไม่มีใครซื้อแล้ว เพราะทุกคนมีเหมือนกันหมด ขั้นอุดมศึกษาก็คือ รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ จะไปขายกรุงเทพหรือไปขายต่างประเทศก็ได้ อันนี้เป็นขั้นสุดท้ายคือร่ำรวยก็ได้ ใครทำแบบนี้ยังไงก็ไม่อด แต่เกษตรกรสมัยนี้แค่เริ่มปลูกก็คิดถึงตลาดแล้วว่าใครจะซื้อ โรงสีใช่ไหม ปลูกเลยแล้วขายโรงสีให้หมด ไม่ได้ลงตุ่มไว้ด้วย เพราะฉะนั้นตัวเองก็ไม่ได้กิน ขายเพื่อนบ้านก็ไม่ได้ สุดท้ายต้องไปซื้อเขากินอีก”

 

เมื่อทุกข์ถึงขีดสุด ทุกอย่างจะดีขึ้น

ในวัย 68 ปี เดชา ศิริภัทร ยังมีความสุขกับการเป็นครูชาวนาให้ความรู้ด้านการทำเกษตรอินทรีย์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่มีรถ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช้คอมพิวเตอร์

เดชาบอกว่า หลักการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ยึดถือมาทั้งชีวิตคือ 1.มีชีวิตอย่างพอดี กินอาหารพอดี เครื่องนุ่งห่มพอดี ที่อยู่พอดี 2.เวลาทำอะไรอย่าตั้งความหวัง เช่น อยากช่วยสังคมเรื่องเกษตร ทำให้ชาวนาตาสว่าง เลิกทำนาเคมีหันมาทำนาวิถีธรรมชาติ ก็จะไม่ตั้งความหวังว่าจะช่วยชาวนาให้หมดหนี้ภายใน 10 ปี 20 ปี หรือให้เลิกใช้ปุ๋ยเคมีทันทีทันใด

“เราต้องรู้เท่าทันตัวเอง ท่านพุทธทาสเรียกว่า ลิ้นงูในปากงู ถ้าเราจะอยู่แบบปลอดภัยต้องอยู่แบบลิ้นงูในปากงู งูมันมี 4 เขี้ยว งับขึ้นงับลง มีพิษด้วย ที่อันตรายที่สุดคือในปากมัน แต่ว่าลิ้นนี่ไม่เป็นอะไรเลย ที่ไม่เป็นอะไรเพราะว่ามันรู้ว่าจะงับเมื่อไหร่ รู้ว่าต้องหลบไปทางไหน ฉะนั้นเราอยู่ในสังคมที่มีการหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบ อันตราย ถ้ารู้เท่าทันเหมือนลิ้นงูก็จะปลอดภัย ขณะเดียวกัน ลิ้นงูถ้าไปอยู่นอกปากงูมันจะปลอดภัยมากกว่านี้อีก เพราะไม่โดนงับ อยู่ห่าง แต่ลิ้นงูถ้าไม่อยู่ในปากงูมันก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เหมือนเราต้องอยู่ในสังคม เพราะมันจะทำประโยชน์ได้ เหมือนลิ้นงูในปากงูถึงจะมีประโยชน์ใช่ไหม พูดง่ายๆคือเราต้องรู้เท่าทัน ไม่ถูกสังคมทำร้าย ขณะเดียวกันก็ต้องทำประโยชน์ให้ได้ด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ผมยึดถือมาตลอด อยู่อย่างมีความสุข ปลอดภัย ไม่ทุกข์ และต้องช่วยเหลือคนอื่นด้วยการไปบอกเขา ทำให้เขาดูว่าเกษตรอินทรีย์มันดียังไง มีประโยชน์แค่ไหน 

แต่ปัญหาคือ ถ้าเขาไม่เอา เราก็ทำอะไรไม่ได้ คนที่มันจนจริงคือจนปัญญา ไม่จนเงินหรอก ชาวนาส่วนใหญ่ตอนนี้ไม่ได้แค่จนเงินอย่างเดียว แต่จนปัญญาด้วย เพราะว่าโดนหลอกมาตลอด ให้มาดูของจริงก็ไม่เอา ดันไปเอาของปลอม ก็ช่วยไม่ได้ สุดท้ายถ้าพูดภาษาธรรมะก็คือ ความทุกข์จะสอนเขาเอง ไม่มีอะไรจะสอนคนเราได้ดีเท่าความทุกข์ พอทุกข์หนักเข้าคนมันก็จะคิดได้เองว่า อ๋อ เรามาผิดทาง ถึงได้ทุกข์ขนาดนี้  พอทุกข์จัดๆคนเรามันก็ฉลาดเอง แล้วจะเปลี่ยน ผมเชื่อว่าประเทศไทยหลังเผชิญวิกฤติหนักๆผ่านไปได้มันจะต้องเจริญขึ้นแน่ๆ”

ท่ามกลางคราบน้ำตา ใบหน้าหมองเศร้า เพราะทุกทนข์จมปลักอยู่กับกองหนี้ ความยากจน ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ เดชา ศิริภัทร ปราชญ์ชาวนายังมีความเชื่อว่า สักวันหนึ่งชาวนาไทยจะตาสว่าง ค้นพบทางออก นั่นคือ การหันมาทำเกษตรอินทรีย์ วิถีธรรมชาติอันเรียบง่ายและยั่งยืนที่สุด.

 

 

“สามารถ ราชพลสิทธิ์” ชำแหละ3ปัญหารถไฟฟ้าไทยกับอนาคตที่ยังน่าห่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/468042

"สามารถ ราชพลสิทธิ์" ชำแหละ3ปัญหารถไฟฟ้าไทยกับอนาคตที่ยังน่าห่วง

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

เป็นที่รู้กันว่า ความคิดเห็นเรื่องระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะรถไฟฟ้า ของ สามารถ ราชพลสิทธิ์ นั้นล้วนมีความหมาย น่ารับฟัง และไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง

ที่ผ่านมา อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจรคนนี้ มักออกมาให้ความรู้ แสดงทรรศนะต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟ รถไฟฟ้า หรือรถไฟความเร็วสูงเป็นประจำ ภายใต้ดีกรีที่ไม่ธรรมดา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปริญญาโท วิศวกรรมโยธา สาขาวิศวกรรมจราจรและขนส่ง สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) และปริญญาเอก วิศวกรรมโยธา สาขาการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ประกอบกับช่วงที่ทำงานทั้งในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ และรองผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร  ก็รับผิดชอบดูแลงานด้านการจราจรและขนส่งมาโดยตลอด

“ผมติดตามเรื่องการขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะมาอย่างยาวนาน จึงชอบแสดงความคิดเห็นและทรรศนะออกไป ทั้งหมดก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”

ล่าช้า-จัดลำดับความสำคัญผิด-ไม่ศึกษาเส้นทาง

ในวันที่รถไฟฟ้ากำลังผุดขึ้นทั่วกรุง สามารถมองว่าปัญหาการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของเมืองไทย มีอยู่ด้วยกัน 3 ปัญหาหลัก คือ ความล่าช้า การจัดลำดับความสำคัญผิดพลาด และการขาดการศึกษาเส้นทางอย่างรอบคอบ

“เห็นได้บ่อยครั้งว่าการก่อสร้างมักล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนแม่บทที่วางไว้ ที่สำคัญยังพบว่า มีปัญหาเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของเส้นทาง ขาดพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน ส่วนใหญ่มักมองเรื่องการเวนคืนพื้นที่เป็นหลัก มากกว่าการเอาผู้โดยสารเป็นที่ตั้ง”

รถไฟฟ้าสายสีม่วงถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของโครงการที่ไม่ยึดผู้โดยสารเป็นหลัก จนนำไปสู่การคาดการณ์จำนวนผู้ใช้ที่ผิดพลาด เสียทั้งเวลา เม็ดเงิน เเละโอกาสสำหรับการพัฒนาเส้นทางอื่น

“สายสีม่วงลงทุนทั้งหมดไปกว่า 6 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกิโลเมตรละประมาณ 2,800 ล้านบาท สุดท้ายมีผู้โดยสารประมาณ 2 หมื่นคนต่อวัน …น้อยมาก เมื่อเทียบกับโครงการรถด่วนพิเศษบีอาร์ทีที่ลงทุนเพียงแค่กิโลเมตรละ 120 ล้าน แต่มีผู้โดยสารเฉลี่ยวันละ 2 หมื่นคนเท่ากัน หรือรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน บางซื่อ- ตลิ่งชั่น ที่สร้างเสร็จมาราว 3 ปี พร้อมใช้ทุกอย่าง แต่อ้างว่า สัญญาจัดซื้อรถไฟฟ้า โครงการก่อสร้างโรงจอดและซ่อมบำรุง ผูกรวมกับสายสีแดง บางซื่อ- รังสิต ทำให้ไม่สามารถเปิดใช้งานได้”

สามารถบอกว่า เรื่องราวข้างต้นให้บทเรียนแก่อนาคตว่า แทนที่เราจะได้เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวไปสร้างหรือใช้ในโครงการที่เหมาะสมและมีความต้องการเร่งด่วนกว่า กลับต้องจมอยู่กับของที่ยังไม่พร้อมใช้จริง การลำดับความสำคัญและระบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์จึงถือเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก

“สายสีม่วง”…ต้องดิ้นรนให้มากกว่านี้

ตัวเลขการขาดทุนของรถฟ้าสายสีม่วงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนับตั้งแต่เปิดใช้งานเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

สามารถระบุว่า  ตัวเลข ณ วันที่ 13 พฤศจิกายน 2559 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีรายได้จากค่าโดยสารเฉลี่ย 513,306 บาทต่อวัน ในขณะที่รฟม.ต้องเสียค่าใช้จ่ายถึงวันละ 4 ล้านบาทจากค่าจ้างบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ให้บริหารจัดการเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา 3.6 ล้านบาทต่อวัน ค่าจ้างองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ให้รับส่งผู้โดยสารระหว่างสถานีเตาปูน-บางซื่อ 0.2 ล้านบาทต่อวัน และค่าจ้างการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ให้รับส่งผู้โดยสารระหว่างสถานีบางซ่อน-บางซื่อ 0.2 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้น รฟม.จึงขาดทุนเฉลี่ย 3,486,694 บาทต่อวัน หรือหากรวมจำนวนเงินขาดทุนตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม – 13 พฤศจิกายน 2559 จะขาดทุนถึง 349 ล้านบาท ซึ่งถ้าจำนวนผู้โดยสารยังคงเป็นไปเช่นนี้ต่อไปก็จะทำให้ รฟม.ขาดทุนถึงปีละ 1,273 ล้านบาท

เมื่อไม่สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางและระบบการเดินรถได้อีกต่อไป ทางออกที่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจรรายนี้ แนะนำคือ “ระบบส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน” ด้วยวิธีอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้โดยสารออกมาใช้บริการง่ายขึ้น หลังจากมองว่า ลำพังการปรับโดยสารลง 50 เปอร์เซนต์แบบในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ

“ต้องช่วยกันขนผู้โดยสารออกมาขึ้นรถให้ได้ เช่น จัดรถสองแถวไปรับออกมาจากบ้านหรือสถานที่ทำงาน การแก้ปัญหาลักษณะนี้ รถไฟฟ้าบีทีเอสเคยใช้มาแล้ว เมื่อสมัยเปิดให้บริการใหม่ๆ ซึ่งประสบปัญหาเช่นกัน มีผู้โดยสารใช้งานเพียงวันละ 1.5 แสนคน แต่พยายามดิ้นรน นำ shuttle bus มาขนผู้คนจากที่ทำงานหน่วยงานต่างๆออกมาขึ้นรถ ซึ่งสายสีม่วงต้องทำ ไม่ใช่นิ่งเฉยแบบนี้”

สามารถ เข้าใจดีว่า โครงการดังกล่าวไม่ได้คำนึงถึงผลกำไรที่นับเอาเฉพาะแค่ตัวเงินเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต การประหยัดเวลา พลังงาน และลดอุบัติเหตุจราจรด้วย อย่างไรก็ตาม จำเป็นเหลือเกินที่ผลประกอบการต้องขาดทุนในระดับที่เหมาะสม และสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลคิดถูกแล้วที่เลือกทำโครงการดังกล่าวในเวลานั้น

 

 

“สายสีชมพู- เหลือง”…อนาคตน่าเป็นห่วง

คำถามที่หลายฝ่ายกังวลที่สุดเวลานี้คือ โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ระยะทาง 36 กิโลเมตร วงเงิน 53,490 ล้านบาท และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ระยะทาง 30 กิโลเมตร วงเงิน 51,810 ล้านบาท จะซ้ำรอยความผิดพลาดของสายสีม่วงหรือไม่ ?

“ผมผิดหวังมาก จริงๆมันสำคัญทุกสาย แต่เราควรเลือกเส้นทางที่สำคัญที่สุดก่อน สายสีชมพู แคราย – มีนบุรี  ลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท ตกกิโลเมตรละ 1.6 พันล้าน เป็นรถไฟรางเดี่ยวหรือโมโนเรล คาดการณ์ว่าปีแรกจะมีผู้ใช้ 1.8 แสนคนต่อวัน ซึ่งก็พอๆกับรถไฟฟ้าสายสีม่วง สิ่งที่ผมกังวลคือ จะมีผู้โดยสารจำนวนมากเพียงแค่ช่วงเมืองทองธานี ศูนย์ราชการ ไปจนถึงสถานีหลักสี่เท่านั้น น้อยคนจะเดินทางจากศูนย์ราชการไปยังแครายหรือมีนบุรี ส่วนใหญ่ต้องการเดินทางเข้าสู่เมือง ทำให้เขาอาจจะเลือกนั่งรถตู้ไปลงอนุสาวรีย์ หรือหมอชิตเพื่อเข้าเมืองทันทีอย่างรวดเร็ว ขณะที่สายสีเหลืองนั้น ผมมองว่าขาดทุนเช่นกันแต่น่าจะมีปัญหาน้อยกว่า”

เส้นทางที่สามารถเห็นว่าเหมาะสมแก่การเดินหน้าลงทุนขณะนี้คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตลิ่งชัน – มีนบุรี ระยะทางรวม 39.6 กิโลเมตร เป็นแบบยกระดับระยะทาง 9 กิโลเมตร สถานียกระดับ 7 สถานี และโครงสร้างรถไฟฟ้าแบบใต้ดินระยะทาง 30.6 กิโลเมตร สถานีใต้ดิน 23 สถานี

“ความเห็นของผม รัฐต้องเลือกสายสีส้มก่อน เอาเงินมาทุ่มกับเส้นนี้ จากมีนบุรี – ราม – ศูนย์วัฒนธรรม – ประตูน้ำ – ยมราช – ปิ่นเกล้า – ตลิ่งชั่น  แถวนั้นมีคนเยอะมาก ต้องเร่งสร้าง  สายสีชมพู-เหลือง เอาไว้ก่อน แต่คิดว่าเขามีปัญหาเรื่องเวนคืนที่ดิน ทำให้ยุ่งยากในการจัดการ แต่พื้นที่ตรงนี้คนหนาแน่นมาก  มีผู้ใช้งานสูงแน่ เป็นการเชื่อมระหว่างฝั่งตะวันตกและออกของแม่น้ำเจ้าพระยา”

 

ต้องบังคับใช้”พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547″

“ที่บอกว่าสร้างก่อนแล้วความเจริญจะตามมานั้นไม่ถูกทั้งหมด  ความเจริญต้องเติบโตควบคู่ไปกับการก่อสร้าง เส้นทางที่จะมีรถไฟฟ้า ต้องมีความเจริญในพื้นที่อยู่พอสมควร ที่สำคัญต้องมีการพัฒนาส่วนอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย อย่างการดึงดูดให้เอกชนมาร่วมลงทุน เช่น จัดสรรโซนนิ่งในการพัฒนาโดยเก็บภาษีถูกลง”

อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ให้ความรู้ว่า ประเทศไทยมีกฎหมาย พระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 แต่รัฐบาลไม่นำมาปรับใช้ ทั้งที่เป็นกฎหมายชั้นดีต่อการพัฒนา

“ปกติคนถูกเวนคืนที่ดิน เขาต้องออกไปอยู่ที่อื่น แต่ พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินฯ ทำให้เขาไม่จำเป็นต้องออกไป สามารถอยู่ละแวกเดิมได้ โดยคนที่ไม่ถูกเวนคืนก็เสียสละพื้นที่ส่วนหนึ่งของเขา และจัดรูปที่ดินเสียใหม่ ไม่มีพื้นที่ชายธง และพื้นที่ตาบอด มีสิ่งแวดล้อมที่ยอดเยี่ยม มีโรงพยาบาล โรงเรียน ทำทางเข้าออกที่ดี แบบนี้ที่ดินจะมีมูลค่าสูงขึ้น แต่นี่เราดันปล่อยให้การพัฒนาเป็นไปตามยถากรรม รถไฟฟ้าเป็นสแตนอโลน โดดเดี่ยวเกินไป ไม่ผูกรวมกับการใช้ที่ดินหรือพัฒนาพื้นที่ ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย”

อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ บอกต่อว่า ถ้าเรียนรู้และตระหนักถึงความผิดพลาดในอดีต ก็จะสามารถมองเห็นปัญหาในอนาคตล่วงหน้าได้ หลักการคือ การพัฒนาที่เส้นทางขนส่งต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ เปรียบเสมือนไก่กับไข่ จะทำให้ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์ซึ่งกันและกัน ระบบขนส่งก็จะมีคนใช้มากขึ้น ผู้พัฒนาที่ดินก็จะมีคนมาอาศัยมากขึ้นเป็นการเกื้อกูลกัน

“ในอดีตย่านชินจูกุ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สภาพพื้นที่ดูไม่ได้เลย แต่ต่อมามีการตัดเส้นทางทำถนนใหม่ ปรับรูปแบบการเดินทางเข้า-ออกที่ดี แบ่งพื้นที่เป็นโซน โดยผ่านกฎหมาย พ.ร.บ. ลักษณะนี้  ซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลปัจจุบัน น่าจะบังคับใช้เป็นต้นแบบได้”

นอกจากจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ สิ่งที่ละเลยไม่ได้ก็คือ ความเป็นธรรม ที่จะต้องมีการนำมาขบคิดต่อไปด้วย  ภาครัฐอาจพิจารณานำกฎหมายพิเศษ (value capture) มาใช้  คือ การเรียกเก็บผลประโยชน์ที่เอกชนได้รับจากการมีรถไฟฟ้าตัดผ่าน

“บริเวณสถานีรถไฟฟ้า ใครมีที่ดินจะรวยเหมือนส้มหล่น บางคนไปดักซื้อที่ดินล่วงหน้า ได้ผลประโยชน์คนเดียว ราคาเพิ่มขึ้น 3-10 เท่า ในต่างประเทศเขาจึงมีมาตรการพิเศษ เช่น ถ้าพื้นที่อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า คุณต้องเสียสละเงินส่วนหนึ่งในการก่อสร้างด้วย ญี่ปุ่นทำแบบนี้เพราะถือว่าตัวเองได้ประโยชน์และลดการเก็งกำไรที่ดินไปในตัว  คนใกล้มากก็เสียมาก เมื่อคุณมีความสะดวกสบายในการเดินทาง และราคาที่ดินของคุณเพิ่มขึ้น จำเป็นต้องแบ่งเงินส่วนหนึ่งหรือเสียภาษีพิเศษเพื่อช่วยในการก่อสร้าง ไม่ได้เยอะมากจนเดือดร้อน เป็นกฎหมายเพื่อส่งเสริมความเป็นธรรม”

สามารถทิ้งท้ายว่า ระบบขนส่งมวลชนไทยต้องคิดให้ครบทุกมิติ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ คน บ้าน แหล่งงาน พัฒนาระบบขนส่งมวลชนระบบหลักและระบบเชื่อมต่อให้มีคุณภาพรองรับการเดินทางของผู้คนที่สะดวกและคุ้มค่า ไม่ใช่แข่งขันอย่างเดียวจนเกิดความซ้ำซ้อนมากเกินไป ทั้งนี้ต้องพัฒนาควบคู่กับการจัดระบบการใช้ที่ดินและผังเมืองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญอนาคตรัฐยังต้องเรียนรู้การทำสัญญาข้อตกลงกับเอกชน โดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง รวมถึงมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างชัดเจน

“การวางแผนการขนส่ง ไม่ใช่แค่เพื่อการแก้ปัญหาจราจรติดขัดเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมือง  ผู้ที่มีส่วนในการตัดสินใจต้องมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่าต้องการเมืองแบบใด  ต้องมองให้ทะลุตั้งแต่ต้น เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง อำนวยความสะดวกสบายให้เขามากที่สุด ไม่เช่นนั้นไม่ว่าจะเสร็จอีกกี่เส้น ประชาชนก็ต้องเดินในระยะไกลหรือต้องต่อรถจำนวนมากกว่าที่ควรจะเป็นทั้งสิ้น”

ทั้งหมดนี้คือ ความปรารถนาดีของสามารถ ราชพลสิทธิ์ต่อการบริหารจัดการระบบขนส่งยอดนิยมของกรุงเทพฯอย่างรถไฟฟ้า.

 

“พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก”บันทึกจากองคมนตรี “สวัสดิ์ วัฒนายากร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/467483

"พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงงานหนักที่สุดในโลก"บันทึกจากองคมนตรี "สวัสดิ์ วัฒนายากร"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เป็นอีกครั้งที่โพสต์ทูเดย์ขอนำเสนอเนื้อหาในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 ที่องคมนตรีได้ถ่ายทอดเรื่องราวการได้มีโอกาสทำงานใกล้เบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

หนึ่งในองคมนตรีที่ได้บันทึกเรื่องราวดังกล่าวไว้ คือ สวัสดิ์ วัฒนายากร อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ปัจจุบันได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ในวัย 78 ปี โดยเนื้อหาที่องคมนตรีได้บันทึกเอาไว้มีความน่าสนใจควรค่าแก่ชาวไทยจะได้รับทราบถึงพระราชกรณียกิจเยี่ยมเยียนปัญหาราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารผ่านมุมมองจากองคมนตรี

บันทึกของ สวัสดิ์ วัฒนายากร พูดถึงวินาทีแรกที่ได้รับทราบจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติแห่งชีวิตคือ องคมนตรี เมื่อ 14 ปีที่แล้ว

“คืนวันที่ 10 ก.ค. 2545 เวลา 4 ทุ่ม 45 นาที เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะหัวเตียงของผมดังขึ้น ผมงัวเงียลุกขึ้นมารับสาย เป็นเสียงของท่านราชเลขาธิการ อาสา สารสิน แจ้งว่า เพิ่งออกมาจากเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่วังไกลกังวล มีพระราชกระแสทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมเป็นองคมนตรี”

“ความรู้สึกของผมหลังจากที่ได้ยินครั้งแรกยากที่จะบรรยาย คงต้องเรียกว่า ตะลึงไปขณะหนึ่ง ผมคิดว่าหูคงเพี้ยนไป ถามย้ำหลายครั้ง ท่านราชเลขาฯ ยืนยันว่า เมื่อได้ยินครั้งแรก ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันต้องกราบบังคมทูลถามอีกครั้งจึงแน่ใจ หลังจากวางหูโทรศัพท์ ผมนอนตาค้างอยู่ประมาณสิบห้านาที ตัดสินใจโทรกลับไปหาท่านราชเลขาฯ ขอให้พูดซ้ำอีกที เรื่องพระราชกระแส เพื่อผมจะได้แน่ใจว่า เมื่อครู่นี้ไม่ได้ฝันไป”

“หลังจากที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณในการทำหน้าที่องคมนตรีเรียบร้อยแล้ว ผมถอยหลังมายืนอยู่ด้านข้าง ค่อนไปทางหลังของท่านประธานองคมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชปฏิสันถารกับท่านประธานองคมนตรี ซึ่งก็คงรวมถึงตัวผมด้วย เพราะผมยืนอยู่ในระยะที่จะได้ยินพระสุรเสียงชัด มีพระราชดำรัสใจความว่า เรื่องการแต่งตั้งองคมนตรีในครั้งนี้ ทรงพระราชดำริอยู่เป็นปี จะทรงหาคนช่วยองคมนตรี จุลนภ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ซึ่งสุขภาพไม่สู้ดีเพราะทำงานหนักมานาน

“พระองค์มีพระราชประสงค์ให้ผมมาช่วยในเรื่องโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวข้องกับด้านการเกษตร โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำซึ่งมีจำนวนมาก พระองค์ท่านทรงเล่าถึงโครงการต่างๆ ประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงปัญหาอุปสรรคและแนวทางแก้ไข”

สวัสดิ์ วัฒนายากร

ถวายงานในหลวง “ห้ามเดา”

ก่อนที่ สวัสดิ์ จะได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีนั้นได้มีโอกาสถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 มาตั้งแต่สมัยที่ทำหน้าที่เป็นอธิบดีกรมชลประทาน

“เป็นที่ตอกย้ำกันในหมู่ข้าราชการชลประทานที่กราบบังคมทูลรายงานว่า “ห้ามเดาเด็ดขาด!” ถ้าเรื่องไหนไม่รู้ ก็ให้กราบบังคมทูลตอบไปตรงๆ เคยมีช่วงแรกๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ มีกำหนดการเสด็จฯ ไปที่ฝายน้ำล้นใกล้ๆ หมู่บ้าน ผู้อำนวยการกองที่กรุงเทพฯ ในฐานะผู้ใหญ่ จึงไปรับเสด็จฯ และกราบบังคมรายงานด้วยตัวเอง โดยเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี ท่องจำข้อมูลเกี่ยวกับตัวฝายไว้พร้อม

ในช่วงหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงถามว่า สันฝายอยู่ระดับเท่าใด ผู้อำนวยการฯ เกิดจำไม่ได้ตัดสินใจดำน้ำกะตัวเลขที่ใกล้เคียง สมมติว่า “บวก 350 พระพุทธเจ้าข้า” (สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 350 เมตร) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงหยุดนิดหนึ่งแล้วมีพระราชดำรัสว่า “ถ้าระดับ 350 น้ำก็ท่วมตำบลนี้ทั้งตำบล” ทรงชี้ไปที่แผนที่ 1:50,000 เส้นบอกระดับตำบลที่อยู่เหนือน้ำอยู่ที่ 349 นับแต่นั้นเป็นต้นมาผมท่องเป็นคาถาว่า เวลากราบบังคมทูลตอบเมื่อมีพระราชดำรัสถามห้ามเดา แต่ก็ยังไม่วายพลาดจนได้

คืนวันหนึ่ง ผมได้ร่วมโต๊ะเสวยหลังจากที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ทุรกันดารแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พระราชดำรัสที่ยังก้องอยู่ในหูของผมจนทุกวันนี้ คือ “ที่เขายากจนต้องมาทำมาหากินในพื้นที่แห้งแล้งเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะมา แต่เพราะเขาไม่มีที่อื่นจะไป ที่ฉันช่วยเขา ไม่ใช่ว่าจะช่วยตลอดไป แต่ช่วยเพื่อให้เขาได้มีโอกาสช่วยตัวเองต่อไป”

“ถนนดิสโก้-รั้วลวดหนาม”

บันทึกของสวัสดิ์ ระบุว่า หลังจากเสด็จฯ กลับจากแปรพระราชฐานที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ได้เพียงเดือนเศษ ก็เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยังพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ จ.สกลนคร และมีกำหนดการเสด็จฯ ไป อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 25 พ.ย. 2535

ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระดำเนินตรงมายังพวกเราที่ยืนรอเฝ้าฯ รับเสด็จ ทรงชี้ไปที่ลำน้ำลำพะยังในแผนที่ จุดใกล้ๆ กับบ้านกุดตอแก่น พร้อมกับมีพระราชดำรัสว่า ลำพะยังเหมือนลำน้ำทั้งหลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลำน้ำคดเคี้ยวมาก หน้าน้ำ น้ำจะท่วมเป็นประจำ พอหมดฝน ลำน้ำก็แห้งผาก กลายเป็นหุบเหวลึกถึงสิบเมตร น่าจะพิจารณาจุดที่เหมาะสมในการสร้างประตูเก็บน้ำไว้ใช้จากนั้นพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรตรงจุดนี้ ทรงชี้ในแผนที่มีพระราชดำรัสแล้วพระองค์ท่านก็เสด็จฯ ไปยังที่ว่าการอำเภอ

รองสมุหราชองครักษ์ พล.อ.ท.สุพจน์ ครุฑพันธุ์ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล และผมจะต้องอยู่ในรถนำขบวน พวกเรารีบตะลีตะลานศึกษาเส้นทางที่จะไปยังจุดที่พระองค์ท่านทรงชี้ มีปลัดอำเภอโทอยู่คนเดียวที่เป็นคน จ.กาฬสินธุ์ แต่ก็ไม่ใช่คน อ.เขาวง ไม่ชำนาญพื้นที่เหมือนกัน สรุปว่า ระหว่างนำขบวนซึ่งต้องผ่านบ้านกุดตอแก่น เราจึงรีบไปพาตัวกำนัน ซึ่งมีบ้านอยู่ที่นั่นให้นำทางไป

เวลา 19.00 นาฬิกา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ลงจากอำเภอ ขบวนเริ่มออกเดินทางไปจุดที่ลำพะยังแห้งเป็นหุบเหวลึก พวกเราในรถใจคอไม่สู้ดี เพราะไม่รู้เส้นทางเลย ได้แต่ดูจากแผนที่ 1:50,000 และขณะนั้น บรรยากาศมืดสนิท การจัดขบวนเสด็จฯ รถยนต์พระที่นั่งจะเป็นคันที่สอง ต่อจากรถนำซึ่งเป็นรถของเรา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง

จำได้ว่าเป็นรถ Jeep Wagoneer พวงมาลัยซ้าย เราเร่งเครื่องเต็มที่ เหลียวดูเห็นไฟหน้ารถขบวนยาวเหยียด เราทิ้งระยะขบวนประมาณ 2-3 กิโลเมตร พอถึงหน้าบ้านกำนันปลัดอำเภอตะโกนเรียก ได้ความว่า กำนันไม่อยู่ ไปกรุงเทพฯ พวกเราชักเลิ่กลั่กออกจากหน้าบ้านกำนันก็พบชายสองถึงสามคนยืนอยู่ริมถนน คนหนึ่งนุ่งผ้าขาวม้าไม่สวมเสื้อ ปลัดอำเภอส่งภาษาท้องถิ่นถามไปถามมา รถยนต์พระที่นั่งก็ใกล้เข้ามา รองสมุหราชองครักษ์ พล.อ.ท.สุพจน์ บอกให้คว้าตัวขึ้นมาเลย โดยให้นั่งเบียดข้างหน้า ปลัดอำเภอโต้ตอบกับมัคคุเทศก์ที่นุ่งผ้าขาวม้าซึ่งเราฟังไม่ออก

พอรถออกจากบ้านกุดตอแก่น มัคคุเทศก์บอกให้เลี้ยวซ้าย ขับไปได้ราว 2-3 กิโลเมตร มัคคุเทศก์สั่งให้เลี้ยวขวาลงทางเกวียน ถนนขรุขระสุดๆ รถกระเด้งกระดอนแกว่งไปมา มืดก็มืด พวกเราชักใจเสีย เพราะรถยนต์พระที่นั่งและขบวนตามมาติดๆ สิ้นสุดทางเกวียน เราคิดว่าต้องมาผิดทางแน่ คงจะสื่อสารกันไม่เข้าใจหรืออย่างไร รถยนต์พระที่นั่งมาจอดใกล้ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ลงจากรถยนต์พระที่นั่ง ผมวิ่งไปถวายความเคารพ พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสถามว่า “อธิบดีจะพาฉันไปดิสโก้ที่ไหน?” ผมยิ้มแห้งๆ กราบบังคมทูลตอบว่า “ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบว่าที่นี่ที่ไหน พระพุทธเจ้าข้า”

พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสว่า “ตอนออกจากบ้านกุดตอแก่น ต้องเลี้ยวขวา แต่รถนำเลี้ยวซ้าย ฉันเลยต้องตามมา” และยังมีพระราชดำรัสสั่งให้ถามมัคคุเทศก์ให้ชัดเจนว่า จุดที่ลำพะยังเป็นหน้าผาสูง มองเห็นลำน้ำเป็นร่องเหวลึก มีทางไปได้ไหม ปลัดอำเภอสอบถามได้ความว่า ต้องกลับไปบ้านกุดตอแก่นต่อไปอีก 2-3 กิโลเมตร แล้วต้องเดินไปอีกราว 500 เมตร จะถึงลำพะยังตรงจุดนั้น

ขบวนกลับรถกันกลางทุ่งนาอย่างทุลักทุเล ขณะนั้นเวลาประมาณ 19.30 นาฬิกา วิ่งกลับไปจนสุดทาง ตามที่มัคคุเทศก์บอก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ลงทรงพระดำเนินท่ามกลางความมืดไปในทุ่งนาตะปุ่มตะป่ำ โดยมีไฟฉายส่องทางและมีมัคคุเทศก์ผ้าขาวม้าเดินนำ ทุกคนต้องเดินอย่างระมัดระวัง ถ้าพลาด เท้าจะแพลงได้ทันที สักครู่มาถึงสระบังของราษฎร มีรั้วลวดหนาม โดยทรงให้เจ้าหน้าที่ถ่างลวดหนาม แล้วทรงพระดำเนินมุดรั้วลวดหนามเข้าไป

ความรู้สึกของผมบอกไม่ถูก นึกรำพึงในใจว่า จะมีพระเจ้าแผ่นดินหรือพระประมุขของประเทศไหนหนอในโลกนี้ ที่จะทรงตรากตรำพระวรกายจนถึงทรงมุดรั้วลวดหนาม เพื่อจะเสด็จฯ ไปทรงหาน้ำให้ราษฎร ยิ่งกว่านั้น พระองค์ท่านยังทรงหันกลับมามีพระราชดำรัสเตือนว่า “อธิบดี อย่าลืมซ่อมรั้วให้เขานะ”

ลุงวาเด็ง

ตำนาน “ลุงวาเด็ง” พระสหายในหลวง

อีกหนึ่งเรื่องเล่าขานที่ประชาชนชาวไทยได้ยินกันมานาน คือ ลุงวาเด็ง ผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพระสหายของในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่แน่นอนว่ามีน้อยคนนักจะรู้ว่าในหลวงไปพบกับลุงวาเด็งได้อย่างไร

“ผมเข้ารับตำแหน่งได้เพียงเดือนเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ แปรพระราชฐานไปยัง พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ กรมชลประทานก็เปิดศูนย์รับเสด็จฯ ที่โครงการชลประทานนราธิวาส ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา เมื่อทราบว่าจะเสด็จฯ ออกทรงงานที่ใด พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา กับ พล.อ.ท.สุพจน์ ครุฑพันธุ์ (ยศขณะนั้น) รองสมุหราชองครักษ์ จะรีบแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อออกไปตรวจพื้นที่พร้อมกำหนดจุดที่จะเสด็จฯ ในวันที่ 30 ก.ย. 2535 มีกำหนดจะเสด็จฯ ไปพื้นที่พรุแฆแฆ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นพรุเสื่อมโทรมขนาดใหญ่”

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.เทียนชัย จั่นมุกดา พร้อมกับเจ้าหน้าที่กรมราชองครักษ์เฝ้าฯ ทรงชี้ในแผนที่ 1 : 50,000 แล้วมีพระราชดำรัสว่า จะเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรปากคลองน้ำจืด ซึ่งมีศักยภาพที่จะสร้างอาคารเก็บน้ำจืดไว้ให้ราษฎรในหน้าแล้งได้ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าของพื้นที่ ร่วมกันทัดทานว่า เสด็จฯ ไปไม่ได้ ทางที่ไปขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อเพราะเป็นหน้าฝน และจุดที่จะเสด็จฯ ไปรถยนต์เข้าไม่ถึง อยู่ห่างจากถนนประมาณเกือบหนึ่งกิโลเมตร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสสั้นๆ ว่า “ฉันไปได้”

การเปลี่ยนเส้นทางกะทันหันในยามค่ำมืดเช่นนี้ ย่อมมีปัญหาที่ทุกคนกังวลยิ่งคือเรื่องการถวายความปลอดภัย ไม่มีใครทราบว่า เส้นทางที่จะไปจะเจออะไรบ้าง ผมจำได้ว่า พอสุดเส้นทางถนนขรุขระที่รถแล่นได้ ทุกคนต้องลงเดิน ทางที่เดินนั้นมืดมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินโดยมีเจ้าหน้าที่ใช้ไฟฉายส่องทาง ผู้ที่ตามเสด็จฯ ทุกคนเตรียมพกไฟฉายประจำตัวอยู่แล้ว ถ้าใครไม่มี เป็นต้องเดินตกท้องร่องแน่ๆ

“สักครู่ก็ถึงบ้านใต้ถุนสูงของเจ้าของสวน ซึ่งเป็นชาวไทยมุสลิมอายุประมาณ 70 ปีเศษ นุ่งกางเกงสีน้ำเงินไม่สวมเสื้อ เห็นกล้ามเป็นมัดๆ แสดงอาการตื่นเต้น ดีอกดีใจเมื่อทราบว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินผ่านที่ของเขา ชายคนนี้คือ ลุงวาเด็ง รับอาสานำทางไปยังจุดที่มีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตร คือ ปากคลองน้ำจืด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแนะนำให้กรมชลประทานไปพิจารณารายละเอียด เพื่อสร้างประตูบังคับน้ำที่ปากคลอง เพื่อเก็บน้ำจืดไว้ใช้ในหน้าแล้ง”

“หลังจากประทับอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมง จึงเสด็จฯ กลับ โดยทรงแวะที่บ้านลุงวาเด็ง ช่วงนั้นมีสุภาพสตรีสามถึงสี่คน แต่งตัวคลุมศีรษะเรียบร้อยตามประเพณียืนรอเฝ้าฯ รับเสด็จ เข้าใจว่าเป็นครอบครัวของลุงวาเด็ง ลุงวาเด็งซึ่งยังคงอยู่ในชุดเดิม เฝ้าฯ กราบบังคมทูลฯ อยู่ข้างบ่อน้ำตื้น ซึ่งมีเครื่องสูบน้ำใหม่เอี่ยมวางอยู่ข้างบ่อ ลุงวาเด็งได้กราบบังคมทูลฯ เป็นภาษายาวี ว่า เป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวของเขา ที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จฯ มาถึงบ้าน แต่เสียใจเหลือเกินที่ไม่มีผลไม้ทูลเกล้าฯ ถวาย”

“เงาะกับทุเรียนที่ปลูกไว้ก็เพิ่งขายไป เหลือทุเรียนลูกเล็กๆ ห้อยต่องแต่งอยู่ลูกเดียว และยังดิบอยู่ เงินที่ได้มาสองหมื่นบาทก็เอาไปซื้อเครื่องสูบน้ำใหม่ที่เห็นวางอยู่ ผมจำได้ว่าเป็น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ที่กล่าวทำนองแหย่เล่นว่า “ไม่มีอะไรถวาย ก็ปั๊มน้ำนั่นไงล่ะ”

“ลุงวาเด็งแสดงอาการดีใจเหมือนเพิ่งนึกได้และกราบบังคมทูลฯ ว่า “ถวายเลย ขอถวายปั๊มน้ำ” พร้อมกับหันไปทางเจ้าหน้าที่ บอกว่า “ยกไปเลย ยกไปเลย” เสียงของลุงวาเด็งบ่งบอกถึงความจริงใจ ต่อมาเมื่อใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษา ลุงวาเด็งจะหอบหิ้วผลไม้ตามฤดูกาลเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวายเป็นประจำทุกปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรียกลุงวาเด็งว่า “พระสหาย”

“ฉันดีใจมาก” รอยยิ้มพระเจ้าแผ่นดิน

สวัสดิ์ วัฒนายากร อดีตองคมนตรี บอกเล่าผ่านในหนังสือ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ถึงการเสด็จฯ ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจครั้งหนึ่ง โดยครั้งนั้นในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสกับคณะผู้ติดตามนั้นว่า “ฉันดีใจมาก” เพราะสามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมองปัญหาในมุมที่คนส่วนใหญ่มองไม่ค่อยเห็น และพระองค์ท่านจะทรงแก้ด้วยวิธีง่ายๆ ซึ่งได้ผลอย่างที่ไม่มีใครคาดถึง โครงการมูโนะ เป็นโครงการหนึ่งที่ผมได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะได้ติดตามอธิบดีมนัส ปิติวงษ์ ไปรับเสด็จที่นราธิวาส ในช่วงปี พ.ศ. 2518-2522 แม่น้ำโก-ลกเป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย ต้นน้ำเป็นเทือกเขาสันกาลาคีรี แม่น้ำไหลออกทะเลที่ อ.ตากใบ มีปัญหาน้ำท่วม อ.สุไหงโก-ลก และ อ.สุไหงปาดี เป็นประจำ ฝั่งมาเลเซียทำคันกั้นน้ำตลอดแนว น้ำแทนที่จะไหลล้นสองฝั่ง กลับล้นมาฝั่งเราฝั่งเดียว จึงท่วมหนักกว่าปกติ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสกับอธิบดีกรมชลประทานว่า “ฝั่งมาเลเซียทำคันกั้นน้ำ ถ้าฝั่งเราทำบ้างต่อไปจะสูงขึ้นสูงขึ้นทั้งสองฝั่ง กลายเป็นกำแพง” พระองค์ท่านทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโครงการมูโนะ โดยทำประตูนำน้ำส่วนที่เกินจากแม่น้ำโก-ลกเข้ามาที่คลองมูโนะ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมชลประทานสร้างระบบชลประทาน ทำคลองส่งน้ำส่งไปเลี้ยงพื้นที่เกษตรใน อ.สุไหงโก-ลก กับ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส โครงการมูโนะสอดคล้องช่วยเหลือเกื้อกูลกับโครงการพรุโต๊ะแดงของพระองค์ท่านอีกโครงการหนึ่งด้วย

พรุโต๊ะแดงเริ่มต้นที่ อ.เมือง จ.นราธิวาส ไปสิ้นสุดที่ อ.สุไหงโก-ลก ระยะทางเกือบ 40 กิโลเมตร เดิมครอบคลุมพื้นที่เกือบ 2 แสนไร่ ในปีที่แล้งติดต่อกันราษฎรที่ทำกินอยู่บริเวณรอบพรุจะค่อยๆ รุกล้ำเข้าไปทำกิน บางปีก็เกิดไฟไหม้ป่าพรุจนปัจจุบันเหลือพื้นที่พรุเพียงประมาณ 8 หมื่นไร่ ปัญหาการทำกินของราษฎร คือ เรื่อง 4 น้ำ น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเปรี้ยว และน้ำเค็ม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินโครงการพรุโต๊ะแดง โดยขุดลอกคูคลองแล้วสร้างประตูควบคุมน้ำ ให้บริหารจัดการโดยให้น้ำในพรุอยู่ในระดับไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ถ้าน้ำน้อยกว่านั้น เมื่อดินแห้งปฏิกิริยาของใบไม้รากไม้ที่สะสมอยู่ใต้ดินลึกหลายสิบเมตรจะทำให้เกิดความร้อนเกิดไฟลุกขึ้นเองได้ ยากที่จะทำการดับ เมื่อน้ำมากก็เปิดประตูระบายน้ำออก ไม่ให้ล้นท่วมพื้นที่เกษตรของราษฎร และทรงกำชับให้กรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องป้องกันไฟไหม้ป่า และป้องกันการรุกของราษฎร เพื่อรักษาผืนป่าชุ่มน้ำอันมีค่านี้ไว้

เมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2529 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรบ้านโคกอิฐ โคกใน และโคกกูแว ต.พร่อน อ.ตากใบ ทอดพระเนตรสภาพความยากจนของชาวบ้าน ทรงซักถามถึงปัญหาอุปสรรคในการดำรงชีพของราษฎร ราษฎรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยมุสลิมที่มารอเฝ้าฯ ได้กราบบังคมทูลฯ ว่าถึงแม้ปัญหาเรื่องน้ำท่วมได้บรรเทาเบาบางลงตั้งแต่โครงการพรุโต๊ะแดงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แต่ก็มีเรื่องน้ำเปรี้ยวที่ไหลมาจากพรุ ทำให้สวนผลไม้ไม่ได้ผล ข้าวก็ได้ไร่ละ 10-15 ถัง บางปีได้เพียง 4-5 ถัง ไม่พอกิน สัตว์เลี้ยงมักจะล้มป่วย กรมพัฒนาที่ดินช่วยเหลือโดยนำปูนมาร์ลมาใส่ในนา แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูงไม่สามารถใส่ให้พอเพียงได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสว่า น้ำจืดในโครงการมูโนะมีเหลือเฟือ ให้กรมชลประทานสร้างคลองนำน้ำจืดมาซะล้างดินเปรี้ยวและใช้น้ำในการทำนา แล้วทำคันกั้นน้ำจากพรุโต๊ะแดง โดยให้ระบบคลองระบบน้ำเปรี้ยวแยกออกต่างหาก ไม่ให้เข้าไปในพื้นที่เกษตรของราษฎร และให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แนะนำให้ความรู้ด้านวิชาการแก่ราษฎร

หลายปีต่อมา วันที่ 28 ก.ย. 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จฯ ไปยังบ้านโคกอิฐ โคกใน และโคกกูแวอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนสังเกตเห็นมีบ้านสร้างใหม่ขึ้นหลายแห่ง ต้นไม้ผลไม้ก็ดูเขียวชอุ่มงามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะข้าวในนากำลังงามแตกกอเต็มท้องทุ่ง ราษฎรที่มารับเสด็จทุกคนมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ราษฎรกราบบังคมทูลฯ ว่า เดี๋ยวนี้ข้าวที่เคยได้ 5-10 ถัง/ไร่ไม่พอกิน ตั้งแต่ได้น้ำจืดพระราชทานและทำคันเอาน้ำเปรี้ยวออก ต้นข้าวก็งดงามได้ถึง 40-50 ถัง/ไร่ ทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง เหลือพอขาย ต้นไม้ผลไม้ก็พลอยงามให้ผลดี วัวควายก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ทุกอย่างดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เดี๋ยวนี้สบายแล้ว

ทุกคนในขบวนเสด็จฯ สังเกตเห็นได้ชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปฏิสันถารกับราษฎรและทรงซักถามในรายละเอียดด้วยพระพักตร์ที่เบิกบานผ่องใส ทุกข์ของราษฎร คือทุกข์ของพระองค์ท่าน คงไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราทรงมีความสุขยิ่งไปกว่าความอยู่ดีกินดี รอดพ้นจากความยากจนของพสกนิกรของพระองค์ท่าน

ผมจำภาพนี้ติดตาไม่มีวันลืมเลือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หันพระพักตร์มาที่พวกเรา แย้มพระสรวลแล้วมีพระราชดำรัสว่า “ฉันดีใจมาก”

ในช่วงท้าย อดีตองคมนตรี บอกว่า ที่ผมเล่ามาเป็นเพียงเกร็ดเล็กน้อย ของเศษเสี้ยวที่ได้ตามเสด็จและปฏิบัติงานถวายใกล้ชิด ภาพที่ประจักษ์แก่สายตาพสกนิกรเป็นประจำ คือ หยาดพระเสโทเต็มพระพักต์จนฉลองพระองค์เปียกชุ่ม หรือประทับบนพื้นดินทรงซักถามทุกข์สุขของราษฎรที่มารอเฝ้าฯ หรือเสด็จฯ ไปในป่าเขาหุบเหวท่ามกลางสายฝนที่กำลังกระหน่ำ ทั้งในเวลากลางวันหรือค่ำคืนดึกดื่น

“ผมเป็นเพียงคนไทยคนหนึ่งที่มีบุญได้ปฏิบัติงานถวายการรับใช้ได้เบื้องพระยุคลบาทในช่วงสั้นๆ ยังมีข้าราชการและผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก ที่ได้ปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณในพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ”

“เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ผมคิดว่าเป็นบุญของประเทศไทยและคนไทยทั้งชาติ ที่เรามีพระมหากษัตริย์และพระราชินี สุดประเสริฐ ทั้งสองพระองค์ได้ทรงทุ่มเทและทรงตรากตรำพระวรกายอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 60 ปี ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ ที่ผมเล่ามานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลายๆ เหตุการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตนเอง และติดตาตรึงใจของผมมาโดยตลอด ราวกับว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง”

 

ชีวิตติดปีกของ “หม่อง ทองดี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 พฤศจิกายน 2559 เวลา 15:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/466472

ชีวิตติดปีกของ "หม่อง ทองดี"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…วิศิษฐ แถมเงิน

“สวัสดีครับพี่ มายากมั้ยครับ”

หม่อง ทองดี ในชุดเสื้อโปโลสีดำ กางเกงขาสั้น ออกมายืนรอรับหน้าบ้านด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร ชวนให้นึกถึงภาพของเด็กน้อยกำลังย่อตัวพร้อมเหวี่ยงแขนสุดแรงเกิดเพื่อส่งเครื่องบินกระดาษพับลอยสูงไปบนอากาศ กระทั่งคว้าแชมป์ระดับประเทศ เมื่อหลายปีก่อน

วันนี้หม่องเติบใหญ่กลายเป็นหนุ่มวัย 19 ร่างเล็กแกร่ง พูดน้อย ขี้อาย เวลาหมุนเปลี่ยนเวียนผ่านทำให้ชีวิตของเด็กหนุ่มไร้สัญชาติผู้มีชื่อเสียงคนนี้กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้งกับแง่มุมใหม่ๆที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ นั่นคือ การเป็นครูฝึกโดรนของสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

จากด.ช.เครื่องบินกระดาษสู่ครูฝึกโดรน

บนชั้น 2 ของสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ย่านเพชรเกษม เป็นห้องโถงโล่งๆ ทันทีที่ไฟนีออนสว่างพรึ่บเผยให้เห็นบรรยากาศคล้ายโกดัง เต็มไปด้วยเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์จำลองบังคับวิทยุ และโดรนขนาดต่างๆวางเรียงรายสะดุดตา

“ชีวิตผมก็ยังวนเวียนอยู่กับเครื่องบินนี่แหละครับ”

หม่องหัวเราะ ขณะกุลีกุจอหาเก้าอี้ให้นั่ง พร้อมเปิดพัดลมไล่อากาศร้อนอบอ้าว เขาเล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันกำลังเรียนอยู่ที่การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) หนองแขม ควบคู่กับฝึกงานที่สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ

“ผมชอบเครื่องบินมาตั้งแต่เด็ก เคยเล่นเครื่องบินกระดาษพับมาก็เลยอยากต่อยอดไปสนใจเครื่องบินบังคับวิทยุ ประมาณ 5 ปีที่แล้วได้เจอกับอาจารย์พิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล (นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ) ขณะเข้าร่วมโครงการหนูน้อยเจ้าเวหา แกสอนผมดีมาก วิธีบิน บินยังไง ทำยังไงให้บินได้นานๆ บินได้อย่างปลอดภัย สอนการถ่ายภาพทางอากาศ ภาพมุมสูง สอนให้รู้จักกลไกการทำงานของโดรนและเครื่องบินจำลองบังคับวิทยุ ต่อมาเขาประกาศว่าใครไม่มีทุนทรัพย์แต่อยากมาฝึกงานกับสมาคมให้สมัครมา ผมก็ส่งใบสมัครจนมาอยู่ที่นี่ได้หนึ่งปีแล้วครับ”

หน้าที่หลักคือ บินถ่ายภาพมุมสูง ทั้งงานข่าว ถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬา เรือยาว จักรยาน งานกู้ภัย วันไหนมีอบรมก็ไปช่วยเป็นครูฝึก กินนอนอยู่ที่สมาคมเลย โดยสมาคมอุปถัมภ์ให้เงินเดือนๆละ 15,000 บาท เงินส่วนหนึ่งผมก็ส่งให้พ่อแม่ ที่เหลือเก็บไว้ใช้เองครับ”

น้ำเสียงของเขาสุภาพ ถ่อมเนื้อถ่อมตัว แววตาเบิกกว้างทุกครั้งเวลาพูดถึงเครื่องบิน หม่องชอบเครื่องบินทุกชนิด เพราะสงสัยใคร่รู้ว่ามันบินได้ยังไง ทำไมถึงอยู่บนฟ้าได้โดยไม่ตกลงมา ทั้งที่ทำจากเหล็ก คำถามเหล่านี้สร้างความอัศจรรย์ใจให้เขามาตลอด

ย้อนกลับไปเมื่อปีพ.ศ.2540  วันที่หม่องลืมตาขึ้นมาดูโลก เขาเกิดที่หมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งใน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ เป็นลูกชายของสองสามีภรรยาชาวชนเผ่าปะโอ ผู้อพยพหนีภัยสงครามมาจากรัฐฉาน ประเทศพม่า ไม่น่าเชื่อว่า ชีวิตของเด็กไร้สัญชาติคนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลเพราะเครื่องบินกระดาษพับลำเล็กๆ

“สมัยป.3 ผมพับเครื่องบินกระดาษเล่นกับเพื่อนๆ เล่นไปวันๆโดยไม่รู้เลยว่าจะโอกาสไปแข่งถึงต่างประเทศ วันหนึ่งมีครูมาบอกว่าสมาคมเครื่องบินกระดาษพับกำลังหาตัวแทนไปแข่งระดับภูมิภาคที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครูก็ส่งเราไป ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าแข่งยังไง ชนะแล้วได้อะไร การแข่งเครื่องบินกระดาษคือการร่อนให้อยู่บนอากาศให้นานที่สุด คนแข่งเป็นร้อย ผมก็พับๆไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจับเวลา หรือตัดสินกันยังไง ทำไปตามความเคยชิน รู้ตัวอีกทีก็ชนะได้เป็นตัวแทนของภาคเหนือไปชิงแชมป์ประเทศไทยที่กรุงเทพฯ”

ท่าร่อนเครื่องบินกระดาษอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กชายหม่อง ทองดี เรียกเสียงฮือฮามาก เขาจะย่อตัวลงต่ำชนิดหลังแทบติดพื้น มือข้างหนึ่งเล็งเป้าไปบนท้องฟ้า อีกมือหนึ่งจับแน่นที่เครื่องบินกระดาษ ก่อนจะกระโดดเหวี่ยงสุดแรงเกิด ส่งเจ้าเครื่องบินลำน้อยพุ่งทะยานไปบนอากาศ หม่องบอก ทำตามสัญชาตญาณล้วนๆ ไม่ได้ยึดหลักแรงโน้มถ่วงหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ใดๆทั้งสิ้น

ท่าร่อนเครื่องบินกระดาษอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

 

“ที่กรุงเทพ ผมลงแข่งรุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ตอนนั้นอายุแค่ 9 ขวบ ตัวเล็กที่สุดเลย สุดท้ายก็ชนะ ก็กลับมาเรียนหนังสือตามปกติ หลังจากนั้นต้องไปแข่งที่ประเทศญี่ปุ่นอีก ครูที่โรงเรียนมาบอกว่าหม่องไม่ใช่คนไทย ไม่มีบัตรประชาชน จะเดินทางไปต่างประเทศไม่ได้ ครูเลยพาผมไปหาอาจารย์แหวว (รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน) กับครูแดง (เตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ปัจจุบันเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ) เพื่อขอให้ช่วย

มีนักข่าวถามว่าไม่ได้ไปแข่งเมืองนอกรู้สึกยังไง เห็นครูร้องไห้ผมก็ร้องตาม ตอนนั้นพูดอะไรไม่ถูก เขาเดินเรื่องกันจนในที่สุดก็ออกบัตรชั่วคราวให้ไปแข่งได้ ผมลงประเภททีมกับประเภทบุคคล ปรากฎว่าประเภทบุคคลผมได้ที่สาม ส่วนประเภททีมได้ที่หนึ่ง ได้เหรียญทองกลับมา”ประโยคแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ

ณ วันนี้ หม่อง “ติดปีก”เพิ่มให้แก่ตัวเองจากประสบการณ์ที่สั่งสมพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เริ่มที่เครื่องบินกระดาษพับ เครื่องบินบังคับวิทยุ มาถึงโดรน ภายใต้ความหวังในใจว่าสักวันหนึ่งอาจมีวาสนาได้ขับเครื่องบินจริงๆกับเขาบ้าง

คำสัญญาเพียงแค่ลมปาก วันนี้เขายังไร้สัญชาติ

“ผมดีใจที่เกิดเมืองไทย ได้เติบโต ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศที่เราอยู่กินมาตั้งแต่เด็กๆ”

คำตอบชัดถ้อยชัดคำ หลังถูกถามว่ารู้สึกอย่างไรตอนที่คว้ารางวัลการแข่งขันเครื่องบินกระดาษระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปีพ.ศ.2552

หม่องยิ้มกว้าง ถูมือเล่นไปมาอย่างเขินอาย ใครเล่าจะลืมช่วงเวลาอันหอมหวานของความสำเร็จได้ ทว่าสีหน้าของเขาค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นเรียบนิ่ง ริมฝีปากเม้มตรง ก้มหน้ามองพื้น เมื่อถูกถามถึงบำเหน็จรางวัลที่ได้รับในฐานะผู้สร้างชื่อเสียงให้กับบ้านเกิดเมืองนอน

“หลังกลับเมืองไทย นักข่าวมาสัมภาษณ์กันทุกช่องเลย เหนื่อยมากครับ ต้องนั่งเครื่องมาออกรายการที่กรุงเทพฯบ่อยๆ ผู้ใหญ่หลายคนเข้ามาบอกว่าจะให้ทุนการเรียน จะให้บัตรประชาชน ผมก็ดีใจ พ่อแม่จะได้ไม่เหนื่อย แต่จนถึงวันนี้ ผ่านมากว่าสิบปี ยังไม่ได้รับอะไรแม้แต่อย่างเดียว ทุนการเรียนพ่อแม่ก็เป็นคนส่งมาตลอด บัตรประชาชนก็ยังไม่ได้ เราก็ไม่ได้เรียกร้อง ไม่คิดจะไปทวงถามอะไรทั้งนั้น แต่เสียใจนิดหน่อยที่ผู้ใหญ่พูดอะไรไปแล้วไม่ทำตาม เห็นใจพ่อแม่ที่ต้องเหนื่อยทำงานส่งเราเรียน ส่วนเรื่องบัตรประชาชนเขาก็บอกว่าให้เรียนจบปริญญาตรีก่อนถึงจะได้”  

คนไทยจำนวนไม่น้อยยังจำหม่อง ทองดีได้ หลายคนเข้ามาชื่นชมกับวีรกรรมครั้งเก่าๆที่เคยสร้างชื่อให้กับประเทศ หลายคนถามถึงคำสัญญาจากผู้ใหญ่ในรัฐบาลขณะนั้นว่าได้ทำตามคำที่ให้ไว้หรือไม่ หม่องทำได้เพียงยิ้มอย่างสุภาพก่อนตอบตามความจริง

“บางคนก็เข้ามาถามว่า น้องหม่องที่พับเครื่องบินกระดาษใช่ไหม เขาก็ชื่นชม หลายคนก็ถามว่าได้สัญชาติไทย ได้บัตรประชาชนหรือยัง เขาก็เห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจเรา ยอมรับว่าเสียใจครับ เขาพูดกับเราตั้งแต่ตอนเด็กๆ พอโตขึ้นมันก็ติดอยู่ในใจมาตลอดว่าเขาจะให้ สุดท้ายก็ไม่ให้ แต่ผมเชื่อคำสอนของแม่มาตลอดว่า ถ้าเขาให้ก็เอา ถ้าไม่ให้เราก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำชีวิตเราให้ดีที่สุด อย่าไปเกเร ทำเรื่องเสื่อมเสีย เรื่องบัตรประชาชน การได้สัญชาติไทยก็ยังเป็นความฝันเล็กๆอยู่ ผมอยากเป็นคนไทยเต็มตัวครับ”

ด.ช.หม่องกับครอบครัว หลังเดินทางกลับมาจากการแข่งขันเครื่องบินกระดาษโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2552

 

ภูมิใจที่สุดในชีวิต บินถวายงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9

ภาพถ่ายมุมสูงของข้าราชการสังกัดกรุงเทพมหานคร(กทม.)กว่า 3,500 ชีวิต รวมตัวกันแปรอักษรเป็นรูป”เลข ๙” เพื่อแสดงความอาลัยถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ช่างงดงามอลังการ สร้างความปลาบปลื้มชื่นใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ใครจะรู้ว่าครูฝึกโดรนไร้สัญชาติคนนี้คือหนึ่งในทีมงานถ่ายภาพ

“เป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญ เป็นความภาคภูมิใจที่สุดที่ถวายงานรับใช้ในหลวงรัชกาลที่ 9 เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดด้วยการถ่ายรูปออกมาให้สวยที่สุด”

คำตอบที่สั้นแต่กินความหมายลึกซึ้ง หม่องอธิบายต่อว่า หลักการใช้โดรนบินถ่ายภาพมุมสูงยากตรงที่จะบินอย่างไรให้ปลอดภัย บินอย่างไรให้ได้ภาพสวยๆ

“ต้องวางแผนเรื่องความปลอดภัย บินยังไงให้ไม่ตก บินยังไงไม่ให้ไปชนตึก ชนเสาไฟ ไม่ให้ตกใส่หัวคน ที่ไหนควรบินที่ไหนไม่ควรบิน การถ่ายภาพด้วยโดรนก็เหมือนกล้องตัวหนึ่งเพียงแต่อยู่บนฟ้า ต้องคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะบินยังไงให้ได้ภาพสวย ถ่ายภาพมุมไหนถึงจะออกมาสวย ส่วนหนึ่งผมก็เรียนจากอาจารย์ช่างภาพของสมาคม ส่วนหนึ่งก็ศึกษาเองจากยูทูบ”

งานแปรอักษรของข้าราชการกทม. ถวายความอาลัยแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งหม่อง ทองดีได้เข้าร่วมถ่ายภาพครั้งนี้ด้วย

 

ความภาคภูมิใจที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตครูฝึกโดรน

พูดจบ หม่องขอตัวไปเปลี่ยนชุดเพื่อจะถ่ายรูป ช่างภาพเหลียวซ้ายแลขวาหาโลเกชั่นเหมาะๆ นักข่าวควักสมุดจดขึ้นมาไล่ดูลิสต์คำถามที่เหลือ ไม่นานพระเอกของเราก็เดินลงมาด้วยโฉมใหม่ที่ดูหล่อเหลาขึ้น จึงโยนคำถามเกี่ยวกับความใฝ่ฝัน ความทะเยอทะยาน และเป้าหมายในอนาคต

“เบื้องต้น ผมอยากเรียนเรื่องการถ่ายภาพครับ เพราะกำลังทำงานเรื่องโดรนเรื่องการถ่ายภาพอยู่ เรียนจบอาจไปสมัครเป็นช่างภาพสื่อมวลชน หรือถ้าวันข้างหน้ามีทุนก็อยากเปิดร้านขายเครื่องบินจำลองและรับจ้างถ่ายภาพมุมสูง ความฝันที่อยากเป็นนักบินคงยาก แต่ถึงไม่ได้ขับเครื่องบินจริง เราขับเครื่องบินจำลองก็ได้ครับ” เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนเอ่ยทิ้งท้ายคล้ายกับเป็นฉากจบของการสนทนาว่า

“ตอนนี้ผมพยายามทำสิ่งดีๆให้กับประเทศชาติ พยายามเรียนให้จบเพื่อจะได้สัญชาติไทย …ผมยังรอความหวังตรงนี้อยู่ครับ”

โดรนลำน้อยค่อยๆลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า บ้างเคลื่อนไปทางซ้ายบ้างเคลื่อนไปทางขวาตามการบังคับของรีโมทวิทยุในมือครูฝึกที่ชื่อหม่อง ทองดี แววตาของเขาดูกระตือรือล้น มีชีวิตชีวา ยามได้ติดปีกเสรี ราวกับว่าการบินเป็นกิจกรรมเดียวที่สามารถพาเขาหนีไปจากความวุ่นวาย ความเศร้าสร้อย ความท้อแท้สิ้นหวัง และสารพันปัญหาทั้งปวง.

 

เรื่องเล่าจากองคมนตรี “พระมหากษัตริย์ ผู้ให้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 พฤศจิกายน 2559 เวลา 12:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/466298

เรื่องเล่าจากองคมนตรี "พระมหากษัตริย์ ผู้ให้"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากหนังสือเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี” ซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธ.ค. 2554 พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ของไทย ถ่ายทอดเรื่องราวประสบการณ์ที่ได้ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทไว้อย่างน่าสนใจ

“ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

นี่คือคำถวายสัตย์ปฏิญาณที่ผมได้ถวายต่อเบื้องพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระแรกที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมเป็นองคมนตรี เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2546

ทว่านั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน เพราะหากนับย้อนไปก่อนหน้าตลอดชีวิตการเป็นทหารของผมก็มีหลายช่วงหลายตอน ที่เคยได้รับพระราชทานพระเมตตาและพระมหา กรุณาธิคุณจากพระองค์ท่านมาแล้ว

“นายทหารและนายตำรวจทุกคนที่อยู่ที่นั่น ได้รับพระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์ ‘ความฝันอันสูงสุด’ ซึ่งพิมพ์บนกระดาษเคลือบพลาสติกกันน้ำ ขนาดเท่ากับที่จะใส่ไว้ในกระเป๋าอกเสื้อได้ ซึ่งพวกผมได้นำแผ่นบทเพลงนี้ติดตัวไว้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานเรื่อยมา”

ช่วงเวลาแห่งความประทับใจ

ครั้งแรกที่ผมได้เฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ เมื่อเดือน ม.ค. 2508 จากการเฝ้าฯ รับพระราชทานกระบี่พร้อมปริญญาบัตรหลังจบการศึกษาจากโรงเรียนนักเรียนนายร้อย สถานที่คือศาลาว่าการกระทรวงกลาโหมในสมัยนั้นซึ่งเป็นเกียรติยศแก่ตัวผมและวงศ์ตระกูลเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นเมื่อมียศร้อยโทประจำการอยู่ที่กองพันพิเศษ ค่ายสฤษดิ์เสนา จ.พิษณุโลก ผมมีโอกาสได้เฝ้าฯ อีกครั้ง เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2513 โดยพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทรงวางพวงมาลาแก่ พ.อ.จำเนียร มีสง่า เสนาธิการของกองทัพภาคที่ 3 ที่เสียชีวิตจากการถูกผู้ก่อการร้ายลอบยิง (ณ ตอนนั้นประเทศไทยยังมีการต่อสู้กันระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับกองกำลังทหารในบางพื้นที่) จำได้ว่า นายทหารและนายตำรวจทุกคนที่อยู่ที่นั่น ได้รับพระราชทานบทเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” ซึ่งพิมพ์บนกระดาษเคลือบพลาสติกกันน้ำขนาดเท่ากับที่จะใส่ไว้ในกระเป๋าอกเสื้อได้ ซึ่งพวกผมได้นำแผ่นบทเพลงนี้ติดตัวไว้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการทำงานเรื่อยมา

มีครั้งหนึ่งที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของผมคนหนึ่งที่เป็นทหาร ออกไปปฏิบัติหน้าที่จนเสียชีวิต ผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนที่เป็นตำรวจและเพื่อนกัน ได้หยิบแผ่นบทเพลงนี้ขึ้นมาดูด้วยความซาบซึ้งว่า ถึงแม้เพื่อนจะเสียชีวิต แต่ก็เป็นการเสียชีวิตเพื่อรักษาชาติบ้านเมืองตามเนื้อหาของเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” ของพระองค์ท่านซึ่งผมเชื่อว่าความรู้สึกนี้คือสิ่งที่อยู่ในใจทหารตำรวจทุกนาย

วันที่ 24 ก.พ. 2533 ผมได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จพระองค์ท่านอีกครั้ง เนื่องในวันรบพิเศษ โดยพระองค์เสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปที่กองพลรบพิเศษที่ 1 จ.ลพบุรี เพื่อทอดพระเนตรการสาธิตขีดความสามารถของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ผมในฐานะผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 ต้องกราบบังคมทูลรายงานต่อเบื้องพระพักตร์ ซึ่งหากถามความรู้สึกบอกได้เลยว่าความตื่นเต้นมีมาก่อนหน้าวันนั้นมากมาย รวมทั้งวินาทีที่เห็นรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนมาหยุดลงตรงหน้า แต่ทันทีที่พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จลงจากรถยนต์พระที่นั่ง ผมได้เห็นพระองค์ท่านทรงฉลองพระองค์ชุดรบพิเศษ หรือที่ในหมู่ทหารเรียกกันว่า “ชุดหมวกแดง” ก็กลบความตื่นเต้นลงเสียสิ้น

ในวันนั้นนอกจากการกราบบังคมทูลรายงานแล้ว ผมยังได้กราบบังคมทูลชี้แจงการปฏิบัติงานของหน่วยรบพิเศษในระหว่างที่พระองค์ทอดพระเนตรการแสดงและสาธิตของหน่วยฯ อีกหลายชุด รวมทั้งบอร์ดแสดงนิทรรศการของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ หลังจากนั้นทั้งสองพระองค์ยังได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ร่วมฉายพระบรมรูปไว้เป็นที่ระลึก ณ สโมสรของหน่วยฯ ด้วย ยังความภาคภูมิใจให้กับผมและหน่วยฯ เป็นอย่างมาก

ทรงพระปรีชาเลิศล้ำ

สิ่งหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทุ่มเทอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด คือ แนวทางที่จะแก้ปัญหาให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ค่อนข้างลำบาก พวกชนกลุ่มน้อย หรือผู้ที่ด้อยโอกาสในทุกๆ ด้าน ทรงพระราชดำริว่า การแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ จะต้องขจัดปัญหาความยากจนให้ได้ พระราชดำรัสที่พระราชทานเสมอ คือ “พวกเขาลำบาก ให้ไปช่วยกันดูแล” พระมหากรุณาธิคุณในข้อนี้จึงเรียกได้ว่าปกแผ่ไปแทบจะทุกพื้นที่ และในหลายๆ ครั้งก็แสดงให้เราได้เห็นถึงพระปรีชาสามารถที่เลิศล้ำหาใดเปรียบ

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2539 ผมได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านอีกครั้ง ตอนนั้นผมเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่แล้ว พระองค์ท่านและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปพระราชทานเพลิงศพ พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ที่เมรุวัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย หลังจากที่พระราชทานเพลิงศพเสร็จแล้ว ขณะเตรียมเสด็จฯ กลับ ก็ได้มีพระราชดำรัสกับผมว่า “ท่านแม่ทัพ ขอให้ไปดูความเดือดร้อนของชาวบ้านบ้านแก่งนาง ที่ภูพานด้วย”

ผมได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรับพระราชดำรัสเอาไว้ ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นเป็นถึงแม่ทัพภาคที่ 2 แล้ว แต่ยังไม่ทราบเลยว่าบ้านแก่งนางอยู่ตรงไหน แต่พระองค์ท่านทรงทราบแล้วว่าที่นั่นมีปัญหา จึงเป็นความรู้สึกที่ทั้งเลื่อมใสและศรัทธาว่า พระองค์ท่านทรงทุ่มเท ทรงใส่พระราชหฤทัยประชาชนอย่างเหลือเกิน

วันนั้นหลังจากส่งเสด็จแล้ว ผมก็รีบหาข้อมูลเพื่อจะเดินทางไปบ้านแก่งนางทันที พบว่าเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณตอนบน ต.ห้วยบางทราย จ.มุกดาหาร แต่อยู่ห่างจากตัวเมืองไปอีกประมาณ 130 กิโลเมตร ก่อตั้งขึ้นจากราษฎรกลุ่มที่เคลื่อนย้ายจากท้องที่หลายจังหวัดมารวมกัน รวมทั้งราษฎรกลุ่มชนเผ่าดั้งเดิม เช่น โซ่ข่า กลุ่มนามสกุลชาวดงและภูไท มีจุดเด่นคือ เป็นชุมชนค่อนข้างใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่สีชมพู แต่ราษฎรปฏิเสธไม่เข้าร่วมขบวนการกับ ผกค. (ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์)

เมื่อผมเดินทางไปถึง ก็ได้เข้าไปถามชาวบ้านตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวทางว่า ให้ทหารเข้าไปถามว่าเขามีปัญหาอะไรชาวบ้านบอกว่า เขามีปัญหาขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ในช่วงหน้าแล้ง เหตุเพราะพื้นที่หมู่บ้านมีลักษณะเป็นแอ่งหุบเขา ลำห้วยอยู่ลึกลงไป เวลาหน้าแล้งระดับน้ำจะอยู่ต่ำมาก ทำให้เอาน้ำขึ้นมาใช้ลำบาก

หลังจากปรึกษาหารือกันในหน่วยฯ แล้ว ลงความเห็นว่า ให้นำเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าที่เรียกว่า “ไดรโว” ลงไปสูบน้ำขึ้นมาไว้ในถังพัก เพื่อให้ชาวบ้านมาตักไปใช้ เป็นการช่วยให้เขามีความสะดวกสบายมากขึ้นในระดับหนึ่ง ไม่ต้องลงไปหาบหามขึ้นมาให้เป็นที่ลำบาก ยังจำภาพได้ติดตามาจนถึงทุกวันนี้ ชาวบ้านต่งมีสีหน้าแสดงความดีใจเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะเมื่อผมเล่าให้เขาฟังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชน มีพระราชดำรัสสั่งให้ทหารเข้ามาดูแลและหาทางช่วยกันแก้ไข ครั้งนั้นหลังจากดำเนินการช่วยชาวบ้านเสร็จเรียบร้อย ผมบอกให้พวกเขาหันหน้าไปยังทิศที่ตั้งของกรุงเทพฯ จากนั้นก็บอกให้ทุกคนก้มลงกราบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งประดิษฐานไว้ที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน เพื่อให้รู้ซึ้งว่านี่คือพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ได้พระราชทานแก่ชาวบ้านแก่งนาง

ภายหลังเมื่อผมดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ผมได้กลับไปเยี่ยมชาวบ้านที่บ้านแก่งนางอีกครั้ง พบว่าที่นั่นมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นมาก กลางเป็นหมู่บ้านขยายที่มีถึง 4 หมู่บ้านในละแวกเดียวกัน แทนที่จะเป็นเพียงหมู่บ้านเดี่ยวเหมือนสมัยก่อน โดยชาวบ้านได้ขยายการทำมาหากินออกไปหลากหลาย เส้นทาง ถนนต่างๆ ก็เข้าถึงซึ่งพอมองย้อนกลับไปเทียบกับภาพในอดีต จึงนับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมมีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อประชาชน

เป็นความรู้สึกที่ตระหนักแน่แก่ใจว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอดส่องถึงทุกปัญหาความลำบากของประชาชน ถึงแม้จะเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ เป็นเพียงหมู่บ้านเดียว แต่ก็ทรงห่วงใยเท่าเทียมเสมอเหมือนกันหมด

ถวายสัตย์ปฏิญาณรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท

ชั่วชีวิตของผมที่ผ่านมา มีหลายช่วงหลายตอนที่ทำให้ผมได้ตระหนักว่าเป็นชีวิตที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างตอนที่เกษียณจากราชการทหาร ผมไม่ได้นึกว่าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ความตั้งใจของผม ณ ตอนนั้นคือ เมื่อกลับจากพาภรรยาไปพักผ่อนที่ต่างประเทศแล้วผมจะบวช

ปรากฏว่าเมื่อกลับจากต่างประเทศ ผมได้รับทราบว่า พระองค์ท่านทรงพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นองคมนตรี ผมยังจำทุกเหตุการณ์ของวันที่ 24 พ.ย. 2546 ตั้งแต่ท่านประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำผมเข้าเฝ้าฯ ต่อเบื้องพระพักตร์ได้อย่างแม่นยำ

โดยเฉพาะเมื่อมีพระราชดำรัสสั่งให้ผมทำงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านความมั่นคง พร้อมกับทรงย้ำว่า “ให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ซื่อตรง” แล้วพระราชดำรัสต่อมาก็ทำให้ผมถึงกับรู้สึกตื้อขึ้นมาในอกด้วยความประทับใจ “แล้วจะบวชเมื่อไร” พระราชดำรัสถามสั้นๆ แต่แสดงถึงข้อที่ว่าพระองค์ท่านทรงทราบว่า แต่ละคนที่จะเข้ามาทำงานนั้นมีประวัติ มีภูมิหลังอย่างไร และมีความตั้งใจที่จะทำอะไรต่อไป ณ  วินาทีนั้นผมได้แต่ก้มลงกราบถวายบังคมแทบพระบาท และกราบบังคมทูลตอบด้วยเสียงสั่นเครือว่า “พรรษาหน้านี้พระพุทธเจ้าข้า”

หากเปรียบกับใครหลายๆ คน ผมเองถือว่าอาจจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นหลายเท่ากว่าคนอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนกลับไปดูที่ภูมิหลังของผม คงเห็นได้ชัดๆ ว่ามีความขัดแย้งทางการเมืองจากเรื่องของคุณพ่อมาอย่างไร และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า พระองค์ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณแก่ผมและพี่น้องในตระกูลของผมเป็นอย่างมาก ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมมาทำหน้าที่เป็นองคมนตรีเพราะถ้าจะพูดให้ตรงๆ ก็คือ จะทรงเลือกคนอื่นก็ได้ แต่นี่พระองค์ท่านทรงเลือกผมซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงพระราชดำริว่า ทรงรับรู้ถึงความตั้งใจในการทำงานและผลงานมากกว่าที่จะคำนึงถึงเรื่องอดีตที่ผ่านมา

ทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทย ล้วนอยู่ในสายพระเนตร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรู้จักทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย แผนที่ของพระองค์ท่าน เรียกได้ว่าดีและละเอียดกว่าของทุกๆ คน เพราะทรงบันทึกขึ้นมาจากการเสด็จฯ ด้วยพระองค์เอง แม้แต่กรุงเทพฯ ที่เราคุ้นชินและรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ราบเรียบ พระองค์ก็ยังทรงรู้ว่า ตรงไหนเป็นที่ต่ำ ตรงไหนเป็นที่สูง และเพราะเสด็จฯ มาแล้วทุกพื้นที่ ทำให้ปัญหาหนึ่งที่พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยมาก คือปัญหายาเสพติด ทรงพระราชดำริที่จะหาวิธีป้องกันไม่ให้พสกนิกรเฉียดกรายใกล้ความเลวร้ายนี้มาอย่างต่อเนื่อง

วันที่ 3 มี.ค. 2543 ขณะที่ผมดำรงตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหารบก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์ เพื่อกราบบังคมทูลรายงาน เรื่องการหาวิธีป้องกันการนำยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทยทางด้านเหนือ พื้นที่เพ่งเล็งได้แก่พื้นที่ตั้งแต่ช่องทางกิ่วผาวอก จ.เชียงใหม่ ไปจนถึง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน

โดยพระองค์ท่านพระราชทานแนวทางในการสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนว่าต้องกระทำในลักษณะผสมผสานมีการเคลื่อนไหว ควบคู่ไปกับปฏิบัติการทางจิตวิทยาเพื่อสร้างความใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มหรือสมาคมแม่บ้าน ควรเข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือแนะแนวทาง แต่ก่อนอื่นจะต้องได้ข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด รวมทั้งปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของราษฎรมาเสียก่อน

พระองค์ท่านยังพระราชทานแนวทางแก้ไขมาอีกว่า ที่นั่นมีโครงการหลวงในพื้นที่อยู่แล้ว หมู่บ้านที่มีอยู่บริเวณนั้นทั้งหมดก็มี 43 หมู่บ้าน อยากให้นำทั้ง 43 หมู่บ้านนี้ เข้ามารวมอยู่ในแผนงานที่จะเป็นเครือข่ายในการป้องกันการนำยาเสพติดข้ามพรมแดนเข้ามา ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง เพราะทำให้ผมรู้ว่าจะดำเนินการกับภารกิจนี้อย่างไร แนวทางที่พระองค์ท่านได้พระราชทานไว้ สรุปได้ดังนี้

– การสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนต้องกระทำในลักษณะผสมผสาน มีการเคลื่อนไหวควบคู่ไปกับการปฏิบัติการจิตวิทยา เพื่อสร้างความใกล้ชิด

– จะต้องได้ข้อมูลพื้นที่ปฏิบัติการทั้งหมด รวมทั้งปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของราษฎร

– การปฏิบัติงานจะต้องร่วมกันทุกฝ่าย

พื้นที่เพ่งเล็งในการปฏิบัติงาน ได้แก่ พื้นที่ช่องทางกิ่วผาวอก จ.เชียงใหม่ ต่อเนื่องไปจนถึง อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ทั้งนี้ลักษณะการดำเนินงานมิใช่โครงการใหญ่แต่เป็นงานเล็กๆ เช่น ฝายกั้นน้ำ และใช้ระบบการส่งน้ำด้วยท่อ โดยกลุ่มหรือสมาคมแม่บ้านควรมีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือ ตัวอย่างโครงการที่ประสบความสำเร็จในห้วงที่ผ่านมา คือ โครงการห้วยตึงเฒ่า ซึ่งหากจะดำเนินงานต่อราษฎรในพื้นที่สูงสามารถประสานกับ ม.จ.ภีศเดช รัชนี ได้โดยตรง

จากยุทธศาสตร์พระราชทานข้างต้น ทำให้ผมสามารถน้อมนำไปปฏิบัติให้สัมฤทธิผลได้ โดยเริ่มจากการมอบหมายให้กองกำลังนเรศวรและกองกำลังผาเมืองประสานงานและร่วมกันรับผิดชอบ ดำเนินงานในเขต จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้กองทัพภาคที่ 3 ยังส่งชุดปฏิบัติการเข้าพื้นที่อีก 5 ชุด ซึ่งชุดปฏิบัติการเหล่านี้จะคอยทำหน้าที่ประสานงานการช่วยเหลือราษฎร ร่วมกับทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนา 4 ประการ ดังนี้

1.เพื่อให้ความปลอดภัยแก่ราษฎร ตามแนวชายแดน ให้ปราศจากการคุกคามของผู้มีอิทธิพลในท้องที่และกองกำลังต่างชาติ

2.เพื่อให้เป็นหมู่บ้านปลอดยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็น การเสพ การค้า และการร่วมขบวนการ

3.เพื่อให้ราษฎรตามแนวชายแดนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

4.เพื่อให้ราษฎรตามแนวชายแดนมีความรักประเทศไทย มีความเป็นคนไทยมากขึ้น และให้ความร่วมมือกับส่วนราชการในทุกเรื่อง

ปัจจุบันโครงการนี้ก็ยังดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และได้เปลี่ยนชื่อจาก “โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดนตามแนวทางพระราชทาน” ที่ใช้เมื่อปี 2543 มาเป็น “โครงการหมู่บ้านพัฒนาเพื่อความมั่นคงพื้นที่ชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่” ซึ่งผมก็ยังคงเดินทางไปกับคณะทำงานตรวจเยี่ยมพื้นที่และติดตามผลการปฏิบัติอยู่เสมอ

“ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทำ เราอย่าไปคิดแทนเขา”

คําถวายสัตย์ปฏิญาณย้อนกลับเข้ามาดังก้องในห้วงคิดของผมอีกครั้ง

“ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ผมสัญญากับตัวเองว่า จะซื่อสัตย์ ซื่อตรงกับทุกการกระทำ มิใช่เพียงภาระหน้าที่ แต่รวมถึงทุกเรื่องราวทุกห้วงตอนของการดำเนินชีวิต แม้เมื่อบ้านเมืองเกิดวิกฤตผันผวนกระทั่งผมต้องขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาออกจากการเป็นองคมนตรีเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 24 ของประเทศ ผมก็ยังยึดมั่นต่อคำสัตย์ปฏิญาณที่ถวายอย่างไม่เสื่อมคลาย

ในช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะเรียกได้ว่าผมได้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในส่วนที่คนซึ่งยังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นนายกฯ น่าจะไม่มีโอกาสได้สัมผัส ทุกครั้งที่ได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านไม่ว่าจะเป็นการนำบุคคลสำคัญจากต่างประเทศเข้าเฝ้าฯ หรือว่าเข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์เพื่อกราบบังคมทูลรายงานการดำเนินการต่างๆ ทำให้ผมได้ประจักษ์แจ้งชัดว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถในทุกๆ ด้านอย่างแท้จริง

สิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานมาให้นั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวทางพระราชทานพระราชดำรัสเตือน หรือว่าพระราชดำรัสชมเชย กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นายกฯ อย่างผม มีความเชื่อมั่นที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องไปได้

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ท่านพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำให้ทำอย่างนี้อย่างนั้น แต่เป็นลักษณะที่ถือว่าพระราชทานพระราชดำรัสแนะนำอย่างจริงๆ เช่น ปีที่สหพันธรัฐรัสเซียมีความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรไทยครบหนึ่งร้อยปี ผมได้มีโอกาสพบกับประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งท่านประธานาธิบดีได้ยืนยันที่จะกราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปทรงเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย ในวาระอันเป็นมงคลนี้ และผมก็รับปากว่า จะนำเรื่องนี้ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา

ปรากฏว่า เมื่อผมนำความกราบบังคมทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสแนะนำว่า “การที่จะรักษาความสัมพันธ์กับประเทศที่มีความสัมพันธ์กับเรามาเป็นเวลานานนั้น เป็นสิ่งที่ดี”

นั่นคือพระองค์ท่านทรงเห็นด้วย แต่มีพระราชดำรัสต่อไปว่า พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปไม่ได้แต่อยากจะให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นผู้แทนพระองค์ ซึ่งเป็นที่มาของการเสด็จฯ เยือนสหพันธรัฐรัสเซียของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งครบรอบความสัมพันธ์หนึ่งร้อยปีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย พ.ศ. 2550

พระราชประสงค์ข้อนี้ ผมคิดว่า คนไทยทุกคนน่าจะพอทราบอยู่แล้วบ้าง หากได้ติดตามพระราชดำรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม วันที่ 4 ธ.ค.ของทุกปี พระองค์ท่านมักพระราชทานแนวทางกว้างๆ แก่ประชาชน มีทั้งพระราชดำรัสแนะนำตักเตือน และพระราชทานกำลังใจ ซึ่งทั้งสามประการนี้ ถ้าใครได้ย้อนกลับไปอ่านพระราชดำรัสที่มีคนตีพิมพ์ให้ดี จะเห็นว่า ล้วนเป็นพระราชดำรัสที่ไม่ได้ทรงเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่หลั่งไหลออกมาจากน้ำพระราชหฤทัยจริงๆ จึงเป็นที่น่าเสียดายว่า ปัจจุบันกำลังพระวรกายของพระองค์ท่านไม่อำนวย ทำให้ประชาชนไม่ค่อยมีโอกาสได้รับพระราชทานหรือมีโอกาสได้ฟังพระราชดำรัสกันได้บ่อยครั้งเหมือนเมื่อก่อน

พระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม

เมื่อโชคชะตานำพาให้ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ในใจของผมตอนนั้นคิดว่า เมื่อได้ทำงานเสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองแล้ว ก็คงมีโอกาสได้พัก ผมไม่เคยคิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผมกลับมาเป็นองคมนตรีอีก

วันที่ 8 เม.ย. 2551 ท่านประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้นำผม องคมนตรี ศุภชัย ภู่งาม และองคมนตรี ชาญชัย ลิขิตจิตถะ เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณพร้อมกันสามคน โดยพระองค์ท่านยังคงพระราชทานพระราชดำรัสสั่ง ให้ผมช่วยดูงานด้านความมั่นคงเช่นเดิม ด้วยเหตุว่าทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่านอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยโอกาส งานในหน้าที่องคมนตรีของผมจึงเป็นไปในลักษณะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ออกไปเยี่ยมเยียนประชาชนตามภาคต่างๆ โดยเฉพาะถ้าพื้นที่ใดประสบเหตุภัยธรรมชาติ

กำลังใจ คือสิ่งที่พระองค์ท่านทรงเห็นว่า ผู้คนต้องการอย่างยิ่งยวดในยามทุกข์เข็ญ เพราะฉะนั้น หน้าที่ส่วนใหญ่จึงเป็นการไปเพื่อให้กำลังใจข้าราชการในท้องที่กับเยี่ยมเยียนประชาชนที่ประสบปัญหา พร้อมกับนำสิ่งของพระราชทานไปมอบให้ การเดินทางแต่ละครั้งจะมีคณะแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดีไปคอยช่วยให้บริการด้วย เพราะเป็นที่แน่ชัดว่า เวลาเกิดวิกฤตภัยธรรมชาติเรื่องการป่วยไข้จะต้องตามมา

เวลาออกไปเยี่ยมพื้นที่ประสบภัย แนวทางหนึ่งที่ผมได้จากพระองค์ท่านมาตั้งแต่สมัยรับราชการทหารและนำมาใช้จนถึงทุกวันนี้คือ การฟังความทุกข์ของประชาชน อย่างที่ผมได้เล่าไว้ในตอนต้น ถึงเรื่องของชาวบ้านบ้านแก่งนาง ผมจะเข้าไปถามหาปัญหาจากเขา ไปรับฟัง รับทราบว่ามีปัญหาอะไร แล้วเบื้องต้นเขาคิดจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

เราจะไม่เอาความคิดของเราไปใส่เขา จะฟังเขา แล้วก็ถามเขาก่อน ว่าเขาคิดจะแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร หลังจากนั้นจึงค่อยๆ สอดแทรกข้อคิดเห็นของเราเข้าไป และเมื่อชาวบ้านเขาเห็นด้วย เราจึงค่อยดำเนินการ โดยเราอาจจะเป็นผู้ดำเนินการบางส่วน มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปดำเนินการให้บางส่วนจึงเป็นการทำงานร่วมกันของทุกๆ ฝ่าย ไม่ใช่ว่าจะเอาส่วนหนึ่งส่วนใดไปทำให้ แล้วส่วนที่เหลือจะอยู่เฉยๆ ไม่ใช่ และนี่ก็คือหลักที่ได้พระราชทานแนวทางไว้เสมอว่า “ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันทำ เราอย่าไปคิดแทนเขา”

และจากการได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ หลายครั้งนี้เอง ที่ทำให้ผมได้รู้ซึ้งถึงความจริงข้อหนึ่ง นั่นคือ ประชาชนส่วนใหญ่มีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างมากมาย ถึงแม้พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้เฝ้าฯ รับเสด็จ เพราะพระองค์ท่านไม่ได้เสด็จฯ แปรพระราชฐานอย่างเมื่อก่อน แต่ทุกแววตาที่ผมได้สบ ล้วนเปี่ยมไปด้วยรอยระลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ผมเชื่อว่าในหัวใจของคนไทยทุกคนแล้ว

พระองค์ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ “ผู้ให้” อย่างแท้จริง

 

แก้ขัดแย้ง-ปฏิรูปประเทศ ปรับตัวให้ทันโลก 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465709

แก้ขัดแย้ง-ปฏิรูปประเทศ ปรับตัวให้ทันโลก 4.0

โดย…สริตา นาคใจเสือ/ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญหลายประการ ทั้งการเปลี่ยนแปลงภายใน ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นจากผลพวงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดมาจากภายนอกอย่างภูมิศาสตร์ทางการเมืองโลกที่กำลังเกิดการขยับครั้งรุนแรง โดยเฉพาะการห้ำหั่นในเวทีการเมืองระหว่างประเทศของสหรัฐกับสาธารณรัฐประชาชนจีน

สถานการณ์เช่นนี้ ส่งผลให้เกิดคำถามว่าประเทศไทยควรจะต้องปรับตัวให้ทันกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร ซึ่ง ปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย ได้ให้มุมมองกับโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างน่าสนใจ

ปานปรีย์ เริ่มว่า ปัญหาของประเทศในตอนนี้ คือ เรื่องความขัดแย้งและเศรษฐกิจ วันนี้เรากำลังจะก้าวไปสู่ดิจิทัลอีโคโนมีซึ่งก็เห็นด้วย เพราะมันเป็นกระแสโลกแล้ว แต่เรามาเริ่มต้นในช่วงที่เศรษฐกิจของเราไม่ค่อยแข็งแรงนัก ไม่ค่อยดี ยังไม่ฟื้นตัวทีเดียว ฉะนั้นการที่เราจะปรับโครงสร้างในเรื่องของการผลิตมันก็เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนต้องลงทุนเพิ่ม ฉะนั้นตรงนี้เรากำลังจะบอกว่าจะปรับปรุงโครงสร้างการผลิตใหม่

“ถามว่าเราจะปล่อยให้เอกชนทำเองหรือทางภาครัฐจะเข้าไปให้ความสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าบทบาทของภาครัฐ โดยเฉพาะคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ต้องเพิ่ม จากเดิมเราเคยให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบของภาษีเป็นหลัก วันนี้อาจจะต้องปรับรูปแบบใหม่ให้มันสอดคล้องกับนโยบายในเรื่องของ 4.0 หรือให้สอดคล้องกับดิจิทัลอีโคโนมี เพื่อที่จะผลักดันทั้งสองอย่างนี้ให้มันเกิดขึ้นได้ แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายก็ตาม

“เวลานี้มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะตัวเลขมันเป็นตัวชี้ชัดเจนว่าความยากจนมันยังอยู่ ความเหลื่อมล้ำยังอยู่ การกระจายรายได้มันยังไม่ดีเท่าที่ควร แล้วทำไมภาคเกษตรเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอุตสาหกรรมรายได้ไม่สามารถเทียบกับภาคอุตสาหกรรมได้เลย อันนี้ก็เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าเรายังไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องที่จะดึงคนชั้นล่างขึ้นมาให้มากกว่าเดิม คือคนชั้นล่างนี้อยู่นิ่งข้างล่างเลย

“แล้วถ้าเกิดเศรษฐกิจเราโตเนี่ยมันก็ยิ่งทำให้ข้างบนยิ่งห่างจากข้างล่าง เพราะข้างล่างอยู่นิ่งแต่ข้างบนโตไปเรื่อยๆ รายได้ของคนรวยกับคนจนก็ยิ่งห่างกันซึ่งจะเกิดเป็นปัญหา ซึ่งจะเป็นปัญหาของชาติที่ทุกคนพูดถึง แต่ยังไม่มีวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง”ปานปรีย์ กล่าว

เวลานี้มีคำถามเกิดขึ้นเยอะว่าเศรษฐกิจไทยไม่ดีเพราะเศรษฐกิจโลกหรือเพราะเศรษฐกิจไทยเอง?

ปานปรีย์ ตอบว่า “คือแบบนี้เศรษฐกิจโลกมันก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่เราก็ต้องยอมรับว่าเราก็มีปัญหาของเราเองเยอะ เราก็พูดกันทุกคนก็ให้สัมภาษณ์ทางเดียวกันหมดว่าเราติดกับดัก เราติดกับดักเพราะอะไร เพราะว่าการศึกษาเรามันยังไม่ได้มาตรฐาน ยังไม่มีคุณภาพดีเท่าที่ควร เราติดกับดักเพราะ Infrastructure (โครงสร้างพื้นฐาน) ของเรายังไม่ครบถ้วน เราติดกับดักเพราะเราไม่มี Innovation (นวัตกรรม) เราไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ

“ถามว่าปัญหาเหล่านี้มันต้องแก้ไขอย่างไรดี อย่างเช่นนวัตกรรม การที่จะเกิดนวัตกรรมได้ มันจะต้องเกิดจากคนที่มีมันสมองมีปัญญามีความคิด แล้วความคิดมันจะเกิดจากอะไร มันก็เกิดจากภูมิความรู้ เกิดจากการศึกษา เกิดจากความรู้ข้างนอกมาสู่เขา มันก็คือการศึกษาอีกเหมือนกัน

“เป็นหน้าที่ของทุกรัฐบาล ไม่ใช่แค่เฉพาะรัฐบาลของท่านประยุทธ์อย่างเดียว ที่จริงเราก็คาดหวังกับรัฐบาลนี้ด้วยซ้ำ เพราะว่าท่านมีอำนาจเต็ม ในการที่จะให้ทุกฝ่ายนัดมาคุยกัน แล้วก็ให้มันจบ เพื่อที่จะวางแนวทางให้ประเทศชาติมันเดินต่อไปข้างหน้าได้ ตราบใดที่มันยังมีความขัดแย้ง คุณจะมีนโยบายดียังไงก็ตามก็ลำบาก แล้วยิ่งรัฐธรรมนูญ เป็นรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า คนนู้นคนนี้ร้องได้ เดี๋ยวก็ร้ององค์กรอิสระนู้นองค์กรอิสระนี้ ถ้ารัฐบาลไม่ได้รับความไว้วางใจ มันจะทำงานต่อไปได้ยังไง ถูกไหม ประชาชนมันก็จะแตกเป็นสองฝ่าย

“สายหนึ่งที่เชื่อรัฐบาลกับอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่เชื่อรัฐบาล มันก็จะยุ่ง ถ้าในวันนี้ไม่มีใครเชื่อรัฐบาล แล้วรัฐบาลจะทำยังไง วันวานคุณก็ขึ้นศาล เมื่อม็อบมาร้องคุณก็ไปชี้แจง ก็กลายเป็นว่ารัฐบาลไม่ได้ทำงานกันสักที แล้วก็ไม่กล้าที่จะเสนอนโยบาย”

ที่สุดแล้วในมุมมองของอดีตผู้แทนการค้าไทยก็ยังเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาประเทศคงต้องทำด้วยการปฏิรูป แต่ต้องทำเป็นระบบ

“ปฏิรูปประเทศมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว มันก็มี 3 ส่วน การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ก็ต้องปฏิรูปไปด้วยกัน แต่ในความเห็นของผมคือการปฏิรูปเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาใช้พลังเยอะในการที่จะปฏิรูป สิ่งที่ผมคิดถ้าจะปฏิรูปมันต้องดูเป็นเรื่องๆ แล้วต้องจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรเป็นเรื่องที่ด่วนที่สุดของประเทศ ผมมองเรื่องความขัดแย้ง ถ้าเราไม่ทำตรงนี้มันเดินต่อยาก มันจะเดินเอียง นอกจากนี้ในเรื่องเศรษฐกิจในเรื่องของการทำยังไงที่เราจะพาไปสู่ประเทศที่พัฒนาได้ ไม่ใช่สนใจแต่จีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) แล้วมันไปรวมกระจุกตัวอยู่ข้างบน

“อีกเรื่องคือความเป็นธรรมของสังคม ทุกคนก็ต้องการความเป็นธรรม ถ้าเราไม่สามารถชี้ให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่มีความเป็นธรรมมันก็จะเกิดความขัดแย้งอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นต้องแก้ให้ได้ ต้องทำให้คนทั่วโลกอิจฉา เพราะเรามีครบทุกอย่าง ปัญหาของเราก็คือคน กายภาพของเราไม่เป็นรองใครเลยนะ เรามีทุกอย่างที่มันดี แต่เราทะเลาะกัน เราขัดแย้งกัน เราไม่ยอมกัน มันต้องเลิกแล้วและตั้งเป้าหมายเพื่อประเทศชาติ เพื่ออนาคตของลูกหลานของคนรุ่นใหม่ อย่าให้คนรุ่นใหม่ต้องมารับกรรมในสิ่งที่เราทำ ก็สร้างสิ่งที่ดีแล้วก็วางโครงสร้างที่แข็งแรงที่จะไปต่อยอดได้” ปานปรีย์ สรุป

ไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง “จีน-อเมริกา”

นอกเหนือไปจากปัญหาภายในประเทศที่หนักไม่แพ้กันแล้ว ประเทศไทยกำลังอยู่ตรงกลางของสมรภูมิที่ว่าด้วยการเมืองระหว่างประเทศด้วย ดังจะเห็นได้จากการพยายามเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคเอเชียของสหรัฐ ในประเด็นนี้ ปานปรีย์เสนอว่าประเทศไทยต้องหาดุลยภาพในเวทีการเมืองระหว่างประเทศให้ดี เพื่อ ไม่ให้ประเทศไทยเสียประโยชน์

“อเมริกาพยายามจะรักษาอำนาจของตัวเองไว้ ในขณะที่จีนกำลังโตขึ้นมามาก รัสเซียก็โต อินเดียก็โต แล้วก็ต่างแสดงแสนยานุภาพของตัวเอง ประเทศอย่างเราก็งงว่า เราจะทำยังไงให้เกิดดุลยภาพ เพราะเราเป็นประเทศที่ชอบเป็นกลาง เราไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดชัดเจน ในอดีตที่ผ่านมาได้ก็เพราะเรารักษาความเป็นกลางมาตลอด ฉะนั้นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ทั้งฝ่ายความมั่นคง ทางฝ่ายการต่างประเทศ ต้องดูกันให้รอบคอบ

“เราต้อง Identify (พิสูจน์) ให้ได้ ว่าวันนี้จีนคืออะไร วันนี้สหรัฐคืออะไร รัสเซียคืออะไร อินเดียคืออะไร แต่ในอดีตเราไม่เคยที่จะแสดงตัวชัดเจน แต่ก็เป็นที่รับรู้กันว่าเราเลือกข้างสหรัฐ แล้วสหรัฐก็ชนะสงครามโลก เราก็เลือกข้างถูก ประเทศเราพัฒนากว่าประเทศอื่นก็เพราะเราเลือกข้างถูกแล้วก็ในวันที่เรามองเห็นว่าจีนเขาเริ่มโตขึ้นมาแล้ว อันนี้ก็เป็นการทูตชั้นยอดของประเทศไทย เราก็เริ่มไปแตะมือจีน เราเริ่มเปิดความสัมพันธ์กับประเทศจีนก่อนสหรัฐที่จะเปิดความสัมพันธ์ก่อนด้วยซ้ำ

“เพราะฉะนั้น ณ วันนั้นผู้นำของเรามองเห็นสมัยอาจารย์คึกฤทธิ์ ท่านชาติชาย เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ในช่วงนั้นเราเริ่มมองเห็นแล้วว่าประเทศที่กำลังจะขึ้นมาแข่งกับสหรัฐคือประเทศอะไร ในขณะที่ประชาชนยังไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นเลย อาจจะมีบางบริษัทที่เขาเริ่มเห็น ซึ่งเขาก็เป็นบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ แล้วเขามองเห็นก็ไปแตะจีนไว้ก่อน แล้วอยู่ดีๆ จีนก็พรวดพราดมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ขึ้นมาเลยภายในระยะเวลาไม่กี่ปี

“เวลานี้มันต้องมียุทธศาสตร์ มันต้อง Identify ได้ว่าต่อไปโลกมันจะเปลี่ยน แปลงยังไง โครงสร้างของอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ ถ้าเรา Identify ไม่ได้มันก็อยู่อย่างนี้แหละ ก็ง่อกแง่กไป มองกันไปมองกันมาแต่ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากใครเลย

“ทั้งหมดขึ้นอยู่กับข้อมูลว่ามีมากพอที่จะตัดสินใจหรือไม่ โลกปัจจุบันมันไม่ใช่โลกที่ต้องอยู่นิ่ง เหมือนกับเราต้องใส่เสื้อสีน้ำเงิน เราก็ต้องใส่เสื้อสีน้ำเงินต่อไป แต่ไม่ใช่วันดีคืนดีเราอาจจะต้องใส่เสื้อสีแดงหรืออาจจะต้องใส่เสื้อสีเหลืองหรือสีเขียว เราก็ต้องปรับตัวให้ได้ มันเป็นโลกที่เราจะต้องมีความพร้อมในการปรับตัว คือความยืดหยุ่น เราอาจจะบอกว่า เฮ้ย!!! เราต้องอยู่กับระบบนี้ เราต้องอยู่กับระบบทุนนิยมอย่างเดียว เราจะต้องอยู่กับระบบคอมมิวนิสต์อย่างเดียว เราจะอยู่กับอะไรอย่างเดียวไม่ได้ ส่วนดีของมันมีหมด มันก็ต้องเลือกเอามาใช้เป็นส่วนๆ เลือกให้เหมาะกับสถานการณ์” ปานปรีย์ ทิ้งท้าย

 

“คู่กรณีคุก1ปี เเต่ครอบครัวเราเหมือนตลอดชีวิต” ศรัญญา ชำนิ คุณแม่หัวใจแกร่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 พฤศจิกายน 2559 เวลา 17:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465264

"คู่กรณีคุก1ปี เเต่ครอบครัวเราเหมือนตลอดชีวิต" ศรัญญา ชำนิ คุณแม่หัวใจแกร่ง

เรื่อง..วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ..วิศิษฐ์ แถมเงิน

ผลกระทบจากเหตุการณ์วัยรุ่นซิ่งรถเเข่งขันบนท้องถนนเมื่อปี 2555 ส่งผลให้ “ศรัญญา ชำนิ” สูญเสียสามี ภานุทัต ศักดิ์สืบพรรณ ไปอย่างไม่มีวันกลับ ขณะที่ “น้องการ์ตูน” ด.ญ.นรารัศมี ศักดิ์สืบพรรณ ลูกสาวตัวน้อยวัย 5 ขวบของเธอต้องกลายเป็นผู้ป่วยพิการทางสมอง ตาบอดมองไม่เห็น ซ้ำร้ายยังแทบไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้

ล่าสุด ศาลฏีกามีคำสั่งไม่รับคำขอลดโทษจากคู่กรณี ส่งผลให้คู่กรณีต้องจำคุกเป็นเวลา 1 ปี จากข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิตและได้รับอันตรายบาดเจ็บสาหัส รวมถึงข้อหาแข่งรถในที่สาธารณะ

“เขาติดคุก 1 ปี สูญเสียอิสรภาพอย่างมีกำหนด ขณะที่การ์ตูนและเราเหมือนติดคุกไปตลอดชีวิต หวังว่าการได้รับโทษครั้งนี้จะช่วยให้คู่กรณีและครอบครัวตระหนักและมีสามัญสำนึกความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองบ้าง”

เสียงจาก “ศรัญญา ชำนิ” แม่น้องการ์ตูน ที่ชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล…

เห็นลูกยิ้มได้บ้างก็ดีใจแล้ว

ทุกวันนี้กิจวัตรประจำวันของศรัญญาต้องเหนื่อยหนักกว่าคนปกติทั่วไป

“ชีวิตเปลี่ยนไปมาก จากหน้ามือเป็นหลังมือ ต้องเรียนรู้การดูแลและอยู่ร่วมกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถตอบโต้ได้ ที่สำคัญคนป่วยนั้นเป็นลูกของเรา เหนื่อยมาก แต่ยังดีที่รู้ว่าเหนื่อยเพื่อใครมันจึงไม่ใช่การบังคับฝืนใจ เพราะเป็นสิ่งที่แม่ทุกคนต้องทำเพื่อลูกอยู่แล้ว”

ภาพเก่าๆในอดีตที่คุณแม่คนนี้ยังคงคิดถึงเสมอคือ ความอบอุ่นและชั่วโมงอันแสนพิเศษระหว่างเธอกับลูกสาว

“คิดถึงภาพที่เล่นกับน้อง คุยกับน้อง ไม่เคยได้ยินเสียงของเค้ามาสองปีกว่าแล้ว จากที่ได้ยินเขาเรียกคุณแม่ๆทุกวัน แต่อย่างน้อยที่สุดวันนี้เรายังได้เห็นเขา ได้กอดเขา และพูดคุยกับเขา ดีกว่าเราพูดคุยอยู่คนเดียว ส่วนคุณพ่อ (สามี) เรานึกถึงวันเก่าๆที่ดำเนินชีวิตร่วมกัน แต่ไม่อยากให้เขาเป็นห่วงเราและลูกอีกแล้ว อยากให้เขาไปอยู่ภพภูมิที่ดี เอาเข้าจริงทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าเขายังอยู่กับเราเสมอ เวลาเครียดหรือเศร้า ไม่รู้จะระบายกับใคร จะหยิบรูปเขาขึ้นมามองแล้วพูด ‘เหนื่อยจังเลย’ ‘สงสารลูกเนอะที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้’ ‘วันนี้ขายของไม่ดีเลย’ ระบายกับเขาแล้วมันสบายใจ ได้ปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่าง รู้สึกแตกต่างจากเพื่อน ทุกครั้งที่คุยเหมือนมีปาฏิหาริย์มาช่วยให้เราผ่านพ้นความเศร้านั้นเสมอ”

กิจวัตรประจำวันของคุณแม่คนเก่งตลอดสองปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่เวลาตีสามต้องตื่นมาดูแลลูกสาว เช็ดตัว ทำแผลบริเวณหน้าท้องและลำคอ จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้า ชุดเครื่องนอนให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อป้องกันการติดเชื้อ กระทั่งได้งีบหลับพักผ่อนอีกครั้งประมาณหกโมงถึงแปดโมงเช้า โดยมีคุณพ่อ-คุณเเม่หรือคุณตาเเละยายของการ์ตูนลุกขึ้นมาทำอาหารให้ เธอจะตื่นมาอีกครั้งเพื่อป้อนอาหารลูก ก่อนอาบน้ำแต่งตัวออกไปหาซื้อหาวัตถุดิบที่ตลาด และเข้าดูแลร้านสเต็ก

กระทั่งเวลาบ่ายสองโมงตรง จะเดินทางออกจากร้านสเต็กกลับไปบ้านเพื่อทำกายภาพบำบัดให้น้องการ์ตูน พร้อมป้อนอาหาร เช็ดตัวทำความสะอาด ก่อนกลับมาทำงานที่ร้านสเต็กอีกครั้งในเวลาสี่โมงเย็นและลากยาวไปจนกระทั่งสี่ทุ่ม กว่าจะได้กลับบ้าน และนอนหลับก็ปาเข้าไปตีหนึ่งของอีกวัน

“เหนื่อยมาก แต่ชินแล้ว แรกๆรู้สึก เฮ้ย..ชีวิตฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้วะ สุดท้ายได้คำตอบได้ว่าเราทำเพื่อเขา ทุกวันนี้พยายามทำให้ครอบครัวมีความสุขตลอด ไม่มองว่ามีคนป่วยในบ้าน บอกการ์ตูนตลอดว่าหนูไม่ได้ป่วยนะ แค่ยังไม่มีแรงเล่นกับแม่ พักผ่อนเยอะๆ จะได้เล่นกับแม่ไวๆ เขาจะได้ไม่รู้สึกว่าตัวเองป่วย”

พัฒนาการของน้องการ์ตูน ในความรู้สึกของคนเป็นแม่นั้นสัมผัสได้ว่า ร่ายกายเริ่มตอบโต้และรับรู้มากขึ้น มีรอยยิ้ม หันซ้าย หันขวาตามเสียงต่างๆได้เล็กน้อย ที่สำคัญการ์ตูนยังเป็นกำลังใจที่ยอดเยี่ยมให้กับคนเป็นแม่เสมอ

“จะให้ลุกมานั่งคุยเป็นไปไม่ได้ แค่เห็นเขาพยายามจะยกคอขึ้นก็ดีใจแล้ว เหมือนเราไม่ได้พยายามคนเดียว แต่เค้าก็สู้ไปด้วยกัน เค้าบาดเจ็บสาหัสมาก จากที่นิ่งๆ ลอยๆ ตายังลืมได้ไม่เท่ากัน ใครๆก็พากันคิดว่าเป็นเจ้าหญิงนิทราแน่นอน แต่พอกลับมาอยู่บ้าน ท่ามกลางบรรยากาศเก่าๆ ร่างกายเค้าเริ่มฟื้นฟู มีมอง หันซ้าย หันขวาตามเสียง อย่างตอนเช็ดตัว พูดคุยหยอกล้อ เค้าก็ยิ้ม หัวเราะแบบไม่มีเสียง เวลาแม่เผลอปิดประตูเสียงดัง ก็มีสะดุ้งตกใจ เบะปากร้องไห้เวลาเจ็บก็มี หรือเวลาเราเครียดๆ ร้านไม่มีลูกค้า จะโทรไปบอกน้องว่า ‘การ์ตูน ไม่มีลูกค้าเลยนะ พรุ่งนี้ไปหาหมอ ชั้นไม่มีเงินจ่ายให้เธอแน่ๆ ตายหมู่เลยนะ’ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ พักเดียวลูกค้าเต็มร้าน เราคิดว่าเค้าก็ส่งกำลังใจให้เสมอ รู้ว่าเราเหนื่อย เพียงแค่ตอบโต้ไม่ได้เท่านั้น”

 

สงสารคู่กรณีที่ไม่มีสำนึก

โทษที่ผู้ต้องหาได้รับคือการถูกจองจำในคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ส่วนทางแพ่ง ศาลสั่งให้จ่ายเงินชดใช้จำนวนกว่า 6 ล้านบาท อย่างไรก็ตามขั้นตอนการปฎิบัติเป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดีในการสืบทรัพย์และยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดเพื่อชดใช้ หากคู่กรณีไม่มีทรัพย์สินก็จะกลายเป็นเพียงบุคคลล้มละลาย จากคำตัดสินดังกล่าว ศรัญญายอมรับเเละเคารพ แม้จะไม่รู้สึกเห็นด้วย เธอมองว่าโทษจำคุกเพียง 1 ปีนั้นน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความสูญเสียของครอบครัว

“ทุกคนรับรู้ เข้าใจ และยอมรับกฎหมาย  แต่กฎหมายไม่เข้าใจเหยื่อผู้ถูกกระทำว่ามันทรมานขนาดไหน เรามองว่าโทษจำคุกน้อยเกินไป  ถ้าวันนั้นรถเขายางแตกแล้วพุ่งเข้ามาชนคนในร้าน แบบนั้นเรารับได้ว่าเป็นอุบัติเหตุ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือการแข่งรถบนท้องถนน ความตั้งใจและไม่ตั้งใจมันใกล้เคียงกันมาก โทษที่เขาได้รับนั้นมีกำหนด ผิดกับเราที่ไม่รู้เลยว่าอีกกี่ปีน้องจะหาย กำหนดชีวิตไม่ได้เหมือนเขา และไม่มีคำว่าครอบครัวอีกเลย พูดง่ายๆเราเหมือนติดคุกตลอดชีวิต ขณะที่เขาแค่ปีเดียว”

ศรัญญา เล่าว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาไม่เคยได้รับความช่วยเหลือหรือแสดงความยอมรับผิดอย่างจริงใจจากคู่กรณีเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“แรกๆโกรธมากที่ขับรถแบบนี้ แต่พอเรื่องมันผ่านไปจนกระทั่งขึ้นศาล เรากลับเห็นเขาเป็นคนน่าสงสาร เพราะไม่มีคนสั่งสอน เขาไม่เคยเข้ามาพูดคุยกับเราอย่างจริงใจ ไม่มีเลย ถ้าเดินเข้ามายกมือไหว้ บอกว่าคุณแม่ ยอมรับผิดแล้ว แต่หนูไม่มีเงิน ขอชดใช้เดือนละ 1,000 บาท หรือซื้อผ้าอ้อมให้น้องเดือนละ 2 ชิ้น แสดงความรับผิดชอบตามกำลังให้เห็นบ้าง แบบนั้นโอเค แต่นี่ไม่เลย ไม่มีเงินแล้วยังไม่มีสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ด้วย เราเลยรู้สึกสงสาร”

ปัจจุบัน เธอแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัวประมาณ 7 หมื่นบาทต่อเดือน เแม้จะยากลำบากแสนสาหัส แต่ศรัญญาก็ได้ค้นพบว่า ในภาวะที่ตกต่ำของชีวิต น้ำใจและความเมตตาของคนไทยคือสิ่งที่พร้อมมอบให้แก่กันเสมอ

“น้ำใจ เงินทอง สิ่งของต่างๆ ที่ทุกคนมอบให้ รู้เลยว่าคนไทยใจดีมาก ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก มีคนอื่นอีกมากที่ให้กำลังใจเรา และเราก็เป็นกำลังใจให้ใครหลายคนที่ประสบปัญหาชีวิตเช่นกัน บางคนมาทานอาหารที่ร้านเห็นประตูร้านเสีย บอกเดี๋ยวส่งคนมาซ่อมให้นะ บางคนซื้อของมาฝาก หรือเงินทอนไม่เอาก็มี”

ชีวิตต้องสู้ของคุณแม่หัวใจแกร่ง

“มีคนชมเราเยอะว่าเก่ง แกร่ง คงต้องขอบคุณสิ่งที่เราโดนกระทำมา เหมือนเป็นบทพิสูจน์เห็นพบว่า คนเราไม่ได้เกิดมาเพียงแค่เรียนหนังสือ แต่งงาน มีครอบครัวเท่านั้น ยังมีอะไรอีกหลายอย่างเข้ามาทดสอบ คิดว่าความสาหัสที่เราเจอ ถ้าวันหนึ่งเราผ่านพ้นไปได้ ปัญหาทุกอย่างหลังจากนั้นเล็กน้อยมาก”

เรื่องที่หลายคนไม่ทราบคือ ความแข็งแกร่งที่ผู้หญิงคนนี้แสดงออกมาไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากการความสูญเสียเท่านั้น หากแต่มันเกิดขึ้นมาตลอดชีวิตของเธอ

ศรัญญาเป็นชาวกรุงเทพมหานคร ช่วงชีวิตวัยเด็กค่อนข้างยากจน ประหยัดอดออมสุดฤทธิ์ มุ่งทำงานอย่างหนักตั้งแต่เช้าจรดเย็นส่งเสียตัวเองเรียนจนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาการบัญชีวิทยาลัย พาณิชยการเชตุพน

“เด็กๆลำบากมาก รับจ้างล้างจานตั้งแต่เที่ยงถึงสามทุ่ม ได้เงินวันละ 20 บาท เสื้อผ้าชุดนักเรียนก็รอรับบริจาคจากคนอื่น โตขึ้นมาหน่อยก็ออกไปทำงานเป็นพนักงานขายที่ห้าง กลับบ้านมืดๆยังถูกคนนินทา บอกหน้าตาแบบนี้โตขึ้นไปเป็นกระหรี่แน่นอน  แต่เราไม่สน เอาไว้เป็นแรงผลักดัน ประหยัดทุกอย่าง เก็บเงินไว้จ่ายค่าเทอม พยายามแอคทีฟ บอกตัวเองเสมอว่า ชีวิตเราต้องมีทุกสิ่งให้ได้ จนขวนขวายเรียนจบปวส.ในที่สุด”

หลังเรียนจบเธอเลือกทำงานเป็นเซลล์ขายรถยนต์ ซึ่งเพียงแค่ 2 ปี ก็สามารถนำเงินที่เก็บได้เปิดกิจการร้านเสริมสวย กระทั่งพบรักกับแฟนหนุ่ม ภานุทัต ศักดิ์สืบพรรณ ช่วยกันดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจนเจริญรุ่งเรืองต่อมาหลังคลอดลูกสาวตัวน้อยนั่นคือ น้องการ์ตูน ด้วยความเป็นแม่จึงคิดเรียนต่อในระดับปริญญาตรีเอาไว้ตอบคำถามและเป็นแรงบันดาลให้กับลูกสาว

“เรียนต่อเพื่อลูกเลยนะ ถ้าวันหนึ่งเค้าถามว่า แม่เรียนจบอะไรอ่ะ.. เราอยากให้ลูกภูมิใจว่า แม่เค้าเรียนจบปริญญาตรีนะ จะได้ตั้งใจเรียนไม่แพ้แม่”

ขณะกำลังเล่าเรื่องเรียนของลูกสาว จู่ๆคุณแม่ก็น้ำตาไหล….

“หลังสอบเสร็จ เค้าบอกเราว่า คุณแม่ สมมติหนูสอบได้คะแนนไม่ดี แม่จะโกรธหนูหรือยังภูมิใจในตัวหนูอยู่ไหม เราบอกกลับไปว่า ทำไม หนูทำไม่ได้หรอ การ์ตูนตอบว่าเปล่าๆ ถามไปอย่างนั้นแหละว่าแม่จะโกรธไหม เราบอกว่าไม่หรอก น้องทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น แสดงว่าหนูทำไม่ได้แน่เลย น้องก็ตอบกลับมาว่าเปล่า หนูถามไปอย่างนั้นแหละ ข้อสอบหมูๆเลย ทำได้แน่นอน นั่นคือคำพูดท้ายๆ ที่เราได้ยินจากปากน้อง ไม่กี่ชั่วโมงจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์อย่างที่ทุกคนรู้”

หนึ่งเดือนต่อมาภายหลังโศกนาฏกรรม  สมุดพกประจำตัวของน้องการ์ตูน – ด.ญ.นรารัศมี ศักดิ์สืบพรรณถูกส่งมาที่บ้านซึ่งพบว่าเกรดเฉลี่ยของเธอนั้นดีมากจนคุณแม่อดไม่ได้ที่จะกลั้นน้ำตาไหว นึกถึงบทสนทนาระหว่างแม่ลูกในวันก่อน  “เราเปิดสมุดดูเกรดเฉลี่ยแล้วน้ำตาไหลเลย เป็นเรื่องที่ไม่มีวันลืม”

ปัจจุบันแนวคิดของผู้หญิงวัย 36 ปีคนนี้คือการใช้ทุกวินาทีอย่างดีที่สุด และหวังว่าวันหนึ่งน้องการ์ตูนจะยิ้มได้กว้างขึ้นกว่าเดิม

“ทุกวันนี้คิดแค่ว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่เคยคิดถึงวันพรุ่งนี้แล้ว ตั้งแต่ผ่านเหตุการณ์รถชนมา หกโมงเย็นยังมีความสุขกันอยู่เลย คุยกันว่าพรุ่งนี้จะไปไหนดี อีก 3 ชั่วโมงถัดมา  ตูม  นับตั้งแต่นั้น เราคิดเลยว่าทำวินาทีนี้ วันนี้ให้ดีที่สุดพอ พรุ่งนี้ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น เหมือนดูแลน้องการ์ตูน วันนี้น้องยิ้มเราก็ดีใจแล้ว”

ศรัญญา ทิ้งท้ายว่า เกิดเป็นมนุษย์อย่ายอมแพ้ในโชคชะตา มัวแต่โทษเวรโทษกรรม ดูถูกตัวเองไปวันๆ ขอให้เลือกกำหนดชีวิตตัวเอง ทำแต่ละวันให้ดีที่สุด รู้จักยอมรับกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นแล้วให้ได้

หมายเหตุ-ใครอยากอุดหนุนร้านสเต็กคุณแม่การ์ตูน Mother’s Grill Steak House “ย่างด้วยรัก หมักด้วยใจ” ตั้งอยู่บริเวณถนนราษฎร์บูรณะ ตรงข้ามธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่  กรุงเทพมหานคร เปิด 2 เวลาคือ 11:00 – 14:00 น.  และ 16:00 – 23:00 น. โทร 02-871-4784 / 088-018-5575

 

“แจกอาหารอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาคนไร้บ้าน” บุญเลิศ วิเศษปรีชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 พฤศจิกายน 2559 เวลา 20:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/465097

"แจกอาหารอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาคนไร้บ้าน" บุญเลิศ วิเศษปรีชา

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…วิศิษฐ แถมเงิน

สองปีที่ผ่านมา ภาพของ “คนไร้บ้าน” (Homeless) กลับมาเด่นชัดในสายตาคนกรุงอีกครั้ง

เริ่มจากกระแสแจกอาหารหน้าลานคนเมือง เสาชิงช้า แต่ละวันมีผู้ใจบุญนำข้าวกล่อง น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม แม้กระทั่งเงินสดมาแจกไม่ต่ำกว่าสิบราย ก่อให้เกิดปัญหาวุ่นๆตามมา เช่น ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง ขณะเดียวกันคนไร้บ้านนับร้อยพากันเข้ามาปักหลักหลับนอน สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ชาวบ้าน นำไปสู่การจัดระเบียบครั้งใหญ่ของทางกรุงเทพมหานคร (กทม.)

ไล่เลี่ยกัน คดีฆาตกรรมคนหาของเก่าใต้สะพานถึง 4 ศพซ้อน สร้างความหวาดผวาเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังสะท้อนถึงสวัสดิภาพความปลอดภัยของคนไร้บ้านอันไม่ต่างกับแขวนชีวิตไว้บนเส้นด้าย

บุญเลิศ วิเศษปรีชา อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของผลงานวิทยานิพนธ์อันโด่งดังชื่อ “เปิดพรมแดน: โลกของคนไร้บ้าน” ปีพ.ศ.2546 ต่อมาปี 2547 ลงพื้นที่ทำวิจัยเรื่องคนไร้บ้าน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นนาน 6 เดือน จากนั้นปีพ.ศ.2554 ใช้ชีวิตข้างถนนกว่าหนึ่งปีในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกหัวข้อ”Structural violence and homelessness: Searching for  Happiness on the streets of Manila”

ทราบกันดีว่า วิธีการเก็บข้อมูลของดร.บุญเลิศนั้นถึงลูกถึงคนยิ่ง ด้วยการไปหลับนอนข้างถนน รอรับแจกข้าว ทำงานแลกเศษเงิน คลุกคลีใช้ชีวิตกับคนไร้บ้านราวกับเป็นพวกเดียวกันเป็นเวลานานนับปี

วันนี้เขาจะมาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์คนไร้บ้านในเมืองไทย กระแสแจกอาหาร ชีวิตข้างถนนอันสุ่มเสี่ยงต่อการถูกทำร้าย ตลอดจนแนวทางแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

พ.ศ.นี้ของ”คนไร้บ้าน”

ในมุมมองนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านคนไร้บ้าน บุญเลิศมองว่า ภาพรวมของกลุ่มคนไร้บ้านในปัจจุบัน ถือว่าดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน

ทุกวันนี้คนไร้บ้านมีตัวตนขึ้น สมัยก่อนเวลามีกล้องโทรทัศน์ไปสัมภาษณ์ เขาจะหนีกระเจิดกระเจิงเลย ไม่มีใครอยากเปิดเผยตัวเอง เพราะภาพลักษณ์ติดลบมากๆ คนส่วนใหญ่ยังใช้คำว่า ‘คนจรจัด’ไม่ต่างกับเรียกสุนัข มองว่าเป็นหัวขโมย ขี้เมา สกปรก ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เดี๋ยวนี้หลายคนกล้าบอกว่าตัวเองเป็นคนไร้บ้าน กล้าบอกเล่าชีวิตตัวเองว่าเขามีความจำเป็นอย่างไร มีปัญหาอะไรที่ทำให้ต้องออกมาอยู่ข้างถนน ส่วนทัศนคติของสังคมแม้ยังไม่ถึงขั้นทำให้ทุกคนเข้าใจหัวอกคนไร้บ้าน แต่มีความเห็นอกเห็นใจมากขึ้น อยากจะช่วยเหลือ รู้สึกว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน”

อีกด้านที่น่าพอใจคือการได้เห็นหน่วยงานภาครัฐ เครือข่าย มูลนิธิต่างๆให้ความสนใจปัญหาคนไร้บ้านกันมากขึ้น

“สมัยก่อนเวลาเจ้าหน้าที่เข้าไปหากลุ่มคนไร้บ้านก็จะอารมณ์แบบว่า “เฮ้ย สงเคราะห์มาโว้ย” วิ่งหนีคนละทิศละทาง กลัวถูกจับ แต่เดี๋ยวนี้มีความพยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลือในบางประเด็น เช่น ช่วยคนไร้บ้านบางคนที่ไม่มีบัตรประชาชนให้เข้าถึงสวัสดิการของภาครัฐอย่างบัตรทอง 30 บาท หรือการเปิดบ้านอิ่มใจ และบ้านมิตรไมตรีให้คนไร้บ้านเข้าไปพักชั่วคราว ไม่ได้มัวแต่มาไล่จับอย่างเดียวเหมือนในอดีต”

สาเหตุของการเป็นคนไร้บ้านนั้นมาจากหลากหลายสาเหตุทับซ้อนเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็นความแตกร้าวของครอบครัว ถูกกดดันให้ออกจากบ้าน อยู่ไปก็ไม่มีความสุข ตกงานเรื้อรัง ยิ่งนานวันยิ่งหมดหวังที่จะลืมตาอ้าปาก มีประวัติที่สังคมไม่ยอมรับ เคยติดคุก บวกกับที่อยู่อาศัยราคาแพงเกินไขว่คว้า ประกอบกับเล็งเห็นช่องทางหากินโดยไม่ต้องมีบ้าน ทั้งหมดนี้มีส่วนผลักดันให้หลายคนจำใจออกมาใช้ชีวิตข้างถนน

บุญเลิศ มองว่า ปัจจุบันจำนวนคนไร้บ้านน่าจะอยู่ที่ 2,000 คน เปรียบเทียบจำนวนประชากรในกรุงเทพฯที่มีเกือบ 10 ล้านคน ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับเมืองใหญ่ในประเทศอื่นๆ

“ประเด็นเรื่องคนไร้บ้านไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ตรงพื้นที่อาศัยหลับนอนของพวกเขาอยู่ในจุดที่คนมองเห็น เลยสะดุดตา ย้อนไปเมื่อปี 2545 ช่วงที่มีการปิดสนามหลวงไม่ให้คนเข้าไปนอน ซึ่งเหตุผลที่คนไร้บ้านชอบนอนสนามหลวง เพราะเป็นที่โล่ง ไฟสว่าง ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย พอห้ามไม่ให้นอน ผลคือคนไร้บ้านก็กระจัดกระจายไปนอนที่อื่น ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้กลับบ้าน คุณห้ามไม่ให้เขานอนตรงนี้ เขาก็ไปโผล่ที่อื่นแทน และตอนนี้ก็เริ่มไปปรากฎโฉมตามสถานที่ที่ไม่ค่อยจะสะดวกเท่าไหร่ เช่น ไปนอนอยู่หน้าบ้านคุณ”

กลุ่มคนไร้บ้านนับสิบชีวิตนอนหลับริมถนนย่านเสาชิงช้า

 

ประสบการณ์ข้างถนนที่กรุงมะนิลา

กว่า 14 เดือนที่นักมานุษยวิทยารายนี้ฝังตัวทำงานภาคสนามกลางกรุงมะนิลา เพื่อทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก บุญเลิศใช้เวลา 6 วันต่อสัปดาห์คลุกคลีกับคนไร้บ้าน เตร็ดเตร่หลับนอนตามสวนสาธารณะ เดินไปกินข้าวฟรีที่โบสถ์ ทำงานร้านอาหารแลกเศษเงินประทังชีวิต เขาเปรียบเทียบคนไร้บ้านกรุงมะนิลากับกรุงเทพฯไว้อย่างน่าสนใจว่า

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ มะนิลามีคนไร้บ้านมากกว่าของเราเยอะ น่าจะอยู่หลักหมื่น จากจำนวนประชากรสิบล้านคนซึ่งพอๆกับกรุงเทพฯ แต่คนไร้บ้านในกรุงเทพฯมีไม่เกิน 2,000 คน และที่นั่นคนไร้บ้านประเภท single homeless น้อยกว่าคนไร้บ้านประเภท family homless พวกพ่อแม่ลูกหลับนอนข้างถนน เก็บของเก่า ขายบุหรี่ ที่มะนิลามีเยอะกว่า ในแง่ความช่วยเหลือ มะนิลามีการแจกอาหารกันเยอะกว่าเมืองไทยอีก คนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่นับถือคริสต์คาธอลิค มีโบสถ์หลายแห่งแจกอาหารให้คนจนแล้วสอนไบเบิลให้ด้วย ผมเคยเขียนวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเป็นการแจกอาหารเพื่อตอบสนองตนเองว่าฉันได้ทำภารกิจในการรับใช้พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าจะช่วยคนไร้บ้านให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็มีเอ็นจีโอที่ทำงานเกี่ยวกับคนไร้บ้านน้อยมาก การแก้ไขปัญหาจึงเป็นไปได้ยากและไม่เป็นระบบ

ฟิลิปปินส์เขามีการแก้ไขปัญหาต่างจากบ้านเรา ยกตัวอย่างกรุงเทพฯจะเน้นสร้าง Shelter ให้คนไร้บ้านมาพัก แต่รัฐบาลฟิลิปปินส์จะเน้นช่วยเหลือเรื่องการให้งานทำ เช่น งานกวาดถนน เนื่องจากบ้านเขามีอัตราการว่างงานสูง โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าคุณทำงานกวาดถนน ก็ห้ามนอนข้างถนน ต้องไปเช่าที่พักราคาถูก แต่ก็มีข้อจำกัดอีกคือ หลายคนทำได้ไม่นานก็กลับมาอยู่ข้างถนน เพราะการช่วยเหลือไม่ค่อยต่อเนื่อง”

บุญเลิศ เล่าว่า การลงพื้นที่ภาคสนามที่กรุงมะนิลานั้นยากลำบากกว่าสมัยทำงานที่กรุงเทพฯ

“ในฐานะนักมานุษยวิทยามันทำให้ผมสามารถจุ่มตัวเองลงในสังคมนั้นจริงๆ ไม่ใช่แวบกลับบ้านได้เหมือนสมัยทำวิจัยที่สนามหลวง สมัยนั้นอาทิตย์นึงผมก็กลับบ้านที แต่นี่อยู่ยาว 14 เดือน ผมเรียนภาษาตากาล็อกก่อนไป ช่วงแรกมีคนเข้ามาถามว่ามาจากไหน ผมก็บอกว่าเป็นนักศึกษาจะมาทำวิจัยปริญญาเอก เขาไม่เชื่อ คิดว่าผมถูกขโมยกระเป๋าสตางค์ ทำพาสปอร์ตหาย บางคนว่าเสียพนันเลยกลับบ้านไม่ได้ หนักสุดคือคิดว่าผมหนีคดีมาจากเมืองไทย เรื่องความอันตราย ผมเคยอยู่กับกลุ่มที่เถื่อนที่สุดในมะนิลา ตั้งแก๊ง ทำตัวนักเลง กินเหล้าทะเลาะกัน เมา สกปรก เดินถอดเสื้อ ไม่ใส่รองเท้า มองย้อนกลับไปก็อันตรายนะ (หัวเราะ) ไม่รู้ไปอยู่กับเขาได้ยังไง แต่ถ้าคุณเรียนรู้ที่จะอยู่ให้เป็น อยู่ยังไงให้หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง รู้ว่าสถานการณ์ไหนที่จะทำให้คุณเสี่ยงที่จะมีเรื่อง คุณก็จะเอาตัวรอดได้

ถามว่าคนไร้บ้านฟิลิปปินส์เหมือนคนไร้บ้านที่เมืองไทยมากน้อยแค่ไหน

“อย่าเรียกว่าเหมือนคนไทย เรียกว่าเหมือนมนุษย์ดีกว่า คือมีทั้งคนจิตใจดี มีน้ำใจ เห็นผมป่วยไม่สบายก็หาข้าวหายามาให้ แบ่งเงินให้ใช้ ขณะเดียวกันก็มีคนที่จ้องจะแสวงหาผลประโยชน์ เผลอหน่อยก็ไถตังค์ ไถบุหรี่ สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ อย่ามองทุกอย่างแบบ romanticize อย่าโลกสวย ชีวิตข้างถนนมันมีหลายรูปแบบมาก เราจำเป็นต้องมองคนไร้บ้านอย่างจำแนกแยกแยะ จะเหมารวมไม่ได้ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะแย่ และไม่ใช่ทุกคนที่จะดีไปเสียหมด”

 

กระแสแจกอาหารสะท้อนคนไทยชอบทำบุญ

กระแสการแจกอาหารคนไร้บ้าน ณ ลานคนเมือง  ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นการแบ่งปันน้ำใจเพื่อบรรเทาความหิวโหย อีกฝ่ายมองว่าแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด แค่ช่วยให้ท้องอิ่มไปวันๆ แต่ไม่อาจดึงคนไร้บ้านออกจากถนนได้ อย่างไรก็ตามการแจกอาหารคนไร้บ้านสะท้อนว่าคนไทยชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก

ผมเรียกว่า ‘สวัสดิการนอกภาครัฐ’ รัฐไม่ต้องทำอะไร คนที่เดินผ่านไปมานี่แหละยื่นมือช่วย เช่น คุณเห็นคุณยายนอนอยู่สนามหลวง ก็ควักเงินซื้อข้าวให้กิน ประเด็นที่น่าสนใจคือ คุณซื้อข้าวให้ยาย แต่ยายก็ยังคงอยู่ที่สนามหลวง แต่จะทำยังไงที่จะช่วยเหลือเขาอย่างเป็นระบบ ครั้งแรกที่เห็นคนไปแจกอาหาร ผมยังคิดในใจว่าต่างประเทศเขาทำกันจนเลิกทำไปนานแล้ว เพราะไม่ใช่การแก้ปัญหา คนไร้บ้านยังอยู่ข้างถนนต่อไป เพียงแต่อยู่ได้สะดวกขึ้น มีอาหารกิน แต่ไม่ได้ช่วยให้เขาข้ามพ้นภาวะคนไร้บ้านไปได้  ทำไปทำมาสุดท้ายคนที่ได้คือคนที่มาแจก เพราะเขารู้สึกว่าแจกอาหารคนไร้บ้านคือการได้ทำบุญ ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

คนไร้บ้านยังเคยพูดกับผมว่า ‘อาจารย์ เดี๋ยวนี้เขาแจกอาหารกันเยอะจนคนไร้บ้านติดและเลือกด้วย ถ้าแจกอาหารไม่ดีมีสิทธิ์โดนด่าอีก’ คือคุณให้จนเกินความจำเป็น แต่สิ่งที่ขาดแคลนคือ คนที่พร้อมจะคุยกับคนไร้บ้าน พร้อมจะเข้าใจพวกเขา ช่วยดึงเขาออกจากท้องถนน คนส่วนใหญ่จะรู้สึกสบายใจกว่าถ้ามาแจกอาหารแล้วกลับบ้าน เพราะมันง่าย สะดวก แต่ไม่ช่วยในระยาว แถมบางครั้งยังทิ้งปัญหาไว้ให้อีก”

นักวิชาการรายนี้ยืนยันว่า แจกอาหารไม่ผิด แต่ควรกิจกรรมอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย

“ผมอยากให้ก้าวพ้นคำว่าแจกของ เปลี่ยนเป็นคุณมานั่งฟังเขาดีกว่า จะได้เรียนรู้อะไรจากชีวิตเขากลับไปมากกว่าแจกอาหารแล้วกลับบ้าน การแจกอาหารทำได้แต่ต้องทำอย่างอื่นควบคู่ไปด้วย ควรทำให้การแจกอาหารนั้นเป็นเครื่องมือที่จะนำไปสู่การทำให้คนมาแจกได้เจอกับคนไร้บ้าน ได้เข้าอกเข้าใจปัญหาที่แท้จริง คิดถึงการแก้ไขปัญหาในระยะยาว การแจกอาหารก็เหมือนทำบุญ แต่พอพูดว่าจะทำยังไงให้คนไร้บ้านมีที่อยู่อาศัย คนจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก ซับซ้อน เป็นไปไม่ได้ ซึ่งเราควรมาบริหารจัดการตรงนี้ ทำให้ไปไกลกว่าการแจกอาหารไปวันๆ”

คนไร้บ้านกำลังรับประทานอาหารที่ได้รับแจกจากคนใจบุญที่ลานคนเมือง

 

คดีฆาตกรรมคนเก็บของเก่า ชีวิตที่แขวนบนเส้นด้าย

ที่ผ่านมามีข่าวน่าหดหู่เกิดขึ้นหลายครั้ง ตั้งแต่กลุ่มวัยรุ่นรุมกระทืบคนไร้บ้านย่านสนามหลวงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แก๊งเด็กแว๊นราดน้ำมันจุดไฟเผาชายที่นอนอยู่ริมถนน จนถึงคนเก็บของเก่าถูกทำร้ายจนตายใต้สะพานถึง 4 ศพในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงสวัสดิภาพความปลอดภัยในชีวิตอันต่ำเตี้ยเรี่ยดินของคนไร้บ้านได้เป็นอย่างดี

“ขณะที่คนทั่วไปมองว่าคนไร้บ้านน่ากลัว เอาเข้าจริงเขาอยู่ในสถานะที่ปกป้องตัวเองไม่ได้เลย การนอนอยู่ข้างถนนไม่มีอะไรที่จะปกป้องตัวเองจากคนเมาขี่มอเตอร์ไซค์มาเอาหินขว้าง ฉี่ใส่ รุมชกต่อย หรือจุดไฟเผาอย่างที่เป็นข่าวเมื่อปีก่อน เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นง่ายมาก คนไร้บ้านคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า เคยนอนที่ถนนราชดำเนิน ตกดึกมีกลุ่มวัยรุ่นเมาออกจากผับเข้ามารุมทำร้ายจนสะบักสะบอม หรือที่ฟิลิปปินส์ จะมีเรื่องเล่าต่อๆกันว่ามีคนโรคจิตเอาก้อนหินมาทุบหัวตอนนอนหลับ หรือที่ญี่่ปุ่นมีวัยรุ่นผลักคนไร้บ้านตกน้ำ เหตุการณ์ทั้งหมดสะท้อนว่าคนเหล่านี้มีอาการป่วยทางจิต ชอบระบายความรุนแรงกับคนไร้บ้านที่ไม่มีทางสู้”

จากประสบการณ์ภาคสนาม บุญเลิศยืนยันว่า คนไร้บ้านไม่นิยมพกอาวุธ หลีกเลี่ยงปัญหากระทบกระทั่งกับใคร ไม่ทำตัวเป็นจุดเด่น เพราะยิ่งหาเรื่องใส่ตัว ยิ่งอยู่ยาก

“เป็นที่รู้กันในหมู่คนไร้บ้านว่า ถ้าเป็นคนไร้บ้านที่มีประสบการณ์จะไม่มีทางไปนอนโดดเดี่ยวเพียงลำพังตามที่มืดๆ เพราะเสี่ยงโดนทำร้าย ลักจี้ชิงปล้น คนไร้บ้านที่ไม่มีประสบการณ์มักคิดว่าการไปนอนแอบๆจะปลอดภัย นี่คือความเข้าใจผิดอย่างมาก การที่คุณจะปลอดภัย คุณต้องไปนอนในที่โล่ง มีแสงไฟสว่าง นอนกับเพื่อนคนไร้บ้านเยอะๆ นี่คือวิธีการเอาตัวรอดบนท้องถนนของคนไร้บ้าน แต่ไม่เพียงพอหรอก รัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือในเรื่องของการจัดหาที่ทาง มีแสงสว่าง มีการตรวจตราโดยตำรวจเพื่อดูแลความปลอดภัย เพราะเขาก็เป็นพลเมืองคนหนึ่งที่ต้องได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลเท่ากับคนอื่นๆ

ผมเคยคุยกับคนไร้บ้านที่ถูกลักขโมยขึ้นโรงพักไปแจ้งตำรวจ ตำรวจไม่ค่อยใส่ใจรับเรื่อง นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมคนไร้บ้านถึงตกเป็นเหยื่อได้ง่าย เพราะโจรจะรู้ว่าคนไร้บ้านเป็นอะไรไปก็ไม่มีใครสนใจ ตำรวจเองยังระแวงว่าพวกเขาเป็นอาชญากร มีเหตุอะไรขึ้นก็พุ่งเป้าที่ไปคนไร้บ้าน จับขึ้นโรงพัก ทำประวัติ แตกต่างจากคนไร้บ้านอีกประเภทหนึ่งที่อาศัยหลับนอนจนคุ้นหน้าคุ้นตาชาวบ้าน พวกนี้จะช่วยเป็นยามให้ สายตรวจในท้องที่จะรู้ว่าคนไร้บ้านที่อยู่ประจำจะไม่ลักเล็กขโมยน้อย ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ด้วย ผมมองว่าจำเป็นมากที่จะต้องมีความสัมพันธ์กับคนไร้บ้าน เพื่อลดความหวาดระแวง แล้วเราจะเห็นคนเป็นคน เห็นเขาเป็นมิตรมากขึ้น ไม่ใช่มองกันแต่แง่ร้าย”

บุญเลิศชี้ว่า สวัสดิภาพความปลอดภัยของคนไร้บ้านเป็นหน้าที่ของรัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือ

“เขาเป็นพลเมืองของรัฐ รัฐมีหน้าที่คุ้มครอง ปกป้องสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่ สิทธิ์ที่จะไม่ถูกทำร้าย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะต้องไปบังคับเขา เช่น แนวคิดการแก้ปัญหาที่จะรุกไล่ไม่ให้คนไร้บ้านอยู่ในพื้่นที่ใดพื้นที่หนึ่ง มันแก้ปัญหาได้ชั่วคราวเท่านั้น ถามว่าเขาจะไปไหน ก็กระจายไปที่อื่น อย่างเวลาจะมีแขกบ้านแขกเมืองมาจากต่างประเทศก็จะกวาดล้างไปเข้าค่าย จับไปแอบไว้ พอครบกำหนดเขาก็ออกมาอีก ไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลย ดังนั้นถ้าคุณจะจัดการ คุณต้องไปจัดการกับคนก่อเหตุ ไม่ใช่จัดการคนที่ตกเป็นเหยื่อ”

การนอนข้างถนนเพียงลำพังยามค่ำคืนถือเป็นเรื่องเสี่ยงอันตราย

 

ข้อเสนอเรื่องคนไร้บ้านที่รัฐบาลควรรับฟัง

ในวันที่สังคมมีทัศนคติต่อคนไร้บ้านดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน ภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐเริ่มยื่นมือให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นเรื่องเป็นราว ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความไว้วางใจแก่กัน นำไปสู่การหาทางออกที่เหมาะสมในอนาคต

“ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดตรงคนที่จะออกไปทำงานภาคสนามมีไม่มาก ไม่ว่าจะภาครัฐ หรือภาคเอกชน เราต้องการคนที่ทำงานภาคสนามมากขึ้น ต้องการคนทำงานเชิงรุกที่จะเข้าไปคุยกับคนไร้บ้าน ไปสร้างความไว้วางใจให้เขาไว้ใจ เพื่อจะชวนให้เขาคิดถึงอนาคตในระยะยาว มันไม่ใช่งานเชิงรับประเภทที่ว่าไปแจกของแล้วกลับบ้าน แบบนี้เป็นแค่งานเฉพาะกิจ ไม่ใช่งานที่การสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนออื่นๆที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่น ไปคุยกับคนไร้บ้านว่าหน่วยงานเราทำหน้าที่แบบนี้นะ มีบ้านให้พักอย่างนี้นะ คุณไปหาเราสิ เพราะโดยปกติแล้วคนไร้บ้านจะไม่คุ้นชินกับการเข้าหาหน่วยงานราชการ ฉะนั้นเขาต้องการให้คนเข้ามาหามากกว่าการให้เขาเข้าไปหา”

บุญเลิศ เสนอแนวทางการช่วยเหลือคนไร้บ้านที่ประมวลจากประสบการณ์ภาคสนามและบทเรียนจากต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับคนไร้บ้านแต่ละกลุ่ม โดยพยายามทำความเข้าใจทั้งในมุมมองของคนไร้บ้านและมุมมองของภาครัฐ

“ต้องเป็นแพ็คเกจที่ต้องทำพร้อมกันหลายๆด้าน เช่น ในอเมริกา หรือฟิลิปปินส์ รัฐบาลสนับสนุนให้งานทำและที่อยู่อาศัยราคาถูกในเวลาเดียวกัน แบบนี้ถึงจะทำให้คนไร้บ้านลืมตาอ้าปากได้ บ้านเรายังไม่มีตรงนี้เท่าไหร่ มีแต่ช่วยเรื่องพื้นฐาน เช่น แจกอาหาร ผมคิดว่าการให้คนมีงานทำ มีบ้านอยู่ สิ่งที่จะเกิดตามมาคือความภูมิใจ ความมีศักดิ์ศรีว่าฉันมีงานทำนะ มีเงินเช่าบ้านอยู่นะ ไม่ต้องไปรอรับแจกอาหาร ไปนอนข้างถนน

อย่างไรก็ตามยังมีคนไร้บ้านอีกจำนวนหนึ่งที่สมัครใจจะอยู่ข้างถนน ไม่อยากเข้าระบบ เพราะรักความอิสระ รัฐก็ต้องดูแลเขาอีกแบบหนึ่ง เช่น สวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างที่หลับที่นอนปลอดภัย มีแสงสว่าง มีห้องน้ำไว้สำหรับขับถ่าย อาบน้ำ ทุกวันนี้ที่คนบ่นกันว่าคนไร้บ้านตัวเหม็น สกปรก ก็เพราะเขาไม่มีห้องน้ำ ไม่มีที่อาบน้ำ ถ้าจัดการเรื่องพื้นๆตรงนี้ได้ ต่อไปคุณก็จะเจอคนไร้บ้านที่ไม่ได้ขี้เหร่นัก เขาก็เดินเก็บของเก่าขาย ใช้ชีวิตของเขาไป”

บุญเลิศ วิเศษปรีชา นักวิชาการด้านคนไร้บ้าน ทิ้งท้ายว่า รัฐบาลควรรณรงค์ส่งเสริมให้คนไร้บ้านดูแลกันเอง หากคนไร้บ้านอยากลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ก็ควรรับฟัง อย่ามองเขาเป็นปฏิปักษ์ เพราะคนไร้บ้านที่ลุกขึ้นมาพูดในสิ่งที่ตัวเองต้องการยังดีเสียกว่าคนไร้บ้านที่ไม่สนใจจะเข้าร่วมอะไรเลย แบบนี้จะไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าต้องการอะไร และจะแก้ปัญหาให้เขาได้อย่างไร.

เจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่เทศกิจ ทหาร ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบคนไร้บ้านที่สนามหลวง