สางปัญหางานสอบสวน ปฏิรูปตำรวจต้องเห็นผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 สิงหาคม 2559 เวลา 07:41 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/448566

สางปัญหางานสอบสวน ปฏิรูปตำรวจต้องเห็นผล

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าแผนร่างการปฏิรูปตำรวจของเมืองไทยดูเห็นภาพชัดแจ้งมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการขยับเดินหน้าตามแผนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะหัวข้อ “การปฏิรูประบบการสอบสวน และการบังคับใช้กฎหมาย” ที่ถูกผลักดันจากหัวหน้าคณะทำงานอย่าง พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) สั่งการให้รถไฟขบวนปฏิรูปสีกากีขบวนนี้เดินหน้าเต็มฝีเท้า

พล.ต.ท.สุวิระ ปูรากเหง้าของปัญหาระบบการสอบสวนที่มีมาในอดีตอย่างน่าสนใจว่า ตำรวจถือเป็นต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม มีความสำคัญมากต่อการอำนวยการยุติธรรมให้ประชาชน และถ้าต้นน้ำที่ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานทางคดีไม่ดี หรือไม่ครบถ้วน กลางน้ำคืออัยการก็ไม่สามารถส่งฟ้องต่อศาลได้ และท้ายสุดปลายน้ำก็ไม่สามารถลงโทษคนผิดได้ ดังนั้น ต้นน้ำจึงมีความสำคัญและจำต้องเพิ่มศักยภาพการสืบสวนสอบสวนให้มีศักยภาพในขีดสูงสุด

แต่เดิมงานของตำรวจในส่วนพนักงานสอบสวน มีปัญหาและข้อขัดข้องหลายอย่าง แต่ที่สำคัญที่สุดคือจำนวนพนักงานสอบสวนมีน้อยกว่าปริมาณงานทำให้งานล้นมือและหลายต่อหลายครั้งที่ต้องทำสำนวนคดีอย่างไม่รอบคอบเพราะกรอบจำกัดทางเวลา โดยรวมทั้งหมดแล้ว 1 คดี ตั้งแต่จับกุมผู้ต้องหาต้องสอบสวนให้แล้วเสร็จภายใน 48 ชั่วโมง จากนั้นไปฝากขังต่อศาลได้อีก 6 ผลัด ผลัดละ 12 วัน รวมเป็น 72 วัน เมื่อครบต้องรีบส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาร่างคำฟ้องก่อน 12 วัน สรุปง่ายๆ คือ ตำรวจมีเวลาเพียงแค่ 74 วัน บวกอีก 12 วันเพื่อทำสำนวนคดีให้อัยการส่งฟ้อง

และด้วยกรอบของเวลาที่จำกัดทำให้เกิดความเร่งรีบ ขาดความรอบคอบในการพิจารณาพยานหลักฐาน สอบปากคำพยาน รวมถึงการขอหมายค้นเพื่อหาหลักฐานเพิ่มซึ่งก็ต้องใช้เวลาและให้ความเห็นทางคดีในสำนวน ท้ายสุดผลเสียก็ไปปรากฏในชั้นศาล เพราะสำนวนคดีไม่สามารถสร้างความกระจ่างให้ศาลสิ้นข้อสงสัยในคดีความได้ จึงนำไปสู่การยกประโยชน์ให้กับจำเลย คือ ศาลยกฟ้อง ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

ผลเสียในรูปแบบข้างต้น ยังทำให้บางโรงพักเกิดแตกความสามัคคีระหว่างฝ่ายสอบสวนและฝ่ายสืบสวน แน่นอนว่าฝ่ายสืบสวนมีสิทธิจะคิดได้ว่า คนร้ายหลุดในคดีเพราะพนักงานสอบสวนเสียเวลาเสียแรงลงทุนตามเฝ้าคนร้ายกว่าจะจับกุมได้ พอจับมาให้ก็หลุดคดี

ขวัญกำลังใจก็เป็นส่วนสำคัญที่มีผลกระทบต่องาน เพราะพนักงานสอบสวนมีโอกาสน้อยมากที่จะเติบโตในอาชีพตามตำแหน่งหลักของตำรวจ แต่เรื่องนี้ได้รับการแก้ไขแล้ว โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้เพิ่มตำแหน่งในสายงานสอบสวนให้ ดั่งจะเห็นได้จากตำแหน่งที่เพิ่มขึ้น เช่น สารวัตร รองผู้กำกับการ หรือผู้กำกับการ (สอบสวน) ซึ่งสามารถโอนถ่ายไปยังหัวหน้าสถานีตำรวจได้ด้วย รวมถึงเงินประจำตำแหน่งยังให้คงเดิม ทำให้ขวัญกำลังใจของพนักงานสอบสวนกลับมาอีกครั้ง และมันเป็นผลดีต่องาน ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าได้ปฏิรูปไปเรียบร้อยแล้ว

พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

วกกลับไปที่ปัญหาแรกของการอำนวยการยุติธรรม พล.ต.ท.สุวิระ อธิบายว่า การแก้ไขได้สั่งการให้จัดตั้ง “ทีมบูรณาการ” ขึ้นมา เป็นการรวมตำรวจ 5 คนในหนึ่งทีมของแต่ละโรงพัก เพื่อทำคดีอาญาโดยเฉพาะ ในทีมจะประกอบไปด้วย พนักงานสอบสวนหัวหน้าทีม พนักงานสอบสวนประจำทีม ฝ่ายสืบสวน เสมียนประจำวันคดี และผู้ช่วยพนักงานสอบสวน

พล.ต.ท.สุวิระ อธิบายเพิ่มว่า ทั้งหมดจะต้องทำคดีร่วมกัน เพราะเรายึดโยงว่างานสอบสวนและงานสืบสวนไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ รูปแบบดังกล่าวจึงเกิดขึ้น การทำคดีจะสามารถติดตามไปพร้อมๆ กันได้ และประชาชนจะได้รับความยุติธรรมมากที่สุด ปัญหาการวิ่งเต้นคดีจะหายไปหรือลดน้อยลงทันที เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดหรือทุจริตจากคนในทีมเพียงคนเดียว ทุกคนในทีมจะต้องร่วมรับผิดชอบ ส่วนผู้กำกับการ หัวหน้าโรงพักเองก็เช่นกัน หากพบว่าบกพร่องไม่เดินหน้าตามแผนร่วมกัน ก็จะมีสูตรย้ายออกจากพื้นที่ทันทีในเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้กำกับการประจำตามกองบัญชาการ ภูธรจังหวัด เข้าไปบริหารจัดการแทน และในทุกๆ คดีที่ต้องทำงาน จะต้องรายงานให้กับผู้เสียหายทราบในแต่ละวาระด้วย

“ประโยชน์คือฝ่ายสืบสวนก็ทำการสืบและจับกุมร่วมกับฝ่ายสอบสวนอย่างเป็นระบบ การเก็บพยานหลักฐานในคดีครบถ้วน อีกทั้งยังเป็นการถ่วงดุลและตรวจสอบภายในทีมด้วยกันเอง รวมถึงพนักงานสอบสวนก็จะมีผู้ช่วยตามหน้าที่เข้ามาช่วยทำสำนวนคดีด้วย” ผู้ช่วย ผบ.ตร.ย้ำ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนการแจ้งความที่ถือเป็นปัญหาหมักหมมสำหรับประชาชนมานานนั้น บางคนต้องรอนานกว่าจะได้พบตำรวจ หรือพบแล้วก็ไม่ได้ไปตรวจที่เกิดเหตุ หรืออิดออดต่างๆ นานา แต่ขณะนี้รูปแบบเดิมจะต้องไม่มีแล้วตามคำยืนยันของ พล.ต.ท.สุวิระ เพราะหากท้องที่เพิกเฉย ประชาชนสามารถร้องเรียนไปยังหมายเลขสายด่วน 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นหมายเลขที่รับเรื่องกรณีไม่ได้รับความสะดวกขณะอยู่ที่โรงพัก ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามและหาคำตอบว่า เหตุใดถึงไม่ได้รับความสะดวกให้ ขณะที่โรงพักที่ถูกร้องเรียนก็จะถูกคาดโทษด้วยเช่นกัน

“เพราะนาทีเดียวของประชาชนที่เดือดร้อน มันรอไม่ได้จริงๆ และแผนงานที่บอกเอาไว้ ณ นาทีนี้ ประชาชนได้เห็นกันแล้ว และที่สำคัญคือ ตำรวจด้วยกันเองก็เล็งเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง โดยไม่ต้องให้ใครมาบังคับ เพราะประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ตำรวจไม่ได้อยากให้ประชาชนมาด่าหรือหมดศรัทธา ดังนั้น เราต้องเปลี่ยนแปลง”พล.ต.ท.สุวิระ ทิ้งท้าย

 

“ประชามติ” สร้างจุดเปลี่ยน คนแพ้อย่าเสียใจ คนชนะห้ามลำพอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 สิงหาคม 2559 เวลา 09:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/448482

"ประชามติ" สร้างจุดเปลี่ยน คนแพ้อย่าเสียใจ คนชนะห้ามลำพอง

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญหลังจากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เท่ากับว่าทิศทางการเมืองนับจากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านประเทศอย่างเต็มตัวก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งในปลายปี 2560 หรือต้นปี 2561 ตามที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำหนดเอาไว้

อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าเสียงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการทำประชามติทั้งสองเรื่องนั้นแฝงไว้ด้วยนัยทางการเมือง ซึ่งในมุมมองของ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อธิการวิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้วิเคราะห์ผ่านโพสต์ทูเดย์ ว่า กำลังเป็นสัญญาณจากประชาชนที่ต้องการให้สามฝ่าย ประกอบด้วย คสช. พรรคการเมือง และภาคประชาชน ปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับความคิดของประชาชนที่แสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติ

พอผลการลงประชามติออกมา ผมคิดว่าเราก็ควรจะเรียนรู้จากสิ่งที่ประชาชนคิดจริงๆ เพราะก่อนหน้านี้เราก็คิดจากอุดมการณ์ คิดจากประสบการณ์ คิดจากความมุ่งมั่นอะไรของเรา แต่ทีนี้ประชาชนให้ความเห็นอย่างนี้ออกมา ผมว่าน่าจะต้องเคารพประชาชน และต้องมาคิดให้เป็นบทเรียนในการสอนเรา

“อย่างภาคประชาชนก็บ่น เพลีย ท้อ ผมคิดในใจว่าภาคประชาชนที่คิดไม่เหมือนประชาชนเอาเสียเลยก็ต้องปรับวิธีเหมือนกัน ไม่งั้นจะมาเรียกตัวเองว่าภาคประชาชนต่อไปมันก็แปลก และก็พรรคการเมืองบางพรรคอย่างน้อยก็สองพรรคใหญ่ ก็ต้องคิดว่าตนนำประชาชนไม่ได้

“ประชาชนที่ลงประชามติไม่ได้ลงตามผู้นำพรรค ผู้ใหญ่พรรค อย่างภาคใต้ ประมาณ 80% ลงรับ ในขณะที่ผู้ใหญ่ของพรรครวมทั้งผู้ใหญ่รุ่นอาวุโสมากๆ บอกว่าไม่รับ มันก็เป็นอะไรที่เราควรจะต้องเรียนรู้ หรือทางอีสาน คนอีสานก็ไม่ได้โหวตตามพรรค แม้เสียงออกมาจะไม่รับมากกว่ารับนิดหน่อย แต่หลายจังหวัดก็รับ เช่น อุบลราชธานี นครราชสีมา อำนาจเจริญ ดังนั้นทั้งสองพรรคต้องกลับไปทบทวนว่าประชาชนจริงๆ เขาคิดอย่างไร

“สำหรับนักประชาธิปไตยก็ต้องคิดนะว่าประชาชนดูเหมือนจะยอมรับการทำงานของ คสช.ในรอบสองปี เราอาจจะตีความได้เหมือนกัน น่าจะลองตีความแบบนี้ดูบ้างว่าประชาชนยอมรับระบอบที่มาแทนที่ประชาธิปไตยอย่างน้อยก็ชั่วคราว เพราะว่ามันนำมาซึ่งความสงบสุขและได้สร้างผลงาน

“เราอาจจะดูเหมือนว่าไม่เท่าไหร่ แต่ว่าสำหรับประชาชนทั่วไปอาจจะคิดว่าเขาก็มีผลงาน เศรษฐกิจก็อาจจะดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจโลกมันเป็นอย่างนี้ และเรื่องการเอาที่ดิน ส.ป.ก.คืนมา การเอาชายหาดคืนมาจากพวกผู้มีอิทธิพล ผมก็คิดว่าคนเชียร์นะ แล้วก็การพักงานนักการเมืองท้องถิ่น ผมว่าคนก็เอานะ

“ผมว่าคนเห็นนะว่าเขากล้าทำ เขากล้าที่จะทำให้คนไม่พอใจ อันนี้ก็อาจต้องตีความเหมือนกันว่าผลนี้มันออกมาเท่ากับว่าคนยอมรับสองปีของ คสช.และยอมรับสิ่งที่ คสช.พยายามไปข้างหน้าด้วยโดยผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมทั้งผ่านคำถามพ่วงว่าเขาอาจจะอยากเห็นเมืองไทยหลังจากการเลือกตั้งแล้วอีก 5 ปียังไม่แตกออกเป็นฝักฝ่ายสองฝ่ายรบกันอีก ผมก็คิดว่าเราควรเรียนรู้จากผลเหล่านี้”

อาจารย์เอนก ย้ำว่า “ฝ่ายที่แพ้ก็ไม่ควรเสียใจนะ ควรเป็นโอกาสได้เรียนรู้ แต่ใครเรียนรู้และเอาไปปรับได้มากที่สุดถือว่าดี พิจารณาจนถึงขั้นที่ว่าจะปรับอย่างไรให้ทั้งภาคประชาชนปรับตัวให้ได้มากๆ พรรคเพื่อไทยก็ต้องปรับตัวเองให้ได้มากๆ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องปรับตัวเองให้ได้มากๆ อย่างนี้จะมีแต่เป็นคุณ ไม่ต้องไปเสียใจหรอก

“ฝ่ายที่ชนะก็อย่าไปลำพอง ผมคิดว่าคนไทยยังเอาประชาธิปไตย คนไทยยังต้องการประชาธิปไตย แต่เขาก็ต้องการประชาธิปไตยที่มันสงบด้วย ประชาธิปไตยที่มันซื่อสัตย์สุจริต ประชาธิปไตยที่มันมีเหตุมีผลด้วย เพราะเราอยู่กับความไม่มีเหตุไม่มีผลมาร่วม 10 ปี

“ผมว่าเราควรตีความว่าตอนนี้ประชาชนต้องการให้เราใช้เหตุผล อย่าไปคิดแต่เรื่องแพ้ชนะอย่างเดียว ผมคิดว่าใครที่คิดได้มากที่สุดเท่าไหร่ คนนั้นจะได้ประโยชน์ และจากนี้ไปฝ่ายที่จะค้านรัฐบาลหรือ คสช.ก็ต้องคิดเหมือนกันว่าประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับพวกนี้ดังนั้นคุณต้องปรับตัวเอง”

จากนั้น อาจารย์เอนกวิเคราะห์ให้เห็นถึงเหตุผลที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติไว้อย่างน่าสนใจ

“คนอาจจะพอใจกับความสงบ สองปีมานี้มันสงบ คนทำมาหากินได้ และความพลุกพล่าน ชุลมุน วุ่นวายลดลงไปเยอะ ที่ต้องเข้าใจว่าที่เราทำม็อบในสมัยก่อน ธุรกิจสำคัญของประเทศ คือ เกษตรกับอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด แต่เวลาคุณทำม็อบ มันอยู่ในกรุงเทพฯ เวลาคุณทำม็อบตอนนี้ สังคมไทยต้องพึ่งภาคธุรกิจท่องเที่ยวมากที่สุดแล้ว

“เพราะฉะนั้น ความไม่สงบ ความปั่นป่วนทางการเมือง มันเป็นศัตรูกับการท่องเที่ยวมากที่สุดถูกหรือเปล่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวสูงมาก คุณแค่หยุดสองปีเท่านั้น เห็นหรือไม่ว่าเรตติ้ง
ขึ้นเลย กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่คนมามากที่สุดในโลก และอาหารไทยก็ติดอันดับโลก เมืองที่คนทั้งโลกอยากจะมานอกจากกรุงเทพฯ แล้ว ก็มีพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่”

เป็นไปได้หรือที่ผลประชามติออกมาแบบนี้ เพราะพรรคการเมืองไม่ได้มีโอกาสไปอธิบายกับสมาชิกพรรค เพราะถูกควบคุมอยู่? อาจารย์เอนก ตอบว่า “มันก็เป็นไปได้ มันก็คงมีผล แต่ผลที่ออกมามันก็ไม่ได้ชนะหวุดหวิดใช่หรือไม่ มันชนะเยอะเหลือเกิน และทางฝ่ายทหารก็ไม่ใช่ว่าไปอธิบายอะไรได้มากมายนะ สิ่งที่ผมพิศวง คือ คนที่ไปรับก็ไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ อ่านไม่จบ คนที่ไปไม่รับก็ไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ อ่านไม่จบ ร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มมีคนอ่านจริงจังนับตั้งแต่วันที่ผ่านประชามติ จะมีคนไปอ่านแล้วคราวนี้

ผมคิดว่าทหารก็คาดไม่ถึงกับผลที่ออกมาเหมือนกัน คนไทยเราคิดอย่างไร ฝ่ายนักประชาธิปไตยต้องคิดว่าถ้าจะสถาปนาประชาธิปไตยในประเทศไทย ต้องทำงานหนักกว่านี้ ต้องทำงานดีกว่านี้ ต้องทำงานเที่ยงธรรมกว่านี้ และฝ่ายประชาธิปไตยต้องมาช่วยกันคิดว่าจะเอาบ้านเมืองให้อยู่รอดอย่างไร ไม่ใช่มาคิดแข่งกันอยู่นั่นแหละ ต้องคิดในแง่ที่ว่าพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยมีวิสัยทัศน์อย่างไร เรื่องจะพาประเทศไทยให้ไปสู่ความรุ่งเรือง ไพบูลย์ และสันติสุข และพรรคต้องพร้อมที่จะเปลี่ยน

“อย่างที่ผมเคยพูดกับบางที่ไปแล้วว่าอย่ามัวแต่คุยในหมู่พวกเดียวกันมากไป ถ้าคุยกับหมู่พวกเดียวกันมากไป ก็จะอธิบายทิศทางการลงประชามติครั้งนี้ในแบบที่ไม่ต้องปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไร ก็อยู่กันต่อไป มันมีวิธีคิดได้ทั้งนั้น ยิ่งคุยกับพวกกันเองเนี่ย อ้าวมันโกง มันบังคับ มันไม่เปิดให้คนอื่นได้พูด เพราะฉะนั้นไอ้ที่คิดแบบเดิมของเราถูกเสมอ มันก็คิดต่อไปได้”

ภายหลังวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงผ่านประชามติแล้ว อาจารย์เอนก ยังมีมุมมองต่อ คสช.เกี่ยวกับการทำงานในอนาคต โดยสิ่งที่จะทำให้ทหารได้รับการยอมรับมากขึ้น คือ การปฏิรูปประเทศให้เกิดเป็นรูปธรรม

อย่างที่ผมย้ำ คสช.ต้องไม่ลำพอง ไม่เย่อหยิ่ง และต้องคิดว่าที่ได้คะแนนเสียงมาเพราะทำงานหลายอย่างดี ก็ต้องพยายามทำให้ดีต่อไป 5 ปี มันสงบตามรัฐธรรมนูญ แต่โดยพฤติกรรมมันอยู่ที่ว่าคุณทำดีหรือเปล่า ถ้าคุณทำไม่ดี ไม่มีหลักประกันว่าจะอยู่ได้ 5 ปี อาจออกมาอีกก็ได้ ถูกหรือเปล่า

“ตรงนี้มันก็เป็นความน่าพิศวงของสังคมไทย ไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะออกมาเดินตามท้องถนน โอกาสที่จะออกมามันก็ไม่ง่าย แต่มันก็มี พูดถึงตอน 14 ตุลา มันยิ่งเป็นไปได้น้อยกว่านี้เยอะที่คนจะมาเดินท้องถนน ยังมากันเลย ตอนนี้มันก็ยังมาได้อีก ถ้าคุณคิดแต่เรื่องของทหารด้วยกัน ตอบแทน ตบรางวัลกัน ให้บำเหน็จกันด้วยการเอามาเป็นรัฐมนตรี มาเป็น สว.มากๆ เหมือนกับยุคจอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ก็อย่าประมาท มันอาจจะเกิดอะไรที่คนไม่พอใจขึ้นมาได้

“สิ่งที่ทหารควรทำช่วงนี้ คือ พยายามปฏิรูปอะไรมากขึ้น ก็จะทำให้การยอมรับที่มีต่อ 5 ปีหลังเลือกตั้ง คนก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นว่ามันจะเป็นความสามัคคีเพื่อทำให้ประเทศเกิดการปฏิรูป ถ้าแก้ไขปัญหาเรื่องสันติไปแล้ว แต่ถ้าไม่นำไปสู่ความถูกต้อง อีกสักพักคนก็ไม่พอใจ

“ช่วงเวลาที่เหลือควรทำให้คนมั่นใจว่าที่หย่อนบัตรไปให้และมอบฉันทานุมัติไปให้ว่าคุณจะสามารถจัดการกับบ้านเมืองได้ไปอีก 5 ปี คุณมีแนวโน้มว่าจะพาบ้านเมืองไปในทางที่ดีขึ้น เราก็จะรู้สึกว่าที่ให้ฉันทามติไป มันถูกต้องแล้ว คุณก็ควรตอบแทนบุญคุณของประชาชน ผมเรียกว่านี่เป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่ประชาชนให้ ให้คุณมีสิทธิไปจัดการกับบ้านเมืองอีก 5 ปี และรับรองด้วยว่าที่คุณทำมา 2 ปี คนเห็นด้วย

“ปกติคณะรัฐประหารจะได้รับการลบล้างความผิดด้วยกฎหมาย พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เที่ยวนี้ไม่ใช่ได้แค่นั้น ยังได้จากประชามติเที่ยวนี้ด้วย ซึ่งสามารถตีความได้ว่าประชาชนให้ความเห็นชอบและยังให้ฉันทานุมัติต่ออีก 5 ปีด้วย เพราะฉะนั้น คุณควรนึกถึงบุญคุณของประชาชน ตอบแทนด้วยการทำเรื่องปฏิรูปให้ดี อะไรที่ควรจะต้องปฏิรูปต้องกล้าๆ ปฏิรูป” อาจารย์เอนก ระบุ

ทหารอยู่ต่อได้…แต่ไม่ใช่ตลอดกาล

นอกเหนือไปจากการวิเคราะห์ผลประชามติแล้ว อาจารย์เอนก แสดงทัศนะถึงทิศทางของการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาล รวมไปถึงโอกาสในการเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งของ พล.อ.
ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ปี 2550 พรรคเพื่อไทยประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมามีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งขาด ถ้าดูสถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้จะมีโอกาสกลับไปเป็นแบบนั้นได้หรือไม่? อาจารย์เอนก มองว่า “ก็มีนะ ทุกอย่างเราไปบอกร้อยคงไม่ได้หรอก แต่ว่ามันไม่เหมือนตอนปี 2550 เพราะว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ออกมาก็เลือกตั้ง ใครชนะก็ได้เป็นรัฐบาล แต่ตอนนี้มีคำถามพ่วง มันทำให้โอกาสที่จะกลับไปเป็นเหมือนเดิมมันไม่ได้อย่างน้อยก็ 5 ปีใช่หรือเปล่า

“เพราะฉะนั้น อย่างที่ผมเคยพูดไปในบางที่ไปแล้วว่าคุณประยุทธ์เป็นผู้นำที่เราไม่เคยมีคนแบบนี้มานานมากแล้ว คือ เป็นผู้นำที่พร้อมจะขัดใจคน และไม่ยอมที่จะให้ประเทศไทยอยู่ในวังวนอีกแล้ว ทั้งเข็น ทั้งดึง ทั้งผลัก ไปในทางที่เห็นว่าใช่ ผิดหรือถูก ใช่หรือไม่ใช่ ประวัติศาสตร์เท่านั้นที่จะบอกได้ อนาคตเท่านั้นที่จะบอกได้ แต่ว่าอย่างน้อยที่สุดก็คือคุณจะอยู่ในแบบเดิมไม่ได้ ผมว่าผู้นำบางทีก็ต้องมีลักษณะแบบนี้”

พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นนายกฯ ต่อก็ได้ใช่หรือไม่? อาจารย์เอนก ตอบว่า “ถ้าตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ คำถามก็ได้ทั้งนั้น แต่อย่ารีบไปบอกว่าจะเป็นต่อ เพราะคนไทยขี้หมั่นไส้ อย่าไปพูด”

การมีคำถามพ่วงเข้ามาจะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลและการเปลี่ยนผ่านอะไรหรือไม่? อาจารย์เอนก ระบุว่า “มันก็มีผลอยู่แล้ว เพราะต้องให้ทั้ง สส.และ สว.มาให้ความเห็นชอบเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีใช่ไหม โอกาสที่พรรคที่มีเสียงข้างมากจะไม่ได้เป็นรัฐบาลมันก็มีอยู่ โอกาสที่ทั้งสองพรรคจะร่วมตั้งรัฐบาลกับทหารมันก็มีอยู่ อย่าไปคิดว่าไม่ได้ ถ้าคุณคิดถึงเสียงของประชาชนที่ลงมติทั้งรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งเห็นด้วยกับคำถามพ่วงหรือเปล่า

“คุณก็ต้องคิดเหมือนกันว่าประชาชนต้องการอะไร อาจจะตีความได้ความว่าประชาชนต้องการให้มาร่วมกัน ร่วมกับฝ่ายที่ไม่ใช่การเมืองก็ได้ มันตีความได้มากขึ้นเยอะนะ โดยเฉพาะคำถามพ่วงทำให้เกิดความแตกต่างไปเยอะ คำถามพ่วงมีคนรับเกือบ 60% เหมือนกันคิดดูสิ

“เราจะใช้อารมณ์แบบ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 ก็คงไม่ได้ เพราะประชาชนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ เราคุ้นเคยกับประชาชนแบบหนึ่ง แต่เวลามันก็ผ่านมาเยอะแล้ว ที่แล้วมาเราได้แต่เดากัน แต่เที่ยวนี้มันใช้การโหวตและประชาชนออกมาให้ความเห็นแบบนี้ ดังนั้นถ้าคิดแบบถ่อมตัวนะ เราต้องพยายามเรียนรู้จากผลการโหวตครั้งนี้ให้มากที่สุด แต่ถ้ายังคิดว่าประชาชนถูกหลอกอยู่ มันก็คิดได้นะ แต่คิดอย่างนี้มันไม่ทำให้ก้าวหน้า”

คำว่าสืบทอดอำนาจกำลังมีความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตหรือไม่ จากเดิมที่มองว่าสืบทอดผ่านตำแหน่งนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง? อาจารย์เอนก ตอบในเชิงหลักการว่า “ผมคิดว่าบทบาทอำนาจของทหารไทย มันเป็นอำนาจในยามพิเศษ ไม่ใช่อำนาจตลอดกาล ถ้าคุณพยายามที่จะเป็นอำนาจปกติ มันก็อยู่ไม่ได้ จอมพลถนอมเป็นมา 10 ปี ก็อยู่ไม่ได้

“ส่วน พล.อ.เปรม ก็ไม่ได้ทำแบบทหารเท่าไหร่นะ พูดแบบให้ความเป็นธรรมนะ ก็เอาพรรคการเมืองเข้ามาทำงานด้วย และใช้นักวิชาการเยอะ รัฐบาลของ พล.อ.เปรม มีทหารหนึ่งในสี่ ถ้าคุณประยุทธ์หรือคนคล้ายคุณประยุทธ์จะมาเป็นผู้นำต่อไป ก็ต้องคิดถึงความสนับสนุนของประชาชนให้มาก”

“แพ้-ชนะ”ไม่เด็ดขาด ปรองดอง เกิดลำบาก

“การสร้างความปรองดอง” เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” อดีตประธานคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ให้แง่คิดที่น่าฟังและชวนให้คิดตามเป็นอย่างยิ่ง

อาจารย์เอนก เริ่มต้นว่า “ความปรองดองเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ให้ผมพูดที่ไหน เมื่อไร ผมก็ต้องพูดอย่างนี้ เพราะผมศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย 83-84 ปี มันเต็มไปด้วยเรื่องความขัดแย้งและการปรองดอง มาถึงเวลานี้ มันก็ปรองดองได้นะ เพราะทั้งสองฝ่ายรับรู้แล้วว่าไม่มีใครรอดไปได้”

“ถ้าดำเนินคดีไปเรื่อยๆ ไม่ติดคุก ก็ล้มละลาย ไม่มีใครรอด เราไม่พูด 100% อาจจะมีบ้าง แต่ไม่มากนัก ดังนั้นจะต้องปรองดองกัน แต่อาจจะต้องมาพร้อมกับการปรับตัวของทุกๆ ฝ่ายให้มาก เพื่อจะเป็นเงื่อนไขที่จะให้นิรโทษกรรม ต้องไม่ใช่ให้ฟรี ต้องมีอะไรแลก ซึ่งอันนี้เราก็ไม่รู้นะ เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไป”

“คุณดูสิ คุณจะเห็นคนติดคุกมากขึ้นเรื่อยๆ นะ คดีอะไรต่ออะไรซึ่งเราไม่เคยคิดว่าต้องติดคุกก็เริ่มเห็น นักการเมืองก็โดนหนักเข้าไปเรื่อยๆ นะ”

ทั้งนี้ ในความคิดเห็นส่วนตัวของอาจารย์เอนก ยังไม่สามารถระบุว่าการปรองดองจะสามารถเริ่มได้เมื่อไร เพราะเข้าใจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะรับไปดำเนินการเอง แต่ประเด็นหนึ่งที่อาจารย์เอนกวิเคราะห์ได้น่าสนใจ คือ ปัญหาที่ทำให้การปรองดองยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้

“แต่ละฝ่ายต่างมีความรู้สึกอะไรกันอยู่ ฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม อีกฝ่ายก็มีความเห็นว่าคุณทำผิดมาก
เกินกว่าจะได้รับนิรโทษกรรมแล้ว คุณต้องถูกลงโทษ และอีกอย่างที่เรานิรโทษกรรมกันมาได้ตลอด เพราะมันมีผู้ชนะ ก็นิรโทษกรรมให้กับผู้แพ้ แต่ตอนนี้มันยังไม่มีผู้แพ้ผู้ชนะ ถ้านิรโทษกรรมแบบนี้ได้มันจะเป็นแบบแรกๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย คือ ไม่มีผู้แพ้ ไม่มีผู้ชนะ ก็มีการปรองดองโดยการให้อภัยหรือนิรโทษกรรมได้ แต่มันไม่ง่าย”

การที่สองฝ่ายยังสาดโคลนใส่กันเป็นอุปสรรคที่ทำให้การปรองดองยังไม่เกิดขึ้นหรือไม่? อาจารย์เอนก ระบุว่า “ก็ต้องปรับ ไม่รู้ว่าจะปรับได้หรือเปล่า อย่างมาเลเซียขัดแย้งเรื่องชาติพันธุ์จนเกิดจลาจลก่อนหน้านี้ จากนั้นก็มีกฎหมายห้ามเอาเรื่องเชื้อชาติมาพูดในที่สาธารณะเลย ถ้าใครพูดก็ถูกจับ มันก็ทำให้ความดุเดือดลดลง ทีนี้ของเราก็อาจต้องทำคล้ายๆ กับที่อยู่ในยุค คสช. แต่เป็นการทำตามกฎหมาย ไม่ให้คุณพูดอะไรบางอย่างที่เป็นการสาดโคลนกัน เพื่อให้การสาดโคลนเบาลงหน่อย เช่น การตัดสินคดีให้เร็วขึ้นหรือไม่รอลงอาญา เป็นต้น ก็อาจช่วยได้บ้าง”

“กฎหมายของเราอิงตามหลักเสรีนิยมแบบฝรั่ง ทีนี้ฝรั่งด่ากันแต่ไม่โกรธกัน และมันแยกเนื้อหาที่พูดกับคนพูด แต่ของเรายังไปไม่ถึงขั้นนั้นเพราะมันมีความเคืองใช่ไหม”

“ผมยังไม่มีความคิดที่ชัดเจนนะ ผมคิดว่าเราไม่เอาเผด็จการแน่ๆ นะ คนไทยไม่เอาแน่ๆ ผมก็ไม่เอาแน่ๆ แต่ประชาธิปไตยแบบไหนที่มันพอดีพอเหมาะสอดคล้องกับนิสัยคนไทย เรื่องนี้ต้องคิด อย่าไปสรุปเร็วว่าเรารู้แล้ว ถ้า 5 ปีจากนี้คิดเรื่องนี้ไปด้วยได้ก็ยิ่งดี ใครมาเป็นผู้นำช่วงนั้นก็จะได้ชื่อว่ารัฐบุรุษที่คิดได้”

“ตอนสมัยป๋า (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) เป็นนายกฯ ก็ค่อนข้างสงบนะ เพราะฝ่ายค้านจริงๆ ก็เหลือน้อย ท่านก็ให้พูดอะไร ไม่ใช่ไม่ให้พูด แต่ก็มีวิธีการในการทำงานที่จะทำให้ทุกอย่างสงบ เช่น ท่านเป็นคนพูดน้อย ไม่ต่อความยาว สาวความยืด คุณอานันท์ก็พูดน้อยนะ ไม่ได้พูดมาก”

สุดท้าย เมื่อขอให้อาจารย์เอนกวิเคราะห์ว่าสังคมไทยจะได้หรือเสียอะไรหลังจากการประชามติ  ก็ได้คำตอบมาว่า ไม่อยากให้รีบสรุป เพราะเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่ทุกฝ่ายต้องเร่งปรับตัว

“ตอนนี้ก็ยังไม่อยากสรุป เพราะต้องดูกันต่อไป แต่ที่รู้แน่ๆ คือ ทุกฝ่ายต้องปรับเปลี่ยน เพราะจะอยู่แบบเดิมไม่ได้ เราก็อย่ารีบสรุปเร็วเกินไป เพราะอาจจะผิดอีกก็ได้ อย่าเพิ่งเอาความเคยชินเก่าๆ มาคิดมาพูดมากนัก อย่าคุยในหมู่กันเองมากนัก ต้องไปฟังคนอื่นดูบ้าง”

“สังคมไทยเปลี่ยนเร็ว การเมืองไทยเปลี่ยนไปเยอะ แต่คนทั่วไปมักคิดว่าคนไทย การเมืองไทยไม่เปลี่ยน มองในแง่หนึ่งมันก็ใช่ แต่มองในหลายแง่ๆ ฐานของการเมืองมันเปลี่ยนไปหมด ตอนผมเป็นเด็กๆ ฐานการเมือง คือ พลเรือนสู้กับทหารเท่านั้น ไม่มีคำว่าชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง”

“แต่พอมาถึง 14 ตุลาฯ เราก็มีฐานทางสังคมเข้ามากับการเมืองแล้ว คือ มีพลังนักศึกษา แต่ว่าตอนนั้นศัพท์คำว่าชนชั้นกลางยังไม่เกิดเลย มีแต่เรื่องสามประสาน กรรมกร ชาวนา นักศึกษา พอมาปี 2535 ก็มีชนชั้นกลางเกิดขึ้น เถียงกันอยู่พักใหญ่ว่ามีจริงหรือเปล่า ในที่สุดก็มีจริง พอมาปี 2549 ปี 2550 เราก็เห็นคนชั้นล่างที่ไม่ใช่แค่โหวตเท่านั้นแต่ออกมาเดินขบวนด้วย มาผลักดัน มาปกป้องรัฐบาลของตัวเอง มากดดันอีกฝ่ายที่ไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร”

“ค่อนข้างจะครบถ้วนหมดแล้วเหมือนสังคมที่มันพัฒนาเศรษฐกิจหมด มันมีฐานทางสังคมมาเกี่ยวกับการเมืองหมดแล้ว เมืองไทยจะปกครองกันอย่างไรต่อไป รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็แอดวานซ์มาจนถึงขั้นให้ออกเสียงประชามติแล้ว คำถามเรื่องร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ตื่นเต้นเท่าไร แต่คำถามพ่วง มาถามเลยว่าจะให้ สว.มาเลือกนายกฯ ได้หรือไม่ แล้วคนไทยก็รับเยอะเสียด้วย ดังนั้นเราต้องเรียนรู้จากประชาชนนะ อย่าไปนำประชาชน อย่าไปรู้แทนประชาชนอยู่เรื่อย”

“พวกเรามันเติบโตในยุคอีกแบบหนึ่งใช่ไหม แต่ประชาชนตอนนี้ไม่เหมือนตอนที่เราเติบโตแล้ว เปลี่ยนไปเยอะ”แง่คิดจากอาจารย์เอนก

 

หญิงแกร่งแห่งยาสูบ “ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 สิงหาคม 2559 เวลา 19:10 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/447903

หญิงแกร่งแห่งยาสูบ "ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์"

โดย…กนกวรรณ บุญประเสริฐ

การก้าวข้ามเข้ามาเป็นรักษาการผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ ภายใต้คำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ของ ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมายว่า เพราะอะไร คสช.ถึงแต่งตั้งผู้หญิงคนนี้ ที่กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้ขึ้นแท่นเบอร์หนึ่งในประวัติศาสตร์กว่า 76 ปีของโรงงานยาสูบ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจสีเทา แต่หารายได้นำส่งเข้าคลังเป็นอันดับต้นๆ ทุกปี ราว 6 หมื่นล้านบาท

การดำเนินธุรกิจโรงงานยาสูบไม่สามารถทำได้ง่ายๆ เพราะไม่สามารถเปิดตัวได้เหมือนองค์กรอื่น เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องการประชาสัมพันธ์ ทำให้โรงงานยาสูบมีลักษณะคล้ายดินแดนสนธยา

ในเมื่อระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน หลังจากรั้งตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการยาสูบ 1 ปี ผลจากความตั้งใจและการเรียนรู้เรื่องธุรกิจของยาสูบอย่างลงลึกถึงแก่น และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทำให้ดาวน้อยได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการโรงงานยาสูบอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลัง เมื่อเดือน ต.ค. 2558 ด้วยผลงานชิ้นโบแดง คือสามารถเดินหน้าแผนการย้ายโรงงานยาสูบได้สำเร็จ จากที่มีคนทำค้างเอาไว้แต่ไม่สำเร็จเป็นเวลานานถึง 24 ปี เนื่องจากมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์มากมายจากการย้ายโรงงาน

แต่ “ดาวน้อย” สามารถย้ายโรงงานยาสูบไปอยู่ที่สวนอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้โดยประหยัดเงินของรัฐไปหลายร้อยล้านบาท โรงงานใหม่นี้เรียกว่าโรงงานยาสูบ 6 คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2562 ตามกำหนด

ระหว่างนี้โรงงานยาสูบก็เตรียมส่งมอบพื้นที่โรงงานยาสูบคลองเตย ที่ได้น้อมเกล้าฯ ถวายพื้นที่แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อก่อสร้างสวนป่า “เบญจกิติ” ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการส่วนที่ 2 ในระยะที่ 1 บนเนื้อที่ 61 ไร่ เพื่อเป็นสวนป่าขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ซึ่งจะแล้วเสร็จทันเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา วันที่ 12 ส.ค. 2559

ดาวน้อย กล่าวว่า การย้ายโครงการที่ต้องจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ผลิตบุหรี่ใหม่ ก็ได้เสนอปรับแผนการจัดหาเครื่องจักรใหม่ เพราะแผนเดิมทำมา 10-20 ปี ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้เรื่องอะไรที่ไม่รู้ก็ต้องศึกษาหาผู้เชี่ยวชาญมาแนะนำเดินทางไปดูโรงงานยาสูบในต่างประเทศเพื่อให้เห็นของจริง และมีการเชิญบริษัทที่จะเสนอขายเครื่องจักรมาตั้งโต๊ะคุยกันทีละบริษัท โดยมีคณะกรรมการยาสูบ 1 คน และทหาร รวมถึงผู้เชี่ยวชาญมานั่งฟังเป็นพยานด้วยทุกราย จนทราบว่าที่ผ่านมามีการใช้เทคนิคมากมายในการประมูลจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่โปร่งใส ทั้งการจ่ายเงินใต้โต๊ะ การเขียนสัญญาให้บริษัทพวกเดียวกันได้ไป มีการใช้สัญญาแบบเทิร์นคีย์เพื่อเหมาประมูลโครงการคนเดียวหมด มีการเปิดบัญชีเพื่อรับโอนเงิน โดยต้องผ่านคนที่ 1, 2 และ 3 ในที่สุดก็ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จ

เมื่อรู้ว่าการทำโครงการนี้มีจุดอะไรที่ต้องโฟกัส และจุดอะไรที่ต้องระมัดระวัง ก็นำไปสู่การร่างสัญญา โดยได้ใช้วิธีการแยกสัญญาออกเป็น 6 สัญญา และได้นำเรื่องข้อตกลงคุณธรรมมาใช้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และจากงบประมาณที่ตั้งไว้ 7,514 ล้านบาท สามารถประหยัดไปได้ถึง 2,833 ล้านบาท หรือต่ำกว่างบประมาณเดิม 28.86% ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐที่ประหยัดงบได้มหาศาล

“โครงการนี้กลายเป็นรัฐวิสาหกิจต้นแบบของการทำเรื่องข้อตกลงคุณธรรม ที่กรมบัญชีกลางเอาไปใช้เป็นตัวอย่างให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจศึกษา และล่าสุดทางองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประเทศไทย ได้เตรียมเสนอชื่อโรงงานยาสูบเพื่อรับรางวัลระดับภูมิภาค ในฐานะที่เป็นองค์กรต้นแบบการซื้อเครื่องจักรด้วยข้อตกลงคุณธรรม ที่ประสบความสำเร็จเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรก ที่มีราคาถูกกว่าเป้าหมาย เพราะปกติรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่เวลาเปิดประมูลงบที่ตั้งไว้มักจะไม่พอ” ดาวน้อย กล่าว

ขณะที่เรื่องรายได้ที่เพิ่มขึ้น มาจากการลดต้นทุน เช่น เรื่องงบส่งเสริมการตลาด ที่ทุกปีตั้งงบไว้เท่าไรไม่เคยพอ แต่ปีที่ผ่านมาตั้งไว้ 600 ล้านบาท แต่ใช้จ่ายเพียงแค่ 300 ล้านบาท มีการส่งเสริมการปลูกใบยาที่มีคุณภาพดีเพื่อลดการนำเข้าปีหนึ่งประหยัดเงินได้เป็นพันล้านบาท การลดงบจัดซื้อจัดจ้าง เช่น เครื่องจักรต่างๆ ที่ยังใช้ได้ หรือยังไม่เคยได้ใช้ประโยชน์ ก็ให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยประยุกต์เครื่องเอามาใช้ใหม่ ทำให้ปีนี้น่าจะเป็นปีที่โรงงานยาสูบนำส่งรายได้มากที่สุดถึง 8,000 ล้านบาท

“พนักงานและสหภาพแรงงานที่เข้มแข็งนั้น ใช้พื้นฐานความเข้าใจก่อน ไม่หักหาญน้ำใจ มองหาแต่สิ่งดีๆ ของเขา และค่อยเบนหรือขยับการทำงานให้ได้ตามกรอบที่ตั้งเป้าหมายไว้ จนในที่สุดพนักงานรับรู้แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ส่งผลกระทบด้านลบต่อชีวิตของเขา แต่ในมุมกลับกัน การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนได้ ทำให้โรงงานยาสูบสามารถขอกันงบประมาณส่วนนี้คืนกลับมาทำเรื่องสวัสดิการ และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พนักงาน และมีเงินโบนัสในปีที่ผ่านมาถึง 7 เดือน” ผู้อำนวยการยาสูบ กล่าว

สำหรับเรื่องการย้ายไปโรงงานแห่งใหม่ เปิดทางเลือกให้ 3-4 แนวทาง เช่น ให้ห้องพัก 1 คน/1 ห้อง เพื่อให้ย้ายครอบครัวไปอยู่ได้ มีสวัสดิการให้เงินกู้แบบไม่มีดอกเบี้ยแก่พนักงานที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ใครที่ไปไม่ได้จริงๆ ให้ทำงานอยู่กรุงเทพฯ หรือใครต้องการย้ายกลับภูมิลำเนาเดิม สามารถขอย้ายตำแหน่งไปยังสำนักงานยาสูบทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ สำนักงานยาสูบที่เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย แพร่ บ้านไผ่ เพชรบูรณ์ นครพนม และหนองคาย สุดท้ายทำได้โดยที่ไม่มีกระแสต่อต้าน ทำให้วันนี้ดาวน้อยเป็นที่ยอมรับของพนักงานและมีผลงานในเชิงประจักษ์แทบทุกด้านตามที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าหมายไว้

ดาวน้อย กล่าวว่า ภารกิจต่อไปคือ การปรับปรุงสำนักงานยาสูบที่เชียงราย ที่มีพื้นที่ราว 500-600 ไร่ เป็นศูนย์เพื่อเรียนรู้และพัฒนาด้านใบยา เกษตรเชิงนิเวศ เนื่องจากที่แห่งนี้ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่โรงงานยาสูบได้ทำเรื่องการพัฒนาคุณภาพดินมานานกว่า 40 ปี เพื่อรองรับการปลูกใบยาคุณภาพดี ล่าสุดโรงงานยาสูบสามารถผลิตใบยาคุณภาพดี จากที่เคยนำเข้า 30% ได้ลดลงเหลือ 22% ประหยัดงบค่าซื้อใบยาได้อีกปีละกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งที่ดินที่เชียงรายแห่งนี้มีอายุพอๆ กับโรงงานยาสูบคือ 71 ปี มีคนราว 230 ครอบครัวที่อยู่กันมาแบบรุ่นต่อรุ่น

ที่สำคัญโรงงานยาสูบต้องการนำพื้นที่แห่งนี้มาใช้สำหรับงานวิจัยพืชตัวใหม่ที่จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมบุหรี่ เรียกว่า “กัญชง” หรือ “Hemp” (เฮมพ์) ซึ่งจะมีการเสนอเข้า ครม.ในเดือน ส.ค.นี้ ให้สามารถปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ สร้างรายได้มากกว่าการปลูกใบยา 2-3 เท่าตัว และสิ่งที่ต้องเร่งทำความเข้าใจคือ กัญชงเป็นพืชตระกูลเดียวกับกัญชา แต่เป็นพืชคนละสปีชีส์ มีปริมาณสารเสพติดที่ไม่เป็นอันตราย เคยมีการประมาณกันว่าเราต้องกินกัญชงถึง 1 ตัน ถึงจะออกฤทธิ์เท่ากัญชา

ขณะนี้โรงงานยาสูบร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำแผนธุรกิจเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชง ที่มีประโยชน์ตั้งแต่ เปลือก ใบ ลำต้น เมล็ด นำไปแปรรูปได้มากกว่า 10 อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนรถยนต์พลาสติก อิฐก่อสร้าง ฉนวนกันความร้อนสำหรับบ้าน กระดาษ สีเคลือบ ขัดมัน สีทาไม้ สามารถนำมาทอเป็นเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่มีจุดเด่นคือราไม่ขึ้น

ที่สำคัญสารสกัดจากกัญชงมีการศึกษาว่าสามารถนำมารักษาโรคมะเร็ง มีสารบรรเทาอาการทางประสาท มีการศึกษากับผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสัน สารเหล่านี้เริ่มเป็นที่ยอมรับในการรักษาผู้ป่วยในประเทศอิตาลี แคนาดาบ้างแล้ว

ทั้งนี้ โรงงานยาสูบจะจัดพื้นที่สำนักงานที่เชียงรายเอามาทำแปลงต้นแบบ คือจะปลูกใบยาสูบสลับกับปอเทือง ที่เป็นวัชพืช และกัญชง โดยมีทีมนักวิชาการทางการเกษตรเข้ามาช่วยพัฒนาเรื่องนี้ หากสามารถปลูกได้อย่างที่วางแผนไว้ จะสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่ปลูกใบยาเพิ่มจากไร่ละ 1.2-2 หมื่นบาท เป็นไร่ละ 5-7 หมื่นบาททีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มีประโยชน์มากมายทางด้านเศรษฐกิจ

ชีวิตถูกลิขิตเพื่อชาติ

คงมีไม่กี่คนที่จะมีชีวิตเหมือนถูกกำหนดมาให้ทำเพื่อชาติ ชีวิตของ ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ เหมือนจะถูกขีดมาให้ทำเพื่อสิ่งนี้

กว่าจะเป็นดาวน้อยเหมือนในวันนี้ ย้อนไปช่วงวัยรุ่นเธอคือนักกีฬาบาสเกตบอลหญิงทีมชาติไทย และเล่นให้กับทีมชาตินานถึง 16 ปี จากนั้นก็ได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นโค้ชทีมชาติหญิงอีก 15 ปี รวมเวลาที่รับใช้ชาติในวงการบาสเกตบอลนานกว่า 30 ปี มีส่วนร่วมกับกีฬาซีเกมส์ 7 สมัย ได้แชมป์ในฐานะผู้เล่นหนึ่งครั้ง ก่อนจะมาได้แชมป์ในฐานะโค้ชอีก 4 สมัย ทำให้ในวงการกีฬาไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “โค้ชดาวน้อย”

ชีวิตช่วงที่เป็นนักกีฬาและโค้ชนี้ทำให้ดาวน้อยได้เรียนรู้เรื่องการเล่นเป็นทีม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การมีสปิริต การเป็นนักสู้ และรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้ใส่เสื้อติดธงชาติไทยลงสนามแข่ง เหมือนได้รับใช้ชาติอีกรูปแบบหนึ่งด้วย

ระหว่างที่เล่นกีฬาเป็นอาชีพเสริม อาชีพหลักของดาวน้อยเป็นสาวแบงก์ ทำงานอยู่ที่ธนาคารนครหลวงไทย ในตำแหน่งรองผู้จัดการฝ่ายพัฒนาบุคลากร รับผิดชอบงานด้านการบริหารงานบุคคล

ดาวน้อยทำงานธนาคารอยู่ถึง 19 ปี งานสุดท้ายที่ได้ทำคือด้านตลาดทุน จึงได้ตัดสินใจลาออกในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และเริ่มมาทำธุรกิจส่วนตัว เกี่ยวกับเรื่องของกล้องวงจรปิด รวมทั้งทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงาน และองค์กรต่างๆ อีกหลายแห่ง

“ช่วงที่อยู่ธนาคารนครหลวงไทย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต เพราะได้มีโอกาสทำงานใหญ่ๆ และโชคดีที่ผู้บริหารเมตตามอบหมายให้ทำงานสำคัญหลายเรื่อง เช่น การได้รับเชิญจากกระทรวงอุตสาหกรรมให้ไปให้คำปรึกษากับเอสเอ็มอีในโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงงานเป็นร้อยแห่ง” ดาวน้อย กล่าว

งานนี้ทำให้ได้เจอประสบการณ์มาทุกรูปแบบ จนมาสรุปได้ว่า เรื่องที่สำคัญที่สุดขององค์กร ไม่ว่าภาคธุรกิจ หรือหน่วยงานรัฐ คือเรื่องของคน และจากประสบการณ์ทั้งหมดที่สั่งสมมาได้นำเอามาประยุกต์ใช้กับการบริหารงานที่โรงงานยาสูบ ซึ่งเริ่มจากการใช้ความเข้าใจเรื่องของบริบทการทำงานขององค์กร และคนในองค์กรนั้นก่อน จากนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนทัศนคติของคนให้มาร่วมมือกันนำองค์กรไปสู่จุดหมาย อีกเทคนิคที่ใช้คือการตั้งทีมยังบลัด พนักงานคนรุ่นใหม่ถูกดึงมาอยู่ในทีมนี้ถึง 200 คน โดยให้เด็กกลุ่มนี้เข้าไปดูเรื่องที่เรามองไม่เห็น ทำให้การแก้ปัญหาเข้าถึงคนทุกกลุ่มในองค์กร

ถึงจะทำงานตลอดเวลา แต่ดาวน้อยก็จะใช้เวลาว่างในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ทุ่มเวลาไปที่เรื่องของธรรมะ ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล และเป็นกรรมการมูลนิธิ ช่วยเรื่องสถาบันอบรมสมาธิ ที่เปิดเรียนสมาธิให้ประชาชนทั่วไปอีก 20 สาขา

“ช่วงที่พอมีเวลาก็ได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนการทำสมาธิแก่ผู้ที่สนใจด้วย แต่ช่วงหลังไม่มีเวลามากนัก ก็ต้องปรับมาดูเรื่องการบริหารจัดการงานในมูลนิธิมากกว่า” ดาวน้อย กล่าว

ดาวน้อย เล่าว่า ครั้งแรกที่มีคนมาทาบทามให้มาเป็นผู้อำนวยการโรงงานยาสูบ เขาให้เหตุผลว่า ขอให้เข้ามาช่วยชาติหน่อย เพราะหน่วยงานนี้เงินมันเยอะ มีการแสวงหาผลประโยชน์เยอะ ก็คิดหนัก เพราะเป็นงานที่ขัดกับความรู้สึก เนื่องจากยาสูบจัดเป็นอบายมุขชนิดหนึ่ง จึงไปเรียนปรึกษาหลวงพ่อวิริยังค์ ท่านก็เมตตา บอกว่าทำไปเถอะ ไม่บาปหรอก เพราะสิ่งที่ทำมันเป็นหน้าที่ เมื่อคนเราทำตามหน้าที่ไม่ใช่เรื่องที่ผิดและก็ไม่บาป ก็ทำให้รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น

“สิ่งที่ได้จากการทำสมาธิคือ สติ ที่ต้องให้เราไม่หลงในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเชื่อว่าทุกคนรู้หมดว่าอะไรผิด อะไรไม่ถูกต้อง แต่เมื่อเราไม่สามารถควบคุมมันได้ เราก็จะหลงใหลไปกับกิเลส ในเมื่อเรามีสติกำกับ เราจะยืนหยัดและมั่นคงในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ” ผู้อำนวยการยาสูบ กล่าว

คนต้นแบบที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานและใช้ชีวิตของเธอคือ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ดาวน้อยเล่าว่า ที่ประทับใจท่านมากมีเหตุมาจากตอนที่ทำงานสมัยแรกๆ ได้มีโอกาสฟังการบรรยายของท่าน และรู้สึกซาบซึ้งเรื่องการทำงานเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน การทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม จากนั้นจึงได้ติดตามผลงานของท่านมาโดยตลอด และเชื่อว่าถ้าคนไทยเดินตามแนวคิดของท่าน ประเทศไทยจะน่าอยู่ขึ้นกว่านี้

วันนี้กับการทำงานเพื่อชาติของดาวน้อย ถือว่าเป็นอีกบทพิสูจน์ การทำงานของหญิงแกร่งคนนี้จะทำให้องค์กรแห่งนี้ดีขึ้นตามที่เธอตั้งความหวังไว้หรือไม่ ยังต้องติดตามกันต่อไป การขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารเบอร์หนึ่งของรัฐวิสาหกิจอันดับต้นๆ ของกระทรวงการคลังครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าต้องใช้ความรู้ ความอดทนทุกอย่างที่มีเอามาจัดการกับปัญหาตรงหน้า

สติปัญญา ความตั้งใจ ปฏิบัติดีและปฏิบัติชอบเท่านั้นที่จะทำให้งานลุล่วงดังที่ตั้งใจ

 

2 ปีปฏิรูป อัพเกรดประเทศ ล้ำหน้ากว่าเป้าหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 สิงหาคม 2559 เวลา 09:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/447173

2 ปีปฏิรูป อัพเกรดประเทศ ล้ำหน้ากว่าเป้าหมาย

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

เส้นทางการปฏิรูปเดินทางมาจวนจะถึงปลายทางการทำงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่กำลังจะหมดวาระหลังการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ทว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการปฏิรูปที่เป็นเป้าหมายสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่คืบหน้าอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง

อลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. ให้สัมภาษณ์พิเศษไล่เรียงชี้แจงตั้งแต่ประเด็นผลงานว่า เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ถึงข้อวิจารณ์ว่า สปท.ไม่มีผลงานไม่เป็นธรรมและไม่ถูกต้อง ดูเหมือนสื่อมวลชนจะตามความคืบหน้าในการทำงานทั้งเชิงลึกเชิงกว้างของ สปท.และแม่น้ำ 5 สายไม่ทัน อาจเป็นเพราะมีเรื่องอื่นที่สนใจมากกว่า สปท.มีหน้าที่ 2 ประการ คือ 1.ผลิตแผนปฏิรูปและกฎหมายเพื่อการปฏิรูป 2.ร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขณะนี้ สปท.ผลิตแผนปฏิรูปได้เกินกว่าเป้าหมายการทำงานตามโรดแมปและเงื่อนเวลาที่ได้วางไว้

“ความจริง สปท.ตั้งมาเพียง 10 เดือนเท่านั้น แม้ว่า สปท.จะเป็นเพียงต้นน้ำการปฏิรูป มีหน้าที่ผลิตแผนปฏิรูปส่งไม้ต่อต่อไป แต่ด้วยความตั้งใจของพวกเรานั้นปรารถนาจะให้เกิดการปฏิรูปเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เช่นเดียวกับความคาดหวังของทุกคนจึงร่วมขับเคลื่อนแผนปฏิรูปทำงานเป็นทีมเวิร์กกับแม่น้ำทุกสายและทุกภาคีภาคส่วนอย่างเต็มที่ พร้อมกับสื่อสารสร้างความเข้าใจสู่สาธารณะให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็สร้างเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

… เราเชื่อว่าการปฏิรูปประเทศครั้งนี้คือการปฏิรูปประเทศของเรา จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องระดมความร่วมมือในการปฏิรูปประเทศ และเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องแม้จะพ้นยุคสมัยของ สปท.และแม่น้ำ 5 สาย ทั้งนี้เพื่อยกระดับอัพเกรดประเทศของเราให้ดีขึ้นในทุกมิติให้ได้ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำการปฏิรูป” รองประธาน สปท. กล่าว

อลงกรณ์ อธิบายว่า ก่อนที่ สปท.จะเข้ามาทำหน้าที่ รัฐบาลได้เริ่มปฏิรูปมาตั้งแต่เดือน พ.ค. 2557 จนถึงเดือน ก.ย. 2558 เรียกว่าโรดแมประยะที่ 1 ดำเนินการฟื้นฟูพัฒนาและปฏิรูปประเทศจากสถานการณ์ที่ประเทศเกือบเกิดสงครามกลางเมืองเหมือนซีเรียเกือบเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed state) มาสู่ความสงบสันติสามารถตั้งหลักตั้งลำประเทศได้อีกครั้งหนึ่งและเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงประเทศตามยุทธศาสตร์และนโยบายด้วยการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปสาธารณสุขสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น พร้อมกับตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จัดทำพิมพ์เขียวปฏิรูปประเทศที่เรียกว่า Blueprint for Change สำเร็จเป็นฉบับแรกของประเทศ ในช่วงนั้นได้มีการปฏิรูปจนมีผลเป็นรูปธรรมในหลายด้าน

โรดแมประยะที่ 2 เริ่มจากเดือน ต.ค. 2558 จนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง สปท. 200 คน มาสานต่องานของ สปช. โดย สปท.ได้ส่งแผนปฏิรูปไปให้รัฐบาลแล้ว จำนวน 80 เรื่อง (ณ วันที่ 3 ส.ค.) เช่น เรื่องการปฏิรูปกฎหมายแข่งขันทางการค้า และร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า เรื่อง การจัดทำ การกำหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติและร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ เรื่อง การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม (Social Economy) เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม (Creative & Cultural Economy)

เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเพื่อนวัตกรรม เรื่องแนวทางปฏิรูประบบการเงินฐานราก และร่างพระราชบัญญัติสถาบันการเงินชุมชน เรื่อง การปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์และเชิงวัฒนธรรม เรื่องการปฏิรูปกิจการตำรวจ เรื่องการปฏิรูปพรรคการเมืองและระบบการเลือกตั้ง เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความคุ้มครองติดตามทรัพย์สินของแผ่นดินคืนจากการทุจริต ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม

“ท่านนายกรัฐมนตรีรับแผนแล้วขับเคลื่อนต่อก้าวหน้าไปมากโดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่และการปฏิรูปคอร์รัปชั่น หลายครั้งท่านใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อความเด็ดขาดฉับไว หรือ ครม.ส่งร่างกฎหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเห็นชอบประกาศเป็นกฎหมายแล้ว 166 ฉบับ ซึ่งถ้าเป็นช่วงปกติคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 8 ปีจึงจะทำได้” อลงกรณ์ กล่าว

รองประธาน สปท. อธิบายถึงกลไกการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ว่า ทางด้านงานร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามข้อบังคับที่ 15 มีสมาชิก สปท. 7 คน เป็นกรรมการ มีตนเป็นประธานทำหน้าที่ประสานงานกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะรัฐบาล ส่วนราชการและ สนช. เช่น ต้องประชุมกับคณะกรรมการประสานงานรวม 3 ฝ่าย (วิป 3 ฝ่าย ครม.-สนช. สปท.) คณะกรรมการประสานงานระหว่าง สปท.และ สนช. (วิป 2 ฝ่าย) คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. (วิป สปท.) คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน 6 คณะของรัฐบาล เป็นต้น โดยต้องติดตามความคืบหน้าของการปฏิรูปและจัดทำรายงานทุกสัปดาห์ ซึ่งเป็นงานที่หนักมากสำหรับกรรมการ 7 คน เมื่อทำงานไประยะหนึ่งจึงปรึกษา ร.อ.ทินพันธุ์ ว่า ควรตั้งคณะกรรมการบริหารเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศดำเนินการประสานงานกับภาคีภาคส่วนต่างๆ ในภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาควิชาการช่วยเสริมงานของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูป

สำหรับการดำเนินงานของคณะกรรมการทั้งสองคณะคืบหน้าตามแผนงานได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายและรายงานต่อวิป 3 ฝ่าย วิป 2 ฝ่าย และวิป สปท.เป็นระยะๆ ตลอดมา การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารเครือข่ายฯ มีผู้ทรงคุณวุฒิจากบุคคลภายนอกและมีสมาชิก สปท.เป็นที่ปรึกษา และกรรมการรวม 12 คนทำงานกันอย่างหนักต้องออกไปประชุมชี้แจงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ทั้งในวันทำงานและวันหยุดจนสามารถประสานงานสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายนำมาสู่การลงนาม MOU ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 เม.ย. กับ 20 องค์กรระดับชาติ และครั้งที่ 2 วันที่ 7 มิ.ย. กับ 51 องค์กรเครือข่ายภายใต้ภารกิจ “5 ร่วม” คือ ร่วมมือสื่อสารสร้างความเข้าใจการปฏิรูปประเทศ

2.ร่วมมือจัดตั้งดำเนินการสถาบันการปฏิรูป (Reform Academy) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้การปฏิรูปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนบนฐานความร่วมมือของทุกภาคส่วน 3.ร่วมมือพัฒนาผู้นำการปฏิรูป (Reform Leader) เพื่อช่วยขยายความรู้ขยายความร่วมมือสู่ประชาชนให้มากที่สุด 4.ร่วมมือขับเคลื่อนการ “ปฏิรูปทั่วไทย” เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้องค์กรภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มปฏิรูปตัวเองทันที โดยเฉพาะเริ่มจากองค์กรเครือข่าย 5.ร่วมมือขยายเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับ สปท.และแม่น้ำ 5 สายให้มากที่สุด เพื่อสร้างพลังแห่งการปฏิรูปประเทศอย่างกว้างขวาง

โดยองค์กรเครือข่ายที่ทำ MOU เช่น ที่ประชุมอธิการบดี 38 แห่ง หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย สภาแรงงานทั้งเอกชนและรัฐวิสาหกิจ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาและสมาคม SME สภาองค์กรชุมชน สมาคมองค์กรปกครองท้องถิ่น ทั้งฝ่ายคณะผู้บริหารข้าราชการและพนักงานทุกประเภท สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน (มหาวิทยาลัยเอกชน 67 แห่ง) สมาคมบัณฑิตสตรี สภานิสิตนักศึกษาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย สภาพัฒนาการเมือง ฯลฯ

ถามว่าผลงานปฏิรูปสำคัญที่เห็นเป็นรูปธรรมคืออะไรบ้าง อลงกรณ์ ตอบว่า เรื่องการปฏิรูปปัญหาคอร์รัปชั่นและ การปฏิรูปกิจการตำรวจ โดย สปท.ส่งร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือศาลคอร์รัปชั่นให้ พล.อ.ประยุทธ์ เดือน พ.ย. 2558 และเข้าสู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบ ครม.เดือนถัดมาและส่งมายัง สนช.ที่ผ่านความเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. พร้อมประกาศเป็นกฎหมายทำให้ประเทศไทยมีศาลคอร์รัปชั่นเป็นครั้งแรกเพื่อปราบการทุจริต ที่มีข้าราชการและเอกชนเป็นตัวการสามารถตัดวงจรการทุจริตของนักการเมืองได้อย่างรวดเร็วเด็ดขาด

ส่วนการปฏิรูปกิจการตำรวจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ สตช.เห็นชอบแผนปฏิรูป 10 แผนของ สตช. โดยนำแผนปฏิรูปกิจการตำรวจของ สปท. 9 แผนไปเป็นหลักพิจารณาและสั่งเดินหน้าเต็มที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ประชุมใหญ่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่กว่า 2,000 คน เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ประกาศเป็นวันดีเดย์การปฏิรูปตำรวจและต้องปฏิรูปให้เห็นผลคืบหน้าให้มากที่สุดภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยมอบหมายให้ ผช.ผบ.ตร. 10 คนรับผิดชอบคนละแผน เช่น พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผช.ผบ.ตร. ซึ่งเป็น สปท.ด้วยดูแลการปฏิรูประบบงานสอบสวนและการบังคับใช้กฎหมาย โดยมีแผนปฏิบัติการในรายละเอียดพร้อมตัวชี้วัดต่างๆ อย่างเป็นระบบ และเดินหน้าลงไปประชุมปฏิรูปตำรวจในระดับภาคมาเกือบครบทุกภาคแล้ว

ทั้งนี้  สตช.ทำงานประสานใกล้ชิดกับคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของ สปท. ที่มีตนเองเป็นประธานและคณะอนุกรรมการปฏิรูปกิจการตำรวจที่มี พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา เป็นประธาน ภายใต้คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่มี วิรัช ชินวินิจกุล รองประธานศาลฎีกา เป็นประธาน

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างแผนปฏิรูปเศรษฐกิจกระแสใหม่ที่ตอนนี้ไปถึงขั้นเปลี่ยนแปลงโมเดลเศรษฐกิจของประเทศไปพอสมควรแล้ว เรื่องราวเหล่านี้ไม่ค่อยได้ลงข่าวเท่าใดนักสาธารณชนก็ไม่ค่อยได้รับรู้ว่างานปฏิรูปไปไกลมากแล้ว

“ประเมินจากเนื้องานล้ำหน้ากว่าเป้าหมายและการปฏิรูปประเทศเดินหน้าไปมากแล้ว และเริ่มปรากฏผลชัดเจนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีปัญหาของประเทศที่หมักหมมสะสมมานานอีกมากที่จะต้องสะสาง ผมอยากให้ดูการประเมินของ 5 องค์กรระดับโลกที่บ่งชี้ว่าการปฏิรูป 2 ปีที่ผ่านมาเริ่มเห็นการขยับอัพเกรดประเทศในทิศทางที่ดีขึ้น ประเทศของเราแข็งแรงขึ้น”

อลงกรณ์ ระบุว่า พิจารณาจากผลการประเมินการเติบโตทางเศรษฐกิจ สะท้อนว่าเราแข็งแรงกว่า

ธนาคารโลกปรับตัวเลขการประเมินอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปี 2559 จาก 2% เป็น 2.5 และจะขยายตัวต่อเนื่องในปีหน้า นับเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกที่ในการประเมินเมื่อผ่านมาครึ่งปีธนาคารโลกปรับการเติบโตเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประเทศชั้นนำอย่าง อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ถูกปรับลดลงและยังเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ที่ 2.4% เราอาจไม่ได้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่น แต่เราแข็งแรงกว่า (Stronger) เพราะเราปฏิรูปประเทศในขณะที่ประเทศอื่นไม่ได้ปฏิรูปแบบยกเครื่องใหญ่อย่างเรา คิดว่าภายใต้ยุค “สถานการณ์ปกติใหม่” (New Normal) ถือว่าเราทำได้ดีทีเดียว

รอยร้าว ปชป.-กปปส.ไม่นานก็ผ่านไป

ในฐานะศิษย์เก่าที่เคยได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก่อนจะกระโดดมารับตำแหน่งเป็น สปช. ถามว่าหลังจากพ้นตำแหน่งในบทบาท สปท.แล้วมีโอกาสจะหวนกลับไปสู่ถนนการเมืองหรือกลับคืนประชาธิปัตย์หรือไม่

อลงกรณ์ กล่าวว่า มี 2 คำถาม คือ 1.จะกลับสู่การเมืองหรือไม่ และ 2.จะกลับพรรค ปชป.หรือไม่

“ผมเกิดจากพรรค ปชป.และอยู่มา 20 กว่าปีไม่เคยย้ายพรรค ไม่ว่ายามพรรครุ่งเรืองหรือตกต่ำย่อมบ่งบอกถึงความผูกพันว่ามีมากเพียงใด และวันที่สมัครเป็น สปช.เพื่อมาปฏิรูปประเทศก็ถูกคาดโทษว่าพรรคอาจไม่ส่งสมัคร สส.ในอนาคตผมได้เลือกทางเดินของผมแล้วครับ

…เมื่อผมตัดสินใจลาออกจากพรรคเมื่อได้รับเลือกเป็นเลขา สปช.ในเดือน พ.ย. 2557 เพื่อความเป็นกลางทางการเมืองของ สปช. เป็นวันที่ผมเสียน้ำตาเมื่อต้องจากบ้านที่เคยอยู่และไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะมีโอกาสได้กลับบ้านอีกหรือไม่ วันนี้ภารกิจการปฏิรูปประเทศยังไม่เสร็จสิ้น ขอให้ประเทศตั้งหลักตั้งลำได้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงผมถึงจะคิดถึงตัวเองว่าจะไปทางไหน”

กรณีที่มีการคาดการณ์ข้ามช็อตไปหลังรัฐธรรมนูญผ่านและเดินหน้าสู่การเลือกตั้งอาจมีการตั้งพรรคนอมินีทหารขึ้นมานั้น อลงกรณ์ เห็นว่า เท่าที่ทำงานกับท่านนายกรัฐมนตรีมาปีกว่า ไม่คิดว่าจะมีพรรคนอมินีทหารเกิดขึ้น แต่โอกาสที่จะเกิดพรรคทางเลือกที่ 3 หรือพรรคการเมืองใหม่มีความเป็นไปได้สูง

“สำหรับผมต้องตอบคำถามตัวเองเหมือนด่านแรกเสียก่อนว่าจะกลับการเมืองหรือไม่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ส่วนการทาบทามจากพรรคการเมืองมีมาตลอดในฐานะเราเคยเป็นนักการเมืองและยังมีบทบาทอยู่ในขณะนี้ แต่คำตอบของผมเหมือนเดิมคือยังไม่คิดถึงอนาคตตัวเอง”

ถามถึงจุดยืน “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าคิดอย่างไร อลงกรณ์ กล่าวว่า เป็นสถานการณ์ที่อภิสิทธิ์ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการแสดงจุดยืนในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองใหญ่ และส่วนตัวมองว่าเป็นการแสดงภาวะผู้นำของท่านและเป็นสิทธิที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับ ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรเป็นสิทธิของแต่ละคน

“เราต้องเคารพการตัดสินใจของกันและกัน จะให้เห็นเหมือนหรือต่างกันทุกเรื่องย่อมเป็นไปไม่ได้ สำหรับการบอกว่าไม่รับร่างเพราะเป็นไปตามอุดมการณ์ 70 ปีของพรรค เนื่องจากท่านเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะให้พูดเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร ส่วนสมาชิกพรรคจะเห็นด้วยกับท่านหรือไม่ ก็มีทั้งฝ่ายเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย แต่คนที่ไม่เห็นด้วยจะสรุปว่าเขาไม่ยึดอุดมการณ์ของพรรคก็คงไม่ใช่”

มองภาพประชาธิปัตย์วันนี้เป็นอย่างไร จากก่อนหน้านี้เคยปลุกกระแสการปฏิรูปในพรรค อลงกรณ์ยังเห็นว่า ประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคใหญ่และมีโอกาสที่จะยกระดับอัพเกรดเป็นสถาบันทางการเมืองได้มากที่สุดพรรคหนึ่ง แต่ช่วงนี้คงทำอะไรไม่ได้มาก เพราะไม่สามารถประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคหรือประชุมสาขาพรรค ส่วนการปฏิรูปพรรคนั้นเมื่อมีมติของพรรคในปี 2556 ให้ทำการปฏิรูปพรรคอย่างเป็นทางการก็เป็นเรื่องที่ควรสานต่อ

ส่วนปรากฏการณ์ขัดแย้งระหว่าง กปปส.-ปชป. จากปมร่างรัฐธรรมนูญ จะรุนแรงหรือจะบานปลายหรือไม่นั้น อลงกรณ์ เห็นว่า ตามข่าวที่ออกมาในสื่อมวลชนก็น่าห่วงใยแต่ไม่คิดว่าจะขยายบานปลาย เพราะในพรรคยังมีชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน ที่เป็นอดีตหัวหน้าพรรค ซึ่งทั้งสุเทพ เทือกสุบรรณ และอภิสิทธิ์ ให้ความเคารพนับถือ

“เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหาระหว่างบุคคล แต่เป็นปัญหาแนวทางที่ต่างกันบางเรื่อง โดยเฉพาะท่าทีและจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญ ผมมองว่าเป็นสถานการณ์เฉพาะเรื่องเฉพาะราว สักครู่ก็ผ่านไป”

ถามว่าปมนี้จะกระทบความเป็นผู้นำของอภิสิทธิ์มากน้อยแค่ไหน อลงกรณ์ ไม่ขอออกความเห็น แต่เชื่อว่าย่อมมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตามยังมีเวลาที่จะจัดการปัญหานี้

ถามว่ามีข้อเสนออะไรที่เห็นว่าประชาธิปัตย์ควรปรับตัว อลงกรณ์ กล่าวว่า วันนี้เราพูดถึงไทยแลนด์ 4.0 เราพูดถึง First S-Curve New S-Curve เราพูดถึงการบริหารจัดการประเทศสมัยใหม่ โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับการปฏิรูปจะทำให้ประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก พรรคประชาธิปัตย์มีคนดีคนเก่งจำนวนมากผสมผสานในหลายรุ่นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ยังเป็นความหวังและอนาคตของการเมืองไทย

“การปฏิรูปสู่ความทันสมัยทั้งเชิงโครงสร้างและระบบ เปิดพรรคกว้างสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมและพัฒนานโยบายเพื่อแข่งขันในการเลือกตั้งที่จะมาถึง จะเป็นโอกาสอีกครั้งของพรรคประชาธิปัตย์”อลงกรณ์ กล่าว

ปฏิรูปประเทศ “กล้าฝัน” ต้อง “กล้าฝืน”

กว่า 20 ปีบนเส้นทางการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเคยจุดประเด็นเรื่องการปฏิรูปมาแล้วรอบหนึ่ง ก่อนจะผันตัวมารับหน้าที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถมยังได้รับตำแหน่งเป็นรองประธานสภา สปท.คนที่ 1

อลงกรณ์ พลบุตร เปิดเผยว่า ภูมิใจครับที่มีโอกาสมาทำหน้าที่ตรงนี้เพราะตั้งใจมาปฏิรูปจริงๆ นับแต่เสนอปฏิรูปพรรคเมื่อเดือน เม.ย. 2556 และสมัครมาเป็น สปช.ในปลายปี 2557 ทั้งที่ขัดกับแนวทางของผู้ใหญ่ในพรรคตอนนั้น

“แต่ผมคิดว่าประเทศต้องมาก่อน ประการสำคัญคือเรื่องการทำงานปฏิรูปประเทศนอกจากกล้าฝันยังต้องกล้าฝืนแม้จะต้องสูญเสียอะไรไปทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผมต้องลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ผมรักและอยู่มากว่า 20 ปี เมื่อได้รับเลือกเป็นเลขา สปช. ซึ่งต้องทำหน้าที่แทนองค์กรและองค์กรอย่าง สปช.ต้องเป็นกลาง

… เมื่อ สปช.สิ้นวาระลงในเดือน ก.ย. 2558 ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเป็น สปท.เพราะระหว่างที่เป็น สปช.ได้โหวตสวนกับเสียงข้างมากในสภาในเรื่องสำคัญๆ 2-3 เรื่อง รวมทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับ อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และยิ่งไม่คิดว่าจะได้มาเป็นรองประธาน สปท.คนที่ 1 ได้เป็นโดยไม่รู้ตัวเลยเมื่อสมาชิกเลือกให้ทำหน้าที่ด้วยเสียงเอกฉันท์ก็ทุ่มเททำงานให้เต็มที่” อลงกรณ์ กล่าว

ทว่า เส้นทางการทำงานในตำแหน่งรองประธาน สปท. ดูจะไม่ราบรื่นนักเมื่อมีทั้งแรงกดดัน แรงกระเพื่อมที่ทำเอาเก้าอี้ตัวนี้ต้องสั่นคลอน แต่ อลงกรณ์ ชี้แจงว่า ไม่มีรอยร้าวและไม่มีการเขย่าเก้าอี้ใน สปท. มีแต่เพียงสมาชิก 2-3 ท่าน ที่เข้าใจผิดเพราะไม่ทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เมื่อประชุมภายในชี้แจงกันและมีสมาชิก  สปท.อาวุโสหลายท่านลุกขึ้นยืนยันการทำงานของตนเองว่าทุกงานทุกเรื่องที่ทำผ่านการอนุมัติและไม่เคยมีวาระซ่อนเร้นใดๆ ทางการเมืองตามที่สมาชิก 2 ท่าน ได้ตั้งข้อสงสัยเรื่องก็จบ

หนึ่งในปมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คือเรื่องการเดินสายพบพรรคการเมืองโดยไม่เป็นมติ สปท.นั้น ข้อเท็จจริงแล้ว เป็นการชี้แจงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศในวาระครบ 6 เดือนของ สปท.เป็นไปตามมติของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศของ สปท.และได้รายงานให้วิป 3 ฝ่าย (ครม.-สนช.-สปท.) วิป 2 ฝ่าย (สนช.-สปท.) และวิป สปท.แล้วรวมทั้งท่านประธาน สปท.ทราบล่วงหน้าทั้งยังแถลงข่าวระหว่างการจัด Meet The Press ประจำเดือนก่อนหน้า 2-3 สัปดาห์

อีกทั้ง ก่อนที่คณะ สปท.จะไปพบพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยนั้น ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. ยังฝากข้อความไปถึงหัวหน้าพรรคทั้งสองด้วย อีกทั้งการเดินทางไปพบนั้น ไปเป็นคณะใหญ่อย่างเปิดเผยและพูดคุยเรื่องการปฏิรูปเท่านั้นไม่มีเรื่องการเมือง

“พรรคการเมืองถือเป็นองค์กรที่จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในอนาคตและเป็นองค์กรหนึ่งที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ข้อ 15 ซึ่งต้องประสานความร่วมมือให้มีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปในแนวทางเดียวกัน”

อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์ความก้าวหน้าของผลการดำเนินงานของ สปท.ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ที่สานต่อจาก สปช. เรื่อง การจัดงานชี้แจงความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของ สปท.ต่อคณะทูตานุทูต ครั้งที่ 3 ก็เช่นกันทุกอย่างทำตามขั้นตอนมีรายงานก่อนหลังเหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมา โดยมีประธาน สปท.เป็นประธานงานโดยมอบหมายให้ตนเองเป็นผู้ต้อนรับ และบรรยายสรุป มีโฆษก สปท.สุวัฒน์ จีนาพันธ์ รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นพิธีกร

นอกจากนี้ ยังไม่ได้จัดถี่เกินไปอย่างที่สมาชิกท่านหนึ่งบอกครั้งแรกจัดเดือน พ.ย. 2558 ครั้งที่ 2 จัดเดือน มี.ค. 2559 และครั้งที่ 3 จัดเดือน ก.ค. 2559 แต่ละครั้งห่างกัน 4-5 เดือน และบรรยายเฉพาะเรื่องความคืบหน้าของการปฏิรูปประเทศไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญหรือประชามติ

อลงกรณ์ อธิบายว่า คณะทูตานุทูตถือเป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะทูตคือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของแต่ละประเทศ ดังนั้นจึงถือเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่จะประสานสร้างความเข้าใจว่าทิศทางการปฏิรูปประเทศจะดำเนินอย่างไร ปัจจุบันมีความก้าวหน้าแค่ไหนเพียงใด เพื่อให้คณะทูตานุทูตนำข้อมูลที่ได้รับจากการชี้แจงไปทำความเข้าใจในแต่ละประเทศ

“การจัดทุกครั้งก็ได้รายงานให้ท่านประธานทราบ และมีการเรียนเชิญประธานคณะกรรมาธิการคณะต่างๆ รวมทั้ง  สปท.ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งเรื่องการเดินสายชี้แจงพรรคการเมืองและการบรรยายสรุปทูตานุทูตและองค์การระหว่างประเทศนั้นท่านนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ทราบเรื่องดี”

ถามว่าระยะหลังมีกระแสถูกโจมตีว่าทำงานออฟไซด์ประธาน สปท. อลงกรณ์ ตอบชัดเจนว่า “ไม่มีออฟไซด์แน่นอน เราทำงานเป็นทีมเวิร์กและผมต้องทำงานตามคำสั่งของท่านประธานและอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย”

นอกจากนี้ ยังไม่ใช่เรื่องการเร่งสร้างผลงานเพื่อรองรับการพิจารณาแต่งตั้งเป็น สว.ในอนาคต  และไม่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจอย่างอื่น ส่วนตัวเป็นคนทำงานเร็วและแรงบางทีเร็วเกินไปเลยอาจเกิดช่องว่างมันเป็นอย่างนี้มานาน

“ลองถามข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ดูได้ครับว่ารัฐมนตรีอลงกรณ์เป็นยังไง ไปเจรจา 4 ประเทศในตะวันออกกลางใช้เวลา 5 วันก็เคยมาแล้ว นิสัยทำงานแบบนี้ติดตัวยากแก้ไขจริงๆ อีกแรงกดดันคือต้องการให้การปฏิรูปเกิดผลเร็วๆ ด้วย ตอนเริ่มทำงาน สปท.สปีดเป็นยังไงตอนนี้ก็สปีดเหมือนเดิม“

ถามถึงบทบาทหลังจากพ้นวาระรองประธาน สปท.แล้วจะไปทางไหนต่อ อลงกรณ์ กล่าวว่า “ผมเคยพูดหลายครั้งว่าผมไม่มีอนาคตทางการเมืองตราบใดที่ประเทศยังไม่มีอนาคตเราจะคิดถึงอนาคตตัวเองได้อย่างไร ประการสำคัญคือเราต้องเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดรวมทั้งจะฝักใฝ่ตัวเองไม่ได้มิฉะนั้นเราจะคิดจะทำเพื่อตัวเองมากกว่าส่วนรวม”

“การที่ผมยึดหลักการเช่นนี้ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ยอมรับพูดคุยด้วยทำให้องค์กรภาคีเครือข่ายต่างๆ เต็มใจที่จะมาช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับ สปท. ลองคิดตรงข้ามสิครับว่าถ้าปีกว่าที่เป็น สปช.และ สปท.ผมมีวาระแอบแฝงทางการเมืองจะมีใครเข้าไว้วางใจเหมือนตอนนี้”

อลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า  ส่วนจะกลับสู่ถนนทางการเมืองหรือไม่ ขอบอกว่ายังไม่คิดเรื่องอนาคต ขอทำหน้าที่ขณะนี้ให้ดีที่สุด ในใจอยากทำงานปฏิรูปประเทศต่อไม่ว่าจะอยู่ในฐานะอะไร ประเทศของเราและคนไทยมีศักยภาพสามารถเป็นประเทศชั้นนำของโลกได้หากเราร่วมกันปฏิรูป แยกการปฏิรูปออกจากการเมือง ใครเป็นรัฐบาลก็สานต่อการปฏิรูปต่อเนื่องกันตลอดไป

ส่วนตัวเชื่อมั่นประเทศและอยากเห็นทุกคนทุกฝ่ายเชื่อมั่นและภูมิใจในประเทศของเรา จึงกำลังเขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ประเทศไทยยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคิด”

 

เพจพลิกชีวิต! “Lowcost cosplay” เมื่อความบ้าพารวย “อนุชา แสงชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 สิงหาคม 2559 เวลา 17:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/446302

เพจพลิกชีวิต! "Lowcost cosplay" เมื่อความบ้าพารวย "อนุชา แสงชาติ"

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ชายหนุ่มวัย 26 เจ้าของรูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์ ย้อมผมทอง หน้าตายียวนกวนประสาท มองเผินๆแล้วเหมือนไม่มีอะไรน่าดึงดูด แต่ถ้าได้เห็นวิธีคิด ผลงาน และการนำเสนออันสุดฮาของเขาแล้ว บอกได้คำเดียวว่า มีเสน่ห์มากกกก

จากเด็กกำพร้า จบแค่ม.6 ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านเหล้า วันนี้เขากลายเป็นเซเลบแห่งโลกออนไลน์ที่คนไทยรู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง นี่คือเรื่องราวชีวิตของ ชา-อนุชา แสงชาติ เจ้าของเพจสุดฮอตระดับอินเตอร์ Lowcostcosplay

คุยกับเงา – อยู่กับจินตนาการ

“อนุชา แสงชาติ” เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2532  ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากพ่อแม่แยกทาง ชีวิตของเขาจมอยู่กับความเหงา สิ่งเดียวที่พาเขาไปสู่ความสุขได้คือ “จินตนาการ”

“สมัยเป็นเด็ก ผมมีชีวิตแบบเหงาๆ อยากเล่นสนุกก็ต้องเล่นคนเดียว จินตนาการเอา เหมือนเราคุยอยู่กับเงา ดีดลูกแก้วคนเดียว คุยคนเดียว ท้าทายตัวเอง ดีดเสร็จก็สลับไปเป็นฝ่ายตรงข้าม จินตนาการว่าสู้อยู่กับเพื่อน พูดง่ายๆ เหมือนสร้างมนุษย์ขึ้นมาอีกคนอ่ะครับ คงเพราะอย่างนี้หรือเปล่า ทำให้เราโตมาเป็นคนแบบนี้” ชายหนุ่มหัวเราะร่า

เขาบอกว่า หากย้อนกลับไปมองชีวิตที่ผ่านมา ทุกการคบหาเพื่อนพี่น้องล้วนแล้วแต่ใช้จินตนาการในการเข้าหาทั้งนั้น ตั้งเเต่สร้างบทสนทนาให้คนสนใจด้วยการเล่านิทาน ใช้คำศัพท์ในเกมร่วมกับชีวิตจริง เรียกว่าใช้จินตนาการเป็นแกนหลักในการดำเนินชีวิต

“ผมชอบใช้จินตนาการ มันสนุก อย่างผมโตมากับเกมแร็คนาร็อค ช่วงเรียนมัธยม อยู่กับเพื่อนก็ชอบเอาเรื่องในเกมมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง ถึงเวลากินข้าวก็บอก เฮ้ย…ไปซื้อโพชั่นกัน ซึ่งมันคือไอเท็มในเกม”

เจ้าพ่อขายหัวเราะแห่งโลกโซเชียลเล่าให้ฟังว่า ทุกครั้งที่มีคนถามถึงชีวิตจริงว่าเป็นคนตลกไหม ก็มักตอบว่าใช่ ยอมรับว่าพยายามเป็นคนตลกเพื่อให้คนอื่นสนใจมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม

“สังคมโรงเรียนมันมีเด็กเกเร เด็กเรียน แล้วก็เด็กที่ไม่มีใครสนใจอย่างผม เราไม่รู้จะมีคาเร็กเตอร์แบบไหนดี เเต่ผมชอบดูตลกคาเฟ่ ชอบมาก คิดในใจว่าถ้าเราเป็นตลกก็น่าจะมีคนชอบเราเหมือนกัน เลยเลือกเดินเส้นทางแนวคอมเมดี้”

ชาจบการศึกษาเพียงแค่ชั้น ม.6 จาก โรงเรียนสันกำแพง ยอมรับว่าคิดสั้น คิดน้อย มองเห็นการศึกษาเป็นเรื่องเสียเวลา ไม่คุ้มค่าเท่ากับการออกไปทำงาน หาเงิน และใช้ชีวิตอย่างสนุกสนาน

“ผมเป็นคนขี้เกียจไม่ชอบเรียน ไม่ชอบอ่านหนังสือ พอจบ ม.6 ก็ตัดสินใจออกมาอยู่คนเดียว พร้อมมอเตอร์ไซค์อีกหนึ่งคัน ช่วงนั้นขี้เกียจเรียนต่อ คิดแค่ว่าเรียนทำไม เสียเวลาว่ะ ไปเป็นเด็กเสิร์ฟดีกว่า กินเหล้าฟรี ได้เงิน ได้ทิปจากโบกรถด้วย บางวันได้เป็นพัน สบายๆ เก็บตังค์ดีกว่า แต่ทำไปทำมาไม่มีเงินเก็บ ชิบหายเลยทีนี้ มีอยู่ครั้งหนึ่งไปเล่นพนันบอล เล่นไฮโล หมดเนื้อหมดตัว ต้องไปแซะแผ่นแป้งโรตีกินจากถังขยะ ชีวิตช่วงนั้นเลวมาก วันไหนไม่มีกินก็ไปนอนในบ่อนพนัน แบมือขอเงินคนอื่นก็มี”

อย่างไรก็ตามนาทีนี้ในวัย 26 ปีเจ้าตัววางแผนชีวิตกลับไปศึกษาเล่าเรียนอีกครั้ง ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง

บ้านพักคนชรา จุดเริ่มต้น “Lowcost cosplay”

หลังล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับชีวิตวัยรุ่น เขาตัดสินใจมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวง หวังพลิกชะตาตัวเอง เสาะหางานทำจนกระทั่งได้รับตำแหน่งผู้ดูแลคนชราในบ้านพักคนชราแห่งหนึ่ง

“อยากเปลี่ยนชีวิตตัวเอง กรุงเทพฯ มีอะไรดีวะ เข้ามาก็ไม่รู้จักใคร หางานทำอยู่พัก จนเดินไปเจอป้ายประกาศตรงเสาไฟฟ้า รับสมัครคนดูแลผู้สูงอายุ บ้านพักคนชรา ผมหยิบโทรศัพท์โทรไปเลย ใช้วุฒิ ม.6 สมัคร โชคดีมากๆ ที่เขาให้โอกาส”

ไม่น่าเชื่อว่า สถานที่อย่างบ้านพักคนชรา จะกลายเป็นที่แหล่งจุดระเบิดไอเดีย “Lowcost cosplay” เปลี่ยนชีวิตชายหนุ่มผู้ล้มเหลวให้กลายเป็น “เจ้าพ่อไอเดีย” ที่ได้รับความสนใจจากสื่อทั้งในเเละต่างประเทศ

“มีอยู่วันนึงผมนั่งเหงาๆ มองไปที่เสื้อผ้ากองโตของคุณตาคุณยาย มันรู้สึกเหมือนเรากลับไปเป็นเด็ก ป.4 ที่เล่นคนเดียว อยู่กับจินตนาการแห่งความโดดเดี่ยวอีกครั้ง นึกอะไรไม่รู้ หยิบผ้าขนหูสีแดงขึ้นมา คิดถึงชาวสปาตัน จากหนังเรื่อง 300 เอาผ้ามันมาคลุมตัว เบ่งกล้าม แล้วส่องกระจก เฮ้ยนี่มัน ลีโอไนดัส ชัดๆ”

ชาวัย 23 ปีในขณะนั้นควักโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพประวัติศาสตร์ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊ก พร้อมกับเขียนแคปชั่นประกอบด้วยความสนุกว่า “ข้าคือลีโอไนดัส”  โดยไม่รู้จักด้วยซ้ำว่านั่นเรียกว่า คอสเพลย์ (Cosplay)

“เพื่อนบางคนมาเมนต์ มึงทำอะไรของมึง ไปกรุงเทพฯ เพื่อไปทำห่าไรแบบเนี้ยเหรอ บางคนเข้าก็เข้ามาฮา เฮ้ยเจ๋งว่ะ เหมือนคอสเพลย์เลย มันหมายถึงพวกที่เขาแต่งไปโชว์แถวสยาม เราบอก ไม่น่าเรียกคอสเพลย์ว่ะมึง..กูแค่เอาผ้าขนหนูมาใส่ แต่พวกมันบอกเจ๋ง ทำต่อสิวะ เสียงพวกนี้กลายเป็นแรงยุที่ทำให้เราสร้างเพจขึ้นมาใช้ชื่อว่า  Lowcost cosplay หมายถึง การนำของง่ายๆ ราคาถูก ต้นทุนต่ำใกล้ตัวมาใช้”

หลังเปิดเพจได้ไม่นาน ภาพลีโอไนดัส ก็ถูกจ่าพิชิตแห่ง Drama-addict  เพจยอดนิยม นำไปแชร์ต่อ ทำให้ Lowcost cosplay กลายเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ยอดไลค์พุ่งสูงถึง 5,000 ไลค์ภายในคืนเดียว นับตั้งแต่นั้นชีวิตของเขาเปลี่ยนไปทันที มีผลงานครีเอทออกมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเกือบ 1 ปี ได้ตัดสินใจเดินออกจากงานประจำที่บ้านพักคนชรา มุ่งหน้าสร้างเม็ดเงินด้วยไอเดียอย่างเต็มตัวในช่วงปี 2557 เปลี่ยนชีวิตมนุษย์เงินเดือนค่าเหนื่อยหลักพันสู่หลักแสนในปัจจุบัน

เพจนี้พลิกชีวิตผมมหาศาล ได้รู้จักเพื่อนใหม่มากมาย มีชีวิตที่ดีขึ้น จากเงินเดือน 7,000 บาทที่บ้านพักคนชรา กลายเป็นทำงานเพียงไม่กี่ชั่วโมง โพสต์เดียวผมก็ได้เงินเป็นหมื่น บางทีเป็นแสน ถ้าทำงานบริษัทผมอาจจะต้องรอทั้งเดือนหรือทั้งปี ที่สำคัญคืองานนี้ไม่มีใครบังคับผม ทำในสิ่งที่ชอบและเป็นตัวเองจริงๆ แต่ถึงวันนี้ผมไม่มีวันลืมอดีตหรอกครับ เพราะมันคือสิ่งที่มีไว้ให้เราหันกลับไปมองว่าเคยผ่านความยากลำบากมาขนาดไหน”

ปัจจุบันบางสเตตัสของ Lowcost cosplay ได้รับเงินทุนจากธุรกิจและสินค้าต่างๆ ที่ว่าจ้างให้เขาออกแบบคอสเพลย์ตามแต่ที่ใจอยากคิด ซึ่งชาเปรียบตัวเองว่าเหมือนนักแข่งรถฟอร์มูล่า วัน ที่ต้องสวมใส่เสื้อที่มีตราสปอนเซอร์มากมาย แลกกับเม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุด

กล้าคิด กล้าทำ ก่อนหมดเวลา

สามปีที่ผ่านมาไอเดียของอนุชาสร้างความคึกคักและเสียงหัวเราะให้กับวงการโซเชียลมีเดียมากกว่า 1,000 รูป จนเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลก ไม่เว้นเเม้กระทั่ง 9gag.com รวบรวมเอาสุดยอดการคอสเพลย์ของเขาไปนำเสนอ แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ความฮา คือ ‘วิธีคิด’

จริงๆ ผมเป็นคนชอบสังเกตอยู่แล้ว ชอบคิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้าน แล้วอยากปลดปล่อยมันออกมา ไม่เคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ก่อนหน้านี้จะชอบวาดการ์ตูน ใช้มุขเล่นคำ เช่น วาดผีธรรมดาไม่น่ากลัว พอวาดเบียร์สิงห์เข้าไปข้างๆ กลายเป็นผีสิงห์เลย แฮ่ ..มุขเรียกเสียงหัวเราะอะไรทำนองนี้ เทคนิคแบบนี้เป็นหลักในการคิดคอสเพลย์ด้วย ส่วนเทคนิคสร้างไอเดียของผมคือ การรู้จักปรับเปลี่ยน พลิกแพลง สมมติมี 5 ไอเดีย 1 2 3 4 5 เราใช้หมดไปแล้ว ผมก็สับเซต เปลี่ยนมาเป็น 12-23-34-45 อะไรอย่างนี้ ไอเดียมันเลยไม่หยุด”

เจ้าของเพจที่มีผู้ติดตามกว่า 8 เเสนคน เผยว่าเกือบ 3 ปีที่ผ่านมารู้สึกภาคภูมิใจมากกับเสียงชื่นชมจากทั้งในและต่างประเทศ ไม่คาดมาก่อนว่าฝรั่งจะชอบมากขนาดนี้ โดยมีการพูดถึงและให้สถานะต่อท้ายชื่อของเขาว่าเป็น ‘ศิลปิน’ เนื่องจากมองว่างานที่ทำเป็นศิลปะที่ใช้ความคิด มีการออกแบบมุมมองใช้เทคนิคในการถ่ายภาพ มากกว่าเพียงแค่คอสเพลย์ขำๆ เท่านั้น

ใครที่คิดหรือมีไอเดีย ลองทำเลยครับ อย่าไปกลัว ส่วนมากกลัว คิดเยอะ ขี้เกียจ เราต้องทำลายกำแพงตัวเอง บอกตัวเองไว้ว่าพรุ่งนี้โลกจะแตกแล้ว ทำเลย ไม่อย่างนั้นจะไม่มีใครเห็นผลงานหรือความคิดของคุณอีกต่อไป ไอเดียมันไม่มีวันหมดก็จริง แต่เวลาที่เสียไปเอากลับคืนมาไม่ได้ จุดระเบิดให้กับตัวเองซะ

อนุชา แสงชาติ ทิ้งท้าย พร้อมกับบอกว่า ไม่อยากให้ Lowcost cosplay เป็นเพียงแค่เพจของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องการให้เป็น คอมมูนิตี้สำหรับความคิดสร้างสรรค์ของทุกคนด้วย

 

 

 

 

 

2 ปีบิ๊กตู่ใช้ “ม.44” ร่วมร้อย หวั่นสังคมเสพติดอำนาจพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 สิงหาคม 2559 เวลา 07:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/445898

2 ปีบิ๊กตู่ใช้ "ม.44" ร่วมร้อย หวั่นสังคมเสพติดอำนาจพิเศษ

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

กลยุทธ์ในการบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุด ต้องยกให้เป็นเรื่องการใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ซึ่งเป็นอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ที่ให้อำนาจ “บิ๊กตู่” ใช้แก้สารพัดปัญหาทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ทั้งนี้ มาตรา 44 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่หัวหน้า คสช.เห็นเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปในด้านต่างๆ การส่งเสริมความสามัคคีและความสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร ให้หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช.มีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำ รวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งหรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้มีการใช้มาตรา 44 ไปแล้ว รวม 91 ฉบับ แบ่งออกเป็น คำสั่งที่ออกเมื่อปี 2557 มี 1 ฉบับ ปี 2558 มี 48 ฉบับ และคำสั่งปี 2559 ประกาศใช้แล้ว 42 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมทั้ง การรักษาความสงบเรียบร้อย การบังคับใช้กฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชาติ การจัดระเบียบสังคม การปราบอิทธิพล แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทวงคืนผืนป่า แก้ปัญหาระบบการศึกษา แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ปราบทุจริตคอร์รัปชั่น และควบคุมสื่อ

ทว่า การใช้มาตรา 44 มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นการใช้อำนาจเผด็จการ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบในระยะยาว เพราะจะทำให้สำเร็จเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และมีการตั้งคำถามจากสังคมว่าคำสั่งมาตรา 44 นั้นศักดิ์สิทธิ์จริงหรือไม่ และสมเหตุสมผลพอหรือไม่ เป็นธรรมกับผู้ที่รับผลกระทบหรือไม่ จากคำถามเหล่านี้ นักวิชาการต่างให้ความเห็นที่ไปในทิศทางเดียวกัน หากใช้มากจะเกิดอันตราย และไม่ควรสร้างวัฒนธรรมการเสพติดอำนาจพิเศษ

ไพโรจน์ พลเพชร  อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) มองว่า การใช้อำนาจที่อยู่เหนือสถาบันหลักของระบอบประชาธิปไตย คือ ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล ตุลาการ และนิติบัญญัติ และอำนาจนี้จะถูกกำหนดไว้ว่าสามารถใช้ได้จนถึงที่สุดดำรงอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการยกเลิก การใช้อำนาจไม่มีการตรวจสอบการใช้อำนาจจากสถาบันใดๆ เลย ซึ่งมีโอกาสใช้อำนาจบิดเบือนได้ เพราะไม่มีกระบวนการตรวจสอบ ดังนั้นถ้าผิดพลาดการใช้อำนาจขึ้นมาก็ตรวจสอบไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นหากเกิดผลกระทบในระยะยาวก็ไม่สามารถที่จะเยียวยาได้

นอกจากนี้ หากการใช้อำนาจโดยอ้างว่าเพื่อแก้ปัญหานั้น บางเรื่องมันสามารถที่จะใช้กลไกปกติได้ แล้วทำไมจึงไม่ใช้กลไกปกติ เพราะมันมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งเป็นระบบทั่วไปที่จะทำให้ไม่เกิดการใช้อำนาจลุแก่อำนาจ หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ และถ้าร่างรัฐธรรมนูญปกติที่เรากำลังจะไปลงเสียงรับรองเรื่องเหล่านี้มันก็จะยิ่งส่งผลกระทบกับสังคมในระยะยาว

“เราต้องใช้กลไกพิเศษไปตลอดต่อไปในสังคมไทย แล้วกลไกปกติก็เป็นง่อยหมด ระบบไม่ฟังก์ชั่นจะทำอย่างไร เราต้องเร่งรัดให้กลไกปกติทำงาน ไม่ใช่หาอะไรมาทำแทน ที่สำคัญตอนนี้เรากำลังสร้างวัฒนธรรมที่ต้องใช้อำนาจพิเศษเท่านั้นจึงจะจัดการกับปัญหาได้ เป็นการสร้างการยอมรับหรือความนิยมชมชอบในวัฒนธรรมอำนาจนิยม การปลูกฝังทัศนคติ หรือความเชื่อแบบนี้ในสังคมไทย ทำให้เป็นปฏิปักษ์โดยตรงต่อระบบประชาธิปไตยหรือวัฒนธรรมประชาธิปไตย เราก็จะยิ่งสร้างประชาธิปไตยยากเข้าไปอีก เพราะคิดว่าต้องใช้ระบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเท่านั้นจึงจะแก้ปัญหาได้”

“ขณะเดียวกัน เวลานี้สังเกตได้คนทั่วไปกำลังเรียกร้องการแก้ปัญหาแบบนี้ มีแต่คนพยายามเรียกร้องให้ใช้มาตรา 44 แก้ปัญหา ถามว่าเคยประเมินหรือไม่ว่า มาตรา 44 ใช้แล้วได้ผลหรือไม่ได้ผล ระบบกลไกปกติมันไม่ทำงานเลยใช่หรือไม่ เป็นการปลูกฝังสิ่งที่ไม่ถูกต้องในการแก้ปัญหา สิ่งเหล่านี้มันมีการพิสูจน์ในโลกมาแล้วว่าการใช้อำนาจนิยมเวลาไม่มีการตรวจสอบมันแก้ปัญหาไม่ได้ และเป็นอุปสรรคในระยะยาวในการปลูกฝังประชาธิปไตย เมื่อใช้อำนาจร่ำไปตรวจสอบ” ไพโรจน์ ระบุ

ขณะที่ สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ทรรศนะว่า มาตรา 44 เป็นบทบัญญัติพิเศษจริงๆ ที่ใช้ในภาวะบ้านเมืองไม่ปกติ มีเหตุเกี่ยวกับความมั่นคงที่ต้องสั่งการโดยด่วน ซึ่งคนที่จะใช้อำนาจนี้ต้องเป็นคนดีจริงๆ ที่หยั่งรู้ว่าใครดีใครชั่ว เหตุการณ์ไหนเป็นอย่างไร สมควรให้ความเป็นธรรมกับใครอย่างไร ควรลงโทษใครแค่ไหนอย่างไร เพราะอำนาจนิติบัญญัติกับตุลาการไปให้คนคนเดียวใช้ ซึ่งผิดหลักการ แต่เมื่อผู้บริหารประเทศจำเป็นต้องใช้

“ให้ข้อคิดไว้ว่ามาตรา 44 ต้องใช้ในกรณีจำเป็นจริงๆ และอย่าใช้นาน เพราะจะเกิดการเสพติดและใช้กันใหญ่เลย เมื่อมันใช้ง่ายเมื่ออะไรที่ไม่สนองความต้องการก็จะสั่งเลย เพราะไม่มีใครที่จะให้ความเห็นแย้งอะไรได้ ดังนั้นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้อำนาจมาตรา 44 อย่าใช้โดยเข้าไปล่วงล้ำอำนาจตุลาการ หรือใช้ลงโทษบุคคล เพราะอำนาจตุลาการเมื่อศาลจะพิพากษาคดียังมีองค์คณะร่วมกัน มีความเห็นแย้งได้ แต่ถ้าคนคนเดียวใช้อำนาจนี้มันจะอันตรายมาก”

“สมลักษณ์” ยังได้เตือนว่า หากผู้ใช้อำนาจนี้บ่อย หรือหากใช้แล้วเกิดความผิดพลาด แก้ไขเมื่อบ่อยครั้งขึ้นเช่นใช้กับเรื่องกรณีโยกย้ายข้าราชการ มันก็จะส่งผลที่ไม่ดีต่อตัวผู้ใช้เอง เพราะเมื่อมีอำนาจคนรอบข้างก็จะมีทั้งดีและไม่ดี ถ้าไปฟังคนไม่ดีแล้วไปลงโทษคนดีผลก็จะเกิดความเสียหายมากมาย ต้องระมัดระวังให้มากให้เป็นอำนาจกระบวนการปกติที่มีอยู่จะดีกว่า

 

“ประชามติ” วัดพลังสองขั้วอำนาจการเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/445837

"ประชามติ" วัดพลังสองขั้วอำนาจการเมือง

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เหลือเวลาอีกเพียงสัปดาห์เดียวก็จะเข้าสู่โหมดสำคัญสำหรับคนไทยทั้งชาติต่อการชี้ชะตาอนาคตประเทศไทยในวันที่ 7 ส.ค. เพื่อลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมคำถามพ่วงท้าย และแน่นอนว่าหน่วยงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านกิจการบริหารจัดการการเลือกตั้ง เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ โดยยืนยันหนักแน่นถึงความพร้อมการทำประชามติ จะเรียกว่า 100% ก็ว่าได้ แม้งานไม่ครบ 100% แต่ก็ 100% แต่ละขั้นตอน ดังนั้นในภาพรวมไม่น่ามีปัญหาอะไรสำหรับการเตรียมการทำประชามติ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

สมชัย ขยายความว่า การเตรียมการเรื่องต่างๆ เป็นไปตามกำหนดการที่ได้วางไว้ และหลายเรื่องเร็วกว่ากำหนดการ เช่น การพิมพ์บัตร เดิมกำหนดว่าวันสุดท้ายของการพิมพ์และส่งให้ต่างจังหวัด คือ วันที่ 28 ก.ค. แต่กำหนดการที่ทำได้จริง คือ วันที่ 27 ก.ค. ฉะนั้นถือว่า กกต.มีความพร้อม และวันที่ 7 ส.ค. มีการทำประชามติแน่นอน

กกต.ฝีปากกล้า ยอมรับสิ่งน่าเป็นห่วงช่วงโค้งสุดท้าย เกรงว่าประชามติจะไม่จบ เพราะการทำประชามติจะต้องเป็นการทำแล้วจบ เพราะใช้เงิน 2,000 กว่าล้านบาท เพื่อให้ประชาชนคิดตัดสินใจว่าอยากเห็นทิศทางบ้านเมืองเป็นอย่างไรในอนาคต ประชามติไม่รู้ว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไร ดังนั้น ถามทุกคนในประเทศคิดอย่างไร เมื่อถามแล้วก็ควรจบ ไม่ใช่ไม่จบ

“ที่ผมเป็นห่วงผลประชามติออกมาแล้ว จัดประชามติเสร็จแต่ไม่จบ ไม่จบแปลว่าอะไร สมมติฝ่ายรับชนะ ฝ่ายไม่รับก็จะโวยวายอีกว่าโกง ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นสากล ไม่ยอมรับผลการทำประชามติ ปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง แต่ถ้าฝ่ายไม่รับชนะ ก็คือต้องไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น ฝ่ายรัฐบาลที่ไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็อาจจะร่างตามใจชอบอีก ซึ่งไม่จบ ต้องเอาอารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมที่ไม่รับ เอาเหตุผลที่พูดคุยกันช่วงรณรงค์ประชามติว่าเป็นอย่างไร ของมีชัยไม่ดีอย่างไร เอาข้อมูลดังกล่าวไปแก้ไขปรับเพื่อให้สังคมเกิดการยอมรับมันจะจบ

แต่ถ้ารับไม่รับตามใจชอบ คำตอบไม่จบ และสร้างความไม่พอใจรอบใหม่เกิดขึ้น ถ้าไม่รับแล้วกลายเป็นว่าไม่เปิดโอกาสให้รัฐบาลไปร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ไปเดินขบวนไล่รัฐบาลอีกก็กลายเป็นกระบวนการสร้างเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองขึ้นมาใหม่ มันอาจจะไม่จบ หรืออาจจบโดยความวุ่นวาย จบด้วยการเดินขบวน เสียเลือดเนื้อ หรืออาจจบโดยรัฐประหารอีก มันไม่จบ ดังนั้น ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับต้องจบ”

นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้ว อีกหนึ่งอุปสรรคเวลานี้ ซึ่งสมชัยยอมรับว่าเป็นหัวใจสำคัญ คือ การตัดสินใจของประชาชนบนพื้นฐานข้อมูลที่ถูกต้อง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ชอบไม่ชอบ รวมถึงคำถามพ่วงจะเห็นชอบหรือไม่ก็แล้วแต่ ปัญหาคือประชาชนต้องยอมรับว่าแม้รัฐธรรมนูญจะแจกทุกบ้านหรือไม่ก็ตาม หลายคนถามว่ารัฐธรรมนูญไม่แจกทุกบ้าน ประชาชนเลยไม่มีข้อมูลตัดสินใจ ส่วนตัวบอกว่าต่อให้แจกทุกบ้านประชาชนใช่ว่าจะรู้หรือเข้าใจรัฐธรรมนูญ

สมชัย ระบุว่า เรื่องของการจะให้คนเกิดความเข้าใจจะต้องมีเวที มีการออกสื่อ เพื่อให้ประชาชนเกิดความสนใจ ตอนนี้มีรายการเยอะแยะทางสื่อ แต่เชื่อว่าประชาชนยังไม่สนใจ ประชาชนใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ ดูหนัง ละคร รายการดีเบตต่างๆ ที่มีมากมายเต็มไปหมด ส่วนตัวไม่เชื่อว่าประชาชนจะสนใจดู อาจจะมีจำนวนหนึ่งสนใจจริงๆ ดังนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินบนพื้นฐานการระดมของคนที่เห็นประโยชน์ไปในทางใดทางหนึ่ง

กกต.ด้านกิจการบริหารจัดการเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น คนเห็นว่า “รับดี” ก็จะไปพูดกับคนใกล้ชิดกับประชาชน กับคนที่เขาสามารถมีอิทธิพลเหนือได้ หรือคนบอก “ไม่รับดี” ก็จะใช้กลไกตัวเองไปพูดกับคนอื่นที่สามารถมีอิทธิพลเหนือได้ ประชาชนตัดสินใจบนพื้นฐานของการบอกกล่าวของกลุ่มคนเหล่านี้ ก็จะทำให้เกิดภาพการลงประชามติบนพื้นฐานความไม่รู้

ขณะเดียวกัน ประชามติจะไม่ใช่การถามความเห็นประชาชนเกี่ยวกับเรื่องรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ประชามติคือการประลองกำลังของฝ่ายการเมืองว่าฝ่ายการเมืองที่เป็นพรรคสองขั้ว ทั้งประชาธิปัตย์ เพื่อไทย บวกด้วย นปช. กับฝ่าย กปปส. และประชาชนที่นิยมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

“ต้องดูว่าเมื่อกลายเป็นแบบนี้ ผลการลงประชามติ คือ การวัดความนิยมฝ่ายใดจะมีกำลังมากกว่ากัน ประชาธิปัตย์บวกเพื่อไทยบวก นปช. เป็นซีกหนึ่ง และ กปปส.บวกกลุ่มนิยม พล.อ.ประยุทธ์ อีกกลุ่มหนึ่ง”

สมชัยยังให้ความเห็นต่อประเด็นการมาใช้สิทธิของประชาชนจะสามารถพิสูจน์อะไรได้หรือไม่นั้น ไม่สามารถคาดการณ์หรือกะเกณฑ์ประชาชนได้ และไม่รู้ว่าสองขั้วการเมืองจะมีอิทธิพลโน้มน้าวจูงใจคนให้ออกมาใช้สิทธิได้มากน้อยเพียงใด ผลการทำประชามติถ้ามองเชิงหน้าที่ กกต.บอกได้เพียงว่าคนเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญมีเท่าไร แต่ผลการลงประชามติในเชิงการเมือง ถ้าไม่พูดในนาม กกต. มันคือการวัดพลังของสองขั้วนี้

“ทั้งสองฝ่ายคงต้องพยายามระดมคนให้เต็มที่อยู่แล้ว แต่ผมไม่เชื่อว่าจะโน้มน้าวให้คนออกมาใช้สิทธิได้อย่างถล่มทลาย มันเป็นการวัดหลายๆอย่าง เพราะผลการลงประชามติจะเป็นการวัดสองขั้ว ซึ่งภาคกลางไม่เกี่ยว และที่ไม่แสดงท่าที เพราะภาคกลางเป็นภาคที่ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น พรรคใหญ่สองพรรคเท่านั้นที่เคลื่อนไหว”

ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่รู้ว่าทั้งสองขั้วจะระดมคนได้มากน้อยแค่ไหน แต่ภาคกลางกับประชาชนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมีจำนวนเท่าไหร่ไม่รู้ และภาคกลางมีลักษณะมาในทางเห็นชอบด้วยซ้ำ แต่คนกลางไม่อยู่ในซีกใดซีกหนึ่ง อาจจะมีประมาณ 30-40% ของคนทั้งประเทศ เทไปทางไหนไม่รู้ การเทไปทางไหนจะเกิดผลในทางแพ้ชนะทันที

สมชัย ย้ำเสียงหนักแน่นว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายต้องการแสดงพลังในการไปโน้มน้าวถ้าทำภายใต้กรอบกฎหมายถือว่าไม่มีความผิด ส่วนตัวพยายามรักษากติกาว่าใครจะรณรงค์ก็ได้ ให้ใครไปเลือกยังไง ตัดสินใจ หรือโน้มน้าวจูงใจ ได้ทั้งหมด แต่ขออยู่ภายใต้กรอบกติกา คือ ไม่เท็จ ไม่หยาบคาย ไม่ปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

“ผมรักษากติกานี้มาโดยตลอด ฉะนั้นการให้สัมภาษณ์ทุกครั้ง ใส่เสื้อผิดไหม ไม่ผิด ติดป้ายหน้าบ้านผิดไหม ไม่ผิด โพสต์ในเฟซบุ๊กหรือตั้งสเตตัส ไม่ผิด บอกตลอดเวลา แต่ถ้าโพสต์ในสิ่งที่ผิดจากข้อเท็จจริง ผมบอกว่าผิด แต่ให้เอาออก แต่หากต้องการเดินรณรงค์ไม่ผิดกฎหมายผม แต่อาจจะไปเข้าข่าย คสช. เรื่องการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ส่วน กกต.ดูแค่ พ.ร.บ.ประชามติ ฉะนั้นไม่ผิดกฎหมายประชามติ”

สมชัย ยังได้วิเคราะห์ หากอยากให้เหตุการณ์ทุกอย่างไม่พัฒนาสู่ปัญหา ไม่ใช่ผลคะแนนที่มาลง แต่ขึ้นอยู่กับสปิริตของแต่ละฝ่าย ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะคะแนนต่างกัน 1-2 คะแนนไม่เกี่ยว คนมาใช้สิทธิมากน้อยไม่เกี่ยว พวกนั้นเป็นข้ออ้าง แต่ทั้งหมดไม่ได้มองจำนวนผู้มาใช้สิทธิ หรือจำนวนคะแนนที่ชนะกันมากน้อย แต่มองถึง “สปิริต” ผู้คนในแต่ละฝ่าย ว่ามีไหมที่จะยอมรับผลประชามติ แพ้เป็นแพ้

สมชัย ยังได้เปรียบเทียบให้เห็นภาพ เหมือนกับการแข่งกีฬา เมื่อแข่งแล้วผลออกมา แม้จะเกิดการตุกติกกันในเกมบ้าง กรรมการวางตัวไม่เป็นกลางบ้าง อะไรก็แล้วแต่สมมติ แต่เมื่อผลออกมาจบยอมรับ แล้วไปฟิตตัวแข่งใหม่ อยากให้ไปดูวอลเลย์บอลหญิง แพ้ก็แพ้ แต่แพ้แล้วคนปรบมือ อยากให้คิดแบบนั้น

อย่างไรก็ตาม สปิริตจะเกิดขึ้นต่อเมื่อถ้าฝ่ายรับชนะ ฝ่ายไม่รับยอมรับผลโดยไม่มีเงื่อนไข และถ้าฝ่ายไม่รับชนะ ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องยอมรับเอาความคิดประชาชนไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ในทิศทางที่ประชาชนต้องการ นี่คือสปิริต ไม่ใช่ว่าฝ่ายไม่รับชนะ รัฐบาลตามใจตัวเองร่างตามใจชอบ มันก็จะไม่จบ ซึ่งเป็นสปิริตที่ต้องเกิดขึ้นของแต่ละฝ่าย ซึ่งไม่รู้ว่าบ้านเมืองนี้จะมีสปิริตหรือไม่

“ผมคิดว่ายังมีสปิริตไม่มากเท่าที่ควร สังคมไทยยังไม่มีสิ่งนี้มากนัก ยังมองประโยชน์ตัวเองเป็นหลักมากกว่า ที่กล้าพูดแบบนี้ เพราะดูจากวิธีการนำเสนอแต่ละฝ่ายที่ออกมาในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมานี้ ทุกคนเอาแต่ได้ คืออะไรก็ตามที่พูดแล้วฝ่ายตัวเองเป็นประโยชน์ก็จะพูดทำนองแบบนั้น หรือเอาด้านที่เป็นบวกของตัวเองเข้ามาสนับสนุนตัวเอง ยกตัวอย่าง เวลาผมบอกว่าอะไรไม่ผิด แล้วผมบอกคนเดียวโดยไม่เป็นมติ กกต. เวลาเขาไปทำจะอ้างว่าอาจารย์สมชัยบอกไม่ผิด แล้วคุณมาบอกว่าผิดได้อย่างไร

พอเหตุการณ์ที่สอง อะไรก็ตามที่ผมบอกว่าผิด อันนี้แจกไม่ได้ ผิดกฎหมาย เป็นปัญหา ข้อความอันเป็นเท็จ เขาจะบอกว่าเป็นมติ กกต.หรือยัง เป็นความเห็นอาจารย์สมชัยคนเดียว ดังนั้น ไม่เชื่อ นี่คือตัวอย่างที่ให้เห็นถึงสปิริตที่ไม่เกิดขึ้นของกลุ่มคนต่างๆ ในเรื่องของดำเนินการออกเสียงประชามติ คือคิดเพียงแต่ประโยชน์ตัวเองฝ่ายเดียว ถามว่าสังคมไทยมีสปิริตต่างๆ ในเรื่องเหล่านี้แล้วหรือยัง คำตอบ คือ ยัง”

สมชัย ยังทิ้งท้ายฝากไปถึงข้าราชการว่าไม่สามารถโน้มน้าวจูงใจให้คนลงประชามติได้ หากเป็นเอกชน จะ YES หรือ NO ไม่ว่า แต่ถ้าเป็นข้าราชการต้องใช้ตำแหน่งหน้าที่ เช่น อาจารย์มหาวิทยาลัย แสดงจุดยืนไม่รับหรือรับได้ ไม่มีปัญหา จะโพสต์ในเฟซบุ๊กหรือทำท่ารับไม่รับได้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าเมื่อไหร่อาจารย์มหาวิทยาลัยไปเลกเชอร์ในห้องเรียน หรือไปออกข้อสอบทำให้เกิดการโน้มน้าวจูงใจคนในลักษณะจะต้องเป็นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งไม่สามารถทำได้ แม้กระทั่งนอกเวลาราชการ เพราะข้าราชการวางตัวไม่เป็นกลาง

“นายอำเภอ ผู้ว่าฯ ไปพูดในงานแต่งงานขอให้รับก็ผิด แต่ถ้าเป็นเอกชนไม่ได้จำกัดแบบนั้น เอกชนถ้าเป็นนักการเมืองจะโพสต์สเตตัสแบบไหน หรือชักชวนคนแบบไหนก็แล้วแต่ ตราบใดไม่กล่าวสิ่งเป็นเท็จ หรือใช้ถ้อยคำหยาบคายโน้มน้าวจูงใจ ถ้าไปพูดในตลาดเป็นเท็จ สื่อไม่นำเสนอก็ไม่เป็นไร หากว่าผ่านสื่อก็เป็นปัญหา หากคุณไปเดินตลาดใส่เสื้อโหวต YES หรือ NO แล้วปรากฏว่ามีการด่าทอเกิดขึ้นหรือรุมทำร้าย โต้เถียง มันจะกลายเป็นเรื่องก่อความวุ่นวาย ดังนั้น การเผยแพร่ข้อความเท็จ หยาบคาย ก้าวร้าวรุนแรง ปลุกระดม ผ่านสื่อทุกชนิดเพื่อโน้มน้าวจูงใจคนให้ไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งถือว่าผิด”

ห่วงโหวต “ฟรี” แต่ “ไม่แฟร์”

แม้จะพยายามเดินหน้าเพื่อทำให้ทุกฝ่ายเกิดความเข้าใจต่อตัวเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะ กกต.ต่อการเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายเห็นด้วยและเห็นต่างได้แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ ซึ่ง สมชัย บอกว่า ดีไซน์แรกที่ กกต.คิดดีกว่านี้เยอะ

สมชัย ระบุว่า การออกแบบแรกที่ กกต.เสนอเข้าไป ออกแบบให้มีการจดองค์กรที่ประสงค์รณรงค์ในสองซีก ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ให้ทุกจังหวัดเปิดรับองค์กรเหล่านี้ ไปจดและประกาศตัวเองว่าอยู่ซีกไหน โดยให้จดแบบนี้ทั้งประเทศ และ กกต.ยังได้เตรียมงบประมาณสนับสนุนให้แต่ละฝ่ายทั้งประเทศฝ่ายละ 50 ล้านบาท

ทั้งนี้ โดยให้องค์กรไปทำโครงการเสนอมาว่าจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น โปสเตอร์ ใบปลิว แผ่นพับ ทำคลิปวิดีโอเสนอผ่านทางยูทูบ หรือขึ้นคัตเอาต์ประชาสัมพันธ์อะไรก็ว่าไป จะ YES หรือ NO ก็แล้วแต่ ทำได้สองฝ่ายเท่าเทียมกัน แต่ต้องระบุชื่อหน่วยงานว่าทำโดยใคร ประกอบด้วยสมาชิกใคร ยังไงบ้าง เป็นดีไซน์แต่แรกของ กกต.

สมชัย ระบุว่า เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ตัดเนื้อหาดังกล่าวออกไป รวมถึงงบประมาณ 100 ล้านบาท เลยทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ วันนี้จึงดำเนินการในเงื่อนไขเท่าที่ถูกจำกัดภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ และหากถามว่าพอใจหรือไม่ ส่วนตัวตอบได้ว่ายังไม่พอใจ เพราะคิดว่ายังเป็นการทำประชามติซึ่งเสรีแต่ยังไม่เป็นธรรม ฟรีแต่ยังไม่แฟร์

เพราะเป็นภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ความจำเป็นทางการเมืองของประเทศไทย ว่าฟรีแต่ไม่แฟร์ เนื่องจากสังคมไทยยังไม่ใช่สังคมปกติ ถ้าเป็นสังคมปกติเหมือนประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั่วไป ถ้าทำแบบนี้ไม่แฟร์ แต่ภายใต้สังคมซึ่งอยู่ภายใต้รัฐประหารที่ต้องดูแลบ้านเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อย การปล่อยให้แฟร์อาจจะเกิดกระบวนการในการทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้น และทำให้บ้านเมืองกลับไปสู่ภาวะซึ่งหลายคนไม่ปรารถนา ดังนั้น ต้องยอมรับว่ากฎกติกาดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์ไม่ปกติของบ้านเมือง

ส่วนปัญหาเรื่องการฉีกบัตรรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนในขณะนี้ สมชัยมองว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ที่เจตนาไม่ทราบ แต่ในการจัดการเลือกตั้งทุกครั้ง บัญชีรายชื่อที่ไปติดตามหน่วยก็มีหลุด มีหาย มีฉีก เป็นปกติ แต่คราวนี้ทุกฝ่ายถูกกำชับในการต้องไปดูแลใกล้ชิดและต้องรายงานทันที ดังนั้น เมื่อเป็นในลักษณะนี้ทำให้กลายเป็นว่าเกิดขึ้นในหลายจุดทั่วประเทศ ซึ่งความจริงเป็นเรื่องธรรมดา

สมชัยยืนยันไม่พบเรื่องเจตนาจงใจการฉีกบัตร เพราะไม่เหมือนการเลือกตั้งที่มีลักษณะจงใจเยอะ เช่น หัวคะแนน ดึงไปทั้งใบเพื่อไปทำบัญชีรายชื่อในการแจกเงิน ซื้อเสียง ซึ่งพอเป็นประชามติในเจตนาทางการเมืองแทบจะไม่เห็น เพียงแต่หลายฝ่ายเกร็งกันมาก ต้องแจ้งความดำเนินคดีในทุกๆ เรื่อง

ส่วนเรื่องการดำเนินคดีกับเด็กก็เป็นเรื่องที่ต้องทำตามหน้าที่ กกต.รู้แจ้งความดำเนินคดี แต่ในชั้นอัยการก็ไม่ฟ้องอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำเลยก็จะผิดฐานละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ตำรวจเองก็เกร็งรายงานอย่างเข้มงวด แต่จริงๆ แล้วถ้าเป็นเรื่องไม่เจตนา หรือเป็นการกระทำโดยเด็กต่างๆ พอไปถึงขั้นตอนก็หลุดหมด

สมชัยยังได้อธิบายเหตุผลการแจกข้อมูลล่าช้า เนื่องจาก กกต.ได้ทำสัญญากับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ว่าจะต้องส่งเอกสารสองชิ้น คือ หนังสือแจ้งเจ้าบ้านกับ (บุ๊กเล็ต) หรือจุลสาร โดยให้ถึงมือเจ้าบ้านระหว่างวันที่ 18-22 ก.ค. อันนี้เป็นไปตามสัญญา ซึ่งวิธีการพิมพ์บุ๊กเล็ตจะนำไปวางที่ไปรษณีย์เป็นห่อๆ ทางเขต อำเภอ จะพรินต์หนังสือแจ้งเจ้าบ้าน แล้วยกเป็นตั้งไปที่ไปรษณีย์ แล้วไปรษณีย์ก็นำสองอย่างมาประกบกันแล้วส่งเจ้าบ้าน

ทั้งนี้ แต่วิธีการไม่ได้กำหนดในรายละเอียดว่าจะต้องแม็กหรือกิ๊บรวมกัน เพียงแต่บอกให้ส่งพร้อมกัน ดังนั้น แนวปฏิบัติของแต่ละไปรษณีย์จึงแตกต่างกันไป นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น บางไปรษณีย์ยอมทำงานเยอะในขั้นต้น เพื่อให้เกิดงานง่ายขั้นท้าย แต่บางไปรษณีย์ไม่ทำแบบนี้ คือ สบายขั้นต้น เลยกลายเป็นว่าตอนนี้มีสิ่งแตกต่าง คือบางบ้านได้หนังสือแจ้งเจ้าบ้าน แต่ไม่ได้บุ๊กเล็ต แต่บางบ้านได้สองอย่างพร้อมกัน ซึ่งตรงนี้เป็นอะไรที่ขาดการพูดคุยกันโดยละเอียดระหว่าง กกต.กับไปรษณีย์ เพราะข้อสัญญาเขียนไว้ว่าให้ส่งสองอย่างพร้อมกัน ไม่ได้บอกให้แม็ก แต่อย่างไรก็ตาม หนังสือแจ้งเจ้าบ้านส่งครบแน่นอน

ปฏิรูปลงคะแนนสู่ยุคดิจิทัล

ถือว่าครั้งแรกของ กกต.กับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ร่วมกับการทำออกเสียงประชามติ โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นรายงานผล ซึ่งสมชัย กล่าวอย่างมั่นใจว่า เป็นครั้งแรกในประเทศและยังเป็นประเทศแรกๆ ของโลกด้วย โดยจะใช้เป็นต้นแบบในอนาคตสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปอีกด้วย

สมชัย บอกว่า ความจริงยังมีอีกหลายอย่างยังไม่ได้โชว์ เพราะที่รู้กันแล้วมี 4 แอพพลิเคชั่น คือ ดาวเหนือ ตาสับปะรด ฉลาดรู้ประชามติ และ rapad report ซึ่งใช้รายงานผล ซึ่งมาจากที่ส่วนตัวมองว่าสามารถใช้เครื่องมือสื่อสารสมัยใหม่ที่ประชาชนมีอยู่แล้ว เช่น สมาร์ทโฟนในการสื่อสารกับ กกต.

นอกจากนี้ มองว่าถ้าเป็นฝ่ายอยากรู้ อยากได้อะไร แล้วให้ไอเดียต่างๆ เหล่านี้ไป ซึ่งเตรียมการเป็นปี มองตั้งแต่ปฏิวัติ ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ พัฒนาไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น แอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ” บอกหน่วยออกเสียงเลือกตั้งอยู่ที่ไหน

แอพพลิเคชั่น “ตาสับปะรด” เป็นเครื่องมือสอดส่องดูแลการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์และเที่ยงธรรม เป็นหูตาให้กับ กกต. แอพพลิเคชั่น “ฉลาดรู้ประชามติ” จะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ฉลาดเลือกผู้แทน” เพราะฉะนั้นข้อมูลที่อยู่ในแอพฉลาดเลือกผู้แทนก็คือว่า อยู่เขตไหน ใครเป็นผู้สมัคร ผู้สมัครมีประวัติยังไง

นอกจากนี้ อาจจะมีให้ข้อมูลกฎหมายเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ส่วนแอพพลิเคชั่น rapad report จะใช้เพื่อการรายงานผลการเลือกตั้งจริงๆ ซึ่งประเทศไทยใช้เป็นประเทศที่เท่าไหร่ของโลก ต้องบอกว่าแรกๆ แต่ก็มีประเทศอื่นใช้ เช่น สเปน แต่ของไทยได้ลดต้นทุนทั้งหมดรวมค่าแรงคนไม่เกิน 4 ล้านบาท

“แต่ของสเปนใช้เงิน 360 ล้านบาท แต่ก็ต้องยอมรับว่าของเรายังดีสู้เขาไม่ได้ ของเขา 3 ชั่วโมงจบจริงๆ รายงานผลได้ 99% และมีระบบสำรองหากเกิดขัดข้องขึ้นมาจะทำอย่างไร หรือหากเกิดเหตุผิดพลาดฉุกเฉิน เพราะฉะนั้น มันคนละสเกลงาน แต่ถ้าถามว่าเชิงผลที่เกิดขึ้นของเราก็ประมาณ 60-70% ไม่เท่าของเขา แต่ก็เป็นการเริ่มต้นในการดำเนินการเพื่อพัฒนาต่อไปในการเลือกตั้ง ถ้าเราทำได้ก็สร้างความเชื่อมั่นกับประชาชนได้ว่า ประชาชนจะรู้ผลอย่างรวดเร็ว”

สมชัย ยอมรับว่า แต่เลือกตั้งครั้งหน้าคงไม่ถึงขั้นไม่ต้องกาบัตร แม้จะมีเทคโนโลยีหลายตัวเข้ามาช่วยจัดการเลือกตั้ง แต่เรื่องการจดทะเบียนทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งช่วยให้คนนอกสิทธิเขตจังหวัดสามารถแจ้งความจำนงได้โดยไม่ต้องไปที่เขตและอำเภอ และมีความนิยมพอสมควรโดยเฉพาะคราวนี้มีถึง 1.5 แสนคน

“ตัวนี้เวลาเลือกตั้งจริงให้จดทะเบียนสำหรับคนไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ต้องการเลือกตั้ง เป็นการต่อยอดการเลือกตั้งทั้งล่วงหน้า นอกเขต นอกราชอาณาจักร เป็นโปรแกรมที่ต้องพัฒนาต่อไปสู่แอพพลิเคชั่นบนมือถือ แต่ครั้งนี้ยังต้องเข้าทางเว็บไซต์ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ Electing Risk Management (erm) ระบบจัดการความเสี่ยงเลือกตั้ง”

อย่างไรก็ดี ตอนนี้ erm ยังอยู่ในขั้นทดลองใช้ เพราะฉะนั้น ปัจจัยใช้ในการรายงานยังคงจำกัดอยู่แค่ 3 ตัว แต่การเลือกตั้งจริงอาจพัฒนาไปจนถึงขั้นเต็มสเกล อีกสองเรื่องที่ตั้งใจไว้ คือ ใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับการออกเสียงประชาชนในหน่วยที่มีความพร้อม ซึ่งตั้งธงว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะมีหน่วยที่มีความพร้อมในการใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ประมาณ 200 หน่วย จาก 9.5 หมื่นหน่วย

ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของประเทศไทยในการใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์เป็นครั้งแรก ซึ่งเตรียมการไว้ในการรองรับว่าจะเอาอุปกรณ์ที่ไหน จะมีการเตรียมระบบงานคนอย่างไร ถ้าเป็นไปตามแผน การเลือกตั้ง ปี 2560 ที่เกิดขึ้น จะมีหน่วยที่สามารถใช้เครื่องดังกล่าวเป็นทางเลือก ไม่บังคับ จะกาบัตรหรือไปกดปุ่มก็ได้ ซึ่งอยู่ในแผนการ และที่อยู่ในแผนการอีกเรื่อง ให้คนไทยในต่างประเทศได้ใช้อินเทอร์เน็ตโหวดดิ้ง คือ โหวตผ่านทางอินเทอร์เน็ต

สมชัย บอกว่า จะทำใน 2-3 ประเทศ ที่มีคนไทยในประเทศนั้นไม่มาก และสาเหตุเลือกประเทศที่มีคนไทยไม่มาก เพราะคะแนนที่เข้ามาจะได้ไม่มีผลกระทบ ถ้าทำประเทศใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกา ทำให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงพรรคนี้เป็นรัฐบาลเกิดขึ้น ก็จะวุ่นวาย ดังนั้น จะเป็นการนำร่องในประเทศที่มีความพร้อมและกกต.เลือก

ทั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง กกต. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ ในการทำเรื่องนี้ คิดว่าน่าจะทำเสร็จ และพยายามคิดว่าอะไรก็ตามที่ทำให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ และเกิดความสะดวกแก่ประชาชน ซึ่งตั้งใจทำออกมา ถ้าถามว่าทำยากหรือไม่บอกเลยว่ายากมากๆ

“ที่บอกว่ายากมากๆ ไม่ใช่เรื่องของเงินหรือเทคโนโลยี แต่เป็นในเรื่องของคน โดยเฉพาะการฝึกทัศนคติ ในการยอมรับเทคโนโลยี ซึ่งต้องยอมรับว่าคนของ กกต.ไม่คุ้นเคยไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยี ดังนั้น ไปผลักดันให้ใช้เทคโนโลยีจะเกิดการไม่เห็นด้วย ดังนั้น ความยากที่เกิดขึ้น เกิดจากที่เราทุบโต๊ะในหลายครั้งต้องทำให้ได้ ถ้าไม่ทุบโต๊ะทำงานไปเรื่อยๆ รอพนักงานเป็นฝ่ายพร้อมและเสนอจะไม่เกิดอะไรเปลี่ยนแปลง”

สมชัย บอกด้วยว่า ระหว่างที่อยู่ในหน้าที่ 5 ปีนี้ จะพยายามให้คน กกต.คุ้นเคยและใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เป็น และให้ประชาชนเกิดการยอมรับเทคโนโลยี สามารถเข้ามาใช้จัดการเลือกตั้งอย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นประโยคใหญ่สำคัญมาก เพราะคนไม่เชื่อเทคโนโลยี ไม่เชื่อว่าเช้ากดไปแล้วและตอนเย็นจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่

“เราอยากให้ประชาชนเกิดการยอมรับและเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพสูงกว่าอยู่แล้ว ความสะดวกสูงกว่า บัตรเสีย 0% แต่ความน่าเชื่อถือมันสร้างยาก ฉะนั้น ต้องค่อยสร้างความเชื่อถือกับประชาชน โดยทดลองเพื่อให้เกิดความสำเร็จในสเกลเล็กก่อนๆ เพื่อให้เกิดความสำเร็จและค่อยขยายออกไป ทุกเรื่องทำไปเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากขึ้น ประหยัดเงิน ความเสียหายต่างๆ ต้องน้อยลงกว่าเดิม”

สมชัย มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์อะไรมาขวางการทำประชามติ หากเป็นปัญหาบางพื้นที่ เช่น บางหน่วยเกิดภัยธรรมชาติ ไม่สามารถจัดการออกเสียงได้ กกต.สามารถประกาศเลื่อนการออกเสียงเฉพาะในหน่วยนั้นออกไปได้ เพราะเป็นอำนาจของ กกต. ถ้าหากเกิดการขัดขวางหรือเกิดเหตุจลาจลวุ่นวายในบางพื้นที่หรือจังหวัด ก็สามารถเลื่อนออกไปได้ในพื้นที่ดังกล่าว และการเลื่อนก็ขึ้นอยู่กับว่าจำนวนของหน่วยที่เกี่ยวข้องมีมากหรือน้อย

ทั้งนี้ หากว่ามากก็อาจจะมีผลกระทบต่อผลรวมคะแนนประชามติ แต่ถ้าน้อยก็ไม่เกิดผลการเปลี่ยนแปลงอะไร ดังนั้น ส่วนที่จัดนับคะแนนไป เมื่อนับคะแนนแล้ว ประมาณ 3-4 ชั่วโมง หลังจากปิดหีบก็สามารถเสนอผลได้อย่างไม่เป็นทางการให้แก่ประชาชนทราบเป็นการเบื้องต้นได้ ซึ่งผลรายงานดังกล่าวจะอยู่ที่ 95% ของหน่วยคะแนนออกเสียงทั้งหมด ไม่ได้รายงาน 100%

ถ้ากรณีผลรายงานไม่เป็นทางการ แพ้ชนะกันขาด เช่น ชนะเกินกว่า 1 ล้านคะแนนขึ้นไป ผลทางการไม่เปลี่ยน แม้จะมีบางหน่วยที่เลือกไม่เสร็จก็ไม่มีผลกระทบ แต่ถ้าชนะกันในหลักแสนไม่ถึงล้านคะแนน จะต้องรอผลเป็นทางการภายใน 3 วัน หลังจากปิดหีบ ซึ่งผลทางการ กกต.จะเป็นผู้รับรองความถูกต้อง ดังนั้น คนจะรอดูผลอย่างเป็นทางการเมื่อตัวเลขสูสี พลิกกลับไปมาได้ เพราะยังเหลืออีก 5%

สมชัย ยกตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งในสิงคโปร์ เวลารายงานไม่เป็นทางการตอน 23.00 น. แต่พอบอกพรรครัฐบาลชนะขาดแล้ว สส.รัฐบาลได้ไป 90% พรรคนี้ได้เป็นรัฐบาลแน่นอน ประชาชนก็ไม่สนใจคะแนนเป็นทางการ เพราะถือว่าจบแล้ว

สมชัย บอกว่าการรายงานผลนับคะแนนลงประชามติน่าจะไม่เกิน 21.00 น. ซึ่งตั้งใจอยากให้จบเวลา 19.00 น. เพราะเดิมคิดว่ารายงานผลเสร็จภายใน 3 ชั่วโมง แต่เท่าที่ตรวจสอบกับเจ้าหน้าที่แล้ว การนับคะแนนมีสองประเภท โอกาสถูกทักท้วงจากการวินิจฉัยบัตรดีและบัตรเสียต่างๆ จะเกิดขึ้น

“เราคาดว่าหนึ่งหน่วยอาจใช้เวลานับประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วทยอยรายงานเข้ามา หากโชคดี 19.00 น. สามารถรายงานได้ แต่ถ้าช้าไม่น่าจะเกิน 20.00-23.00 น. น่าจะปิดจ๊อบได้”

 

เปลือยชีวิตสุดอาภัพของแท็กซี่ดวงซวย “ชรินทร์ ช้ำเกตุ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2559 เวลา 18:28 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/445437

เปลือยชีวิตสุดอาภัพของแท็กซี่ดวงซวย "ชรินทร์ ช้ำเกตุ"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล  / ภาพ…ภัทรชัย ปรีชาพานิช

ดวงตาใสๆ รอยยิ้มซื่อๆ คำพูดคำจาอ่อนน้อม จริงใจ ไร้เล่ห์เหลี่ยม ชวนให้รู้สึกได้ทันทีว่า ชายผู้นี้เป็นคนไม่มีพิษมีภัยกับใคร

แต่ไม่น่าเชื่อว่า ชายหนุ่มสู้ชีวิตผู้ตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินสุจริตเลี้ยงลูกเมีย กลางวันเป็นพนักงานโรงแรม กลางคืนหาลำไพ่พิเศษด้วยการขับแท็กซี่มิเตอร์ จะต้องประสบกับโชคร้ายแสนสาหัสหลังตกเป็นข่าวครึกโครมเมื่อปี 2555 ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ร้ายปล้น-ข่มขืนผู้โดยสาร ถูกสังคมประณามสาปแช่ง ต้องติดคุกฟรีถึง 9 วัน

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดในอีก 4 ปีถัดมา หลังทิ้งฝันร้ายแต่หนหลังไว้กับอดีต เริ่มต้นชีวิตใหม่หวนกลับมาขับแท็กซี่อีกครั้ง กลับเจอวัยรุ่นใช้มีดแทงคอชิงทรัพย์ ทว่ารอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์

วันนี้เขาเลิกขับรถแท็กซี่อย่างถาวร แต่ยังต้องเผชิญกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน

นี่คือเรื่องราวชีวิตของ ชรินทร์ ช้ำเกตุ อดีตโชเฟอร์แท็กซี่ ผู้ที่ถูกมองว่าเป็น “คนดวงซวย”

ชีวิตต้องสู้…จากกรรมกรก่อสร้างสู่พนักงานโรงแรม

ชีวิตของเขาต้องทำงานคลุกฝุ่นคลุกดิน อาบเหงื่อต่างน้ำมาตลอด

ชรินทร์ ช้ำเกตุ เกิดที่อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ฐานะครอบครัวยากจนข้นแค้น ต้องเช่านาคนอื่นทำ มีเพียงกระต๊อบมุงจากหลังเดียวไว้เป็นเรือนนอน เรียนจบถึงชั้นม.1ต้องออกกลางคัน เพราะพ่อแม่ที่ไม่มีเงินส่งเรียนต่างอำเภอ สุดท้ายตัดสินใจออกมาช่วยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

“อายุได้ 13-14 ปี ก็มาเป็นกรรมกรในแคมป์ก่อสร้างที่สมุทรสาคร ขนไม้ แบกอิฐ ผสมปูน ผูกเหล็ก ได้ค่าแรงวันละ 50 บาท ใจก็คิดอยากก้าวหน้า ขอเรียนเป็นช่างไม้ ช่างปูน ช่างเชื่อมซื้อกระทิงแดงแลกเป็นค่าวิชา จนกระทั่งต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นช่าง ขยับเป็นหัวหน้าช่าง เงินเดือน 130 บาท แต่พ่อผมเกิดทะเลาะกับโฟร์แมนเลยต้องโดนไล่ออกมาจากแคมป์”

อพยพครอบครัวมาเช่าบ้านอยู่แถวรามคำแหง ชรินทร์ในวัย 20 ปีบริบูรณ์ ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิต จึงไปสมัครเข้าคอร์สอบรมบุคลิกภาพ จากเด็กบ้านนอกตัวดำๆ ขี้อาย เริ่มกล้าพูดกล้าแสดงออก มั่นใจในตัวเอง ต่อมาสมัครทำงานในธุรกิจขายตรงซึ่งกำลังบูมสุดขีด แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เบนเข็มไปเป็นทำงานร้านเช่าวีดีโอ ทำเพียงได้ปีเศษต้องประสบกับวิกฤติฟองสบู่แตกปี 2540 บวกกับกระแสวีซีดีเข้ามา สุดท้ายเจ๊งไม่เป็นท่า

จากนั้นไปเป็นยามที่โรงแรมไดนาสตี้ ซอยรามคำแหง 35 ใส่เครื่องแบบเต็มยศ โบกรถ เฝ้าตึก เพราะรักความก้าวหน้าอีกนั่นแหละ เห็นว่าเจ้าของโรงแรมเป็นคนจีน มีแขกชาวจีนมาพักเยอะ จึงไปหาหนังสือสอนภาษาจีนมาอ่าน หัดท่องจำทุกวันจนพอสื่อสารได้ วันหนึ่งผู้จัดการโรงแรมเดินผ่านมาเห็นผมกำลังสื่อสารกับแขก เขาเข้ามาตบบ่าชมว่าดีมาก อยากเป็นพนักงานโรงแรมไหม อีกสามสัปดาห์ต่อมามีคำสั่งให้ผมย้ายมาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในโรงแรม ใส่สูท ผูกไทด์เท่ๆ ทำได้ 2 ปีก็ย้ายมาโรงแรมชื่อมิดเดิ้ลอีสต์ซาฮาร่า ย่านสุขุมวิท ทำหน้าที่พนักงานคอมพิวเตอร์ธุรการ ที่นี่ทำนานถึง 15 ปี ตอนนั้นอายุ 35 มีเมีย ลูกอีกหนึ่ง รู้สึกว่าเงินเดือนน้อยไม่พอเก็บ ไม่มีเงินก้อน จึงคิดหารายได้เสริม มีคนแนะนำให้ไปดาวน์รถแท็กซี่มือสองมาขับหลังเลิกงาน ผมขับตั้งแต่หกโมงเย็นถึงเที่ยงคืน ชอบนะ มีอิสระ ทำมากได้มากทำน้อยได้น้อย ขับได้ปีเศษกำลังมีความสุข ไม่นึกเอะใจเลยว่าจะเกิดเรื่องร้ายๆขึ้นกับตัวเอง

น้ำเสียงขาดห้วนไปดื้อๆ ถอนหายใจยาว มือทั้งสองข้างถูไปมาอย่างคนตื่นกลัว

ชรินทร์ ช้ำเกตุ เมื่อครั้งไปออกรายการเรื่องเด่นเย็นนี้หลังได้รับอิสรภาพ

 

อนาคตดับวูบ…ตกเป็นแพะคดีปล้นข่มขืน ติดคุกฟรี 9 วัน 

วันที่เปลี่ยนชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าเขาจำได้แม่นยำไม่มีวันลืม

“วันที่ 1 ก.ค.2555 เป็นวันอาทิตย์ขณะกำลังนั่งรถไปทำบุญที่จ.ชัยนาท ก็มีเพื่อนโทรเข้ามาบอกว่า ตำรวจสน.ลาดกระบังแจ้งว่า รถแท็กซี่ของผมไปก่อเหตุหลายคดี ทั้งปล้นทรัพย์ ข่มขืน กักขังหน่วงเหนี่ยว พยายามฆ่า รู้สึกเฉยๆนะ ตลกด้วยซ้ำ ยังบอกไปเลยว่าโอ๊ย ไม่ใช่แล้ว ผิดคนมั้ง (หัวเราะ) ตำรวจถามว่าผมอยู่ไหน เลยตอบไปว่าอยู่ชัยนาทครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเข้าไปที่สน.เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ตอนนั้นไม่กลัวเลย ปกติมาก เพราะรถก็จอดอยู่ที่บ้านตลอด พยานก็มีเยอะแยะ รุ่งขึ้นนั่งแท็กซี่ไปโรงพัก ตำรวจสอบสวนนานมาก พอถึงขั้นตอนชี้ตัวปรากฎว่าผู้เสียหายทุกคนชี้ตัวผมหมด

จุดเปลี่ยนชีวิตเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น ผมเริ่มเอะใจ ไม่เคยเห็นหน้าผู้เสียหายเหล่าเลยสักคน แต่ทำไมทุกคนชี้มาที่เราหมด คนนี้แหละใช่ คนนี้แหละค่ะที่ข่มขืนหนู ร้องไห้ด้วย งงมาก ตอบปฏิเสธไปว่าผมไม่ได้ทำ ตอนนั้นไม่รู้ว่าต้องเรียกทนาย ไม่รู้ขั้นตอนกฎหมาย สุุดท้ายผมกลับเป็นผู้ต้องหา เขาพาไปอีกห้องมีโต๊ะแถลงข่าว นักข่าวมารอเป็นร้อย แสงแฟลชวูบวาบไปหมด นายตำรวจคนหนึ่งเดินเข้ามาด่าผมหยาบๆคายๆ เงื้อมือทำท่าจะตบ ตอนนั้นผมนิ่งมาก เพราะคิดอะไรไม่ออก มึนตึ้บไปหมด นักข่าวถามอะไรมาก็ตอบอย่างเดียวผมไม่ได้ทำครับ แต่ในหัวคิดตลอดเวลาว่าแล้วจะทำยังไง ทนายก็ไม่มี กฎหมายก็ไม่รู้ ญาติผู้ใหญ่ที่จะมาสู้กับเขาก็ไม่มี สุดท้ายโดนส่งตัวไปฝากขังที่เรือนจำ

ชรินทร์ เล่าว่า 9 วันที่อยู่ในคุกถือเป็นประสบการณ์เลวร้ายไม่ต่างจากตกนรก

ผมรับสภาพตัวเองไม่ได้ ไม่ได้ทำผิดแต่กลับถูกตัดสินจำคุก กินข้าวไม่ลง ป่วยเป็นไข้ ทุกวันจะไปยืนเกาะลูกกรงหน้าหอกระจายเสียงรอให้เรียกชื่อเราว่าญาติมาเยี่ยม วันไหนมีคนมาเยี่ยมก็เหมือนต่อชีวิตไปได้อีกวัน วันไหนไม่มาก็ไปแอบร้องไห้คนเดียวจนเพื่อนนักโทษต้องมาปลอบ ผมเกือบจะฆ่าตัวตาย เพราะไม่อยากเป็นภาระใคร กราบศาลพระภูมิ กราบแผ่นดิน ฝากพระแม่ธรณีว่าช่วยไปจับคนร้ายตัวจริงด้วยเถิด ช่วงอยู่ในคุก พี่ชายวิ่งเต้นหาหลักฐาน ได้คลิปวีดีโอมีภาพเราตอนไปทำบุญที่วัดอัมพวัน วัดปากคลองมะขามเฒ่า ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านแทบจะมาเป็นพยานให้ แต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ช่วยอะไรเลย ผมน้อยใจกระบวนการยุติธรรมเหมือนกัน น้อยใจการสอบสวนของตำรวจต้นเหตุที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ เมียมาเยี่ยมบอกว่าเพื่อนบ้านหนีหน้า บางคนไม่ยอมให้ลูกมาเล่นกับลูกเรา เพราะพ่อมันเป็นโจร โอ้โห เจ็บปวดที่สุดในชีวิต ถ้าเป็นเราทนได้อยู่แล้ว แต่นี่ครอบครัวเราโดนหางเลขไปด้วย ทั้งที่เขาไม่เกี่ยว

โชคชะตาไม่โหดร้ายจนเกินไปนัก ความยุติธรรมมีจริงแม้จะมาช้า หลังจากนั้นไม่กี่วัน เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายตัวจริงได้ เนื่องจากย่ามใจก่อเหตุซ้ำ จึงเร่งเดินเรื่องยกฟ้อง ก่อนนำตัวผู้บริสุทธิ์ออกจากเรือนจำโดยเร็วที่สุด

“วันสุดท้ายที่อยู่ในคุก ประมาณทุ่มนึง เขาประกาศรายชื่อคนที่จะได้ออก พอได้ยินชื่อชรินทร์ ช้ำเกตุเท่านั้นแหละ ผมกระโดดตัวลอยเลย วันนั้นตำรวจนายหนึ่งขับรถไปรับที่เรือนจำ เขาขอโทษที่ปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดและขอร้องว่าอย่าฟ้องกลับ ผมคิดตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าคุกแล้วว่า จะไม่ขอฟ้องร้องใครทั้งสิ้่น ขอแค่อิสรภาพกลับไปหาครอบครัว กลับทำมาหากินไปวันๆเท่านั้นพอแล้ว ไม่อยากได้เงินใครเพราะมันเป็นเงินบาป คิดเสียว่าเป็นกรรมของตัวเอง เราชดใช้หมดแล้ว ส่วนใครทำกรรมกับเราไว้ เขาก็ต้องไปชดใช้ของเขาเอง ไม่เกี่ยวกับเราแล้ว

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลขณะนั้น ตั้งโต๊ะแถลงข้อเท็จจริง พร้อมมอบเงินส่วนตัวจำนวน 20,000 บาทเป็นการเยียวยาชดเชย

พอเห็นหน้าลูกเมีย พ่อแม่พี่น้อง เหมือนตายแล้วเกิดใหม่ เหมือนได้ชีวิตใหม่กลับคืนมาอีกครั้ง มีคนยุให้ฟ้อง ผมบอกไม่เอาแล้ว จบดีกว่า มีผู้เสียหายที่ชี้ตัวเราหลายคนโทรมาขอโทษ อยากจะนัดเจอ จะเลี้ยงข้าว จะให้เงิน ผมให้อภัยทุกคน ไม่โกรธอาฆาตแค้น แต่อย่ามาเจอกันเลยดีกว่า ขอให้เรื่องราวทุกอย่างจบเพียงเท่านี้”

พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.สมัยนั้น มอบเงินส่วนตัวจำนวน 20,000 บาทเพื่อเยียวยาผู้เสียหายตกเป็นแพะ ติดคุกฟรี 9 วัน

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด…ถูกแทงคอเกือบตาย สุดท้ายตัดสินใจเลิกอาชีพแท็กซี่

เมื่อกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ปรากฎข่าวสะเทือนขวัญกลางกรุง เมื่อแก๊งวัยรุ่นชายสองคนก่อเหตุใช้มีดแทงคอโชเฟอร์แท็กซี่เพื่อหวังชิงทรัพย์ สุดท้ายถูกจับกุมได้ ผู้ต้องหาทั้งคู่อายุเพียง 13 และ 14 ปีเท่านั้น

ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ โชเฟอร์แท็กซี่เคราะห์รายมีชื่อว่า ชรินทร์ ช้ำเกตุ … แท็กซี่ดวงซวยคนนั้นนั่นเอง

“หลังออกจากคุก ผมถอดใจแล้วว่าคงไม่กลับมาทำอาชีพนี้อีก เพราะรายได้ก็ไม่ได้เยอะอะไรมาก ไหนจะค่าแก๊ส ค่าซ่อม ไหนจะความเครียด แต่พี่ชายเขายุให้กลับมาขับ เพราะงานอิสระ เลือกขับรถช่วงเวลาหัวค่ำหน่อยก็ไม่น่ามีอะไรน่าห่วง ผมจึงไปเช่าแท็กซี่มาขับได้ 2 อาทิตย์ ความอุ่นใจเริ่มกลับมา แต่ที่ไหนได้รอบนี้หนักกว่ารอบที่แล้วอีก เล่นเอาเกือบตาย”ชรินทร์หัวเราะขมขื่นให้กับชะตาชีวิตของตัวเอง

ดึกดื่นคืนนั้น โชเฟอร์คนซื่อรับผู้โดยสารวัยรุ่นชาย 2 คน จากแยกเทพารักษ์ สมุทรปราการ เพื่อไปส่งที่ซอยสุขุมวิท 62 ด้วยความที่ไม่เคยปฏิเสธผู้โดยสาร บวกกับนิสัยมองโลกในแง่ดี วัยรุ่นสองรายนี้ยังเป็นแค่เยาวชน ไร้วี่แววโจร จึงขับรถอย่างสบายใจ … แต่เขาคิดผิดมหันต์

ตอนนั้นผมสังเกตเห็นว่าพวกเขาเอียงคอคุยกันซุบซิบๆ แต่ก็ไม่เอะใจ พอถึงจุดหมายเป็นซอยเปลี่ยว คนหนึ่งบอกเพื่อนว่า เดี๋ยวมาแป๊บนึง เข้าไปเอาเงินก่อน แล้วเปิดประตูลงไป สัญชาตญาณคนขับแท็กซี่ก็ต้องมองกระจกข้างว่าอยู่บ้านหลังไหน จะชิ่งค่าโดยสารเราหรือเปล่า จังหวะเอี้ยวคอไปมองอีกคนก็แทงเข้ามา เลือดพุ่ง ชาไปหมด เขาแทงซ้ำ ผมเอามือปัดตะโกนร้องขอชีวิตว่าจะเอาอะไรให้หมดเลย ให้เงินสดไป 400 เขาจะเอากุญแจ เราก็บิดกุญแจยื่นให้ แต่จังหวะนั้นก็เอื้อมไปปลดล็อคแล้ววิ่งหนีลงจากรถ เอามือปิดคอห้ามเลือดไว้ด้วย จนมีคนมาช่วยพาไปส่งโรงพยาบาล

ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด หลังถูกแทงด้วยอาวุธมีดเข้าที่ลำคอหวังชิงทรัพย์

แม้เสียเลือด แต่คมมีดที่ทิ่มแทงเข้าไปในลำคอไม่ลึกมาก โชเฟอร์หนุ่มรอดตายราวปาฏิหาริย์

“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะถามเขาว่า ทำไมต้องถึงขนาดเอาชีวิตกันด้วย เขารู้ไหมว่าผมมีครอบครัว มีพ่อแม่ลูกเมียต้องดูแล ทำไมไม่จี้เอาเฉยๆ ผมก็ให้หมดทุกอย่าง เงิน โทรศัพท์ แม้แต่รถก็เอาไปเถอะ ทำไมต้องฆ่ากันด้วย คนขับแท็กซี่ก็ไม่ได้มีเงินติดตัวเยอะแยะมากมายอะไรเลย ตอนนั้นมีคนกันเยอะว่า ทำไมแกซวยจังวะ ดวงซวยเหลือเกิน เจ้านาย พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูง ลูกเมีย ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าให้เลิกขับแท็กซี่เหอะ เราคงไม่ถูกโฉลกกับอาชีพนี้ จะหยิบจับอะไรก็เจอแต่เรื่องไม่ดีถึงขั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอด ผมก็คิดว่าน่าจะจริง เลยคิดว่าครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะขับแท็กซี่ เพราะครั้งหน้าเราอาจไม่รอด

ในที่สุด ชายหนุ่มผู้ทำมาหากินสุจริตด้วยการขับแท็กซี่ก็จำต้องยุติอาชีพนี้ลงอย่างน่าเศร้า

รอยแผลเป็นที่ลำคอยังเด่นชัด เช่นเดียวกับรอยแผลทางจิตใจที่ยากจะเยียวยา

 

อุทาหรณ์สอนใจสังคมไทย…แม้น้อยใจชะตาชีวิตแต่ไม่คิดเลิกทำดี

ปัจจุบัน ชรินทร์หันมาช่วยพี่ชายขายก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง เครื่องดื่ม ชา กาแฟอยู่ภายในศูนย์อาหารของอาคารริชมอนด์ สุขุมวิท 26 ภายใต้ความหวังว่าวันข้างหน้าอยากจะเปิดแผงขายอาหารเล็กๆของตัวเองบ้าง

วันนี้ครบรอบ 4 ปีของเหตุการณ์ตกเป็นแพะ และหนึ่งเดือนที่รอดชีวิตจากการถูกปล้น รอยแผลเป็นที่คอยังเห็นเด่นชัด เช่นเดียวกับรอยแผลในหัวใจที่ยังคงฝังแน่น

“การที่เราตกเป็นข่าวใหญ่ ความซวยของเราก็มีข้อดีเหมือนกัน อย่างน้อยก็ทำให้สังคมรู้ว่า อาชีพแท็กซี่นั้นมีความเสี่ยงอันตราย ผมอยากให้พี่น้องแท็กซี่ทุกคนตื่นตัว รู้จักระมัดระวังตัวกันเอาไว้บ้าง ของพวกนี้มันเผลอไม่ได้ ทุกคนก็มีคนข้างหลังรออยู่ แต่ถึงจะระวังตัวที่สุดอย่างผมยังพลาดได้ บางทีผมอาจมองโลกแง่บวกเกินไป คิดว่าโลกนี้ไม่มีใครเลว คงไม่มีใครทำร้ายเราหรอก เพราะผมไม่เคยทำร้ายใคร ดังนั้นสิ่งร้ายๆคงไม่น่าเกิดกับเรา แต่มันก็เกิดจนได้ ผมอยากให้ชีวิตของผมเป็นบทเรียนให้แก่สังคมว่า อย่าให้ใครต้องตกเป็นแพะอีก”

ความทรงจำเลวร้ายที่ผ่านมาในชีวิต ชรินทร์มองว่าอาจเป็นเรื่องเวรกรรมที่ต้องชดใช้ จากนั้นก็เร่งทำความดีต่อไป

ผมพยายามคิดในแง่บวกว่า มันอาจจะเป็นเคราะห์กรรมของเรา เราอาจไปทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องชดใช้ไปให้หมด ต่อจากนี้ไปสิ่งดีๆมันคงเข้ามาบ้าง เราทำงานสุจริต ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว ขับแท็กซี่ก็ขับปลอดภัย ไม่หวาดเสียว สุภาพกับผู้โดยสาร ไม่เคยปฏิเสธเลยสักครั้ง ใครรถเสีย มีปัญหาก็จอดช่วยหมด ก็ได้แต่หวังว่าหลังจากเจอเรื่องร้ายๆมาหนักๆ ก็น่าจะมีสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิตบ้าง

อดีตแท็กซี่หนุ่มผู้อาภัพ สารภาพจากก้นบึ้งของหัวใจว่า บ้างครั้งรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง น้อยใจโชคชะตา แต่ความคิดที่จะทำมาหากินสุจริต เป็นพลเมืองดีของสังคมนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ชีวิตต้องพานพบกับโชคร้าย แต่เขาจะยังทำดีต่อไป ด้วยเชื่อว่าสักวันคงได้ดี

วันนี้ อดีตโชเฟอร์แท็กซี่หนุ่มผันตัวมาขายก๋วยเตี๋ยว ข้าวราดแกง ด้วยหวังว่าวันหน้าอยากจะเปิดแผงขายอาหารเล็กๆ

 

 

พ.ต.สมพงษ์ สุขสงวน “ช่วยคนคือความสุข”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 กรกฎาคม 2559 เวลา 19:19 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/445228

พ.ต.สมพงษ์ สุขสงวน "ช่วยคนคือความสุข"

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การได้เห็นคนที่เรารักต้องจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งของปุถุชนทั่วไป แม้ว่าจะเข้าใจดีว่าคนเรานั้นมีเกิด ก็ต้องมีแก่ เจ็บ และตายเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับบางคนแล้วเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์จริง ก็มิอาจทำใจได้

พ.ต.สมพงษ์ สุขสงวน ประธานบริษัท กานต์นิธิ เอวิเอชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจสายการบินกานต์แอร์ เป็นคนหนึ่งที่เคยเผชิญเหตุการณ์ความทุกข์ที่เกิดจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก แต่สำหรับเขาไม่ได้เก็บสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงความทุกข์ที่ฝังใจอย่างเดียว แต่เขาใช้ความทุกข์ครั้งนั้นเป็นพลังเพื่อทำดีด้วยการให้โอกาสผู้อื่นไม่ต้องเผชิญความทุกข์แบบที่เขาเคยเจอมา

พ.ต.สมพงษ์ เล่าว่า เขามีพี่น้อง 4 คน วัยเด็กอาศัยอยู่บ้านซึ่งห่างไกลตัวเมือง จ.พัทลุง วันหนึ่งน้องสาวเขาป่วย กลางวันได้เห็นพ่อต้องแบกน้องไปขึ้นรถสาธารณะเพื่อเข้าไปยังโรงพยาบาลในตัวเมือง จากนั้นตกกลางคืนพ่อก็แบกน้องกลับมาโดยที่น้องไม่มีลมหายใจอีกแล้ว เป็นภาพที่เขาจำติดตาไม่เคยลืม และรู้สึกว่าชีวิตคนคนหนึ่งต้องจากไปก่อนวัยอันควร ส่วนหนึ่งก็เพราะกว่าจะเดินทางไปหาหมอนั้นยากลำบากมาก หากอนาคตมีโอกาสช่วยชีวิตคนได้เขาก็จะทำ เพราะไม่อยากเห็นใครต้องเจอกับเรื่องเศร้าแบบที่เขาเจออีก

ในที่สุด พ.ต.สมพงษ์ ก็ได้ทำอย่างที่ตั้งมั่นไว้ เมื่อเขาได้ขอใบอนุญาตเปิดสายการบินกานต์แอร์ เมื่อ 5 ปีก่อน นอกจากการบินเชิงพาณิชย์แล้วระหว่างทางของธุรกิจหากมีสถานการณ์ฉุกเฉินในเส้นทางบินที่มีอยู่ กานต์แอร์ก็จะมีส่วนได้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศ มีทั้งที่ญาติผู้ป่วยโทรศัพท์มาติดต่อเองโดยตรงกับทางสายการบิน และอีกกรณีที่กานต์แอร์ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ดำเนินการโดยคิดค่าบริการเครื่องบินในอัตรา 3.8 หมื่นบาท ซึ่งถูกมากเมื่อเทียบกับอัตราค่าบริการเช่าเครื่องบินส่วนตัว (ไพรเวท เจ็ต) ซึ่งจะมีขั้นต่ำอยู่ที่ 8 หมื่นบาท/ชั่วโมง

ขณะที่ 2 ปีที่ผ่านมา สายการบินกานต์แอร์ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการรับส่งเวชภัณฑ์ให้ฟรีในเที่ยวบินที่มีอยู่ พร้อมกับรับผู้ป่วยส่งตัวขึ้นเครื่องฟรีวันละ 2 ที่นั่ง และ 1 ปีที่ผ่านมาก็เพิ่งเพิ่มบริการรับส่งนมแม่ฟรีด้วย

“สาเหตุที่เราช่วยรับส่งผู้ป่วยทั้งแบบฟรีหรือแบบที่ญาติผู้ป่วยออกค่าใช้จ่ายบางส่วน ก็เพราะว่าในเส้นทาง จ.แม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่ หากเดินทางด้วยรถจะต้องใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมง และการเดินทางลำบากมาก น้องสาวของผมก็ต้องเสียชีวิตเพราะเดินทางไปรักษาพยาบาลลำบาก ถ้าช่วยคนได้ผมก็อยากช่วย ซึ่งก็ทำแบบเป็นทางการมา 2 ปีแล้วในการให้ที่นั่งฟรี 2 ที่นั่งสำหรับเที่ยวบินที่ใช้เครื่องบินใบพัดเอทีอาร์ 66 ที่นั่ง ถ้ามีผู้ป่วยใน จ.แม่ฮ่องสอน ที่มีใบรับรองแพทย์ว่าจะต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลใน จ.เชียงใหม่ หรือมีใบนัดพบแพทย์ชัดเจน ส่วนก่อนหน้าที่จะทำแบบไม่เป็นทางการใช้เครื่องบินคาราแวน 6 ที่นั่ง รับส่งผู้ป่วยกรณีฉุกเฉิน”

พ.ต.สมพงษ์ เล่ากรณีส่งผู้ป่วยทางอากาศที่ประทับใจและสะเทือนใจในเวลาเดียวกันให้ฟังว่า ครั้งนั้นเป็นการนำผู้ป่วยจาก อ.ปาย ไปส่งที่ จ.เชียงใหม่ โดยน้องที่สำนักงานโทรศัพท์มาแจ้งว่ามีผู้หญิงอายุ 25 ปี ทำงานอยู่รีสอร์ทประสบอุบัติเหตุและจำเป็นต้องส่งตัวทางอากาศไปยังโรงพยาบาลใน จ.เชียงใหม่ แต่เมื่อขอไปยังกรมการบินพลเรือนในเวลานั้นกลับไม่ได้รับอนุญาตด้วยเหตุผลว่าต้องขออนุญาตบินล่วงหน้า 3 วัน เมื่อทราบเรื่องจึงโทรศัพท์ไปหาเจ้าหน้าที่กรมการบินพลเรือนให้ช่วยพิจารณาอีกครั้ง เพราะเป็นกรณีผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุที่ต้องย้ายฉุกเฉินไปรักษาใน จ.เชียงใหม่จริงๆ โดยขอให้ลองคิดว่าถ้าผู้ป่วยคนนั้นเป็นญาติเจ้าหน้าที่จะให้รอถึง 3 วันไหม ในที่สุดก็ได้รับอนุญาต ทว่าหลังย้ายผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาลใน จ.เชียงใหม่ ผู้ป่วยคนนั้นก็เสียชีวิตใน 3 ชั่วโมงถัดมา โดยเจ้าของรีสอร์ทเป็นผู้โทรศัพท์มาขอบคุณที่ช่วยเหลือพร้อมกับแจ้งข่าวร้ายนั้น

อย่างไรก็ตาม หลังมีการเผาศพผู้เสียชีวิต 5-6 วันถัดมา น้องสาวผู้เสียชีวิตก็โทรศัพท์มาหาผมพร้อมบอกว่า ขอบคุณมากที่ทำให้ความฝันของพี่สาวเป็นจริงก่อนจากโลกนี้ไป เพราะพี่สาวเธอฝันมานานแล้วว่าอยากนั่งเครื่องบิน และอย่างน้อยแม้การย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทางอากาศครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เธอรอดชีวิต แต่ก็ทำให้ความฝันเธอเป็นจริงได้ก่อนถึงวาระสุดท้าย

นอกจากนั้น มีอีกหลายกรณีที่ผู้ป่วยรอดชีวิตได้เพราะได้รับการย้ายฉุกเฉินทางอากาศหรือการขนส่งเวชภัณฑ์ผ่านกานต์แอร์ ซึ่ง พ.ต.สมพงษ์ ระบุว่า การช่วยคนเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุข ได้เห็นคนที่เกิดอุบัติเหตุมา หรือมีอาการเส้นเลือดในสมองแตกต้องรีบหาหมอ เมื่อเราช่วยได้ก็รู้สึกดีใจที่เขาไม่ต้องเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต

ที่สำคัญ พ.ต.สมพงษ์ เชื่อว่า สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงทำให้เขามีความสุขเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีมาถึงธุรกิจกานต์แอร์ด้วย ทุกวันนี้แม้มีสายการบินใหญ่ๆ รายอื่นมาเปิดบินเส้นทางแม่ฮ่องสอน แต่อัตราบรรทุกผู้โดยสารต่อเที่ยวบิน (โหลดแฟกเตอร์) ของกานต์แอร์เส้นทางแม่ฮ่องสอนก็ยังดีอยู่ ไม่ได้รับผลกระทบ เชื่อว่าน่าจะเป็นอานิสงส์จากการช่วยคนด้วยความจริงใจ เต็มที่ และไม่เอาเปรียบลูกค้า ทำให้คนในพื้นที่พร้อมอุดหนุนอยู่เสมอ

การได้พบเหตุการณ์เลวร้ายกับตัวเองมาแล้ว และไม่ต้องการเห็นคนอื่นต้องทุกข์แบบเดียวกับที่ตัวเองต้องเจอ นี่แหละคือแรงบันดาลใจสำคัญของ พ.ต.สมพงษ์ ที่ทำธุรกิจการบินโดยไม่ได้คิดแค่เพียงเรื่องธุรกิจอย่างเดียวเท่านั้น

 

เปลี่ยนทัศนคติในการออม “คนไทยต้องแก่อย่างมีคุณภาพ” เจษฎา สุขทิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2559 เวลา 20:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444785

เปลี่ยนทัศนคติในการออม "คนไทยต้องแก่อย่างมีคุณภาพ" เจษฎา สุขทิศ

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

หากเอ่ยนามของผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนหนุ่มไฟแรง ชื่อของ เจษฎา สุขทิศ หรือคุณเจท ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัท INFINITI Global Investors ธุรกิจด้านการจัดการลงทุนและหาโอกาสให้กับนักลงทุน คือหนึ่งในนั้น

ในวัย 35 ปี เจ้าตัวผ่านประสบการณ์มาแล้วมากมายกับบริษัทชั้นนำในเมืองไทย กระทั่งล่าสุดจับมือกับพรรคพวก ก่อตั้ง FINNOMENA แหล่งความรู้ด้านการลงทุนและการวางแผนการเงินอย่างเต็มรูปแบบ

โพสต์ทูเดย์นัดคุยกับหนุ่มไฟแรงคนนี้ถึงเส้นทางชีวิตและความฝันที่อยากเปลี่ยนแปลงทัศนคติด้านการออมให้กับคนไทย โดยหวังให้คนไทย 1 ล้านคน รู้จักการลงทุนมากขึ้นเพื่อเป็นคนแก่อย่างมีคุณภาพ

หาสิ่งที่ใช่ และ ข้อได้เปรียบให้เจอ

เจษฎา เรียนจบระดับชั้นมัธยมจากโรงเรียน “เซนต์คาเบรียล”  ก่อนเข้าศึกษาต่อที่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจและการจัดการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สิ่งที่เขาเป็นวันนี้ ถูกหล่อหลอมมาจากคนใกล้ชิดอย่างคุณพ่อ ที่ทำงานด้านวาณิชธนกิจ ทำให้ได้สัมผัสการกับบริหารจัดการเงินอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เยาว์วัย

“โชคดีที่ผมเจอสิ่งที่ตัวเองชอบค่อนข้างเร็ว ตั้งแต่อายุ 17-18 ปี รู้ตัวว่าอยากเป็นผู้จัดการกองทุน คุณพ่อปลูกเชื้อไว้ในตัวตั้งแต่สมัย ม.ต้น จ้างไปทำงานที่บริษัทได้เงินเดือนครึ่งหนึ่งของค่าแรงขั้นต่ำในสมัยนั้น ตกวันละ 60 บาท ได้เห็นกราฟหุ้น ฟังเสียงของโบรกเกอร์ที่พูดเรื่องการขึ้นลงของกราฟ แถมพ่อยังชอบวางหนังสือพวก Technical Analysis ไว้รอบๆ ตัวเรา อ่านแล้วรู้สนุกดี มันปลูกฝังมาตั้งแต่เล็ก อีกเรื่องที่ทำให้สนใจการเงินก็คือเหตุการณ์ ‘ต้มยำกุ้ง’  วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เห็นความอู้ฟู่ของครอบครัวและสังคมไทย กระทั่งดำดิ่งได้รับผลกระทบหนัก โชคยังดีที่ไม่ถึงขั้นล้มละลาย แต่ก็ทำให้เกิดความสงสัยเรื่องเศรษฐกิจและการลงทุน กลายเป็นแรงผลักดันให้เราชอบเรื่องนี้”

เจษฎาผ่านร้อนผ่านหนาว ประสบการณ์ในวงการเงินมากว่า 15 ปี กับหลากหลายบริษัทชั้นนำในเมืองไทย ไล่ตั้งแต่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในกลุ่มยูโอบี บลจ.อยุธยาเจเอฟ ในกลุ่มของเจพีมอร์แกนในสมัยนั้น โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนออกมาสร้างกิจการเอง คือ Chief Investment Officer (CIO) หรือ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด

“ตอนตัดสินใจลาออกยากเหมือนกัน เพราะ CIO มันคือความฝัน และเป้าหมายทางอาชีพสูงสุดในชีวิตที่ผมอยากเป็น ไต่ระดับมาหลายขั้นตั้งแต่เรียนจบ เริ่มจาก พนักงาน นักวิเคราะห์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน ผู้จัดการกองทุน ผู้จัดการกองทุนอาวุโส ไปจนถึงประธานเจ้าหน้าที่ลงทุนเมื่ออายุได้ 30 ปี”

ผู้บริหารหนุ่ม เล่าให้ฟังว่า การตัดสินใจเริ่มต้นสิ่งใหม่ ใช่ว่าคิดหรือลงมือทำแล้วจะสำเร็จไปซะทุกอย่าง สิ่งที่ทุกคนต้องระมัดระวังและค้นหาให้เจอ คือ Unfair Advantage หรือ ความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว

“สมมติคุณอยากทำแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องกับการเรียกแท็กซี่หรือส่งพัสดุ ต้องถามตัวเองก่อนว่า มีความได้เปรียบกว่าคนอื่นตรงไหน วันหนึ่งหากอูเบอร์กระโดดลงมาเล่นเต็มตัว สู้เขาได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ แปลว่าคุณไม่มีความได้เปรียบเหนือคนอื่น คิดให้ดีและลึกหากตัดสินใจลงทุนทำอะไร เพราะหากวันหนึ่งสู้ไม่ได้ คุณก็จะแพ้ในเกมธุรกิจ”

เพราะการคำนึงถึง ความได้เปรียบในการแข่งขันนั่นเอง ทำให้เจ้าตัวกล้าทิ้งตำเเหน่งหัวเรือใหญ่จากซีไอเอ็มบี ออกมาสร้าง INFINITI Global Investors บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน อินฟินิติ จำกัด ซึ่งดูแลเงินลงทุนให้ลูกค้าแล้วประมาณ 4 พันล้านบาท ในช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา และ FINNOMENA เว็บไซต์ความรู้การเงินการลงทุนสำหรับคนไทยทุกเพศทุกวัย โดยเขามั่นใจว่า ตัวเองและพรรคพวกมีความรู้ในด้านการลงทุนพอจะแข่งขันได้ในระยะยาว นอกจากนี้ยังมี Profile ต่อสาธารณะโดยเฉพาะสังคมออนไลน์เนิ่นนานนับสิบปี

เชื่อใน เวิร์ค ฮาร์ด ไม่ใช่แค่ เวิร์ค สมาร์ท

แนวคิดสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้อย่างงดงาม คือการได้เจอสิ่งที่ใช่เร็ว มีโฟกัสอย่างชัดเจน และอินกับสิ่งที่ทำอย่างเต็มที่

เจษฎา ย้ำชัด ไม่เคยรู้สึกเก่งกว่าคนอื่น แต่คิดว่าโชคดีที่ค้นพบความต้องการของตัวเองเร็ว ไม่เสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ใช่ ใส่ใจและอินไปกับสิ่งที่ทำจนคิดว่า การลงทุนไม่ใช่งาน แต่คือชีวิตที่ต้องอยู่กับมันตั้งแต่ตื่นลืมตาจนกระทั่งหลับใหล

“ผมอยากทำงานนี้มาก มากชนิดที่ว่า เราตื่นขึ้นมาแล้วไม่เคยเบื่อ หลายคนมีคำว่า Thank God It’s Friday ขอบคุณพระเจ้าวันศุกร์แล้ว…แต่ผมไม่เคยเป็น การลงทุน ไม่ใช่งานสำหรับผม เชื่อไหม ทุกวันนี้ผมมีลูกแล้ว 3 คน แต่กลางคืนผมยังนั่งดูแต่ บลูมเบิร์ก จอตลาดหุ้นรายตัว เข้าห้องน้ำก็ดู วันหยุดก็ดู อุ้มลูกมือซ้าย มือขวาจับมือถือดูความเคลื่อนไหว เราอินไปกับมันมาก”

เขาให้คำแนะนำว่า หากหวังประสบความสำเร็จต้องทำเต็มที่อย่างสุดความสามารถและให้เชื่อใน เวิร์คฮาร์ด ไม่ใช่แค่ เวิร์คสมาร์ท อย่างเดียว ซึ่งหากผิดพลาด ก็ต้องรู้จักพลาดให้เร็ว พลาดบ่อยก็ยังได้ แต่ล้มแล้วต้องลุกให้เร็ว ซึ่งในโลกของ Fintech Startup สุดท้ายจะนำไปสู่สิ่งที่ “ใช่” ในที่สุด

“ฝากคนที่ทำธุรกิจเทคสตาร์ทอัพ อยากให้เริ่มต้นที่ตัวเอง ในสิ่งที่ตัวเองมีความหลงใหล โฟกัสให้ดีว่าเราชอบอะไร ถ้าชอบเราจะถนัด แต่อย่าไปคิดว่าเราสามารถทำอะไรก็ได้ หลายๆ คนเริ่มต้นด้วยความสนุกและจบลงด้วยความทุกข์ การเริ่มต้นอาจจะต้องมองสิ่งที่ต้องการเดินไปให้ลึกมากขึ้น และเชื่อในเวิร์คฮาร์ด ไม่ใช่ทำงานชิวๆ แล้วอ้างว่าเวิร์คสมาร์ท ต้องใส่หมดทุกอย่างที่เรามีจริงๆ”

ได้เวลาที่คนไทยต้องรู้จักการออมเงิน

ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในปี 2568 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งมีแนวโน้มว่าประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุที่เต็มไปด้วยคน “แก่ก่อนรวย”  โดย “นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “สุข – ทุกข์ ของผู้สูงอายุไทย ปี 2559” พบว่า ความทุกข์ 3 อันดับแรกของผู้สูงอายุคือ การไม่มีเงินใช้/ไม่มีเงินออม/มีแต่ไม่พอใช้ รองลงมาคือ อยากทำงาน แต่ไม่มีงานทำ ทำให้ขาดรายได้มาเลี้ยงตนเอง และสาม มีภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายให้แก่เจ้าหนี้

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวบวกกับเทรนด์ FinTech เป็นเหตุผลสำคัญให้เจษฎาและพรรคพวก ตัดสินใจก่อตั้ง FINNOMENA.com ขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการเงิน และการลงทุนที่แตกต่าง มีสไตล์การเขียนที่เข้มข้นแต่เข้าใจง่าย นอกจากนี้ล่าสุดคุณเจษฎายังติดสินใจรับตำแหน่ง เลขาธิการ ชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย อีกด้วย

ผู้บริหารหนุ่ม บอกว่า คนไทยรู้จักการลงทุนน้อยมาก ตัวเลขบัญชีเงินฝาก 87 ล้านบัญชีทั่วประเทศ มีเพียง 5-6 ล้านบัญชีหรือคิดเป็นเปอร์เซนต์ไม่ถึง 10 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่รู้จักการลงทุน ส่วนใหญ่มองเป็นเรื่องไกลตัว และยากในการจัดการ ทั้งที่ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ถ้าไม่รู้จักการลงทุน เรากำลังจะไม่มีกิน

“คนไทยเกินครึ่งประเทศจะมีเงินพอใช้หลังเกษียณ ถ้าลงทุนเป็น ตัวอย่างเช่น เงินจำนวน 1 หมื่นบาท บนผลตอบแทน 8 เปอร์เซนต์ ระยะเวลา 30 ปี มูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนบาท จากพลังของผลตอบแทนทบต้น ต่างจากฝากประจำกับธนาคารพาณิชย์ เงิน 1 หมื่นบาท ผ่านไป 30 ปี คุณอาจได้ไม่ถึง 2 หมื่น”

ประโยชน์จากการลงทุนนอกจากจะทำให้ชีวิตหลังเกษียณมีความสุขในระดับที่เหมาะสมแล้ว  เป้าหมายอื่นในชีวิตอย่างการศึกษาของลูก การมีที่อยู่อาศัย และการส่งต่อความมั่งคั่ง ยังมีอนาคตที่สดใสและเป็นไปได้ง่ายขึ้น

“ผมเคยทดลองวางแผนการศึกษาเพื่อลูกตั้งแต่เกิดจนจบ ป.โท ซึ่งกินเวลา 21-22 ปี โดยแบ่งเป็น 3 เมนู ตั้งแต่แบบประหยัด เรียนสถานศึกษารัฐบาลและใช้จ่ายอย่างพอเพียง  แบบปานกลาง ส่งเรียนโรงเรียนคาทอลิก ต่อด้วยมหาลัยเอกชน และแบบแพงสุด ส่งเรียนนานาชาติ ไปต่อปริญญาตรีที่ต่างประเทศ เลี้ยงดูปูเสื่อแบบจัดเต็ม โดยสรุป พบว่า การวางแผนใส่เงินลงทุนทุกเดือน สามารถลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก ตัวอย่างเช่น เมนูประหยัด ตั้งแต่เด็กจนจบ ปริญญาโท ต้องใช้เงินทั้งหมดราว 1 ล้านบาท ถ้าลงทุนเป็น เราจะใช้เงินเพียงแค่ 5 แสนบาทเท่านั้น”

ผู้ก่อตั้ง FINNOMENA  ตั้งเป้าหมายว่า บริษัทจะสามารถเปลี่ยนทัศนคิตด้านการออมและการลงทุน จนทำให้คนไทยสัก 1 ล้านคนเข้าใจ และลงมือทำจริง จนมีเงินพอใช้หลังเกษียณ และสามารถหาเงินส่งลูกเรียนจนจบระดับปริญญาโทได้อย่างที่ฝัน “นี่เป็นความฝันใหม่ของผมสำหรับเป้าหมายของชีวิตการทำงาน เป็นเหตุผลที่ผมตื่นมาทำงานทุกวันตอนเช้าอย่างมีความสุข” เจษฎา ทิ้งท้าย

*****************************

ติดตามความรู้ด้านการลงทุนกับคุณเจษฎาได้ที่ LINE ID = @FundTalk (มีเครื่องหมาย @ ด้วย)
หรือค้นหา facebook Page: FundTalk
สนใจใช้โปรแกรมวางแผนเกษียณ และวางแผนการศึกษาลูกได้โดยค้นหา LINE ID @NTER