กรธ.คิกออฟกฎหมายลูก รักษาสมดุล-ไม่เพิ่มอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 กันยายน 2559 เวลา 07:54 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/456603

กรธ.คิกออฟกฎหมายลูก รักษาสมดุล-ไม่เพิ่มอำนาจ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, สริตา นาคใจเสือ

แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติยังไม่มีการประกาศใช้ เพราะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าการนำคำถามพ่วงที่ให้รัฐสภาเลือกนายกรัฐมนตรีสอดคล้องกับผลการออกเสียงหรือไม่ แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เริ่มทำงานในส่วนที่เกี่ยวกับการนำพาประเทศไปสู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

การทำงานที่ว่านั้นคือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับ โดยมีระยะเวลา 240 วัน นับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ซึ่งกฎหมาย 4 ใน 10 ฉบับที่ถูกจับตามากที่สุดคงหนีไม่พ้น การเลือกตั้ง สส. พรรคการเมือง การได้มาซึ่ง สว. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ทั้งนี้ ในวันที่ 28 คณะ กรธ. เตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกฎหมายเลือกตั้ง สส. และพรรคการเมือง เพื่อนำไปเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความเห็นของประชาชนของคณะ กรธ.ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ถึงแนวทางการทำงานในเรื่องดังกล่าวไว้อย่างน่าติดตาม

ชาติชาย เกริ่นนำว่า สาเหตุที่ต้องจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายเฉพาะกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมืองก่อน เพราะเป็นกฎหมายที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งมาให้ กรธ.พิจารณาชัดเจน ดังนั้น หาก กรธ.ไปจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในส่วนที่เป็นกฎหมายลูกฉบับที่องค์กรที่เกี่ยวข้องยังไม่มีตัวร่าง พ.ร.บ.ส่งมายังให้ กรธ.อาจเกิดความไม่เหมาะสม กรธ. จึงเห็นว่าควรทำเฉพาะร่างกฎหมายที่มีการเสนอมาให้ กรธ.ก่อน

“เราคงรับฟังทีเดียวทั้ง 10 ฉบับไม่ได้ เนื่องจาก 1.มันเยอะ 2.ร่างความคิดเห็นที่มันเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยปฏิบัติ
เนี่ยมันก็ยังมาไม่พร้อมกัน อย่างตอนนี้ กกต. เสนอมาก่อน ส่วนกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ การตรวจเงินแผ่นดิน ยังไม่ได้มีการส่งมาจากหน่วยงานดังกล่าว”

“ดังนั้น โดยมารยาทเราจะรอให้หน่วยงานที่เขาเป็นผู้ใช้กฎหมายนั้นๆ เสนอมาให้เราทราบก่อน ถ้าหากเราชิงไปฟังอะไรก่อนแล้ว ถ้าเกิดคนเสนออะไรมาที่ไปอีกทิศทางหนึ่งเนี่ยมันอาจทำให้เกิดความคิดจากหน่วยงานที่ต้องใช้กฎหมายได้ว่าทำไมไม่ฟังเขาก่อนได้”

ชาติชาย ระบุว่า กรธ.มีความตั้งใจว่าจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้ครบทั้ง 10 ฉบับ เพราะเราถือว่าในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ซึ่งเป็นการตัดสินใจของประชาชนมาแล้ว ก็ต้องสมควรรับฟังความคิดเห็นของประชาชนให้มากที่สุด

“เราตั้งใจว่าเราจะจัดเวทีรับฟังให้ครบทั้ง 10 ฉบับ จะพยายามจริงๆ เพราะว่าตั้งแต่ตอนร่างรัฐธรรมนูญมาแล้ว หลักของเราในการทำงานก็คือว่าเราจะฟังประชาชนเป็นหลัก เรามีหน้าที่ประมวลความคิดต่างๆ แล้วก็เอามันมาเขียนแล้วก็ต้องอธิบายได้ทั้งหลักวิชาการ ทั้งหลักปฏิบัติต่างๆ แแก้ปัญหาข้อบกพร่องจะดีขึ้นอย่างไร เมื่อเรายึดประชาชนเป็นหลัก รัฐธรรมนูญเองก็ร่างเองก็ผ่านประชามติแล้วก็แสดงว่าเราได้รับความไว้วางใจมาครึ่งหนึ่งแล้ว การทำกฎหมาย 10 ฉบับ ต่อไปนี้ต้องฟังประชาชน”

ในเมื่อ กรธ.กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง สส. แต่ปัจจุบันมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ห้ามประชุมพรรคการเมือง กรธ.จะได้รับความคิดเห็นที่เป็นที่สุดของพรรคการเมืองได้อย่างไร? ชาติชาย ตอบว่า “เรารู้ดีว่า คสช.มีคำสั่งห้ามไม่ให้ประชุมพรรค ดังนั้นเมื่อท่านประชุมกันไม่ได้ท่านก็จะเอามติพรรคมาเสนอเราไม่ได้ แต่ท่านมาแสดงความคิดเห็นในฐานะตัวบุคคลได้”

“ถ้าเป็นประชาชนคนหนึ่ง คสช.ไม่ได้ห้ามนี้และการจัดงานในวันที่  28 ก.ย. เราได้ส่งหนังสือไปยัง คสช. เพื่อขอให้ท่านแจ้งให้ท่านทราบว่าจะมีกิจกรรมลักษณะนี้ คสช.จะได้รับทราบเพราะว่าจะได้ไม่ไปขัดคำสั่งเขา แม้ว่าทำในรั้วร่มเงาของสภาก็ตาม แต่ละคนอาจพูดและแสดงความคิดเห็นไม่เหมือนกันไม่เป็นไร เพราะในชั้นนี้สิ่งที่พวกผมต้องการคือ ความหลากหลายของความคิด ยิ่งหลากหลายเท่าไหร่ และมีเหตุผลรองรับยิ่งดี มันจะทำให้เรามีความคิดกว้างขึ้น”

ขณะเดียวกัน การสนทนาได้มีการสอบไปถึงทัศนะส่วนตัวของชาติชายว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และพรรคการเมืองจะสามารถแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงได้มากหรือน้อยอย่างไร

“ในสิ่งที่ กกต.เขียนมาในภาพรวม พยายามทำให้พรรคการเมืองมีฐานจากประชาชนอย่างกว้างพรรคมีระบบระเบียบวิธีการคัดหาในการสรรหาการคิดนโยบายมันก็ดีนะ แต่ว่าการซื้อเสียงในบ้านเราพัฒนาไปเยอะมาก ไอ้ประเภทไปแจกกลางคืนหมาหอนมันแทบไม่มีแล้ว มันมีวิธีอะไรของมันซับซ้อน อันนี้ต้องคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไร จริงอยู่เขียนในกฎหมายได้ไม่หมด แต่การวางกรอบให้เจ้าพนักงานให้ เจ้าหน้าที่ของ กกต. หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจอะไรที่เกี่ยวข้องจะต้องทำให้มีบทบาทมีอำนาจต้องออกแบบให้ดีว่าจะควรมีรูปแบบอย่างไร”

การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะถือว่าเป็นการเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรอิสระหรือไม่? ชาติชาย ยืนยันว่า “ไม่ได้เป็นการเพิ่มอำนาจให้มากเกินไป เราต้องดูว่าองค์กรอิสระบางองค์กรอย่าง กกต.ที่ผ่านมามีจุดอ่อนนะ เช่น เขาไม่ใช่เจ้าพนักงาน เวลาไปรู้ไปเห็นอะไรมา ถ้าจะจับต้องไปขอให้ตำรวจมาจับถ้าเกิดตำรวจมาช้า ตำรวจมาถึงตำรวจมาเอาหลักฐานอะไร เหมือนกับผมเห็นรถฝ่าไฟแดง ผมทำอะไรไม่ได้ผมต้องไปตามตำรวจมาบอกว่ามันฝ่าไฟแดง แต่ปรากฏว่ามันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”

“เราต้องระมัดระวังอยู่แล้วว่าเขามีหน้าที่ถ่วงดุลตรวจสอบ เพราะฉะนั้นเราต้องระวังว่าฝ่ายที่มาจากการเมืองฝ่ายที่เขาใช้อำนาจรัฐเขาต้องมีพื้นที่ของเขาเหมือนกัน ไม่ใช่ไปคร่อมไว้หมดทีนี้ก็ทำงานกันไม่ได้แกล้งกันสิ มาร้องกันทั้งวันก็ตายกันพอดี เราจึงต้องรักษาดุลนะเรื่องนี้และระมัดระวังเป็นอย่างดีอยู่แล้ว”ชาติชาย สรุป

 

“มหากาพย์จำนำข้าว” อุทาหรณ์ทุกภาคส่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กันยายน 2559 เวลา 12:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/456557

"มหากาพย์จำนำข้าว" อุทาหรณ์ทุกภาคส่วน

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

กว่า 6 ปีของมหากาพย์จำนำข้าว วันนี้เริ่มใกล้ถึงตอนอวสานเมื่อเส้นทางการดำเนินคดีเอาผิดทางอาญาและเรียกค่าเสียหายเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ท่ามกลางเสียงสะท้อนว่าการใช้เวลาทำคดีนานขนาดนี้อาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลังดึงเกมหวังปล่อยให้คดีหมดอายุความที่เหลืออีกแค่ไม่กี่เดือน

อีกด้านมองว่าตั้งแต่รัฐประหารมีความพยายามรวบรัดเรื่องนี้หลายระลอก ล่าสุดยังมีความพยายามใช้อำนาจและกลไกพิเศษอย่างมาตรา 44 เข้ามาเป็นใบเบิกทาง ในช่วงปลายโรดแมป

ในฐานะที่เกาะติดเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2554 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ เริ่มตั้งแต่ฉายภาพเส้นทางคดีจำนำข้าวที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเวลานี้ โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกกรณี ปล่อยปละละเลย ปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบ และปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติโดยทุจริตของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐนตรี และคดีการระบายข้าวแบบจีทูจีของ บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก 6 คน

เวลานี้ ทั้งสองคดีแบ่งการดำเนินคดีออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคดีอาญา ซึ่งทั้งคดีของ ยิ่งลักษณ์ และบุญทรงนั้น ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และสอบพยานฝ่ายโจทก์ไปเสร็จหมดแล้วเหลือสอบพยานฝ่ายจำเลย ที่ประเมินแล้วน่าจะเสร็จภายใน มิ.ย.ปีหน้า ใกล้เคียงกัน

อีกส่วนคดี เรียกค่าเสียหายนั้น เนื่องจาก ยิ่งลักษณ์ และบุญทรง เป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำประมาท เลินเล่อร้ายแรง จึงใช้ พ.ร.บ.รับผิดทางละเมิด ซึ่งตามภาษาชาวบ้านอธิบายง่ายๆ ว่าแบ่งเป็น 5 ขั้นตอน คือ 1.ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งแล้วทั้งสองคดี คดีบุญทรง สรุปความเสียหาย 1.87 หมื่นล้านบาท คดียิ่งลักษณ์ 2.86  แสนล้านบาท

ขั้นตอนที่สอง ขั้นตอนของคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง คดีบุญทรง ขยับเพิ่มมาเป็น 2 หมื่นล้านบาท เรียกเก็บกับบุญทรง 1,770  ล้านบาท ภูมิ สาระผล 2,300 ล้านบาท และเฉลี่ยไปยังอีก 4 คนที่เหลือ ส่วนคดียิ่งลักษณ์ เวลานี้มีประเด็นคือจากความเสียเหาย 2.86 แสนล้านบาท มีข่าวหลุดมาว่าถูกปรับลดมาจาก 2  แสนล้านบาท เหลือเรียกเก็บกับยิ่งลักษณ์เพียง 3.5 หมื่นล้านบาท

ขั้นตอนที่สาม การออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งในส่วนของคดี บุญทรง ทาง รมว.และปลัดพาณิชย์ ได้ลงนามเป็นที่เรียบร้อยให้ทั้งหกคน ใช้เงินหลวง หลังจากนั้น 30 วัน ก็จะส่งหนังสือเตือนไปยังแต่ละคน และรอ 15  วัน ให้มาใช้หนี้ ถ้าไม่ดำเนินการ ก็จะมีมาตรการบังคับทางปกครองต่อไป

ต่อมา คสช.ออกมาตรา 44 ให้กรมบังคับคดีทำหน้าที่แทนกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งขั้นตอนไม่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.รับผิดทางละเมิด แค่มาตรการสุดท้าย ในส่วนของคดีบุญทรงเรียบร้อยแล้ว ซึ่งรอเขาขอคุ้มครองชั่วคราว โดยใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครง

ขั้นตอนสุดท้าย ก็คือรอศาลไต่สวนกรณี ขอความเป็นธรรม จากนั้นก็จะอยู่ที่ศาลตัดสิน หากศาลตัดสินผิดก็เป็นเรื่องที่กรมบังคับคดีไปรับหน้าที่ดำเนินการ ไม่ใช่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เข้าไปยึดทรัพย์อย่างที่มีคนออกมาดักคอ

หมอวรงค์  มองว่า ประเด็นตอนนี้อยู่ที่ในส่วนของคดียิ่งลักษณ์ ที่รอคณะกรรมการพิจารณารับผิดทางแพ่ง สรุป ว่าทำไมถึงปรับลดจาก 2.76 แสนล้านบาท เหลือเพียงแค่ 3.5 หมื่นล้านบาท โดยคิดแค่ฤดูกาลที่ 3  ทั้งที่ ป.ป.ช. ก็เคยทำหนังสือท้วงไปตั้งแต่วันที่  7 ต.ค. 2554  และวันที่  30 เม.ย. 2555

อีกทั้งยิ่งลักษณ์ แถลงนโยบาย ส.ค. 2554  ในฐานะฝ่ายค้านพวกเราได้ท้วงติงตั้งแต่แถลงนโยบายแล้ว  จะบอกไม่รู้เรื่องเลยแล้วมารู้
ตอนฤดูกาลที่ 3 จึงฟังไม่ขึ้น  ที่สำคัญการมาคิดแค่ค่าเสียหายเพียงแค่ 20% ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะคดีนี้ไม่มีจำเลยร่วมเหมือนกับคดีบุญทรง ที่มีจำเลย 6 คน

นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังมีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือถึงนายกฯ เมื่อวันท่ี่ 19 ก.ย. 2559 ท้วงติงหลักคิดของคณะกรรมการรับผิดทางแพ่ง ที่คิดเพียงแค่ 20% ซึ่งไม่ใช่การท้วงลอยๆ  ซึ่งต้องดูว่าสุดท้ายจะสรุปออกมาอย่างไร จากนั้นขั้นตอนก็จะเดินไปเหมือนกับคดีของบุญทรง ที่จะต้องให้ทางรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงลงนามในคำสั่ง

“หากสุดท้ายคณะกรรมการสรุปออกมาเรียกค่าเสียหาย 20% จริง ก็จะกระทบกับความน่าเชื่อถือ แต่ก็ต้องรอฟังคำชี้แจงด้วย เราแฟร์พอ ในการรับฟังเหตุผล เพราะจากที่ฟังดูไม่ใช่อย่างที่อ้างว่ายิ่งลักษณ์รับรู้แค่ช่วงนี้  อย่างชุดตรวจสอบข้อเท็จจริงของ จิรชัย มูลทองโร่ย เราฟังที่เขาชี้แจงก็คิดจากฐานที่ปิดบัญชี 5.3 แสนล้านบาท เมื่อ ก.ย. 2557  ตรงนั้นเป็นตัวตั้ง ส่วนที่ชาวนาได้ชดเชยเพิ่ม ก็หักออกไปไม่มาคิดเป็นความเสียหาย ทั้งเรื่อง ค่าบริหารจัดการ พวกนี้ไม่ถือว่าทำให้เกิดความเสียหาย”

หมอวรงค์ อธิบายว่า โดยหลักการเรื่องนี้ ต้องมีคนรับผิด คดียิ่งลักษณ์ ควรรับผิดแบบเต็มๆ เพราะไม่มีจำเลยร่วม และตัวเองก็มีอำนาจบริหารจัดการเต็ม  จะอ้างว่าไปคิดเพียง 20% และที่เหลือให้ไปสอบเพิ่มก็คงไม่ทัน ไม่รู้ว่าจะทันอายุความที่ใกล้จะหมดหรือไม่ ที่ต้องไปไล่หาคนมาใช้ในส่วนที่เหลืออีก 80%

ทั้งนี้ ตามแผนเดิมเขาต้องสรุปและประกาศตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. แต่นี่จนป่านนี้ยังไม่ประกาศ ก็คงได้แต่รอฟังคำชี้แจง  แต่หลังประกาศแล้วขั้นตอนก็เดินไปตามระบบไม่น่ายาก เพราะได้บทเรียนจากกระทรวงพาณิชย์ เพราะหากได้ข้อสรุปแล้วรัฐมนตรี ปลัด ยิ่งลงนามช้าเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีผลเสียทางการเมือง เป็นพิรุธ

หมอวรงค์ มองว่า จากเส้นทางที่กำลังเดินหน้าทั้งคดีอาญาและการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง เชื่อว่าสุดท้ายต้องได้เห็นคนติดคุก และยึดทรัพย์ พูดได้แค่นี้ เพราะเดี๋ยวจะหาว่าชี้นำคดี

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 2 ปีตั้งแต่รัฐประหาร ในฐานะที่รับฟังมาทั้งสองฝ่าย บางฝ่ายก็ว่าช้า บางฝ่ายก็ว่าเร็วนั้น ส่วนตัวเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนไม่จำเป็นต้องไปเร่งรีบ เพราะเขาต้องมีกระบวนการทำงานที่ต้องอธิบายทุกภาคส่วนได้ ที่จะต้องแฟร์พอ

“ตัวผมยังต้องมาชี้แจงในพรรคที่มีบางคนถามว่าทำไมช้าจัง เราก็บอกเขาทำงานตลอดนะ ที่ผ่านมาในส่วนที่เกี่ยวข้องเชิญผมไปเป็นพยาน  ตั้งแต่ ป.ป.ช.ชุดตรวจข้อเท็จจริงของ จิรชัย มูลทองโร่ย  ไปจนถึงอัยการเขามีกระบวนการของเขา บางคนถามผมว่าเอาจริงหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าเขาเอาจริง เวลาไปชี้แจงทุกชุดจะเห็นว่า มุมต่างๆ ที่เขาถามเรา ซักถามลึก มีการเตรียมข้อมูล เพื่ออธิบายสังคมได้”

ส่วนที่มีบางฝ่ายออกมาค่อนขอว่าช้าเพราะฮั้วหรือจะมีการแอบไปต่อรองอะไรกันหรือเปล่านั้น หมอวรงค์ กล่าวว่า ต้องให้เวลาเขาทำงานหากรีบไปรวบรัดตัดตอนก็จะมีปัญหาในอนาคต แต่เชื่อว่าใครก่อกรรมอะไรไว้ ก็ต้องได้รับสิ่งนั้น ถ้าคุณทำในสิ่งทุจริต วันนี้ก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนี้

ที่สำคัญเรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับทุกภาคส่วน ตั้งแต่ฝ่ายราชการที่จะได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากผลของคดีนี้ ฝ่ายพ่อค้า ผู้ที่เกี่ยวข้อง แม้แต่ฝ่ายการเมืองเอง ก็ต้องเตือนสติว่าแผนดำเนินการนโยบาย ต้องเป็นประโยชน์ คิดให้ดี ไม่ใช่เอาแต่คะแนนนิยม แล้วทำให้ประเทศเสียหาย แม้แต่พวกเราประชาธิปัตย์ต้องไม่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้

“จะเห็นว่าแม้แต่เกษตรกรเอง ที่เคยได้ประโยชน์ช่วงปีสองปีแรก แต่หลังจากนั้นก็ต้องมารับผลกระทบ สินค้าเกษตรล้น เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ข้าวเกวียนละ 1 หมื่นบาท จะกลายเป็น 1.5 หมื่นบาท ต่อให้เป็นเทวดาก็บริหารจัดการไม่ได้”

แต่หลังจากนั้นต่อไป สุดท้ายประเทศต้องเดินไปข้างหน้ามีนักการเมือง มีระบบราชการที่รองรับนโยบายของพรรคการเมือง และนักการเมือง ดังนั้น คิดว่าก็ต้องเรียกร้องทุกส่วนทั้งพรรคการเมือง นักการเมือง เอาประเทศ เป็นตัวตั้งเดินไปข้างหน้าให้ได้

“อย่าคิดนโยบาย เพียงเพื่อประโยชน์ ปีสองปี แล้วประเทศต้องมาจมกับความเสียหายประเทศ เรามีลูกหลานอยู่ในประเทศนี้ต่อไป ต้องเอาประเทศเป็นตัวตั้ง ถ้าประเทศเดินได้ ทุกคนก็ไปได้ ต่อไปนี้ถ้าคิดอย่างนี้ก็ไม่ต้องมาทะเลาะกัน  แม้แต่เพื่อไทยทำอะไรดี ผมก็ไม่ว่า ทำไปเลย”

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับโครงการรับจำนำข้าว สร้างอุทาหรณ์ไว้เยอะมากกับทุกภาคส่วน การเมือง ข้าราชการ พ่อค้า นักธุรกิจ กลุ่มธุรกิจตามชุมชน ต่างจังหวัด และเกษตรกร ทุกคนได้รับบทเรียน ที่ทำให้ประเทศมาจมตรงนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีกับทุกคน

“จากนี้โครงการจำนำข้าวคงเกิดยาก  ยกเว้นจำนำแบบตามหลักเกณฑ์ ไม่สูงกว่าราคาตลาด และจำนำในสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อดึงสภาพคล่องออกมา”

อยู่บนข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือน

เรียกได้ว่าเป็นคนแรกๆ ที่เกาะติดเรื่องจำนำข้าว และยังเป็นไม่กี่คนที่ยังกัดไม่ปล่อยกับโครงการจำนำข้าวที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศหลายแสนล้านบาท

หมอวรงค์ ออกตัวว่า ไม่คิดว่าจะต้องตามเรื่องนี้มานานขนาดนี้ จุดเริ่มต้นมาจากที่เขาคิดว่าสิ่งที่เขากระทำผิด ปล่อยให้เกิดการทุจริต ไม่ได้เกิดขึ้น ไม่มีการยอมรับข้อเท็จจริง จนช่วงหลายปี

ที่ผ่านมาประเทศเราเสียหายจริง บังเอิญส่วนตัวเข้าใจเรื่องนี้มากคนหนึ่ง อะไรไม่ถูกต้อง ก็ต้องชี้แจงให้ประชาชนเห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นยังไง

ทั้งนี้ แม้บางอย่างควรเป็นหน้าที่ของทีมโฆษกรัฐบาล รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ทีมโฆษกของแต่ละกระทรวง แต่บางอย่างไม่ทันใจ ทางการเมืองนี่ชักช้าแล้วเสียเปรียบ อะไรที่คิดว่าช่วยได้เป็นประโยชน์ต่อส่วนร่วมให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริงก็ ช่วยสังคม

หมอวรงค์ อธิบายว่า เริ่มสนใจเรื่องจำนำข้าวมาตั้งแต่ปี 2554   ก่อนหน้านั้นเคยเกาะติดเรื่องประกันรายได้ของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี 2552-2553 ได้ข้อมูลมาเยอะ เห็นว่าจำนำข้าวมีปัญหาอะไรบ้าง ทำให้ช่วงหาเสียงก็จะเป็นคนไปขึ้นเวทีดีเบตเรื่องนโยบายจำนำข้าว

“ส่วนตัวชอบยืนอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ชอบเห็นใครมาบิดเบือน”

“เท้าความเรื่องนี้ผมต่อสู้กับเขาตั้งแต่เชิงนโยบาย สู้กันตั้งแต่หาเสียง แถลงนโยบาย อภิปรายไม่ไว้วางใจ ตั้งกระทู้ จนจบ ไปสู่ศาล ป.ป.ช. อัยการ ศาล คดีละเมิดทางแพ่ง”

“ต่อมาในช่วงของขั้นตอนละเมิดทางแพ่งต้องมีการลงนามคดีจีทูจี มีสายในกระทรวงบอกว่ายังไม่ลงนาม ผมก็ต้องออกมากระทุ้งต่อสาธารณะ เราต้องการเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง ยึดผลประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ไม่ต้องการให้ประเทศมาจมในสิ่งที่เสียหายมากมาย เรามายืนตรงนี้ก็ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด”

หมอวรงค์ บอกว่า จะเห็นว่านโยบายจำนำข้าวอาจจะเห็นผลดีอยู่ปีสองปีแต่หลังจากนั้นก็ต้องทุกข์ และทุกข์มาเรื่อยๆ พองบประมาณหมดตามที่เขาลิมิตเงินไว้ 5 แสนล้านบาท  จากนั้นก็ไม่มีเงินจ่ายชาวนา เกิดปัญหายาวเรื่อยมา ชาวนาต้องฆ่าตัวตาย นี่จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับประเทศ

ล่าสุด กับการออกมาตรา 44  เพื่อให้กรมบังคับคดีดำเนินการขั้นตอนสุดท้ายแทนกระทรวงพาณิชย์นั้น ก็มีการออกมากล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้ง ซึ่งถือเป็นความจงใจบิดเบือนทางการเมือง เพราะการใช้ มาตรา 44 ยึดทรัพย์นั้น ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ

เพียงแค่ในขั้นตอนที่ 5 นั้น มาตรา 44  ให้กรมบังคับคดี ทำหน้าที่แทนกระทรวงพาณิชย์ มาตรา 44 ไม่ได้บิดเบือนกระบวนการ ทุกอย่างยังเดินไปตามมาตรการกระบวนการปกติ ไม่มีผลต่อรูปคดี อีกทั้งสิทธิการต่อสู้ก็ยังมีอยู่ตามกระบวนการ  คือการร้องขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครอง

ส่วนเหตุผลที่ให้กรมบังคับคดีทำหน้าที่แทนกระทรวงพาณิชย์นั้น เพราะคดีนี้เงินเป็นหมื่นล้านต่างจากคดีอื่นๆ ที่ผ่านมาอย่างมากก็เป็นเงินหลักหมื่นแสนบ้าน แต่นี่เป็นเงินหมื่นล้านบาท น่าจะให้มืออาชีพที่ชำนาญเรื่องนี้มาจัดการก็ฟังดูสมเหตุสมผล

“ถ้ามาตรา 44 ไปแทรกแซงการทำงานผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะผมก็เรียกร้องมาตลอดว่า ไม่ต้องการให้ใช้มาตรา 44 ไปชี้เป็นชี้ตายต่อรูปคดี แต่ตรงนี้เขาไม่ได้เอามาตรา 44 มาใช้แทรกรูปคดี  ทางคดียังเดินตาม พ.ร.บ.รับผิดทางละเมิด ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย”

หมอวรงค์  อธิบายว่า กรมบังคับคดีมีประสบการณ์ เพราะตั้งกรมขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงยังทำงานได้เพราะเป็นกรณีที่เงินน้อยแต่นี่เป็นหมื่นๆ ล้าน การให้กรมบังคับคดีซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อบังคับคดี ทำแทน กระทรวงพาณิชย์ก็เป็นเหตุผลที่รับฟังได้

ส่วนตัวดูการประกาศมาตรา 44 มาให้กรมบังคับคดีเป็นคนดำเนินการนั้น ก็เป็นไปเพราะต้องการตั้งให้ครบองค์ประกอบกรณีถ้าเขาไม่อุทธรณ์ก็ให้กรมบังคับคดีดำเนินการ  แต่เขาต้องอุทธรณ์อยู่แล้ว และนี่ก็ประกาศอยู่แล้วว่าจะอุทธรณ์ตรงนี้จึงไม่มีความหมายอะไร

ดังนั้น สุดท้ายกรมบังคับคดีก็ต้องทำตามอำนาจศาล  คำสั่งที่ออกมาก็ดูเหมือนจะทำให้ได้ใจประชาชน สั่งให้มืออาชีพจัดการ แต่เข้าไปทำอะไรหรือไหม ก็ไม่ใช่ เพราะเมื่ออุทธรณ์แล้วก็อยู่ที่คำสั่งศาลว่าจะให้ยึดอายัด ซึ่งกรมบังคับคดีก็จะไปทำตามอำนาจศาล

ต้องปั้นเด็กรุ่นใหม่ ใช้เทคโนโลยีทำนา

จากที่คร่ำหวอดในแวดวงข้าวตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต สส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์  มองเห็นปัญหาที่สำคัญคือ ในวงจรค้าข้าวคนอื่นรวยหมด ยกเว้นชาวนาคนปลูกข้าวที่ยังจนอยู่คนเดียว ขณะที่โรงสี ร้านขายข้าวถุง โรงงานผลิต คนส่งออกรวยหมด

10 ปีบนถนนการเมือง หมอวรงค์ เห็นว่าสภาพความเป็นอยู่ของชาวนายังไม่มีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่วนตัวมองว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาที่จะทำให้ชาวนารวยได้คือต้องไม่ให้ชาวนาขายข้าวแค่ข้าวเปลือกเหมือนเดิม

ทั้งนี้ ต้องทำให้ชาวนาสามารถรวมกลุ่ม และใช้ฐานจากโรงสีชุมชนหรืออะไรก็แล้วแต่ พร้อมทำเป็นสินค้าพรีเมียม เช่น สินค้าเกษตรอินทรีย์ ไม่ต้องใช้สารเคมี ที่ยังจะช่วยทำให้ประหยัดขึ้น เราต้องทำให้เขามีการทำธุรกิจด้วยไม่ใช่ปลูกอย่างเดียว ต้องทำทั้งสีข้าวและแพ็กขาย

อีกด้านหนึ่งต้องให้รัฐไปอุดหนุนเขา เหมือนแต่ก่อนที่ให้ข้าราชการต้องไปซื้อน้ำมันจาก ปตท. ทุกวันนี้หน่วยงานราชการใช้ข้าวเยอะมาก ก็ไม่ต้องให้เขาไปซื้อข้าวจากโรงสี หรือตามห้าง เพราะเรามีทั้งโอท็อป มีวิสาหกิจชุมชน อยู่ในหมู่บ้านเยอะอยู่แล้ว

“เอาแค่โรงพยาบาล โรงเรียน ค่ายทหาร ราชทัณฑ์ ก็ต้องกินข้าวทุกวัน หรือการประชุม ครม. ทุกวันอังคารก็หาข้าวไปจัดให้ ครม. วันนี้ขึ้นป้ายข้าวจากหมู่บ้านนี้ อาทิตย์นี้ข้าวหมู่บ้านผม ข้าวบ้านเสาหิน  เป็นข้าวกล้องอินทรีย์ ก็กระตุ้นไปเรื่อยๆ ให้ทางจังหวัดช่วยทำ”

สิ่งที่รัฐต้องเข้าไปช่วยคือเรื่องการตลาดที่เขาไม่เก่ง อย่างการปลูกข้าวปลอดสารพิษ รัฐต้องไปช่วยเรื่องตลาด โลจิสติกส์  เพราะในแง่การปลูกเขามีขีดความสามารถเขาทำได้อยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อทำแล้วไม่มีใครไปช่วยเขา เราอาจทำให้เขาสีข้าวได้ แพ็กขายได้  และต้องหาทางช่วยเขารณรงค์ให้ส่วนราชการซื้อข้าวเกษตรกรโดยตรง 

หมอวรงค์ มองว่า ในระยะยาว การพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรเป็นเรื่องสำคัญ ทั้ังทีเรามีพวกวิทยาลัยการเกษตรเยอะ แต่เราต้องไปให้คำปรึกษาและมีแนวทางสนับสนุนที่ชัดเจน ให้นักศึกษาที่จบออกไปแล้วอยากเป็นเกษตรกรไม่ใช่จบออกไปเป็นเซลส์ขายยา ขายเครื่องมือเกษตร

“ถ้าเราไปสร้างเด็กรุ่นใหม่ นักศึกษาสายเกษตรจบออกไปอยากเป็นเจ้าของฟาร์ม ใครถนัดสายไหนไปสายนั้น ปลูกพืชทำนา มีการวางแผนให้ พอเด็กรุ่นนี้จบออกไปก็มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ทำนา แล้วก็จะมีอำนาจต่อรองเยอะเพราะมีความรู้ ไม่เหมือนรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ทำตามฟ้าดินรอฝน”

นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรที่เคยไปทำงานที่อิสราเอล เป็นคนงานของเราที่ไปทำการเกษตรที่โน่นเยอะมาก เป็นแรงงานที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดี 5-10 ปี แต่กลับไม่มีการส่งเสริมคนกลุ่มนี้ให้แหล่งเงิน หรือสนับสนุนให้เขาได้ใช้ประสบการณ์ที่มีไปทำการเกษตรจริงที่ทำได้เลย ทั้งระบบน้ำหยดหรืออื่นๆ

ในแง่การช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ไม่ควรจะใช้วิธีการจำนำข้าวเหมือนเดิม เพราะถึงจะเห็นผลเร็วแต่ก็เป็นเพียงแค่ 2 ปี และนำมาสู่ปัญหาอื่นๆ อย่างปัจจุบันราคาก็ลดลงมาอย่างข้าว 15%  ราคาเหลือประมาณตันละ 8,000- 9,000 บาท ข้าวชาวบ้านที่ไปขายถูกหักความชื้นก็จะเหลือ 6,000 กว่าบาท

ยิ่งปัจจุบันเรายังมีข้าวที่เก็บอยู่ในสต๊อกอีกเยอะ ยิ่งกดราคาข้าวในตลาด ไหนจะยังมีต้นทุนที่ชาวนาต้องจ่ายเพิ่มคือพวกปัจจัยการผลิตทั้งหลายที่เคยขึ้นไปก่อนหน้านี้แล้วราคาไม่ลงตามราคาข้าว ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าแมลง โชคดีที่ราคาน้ำมันยังลดลง แต่ก่อนค่าเช่าที่ปลูกข้าวไร่ละ 500 บาท พอมีจำนำข้าวก็เพิ่มไปไล่ละ 1,000 บาท ตอนนี้ลดเหลือ 700-800 บาท ก็ยังกระทบกับชาวนา

หมอวรงค์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของข้าวในสต๊อกปัจจุบันนั้น แค่ลำพัง ค่าเช่าสต๊อกโกดังเก็บข้าว ปีหนึ่งก็ปาเข้าไปปีละหมื่นกว่าล้านบาท ตอนนี้ไม่ชัวร์ว่าตัวเลขเหลือเท่าไหร่ แม้จะมีการระบายออกเป็นระยะ  แต่ไม่ได้ติดตามละเอียดเหมือนเมื่อก่อน

ยังไม่รวมกับข้าวที่เริ่มเสื่อมสภาพไปบางส่วน จะต้องนำไปขายเป็นข้าวเสื่อมสภาพเพื่อไปทำเอทานอล แม้รัฐบาลจะพยายามเร่งระบายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชาวนาทำนาตลอดปี ดังนั้น ถ้าช่วงเก็บเกี่ยวแล้วรัฐเอาข้าวออกมาขายก็จะยิ่งซ้ำเติมราคาตลาดที่มีของล้นอยู่แล้ว

“สินค้าเกษตรออกมาพร้อมกันเป็นซีซั่นแค่นี้ก็แย่อยู่แล้ว  ถ้ารัฐบาลเอาข้าวในสต๊อกออกมาขายตลอด ก็ยิ่งเป็นปัญหา จึงต้องชะลอการขาย ซึ่งหลักการบริหารจัดการเป็นอย่างนั้น ก็ต้องยอม แต่ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย ที่จะไปซื้อข้าวมาเก็บไว้ น่าจะทำตามกลไกตลาด ไม่ทุบตลาดจากรายใหญ่  แต่ควรใช้วิธีที่เมื่อชาวนาขายข้าวไม่ได้ตามเป้าหมายราคาก็ควรจะไปช่วยเขา”

หมอวรงค์ มองว่า การระบายต้องมียุทธศาสตร์ในการระบาย อย่างข้าวหอมมะลิกำลังออก ดังนั้นก็ไม่ควรไประบายข้าวหอมมะลิ เพราะจะยิ่งไปทุบตลาด หรือข้าวเจ้าออกก็ไม่ควรไประบายข้าวเจ้า แต่หลักการต้องมีการระบายเกิดขึ้น แต่บางช่วงก็ต้องหยุด

ในภาพรวมราคาสินค้าเกษตรยังแย่ ยังไงรัฐก็ต้องเข้าไปช่วยเขา ส่วนตัวเห็นว่าวิธีที่ดีคือใช้การประกันรายได้เหมือนที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำไว้ที่เป็นแนวคิดที่ใช้ได้ คือให้ชาวนาขายของตัวเอง เพียงแต่ส่วนรายได้ที่ต่ำกว่าราคาที่คิดว่าชาวนาจะอยู่ได้ก็ชดเชย ตรงนี้แฟร์ดี ไม่ต้องไปยุ่งกับการซื้อ การเก็บ การสี แค่หาเงินไปช่วยให้เขาอยู่ได้

สมมติราคาขายที่ชาวนาจะอยู่ได้คือ ตันละ 1 หมื่นบาท แต่ขายได้ 8,000 บาท ก็จะไปชดเชยในส่วนของ 2,000 บาท แต่ว่ามันอยู่ที่ีต้องกำหนดกรอบว่าเราจะช่วยกี่ตัน 20 ตัน 30 ตัน

“ยิ่งช่วยน้อยคนที่ได้ประโยชน์คือคนจนเพราะมีที่นาน้อยไม่เหมือนนายทุนที่มีที่นามากผลผลิตมาก และต้องกำหนดวงเงินงบประมาณ อย่างตอนรัฐบาลประชาธิปัตย์ทำประกันรายได้ 1 ปี สินค้าเกษตร 3 อย่างใช้งบเพียงปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท ที่เงินถึงเกษตรกร”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะต้องเผชิญก็คือในช่วงที่สินค้าเกษตรกำลังจะออก อย่างมันสำปะหลังจะออกมาในช่วงเดือน พ.ย.-ม.ค. บางส่วนขุดมาก่อนก็เริ่มเห็นราคาตก ขณะที่ข้าวตอนนี้เริ่มประสบปัญหาน้ำท่วม ทำให้หลังน้ำท่วมราคาอาจขยับขึ้นหน่อย แต่ก็ต้องหาทางเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม

“ในระยะเปลี่ยนผ่าน เราจะปล่อยให้ราคาเป็นไปตามราคาตลาดเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องหามาตรการช่วยเหลือที่ทำด้วยความโปร่งใสและในปริมาณเงินที่เหมาะสมรับได้ ส่วนถ้ามีการทุจริต เอื้อให้เกิดการทุจริตตรงนี้รับไม่ได้ แต่ถ้าทำได้ด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมารับได้ แต่ต้องทำในวงเงินพอดีๆ”

หมอวรงค์ บอกว่า การระบายข้าวในสต๊อกตอนนี้ จากการที่ตรวจสอบกับคนในวงการค้าข้าวเห็นว่าโปร่งใสขึ้น การเปิดประมูลเท่าที่ตามข่าวก็มีการประกาศออกมาเรื่อยๆ และจากการตรวจสอบ คนในวงการก็ยอมรับได้ในหลักการและความโปร่งใส ที่เปิดให้ทุกคน และก็มีราคาขั้นต่ำที่หากต่ำกว่าที่กำหนดเขาก็ไม่ขาย ตอนนี้เท่าที่เช็กยังปกติ ถ้าไม่ปกติ ไม่โปร่งใสจะมีข้อมูลไหลมาเยอะ

แน่นอนข้าวในสต๊อกต้องมีผลกระทบกับราคาตลาด เป็นไปตามหลักของการตลาดดีมานด์ซัพพลาย เรามีข้าวเก็บอยู่ 17-18 ล้านตัน เมื่อเห็นว่าคนขาย เจ้านี้มีของเยอะมากจนขายไม่ทัน เมื่อคนซื้อเขาไม่มีความเร่งรีบในการซื้อ ราคาก็ตกต่อเนื่อง

ในช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่มีปัญหา ตอนนี้ราคาก็ยังไม่ดี ข้าวในสต๊อกเราก็เหลือเยอะ ราคาสินค้าทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง ก็ยังตกต่ำ แต่เห็นว่าทางกระทรวงพาณิชย์เชิญผู้เกี่ยวข้องหาทางแก้ไข

 

ความเห็นจากสคบ. “ร้านไหนไม่ติดป้าย ไม่ต้องจ่าย service charge”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กันยายน 2559 เวลา 16:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/456086

ความเห็นจากสคบ. "ร้านไหนไม่ติดป้าย ไม่ต้องจ่าย service charge"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ภายหลังสังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “จ่ายหรือไม่จ่าย” service charge  กับร้านอาหาร กันอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด พิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ถึงประเด็นดังกล่าวดังนี้

รู้จักสิทธิตัวเองก่อน

ก่อนถกเถียงแง่มุมต่างๆ ของ service charge  ขอแนะนำให้ประชาชนรับทราบสิทธิในฐานะผู้บริโภคของตัวเองก่อน โดยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2541  กำหนดให้ผู้บริโภคไทยได้รับสิทธิ 5 ประการ

1.   สิทธิที่จะได้รับข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ

2.   สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ

3.   สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ

4.   สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา

5.   สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย

ป้าย “service charge” ต้องชัดเจน  ไม่ติด “ปฎิเสธ” ได้

พิฆเนศ  บอกว่า แม้กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคจะไม่ได้พูดถึงเรื่อง “service charge” โดยตรง แต่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมการค้าภายใน กระทรวงพานิชย์ เรียกว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 โดยให้อำนาจคณะกรรมการออกประกาศ “เรื่องการต้องแสดงราคาสินค้าหรือบริการ”

ประกาศนี้บอกว่า ราคาสินค้าและบริการ ต้องแสดงราคาต่อหน่วย มีตัวเลขเป็นภาษาใดก็ได้ แต่ขอให้มีอารบิกอยู่ด้วย ทั้งนี้ข้อความต้องเป็นภาษาไทย ในลักษณะที่เห็นชัดเจน เปิดเผย สามารถอ่านได้โดยง่าย เพื่อจะแสดงให้ผู้บริโภคก่อนการตัดสินที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือใช้บริการ  สิ่งนี้คือหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจในการขายสินค้า ถ้าไม่มีแสดง หรือมีแต่อ่านไม่ชัด ไม่ครบถ้วนก็มีความผิด คือโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท ประชาชนสามารถแจ้งที่กรมการค้าภายในได้ทันที

พูดง่ายๆ ว่า ร้านอาหารมีหน้าที่ต้องติดป้ายแสดงทุกอย่าง ไม่ใช่แค่ราคา แต่หมายถึง “service charge” ด้วย หากไม่ชัดเจน ไม่ครบถ้วน นับว่ามีความผิด 

“ถ้าร้านไหนไม่ติดป้ายประกาศ service charge หรือมีแล้วไม่ชัดเจนจริง ผู้บริโภคมีสิทธิปฎิเสธได้เช่นกัน ย้อนถามพนักงานเลย service charge 10% มาจากไหน แจ้งไว้ตรงไหน”

 

หน้าที่ตัดสินใจอยู่ที่ตัวเรา

เมื่อร้านอาหารติดป้ายราคาอย่างเปิดเผย ชัดเจนครบถ้วนตอบสนองสิทธิผู้บริโภคแล้ว หน้าที่ต่อมาของเราคือ ดูรายละเอียด ประเมินความคุ้มค่า ก่อนตัดสินใจ

รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า ทุกครั้งที่ไปใช้บริการร้านอาหาร ให้ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่อะไรของตัวเองก่อนเสมอ สำหรับ service charge  ถามตัวเองดูว่าได้รับข้อมูลเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจที่จะซื้อหรือบริการโดยมีอิสระในการคิดและเลือกหรือไม่

“สิทธิของเราคือต้องได้รับรู้ราคาและบริการอย่างเต็มที่ ส่วนหน้าที่คือดูรายละเอียดและตัดสินใจว่าจะใช้บริการหรือไม่  ถ้าเห็นแล้วแพงเกินจริง  คิดแล้ว ไม่คุ้มค่า ไม่สมเหตุสมผล ก็ตัดสินใจบอกลาบริการหรือสินค้าดังกล่าว”

คำถามต่อมาคือ ถ้าแรกเริ่มนั้นประเมินรอบด้านแล้วว่า พอใจที่จะใช้บริการ แต่เมื่อสิ้นสุดการใช้งานกลับพบว่า ไม่ได้รับบริการอย่างที่ผู้ประกอบการโฆษณาไว้  มีสิทธิปฎิเสธจ่าย service charge หรือไม่

พิฆเนศ  บอกว่า แรกเริ่มให้ดูก่อนว่า service charge ของร้านหมายถึงอะไร service charge  ในมุมผู้ประกอบการคลอบคลุมหลายอย่าง ไม่ใช่แค่เสิร์ฟอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึง พ่อครัวทำอาหาร สถานที่ วัสดุบรรยากาศ และอื่นๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น service charge ที่ร้านอาหารบนตึกใบหยก อาจคิดสูงถึง 15 เปอร์เซนต์ ลักษณะนี้ให้ประเมินตัวเองว่ารับได้ไหมกับการนั่งรับประทานอาหารภายใต้บรรยากาศเหนือกรุงเทพฯ กลับกันหากเป็นร้านริมถนน บรรยากาศรถติด แบบนี้มีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยสินค้าและบริการ เพราะหาเหตุผลในการ service charge ไม่ได้เลย  เรามีสิทธิปฎิเสธได้ เพราะคำปฎิเสธมาจากการให้บริการที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ร้านแจ้งประกาศ พรรณนา หรือทำให้เราเข้าใจผิด

“บางแห่งระบุว่า พื้นที่ด้านนอกไม่คิด service charge แต่หากเป็นด้านใน service charge 10%  คำถามคือ ‘ท่านเลือกแล้วหรือยัง’ ถ้าเลือกด้วยอิสระก็ต้องจ่าย เพราะเป็นข้อตกลง  แต่หากนั่งในพื้นที่ service charge แล้วไฟดับ แอร์เสีย ไม่ได้รับบริการจาก service charge ที่เรียกเก็บ ลักษณะนี้การปฎิเสธย่อมสมเหตุสมผล จากการให้บริการที่ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ประกาศ แต่หากร้านบอกชัดเจน แต่เราไม่จ่าย ผมไม่แนะนำ เนื่องจากเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการที่ทำถูกต้อง”

 

ภาพ เอเอฟพี

ผู้เชี่ยวชาญจาก สคบ. ย้ำว่า สำหรับสถานที่ที่คิด service charge แพงเกินจริง หาเหตุผลไม่ได้ ภาครัฐมี พ.ร.บ. ว่าด้วยสินค้าและบริการ มาตรา 29  ควบคุม โดยระบุว่า ถ้าผู้ประกอบการขายจำน่ายสินค้าในลักษณะทำให้เกิดความปั่นป่วน สร้างกลไลการตลาดบิดเบี้ยว  ราคาเกินจริง โดยชี้แจงไม่ได้ว่าเหตุที่เรียกสูงเกินจริงนั้นมาจากอะไรนั้น มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี  ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซี่งผู้บริโภคที่พบเห็นข้อมูลราคาไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนราคาสินค้า สายด่วน 1569 กรมการค้าภายใน หรือ สคบ. 1166

อย่างไรก็ตามนอกจากวิธีจัดการด้วยกฎหมายแล้ว มาตรการทางสังคมถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้บริโภค ในการต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบจากร้านอาหาร

พิฆเนศ  บอกว่า มาตรการทางสังคมของผู้บริโภคถือเป็นมาตรการที่มีพลังมากที่สุด หากใช้บริการแล้วพบว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ นอกจากแจ้งภาครัฐแล้ว การเผยแพร่เรื่องราวหรือคำเตือนให้กับสังคม ยังทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปถึงผู้ประกอบการจนนำไปสู่การปรับตัวได้

“ร้านไหนเอาเปรียบลูกค้า โดนบ่น โดนว่า เขาอยู่ไม่ได้หรอก ต้องปรับตัว ปรับราคาตามสถานการณ์ ซึ่งระบบกลไลการตลาด ถ้าผู้บริโภคมีความเข้มแข็ง ผู้ประกอบการก็จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพในสินค้าและบริการของตัวเองไปด้วยนั่นเอง” รองเลขาธิการ สคบ. ทิ้งท้ายว่า จะนำเรื่อง service charge ไปหารือกับกระทรวงพานิชย์ต่อไปเพื่อค้นหาแนวทางที่เป็นประโยชน์และชัดเจนกับผู้บริโภคมากขึ้น

มนุษย์เราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ต้องเลือกอยู่ตลอดเวลา โดยสรุปเรื่อง service charge หากผู้ประกอบการแสดงความชัดเจนกับเราแล้ว ก็จำเป็นมากที่เราต้องชัดเจนและตระหนักในการเลือกของตัวเอง

 

“บิ๊กบัง”คมช. มอง 2 ปี คสช. น้องตู่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กันยายน 2559 เวลา 07:56 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/455705

"บิ๊กบัง"คมช. มอง 2 ปี คสช. น้องตู่

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ต้องยอมรับว่าจากผลโพลที่ออกมาช่วง 2 ปีการบริหารประเทศของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือว่า โดดเด่นเข้าตาประชาชนมาก จนถูกยกให้เป็นรัฐบาลที่มีผลงานน่าพอใจมากที่สุดกว่ารัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งอื่น อาทิ 2 พี่น้อง ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า เพราะเหตุใดทำไมรัฐบาลที่เข้ามาจากการรัฐประหาร จึงเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนมากกว่ารัฐบาลการเลือกตั้ง

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และอดีตผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 35 กล่าวถึงการบริหารงาน 2 ปีของรัฐบาล คสช.ว่า มีความตั้งใจสูงในการจัดระเบียบประเทศให้เป็นไปในแนวทางปฏิรูปตามโรดแมป เพราะที่ผ่านมาหลายรัฐบาลยังทำไม่ได้ ทั้งเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่น ความขัดแย้ง เนื่องจากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดมาจากนักการเมืองเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นจึงอยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และขอให้รัฐบาลทำต่อไป

ส่วนปัญหาความขัดแย้งที่เป็นปัญหาประเทศมานาน มองว่ารัฐบาลควรทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เชื่อมให้คู่ขัดแย้งหันกลับมาพูดคุยกัน หล่อหลอมความคิดต่างให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาของประเทศเหมือนเช่น การแก้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องใช้การเจรจาโดยคำนึงถึงชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ

ขณะที่การแก้ปัญหาความยากจน รัฐต้องทำให้คนจนมีฐานะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หรือทำให้มีคนชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น และแก้ปัญหาระบบการผูกขาดแบบเศรษฐกิจทุนนิยม เพราะเสมือนเป็นระบบเผด็จการเชิงเศรษฐกิจ แต่ถึงอย่างไรการแก้ปัญหาเหล่านี้จำเป็นต้องใช้เวลา และเป็นภารกิจที่สำคัญของรัฐบาลที่ต้องเดินหน้าอย่างเต็มที่ ซึ่งบางครั้งอาจไม่เสร็จเรียบร้อยในเร็ววันนี้ แต่ขอให้เดินต่อไป ซึ่งส่วนตัวมองว่ามีความเป็นไปได้

การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นควรต้องสร้างอุดมการณ์ อุดมคติให้ข้าราชการ ประชาชนในชาติให้เป็นคนดี เพราะการที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาอาจจะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าจะแก้ไขให้ได้ทั้งหมดควรต้องแก้ที่พฤติกรรม โดยใช้เครื่องมือกระบวนการยุติธรรมเป็นตัวตัดสิน

ส่วนการแก้ปัญหาค้ายาเสพติดที่ผ่านมาที่มีทั้งการล่อซื้อ ให้รางวัลแต่ทำไมปัญหายาเสพติดไม่หมดนั้น มองว่ารัฐบาลควรใช้กลไกผู้นำท้องถิ่น อาทิ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติด เพราะบุคคลเหล่านี้สามารถเข้าถึงพื้นที่มากกว่าเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหาร

ขณะที่การแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ พล.อ.สนธิ กล่าวยอมรับว่า เป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ง่าย เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานตั้งแต่อดีต เพราะเกิดจากการลงไปควบคุมวัฒนธรรมคนในพื้น จนทำให้เกิดเงื่อนไขทำให้ปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ขยายตัว ดังนั้นการแก้ปัญหานี้ต้องทำตามทฤษฎีโดยอ้างอิงกับปัญหาจริง หรือทำตามหลักที่บอกว่า สงครามประชาชนต้องแก้ด้วยประชาชนเอง

การปฏิบัติในเมื่อโครงสร้างการบริหารงานของรัฐ มีลงไปเป็นลำดับชั้นตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มองว่าตรงนี้จะเป็นฟันเฟืองหลักที่จะสามารถแก้ไขได้ เปรียบเสมือนโปรโมเตอร์มวยคือ รัฐไม่ควรทำตัวเองเป็นนักมวย โดยที่สร้างเงื่อนไขนำทหาร ตำรวจไปสู่กับผู้ก่อความไม่สงบ แต่ควรต้องหาวิธีการให้นักมวย สามารถชกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ควบคู่ไปกับทำให้คนในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยพุทธ ไทยคริสต์ ไทยจีน หรือไทยมุสลิม รู้สึกหวงแหนรักแผ่นดิน หมู่บ้าน ตำบล ถิ่นที่อยู่และให้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร โดยไม่มีอุปสรรคเรื่องเชื้อชาติ ศาสนาซึ่งถ้าลดความหวาดระแวงตรงนี้ได้ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น

สำหรับนโยบายโมเดลเศรษฐกิจและรัฐบาลส่วนหน้าที่รัฐบาล คสช.นำลงไปแก้ปัญหาในพื้นที่ คิดว่า นอกจากจะไปทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ดีขึ้นแล้ว ยังคงต้องทำให้เยาวชนคนในพื้นที่มีการศึกษาที่ดีขึ้นด้วย เพราะถ้าไม่มีระบบการศึกษาลงไป คนในพื้นที่จะเรียนแต่เรื่องศาสนาเช่นเดิม ดังนั้นคิดว่าควรทำให้คนในพื้นที่มีความคิดใหม่ หันกลับมามองโลกยุคปัจจุบัน ว่าควรเรียนรู้เรื่องอะไร เพื่อให้สามารถนำไปประกอบอาชีพให้เป็นประโยชน์กับตนเองและพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น

ส่วนการที่รัฐบาลตั้งรัฐบาลส่วนหน้า มองว่าผู้ที่จะลงไปดูแลในพื้นที่ควรเป็นผู้ที่ต้องมีความรู้ ทั้งเรื่องการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร และต้องเข้าใจถึงวัฒนธรรม ประเพณี หลักคิดของคนในพื้นที่ด้วย ตามหลักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เคยตรัสว่า ต้องมีความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาให้เป็นยุทธศาสตร์ ซึ่งการจะส่งคนเพื่อเข้าไปรบอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมในพื้นที่ด้วย

นอกจากนี้ พล.อ.สนธิ กล่าวเห็นด้วยกับการแต่งตั้งให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารบก คนที่ 40 โดยมองว่า พล.อ.เฉลิมชัย เป็นบุคคลที่เข้าใจการทำงานทุกด้านในกองทัพ รวมถึงรู้ทั้งเรื่องสถานการณ์ในประเทศและพื้นที่ภาคใต้เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่า ผบ.ทบ.คนใหม่จะสามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ และจะเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ในกองทัพต่างๆ ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายให้หมดไป

นอกจากนี้ ในแง่การทำงานของรัฐบาลควรใช้กองทัพเพื่อให้เกิดประโยชน์ ในการเข้าไปแก้ปัญหาของชาติ เช่น ช่วยเหลือภัยพิบัติ การแก้ปัญหาเสพติด ทำให้ประชาชนมีความปลอดภัย ทำให้คนไทยเรียนรู้มากขึ้น แต่ในแง่ของการบริหารทางการทหารควรแยกออกจากทางการเมือง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นได้ก็จะทำให้เกิดการเป็นประชาธิปไตยได้เร็วยิ่งขึ้น

 

เจาะข้อเสนอ สปท.ปฏิรูป กกต. “ลดภาระ-แต่เพิ่มประสิทธิภาพ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กันยายน 2559 เวลา 08:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/455153

เจาะข้อเสนอ สปท.ปฏิรูป กกต. "ลดภาระ-แต่เพิ่มประสิทธิภาพ"

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นประเด็นให้ต้องจับตาหลังจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผ่าน พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนส่งไปยังแม่น้ำ 4 สาย และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

วิทยา แก้วภราดัย หนึ่งในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนปฏิรูปด้านการเมือง สปท.ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ ถึงข้อเสนอที่ให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้งแทน กกต. และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สนับสนุน กกต.ดูแลการเลือกตั้งอีกชั้น

วิทยา อธิบายว่า ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ตอนร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.ปฏิรูปด้านการเมือง สปท.เคยศึกษาเรื่องนี้ และเสนอต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปครั้งหนึ่ง ถึงการเสนอเพื่อปรับรูปแบบการทำงานของ กกต.

ทั้งนี้ เพราะปัญหาตั้งแต่ปี 2544 รวมถึงคำตอบที่ได้จาก กกต.ส่วนหนึ่ง คือ การจับกุมการซื้อสิทธิขายเสียงได้น้อยมาก เพราะ 1.ไม่สามารถหาพยานและหลักฐานได้ 2.ไม่มีกำลังพลที่เพียงพอ สาเหตุที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เนื่องจาก กกต.แบกรับภาระงานเยอะเกินไป

งานหลัก กกต. คือ การควบคุมกำกับให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม แต่ปรากฏ กกต.รับภาระในหลายด้าน เช่น จัดการเลือกตั้ง เตรียมหน่วยเลือกตั้ง แบ่งเขตเลือกตั้ง จัดหาสถานที่เลือกตั้ง พิมพ์บัตรเลือกตั้ง หาหีบเลือกตั้ง หาคนไปประจำหน่วยเลือกตั้ง  รวบรวมนับคะแนนเลือกตั้ง

ขณะเดียวกัน เมื่อเสร็จแล้ว กกต.ก็ต้องมาประกาศผลการเลือกตั้งว่าได้หรือไม่ ดังนั้น งานหลักในเรื่องการควบคุมกำกับจึงทำได้น้อยมาก หมดเวลาไปกับการจัดการเลือกตั้ง

วิทยา ระบุว่า เมื่อ กกต.ควบคุมกำกับไม่ได้ ก็คงเหลืองานเพียงแค่ให้ใบเหลือง ใบแดง ซึ่งเป็นอำนาจวินิจฉัย ปรากฏว่าที่ผ่านมายิ่งนานวันก็พบการทุจริตรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแบ่งเบาภาระงานของ กกต. คือ งานใจกลางควรจะเป็นงานหลัก งานปราบปรามควรให้หน่วยอื่นมาทำแทน

อย่างไรก็ดี ทำให้คิดถึงงานจัดการเลือกตั้ง โดยให้หน่วยงานอื่นมาดำเนินการแทน จึงได้สำรวจดูว่ามีหน่วยงานใดน่าจะพร้อม ถ้าจะให้ท้องถิ่นไปก็จะเป็นภาคการเมืองมากเกินไป ถ้าให้ภาคประชาชนก็คงไม่สามารถหาคนเป็นล้านคนมาจัดการได้ เนื่องด้วยลำพังการเลือกตั้ง สส. หน่วยเลือกตั้งทั้งหมดใช้คนถึงประมาณล้านคน

ทว่า กมธ.พบว่ากระทรวงที่มีหน่วยงานในภูมิภาคมากและมีคนเยอะ ประกอบด้วย 4 กระทรวง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข อสม. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความจัดเจนและมีประสบการณ์สูงสุด คือ กระทรวงมหาดไทย

อย่างไรก็ดี จึงมีความเห็นว่าให้กระทรวงมหาดไทยมาช่วยจัดการเลือกตั้ง ส่วนการควบคุมกำกับการเลือกตั้งยังคงเป็นหน้าที่ของ กกต.เช่นเดิม เพียงให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้งพร้อมมีหน้าที่รวบรวมคะแนนให้กับ กกต.

ขณะเดียวกัน เมื่อ กกต.วินิจฉัยว่าจะประกาศหรือไม่ประกาศ รับรองใครหรือไม่ ระหว่างการเลือกตั้ง หากกระทรวงมหาดไทยไปทำทุจริต อำนาจ กกต.ก็สามารถจัดการได้เต็มรูปแบบ

สำหรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการถอยหลังเข้าคลองนั้น วิทยา ขยายความว่า เดิมมหาดไทยจัดการเลือกตั้งและประกาศผลการเลือกตั้ง ไม่ได้จัดเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่วนตัวสมัครเข้าเป็นผู้แทนราษฎร ได้รับใบประกาศรับรอง สส.จากผู้ว่าราชการจังหวัด

“เดิมมหาดไทยจัดการทุกอย่าง ใครไม่พอใจไปฟ้องศาล มหาดไทยมีหน้าที่ประกาศเพียงอย่างเดียว ใครชนะก็ประกาศไป พอฟ้องศาลกว่าคดีจะเสร็จเลือกตั้งใหม่พอดี ไม่เคยประสบความสำเร็จในการฟ้อง แต่รูปแบบต่อไปนี้ คนจัดการเลือกตั้ง คือ มหาดไทย และผู้ที่ควบคุมมหาดไทย คือ กกต.”

สำหรับรูปแบบดังกล่าวไม่ได้ย้อนกลับไปที่เดิม หรือที่เรียกกันว่าถอยหลังเข้าคลอง แต่เป็นการพัฒนาและอุดช่องว่างจากเดิมทั้งหมด เพราะเดิมเคยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่ศาลใช้เวลานาน

ขณะเดียวกัน ก่อน กรธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ กมธ.เคยได้หารือกับตัวแทนศาลยุติธรรม ว่าจะโอนอำนาจกลับไปให้ศาลยุติธรรมพร้อมหรือไม่ โดยให้ตั้งแผนกคดีเลือกตั้งทุกศาลจังหวัด แล้ววินิจฉัย อุทธรณ์ ฎีกา ให้เสร็จภายใน 1 เดือน ศาลบอกว่าทำได้หมด

“แนวคิดที่จะให้ กกต.แบกภาระอย่างเดิม ควบคุมกำกับเรียบเรียงพยานหลักฐานและยื่นฟ้องศาล ตรงนี้ เราจะเอาอำนาจวินิจฉัยไปที่ศาล ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้มีปัญหาค่อนข้างมาก เลือกตั้งถูกใบแดงไป ยังไม่ฟ้องมีก็มาก การติดตามดำเนินคดีกับคนกระทำผิดเลือกตั้งยังไม่จบ ไม่ถึงที่สุด มีก็มาก

“กมธ.ให้อำนาจกำกับการเลือกตั้งเป็นของ กกต. ส่วนการจัดการเลือกตั้งเป็นของหน่วยงานอื่น ขณะที่อำนาจวินิจฉัยเลือกตั้งเป็นของศาล แต่ทาง กรธ.ยืนยันให้อำนาจปฏิบัติ กกต.เป็นเหมือนเดิม พอออกกฎหมายรัฐธรรมนูญเสร็จ กกต.จัดเลือกตั้ง มันมีช่องทางให้ทำเอง หรือให้คนอื่นทำก็ได้ กมธ.เสนอแบบนั้น ลดงานลงเพื่อให้มีเวลามากขึ้น และไม่ต้องอ้างว่าไม่มีกำลังคน เราได้กำหนดไปถึงรัฐบาลแล้ว การเลือกตั้งที่จะมาถึงให้เป็นวาระแห่งชาติ ทุกคน ทุกหน่วยงานต้องเข้ามาปฏิบัติภารกิจในการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริต และ คสช.ก็ต้องมาด้วย”

วิทยา อธิบายว่า การให้ คสช.เข้ามาดูแลการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมก็เพราะ คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์  แต่การเข้ามาต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ กกต. คือ กกต.สามารถขอความร่วมมือจากกองทัพ หรือสั่งหน่วยงานภายใต้กำกับของ คสช. มาควบคุมการเลือกตั้ง ไม่ใช่ไปสั่ง คสช. และที่ กมธ.เสนอแบบนี้ไม่ได้ให้ คสช.เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง ตามที่มีการเข้าใจผิดกัน

ส่วนที่มองว่ามีการเพิ่มอำนาจ กกต.มากขึ้น โดยเฉพาะให้มาดูในเรื่องของนโยบายของพรรคนั้น ความจริงมันถูกกำหนดด้วยรัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้ และถือเป็นเรื่องที่ควรทำ

วิทยา ยอมรับว่า อำนาจ กกต.ครั้งนี้ถือว่าติดปีกยิ่งกว่าเดิม ดังนั้น ต่อไปนี้จะมาอ้างเรื่องไม่สามารถจับการซื้อเสียงคงไม่ได้ เมื่อมีคนเข้ามาช่วยทุกฝ่าย การเลือกตั้งต้องสุจริตเที่ยงธรรม และมีมาตรฐานกว่าเดิม

นอกจากนี้ การให้ใบเหลือง ใบแดง ตามรัฐธรรมนูญใหม่ก็เข้มข้นมากขึ้น เช่น ใบเหลือง กกต.สามารถออกได้ระหว่างเลือกตั้งและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ เพราะครั้งนี้รัฐธรรมนูญยังให้อำนาจ กกต.ถ้าพบว่ามีการเลือกตั้งไม่สุจริต และใครมีส่วนเกี่ยวข้อง กกต.สามารถสั่งยุติการเลือกตั้งได้ โดยให้ผู้สมัครมีส่วนเกี่ยวข้องถูกตัดสิทธิสมัครไป 1 ปี แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ เท่ากับว่าก่อนลงคะแนนเสียง กกต.สามารถไล่ผู้สมัครออกจากสนามได้ทันที อำนาจเพิ่มขึ้น ภาระหลักต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญให้ได้

ส่วนเสียงวิจารณ์ว่าเป็นมาตรการรุนแรงไปสำหรับผู้สมัครนั้น วิทยา ตอบว่า แนวคิด กมธ.ปฏิรูปการเมือง ต้องการลดภาระ กกต. และจัดการกับเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง อีกทั้งรัฐธรรมนูญได้ให้ยาแรงมาด้วย ถ้าต่อไปประเทศยังใช้ระบบ เงินไม่มา กาไม่เป็น ก็ต้องไปจัดการกับ กกต. ซึ่งต้องทำงานให้เต็มที่ ส่วนการเพิ่มจำนวน กกต.เป็น 7 เสือ เรื่องนี้ต้องไปถาม กกต. แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอทั้งหมดเพื่อให้นำไปบรรจุในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาจากมติที่ประชุม กมธ. และผ่านสภาของ สปท.เป็นที่เรียบร้อย จึงถือเป็นมติของสภา เหลือเพียงอย่างเดียวคือรวบรวมความเห็นส่งให้กับทาง กรธ. แล้วส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และส่งให้ทางรัฐบาล คสช.ดำเนินการ

วิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ยังเหลือร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกอบว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และ พ.ร.บ.ประกอบว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ กมธ.จะพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ดี เรื่องระบบพรรคการเมืองตามกฎใหม่ของรัฐธรรมนูญ ที่กลุ่มการเมืองกังวลว่า จะมีการรีเซตพรรคใหม่ทั้งหมดนั้น วิทยา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องตั้งธงก่อนว่า กมธ.มองว่าพรรคการเมืองในประเทศไทยยังไม่เป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง จึงต้องการปรับให้เป็นพรรคของทุกคน

“จริงๆ แล้วพรรคเป็นของนายทุน ระบบทุนมันครอบงำการพัฒนาพรรคการเมืองทั้งหมด มีเพียงอย่างเดียวทำอย่างไรให้พรรคการเมืองต้องเป็นพรรคการเมืองของประชาชน เมื่อตั้งธงแบบนี้ จึงทำการบ้านในเรื่องดังกล่าว ซึ่งพรรคการเมืองต้องประกอบด้วยสมาชิก ไม่ใช่ให้ไปล่าบัตรประชาชนแล้วมาทำสมาชิก เพราะมีบทเรียนเห็นอยู่”

อย่างไรก็ดี การที่ใช้แนวทางดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมกับการคัดเลือกตัวผู้สมัคร หรือที่เรียกว่าไพรมารี่โหวต ซึ่งแตกต่างจากอดีตหากใครจะเป็น สส. แค่เพียงกรรมการบริหารพรรคเคาะตัวก็ได้เป็น แต่ครั้งนี้จะมีความยึดโยงมากขึ้น

วิทยา ระบุว่า เพราะหากสมาชิกเห็นด้วยกับการเอาคนใดมาเป็น สส.เพื่อลงสมัครในพื้นที่ แต่กรรมการบริหารพรรคเลือกอีกคน ประชาชนที่เป็นสมาชิกอาจจะเป็นไม่เป็นสมาชิกต่อไป หรือไม่บริจาคเงินให้กับพรรคอีก ซึ่งกรรมการบริหารพรรคก็ต้องเลือกว่าจะเอาแบบไหน

ขณะเดียวกัน การเขียนให้สมาชิกพรรคการเมืองบริจาคให้กับพรรค ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มให้เกิดความยึดโยงในการเป็นเจ้าของพรรค และได้เขียนไว้อีกด้วยว่าไม่เกินปีละ 200 บาท ดังนั้นจึงไม่กังวลต่อเสียงวิจารณ์ถึงการสร้างความลำบากต่อสมาชิก เพราะได้เขียนไว้ชัดเจนแล้ว

 

‘ชาญชัย’ประธานใหม่มาสด้าเปิดแผน6-7-8โกยส่วนแบ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กันยายน 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/454790

'ชาญชัย'ประธานใหม่มาสด้าเปิดแผน6-7-8โกยส่วนแบ่ง

โดย…พลพัต สาเลยยกานนท์

เริ่มต้นดำเนินตามนโยบายภายหลังเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) ในฐานะประธานบริษัทที่เป็นชาวไทยคนแรกของบริษัทของ ชาญชัย ตระการอุดมสุข ที่ได้ให้ความสำคัญด้านการสื่อสารและพัฒนาบริการหลังการขายเป็นอันดับแรก

“สิ่งสำคัญที่เรามองเห็นคือ การซื้อขายรถยนต์อาจจะสิ้นสุดกระบวนการขายแค่ครั้งเดียว แต่การบริการหลังการขาย ลูกค้าจะต้องอยู่กับเราไปตลอดจนสิ้นสุดอายุของรถยนต์คันนั้น จึงต้องทำให้ลูกค้าเชื่อมั่น” ชาญชัย กล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมาธุรกิจด้านการบริการหลังการขาย ไม่ได้เป็นการทำธุรกิจเชิงรุก แต่หลังจากนี้จะมีการทำธุรกิจด้านบริการหลังการขายเชิงรุกมากขึ้น เพื่อสร้างความประทับใจและลดจุดอ่อนดังกล่าวที่มีมาของบริษัทมาโดยตลอด

หลังจากนี้จะได้เห็นรูปแบบการให้บริการใหม่ของมาสด้า โดยบริษัทได้มอบนโยบายไปยังผู้แทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ทั่วประเทศ ดังนี้ 1.การจัดบริการพนักงานรับ-ส่งรถยนต์ของลูกค้าเพื่อเข้ารับบริการตรวจเช็กตามระยะทาง การเปิดให้บริการในส่วนศูนย์บริการตลอด 7 วันทั้งสัปดาห์ และการพัฒนาห้องพักรับรองในโชว์รูมให้สะดวกสบายและทันสมัย รวมถึงการบริหารจัดการของระบบให้บริการหลังการขาย เป็นต้น

ล่าสุด บริษัทได้เปิดศูนย์จำหน่ายและบริการ (โชว์รูม) แห่งใหม่บนถนนพระราม 2 ภายใต้ชื่อ “มาสด้า เอ็ม.เค.” ซึ่งเป็นโชว์รูมต้นแบบตามอัตลักษณ์องค์กร Mazda Corporate Identity (MCI) โดยมีแผนพัฒนาดีลเลอร์ในรูปแบบดังกล่าวจำนวนรวม 15 แห่งในปีนี้ และจะครบทั้ง 147 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2561

สำหรับแผนพัฒนาดีลเลอร์ของ มาสด้าดังกล่าว จะส่งผลให้ดีลเลอร์มีกำไรจากการทำธุรกิจเพิ่มขึ้นและมีความสุขในการทำงานร่วมกับบริษัทโดยนโยบายของบริษัทยืนยันว่า ใช้วิธีดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาที่โชว์รูมด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และไม่ได้มีการเพิ่มปริมาณสต๊อกรถยนต์ให้กับดีลเลอร์ เพื่อให้อัดโปรโมชั่น ระบายสต๊อกอย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันสต๊อกในดีลเลอร์ของมาสด้าอยู่ที่ในระดับ 1 เดือนเท่านั้น

ชาญชัย กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นผู้บริหารชาวไทยถือเป็นโอกาสในการบริหารงานที่สามารถสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับพนักงานและ ดีลเลอร์ได้ด้วยภาษาเดียวกัน สามารถลดช่องว่างด้านการสื่อสารและสามารถพัฒนาการบริการให้ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หลังจากผ่านไป 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ของปี 2559 บริษัทมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 23% หรือมียอดขายอยู่ที่ 28,184 คัน และได้ปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 หมื่นคัน จากต้นปีคาดว่าอยู่ที่ 4.2 หมื่นคัน โดยในปี 2558 อยู่ที่ 3.9 หมื่นคัน ซึ่งการปรับเป้าหมายเพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยการเลือกตั้งสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีหลัง และทิศทางที่ชัดเจนของรัฐบาลรวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว อีกทั้งการสิ้นสุดโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกปลายปี รวมถึงงานมหกรรมรถยนต์จะกระตุ้นตลาดได้ในช่วงปลายปี คาดว่าตลาดรวมรถยนต์ในประเทศปีนี้จะอยู่ที่ 7.8 แสนคันไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนั้นเป้าหมายสำคัญด้านยอดขายในการเข้ารับตำแหน่งภายใน 3 ปีจากนี้ อยากเห็นอัตราการเติบโตไม่น้อยกว่า 10% ต่อปี และจะต้องมีอัตราการเติบโตของส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 6% ภายในปี 2559 เพิ่มเป็น 7% ภายในปี 2560 และเพิ่มเป็น 8% ในปี 2561 จาก 8 เดือนของปีนี้ ส่วนแบ่งตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 5.7%

ขณะที่กลุ่มตลาดที่โฟกัสหลังจากนี้อยู่ในกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์อเนกประสงค์ (เอสยูวี) ส่วนกลุ่มรถกระบะจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เนื่องจากเชื่อว่าตลาดกระบะเป็นเซ็กเมนต์หลักของประเทศอยู่แล้ว แต่เซ็กเมนต์ที่จะมีการเติบโตคือรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีในอนาคต

แผนการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของบริษัทในปีนี้มี 6 รุ่นด้วยกัน ซึ่งเปิดไปแล้วทั้งหมด 5 รุ่น และจะเปิดตัวรุ่นสุดท้ายคือ มาสด้า 3 ใหม่ช่วงเดือน พ.ย.

 

ยาแรงปฏิรูปการเมือง แก้รากเหง้า-ไม่เอาใจคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กันยายน 2559 เวลา 21:36 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/454286

ยาแรงปฏิรูปการเมือง แก้รากเหง้า-ไม่เอาใจคสช.

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, ณัฐชยา บุญทิวากร

การเมืองเวลานี้กำลังเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านเต็มตัว หลังจากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกลไกให้ร่างรัฐธรรมนูญมีผลเป็นรูปธรรมก็เริ่มต้นไปพอสมควรแล้ว

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นหนึ่งในองค์กรที่ทำหน้าที่เสนอความเห็นเพื่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งล่าสุดคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นประธาน ได้จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ การให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาช่วยดูแลการเลือกตั้งในปี 2560 และการควบคุมการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง โดยข้อเสนอเหล่านี้จะเข้าสู่การให้ความเห็นชอบของที่ประชุม สปท.ในวันที่ 12 ก.ย.

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ “เสรี สุวรรณภานนท์” เพื่อสอบถามถึงที่มาที่ไปของข้อเสนอดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ

“เราต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองให้ดีขึ้นกว่าเดิม และแก้ปัญหาการเมืองที่ผ่านมา เราก็จะจับประเด็นว่าการเมืองที่ผ่านมา เรื่องสำคัญที่ก่อให้เกิดการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่ผ่านมาบางทีเราเลือกตั้ง เราได้ สส.เข้ามา แต่เข้ามาแล้วกลายเป็นเผด็จการสภาก็เยอะ เข้ามาแล้วกอบโกยผลประโยชน์ก็เยอะ ลุแก่อำนาจก็เยอะ เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาเหล่านี้ก็เป็นที่ฐานที่มาว่าทำยังไงให้ได้การเมืองที่ดี” เสรี เกริ่นนำ

เสรี อธิบายอีกว่า “ดังนั้นการเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมจึงเป็นฐานคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพื่อไม่ให้มีทุนทางการเมืองเข้ามาครอบงำ ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งใช้เงินน้อย ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งสามารถที่จะได้รับเลือกจากประชาชนที่เลือกคนมีความรู้ ความสามารถ”

ข้อเสนอที่ออกมาถือเป็นยาแรงเกินไปหรือไม่? เสรี ตอบว่า “ถามว่าเป็นยาแรงไหม จริงๆ เราก็ใช้หลายอย่าง ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เราใช้ยาแรงถึงขนาดยุบพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง แต่ปรากฏว่าไม่มีคนกลัว ก็กล้าเสี่ยงที่จะทำความผิด กล้าเสี่ยงที่จะถูกยุบพรรค แล้วก็ถูกยุบพรรคจริง เรามองย้อนกลับไปว่าถึงขนาดยุบพรรคหรือการตัดสิทธิทางการเมืองมันใช้ไม่ได้ผล”

“การตัดสิทธิทางการเมืองที่ผ่านมา เป็นการตัดสิทธิทางการเมืองเพียง 5 ปี ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่คนถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี เวลาผ่านไปซึ่งถือว่าไม่นาน ก็กลับมาเป็นรัฐมนตรีอีก มันก็เลยไม่มีใครเกรงกลัว กล้าที่จะแลกผลประโยชน์มากกว่า ดังนั้น มาตรการการแก้ปัญหาที่เราจะนำมาใช้ตอนนี้ เราจึงให้ความสำคัญไปที่นอกจากตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตเลย ไม่เอา 5 ปี มีโทษทางอาญา โทษอาญาเดิม กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเดิม กำหนดไว้ว่ามีโทษจำคุก 1-10 ปี แต่เราตัดโทษต่ำ เราให้มีโทษจำคุก 10 ปีเลย คนไม่กลัวก็ให้มันรู้ไป”

“จะบอกยาแรงไหม เราต้องยอมรับก็คือยาแรง เพราะว่าก่อนหน้านี้เราก็แรงมาแล้ว แต่แรงไม่เต็มที่ มันก็ได้แบบการเมืองที่เหลวแหลกมาตลอด แต่ถ้าใครที่ทำสุจริตไม่ต้องไปกังวล ถ้ามีใครกลั่นแกล้งเราก็มีบทลงโทษตามกฎหมาย ในยุคปัจจุบันใครจะกลั่นแกล้งมันต้องมีที่มาที่ไป มันไม่ใช่อยู่ๆ เดินมายัดเงินใส่มือแล้วบอกว่าเป็นความผิด มันไม่ใช่”

สำหรับข้อเสนอที่ให้ คสช.เข้ามาช่วยดูแลการเลือกตั้ง ประธาน กมธ. แจกแจงว่า เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน รวมทั้ง คสช. ที่ต้องมาให้การสนับสนุนการดำเนินงานของ กกต. เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ใช่เอาอำนาจของ กกต.ไปไว้ที่ คสช.

“ที่คนก็ไปมองว่าเป็นประโยชน์ของ คสช. มันไม่ได้เป็นประโยชน์ตรงไหนเลย เพราะ คสช.ไม่ได้ลงการเลือกตั้ง เขารักษาความสงบบ้านเมือง เพราะอันนี้เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็ไปดิสเครดิต ลดความเชื่อถือของ คสช. หรือของผู้เสนอแนวทางดังกล่าวนี้”

ข้อเสนอที่ออกมานี้เป็นความต้องการที่อยากเอาใจ คสช.หรือไม่? เสรี ตอบทันทีว่า “มันไม่ได้เกี่ยวเลย หนึ่งไม่มีเหตุผลอะไรเข้าไปเอาใจ คสช.ด้วยเหตุผลนี้ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เสนอตามเหตุผล ตามข้อเท็จจริง ตามข้อมูลที่ควรจะเป็น ไปถาม คสช.เองก็ไม่ได้อยากมา แล้วจะไปเอาใจได้อย่างไร หรือถ้าถามว่าไปเอาใจ ก็ต้องเป็นเรื่องที่ คสช.ได้ประโยชน์ แต่ คสช.ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรในเรื่องนี้ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปเอาใจ”

“แต่เป็นฝ่ายการเมืองเองที่หาเรื่องจะว่ากล่าวมากกว่า เหตุต่างๆ เหล่านี้ ถ้าไม่เอาเหตุนี้ ก็หาเหตุอื่นมาว่ากล่าวจนได้ คือคนมันหาเรื่องอยู่แล้ว ก็หยิบยกขึ้นมาลดความน่าเชื่อถือ และมันทำให้เหตุผลในการนำเสนอนั้นเสียหาย ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด”

เสรี กล่าวอีกว่า ข้อเสนอทั้งหมดที่ออกมาคิดว่าฝ่ายการเมืองคงกลัว คงไม่อยากได้ เพราะว่ามันยังมีความคิดเก่าๆ แต่ถ้าเกิดสามารถนำแนวทาง
เหล่านี้มาใช้ได้ จริงๆ แล้วมันเป็นประโยชน์ต่อการเมือง มันจะทำให้การเมืองเป็นการเมืองจริงๆ การเมืองที่มีคุณภาพ การเมืองที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน มากกว่าการเมืองแบบเล่นละคร เอาสมาชิกพรรคการเมืองมาก็ไม่ใช่ตัวจริง แล้วก็ไปตั้งสาขาพรรคที่เอาป้ายขึ้น ทั้งๆ ที่ตรงพื้นที่ดังกล่าวเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวบ้าง เป็นร้านซ่อมจักรยาน เป็นร้านขายยา

“แล้วการเมืองเหล่านี้จะปล่อยอยู่ได้อย่างไร มันเป็นการเมืองที่เล่นละคร เป็นการเมืองที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเจตนารมณ์ความต้องการของประชาชน”

สุดท้าย เสรี เชื่อว่า แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะเป็นยาแรง แต่จะช่วยให้นักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามาสู่วงการทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยให้การเมืองเปิดการปฏิรูป

“นักการเมืองใหม่จะเข้ามาง่าย เพราะเขาไม่มีบาดแผล หรือไม่เคยทำความผิด การเข้ามาของนักการเมืองใหม่เข้าง่าย แต่นักการเมืองเก่าจะเกรงกลัวและไม่ต้องการมากกว่า ดังนั้นน่าจะเป็นแนวทางที่ให้การเมืองดีขึ้น และต่อไปอนาคตข้างหน้าถ้าเผื่อการเมืองเราไม่อยู่บนฐานของการทุจริตการโกงการเลือกตั้ง กฎหมายจะไม่มีผลอะไรเลย เพราะถือว่าทุกคนยอมรับที่วัฒนธรรมที่จะยอมรับทางการเมืองไปในแนวทางสร้างสรรค์มากกว่า มันก็จะได้ตัวแทนดีๆ เข้ามา กติกาที่ว่าแรงๆ ก็จะไม่ถูกนำมาใช้ เพราะมันจะไม่มีคนทำผิด”เสรี ทิ้งท้าย

 

สายตาเหยี่ยว”พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร” “คนดีอยู่ง่าย คนร้ายอยู่ยาก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กันยายน 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/453802

สายตาเหยี่ยว"พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร" "คนดีอยู่ง่าย คนร้ายอยู่ยาก"

โดย…เอกชัย จั่นทอง

ต้องยอมรับว่ากลุ่มก่อการร้ายมีแนวโน้มขยายตัวเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศเป้าหมายและคู่กรณีของกลุ่มก่อการร้ายก็ตาม แต่ประเทศไทยก็เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน จึงต้องมีมาตรการควบคุมการเข้า-ออกของชาวต่างชาติที่อาจแฝงตัวเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งพักพิง เพื่อเตรียมก่อเหตุความรุนแรง

สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เป็นประตูบานแรกและด่านหน้าความมั่นคงของประเทศไทยที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางเข้า-ออกนอกประเทศได้ อีกทั้งยังถือเป็นรั้วบ้านที่ต้องเข้มแข็ง เพราะถ้าไม่แข็งแรงพอการปรับปรุงย่อมไร้ประโยชน์ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ เกี่ยวกับทิศทางปัญหาและสถานการณ์อาชญากรรมในห้วงเวลาที่ผ่านมา

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเปิดและต้องการรายได้จากการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกเข้าสู่ประเทศไทย ภาระหนักจึงตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในการตรวจสอบคัดกรองบุคคล ที่สำคัญประเทศไทยเป็นแห่งเดียวในอาเซียนที่มีเขตพรมแดนระยะทางยาวกว่า 5,656 กิโลเมตร และติดกับประเทศเพื่อนบ้านอีก 4 ประเทศ รวมถึงมีช่องออกทางทะเลอีกด้วย

“จึงทำให้เห็นว่าเราไม่อาจสามารถดูแลพื้นที่ทั้งหมดได้ อย่างพื้นที่ฝั่งไทยกับกัมพูชามีพื้นที่ติดกันยาว 798 กิโลเมตร ไม่มีแนวรั้วกั้นจึงมีช่องทางธรรมชาติที่สามารถเดินทางเข้าออกได้ หรือแม่น้ำโขงระยะทางกว่า 1,800 กิโลเมตร ถ้าช่วงเวลาน้ำแห้งสามารถเดินข้ามฝั่งไปมา พายเรือได้เลย ทำให้เกิดการเล็ดลอดเข้ามาได้ ถือเป็นภาระหนักอีกทางหนึ่ง”

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศในภาคพื้นเอเชีย ยังเป็นทางผ่านในการเดินทางกับอีกหลายประเทศ
ทั่วโลก นักท่องเที่ยวหลายประเทศจึงต้องบินมาประเทศไทยเพื่อต่อเครื่องไปยังประเทศปลายทาง แล้วทำไมนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติถึงเดินทางมาประเทศไทยเป็นจำนวนมากนั้น เรื่องนี้ พล.ต.ท.ณัฐธร ให้ความคิดเห็นอย่างน่าสนใจว่า 1.ประเทศไทยเป็น “ฮับ” ทางการเดินทาง หลายต่อหลายประเทศต้องเดินมาขึ้นเครื่องบินที่ไทย 2.ค่าครองชีพไม่สูง และ 3.มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ใครเข้ามาในประเทศไทยสามารถอยู่กลมกลืนได้ไม่มีปัญหาและมักอยู่กันแบบชุมชนของแต่ละประเทศ

เข้ม! ขึ้น “บัญชีดำ” นักท่องเที่ยวผิด กม.

เมื่อเราปฏิเสธนักท่องเที่ยวไม่ได้ การบังคับจัดการป้องกันให้นักท่องเที่ยวทั้งหลายอยู่ในกรอบกฎหมาย ไม่กระทำผิดในประเทศไทย เช่น อยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) อาชญากรบินมาหลบซ่อนตัว ฯลฯ จนสื่อต่างประเทศนำเสนอข่าวประเทศไทยคือแหล่งกบดานของเหล่าอาชญากร

พล.ต.ท.ณัฐธร บอกย้ำทิศทางการทำงานของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองว่า กรณีที่ชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยเกินระยะที่กฎหมายกำหนดนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบออกมาตรการปรับปรุงกฎหมายใหม่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวบางจำพวกเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และอยู่เกินกำหนดระยะจะถูกขึ้น “บัญชีดำ”

แบ่งเป็นกรณีคนต่างด้าวเข้ามอบตัว 1.คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรนับตั้งแต่วันสิ้นสุดการอนุญาตเกินกว่า 90 วัน ห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 1 ปี 2.คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรนับตั้งแต่วันสิ้นสุดการอนุญาตเกินกว่า 1 ปี ห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 3 ปี

3.คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรนับตั้งแต่วันสิ้นสุดการอนุญาตเกินกว่า 3 ปี ห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 5 ปี และ 4.คนต่างด้าวซึ่งอยู่ในราชอาณาจักรนับตั้งแต่วันสิ้นสุดการอนุญาตเกินกว่า 5 ปี ห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นระยะเวลา 10 ปี มาตรการดังกล่าวเป็นการแก้ไขต้นเหตุของปัญหาของอาชญากรต่างชาติ ที่ส่วนใหญ่มีต้นเหตุมาจากกลุ่มชาวต่างชาติที่อยู่เกินในไทย และเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาชญากรข้ามชาติที่หลบซ่อนในไทย หากตำรวจสามารถเคลียร์ปัญหาเหล่านี้ได้องค์ประกอบจะถูกตัดไปโดยไปปริยาย

“ต้องยอมรับว่ากฎหมายฉบับเก่าล้าหลัง เพราะจากเดิมหากนักท่องเที่ยวอยู่เกินก็ปรับสูงสุดเพียง 2 หมื่นบาท แล้วผลักดันออกประเทศ แต่ก็กลับเข้ามาใหม่เลยดูเหมือนกลายเป็นบัตรเชิญ ดังนั้นมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดกลุ่มคนต่างชาติที่เข้ามาอยู่อย่างผิดกฎหมาย” ผบช.สตม. ระบุ

ตม.เฝ้าจับตาต่างชาติ 3 กลุ่มใหญ่

พล.ต.ท.ณัฐธร แจงมาตรการปราบปรามว่า ในห้วงเวลาทุกเดือนจะระดมตำรวจกวาดล้างปราบปรามจับกุมอย่างจริงจังกับชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้มักหลบหนีมาทางภาคพื้นดิน รวมถึงอาชญากรที่มีเงิน เจ้าหน้าที่จะพยายามโยงข้อมูลกับธนาคาร โรงพยาบาล ซึ่งจะทำให้ตำรวจรู้ความเคลื่อนไหว เวลาเจ็บป่วยคนเหล่านี้ก็ต้องถอนเงิน หากคนที่เข้ามาไม่ได้ทำผิดก็ไม่มีปัญหา แต่คนที่เข้ามาทำผิดกฎหมายจะหลบซ่อนตัว

นอกจากนี้ สตม.ยังผลักดันยกมาตรฐานแต่ละด่านตรวจทั่วประเทศให้เทียบเท่าสนามบิน ซึ่งเราอาจเสียเปรียบเรื่องทางกายภาพ ไม่เหมือนประเทศสิงคโปร์ มีจุดเชื่อมกับประเทศมาเลเซียเพียงจุดเดียวเท่านั้น แต่ทางกายภาพเรามีเขตพรมแดนยาว หากปล่อยปละละเลยจะยิ่งเกิดปัญหาใหญ่ ถือเป็นงานหนักสำหรับงานตรวจคนเข้าเมืองเช่นกัน

ขณะที่ประเด็นข้อครหาประเทศไทยถูกมองว่าเป็นแหล่งกบดานซ่อนตัวของอาชญากรข้ามชาติชั้นดีนั้น พล.ต.ท.ณัฐธร บอกว่า นั่นจึงทำให้เราต้องลดข้อครหาจุดนี้ให้ได้ ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาระดมกวาดล้างอย่างต่อเนื่อง จนปัญหาเบาบางลงไปได้มาก ปัจจุบันได้ขยาย ตม.ไปทุกจังหวัด และเชื่อว่ากลุ่มคนทำผิดกฎหมายอยู่ไม่ได้ สุดท้ายก็กระเจิงออกไปเอง โดยเป็นตามนโยบาย ต้องทำให้ “คนดีอยู่ง่าย คนร้ายอยู่ยาก” หรือ Good guys in : Bad guys out เพราะรายได้ทุกอย่างต้องเข้ารัฐจริงๆ เราต้องดูในมุมเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศด้วย

“เราไม่ปฏิเสธนักท่องเที่ยว แต่ขอให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาเป็นคนดี เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่การเข้ามาอย่าง กลุ่มประเทศอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา บังกลาเทศ แห่กันเข้ามาทำงาน มากอบโกยแย่งใช้สาธารณูปโภคด้วย แล้วก็ส่งเงินออกไป ไม่เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ เราก็เสียเปรียบ แต่ส่วนใหญ่ประเทศไทยจะรับ ไม่ค่อยปฏิเสธการเข้าเมืองของคนต่างชาติ เพราะถ้าปฏิเสธก็จะมีปัญหาตามมาทันที” พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าว

ผบช.สตม. บอกด้วยว่า ตำรวจเฝ้าจับตากลุ่มคนทำผิดกฎหมาย 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.กลุ่มเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ฯลฯ 2.กลุ่มแอฟริกา และ 3.กลุ่มตะวันออกกลาง เช่น อิรัก อิหร่าน ซีเรีย อัฟกัน โดยคนทั้ง 3 กลุ่มนี้จะกระจายไปอยู่ทั่วประเทศและหัวเมืองท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อหลบหนีซ่อนตัวและก่อเหตุกระทำผิด

ลุยปราบแรงงานต่างด้าวแย่งอาชีพคนไทยสำหรับปัญหาคนต่างด้าวหรือชาวต่างชาติเข้ามาแย่งประกอบอาชีพในประเทศไทย พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวยอมรับว่า ถือเป็นปัญหาสำคัญ ปัจจุบันมีคนผ่านการพิสูจน์สัญชาติแล้ว 1.6 ล้านคน และมี 1.8 ล้านคน ได้บัตรสีชมพู (บัตรอนุญาตทำงานชั่วคราว) ยังไม่ผ่านการตรวจพิสูจน์สัญชาติรวมแล้วกว่า 3.4 ล้านคน และยังมีแรงงานนอกระบบที่อาจหลบหนีเข้ามา ทั้งหมดถูกพัฒนาไปสู่การมีหาบเร่แผงลอย

เนื่องจากประเทศไทยต้องการแรงงานเข้ามาทำงานประเภท 3 D  นั่นคือ งานสกปรก (Dirty job) งานยาก (Difficult job) และงานอันตราย (Dangerous job) ทำให้เกิดการนำเข้าแรงงานต่างด้าวทดแทน  เรื่องดังกล่าวจึงต้องมีมาตรการในการปราบปรามกวาดล้างต่างด้าวแย่งอาชีพหาบเร่แผงลอยคนไทย โดยจะมีการประชาสัมพันธ์แล้วค่อยๆ ดำเนินการไปตามกฎหมาย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากรโดย “กมลสันดาน” และหากลุยจับกุมทันทีสังคมอาจมองรุนแรงเกินไป

พล.ต.ท.ณัฐธร อธิบายต่อไปว่า การกระทำความผิดออกเป็น 2 กลุ่ม 1.Mala in se คือการกระทำโดยกมลสันดาน เป็นอาชญากรรมที่รุนแรง และ 2.Mala prohibita คือการกระทำละเมิดกฎระเบียบของสังคม โดยกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ที่กระทำความผิดในไทยเป็นกลุ่ม Mala prohibita และไม่ใช่คนร่ำรวย

รวมถึงกลุ่มนายหน้าหรือผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) เป็นคนค่อยจัดเตรียมทุกอย่างเพื่อนำพา กลุ่มนี้ตำรวจต้องทำลายจับกุมให้หมด และยังพบว่ากลุ่มนี้มักเชื่อมโยงไปกับแก๊งพาสปอร์ตปลอม ที่ผ่านมาเราได้ทลายแก๊งเหล่านี้ต่อเนื่อง ตอนนี้กลุ่มนี้หลบหนีออกไปต่างประเทศแทบหมดแล้ว

แตกต่างกับกลุ่มทำผิดกฎหมายในพื้นที่ย่านนานา ย่านรัชดา ห้วยขวาง เป็นแหล่งของคนจีน มีการกระทำผิดลักษณะเป็นนอมินี เป็นกลุ่มที่มีเงิน กระทำความผิดหลายรูปแบบอย่างชาวจีนจะเป็นพวกทัวร์ศูนย์เหรียญ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยกลุ่มเหล่านี้ไม่ใช่พวกหาบเร่แผงลอย ที่ผ่านมาตำรวจท่องเที่ยวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันปราบปรามจับกุมอย่างต่อเนื่อง ทาง สตม.จะทำงานควบคู่กันไปแบบบูรณาการ โดย สตม.ทำในรูปแบบ Behind The Scene ช่วยกันเต็มที่ พอจับกุมผู้กระทำผิดแล้วจะเพิกถอนพาสปอร์ตและส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป

“ต้องยอมรับว่าในการจับกุมไม่รู้ว่าคนไทยเป็นเจ้าของแล้วใช้ต่างชาติทำบังหน้า หรือคนต่างชาติเป็นเจ้าของแล้วใช้คนไทยทำบังหน้า ที่สุดแล้วการตรวจสอบกลุ่มเหล่านี้คือการไล่เช็กเส้นทางการเงินย้อนหลังว่าเชื่อมโยงและเงินเหล่านั้นอยู่ที่ใครเรากวาดล้างจริงจัง หากทำผิดกฎหมายจะจับส่งออกทันที ที่ผ่านมาจับได้กว่า 1 หมื่นคน ซึ่งเราจะไม่เก็บไว้ เนื่องจากจะเกิดภาระค่าเลี้ยงดู ค่าใช้จ่าย ถ้าเราไม่จับจะยิ่งมากมาย” ผบช.สตม. กล่าว

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวอีกว่า ยังมีกลุ่มชาวต่างชาติตั้งแก๊งก่อเหตุอาชญากรรมในประเทศไทย เช่น ไนจีเรีย กานา โซมาเลีย กลุ่มเหล่านี้จะเข้ามาแล้วจะหาภรรยาคนไทยจดทะเบียนสมรสเพื่ออยู่ไทยได้เป็นเวลานาน โดยมีเป้าหมายให้ภรรยาไทย ลำเลียงยาเสพติดที่ซุกซ่อนในกระเป๋า โดยหญิงไทยไม่รู้ว่าภายในกระเป๋ามีสิ่งผิดกฎหมายหรือไม่ ที่ผ่านมาทำให้หญิงไทยต้องถูกจับกุมดำเนินคดีเป็นจำนวนมาก และหลายประเทศมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต ซึ่งมีคนไทยจำนวนไม่น้อยถูกดำเนินคดีจากการถูกหลอก

อย่างไรก็ตาม ยังมีกลุ่มคนที่เข้ามาก่อปัญหาและไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยอีกคือ แก๊งเงินดำ แก๊งโรแมนซ์สแกม ที่เข้ามาก่อเหตุ ส่วนพวกยุโรปตะวันออกจะก่อเหตุเกี่ยวกับทางเทคโนโลยี เช่น แฮ็กธนาคาร แฮ็กเอทีเอ็ม บัตรเครดิตปลอม ทั้งหมดเป็นปัญหาที่ตำรวจพยายามแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

ส่วนในพื้นที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ตำรวจพยายามกวดขันกดดันจับกุมเช่นกันทุกเดือน ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาทำผิดในประเทศไทยสุดท้ายก็อยู่ได้ไม่นาน ซึ่งอาชญากรต่างชาติที่เข้ามาหลบซ่อนในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็น “คนร้ายเข้ามาในคราบคนดี”

“ชั่วโมงนี้หลายอย่างอยู่ในกรอบพอสมควรแล้ว หลังมีมาตรการเชิงรุกทุกรูปแบบ เพื่อให้อยู่จุดที่สามารถกำกับดูแลได้ ไม่อย่างนั้นมันเป็นอะไรที่เราเสียเปรียบ ระบบเศรษฐกิจก็จะพัฒนาไม่ได้ มีคนเข้ามาหาเงินส่งออกอย่างเดียว รวมถึงเรื่องพรมแดนก็ปวดหัวพอสมควรแล้ว จึงต้องหามาตรการดูแลอย่างเข้มข้น”

การนำเทคโนโลยีมาใช้ ปราบปรามเชิงรุก พัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ สตม.และเชื่อมสัมพันธ์กับมิตรประเทศ เป็นทิศทางการทำงานของ พล.ต.ท.ณัฐธร ที่ต้องการยกระดับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง

นำเทคโนโลยีขั้นสูงสกัดคนร้าย

สำหรับ พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 37 ถือเป็นลูกหม้อเติบโตอยู่ใน สตม. ที่เข้ามาคุมหน่วยงานสำคัญและเป็นหน่วยงานหน้าด่านของประเทศไทยในการคัดกรองดูแลนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ย่อมเป็นสิ่งที่หลายคนคาดหวังว่าจะได้เห็นผู้นำหน่วยเข้ามาปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง หรือ สตม. ให้ก้าวทันกับความเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน

แน่นอนว่าการตั้ง พล.ต.ท.ณัฐธร เข้ามาเป็น ผบช.สตม. ย่อมมีส่วนสำคัญและความหวังในการพลิกฟื้นภาพการทำงาน โดยเฉพาะการตรวจสอบหนังสือเดินทางคัดกรองบุคคล อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ และป้องกันภัยความมั่นคง ด้วยความที่เป็นนักบริหาร มีความคิดแหลมคม และยังเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จนมีการนำเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยมาปรับใช้กับงานตรวจคนเข้าเมืองในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พล.ต.ท.ณัฐธร เล่าว่า ปัจจุบันสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไทย มีระบบการทำงานทันสมัยทัดเทียมนานาประเทศอย่างแน่นอน ซึ่งตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้นำหน่วย สตม.ได้พยายามผลักดันการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อรองรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย

ดังนั้น สตม.จึงนำเทคโนโลยีมาปรับใช้การทำงาน เช่น การจัดตั้งศูนย์ควบคุมสั่งการงานตรวจคนเข้าเมือง หลังจากที่หลายประเทศเกิดเหตุก่อการร้ายขึ้น ประเทศไทยได้เพิ่มมาตรการและความเข้มข้นการดูแลรักษาความปลอดภัย โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ปรับระบบและพัฒนาในหลายเรื่อง

“เพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของความมั่นคง และสอดคล้องกับโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาล หรือ ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานตรวจคนเข้าเมือง”

พล.ต.ท.ณัฐธร ระบุอีกว่า สำหรับการจัดตั้งศูนย์ควบคุมสั่งการงานตรวจคนเข้าเมือง ที่รวบรวมเอาเทคโนโลยีระดับปฏิบัติการฯ ทั้งหมดมาไว้ที่นี้ ประกอบด้วย ระบบตรวจสอบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า จะสามารถตรวจสอบเครื่องบินที่บินอยู่บนน่านฟ้าได้ และยังสามารถตรวจดูภายในเครื่องบินว่านักท่องเที่ยวเป็นใคร ชื่ออะไร นั่งตรงจุดไหน

ถัดมาเป็น ระบบตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Automatic Channel) ซึ่งนำมาติดตั้งใช้ภายในท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิเป็นแห่งแรก และขยายต่อไปยังท่าอากาศยานอื่นๆ ทั่วประเทศ เทคโนโลยีนี้จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการตรวจหนังสือเดินทางและลดการใช้กำลังพลด้วย และในอนาคตได้เตรียม ทำเอ็มโอยูกับประเทศสิงคโปร์ และฮ่องกง ถึงขั้นตอนการใช้ช่องทางตรวจหนังสืออัตโนมัติ หลังพบนักท่องเที่ยว 2 ประเทศ นิยมเดินทางมาประเทศไทยจำนวนมาก จึงอำนวยความสะดวกให้เกิดความรวดเร็ว การลงบันทึกข้อตกลงกันจะทำเฉพาะประเทศที่มีความมั่นคงสูงอยู่แล้ว่า อย่างกลุ่มตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ใช้เจ้าหน้าที่ สตม. ตรวจคัดกรอง

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวถึงเรื่องเทคโนโลยีต่อไปว่า ส่วนเทคโนโลยีสำคัญอย่าง ระบบตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล เป็นระบบที่มีความสำคัญสูง หรือระบบ “ไบโอเมตริกซ์” (Biometrics) ที่สามารถตรวจสอบฐานข้อมูลจากใบหน้า ลายนิ้วมือ ใบหู และตรวจสอบพาสปอร์ตปลอมได้ทั้งหมด แม้จะปลอมแปลงให้เหมือนจริงแค่ไหนก็ตามก็ไม่หลุดรอดระบบตรวจนี้ ยังอยู่ระหว่างการจัดหาเครื่องมือ และย้ำว่าหากนำระบบเหล่านี้มาใช้ กลุ่มผู้ก่อการร้ายก็หนีไม่พ้นอย่างแน่นอน

“การปลอมแปลงพาสปอร์ตเป็นปัญหาของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ถ้าปลอมแบบเนียนมาก การตรวจจะยากลำบาก เพราะท่าอากาศยานไม่สามารถตรวจได้นาน เฉลี่ยแล้วตรวจได้ 40-45 วินาที/คน เท่านั้น และนักท่องเที่ยวจะต่อคิวยาว จึงเกิดปัญหาพาสปอร์ตปลอมหลุดรอดเข้ามาได้ และอีกปัญหาคือใบหน้าคน การตรวจหน้าจะยากลำบาก เพราะคนศัลยกรรมกันจำนวนมาก แต่ทางตำรวจมีเทคนิคการตรวจสอบ ถ้าหากตำรวจได้นำระบบไบโอเมตริกซ์ มาใช้จะสามารถช่วยในการตรวจสอบได้อย่างดี”

อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นในการทำงาน และผลักดันสารพัดเรื่องเพื่อพลิกภาพลักษณ์ตำรวจคนเข้าเมือง ให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล  สิ่งหนึ่งที่ พล.ต.ท.ณัฐธร เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งมอบนโยบายให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาวันที่ 5 ต.ค. 2558 ว่า

“ผมสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และเชื่อมั่นว่าเราจะเดินต่อไปด้วยกันในการให้บริการคนเข้าเมืองอย่างมืออาชีพ และดูแลงานด้านความมั่นคงให้ประเทศไทยเป็นมาตุภูมิที่มั่นคงปลอดภัย”

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผลงานของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเป็นเครื่องหมายการันตีความมุ่งมั่น ศักยภาพของผู้นำหน่วยและผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแท้จริง และเมื่อจัดระเบียบในบ้าน (สตม.) เรียบร้อยเข้าที่เข้าทางแล้ว การสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศย่อมเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดในการขับเคลื่อนงานตรวจคนเข้าเมืองด้วย

พล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวอีกว่า ทุกวันพุธต้นเดือน จะเชิญตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประเทศไทยและต่างประเทศ เข้ามาพบปะพูดคุยกันทุกเช้า หรือ คอฟฟี่ ทอล์ก  (Coffee talk) เพื่อเปิดช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารข้อมูลร่วมกัน ผลลัพธ์คือสร้างสัมพันธ์ระหว่างไทยและนานาประเทศ นั่นจึงทำให้หลายๆ คดีสำคัญสามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว

“เราเปิดเป็นประชาคมอาเซียนต้องเปิดกว้าง และจะมีข้อมูลหลั่งไหลเข้ามา การดำเนินการต่างๆ ต้องรวดเร็วเพราะอาชญากรมักไหวตัวหลบหนีทัน”

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ณัฐธร ได้เชื่อมสัมพันธ์กับมิตรประเทศต่างๆ จัดคอร์สอบรม โดยเชิญผู้นำของแต่ละด่านตรวจคนเข้าเมืองมาพบปะพูดคุยกัน ซึ่งจะช่วยให้การทำงานสะดวกและง่ายขึ้นกว่าเดิม อย่างการฝึกปฏิบัติการร่วมต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติระหว่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไทย-กัมพูชา ก็เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบังคับใช้กฎหมายให้แก่เจ้าหน้าที่ตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ ได้บูรณาการความร่วมมือของเจ้าหน้าที่

ในการฝึกดังกล่าวเป็นการฝึกปฏิบัติการด้านสืบสวนสอบสวนคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติตามแนวชายแดน เช่น การลักลอบคนเข้าเมืองการค้ามนุษย์ และอาชญากรรมอื่นๆ ในการฝึกจะมีการจำลองสถานการณ์จริง ทำให้ผู้เข้ารับการฝึกจากทั้งสองประเทศได้ทำกิจกรรมการวางแผนการสืบสวนสอบสวนร่วมกัน โดยมีวิทยากรที่มีประสบการณ์การสืบสวนต่างประเทศ เช่น องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) และกรมกิจการพรมแดนแคนาดา เป็นต้น ให้คำแนะนำ

ในการฝึกครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างสำนักตรวจคนเข้าเมืองของไทย และองค์การระหว่างประเทศ เพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน IOM สถานทูตแคนาดา หลังจากนี้ จะมีการจัดฝึกปฏิบัติการในลักษณะเดียวกันตามด่านชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากภายหลังการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน AEC การบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวเนื่องระหว่างประเทศจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องบูรณาการความร่วมมือกันกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสอดคล้องต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน

ทั้งหมดเป็นเครื่องชี้วัดว่า พล.ต.ท.ณัฐธร เข้ามาบริหารหน่วยงาน สตม. ในห้วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาอย่างหลากหลาย และในฐานะผู้หน่วยสูงสุด ทำให้เห็นว่าแล้วว่า สตม.เดินไปในทิศทางเดียวกัน

 

“เจ้เล้ง” นักล่าฝัน จากแผงลอยสู่ยุคดอทคอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กันยายน 2559 เวลา 20:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/452871

"เจ้เล้ง" นักล่าฝัน จากแผงลอยสู่ยุคดอทคอม

โดย…รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

การเป็นนักล่าฝันและมีความฝันที่จะรวย ทำให้ผู้หญิงที่ชื่อ “เล้ง” จากเด็กนักเรียนกลายมาเป็นแม่ค้าแผงลอย จุดเริ่มต้นของ “ร้านเจ้เล้ง” ที่จับพฤติกรรมสาวไทยได้ถูกต้องที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง ทำให้เครื่องสำอางสกินแคร์ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และกลายเป็นร้านค้าปลีกนำเข้าขนาดใหญ่ย่านดอนเมือง

อารียฉัตร อภิสิทธิ์อมรกุล หรือ เจ้เล้ง เจ้าของกิจการสินค้านำเข้า เจ้เล้ง เล่าให้ฟังว่า การทำธุรกิจของร้านเจ้เล้งกระทั่งปัจจุบันกลายเป็นเศรษฐินีมีรายได้ระดับพันล้าน จุดเริ่มต้นมาจากการมีความฝันอยากมีรายได้ 5 แสนบาท จึงคิดขายสินค้ามาตั้งแต่ตอนเมื่ออายุ 14 ปี เริ่มจากการขายสินค้าเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็น ขนม เสื้อผ้า และก็เพิ่มกลุ่มสินค้าขึ้นมาเรื่อยๆ พอทำธุรกิจขายของได้ถึงอายุ 16-17 ปี ก็วิ่งไล่ล่าทำตามความฝันได้สำเร็จ ธุรกิจออกดอกออกผลมีกำไร 5 แสนบาท จากนั้นก็ยังไม่หยุดที่จะฝันวางเป้าหมายว่า ถ้าเรามีเงิน 5 ล้านบาท แล้วก็จะพอแล้ว กระทั่งปัจจุบันอายุ 70 ปี ยังฝันไม่หยุดอยากมีรายได้แตะระดับหมื่นล้านบาท

ย้อนไปในอดีตครอบครัวของเจ้เล้ง เป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่และย้ายมาตั้งรกรากที่เมืองไทย โดยมีแม่เป็นครูสอนภาษาจีน แต่ต่อมาโรงเรียนได้โดนสั่งปิดไป เพราะรัฐบาลต้องการปราบปรามคอมมิวนิสต์ เป็นจุดเริ่มต้นที่ครอบครัวตั้งแผงลอยขายของเล็กๆ น้อยๆ ที่ตลาดสะพานใหม่ ดอนเมือง ด้วยการขายเสื้อผ้าคอกระเช้า ผ้าถุง แต่หลังจากที่เจ้เล้งต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยแม่ขายของ ด้วยความเป็นคนหัวการค้าใช้เงินลงทุน 1,200 บาท เปลี่ยนสินค้าหน้าร้านมาเป็นขนมของเด็กๆ รวมทั้งเสื้อผ้าสมัยใหม่แทน และจุดเปลี่ยนคือ การมาจับตลาดนำเครื่องสำอางมาขายภายในร้าน

เมื่อเราถึงจุดที่รวยก็ทำให้การคบค้าสมาคมกับเพื่อนก็เป็นอีกระดับหนึ่ง จึงมีช่องทางทำให้ได้สินค้าราคาถูก สอดคล้องกับการทำธุรกิจคือ คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้สินค้าของเราขายได้ในราคาที่ถูกกว่าคนอื่นๆ เพราะราคาถือว่าเป็นปัจจัยหลักสำหรับการตัดสินใจซื้อสินค้า จึงเริ่มนำเข้าสินค้าหนีภาษีเข้ามาจำหน่าย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสำอาง น้ำหอม สกินแคร์ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากบรรดาลูกค้า กระทั่งสร้างชื่อเสียงให้รู้จักกันอย่างแพร่หลาย “เจ้เล้ง ดอนเมือง” แต่พอย่างเข้าสู่ปี 2549-2550 ก็เกิดกระแสข่าวลบของร้านต่างๆ นานา ว่าจำหน่ายสินค้าปลอม เป็นสินค้านำเข้าโดยไม่ถูกกฎหมาย เพราะด้วยกลยุทธ์ราคาที่ถูกแสนถูกก็เป็นดาบสองคมได้เช่นกัน

“ในห้วงเวลานั้น ลูกค้าที่เคยเดินทางมาซื้อสินค้าร้านเจ้เล้งหายไปกว่า 50% ที่ร้านเงียบมากร่วม 2-3 เดือน ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้งที่ต้องมองว่า การทำธุรกิจต้องทำให้ถูกกฎหมายเสียภาษีให้กับรัฐบาลให้ถูกต้อง ยอมกำไรน้อยหน่อย เพื่อกู้ภาพลักษณ์ที่เจ้เล้งปลุกปั้นทำธุรกิจมาเกือบ 10 ปี นอกจากนี้ยังสร้างแบรนด์เจ้เล้งให้ผู้บริโภคเข้าใจกระแสข่าวขายสินค้าปลอม เนื่องจากภายในร้านมีจำหน่ายซีดีหนังและโดนตำรวจจับเท่านั้น ภายในร้านเราไม่มีสินค้าปลอม จากนั้นลูกค้าก็เริ่มกลับมาซื้อสินค้าตามปกติ”

 

อารียฉัตร กล่าวว่า ในปี 2549 ถือว่าเป็นปีแห่งความท้าทาย เจ้เล้งเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งขายสินค้าปลอมบ้าง กระทั่งมาถึงสนามบินย้ายไปอยู่สุวรรณภูมิเหมือนฟ้าฟาดลงมา ถึงกับใจหายเดิมได้ยินเสียงเครื่องบินตลอดเวลา เนี่ยคือเงียบมาก จากปริมาณคนที่เดินทางแล้วต้องแวะหากซื้อของฝากจากต่างประเทศไม่ได้ก็มาแวะที่นี่ลูกค้าในส่วนนี้จะหายไปเลย แต่หลังจากนั้นลูกค้าก็กลับมาซื้อ เพราะทางร้านมีจุดแข็งมาร้านเจ้เล้งไม่ต้องไปไกลถึงต่างประเทศก็ได้รับของถูก ซึ่งปัจจุบันทางร้านนำสินค้าจากต่างประเทศมามากกว่า 10 ประเทศ เช่น สหรัฐ ออสเตรเลีย โปแลนด์

ก้าวเข้าสู่การค้าการขายในยุคดิจิทัล ช่องทางค้าปลีก หรือออฟไลน์ เริ่มมีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าลดลง อีกทั้งยังมีคู่แข่งขายสินค้าทางออนไลน์เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งการจำหน่ายผ่านทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือกระทั่งไลน์ แถมส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าหนีภาษี ประกอบกับมีคนไทยสร้างแบรนด์สกินแคร์ เครื่องสำอาง ราคาไม่แพงมาจำหน่ายจำนวนมาก นอกจากนี้ราคาตั๋วเครื่องบินถูก คนก็เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศง่ายขึ้น ก็ซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาใช้เอง ร้านเจ้เล้งจึงได้รับผลกระทบมาก ความถี่การซื้อสินค้าน้อยลง เพราะหันไปสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ ส่งผลให้เจ้เล้งต้องบุกช่องทางออนไลน์มากขึ้น ก็ถือว่าไม่ทำช้าเกินไป แต่จะทำให้มากขึ้นจากปัจจุบันสร้างรายได้สัดส่วน 30% ของรายได้รวม

การทำธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ถามข้อมูลสินค้าข้ามวันไปเลย ถามจนกว่าจะพอใจ บางทีก็ไม่ซื้อ ต้องใช้ความอดทนสูงมาก ที่สำคัญพฤติกรรมของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ส่วนใหญ่มีเป้าหมายว่าจะซื้ออะไรอยู่ในใจ ทำให้ปริมาณการซื้อของไม่ได้เยอะเหมือนเวลาเข้ามาซื้อสินค้าในร้านที่มีสินค้าหลากหลายดึงดูดใจควักกระเป๋าเงินซื้อสินค้าหลายชิ้น ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเจรจานำเข้าสินค้าของกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมจากยุโรปและเอเชียมาแข่งขันกับคู่แข่งในช่องทางออนไลน์ โดยมีหมัดเด็ดที่สำคัญ เปิดศึกขายสินค้าราคาถูกแต่มีคุณภาพ

“ประสบการณ์ทำธุรกิจมา 56 ปี จึงรู้ว่าอะไรควรบุกและอะไรต้องชะลอการทำออกไป ก่อนหน้านี้ประกาศว่าจะขยายสาขาเจ้เล้ง 2 ด้วยเม็ดเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท รวมทั้งชะลอการขยายแบรนด์ไลลา มีสินค้าไม่ต่ำกว่า 10 รายการ อาทิ สกินแคร์ แต่จากสถานการณ์การแข่งขันธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอาง สกินแคร์ ที่รุนแรง ช่องทางออฟไลน์กำลังอยู่ในภาวะขาลงและออนไลน์เริ่มเข้ามาแทนที่ ทำไมต้องลงทุนสร้างเราก็ใช้ออนไลน์เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าทั้งในรูปแบบปลีกและค้าส่งได้ เพราะการลงทุนค้าปลีกใช้งบลงทุนสูงคืนทุนช้า สำหรับเป้าหมายต่อไปของผู้หญิงนักสู้วัยของเจ้เล้ง การผันตัวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ ไม่ถึงขั้นทำเป็นโครงการใหญ่โต”

อารียฉัตร กล่าวว่า ขณะนี้มุ่งสร้างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประเภทเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ในรูปแบบให้เช่า เพราะเป็นธุรกิจที่กินได้ยาวมากกว่าการปล่อยขาย ก่อนหน้านี้ก็สร้างห้องเช่าให้ผู้เช่าขายสินค้าอยู่แล้ว จึงมองว่าการทำธุรกิจต้องทำสิ่งที่มีความถนัด อย่าไปเปลี่ยนสายน้ำให้ไหลไปจุดนั้นจุดนี้ และแม้ว่าจะเป็นเศรษฐินีระดับพันล้าน แต่เนื่องจากตัวเองเป็นคนที่ต้องทำงานอยู่ตลอด ไม่สามารถหยุดทำงานได้ จึงลงมือคุมงานอสังหาริมทรัพย์เกือบทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น การซื้อเหล็ก หรือกระทั่งปูน เลือกเองหมดทุกอย่าง ถึงขั้นไปต่อรองราคาซื้อขายด้วยตัวเอง เลยรู้ว่าตอนนี้ราคาเหล็กลดลงจากกิโลกรัมละ 20 บาท เหลือเพียง 12 บาท/กก.

สำหรับแผนสร้างโครงการเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ระหว่าง 2 ปี หรือ (2559-2560) พัฒนาที่ดินย่านลาดกระบัง 100-200 ไร่ เฟสแรกลงทุน 1,000 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการทั้งหมด 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย อพาร์ตเมนต์ 21 อาคาร มี 1,500 ห้อง เริ่มก่อสร้างแล้ว 30-40% ความโดดเด่นของเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ของเจ้เล้งที่พูดด้วยความภูมิใจว่า เป็นคนรักความสะอาดมาก ดังนั้นจะมีบริการฟรีทำความสะอาดห้องพักให้กับผู้เช่า
เดือนละ 1 ครั้ง

ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว แม้ว่าจะประกาศตัวลุยธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่หลักการลงทุนของเจ้เล้งค่อยๆ ลงทุนครั้งละ 25% จากมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท เพราะต้องการลดความเสี่ยงการทำธุรกิจ และค่อยๆ ศึกษาธุรกิจ พฤติกรรมผู้เช่าว่ามีความต้องการเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์รูปแบบใด เบื้องต้นคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จปลายปีหน้าและในปี 2565 ถึงจะคุ้มทุน สำหรับวางเป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้าหวังรายได้ขาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพิ่มสัดส่วนเป็น 50% และร้านเจ้เล้ง 50%

คีย์ซัคเซสของร้านเจ้เล้งที่เกิดจากแม่ค้าแผงลอยเล็กๆ มาสู่ธุรกิจค้าปลีก เกิดจากการมีใจรักที่จะค้าขาย รู้ว่าลูกค้าต้องการสินค้าอะไร ขยัน สิ่งสำคัญต้องมีความอดทน เพราะทำงานทุกอย่างล้วนมีอุปสรรคทั้งสิ้น

ส่วนสูตรอีกหนึ่งตัวคือความเชื่อที่ว่าชื่อร้าน “เจ้เล้ง” ต้องใช้ไม้ตรี แต่กลับใช้ไม้โท เพราะไม้โทมันแหงนหน้า ทำให้ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง เพราะเจ้เล้งย้ำว่า เก่ง ขยัน อย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ศาสตร์ต่างๆ มาผสมผสาน ถึงมีเจ้เล้ง ดอนเมืองมาถึงทุกวันนี้

66ยังแจ๋วมีหมื่นล้านจะวางมือ

อารียฉัตร อภิสิทธิ์อมรกุล หรือ เจ้เล้ง เจ้าของกิจการสินค้านำเข้าเจ้เล้ง กล่าวว่า แม้ว่าจะอายุ 66 ปี แต่ยังไม่คิดว่าจะวางมือแล้วปล่อยให้ทายาท ภัทรานิษฐ์ ลาภชีวะสิทธิฉัตร หรือ “น้องซิน” ลูกสาวคนที่ 3 เข้ามาดูแลกิจการอย่างเต็มตัว ต้องรอให้มีประสบการณ์มากกว่านี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยประกาศกับตัวเองว่าจะไม่ทำงานอะไรทั้งสิ้น จะอยู่บ้านแบบสบายๆ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถทำได้ วันรุ่งขึ้นก็กลับไปทำงานตามปกติ เพราะชีวิตที่ผ่านมาทำงานมาโดยตลอดจึงไม่คุ้นชิน

ส่วนชีวิตเว้นว่างจากการทำธุรกิจ วันหยุดสุดสัปดาห์เสาร์กับอาทิตย์ ก่อนหน้านี้จะหัดขี่จักรยาน เพราะในช่วงวัยเด็กมีชีวิตกับการค้าขายมาโดยตลอด ไม่มีเวลาได้วิ่งเล่นหรือขี่จักรยานเหมือนเด็กคนอื่นๆ พอขี่ได้รู้สึกดีใจมาก ไม่ว่าจะรวยแค่ไหนสำคัญคือต้องรวยอย่างมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย จะได้มีชีวิตยาวนานดูแลธุรกิจและเร่งสร้างรายได้ให้ได้ตามความฝันมีรายได้ แตะหมื่นล้านบาทแล้วเจ้เล้งอาจจะถึงเวลาที่ต้องวางมือเสียที

 

“ฟิลิป” 34ปีบนเส้นทางมายากล เสกความสุขให้ชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 18:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/452497

"ฟิลิป" 34ปีบนเส้นทางมายากล เสกความสุขให้ชีวิต

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

จบลงอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง…

หลังอดีตนักมายากลเด็กชื่อดัง “สำลี สังวาลย์” ออกมาร่ำไห้ผ่านสื่อว่า ชีวิตตกอับถึงขีดสุด ไม่มีงานทำ ซ้ำยังต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูลูกเมีย โดยพาดพิงถึง “ฟิลิป” ยอดนักมายากล ผู้ปลุกปั้นจนโด่งดังว่าปฏิเสธให้ความช่วยเหลืออย่างไร้เยื่้อใย จนเกิดวิวาทะตามมา ท้ายที่สุดตัดสินใจขอขมาพ่อบุญธรรมเพื่อยุติปัญหาทั้งหมด

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ไม่มีใครไม่รู้จักคณะมายากลอันประกอบด้วยฟิลิป ลิซ่า และสำลี ภาพนักมายากลสุดเท่ในชุดทักซิโด้ สาวสวยเซ็กซี่ เด็กน้อยผู้เปี่ยมอารมณ์ขัน กลายเป็นสูตรสำเร็จ ส่งผลให้รายการโทรทัศน์ คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า ยันงานเลี้ยงสังสรรค์ ขาดความบันเทิงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในยุคนั้นอย่างมายากลไปไม่ได้เลย

ชีวิตย่อมมีขึ้นลงตามวัฎจักร จากชื่อเสียงขจรขจายคับฟ้า งานทองไหลมาเทมา วันหนึ่งกระแสมายากลเข้าสู่ช่วงขาลง คณะฟิลิปห่างหายจากหน้าจอโทรทัศน์ กระทั่งวันนี้ชื่อของฟิลิปถูกลากเข้ามาในแสงสปอร์ตไลท์โดยบังเอิญ

ความทรงจำครั้งเก่าถูกปัดฝุ่นอีกครั้ง ภาพชายในชุดทักซิโด้กับลีลาความสามารถในการเสกมายากลอันน่าทึ่งพลันกลับมากระจ่างแจ่มแจ้งอยู่ในหัวสมอง

เมื่อครูสอนลีลาศถูก”เดวิด คอปเปอร์ฟิล”ร่ายมนต์ใส่

ชื่อจริงของฟิลิปคือ เฉลิมสวรรค์ ไพบูลย์พันธ์ เป็นชาวพัทลุง เติบโตท่ามกลางชนบทปักษ์ใต้ แรกเห็นโชว์มายากลเป็นครั้งแรกก็ประทับใจทันที

“สมัยเด็กๆ เวลามีงานรื่นเริงก็มักจะมีมายากลกลางแปลงมาแสดง ก็ไปยืนมุงดูตามประสาเด็กๆ พออายุ 18 เข้ากรุงเทพฯ ก็ได้เห็นมายากลกลางแปลงอีกครั้ง คราวนี้อลังการกว่าที่บ้านนอกเยอะ ทั้งคลุมผ้าปิดตาถามคำถาม ‘อับดุลเอ๊ยๆๆ’ แล้วทายถูกหมด มีงูเห่าไฟในกระป๋อง โชว์ตัดคอเด็ก เราก็ฮือฮามาก”

ชีวิตในเมืองหลวงต้องต่อสู้ดิ้นรน กลางวันทำงานที่บริษัทแผ่นเหล็ก กลางคืนไปเรียนหนังสือที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา เฉลิมสวรรค์รู้สึกเบื่อที่ต้องทำงานงกๆอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม จึงลาออกไปสมัครเป็นครูสอนลีลาศ

วันหนึ่งเจอประกาศในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐรับสมัครครูสอนลีลาศแถวประตูน้ำ เจ้าของโรงเรียนสอนลีลาศเห็นว่าหน้าตาคมสัน หน่วยก้านดี แกรับทันที แถมสอนให้ฟรีด้วย แต่ตกลงกันว่าสอนเสร็จแล้วให้มาเป็นครูสอนลีลาศที่โรงเรียนเป็นการชดเชย ผมก็เอาสิ แหม สอนฟรี แถมได้งานทำ มีแต่ได้กับได้ ช่วงเป็นครูสอนลีลาศ เที่ยวทุกคืน สอนเสร็จนักเรียนมาชวนแล้ว ครูไปเที่ยวไหม สมัยนั้นไนท์คลับเฟื่องฟู ไม่ได้ไปกินเหล้าเมามาย แต่ชอบเต้น ยังคิดไว้ว่าอยากจะเปิดโรงเรียนสอนลีลาศเล็กๆของตัวเอง

จุดเปลี่ยนของชีวิตเกิดขึ้นในปีพ.ศ.2524 เฉลิมสวรรค์ได้ดูภาพยนต์เรื่อง ปีศาจรถไฟ (terror train) เรื่องราวเกี่ยวกับฆาตกรสวมหน้ากากไล่ฆ่าคนบนขบวนรถไฟ

ฉากหนึ่งที่จำได้ไม่ลืมเป็นฉากที่เด็กหนุ่มนักมายากลคนหนึ่งเล่นกลเสกไพ่ออกมาจากมือ โอ้โห ลีลาเท่มาก นักมายากลคนนี้ยังมีบุคลิกพิเศษ หน้าตาหล่อเหลา มีเสน่ห์ ตอนโชว์กลนี่มันกระชากวิญญาณเราออกมาเลย เดินออกจากโรงหนังพูดกับตัวเองเลยว่า จะเป็นนักมายากลแบบไอ้หนุ่มคนนี้่ให้ได้ และจะมีชื่อเสียงด้วย กระทั่งหลายปีต่อมา ถึงได้รู้ว่าเด็กหนุ่มนักมายากลคนนั้นคือ เดวิด คอปเปอร์ฟิล ยอดนักมายากลชื่อดังของโลก

ถ่ายรูปกับเดวิด คอปเปอร์ฟิล ยอดนักมายากลระดับโลก ผู้เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจ

ซ้อม ซ้อม แล้วก็ซ้อม … 6 ชั่วโมงต่อวัน

หลังออกจากโรงภาพยนต์ในวันนั้น ชีวิตของเฉลิมสวรรค์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เขาขวนขวายทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เรียนวิชามายากล

ไปเดินแถวสำเพ็ง ดูพวกร้านขายอุปกรณ์เล่นมายากล เห็นของเล่นแปลกๆเต็มไปหมด ด้วยความที่ขี้อาย ผมทำทีไปซื้อของแล้วเลียบๆเคียงๆถามเจ้าของร้านว่า ไอ้ที่เสกไพ่ออกจากมือน่ะ ทำยังไง เขาก็ใจดีแนะนำว่าทำแบบนั้นสิแบบนี้สิ เราก็กลับไปฝึกต่อ ปีถัดมาไปเจอประกาศแข่งประกวดมายากล โดยชมรมสยามเมจิกคลับ ผมคิดอยู่ 3 วัน ก่อนโทรไปสมัครกับเขา และใช้ชื่อในการแสดงว่า ‘ฟิลิป’ ชื่อนี้เอามาจากหนังชีวประวัติเจ้าชายฟิลิปป์แห่งอังกฤษ เพราะรู้สึกว่าเท่ สง่ามาก พอไปแข่งกับอีก 12 คน ปรากฎว่าฟลุ๊คได้ที่หนึ่ง

ฟิลิปทำหน้างงๆ ทว่าน้ำเสียงแฝงด้วยความปลาบปลื้ม เขายอมรับว่า ตอนนั้นไม่ได้มีเทคนิคแพรวพราวอะไรนัก แค่เสกไพ่ เสกลูกบอลธรรมดาๆ อาจเป็นไปได้ว่าบุคลิกครูสอนลีลาศที่มีท่วงท่าลีลาไม่เหมือนใคร จึงโดนใจกรรมการ

ความโชคดีวิ่งเข้าชนฟิลิปอีกตูมใหญ่ เขาได้รับการชักชวนจากอาจารย์ไพรัช ธนสารสมบัติ ประธานชมรมสยามเมจิกคลับ ให้ทุนเรียนมายากลฟรี สอนโดยอาจารย์ชาลี ประจงกิจกุล นักมายากลชื่อดัง

ผมยังเป็นครูสอนลีลาศอยู่ พอได้แชมป์ ผมไม่เอาเลย ลาออก บอกเจ้าของโรงเรียนสอนลีลาศว่าอาจารย์ครับ ผมไม่เอาแล้ว ผมจะไปเป็นนักมายากล อาจารย์นี่อึ้งเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นอายุ 27 ไม่มีความคิดสักนิดเดียวว่า มายากลจะทำเงินให้ผม คิดอย่างเดียวว่าผมชอบมัน รักมัน หลงใหลมัน อยากเล่น อยากเรียน อยากฝึกซ้อมให้เก่งๆ บรรยากาศการเรียนเข้มข้นมาก สอนตัวต่อตัวในห้องแอร์วันละหนึ่งชั่วโมง แต่ผมจะกลับไปฝึกต่ออีกวันละ 6 ชั่วโมง ฝึกแบบนี้ทุกวัน ไม่เหนื่อย มีความสุข ผมเป็นคนขยันฝึกมาก ครูยังงงว่า สอนอะไรไป ฟิลิปมันทำได้หมด สอนวันนี้ พรุ่งนี้มันมาเล่นให้ดูแล้ว“แววตาเป็นประกายความมุ่งมั่้น

การเดินตามความฝันมีราคาที่ต้องจ่าย ช่วงที่เรียนมายากลฟรี ฟิลิปงานไม่มีทำ แถมต้องจ่ายค่าห้องเช่า ค่ากิน ค่าอยู่ จึงงัดวิชาศิลปะสมัยมัธยมมาหากิน นั่นคือ ปั้นตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ขายตามร้านเครื่องเขียน ประทังชีวิตให้อยู่รอดเดือนชนเดือน

วาสนาดีได้ไปเรียนมายากลที่ญี่ปุ่น

ปีพ.ศ.2527 หลังฝึกปรือวิทยายุทธ์มายากลได้ 2 ปี ฟิลิปเดินทางไปแข่งขันชิงแชมป์มายากลโลกที่ประเทศญี่ปุ่น ตอนนั้นเขามั่นใจสุดขีดว่า ผลจากการซ้อมอย่างเอาเป็นเอาตายน่าจะสามารถคว้ารางวัลติดมือกลับบ้านได้ แต่สุดท้ายเกิดแห้ว ไม่ติดสักอันดับ แม้จะผิดหวังเสียใจ แต่ก็มีน้ำใจนักกีฬาพอที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ

ใครจะรู้ว่า สิ่งที่ได้รับกลับมาหลังจากชวดรางวัลนั้นยิ่งกว่าคว้าแชมป์

หลังจบงาน ผู้จัดการแข่งขันชื่อ คุณซาวาดะ ให้คนมาเชิญไปนั่งคุยด้วย เขาบอกว่า อยากมาอยู่ญี่ปุ่นสัก 6 เดือนไหม จะหาครูมาสอนมายากลให้ฟรี อาหาร ที่พักฟรี แถมเงินพ็อคเกตมันนี่ให้ใช้ด้วย คุณคิดดูสิ วาสนาดีไหม ไม่ได้ที่หนึ่ง ไม่ได้รางวัลอะไรเลย แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามันยิ่งกว่ารางวัลใดๆ ผมคิดว่าสาเหตุที่เขาประทับใจในตัวผมน่าจะอยู่ที่อารมณ์ในการแสดงของตอนอยู่บนเวที Inner มันมาจากภายใน สีหน้า ท่าทาง ลีลา มีพลัง ดึงดูดคน ที่สำคัญเขาบอกว่า พอได้ดูการแสดงของผมรู้เลยว่าไอ้หนุ่มคนนี้มันต้องฝึกฝนมาอย่างหนัก  แต่สิ่งที่ขาดก็มีเพียงเทคนิคใหม่ๆเท่านั้นเอง ฝีมือเราสู้กับเมืองนอกได้ แต่ไอเดียเราสู้เขาไม่ได้ สมัยนั้นบ้านเราจะเรียนมายากลทีนึงยากลำบากมาก ญี่ปุ่นเขาสั่งวีดีโอสอนมายากลนำเข้าจากอเมริกาไม่กี่วันถึง แต่กว่าจะมาถึงเมืองไทยก็หลายเดือน ยุคนั้นวีดีโอยังไม่นิยม ช่องทางการเข้าถึงมีแต่เรียนจากครู เรียนจากตำราเก่าๆเท่านั้น

6 เดือนที่ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตของนักมายากลชาวไทยคนนี้ เป็น 6 เดือนที่เปลี่ยนแปลงตัวเขาในทุกๆด้าน

ฟิลิปเล่าว่า ฝีมือและเทคนิคพัฒนาสูงขึ้นอีกระดับประสบการณ์กว้างขวางขึ้น เพราะได้ดูโชว์จากนักมายากลรุ่นเยาว์ยันมืออาชีพมหาวิทยาลัย ทั้งยังได้เรียนรู้เบื้องหลังการจัดเวที แสง องค์ประกอบฉากต่างๆ ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ทำไมวงการมายากลญี่ปุ่นพัฒนารุดหน้าไปเร็วมาก

วันกลับเมืองไทย คุณซาวาดะมาส่งผมที่สนามบิน ด้วยความซาบซึ้งในบุญคุณ ผมถามเขาว่า ต้องชดเชยอะไรบ้าง เพราะตอนเรียนลีลาศยังต้องไปเป็นครูสอนลีลาศตอบแทน นี่เขาให้ขนาดนี้ จึงถามไปว่าอยากให้ไปสอนที่ไหนรึเปล่า คุณซาวาดะส่ายหัวบอกว่า ‘ไม่ต้อง คุณกลับไปประเทศของคุณ ไปเป็นผู้นำด้านมายากลที่ประเทศคุณนั่นแหละ’

ประโยคนั้นเปรียบเสมือนพรวิเศษที่อาจารย์ชาวญี่ปุ่นมอบให้แก่ลูกศิษย์จากเมืองไทยคนนี้

งานชุก เงินทองไหลมาเทมา ชื่อเสียงคับฟ้า…ยุคทองของนักมายากลไทย

และแล้วก็ถึงเวลาที่นักมายากลหนุ่มไฟแรงจะเสกความมหัศจรรย์ให้คนไทยได้ตื่นตะลึง ในฐานะดีกรีแชมป์ประเทศไทย แถมยังได้ไปชุบตัวถึงญี่ปุ่นอีก สถานะฟิลิป ณ ขณะนั้นไม่ต่างอะไรจากพยัคฆ์ติดปีก

ตอนนั้นดีกรีดีมาก เทคนิค ฝีมือระดับโลกแล้ว มั่นใจสุดๆ ในวงการมายากล ชื่อฟิลิปแจ้งเกิดเต็มตัวแล้ว แต่ในตลาดทั่วไปยังไม่มีใครรู้จัก ผมจึงเริ่มมองหางานอย่างจริงจัง ตอนนั้นตลาดเมืองไทยอยู่ที่คาเฟ่ซึ่งเฟื่องฟูมาก นักมายากลรุ่นพี่ไปแสดงกันทุกคืน วันหนึ่งมีเอเยนต์ติดต่อให้ไปเล่น ค่าตัวครั้งแรก 800 บาทต่อ 30 นาที ผมงัดเทคนิคมาโชว์ไม่ยั้ง ปรากฎว่าล้มเหลว ไปเล่นที่ไหนก็ถูกด่า ผู้จัดการไม่ชอบ มารู้ทีหลังเขาบอกว่า ‘มันเล่นเก่งจริง แต่เล่นไม่สนุก’ หมายถึง ยอมรับว่าผมเก่ง มีฝีมือ แต่แขกไม่ชอบ  ผมกลับมาวิเคราะห์ว่า ทำไมเราถึงไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ฝีมือเหนือกว่าคนอื่น จนมาพบว่า นักมายากลคนอื่นเขาฝีมือด้อยกว่าเราก็จริง แต่เขาเอนเตอร์เทนเก่ง จับคนดูอยู่ เล่นไม่ต้องเก่งมาก สำคัญคือต้องให้คนดูชอบ พวกนี้เล่นนิดเดียว พูดคุย หยอกล้อ เล่นมุขเสียเยอะ แขกก็ชอบ ผู้จัดการก็บอกเฮ้ย วันหลังมาอีก ส่วนผมขี้อาย พูดก็น้อย โชว์อย่างเดียว คิดแต่จะโชว์ว่ากูเก่ง แต่ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับแขกเลย

ฟิลิป บอกว่า แม้ประสบความล้มเหลว ได้งานเพียง 3 ครั้งต่อเดือน เงินก็น้อยนิด แต่เขาไม่รู้สึกท้อแท้แต่อย่างใด กลับมีความสุขมากเสียอีกที่ได้แสดงบนเวที

กระทั่งปีพ.ศ.2530 หลังจากลุ่มๆดอนๆอยู่ตามเวทีคาเฟ่มาเกือบ 3 ปี วันหนึ่งฟิลิปเกิดปิ๊งไอเดียจากภาพยนต์เรื่องเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ เขาตัดสินใจพลิกโฉมคาแรกเตอร์เป็นเจ้าพ่อมาเฟีย ก่อนจะได้รับความนิยมอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

ผมสวมทักซิโด้ เล่นกลไพ่ กลจุดบุหรี่ เสกผ้าพันคอให้กลายเป็นนก คนชอบมาก ยิ่งตอนนั้นคุณลิซ่า ไปรพิศ เข้ามาเป็นผู้ช่วย โอ้โห สวย เซ็กซี่ คนดูเลยชอบกันใหญ่ ค่าตัวเพิ่มเป็น 1,200 บาทต่อ 30 นาที เล่นคืนหนึ่ง 5-6 ร้าน บทเรียนที่ได้จากครั้งนั้นคือ หัวใจสำคัญของการแสดงบนเวทีอยู่ที่การเอาชนะใจคนดูให้ได้ ไล่เลี่ยกันกับช่วงนั้นมิวสิควีดีโอกำลังบูม ผมนั่งดูแล้วโป๊ะเช๊ะเลย เสร็จกูล่ะ ทำไมเราไม่เอามิวสิควีดีโอมาเล่นเป็นโชว์ของตัวเองเสียเลย เช่น เพลงพี่เบิร์ด ธงไชยที่ร้องถึงนก หมอก ควัน ดอกไม้ ผมก็เสกนก เสกควัน เสกดอกไม้ พูดง่ายๆเล่นกลตามเพลง ไม่มีใครทำมาก่อน ผลคือชื่อของคณะฟิลิปดังกระหึ่ม

สำลี นักมายากลเด็กชื่อก้องแห่งยุค สมัยที่ไปออกรายการทีวี

ในสายตาของนักมายากลคนนี้ คำว่าแจ้งเกิดหมายถึง การมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ และวันแจ้งเกิดของคณะฟิลิปอย่างจริงๆจังๆคือ ตอนที่เขาได้ไปพบกับเพชรเม็ดงาม เด็กชายร่างเล็ก ผิวดำ ฟันขาว นิสัยร่าเริงนามว่าสำลี ก่อนนำมาชุบเลี้ยงปลุกปั้นให้กลายเป็นนักมายากลเด็กชื่อดังที่สุดของวงการบันเทิงยุคนั้น

ยุคนั้นความบันเทิงอันดับหนึ่งของคนไทยคือ โทรทัศน์ ใครชอบดูรายการอะไรจะนั่งหน้าจอรอเลย ผมไปออกรายการสี่ทุ่มสแควร์ ให้สำลีเขาฝึกเต้นเป็นไมเคิล แจ็คสัน คราวนี้ดังไปทั่วประเทศเลย จากกรุงเทพฯขยายไปต่างจังหวัด ชื่อของฟิลิป ลิซ่า สำลี ติดหูคนไทย งานไหลมาเทมาทั้งออกรายการทีวี งานเลี้ยงบริษัท งานสัมมนา ปีใหม่ งานแต่ง งานบวช วันเกิด โชว์ตามห้าง ถ่ายแบบโฆษณา จำได้ว่าลงประกาศในสมุดหน้าเหลือง คนโทรมาเยอะจนรับงานไม่ทัน ต้องจองกันข้ามปี ค่าตัวเวลานั้น 65,000 บาทต่อครึ่งชั่วโมง ถึงขนาดบริษัทวีดีโอจ้างไปบันทึกเทปสอนมายากลเดือนละม้วน ยิ่งกว่านั้นคือ ไปออกรายการชิงร้อยชิงล้านแล้วทำล้านแตก นั่นเป็นช่วงที่พีคที่สุดในอาชีพนักมายากลของผมเลย

ยุคทองของคณะฟิลิปกินเวลานานนับสิบปี ระหว่างพ.ศ.2530-2547 กระแสดังกล่าวยังปลุกวงการมายากลให้กลับมาได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางอีกครั้ง บรรดาผู้ประกอบอาชีพนักมายากลมีงาน มีเงินอู้ฟู่ ร้านขายอุปกรณ์การเล่นกลผุดขึ้นตามห้างสรรพสินค้า รวมถึงการเปิดโรงเรียนสอนวิทยากลฟิลิปในปีพ.ศ.2538 อันถือเป็นโรงเรียนมายากลแห่งแรกที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ

สมัยผมเด็กๆไม่รู้เลยว่าจะไปดูมายากลที่ไหน จะเรียนได้จากไหน แต่ช่วงที่ผมดัง ทุกเช้าวันเสาร์จะไปยืนอยู่หน้าจอทีวี สอนมายากลออกรายการซูเปอร์จิ๋วให้เด็กๆทั้งประเทศได้ดู นี่เป็นสิ่งที่ผมภาคภูมิใจมาก ทำให้เด็กๆหลายคนเกิดแรงบันดาลใจพ่อแม่นิยมส่งลูกมาเรียนมายากลกันเยอะเลย เดี๋ยวนี้มีนักมายากลรุ่นใหม่ๆเกิดขึ้นเยอะ เด็กสมัยนี้เขาเก่งขึ้น กว้างขึ้น มีคลิปวีดีโอสอนมายากลให้ดูไม่รู้เบื่อ สั่งซื้ออุปกรณ์เล่นมายากลได้ง่ายๆทางออนไลน์ ต่างจากสมัยผมต้องสั่งซื้อต่างประเทศ แถมราคาแพงเป็นแสน อีกเรื่องที่ผมภูมิใจมากไม่แพ้กันคือ  ช่วงนั้นผมเชิญคุณซาวาดะมาเที่ยวเมืองไทย ดูแลที่พัก อาหาร พาเที่ยวทุกอย่าง เพื่อตอบแทนบุญคุณท่าน

ฟิลิปกำลังโชว์มายากลให้เด็กๆในรายการซูเปอร์จิ๋ว

สูงสุดคืนสู่สามัญ ความสุขในวันนี้ของ”ครูฟิลิป”

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ที่จะอยู่ค้ำฟ้า ทั้งลาภ ยศ สรรเสริญ มีขึ้นก็ต้องมีลง หลังจากกระแสนิยมอาชีพมายากลพุ่งสู่จุุดสูงสุดแล้วค่อยๆแผ่วลง

กระนั้นนักมายากลหมายเลขหนึ่งอย่างฟิลิปไม่เคยหวั่นไหว

ช่วงพีคสุดๆ เงินสะพรั่งสุดๆ ผมไม่เคยไปซื้อคฤหาสถ์ ซื้อรถสปอร์ต สะสมเพชรนิลจินดา สิ่งที่ลงทุนไปมีเพียงโรงเรียนสอนวิทยากลฟิลิปซึ่งวันนี้ยังคงเปิดสอนอยู่ โชคดีที่ผมไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย และคิดมาตลอดว่าชีวิตคนเรานั้นไม่แน่นอน ผมเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามวัฎจักร ใครจะดังได้ตลอดกาล พอกระแสเริ่มแผ่ว ผมเริ่มหายหน้าไปจากสื่อ แต่งานยังคงมีตลอด คำว่าขาลงไม่ใช่เรื่องฝีมือตกเหมือนนักร้อง ถ้าเขาร้องเพลงเก่ง ร้องเพลงเพราะ คุณภาพเขาไม่มีวันตกอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดต่างหาก สมัยก่อนฟิลิปออกทุกรายการ คนก็เบื่อ ถึงวันหนึ่้งเขาก็ไปสนใจอย่างอื่น”

งานลด เงินน้อย ภาระความวุ่นวายต่างๆก็หายไป แทนที่ด้วยความปลอดโปร่งโล่งสบาย ฟิลิปบอกว่าชีวิตวันนี้เขามีความสุขมาก

ช่วงพีคๆ เหนื่อยมาก ไหนจะงานแสดง ไหนจะบริหารจัดการ ลูกน้องเยอะ ได้เงินเยอะก็จ่ายเยอะ ไม่มีเวลาพักผ่อน เครียด นั่นคือสิ่งที่ผมต้องเผชิญ ทุกวันนี้งานน้อยลง เหลือเดือนละ 3-4 งาน ค่าตัว 30,000-40,000 บาท ไม่นับงานเปิดสอน ให้เช่าอุปกรณ์มายากลอีก ก็พออยู่ได้นะ แต่ชีวิตผมเบา สบาย ไม่ต้องเครียด มีเวลาได้พักผ่อน ตอนนี้มีความสุขมากกว่าเมื่อก่อนอีก …คุณดูหน้าผมสิ สดใสไหม นี่อายุ 60 แล้วนะ (หัวเราะ)”

ฟิลิปและลิซ่า คู่ขวัญวงการมายากลเมืองไทย

ถามว่าคนที่เคยผ่านจุดสูงสุดของชีวิตมาแล้ว รู้สึกอาลัยอาวรณ์อดีตอันหอมหวนไหม

อยากจะพูดแบบนี้ว่า ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องเงินเลยผมเล่าให้คุณฟังตั้งแต่แรกๆตอนเข้าสู่วงการมายากลแล้วว่า ผมทำด้วยใจรักใจชอบ มีความสุขที่ได้เล่นมายากล สมัยแรกๆทำงานได้เดือนละแค่ 3,000-4,000 ก็ผมยังมีความสุข ไม่เคยบ่น ไม่เคยท้อ ขอให้ได้ขึ้นเล่นเท่านั้นพอ ผมชอบเล่นมายากล มายากลคือสิ่งที่ผมรัก แล้วผมก็มีอาชีพเป็นนักมายากล ดังนั้นชีวิตผมจึงไม่ได้ทำงานเลย เพราะผมได้พบกับงานที่ผมรัก ชีวิตคนเราแค่คุณได้พบกับงานที่คุณรัก คุณก็จะเป็นอิสระ ไม่ต้องมีออฟฟิศ ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร ไปเล่น ไปสนุกอย่างเดียว เงินทองเป็นอีกเรื่องที่ตอบแทนมาทีหลัง

ในวัย 60  ความฝันสุดท้ายของตำนานนักมายากลรายนี้คือ อยากจะถ่ายทอดความรู้เรื่องมายากล ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารู้จักมันดีที่สุด เชี่ยวชาญที่สุด ให้แก่ลูกศิษย์ลูกหาอย่างไม่ปิดบัง

มายากลเป็นสิ่งผมรู้ดีที่สุด จึงอยากจะถ่ายทอดให้แก่ลูกศิษย์ ส่งผ่านไปให้เด็กๆเพื่อที่เขาจะเอาไปสร้างสรรค์ พัฒนาวงการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ให้เขามีโอกาสเหมือนที่ผมเคยได้รับโอกาส ความอดทนเป็นสิ่งสำคัญครับ โอกาสน่ะมันมี แต่วันที่ยังมาไม่ถึง ถ้าเราไม่อดทนก็ไม่ได้เจอกับความสำเร็จ ผมอดทน และก็อึดด้วย ตอนฝึกใหม่ๆไม่มีเงินกินข้าว ต้องเร่ขายตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ และผมซ้อมหนักมากวันละ 6 ชั่วโมง การมายืนอยู่จุดนี้ได้ผมต้องอึดมากๆ แล้วสุดท้ายผมก็ชนะ

น้ำคำเด็ดเดี่ยวของลูกผู้ชายชื่อ ฟิลิป ตำนานนักมายากลที่ยังมีลมหายใจของเมืองไทย