สภาทนายความ ต้องไม่มีสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 กันยายน 2559 เวลา 09:37 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/452429

สภาทนายความ ต้องไม่มีสี

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

จากแนวคิดเรื่องพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือ Power of Change ที่หยิบยกมาเป็นนโยบายหาเสียงส่งผลให้รอบนี้ ดร.ถวัลย์ รุยาพร เบียดเอาชนะแชมป์เก่า 2 สมัยอย่าง เดชอุดม ไกรฤทธิ์ ไปแบบขาดลอยด้วยคะแนนเสียง 7,630 ต่อ 5,014 เสียง ครองตำแหน่งนายกสภาทนายความคนล่าสุด

จากประสบการณ์ทนายความร่วม 38 ปี เคยได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารสภาทนายความ 2 สมัย นอกจากทำหน้าที่ทนายความแล้วยังเป็นอาจารย์สอนหนังสือในหลายมหาวิทยาลัย และนี่เป็นครั้งแรกที่ได้รับเลือกเป็นนายกสภาทนายความหลังจากลงแข่งขันมาแล้ว 4 สมัย

ดร.ถวัลย์ เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ โดยอธิบายเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนองค์กรแห่งนี้ ว่า จะทำให้สภาทนายความเป็นองค์กรหลักช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหาด้านกฎหมายและต้องการที่พึ่ง ให้เขาสามารถมาสภาทนายความด้วยความมั่นใจว่าเราจะช่วยเขาได้

ทั้งนี้ จากประสบการณ์เราจะเห็นคนที่ประสบปัญหาทางกฎหมายที่ไม่มีที่พึ่ง สูญเสียชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน บางคนไม่มีฐานะ เพราะคนมีฐานะสามารถไปว่าจ้างทนายความ แต่คนจนบางคนไม่มีเงินประกันตัว ไม่มีเงินจ้างทนาย ตรงนี้สภาทนายความต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชน

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแม้จะมีการทำงานไปบ้างแล้ว แต่เนื่องจากคนที่ได้รับความเดือดร้อนมีเยอะ หลายคนยังเข้าไม่ถึง ตรงนี้สภาทนายความต้องจัดโครงการเชิงรุกในการช่วยเหลือประชาชนให้เขาทราบว่าเราช่วยเขาได้

“ผมเคยเป็นกรรมการช่วยเหลือประชาชนของสภาทนายความ ช่วงนั้นคดีวิสามัญฆาตกรรมฯ คดีหม่อมลูกปลา ที่เป็นเรื่องโด่งดัง แต่ระยะหลังงานแบบนี้เริ่มเงียบไป ดังนั้นต้องผลักดันสร้างการปฏิรูปการช่วยเหลือประชาชนให้ชาวบ้านมาสภาทนายความ”

ดร.ถวัลย์ กล่าวถึงกรณีการคิดค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไปของทนายความบางแห่ง ว่า ทนายความเป็นอาชีพอิสระ การทำสัญญาจ้างการว่าความก็เป็นอิสระ แต่การเรียกค่าว่าความอาจจะไม่เป็นธรรมกับบางคนเป็นเรื่องที่สองฝ่ายตกลงกัน ทำให้มีแนวคิดว่าควรจะทำหลักเกณฑ์เรื่องการคิดค่าใช้จ่ายให้ชัดเจนไปเลย ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มี

“ทนายความเขาก็ต้องการ สิ่งเหล่านี้จะได้รู้ว่า คนหนึ่งเรียกสองพัน คนหนึ่งเรียกหมื่นหนึ่ง คนหนึ่งเรียกแสนหนึ่ง ทั้งที่คดีลักษณะใกล้เคียงกันก็เป็นไปได้ เพราะเราไม่มีหลักเกณฑ์อะไร ชาวบ้านบางคนจ้างทนายคดีแค่แบบนี้เขาอาจเรียกเป็นแสน เขาอาจจะไม่เข้าใจ ต้องเผยแพร่ความเข้าใจให้เขา จัดแนวทางให้เขา แนวทางของศาล เรียกว่าแนวทางพิจารณาคดี แนวทางตัดสิน แต่จะให้กำหนดตายตัวก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความพึงพอใจระหว่างคู่สัญญาด้วยกันด้วย”

ดร.ถวัลย์ กล่าวว่า การกำหนดค่าจ้างว่าความควรจะทำให้เป็นมาตรฐาน เพราะทนายความไม่เหมือนหมอที่พอเดินเข้าคลินิกก็ต้องรู้แล้วว่าต้องเตรียมสตางค์อย่างน้อยก็ต้องมีพันหนึ่ง แต่ถ้ามาหาทนายความไม่ต้องเสียตังค์ก็ได้ ทนายความจึงไม่ได้มีฐานะทุกคน ดังนั้นจึงควรทำให้มีสวัสดิการ เพราะเป็นอาชีพอิสระ

อย่างเมืองนอกเขารู้กันชัดเจนว่า ถ้าไปหาทนายความจะเสียค่าใช้จ่ายชั่วโมงละเท่าไหร่ก็ว่าไป คุยเสร็จก็วางบิลจ่ายตังค์ เมืองไทยก็ทำได้แค่บางสำนักงานแต่น้อยมาก

นายกสภาทนายความคนใหม่ อธิบายต่อถึงแผนที่จะสร้างสภาทนายความให้เป็นที่พึ่งประชาชน ว่า จะต้องประชาสัมพันธ์ เพราะมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ มี 2 แบบ ต้องสร้างให้ชาวบ้านเข้าใจว่าทนายความเป็นที่พึ่งเขาได้ ไม่ใช่เอาเปรียบเขา ต้องพัฒนาตรงนี้ ปฏิรูปตรงนี้

“สมัยก่อนคนมองทนายความเอารัดเอาเปรียบบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ดีขึ้นจากโครงการช่วยเหลือประชาชนที่จัดการเข้าไปช่วยเหลือคนที่ยากจน ซึ่งเรามีหลักเกณฑ์ คือ จะต้องยากไร้ และไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยมีคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาพิจารณาโดยเฉพาะ ซึ่งตรงนี้ก็จะต้องเข้าไปปรับปรุงให้เป็นที่พึ่งประชาชนได้”

ดร.ถวัลย์ อธิบายว่า ทุกวันนี้ทางสภาทนายความมีเครือข่ายทุกจังหวัดทั่วประเทศที่คอยช่วยเหลือประชาชน แต่ยังต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น แต่ก็ต้องระวัง เพราะถ้าสภาทนายความไปดำเนินการทำเองทั้งหมด ทนายอาชีพก็จะไม่มีงานทำ ดังนั้นจึงกำหนดหลักเกณฑ์ไว้ชัดเจน เช่น การออกโครงการช่วยเหลือคนยากไร้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนเรื่องการให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมายนั้นให้คำปรึกษาได้หมด หรือเผยแพร่ความรู้นั้นทำได้หมด ไม่ว่ารวยหรือจน

ทั้งนี้ สิ่งที่คิดไว้ คือ การออกไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ถึงโครงการช่วยเหลือให้ประชาชนได้รับรู้มากขึ้น จากการที่มีศูนย์พร้อมครบทุกจังหวัด แต่ยังต้องดูว่าสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหน มีงบจำกัดหรือไม่ เพราะทำทั่วประเทศและจำนวนประชาชนเดือดร้อนมีมาก และประชาชนไม่ได้มีเงินจ้างทนายความทุกคน

ในแง่การควบคุมดูแลการทำงานของทนายความซึ่งขึ้นทะเบียนขอใบอนุญาตทั่วประเทศมีจำนวน 6.5-7 หมื่นคน ในจำนวนนี้ว่าความจริงๆ ประมาณ 2 หมื่นคน ซึ่งทนายความทุกคนต้องเป็นสมาชิก จดทะเบียนกับสภาทนายความ ทางสภาทนายความก็มีสำนักงานคณะกรรมการมารยาทขึ้นมาดูแลเรื่องการทำงานโดยเฉพาะ

ที่ผ่านมา ก็มีการร้องเรียนพิจารณาความผิดหลายเรื่องหลายกรณี ทั้งทุจริตเรื่องเงิน ไม่ทำงานให้ตามที่รับงานมา หรือทอดทิ้งคดี รวมทั้งเรื่อง มารยาทต่อศาล มารยาทต่อทนายความด้วยกัน ซึ่งชาวบ้านที่ประสบปัญหาสามารถเข้าไปร้องได้เลย ส่วนการพิจารณาความผิดและการลงโทษก็ว่ากันไปตามกระบวนการ มีทั้งภาคทัณฑ์และลบชื่อออก

สำหรับสิ่งหาเสียงไว้นั้นและต้องทำมีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการคัดค้านและการดำเนินการถอนร่าง พ.ร.บ.ทนายความ ฉบับเปิดเสรีทนายความต่างด้าว เพราะอาชีพบริการทางกฎหมาย หรืออรรถคดี เป็นอาชีพสงวน หากเปิดให้ทนายความต่างชาติเข้ามาทำงานก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานทนายความไทย

สิ่งที่จะกระทบ คือ หนึ่ง เราพร้อมต่อสู้ไหม ทั้งด้านวิชาชีพกฎหมาย ด้านทุน เราต้องเข้าใจพื้นฐานสำนักงานทนายความเมืองไทย โดยเฉพาะเรื่องทุนเราสู้ไม่ได้นะ เฉพาะเมืองใหญ่ ภูเก็ต พัทยา สมุย ทนายไทยทำให้คนต่างชาติทั้งหมด แต่ถ้าเปิดเสรีเมื่อไหร่ ต่างชาติก็ใช้นักกฎหมายของเขา

อีกนโยบายคือการทบทวนกฎหมายที่มีผลกระทบต่อทนายความและประชาชน อาทิ กฎหมายวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว จากเดิมที่มีการกำหนดให้คดีที่เกี่ยวกับเยาวชนต้องมีที่ปรึกษากฎหมาย ซึ่งไม่เรียกว่าทนาย โดยจะต้องไปสอบอบรมมีใบอนุญาตอีกใบ และทนายไม่เห็นด้วย เพราะทนายกว่า 5-6 หมื่นคน จะเสียสิทธิว่าความจากเดิมที่สามารถว่าความได้ทุกคดี

ต่อด้วยการทบทวนกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการห้ามฎีกาที่เพิ่งประกาศออกใช้ กำหนดให้คดีแพ่งไม่สามารถฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถือเป็นที่สุด หากจะฎีกาต้องขออนุญาตศาลฎีกา ซึ่งชาวบ้านอยากให้ต่อสู้คดีให้ถึงชั้นฎีกา เช่นเดียวกับทางทนายก็อยากสู้ให้ถึงที่สุด

ในแง่สวัสดิการของทนายความก็จะต้องปรับปรุง เพราะอาชีพทนายความเป็นอิสระ จะต้องเพิ่มสวัสดิการ เช่น การรักษาพยาบาล หลายคนต้องพึ่งตัวเองกรณีเจ็บป่วย ถ้าไม่มีประกันสังคมก็ไม่มีสิทธิ

ขณะที่เรื่องวิชาการด้านกฎหมายก็จะเผยแพร่ให้ความรู้โดยเฉพาะกฎหมายใหม่ที่ออกมา 100 ฉบับ และกำลังจะออกอีกกว่า 100 ฉบับ ต้องเผยแพร่ให้ทนายความและประชาชนได้รับทราบ เพราะกฎหมายใครจะไม่รู้กฎหมายไม่ได้ แต่ทำยังไงจะรู้ได้ ก็ต้องให้องค์กรไปเผยแพร่ความรู้ ซึ่งเรายังอ่อนตรงนี้ ก็จะไปผลักดันโครงการ สัมมนา ช่วยเหลือทางด้านคดีด้วย

รวมทั้งเรื่องกระบวนการตรวจสอบภายในสภาทนายความเอง ที่จะต้องมีระบบตรวจสอบกันเอง จากเดิมที่ไม่เคยมี จึงคิดว่าควรต้องตั้งเป็นองค์กรอิสระเข้ามาตรวจสอบประเมินผล หรือหาคนกลาง เบื้องต้นก็ตรวจสอบ การใช้เงิน ตรวจสอบผู้บริหาร

เนื่องจากปัจจุบันสภาทนายความมีงบประมาณเพิ่มมากขึ้นตกประมาณปีละ 100 ล้านบาท รายได้ส่วนหนึ่งมาจากที่สภาทนายความเปิดอบรม คิดค่าใช้จ่ายประมาณคนละ 3,000 บาท รุ่นหนึ่งประมาณ 1 หมื่นคน ประมาณ 30 ล้านบาท/รุ่น และปีหนึ่งจัดอบรมเป็น 3 รุ่น ยังไม่รวมกับรายได้อื่นๆ

ถามถึงปรากฏการณ์ที่ทนายความจับกลุ่มรวมตัวกันเองเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบเลือกข้างเลือกสีจะเข้าไปควบคุมดูแลหรือไม่ ดร.ถวัลย์ กล่าวว่า เป็นความคิดส่วนตัวของเขา แต่ละคนใครชอบอะไร อย่างไร ก็ว่ากันไป แต่องค์กรสภาต้องรวบรวมทุกกลุ่มทั้งหมด เพราะเป็นทนายเหมือนกันหมด

ทั้งนี้ ต้องพยายามหาทางทำให้เกิดการพูดคุย เกิดความสามัคคี ทนายความด้วยกันต้องเข้าใจกัน อยากให้อยู่ร่วมกัน ส่วนความคิดเราห้ามไม่ได้ใครจะคิดยังไง แต่เราพยายามให้รวมกันให้ได้ ไม่อยากให้มีสีอะไร

“สภาทนายความต้องเป็นศูนย์รวมช่วยทุกฝ่าย ตัวสภาทนายความเองต้องเป็นหลัก อย่าไปเอนเอียงช่วยฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ไม่ได้ เขาถึงจะกล้าเข้ามาทั้งสองฝ่าย ถ้าไปช่วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก อีกฝ่ายเขาก็กลัวไม่กล้าเข้ามา ต้องทำให้เป็นศูนย์กลาง ข้างไหนก็มาเข้าสภาฯ ช่วยทั้งหมด

คุณจะอยู่ข้างไหน ก็มาสภาฯ ได้หมด ต้องช่วยทั้งหมด ผมจะปรับตรงนี้ ใครจะมาสภาฯ ก็ช่วยทั้งนั้น ไม่เลือกฝ่าย จะทำสภาฯ ให้เป็นกลางทางการเมืองมากที่สุด ผมเองก็คิดอย่างนั้นอยู่แล้ว ส่วนตัวก็ไม่ได้อยู่ข้างไหนอยู่แล้ว ยืนยันได้เลย ไม่ได้เป็นฝักฝ่ายสีนั้นสีนี้ จากประวัติผม ถ้าศึกษาดูก็รู้”

“ที่ชนะเลือกตั้งมาก็ไม่มีการเมืองมาช่วย ไม่มีเลย ยืนยันได้ แต่รายการที่ประชาสัมพันธ์ก็ไปทุกที่ เพราะการหาเสียงไปหมด พบทุกฝ่าย ปกติเขาไม่ชอบเรา เราก็ต้องไปหาเขา คิดยังไงก็ต้องไปหา” ดร.ถวัลย์ กล่าว

พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

ดร.ถวัลย์ วิเคราะห์คะแนนที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกทนายความทั่วประเทศแบบท่วมท้น จากรอบที่แล้วเคยพลาดเก้าอี้ไปแบบเฉียดฉิวด้วยคะแนน 5,053 คะแนน ต่อ 5,555 คะแนน ก่อนจะพลิกมาชนะเที่ยวนี้ด้วยคะแนน 7,630 คะแนน ต่อ 5,014 คะแนน ส่วนหนึ่งเพราะทนายความออกมาใช้สิทธิมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 2,000 คน

อีกประเด็นสำคัญ คือ เรื่องนโยบาย Power of Change หรือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงเพราะแนวความคิดทนายความรู้สึกว่าอยากมีการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูป เข้าใจว่าพี่น้องทนายความทั่วประเทศมีความคิดตรงกัน ว่าอยากมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารที่บริหารมา 10 กว่าปี

อีกเรื่องคือประเด็นการคัดค้านการเปิดให้ทนายความต่างชาติเข้ามาเป็นทนายในประเทศไทย ที่จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของทนายไทยในอนาคตอย่างกว้างขวาง

ดร.ถวัลย์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มหาเสียงมาได้ประมาณ 1 ปี โดยใช้วิธีเดินทางไปพบกับทนายความทั่วประเทศ เพราะการเลือกตั้งสภาทนายความนั้นเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จึงต้องไปพบกับสมาชิกทั่วประเทศทั้งหมด โดยอาศัยไม่มีทุนมากมาย ไปแจกใบปลิว ไปพูดคุยกับเขา

“ผมไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไม่มีจังหวัดไหนที่ผมไม่ได้ไป ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเขาเข้าใจ ผมไปพูดกับเขาทุกจังหวัด รับรู้ปัญหาเขา ว่ามีปัญหาอะไร เหนือสุด แม่ฮ่องสอนก็ไป ที่แม่ฮ่องสอนก็ชนะ มีคนมาลงคะแนนทั้งหมด 6 คน บึงกาฬ 20 กว่าคน หรือสตูลก็ไป อำนาจเจริญก็ไปหลายรอบ

เราไปพบเขา รับฟังปัญหาเขา เราทำได้แค่นั้น เพราะการเลือกตั้งของทนาย ให้อิสระทุกอย่าง ไม่มีหลักเกณฑ์ห้าม เพราะถือว่าเป็นทนาย มีสิทธิตัดสินใจด้วยตัวเอง จะไปซื้อเสียงก็ไม่มีผล ไปจัดเลี้ยงก็ไม่มีผลกับทนายหรอก เล่าให้ฟังเลย สมัยก่อนโน้น ไปจัดเลี้ยงเขาอย่างนี้ เขาไม่เลือกเลย แจกอะไรก็ไม่เลือก”

ถามถึงผลงานที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ มีหลายเรื่องใหญ่ๆ ดร.ถวัลย์ เล่าให้ฟังว่า เคยทำคดีเรื่องรถหายที่ไปจอดที่ห้างสรรพสินค้าแล้วห้างสรรพสินค้าไม่รับผิดชอบ จนนำไปสู่การฟ้องร้องกัน สุดท้ายก็สู้คดีจนชนะ ห้างสรรพสินค้าต้องรับผิดชอบค่าเสียหายและกลายเป็นบรรทัดฐานนับจากนั้นเป็นต้นมา

“ตอนนั้นตัดสินไปฟ้องห้างห้างหนึ่งที่ลูกค้าเอารถไปจอด รับบัตรจอดรถมา เมื่อก่อนแนวทางไม่ใช่แบบนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องฝากทรัพย์ ก็ต่อสู้กันจนศาลพิพากษาเห็นเป็นคดีละเมิด เอาหลักคุ้มครองผู้บริโภคมาจับ เมื่อคุณรับฝากก็ต้องดูแลเขา เป็นสิทธิ เพราะผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากการที่เขามาซื้อของ

ศาลฎีกามีคำพิพากษาเป็นแนวทาง จนต่อมาห้างสรรพสินค้าเปลี่ยนจากการรับบัตรเป็นการติดกล้องวงจรปิด ไม่ต้องรับบัตร แต่ถึงรถหายก็ยังต้องรับผิด เพราะไม่ตีเป็นเรื่องการฝากทรัพย์  แต่ตีเป็นเรื่องการละเมิด ดังนั้นจะรับบัตรไม่รับบัตรไม่มีผล ไปใช้บริการห้าง เขาต้องดูแล ศาลฎีกาตัดสินตามมา เรื่องใช้กล้องแล้วรถหาย ห้างก็ยังต้องรับผิดชอบ” ดร.ถวัลย์ กล่าว

เพิ่มโทษแรง ไม่ใช่การแก้ปัญหาเสมอไป

ในฐานะที่คร่ำหวอดในแวดวงทนายความมาหลายปี ดร.ถวัลย์ มองถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในเวลานี้ว่า บ้านเราใช้ระบบการกล่าวหาในคดีอาญา การที่จะกล่าวหาใคร ทางตำรวจก็ต้องทำหลักฐานสำนวน และต้องให้สิทธิเขาต่อสู้เต็มที่ ผิดก็ต้องว่าตามผิด จำเลยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ คนถูกจับก็ต้องประกันตัว หาหลักประกัน แต่ใครไม่มีหลักประกันก็ต้องติดคุก บางคนถูกขังอยู่ตั้ง 4-5 ปี ก็มายกฟ้อง

ดังนั้น ต้องผลักดันโครงการช่วยเหลือคนกระทำผิด เบื้องต้นเราอาจจะไม่รู้หรอกว่าเขาผิดหรือไม่ผิด แต่ก็ต้องช่วยเขาตามหลักกฎหมาย กฎหมายคุ้มครองว่าอย่างไร ระบบกระบวนการยุติธรรม เวลานี้ทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กำลังทำในหลายประเด็นที่จะต้องปฏิรูปทุกฝ่ายทั้งทนายความและทุกองค์กร

“ต้องปรับนะ เพราะอยู่ในสายทนายความจะเห็นผู้ต้องหา หรือจำเลยบางคน ขาดสิทธิหลายๆ อย่าง เช่น กระทรวงมาช่วยเรื่องประกันตัวบางคนแล้ว จะมีกี่คนที่มีหลักทรัพย์ประกันตัว โครงการตรงนี้ทำให้เขามีอิสระพอสมควร ต้องให้สิทธิ จำเลย ผู้ต้องหา มากขึ้น มีโอกาสได้ต่อสู้ จะผิดหรือไม่ต้องให้สู้เต็มที่”

ดร.ถวัลย์ ยกตัวอย่างว่า ในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีหลายคดีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เช่น คดีเชอรี่แอน บางทีกว่าจะรู้ก็ตอนเขาตายไปแล้ว เราใช้ระบบการกล่าวหา กระบวนการหลักฐานต้องแน่น พยานต้องมีน้ำหนัก เมื่อก่อนใช้การชี้ตัว ให้แท็กซี่ไปชี้ตัวก็เคยผิดตัว

ปรากฏการณ์เหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่าต้องปรับปรุงกระบวนการให้ดี ตั้งแต่กระบวนการชั้นต้น พนักงานสอบสวน ผู้จับกุม ผู้สอบสวน อีกทั้งการใช้วิธีการชี้ตัวเหมือนบอกว่าจำเลยผิดไปแล้ว แต่ก็เป็นวิธีของตำรวจเขา ดังนั้นกระบวนการต้นน้ำ ต้องแก้ไข จะเห็นว่า สปท.มีแนวคิดจะปฏิรูป แต่ยังทำไม่สำเร็จ คือให้คนจับกุมเป็นคนหนึ่ง คนสอบสวนเป็นอีกคนหนึ่ง แต่ก็เป็นแนวคิดที่ไม่สำเร็จ

นอกจากนี้ แม้กฎหมายดี ผู้ปฏิบัติไม่ดี ก็มีปัญหา ต้องทำความเข้าใจกับผู้ปฏิบัติ เพราะกฎหมายอยู่ที่คนใช้ ทุกองค์กร ทั้งตำรวจ ทนาย ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรม เกิดประโยชน์

ส่วนที่หลายคนค่อนขอดกระบวนการยุติธรรมว่า คนรวยไม่เคยติดคุก มีแต่คนจนที่ติดคุกนั้น ดร.ถวัลย์ กล่าวว่า คนรวยก็มีสิทธิจ้างทนายที่มีฝีมือ มีสิทธิทำอะไรเต็มที่ แต่คนจนไม่มีอะไรเลย จึงต้องมีโครงการช่วยเหลือคนจนที่มีปัญหาทางกฎหมาย คนมีฐานะเขามีวิธีเอาตัวรอด เขาสามารถหาคนมาช่วยเขาได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าทำให้เกิดความเป็นธรรมก็ไม่มีปัญหา คนจนหรือคนรวยได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน ทั้งกลไกบังคับที่ต้องแก้ไขให้มีการตรวจสอบ อย่างสื่อมวลชนมาดูช่วยตรวจสอบก็ช่วยได้มาก รวมทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชา ก็ต้องช่วยกัน เพราะเขาฟังกันอยู่แล้วโดยระบบ

นอกจากนี้ ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมที่เห็นว่าน่าจะพัฒนา ก็อย่างเช่นเทคนิคการสืบพยานทางวิดีโอบางศาล เช่น ศาลล้มละลายเริ่มใช้ จากเดิมที่ใช้การจด ถาม ตอบ ถ้าทำได้หรือมีงบประมาณ หันมาอัดวิดีโอ การสืบพยานไม่ต้องคอยจด ก็จะเป็นประโยชน์ ถึงเวลาใครอยากได้ก็มาถอดเทป สิ่งเหล่านี้เมื่อไปสู่ศาลสูงก็จะได้เห็นอากัปกิริยา ไม่ใช่แต่เดิมที่เห็นแต่ที่เขียนไป แต่นี่จะทำให้เห็นหน้าตา ท่าทาง พยานให้การยังไง ลักษณะพิรุธ จริงไม่จริง

ดร.ถวัลย์ กล่าวว่า ในส่วนของการเรียนการสอนทนายความนี้ ทุกวันนี้มีคนเรียนเป็นจำนวนมากแต่สอบผ่านน้อย ก็ต้องพัฒนาระบบการเรียนการสอบ ไม่ใช่ว่ายากแล้วจะดี ยากแล้วเด็กออกมาตกเยอะก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่ต้องมีคุณภาพ จบออกมาต้องมีคุณภาพ ทำงานได้ อันนี้สำคัญกว่า

“สมัยผมจบปริญญาตรีออกมาก็จดทะเบียนทนายได้เลย สามารถทำงานเป็นทนายความมาจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่ใช่ว่าจบแล้วจะทำงานได้เลย ต้องฝึก ต้องมีประสบการณ์ ต้องอดทนกว่าจะมาเป็นทนายความ การสอบเป็นเพียงพื้นฐานเบื้องต้น แต่ทำไงให้เขาประกอบอาชีพได้

ที่สำคัญคือแนวคิดจะปรับปรุง การฝึกการสอบ หากนักเรียนสอบตกเยอะต้องโทษอาจารย์ ไม่โทษเด็ก ผมสอนหนังสือกว่าสิบแห่ง หลายที่ระบบการสอบของทนายความจริงๆ เด็กไม่น่าตกเยอะ ถ้าสร้างระบบดีๆ เพราะเด็กรับเป็นหมื่น มาเรียนถึงพันหรือเปล่าไม่รู้ เพราะเขาอยู่ยะลา เชียงราย จะมาเรียนได้ไง อบรม 90 ชม.ใช้เวลาเกือบเดือนจะเอาเงินมาจากไหน เป็นเห็นผลหนึ่งว่าทำไมถึงสอบตกเยอะ

นายกสภาทนายความ กล่าวว่า คนที่เรียนด้านกฎหมายเดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้อง ทนายความ ผู้พิพากษา อัยการ สามารถไปทำธนาคาร ตำรวจ ทหารก็มีกฎหมายเป็นอาชีพ ถ้าประเทศไทยระดับหนึ่ง แต่ต่างประเทศถืออันดับหนึ่งเพราะเขาทำระบบของเขาจนคนเชื่อถือ ต้องสู้คนเป็นนักกฎหมาย ไม่มีเงินเดือน บุกเบิกตั้งแต่แรกหนักกว่าเพื่อน แต่ถ้าอดทนก็ประสบความสำเร็จ เลี้ยงตัวได้

ส่วนเรื่องปรากฏการณ์เด็กเแว้นนั้นต้องหามาตรการออกมาแก้ปัญหาเพิ่ม ต้องฝากหลายหน่วยงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเอาผิดผู้ปกครองหรือเรื่องอื่น แม้จะมองว่าเด็กเป็นเด็ก แต่เด็กก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญต้องเข้ามาควบคุมดูแล จะอ้างว่าดูแล
ไม่ได้ ไม่ได้

“การลงโทษแรงไม่ใช่ตัวแก้ปัญหาเสมอไป เพราะลงโทษแรงยังไงคนก็ทำผิด ต้องหาแนวทางวิธีการอื่นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้คนเหล่านี้ หรือจะไปเรียกพ่อแม่ผู้ปกครองมาอบรมก็อาจได้ประโยชน์มากกว่า เพราะการลงโทษหนักคนไม่กลัวหรอกหรือกลัวแค่พักเดียว แต่ต้องหามาตรการอื่นๆ มาร่วมแก้ไข ถามว่าประหารชีวิต ตอนนี้คนกลัวไหม เขาไม่กลัว เขาไม่รู้ ถึงจะรู้ก็ไม่สนใจ ต้องหามาตรการอื่น ไม่ใช่เพิ่มโทษอย่างเดียว ประเทศอื่นโทษหนักก็ยังมีคนทำผิด”

ดร.ถวัลย์ กล่าวว่า ไม่ใช่เพิ่มโทษหนักแล้วคนไม่ทำผิด ในส่วนของโทษที่เหมาะสมก็ว่ากันไป แต่ควรมีมาตรการอื่นมากกว่านั้น มากกว่าเพิ่มโทษอย่างเดียว เพราะโทษหนักสุดคนก็ยังทำผิด มาตรการอื่นที่ว่า ก็เช่นให้คนรู้กฎหมายก่อน รู้การกระทำผิด ทำไมผิด ให้เขารู้ก่อนไม่ใช่รู้เมื่อผิดแล้ว ต้องให้เขารู้ก่อนที่จะทำ ว่าสิ่งที่คุณทำเป็นอะไร โทษเป็นอย่างไร

อย่างน้อยเหมือนโครงการปรามก่อนที่จะทำ กรณีเด็กแว้น ก็เรียกมาอบรมก่อน กลุ่มไหนเป็นเด็กแว้นก็รู้อยู่แล้ว ก็ทำโครงการดักเสียก่อน อย่าปล่อยให้เขาทำผิดแล้วมาจับลงโทษเขา เพราะเขาก็ทำตลอด โทษหนักไม่หยุด ต้องมีมาตรการ เช่น เรียกมาคุยก่อน ฟื้นความรู้บ่อยๆ

“ความรู้สึกเด็กๆ บางครั้งอยากทำดี ไม่ดี เป็นความคิดของเด็กจะทำอย่างงี้ ต้องให้เขาคิดก่อน อีกหน่อยจะสอบรับราชการไม่ได้นะ ถ้าคุณมีคดี คุณจะมาเสียใจ รับราชการไม่ได้ ติดประวัติแล้วก็จะมาเสียดายว่าสมัยวัยรุ่นเต็มที่ไปหน่อย ต้องให้เขารู้ตรงนี้ จะคิดแต่วันนี้ไม่ได้ ต้องคิดไปวันข้างหน้า”

นายกสภาทนายความ มองไปถึงเสียงเรียกร้องให้โทษข่มขืนเท่ากับการประหารชีวิตว่า เป็นแนวคิดที่หลายคนคิดว่าการเพิ่มโทษเกิดประโยชน์ได้ก็ดี แต่ว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือเปล่า การเพิ่มโทษอย่างเดียวไม่ได้ทำให้เกิดผล เพื่อนบ้านเราประหารอย่างเดียวก็ยังเกิดดังนั้น ต้องแก้ตัวอื่นด้วย

ในส่วนของกฎหมายทารุณสัตว์ ที่เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์นั้น การแก้ปัญหาต้องทำให้พอดีเรื่องการคุ้มครองสัตว์ก็ดี แต่ต้องมีมาตรการดูแลสัตว์ด้วย ไม่ใช้คุ้มครองแต่ไม่ดูแลเลย ต้องมีมาตรการควบคุม ส่วนจะออกมาตรการทำนองดูแลตรงไหน ทำทะเบียนไว้หรือไม่ ตรงนี้เข้าใจว่าหวังดี

 

เปิดใจนักศึกษาพิการหัวใจแกร่ง “แนน-ทิพภาวรรณ พลล่องช้าง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 สิงหาคม 2559 เวลา 16:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/451698

เปิดใจนักศึกษาพิการหัวใจแกร่ง "แนน-ทิพภาวรรณ พลล่องช้าง"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชื่อของ “น้องแนน-ทิพภาวรรณ พลล่องช้าง” นักศึกษาหญิง ผู้พิการแขนและขา กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนทันที หลังสามารถคว้าเกรดเฉลี่ย 3.67 ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งในระดับชั้นปี 3 สาขาการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.)

เรื่องราวของนักศึกษาสาวพิการผู้นี้ สะท้อนให้เห็นว่าความบกพร่องทางด้านร่างกายไม่ใช่อุปสรรคต่อการดำรงชีวิต “การศึกษา ความมุ่งมั่นแรงกล้า และหัวใจไม่คิดยอมแพ้ต่างหากคือกุญแจนำทางสู่ความสำเร็จที่แท้จริง”

แม้พิการ แต่ไม่เคยดราม่า

แนน เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2538 ที่จังหวัดนครสวรรค์ หลังเรียนจบระดับชั้นอนุบาลที่สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ พ่อแม่ส่งเข้าเรียนระดับชั้นประถม 1-2 ที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อให้เธอสามารถดูแลตัวเองและใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างไร้ปัญหา ก่อนจะกลับมาเรียนต่อที่สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์อีกครั้งจนกระทั่ง ม.3

“ตอนถูกส่งไปอยู่ประจำที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ หนูร้องไห้ทุกวัน คิดถึงบ้าน ห่างพ่อ ห่างแม่ แต่ว่าไปแล้วที่นั่นเป็นเสมือนที่ปลูกฝังให้หนูรู้จักมองโลก มองสังคม ไม่ดราม่า นั่งเรียนกับเพื่อนที่เป็นออทิสติก มีพัฒนาการช้า ทำให้เราคิดได้ว่า มีอีกหลายคนที่ด้อยโอกาสกว่า หนูมีข้อจำกัดแค่ร่างกายเฉยๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไรต่อการเรียนรู้เลย”

แนน ยิ้มหวานเล่าว่า ชีวิตในห้องเรียนสนุกสนานตามประสาเด็กๆ ทั่วไป เพื่อนร่วมห้องทุกคนน่ารัก ไม่มีใครดูถูกเหยียดหยาม รังแกเธออย่างที่ใครๆคิด

“เพื่อนล้อน่ะมีอยู่แล้ว แต่หนูไม่เคยถึงขนาดร้องไห้ หรือเก็บเอามาสร้างปัญหา เวลาเพื่อนล้อหนูก็เอาคืน วิ่งไปตีเพื่อนบ้างอะไรบ้างปกติเหมือนเด็กทั่วไป ยิ่งสมัยอนุบาลนี่สนุกมาก ไปถึงห้องก็ถอดขาเทียมวิ่งเล่นกับเพื่อนประจำ” หญิงสาวหัวเราะร่า

แนนเริ่มวางเป้าหมายชีวิตครั้งแรกช่วงมัธยมปลายที่โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ จ.นครสวรรค์ โดยฝันอยากเป็นหมอ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากร่างกายไม่ผ่านคุณสมบัติหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต

“เราตั้งใจเรียนสายวิทย์ – คณิต เพราะอยากเป็นหมอ หรืออาชีพอื่นๆ ในด้านการแพทย์ สุดท้ายเพิ่งรู้ว่าความพิการบกพร่องทางร่างกายของเราเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาแพทย์ ตอนนั้นก็เสียดาย เสียใจ ท้อไปพักหนึ่ง พอความฝันเราโดนล้ม ช่วงนั้นเป๋เลย อยากเป็นไปซะทุกอย่าง ทั้งนักธุรกิจ ไกด์ ตอนหลังตั้งหลักได้ กลับมานั่งถามตัวเองว่า ‘เราชอบอะไร’ จนคิดได้ว่าเราชอบคอมพิวเตอร์”

ต่อมาหลังเรียนจบม.6 แนนตระเวนสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยหลายแห่ง แต่ปัญหาคือ คุณพ่อไม่อยากให้ลูกสาวเรียนไกลบ้าน เนื่องจากเกรงว่าจะตกระกำลำบาก สุดท้ายเธอก็ยกเหตุผลในการพัฒนาตัวเองให้คุณพ่อฟังจนได้เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ณ  วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม สาขาการจัดการธุรกิจไซเบอร์ มศว.

“ใจหนูก็กลัวพ่อจะมัดมือชกให้เรียนใกล้บ้าน เลยบอกพ่ออย่างจริงจังเลยว่า ถ้าสอบติด มศว. พ่อห้ามค้านหนูนะ สุดท้ายก็สอบติด เลือกสาขาการจัดการธุรกิจไซเบอร์  เพราชอบคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว คิดว่าเราจะไปได้ดีในสาขานี้”

เธอคิดถูกว่าตัวเองไปได้ดีในเส้นทางนี้ การันตีจากรางวัลเกรดเฉลี่ยสูงสุดของสาขาการจัดการธุรกิจไซเบอร์ ในระดับชั้นปี 3 ที่ 3.67 อันถือว่าสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง

“หนูว่ามันเป็นทางของหนู เรียนแล้วมันใช่ สังคมดี เพื่อนดี น้องดี วิชาเรียนไม่วิชาการจ๋า ปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ต้องแสวงหาความรู้นอกห้องเรียนเสมอ ส่วนใหญ่เน้นพวกธุรกิจและออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่ค่อนข้างกว้างในอนาคต ส่วนความสัมพันธ์กับเพื่อนๆ แรกๆ มีถนอมน้ำใจกันบ้าง เกรงใจ กลัวว่าเราไม่เหมือนคนอื่น กลัวเจ็บ แต่หลังๆ มันตบหัวหนูเลย” สาวน้อยกล่าวอย่างจริงใจพลางหัวเราะ

ภาพจาก PRswu

ความรู้เปรียบดั่งอาวุธ

จุดแข็งของนักศึกษาพิการรายนี้คือ ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ มุ่งมั่นพัฒนาตัวเองไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าเสมอ แทนการนั่งซึมเศร้าเหงาหงอยน้อยใจชะตาชีวิต

“หนูไม่เคยโดนดูถูกจังๆ ว่า อย่างเธอเป็นนั่นเป็นนี่ไม่ไหวหรอก แต่มันเป็นอารมณ์สงสารมากกว่า หลายคนมองว่าคนพิการไม่ต้องเรียนสูงหรอก จบ ม.6 ไปสมัครทำงานเป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ก็พอแล้ว โหย เราได้ยินแล้วแบบ เฮ้ย..หนูต้องหยุดอยู่แค่ตรงนี้หรอ หนูว่าตัวเองมีดีกว่านั้นนะ เลยดิ้นรนที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าเราทำได้มากกว่านี้ หลายคนเข้าใจว่าคนพิการทำอะไรไม่ค่อยได้ หรือบางคนอยากให้หนูเรียนบัญชี จบมาได้นั่งอยู่ออฟฟิศ ไม่ต้องไปไหน ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ แต่หนูไม่ชอบ” น้ำเสียงเธอหนักแน่น แววตาเด็ดเดี่ยว

แนนชอบท่องเที่ยวหรือค้นหาสิ่งใหม่ๆใส่สมองอยู่เสมอ แม้เป้าหมายตอนนี้ยังไม่ชัดเจน เธอยังลังเลว่าเมื่อจบปริญญาตรีจะเรียนต่อหรือทำงาน โดยมองว่าอาชีพในสายการเรียนของตัวเองสามารถต่อยอดไปได้กว้าง ตามแผนกเว็บไซต์ออนไลน์ที่กำลังเติบโตในธุรกิจทุกแขนง

นอกจากเรียนหนังสือ ทำกิจกรรมนอกห้องเรียนแล้ว ปัจจุบันเธอยังทำงานพิเศษแลกทุนการศึกษาให้กับ โรงแรม สวูเทล (SWUTEL HOTEL) ของ ม.ศรีนคริทรวิโรฒ ในตำแหน่งพนักงานต้อนรับด้วย

“หนูได้รับทุน แต่ไม่ใช่ให้เปล่า ให้เงินแล้วไม่ทำอะไร หนูช่วยงานคณะ ติดต่อประสานงานตามกิจกรรมต่างๆ คือให้ทำอะไรก็ทำ นอกจากนี้ทางมหาลัยเรามีโรงแรม ที่อยู่ในส่วนของคณะสังคมศาสตร์ด้วย ซึ่งเขาก็ยินดีให้ไปช่วยงานแบบพาร์ทไทม์ ในตำแหน่งรีเซฟชัน ถือว่าทำตอบแทนมหา’ลัยที่ให้ทุนการศึกษาเรา”

สังคมไทยทุกคนต้องเท่าเทียม

มองผิวเผินชีวิตด้านการศึกษาและความสัมพันธ์ทางสังคมของแนนดูไร้ปัญหาน่ากังวล ต่างจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องเผชิญกับความไม่เสมอภาคในเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

“ในเมืองไทย เอาแค่ฟุตบาท ยังไม่เรียบเลย อย่างหนูยังเดินง่าย ไม่ลำบากมาก แต่คนใช้วีลแชร์สิ ไปเจอเสาไฟฟ้า เจอป้ายโฆษณามันไปต่อไม่ได้ บางคนเลือกเสี่ยงลงไปบนถนน ก็เจอมอเตอร์ไซค์อีก เรื่องข้ามถนนเป็นอะไรที่น่ากลัวมาก หลายแห่งไม่มีสัญญาณไฟสำหรับคนข้าม ตัวอย่างหน้าม.หนู ไม่มีไฟข้าม รถวิ่งไวมาก เคยข้ามคนเดียว โหยยยย…ใจหายแว๊บ ไปยืนเกาะกลางที่มีแค่เส้นบางๆ รถวิ่งเฉียดไป เฉียดมา จะให้หนูถือธงข้ามก็คงไม่ได้”

เธอเล่าประสบการณ์การใช้งานสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการในกรุงเทพฯ ให้ฟังอีกด้วยว่า “ตอนนั้นหนูเดินมาไกลมากบนฟุตบาทที่ไม่มีความเรียบ พอถึงรถไฟฟ้าก็ก้าวขึ้นทางลาดเพื่อไปหาลิฟท์โดยสาร ปรากฎว่าลิฟท์ปิด หนูแบบ เฮ้ย เหนื่อย…”

สุดท้ายนี้ น้องแนนฝากข้อคิดไปยังทุกคนว่า หัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนมุมมองของคนทั่วไปที่มีต่อผู้พิการ คือ ต้องมองคนเป็นคน ให้ความเสมอภาคเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม

“สำหรับหนู สิ่งที่เราเป็น ไม่ได้ทำให้เราเครียดเท่ากับสายตาที่คนอื่นมองมา หนูรู้สึกแย่กับสายตาที่มองเหมือนเราไม่ใช่คน เดินผ่านเรา เขามองตามแบบชะงักเลย เราแบบว่า เฮ้ย..มันต้องชะงักขนาดนั้นเลยหรือ คนนะไม่ใช่ผี ถึงแม้จะไม่ใช่สายตาที่ดูถูกดูแคลน แต่จะแปลกแยกอะไรขนาดนั้น ฟีลนั้นมันทำให้เรารู้สึกแย่ ทั้งที่จริงเราคิดว่าเหมือนคนอื่น คิดตั้งแต่แรกว่าเราเหมือนคนอื่น หนูว่าสายตาที่มองแบบนี้ต้องเปลี่ยนแปลงหรือหมดไป เด็กหลายคนชี้หน้าล้อคนพิการด้วยความไม่รู้ พ่อแม่ต้องบอกและตักเตือน สอนให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อคนพิการ อยากให้ทุกคนปรับเปลี่ยนความคิด ถึงจะพิการก็คนเหมือนกัน แตกต่างกันนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

ชีวิตและความคิดของแนน-ทิพภาวรรณคงมอบบทเรียนล้ำค่าให้กับใครหลายคน เห็นได้ชัดแล้วว่าเธอไม่ได้รู้สึกต้อยต่ำกว่าคนอื่น แต่มองเห็นคุณค่าในตัวเอง ดีกว่าจะจมปลักอยู่กับความทุกข์เพราะความบกพร่องภายนอกทางร่างกาย

 

 

 

นายกฯจากสว.เกิดไม่ได้ ใครทำเท่ากับพาไปตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 สิงหาคม 2559 เวลา 20:24 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/451321

นายกฯจากสว.เกิดไม่ได้ ใครทำเท่ากับพาไปตาย

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

หลังจากเกิดการชักเย่อกันอยู่หลายสัปดาห์ระหว่าง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เกี่ยวกับการนำคำถามพ่วงที่ว่าด้วยการให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะ กรธ.สรุปให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกฯ แต่ สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อให้ใครเป็นนายกฯ ในทุกขั้นตอน เท่ากับว่า สว.จะทำหน้าที่แค่การร่วมลงมติเท่านั้น ซึ่งสวนทางกับแนวความคิดของ สนช. ที่ระบุว่า สว.ควรเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อนายกฯ ในทางใดทางหนึ่ง

โอกาสนี้โพสต์ทูเดย์ จึงได้สนทนา “สมชาย แสวงการ” สมาชิก สนช.และเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความเห็นเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สนช. เพื่อสอบถามความรู้สึกในนามคณะ กมธ.ในฐานะที่เป็นตัวแทน สนช.ไปหารือกับ กรธ. แต่ผลสุดท้ายไม่ได้เป็นอย่างที่ สนช.ตั้งความหวัง

“เราเคารพความเห็นของ กรธ.อย่างที่เราได้พูดทุกครั้ง จริงๆ แล้วไม่มีอำนาจของ สนช. แม้แต่นิดเดียวภายหลังเสร็จสิ้นการทำประชามติ อำนาจขอเสนออยู่แค่การเสนอคำถามพ่วง ซึ่งหมดหน้าที่ไปแล้ว แต่เมื่อ กรธ.สอบถามมายัง สนช. เพื่อให้มาเล่าเจตนารมณ์ของคำถามพ่วงเป็นอย่างไร เราก็ไปเล่าให้ กรธ.ฟัง”

“ผลที่ออกมาอย่างนี้ไม่ได้ทำให้ กรธ.กับ สนช.แตกแยก หรือมีความขัดแย้งกันอย่างแน่นอน ส่วนตัวหลายคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน ยังกินข้าวด้วยกัน ทำงานด้วยกัน เราแลกเปลี่ยนความเห็นทางวิชาการทั้งหมด ใน กรธ.กับ สนช.ก็คุยกัน ยกหูโทรศัพท์ว่าใครมีความเห็นอย่างไร แตกต่างกันทางข้อกฎหมายไม่เป็นไร แต่เราเห็นตรงกันในเรื่องการเดินหน้าปฏิรูปประเทศภายใน 5 ปี”

ต่อมา สมชาย บอกเล่าถึงการไปหารือกับ กรธ. เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนที่ กรธ.จะมีบทสรุปไว้อย่างน่าสนใจ

“วันที่ไปประชุมร่วมกับ กรธ. เราไม่มีประเด็นแตกต่างกันมาก ไม่ได้ขอคืบเพื่อให้เป็นศอก ไม่ขอศอกให้เป็นวา แต่อย่าทำให้คืบให้ลงมาเหลือแค่หนึ่งนิ้ว ตัวแทนของคณะ กมธ.ได้เล่ากับ กรธ.อย่างนี้ กรธ.ถามว่าเป็นมติของที่ประชุม สนช.หรือไม่ พวกเราตอบไปว่าไม่ใช่ เพราะถ้าเอามติที่ประชุม สนช.มาจะเหมือนกับเป็นการเอามติของ สนช.มาบีบ กรธ.”

“มติของคณะ กมธ. ซึ่งมาจากผู้แทนของคณะ กมธ. ใน สนช. 17 คณะ ถ้าเอาเรื่องนี้เข้ามาให้ที่ประชุม สนช.ตัดสิน ความเห็นของสมาชิก สนช.ที่มีความหลากหลายอาจไปกระทบกับ กรธ.จนอาจเกิดความเข้าใจไม่ตรงกัน”

“เราอธิบายให้ กรธ.ฟังว่าเราไม่อยากให้เกิดวิกฤตกลับไปเมื่อก่อน วันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยต้องการให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้โดยไม่มีข้อจำกัดในตัวเอง”

ทำไมตอน สนช.ตั้งคำถามพ่วงถึงไม่กำหนดให้ชัดเจนลงไปเลยว่าให้ สว.ร่วมเสนอชื่อนายกฯ ได้? สมชาย ตอบว่า จริงๆ เราก็เขียนชัดแล้วนะว่า “พิจารณาให้ความเห็นชอบ” เราก็เขียนมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ใช้คำนี้ ดูอย่างการกำหนดวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กำหนดไว้ว่าในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เปิดทางให้ สส.และ สว.สามารถร่วมกันเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

“ที่ผ่านมาประเทศเคยเกิดกับดักจากอุบัติเหตุทางกฎหมายของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2500 จนทำให้ประเทศไม่สามารถเลือกนายกฯ ได้มาแล้ว ดังนั้น ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่วนหนึ่งเพื่อการปฏิรูปและส่วนหนึ่ง เพื่อแก้ไขปัญหาในอดีตไม่ให้เกิดซ้ำอีก ควรเขียนกฎหมายที่เปิดกว้างให้สำหรับการแก้ไขปัญหาได้”

จากนั้นสมาชิก สนช.รายนี้มองในภาพรวมว่า แม้ในอนาคต สว.จะเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกฯ แต่โอกาสที่เกิดสถานการณ์ที่นายกฯ มาจากการนำเสียงของ สว. 250 คน มาบวก สส. 126 คน เพื่อลงมติยังมีความเป็นไปได้ยาก เพราะจะทำให้นายกฯ คนนั้นเป็นนายกฯ เสียงข้างมากในรัฐสภาแต่เป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรทันที และมีผลให้การบริหารประเทศเดินหน้าไม่ได้

“ถ้ามีข้อกังวลว่า 376 คะแนน ซึ่งเป็นเสียงในการเห็นชอบบุคคลให้เป็นนายกฯ จะมาจาก สว. 250 คน และ สส. 126 คน และจะเป็นนายกฯ เสียงข้างน้อยที่ไม่มีเสถียรภาพ ประเด็นนี้เราก็กังวลเช่นกัน เพราะมีเสียงแค่นี้มันไปไม่ได้หรอก รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีอยู่ในสภา 126 คน ทำหน้าที่บริหารประเทศไม่ได้”

“ทันทีที่เปิดประชุมสภาเสนอนโยบาย คุณจะถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ คุณถูกโหวตคว่ำตั้งแต่วันแรกทันที งบประมาณคุณไม่มีทางเสนอได้ สส.ไม่ให้ความร่วมมือเข้าประชุมสภาคุณก็เปิดสภาไม่ได้ แบบนี้ประเทศก็ติดกับดักเดินหน้าไม่ได้ เราก็พูดกันภายนอกว่าใครที่เสนอว่าให้นายกฯ มาจากเสียง สว. 250 คน และไปบวกเสียง สส. 126 คน แล้วเป็นนายกฯ ก็คือ พานายกฯ ท่านนั้นไปตาย”

“ยิ่งกว่านั้นไม่มีทางที่นายกฯ จะได้เสียงสนับสนุน สว. ครบ 250 คน เพราะวิธีการได้มาซึ่ง สว.ไม่เหมือนกัน หรือสมมติว่ามี สส. 251 คน และบวกกับ สว. 200 คน รวมเป็น 451 คะแนน ก็ชนะแล้วในรัฐสภา แต่ถามว่านายกฯ คนนี้อยู่ได้หรือไม่ ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะเสียงแค่ 251 คน ในสภาจะทำให้การบริหารจัดการงานในสภามันตึงเกินไป รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยรู้ดี โดยต้องหาเสียงในสภาให้ได้มากกว่า 300 คน”

สมชาย วิเคราะห์ถึงการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตว่า การจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตไม่ได้แค่ผูกโยงกับที่มานายกรัฐมนตรีอย่างเดียวแต่จะเชื่อมไปถึงระบบการเลือกตั้ง สส. ที่เรียกว่าระบบจัดสรรปันส่วนผสมด้วย ดังนั้นแนวโน้มที่จะเห็นคือ พรรคการเมืองขนาดกลางจะเยอะขึ้นและอาจจะมีพรรคขนาดเล็กส่วนหนึ่ง ส่วนพรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยก็ยังจะคงอยู่ต่อไปแต่จำนวนน่าจะลดลง

“ลองดูทิศทางการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปเขียนกติกาบังคับว่าให้พรรคการเมืองต้องไปเสนอชื่อว่าที่นายกฯ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันสมัครรับเลือกตั้ง ทำไมการเสนอชื่อนายกฯ ถึงทำได้เฉพาะพรรคการเมืองที่มี สส. 25 คนเท่านั้น ทำไมพรรคการเมืองอื่นถึงเสนอไม่ได้”

ช่วงท้าย สมชาย สรุปว่า “ต้องยอมรับว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ มาจนถึงปัจจุบันเราควรจะผ่านมันไปได้แล้ว ใครอาจจะมายุแหย่ก็ตาม แบ่งสงครามสี ปี 2540 เราล้มเพราะเศรษฐกิจประเทศอื่นวางเป้าหมายในการแข่งขันทางเศรษฐกิจกันแล้ว แต่เรากลับมาแข่งกันเอง มันถอยหลัง เพื่อนเขาเดินหน้าไปแล้ว ถึงเวลาแล้วที่ประเทศต้องเดินหน้า”

 

บนโลกของเทคโนโลยี ไม่มีอะไรปลอดภัย100%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 19:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/451133

บนโลกของเทคโนโลยี ไม่มีอะไรปลอดภัย100%

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

โลกที่รุดหน้าไปด้วยเทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการใช้ชีวิต ขณะเดียวกันมุมมืดของเทคโนโลยีที่ถูกนำไปใช้ด้วยฤทธิ์เดชของเหล่าแฮ็กเกอร์ จึงเป็นภัยที่ค่อนข้างจะสร้างความหวาดกลัวไปทุกหย่อมหญ้า

โดยเฉพาะปมเรื่องของเงินๆ ทองๆ ที่ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเงินของผู้คนมากขึ้น แต่เหล่าแฮ็กเกอร์ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็พร้อมจะหยิบฉวยเงินของผู้อื่นมาเป็นของตัวเองเช่นกัน

เหตุล่าสุดที่เกิดขึ้นกับธนาคารออมสิน เมื่อแฮ็กเกอร์สามารถฉกเงินหายวับไปได้ถึง 12 ล้านบาท หรือแม้แต่เงินเก็บของชายผู้ค้าขายอะไหล่รถยนต์ ที่ต้องอันตรธานหายไปเหยียบล้านบาท จึงสร้างความวิตกในสังคม และเกิดคำถามตามมาว่า ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับเรื่องเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับ “ปริญญา หอมเอนก” ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศไทย เพื่อให้ถอดรหัสเรื่องดังกล่าว ปริญญา เปิดฉากว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางออนไลน์ โดยเฉพาะการโจรกรรมข้อมูลส่วนตัวและทางการเงินที่เกิดขึ้นในช่วงรอบสัปดาห์นั้น เป็นเพราะเราเคยชินกับการมีระบบความปลอดภัยป้องกัน และเมื่อไม่เคยเห็นเหตุการณ์โจรกรรมทางการเงินเช่นนี้จึงเกิดความตกใจแตกตื่น ต้องเข้าใจว่าปัญหาเรื่องอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง หรือการถูกโจรกรรมข้อมูลในหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ เกิดขึ้นทุกปี เฉลี่ย 2-3 ครั้ง/ปี

ดังนั้น การโจรกรรมเงินจากตู้เอทีเอ็มของธนาคาร ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หลายคนไม่คุ้นชินกับปัญหาเหล่านั้น แต่หากเกิดขึ้นบ่อยก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา อย่างกรณีปัญหาสกิมมิ่ง สมัยก่อนก็ฮอตฮิตได้รับความนิยมของอาชญากร แต่ช่วงหลังมาก็คุ้นชินกับเหตุที่เกิดขึ้น จึงหมายความว่าคนไทยยังไม่คุ้นเคยกับปัญหาเหล่านี้เอง

“โลกโซเชียลมีเดียสร้างความตื่นตระหนกตกใจ ปั่นให้เกิดอารมณ์ร่วมได้ บางเหตุการณ์มีทั้งจริงและไม่จริง แต่คนยังไม่รู้ว่ารายละเอียดของเรื่องเหล่านั้นคืออะไร ก็จับเรื่องราวมาผูกโยงกันจนกลายเป็นไร้ข้อเท็จจริง แต่หลายคนยังไม่เข้าใจประเด็นนี้ ปะติดปะต่อ สร้างความกลัว จึงไม่อยากให้หลายคนตกเป็นเหยื่อ เพราะมีหลายกลุ่มที่อาศัยจังหวะนี้เติมเชื้อเพลิงให้ดูรุนแรง ทั้งที่รู้ว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี นั่นเป็นสิ่งที่เรากำลังอยู่ในสังคมแห่งการหลอกลวง”

ทั้งนี้ เมื่อเทคโนโลยีก้าวเข้ามาในชีวิตของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเดินควบคู่ไปกับมัน ปฏิเสธมันไม่ได้

“ถ้าคุณปฏิเสธก็เท่ากับว่าคุณกำลังอยู่ในโลกอย่างวิกฤต คุณต้องไปกับมันให้ได้ เช่น กล้องดิจิทัลคุณบอกปัดไม่ใช้ได้หรือไม่ คุณใช้โทรศัพท์ล้าสมัยไม่มีโปรแกรมไลน์ คุณอยู่ได้หรือไม่ แต่หากเมื่อ 20 ปีที่แล้วมนุษย์อยู่ได้ดังนั้นเครื่องมือมันเหมาะกับคนและอาชีพที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นต้องมาชั่งน้ำหนักเรื่องของความจำเป็น เช่น การเปิดบัญชีมีความเสี่ยงหรือไม่ หรือใช้บัตรเอทีเอ็มเสี่ยงถูกทำสกิมมิ่งหรือไม่ คนที่ตอบคำถามได้ดีที่สุดคือตัวผู้ใช้เอง หรือพร้อมเพย์ ก็ช่วยประหยัดค่าใช้ต่างในการทำธุรกรรม ดังนั้นเราต้องดูคุณค่า ความจำเป็น ของสิ่งเหล่านั้นว่ามันคืออะไร ทุกวันนี้คนซื้อสินค้าด้วยกิเลสทั้งนั้น ไม่ได้เกิดจากความต้องการที่แท้จริง แต่เกิดจากความกิเลส”

ปริญญา ย้ำว่า เพราะฉะนั้นจะใช้หรือไม่ใช้อะไร ไม่ต้องมาคำถามว่า “ปลอดภัย” หรือไม่ เพราะคำตอบคือไม่มีอะไรปลอดภัย 100%

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านไซเบอร์  อธิบายด้วยว่า ทุกวันนี้ส่วนตัวเตรียมพร้อมรับมือเกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยเหล่านี้ไว้หมดแล้ว ดังนั้นคุณต้องรู้เร็วและไม่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หากเกิดปัญหากับตัวเองจะสามารถเตรียมการได้ทันรู้ขั้นตอนตามลำดับ ส่วนตัวมองว่าเทคโนโลยีมอบความสะดวกและคืนเวลากลับมาให้ตัวเอง

“ให้ถามตัวเองเสมอว่าพร้อมใช้บริการต่างๆ ทางออนไลน์แล้วหรือยัง และให้ชั่งน้ำหนักเรื่องความจำเป็น ความรู้ความเข้าใจในเรื่องดิจิทัล เพราะทุกอย่างไม่มีอะไรปลอดภัย ท้ายสุดก็อยู่ที่ตัวเราจะชั่งน้ำหนักอย่างไร และจะเดินไปอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้”

สำหรับเรื่องความปลอดภัยของสถาบันการเงินต่างๆ หลายแห่งในประเทศไทย ปริญญา ยอมรับว่า สถาบันการเงินหลายแห่งมีระบบการรักษาความปลอดภัยดี หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ประเทศไทยไม่เป็นรองใครเลย แต่ก็ไม่รอดจากแก๊งอาชญากรทางไซเบอร์ แม้แต่สหรัฐอเมริกาหรือสิงคโปร์ก็ไม่รอดจากการโจรกรรมเหล่านี้เช่นกัน ซึ่งปัญหาเหล่านี้มาแบบไม่ทันตั้งตัว

4 กลุ่ม แฮ็กเกอร์โลก

ปริญญา หอมเอนก เสริมว่า เป็นการยากที่จะระบุได้ว่ากลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ก่อเหตุคือใครบ้าง แต่ทั้งนี้ ก็สามารถจำแนกตามประเภทของการก่อเหตุในโลกปัจจุบันได้ 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่ม Script Kiddie เป็น กลุ่มที่ฝีมืออ่อนที่สุด สร้างความเสียหายได้น้อย หรือเรียกได้ว่าเป็นพวกมือสมัครเล่น เป็นมือใหม่หัดขับในวงการก็ว่าได้ วิธีการที่คุ้นชินคือการล้มเว็บไซต์หน่วยงานของรัฐด้วยการกด F5 บนแป้นคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกว่าจ้างจากกลุ่มทุนที่เห็นต่างจากหน่วยงานรัฐ และต้องการให้รัฐเสียชื่อเสียงเท่านั้น

2.กลุ่ม Organized Crime จะขยับความรุนแรงขึ้นมา โดยมุ่งเป้าไปที่เรื่องการเงินจากการเรียกค่าไถ่ข้อมูลของผู้เสียหาย ซึ่งกลุ่มนี้สร้างความเสียหายแต่ละปีราว 100 เหรียญสหรัฐ ราว 3,500 ล้านบาท) วิธีการคือจะแฮ็กเข้าระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือขององค์กร เพื่อปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้นๆ ทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจอย่างรุนแรง ซึ่งหากจะเปิดไฟล์ข้อมูล หรืออยากได้ไฟล์ข้อมูลกลับคืนมา ก็ต้องยอมจ่ายเงินให้กับแฮ็กเกอร์ และกลุ่มดังกล่าวเริ่มขยายการก่อเหตุที่รุนแรงมากขึ้น โดยล่าสุดมีการแฮ็กเข้าระบบของโรงพยาบาลในสหรัฐ ทำให้แพทย์ไม่สามารถผ่าตัดคนไข้ได้ และจำต้องจ่ายเงินในทางลับเพื่อรักษาชีวิตของคนไข้ และเคสดังกล่าวเคยเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในประเทศไทยเช่นกัน และแน่นอนว่าคนไทยและคนทั่วโลกเจอกลุ่มนี้ทุกวัน เพียงแต่ไม่เป็นข่าวเท่านั้น

3.Cyber Espionage กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เน้นขโมยข้อมูลความลับขององค์กร และหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะ พุ่งเป้าเพื่อเอาข้อมูลงานวิจัยทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และที่สำคัญคือความมั่นคง ทั้งด้านอาวุธยุทธภัณฑ์ต่างๆ อาทิ เครื่องบินรบ เรือรบ เรือดำน้ำ เป็นการแฮ็กเทคโนโลยี ซึ่งเป้าหมายที่ถูกแฮ็กมากที่สุดคือสหรัฐ บางงานวิจัยคิดค้นมากกว่า 20 ปี โดนแฮ็กเพียงแค่ 1 วันก็เกิดขึ้นมาแล้ว

และ 4.กลุ่ม Cyberwarfare กลุ่มนี้จะรวมระดับหัวกะทิในวงการเทคโนโลยีและแฮ็กเกอร์ของแต่ละประเทศเอาไว้ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานลับของรัฐ บังหน้าในคราบบริษัทเอกชนต่างๆ แต่เบื้องหลังรัฐให้การสนับสนุน เป็นที่ทราบกันในวงการว่าจะมีอยู่ราว 50 ประเทศทั่วโลกที่ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจลักษณะนี้เอาไว้ เป้าหมายเพื่อเจาะเข้าระบบประเทศอื่นๆ ที่ต้องการดูข้อมูลความลับ หรือล้วงข้อมูลของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประเทศที่มีศักยภาพดังกล่าวมักจะเป็นกลุ่มประเทศแนวหน้าของโลก แน่นอนว่าประเทศไทยไม่มีกลุ่มดังกล่าวไว้ปฏิบัติงาน เพราะไม่มีวิสัยทัศน์ไปถึงจุดนั้น แต่ยืนยันว่ากลุ่มดังกล่าวมีความจำเป็นสำหรับประเทศไทยที่ต้องมีเอาไว้ เพราะจะเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันแฮ็กเกอร์ระดับโลก ไม่จำเป็นต้องไปล้วงข้อมูลของประเทศอื่นๆ

ระบบการป้องกันภัยของภาคเอกชนในประเทศไทย ณ ปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นระบบที่ดีเยี่ยมอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ต้องสร้างระบบความปลอดภัยเอาไว้อย่างเข้มงวด เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาจะกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กร

ปริญญา ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ส่วนการป้องกันของภาครัฐแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะรัฐไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรง เรามีเหมือนกันคนเก่งๆ ด้านเทคโนโลยี แต่รัฐก็ไม่เลือกใช้ ไม่ขอความร่วมมือเพื่อประเทศ กังวลเพียงแต่ว่าผู้เชี่ยวชาญจะไปเบรกหรือไปพบเจอสิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของรัฐต้องการจะทำ เกิดความกลัวเลยไม่สนใจจะใช้ความรู้ความสามารถนั้นๆ

สิ่งที่รัฐกังวลกลับเป็นเรื่องดังกล่าว หากแต่สิ่งที่ต้องกังวลจริงๆ กลับไม่ได้รับความใส่ใจ ในอนาคตที่น่ากลัวคือระบบขนส่งมวลชนต่างๆ หากกลุ่มแฮ็กเกอร์ต้องการจะเล่นงานจริงๆ หรือเบื่อแล้วกับการเรียกค่าไถ่ข้อมูล ขอยกระดับไปเล่นระบบสาธารณูปโภคของรัฐ ระบบการสื่อสาร ตัดระบบทั้งหมด ตรงนี้จะน่ากลัวหากบ้านเรายังไม่ตื่นตัว หรือมีหน่วยงานที่มารับผิดชอบโดยตรง สักวันอาจจะเกิดขึ้นแน่ และเมื่อถึงวันนั้น ประเทศชาติจะเสียหายอย่างหนักเรียกว่าประเมินค่าไม่ได้เลย

“ถ้าจะป่วนประเทศใดประเทศหนึ่ง ต้องทำอย่างไร แน่นอนว่าระบบสาธารณูปโภคของรัฐ มันสะเทือนทั้งหมด”

ปริญญา สรุปว่า ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ที่ควบคู่ไปกับการรุดหน้าทางเทคโนโลยีที่ไม่มีวันจบสิ้น ระดับส่วนบุคคลจะต้องไม่ตื่นกลัว เพียงแต่ต้องถอยหลังกลับมามองว่าเทคโนโลยีต่างๆ มีความจำเป็นแค่ไหนสำหรับเรา อีกทั้งเราหนีมันไปไม่ได้แต่ต้องอยู่กับเทคโนโลยี ต้องไม่กลัวแต่ต้องเข้าใจระบบการทำงาน หากเห็นว่าไม่ปลอดภัยสำหรับเรา หรือไม่เหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิต ก็มีสิทธิเลือกที่จะไม่ใช้ได้

ส่วนภาคเอกชนถือว่าระบบเดิมเป็นของดีที่ทันสมัยอยู่แล้ว เพียงแต่ก็ต้องติดตามและศึกษาการเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ในส่วนของรัฐถือว่าเป็นเรื่องที่น่าห่วงที่สุด แม้ว่าเราจะใส่ใจพอสมควร และสร้างความระมัดระวังป้องกันการโจมตีทางเทคโนโลยี แต่ระบบต่างๆ ที่รัฐใช้ก็ยังไม่ลึกมากพอ

“อีกข้อเสนอแนะหากจะอยากดึงผู้เชี่ยวชาญนักเทคโนโลยีมาช่วยงานรัฐจริงๆ เงินตอบแทนต้องสมน้ำสมเนื้อตามความรู้ของพวกเขา ไม่เช่นนั้นภาคเอกชนก็จะดึงคนกลุ่มนี้ไปทำงานทั้งหมด รัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เพื่อรักษาความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีในชาติ”ปริญญากล่าว

 

“โอท็อป” กู้ชาติ เป้า3ปีดันทะลุ2แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 สิงหาคม 2559 เวลา 10:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/451068

"โอท็อป" กู้ชาติ เป้า3ปีดันทะลุ2แสนล้าน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

ผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อป (OTOP) ชื่อนี้เกิดขึ้นมาแล้วกว่า 15 ปี ตั้งแต่ปี 2544 สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งจุดเริ่มต้นเพื่อต้องการดึงสินค้าที่โดดเด่นของแต่ละชุมชนทั่วประเทศ อาทิ งานหัตถกรรม จักสาน งานผ้าไหม ผ้าฝ้าย เครื่องปั้นดินเผา เครื่องประดับ ของใช้ในครัวเรือน และอาหาร นำมาพัฒนายกระดับเป็นสินค้าอัตลักษณ์เด่นของแต่ละชุมชน ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนฐานรากและเศรษฐกิจของประเทศ

แต่หลังการรัฐประหาร ปี 2549 โครงการโอท็อป ได้ถูกยกเลิกไปชั่วครู่หนึ่ง และต่อมาได้ถูกนำมาฟื้นฟูอีกครั้ง และเปลี่ยนชื่อโอท็อปเดิม คือ หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนและท้องถิ่น แต่ทว่าช่วงที่ผ่านมาชื่อของโอท็อป ก็เลือนหายไปจากสังคม โดยเห็นได้จากศูนย์โอท็อปหลายพื้นที่ต่างปิดตัวลงจำนวนมาก แต่ทว่าเมื่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามา ก็กลับมามุ่งมั่นส่งเสริมสินค้าโอท็อปอีกครั้ง โดยมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน สังกัดกระทรวงมหาดไทย เป็นหัวเรือใหญ่ในการกำหนดทิศทาง เพื่อพลิกฟื้นสินค้าโอท็อปให้กับมาสร้างชื่ออีกครั้ง

อภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการผลักดันเรื่องนี้ ได้ฉายภาพทิศทางการขับเคลื่อนพัฒนาส่งเสริมสินค้าโอท็อปต่อจากนี้ว่า กรมการพัฒนาชุมชน ก่อตั้งมากว่า 54 ปี มีจุดแข็งในการพัฒนาสินค้าโอท็อป คือ มีข้าราชการในสังกัดกว่า 7,000 คน ที่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ระดับหมู่บ้าน ตำบล จากนั้นการทำงานจะแบ่งหน้าที่ให้ผู้ปฏิบัติงานระดับพื้นที่ 1 คน รับผิดชอบดูแล 2 ตำบล นี่จึงเป็นโครงสร้างที่มองว่าแข็งกว่ากระทรวงอื่นในการนำนโยบายลงไปสู่การปฏิบัติได้ทุกท้องถิ่น เห็นได้จากที่ผ่านมาหลายโครงการที่รัฐบาลต้องการจะแก้ปัญหา จึงวางใจมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแล

ภารกิจหลักของกรมการพัฒนาชุมชน อภิชาติ เล่าว่า มี 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ 1.สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง 2.สร้างฐานรากเศรษฐกิจให้มั่นคง ซึ่งการทำให้ชุมชนเข้มแข็ง รูปแบบการทำงานจะมีการพัฒนาผู้นำท้องถิ่นที่ต้องรู้ข้อมูลทุกอย่างในชุมชน และสามารถนำไปเผยแพร่ประชุมร่วมกับกลุ่มอื่นได้ทันที โดยผู้นำลักษณะนี้กรมจะสร้างขึ้นมาตำบลละ 2 คน นอกจากนี้จะมีอาสาพัฒนาหมู่บ้านละ 4 คน ดังนั้นนี่จึงทำให้ผู้นำท้องถิ่นที่อยู่กับกรมการพัฒนาชุมชน ขณะนี้มีประมาณ 3 แสนกว่าคนทั่วประเทศ

ในขณะที่ผลิตภัณฑ์โอท็อปที่ดำเนินงานมากว่า 15 ปี ซึ่งแรกเริ่มสินค้าโอท็อปสร้างมูลค่ารายได้ต่อปีประมาณหลักหมื่นกว่าล้านบาท แต่เมื่อมีการส่งเสริมพัฒนามาเรื่อยๆ พบว่ามีกลุ่มชุมชนผู้พัฒนาสินค้าโอท็อปเพิ่มมากขึ้นถึง 4.06 หมื่นกลุ่ม และมีสามาชิกรวมกว่า 8 หมื่นคน ในปัจจุบันนี่จึงทำให้ปี 2558 ที่ผ่านมา สินค้าโอท็อปสามารถสร้างมูลได้สูงถึง 1.09 แสนล้านบาท จนทำให้เมื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ได้รับทราบรายงานตัวเลข ก็รู้สึกตกใจว่าทำไมรายได้สินค้าโอท็อปสามารถไปถึงหลักแสนล้านแล้ว ดังนั้นนี่จึงเป็นภาพรวมแบบก้าวพัฒนาโอท็อปใน 2 เรื่อง คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และสร้างเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

“ถ้าการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อป สามารถเดินไปได้ตามทิศทางตามที่วางไว้ ผมเชื่อว่าจะสามารถผลักดันยอดขายสินค้าโอท็อปไทยจากปัจจุบันที่ 1.09 แสนล้านบาท ต่อจากนี้ภายใน 3 ปี จะสามารถไปถึง 2 แสนล้านบาทได้ ซึ่งจะยิ่งเป็นการเสริมฐานรากทางเศรษฐกิจของไทย และช่วยประชาชนได้อย่างแท้จริง” อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ระบุ

อย่างไรก็ตาม อภิชาติ อธิบายถึงแผนการขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อปจากนี้ ว่า เรื่องกระบวนการขาย จากที่ได้ศึกษาช่วงที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่และพระนครศรีอยุธยา ก็เห็นภาพโอท็อปในพื้นที่ว่า ถ้าให้ข้าราชการนำสินค้าไปขาย ข้าราชการส่วนใหญ่ขายของไม่เป็นและไม่ควรทำ เห็นได้จากที่ผ่านมา ศูนย์โอท็อปส่วนใหญ่เลิกกิจการเกือบทุกจังหวัดแล้ว ยกเว้นบางพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดใส่ใจดูแล

อภิชาติ มองว่า ไม่ใช่ข้าราชการไม่เก่ง แต่ราชการไม่มีหน้าที่ไปบริหารการขายของ แต่ควรทำเพียงเตรียมสินค้าให้พร้อมขายเท่านั้น คือ ให้ชาวบ้านยกระดับสินค้าโอท็อปขึ้นมาให้ได้ และจากนั้นทิศทางการทำงานที่ฝ่ายราชการจะลงไปทำจะมี 3 เรื่องหลัก คือ 1.ยกระดับสินค้าโอท็อปให้ได้ 2.เพิ่มช่องทางการตลาด 3.พัฒนาสินค้าโอท็อประดับ 1-3 ดาว ให้ขายได้จริง ฉะนั้นจึงมีการให้ชาวบ้านพัฒนายกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ของแต่ละชุมชนขึ้นมา

จากการที่กรมได้คัดสรรสินค้าโอท็อปในปี 2559 นี้ มีการส่งผลิตภัณฑ์โอท็อปเข้ามาคัดเลือกกว่า 8 หมื่นชิ้น โดยเกณฑ์มาตรฐานมี 5 ประเภท คือ 1.อาหาร 2.เครื่องดื่ม 3.ผ้า 4.สมุนไพร 5.ของที่ระลึก พบว่ามีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านระบบคัดสรรพิเศษเพียง 1.1 หมื่นชิ้นเท่านั้น เป็นระดับ 5 ดาว ประมาณ 1,000 ชิ้น นอกนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระดับกลางเป็นเป็นส่วนใหญ่

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผลิตภัณฑ์อีก 7 หมื่นชิ้น ไม่ผ่านมาตรฐานที่ทางราชกำหนดไว้ เพราะสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ผ่านมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) หรือสินค้าเกษตรบางชนิดกำหนด ที่ระบุให้ต้องมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ซึ่งส่วนตัวมองว่าสินค้าที่ชาวบ้านผลิตเหล่านั้นที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ใช่เพราะสินค้าไม่ดี แต่เมื่อมาติดต่อกับหน่วยงานราชการ พบว่ามีความยุ่งยาก นี่จึงเป็นปัญหาที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ชาวบ้านไม่ได้รับมาตรฐานรับรอง

แต่ถึงอย่างไรขณะนี้กรมการพัฒนาชุมชนได้วางแผนแก้ปัญหานี้ โดยจัดมาตรฐานสินค้าที่ไม่ผ่านกว่า 7 หมื่นชิ้น วิธีใหม่โดยแบ่งเป็น 4 ประเภท คือ 1.สินค้าที่ผลิตได้น้อย แต่มีมาตรฐานสูงและสามารถส่งออกได้ 2.สินค้าที่ผลิตจำนวนมาก ส่งออกได้ และมีการพัฒนาฝีมือ 3.สินค้าที่ขายในเมืองไทย คุณภาพพอประมาณ และ 4.สินค้าที่ควรต้องปรับปรุง

ในปี 2560 กรมการพัฒนาชุมชนตั้งเป้าหมายใหม่ว่า จะยกระดับสินค้าทั้งหมด คือ ประเภท 1 และ 2 ที่มีประมาณ 2 หมื่นผลิตภัณฑ์ และ 3-4 จะพัฒนาทำเป็นโอท็อปแบรนด์เนม โดยจะเลือกประเภทสินค้าที่มีความน่าสนใจ เช่น ประเภทกระเป๋า จากนั้นจะวางทิศทางเป็น 7 กลุ่มที่ส่งเสริมในการผลิตกระเป๋า เช่น เครื่องหนัง เสื่อกระจูด ผักตบชวา จากนั้นจะให้ผู้เชี่ยวชาญของสถาบันศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (ทีซีดีซี) ออกแบบและลงไปให้ความรู้ชาวบ้าน เพื่อยกระดับพัฒนาสินค้าให้มีความทันสมัย ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

จากที่ทำมา 3 เดือน พบว่า ขณะนี้บางกลุ่มพัฒนาสินค้ากระเป๋าจากเดิมที่จำหน่ายได้ใบละ 1,000 บาท เมื่อพัฒนาออกใหม่จึงสามารถจำหน่ายได้ถึงใบละ 4,500 บาท ซึ่งนี่จึงถือว่าเป็นการยกระดับที่เห็นชัดเจนมากขึ้น ดังนั้นต่อจากนี้การพัฒนาจะเดินไปในทิศทางทีละกลุ่ม ต่อไปอาจเป็นประเภทอาหาร หรือสปา

ส่วนด้านผู้ประกอบการที่ผ่านมา กรมการพัฒนาชุมชน เห็นว่าปัญหาของผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะทำเฉพาะเพียงรับสินค้าที่ผ่านการตรวจมาตรฐานไปจำหน่ายเท่านั้น แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการจะไม่ยอมทำ คือ ดำเนินการเรื่องมาตรฐานรับรองให้กับกลุ่มชุมชนต่างๆ ดังนั้นเมื่อกรมการพัฒนาชุมชนทราบตรงจุดนี้ จึงลงไปเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ให้เข้าถึงชาวบ้านในพื้นที่

ซึ่งจะมีการทำงานในลักษณะเทรดเดอร์ คือ จัดตั้งกลุ่มเพื่อทำการคัดเลือกหาสินค้าในพื้นที่เพื่อนำไปขาย ให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ รวมถึงทำหน้าที่บริหารจัดการทั้งหมดในพื้นที่ทั้งหมด ตอนนี้ได้ดำเนินการในรูปแบบเทรดเดอร์นำร่องไปแล้วใน 10 จังหวัด คือ จ.สระบุรี กาญจนบุรี พัทลุง สุราษฎร์ธานี ร้อยเอ็ด ชุมพร ตาก เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา และกาฬสินธุ์ ดังนั้นคาดว่าจะสร้างเทรดเดอร์ให้ครบทุกจังหวัดภายในปี 2560

“ผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อป ไม่ใช่สินค้าโรงงาน จึงไม่มีลอกเลียนแบบ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ทำขึ้นจากภูมิปัญญาของแต่ละชุมชน” อภิชาติ กล่าว

ขณะที่ช่องทางด้านการตลาด อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า ระดับประเทศ ทุกปีจะมีการจัดงานโอท็อปขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ปีละ 3 ครั้ง โดยจะนำสินค้าของดีแต่ละพื้นที่มาจำหน่าย ส่วนระดับภูมิภาคมอบหมายให้ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด จัดงานโอท็อปในพื้นที่ 4 ครั้ง/ปี และขณะนี้กระทรวงมหาดไทยมีการสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานภายใต้สังกัดทั่วประเทศจัดตลาดนัดไทยช่วยไทยทุกอาทิตย์ เพื่อเปิดให้ชาวบ้านนำสินค้าที่มีคุณภาพของชุมชนในแต่ละท้องที่มาจำหน่ายที่หน้าหน่วยงานราชการ ตอนนี้ทั่วประเทศมีตลาดนัดดังกล่าวอาทิตย์ละ 3,000 ตลาดเป็นประจำ ซึ่งอนาคตมีแนวโน้มที่จะขยายเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้นำผลิตภัณฑ์โอท็อปไปวางขายที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. 148 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้ชื่อ ร้านประชารัฐสุขใจช็อป นอกจากนี้มีการจำหน่ายบนเว็บไซต์ ซึ่งบริการส่งฟรีภายในประเทศ ส่วนการขยายไปตลาดต่างประเทศนั้น ขณะนี้มีการนำผลิตภัณฑ์โอท็อปไปวางจำหน่ายในบางเมืองของสาธารณรัฐประชาชนจีน และประเทศมาเลเซีย และอนาคตกำลังเจรจาติดต่อการค้าเพื่อจะนำสินค้าโอท็อปไปวางจำหน่ายประเทศอื่นในระยะยาวต่อไป

ในส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปขึ้นเครื่องตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เล่าว่า ขณะนี้มีการทำแค็ตตาล็อกแสดงสินค้าโอท็อปจำนวน 128 รายการ นำไปวางบนเครื่องบินของสายการบินไทยแล้ว เนื่องจากการบินไทยมีผู้ใช้บริการ 20 ล้านคน/ปี และขณะนี้กำลังประสานกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์สเพิ่มเติม นอกจากนี้ บริษัท รอยัลเจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นบริษัทรถทัวร์รับส่งนักท่องเที่ยวต่างประเทศรายใหญ่ในไทย ติดต่อขอนำผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปไปจำหน่ายด้วยเช่นกัน

ญี่ปุ่นยอม โอท็อปไทย สุดยอดที่สุด

ต้นแบบโอท็อปโลก มีจุดเริ่มต้นมาจากหมู่บ้านโอยามา ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งในพื้นที่ห่างไกลของเมืองโออิตะ เป็นจังหวัดเล็กๆ บนเกาะคิวชู อยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น โดยเมื่อปี 2504 ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้กว่า 1,000 ครัวเรือน ได้รวมตัวกันเริ่มโครงการพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชน คือ บ๊วยและเกาลัด เนื่องจากบ๊วยและเกาลัดเป็นพืชที่เหมาะแก่การผลิตในพื้นที่ จากนั้นชาวบ้านก็เริ่มพัฒนาจนทำให้ก่อเกิดรายได้จำนวนมาก

จากนั้นในเวลาต่อมา เมื่อปี 2522 รูปแบบการพัฒนาสินค้าของหมู่บ้านโอยามา ได้ถูกนำไปปรับใช้เป็นแผนนโยบายการพัฒนาของจังหวัดโออิตะ ภายใต้การนำของ โมริฮิโกะ ฮิรามัทซึ ผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่สมัยนั้น ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่จะฟื้นฟูและพัฒนาจังหวัดโออิตะ ที่ขณะนั้นมีประชากร 1.2 ล้านคน ให้มีความก้าวหน้า โดยเริ่มส่งเสริมสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะในพื้นที่ให้ประสบผลสำเร็จภายใต้นโยบาย 3 ประการ คือ 1.ท้องถิ่นสู่สากล โดยทำให้สินค้าทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นเข้าถึงรสนิยมของผู้บริโภคทั่วประเทศและทั่วโลก เหมือนกับต้มยำกุ้งของไทยที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

2.เสริมสร้างการพึ่งพาตนเอง ให้คนในท้องถิ่นคิดตัดสินใจเลือกที่จะพัฒนาสินค้าเองอย่างสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้เกิดจากนโยบายรัฐ แต่หน่วยงานรัฐมีเพียงสนับสนุนเทคโนโลยีและการตลาดเท่านั้น 3.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เป็นผู้นำการพัฒนาในชุมชน เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้จึงเป็นสูตรเริ่มต้นที่ทำให้ญี่ปุ่นเป็นต้นแบบความสำเร็จการผลิตสินค้าจากชุมชน ให้แพร่ขยายองค์ความรู้ไปหลายประเทศ อาทิ มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มองโกเลีย สหรัฐอเมริกา และไทย เป็นต้น

จากนั้นราวปี 2544 ทักษิณ ชินวัตร สมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปดูงานและพบกับ ฮิรามัทซึ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะ จึงนำแนวคิดนี้กลับมาพัฒนาในเมืองไทย เพื่อต้องการให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยการนำภูมิปัญญาของท้องถิ่นมาพัฒนาเพิ่มมูลค่า จากนั้นก็ทำให้เกิดการค้าขายระหว่างกัน จนสุดท้ายสินค้าโอท็อปประสบความสำเร็จ จนสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน จึงเล่าว่า ครั้งที่เดินทางไปดูงานประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากทราบว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นต้นแบบและขึ้นชื่อในเรื่องการทำสินค้าชุมชน เพราะมีการส่งเสริมให้ผู้หญิงในพื้นที่ชนบทที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม นำสินค้ามาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าในลักษณะ 8 อย่าง อาทิ ปิ้ง ย่าง ต้ม ตากแดด ดองเค็มฯ ดังนั้นจึงทำให้ญี่ปุ่นขึ้นชื่อในเรื่องพัฒนาสินค้าโอท็อป

“ผมไปที่เมืองโออิตะ 2 ครั้ง เมื่อได้เจอกับผู้ว่าฯ เมืองโออิตะ ก็พูดกับผมว่าจะมาดูงานที่โออิตะทำไม เพราะโอท็อปที่เมืองไทยนี่สุดยอดแล้ว จนต้องยกย่องให้ผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปไทย เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสุดยอดที่สุด ญี่ปุ่นยอมแล้ว และไม่สู้แล้ว” อภิชาติ ระบุ

เขามองว่า ถึงแม้ประเทศไทยจะส่งเสริมสินค้าการทำโอท็อปมานานกว่า 15 ปีแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นจุดเริ่มต้นการพัฒนาสินค้าโอท็อปในไทยเกิดขึ้นมาเมื่อ 20 ปีก่อน โดยเริ่มมาจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงสร้างมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพขึ้นมาเพื่อฝึกให้ชาวนา ชาวไร่ให้เป็นศิลปินจำนวนกว่า 2 หมื่นคน จากนั้นได้นำองค์ความรู้ที่มีกระจายลงไปในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ จึงมองว่า นี่จึงเป็นการสร้างพื้นฐานโอท็อปไทยให้มีคุณภาพที่สุด

อภิชาติ เล่าอีกว่า ครั้งที่เดินทางไปสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อนำผลิตภัณฑ์โอท็อปไปขาย 2 ครั้ง ตามโครงการความร่วมมือโอท็อป 2 แผ่นดิน และจากที่เดินทางไปประเทศมาเลเซีย ก็พบว่ามีความนิยมมากจนไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการ ดังนั้นจึงคิดว่าควรมีการสร้างเทรดเดอร์ในจังหวัดติดชายแดน เช่น จ.เชียงใหม่ เชียงราย นราธิวาส หรือยะลา ขึ้นมา เพื่อให้เป็นตัวแทนของกรมการพัฒนาชุมชน ในการนำสินค้าส่งไปขายกับต่างประเทศ เพราะใครก็อยากได้สินค้าโอท็อป นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่นายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะมองเห็นความแตกต่างจากรองนายกฯ สมคิด ที่เห็นในแง่อุตสาหกรรม แต่นายกฯ เห็นในแง่พี่น้องประชาชน เนื่องจากท่านเคยเป็นทหารตามเสด็จพระราชินีมาก่อน จึงรับรู้ เข้าใจ รู้สึกร่วมกับสินค้าโอท็อป ซึ่งส่วนตัวคิดว่าที่ท่านนายกฯ ชนะการลงประชามติครั้งนี้ ก็อาจมาจากที่คอยขายของให้ชาวบ้าน โดยเห็นได้จากที่มักใช้เสื้อผ้าไทย พันคอโอท็อปเป็นประจำ

“ประชารัฐรักสามัคคี” สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มั่นคง

การขยายการพัฒนาส่งเสริมสินค้าโอท็อป อีกหนึ่งช่องทางที่รัฐบาลพยายามหาวิธี มาขับเคลื่อนเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ให้มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ทันสมัย และมีการบริหารจัดการให้ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นที่ยอมรับของตลาดนั้น ขณะนี้รัฐบาลได้ดึงตัวแทนภาคเอกชนเข้ามาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อป ภายใต้รูปแบบองค์กรบริษัทชื่อ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ขึ้นมาโดยมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย เป็นประธานฝ่ายภาครัฐ และมี ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ  เป็นประธานฝ่ายภาคเอกชน ในการรวมกันขับเคลื่อนทิศทางโอท็อปให้ก้าวไกล

อภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาฯ บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ฝ่ายภาครัฐ ขยายภาพว่า การดำเนินการของบริษัท ประชารัฐฯ เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นรูปธรรมของการเคลื่อนงานที่มีการจัดตั้งคณะทำงานทั้งในระดับชาติ และระดับจังหวัด โดยจะมีการประชุมกันอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง และจะมีลงพื้นที่เพื่อติดตามดูข้อเท็จจริงในหมู่บ้าน ชุมชนอยู่ตลอด เพื่อประเมินศักยภาพในการนำมาวิเคราะห์และเมื่อพบปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจของชุมชนไม่พัฒนา ก็จะทำให้สามารถนำไปต่อยอดพัฒนาได้

โจทย์ของบริษัทนี้ คือ ต้องการสร้างเศรษฐกิจฐานรากในชุมชนให้เข้มแข็ง เพื่อทำให้ชีวิตของเกษตรกรส่วนใหญ่เกือบ 25 ล้านคนมีรายได้เลี้ยงชีพ ดังนั้นนี่จึงตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชน ทำให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุนหรือปัจจัยการผลิต มีทักษะการบริหารจัดการองค์ความรู้ในการผลิตและประกอบอาชีพ มีช่องทางการตลาด และสร้างการสื่อสารความเข้าใจให้ทั่วถึง โดยจะทำเป็นระบบห่วงโซ่คุณภาพเพื่อทำให้เดินไปถึงเป้าหมาย

“การดำเนินการทั้งหมดถ้าภาคราชการ เอกชน ทำกันลำพังไม่สามารถทำได้ครบ แต่ขณะนี้ดึงเอาจุดแข็งของประชารัฐแต่ละฝ่ายมารวมกัน อาทิ ภาคราชการมีบุคลากรทั่วประเทศ 2 ล้านคน เอกชนมีเทคโนโลยีทันสมัย บริหารจัดการเก่ง มีเงินลงทุน ส่วนจุดแข็งของประชาชน สามารถผลิตสินค้าได้หลากหลาย มีนิสัยรักบ้าน ส่วนมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้ และเอ็นจีโอ โน้มน้าวใจเก่ง มีความรอบคอบในการตรวจสอบ ดังนั้นจึงนำทั้งหมดมาร่วมกันเป็น บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี เพื่อดำเนินการสร้างรายได้ให้ชุมชน ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน” อภิชาติ ระบุ

ขณะที่ทิศทางการดำเนินงานของบริษัท ประชารัฐฯ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เล่าว่า ฐาปน ประธานฝ่ายภาคเอกชน ได้เสนอให้นำรูปแบบโครงสร้างการบริหารของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ มาใช้ที่มีทั้งบริษัทแม่เพื่อเป็นแกนกลางในการประสานการทำงานให้กระจายไปยังบริษัทลูกที่มีอยู่ทั่วประเทศ และให้มีคณะกรรมการผู้บริหาร รวมถึงต้องมีการทำเรื่องกำไร งบดุลทุกสิ้นปี และต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบการบริหาร 3 ชุด คือ คณะกรรมการตรวจสอบบัญชีซึ่งเป็นกลไกภาคบังคับ คณะกรรมการสรรหา และคณะกรรมการบรรษัทภิบาล

อภิชาติ เล่าว่า ช่วงแรกที่เริ่มตั้งก็มีเสียงคัดค้าน เนื่องจากเกรงว่าภาคเอกชนจะเข้ามาควบคุมอำนาจ จึงทำให้ช่วงแรกที่บริษัท ไทยเบฟ จะบริจาคทุนจัดตั้งจดทะเบียนบริษัท 300 ล้านบาท จึงลดเหลือ 76 ล้านบาท โดยแบ่งงบประมาณไปจังหวัดละ 1 ล้านบาท ซึ่งได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสถานะเป็นนิติบุคคล มีผู้ถือหุ้น มีกรรมการบริหาร และแบ่งสัดส่วนหุ้นเป็น 2 ส่วนใหญ่เพื่อป้องกันข้อครหา คือ วางรูปแบบให้บริษัทลูก คอยควบคุมบริษัทแม่

สำหรับทุนจดทะเบียนบริษัทแม่มูลค่า 24 ล้านบาท ส่วนทุนจดทะเบียนบริษัทลูกที่มี 76 จังหวัด จะแบ่งสัดส่วนการดูแลถือหุ้นเป็น 5 ส่วน คือ 1.ส่วนราชการ เข้าไปซื้อหุ้นแต่ไม่สามารถบริหารได้ เพราะมีข้อห้ามของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อยู่ 2.ภาคเอกชน 3.ประชาชน 4.ประชาสังคม 5.มหาวิทยาลัย โดยแต่ละจังหวัดจะมีจำนวนหุ้นทั้งหมด 4,000 หุ้น ทุนรวม 4 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้เต็มหมดแล้ว

ขณะที่อัตราการถือหุ้นทุกคนจะมีสัดส่วนหุ้น 20% ทุกคนเท่ากัน ส่วนระบบการแบ่งปันผลกำไร อภิชาติ ระบุว่า วัตถุประสงค์หลักเพื่อสังคม ฉะนั้นกำไรที่ได้มาต้องนำไปขยายผล ไม่ใช่ปันผลเพื่อประโยชน์ส่วนตัวผู้ถือหุ้น ฉะนั้นเมื่อบริษัทดำเนินการจนได้กำไรแล้วจะไม่สามารถนำออกไปได้ แต่จะถูกนำไปขยายผลสู่ชุมชนอื่นต่อไป ยกเว้นแต่นำทุนหมุนเวียนไปทำทุนตัวอื่นเท่านั้น

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อธิบายถึงระบบการตรวจสอบบริษัทว่า ระบบการตรวจสอบภาพใหญ่จะดูจากข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.) ที่เก็บรายได้ในทุกเดือนไว้ประเมินการบริหารงานในแต่ละปีของบอร์ดในแต่ละจังหวัด และจะมีกลไกการทำงานอีกรูปแบบหนึ่ง โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดติดตามตรวจสอบสนับสนุน ควบคู่ไปในแต่ละพื้นที่ด้วย

ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าการที่เอกกชนเข้ามาบริหารแบบไม่ได้เงินปันผลนั้นจะได้อะไร อภิชาติ อธิบายว่า ไม่ได้บอกว่าไม่มีผลตอบแทน แต่ไม่มีผลการแบ่งผลกำไรให้ แต่สิ่งที่เอกชนจะได้คือสามารถนำไปหักภาษีได้ เนื่องจากทุกบริษัทขนาดใหญ่จะมีโครงการหนึ่งอยู่แล้ว คือ กิจกรรมโครงการเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม โดยแต่ละปีจะบริจาคสนับสนุนในโครงการสาธารณประโยชน์ต่างๆ  มากน้อยแล้วตามแต่ละบริษัทจะตั้ง ซึ่งรูปแบบ ซีเอสอาร์ เดิมคือ เมื่อให้แล้วก็จบ แต่การที่เอกชนเข้ามาสนับสนุนบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี นอกจากจะได้ช่วยสร้างการเรียนรู้แล้ว แต่เงินที่นำมาลงทุนรัฐบาลได้ออกกฎหมายยกเว้นภาษีให้ เพื่อเป็นแรงจูงใจ ดังนั้นภาคเอกชนที่เข้ามาจึงมีผลตอบแทนที่เป็นชื่อเสียง ภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ ซึ่งถือว่าเป็นกำไรที่มากกว่ามูลค่าของเงินทอง

ขณะที่รูปแบบการบริหารงานภายในบริษัท อภิชาติเผยว่า แต่ละจังหวัดรูปแบบการทำงานจะไม่เหมือนกัน ซึ่งก่อนที่บริษัทจะเลือกเข้าไปพัฒนาพื้นที่ใด จะมีการเลือกพื้นที่โดยพิจารณาดูที่ความสนใจของประชาชนในพื้นที่ และดูว่าในพื้นที่นั้นมีสินค้าโดดเด่นที่จะสามารถพัฒนาได้หรือไม่ และดูว่าชุมชนมีความสามัคคีหรือไม่ จากนั้นจะทำแผนธุรกิจเพื่อไปเสนอให้แต่ละชุมชนดูถึงความก้าวหน้า แต่อาจจะมีการขอหักค่าบริหารจัดการ 10% เพื่อเป็นค่าแนะนำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมองว่าตรงนี้คุ้มค่าถ้าสามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าให้เพิ่มขึ้นได้หลายเท่าถึงว่าคุ้มค่ามาก

นอกจากนี้ อภิชาติอธิบายความต่างระหว่างบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีกับเทรดเดอร์ ว่า บริษัทดังกล่าวมีเป้าหมายหลักทำเพื่อสังคมไม่ใช่ผลกำไรสูงสุด ดังนั้นกำไรที่ได้มาต้องนำไปขยายผล ไม่ใช่ปันผลเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้ถือหุ้น ซึ่งหมายความว่า เมื่อบริษัทได้กำไรมา จะถูกนำกำไรไปขยายในกิจการอื่น ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจเอกชนทั่วไป นอกจากนี้บริษัทจะไม่ได้ส่งเสริมเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อปเท่านั้น แต่จะดำเนินการตั้งแต่เป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำการพัฒนา โดยดึงอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนออกมาพัฒนา ตลอดไปจนถึงรับจดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น

อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ระบุว่า ดังนั้นช่วงเริ่มตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปี 2559 จะต้องจัดตั้งบริษัทลูก ประชารัฐรักสามัคคีให้ครบทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้ว 22 จังหวัด เช่นที่ จ.ภูเก็ต ทางบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ได้ลงไปส่งเสริมพัฒนาการทำกุ้งลอปเตอร์ ให้ส่งขายทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีการเข้าไปพัฒนาการจำหน่ายสับปะรดภูเก็ต ให้เพิ่มมูลค่า จากเดิมจำหน่ายลูกละ 20 บาท เพิ่มมูลค่าขึ้นเป็น 1,500 บาท/ลูก และตอนนี้บริษัทกำลังทำพัฒนาเครื่องสีข้าวในครัวเรือน เพื่อกลุ่มคนรักสุขภาพ ซึ่งจะเปิดตัวเดือน ธ.ค.นี้ โดยคุณสมบัติของเครื่องสีข้าวดังกล่าว สามารถนำข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสารเพื่อใช้รับประทานได้แบบมื้อต่อมื้อ ซึ่งจะทำให้คุณค่าวิตามินในเมล็ดอยู่ครบถ้วน และยังเป็นการลดต้นทุนการซื้อข้าวอีกด้วย

ขณะที่ทิศทางในอนาคต อภิชาติมองว่า บริษัทจะมีคณะกรรมการบริหารมาเป็นกลไกดำเนินการบริหารจัดการเหมือนบริษัททั่วไป แต่สิ่งที่คณะทำงานอยากเห็นคือ เมื่อจัดตั้งบริษัท ประชารัฐรักสามัคคี ครบ 76 จังหวัด บริษัทจะเป็นกลไกสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากใน 2 ระดับ คือ ระดับครัวเรือน เศรษฐกิจครัวเรือนของประชาชนที่ดำเนินใน 3 ประเภท คือ การเกษตร การแปรรูป การท่องเที่ยว จะถูกนำมาบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เกิดรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ สร้างเศรษฐกิจครัวเรือนเพื่อทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง อีกส่วนหนึ่งคือ ระดับชุมชน จะมีผลกำไรของบริษัทหมุนเวียนอยู่ในชุมชนเกิดการพัฒนาจากภายในสู่ความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป

 

“กติกาที่มีอยู่ยังไม่ปลอดภัย” เสียงจากแพทย์สนามมวยถึง Fight club thailand

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 สิงหาคม 2559 เวลา 20:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/450774

"กติกาที่มีอยู่ยังไม่ปลอดภัย" เสียงจากแพทย์สนามมวยถึง Fight club thailand

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ภาพชายหนุ่มสองคนสาวหมัดใส่กันอุตลุดราวมวยวัด หมัดลุ่นๆ แต่งตัวบ้านๆ สังเวียนคือพื้นซีเมนต์แข็งๆของสนามกีฬาใต้ทางด่วน กรรมการคอยคุมเชิง รวมถึงไทยมุงล้อมวงส่งเสียงเชียร์ ภายใต้เวลา 3 นาทีสุดระทึก

ทั้งหมดนี้คือ การต่อสู้ข้างถนน “Fight club Thailand” ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

“กติกาการต่อสู้” ของกลุ่ม Fight club Thailand ระบุไว้อย่างเคร่งครัดว่า 1.ห้ามท้าทาย ยุแหย่ ให้เกิดอารมณ์ เกิดความขัดแย้ง 2.ห้ามจับคู่กันเอง หรือนัดชกกันเองภายในกลุ่ม 3.ห้ามสร้างศัตรู แสดงตัวตนโอ้อวด ท้าทายสถาบันการศึกษาทั้งกลุ่มคนและตัวบุคคลเด็ดขาด 4.ห้ามนักกีฬาที่ผ่านเวทีต่างๆที่เป็นรายการชิงแชมป์อาชีพ หรือนักชกอาชีพลงสมัคร (รายการจะเปิดรับเป็นรอบพิเศษเท่านั้นสำหรับสายอาชีพ) 5.ยึดหลักสร้าง มิตรภาพ ตามความคิดอุดมการณ์ของ Fight Club Thailand เป็นหลักสูงสุด

ขณะที่ “กฎเหล็กของการชกในสนาม” ประกอบด้วยดังนี้ 1.ห้ามโจมตีอวัยวะเพศ 2.ห้ามโจมตีลูกกระเดือก 3.ห้ามโจมตีท้ายทอย และแนวกระดูกสันหลัง 4.ห้ามจับทุ่ม จับเหวี่ยง 5.ห้ามซ้ำเวลาคู่ต่อสู้ล้ม หรือหันหลังไม่สู้

 

นพ.สุทธิชัย โชคกิจชัย รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลลาดพร้าว และแพทย์ประจำเวทีมวยลุมพินี กล่าวว่า เท่าที่ดูคลิปวีดีโอการต่อสู้ของกลุ่ม Fight club Thailand รู้สึกเป็นห่วงมาก

หนึ่ง ตัวคนที่เข้าไปชก หรือ นักสู้ (fighter) ทั้งสองฝ่าย ไม่ได้มีการตรวจร่างกาย ปกติแล้วการแข่งขันที่มีการกระทบกระทั่งอย่างรุนแรงแบบนี้ ควรจะต้องตรวจร่างกายว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ ซึ่งบางโรค หากมีการออกกำลังกายอย่างหนัก หรือกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงก็อาจเป็นอันตรายได้ เช่น โรคหอบหืด และโรคหัวใจ

สอง กติกาข้อห้ามในการต่อสู้ เช่น ห้ามโจมตีลูกกระเดือก อวัยะเพศ ท้ายทอย และบริเวณหลัง มันไม่เพียงพอที่จะป้องกันอันตรายต่อตัวคู่ต่อสู้ ยกตัวอย่างที่เราเห็นกันอยู่ประจำในสนามมวยคือ กรามหัก ไหล่หลุด โดยเฉพาะเครื่องป้องกันตัวที่ควรใส่ก็ไม่ใส่ เช่น กระจับ เฮดการ์ด  นอกจากนี้การชกมวยต้องมีพื้นที่ชัดเจน มีเบาะรอง มีเชือกกั้น การชกกันบนพื้่นซีเมนต์ หากล้มศีรษะกระแทกอย่างรุนแรงก็อาจหมดสติ เป็นอันตรายต่อสมอง ถึงขั้นเสียชีวิต

อีกเรื่องน่าเป็นห่วงคือ อารมณ์ สมมติว่ามีพรรคพวกมาด้วย คู่ต่อสู้เกิดพลาดได้รับบาดเจ็บ ฝ่ายพรรคพวกอาจโมโห วิ่งเข้ารุมทำร้ายกัน สิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นสนามมวยจะมีการป้องกันระดับหนึ่ง มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูแลไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งกัน ฉะนั้นเรื่องมาตรการดูแลความปลอดภัย ทั้งตัวนักสู้ กติการการต่อสู้ รวมถึงสถานที่จัดการต่อสู้ ถือว่ายังไม่ปลอดภัยพอ”

แพทย์ประจำเวทีมวยลุมพินี ตั้งข้อสังเกตว่า นักสู้หลายคนไม่มีทักษะการชกมวย หรือฝึกฝนร่ำเรียนมาอย่างถูกต้อง จึงออกลูก “มวยวัด”มากกว่า ตรงนี้ยิ่งเสี่ยงอันตราย

คนที่เรียนมวยมา ก่อนจะขึ้นชก เทรนเนอร์หรือค่ายมวยจะพิจารณาแล้วว่าตัวนักมวยคนนั้นมีความสามารถในระดับหนึ่ง เช่น การป้องกันตัวเอง อาวุธที่คู่ต่อสู้ปล่อยออกมาจะรู้ว่าต้องป้องกันอย่างไร ไม่ใช่อยู่ดีๆเอาคนสองคนมาชกกันเลย แบบนี้ในวงการมวยเราไม่ทำ จากนั้นจะต้องมีการ ‘เปรียบมวย’ โปรโมเตอร์ต้องดูนักมวยที่ความสามารถ และประสบการณ์ใกล้เคียงกัน สิ่งเหล่านี้จะเป็นกระบวนการป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำ หรือเสียเปรียบ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายแก่คู่ต่อสู้ได้

นพ.สุทธิชัย ฝากทำความเข้าใจไปยังกลุ่ม fight club thailand ว่า เจตนารมณ์ของการเป็นนักสู้ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่การจะเป็นนักสู้ที่ดี ควรวางมาตรการดูแลความปลอดภัย เป็นกลาง และยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย เพราะเท่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันความปลอดภัยและให้ความยุติธรรมแก่คู่ต่อสู้ได้

ถ้าหากจะเดินหน้าต่อ ควรปรึกษาหารือผู้หลักผู้ใหญ่ให้เข้ามาช่วยดูแลว่าต้องมีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างไร มีกฎเกณฑ์การต่อสู้อย่างไรบ้าง แล้วค่อยเดินหน้าต่อ ถ้ายังไม่มีกฎระเบียบ หรือมีองค์กรเข้ามารับรองอย่างเป็นทางการ ก็ไม่ควรเดินหน้าต่อ เพราะไม่มีใครการันตีความปลอดภัยได้ ผมมองว่าทำไมไม่ใช้โอกาสนี้เข้ามาศึกษามวยไทยอย่างจริงจังเสียเลย จะเรียนแบบสมัครเล่น และแข่งขันกันแบบสมัครเล่นก็ได้ ซึ่งมีการจัดแข่งขันชกมวยไทยสมัครเล่นอยู่เรื่อยๆ ไม่รุนแรงเท่ามวยไทยอาชีพ นอกจากได้ออกกำลังกาย ได้พิสูจน์จิตใจที่กล้าหาญ ยังได้วิชาการต่อสู้ของมวยไทยด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ การแข่งขันที่เป็นมาตรฐานจะทำให้ทุกฝ่ายปลอดภัย

กล่าวกันว่า มวยเป็นกีฬาที่คู่แข่งขันจงใจชกหรือทำร้ายให้บาดเจ็บในจุดต่างๆของร่างกาย เพื่อนำมาซึ่งชัยชนะ นักมวยต้องพยายามที่จะต่อยบริเวณจุดสำคัญๆของคู่ต่อสู้ให้แรง เร็ว และแม่นยำ จึงก่อให้เกิดการบาดเจ็บต่อส่วนต่างๆของร่างกายตามมา ดังนั้นหากผู้จัดแข่งขันไม่มีมาตรการดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเพียงพอ ความเสียหายที่ไม่มีใครอยากให้เกิดก็อาจเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

 

โมเดล “มหาฉันทามติ” สส.+สว. ร่วมตั้งนายกฯเพื่อชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 สิงหาคม 2559 เวลา 11:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/450322

โมเดล "มหาฉันทามติ" สส.+สว. ร่วมตั้งนายกฯเพื่อชาติ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่น่าสนใจไม่น้อยเวลานี้สำหรับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องเอาคำถามพ่วงที่ผ่านประชามติมาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ  (สนช.) มีข้อเสนอให้ สว.สามารถเสนอชื่อบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองให้รัฐสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีได้ จากเดิมทีหน้าที่เสนอชื่อจะเป็นของ สส.เท่านั้น

โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนาในประเด็นดังกล่าวกับ “คำนูณ สิทธิสมาน” สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำนูณมองว่าไม่ว่าจะแก้ไขออกมาในรูปแบบใดจะให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อได้หรือไม่ ก็ยังเป็นปัญหาทางการเมืองอยู่ดี ดังนั้น ทางที่ดีสุด คือ การมหาฉันทามติเพื่อนำไปสู่การสร้างมหาพันธมิตรเพื่อประเทศจะได้มีนายกรัฐมนตรีที่สามารถบริหารราชการในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนจะไปถึงบทสรุปตรงนั้น “คำนูณ” วิเคราะห์ปัญหาทีละลำดับไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัญหาเกี่ยวกับการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีมีอยู่ในตัวระบบของร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเชื่อมโยงกับระบบเลือกตั้ง สส.แบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว

“ผมเองไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใน 2 บท คือ ระบบการเลือกตั้ง และที่มาของนายกรัฐมนตรี เมื่อเอาที่มาของนายกฯ ไปผูกกับระบบการเลือกตั้งแบบนี้ คือ คนที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ จะต้องมาจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอในวันสมัครเลือกตั้ง พรรคเล็กและพรรคเกิดใหม่มีโอกาสจะเป็น สส.ยากมาก เพราะต้องมี สส.ในสภาผู้แทนราษฎร 5% หรือ 25 คน จากทั้งหมด 500 คน ถึงจะสามารถเสนอชื่อนายกฯ ได้”

“นอกจากนี้ รายชื่อในบัญชีของพรรคการเมืองจะถูกผูกพันไปตลอดอายุของสภาฯ ไม่ว่าจะมีการเลือกนายกฯ กี่ครั้ง ซึ่งเห็นว่ามันเป็นการจำกัดตัวเองมากเกินไป สมมติเหตุการณ์ผ่านไปหนึ่งปีหรือสามปี เราก็ต้องไปเลือกจากรายชื่อที่ยังคงอยู่ที่พรรคการเมืองเสนอมาเมื่อหนึ่งปีสามปีที่แล้ว ซึ่งอาจจะไม่ใช่บุคคลที่เหมาะสมกับสถานการณ์”

“การจะปลดล็อกเพื่อเลือกนายกฯ จากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองนั้น กรธ.กำหนดไว้ในมาตรา 272 ก็จำกัดตัวเองไว้อย่างยิ่งยวดที่ให้ปลดล็อกเฉพาะครั้งแรกครั้งเดียวหลังจากมีการเลือกตั้ง สส. ซึ่งตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้”

ขณะเดียวกัน ในส่วนของการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องเอาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญนั้น คำนูณยังมองว่า ออกได้หลายรูปแบบ เช่น การให้ สว.มีหน้าที่แค่ร่วมโหวตเลือกนายกฯ เท่านั้น โดยไม่มีสิทธิเสนอชื่อ หรือให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อได้ เป็นต้น แต่มีประเด็นที่ต้องขบคิดต่อไปในทางปฏิบัติแล้ว กรธ.จะมีขอบเขตในการปรับปรุงเนื้อหาได้ขนาดไหน

“เมื่อการประชามติผ่านทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง หลักที่ต้องยึดประการหนึ่ง คือ พี่น้องประชาชนในการลงประชามติ เขาให้ความเห็นชอบทั้งร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง และที่ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญก็ด้วยเสียงท่วมท้นมากกว่าคำถามพ่วงอีก ดังนั้น การปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องรักษาสารัตถะของร่างรัฐธรรมนูญไว้ให้ได้มากที่สุดในประเด็นที่ไม่ได้ขัดกับคำถามพ่วง และพยายามแก้ไขให้ตรงกับคำถามพ่วงให้เคร่งครัด ไม่ขาดและก็ไม่เกิน เพราะทั้งสองเรื่องมาจากการประชามติทั้งคู่”

อีกด้านหนึ่ง คำนูณยังเห็นว่าหากประเมินจากเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ส่วนตัวคิดว่านายกฯ คนนอกยังไม่สามารถเข้ามาได้ง่ายๆ

“ถ้าเอาตามเงื่อนไขเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้ มันปลดล็อกเพื่อเลือกนายกฯ นอกบัญชีพรรคการเมืองได้เฉพาะครั้งแรกครั้งเดียวตามมาตรา 272 และต้องใช้ สส.ถึง 250 คน เพื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภาให้เปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภา”

“ถ้าเราจินตนาการว่า สว.ทั้ง 250 คน เป็นเอกภาพกันและไม่ต้องการได้นายกฯ จากบัญชีพรรคการเมือง เขาก็ไม่สามารถทำเอง เพราะมติที่จะยกเว้นให้เลือกนายกฯ จากคนนอกบัญชีได้ ต้องใช้ 500 เสียงจากทั้งหมด 750 เสียง หมายความว่าต้องใช้ สว.ทั้งสภา และใช้ สส.อีก 250 คน นี่คือตัวเลขที่มันปรากฏอยู่”

แม้ในทางปฏิบัติฝ่ายการเมืองจะยังมีโอกาสที่ได้นายกฯ ที่เป็นคนของพรรคการเมือง แต่หากฝ่าย สว.สรรหาที่่มาจากการเลือกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เกิดได้นายกฯ ที่ตัวเองต้องการขึ้นมา ในระยะยาวอาจทำให้ประเทศเกิดปัญหาครั้งใหญ่ ซึ่งในทัศนะของคำนูณจึงเห็นว่า อนาคต สส.และ สว.ควรร่วมกันสร้างมหาฉันทามติเพื่อนำไปสู่การตั้งรัฐบาลผสมครั้งใหญ่ (Grand Coalition) เพื่อการปฏิรูปประเทศ

“ทีนี้ผมอยากมองการเมืองอีกแบบหนึ่งว่า สมมติว่าเราจะแก้ไปให้อีกสุดทางหนึ่ง คือ ให้ สว.ไปร่วมโหวตและร่วมเสนอชื่อนายกฯ นอกบัญชีพรรคการเมืองได้ตั้งแต่แรก คิดว่าบ้านเมืองจะเดินไปได้แค่ไหนอย่างไรหรือไม่ ผมว่าก็เป็นไปได้ยาก”

“ปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป คือ เราจะมีนายกฯ ที่เป็นเสียงข้างมากในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาจริง แต่จะเป็นนายกฯ ที่อาจจะมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร มันก็จะเป็นปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ และถามว่าจะบริหารราชการแผ่นดินไปได้ราบรื่นแค่ไหนอย่างไร แล้วคนที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ จากสถานการณ์แบบนี้ก็ค่อนข้างหนักหนาสาหัส มันอาจจะเกิดปัญหาตามมาได้ ผมว่าก็ไม่น่าจะใช้วิถีทางที่ทำให้บ้านเมืองเดินไปได้อย่างเต็มที่เพื่อให้หลุดพ้นจากวิกฤต”

“ฉะนั้น ผมว่าหนทางที่ดีที่สุดที่มันควรจะเป็น คือ ถ้าการโหวตเลือกนายกฯ ครั้งแรกจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองไม่สำเร็จหรือไม่ได้ 376 เสียง สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือว่าเกิดกระบวนการฉันทามติครั้งใหญ่จากฝั่งพรรคการเมืองด้วยกันเองที่จะร่วมกับ สว.ปลดล็อกไม่จำเป็นต้องเลือกนายกฯ จากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง”

“หรือพรรคการเมืองยินยอมพร้อมใจกันโดยไม่ต้องใช้เสียงของวุฒิสภา มันก็จะเกิดมหาฉันทามติ หรือ Grand Consensus แล้ว จากนั้นคนที่จะมาเป็นนายกฯ จะเดินเข้ามาอย่างสง่างาม เพราะมาจากความยินยอมพร้อมใจของ สส.และ สว.750 คน หรือส่วนข้างมากที่สุดของ 750 คน เป็นมติของพรรคการเมืองทุกพรรค ด้วยความตระหนักในสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น”

“กว่าจะถึงวันนั้นอีกหนึ่งปีครึ่งผมเชื่อลึกๆ ว่าจะเป็นสถานการณ์ที่เรียกร้องให้เกิด Grand Coalition และนำไปสู่ Grand Coalition ได้ เพราะเราขัดแย้งกันมา 10 ปี มีรากฐานจากความเหลื่อมล้ำและยังมีสถานการณ์ที่ต้องฝ่าฟันไปด้วยกันข้างหน้าอย่างการปฏิรูปประเทศตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้”

“เมื่อถึงเวลานั้นมันก็คงไม่มีคำว่านายกฯ คนใน นายกฯ คนนอก แต่มันจะเป็นเรื่องของการรวมพลังของชาติเข้ามาร่วมกันนำประเทศไทยให้ไปสู่ยุคแห่งการปฏิรูปในช่วงระยะเวลา 5 ปี ถ้าเป็นเช่นนี้ได้ ผมเชื่อว่ามันน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด”คำนูณ สรุป

 

“ผู้ประกาศข่าวต้องมีสมอง อย่าใช้เเค่ปาก” บุญมา ศรีหมาด สุภาพบุรุษนักอ่านข่าววิทยุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 สิงหาคม 2559 เวลา 20:11 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/450025

"ผู้ประกาศข่าวต้องมีสมอง อย่าใช้เเค่ปาก" บุญมา ศรีหมาด สุภาพบุรุษนักอ่านข่าววิทยุ

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

สปอตไลท์แห่งโลกออนไลน์กำลังสาดส่องไปยัง บุญมา ศรีหมาด ชายหน้าคม ผิวเข้ม เเววตาสดใสเป็นประกาย เจ้าของเสียงนุ่มลึกอันคุ้นหูทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย(สวท.) กรมประชาสัมพันธ์ หลังเจ้าตัวเพิ่งออกมาเปิดเผยโฉมหน้าเป็นครั้งแรกผ่านการถ่ายทอดสด (Live stream) ทางเฟซบุ๊ก

“พี่ทำเล่นๆกับน้องที่ทำงาน เห็นพวกดารา ดีเจเขาฮิตทำ เลยลองทำบ้าง ไม่ได้มีเจตนาให้ดังกระฉ่อนกว้างขวาง ไม่อยากเชื่อว่ามันจะไปไวขนาดนี้ ยังไงก็ขอขอบคุณทุกคนมากที่ชื่นชมเรา”  หนุ่มวัย 43 หัวเราะร่าด้วยท่าทีแปลกใจกับกระแสความดังของตัวเอง

ใครจะรู้ว่า บุญมา ฝึกฝนตัวอย่างหนักมาตลอด 28 ปี นี่คือตัวอย่างของคนที่มีเป้าหมายชัดเจน ขับเคลื่อนชีวิตด้วยแรงบันดาลใจ บวกความพยายามอย่างมีแบบแผน กระทั่งประสบความสำเร็จได้รับเสียงชื่นชมอย่างถล่มทลาย

มาทำความรู้จักกับชายคนนี้ให้มากขึ้นกว่าเเค่น้ำเสียง…

ฟังทรานซิสเตอร์ ฝึกฝน มุ่งมั่น สู่จุดหมาย

บุญมา ศรีหมาด เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2517 เป็นชาวต.หนองทะเล อ.เมือง จ.กระบี่ จบการศึกษาจากคณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ความสำเร็จของผู้ชายคนนี้เริ่มต้นจากการหลงใหลในน้ำเสียงผู้ประกาศข่าวจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) กรมประชาสัมพันธ์ ถึงขั้นตั้งเป้าหมายในชีวิตตั้งแต่วัยประถมศึกษาว่าจะรับราชการเป็นผู้ประกาศข่าวให้จงได้

“สมัยเด็ก ผมมีวิทยุทรานซิสเตอร์อยู่เครื่องหนึ่ง ทุกเช้าจะเปิดฟังข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์ ฟังพี่ประพันธ์ หิรัญพฤกษ์  อดุลเดช สุจริตกุล  ปรีชา ทรัพย์โสภา บุคคลเหล่านี้เป็นต้นแบบให้กับเรา เราชอบ ฟังแล้วก็ฝึกฝน เลียนแบบ อ่านจังหวะจะโคนตาม เรียกว่าก๊อปปี้เลย รู้สึกอยากทำงานที่ สวท. เพราะคิดว่าไม่มีที่ไหนอีกแล้ว ที่เสียงของเราจะดังไปไกลทั่วประเทศเท่าที่นี่”

จากวันนั้นบุญมาพัฒนาตัวเองไม่หยุดยั้ง ติดตามข่าวสาร ฝึกออกเสียงอ่านข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ และแม้กระทั่งนำเศษไม้มาตั้งเป็นขาไมโครโฟน บังคับให้เพื่อนฝูงมานั่งฟังเขายืนไฮปาร์คอย่างเป็นประจำ ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ ม.2 เด็กชายบุญมาก็ได้รับคัดเลือกจากอาจารย์ให้จัดรายการเสียงตามสายประจำโรงเรียนและจังหวัดกระบี่แล้ว

“ผมได้โอกาสจัดรายการเสียงตามสายตั้งแต่ ม.2 หยิบข่าวรายวันมาอ่านให้เพื่อนๆในโรงเรียนฟัง สมัยนั้นสวท. จ.กระบี่ ยังมอบโอกาสให้โรงเรียนส่งเด็กไปจัดรายการสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมงด้วย  ซึ่งผมได้คัดเลือกและทำหน้าที่จนกระทั่งจบ ม.6 ช่วงนี้สำคัญมาก ได้โอกาสเจอกับพี่ๆมืออาชีพใน สวท. โดยเฉพาะพี่อ้อย มยุรี ที่เขาบอกว่า ผมเสียงโอเค เสียงได้ มีพลัง ตรงสเปกโทนกรมประชาสัมพันธ์ สุดท้ายแกแนะนำให้ไปสอบใบผู้ประกาศข่าว ซึ่งผมสอบได้ตั้งแต่ ม.6 ตอนนั้นดีใจมาก รู้สึกว่า เฮ้ย เรามาอีกขั้นแล้ว”

หลังเรียนจบ ม.6 หนุ่มกระบี่ที่แม้เอ็นทรานซ์ไม่ติด แต่รั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในคณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสารมวลชน ที่เขาเลือกเดินไปก็กลายเป็นสถานที่หล่อหลอมพัฒนาตัวเอง นำพาให้ได้เจอกับสุดยอดนักพูดคนวิทยุระดับประเทศมากมายไล่ตั้งแต่ จตุพล ชมภูนิช  สุรวงศ์ วัฒนกูล  พิษณุ สกุลโรมวิลาส  สมชาย หนองฮี  อุสมาน ลูกหยี ซึ่งตัวอย่างชั้นยอดให้เขาจนก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ

“ระหว่างเรียนถือว่าเป็นช่วงที่ได้พัฒนาและเรียนรู้เยอะมาก ได้เข้าไปอยู่ในชมรมปาถกฐาและโต้วาทีที่มีรุ่นพี่ซี่งมีชื่อเสียงมากมายคอยหล่อหลอม ได้จัดรายการวิทยุครั้งแรกในกรุงเทพฯกับทาง FM 96.0 กรมการรักษาดินแดน สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง ได้เข้าแข่งขัน โต้คารมอุดมศึกษา พาสอนของ อ.กรรณิการ์ ธรรมเกษร คนเก่งยุคนั้นต้องผ่านเวทีนี้กันหมด”

ทว่าอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาที่ทำให้เจ้าตัวท้อแท้และรู้สึกไม่มั่นใจในสิ่งที่เลือกเดิน คือ “สำเนียงทองแดง” ลักษณะสำเนียงของคนใต้พูดภาษากลาง ซึ่งเมื่อครั้งอดีตเขาเคยเป็น ทำให้ผู้ร่วมงานซึ่งเป็นผู้ประกาศชื่อดังและโปรดิวเซอร์เอือมระอามาแล้ว

เราอ่านสิบรอบ เทคแล้วเทคอีก ไปทำให้เขาเสียเวลา พี่เขารอบเดียวจบ โปรดิวเซอร์ก็ทับถม น้องเสียงทองแดง ยังไม่ผ่าน เทคจนเขารำคาญ ด่าเราทุกวัน บางครั้งเขานั่งหลับรอเลย แล้วบอกให้เราอ่านไป จะเอากี่รอบก็อ่านไป เดือนนั้นกลับบ้านมานั่งเครียดทุกวัน ร้องไห้ก็มี คิดมากว่าจะเดินต่อดีไหม ยากเกินไปสำหรับเราหรือเปล่า แต่สุดท้ายก็ฮึดสู้ เอาจริงเอาจัง พยายามพูดให้ช้าลง ไม่ห้วน ลากเสียงให้ยาวขึ้น เพื่อให้สำเนียงทองแดงเบาลง และหายไปในที่สุด

ทิ้งเงินหลักหมื่น มาเริ่มต้นหลักพันกับอาชีพราชการ

ความฝันวัยเด็กของใครหลายคน อาจปรับเปลี่ยนไปตามสภาพเเวดล้อม เม็ดเงิน เเละอนาคตที่ไม่เเน่นอน เเต่นั่นไม่ใช่กับบุญมาที่เลือกทิ้งเงินเดือนหลักหมื่นจากเอกชน เพื่อทำตามความฝันเมื่อครั้งวัยเยาว์ ด้วยการสมัครเป็นข้าราชการประจำกรมประชาสัมพันธ์

แรกเริ่มเดิมที บุญมายึดอาชีพผู้ประกาศข่าวทางวิทยุระดับประเทศ ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยชั้นปี 3 หลังได้รับคำแนะนำจาก กนกวรรณ กนกวนาวงศ์ เพื่อนรุ่นพี่ซึ่งปัจจุบันเป็นนักข่าววิทยุชื่อดัง ชักชวนให้ไปสมัครเป็นผู้ประกาศข่าวที่สำนักข่าว ไอเอ็นเอ็น.ร่วมด้วยช่วยกัน

“ตอนไปสมัครก็ยังคิดว่า เขาจะรับเราหรอ เรียนก็ยังไม่จบ แต่ปรากฎว่าเขาชอบเรา บอกยินดีให้เงินเดือนเท่าคนเรียนจบปริญญาเลย”

การทำงานที่สำนักข่าวไอเอ็นเอ็นดำเนินไปได้ด้วยดี ระหว่างพ.ศ.2540 – 2547 กระทั่งประตูความฝันในวัยเด็กของเขาพลันเปิดขึ้น เมื่อกรมประชาสัมพันธ์ประกาศเปิดรับสมัคร “นักสื่อสารมวลชน”

“ขอบคุณ พี่สุริยงค์ หุนทสาน อดีตผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นผู้สอบสัมภาษณ์ ตอนนั้นแกถามว่า คุณอยู่เอกชน เงินเดือนเยอะกว่าข้าราชการหลายเท่า จะมาทำที่นี่ทำไม ผมตอบกลับไปว่า ความฝันตั้งแต่เด็กของผมคือ การได้อ่านข่าวให้กับสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และวันนี้ผมอยากทำให้ฝันนั้นเป็นจริง เพราะรู้ว่าที่นี่เสียงของเราจะดังออกไปไกลกว่าที่อื่น ซึ่งมารู้ทีหลังว่า เขากินใจตรงที่เรายอมสละเงินเดือนจำนวนมาก มาทำตามความฝัน ขอบคุณ ผอ.ที่ให้โอกาสเราในวันนั้น ไม่เช่นนั้นคงไม่มีบุญมา สีหมาด กรมประชาสัมพันธ์วันนี้”

หลังทำงานเป็นผู้ประกาศได้ 5 ปี บุญมาก้าวไปอีกขั้นด้วยบทบาทใหม่ นั่นคือ เป็นอาจารย์ที่สถาบันการประชาสัมพันธ์ อันเปรียบเสมือนใบเบิกทางต่อยอดไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางด้านอาชีพที่กว้างขวางกว่าเดิม

“ผอ.รวงทอง ยศธำรง ให้โอกาสด้านการเป็นครูกับผม ท่านเดินมาบอกว่า อยากให้บุญมามาสอนที่นี่ ตอนนั้นไม่มั่นใจ บอกกลับไปว่าจะไหวหรอครับ ไม่เคยสอน ผอ.รวงทอง บอกว่า พี่มั่นใจบุญมาทำได้ ซึ่งผมก็ทำได้จริงๆ ได้รับการประเมินระดับสูงจากผู้เรียนซึ่งเสียเงินเข้ามาเรียนตั้งแต่ปีแรกกระทั่งปัจจุบัน โอกาสวันนั้นเปิดโลกต่อยอดไปอีกไกล วันนี้ผมได้เป็น อาจารย์สอนหลักสูตรเตรียมสอบบัตรผู้ประกาศของกสทช. สอนหลักสูตรการทำหน้าที่พิธีกร การจัดรายการวิทยุ การพัฒนาบุคลิกภาพ ซึ่งมันขยายออกไป เพราะกรมประชาสัมพันธ์ยอมรับ”

มืออาชีพ ไม่ได้ใช้แค่ปาก

ใครหลายคนได้ยินเสียงบุญมา มักร้องอ๋อ “โห นี่มันเสียงตำนาน ได้ยินมาตั้งแต่เด็ก” ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่…

“บางคนบอกฟังมานานตั้งแต่เด็ก แต่จริงๆ แล้ว อาจจะเป็นเสียงของผู้ประกาศท่านอื่น ต้องบอกท่านผู้ฟังว่า โทนเสียงกรมประชาสัมพันธ์นั้นจะเป็นแนวเดียวกัน มีมาตรฐานการอ่านข่าวแบบทางการตกทอดมาจากรุ่นพี่ บางทีผมอ่านคู่กับคุณเตชิน มัชชัญติกะ เสียงบางช่วง บางจังหวะนั้นดูละม้ายคล้ายคลึงกัน จนหลายท่านคุ้นหูไปเสียหมด กลายเป็นความเข้าใจผิดว่าบุญมาทำงานไม่มีวันหยุดเลยหรอ”

จากเด็กส่งเสียงตามสายในโรงเรียนจนกระทั่งถึงวันนี้ กว่า 28 ปีแล้วที่บุญมาอยู่ในวงการวิทยุ เขาบอกว่า ข่าวในพระราชสำนักถือเป็นโจทย์หินที่สุดสำหรับผู้ประกาศข่าวทุกคน เนื่องจากเต็มไปด้วยคำราชาศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยและไม่ได้ใช้บ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน ซ้ำยังมีคำควบกล้ำจำนวนมาก รองลงมาคือข่าวต่างประเทศและกีฬาที่มีชื่อและศัพท์ภาษาต่างประเทศ รวมถึงคำเฉพาะในแต่ละชนิดกีฬา

สิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้ประกาศข่าววิทยุโดดเด่นและเติบโตในวิชาชีพ นอกจากน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ความถูกต้องและความเข้าใจในเนื้อข่าวนับเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ หากอยากอยู่ในวงการแบบมืออาชีพ

ทุกวันนี้ผมใช้เวลาเตรียมตัวก่อนออกอากาศสด ประมาณ 15-30 นาทีเป็นอย่างน้อย สมัยก่อนนานกว่านี้ ผู้ประกาศข่าวไม่ใช่แค่เราเอาข่าวมาอ่านอย่างเดียว แต่ต้องอ่านด้วยสมอง ตรวจสอบว่าที่เขาพิมพ์หรือแปลมาถูกหรือไม่ เป็นตัวกรองขั้นสุดท้าย ไม่ใช่ให้อะไรมาก็อ่านหมด วงการนี้ ไม่ใช่เอาแต่ปากมาอย่างเดียวเเบบนกแก้วนกขุนทอง ต้องติดตามข่าวสารบ้านเมืองตลอด อะไรเกิดขึ้น อย่างไร คาดการณ์ความน่าจะเป็นเบื้องต้น ถึงเวลาอ่านจะได้เข้าใจและถ่ายทอดอย่างถูกต้อง เหมือนเวลาเราไปร้องคาราโอเกะ ถ้าไม่เคยรู้จักเพลง รู้จักทำนองนั้นมาก่อน อ่านตามตัวอักษรอย่างเดียว บางทีมันคร่อมทำนองจังหวะ ร้องผิดๆ ถูกๆ แต่ถ้ามีความเข้าใจ รู้ทำนองจังหวะ ก็จะร้องได้ถูกต้อง อ่านข่าวก็เหมือนกัน

เมื่อถามถึงความยากในอาชีพนี้ บุญมาบอกว่า 1.การออกเสียงอักขระอย่างถูกต้อง ชัดเจน และ 2.ติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอเพื่อถ่ายทอดข่าวออกไปอย่างคนที่มีความเข้าใจ ในส่วนจังหวะการอ่านนั้นนอกจากการฝึกฝนแล้ว ประสบการณ์และความชำนาญ ยังถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใช้เวลา ฉะนั้นผู้ที่อยากเข้ามาทำงานด้านนี้ ต้องหัดสร้างคุณสมบัติดังกล่าวให้แข็งแกร่ง

ในวัย 43 ปี สุขภาพร่างกายและน้ำเสียงของผู้ประกาศรายนี้ยังแข็งแรง มาตรฐานคงเส้นคงวา ซึ่งเคล็ดลับของเจ้าตัวนั้นน่าทึ่งมาก

“ทุกวันนี้ 3 อย่างหนักๆที่ผมยึดถือปฎิบัติเพื่อสุขภาพและมาตราฐานของเสียง คือ หนึ่ง ออกกำลังกายด้วยการเล่นโยคะ สอง ทานมังสวิรัติ ซึ่งทานมา 15 ปีแล้ว และสาม หลีกเลี่ยงยาปฎิชีวนะทั้งหมด และหันไปใช้แนวทางธรรมชาติบำบัด เพื่อร่างกายมีสารเคมีตกค้างน้อยที่สุด เพราะงานใช้เสียงถ้าสุขภาพข้างในเราแย่ เราก็คอนโทรลเสียงไม่ได้ ดูแลรักษาเสียงเต็มที่แบบสุดชีวิต ถ้าเสียงไม่ดี มันรู้สึกไม่เป็นตัวเอง

เทคนิคการออกเสียงของผมคือ ใช้จากกระบังลม เพื่อให้เสียงมีความนุ่มลึก ไม่ใช้จากลำคอ เพราะถ้าอ่านนานๆ จะปวดคอมาก  สำหรับผมแล้ว ผู้ประกาศเหมือนจิตรกร สีคือน้ำเสียง พู่กันคือลำคอ ผืนผ้าใบคือหน้าปัดวิทยุที่ออกอากาศ แล้วแต่ว่าเราจะนำลำคอของเราไปจุ่มน้ำเสียงให้ออกมาเป็นสีอะไร และระบายลงบนผืนผ้าใบหรือหน้าปัดวิทยุอย่างไร”

อนาคตของข้าราชการชื่อบุญมาคือ สนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องการอนุรักษ์ภาษาไทย โดยจะพยายามจุดกระแสให้คนไทยรู้จักการออกเสียงให้ถูกต้องต่อไป

“ในบทบาทหน้าที่ของเรา ผมพยายามถ่ายทอดภาษาไทยให้ถูกต้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่า สิ่งที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ถึงวันนี้ขอบพระคุณทุกคนที่ชื่นชมและอยากฟังเสียงเรา แรงใจจากประชาชนก็ถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดเหนือกว่ารางวัลใดๆในโลกหล้า เมื่อข้าราชการกินเงินเดือนจากประชาชน ก็ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ให้สมกับที่ประชาชนจ้างเรามา”

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของผู้ประกาศข่าวทางวิทยุ หนึ่งในตำนานที่ยังมีลมหายใจ ของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย(สวท.) กรมประชาสัมพันธ์ 

 

 

ชมคลิปสัมภาษณ์เเละน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของ บุญมา สีหมาด

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPosttoday%2Fvideos%2F10154598185859835%2F&show_text=0&width=400

ปมคำถามพ่วงตั้งนายกฯคนนอก “ต้องให้พรรคการเมืองเล่นก่อน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 สิงหาคม 2559 เวลา 10:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/449742

ปมคำถามพ่วงตั้งนายกฯคนนอก "ต้องให้พรรคการเมืองเล่นก่อน"

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

แม้ว่าประเด็นคำถามพ่วงจะผ่านประชามติเห็นชอบจากประชาชนแล้ว แต่ขณะนี้กลับเป็นปัญหาของการตีความที่นอกเหนือจากตัวอักษร แต่ต้องการให้ตีความตามเจตนารมณ์บางคนบางกลุ่มที่ว่า “ต้องการให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติให้ความเห็นชอบ”

ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์ประเด็นคำถามพ่วงต่อการตีความตามตัวอักษรและเจตนารมณ์ ซึ่งจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ไชยันต์ แสดงทรรศนะว่า “ตามรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงกรณีนายกรัฐมนตรีคนนอก” จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเปิดสภาแล้วไม่สามารถตกลงได้ตามรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอได้จึงจะเปิดกว้างขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 88 กำหนดในการเลือกตั้งทั่วไป ให้พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแจ้งรายชื่อบุคคล ซึ่งพรรคการเมืองนั้นมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนปิดการรับสมัครรับเลือกตั้ง และให้ กกต.ประกาศรายชื่อบุคคลดังกล่าวให้ประชาชนทราบ

ทว่า ความสลับซับซ้อนมากกว่านั้น คือ หลังเลือกตั้ง เมื่อมีการเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯ พรรคการเมืองก็จะมีสิทธิเสนอชื่อบุคคลตามที่ได้มีการแจ้งเอาไว้ โดยเงื่อนไขพรรคที่จะเสนอจะต้องมี สส.ไม่น้อยกว่า 5% ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส.จาก 500 คน

ทั้งนี้ พรรคการเมืองจะต้องมี สส.ไม่น้อยกว่า 25 คน ถึงจะมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ และต้องมีเสียงรับรองจากสมาชิกของสภาผู้แทนฯ ไม่ต่ำกว่า 1 ใน 10 หรือเท่ากับ 50 คน และเมื่อพรรคประเภทที่มี สส. 25 คนขึ้นไป คือ พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่จะสามารถเสนอชื่อแคนดิเดต
นายกฯ และจึงจะแข่งขันกันได้

ไชยันต์ ขยายต่อว่า เมื่อแข่งขันไม่ได้หรือมีปัญหาในขั้นตอนการโหวต จึงต้องหันไปหา สว. 250 เสียง เมื่อ สว.ปลดล็อก ก็จะมีพรรคขนาดเล็กที่จะมี สส.ต่ำกว่า 25 คน เสนอรายชื่อนายกฯ เข้ามาได้ ดังนั้น กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเสนอชื่อนายกฯ จะต้องมาจากเสียงของ สส.ในขั้นตอนแรก

แต่หากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปตีความในคำถามพ่วงที่ สว.สามารถมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ตั้งแต่รอบแรก ไชยันต์ ก็ตั้งคำถามกลับมาว่า หาก สว.มีสิทธิเสนอชื่อตั้งแต่รอบแรกแล้ว สัดส่วนของ สว.ต้องร่วมกันเข้าชื่อกัน หรือ สส.ร่วมกับ สว.ให้ได้จำนวน 25 คน กับรับรอง 50 คนด้วยหรือไม่ เหมือนเงื่อนไขเดียวกับ สส.

“ถ้าไม่มี ก็ถามอีกว่า สส.เป็นบ้าอะไร มันไม่แฟร์ เพราะหาก สส.กับ สว.จะมีอำนาจเลือกนายกฯ กัน สามารถมารวมกันได้หรือไม่ ซึ่งมันหลายขยัก เช่น จากเดิม สส. 500 คน รวม สว.อีก 250 คน เท่ากับ 750 คน ต้องคำนวณกันใหม่อีก”

อาจารย์ไชยันต์ วิเคราะห์ว่า การตีความให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ นั้นเข้าใจว่ามี 2 เหตุผล 1.เมื่อเหล็กกำลังร้อนยิ่งต้องตี เพราะกระแสประชาชนมา เลยต้องเขียนรัฐธรรมนูญชัดเจนเลย ว่า สว.สามารถเอาคนนอกเข้ามาเลย ซึ่งเป็นการมองในแง่ของมหภาค ดูว่าประชาชนต้องการอะไร ประเภทที่หวังดีต่อประเทศซะเหลือเกิน 2.คือเกมระหว่างคนที่ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาเพื่อรองรับ พล.อ.ประยุทธ์ กับคนที่แก้เกมด้วยการไม่ต้องตั้งพรรค และหวังว่าตัวเองจะได้เข้าไปเป็น สว. แล้วเสนอชื่อนายกฯ คนนอกเข้าไป ซึ่งเป็นคนสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มตั้งพรรค กับกลุ่มสองคือกลุ่มที่หวังจะเข้าไปเป็น สว. โดยคนสองกลุ่มนี้แข่งขันกัน

“ในทางกลับกัน ในรอบแรกถ้าตกลงว่าชื่อนายกฯ มาจากพรรคการเมือง แล้วก็ตกลงกันได้ จะทำให้ผิดแผน สว.ทันที ซึ่ง กรธ.ก็ต้องเสี่ยง แต่เป็นการเสี่ยงที่ภาพสวย”

กรณีที่ สว.ไม่มีสิทธิเสนอชื่อได้ในรอบแรก และต้องบีบให้สองพรรคใหญ่มาเจอกันที่จะจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งสภาวการณ์ที่บีบให้สองพรรคใหญ่มาเจอกัน เท่ากับว่าสองพรรคนี้ต้องรักษาผลประโยชน์ที่เรียกว่า ผลประโยชน์ของผู้แทนราษฎร

“เพราะพวกคุณต้องเหนื่อยลงพื้นที่หาเสียงมาด้วยกัน และเข้าใจกันว่าต้องภาคภูมิใจที่เป็นผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วทำให้มันเข้มแข็ง ซึ่งสภาวะนี้พูดถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของผู้แทนฯ และพิสูจน์ให้เห็นว่าเราอยู่กันได้ ไม่ใช่เอาคนอื่นมาช่วย”

อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า การที่สองพรรคใหญ่จะมาจับมือกัน ส่วนพรรคเล็กและพรรคย่อย ให้ไปเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปได้ยากและไม่เคยเห็น ขณะเดียวกันที่ผ่านมาสองพรรคใหญ่ก็ไม่เคยต้องตกอยู่ในสภาวะที่ถูกเงื่อนไขต่างๆ รุมเร้า ซึ่งถ้าประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจับมือได้ทุกคนจะแฮปปี้หมด พวกมวลชนก็ไม่เคลื่อน ปัญหาไม่มี

ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเองจะเป็นที่ยอมรับต่อพรรคประชาธิปัตย์ ก็ต่อเมื่อแสดงความชัดเจนว่าเป็นอิสระต่อ “ชินวัตร” หรือ “ทักษิณ” และถ้าจะให้ดีพรรคเพื่อไทยจะรับพรรคประชาธิปัตย์ได้มากขึ้นก็ต่อเมื่อเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคที่ไม่ใช่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้าแลกหมัดกันมันก็ได้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ปฏิรูปทุกอย่างก็ยังเป็นไปได้

ส่วนกรณีการเปิดโอกาสให้ สว.เข้าไปมีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในรอบที่ 2 หลังจากที่เปิดสภาแล้วเกิดปัญหานั้น ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ร่างมา และตามคำถามพ่วง คือ สว.จะเข้ามามีสิทธิเลือกนายกฯ นั้น ต้องเลือกภายใต้เงื่อนไขแรกก่อน คือ เปิดให้การเมืองเล่นก่อน เมื่อไม่ได้จึงค่อยขยายเพื่อเปิดทางเลือก เหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าไปเลือกคนดีๆ ก่อนถ้าไม่ได้แล้วค่อยมาว่ากัน นี่คือเจตนารมณ์ที่เหมือนกัน แต่ถ้าเปิดฉากตั้งแต่แรกไปกันคนอื่นเขาคิดว่าจะไปกันใหญ่

“ผมยังสนับสนุนไม่ให้ สว.มีสิทธิที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ต้องปล่อยให้พรรคการเมืองเขาเล่นเกม พอวันหนึ่งที่มันหานายกฯ จากพรรคการเมืองไม่ได้ แล้วไปเอานายกฯ คนนอกเข้ามา ประชาชนก็จะบอกว่าเพราะนักการเมืองเปิดทางให้ไปเอากันมาเองไง เพราะนักการเมืองอยากจะเป็นรัฐมนตรี จึงไปเอาทหารมาเอง แบบนี้ก็ดีแล้ว เพราะมันจะเป็นการผสมนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนนอกมาจากนักการเมือง ซึ่งที่ว่านี้มันไม่ใช่การสร้างกติกาปูพื้นให้เปิดทางให้นายกฯ คนนอกเข้ามา มันจะแย่แล้วเวลาพังมันก็จะพังหมดเลย”

อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า เมื่อเปิดสภาแล้วนักการเมืองแตกกันมาก ก็จะเข้าทาง สว. เหมือนกับประเทศอังกฤษ สมัยก่อน ค.ศ. 1832 คนอังกฤษยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งกว้างขวาง มีบางเขตเลือกตั้งมี 6 ครัวเรือน เลือก สส. 1 คน ดังนั้น พรรคการเมืองไม่เป็นเอกภาพ คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือ กษัตริย์อังกฤษ เล่นการเมืองชักใย แต่เมื่อมีการปฏิรูปพรรคการเมืองเข้มแข็งขึ้น กษัตริย์ก็เข้ามาแทรกแซงไม่ได้ ที่เปรียบเทียบไม่ได้เกี่ยวกับกษัตริย์ไทย แต่ให้ตั้งข้อสังเกตว่า สว.มาจากการแต่งตั้งเปรียบเหมือนกษัตริย์อังกฤษในยุคนั้น ซึ่งจะเล่นเกมการเมืองได้ต่อเมื่อมีความแตกแยกและพรรคการเมืองอ่อนแอ

อาจารย์ไชยันต์ ยังกล่าวอีกว่า ถ้านักการเมืองอยากจัดตั้งรัฐบาลเท่ากับว่าพรรคการเมืองต้องไปประนีประนอมกันเอง ซึ่งก็ดี เท่ากับ คสช.บรรลุเป้าหมาย ที่ทำให้พรรคการเมืองประนีประนอมกันได้ ถ้าพรรคใหญ่ 2 พรรคจับมือกัน หรือพรรคใหญ่ยอมรับให้พรรคใดพรรคหนึ่งเป็นรัฐบาลและผลัดกัน โดยที่ไม่ยอมให้เอานายกฯ คนนอกเข้ามา และไม่ยอมให้ สว.มีอิทธิพลมาก ซึ่งถือว่าดีแล้ว เท่ากับปรองดอง

“ไม่ใช่ว่าพอพรรคหนึ่งขึ้นก็ไปหามวลชนมาแซะให้พังทุกอย่าง ตอนนี้จะอภิสิทธิ์ออกมาบอกว่าไม่ต้องมี สว.เขาก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะเจตนารมณ์เดิมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธนะว่าจัดตั้งรัฐบาลได้แล้วจะอยู่ได้นานขนาดไหน บ้านเมืองจะเป็นยังไง ยุ่งขนาดไหน ผมว่ามันจะยิ่งไปกันใหญ่ ถ้ารีบไปตั้งพรรคการเมือง หรือพยายามจะให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ก็ดี ถ้าหาหลักวิชาการมาอธิบายก็หาได้ แต่ถามว่าเป้าหมายหลักของประเทศไทยคืออะไร”

เสนอ สว.มีสิทธิลงชื่อถอดถอน

ทั้งนี้ อาจารย์ไชยันต์ ได้เปิดประเด็นนอกจากคำถามพ่วงที่จะให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อในขั้นตอนไหนอย่างไร และร่วมโหวตอย่างไรด้วยการตั้งคำถามที่ว่า “ถ้ากล้าให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ แล้วเขากล้าที่จะให้อำนาจ สว.ลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจด้วยหรือเปล่า”

ไชยันต์ เชื่อว่า การลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจอาจจะตามมา ไม่อย่างนั้น สว.มีแต่คะแนนเลือกนายกฯ เพราะกว่าจะเลือกนายกฯ ได้และมาจัดตั้งรัฐบาล ใช้เสียง 376 คะแนนขึ้นไป แต่เวลาล้มรัฐบาลจะใช้ 251 คะแนนอย่างนั้นหรือ รัฐบาลที่ไหนจะมีเสถียรภาพ

“วันดีคืนดี 251 สส. แค่ครึ่งเดียว แล้วก็แซะรัฐบาลออก แต่ขณะเดียวกันถ้าให้ สว.มีสิทธิทั้งเลือกนายกฯ และมีสิทธิเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แบบนั้นก็ไม่ต้องมี สส.แล้ว ผมก็กำลังอยากรู้ว่า สนช.จะส่งอะไรให้ กรธ. ทั้งมีสิทธิไม่ไว้วางใจด้วยไหม หรือจะให้มีสิทธิเลือกนายกฯ ตั้งแต่รอบแรกหรือรอบสอง กรธ.จะยอมแค่ไหน”

อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า นอกจากที่ กรธ.ต้องตัดสินใจแล้ว ก็ต้องเจอด่านศาลรัฐธรรมนูญด้วยที่จะสกรีนขั้นสุดท้าย ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมาดูรัฐธรรมนูญหลังจากใส่คำถามพ่วง เพราะไม่เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญเลย

ไชยันต์ มองว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ดูว่าเมื่อประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว คำถามพ่วงใส่แล้วสอดคล้องไม่ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ศาลจะต้องดูเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญเป็นสำคัญ ถามว่าคำถามพ่วงตกลงมันคืออะไรกันแน่ แท้จริงแล้วมันหมกเม็ดเอาไว้ ส่วนตัวเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเจอโจทย์อย่างน้อย คือ ถ้า สว.มีสิทธิเลือกนายกฯ แต่ไม่มีสิทธิที่จะไม่ไว้วางใจ แค่นี้ก็จะเกิดปัญหาในอนาคตทันทีที่รัฐบาลตั้งยาก แต่ล้มง่าย กับรัฐบาลตั้งยากล้มยากด้วย ซึ่งศาลต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

“ผมไม่เข้าใจว่า สนช.ทำงานกันยังไง ตอนยกมือโหวตรู้ เข้าใจหรือไม่ หรือเข้าใจแค่ผักถั่วธรรมดา แล้วจะมาเสนอเพิ่มเติมตอนนี้เรื่องอะไรกันแน่ ทำไมไม่คุยให้เรียบร้อยก่อน ในเมื่อบอกว่าไม่ใช่นักการเมือง ไม่มีผลประโยชน์ ตอนนี้สิ่งที่ทำได้คือต้องยึดตามลายลักษณ์อักษรคำถามพ่วง จะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ แล้วก็ให้ กรธ.ตัดสินใจจากนั้นก็โยนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา จะสวยกว่าเยอะ แต่มันก็จะหนัก หากให้ สว.มีทั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถ้า สว.เอาก็จะลำบากมากเลย แต่ปัญหาจะไม่เกิดถ้านักการเมือง พรรคการเมือง เข้มแข็งกว่านี้ ให้เกิดภาพการตรวจสอบถ่วงดุล”

ทิ้งเรือแป๊ะลงเรือใบ

ไม่ว่าบทสรุปที่จะแก้รัฐธรรมนูญโดยที่จะเอาคำถามพ่วงไปใส่นั้นจะออกมาอย่างไร อาจารย์ไชยันต์ ได้ตั้งถามกลับไปยังผู้มีอำนาจขณะนี้ ทั้งรัฐบาลและ คสช. ว่า “เป้าหมายระยะสั้น ระยะยาวมีอะไรบ้าง คิดไว้อย่างไร จะเอาอะไร เป้าหมายประเทศคืออะไร หรือจะเป็นการปฏิรูป การปรองดอง ซึ่งทหารไม่จำเป็นต้องเข้าไปด้วยตัวเอง”

อาจารย์ไชยันต์ ยอมรับว่า แน่นอนว่าการปฏิรูปต้องใช้เวลา รัฐบาลและ คสช.เองไม่จำเป็นต้องเข้ามาบริหารเอง คุมอยู่ข้างนอกได้ หรือเป้าหมายเรื่องปรองดองที่ คสช. รัฐบาลแกล้งเป็นตาอยู่ให้การเมืองจูบปากกันเอง แต่ถ้าจูบไม่ได้ ค่อยเข้ามา ต้องทำงานแบบวางแผน วางเส้นทาง ต้องการอะไร ต้องลงทุนอะไร แล้วทำอะไร ถ้าจะปล่อยให้คนรอบข้างมาทำ มาพยายามปูทาง มันก็แย่

ไชยันต์ มองว่า ถ้า 2 พรรคจูบปากกันได้ โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้เป็นนายกฯ แต่ประเทศชาติสงบ นี่คือเป้าหมาย และถ้าเป้าหมายที่ต้องการมีอำนาจแล้วประเทศสุ่มเสี่ยงจะทำอย่างไร แต่ถ้าเป้าหมายเหมือนที่เคยอ้างว่ามีโรดแมป มีขั้นตอน ปรองดอง ให้ในหลวงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง เหมือนที่ลงท้ายประกาศ คสช.ฉบับที่ 1 เพราะหากจำได้ก่อน 22 พ.ค. ถูกบีบมากกับมาตรา 7 วันนี้ถ้าเป้าหมายของรัฐบาลคือ ปรองดอง ถ้าปรองดองกันได้มันจะแก้อะไรไม่ยาก ประเด็นเบื้องสูงหรือประเด็นอะไรที่จะให้เป็นความขัดแย้งก็จะไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา

“ตอนนี้เรือแป๊ะมาได้ครึ่งทาง ตาม sea map แล้ว และกำลังเปลี่ยนจากเรือแป๊ะมาลงเรือใบ ผมอยากจะฝากถึงขบวนการเรือแป๊ะ ด้วยกาพย์ยานี ‘ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วนจำจงดี’”

อาจารย์ไชยันต์ สำทับภาพในอนาคตว่า วันนี้ถ้ายังไม่รู้ผลการเลือกตั้งไม่ว่าจะออกมาไม้ไหน แต่เชื่อว่าคนอย่างอาจารย์วิษณุ เครืองาม แก้ได้หมด แต่ถ้าเรารู้ว่าจะเกิดอะไรเราจะดักทางได้ เพราะคนที่ไปการับคำถามพ่วง ไม่เคยคิดเลยว่าตั้งรัฐบาลโดย สว.ช่วยตั้งมันง่าย แต่เวลาล้ม สว.ช่วยอะไรไม่ได้ ตรงนี้ไม่ได้คิดเลย

อย่างไรก็ดี วันนี้กระแสรับรัฐธรรมนูญกับคำถามพ่วงไม่ได้ดูอะไร คิดแต่เรื่องใหญ่ๆ ที่จะเอาใครไม่เอาใคร รังเกียจใครเท่านั้นเอง ตอนนี้ไม่แน่ประชาชนที่รับคำถามพ่วงพอฟังเหตุผล หรือผลที่จะเกิดขึ้นตามมาอาจจะไม่สนับสนุนแล้วก็ได้ แต่ทำอะไรไม่ได้ แต่ทหารต้องเล่นเป็นคือไม่เอาพวกนี้นะ

“เรื่องของตัวนายกฯ วันนี้จะไปบอกให้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เป็นก็ไม่ได้ แต่เมื่อวันหนึ่งในสภามันเดินไม่ได้ ประชาชนจะเรียกร้องเอง แล้วจะได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งการทำงานที่มาจากประชาชนสนับสนุนเขาจะสามารถคุมรัฐมนตรีได้ แต่ไม่ใช่ไปสร้างเงื่อนไขตั้งแต่ตอนนี้ รอจังหวะให้คุณมาเป็นอัศวินม้าขาวดีกว่า ต้องกล้าปล่อยให้พรรคการเมืองกล้าเล่น และวันนี้คนที่เหมาจะเป็นนายกฯ มีเยอะ เช่น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ศุภชัย พานิชภักดิ์ แต่ไม่ว่าใครจะขึ้นมานั้นจะต้องให้ทหารแบ็กอัพ เพราะถ้าทหารไม่แบ็กอัพก็จะอยู่ไม่ได้”

อาจารย์ไชยันต์ กล่าวอีกว่า ถ้านายกฯ มาจากพรรค 2 พรรคใหญ่ สุดท้ายก็ยังต้องอยู่ภายใต้เงื้อมเงาของทหารในรูปของ สว.250 คน นอกเสียจากว่าพรรคการเมืองจะสามารถดำรงคงอยู่ในสูตรตู้ปลาของเสียง 500 คน ปลาจำนวนนี้จัดพื้นที่ของมันเองได้ เท่ากับว่าบ้านเมืองเข้าสู่ระบบปกติแล้วซึ่งเกิดยาก แต่ถ้าเกิดได้นั่นคือความสำเร็จ คสช. คือนักการเมืองกลับมาทำงานได้ตามปกติไม่ได้จะฆ่ากัน หรือจะเอากันให้ตาย แปลว่าการคลายรัฐธรรมนูญก็จะคลายได้เร็ว เช่น โปรตุเกส ตุรกี หลังจากรัฐประหาร ทหารก็ออกแบบรัฐธรรมนูญให้มีองค์กรของตนเองเข้ามาคุม โดยใช้เวลา 5 ปี พออยู่ตัวนิ่งแล้วการเมืองอยู่ได้ก็ค่อยๆ นิ่งแล้วแก้รัฐธรรมนูญประชาชนก็ไม่ได้ว่าอะไร ถ้าของเราการเมืองอยู่ด้วยกันได้เร็ว ก็แก้รัฐธรรมนูญได้เร็วไม่ใช่เรื่องใหญ่ ปาฏิหาริย์มีอยู่จริงในประเทศไทยเสมอ ถ้าพรรคการเมืองไม่จูบปากกันก็จะตายทั้งคู่ก็ได้ จะอีกกี่ปีก็ไม่รู้

ส่วนพรรคการเมืองที่กลัวว่ากองเชียร์จะโกรธ อาจจะไม่โกรธก็ได้เพราะเขาไม่ต้องตีกัน และลึกๆ ประชาชนน่าจะแฮปปี้ แต่ในเงื่อนไขการจูบปากต้องไม่ใช่เรื่อง “นิรโทษกรรม” ไม่เช่นนั้น คสช.จะผิดตั้งแต่ต้น

เปรียบเส้นทาง “พฤษภาทมิฬ” ถ้า “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯคนนอก

เมื่ออดีตอาจย้อนรอยกลับมาได้เสมอ คงจะไม่ผิดหากนำเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อเดือน พ.ค. 2535 หรือ “พฤษภาทมิฬ” มาเป็นโมเดลที่จะเป็นบทเรียนให้เหตุการณ์ในตอนนี้กับประเด็นที่มานายกรัฐมนตรี (คนนอก)

“ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไม พล.อ.สุจินดา คราประยูร ต้องมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นเกมของพรรคการเมืองหมดเลย ซึ่งอาจจะมีทหารเกี่ยวข้องบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเกมที่พรรคการเมืองต้องการที่จะปัดแข้งปัดขาพรรคอื่นไม่ให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะตอนนั้นพรรคสามัคคีธรรมมาเป็นที่ 1 เขามีหุ่นเชิด คือคุณณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม

แต่ว่ามีข่าวปล่อยว่าคุณณรงค์ เป็นบุคคลต้องห้ามเข้าประเทศ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นเกมทหารหรือพรรคการเมือง แต่ในท้ายที่สุดเขากัน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ทั้งที่จะได้ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เกมในปัจจุบันนี้ คือการช้อนขึ้นมา คือการสร้างทางให้คุณประยุทธ์ หรือทหารให้ได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ  เพราะดูว่าน่าจะยาว เพราะหลายคนดูจากคะแนนเสียงประชามติถึงกับพูดว่าคงจะอยู่ยาวแล้วล่ะ ทั้ง สนช. สปท. ก็ขึ้นมาเป็น สว.”

ไชยันต์ ไชยพร นักวิชาการเชี่ยวชาญปรัชญาการเมืองคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปรียบเทียบความพยายามปูทางนายกรัฐมนตรีคนนอก ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.สุจินดา คราประยูร

อาจารย์ไชยันต์ ได้อธิบายพร้อมให้เหตุผลเปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยพฤษภาทมิฬ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มาของ พล.อ.สุจินดา สู่ถนน นายกฯ คนนอก เจ้าของคำพูดที่ว่า “เสียสัตย์เพื่อชาติ” กลับมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งประชาชนต้องออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง กับเส้นทางของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่กำลังมีคนรอบข้างหรือกลุ่มผลประโยชน์พยายามปูทางไว้รอว่า เส้นทางของทั้ง 2 คนนี้ ไม่คล้ายกัน แต่พวกกลุ่มผลประโยชน์ในยุคปัจจุบันกำลังพยายามให้เป็นเช่นนั้น

อาจารย์ไชยันต์ อธิบายต่อว่า การที่รัฐธรรมนูญฉบับมีชัย กำหนดว่านายกฯ ต้องมาจากรายชื่อของพรรคการเมือง อีกทั้งยังเปิดกว้างว่า คนที่มาเป็นนายกฯ ไม่ต้องเป็น สส.ก็ได้ ทำให้ไม่มีเซอร์ไพรส์ คือ ไม่มีแบบ พล.อ.สุจินดา เพราะเมื่อเลือกตั้งแล้ว ไม่สามารถหานายกฯ ขึ้นมาได้ จึงมีกระบวนการเสนอชื่อขึ้นมา ซึ่งคนที่อยู่ในเกมการเมืองไม่ใช่ประชาชนวงนอกจะมองเห็นว่า แต่ละขั้นตอนจะเป็นยังไง รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามที่จะออกแบบมา ไม่ให้ไอ้โม่งมาอยู่แล้วซึ่งก็ดีแล้ว

“แต่ตอนนี้การที่คุณไพบูลย์ นิติตะวัน ออกมาแสดงเจตนารมณ์ที่จะตั้งพรรคการเมือง ผมว่ามันเร็วเกินไปแล้ว ประชาชนก็รู้ว่าคิดอะไร และสุดท้ายเมื่อต้องเสนอชื่อแล้วผ่าน เท่ากับว่าประชาชนให้อาณัติอีกรอบหนึ่ง แต่ถ้าประชาชนไม่เลือกให้อาณัติ ทั้งที่มีชื่อทหารอยู่ก็ชัดเจนว่าประชาชนไม่เอาถูกหรือไม่ เราต้องยอมให้เกมในสภามันเดิน ให้ สส.เขาตกลงกันว่านายกฯ จะมายังไง แต่เมื่อเลือกไม่ได้จริงๆ ก็ให้ประชาชนเขาเห็นกันเอง แล้วแสดงให้เห็นว่าคนนอกไม่ได้รีบร้อนมาเป็นนายกฯ มันต้องเปิดโอกาส เพราะตามรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดระยะเวลาการจัดตั้งรัฐบาลเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับอื่น มันยังมีเวลา”

บทเรียนพฤษภา’35 ชูนายกฯ

การปูทางขณะนี้ทุกอย่างวางให้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือไม่ อาจารย์ไชยันต์ ฉายภาพว่า ถ้าทหารเขาเรียนบทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่จำเป็นต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์ ก็ได้ ทหารเขาฉลาดขึ้นเยอะ เขาต้องระมัดระวังจากบทเรียน ไม่คิดว่าเขาต้องการอำนาจแต่อาจด้วยเป้าหมายอื่นที่พูดลำบาก ทหารเองก็ลับลวงพราง เมื่อพฤษภาทมิฬเป็นรุ่น จปร.5 มันชัดเจน แต่ทหารตอนนี้ไม่มีรุ่นลำบากเครือข่ายมีแนวดิ่งลงมาเยอะ

“ผมไม่เข้าใจว่าทหารที่เกษียณแล้ว ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ซึ่งคุณไพบูลย์ ก็เหมาะที่จะเป็นนายกฯ มาก ทั้งการทำงาน การพูดจาเป๊ะๆ แต่ประเด็นวันนี้ที่ทหารเหล่านี้บริหารงานได้เพราะเขามีกองทัพ แต่ถ้าถึงเวลาเลือกตั้งแล้วเขากลายเป็นนายกฯ ในเวลานั้น กองทัพก็อยู่ส่วนของกองทัพ ผบ.ทบ.ก็อยู่ในส่วนของเขา สว.ก็ว่าไป วันนั้นที่ทหารเกษียณแล้วขึ้นมาเป็นนายกฯ เกิดบริหารงานประเทศไม่ดี กองทัพเขาก็ไม่ฟัง ผมไม่เข้าใจและคิดว่าเป็นไปไม่ได้ สมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ยังต้องต่ออายุ ผบ.ทบ.เลย เมื่อเกษียณเท่ากับขาคุณลอยแล้ว แล้วจะไปทำอะไรได้ ไม่เข้าใจจริงๆ”

เมื่อถามว่า จิ๊กซอว์ที่วางตำแหน่งนายกฯ คนนอกในขณะนี้ไม่จำเป็นต้องเป็น พล.อ.ประยุทธ์หรือ อาจารย์ไชยันต์ กล่าวว่า เป็นก็ได้ไม่เป็นก็ได้ แต่ปัญหาคือ หากเป็นทหารที่เกษียณแล้วจะคุมกองทัพได้อย่างไร สมัย พล.อ.เปรม ต่ออายุ ผบ.ทบ. และถามว่า พล.อ.เปรม ถูกทำรัฐประหารกี่ครั้ง ทั้งช่วงวันที่ 1 เม.ย. 2524 และ 9 ก.ย. 2528 เวลานั้นที่ พล.อ.เปรม อยู่ได้คือ กองทัพแตกแยก ทั้งสาย พล.อ.ชวลิต สาย จปร.5 และสายยังเติร์ก ซึ่งต้องอยู่ท่ามกลางความแตกแยกนี้

“แต่การปฏิวัติ 22 พ.ค. 2557 เขาทำให้ทหารไม่แตก เขายังมีเอกภาพไม่ว่าทหารแตงโม ทหารสับปะรด ซึ่งวันนี้คุณเป็น คสช. มีกองทัพ มีอำนาจพิเศษ กฎหมายพิเศษต่างๆ มันดี มันฟังก์ชั่น แต่วันข้างหน้าที่คุณจะไปนักการเมืองสิ่งเหล่านี้ไม่มีเลย ความเป็นเอกภาพของทหารมันคือ หอกข้างแคร่ดีๆ นี่เอง ไม่อย่างนั้นก็ต้องทำให้ทหารแตก”

อาจารย์ไชยันต์ ฉายภาพต่อไปว่า เมื่อถึงเวลาที่กองทัพต้องล่มสลายไปกับนายกรัฐมนตรีที่บริหารไม่ถูกใจประชาชน กองทัพไม่ยอมแน่ ตัวอย่างอเมริกาใต้เมื่อถึงเวลาก็ปฏิวัตินายมันเองทั้งนั้น ไม่ว่าตอนนี้จะวางเด็กตัวเองเข้ามายังไงวันหนึ่งเขาต้องเลือกประโยชน์กองทัพ ไม่ให้กองทัพเสียหาย เช่น ผมเองอยู่จุฬาฯ แล้วถูกแต่งตั้ง ต่อสายมาจากผู้บริหารคนเดิมๆ พอถึงเวลาที่ต้องเลือกรับใช้นาย กับเลือกทำเพื่อจุฬาฯ ที่เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ต่ำกว่าผมลงไปอีกมาก ก็ต้องเลือกที่จะไม่เอานาย ผมรักษาผลประโยชน์จุฬาฯ ก่อน มันเสี่ยงมากและนึกภาพไม่ออก หากทหารเกษียณจะเข้ามา

ในอนาคตประยุทธ์บริหารประเทศไม่ได้ 100%

“สมัยพฤษภาทมิฬ ดูๆ แล้ว พล.อ.สุจินดา ใจแข็งไม่พอ คนข้างๆ ก็ชะเลียจนเละไปหมด ในสมัยนั้นข้อเสียคือประชาชนมีฝ่ายเดียว แต่ตอนนี้รอบนี้ดีอย่างคือ ประชาชนมี 2 ฝ่าย คือหากเสื้อแดงเริ่มเล่นเกมก่อน เสื้อเหลืองก็ไม่สนับสนุน พอเสื้อเหลืองออกมาเสื้อแดงก็ออกมาต้าน ดังนั้นจึงยากที่จะเป็นพวกเดียวกัน และถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ขึ้นมาเป็นนายกฯ คงจะไม่เหมือนสมัยพฤษภาทมิฬ เพราะคนไม่ได้เซอร์ไพรส์มากแล้ว เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เองก็ไม่ได้ปฏิเสธและพูดอยู่ทุกวัน

ถ้าประยุทธ์จะรับตำแหน่งจริงๆ โอกาสการทำงานให้สำเร็จเหมือนขณะนี้เป็นไปไม่ได้ 100% นึกภาพไม่ออก ถ้าตั้งรัฐบาลโดยมีเสียง สว. 250 เสียง สส. 100 กว่าเสียง ถามว่าตั้งรัฐบาลแล้วไม่ต้องให้พวก สส.ที่สนับสนุนมาเป็นรัฐมนตรีอย่างนั้นหรอ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ณ ตอนนั้นมันไม่ใช่ที่จะมีพวกทหารเข้าไปนั่งทุกกระทรวง แค่ สว.คุมเกม ทหารอยู่ข้างนอกแล้วรอเวลาพูดไม่รู้เรื่องแล้วค่อยว่ากันอีกที ดีกว่าสวยกว่า ให้ระบบรันไป แล้ว สว.คุมอยู่ห่างๆ ทั้งนโยบาย ไม่อย่างนั้นจะโหวตล้ม แต่นายกฯ ต้องไม่ใช่ทหาร หาก พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาก็ต้องระวังเป็นหุ่นเชิด”

 

“โลกมอบเเสงแดดให้ฟรี ไม่เอามาใช้ก็ขาดทุน” เอกชัย รัตนะสิทธิ์ เจ้าของรถสามล้อพลังเเสงอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 สิงหาคม 2559 เวลา 20:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/449180

"โลกมอบเเสงแดดให้ฟรี ไม่เอามาใช้ก็ขาดทุน" เอกชัย รัตนะสิทธิ์ เจ้าของรถสามล้อพลังเเสงอาทิตย์

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ…กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เมื่อเร็วๆนี้ ภาพจักรยานอลูมีเนียมสีแดง ล้อแม็กซ์สีทอง-ดำ ห้องโดยสารโปร่งโล่ง หลังคาโดดเด่นเป็นสง่าด้วยแผงโซล่าเซลล์ พร้อมข้อความโฆษณาถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ช่วงล่างอันแข็งแกร่ง นิ่มนวล สร้างกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์

แม้ไม่ใช่คนแรกที่คิดค้นจักรยานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า นาทีนี้ชื่อของ “เอกชัย รัตนะสิทธิ์” กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

ท่ามกลางแสงแดดจ้า ลมพัดตึง ณ ริมท้องทุ่งในต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ชายหนุ่มไอเดียบรรเจิดพร้อมแล้วที่จะเปิดเผยแนวคิดการสร้างสรรค์รถสามล้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้ทุกคนได้ฟัง

เอกชัย เป็นบัณฑิตจากสาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สนใจเรื่องนวัตกรรมและการพัฒนามาตลอด เคยมีชื่ออยู่ในทีมรองแชมป์รายการแข่งขัน “เอบียูโรบอตคอนเทสต์” การแข่งขันหุ่นยนต์ชิงแชมป์ประเทศไทยมาแล้ว หลังเรียนจบเขาเลือกเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานที่บริษัทอุปกรณ์เครื่องเสียงติดรถยนต์มานาน 7 ปี กระทั่งเกิดอารมณ์เบื่อหน่ายไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร ตัดสินใจลาออก นำความรู้ความสามารถที่สะสมมาเปิดธุรกิจของตัวเอง

“ผมเป็นคนชอบประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรม  ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย บวกกับสนใจเรื่องพลังงานทดแทนมาตลอด ทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ คิดเสมอว่าจะใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ของฟรีไม่เอามาใช้ก็ขาดทุน โลกมอบเเสงแดดให้เราพัฒนาเเล้ว”

ไอเดียของหนุ่มวัย 34 ปี มาลงตัวเหมาะเจาะที่จักรยานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หลังจากเล็งเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะประสบความสำเร็จจากต้นทุนซึ่งมีอยู่จำกัด ทั้งยังเชื่อมั่นแรงกล้าว่าจะสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง โดยจักรยานสีแสงคันงามเบื้องหน้าถือเป็นคันที่ 3 ของเขา หลังลองผิดลองถูกจนหมดเงินทุนไปหลายแสน

“คันแรกลงทุนไปแสนกว่าบาท ตั้งใจวิ่งจะด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ 100 % เลือกใช้แผงโซล่าเซลล์รุ่นใหม่ ขนาดบาง เบา กำลังวัตต์สูง ราคา 17,000 บาท ติดตั้งทั้งหมด 3 แผง แต่ด้วยความที่มันบาง ทำให้ไม่สมดุล เสี่ยงต่อการแตกหัก รวมทั้งตัวถังยังไม่สวยงามด้วย

คันที่สอง หมดไปประมาณ 4 หมื่นบาท ต้นทุนลดลงเพราะเลือกใช้แผงโซล่าเซลล์มือสอง มีความหนาและแข็งแรงมากขึ้น แต่ก็พบปัญหาใหม่คือ น้ำหนักเยอะ ทำให้รถเสียการทรงตัว เพราะไม่ได้ติดตั้งโช๊กอัพ เสี่ยงอันตรายมากเวลาทำความเร็ว เลยทดลองแก้ปัญหาด้วยการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ไว้ด้านหลัง แต่ก็ยังไม่ค่อยพอใจ มันดูเชย ไม่คล่องตัว

จนกระทั่งคันที่สาม ผมเกิดไปรู้จักกับสุดยอดฝีมือเข้า เขาเป็นช่างอลูมีเนียมที่เก่งมาก ผมจึงร่างแบบโครงสร้างรถให้เขาทำขึ้นมา ก่อนจะติดตั้งระบบพลังงาน ชุดระบบไฟฟ้าเข้าจนกระทั่งออกมาสวยงาม หมดไปเกือบ 7 หมื่น แต่พอใจมากกว่าทุกคันที่ผ่านมาครับ พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า คันก่อนๆ ล้มเหลวนะ ถ้าไม่มีพวกมันก็ไม่มีคันนี้ อะไรมันไปเพอร์เฟคตั้งแต่คันแรก จริงไหม”

สองคันแรกที่เจ้าตัวพัฒนาขึ้น ได้รับความสนใจากอาจารย์นที ศรีทอง ชมรมพลังงานทดแทน ซื้อไปเป็นตัวอย่างในการเรียนการสอน ในราคาต่ำกว่าทุนที่ 4.5 หมื่นบาท และ 3.5 หมื่นบาท ตามลำดับ ก่อนนำเงินเหล่านั้นมาเป็นทุนในการสร้างคันต่อมา รวมทั้งคันที่ 3 นี้ด้วย

อุปสรรคในการพัฒนาคือ การทดลองให้ระบบทุกอย่างสอดคล้องกัน ทั้งความจุของแบตเตอรี่ ระบบไฟฟ้า แรงบิดมอเตอร์ที่มีรายละเอียดเรื่องกำลังวัตต์ ซึ่งจำเป็นต้องตั้งโจทย์ให้ชัดและทดลองจนกระทั่งสมบูรณ์

“การผลิตรถจักรยานไฟฟ้าขึ้นมาสักคัน ต้องกำหนดโจทย์ให้ชัด ความเร็วระดับไหน วิ่งได้ไกลเท่าไหร่ งบประมาณมากน้อยแค่ไหน ทำให้เราสามารถกำหนดสเปคมันได้ถูกต้อง ถ้าจะให้วิ่งเร็วก็ต้องใช้มอเตอร์กำลังวัตต์สูง แต่ก็สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้นเช่นกัน หรือหากต้องการแบตเตอรี่ที่มีขนาดความจุมาก ก็ต้องยอมรับกับน้ำหนัก มันเป็นเรื่องทฤษฎีและปฎิบัติประสานกัน มองไม่เห็น บางทีต้องทดลองเพื่อให้ลงตัว”

สำหรับจักรยานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สีแดงสุดฮอตคัน มีสเปคดังนี้

– โครงสร้างหลักเป็นอะลูมิเนียม

– ขนาด กว้าง ยาว สูง : 120 x 240 x 150 cm

– น้ำหนักรถ 125 กก.

– ความเร็วเฉลี่ย 30 กม./ชม.

– ความเร็วสูงสุด 40 กม./ชม.

– กรณีวิ่งที่ความเร็ว คงที่ 20 กม./ชม. รถกินพลังงาน 250W

– กรณีวิ่งที่ความเร็ว คงที่ 28 กม./ชม. รถกินพลังงาน 500W

– กรณีวิ่งด้วยแบตอย่างเดียวจะวิ่งได้ประมาณ 40 กม. (ดูจากการกินพลังงานและความเร็ว เทียบกับขนาดแบตเตอรี่ คิดที่ประสิทธิภาพแบต 60%)

– กรณีใช้ PAS System หรือระบบช่วยปั่นอัจฉริยะด้วยจะไปได้ไกลขึ้น เพราะแรงคนผสมแรงมอเตอร์ ปรับได้ 5 ระดับ

– ส่วนกรณีใช้งานแดดเพียวๆ 100% ไม่ยุ่งกับแบตเลย แผงขนาด 320W กรณีจ่ายได้ 70-80% ของสเปคแผง ก็จะทำให้รถวิ่งได้ ความเร็วประมาณ 20 กม./ชม. ได้เรื่อยๆ เมื่อมีแสงแดด

– กรณีใช้ ระบบช่วยปั่นด้วย + มีพลังงานจากแดด + พลังงานจากแบตด้วย จะทำความเร็วได้มากขึ้น

“การทำงานของรถจักรยานไฟฟ้าคันนี้ คือ นำพลังงานจากเเสงอาทิตย์ ส่งผ่านแผงโซล่าเซลล์ ก่อนนำไปเก็บไว้ที่เเบตเตอรี่ เพื่อแปลงเป็นพลังงานให้กับมอเตอร์ที่ติดตั้งอยู่บริเวณล้อหลัง อย่าเข้าใจผิดว่าใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 100 % ในการวิ่ง เพราะหากทำอย่างนั้น ต้องใช้แผงขนาดใหญ่มาก ซึ่งไม่สะดวกเเละไม่สอดคล้องในการติดตั้งกับจักรยาน ทำให้แผงมีขนาดเท่าที่เห็น โดยจ่ายไฟได้สูงสุดที่ 320 วัตต์ และเฉลี่ยที่ 250 วัตต์ พูดง่ายๆว่า ช่วยแบ่งเบาภาระแบตเตอรี่ ไปประมาณ 30-50 % แล้วแต่การทำความเร็ว อย่างไรก็ดี ถ้าแดดแรงจริงๆ แผงโซล่าเซลล์อาจช่วยได้มากกว่า 50 %”

เอกชัย ตั้งเป้าหมายในการพัฒนานวัตกรรมระยะสั้น แบบทุนต่อทุน เขากล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้กระแสที่เกิดขึ้นถูกต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรมและพาณิชย์ เพื่อทำให้รถจักรยานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีราคาถูกลง จนทุกคนสามารถครอบครองและวิ่งให้เกลื่อนเมือง ภายใต้แนวทางที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้ต่อไป

แรงบันดาลใจที่เอกชัยมอบไว้ให้แก่คนอื่นๆคือ การริเริ่ม พัฒนาต่อยอด และใช้ทรัพยากรใกล้ตัวให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันมากที่สุด

 

ชมคลิปสัมภาษณ์พิเศษ

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FPosttoday%2Fvideos%2F10154594766494835%2F&show_text=0&width=400