“เอาเวลาจับผิดคนอื่น มาเเบ่งปันดีกว่า” ภัทรียา อนันตสิริภัทร์ สาวใจงาม ทำริบบิ้นดำแจกชาวบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 ตุลาคม 2559 เวลา 17:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/460577

"เอาเวลาจับผิดคนอื่น มาเเบ่งปันดีกว่า" ภัทรียา อนันตสิริภัทร์ สาวใจงาม ทำริบบิ้นดำแจกชาวบ้าน

เปิดใจ “ภัทรียา อนันตสิริภัทร์”  ผู้ประกาศยุติความขัดแย้ง ดราม่าเรื่องสีเสื้อ ด้วยการผลิตโบว์ดำเเจกประชาชน

โลกออนไลน์กำลังชื่มชมกลุ่มคนหลายกลุ่มที่ออกมาช่วยยุติเรื่องสีเสื้อดราม่า ด้วยการรวมกลุ่มนั่งทำริบบิ้นดำให้ประชาชนนำไปติดเสื้อเพื่อแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

“ภัทรียา อนันตสิริภัทร์” หนึ่งในหญิงสาวที่ร่วมทำริบบิ้นดำกับกลุ่มเพื่อนและนำภาพจากผู้คนกลุ่มอื่นๆมาร่วมเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กพร้อมโพสต์ข้อความระบุว่า “หาเวลาทำแจกชาวบ้านดีกว่า ใครมีเวลามีทุนทรัพย์ก็ทำแจก พี่วิน รปภ. แม่บ้าน และชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ คนที่ไม่ได้มีเงินมาซื้อเสื้อดำหลายๆตัว”

ภัทรียา เผยว่า ความเศร้าโศกกำลังกลายเป็นดราม่า ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต เมื่อชาวไทยบางฝ่ายพากันโจมตีผู้ที่ไม่ใส่เสื้อสีดำกันอย่างรุนแรงว่า ไม่รู้จักกาลเทศะและไร้มารยาท ในภาวะสถานการณ์เช่นนี้ ทั้งที่จริงๆ แล้ว พวกเขาอาจมีเหตุผลต่างๆ นานาที่ทำให้ไม่สามารถหาเสื้อดำมาใส่ก็เป็นได้

“วันก่อนไปท้องสนามหลวง เพื่อร่วมงานเคลื่อนขบวนอัญเชิญพระบรมศพ สู่พระบรมมหาราชวัง และเห็นบางคนถูกตำหนิ เพียงเพราะไม่ได้ใส่เสื้อสีดำ บางคนมาไกลจากต่างจังหวัด เสื้อผ้าอาจจะหาไม่ทัน แต่พวกเขาก็ถูกตัดสินว่าไร้มารยาทซะแล้ว ขณะที่กระแสในโซเชียลมีเดียก็รุนแรงเหลือเกินกับการตำหนิ ประจาน ด่าทอ ผู้ที่ไม่ได้ใส่เสื้อดำ บางคนใส่ยูนิฟอร์มของบริษัท ก็โดนบ่น บางคนหาเช้ากินค่ำ เงินเดือนไม่ได้มากมาย ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท อาจไม่ได้มีกำลังมากพอจะหาซื้อมาใส่ได้ทุกวัน”

การตำหนิอย่างไร้เหตุผลและขาดการมองอย่างรอบด้าน ทำให้  ภัทรียา มองว่าการทำ ริบบิ้นหรือโบว์ดำ ซึ่งง่าย สะดวกและเหมาะสมกับทุกคน โดยเธอเผยว่า เคยใช้วิธีนี้ในการไว้ทุกข์ให้กับ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์มาแล้ว

สาวรายนี้ ทิ้งท้ายว่า หากรักพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อย่างแท้จริง ก็ควรเลือกใช้ช่วงเวลาแห่งความเปราะบาง อ่อนแอ แบ่งปันสิ่งดีงามและรู้จักเคารพผู้อื่น มากกว่าโจมตี สิ่งเล็กๆ น้อยๆ อันเป็นภาพนอกที่แตกต่างจากสิ่งที่ตัวเองแสดงออก

“ถ้ารักในหลวง ควรจะใช้ช่วงเวลานี้ทำสิ่งดีๆ แบ่งปันให้กับคนที่ไม่มี เคารพผู้อื่น เพราะแต่ละคนมีต้นทุนไม่เท่ากัน การแสดงออกไม่เหมือนกัน ไม่มีใครไม่เสียใจกับการสูญเสียครั้งนี้หรอก พระองค์ท่านกล่าวเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเสมอ ว่าเราควรจะใช้แต่พอดี ไม่เกินตัว ซึ่งตอนนี้เราเห็นแล้วว่าเสื้อดำสำหรับบางคนมันราคาแพง ควรจะเอาเวลาที่จับผิดหรือโจมตีคนอื่น มาแบ่งปันให้เขาดีกว่า รู้รักสามัคคี ตามที่ในหลวงทรงกล่าวไว้”

เธอพร้อมพรรคพวก กำลังช่วยกันผลิตโบว์ดำที่ วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร  โดยเชิญชวนจิตอาสา มาร่วมกันเย็บและส่งต่อให้ผู้สนใจต่อไป เช่นเดียวกับประชาชนอีกกลายกลุ่มที่ต่างรวมตัวร่วมกันผลิตโบว์ดำเพื่อแจกจ่ายให้ผู้คน ซึ่งภาพที่มานำเสนอประกอบนี้ล้วนบ่งบอกถึงความตั้งใจอันแรงกล้าของกลุ่มจิตอาสาที่ต่างร่วมแรงร่วมใจในการทำความดีเพื่อ “ในหลวง” อันเป็นที่รักยิ่งได้เป็นอย่างดี

ภาพจาก บริษัท ไฮมิก, https://www.facebook.com/monica.romanov/posts/1104693052946822?pnref=story , Mildiie Sinthuuthai
www.facebook.com/prugsaporn.sinthuuthai

 

 

“ยากที่สุดในชีวิต เมื่อต้องอ่านข่าวที่ไม่มีใครอยากได้ยิน”วีรศักดิ์ ขอบเขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 ตุลาคม 2559 เวลา 17:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/460353

"ยากที่สุดในชีวิต เมื่อต้องอ่านข่าวที่ไม่มีใครอยากได้ยิน"วีรศักดิ์ ขอบเขต

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ทันทีที่เครือข่ายสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจกำลังร่ำไห้ หลังจากอ่านข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

กระแสชื่นชมให้กำลังใจก็เกิดขึ้นตามมา

กว่า 20 ปีบนเส้นทางสื่อมวลชน ป๋อง-วีรศักดิ์ ขอบเขต ผู้ประกาศข่าวหนุ่มเเห่งกรมประชาสัมพันธ์ เล่าว่า เพิ่งได้พบกับช่วงเวลาในการอ่านข่าวที่ยากที่สุดในชีวิต เมื่อได้รับเเจ้งว่า ต้องทำหน้าที่อ่านข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

”เวลานั้นผมรู้สึกเเย่ที่สุดในชีวิตการทำงาน เป็นเรื่องยากเเละเเย่ เมื่อมันเป็นข่าวที่ทุกคนไม่อยากได้ยิน”

วีรศักดิ์ เล่าต่อว่า ทันทีที่รู้ว่าพระองค์ท่านสวรรคต ก็เกิดอาการโศกเศร้าเสียใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว กระทั่งรับทราบว่าจะต้องเป็นผู้ทำหน้าที่อ่านชิ้นนี้ต่อหน้าประชาชนทั้งประเทศ  จึงกลายเป็นภาวะที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูด ทันทีที่ได้รับสคริปต์ เขาตัดสินใจหลับตา พนมมือ อธิษฐานถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นครั้งสุดท้าย

”เป็นการเตรียมตัวที่น้อยมาก ก่อนอ่านเราพนมมือขอพรพระองค์ท่าน อยากทำหน้าที่ให้ดีที่สุดถวายท่านเป็นครั้งสุดท้าย และดีที่สุดของการเป็นผู้ประกาศข่าว ขอให้ลูกมีสมาธิ มีสติในการทำงานเพื่อให้ผ่านพ้นไปด้วยดี …เเต่มันก็ยากจริงๆ”

หลังเสร็จสิ้นการอ่านข่าวประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ ภาพถูกตัดไปยังสารคดีพระราชประวัติเเละพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วีรศักดิ์ฟุบหน้าลงกับโต๊ะข่าว ก่อนร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร

”พอตัดจบ เข้าสู่ช่วงสารคดีต่อ เราก็ฟุบ ร้องไห้เลย”

ผู้ประกาศข่าววัย 44 รายนี้ รับหน้าที่อ่านข่าวพระราชสำนักมาตั้งเเต่ปี พ.ศ.2554 เขาบอกว่า ความยากลำบากในการทำงานคือ ภาษาเเละเนื้อหาที่จำเป็นต้องถ่ายทอดออกมาอย่างถูกต้องเเม่นยำ ผู้อ่านต้องมีสมาธิเเละความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ

นอกจากทักษะความเชี่ยวชาญที่ได้รับจาการทำงาน สิ่งสำคัญที่ฟูมฟักเเละผลักดันให้เขาเติบโตขึ้นก็คือ พระราชดำรัสหรือพระบรมราชาโอวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

“ทุกครั้งที่ได้อ่านข่าวในพระราชสำนัก พระราชกรณียกิจต่างๆของพระองค์ท่านทำให้เราประทับใจ โดยเฉพาะพระบรมราโชวาท หรือพระราชดำรัส สังเกตได้ว่า ทุกอย่างที่ท่านสอนนั้นคือความจริงทั้งหมด

สิ่งหนึ่งที่ผมยึดถือมาเสมอคือ เวลาปิดทองพระ ไม่จำเป็นต้องข้างหน้าเสมอไป ข้างหลังก็ได้ ปิดให้เต็มเดี๋ยวมันก็ไปถึงข้างหน้าเอง ผมมองว่าเป็นความจริง เเละถือเป็นคติเตือนในการทำงาน เพราะบางทีเราอาจจะไม่ต้องอยู่ข้างหน้าหรือออกหน้าออกตาเสมอไป เราอยู่ข้างหลัง  ช่วยกันไป สุดท้ายทองก็ไปอยู่ด้านหน้าเอง เหมือนปิดทองหลังพระ ผมจำอยู่เสมอ ข้างหลังก็ทำงานได้”

แรงบันดาลใจดังกล่าวสอดคล้องกับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 25  กรกฎาคม 2506 ที่ระบุไว้ว่า

“การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมาก ไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้”

วีรศักดิ์ บอกว่า คนไทยควรยึดถือหลายสิ่งหลายอย่างของพระองค์ท่าน ทั้งความมีเมตตา เความห่วงใยเพื่อนมนุษย์เสมอ ที่ท่านเพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทำเพื่อพสกนิกรตลอดมา

”ผมว่าสิ่งที่ทำให้บ้านเมืองดีได้คือความรักเเละสามัคคี ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านเน้นย้ำเสมอ ถ้าคนไทยมองท่านเป็นเเบบอย่างเเละปฎิบัติเหมือนท่านได้ บ้านเมืองเราคงพบเจอเเต่ความเจริญก้าวหน้า” ผู้ประกาศหนุ่มทิ้งท้าย

แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9 เสด็จสู่สวรรคาลัย แต่พระราชดำรัสและเเนวทางที่ทรงพระราชทานไว้แก่ปวงชนจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวอันสำคัญยิ่งในการดำเนินชีวิตของคนไทยไปตราบนิจนิรันดร์

 

เตรียมใจสู่วันสิ้นอิสรภาพ รธน.ก่อวิกฤต-“บิ๊กตู่”อยู่ยาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 ตุลาคม 2559 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/459330

เตรียมใจสู่วันสิ้นอิสรภาพ รธน.ก่อวิกฤต-"บิ๊กตู่"อยู่ยาว

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ,ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

วันพรุ่งนี้ (11 ต.ค. 2559 ) ศาลอาญานัดฟังผลว่าจะพิจารณาถอนประกัน จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับแกนนำอีก 4 คน หรือไม่ ภายหลังพนักงานอัยการคดีพิเศษยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาเพิกถอนการปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากจำเลยออกมาพูดจาพาดพิงผ่านรายการโทรทัศน์ ซึ่งเข้าข่าย “ยั่วยุปลุกปั่น” ทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบและเงื่อนไขการปล่อยชั่วคราวในคดีก่อการร้ายที่ทำไว้กับศาล

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับจตุพร ก่อนถึงวันฟังผลการพิจารณา ซึ่งส่วนหนึ่งประธานนปช.ก็เตรียมใจไว้บ้างแล้วอาจมีโอกาสถูกถอนประกันและต้องกลับไปใช้ชีวิตในเรือนจำอีกครั้ง

“วันนี้ผมทำใจไว้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะมีอิสรภาพต่อหรือสิ้นอิสรภาพ ผมพูดเองตั้งแต่ต้นเมื่อปี 2553 ที่มาในหนทางนี้ไม่มีทางเลือกที่ 3 คือ ไม่ตายก็ติดคุก เพราะว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ การถอนประกันปี 2553 และปี 2554 บางช่วงถูกถอนประกันทุกสัปดาห์ เพราะฉะนั้นจึงมีความรู้สึกเคยชินกับถอนประกันมาก”

จตุพร โฟกัสที่หลักการการประกันตัวว่า การยื่นเรื่องถอนการประกันครั้งนี้ที่เราทักท้วงว่าไม่ตรงกับข้อหาก่อการร้าย เพราะเอาเรื่องการยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มาอ้างเป็นเงื่อนไขถอนประกันพวกผมในคดีก่อการร้าย ซึ่งไม่ถูกต้องคงต้องรอดูในวันที่ 11 ต.ค.ว่าศาลจะมีความเห็นอย่างไร แต่ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใดก็เตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว

“วันนี้เราไม่รู้เลยอะไรจะเกิดขึ้น มีหน้าที่เพียงเตรียมกางเกงขาสั้น เสื้อยืด สบู่นกแก้ว ที่ผ่านมาเราเคยติดคุกมาแล้ว ซึ่งการติดคุกจะยาก 3 วันแรก เพราะว่าเรื่องกิน เรื่องนอน ขับถ่าย ถ้า 3 วันแรกร่างกายปรับได้วันที่ 4 ก็ไม่มีปัญหา อยู่ในคุกต้องจัดการเวลา สำคัญคือใจอย่าไปทรุดตาม”

“มันอยู่ที่ว่าใจเราจะมีอิสรภาพหรือเปล่า กายไม่เป็นไร บางคนกายไป ตัวผมเองเตรียมตัวไว้ทุกกรณีและไม่เคยคิดจะหลบหนี เพียงแต่ว่าถ้าคนจะติดคุกทั้งทีก็ควรให้สบายใจคนที่ถูกขังหน่อย”

ส่วนโครงสร้าง นปช.สำหรับกรณีที่แกนนำหลักหลายคนต้องเข้าไปในเรือนจำ จตุพร ระบุว่า “ไม่ได้วางอะไร สิ่งที่เราทำคือ ให้มวลชนยึดหลักการอย่ายึดตัวบุคคล แม้วันนี้ตัวบุคคลอาจจะยังมีส่วนอยู่บ้าง แต่ถ้าประชาชนเลือกที่จะยึดหลักการเราก็จะได้ยกระดับ ฝ่ายประชาธิปไตยต้องยึดหลักการ”

“สิ่งที่พยายามทำคือพาประชาชนไปยึดหลักการไม่ใช่ยึดแกนนำ แกนนำคือสิ่งสมมติ วันหนึ่งหากไม่ซื่อสัตย์กับประชาชน ประชาชนก็ไม่มาร่วมด้วย เพราะฉะนั้นคนจะอยู่จะไปไม่สำคัญ การสิ้นเสรีภาพอาจจะไปเพิ่มพลังในใจประชาชนที่รักประชาธิปไตย อยู่ข้างนอกผมเองก็ทำมาครบทุกอย่างแล้ว แต่ถ้าไปอยู่ข้างในแล้วสามารถปลุกหัวใจประชาชนให้เกิดความตื่นตัวก็เป็นเรื่องที่ดีกว่า”

จากนั้นประธาน นปช.มองทิศทางทางการเมืองในอนาคต หลังจากประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติว่า “วันนี้เลือกตั้งเร็ว ชนะก็ปกครองไม่ได้ แม้ว่ารัฐธรรมนูญที่ผ่านมาอาจจะเลวร้ายแต่ก็ยังไม่สู้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ การชนะไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือ ชนะแล้วจะปกครองไม่ได้ ถามว่าใครจะเข้าสู่ลานประหาร นายกฯ ยิ่งลักษณ์ 15 คดี นายกฯ สมชายก็ขึ้นศาล นายกฯ ทักษิณก็อยู่ต่างประเทศ ชนะแล้วก็ปกครองไม่ได้ เพราะการสร้างความชิงชังในรอบ 10 ปีนี้มันแรง”

“รัฐธรรมนูญฉบับที่จะประกาศใช้ ไม่ว่านายกฯ คนในหรือคนนอกก็พังทั้งคู่ คนในที่มาจากพรรคการเมืองก็พังด้วยองค์กรอิสระ ส่วนคนนอกก็เจอสภาผู้แทนราษฎร คนนอกถ้าเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ท่านพูดโดยไม่มีใครเถียงต่อหน้ามาก่อนหน้านี้ แค่เจอนักข่าวยังไม่ไหวเลย”

“ในสภาผู้แทนราษฎรใครจะมาเกรงใจกัน ลุกขึ้นชี้หน้ากันเลย แบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะทนไม่ได้ แต่มันก็อาจจะมีนักการเมืองบางจำพวกว่าถ้ากระแสต่อต้านนายกฯ คนนอกแรง ก็อาจไปเสนอตัวเป็นม้ารับใช้และให้ สว.มายกมือสนับสนุน แต่ก็จะอยู่โดยประชาชนไม่ยอมรับ ซึ่งมันก็ไปไม่ได้อยู่ดี”

ประธาน นปช. มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นระเบิดเวลาที่จะสร้างวิกฤตอย่างแรงที่สุด แต่ผมเองว่าในความร้ายก็มีความดีเหมือนกันคือ คนไทยก็จะได้เห็นที่เขามีเรื่องเล่ากันว่า ถ้าไปบอกคนไทยว่าอะไรจะเกิดขึ้น มักจะไม่เชื่อและเกิดแรงต่อต้าน แต่พอเจอแล้วสักพักคงรับรู้รส เวลานี้ไปทำโพลสำรวจก็เปิดประตูให้นายกฯ คนนอก ต้องให้เจอต้องพาไปเจอจุดนั้นจริงๆ

“เราต้องพาประเทศไทยเข้าใจประชาธิปไตยที่เหมือนกัน การเหมือนกันไม่ใช่การเห็นด้วยกันนะ แต่เคารพความแตกต่างกันได้ และเลิกสร้างความชิงชัง เพราะวันนี้มีการสร้างความชิงชังจนเกิดความน่ากลัว ดังนั้นวันนี้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ และ คสช.เองไม่ได้พยายามแก้ไข ทั้งที่แต่ละฝ่ายผมคิดว่าพร้อมที่จะมาคุยกันหาทางออกให้กับประเทศ”

“ศูนย์ปรองดอง คณะกรรมการปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สถาบันพระปกเกล้า เวลาไปคุยแยกกับแต่ละฝ่ายแยกกันจะพบว่ามีหัวข้อที่เห็นเหมือนเป็นจำนวนมาก เช่น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง มีเรื่องที่เห็นต่างกันไม่กี่เรื่องเท่านั้นเอง แต่ผลการศึกษาถูกเก็บเข้าลิ้นชักหมด แม้กระทั่งครั้งล่าสุดที่มาจากศูนย์ปรองดองของทหารและ สปช.”

พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จะมีโอกาสร่วมกันตั้งรัฐบาลหรือไม่ เพื่อให้นายกฯ มาจากฝ่ายการเมืองแทนที่จะมาจากบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมือง? จตุพร ตอบทันทีว่า “แค่เอ่ยมาก็พังแล้ว ในทางการเมือง นักการเมืองก็ยังเป็นนักการเมืองวันยังค่ำ ไม่ได้ข้ามพ้นเพื่อเป็นนักประชาธิปไตย แค่เอาผลประโยชน์เฉพาะหน้าทางการเมือง”

“ทีนี้มีตรรกะอย่างนี้ว่านักการเมืองไหนอยู่กับนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งก็ไม่รู้ว่าพรรคการเมืองตัวเองจะถูกยุบหรือไม่ แต่ถ้าไปเป็นรัฐมนตรีให้กับนายกฯ คนนอกอาจจะปลอดภัยมากกว่า สมมติว่าพรรคการเมืองนี้ได้ 4 ตำแหน่งเท่าเดิม แต่มาเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ ที่มาจากการเลือกตั้งก็ดูนายกฯ ยิ่งลักษณ์ สิว่าเป็นอย่างไร กระทรวงก็กระทรวงเดิมแต่ไม่มีความปลอดภัยเลย มีบางพวกที่อุบไต๋แต่ไม่ออกอาการตอนนี้ เพราะถ้าออกอาการตอนนี้ประชาชนจะไม่เลือก”

สุดท้าย จตุพร เชื่อว่า นายกฯภายหลังการเลือกตั้งปี 2560 จะมาจากคนนอกบัญชีพรรคการเมืองและเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คนปัจจุบัน

“ผมเชื่อว่าในสภาผู้แทนราษฎรจะมีการจับมือกันลับๆ มาก่อน ท้ายที่สุดพรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายค้านที่เหลือกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และนายกฯ ในอนาคตจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ แน่นอน ไม่มีทางเป็นคนอื่น เสียงสนับสนุนนายกฯ คนนอกรวมสองสภาจะเกิน 500 คน จากทั้งหมด 750 คน”ประธาน นปช.ทิ้งท้าย

 

จากใจนักล่าพ่อค้ายา “พล.ต.ท. เรวัช กลิ่นเกษร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 ตุลาคม 2559 เวลา 11:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/459281

จากใจนักล่าพ่อค้ายา "พล.ต.ท. เรวัช กลิ่นเกษร"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

เปิดประตูห้องทำงานของผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) เมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ป้ายชื่อบ่งบอกเจ้าของห้องที่ยังนั่งทำงานอยู่

เมื่อย่างกรายเข้าไปก็พบ “พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร” ผบช.ปส. ที่ยังนั่งเซ็นเอกสารสำคัญก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ

พล.ต.ท.เรวัช ในชุดเครื่องแบบครึ่งท่อน ข้างกายมีปืน ที่หน้าอกเสื้อเหน็บมีดเครื่องรางเอาไว้ นั่งนิ่งอยู่ภายในห้องที่ใกล้จะว่างเปล่าเต็มทนเพราะใกล้หมดเวลาของชีวิตตำรวจ แต่ประสบการณ์ในการปราบปรามยาเสพติดยังมากล้น และ พล.ต.ท.เรวัช จะถ่ายทอดประสบการณ์สุดท้ายจากชายที่ได้ชื่อว่า “มือปราบยาเสพติดของเมืองไทย” ที่ดุเดือดและเอาจริงเอาจังคนหนึ่งในวงการตำรวจ

พล.ต.ท.เรวัช เปิดฉากเล่าปัญหายาเสพติดอย่างเร่าร้อนว่า ประเทศไทยถือว่าเป็น HUB หรือศูนย์กลางของการกระจายยาเสพติด แม้ว่าเราจะพยายามบล็อกเอาไว้อย่างไร ยาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้าก็หาทางเล็ดลอดเข้ามาได้ตามแนวตะเข็บชายแดน

ด้วยเพราะเพื่อนบ้านเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งของปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก เพราะคือแหล่งผลิตยาบ้าที่สำคัญของโลก ผ่านการสนับสนุนด้านวัตถุดิบในการผลิตยาเสพติดจากกลุ่มประเทศอื่น ซึ่งจุดนี้ทางการไทยได้เคยประชุมร่วมกันกับผู้มีอำนาจในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเพื่อวางแผนยับยั้งไม่ให้ยาบ้ามันทะลัก ระบาด แต่ข้อจำกัดที่สำคัญทำให้ปัญหาเกิด คือเจ้าหน้าที่ของเพื่อนบ้าน ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจและไหวพริบชั้นเลิศในการสกัดวัตถุดิบที่จะใช้ผลิตยาเสพติดก่อนที่จะถูกแปรรูปเป็นยาบ้าและแพร่กระจายออกไป

“เขาไม่รู้ เขาไม่สงสัย ของบางชนิด เช่น น้ำยาล้างตา หรือยาหยอดตา เมื่อขนส่งผ่านเป็นหลายแสนแกลลอน เขาก็ไม่เอะใจว่า มันเอาเข้ามาทำอะไรกันวะตั้งเยอะแยะ เห็นว่าเป็นน้ำยาล้างตาก็ปล่อยผ่านไปเลย แต่จริงๆ แล้วไอ้ตัวน้ำยานี่แหละ ที่มันสามารถเอาไปสกัดตามกรรมวิธีของพวกนักวิทยาศาสตร์ที่ผลิตยาเสพติด และเอาส่วนที่กลั่นแล้วจนบริสุทธิ์ไปผลิตยาบ้า แล้ววัตถุดิบพวกนี้ ของพวกนี้ มันมาจากไหน ผมบอกได้เลยว่ามาจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว มันเป็นขบวนการ ประเทศไทยคือจุดตรงกลางที่รับและกระจายยาเสพติดออกไป” พล.ต.ท.เรวัช อธิบาย

เปิดเส้นทางยาบ้า จากนอกสู่ใน

อดีตมือปราบยาเสพติดผู้นี้ ฉายภาพอีกว่า เมื่อกระบวนการผลิตจากเพื่อนบ้านเสร็จสิ้น เจ้าของยาบ้าที่เป็นกลุ่มก้อน หรือกองกำลังติดอาวุธต่างๆ จะนำยาบ้าทั้งหมดส่งต่อมายัง “เอเยนต์ใหญ่” ของเมืองไทยแต่ไม่ได้อยู่ในเมืองไทยที่มีอยู่ 5 ราย ซึ่งราคายาบ้าเมื่อมาถึงมือ 5 เอเยนต์ใหญ่ จะอยู่ที่เม็ดละ 5 บาท ไม่ขาดไม่เกินจากนี้

จากนั้นเมื่อยาบ้ามาอยู่กับเอเยนต์ใหญ่แล้ว เส้นทางของยาจะถูกกระจายไปยัง “เอเยนต์กลาง” ในแต่ละสังกัดของตนเอง ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้นรวม 60 คน และเมื่อช่วงสิ้นเดือนที่ผ่านมา ตำรวจ บช.ปส.เปิดฉากต่อสู้กับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดที่มี “โน้ต” หรือ ศดายุ เหลืองประดับใจ เป็นหัวหน้าแก๊งแต่หลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด ก็อยู่ในกลุ่ม 60 คนนี้ด้วย โดยราคาเมื่อมาถึงเอเยนต์กลางจะมีราคาเม็ดละ 45-75 บาท

เมื่อถึงมือเอเยนต์กลาง ยาทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังผู้ค้ารายเล็กรายน้อยต่อไป หรือเรียกว่า “เอเยนต์ย่อย” ซึ่งราคาที่ผู้ค้ามารับจะอยู่ที่ 100-150 บาท/เม็ด และสุดท้ายไปถึงมือกลุ่มนักเสพที่จะไปขายต่อตามชุมชนต่างๆ ของเมืองไทย ราคายาบ้าจะอยู่ที่ราวเม็ดละ 300 บาทขึ้นไป

“แต่ทั้ง 60 คนข้างต้น ตำรวจ บช.ปส.ในยุคของ พล.ต.ท.เรวัช สั่งปิดฉากทั้งจับกุมและวิสามัญไปได้แล้ว 32 คน ขณะที่อีก 28 คนยังรอเพียงแค่เวลาถึงจุดจบของตัวเองเท่านั้น” พล.ต.ท.เรวัช พูดถึงเส้นทางค้ายา

แต่เมื่อมองไปถึงเส้นทางลำเลียงยาเสพติดและราคาต่อเม็ดแล้ว จะเป็นสิ่งบ่งชี้สำคัญว่า “นักค้า” รายนั้นๆ เจ๋งถึงขนาดใหญ่ และใหญ่แค่ไหน และจะรู้เห็นได้ก็เมื่อข้อมูลราคาถูกส่งถึงมือตำรวจขณะที่วางแผนล่อซื้อ

พล.ต.ท.เรวัช พูดถึงเรื่องนี้อย่างน่าสนใจว่า “ถ้ามัน (ผู้ค้า) รับว่าจะขายให้ในราคาที่ต่ำ ก็แสดงว่ามันเจ๋ง มันรายใหญ่ ตำรวจก็ต้องปรับแผนใหม่ในการเข้าหากเป็นข้อมูลใหม่จริงๆ เพราะแน่ล่ะมันกล้าขายราคานี้ได้ ของ (อาวุธ) มันต้องมี อย่างผมไปจับมาเป็นแสนเม็ด ล้านเม็ด แต่มันคือรายย่อย อย่างนี้ก็ถือว่างานดี แต่ยังไม่สุด ถ้าจับได้รายใหญ่ ราคาขายมันต่ำ นี่คือการเข้าถึง”

หนุนแนวคิด ปลดล็อกยาบ้า

“บุหรี่สูบได้แต่ห้ามสูบในที่สาธารณะ เราเปรียบเทียบอย่างนี้ แต่มามองยาบ้า พอกำหนดให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เข้าไป ก็เกิดปัญหาตามมาอย่างที่เห็นกัน เพราะมันแพร่ไปเร็ว ราคาพุ่งขึ้นสูง ยกตัวอย่างว่า มีกรณีหญิงชาวลาวนำยาบ้าเข้ามาหนึ่งเม็ด โดยตรวจจับได้ที่ด่านชายแดน จ.หนองคาย เขารับสารภาพว่าเอามาฝากเพื่อน แต่ข้อหา คือนำยาเสพติดเข้าสู่ราชอาณาจักร โทษคือประหารชีวิตเท่านั้น” พล.ต.ท.เรวัช กล่าว

อดีต ผบช.ปส. บอกอีกว่า เราก็กลับมามองกระบวนการยุติธรรมว่า มันเดินถูกทางหรือไม่ กับการยกระดับยาบ้าให้เป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 เพราะยิ่งปราบยิ่งโต ยิ่งปราบราคายาบ้ามันยิ่งแพง และจากการที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ไปประชุมเกี่ยวกับยาเสพติดโลก ได้ข้อสรุปเป็นโจทย์มาว่า เราสามารถควบคุมสารเสพติดพวกนี้ได้หรือไม่ หรือทำอย่างไรไม่ให้มันเข้าไปรบกวนสังคม จะเข้าไปเป็นลักษณะเหมือนบุหรี่แล้ว แต่เมื่อมามองคนในประเทศก็ต้องเกิดความวิตก เพราะฝังใจกับภาพที่คนเมายาบ้าแล้วจับตัวประกัน หรือเมายาบ้าจนหลอนกระโดดตึกตาย ฆ่าตัวตาย แต่ผมถามหน่อยว่ากรณีดังกล่าวในเมืองไทยมันมีกี่คดี ยิ่งเปรียบเทียบกับการที่คนดื่มเหล้าเมาสุราแล้วไปขับรถจนเกิดอุบัติเหตุ สิ่งไหนมันสูญเสียที่เป็นจำนวนมากกว่ากัน

“เราจับจนกระทั่งเรือนจำรับนักโทษไม่ได้แล้ว มันแน่นไปหมด และพอเข้าสู่เรือนจำก็ไม่ได้เป็นการบำบัด มีแต่เพิ่มวิชา เพิ่มสายส่งยากันเข้าไปอีก หรือเรียกว่าวิทยาลัยยาบ้า แต่ถามว่าทำไมมันปราบไม่หมด มันย้อนกลับไปว่าแหล่งผลิตมันอยู่ใกล้บ้านเรา”

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการประสานระหว่างกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อจะปิดตายการค้ายาเสพติด ในช่วงระยะหลังมีทิศทางที่ดียิ่งขึ้น หลายประเทศเห็นพ้องต้องกันว่าจะร่วมมือ จึงนำไปสู่แผนบูรณาการร่วมกันที่เรียกว่า “เซฟแม่โขง” เป็นความร่วมมือของ 4 ประเทศที่ร่วมมือกัน คือ ไทย จีน เมียนมา และลาว ผลงานที่เห็นชัดของแผนการร่วมมือกันคือการจับ “หน่อคำ” ราชายาเสพติดชื่อดังที่ถูกประหารชีวิตไปแล้วที่ประเทศจีน

แนวทางการแก้ไขตามมุมมองของมือปราบยาเสพติดผู้นี้ เสนอเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ไทยมีชายแดนแต่ก็เจอกองคาราวานยาเสพติดที่ลำเลียงเข้ามา เพราะมีด่านธรรมชาติระหว่างประเทศที่เพียงแค่ก้าวเดินไปกี่สิบก้าวก็ถึงบ้านเรือนกันแล้ว ยามันเลยทะลักเข้ามาง่าย ถ้าเราปิดตายทางเหนือ คุมเข้มเลย พวกลำเลียงก็ไปเข้าด้านอื่นทางอีสานบ้าง ตะวันออกบ้าง

เมื่อเราหยุดมันยาก มันเอาแต่ผลิต แต่เราต้องมาปราบมาป้องกัน มันไม่จบไม่สิ้น ดังนั้น ต้องหาสูตรใหม่ในการหยุดยั้งให้ได้ ผมเสนอไปว่า ต้องมามองที่คนเสพยาบ้าในบ้านเราที่มีนับแสนๆ คน หากเรามีลูกแล้วติดยาบ้า เราจะทำอย่างไร เราก็ต้องตีต้องห้ามมันดุมัน แต่มันก็ไม่หยุด มีแต่จะเพิ่มปัญหาเข้ามาทั้งลักของใช้ในบ้านไปขายเพื่อหาเงินมาเสพ หนักเข้าก็ออกปล้นออกจี้ เมื่อเสพหนักเข้ายาบ้าเม็ดเดียวก็เอาไม่อยู่ ต้องเพิ่มปริมาณเข้าไปอีก

“ก็อยู่ระหว่างการศึกษาว่าจะทำอย่างไรให้อยู่กับมันได้ อย่างใบกระท่อมที่เขากินกันมาเป็นร้อยปี เมื่อเราห้าม เขาไปเล่นยาบ้าเลย แต่ถ้าเขาปลูกใบกระท่อมไว้ตามบ้าน กินเองเพื่อให้สู้แดดสู้ลมถือว่าไม่ผิด แต่ถ้าเอาออกไปขายต้องจับเพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่”

พล.ต.ท.เรวัช กล่าวว่า ย้อนมาถึงยาบ้าไม่มีทางทำให้ถูกกฎหมายได้แน่นอน ประชาชนไม่ต้องวิตกในเรื่องนี้ การปราบปรามการยึดทรัพย์กับผู้ค้ายังคงเข้มข้นเหมือนเดิม แต่เรามามองใหม่ด้วยการกำหนดอัตราโทษให้เหมาะสม และตรงกับฤทธิ์ของยาเสพติด อาจจะลดเกรดจากประเภท 1 เป็นประเภท 2 เพราะยาบ้าในขณะนี้บทลงโทษแรงกว่าเฮโรอีน ทั้งๆ ที่เฮโรอีนอันตรายกว่ายาบ้าอีก

อีกทั้งจำนวนผู้เสพในประเทศนับ 2 ล้านคน แต่ที่มีบัญชีผู้เสพอยู่ในเมืองทางการรวม 6 แสนคน เมื่อเราเอาคน 6 แสนคนเป็นที่่่ตั้ง และแต่ละวันคนพวกนี้จะต้องเสพยาบ้าอย่างน้อย 1 เม็ด/วัน ราคาทุกวันนี้อยู่ที่ 200 บาท/เม็ด วันหนึ่งเป็นเงิน 120 ล้านบาท เดือนละ 3,600 ล้านบาท แล้วปีหนึ่งจะสูญเงินไปเท่าไหร่ เครื่องคิดเลขคิดไม่ทันแน่นอน

“เราต้องเอาคนพวกนี้ไปบำบัดอย่างเต็มรูปแบบ เพราะยังถือว่าเป็นคนที่มีศักยภาพ คนเสพยาบ้ายังทำงานได้ คนเสพอาจจะเป็นช่างภาพ เป็นนักข่าว หรือทำงานบริษัทอื่นๆ ก็ได้ เราเอาคนเสพมาบำบัดได้มั้ย เราทำได้ เปรียบผู้เสพเหมือนกับคนบ้าที่ต้องได้รับการรักษา หากเอาแบบเดิมที่จะบำบัดด้วยการเข้าค่ายสั่งซ้ายหันขวาหัน สร้างระเบียบวินัย ถามว่าหยุดมั้ย มันไม่หยุด”

อดีต ผบช.ปส. เสริมว่า ผมเสนอไปว่าให้เอาทั้ง 6 แสนคนมารายงานตัวขึ้นบัญชีบำบัดทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ จะถือว่าไม่มีความผิด แต่ถ้าไปจับได้แม้แต่เม็ดเดียวก็เข้าคุกไป เข้ามาเพื่อให้หมอรักษาและให้รัฐบาลผลิตยาให้ด้วยต้นทุนต่ำ เพราะพวกนี้คือผู้ป่วย ต้องได้รับการรักษา

ตำรวจนักบู๊ ถึงเวลายิงต้องยิง 

ด้วยบุคลิกของ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีต ผบช.ปส. นายตำรวจรูปร่างสูงเพรียวคล่องตัว ปืนพกขนาด 9 มม. และ 11 มม. บรรจุอยู่ข้างกายทั้งสองด้าน ขณะที่ในกระเป๋าสะพายก็ยังมีอยู่อีกกระบอก เมื่อถามถึงว่า วันที่ถอดเครื่องแบบ เกษียณจากข้าราชการตำรวจไปแล้ว ปืนที่ว่ายังจะพกอยู่อีก มั้ย แต่ไร้เสียงคำตอบ มีเพียงรอยยิ้มของ พล.ต.ท.เรวัช ที่ตอบกลับมาเท่านั้น

ผมยังต้องระมัดระวังตัวเสมอ เพราะตลอดชีวิตตำรวจที่ทำงานมาหลายสิบปี วิสามัญไปก็ไม่น้อย จับพ่อค้ายาไปก็มากมาย มันต้องระวัง เพราะมีคนจะเอาคืนอีกเยอะ แต่เมื่อถึงเวลานั้นมันเกิดขึ้นจริง มันก็ต้องวัดกันหน่อย” คำพูดจาก พล.ต.ท.เรวัช ที่บ่งบอกตัวตนอีกด้านของเขาได้อย่างชัดเจน

อดีต ผบช.ปส.ที่เพิ่งหยุดชีวิตทำงานในเครื่องแบบสีกากีมาหมาดๆ เล่าอีกว่า พ่อค้ายา หรือพวกโจร คนร้ายคดีหนักๆ เมื่อได้ยินชื่อเรวัชก็ต้องหยุดคิดเหมือนกัน เพราะที่ผ่านมาด้วยนิสัยในการทำงานที่ต้องเด็ดขาด คำว่าให้อภัยสำหรับผู้ที่หลงผิดนั้น ผมมีให้เสมอ แต่คำว่าให้อภัยมันก็ให้กันบ่อยๆ ไม่ได้ เมื่อเตือนแล้วยังไม่ฟัง หันกลับไปทำผิดอีก อย่างนี้เมื่อเจอตัวแล้วมาว่ากันไม่ได้ เพราะมันมีแค่สองทาง คืออยู่หรือตาย

หากจำกันได้เมื่อช่วงปี 2543 ที่เป็นปีแห่งการกวาดล้างยาเสพติดอย่างดุเดือดที่สุดในเมืองไทยภายใต้รัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร พล.ต.ท.เรวัช เอง เล่าถึงช่วงเวลานั้นว่า เห็นด้วยกับการปฏิบัติงานอย่างเฉียบขาดถึงลูกถึงคน และเป็นคนหนุนให้เกิดมาตรการนี้ เพราะห้วงเวลานั้นยาเสพติดมันระบาดอย่างหนัก ยาบ้าแพร่หลายไปถึงลูกหลานในทุกสังคม

“และในช่วงนั้นก็มีหลายศพผ่านปืนผมไปเช่นกัน อันนี้ผมยอมรับ เพราะผมทำตามหน้าที่”

แต่กระนั้น เมื่อช่วงเวลาเปลี่ยนไป พล.ต.ท.เรวัช เล็งเห็นแล้วว่าปืนไม่สามารถจะหยุดการแพร่ระบาดของยาบ้าในสังคมไทยได้ รังแต่จะยิ่งสร้างปัญหาตามมา ไม่ว่ากี่ศพที่ต้องสังเวยทั้งผู้ค้าและเจ้าหน้าที่ ต่างเป็นเรื่องของการสูญเสียทั้งนั้น และเมื่อจิตใจแข็งแกร่งขึ้นตามช่วงเวลา บวกกับทิศทางโลกในการปราบปราม และยับยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติดเปลี่ยนเป็นให้ความสำคัญของการบำบัดผู้เสพ พล.ต.ท.เรวัช จึงคิดว่าหนทางดังกล่าวน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“การใช้ความรุนแรงในการปราบปรามมันไม่ใช่ทางออก แค่มันหยุดสิ่งที่เกิดตรงหน้าได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถจะหยุดได้ทั้งระบบ เรายิงมัน เราจับมัน เราเอามันตาย แต่สุดท้ายยามันก็ยังแพร่อยู่ เพราะเมื่อผู้ค้าตายไปหนึ่งคน ก็จะมีอีกคนมาทดแทนได้อยู่ดี แล้วเราจะไล่ยิงผู้ค้าได้ทุกคนหรือไม่ อันนี้มันไม่ได้แน่นอน ดังนั้น ผู้เสพอีก 6 แสนคนที่อยู่ในบัญชีของทางการ จึงเป็นเป้าหมายหลักที่ต้องบำบัดให้ได้ และบำบัดด้วยการใช้ยา ใช้ทางการแพทย์ ไม่ใช่เอาไปบำบัดในคุก หรือในค่าย มันไม่แก้ปัญหา”

เมื่อพูดถึงเรือนจำหรือคุกที่ใช้ขังนักโทษ ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่ของผู้ต้องขังเป็นคดียาเสพติด เรื่องนี้ก็ต้องถูกสังคายนาเช่นกันตามความคิดของ พล.ต.ท.เรวัช เพราะจากประสบการณ์และที่ได้สัมผัส พล.ต.ท.เรวัช บอกว่า คุกคือวิทยาลัยของพ่อค้ายาดีๆ นี่เอง

แม้ว่ากรมราชทัณฑ์จะเข้มงวดกวดขันแค่ไหน วางกรอบเจ้าหน้าที่ให้เข้มงวดปานใด แต่เลือดเสียย่อมมี กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่หาผลประโยชน์กับนักโทษยังคงมีอยู่ในสังคมเรือนจำ

“อย่างเรื่องโทรศัพท์มือถือที่นักโทษใช้สั่งยา สั่งการส่งของภายนอกเรือนจำได้ ประเด็นคือมันเอาเข้าไปได้อย่างไรถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่คอยช่วย และที่สำคัญ มันชาร์จแบตโทรศัพท์ตรงไหน มันพ่วงปลั๊กไฟฟ้ามาได้อย่างไร นักโทษเก่งขนาดนั้นเชียวหรือ เป็นไปไม่ได้ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่คอยช่วย”

และราคาค่างวดการใช้โทรศัพท์มือถือในเรือนจำก็แสนแพง พล.ต.ท.เรวัช เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ หากจะยกหูโทรไปข้างนอกแต่ละครั้งจะคิดราคาประมาณหลักพันบาทถึงหมื่นบาท แต่หากจะโทรแบบวิดีโอคอล หรือที่เรียกกันว่า Sexphone จะตกอยู่ที่ราคา 5 หมื่นบาทถึงหลักแสนบาท แต่ถ้าจะขอซื้อโทรศัพท์มือถือต่อ ก็ตกราคาเหยียบล้านบาท แน่นอนว่าเงินถูกโอนจากภายนอก พวกนี้คือพ่อค้ายารายใหญ่ที่ต้องสั่งการส่งยาตลอดเวลา ยิ่งเราจับเราปราบ เครือข่ายเขาก็ไม่หยุด ดังนั้นการมาเล่นกับผู้เสพจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำให้ชัดเจน

“และถ้าผมบอกชื่อคุกไหนที่แพร่ระบาดเรื่องมือถือมากที่สุด คุณได้ยินแล้วจะหนาว แต่ผมไม่บอกหรอก ให้เขาเคลียร์กันเองดีกว่า” ทิ้งท้ายด้วยปริศนา จากอดีตมือปราบยาบ้า พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร

ส่งไม้ต่อ “ผบช.ปส.” คนใหม่ ใจต้องหนัก กล้าลุย ไม่กลัวตาย

30 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นวันทำงานวันสุดท้ายของ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (อดีต ผบช.ปส.) ซึ่งขณะที่ พล.ต.ท.เรวัช พูดคุยกับโพสต์ทูเดย์ เวลานั้นยังไม่ทราบอย่างชัดเจนว่านายตำรวจผู้ใดจะได้มานั่งเก้าอี้ ผบช.ปส.แทนตนเอง กระทั่งโผโยกย้ายล่าสุดเป็นชื่อของ พล.ต.ต.สมหมาย กองวิสัยสุข ที่มาคุมงานตำรวจปราบปรามยาเสพติด

แต่สิ่งที่ พล.ต.ท.เรวัช อยากจะฝากให้กับ ผบช.ปส.คนใหม่ ก็น่าสนใจไม่น้อย

“ผมบอกเสมอว่า นายตำรวจที่มีลูกน้องอยู่ในมือ อย่ามัวแต่สั่งงานในห้องแอร์ ยิ่งงานปราบปรามยาเสพติดต้องออกไปลุยบ้าง ลูกน้องจะได้ไม่เสียขวัญ เพราะลูกปืนมันไม่เลือกชีวิต มันไม่เลือกยศ จะดาบตำรวจ จะนายสิบ จะนายพล มันเลือกยิงได้ทั้งนั้น งานไหนเสี่ยงต้องออกไป งานไหนไม่เสี่ยงก็ให้ลูกน้องแสดงผลงาน และอย่าเอาผลงานลูกน้องมาเป็นของตัว ต้องส่งเสริม ชื่นชม ทำดีต้องได้รับรางวัล ทำเสียต้องตักเตือน

ผมบอกได้เลยว่า งานปราบปรามยาเสพติดมันลำบาก แต่ละคนที่จะมานั่งแน่นอนว่าต้องมีดีแต่ละด้าน และต้องดีให้มากด้านที่สุด สำหรับคนที่มาใหม่ก็ขอให้ทุ่มเทด้วยหัวใจ คนเราเมื่อมีงานก็ต้องทำงาน การจะเป็นแม่ทัพอย่าไปมัวแต่สั่งการลูกเดียว เพราะชีวิตลูกน้องก็มีค่าเท่ากับแม่ทัพเหมือนกัน”

“อีกอย่างคือต้องใจบริสุทธิ์ ใจมันต้องหนักแน่นจริงๆ เพราะมันใกล้ผลประโยชน์มากกับตำแหน่ง ผบช.ปส. ใจไม่บริสุทธิ์นิดเดียวทุกอย่างจะพัง เพราะมันมหาศาลจริงๆ”

อีกเรื่องที่กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างแพร่หลายในวงการตำรวจ เกี่ยวกับเรื่องการยกเลิกสินบนรางวัลนำจับยาเสพติด พล.ต.ท.เรวัช อธิบายแจกแจงปมปัญหากรณีเรื่องเงินสินบนรางวัลนำจับว่า แต่เดิมที่มีข้อครหานินทาว่าเจ้าหน้าที่นำของกลาง นำยาบ้าเข้ามาแล้วจับเพื่อเงินรางวัล ส่วนนี้ถ้ากรณีที่จับแล้วไม่ได้ผู้ต้องหาไม่จ่าย หรือถ้าจับได้ผู้ต้องหาแต่ไม่สามารถขยายไปสู่เครือข่ายยาเสพติดได้ก็จะให้เงินรางวัลครึ่งหนึ่ง แต่เดิมเราให้ สมมติจับยาเสพติด 1 ล้านเม็ด สายลับหรือแหล่งข่าวจะได้เงิน 2 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จะได้เงินรางวัลนำจับ 7 แสนบาท สายลับหรือแหล่งข่าวจะได้เงินรางวัลตรงส่วนนี้เยอะ

“อย่างน้องมาแจ้งจับยา 7 แสนเม็ด เอ็งรับไปคนเดียว 2 ล้านบาท แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ทำงานกันร้อยคนก็จะได้แค่ 7 แสนบาท ไปแบ่งกัน ซึ่งมันน้อยมาก ตำรวจก็ต้องกินต้องใช้ เขาก็หวังจากรางวัลเช่นกัน ตะลุยออกไปงานเสี่ยงๆ เพื่อหวังจะได้ล้างหนี้ จ่ายค่าบ้าน ค่าเทอมลูก”

ส่วนเรื่องกระแสการยกเลิกรางวัลนำจับของตำรวจนั้น พล.ต.ท.เรวัช บอกว่า เรื่องนี้รัฐบาลไม่ได้ยกเลิกรางวัลสินบนนำจับแต่อย่างใด เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีขวัญกำลังใจในการทำงาน แต่จะปรับให้เพิ่มให้มีความรัดกุมขึ้น “รายเล็กรายน้อยที่เดินมาชนตีน เสพ มาแบบนี้เราไม่ให้” ซึ่งรายเล็กรายน้อยที่ไม่ใช้ความสามารถในการปราบปราม แบบนี้เราไม่ให้ ซึ่งต่อไปจะมีระเบียบชัดเจน

“ตัวอย่างไปจับยาเสพติดมา 1 แสนเม็ด ก็ต้องรอกันจนกว่าอัยการจะสั่งฟ้อง ศาลชั้นต้นจะตัดสิน ได้ครึ่งแรกครึ่งหลังไม่ต้อง ต่อไปถ้าอัยการสั่งฟ้องกองทุนเงินรางวัลนำจับอาจจะจ่ายเงินให้เลย เม็ดละ 2 บาท ซึ่งจะลดจากยาเม็ดละ 3 บาท”

พล.ต.ท.เรวัช อธิบายต่อไปว่า เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจเงินเดือนน้อยเหมือนพระ อย่างตำแหน่งพระครูได้ค่าพัดยศเท่าไหร่ ได้ 1,200 บาท แต่ให้พระครูไปทำงานสารพัด จะสร้างโบสถ์ สร้างกฐิน ผ้าป่า ก็ต้องไปหาเองหมด ซึ่งตำรวจที่ทำงานก็ต้องการความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ ก็ไปตามพวกนักค้ายาเสพติดในต่างจังหวัด ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันรถหมดไป 3,000-4,000 บาท เบิกก็ไม่ได้ ตำรวจเหล่านั้นก็เสี่ยงดวงไป เพื่อหวังความเจริญก้าวหน้ามีผลงาน ถ้าได้เงินรางวัลก็ยังพอปลดหนี้ที่ไปกู้เขามาลงทุนทำงาน เขาเรียกเงินตรงนี้กันว่า “เงินยาไส้”

อย่างไรก็ตาม ความแน่วแน่ในการทำงานที่ตรงไปตรงมา ไม่เกรงผู้มีอิทธิพล ผู้หลักผู้ใหญ่ไว้ใจมอบรายชื่อผู้มีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งหมด พล.ต.ท.เรวัช  กล่าวว่า พี่เป็นคนดูแลจัดการรายชื่อผู้มีอิทธิพลเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทั้งหมด หลังผู้ใหญ่ไว้ใจให้ดำเนินการเพียงคนเดียว ก่อนจะนำมาตรวจสอบอัพเดทรายชื่อแล้วดำเนินการจับกุมตามกฎหมาย หากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สั่งให้ปลดออกไป หรือแม้แต่ฝ่ายอื่น (ตรงข้าม) ที่ร้องเรียนมาเราก็ให้ความเป็นธรรม แต่ถ้าผิดจริงก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

“ถ้าไม่ผิด ก็อย่าไปรังแกเขา เพราะการเข้าไปค้นบ้านเหมือนเอาตีนไปลูบหน้า ดังนั้นคนเราอย่าไปรังแกกัน แต่ถ้าผิด มึงพูดไม่ออก” พล.ต.ท.เรวัช ระบุ

สำหรับตลอดชีวิตการรับข้าราชการตำรวจ พล.ต.ท.เรวัช เล่าถึงความภาคภูมิใจเพียงสั้นๆ ว่า คือการได้ช่วยเหลือลูกหลาน เหมือนได้บุญ ปราบปรามยาเสพติดจับกุมคนร้ายที่ทำผิดกฎหมาย ส่วนเรื่องที่ไม่ดีในวงการรับราชการตำรวจคือมันใส่ร้ายป้ายสีเหยียบบ่าเพื่อนขึ้นมารับตำแหน่ง แทนที่จะเอาผลงานนำ เหมือนเราแข่งขันกันสองคน แต่อีกคนเอาเรื่องไม่ดีไปฟ้องผู้ใหญ่อย่างงั้นอย่าง งี้ถ้าผู้ใหญ่หูเบาก็จบ ซึ่งที่ผ่านมาวงการตำรวจเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใด ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ อย่างไรเสียงานก็ต้องทำ และต้องทำให้ออกมาดี

มือปราบยาเสพติด ยังเล่าย้อนสมัยเป็นตำรวจยังหนุ่มแน่นว่า เวลาลงพื้นที่จับคนเสพยา จะถามมึงเสพทำไม? ไม่ต้องเสพหรอก เอานี่ (กำปั้นตีหัว) ป๊อกเดียวมึนแน่นอน สมัยก่อนพี่จะดุมาก หรืออย่างคอนเสิร์ต แอ็ค คาราบาว เวลาไปเล่นดนตรีที่ไหน มักจะมีการก่อเหตุตีกัน แต่เวลาพี่ไปคุมงานคอนเสิร์ตจะไม่กล้าตีกัน คาราบาวเลยอยากให้ไปแทบทุกงาน

หรืออีกอย่างกรณีที่มีการจับกุมนายทหารยศนายพันของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นผู้ค้ายาบ้ารายสำคัญระดับล้านเม็ด ขณะนำตัวมาสอบสวน ในห้องสอบมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัด และฝ่ายปกครองต่างๆ ระหว่างที่พักการสอบ พล.ต.ท.เรวัช เล่าว่า แค่เดินไปถามผู้ต้องหาว่า “เฮ้ย คุณทำอย่างนี้ทำไม เอายามาขายในประเทศไทยทำไม” แต่เขาไม่ตอบ กลับมองหน้าอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ และสิ่งนั้นก็ได้กระแทกจุดเดือดทันที

“ฝ่ามือขวาผมทำงานอย่างอัตโนมัติ กระแทกเข้าไปที่กกหูของนายพันผู้นี้ ผมตบไม่ยั้ง ถอดคอมแบต (รองเท้าหนัง) ฟาดซ้ำอีกจนสลบคามือผม ผู้ว่าฯ ฝ่ายปกครองหนีกระเจิงเพราะตกใจ ผมเป็นคนแบบนี้ ก็มันผิดนี่หว่า” พล.ต.ท.เรวัช เล่าความหลัง

แม้ พล.ต.ท.เรวัช ในวัย 60 ปีแล้วก็ตาม แต่ยังคงไว้ซึ่งความรวดเร็ว สำแดงการหยิบปืนออกจากเอวด้วยท่าทีที่คล่องแคล่วว่องไว และยังเคลมให้ฟังด้วยว่าสามารถยิงได้ทั้งสองมือ เพราะเมื่อเผชิญเหตุ หากมือที่ถนัดคือด้านขวาถูกยิง มือซ้ายก็ต้องพร้อมทำงาน

ส่วนที่ว่าจะแม่นหรือไม่ สังเกตได้จากอกเสื้อด้านขวาที่ประดับเหรียญทองแม่นปืนเอาไว้ คงเป็นคำตอบได้อย่างชัดเจนว่าอดีตนายตำรวจผู้นี้ ของจริงแค่ไหน

พล.ต.ท.เรวัช มีบุตรชาย 5 คน ที่เดินตามรอยพ่อโดยรับราชการตำรวจครบทั้ง 5 นาย ชีวิตในวงการสีกากีโลดโผน ชื่อเสียงเป็นที่แพร่หลายในช่วงที่เป็น สวป.จ.ราชบุรี ขึ้นชื่อในความเด็ดขาดด้านการปราบปราม และชื่อกระฉ่อนมากขึ้นในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งขณะนั้น พล.ต.ท.เรวัช ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เข้าไปปราบเรื่องซุ้มมือปืนในพื้นที่ และยาเสพติดโดยเฉพาะ

รวมถึงการปิดฉากวิสามัญมือปืนอันดับ 5 ที่ทางการต้องการตัวมากที่สุด กระทั่งมีผลงานโดดเด่นขึ้นมา จึงมานั่งเป็นรอง ผบช.ปส. ก่อนจะย้ายไปเป็นจเรตำรวจแห่งชาติตามยุคสมัยทางการเมือง และท้ายสุดก็ได้รับการไว้วางใจอีกครั้ง เมื่อปี 2557 ให้มาดำรงตำแหน่ง ผบช.ปส.อย่างเต็มตัว ผลงานทิ้งทวนคือการฝ่าตะลุยวิ่งลงจากรถเปิดฉากกระสุนนัดแรกกับกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดกลางถนนสายสุพรรณบุรี เมื่อกลางเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา หลังเห็นกลุ่มคนร้ายยิงปืนเข้าใส่ผู้ใต้บังคับบัญชาขณะปฏิบัติหน้าที่

“ผมยังทำงานได้ต่อ อยากทำงานเพื่อสังคมอีก ผมรักอาชีพตำรวจนะ เพราะผมเป็นคนชอบเสือก ชอบจับชอบปราบ คนมันเลวผมจะยิงให้หมด ผมเป็นคนอย่างนี้ แต่มันก็ถึงเวลาต้องจากกันแล้วกับอาชีพที่รัก อย่างไรก็ตาม ในอนาคตก็ต้องดูว่าจะมีงานอื่นให้ผมทำหรือไม่ คงเป็นงานด้านยาเสพติดที่ผมถนัด และเร็วๆ นี้คงรู้กัน”พล.ต.ท.เรวัช กล่าวทิ้งท้าย

 

บทเรียนข้าราชการจำนำข้าว อย่าหวั่น “เด้ง” ไม่งั้น “โดน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 13:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/458693

บทเรียนข้าราชการจำนำข้าว อย่าหวั่น "เด้ง" ไม่งั้น "โดน"

โดย…อรวรรณ  จันทร์ธิวัตรกุล

ประเด็นที่น่าติดตามกรณีการสรุปค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มูลค่า 1.78 แสนล้านบาท จากการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวในช่วง 2 ปี ตั้งแต่ปี 2555/2556 และปี 2556/2557 คือ ค่าความเสียหายดังกล่าวคำนวณตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539 ซึ่งนอกจากฝ่ายการเมืองแล้ว ผู้ปฏิบัติงานชั้นต้นและชั้นกลางตามโครงการรับจำนำข้าวก็ต้องรับผิดชอบด้วย นั่นหมายถึงข้าราชการจำนวนมากที่เข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งในแง่ของการปฏิบัติตามคำสั่งและข้าราชการที่มีรายชื่อตามโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.)

นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความเห็นว่า ในหลักการแล้วเห็นด้วยกับการคำนวณค่าความเสียหายดังกล่าว เพราะสอดคล้องกับการคำนวณของชุดคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าว ที่มี จิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เนื่องจากทั้ง 2 ปีดังกล่าว ปรากฏตามหลักฐานข้อเท็จจริงว่ามีการท้วงติงจากทั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าโครงการรับจำนำข้าวจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ

“แต่มีข้อสงสัยว่าการคิดคำนวณมูลค่าเสียหายของคณะกรรมการฯ ในชุดกรมบัญชีกลาง ได้มีการนำข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่เกิดความเสียหายไปคิดรวมด้วยหรือไม่ โครงการรับจำนำข้าวมีกระบวนการที่ก่อให้เกิดการทุจริตสร้างความเสียหายอีกเป็นจำนวนมากในขั้นตอนของการรับจำนำข้าว ดังนั้นคณะกรรมการฯได้มีการพิจารณาข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาประกอบมากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องที่ควรออกมาชี้แจงให้สังคมทราบด้วย” นิพนธ์ กล่าว

ประเด็นต่อมา คือการตั้งข้อสงสัยเรื่องหลักการคิดคำนวณค่าความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าว โดยคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ได้ยึดหลักการคำนวณภายใต้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539 ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้กรณีปกติของการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ คือคนลงนามคำสั่งโดน 20% เพราะถือว่าสั่งการไปแล้ว แต่ไม่ได้มาร่วมรับรู้ แต่ผู้ปฏิบัติจะโดน 80% เพราะถือว่ารับรู้และยังปฏิบัติ แต่โครงการรับจำนำข้าวเป็นกรณีไม่ปกติ เป็นเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน เพราะเป็นนโยบายทางการเมืองสั่งให้ข้าราชการปฏิบัติ ดังนั้นควรจะใช้หลักกฎหมายดังกล่าวในการคิดคำนวณหรือไม่

ทั้งนี้ กรณีจำนำข้าวถือเป็นเคสพิเศษ เพราะเป็นนโยบายการเมืองที่สั่งลงมา คือตัวนักการเมืองทราบดี ถามว่านโยบายที่สร้างความเสียหายต่องบประมาณชาติเป็นนโยบายที่ผิดหรือไม่ผิด เพราะเป็นนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชน เรื่องนี้คงต้องถกเถียงกันในวงกว้างและหาทางออก เพราะถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ของการบูรณาการด้านกฎหมายที่ให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และนักวิชาการทุกฝ่ายก็ควรร่วมหาทางออกด้วย เพราะไม่อย่างนั้นจะเกิดการถกเถียงไม่จบไม่สิ้น แบ่งเป็นสองฝ่ายว่าผิดหรือไม่ผิด และเป็นเรื่องที่คณะกรรมการฯ ที่คิดค่าเสียหายจำนำข้าวต้องชี้แจงให้กับสังคมเข้าใจด้วยเช่นกัน

นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

สำหรับข้าราชการที่จะถูกเรียกค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว นิพนธ์ มองว่า คงต้องตีความเรื่องนี้ด้วยเช่นกันว่าข้าราชการที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งโครงสร้างของคณะกรรมการชุดต่างๆ หรือข้าราชการในกระทรวงที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องขายข้าว สมควรหรือไม่ที่จะถูกเรียกเก็บค่าเสียหายด้วย เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เข้ามานั่งเป็นกรรมการใน กขช. มีหน้าที่แค่รับรองสิทธิของเกษตรกร และหามาตรการป้องกันการสวมสิทธิของเกษตรกร ต้องจ่ายค่าเสียหายด้วยหรือไม่ หรือบางรายแค่มีรายชื่อตามตำแหน่งในคณะกรรมการ ตรงนี้คณะทำงานที่รัฐบาลตั้งขึ้นเพื่อเรียกค่าเสียหายในส่วนเพิ่มเติมต้องดูให้ดี

นิพนธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีข้าราชการหลายหน่วยงานจากกระทรวงการคลัง และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทักท้วงเรื่องโครงการรับจำนำข้าวในการประชุม กขช. ซึ่งข้าราชการส่วนอื่นๆ หากไม่เห็นด้วยก็ควรทักท้วง

“กรณีของข้าราชการถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ และจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมไทย ถ้าข้าราชการปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในการประชุมทุกครั้งหากไม่เห็นด้วยก็ควรจะโต้แย้งทันทีและบันทึกการประชุมไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันความบริสุทธิ์ว่าได้ทักท้วงแล้ว แต่ต้องทำตามก็เพราะถูกบังคับ ซึ่งจะเป็นหลักฐานป้องกันตัวเอง โดยข้าราชการไม่ควรหวงตำแหน่งว่าถ้าทักท้วงแล้วจะถูกปลด ควรยึดความถูกต้องสำคัญกว่าตำแหน่ง ดังนั้นจึงไม่ควรเสียขวัญและกำลังใจ” นิพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย

แม้คณะทำงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐว่าผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวที่ต้องถูกเรียกเก็บค่าเสียหายในอีก 80% ที่เหลือ จะใช้ระยะเวลาหาข้อสรุปอีกหลายเดือน แต่โครงการรับจำข้าวถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของระบบข้าราชการที่ต้องฉุกคิดในการปฏิบัติงานตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา

 

รถติดแก้ไม่ขาดแต่บรรเทาได้ งานหนักวัดฝีมือ “ผู้การฯ จราจร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 ตุลาคม 2559 เวลา 08:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/458415

รถติดแก้ไม่ขาดแต่บรรเทาได้ งานหนักวัดฝีมือ "ผู้การฯ จราจร"

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

เป็นงานร้อน และเป็นที่คาดหวังของคนกรุงเทพมหานคร สำหรับการแก้ไขปัญหาจราจรที่สร้างความสาหัสสากรรจ์มานาน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคาดหวังดังกล่าวถูกโยนเข้ามาหาตำรวจในลำดับแรกของความคิดผู้ใช้รถใช้ถนน งานสำคัญในการแก้ไขปัญหาจึงถูกนำมา ให้กับ

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก.จร.) ที่กลับตำแหน่งเดิมมาคุมตำรวจจราจรเมืองกรุงเพื่อแก้ไขปัญหารถติด หลังเคยถูกมอบหมายให้ทำงานในตำแหน่งนี้แล้วเมื่อปี 2556 ก่อนจะโยกย้ายไปเป็นผู้บังคับการตำรวจรถไฟ และกลับมา กองบังคับการตำรวจจราจรอีกครั้งตามคำสั่งโยกย้ายล่าสุด

ถือเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่สุด

พล.ต.ต.จิรสันต์ วางนโยบายในการแก้ไขปัญหาจราจรว่า สิ่งที่จะแก้ไขปัญหารถติดในเมืองกรุง คือการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดอย่างมากที่สุด โดยเฉพาะการจอดกีดขวางการจราจร ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของปัญหาการจราจร เพราะกระแสรถยนต์ในชั่วโมงเร่งด่วน ก็เหมือนกับกระแสน้ำ หากมีอะไรไปติดขัดน้ำก็ไม่ไหลลื่น การจราจรเองก็เช่นกัน หากตำรวจสามารถเคลียร์รถยนต์ที่จอดขวางริมถนน ในตรอกซอกซอยออกไปได้ การจราจรก็จะไหลลื่น และล่าสุดได้เสนอไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) แล้วว่า บก.จร.ต้องการจะบังคับใช้กฎหมายใดบ้างที่เข้มงวด เพื่อกำกับวินัยของผู้ใช้รถใช้ถนนเมืองกรุง

“ขณะเดียวกัน หากรถจอดขวางอยู่ ต่อให้ตำรวจจราจรไปเร่งไฟเขียวให้ถี่มากแค่ไหน ก็ไม่เกิดประโยชน์ตามมา ผมเน้นย้ำว่าการเคลียร์ถนนเป็นเรื่องสำคัญอย่างที่สุด การปาด การเบียด การเอาเปรียบบนท้องถนนจะต้องไม่ให้มี หรือมีก็ต้องน้อยที่สุด หากตำรวจจราจรเห็นจะต้องเข้าไปจัดการทันที เพราะมันส่งผลถึงการไหลลื่น และการปรับเปลี่ยนเส้นทางต่างๆ กรณีที่ระบายรถติด” พล.ต.ต.จิรสันต์ วางงานแรกในตำแหน่ง ผบก.จร. คือการเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย

แต่ในด้านนโยบายเพื่อแก้ปัญหาระยะยาวแล้ว ผบก.จร.บอกว่ายังต้องรอคำสั่งจากรัฐบาลที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำกับดูแลการแก้ปัญหานี้ และ บก.จร.ในฐานะหน่วยปฏิบัติ จะได้ยึดกรอบตามนโยบาย เพื่อให้การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน

กระนั้น สิ่งที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง คือ บก.จร.จะรุกคืบมากขึ้นในการบังคับใช้กฎหมาย และการประสานไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทั้งการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กรุงเทพมหานคร (กทม.)

พล.ต.ต.จิรสันต์ บอกอีกว่า การดำเนินการจำเป็นต้องประสานทุกหน่วยที่ควบคุมดูแลทางกายภาพของพื้นผิวถนน และต้องประสานงานร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการดำเนินการ เพื่อจะได้เห็นภาพร่วมกันว่า การระบายรถด้วยการปรับเปลี่ยนเส้นทางไปยังจุดใดได้บ้างเพื่อให้การจราจรไหลลื่น และในช่วงฤดูฝนที่น้ำท่วมขังถนนหลายพื้นที่ จุดนี้ บก.จร.จะเข้าไปประสาน กทม.เองเพื่อให้ช่วยระบายน้ำออกจากพื้นผิว

“บก.จร.เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่จะใช้แก้ไขปัญหาจราจร ตำรวจเข้าใจดีว่าเป็นปัญหาระดับชาติ ซึ่งตามหน้าที่ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายให้ได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าวินัยจราจรบนท้องถนนคือส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา ยังมีอีกหลายสาเหตุประกอบเข้าด้วยกัน ทั้งเรื่องการเข้าเมืองของผู้คน เมื่อคนมากการจราจรก็ต้องมากขึ้น ขณะเดียวกันในถนนกรุงเทพฯ มีรถยนต์กว่า 9 ล้านคัน ถนนก็มีอย่างที่เห็นกัน ซึ่งมันไม่สามารถขยายออกไปได้มากกว่านี้ และเราก็ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ดังนั้นสิ่งใดที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้ ตำรวจจราจรจะทำ แต่ต้องเข้าใจว่าปัญหาจราจรมันแก้ให้ขาดไม่ได้ แต่มันบรรเทาได้”ผบก.จร. เน้นย้า

พล.ต.ต.จิรสันต์ เน้นว่า เหนืออื่นใดของภาระหน้าที่ ไม่ใช่แค่เพียงตำรวจเท่านั้น หากแต่คนในสังคมทุกคนจะต้องช่วยกันรับผิดชอบ ช่วยกันแก้ไขปัญหา ไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนกันได้

“ขณะที่ความเป็นอยู่ของตำรวจจราจร บก.จร.ก็ต้องได้รับการใส่ใจควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่าตำรวจจราจรเป็นผู้ปฏิบัติที่ต้องอยู่กับถนนเกือบตลอดเวลา ภาวะความเครียด ปัญหาสุขภาพ จึงเกิดได้ง่ายกว่าทุกคน แต่เพราะหน้าที่จะปฏิเสธการปฏิบัติคงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ผมยืนยันว่าจะจัดหาและดูแล ทั้งวัสดุอุปกรณ์ ความเป็นอยู่ สวัสดิการที่พึงได้ อย่างเต็มความสามารถที่สุด” พล.ต.ต.จิรสันต์ ทิ้งท้าย

 

แก้รถติดด้วยทัศนคติใหม่ “รถเมล์ 1 คัน=รถยนต์ 72 คัน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2559 เวลา 19:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/458383

แก้รถติดด้วยทัศนคติใหม่ "รถเมล์ 1 คัน=รถยนต์ 72 คัน"

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

กรุงเทพมหานครเผชิญกับปัญหารถติดมาอย่างยาวนาน โดย ทอมทอม (TomTom) ผู้ผลิตระบบนำทางจีพีเอสชั้นนำของโลก จัดอันดับให้กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีการจราจรติดขัดมากที่สุดของโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนหลังเลิกงาน ซึ่งใช้เวลาเดินทางกลับบ้านนานถึงสองเท่าจากปกติ แม้หน่วยงานภาครัฐจะพยายามเร่งแก้ไขปัญหา แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่ใช่ทางออกระยะยาวอย่างแท้จริง

ด้วยประสบการณ์ด้านการออกแบบพัฒนาที่อยู่อาศัยและพื้นที่เมืองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชากร ยรรยง บุญหลง สถาปนิกชุมชน มองว่า ถึงเวลาที่รัฐต้องลงทุนและให้ความสำคัญกับระบบขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะ “รถเมล์” อย่างแท้จริงเสียที

แก้ทัศนคติ ‘รถเมล์ 1 คัน=รถยนต์ 72 คัน’ 

ตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ขนาดของรถเมล์ในเมืองไทยต้องมีความกว้างไม่เกิน 2.55 เมตร ยาวไม่เกิน 15 เมตร เเละสูงไม่เกิน 4 เมตร แน่นอนว่าขนาดของรถเมล์นั้นสามารถจุคนได้มากกว่ารถยนต์ส่วนตัว

ยรรยง กล่าวว่า ก่อนจะแก้ไขปัญหา ‘รถติด’ ต้องหันไปแก้ ‘คนติด’ ก่อน เริ่มจากเข้าใจสิทธิ์ของคน ว่า คนหนึ่งคนมีสิทธิ์บนพื้นที่ถนนเท่าไร

“สมมติว่าคนหนึ่งคนมีสิทธิ์ขั้นต่ำเท่ากับรถยนต์ 1 คันบนถนน จะพบว่ารถเมล์ซึ่งสามารถจุคนได้ 72 คนในช่วงเร่งด่วน จะมีสิทธิ์เท่ากับขบวนรถ 72 คันต่อๆกัน เพราะในช่วงเร่งด่วนคนขับเฉลี่ย 1 คนต่อ 1 คัน เพราะแม้แต่แฟนกันก็แยกกันขับ

ปัจจุบันประเทศไทยมีแนวคิดเช่นนี้แล้วคือ การมีเลนด่วนสำหรับรถเมล์บีอาร์ที แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งยังมีการละเมิดสิทธิ์ด้วยการนำรถส่วนตัวไปวิ่งในเลนรถเมล์

“การนำรถส่วนตัวไปวิ่งในเลนรถเมล์ เป็นการละเมิดสิทธิ์คนนั่งรถเมล์ เพราะพวกเขามีสิทธิ์เท่ากับขบวนรถ 72 คันต่อๆกัน แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นก็ตาม รถส่วนตัวเข้ามาในเลนรถเมล์เท่ากับทำให้สิทธิ์ของมนุษย์ที่นั่งรถเมล์ลดต่ำลง อเมริกาเคยตั้งค่าให้ทาสมีสิทธิ์เท่ากับ 3/5 ของมนุษย์  แต่บ้านเรา ถ้าให้รถส่วนตัวเข้ามาจนเต็มเลนรถเมล์ เรากำลังทำให้คนนั่งรถเมล์มีสิทธิ์เหลือเพียง 1/72 ของพลเมือง” 

ภาพ: พื้นที่ถนนที่เอาไว้รองรับคนจำนวน 72 คน โดยใช้ 1. จักรยาน 2. รถยนต์ 3 รถเมล์ Photo Credit: City of Münster’s planning department, 1991

พัฒนาให้รถเมล์หรูและเชื่อมต่อกว่าที่เป็น 

บทบาทของรถเมล์เเละระบบขนส่งสาธารณะของเมืองไทย ทราบกันดีว่า ปัจจุบันอยู่ในขั้นเลวร้าย สภาพตัวรถหลายคันมีปัญหา คนขับหลายรายไร้วินัย เวลาในการให้บริการ เข้าป้ายจนถึงจุดหมายยังไม่แน่นอนด้วย

ยรรยง กล่าวว่า รถเมล์ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพจราจร หากรัฐบาลไทยกล้าพอที่จะเปลี่ยนแปลง เฉกเช่นนักปฎิวัติในละตินอเมริกาที่เลือกกำหนดให้มวลชนเป็นที่ตั้ง มองรถเมล์มีสิทธิ์เหนือรถยนต์ส่วนตัวบนพื้นที่ถนนอันจำกัด โดยสร้างเลนด่วนที่ไม่ติดขัดให้ ยกตัวอย่างเช่นเมืองซานฟรานซิสโก คนขับรถเมล์มีกล้องที่สามารถแจ้งจับรถที่อยู่ใน “เลนรถเมล์” ได้ด้วย  ขณะที่เมืองไทย ความล้มเหลวของรถเมล์บีอาร์ที เกิดจากโครงข่ายที่มีการเชื่อมต่อน้อยเกินไป เปรียบเสมือนมีโครงข่ายโทรศัพท์อยู่แค่ 2 เครื่องแล้วบ่นว่าโทรศัพท์หาใครไม่ได้เลย

สิ่งสำคัญต่อมานอกจากสิทธิของรถเมล์ที่ต้องถูกมองแตกต่างไปจากเดิม รัฐควรลงทุนกับ ความสามารถและประสิทธิภาพของตัวรถเมล์เองด้วย เพื่อตอบสนองผู้ใช้งานทุกระดับตั้งแต่ล่างยันบน

“ซื้อรถเมล์หรูให้ประชาชนไม่เป็นไรหรอกครับ ตราบใดที่มี ‘เลนด่วน’ และไม่ติด นักธุรกิจสามารถนั่งไปประชุมและเชื่อมต่อกับระบบที่ ‘ไม่ติด’ อื่นๆ ได้อย่างเป็นระบบ เช่น เรือในคลอง ซึ่งต้องหรูกว่านี้ และระบบรถไฟฟ้า ถ้าเอามวลชนเป็นตัวตั้ง เราจะพบว่าจำนวน ‘คน’ ที่ไม่ติดจะมีมากขึ้นอย่างมหาศาล ทำยังไงให้ คนไม่ติด สำคัญกว่า ทำยังไงให้ ‘รถ’ ไม่ติด”

อย่างไรก็ตามหากมองปริมาณรถยนต์และพื้นที่ถนนในกรุงเทพฯ สถาปนิกรายนี้เห็นว่า การหลุดพ้นจากภาวะรถติดนั้นทำได้ยาก เนื่องจากกรุงเทพฯ มีถนนเพียง 8 % ของเนื้อที่ในเมือง ขณะที่ทางสหประชาชาติมองว่าเมืองที่ดีนั้นควรมีถนนอย่างน้อย 30%-40%

เมืองซานฟรานซิสโก คนขับรถเมล์มีกล้องที่สามารถแจ้งจับรถที่อยู่ใน “เลนรถเมล์” ได้

 

เวลาคือสิ่งที่จะได้รับจากการพัฒนารถเมล์

การศึกษาของศูนย์การออกแบบและพัฒนาผังเมือง (UddC) เมื่อปี พ.ศ.2558  สะท้อนว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่พึ่งพารถยนต์อย่างเต็มรูปเเบบ โดยพบว่า ในระยะเวลา 1 ปี คนกรุงเทพฯ หลายราย ใช้เวลาอยู่บนรถยนต์ถึง 800 ชั่วโมง หรือคิดเป็น 1 เดือนกับอีก 3 วัน

ยรรยง ชี้ว่า หากปรับเปลี่ยนทัศนคติในการมอง และลงทุนกับระบบสาธารณะอย่างเป็นระบบ ประชากรจะได้ “เวลา” ที่สูญเสียไปบนท้องถนนกลับคืนมา ซึ่งคิดเป็นมูลค่ามหาศาล

“หากลงทุนกับระบบสาธารณะ เราจะได้เวลากลับมาเกือบครึ่งวันทำงาน นักธุรกิจสามารถวางแผนได้ว่าวันนี้จะไปประชุมกี่แห่ง นักลงทุนต่างชาติวางแผนได้ว่าควรมาตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ หรือไม่

เรื่องนี้ในอดีตมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว นักปฏิวัติอย่าง “เช กูวารา” หลังปฏิวัติสำเร็จในคิวบา ก็เน้นเรื่องสิทธิ์ของพลเมืองกับรถเมล์  เคยปล่อยให้ภรรยานั่งรถเมล์พาลูกที่กำลังป่วยหนักไปโรงพยาบาล โดยไม่ให้ใช้รถส่วนตัวของรัฐ  เพื่อนหลายคนวิ่งเข้ามาถามว่าทำไมจึงทำเช่นนั้น เขาตอบกลับว่าภรรยาและลูกเขามีสิทธิ์เท่ากับพลเมืองอื่น ระบบรถเมล์ก็สะดวกดีอยู่ ไม่ติด ถึงโรงพยาบาลได้โดยไม่เสียเวลา

แนวคิดเช่นนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่เชในคิวบา หลังจากเขาถูกฆ่าโดยซีไอเอแล้ว กลุ่มประเทศในลาตินอเมริกา อีกหลายประเทศก็เอาแนวคิดเรื่องรถเมล์ และสิทธิ์พลเมืองไปใช้ทำระบบ BRT อย่างในเมือง Bogota ประเทศโคลอมเบีย  เมือง Curitiba ประเทศบราซิล แม้แต่สหรัฐอเมริกาเองก็เริ่มใช้ระบบนี้กันอย่างกว้างขวางแล้ว”

ทั้งหมดนี้เป็นมุมมองจากสถาปนิกชื่อดัง ยรรยง บุญหลง ที่เห็นว่าระบบขนส่งสาธารณะอันยอดเยี่ยมจะกลายเป็นทางออกที่แท้จริงสำหรับการเดินทางในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร

ประโยคคลาสสิคเกี่ยวกับรถเมล์ที่น่าสนใจจากปาก “เอนริเก เปญาโลซา” อดีตนายกเทศมนตรีเมืองโบโกตา กล่าวไว้ว่า “เมืองที่พัฒนาแล้วไม่ใช่เมืองที่คนจนทุกคนหันมาใช้รถ แต่เป็นเมืองที่คนรวยทุกคนหันมาใช้ขนส่งมวลชน”

ยรรยง บุญหลง ภาพจาก Patrix Meesaiyaat

 

ปปช.ไม่เคยเลือกปฏิบัติ มาตรฐานเดียวใช้ทุกรัฐบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 ตุลาคม 2559 เวลา 13:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/458261

ปปช.ไม่เคยเลือกปฏิบัติ มาตรฐานเดียวใช้ทุกรัฐบาล

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย เกษรา กุมภาพันธ์

เวลานี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังเป็นหมู่บ้านกระสุนตก เพราะถูกฝ่ายการเมืองบางกลุ่มโจมตีอย่างหนักถึงเรื่องมาตรฐานในการทำงาน ภายหลังเพิ่งมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีการบริหารจัดการน้ำ เมื่อปี 2554

ผลของเรื่องดังกล่าว นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่พุ่งเข้าไปใส่ ป.ป.ช. ในโอกาสนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “สรรเสริญ พลเจียก” เลขาธิการ ป.ป.ช. เพื่อรับฟังแนวทางการทำงานที่แท้จริงของ ป.ป.ช.อย่างเป็นทางการ รวมไปถึงการวางแผนการปฏิรูปเพื่อสร้างกลไกการป้องกันและปราบการทุจริตในอนาคต

เลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันหนักแน่นว่า ป.ป.ช.ตรวจสอบทุกรัฐบาล ไม่มีการเลือกปฏิบัติว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใด แต่ผลการตรวจสอบแต่ละคดีจะออกมาเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

ตรวจสอบทุกรัฐบาล

“ต้องเรียนอย่างนี้นะว่า คดีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ต่อเนื่องกันมา จริงๆ ป.ป.ช.ก็ทำทุกคดีนั่นแหละ แล้วก็ไม่มีจำกัดด้วยว่าคดีไหนจะเสร็จก่อน จะเสร็จเร็ว อะไรก็แล้วแต่ มันขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานทั้งนั้นเลยนะครับ ถ้ามันเป็นคดีที่มันต้องหาพยานหลักฐานยุ่งยากหรือเอกสารมันหาไม่ได้ ระยะเวลามันอาจต้องเพิ่มเติม

“ในคดีของคุณยิ่งลักษณ์เนี่ย เนื่องจากว่าห้วงระยะเวลาที่เราทำมา ตั้งแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดก่อน ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากโดยเฉพาะการแก้ข้อกล่าวหา และท่านก็ชี้แจงเอาพยานหลักฐานมา และสืบเนื่องมาถึงห้วงเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่เข้ามารับลูกต่อ พอแบบเนี้ยมันก็เลยกลายเป็นว่าเราทำเฉพาะแต่คดีพวกนี้เหรอ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่นะ คดีของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็วินิจฉัยไปหลายคดี แต่ว่ามันก็ต้องอยู่ที่ว่าอะไรมันมีมูล อะไรมันไม่มีมูลนะครับ

“ป.ป.ช.อาจจะไม่ค่อยได้เปิดเผยรายละเอียดพวกนี้มากนัก มันก็อาจเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้สังคมเขาอาจจะมองว่าทำไมถึงทำอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างกรณีของท่านสุภา (สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.) ก็ถูกโจมตีว่าทำไมคุณเอาท่านสุภามาทำคดีท่านยิ่งลักษณ์อย่างเดียว จริงๆ แล้วไม่ใช่นะ แต่เป็นเพราะท่านสุภาเป็นกรรมการ ป.ป.ช.ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลคดีที่เกี่ยวกับการเมืองต่อจากท่านวิชา (วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.) ทุกเรื่องที่ค้างอยู่ก็ต้องทำให้หมด ท่านสุภาก็ไม่ได้เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนทุกคดี”

สรรเสริญ ระบุว่า ต่อไป ป.ป.ช.อาจต้องชี้แจงให้สังคม ชี้แจงให้สื่อทราบมากขึ้น ว่าในการทำงานของเราเป็นอย่างไร แต่กล่าวโดยสรุป ณ เวลานี้ คือ เราทำทุกคดีไม่ได้เลือกปฏิบัติอย่างแน่นอน โดยทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและหลักฐาน

“สรุปคือมันขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ถ้ามันไม่มีพยานหลักฐานจะให้ ป.ป.ช.ไปกล่าวหาเขาลอยๆ มันก็ไม่มีทาง ที่นี่เขาก็ไม่ทำกัน นักกฎหมายเขาก็ไม่ทำหรอกครับ ที่จะไปกล่าวหาใครโดยไม่มีพยานหลักฐานนะครับแต่ยังมีหลายคนที่ยังไม่เข้าใจ และไปกล่าวหาว่าจะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือ เช่น กรณีที่มีอดีต 40 สส.(ผู้ถูกกล่าวหาในคดีการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) มาร้องเรียนกับ ป.ป.ช. เป็นต้น ซึ่งขอทำความเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นการดำเนินการตั้งแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดเก่า มันไม่ใช่เพิ่งเกิดมาเริ่มทำคดีในช่วงที่มีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่”

คสช.ก็โดน ปปช.สอบ

ป.ป.ช.ได้เข้าไปตรวจสอบปัญหาความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นระหว่างการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บ้างหรือไม่อย่างไร? สรรเสริญ ตอบว่า “ดูหมดแหละครับ ทุกเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็นที่ผ่านมา อย่างโครงการอุทยานราชภักดิ์ คือถ้ามันเป็นเรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่ากระทำการทุจริตหรือกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกติมันก็อยู่กับเราหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยใดเราก็ต้องทำหมด เพียงแต่ว่าทำแล้วเรื่องใดที่มันมีมูลหรือเรื่องใดที่มันไม่มีมูลเท่านั้นเองนะครับ

“ถ้ามันไม่สามารถหาพยานหลักฐานจนกระทั่งเห็นได้ว่าเรื่องมันมีมูล มันก็ไม่สามารถไปดำเนินคดีได้ แต่เรื่องใดที่มันมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีก็ต้องมีระเบียบดำเนินคดีนะครับ กรรมการ ป.ป.ช.แต่ละท่านเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มีวุฒิภาวะทั้งด้านตำแหน่ง ทั้งด้านการงานอะไรมาสูง เขาคงไม่เอาไอ้ตัวชื่อเสียงเกียรติยศอะไรทั้งหลายแหล่มาทิ้งกับเรื่องแบบนี้หรอก

“ผมมองในมุมของผม แล้วผมก็สัมผัสกรรมการ ป.ป.ช.หลายท่าน ในฐานะที่ผมเป็นเลขาฯ ในที่ประชุม ผมก็จะเห็นวิธีการทำงานของกรรมการในแต่ละท่าน ท่านก็ต้องมาดู ไม่มีหรอกที่จะบอกว่าไอ้โน่นไม่ผิด ต้องเอาให้ผิดให้ได้ กรรมการ ป.ป.ช.มี 9 คนนะครับ ไม่ได้มีคนเดียว ถ้าคนใดจะดึงดันเอาผิดหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ในเมื่ออีก 7 ท่าน 8 ท่านนั้นไม่เห็นด้วย มันก็จบไป หรือแม้แต่ถ้าบางท่านบอกว่าไม่ผิด แต่อีก 7 ท่าน ท่านเห็นด้วยว่าผิด ท่านก็ต้องยอม ใช่ไหม มันก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการของการลงความเห็นทางกฎหมาย”

ปฏิรูปล้างวงจรอุบาทว์

หลังจากสนทนาถึงเรื่องไต่สวนคดีกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ ป.ป.ช.แล้ว มาถึงจุดนี้จึงเข้าสู่การพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปการทำงานของ ป.ป.ช.เพื่อนำไปสู่การปราบปรามการทุจริตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สรรเสริญ ให้มุมในเชิงหลักการว่า ปัญหาที่ผ่านมาซึ่งสร้างความเสียหาย ต้องยอมรับว่ามีสาเหตุจากนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ไปแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ ไม่ว่าจะเป็นการหาประโยชน์ให้กับตนเองหรือพรรคพวก

“นโยบายสาธารณะที่อ้างว่าทำเพื่อประโยชน์กับประชาชน แต่ว่าประชาชนได้จริงๆ ก็จะเป็นเศษของเงินงบประมาณเท่านั้นเอง หรือการออกกฎหมายเพื่อประโยชน์บางประการ และที่สำคัญเกิดการซื้อขายตำแหน่ง นักการเมืองเขาก็เอาพวกของเขามาคุมกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ข้าราชการที่อยากจะเลื่อนชั้น เลื่อนตำแหน่ง โดยที่ไม่ถูกต้องและไปตอบสนอง เพื่อไปตอบสนองนักการเมือง จึงทำให้การทุจริตเกิดขึ้น วงจรพวกนี้เป็นวงจรอุบาทว์”

สำหรับมาตรการที่ ป.ป.ช.เตรียมนำมาใช้ คือ การกำหนดกรอบเวลาการทำงานของ ป.ป.ช.ให้ชัดเจน และการเพิ่มหลักใหม่ไปในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เตรียมเสนอให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเลขาธิการ ป.ป.ช. เชื่อว่า ถ้า ป.ป.ช.มีกรอบเวลาการทำงานจะเป็นการป้องปรามไม่ให้คนกล้ากระทำทุจริตไปในตัว

“ถ้าเป็นคดีทั่วไปที่ไม่มีความสลับซับซ้อนมากนัก เราตั้งเป้าหมายแต่ละคดีต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 1 ปีคำว่าคดีทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น การ
จัดซื้อจัดจ้าง การฮั้วคดีปิดรัฐปกปิดประกวดราคาก็ดี หรือว่าเรียกรับเงินตรวจรับงานก็ดี

“แต่ถ้าเป็นกรณีที่สลับซับซ้อนมันก็ใหญ่ขึ้นมาหน่อย คือ ระดับของอธิบดีในเรื่องของการบริหารจัดการโครงการที่มีหลักเป็น 10 ล้าน 20 ล้าน หรือ 100 ล้านขึ้นไป และมีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกรอบระยะเวลา 1 ปี ก็คงต้องยกเว้นไป  เพราะมันมีหลายประเด็นที่กล่าวหา อย่างเช่น ทุจริตเป็นสิบๆโครงการในคนเดียวกัน อย่างนี้ก็ไม่สามารถที่จะทำทุกโครงการไปได้ภายใน 1 ปี มันอาจจะต้องมีข้อยกเว้นหรือข้อจำกัด แต่โดยทั่วไปแล้วเราวางไว้ว่าต้องทำให้เสร็จใน 1 ปี

“อย่างไรก็ตาม เราละเลยเรื่องสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้เลย เพราะเราต้องให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหา เช่น การคัดค้านคณะอนุกรรมการไต่สวน การให้เขามาตรวจดูเอกสาร การตั้งทนายความ การอ้างพยาน ต่อไปถ้าการพิจารณาคดีทำได้เร็วจะเป็นมาตรการในการป้องปราม เพราะสมัยก่อนคนไม่ค่อยกลัว ป.ป.ช.ไต่สวน เรื่องส่งไปอัยการและศาล กว่าจะเสร็จก็ใช้เวลาเกือบ 10 ปี แต่ถ้าต่อไปมีกรอบเวลาชัดเจน เชื่อว่า ภายใน 2-3 ปี ทุกๆ คนก็ต้องระวังคิดหนัก และอาจจะต้องเลิกคิดในเรื่องของการคอร์รัปชั่นไปเลย”เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุ

วางหลักการใหม่ สร้างประเทศโปร่งใส

ส่วนเรื่องการจัดทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือการทำงานที่สำคัญของป.ป.ช. เลขาธิการป.ป.ช.ระบุว่า จะเป็นการจัดทำใหม่ทั้งฉบับและส่งให้คณะกรธ.โดยจะยงหลักการเดิมเอาไว้ แต่จะเพิ่มหลักการใหม่เข้าไป

“หลักการใหม่ เช่น เรื่องการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ถ้าคุณเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็แล้วแต่ คุณต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองกับต้นสังกัดเอาเริ่มตั้งแต่เข้ารับราชการ แล้วก็กำหนดว่าภายใน 3ปีหรือ 5ปียื่นอีกครั้ง ในช่วงระย 3ปี ถึง 5ปีเนี่ย ต่อมาถ้าคุณมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือเลื่อนตำแหน่งก็ต้องแจ้ง วัตถุประสงค์ของการแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นการป้องปรามไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ”

“ในเบื้องต้นป.ป.ช.จะไม่เข้าตรวจ แต่จะตรวจเมื่อมีเหตุสงสัย เช่น มีการร้องเรียนเข้ามาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐท่านนั้นท่านนี้มีพฤติการที่ร่ำรวยผิดปกติ มีพฤติการที่ใช้ชีวิตที่มันบรรลุฟุ่มเฟือย หรูหราเกินกว่าฐานะหรือตำแหน่ง เราก็อาจจะขอบัญชีเขามาดู แบบนี้จะเป็นการตรวจเชิงคุณภาพ จากเดิม ณ เวลานี้เราตรวจรับแต่ปริมาณมากกว่า ซึ่งในระยะยาวอาจนำมาตรการเรื่องภาษีเข้ามาช่วยตรวจสอบเรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วย”

เครื่องมือที่จะทำให้การป้องกันปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพนั้นในทัศนะของเลขาธิการป.ป.ช.คิดว่าไม่ได้อยู่ที่กฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องสร้างทัศนคติใหม่ให้กับคนในสังคมที่ต้องมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องที่ไม่สามารถรับได้

“ก่อนที่จะมีกฎหมายเนี่ย พื้นฐานของคนเนี่ย มันจะต้องแยกแยะได้ว่าอันนี้ของเรา อันนี้ของหลวง อันนี้ของส่วนรวม คุณจะไปแตะต้องไม่ได้ คนมาทำส่วนรวมให้ของหลวงเสียหาย คุณต้องเป็นพยานไปชี้ว่า เอ้ย คุณทำไม่ถูก คุณทำผิดนะครับ พื้นฐานการที่จะปลูกฝังอย่างนี้เราก็คงต้องทำเป็นชุดองค์ความรู้ คือปลูกฝังตั้งแต่ระดับอนุบาล ระดับอนุบาลก็เรียนง่ายๆ เรียนก็ไม่ได้เรียนยากอะไร ก็ให้เขาเล่น ให้เขารู้ว่าอันนี้ไม่ใช่ของเขา อันนี้ไม่ใช่ หรือกรณีที่โตขึ้นมาหน่อยอาจจะดูในเรื่องของประโยชน์สาธารณะ เช่น เดินไปเห็นใครเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ ก็ไปปิด เพื่อไม่ให้ทรัพย์สินของทางราชการที่เป็นเงินภาษีของพวกเราสูญเสียไป”

“เริ่มจากจุดเล็กๆไปที่จะทำให้ ให้เขารู้ว่าอะไรคือพื้นฐานทางคุณธรรมจริยธรรม โตขึ้นมาหน่อยจนกระทั่งก่อนที่จะออกมาทำงาน ก็ต้องให้รู้ในเรื่องของว่าด้วยการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวและส่วนร่วม อะไรที่ทำได้ อะไรที่ทำไม่ได้ อย่าไปบอกว่าใคร คนอื่นเขาก็ทำกัน ความคิดแบบนี้ต้องเลิก เพื่อสร้างสังคมที่เรียกว่าสังคมไม่ทนกับการคอรัปชั่น แล้วเราก็พยายามที่จะปรับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่โปร่งใสและใสสะอาด” เลขาธิการป.ป.ช.ทิ้งท้าย

 

ผมไม่ผิด แต่เป็น “แพะ” การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 ตุลาคม 2559 เวลา 10:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/457918

ผมไม่ผิด แต่เป็น "แพะ" การเมือง

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

โครงการรับจำนำข้าว ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังเป็นคดีมหากาพย์ ถูกมองว่าเป็นทั้งคดีการทุจริตในทางนโยบาย และเป็นคดีที่เป็นเบี้ยหมากทางการเมือง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ที่กำกับดูแลนโยบายของรัฐบาล และบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ คือตัวแสดงสำคัญของโครงการรับจำนำข้าวที่กำลังต่อสู้ทั้งในทางคดีและการเมือง

ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ต้องขอโฟกัสไปที่ บุญทรง อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ผู้ที่ถูกกล่าวว่าเป็นคนสนิท เจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวสายเลือดชินวัตร ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาคือผู้ที่ถูกแสงสปอตไลน์จับจ้องกับการต่อสู้คดีในครั้งนี้อย่างมาก ภายหลังจาก อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันลงนามในหนังสือบังคับทางปกครองเรียกร้องค่าเสียหายจากการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา จากที่เป็นปัญหายื้อการเซ็นลงนามอยู่นาน และในสังคมเองก็ตั้งคำถามว่า ทำไม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่เซ็นลงนามเสียเอง

บุญทรง เปิดใจกับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ ถึงขั้นตอนการต่อสู้จากนี้ว่า เรามีสิทธิอุทธรณ์ โดยจะต้องอุทธรณ์ไปที่คนออกคำสั่งหรือกระทรวงพาณิชย์ จากนั้นเขาจะตอบมาอย่างไรก็ว่ากัน แต่คงรู้อยู่แล้วว่าเขาคงไม่อุทธรณ์ให้ ซึ่งเราเองต้องไปร้องศาลปกครองต่อไป เพื่อให้เกิดกระบวนการต่อสู้ต่อไป ทั้งการไต่สวนฉุกเฉิน ทุเลาคำสั่ง หรือเพิกถอนคำสั่ง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เราต้องสู้ ส่วนเรื่องของกำหนดระยะเวลานั้น ต้องดูที่คำสั่งนั้นว่าให้เวลากี่วัน แต่เท่าที่ฟังคือมีเวลา 30 วันในการอุทธรณ์ ก็ถ้าไม่ทำอะไรเลย หรือเขาไม่ได้ยินข่าวจากเราก็จะมีหนังสือมาเตือนอีก 15 วัน นั่นคือแม็กซิมั่มที่เราจะอุทธรณ์กับกระทรวงพาณิชย์ได้

บุญทรง อธิบายว่า การต่อสู้จะต้องเห็นเอกสารคำสั่งนั้นเสียก่อน แต่ตอนนี้ผมยังไม่เห็น ไม่รู้ว่าเขาส่งมาถูกที่ไหม หรือส่งมาวันที่ผมไม่อยู่ ณ เวลานี้ผมยังไม่เห็นเอกสาร ยังไม่ได้รับเอกสารคำสั่งนั้น ผมไม่ได้เล่นแง่หรือดึงเวลา แต่ผมไม่เห็นจริงๆ อาจจะช่วงเวลาที่เอกสารมาไม่ตรงกันกับผมก็ได้ ทั้งนี้กระบวนการต่อสู้เราจะต้องเห็นว่าในคำสั่งนั้นอธิบายว่าอย่างไร วันนี้รู้เพียงแต่ว่าเขาจะให้เราไปชดใช้เงินจำนวนตั้ง 1.7 พันล้านบาท โดยที่รายละเอียดของตัวเลขยังไม่รู้เลยว่ามายังไง เราต้องคลี่คำสั่งนั้นมาดูให้ละเอียด

ส่วนเรื่องหรือเหตุผลการขอทุเลาคำสั่งนั้น เพราะเราต้องการพิสูจน์ นั่นหมายความว่าในความเป็นจริงกฎหมายพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 บอกว่าต้องไปฟ้องศาลหรือให้ออกคำสั่ง ซึ่งเราต้องดูว่ามันต้องออกคำสั่งหรือฟ้องศาล หรือพิสูจน์อะไรกันเสียก่อนหรือไม่ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ จะมาบอกว่า ทำมาแล้วกว่า 5,000 คดี แล้วตัวเลขคดีพวกนี้คุณเรียกใครอย่างไร จะเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการ และเรียกค่าเสียหายกันมากน้อยแค่ไหน แบบนี้เขาพูดได้หมด เพราะเราไม่ได้เคยได้เห็นรายละเอียดเลย

“ต้องเข้าใจก่อนว่าเดิมเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง มันเป็นคดีอาญาอยู่แล้ว เนื้อหาสาระมาจากต้นตอเดียวกัน คือมาจากคำฟ้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นสำนวนเดียวกัน ในเมื่อยังอยู่ในศาลที่รอการพิสูจน์อยู่ แต่การที่คุณจะรีบออกคำสั่งการปกครอง เรียกผมไปชดใช้ เท่ากับว่าผมผิดแล้วหรือ วันนี้คดียังอยู่ในศาล และผมก็ยังต่อสู้ของผมอยู่ ผมเชื่อมั่นว่าผมไม่ผิด” อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวยืนยันอย่างมั่น

บุญทรง กล่าวอีกว่า การออกคำสั่งการปกครอง มันก็ออกมาก่อน แล้วจะให้เราไปชดใช้ซึ่งผิดปกติวิสัย ทำไมไม่รอให้ศาลฎีกาพิจารณาให้เสร็จเสียก่อนแล้วค่อยมาเรียก อยู่ๆ จะมาอ้างมีเวลา 2 ปี ก็ในเมื่อศาลฎีกาเรียกให้ผมต้องชดใช้ 3.5 หมื่นล้านบาท ส่วนของตัวเลขเรายังไม่เห็นรายละเอียดเรายังไม่ผิด เราต้องสู้ทุกประเด็น ตัวเลข 1.7 พันล้านบาท หรือ 2 หมื่นล้านบาท หรือแม้กระทั่งตัวเลขของสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ จิรชัย มูลทองโร่ย เป็นประธาน แล้วมีข่าวว่าส่งไปให้กระทรวงการคลัง 1.8 หมื่นล้านบาท พอส่งให้กระทรวงการคลังเป็น 2 หมื่นล้านบาท ตัวเลขกลับไปกลับมาพวกนี้เราไม่เห็นเลย เรื่องของตัวเลขที่ขึ้นๆ ลงๆ ก็น่าสงสัย แต่เขาก็ไม่ให้เราดูเอกสารอะไรสักอย่าง ทั้งนี้กระบวนการศาลปกครอง ก็ขึ้นอยู่ที่ว่าศาลจะรับพิจารณาและจะใช้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งระหว่างนั้นเราต้องขอให้ศาลทุเลาคำสั่งไปด้วย ถ้าไม่อย่างนั้นกระบวนการมันเดิน แต่เราคงไม่รอเวลานานขนาดนั้น เมื่อดูแล้วก็ต้องรีบทำ

กับคำถามที่ว่า คิดหรือไม่ว่าวันหนึ่งจะมาถึงจุดนี้ บุญทรง ครุ่นคิดสักครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ ตอบออกมาว่า การดำเนินการในวันนั้นเพราะเรามีหน้าที่ในทางการเมือง มีตำแหน่งในการบริหาร ซึ่งต้องทำให้ดีที่สุด และเราต้องยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเป็นเหตุการณ์พิเศษเพราะมันมีการปฏิวัติ เรื่องนี้ถูกเร่งรัดโดยเอาอำนาจพิเศษของคณะปฏิวัติ คสช.มาใช้ แบบนี้เราไม่คิดว่าเราจะเจอ เพราะไม่คิดว่าจะมีปฏิวัติอีก การปฏิวัติเมื่อปี 2549 ควรจะเป็นครั้งสุดท้ายของชาติไทยแล้ว ถ้ามันเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองแบบปกติ เลือกตั้งไปสู้กันไปและเกิดอุบัติเหตุอะไร หรือเกิดอะไรขึ้นจากการกระทำของเรา อย่างนั้นเราทำใจได้ เรายอมรับอยู่แล้ว

ผิดหรือ เป็นแพะเพราะการเมือง

“ความเห็นส่วนตัวผมเรื่องนี้มันการเมือง ถามว่าจะรีบเร่งไปไหน ผมยังอยู่ในขั้นตอนของศาลอีกตั้งหลายปี จะเร่งทำไม เพื่อให้สังคมเห็นหรอว่า เรื่องจำนำข้าวมันผิดชัวร์ๆ หรือต้องการเอาผมให้ผิดชัดเจนแล้วเอาไปเล่นงานนายกฯ ปู เพราะการไปกล่าวหานายกฯ ปู กล่าวหาท่านก่อนกล่าวหาผม การกล่าวหานายกฯ ปู คือ การทำผิดมาตรา 157 ปล่อยปละละเลยการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดการทุจริตในโครงการ ซึ่งขณะที่กล่าวหา ป.ป.ช.ยังไม่ได้ลงมติกล่าวหาผมเลยด้วยซ้ำ มากล่าวหาตามเอาทีหลัง ถามว่าจะเอาผมให้ผิดเพื่อจะเป็นเหตุ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการกล่าวหานายกฯ ปู ชอบแล้ว จะเอาผิดนายกฯ ปู ต้องเอาผิดผมเสียก่อน คดีผมมันเกิดหลัง แต่ตอนนี้คดีกลับเร่งสปีดนำหน้าไปแล้ว รู้สึกว่ามันเป็นการเมือง เพราะเหตุพฤติการณ์ที่เราโดนกระทำมันแน่นอนมาก เพราะลองเทียบคดีเรือเหาะ คดีที่เกี่ยวกับกองทัพ หรือคดีอื่นๆ ที่อยู่ใน ป.ป.ช. ไม่เห็นจะเดินหน้าสักที ทำไมของผมมันสปีดจังเลย ถามให้ผมหน่อยได้ไหม ทำไมคดีที่เกี่ยวกับกองทัพมันไม่เดินหน้าเลย”

บุญทรง กล่าวมั่นใจว่า เรื่องนี้คิดว่า คสช.มีธงไว้อยู่แล้ว ซึ่งธงคือยังอยู่ที่คนเดิม ไม่ต้องการให้ทักษิณกลับเข้าสู่การเมือง อะไรที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนี้ หรือคนคนนี้ เมื่อมีเรื่องมีราว เป็นคดีก็ต้องออกมาอย่างนี้ แต่ที่ผมพูดไม่ได้ไปก้าวล่วงเรื่องที่ในคดีของศาลฎีกาที่ผมเป็นจำเลยอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้บอกว่าคณะผู้พิพากษาท่านมีธงอยู่แล้ว ไม่ใช่ แต่กำลังพูดถึงฝั่งกรรมการ คสช.

“เมื่อเขามีธง เขาต้องทำร้ายคุณทักษิณ ซึ่งต้องทำร้ายครอบคัว นั่นคือนายกฯ ปู และก่อนถึงนายกฯ ปู ก็ต้องมีอะไรมารองรับหน่อย ถ้าผมไม่มีตรงนี้ ไม่มีเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ก็ต้องมีเรื่องน้ำ เรื่องอื่นๆ ไประดมใส่อีกมากมาย ถามว่าที่นายกฯ พูดออกมาว่า ถ้าผมจะฟ้องนายกฯ ให้ไปขึ้นศาล แล้วท่านบอกว่า ออกจากคุกก่อนแล้วกัน หมายความอย่างไร รู้ได้ยังไงว่าผมจะติดคุก เขาสั่งใครได้หรือเปล่า ซึ่งเรื่องการละเมิดผมเองก็คิดว่าเขาสั่งได้อยู่แล้ว ในเมื่อเป็นลูกน้องเขา ใน ครม.ก็สั่งได้ สั่งให้คนเซ็นแทนยังสั่งได้เลย เพราะฉะนั้นไม่รู้ว่าความหมายคืออะไร รู้ได้ยังไงว่าผลลัพธ์จะออกมายังไง รู้หรือว่าศาลจะตัดสินออกมายังไง ที่มาไล่ผมออกจากคุกก่อนแล้วค่อยมาเอาเขาขึ้นศาล ผมฝากบอกว่าช่วยดูแลน้องชายกับหลานเขาหน่อยว่า อย่าเพิ่งมาให้ติดคุกก่อนผมก็แล้วกัน”

“การดำเนินการวันนี้มันเร็ว ผมเคยให้สัมภาษณ์ไปว่า ผมคือแพะ คือคุณจะเอาผิดท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์หลังจากที่ไม่มีมูลและเหตุ แต่ไปกล่าวหาเขาแล้ว เลยเอาผมไปเป็นมูลเหตุ” บุญทรง กล่าว

นายกฯ ตู่ ต้องอธิบายต่อ “ศาล”

นอกจากเรื่องของกระบวนการต่อสู้คดีแล้ว ก่อนถึงจุดนี้ อดีต รมว.พาณิชย์ ได้ตั้งข้อสงสัย เกี่ยวกับการลงนามในคำสั่งดังกล่าว ว่า ผมไม่ทราบว่าเขาให้เซ็นและไม่เซ็นกันกี่รอบ แต่เท่าที่ดูจากสื่อพบว่ากระทรวงการคลังก็ส่งไปนานแล้ว และกระทรวงพาณิชย์ก็บอกว่าส่งไปให้สำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณา ให้กฤษฎีกาอีก สุดท้ายกว่าจะมาเซ็นร่วมกันได้เพิ่งจะไม่กี่วันที่ผ่านมานี่เอง

“ผมว่ามันน่าสงสัยว่าทำไมต้องส่งไปมาหลายรอบเหลือเกิน ทำไมนายกรัฐมนตรีไม่ลงนามเสียเอง คงต้องไปดูว่ากฎหมายเขียนว่ายังไง ใครต้องลงนาม ทำไมไม่ลงนาม เมื่อเป็นแบบนี้การที่จะถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองหรือไม่ ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะไปตีความเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร เพราะในเมื่อกฎหมายเขียนไว้อย่างไร ไม่ทำตามจนกระทั่งต้องงัดเอามาตรา 44 ออกมา อีกทั้งนายกรัฐมนตรียังพูดย้ำว่า การใช้มาตรา 44 เอาออกมาเพราะคุ้มครองคนที่จะทำจะได้ไม่ต้องกลัวว่าจะกระทำความผิด นั่นหมายความว่าถ้าไม่มีมาตรา 44 การกระทำทุกอย่างก็ต้องผิดสิ และถ้าไม่มีมาตรา 44 คนก็จะไม่กล้าทำอะไร”

บุญทรง สำทับข้อมูลว่า ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 นั้น เขียนไว้ชัดเจนว่าผู้ที่ลงนามแต่งตั้งกรรมการเพื่อไปเอาผิดหรือเรียกความเสียหายต้องลงนามในคำสั่งเรียกความเสียหาย นั่นหมายความว่า ใครลงนามตั้งกรรมการก็ตั้งเซ็นลงนามเอง เมื่อนายกฯ ตั้งกรรมการก็ต้องลงนามเอง

บุญทรง ตั้งคำถามไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ทำไมนายกฯ ไม่ลงนามเอง ทำไมต้องมอบหมาย เรื่องนี้ ไม่ทราบว่าขั้นตอนยังไง ผมจะไปฟ้องศาลและคงต้องไปอธิบายกับศาลเอง ไปตอบว่าทำไมตัวเองไม่ลงนาม ทั้งๆ ที่ตัวเองก็นั่งอยู่ในที่ทำงานอยู่ด้วย รอไปหลายวันแล้วค่อยเรียกให้รัฐมนตรีเซ็นแทน คิดว่าเรื่องนี้คงต้องไปพิสูจน์ เพราะถ้าคนอื่นการลงนามแทนได้จริงทำไมไม่ลงเลย ทำไมต้องรอมาตรา 44 เพราะในเนื้อความคำสั่งมาตรา 44 บอกโดยชัดเจนอยู่ว่า โดยสุจริตไม่ได้ไปกลั่นแกล้งใคร นั่นหมายถึงทำโดยมีกฎหมายรองรับ แต่ถ้าทำโดยขัดกับกฎหมายแล้วจะไปสุจริตได้ยังไง รัฐมนตรีพาณิชย์ก็นั่งอยู่ ปลัดก็นั่งอยู่อีกห้อง รัฐมนตรีพาณิชย์จะไปมอบทำไม คำว่าปฏิบัติราชการแทนหรือมอบอำนาจ นั่นหมายความว่าตัวผู้มอบต้องไม่อยู่ปฏิบัติราชการในขณะนั้นในเวลานั้น ใช่ไหม หนังสือมารอตั้งหลายวัน แต่คงไม่ใช่เพราะผมไปขู่หรอกว่าจะไปเจอกันที่ศาล เพราะผมพูดหลังจากที่เขาลงนามกันไปแล้ว

“แม้จะต้องฟ้องคุณประยุทธ์ก็ต้องฟ้อง ถ้ากฎหมายมันมี เห็นว่าเขาทำผิดก็ต้องฟ้อง จะมาอ้างมาตรา 44 ใหญ่กว่าทุกกฎหมาย ผมก็ไม่รู้ ต้องลองฟ้องดู แล้วสิ่งที่นายกฯ พูดว่ามาตรา 44 คุ้มครองคนทำงานจะได้ไม่กลัว ถามว่ากลัวอะไร กลัวว่าทำผิดกฎหมายหรือกลัวว่าผมจะไปฟ้องเอาผิดทีหลังอย่างนั้นหรอ ถ้าไม่ทำผิดจะกลัวทำไม ถ้าคุณทำถูกผมฟ้องผมก็แพ้ แต่ถ้าผมฟ้องแล้วผมชนะ นั่นคือคุณทำผิดกฎหมายเสียเอง จะมาบอกเหตุผลว่ากลัว ผมก็ไม่ทราบได้ จะบอกว่ามาตรา 44 เป็นเหมือนคาถาวิเศษ เอาไปปลดใครก็ได้หมด มันไม่ใช่”

อดีต รมว.พาณิชย์ พูดอย่างมั่นใจว่า  ล้านเปอร์เซ็นว่าเรื่องนี้มันมี Motivation (แรงจูงใจ) ทางการเมืองแน่นอน ใครจะออกมาพูด มาแถ เบี่ยงประเด็นยังไงก็แล้วแต่ แต่ผมเชื่อของผมอย่างนี้ ตอนที่เขาปฏิวัติเข้ามา โครงการรับจำนำข้าวไม่ได้เป็นเหตุผล แต่เหตุผลที่เขาปฏิวัติคือคนทะเลาะกัน ต้องการที่จะเข้ามาเป็นคนกลางเพื่อมายุติเหตุการณ์ สังคมจะได้ไม่แตกแยก แต่ตอนหลังมากลายเป็นเรื่องอย่างนี้ จากต้องการเป็นกรรมการ กลายมาเป็นนักมวยมาชกกับเราเสียเอง บทบาท คสช.ไม่เหมือนตอนพูดปฏิวัติ เป็นทั้งกรรมการเอง แล้วกรรมการก็ขึ้นมาชกเอง ตัดสินเอง ดูท่าทีกรรมการพอจะเพลี่ยงพล้ำก็เอานกหวีดมาตรา 44 ออกมาใช้ มันตลก ปิดประตูตีแมวหรือเปล่า

บุญทรง ยังย้อนถามกลับไปยังรองนายกฯ วิษณุ ด้วย ที่ระบุว่า เมื่อถึงเวลาที่ต้องยึดทรัพย์ มีคนต้องทำอยู่แล้ว แล้วถามว่าทำไมต้องใช้มาตรา 44 ออกมาเพื่อให้กรมบังคับคดีไปทำหน้าที่นี้ เมื่อมีคนทำอยู่แล้วจะไปออกมาตรา 44 ให้กรมบังคับคดีทำอีกทำไม มันมีกระบวนการอยู่แล้วทำไมไม่ใช้ให้เกิดความเป็นธรรม ทำไมต้องมาทำแบบนี้ รีบออกมาตรา 44 ทำไม คุณยังอยู่ในอำนาจอีกตั้งเท่าไหร่ ทำไมต้องออกก่อนลงนามในคำสั่ง

เมื่อการเดินหน้าดำเนินคดีมาถึงจุดนี้แล้ว ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ ได้ย้อนถามกลับไปว่า เมื่อขณะนั้นที่มีการเตือนจากหน่วยงานต่างๆ ต่อการดำเนินการนโยบายรับจำนำข้าว ทำไมจึงไม่หยุดการดำเนินโครงการ อดีต รมว.พาณิชย์ อธิบายเหตุผลในเวลานั้นว่า ตอนนั้นเป็นการเตือนกรณีศึกษาแล้วนำส่งมาให้รัฐบาล ซึ่งวันนั้นเราดำเนินการทำโครงสร้างทุกอย่างอย่างรัดกุมที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ส่วนที่ถามกันว่าทำไมไม่หยุด เพราะเป็นโครงการที่เราดำเนินการเป็นนโยบายที่ได้ประกาศต่อรัฐสภา ประกาศต่อสาธารณะ เราก็มีหน้าที่ที่ต้องดำเนินตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ อีกทั้งโครงการนี้เป็นโครงการที่เริ่มต้นก่อนที่ผมจะไปเป็น รมว.พาณิชย์ ด้วยซ้ำ โครงการเดินหน้าอยู่แล้ว เมื่อเราได้รับตำแหน่งเราต้องรับผิดชอบ เหมือนตัวจักรอันหนึ่งที่เราต้องขับเคลื่อน เป็นหน้าที่ และหลังจากที่เราได้รับการแจ้งเตือน เราได้ทำทุกอย่างอย่างรัดกุม ปรับกระบวนทุกอย่าง การดำเนินการทั้งหมดมีขั้นตอนมีระเบียบรองรับหมด

บุญทรง เอือมระอา การเมือง

“ผมว่าจะเรียกว่าเข็ดก็ไม่ถูก แต่มันเบื่อเอือมระอา ถ้าทำการเมือง ต่อสู้กันในเวทีการเมืองระหว่างพรรคการเมืองด้วยกัน แล้วไม่ทำการแข่งขันแบบตรงไปตรงมา ไปใช้อำนาจพิเศษผมว่ามันน่าเบื่อ แต่ผมก็ต้องทำการเมืองต่อไม่ได้ไปไหนยังอยู่สู้ ไม่หนีไปไหน” คำตอบของ บุญทรง ที่ได้ครุ่นคิด พร้อมกับถอนหายใจเบาๆ กับคำถามที่ว่า เข็ดกับการเมืองหรือไม่

อดีต รมว.พาณิชย์ คาดหวังเส้นทางการเมืองหลังจากนี้ว่า ในอนาคตประเทศไทยไม่มีการปฏิวัติอีก หวังอย่างนั้นจริงๆ ส่วนพรรคเพื่อไทยพรรคตอนนี้อยู่กันนิ่งๆ ไม่ทำกิจกรรมทางการเมืองใดๆ บางคนให้กำลังใจกันไป มีหลายท่านเชี่ยวชาญกฎหมายก็จะให้คำแนะนำบ้าง ส่วนบทบาทตัวเองยังคงทำงานให้พรรค เพราะถูกถอดถอนตามรัฐธรรมนูญถูกเว้นวรรคไป 5 ปี ระหว่างนี้ก็ทำเรื่องคดีจนถึงที่สิ้นสุด จน 5 ปีว่ากันใหม่ แต่คิดว่าถ้าพรรคจะให้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ได้ก็คงทำ นอกนั้นคงไปทำมาหากิน ทำธุรกิจอย่างอื่นกันไป ตอนนี้ลูกๆโตแล้วไม่ค่อยห่วงอะไรทุกคนทำงานกันหมด

การถูกดำเนินคดีทั้งอาญา และจะถูกยึดทรัพย์ถึง 1,700 ล้านบาท ลูกๆ และครอบครัวตกใจเป็นกังวลกันบ้างไหม เสี่ยบุญทรง เล่าพร้อมกับถอนหายใจเบาๆ อีกครั้งว่า เราอยู่ในการเมืองมาเป็น 10 ปี ก็พูดกับลูกอยู่ตลอดว่ามันมีเหตุการณ์แบบนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่เราไม่คิดว่าจะเจอแบบนี้ ไม่คิดว่าจะมีปฏิวัติ เจอเรื่องแบบนี้ แต่ทุกคนคุ้นชินกับมันแล้ว ทุกคนในครอบครัวก็ให้กำลังใจ ให้สู้ คิดว่าเรายังอยู่ในกฎหมายไทยที่จะให้โอกาสต่อสู้ได้ เราก็ต่อสู้ ไม่มีหนีแน่นอน ต้องสู้แล้ว ไม่สู้ไม่ได้

มาตรา 44 ขายข้าวซี้ซั้วได้หรือ

อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงการขายข้าวในสต๊อกในยุค คสช.ว่า ได้ติดตามอยู่บ้างแต่รายละเอียดไม่ค่อยได้เห็น แต่เชื่อว่าถ้าเราได้ทำจะได้ราคาขายสูงกว่าที่รัฐบาล คสช.ขายทุกวันนี้ ต้องถามว่า เป็นเพราะอะไรทำไมเขาถึงขายได้ราคาต่ำ คิดดูว่าเราขายข้าวเก่าได้ราคาดีกว่าเขาขายข้าวใหม่อีก ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าทำไม หรือเขาคิดว่าเขามีมาตรา 44 ที่อภัยโทษคนล่วงหน้าไปหมดแล้ว จะทำอะไรก็ได้ จะขายซี้ซั้ว
ยังไงก็ได้ไม่ผิด เลยไม่พยายามที่จะขายให้ได้ราคาสูง หรือเปล่า

บุญทรง สำทับอีกว่า การขายข้าวของรัฐบาล คสช.ประกาศโครมๆ ว่าข้าวเน่า ข้าวเสีย แล้วคนมาซื้อจะยอมซื้อแพงๆ หรือไม่นี่หรือวิธีการค้าขาย คนซื้อเขาต้องการของดี ของไม่ดีเขาจะซื้อไหม อีกทั้งการขายข้าวในแต่ละครั้ง จริงอยู่มันขึ้นกับสถานการณ์ด้วย และจะโดนกดราคามากน้อยแค่ไหน เพราะโดนถูกบังคับด้วยตลาดโลก อีกทั้งพ่อค้าก็ไม่อยากจะซื้อแพงอยู่แล้ว แล้วที่ไปขายตันละ 4,000-5,000 บาทไปทำอาหารสัตว์ ไปทำอย่างนั้นได้ยังไง ข้าวในสมัยเราไม่ได้เป็นข้าวเน่านะ แต่ที่ไปตะโกนกันว่า ข้าวเน่า เป็นวาทกรรมทางการเมือง เพื่อทำลายล้างทางการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม เพราะสุดท้ายเห็นไหมที่ออกมาแก้ตัวทีหลังบอกว่า ข้าวอยู่ครบไม่ได้หาย เสียหายแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วไปขายได้ยังไง โลละ 4 บาท 5 บาท

ย้ำ “รับจำนำข้าว” เป็นโครงการที่ดี

แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยความเชื่อมั่นว่า สำหรับโครงการรับจำนำข้าว ฝั่งตัวผมและพรรคเพื่อไทย ยังยึดมั่นว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะช่วยเกษตรกรมีชีวิตดีขึ้นมีรายได้ดีขึ้นแน่นอน เพราะตัวเลขจีดีพี มันฟ้องชัดเจน ตัวเลขเศรษฐกิจระหว่างที่เราเป็นรัฐบาลตัวเลขทุกตัวดีหมด สภาพัฒน์ก็ยังออกมายืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวมีผลเป็นบวกต่อจีดีพี นั่นหมายความว่าคนมีเงิน ใช้เงิน คนที่ออกมาทำงานเป็นกรรมกรในกรุงเทพฯ ก็กลับไปทำนาที่บ้าน

ถามว่าตัวเลขที่ดีขึ้นแต่ต้องแลกมากับการขาดทุนในจำนวนเงินที่มหาศาล อดีตรัฐมนตรีว่าการฯ อธิบายว่า ทุกโครงการเมื่อเป็นนโยบายสาธารณะ เป็นเรื่องที่ภาครัฐต้องลงทุนทั้งสิ้น เช่น สร้างถนน รถไฟฟ้า กี่แสนล้าน แล้วถามว่าได้เงินกลับมาไหม แทบจะลงทุนข้างเดียว รัฐลงทุนหมด แล้วประมูลให้เอกชนรับสัมปทาน ถามว่าอีกกี่ปีที่เงินของรัฐจะได้คืน ซื้อยางพารา 100 บาท แทบจะฆ่ากัน จะเอาราคา 120 บาท ในขณะนั้นราคาตลาด 60 บาท ถามว่าขาดทุนไหม อีกทั้งรัฐบาลนี้เอามาขาย 50 กว่าบาท

“ทุกโครงการที่เป็นโครงการสาธารณะที่จะช่วยเหลือประชาชน ไม่มีโครงการไหนที่จะมีกำไร แทรกแซงพืชเศรษฐกิจทุกตัว มันสำปะหลัง ทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย กระเทียม หอม ไปดูเลยเงินหลายพันล้านที่เอาไปช่วยเหลือเกษตรกร แล้วเคยได้คืนหรือเปล่า ก็ไม่ได้คืนไง เพราะมันคือเงินที่เอาไปช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตร ไปช่วยเกษตรกร มันคือการลงทุนภาครัฐในภาคสาธารณะ ทุกรัฐบาลเขาก็ทำทั้งนั้น แต่รัฐบาลที่มาจากคณะปฏิวัติเขาอาจจะไม่สนใจ เพราะเขาไม่ต้องไปเลือกตั้งไง ถูกไหม เขาไม่แคร์ ถือปืนเข้ามาก็มาบริหารประเทศแล้ว เขาไม่แคร์ ผมยังยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดี ดีแน่นอน

สภาพการเมืองในอนาคต

อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จากนี้ไปภายใต้กฎกติกาใหม่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำงานลำบาก เพราะอำนาจไปอยู่ที่ สว. เพราะฉะนั้น พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งมาแล้วได้จำนวน สส.มากที่สุดอาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาล เส้นทางการเมืองยากมากเพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะเสนอนโยบายอะไรมากไม่ได้ อีกทั้งตัวรัฐธรรมนูญก็กำหนดว่าให้ทำตามยุทธศาสตร์ 20 ปีที่วางไว้ ใครมาก็ต้องเดินตามทาง ไม่เดินตามก็ผิดรัฐธรรมนูญ ถูกปลด ยุบพรรค ทำงานยาก แล้วยุทธศาสตร์ 20 ปี กับโลกที่เปลี่ยนไปเร็วมาก เราจะไปปรับยุทธศาสตร์ให้ตามกับสภาวะแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนไปได้หรือเปล่า เพราะรัฐธรรมนูญนี้วางกติกาแก้ยากมาก ประเทศไทยจะถอยกลังไปทุกปี โลกเดินไปข้างหน้าทุกวัน

แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้ชูเรื่องการทำนโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองในอนาคตว่า รัฐธรรมนูญยังห้ามพรรคการเมืองทำนโยบายประชานิยมด้วย ซึ่งเป็นเพียงวาทกรรม ต่อให้รัฐบาลปฏิวัติที่บริหารประเทศอยู่ขณะนี้ก็ทำประชานิยม ตอนนี้เขาก็แจกเงินกันไปแล้วกับโครงการที่ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. จ่ายเงินให้กับเกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือสูงสุดละไม่เกิน 1 หมื่นบาท เพื่อสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิต ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2559/2560

“ถามว่าที่แจกเงินคนละ 1,000 บาท ไร่ละ 1,000 บาท ประชานิยมหรือไม่ เพียงแค่พลิกคำพูดนิดๆ หน่อยๆ แต่มันก็เหมือนกัน แล้วเขาบอกว่าช่วยเหลือ ถามว่าช่วยเหลืออะไร หรือเพราะเขาต้องการไม่ให้คนเหล่านี้มาเดินขบวน มางอแง มาโวยวาย หรือเพื่อคะแนนนิยมของตัวเองจะได้ดี วันนี้ที่คุณทำมันก็เหมือนกัน ทุกรัฐบาลในโลกนี้ยกเว้นประเทศคอมมิวนิสต์ มันต้องดูแลประชาชนทั้งนั้น แต่ดูแลในวิธียังไง ถามว่าเงินดูแลเอามาจากไหน ก็เอามาจากภาษี เอามาจากงบประมาณประเทศ เอาไปจ่ายเพื่อที่เขาจะได้นิยมชมชอบตัวเอง

วันนี้การเมืองบ้านเรามี Political Motivation ทำไมพรรคหนึ่งยิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อไทยติดคุกหมด ผมไม่ได้ว่าศาลนะ แต่เหตุการณ์เกิดขึ้นแบบนี้ คดีเขาไป ป.ป.ช.ตีกลับ พอเรื่องของเรารับหมด มันเกิดอะไรขึ้น”

 

“คนไทยเป็นนักลอกเพราะถูกปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์”เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 18:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/456765

"คนไทยเป็นนักลอกเพราะถูกปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์"เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

มิวสิควีดีโอชุด”เที่ยวไทยมีเฮ” ตกเป็นข่าวดังไปทั่วทั้งเมือง หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่านำ”ทศกัณฐ์”ตัวละครเอกจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ไปใช้ในทางไม่เหมาะสม เช่น ถ่ายเซลฟี่ แคะขนมครก จนกลายเป็นประเด็นวิวาทะอย่างเผ็ดร้อนในสังคม

จากประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการศิลปะมานานกว่า 40 ปี  “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ประจำปีพ.ศ.2554 ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวกับการถกเถียงเรื่อง “ศิลปะกับการอนุรักษ์”มานับครั้งไม่ถ้วน โดยเฉพาะการสร้างวัดร่องขุ่น จ.เชียงราย ซึ่งเคยถูกกระแสต่อต้านอย่างหนักเมื่อในอดีต

วันนี้เขาจะมาถอดบทเรียนที่คนไทยควรจดจำจากกระแสดราม่าครั้งนี้ว่า อะไรคือฟันเฟืองสำคัญที่จะผลักดันศิลปะให้ยืนโดดเด่นสง่างามได้ในอนาคต

ประเทศไทยอ่อนด้อยทางสุนทรียภาพ

“ปัญหาความวุ่นวายและการถกเถียงที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า เราไม่ค่อยรู้จักศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหรือคนทั่วไป เมื่อไม่รู้จักก็จะเป็นปัญหาทุกครั้ง ไม่เข้าใจว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดี อันไหนควร หรือไม่ควร อันไหนสวย หรือไม่สวย อะไรคืออุจาด อะไรคือเหมาะสม เมื่อไม่เข้าใจและแยกไม่ออกเลยกลายเป็นปัญหา โดยเฉพาะการอนุรักษ์ประเพณีนิยมกับงานศิลปะร่วมสมัย” คำกล่าวอันดุดันตามสไตล์ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

อาจารย์เฉลิมชัยอธิบายต่อว่า ปัจจุบันกลุ่มอนุรักษ์มักเข้าใจด้านอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว ไม่เข้าใจหรือสนใจในประวัติศาสตร์ของนานาประเทศที่เกิดการปฎิวัติวัฒนธรรม มีพัฒนาการด้านศิลปะจากอนุรักษ์ไปสู่ร่วมสมัย โดยมองศิลปะอย่างมีสุนทรียภาพแบบสากล

“นี่เป็นความอ่อนด้อยทางสุนทรียภาพของคนในชาติ สนใจสุนทรียภาพแบบโบราณที่เห็นกันมานมนานและเชื่อว่านั่นคือคลาสสิคอาร์ต ศิลปะอันสูงส่ง ยึดมั่นถือมั่นในแบบนั้น เมื่อมีศิลปินรุ่นใหม่คิดหรืออยากสร้างสรรค์ทำอะไรใหม่ โดยนำศิลปะเก่ามาสร้างหรือพัฒนา ก็จะเกิดปัญหาทุกครั้ง ผู้อนุรักษ์นิยมไม่ชอบเพราะไม่รู้จักรสนิยมที่เป็นสุนทรียภาพร่วมสมัยที่เป็นสากลนั่นเอง เขาไม่ชอบไง ไปหยิบงานมาแล้วไม่เป็นไปตามที่เขากำหนด  ไม่ยอม โวย มึงจะเอาของกูไปเล่นเหี้ยอะไร ไม่ได้ (เสียงดัง) มันทำให้เขายึดติด ไม่ได้ผิดหรอก เพราะเขารัก ดื่มด่ำของเขามาแบบนั้น มันมีคนประเภทแบบนี้เยอะแยะ”

อย่างไรก็ดีประวัติศาสตร์ทั่วโลกมีให้เห็นแล้วว่า กว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงมาสู่ความเป็นร่วมสมัยได้นั้นล้วนถูกต่อต้านและต้องสู้กับเหล่าผู้มีอำนาจ คนสูงศักดิ์ในบ้านเมืองที่ยึดมั่นระบบความคิดรูปแบบเก่า นั่นแปลว่าการถกเถียงและความขัดแย้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในเมืองไทยไม่ใช่เรื่องแปลก

“บางคนเดินทางไปดูงานต่างประเทศ แต่ไม่รู้จักว่างานร่วมสมัยเป็นอย่างไร บางทีรู้แต่ไม่ชอบ เหมือนไม่ชอบฮิพฮอพ แต่ชอบโอเปร่า บีโธเฟน โมสาร์ท คนไทยเราไม่รู้เรื่องพวกนี้ ไม่ใช่แค่วงการนาฏกรรมอย่างเดียว แต่จิตรกรรมก็ต่อสู้มาตั้งแต่เมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว วัดร่องขุ่นก็แหกคอก ครูบาอาจารย์ทางด้านสถาปัตยกรรมที่เป็นสายของกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ หรือสายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พวกเขาก็ไม่ชอบวัดร่องขุ่นเพราะถือว่าไอ้นี่แหกคอก แต่โชคดีสุดท้ายเข้าใจและไม่มีการต่อต้าน โลกมันมีรูปแบบการปฎิวัติให้เห็นแต่เราไม่เรียนรู้มัน เขาปฎิวัติกันทั้งนั้น พัฒนารูปแบบไปสู่ความเป็นร่วมสมัยให้เท่ากันกับคนยุคใหม่ นั่นคือร่วมสมัย”

เป็นที่รับรู้กันดีว่า “ศิลปินแห่งชาติรายนี้เคยเขียนภาพประกอบบทพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เฉลิมชัยบอกว่า ครั้งนั้นพระเจ้าอยู่หัวฯ รับสั่งให้สร้างสรรค์ศิลปะในรูปแบบใหม่ เพื่อเป็นศิลปะประจำรัชกาล

“สมัยนั้นพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับสั่งว่า งานศิลปะประจำรัชกาลของเราไม่เห็นมีเลย ศิลปะอะไรก็เป็นงานอิทธิพลของรัชกาลที่ 5 หมด มีแต่ลอก การเขียนรูปพระมหาชนกนี้ ขอให้เขียนเป็นศิลปะประจำรัชกาลของเรานะ คำพูดนั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผมสร้างวัดร่องขุ่นด้วย วัดที่ไม่ลอกยุคสมัยใด ไม่มีกลิ่นไอของรัชกาลใดอยู่ เป็นศิลปะในยุคสมัยรัชกาลที่ 9”

เป็นนักลอกเพราะถูกปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์

ในสายตาของศิลปินแห่งชาติรายนี้ บทเรียนที่สังคมไทยควรได้รับจากความขัดแย้งหนล่าสุดคือ สติปัญญาทางด้านสุนทรียภาพ

เฉลิมชัยหวังว่า กรณีดังกล่าวจะทำให้เกิดการเรียนรู้และเปิดกว้างทางความคิดมากขึ้น ไม่ปิดกั้น จนกลายเป็นเหตุให้คนในชาติเป็นนักลอกมากกว่านักพัฒนา เพราะศิลปะนั้นกว้างใหญ่ มีอิสรภาพเกินกว่าจะปิดกั้นได้ หากคนรุ่นเก่าไม่เปิดกว้าง คนไทยจะไร้ซึ่งความคิดสร้างสรรค์และกลายเป็นนักลอกไปตลอด

“ศิลปะที่ดีงามคือ ศิลปะที่มีอิสรภาพ ไม่ลอกใคร การปิดกั้นเท่ากับเราดับความคิดสมองและจิตวิญาณของคนไทยทั้งหมดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ความฉิบหายเกิดขึ้นกับประเทศชาติ ยิ่งหากใครนึกออกกฎหมายหรือข้อบังคับมาควบคุมการสร้างงานศิลปะด้วยแล้ว มึงรู้ไหม บ้านเมืองเราเจ๊งฉิบหายเลยนะ ฝรั่งแม่งขำกลิ้ง สุดท้ายมึงห้ามไม่ได้ มึงบล็อกความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน ของมนุษยชาติไม่ได้หรอก”

ถึงเวลารัฐส่งเสริมการศึกษาด้านศิลปะ 

อาจารย์เฉลิมชัยมองว่า รัฐบาลควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษาด้านศิลปะให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เหมือนกับที่บรรดาประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลกทำกัน เนื่องจากเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้คนในชาติเข้าใจวัฒนธรรม แนวคิดของตัวเองและผู้อื่น

“จะทำให้คนไทยมีคุณภาพ มันต้องมีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ศาสตร์ทุกศาสตร์มีพื้นฐานมาจากศิลปะทั้งนั้น ซึ่งศิลปะมันสะท้อนให้เห็นถึงจิตวิญญาณ ถ้าล่วงรู้จิตวิญญาณและปรัชญา ซึ่งเป็นเลือดเนื้อความคิดของตัวเองและคนในซีกโลกอื่น เราก็จะชนะเขาทุกด้าน ทั้งการค้า การเมือง พวกฝรั่งและผู้นำทางด้านเศรษฐกิจมันรู้ดี รู้จักสุนทรียภาพ ความงาม เข้าใจศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ในหลายๆทวีป”

อาจกล่าวได้ว่า ผลจากความเข้าใจด้านศิลปะวัฒนธรรม ทำให้วัดร่องขุ่น สามารถรองรับวัฒนธรรมที่หลากหลายของคนต่างเชื้อชาติจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

“ผมเรียนรู้จีน เรียนรู้ฝรั่งได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงปราบมันได้และเอามันอยู่ สร้างวัดให้มันมาดูกันได้หมดทุกชาติ จีน ฝรั่ง อินเดีย ตะวันออกกลาง แม่งมากันหมด เพราะรู้จักวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของเขา เราสร้างอะไรก็ได้ ให้มันเดินเข้ามาแล้วสบายใจ ถ้าสร้างเอาแบบตัวเอง มันไม่เข้าหรอก สร้างต้องรู้จักคนที่มาด้วย วัฒนธรรมของมึง มึงให้พวกมึงดูกันเองได้ แต่การเอาวัฒนธรรมของมึงไปสู่อินเตอร์ ให้คนทั้งโลกมันเดินทางมา มึงต้องรู้จักมัน พัฒนาให้เข้ากับมัน ไม่ได้หมายถึงเปลี่ยนแปลงตามมันแต่ทำให้เหมาะสมแก่มัน”

อาจารย์เฉลิมชัย ทิ้งท้ายว่า ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องเอาจริงเอาจังกับการสร้างคนรุ่นใหม่ด้วยระบบการศึกษาที่นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์แทนที่จะให้ลอก จำ และตอบคำถามแบบเดิมๆ

“อย่าให้มันยึดติดกับปริญญา ปริญญาเป็นสิ่งที่ล็อกคอมัน ให้มันรู้สึกยิ่งใหญ่เหมือนทศกัณฐ์ที่เอามาเล่นข้างล่างไม่ได้ มึงผิดแล้วที่ทำให้คนในชาติเป็นทศกัณฐ์ ต้องทำให้ปริญญาไม่มีค่าเท่าความรับผิดชอบต่อสังคม”

นี่คือมุมมองของ “เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์” ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ที่มีต่อประเด็นร้อนๆล่าสุดที่เกิดขึ้นในวงการศิลปะเมืองไทย