ประชามติต้องมีมาตรฐาน ดับไฟความขัดแย้งให้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 กรกฎาคม 2559 เวลา 14:46 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444716

ประชามติต้องมีมาตรฐาน ดับไฟความขัดแย้งให้ได้

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, ฐายิกา จันทร์เทพ

“เครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย” กำลังเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่กำลังถูกจับตาเป็นอย่างมาก ภายหลังออกแถลงการณ์ที่เป็นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลถึงสองครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครั้งล่าสุดที่ขอให้รัฐบาลเปิดเผยทางเลือกให้กับประชาชนหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ โดยมีผู้ลงนามสนับสนุน 117 คน ซึ่งมีนักการเมืองจากหลายพรรคร่วมด้วย

ในจังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสนั่งคุยกับ บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หนึ่งในคนทำงานคนสำคัญของเครือข่ายฯ ถึงที่มาที่ไปในการตั้งเครือข่ายฯ และแนวทางการทำงานในอนาคต

บัณฑูร เล่าว่า ก่อนการออกแถลงการณ์ของเครือข่ายฯ ฉบับแรกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ตอนนั้นบรรยากาศของการทำประชามติมีความอึมครึมมากกว่าในปัจจุบัน การแสดงความคิดเห็นถูกจำกัด มีความหวาดกลัว ไม่มีความชัดเจนในเรื่องกติกาของการแสดงความคิดเห็น จึงนำไปสู่ความห่วงใยร่วมกันของกลุ่มนักวิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ รวมไปถึงพรรคการเมืองที่รู้สึกว่าบรรยากาศแบบนี้ไม่น่าจะเป็นบรรยากาศที่นำไปสู่การออกเสียงประชามติที่เป็นมาตรฐานทั่วไปที่เข้าใจกัน ที่เคยผ่านมาตอนปี 2550 มันไม่ใช่แบบนี้ เลยเป็นที่มาของการเริ่มพูดคุย

“พอมาเจอกัน คนก็พูดกันว่าไปเจอกับคนโน้นคนนี้ตามงานแต่งงาน งานเลี้ยง ไปวัด ทุกคนก็พูดประเด็นเดียวกันว่าห่วงกับสถานการณ์แบบนี้ เลยทำให้รู้ว่ามีคนคิดแบบนี้เยอะ ดังนั้นภาคประชาสังคมและวิชาการจึงเป็นตัวนำที่จะเริ่มชวนให้มีการหารือเป็นกิจจะลักษณะ นำมาสู่การคิดว่าควรรวมตัวกันเป็นเครือข่ายร่วมใช้ชื่อว่ากลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย”

“ไม่มีใครเป็นประธาน ไม่มีฝ่ายเลขานุการ ไม่มีการมาบอกว่าต้องรอการตัดสินใจของคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้เป็นระบบที่มีโครงสร้างแข็งตัว และไม่มีลำดับขั้นว่าใครเหนือกว่าใคร แต่ในแง่ของการตัดสินใจการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญยังเป็นอิสระของแต่ละบุคคลและองค์กร”

สำหรับความสำคัญของการให้ประชาชนได้เห็นทางเลือกในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามตินั้น บัณฑูร ระบุว่า “เราเชื่อว่าเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานของการตัดสินใจ และจะทำให้การตัดสินใจเป็นการตัดสินใจที่มีคุณภาพเพียงพอ เพราะรู้ผลลัพธ์ของการตัดสินใจว่าเลือกทางนี้แล้วจะเกิดอะไร การที่มีข้อมูลไม่ครบจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีคุณภาพ”

“เราเห็นว่าวันที่ 7 ส.ค. คือ การตัดสินทางการเมืองครั้งสำคัญ เป็นการใช้สิทธิทางการเมืองโดยตรงตามระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าในบรรยากาศอย่างนี้ก็ตาม ดังนั้นถ้าจะทำให้วันที่ 7 ส.ค.เกิดความชอบธรรม ข้อเรียกร้องที่เสนอไปต้องเกิดขึ้นให้ได้ ทุกฝ่ายก็จะยอมรับ เราก็สามารถก้าวเดินได้โดยที่ไม่ให้ผลของวันที่ 7 ส.ค.กลายมาเป็นชนวนของความขัดแย้งที่อาจลุกลามบานปลาย”

การที่มีพรรคการเมืองเข้าร่วมด้วยจะทำให้ถูกมองเครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใยมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอยู่หรือไม่? บัณฑูร ตอบว่า “ท่านนายกรัฐมนตรีในงานประชุมประจำปี 2559 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า ในระบบการเมืองจำเป็นต้องมีนักการเมือง หมายความว่า ในระบบการเมืองจะไม่มีนักการเมืองไม่ได้ ทีนี้ภาคประชาสังคมเราก็เห็นว่ามันต้องอยู่ร่วมกันอย่างนี้ เราคุยกับพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองเพื่อเป็นบททดลองทางสังคมว่าประเทศควรขยับออกไปจากจุดเดิมที่มองว่าเป็นศัตรูเป็นฝ่ายตรงข้าม”

“เอาคนที่เห็นต่างมาหาจุดร่วมที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ภายใต้จุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน แต่เราเห็นอะไรบางอย่างร่วมกันได้ ในกรณีนี้ คือ กระบวนการทำประชามติที่ทุกคนเห็นร่วมกันว่าควรเดินไปภายใต้กติกาแบบนี้ เมื่อเป็นกติกาแบบนี้เราก็จะยอมรับผลไม่ว่าจะออกในทางใด”

อย่างไรก็ตาม บัณฑูร ยืนยันว่า ภารกิจของเครือข่ายฯ ไม่ได้จบลงในวันที่ 7 ส.ค. เพราะยังมีงานที่ร่วมกันต่อไปไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ

“เราเริ่มคุยกันด้วยว่าไม่ว่าผลประชามติร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านยังมีภารกิจที่ต้องทำต่อเนื่องและคงต้องหารือพูดคุยกันต่อ เป็นโอกาสที่พรรคการเมืองกับภาคประชาสังคมและวิชาการจะได้มาทำความเข้าใจในกติกาที่จะเดินต่อร่วมกัน ที่ผ่านมาอาจเป็นคู่ขัดแย้งกันในบางครั้งบางคราวแต่ถ้าเราจะอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่มีความเห็นต่างแล้วจะเดินกันไปต่ออย่างไร”

“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน การบ้านก็ตามมา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับจะเอาอย่างไร พวกเราจะเข้าไปมีบทบาทจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไร กฎหมายที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเกิดความสมบูรณ์ เช่น กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องออกมาภายใน 120 วัน ซึ่งมีผลสำคัญต่อการไปทำเนื้อหาในยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องตามมาที่ต้องทำภายใน 1 ปี และต้องใช้ไปอีก 20 ปี ภาคประชาสังคม นักวิชาการจะอยู่นิ่งเฉยเหรอ”

“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน การบ้านก็ชัด กระบวนการร่างใหม่ที่จะทำให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกโหวตคว่ำอีกเป็นครั้งที่สามต้องเป็นอย่างไร ตรงนี้ก็คุยกันว่าก็ต้องหาข้อมูล สอบถามความเป็นจริงว่าเหตุผลที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติคืออะไร แล้วเอาเหตุผลตรงนั้นมาใช้สำหรับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สรุปไม่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ยังมีงานต้องทำต่อเพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อ”

สุดท้ายในมุมมองส่วนตัวของบัณฑูร เกี่ยวกับทางออกสำหรับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คือ รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการร่างรัฐธรรมนูญร่วมกันก่อนจะลงมือแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557

“ต้องเริ่มต้นจากตัวหลักการและพื้นฐานของความเข้าใจร่วมว่าหลักการของรัฐธรรมนูญควรจะเป็นอย่างไรและต้องผลึกในแก่นความคิดให้ได้ก่อน เช่น เรื่องสิทธิเสรีภาพจะเอาอย่างไร ควรเป็นมาตรฐานเดิมที่ไม่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ใช่หรือไม่ และขยายต่อยอดให้สอดรับกับความตื่นตัว พอตกลงแบบนี้ได้ไม่ยากแล้ว”

“อันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้สังคมเดินได้ต่อ ถ้ารัฐบาลเห็นแง่มุมนี้ ก็จะเป็นทางออกที่วินวินกับทุกฝ่าย สังคมจะมาร่วมรับผิดชอบร่วมกันในการออกกระบวนการต่างๆ ซึ่งจะไม่ใช่ปัญหาหนักอกของ คสช.ฝ่ายเดียวแล้ว เป็นเรื่องที่สังคมจะมาแชร์ความรับผิดชอบร่วมกัน มองในมุมนี้ คือ ทางออกร่วมกันนะ”

“เชื่อมั่นว่าถ้าภายใต้กระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับแบบนี้ผลที่ออกมาจะเปลี่ยนไปจากสองฉบับที่เห็นต่างกันมากมายขนาดนี้ ถ้ารัฐบาลเห็นมุมนี้ และสร้างพื้นที่ที่เปิดให้มีการพูดคุยถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ก็จะได้คำตอบ ซึ่งไม่ใช้เวลานาน”บัณฑูร สรุป

 

ประชามติต้องเป็นที่ยอมรับ ป้องกันรธน.ชนวนขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กรกฎาคม 2559 เวลา 09:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444536

ประชามติต้องเป็นที่ยอมรับ ป้องกันรธน.ชนวนขัดแย้ง

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

นับถอยหลัง 15 วันสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางบรรยากาศที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงให้ชัดเจนว่าหากไม่ผ่านประชามติจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ล่าสุด “เครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย” ออกมากระทุ้ง คสช. ที่มีหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการ เอ็นจีโอ และนักการเมืองหลายพรรคร่วมลงชื่อ

องอาจ คล้ามไพบูลย์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ ถึงท่าทีจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดจนการเคลื่อนไหวร่วมกับเครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย โดยระบุว่า การร่วมลงชื่อกับทางกลุ่มเพราะเห็นว่าจุดยืนของเครือข่ายฯ ไม่ต่างจากที่ตัวเองคิด และไม่รู้ว่ามีใครร่วมลงรายชื่อบ้าง รู้คร่าวๆ ว่ามีนักวิชาการ นักการเมือง และคนที่เห็นตรงกัน

“ก่อนหน้านี้เคยไปร่วมงานเสวนากับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มีอาจารย์บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อาจารย์โคทม อารียา อาจารย์สุริชัย หวันแก้ว หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกัน เข้าใจว่าเขาคงจะจัดเสวนาไปสักระยะ จนกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผู้ประสานงานกลุ่มโทรมาหาผม สอบถามว่าสนใจที่อยากจะลงนามในเอกสารที่จัดทำหลังจากปรึกษาหารือกันหรือไม่ ก็มีการส่งมาทางไลน์เมื่อเราเห็นด้วยก็ร่วมลงนาม”

“ผมไม่รู้ว่าใครลงบ้าง ไม่ได้ปรึกษาใคร เห็นจุดยืนตรงกันก็ลงชื่อ มาเห็นชื่อคนอื่นก็ตอนเป็นชื่อในหนังสือพิมพ์ลงแล้ว การตัดสินใจก็ดูที่เนื้อหาสาระเห็นด้วยลงนาม จริงๆ คุณอภิสิทธิ์ เป็นคนพูดเรื่องทำนองนี้เแรกๆ โดยเฉพาะถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชาชนควรทราบอนาคตจะเป็นอย่างไร ทางเลือกจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นคนก็อาจจะยังไม่เข้าใจ วันนี้คนเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ มีหลายกลุ่ม องค์กร หลายภาคส่วน มีความเห็นสอดคล้องกัน”

ถามว่าการที่หลายพรรคการเมืองร่วมลงชื่อเป็นการส่งสัญญาณหรือการต่อรองอะไรหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบว่า ไม่ได้ส่งสัญญาณหรือต่อรองอะไร เป็นเรื่องการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกพรรคการเมืองต่างๆ ที่เขาเห็นด้วยกับกลุ่มนี้ก็ไปร่วมลงนามมากกว่า มันไม่มีเหตุผลอะไรในเรื่องการต่อรอง เพราะเป็นการเรียกร้องอย่างเปิดเผย เรียกร้องด้วยเหตุผล ไม่ต่อรองว่าไม่ได้อย่างนั้นต้องได้อย่างนี้

ถามต่อว่า จะมีการเคลื่อนไหวก้าวที่สอง ก้าวที่สามต่อจากนี้หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า กลุ่มนี้เขาแสดงออก เคลื่อนไหวมาระดับหนึ่ง ส่วนเขาจะมีก้าวอะไรต่อไปเราไม่ทราบ จริงๆ ก็ไม่ได้วางแผนอะไรไว้ นำเสนอข้อมูล พูดด้วยเหตุผล หากมีโอกาสรับฟังเหตุผลซึ่งกันและกันก็จะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะต้องไปทำอะไรที่จะเป็นปัญหาต่อบ้านเมือง

ในกรณีที่ข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนองจาก คสช.จะทำอย่างไร องอาจ กล่าวว่า เราก็ต้องตัดสินใจว่าทำอย่างไรให้เขาเห็นความตั้งใจ ส่วนจะทำอะไรนั้นก็จะดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย ไม่สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง ขณะนี้สังคมเราเดินมาถึงจุดที่เราควรจะแสดงออกด้วยเหตุด้วยผล เราต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาบ้านเมือง ไม่เอาตัวเราเองไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาบ้านเมือง

ทั้งนี้ ในกรณีหาก คสช.ประกาศทางเลือกแล้วเราเห็นด้วยก็สนับสนุน แต่ถ้าเขาประกาศทางเลือกแล้วเราไม่เห็นด้วย คิดว่ามันเป็นทางเลือกที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม เราก็ต้องแสดงออกต่อสาธารณะให้เห็นว่าทางเลือกที่ถูกต้องเหมาะสมกว่ามันควรจะเป็นแบบไหน อย่างไร

ถามว่า ทางเลือกที่เหมาะสมในกรณีที่ประชามติไม่ผ่านคืออะไร องอาจ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีเนื้อหาสาระสมบูรณ์มากกว่าที่ผ่านมา ทั้งยุคของ มีชัย ฤชุพันธุ์ หรือ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หลายส่วนของร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ มีส่วนดีอยู่บ้าง เราสามารถหยิบยกส่วนดีมาได้บางส่วนมาประกอบกับสิ่งที่จะทำให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์มากกว่า

“ถ้าเราอยู่บนหลักการที่หยิบเอาส่วนดีของรัฐธรรมนูญมาประกอบกันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วสร้างกระบวนการของการทำให้รัฐธรรมนูญใหม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน ตรงนี้ก็จะทำให้การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่เป็นภาระต่อประเทศในอนาคต ถ้ารัฐธรรมนูญเกิดขึ้นมาแล้วเนื้อหาสาระมีข้อเสียมากกว่าข้อดี การได้มาไม่ได้รับการยอมรับก็จะสร้างปัญหาต่อประเทศในอนาคต ถ้าเราแก้สองส่วนนี้ได้ ทำให้กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับ สอง เนื้อหาสาระคนทั่วไปเห็นด้วยก็จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้”

“วันนี้คนในสังคมถ้าเราไม่ถือทิฐิมานะมีอคติกัน เราก็พอมองออกว่าสิ่งไหนควรจะเป็น ควรจะมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ หรืออันไหนที่ขาดไปควรจะเอามาเพิ่ม อันไหนที่ดีอยู่แล้วควรจะรักษาไว้เป็นต้น”

องอาจ ประเมินว่า เสียงเรียกร้องมีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ จากคนไม่กี่คน จากเสียงไม่กี่เสียง ขณะนี้ก็กลายเป็นเสียงที่กว้างขวางมากขึ้น คนก็เริ่มเห็นด้วยมากขึ้น ประชาชนควรมีทางเลือก ประชาชนไม่ควรไปลงประชามติโดยไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น

ถามว่า หาก คสช.เดินหน้าจัดทำประชามติโดยยังไม่มีคำตอบว่ากรณีประชามติไม่ผ่านจะเป็นอย่างไรต่อนั้น อนาคตจะเป็นอย่างไร องอาจ กล่าวว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นคือรัฐธรรมนูญจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เพราะกระบวนการจัดทำประชามติเอียงไปทางด้านข้างของคนมีอำนาจและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในการใช้กลไกรัฐออกไปพบปะพูดคุยถึงเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ

แน่นอนที่สุด แม้ผู้ที่ออกไปชี้แจงจะไม่ไปบอกให้รับหรือไม่รับ แต่เขาเป็นผู้ร่างก็ต้องบอกข้อดี ซึ่งกฎหมายเปิดโอกาสให้เขาทำสิ่งเหล่านั้นได้ ขณะที่ผู้ที่เห็นต่างจากรัฐธรรมนูญหรือเห็นแย้ง ไม่มีโอกาสที่มีกลไกรัฐไปอธิบายความต่อพี่น้องประชาชนได้ เหมือน กรธ.

อีกทั้งกฎหมายประชามติมีข้อห้ามที่มีโทษรุนแรงจำคุก 10 ปี ทำให้คนจำนวนไม่น้อยไม่อยากสุ่มเสี่ยงกับการแสดงความเห็นหรือเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับประชามติหรือรัฐธรรมนูญ เฉพาะคำพูดที่ว่าบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงก็ทำให้เกิดการตีความได้

“กระบวนการทำประชามติไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนไหวรณรงค์เป็นธรรมเท่าเทียม อาจนำไปสู่การไม่ยอมรับผลของประชามติ เมื่อไม่ได้รับการยอมรับ ผลประชามติก็ส่งผลกระทบต่อรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นและใช้กันในบ้านเมือง รัฐธรรมนูญก็อาจกลายเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เกิดคลื่นใต้น้ำในสังคมเพิ่มเติมมากขึ้น ซึ่งไม่ควรจะเป็น

ถ้าเราทำให้ผลของการทำประชามติได้รับการยอมรับแต่ต้น ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ทำไมพวกเราเรียกร้องให้การทำประชามติมีเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติ ส่วนใครจะทำผิดกฎหมายประชามติก็ไปดำเนินการตามกฎหมาย จะเห็นว่า บรรยากาศช่วงที่ผ่านมา ง่ายที่จะแสดงความคิดเห็นด้วยกับเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญว่าดี ส่วนฝ่ายเห็นแย้งเห็นต่างมีโอกาสที่จะแสดงออกน้อยมาก ตรงนี้จะกลายเป็นปัญหาต่อไปหลังจากผลประชามติออกมาแล้ว”

ถามว่า หากกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. จะร่างใหม่เองหรือตั้งคณะบุคคลขึ้นมาร่างใหม่ จะได้รับการยอมรับหรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ปัญหาไม่อยู่ที่ใครเป็นคนร่าง แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่เนื้อหาและกระบวนการร่างที่ต้องการการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าทำให้กระบวนการได้รับการยอมรับจากประชาชน และมีเนื้อหาสาระที่ดีก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับกลไกการร่างก็มีหลายวิธีที่จะทำให้คนมีส่วนร่วม ถ้าคนส่วนมากไม่ยอมรับก็ไปไม่ได้ไกล และก่อให้เกิดปัญหาตามมา ดังนั้นต้องป้องกันตั้งแต่แรกดีกว่าปล่อยให้เดินต่อไปแล้วเกิดปัญหา

“ผมคิดว่าเรื่องการทำประชามติ เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เกี่ยวข้องกับทุกคน เพราะฉะนั้นการตัดสินใจออกไปใช้สิทธิรับหรือไม่รับ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญ นอกจากเนื้อหาสาระของตัวร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาว่า มีข้อเสียข้อดีอย่างไรแล้ว เราควรจะต้องพิจารณาถึงผลกระทบว่าการใช้สิทธิออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะมีผลไปในทิศทางใดอย่างไรต่อไปหรือไม่

ตรงนี้จะเป็นหัวใจสำคัญอยากให้ทุกฝ่ายช่วยพิจารณาว่า ทำอย่างไรหากเราจะคิดถึงผลการทำประชามติ ควรเป็นไปเพื่อประโยชน์บ้านเมืองระยะยาว ไม่ใช่ผลเฉพาะหน้าของใครคนใดหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือเพื่อที่จะดำเนินการที่ทำให้ผลการออกเสียงไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย”

ปชป.เคลียร์ภารกิจก่อนประกาศจุดยืนรธน.

สำหรับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่แม้จะออกมาวิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่ก็ยังไม่ได้ออกมาประกาศชัดเจนว่า “รับ” หรือ “ไม่รับ” ประเด็นนี้ องอาจ ชี้แจงว่า ประเด็นสาธารณะปกติในพรรคก็มีความเห็นทั้งสอดคล้องและแตกต่างกันบ้าง สำหรับประเด็นร่างรัฐธรรมนูญก็เหมือนกันมีทั้งคนเห็นชอบและไม่เห็นชอบแตกต่างกันไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่สามารถประชุมพรรคได้ จึงไม่มีอะไรที่ออกมาเป็นมติพรรคอย่างเป็นทางการ มีเพียงความคิดเห็นของหัวหน้าพรรคหรือแกนนำบางส่วนที่ออกมาสู่สาธารณะ แต่ความเห็นหัวหน้าพรรคก็เปรียบเสมือนจุดยืนพรรคกลายๆ เพราะคนที่เป็นหัวหน้าพรรคก็ถือเป็นคนที่ได้รับการยอมรับในพรรค จุดยืนการแสดงออกของหัวหน้าพรรคจึงเหมือนเป็นจุดยืนของพรรคกลายๆ แม้จะไม่ใช่มติพรรคทีเดียว

ที่ผ่านมา หัวหน้าพรรคแสดงออกชัดเจนว่าไม่ยอมรับ คำถามพ่วงที่ให้ สว.มีส่วนเลือกนายกฯ  ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญก็เห็นว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่การแสดงจุดยืนเรื่อง “รับ” หรือ “ไม่รับ” ยังไม่แสดง เพราะมีภารกิจเรียกร้องอีกหลายเรื่องก่อนถึงวันลงประชามติ

“ถ้าเราไปบอกว่ารับหรือไม่รับแล้ว เราก็ไม่ต้องไปทำภารกิจอะไรเพิ่มเติม เช่น ภารกิจที่เราควรจะแสวงหาทางเลือกให้ประชาชน ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ซึ่งเรายังมีภารกิจที่จะทำก่อนถึงวันที่ 7 ส.ค. ซึ่งพรรคพยายามทำต่อเนื่องตลอดมาในวาระต่างๆ รวมถึงการร่วมไปลงนามกับกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ก็ถือเป็นการพยายามปฏิบัติตามภารกิจของเรา ดังนั้นการแสดงจุดยืนรับหรือไม่รับ จึงยังไม่แสดงออกมาเพราะเรายังมีภารกิจที่อยากเดินหน้าในเรื่องอื่นๆ”

ถามว่า มีกระแสข่าวว่าวันที่ 25 ก.ค.พรรคประชาธิปัตย์เตรียมจะแถลงจุดยืน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เท่าที่ทราบ คุณอภิสิทธิ์มีภารกิจตลอดทั้งวันที่ 25 ก.ค. แต่ก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรคเคยพูดว่าจุดยืนเรื่องรับหรือไม่รับก็จะแสดงออกในโอกาสที่เหมาะสมนั้น ซึ่งก็คาดว่าน่าจะอยู่ที่สัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตาม คงประกาศเป็นมติพรรคไม่ได้เพราะประชุมพรรคไม่ได้ ก็คงจะเป็นจุดยืนหัวหน้าพรรคท่านก็จะพูดคุยซาวเสียงกับคนในพรรคว่าคนในพรรคมีความเห็นว่าอย่างไร สมาชิกพรรค กรรมการบริหาร เห็นอย่างไร ซึ่งโดยทั่วไปสมาชิกก็จะไม่ไปแสดงความเห็นแย้งถ้าเป็นมติพรรค แต่คราวนี้เนื่องจากไม่ใช่มติพรรคก็ต้องดูว่าเหตุผลที่หัวหน้าพรรคจะให้ว่าเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า การตัดสินใจนอกจากจะดูเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ยังมีมิติอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เพราะเรื่องรัฐธรรมนูญก็คือการเมือง ต้องพิจารณาจากหลายมิติด้วยกัน

ถามว่า พรรคการเมืองถูกมองว่าออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี้จะทำให้นักการเมืองถูกตรวจสอบเข้มข้น องอาจ กล่าวว่า ไม่มีนักการเมืองคนไหนกังวลเรื่องนี้ ต้องยอมรับว่านักการเมืองส่วนมากไม่ได้คิดเข้ามาโกง แต่คนหมู่มากก็อาจมีบางส่วนไปประพฤติทุจริตทำในสิ่งไม่ถูกต้อง ซึ่งกฎหมายจะออกมาจัดการกับนักการเมืองที่โกงขนาดไหน ไม่มีนักการเมืองไปคัดค้านเรื่องเหล่านั้น เราพร้อมยอมรับได้

“นักการเมืองส่วนมากตั้งใจเข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองมากกว่าตั้งใจจะเข้ามาทุจริต ผมเชื่อว่านักการเมืองส่วนมากไม่ได้กังวลตรงนี้ เราเองก็เห็นด้วยกับเรื่องการปราบปรามทุจริต ทั้งโดยนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า เพราะการทุจริตส่วนมากเกิดขึ้นได้จากสามส่วนร่วมมือกัน ผมคิดว่าไม่ใช่นักการเมืองออกมาคัดค้านหรือเห็นแย้งรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญจะมาปราบทุจริต”

องอาจ กล่าวว่า ส่วนที่เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เช่น หมวดสิทธิเสรีภาพประชาชน หมวดของโครงสร้างดุลอำนาจทางการเมือง รวมทั้งกลไกในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ได้รับการโฆษณาชวนเชื่อ แต่เท่าที่ศึกษายังมีหลายส่วนที่ยังเป็นช่องโหว่ ช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตได้

สำหรับการขึ้นเวทีดีเบตนั้นหากใครเชิญมาก็พร้อมไปร่วม และไม่คิดว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าเราไม่คิดไปขัดแย้งก็ไม่ขัดแย้ง ก็คิดไปพูดเนื้อหาสาระในจุดยืนมุมมองของเรามากกว่า อีกทั้งคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ประชาชนจะได้รับฟังข้อเปรียบเทียบระหว่างคนที่เห็นด้วยกับคนเห็นต่างจะได้รับฟังว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

“ผมไม่เชื่อว่าจากวันนี้จนไปถึงวันออกเสียงประชามติจะเกิดความขัดแย้งรุนแรงอะไรเกิดขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากผู้เห็นขัดแย้งในรัฐธรรมนูญ เพราะคนที่เห็นต่างเรื่องรัฐธรรมนูญเขาก็แสดงออกด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าที่จะแสดงออกที่จะไปใช้ความรุนแรงใดๆ หรือไปก่อความวุ่นวายให้บ้านเมืองเกิดปัญหา เป็นการแสดงออกเชิงเหตุผล เชิงสัญลักษณ์บ้าง”

องอาจ ประเมินว่า โค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติไม่น่าจะมีความรุนแรง และบรรยากาศก็คงไม่ต่างจากที่ผ่านมาเท่าไหร่ การแสดงออกก็น่าจะยังไม่เป็นไปอย่างเสรี เท่าเทียม เพราะถ้าจะเป็นก็คงจะเป็นมาแต่ต้น ไม่คิดว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงท้าย และเชื่อว่าไม่น่าจะเกิดความรุนแรงใดๆ

เบื้องหลัง-เบื้องหน้า รอยร้าว ปชป.-สุขุมพันธุ์

หลังประชาธิปัตย์งัดไม้แข็งประกาศตัดสัมพันธ์กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ปล่อยให้การบริหารงาน กทม.นับจากนี้เป็นเอกเทศไม่เกี่ยวพันกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่นั่นก็ไม่อาจเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบกับทุกคะแนนเสียงที่เลือกผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งเวลานี้เงื่อนงำทุจริตที่เผยออกมาหลายเรื่องกำลังย้อนกลับมาทำลายความน่าเชื่อถือของประชาธิปัตย์มากขึ้นเรื่อยๆ

องอาจ ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ กทม. ออกตัวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ตระหนักดีว่า เมื่อตัดสินใจส่งผู้สมัครไม่ว่าจะระดับใด ผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของคนคนนั้น ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อพรรคอยู่แล้ว ถ้าเขาทำในสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม พรรคก็จะได้อานิสงส์ แต่ถ้าเขาทำในสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหา พรรคเองก็ต้องได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆ เหล่านั้นด้วย

ในกรณีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ก็เช่นกัน พรรคส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และพี่น้องประชาชนให้การสนับสนุนเลือกผู้สมัครของเรา เพราะฉะนั้นเมื่อมีใครก็ตามออกมาพูดถึงปัญหาการบริหารงานของ กทม. พรรคและหัวหน้าพรรคก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ อะไรที่เป็นปัญหา เราก็พยายามสอดส่องไม่ให้เกิดปัญหา ปกติการบริหาร พรรคจะไม่ยุ่งปล่อยให้เขาทำตามนโยบายที่เคยหาเสียงแต่อะไรที่เป็นปัญหา พรรคก็ต้องเข้าไปดูว่าปัญหาจะแก้ไขปรับปรุงได้อย่างไร เพื่อให้กลับมาสู่ครรลองที่ควรจะเป็น

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขยายความต่อว่า ครั้งนี้ก็เช่นกันเมื่อมีคนออกมาพูดถึงการทุจริตของการบริหารงานใน กทม. ผู้ที่ออกมาเปิดเผยเป็น วิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์  หัวหน้าพรรคก็เรียกข้อมูลมาดูและพยายามเชิญ ผู้ว่าฯ กทม. มาชี้แจงเพื่อดูกันว่าปัญหาต่างๆ จะแก้ไขอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหา แต่หัวหน้าพรรคก็ไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ว่าฯ กทม.

“เมื่อเราใช้ความพยายามถึงที่สุดเพื่อพูดคุยแก้ปัญหา เพราะมองว่าเรื่องทุจริตเป็นเรื่องสำคัญ ก่อให้เกิดความเสียหายผลกระทบอย่างมาก เมื่อเราไม่สามารถพบปะแก้ปัญหาได้ ก็เป็นเหตุผลที่ออกมาแสดงจุดยืนของพรรคผ่านแถลงการณ์ไปว่าเราปล่อยให้การทำงานของผู้ว่าฯ กทม. เป็นเอกเทศ พรรคไม่เกี่ยวข้อง และออกมาขอโทษประชาชน ที่ออกมาสนับสนุนผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ในการรับเลือกตั้งที่ผ่านมา”

พรรคพยายามทำดีที่สุดในการแก้ปัญหา แต่เมื่อเราแก้ไขไม่ได้เราก็ต้องขอโทษพี่น้องประชาชนทำอย่างอื่นได้มากกว่านี้ไม่ได้เลย พรรคจะประชุมพรรคก็ไม่ได้ เรียกมาคุยก็ไม่มา ก็ไม่รู้จะทำยังไง สส. สก. สข. ก็ไม่มี เราก็พูดความจริงกับประชาชน เราก็ตัดสินใจลำบากที่ออกมาแบบนี้

“เราไม่อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างออกมาแบบนี้ เราคิดว่าทางออกที่ดีกว่า คือได้มีโอกาสพบปะพูดคุยเพื่อประโยชน์ประชาชนร่วมกัน แต่เมื่อเราทำไม่ได้ความเป็นพรรคการเมืองก็ไม่สามารถปล่อยให้คาราคาซังอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่งั้นก็จะสร้างผลกระทบต่อทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงต้องออกมาพูดความจริงกับประชาชนว่าข้อเท็จจริงคืออะไร”

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมนั้น ทางพรรคก็พยายามหาทางช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด เช่นพื้นที่ที่มีปัญหา มีกลไกของพรรคทำอะไรได้ ก็เข้าไปดำเนินการ แจ้งข้อมูลข่าวสารไปยังผู้บริหาร กทม. แต่เมื่อเราประกาศให้การบริหารงาน กทม.เป็นเอกเทศ โอกาสที่จะไปทำอะไรได้ก็น้อยลง

ถามว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้สัมพันธ์ระหว่างประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ ขาดสะบั้นจนยากจะคุยกันได้นั้น  องอาจ กล่าวว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากการความเข้าใจผิดอะไรบ้างอย่าง เมื่อไม่มีโอกาสได้พูดคุย มันก็ไม่สามารถยุติความเข้าใจผิดเหล่านั้นได้ สอง แนวทางการบริหารและการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ระหว่างพรรคกับผู้บริหาร กทม. แตกต่างกัน ในระยะหลังก็ทำให้เป็นปัญหา

ทั้งนี้ ในส่วนของการทำงานพรรคเคยนำเสนอบางเรื่อง บางเรื่องก็ทำได้ บางเรื่องก็ไม่สามารถดำเนินการแก้ไขให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน  ส่วนเรื่องการเข้าใจผิดกันนั้น เราก็ไม่รู้ว่าแต่ละฝ่ายคิดยังไง เข้าใจผิดอะไร แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงแต่ละฝ่ายต้องมาพูดคุยกัน

“ทุกวันนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร ทำไมท่านผู้ว่าฯ ถึงไม่ยอมมาคุยกับหัวหน้าพรรค”

ถามว่าปัญหาที่ขาดการสื่อสารกับพรรคเคยเกิดตั้งแต่ช่วงปลายสมัยวาระแรกของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  มีสัญญาใจอะไรก่อนที่พรรคจะตัดสินใจส่งลงชิงตำแหน่งสมัยที่ 2 หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ไม่มี ถึงขนาดสัญญาใจเป็นการให้เกียรติคนของพรรคไปทำงาน ให้ทำงานได้อย่างมีอิสระอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการทำตัวห่างพรรคไม่ใช่ประเด็นสำคัญ  สำคัญคือทำงานให้เกิดประโยชน์สุขกับประชาชน กทม. ตรงนี้เป็นปัจจัยสำคัญ จะเข้าพรรคไม่เข้าพรรคไม่ใช่หัวใจ จึงไม่ได้มีอะไรสัญญาใจ ให้เกียรติคนทำงาน

“วันที่เราตัดสินใจส่งคุณชายลงสมัครครั้งที่สอง เรามั่นใจว่า เขาจะสามารถทำงานให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนส่วนรวมได้ต่อไปอีก”

ส่วนเงื่อนงำการทุจริตที่ถูกขุดคุ้ยอยู่เวลานี้กำลังกระทบกับภาพลักษณ์ของประชาธิปัตย์ที่ให้ความสำคัญเรื่อง การปราบทุจริตนั้น องอาจ กล่าวว่า  นี่ทำให้พรรคอยู่เฉยไม่ได้ แต่ขณะนี้เราคุยกันไม่ได้ จะไปต่อเรื่องอื่นก็ไม่ได้ ยังไม่ต้องไปพูดถึงเรื่องสปิริตการพักงานหยุดปฏิบัติหน้าที่เพราะไม่สามารถคุยกันได้ และเรื่องสปิริตไม่ใช่เรื่องที่จะไปบอกได้เป็นเรื่องที่ต้องรู้ตัวเอง

องอาจ ย้ำว่า พรรคไม่ได้มีคำสั่งให้ใครทำ หรือสั่งเบรกการดำเนินการตรวจสอบเรื่องทุจริตการบริหารงานใน กทม.เพื่อหวังผลอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่เป็นความจริง เพราะหากใครรู้จักคุณวิลาศ ก็จะรู้ว่าเขาเป็นตัวเขาเองอยู่แล้ว

ถามว่าส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคมากน้อยแค่ไหน องอาจ กล่าวว่า เราแถลงออกไปชัดเจน ว่าพรรคปล่อยคุณชายบริหารงานเป็นเอกเทศ ประชาชนก็เข้าใจประชาธิปัตย์มากขึ้น วันนี้ประชาชนยิ่งเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นยังไง เราพูดความจริงกับประชาชน ขอโทษประชาชน ไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น ก็ขอโทษประชาชนที่ให้การสนับสนุนเรา

“เราเชื่อว่าเมื่อคนกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบจากการบริหารงาน ไม่พอใจ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องออกมาพูดความจริงกับประชาชน ว่าพรรคพยายามทำอะไรบ้าง เมื่อเขาได้ฟังข้อเท็จจริงจากเราเขาจะเข้าใจว่าทำไม มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คงพูดยากว่ากระทบกับคะแนนเสียงมากน้อยแค่ไหน หรือจะมีผลกระทบกับการรักษาเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.สมัยหน้าหรือไม่  เรื่องนี้ขึ้นกับช่วงระยะเวลานั้นๆ ว่าผู้สมัครจะแข่งกับใคร  นโยบายเป็นอย่างไร  บรรยากาศการเมืองขณะนั้นเป็นอย่างไร  สามส่วนนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะกำหนดการตัดสินใจของประชาชนที่จะให้การสนับสนุนใครอย่างไร

องอาจ เปิดเผยว่า ยังไม่มีการวางแผนถึงขั้นเตรียมส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งผู้ว่าฯ กทม.มีกำหนดครบวาระปีหน้า แต่ คสช.ยังอยู่ไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งหรือเปล่า เพราะดูจากท้องถิ่นทั่วประเทศ เมื่อการบริหารองค์กรปกครองท้องถิ่นครบวาระก็ให้รักษาการไปก่อนบ้าง  ดังนั้นเราไม่รู้ว่าจะเลือกตั้งปีหน้าหรือ อีก 2-3 ปี สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปพอสมควรต้องไปดูช่วงใกล้ๆ

“ในความเป็นพรรคการเมืองแน่นอนที่สุดไม่ประสงค์อยากให้เกิดปัญหาใดๆ กับการทำงาน ที่ไปส่งผลกระทบกับประชาชน แต่เมื่อมีการทำงานใดๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบประชาชน หรือไม่ชัดเจน พรรคก็มีภารกิจที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจน เพราะฉะนั้น เมื่อทุกอย่างเกิดความชัดเจนประชาชนก็จะเข้าใจเราให้โอกาสเราได้ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนต่อไป”

ถามว่าเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับประชาธิปัตย์หรือไม่ องอาจ กล่าวว่า ทุกๆ การทำงานล้วนแต่เป็นบทเรียนไม่ว่าการทำงานนั้นจะเป็นบวกหรือลบก็ตาม  การทำงานอะไรก็ตามที่เป็นผลบวกกับพรรค เราก็เก็บมาเป็นบทเรียนที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมมากขึ้น อะไรที่เป็นการทำงานที่เป็นผลลบ เราก็ต้องเก็บมาเป็นบทเรียนไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นอีก

 

คิกออฟแผนฯ12 สศช.เข็น 10 ยุทธศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กรกฎาคม 2559 เวลา 06:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/444171

คิกออฟแผนฯ12 สศช.เข็น 10 ยุทธศาสตร์

โดย…อนัญญา มูลเพ็ญ

ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 ประเทศไทยจะเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (ปี 2560-2564) ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงท้ายๆ ของการจัดทำแผนแล้ว โดยวันที่ 22 ก.ค.นี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นเป็นรอบสุดท้ายก่อนเสนอแผนฉบับใหม่ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะแตกต่างจากแผนพัฒนาฯ ทั้ง 11 ฉบับที่ผ่านมา ตรงที่แผนนี้จะเกาะเกี่ยวอยู่กับแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ที่ถูกจัดทำเป็นครั้งแรกในรัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สศช. กล่าวว่า รัฐบาลเห็นว่าประเทศอยู่ระหว่างการปฏิรูปในทุกๆ ด้าน จึงจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ชาติที่ยาวกว่า 5 ปี และมอบหมายให้ สศช. ร่วมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ร่างยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน คือ 1.การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ 2.ความมั่นคง 3.การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับ
สิ่งแวดล้อม 4.การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 5.การสร้างโอกาสความเสมอภาคและความเท่าเทียม และ 6.การพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพของคน

ในขณะที่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 จะมียุทธศาสตร์ 10 ด้าน โดยยุทธศาสตร์ 6 ด้าน จะเกาะเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ และอีก 4 ด้านจะเป็นยุทธศาสตร์เฉพาะตามแผนพัฒนา คือ 1.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค 2.การพัฒนาภูมิภาคเมืองและพื้นที่พิเศษ 3.วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิจัยและนวัตกรรม และ 4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและ
โลจิสติกส์ หรือที่เรียกว่ายุทธศาสตร์ “6-6-4” ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สู่ยุทธศาสตร์แผนฯ 12

“ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้ถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีการลงประชามติในเดือนหน้านี้ ซึ่งจะทำให้ไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาก็ต้องเดินตามยุทธศาสตร์นี้” ปรเมธี กล่าว

เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า ทั้ง 10 ยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 หลายส่วนยังคงมีความต่อเนื่องกับแผนฉบับที่ 11 คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทุนมนุษย์ จะให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากในปี 2564 สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น 19.8% ของประชากรทั้งประเทศ และจะเพิ่มเป็น 30% ในอนาคต ดังนั้นนอกจากการเตรียมการรับสังคมสูงวัยแล้ว ยังต้องมีการพัฒนาคนตั้งแต่ในระบบการศึกษาไปจนถึงการพัฒนาฝีมือแรงงาน

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งแม้ว่าในช่วงการพัฒนาที่ผ่านมาไทยจะลดความยากจนลงได้อย่างต่อเนื่อง และมีเป้าหมายที่ต้องลดให้ได้เหลือต่ำกว่า 7% ของประชากรทั้งหมด แต่ความเหลื่อมล้ำไม่ได้ลดต่ำลงเลย

“เมื่อพิจารณาการกระจายรายได้ พบว่ากลุ่มที่รวยสุด 10% มีสัดส่วนรายได้ 35% ของรายได้รวมปี 2558 ขณะที่กลุ่มประชากร 40% ที่มีรายได้ต่ำสุด มีสัดส่วนรายได้เพียงร้อยละ 14.3% ของรายได้รวมเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีความเหลื่อมล้ำทางด้านสินทรัพย์และการถือครองที่ดิน และปัญหากระจายบริการภาครัฐที่มีคุณภาพที่ยังไม่ทั่วถึง” 

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมาหลายปี จำเป็นต้องฟื้นฟูให้กลับมาขยายตัวได้สูงขึ้น โดยการเร่งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ สร้างบรรยากาศการลงทุน และปฏิรูปเศรษฐกิจในหลายด้าน เพื่อวางพื้นฐานให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงได้ภายในปี 2570 ขณะที่กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีเป้าหมายเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5% โดยมีรายได้ต่อหัวเป็น 8,200 เหรียญสหรัฐ ในปี 2564 จากที่มี
รายได้อยู่ที่ 6,000 เหรียญสหรัฐ

ยุทธศาสตร์ที่ 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยแผนฯ 12 จะเร่งขับเคลื่อนทั้งการรักษา ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40% ของประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ความมั่นคง ถือเป็นครั้งแรกที่ สศช. นำงานด้านความมั่นคงเข้ามาอยู่ในแผนพัฒนาฯ เนื่องจากงานด้านความมั่นคงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและมีความท้าทายใหม่ๆ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม เช่น กลุ่มก่อการร้ายรุนแรงสุดขั้ว จึงต้องให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูพื้นฐานความมั่นคงในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางไซเบอร์ ระบบสื่อสาร พัฒนาเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันเพื่อรับมือภัยคุกคามต่างๆ

ยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการภาครัฐ การป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ และธรรมาภิบาลในสังคมไทย โดยตั้งเป้าลดปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบของประเทศ เพื่อเพิ่มคะแนนดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น (CPI) ให้อยู่สูงกว่า 50% จากปัจจุบัน 38% ผ่านการพัฒนาหลายด้าน เช่น ปรับปรุงกระบวนการงบประมาณ และสร้างกลไกในการติดตามตรวจสอบการเงินการคลังภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ยุทธศาสตร์ที่ 7 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ โดยตั้งเป้าว่าในปี 2564 จะลดต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยเหลือ 12% ของจีดีพี เพิ่มการขนส่งทางรางเป็น 4% จาก 2% ทางน้ำเป็น 19% จาก 15% ขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ได้ 85% ของหมู่บ้านทั่วประเทศ เป็นต้น

ยุทธศาสตร์ที่ 8 วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม มีเป้าหมายสำคัญ คือ เพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเป็น 1.5% ของจีดีพี จากปัจจุบัน 0.48% และเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และด้านเทคโนโลยี จัดโดย IMD ให้อยู่ในลำดับ 1 ใน 30

ยุทธศาสตร์ที่ 9 การพัฒนาภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคของประเทศไทย ประกอบด้วย การพัฒนาภาคเหนือให้เป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าสูง พัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้หลุดพ้นจากความยากจนก้าวสู่เป้าหมาย “อีสานพึ่งตนเอง” พัฒนาภาคกลางให้เป็นฐานเศรษฐกิจชั้นนำ และพัฒนาภาคใต้เป็นฐานการสร้างรายได้ที่หลากหลาย ขณะที่พื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก จะเป็นศูนย์อุตสาหกรรมทันสมัย ใช้เทคโนโลยีสูง

ยุทธศาสตร์ที่ 10 การต่างประเทศ ประเทศเพื่อนบ้าน และภูมิภาค โดยใช้ประโยชน์จากจุดเด่นของทำเลที่ตั้งของประเทศเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของแนวระเบียงเศรษฐกิจต่างๆ ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย

 

“สยาม” ลูกจ้างท้ายแถว สู่เจ้าพ่อซีแอลเอ็มวีที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กรกฎาคม 2559 เวลา 13:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443990

"สยาม" ลูกจ้างท้ายแถว สู่เจ้าพ่อซีแอลเอ็มวีที

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

คนเราเกิดมาลำบากแล้วใช่ว่าต้องลำบากตลอดชีวิตเสมอไป เช่นเดียวกันเกิดมาสุขสบายใช้เงินกองโตก็ใช่ว่าจะสบายไปตลอดชีวิต เพราะระหว่างทางเดินชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ อยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้นเป็นผู้กำหนด

สยาม รามสูต ชายวัย 50 ปี เป็นคนหนึ่งที่พิสูจน์เรื่องนี้ได้ดี ทุกวันนี้เขามีดีกรีเป็นเจ้าของอาณาจักรธุรกิจจัดจำหน่ายหรือเทรดดิ้งยักษ์ใหญ่ บริษัท สยาม อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งมีบริษัทปลีกย่อยมากมายในประเทศแถบซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) ทั้งทำธุรกิจเทรดดิ้ง เจ้าของสิทธิแฟรนไชส์วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ ในกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม อีกทั้งเป็นผู้กระจายสินค้าดาวคอฟฟี่ของ สปป.ลาว ในไทยและเมียนมา แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ชีวิตก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรือเดินบนพรมแดง เพราะเขาต้องฟันฝ่าอุปสรรคมาอย่างโชกโชน

สยาม เล่าว่า สมัยเด็กเคยเป็นลูกศิษย์วัดมาก่อน อาศัยอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เป็นลูกศิษย์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว และได้ไปเรียนด้านก่อสร้าง ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่ จ.เชียงใหม่ กระทั่งเรียนจบอายุ 22-23 ปี ก็เริ่มทำงานที่หมู่บ้านรังสิยาเป็นเด็กประจำออฟฟิศ ได้ค่าจ้างวันละ 80 บาท โดยงานที่ทำก็แล้วแต่เขาจะสั่งให้เราทำอะไร ไปซื้อโน่นซื้อนี่ เขียนแบบก่อสร้าง เพราะเราจบด้านก่อสร้างเราเขียนเป็นอยู่แล้ว ให้คุมงาน ให้คิดคำนวณงาน ไปยื่นแบบรับเหมาก่อสร้าง ประมูลงาน ตรวจงาน คิดโครงการใหม่

ด้วยความที่เขาจ้างเรา 80 บาท แต่เราทำให้เขาเหมือนจ้าง 1,000 บาท โดยไม่นึกเสียดายแรงเลย เขาใช้อะไรเราก็ทำ ถ้าเราทำไม่เป็นก็ไปศึกษา ทำได้ 3 ปี หลังจากนั้นจึงเติบโตในอาชีพการงานกลายเป็นเบอร์ต้นๆ ของบริษัท บรรดาวิศวกร สถาปนิกที่เรียนจบปริญญามากลายมาเป็นลูกน้องของเรา ทั้งที่เราจบแค่ ปวส.

ระหว่างทำงานที่หมู่บ้านรังสิยานี่เอง ก็ได้พบรักกับ อ้วน-สุพิชชา รามสูต ที่เวลานั้นทำรับเหมาถมดิน ซึ่งคุณอ้วนดูแล้วเห็นว่าเราทำให้คนอื่นเขารวยมากแล้ว เลยชวนกันลาออกมาแต่งงานแล้วทำธุรกิจของเราเองดีกว่า มาทำให้รวยกันบ้าง

“ผมเป็นคนลำปาง ส่วนคุณอ้วนเป็นคนนครราชสีมา อยู่คนละฟากฝั่งแต่เรามาเจอกันที่กรุงเทพฯ คุณอ้วนนี่แหละกิ่งทองใบหยก ถ้าผมคนเดียวคงมาไม่ได้ถึงวันนี้”

หลังจากลาออกแบบไม่ได้เตรียมตัวกันล่วงหน้า คิดออกก็ทำกันเลย ไม่ได้ปรึกษาผู้ใหญ่ สยามและอ้วนก็ตั้งใจว่าจะไปทำธุรกิจบ้านจัดสรรเองที่ จ.ตราด เพราะสมัยนั้นคุณพ่อของสยามย้ายมารับราชการประจำที่ จ.ตราด แต่เนื่องจากเวลานั้นต้องหาเงินเพื่อแต่งงานกัน ประกอบกับยังอยู่ระหว่างหาทำเลทำบ้านจัดสรร สยามและอ้วนจึงไปซื้อผลไม้จากสวนใน จ.ตราด มาขายก่อน เพราะคิดว่าต้องได้กำไรเห็นๆ

สยาม เล่าต่อว่า เขาเริ่มจากซื้อทุเรียนที่สวนมา 3 คันรถ สมัยนั้นซื้อได้กิโลกรัมละ 6 บาท มาขายกิโลกรัมละ 21 บาท ก็มองว่าได้กำไร 3 เท่า โดยสยามขับรถกระบะมาจอดตามถนนสีลม อโศก ลงมือปอกทุเรียนขายเอง แต่แล้วที่คิดว่ากำไรเห็นๆ กลับกลายเป็นขาดทุน เพราะขายปลีกผลไม้ไม่เป็น พอคนจะซื้อ ทุเรียนที่นำมาก็ยังไม่สุก แต่พอจะสุกก็สุกพร้อมกัน 3 คันรถ ทำให้ขายไม่ทันช่วงที่สุก กลายเป็นธุรกิจแรกที่ทำขาดทุน แต่ก็ยังไม่เข็ด เพราะตั้งใจสู้ต่อช่วยกันหาเงินแต่งงาน เพราะพ่อแม่ของเราก็ไม่ได้มีเงินมากมาย เลยตัดสินใจไปซื้อเงาะมาขายอีก ก็คิดเหมือนเดิมว่ากำไร 3 เท่าเห็นๆ แต่ก็ขาดทุนเหมือนเดิม เพราะซื้อเงาะจำนวนมากมาเร่ขาย ปรากฏว่าผลเงาะดำเร็ว ประสบการณ์นี้เองทำให้เรารู้ว่า การทำธุรกิจไม่ได้ง่าย ถ้าเราไม่รู้จัก ไม่เชี่ยวชาญในธุรกิจนั้นๆ ไม่มีความรู้ สิ่งที่เห็นว่ากำไรก็กลายเป็นขาดทุนได้

หลังบาดเจ็บจากการขายผลไม้ คราวนี้อ้วนได้นำที่ดินของตัวเองที่ จ.นครราชสีมา ไปเป็นหลักทรัพย์ขอกู้เงินจากธนาคารเพื่อเปิดบริษัท รามสูตก่อสร้าง เพราะหาทำเลได้แล้ว โดยทำบ้านจัดสรรภายใต้ชื่อโครงการสุวรรณโชติ ช่วงนั้นเงินทุนไม่ได้มากมายก็เริ่มจากทำทาวน์เฮาส์หลังเล็กๆ ก่อน จากนั้นก็ไปทำบ้านเดี่ยว แล้วก็ไปกำไรมากสุดตอนทำตึกแถว นอกจากนั้นก็รับเหมาสร้างที่ทำการไปรษณีย์ กระทรวง ถือว่าชีวิตเริ่มมีฐานะได้ก็จากธุรกิจบ้านจัดสรร ซึ่งเราน่าจะมีอยู่ 5-6 โครงการ เป็นเจ้าใหญ่ใน จ.ตราด

อย่างไรก็ตาม ทำบ้านจัดสรรได้ 5-6 ปี ก็ตัดสินใจเลิกกิจการ เพราะเป็นช่วงปี 2540 ที่ไทยเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจฟองสบู่แตก ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง บ้านจัดสรรชะงักกันหมด อ้วนมองแล้วว่า ที่ผ่านมาขายบ้านจัดสรรมากแล้วก็อยากเปลี่ยนไปทำอีกธุรกิจคือ ขายเพชร ขายทอง ขายข้าวสารอยู่ในตลาด ช่วงนั้นได้รู้จักกับลูกค้าที่เป็นระดับผู้ใหญ่ฝั่งกัมพูชามักเข้ามาซื้อขายเพชร ขายทอง ทำให้ได้กลายเป็นนายหน้าซื้อขายสินค้าอุปโภคบริโภคไปด้วย เป็นแบบเขาสั่งของมา เราก็โทรไปสั่งซื้อสินค้าแล้วส่งให้เขา

สยาม รามสูต

เมื่อทำตัวเป็นพ่อค้าชายแดนได้ 3 ปี สมัยนั้นโอสถสภามองว่าอนาคตการแข่งขันธุรกิจจะสูงขึ้น แค่มีพ่อค้าชายแดนคอยสั่งสินค้าส่งไปให้คนกัมพูชา คงไม่ทำให้สินค้าขายดีแล้วก็ยั่งยืนได้ แต่ต้องเข้าไปทำตลาดจริงจังในประเทศนั้น ทางบริษัท โอสถสภา ผู้ผลิตจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เช่น เครื่องดื่มตระกูลเอ็ม ลิโพ จึงเข้ามาคุยกับเราขอให้ไปเป็นตัวแทนกระจายสินค้า (ดิสทริบิวเตอร์) ที่กัมพูชาได้หรือไม่ ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะยอดขายที่ได้จากการสั่งสินค้าของเราคงดีพอควรจึงอยากให้เราไปทำตลาด โดยเริ่มจากสินค้าแค่ตัวเดียวก่อนคือ เอ็ม-150

“พอโอสถสภาบอกให้เราไปทำตลาดให้เขา ไปเป็นดิสทริบิวเตอร์ สมัยนั้นเราไม่รู้จักว่าดิสทริบิวเตอร์คืออะไร เขาก็อธิบายว่ารู้จักดีทแฮล์ม สหพัฒน์ เสริมสุขไหม สมัยก่อนเราก็พอรู้จัก เขาก็ถามว่าอยากรวยอย่างนั้นไหม ประจวบเหมาะกับเราเบื่ออาชีพในไทยพอดีเลยตกลง”

สยาม อธิบายว่า ที่เบื่ออาชีพในไทย เพราะก่อสร้างก็ต้องหยุดทำ พอค้าทองค้าเพชรก็ไม่ใช่ทางของเรา ต้องนั่งเฝ้าทอง เฝ้าเพชรตลอดเวลาเหมือนติดคุก กินข้าวก็ต้องนั่งมองจอระวังโจรผู้ร้าย แล้วก็มีตำรวจเฝ้า ตื่นเช้ามาต้องขนทองตั้งที่ตู้โชว์ พอตกเย็นก็ต้องเก็บทองเข้าเซฟ ตกกลางคืนมีเซ็นเซอร์ติดในร้านทอง พอหนูวิ่งผ่านตัวหนึ่งเซ็นเซอร์ก็ร้องดัง ตำรวจมากันทั้งโรงพัก เลยรู้สึกว่าชีวิตอยู่อย่างไม่มีความสุข อีกทั้งเวลานั้นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งไปทำทองก็ไม่กำไรมากเหมือนคนรุ่นก่อนที่ค้าขายทองมานาน มีทองเก่ามาขัดได้

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นดิสทริบิวเตอร์ เอ็ม-150 ให้โอสถสภา สยามก็เริ่มไปมาไทยกับกัมพูชาในปี 2540 แล้วปี 2541 จึงออกไปอยู่ต่างประเทศทำดิสทริบิวเตอร์เต็มตัว การออกไปครั้งแรกท้าทายมาก เพราะเขาเรียนจบแค่ ปวส. เวลานั้นภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยรู้ แม้แต่คำง่ายๆ This is a book หรือ This is a chair ก็ยังไม่รู้เลยว่าแปลว่าอะไร ส่วนการเดินทางไปกัมพูชาก็ต้องนั่งเรือจาก จ.ตราด ไปลงที่เกาะกง แล้วนั่งเรือต่อไปยังกำปงโสม จากนั้นมีเพื่อนที่กัมพูชาขับรถมารับต่อไปพนมเปญ

ระหว่างที่ไป สยามได้รู้จักหมดแล้วกับคำว่าใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม มืดแปดด้าน สมัยนั้นกัมพูชายังมีการสู้รบกัน 3 ฝ่าย การเดินทางด้วยรถหรือเรือมีแต่คนพกปืน ในเรือมีสยามเป็นคนไทยท่ามกลางคนกัมพูชา 200-300 คน พูดกับใครไม่รู้เรื่อง แถมเรือก็ไม่ใช่สภาพดี ระหว่างแล่นไปก็ทำคนอาเจียนกันครึ่งลำ สยามคาดไม่ถึงเลยว่าต้องเจอสถานการณ์เหล่านี้ เกิดความรู้สึกว่าทำไมเสี่ยงตายและลำบากขนาดนี้ ตอนนั้นก็คิดเพียงว่าไม่เป็นไร เรามาทำตลาด ทำความดี มาจ้างแรงงานเขาก็เหมือนช่วยคนของเขาให้มีงานทำ

สยาม ระบุว่า การเริ่มต้นที่กัมพูชาเริ่มด้วยความไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ไม่ได้ศึกษาอะไรมาก่อน ไปแต่ตัว ส่วนสินค้าค่อยโทรศัพท์กลับมาสั่งจากไทยไป สมัยนั้นอีเมลก็ยังไม่รู้จัก เงินเหรียญสหรัฐก็ไม่รู้จัก มีแต่เงินบาทไป พอไปถึงต้องต่อสู้อยู่นานขาดทุน 3 ปีจึงตั้งตัวได้ เพราะการเป็นดิสทริบิวเตอร์ไม่เหมือนพ่อค้าชายแดนที่สั่งซื้อสินค้าใส่รถบรรทุกมาทีละพ่วงสองพ่วง ซื้อ 5 แสนบาท ขาย 6 แสนบาท ก็กำไร 1 แสนบาทเห็นๆ โดยดิสทริบิวเตอร์มีต้นทุนการดำเนินงานสูง ไปกัมพูชาต้องใช้เงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลหลักใช้จ่าย ต้องจ้างพนักงาน 3 คน มีรถ 1 คันไว้ใช้ดำเนินการ และต้องลงทุนตั้งสำนักงาน

ทว่า พอปีที่ 4 ธุรกิจก็เริ่มอยู่ตัว นอกจาก เอ็ม-150 เริ่มติดตลาด บริษัท โอสถสภา และบริษัทอื่นๆ ก็ส่งสินค้าใหม่มาให้กระจายเพิ่ม เพราะบริษัทมีช่องทางจำหน่ายพร้อม มีร้านค้าในกัมพูชาเป็นคู่ค้าในมือรออยู่ เมื่อมีสินค้าเพิ่มมาก็ส่งให้คู่ค้ารายเดิมขายเพิ่มได้เลย ซึ่งความแข็งแกร่งในกัมพูชาทำให้สยามได้รับการติดต่อให้ไปเริ่มเป็นดิสทริบิวเตอร์ใน สปป.ลาวต่อ แล้วก็ต่อยอดไปสู่เวียดนามและเมียนมา ถือว่าทำธุรกิจครอบคลุมซีแอลเอ็มวีทีอย่างสมบูรณ์

จะเห็นได้ว่า ทุกการกระทำของเราเท่านั้น ที่ปูทางเราสู่วันข้างหน้า หากสยามไม่ตัดสินใจไปล้มลุกคลุกคลานที่กัมพูชาในวันนั้น ก็อาจไม่ได้กลายเป็นเจ้าพ่อซีแอลเอ็มวีทีอย่างในวันนี้

1 ใน 5 เสือซีแอลเอ็มวีที

กว่าจะบุกเบิกตลาดกัมพูชาจนธุรกิจมั่นคงได้อย่างในวันนี้ สยาม รามสูต ประธาน บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ส่วนสำคัญต้องขอบคุณ อ้วน-สุพิชชา รามสูต นี่แหละ หากไม่มีเธอคงไม่ได้มาถึงวันนี้ เพราะอ้วนเป็นคนที่เก่งเรื่องค้าขาย เปรียบแล้วอ้วนก็เหมือนเป็นกองหน้า ส่วนสยามก็เป็นกองหลังของการไปค้าขายติดต่อต่างๆ

ช่วงที่ไปกัมพูชาช่วงแรก มีรถใช้ขนส่งสินค้าแค่คันเดียว แต่ปัจจุบันมีเกือบ 100 คันวิ่งทั่วประเทศกัมพูชาแล้ว ก็เริ่มต้นจากการสร้างรากฐานธุรกิจมาเรื่อยๆ โดยที่อ้วน ภรรยาของเขาเป็นคนไปติดต่อค้าขายกับร้านค้าต่างๆ เอง ส่วนตัวสยามเป็นกองหลังที่นั่งประจำอยู่ในสำนักงาน จากเดิมที่พูดภาษากัมพูชาไม่ได้ ทุกวันนี้ก็เริ่มพูดได้บ้างแล้ว ขณะที่จำนวนพนักงานขายในกัมพูชามี 300-400 คน แต่ถ้ารวมพนักงานของทุกบริษัทในเครือสยามอินเตอร์เนชั่นแนล ครอบคลุมทั้งซีแอลเอ็มวีทีก็คงมีหลัก 1,000 คนแล้ว

สยาม กล่าวว่า หลังทำธุรกิจในกัมพูชา 5 ปี จึงเริ่มทำดิสทริบิวเตอร์ใน สปป.ลาว สาเหตุที่ตัดสินใจไปเพราะธุรกิจในกัมพูชาเริ่มนิ่ง บริษัทกลายเป็นดิสทริบิวเตอร์กรณีศึกษาที่หลายหน่วยงานส่งคนมาดูงานที่กัมพูชา จากเริ่มต้นเป็นดิสทริบิวเตอร์ให้โอสถสภา ก็ต่อด้วยยูนิชาร์ม โออิชิ เสร็จแล้วก็เป็นดิสทริบิวเตอร์ให้โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า ทุกอย่างพ่วงมาเรื่อยๆ

“โอสถสภา กับยูนิชาร์ม ชวนผมมา สปป.ลาว เพราะเขาเห็นว่าเราเริ่มจากศูนย์ไม่มีความรู้ด้านค้าขาย แต่เขาแนะนำหรือสอนอะไรก็ทำตามที่เขาสอน และทำมากกว่าที่เขาสอนด้วย”

การไปเริ่มต้นธุรกิจใน สปป.ลาว ง่ายขึ้นมาก เพราะทุกอย่างที่เกี่ยวกับดิสทริบิวเตอร์ สยามเข้าใจหมดแล้ว อีกทั้งคนลาวรับสิ่งต่างๆ จากไทยได้ง่าย เพราะทางภูมิศาสตร์ จังหวัดธุรกิจของลาวอยู่ติดชายแดนไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเวียงจันทน์ สะหวันนะเขต หรือปากเซ แค่นี้ก็ครอบคลุมธุรกิจ 70% ของประเทศแล้ว และคนลาวดูทีวีไทย หากมีสื่อโฆษณาในไทยก็จะโฆษณากับ สปป.ลาว ได้ด้วย อะไรนิยมในไทยก็นิยมที่ สปป.ลาว

สยาม เล่าต่อไปว่า ครั้งที่เข้าไปเริ่มเป็นดิสทริบิวเตอร์ใน สปป.ลาว มีสินค้าจาก 3 บริษัท รวมแล้วหลายร้อยรายการ ด้วยความที่ภาษาลาวกับไทยคล้ายๆ กัน วัฒนธรรมเหมือนกัน ความชื่นชอบเหมือนกัน และคนลาวถือว่าคุณภาพสินค้าไทยเทียบเท่าญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา จึงทำธุรกิจไม่ยาก และอยากแนะนำว่าบริษัทไหนคิดออกไปขยายตลาดต่างประเทศ แต่ไม่เคยทำเลย ก็อยากให้เริ่มที่ สปป.ลาวก่อน เพราะคุณไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก ไปได้เลย แต่ต้องดูตลาด ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค ดูคู่ค้าที่แข็งแรงก่อน

สยาม-สุพิชชา รามสูต

ทั้งนี้ หลังไปเริ่มใน สปป.ลาว สยามก็ขยายธุรกิจต่อในเวียดนาม ซึ่งทำมาได้ 5 ปีแล้ว โดยในเวียดนามเริ่มด้วยการเป็นแฟรนไชส์ วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ จากนั้นต่อยอดเป็นแฟรนไชส์ในเมียนมาด้วย จนปัจจุบันเป็นแฟรนไชส์ วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก และบิวตี้ บุฟเฟ่ต์ ครอบคลุม 4 ประเทศแล้ว คือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม และขณะนี้สยามกำลังหารือเตรียมเป็นแฟรนไชส์แบรนด์ด้านความงามเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม สยามยังไม่เริ่มเป็นดิสทริบิวเตอร์ในเวียดนามและเมียนมา เพราะอยากทำธุรกิจดิสทริบิวเตอร์ในกัมพูชาและ สปป.ลาว ให้แข็งแรงก่อน จึงค่อยบุกเวียดนามและเมียนมาด้านนี้ ประกอบกับที่ผ่านมาเมียนมายังมีความไม่แน่นอน เช่น ไปสอบถามหน่วยงานหนึ่งบอกว่าสิ่งที่จะทำนั้นทำได้ เมื่อไปสอบถามอีกหน่วยงานกลับบอกว่าทำไม่ได้ จึงยังไม่เริ่ม

สยาม ระบุว่า ปัจจุบันไม่เพียงแต่ออกไปกระจายสินค้าประเทศเพื่อนบ้าน แต่เริ่มรับสินค้าประเทศเพื่อนบ้านเข้ามากระจายในไทยแล้ว เริ่มที่ดาวคอฟฟี่ ที่ไม่ได้มีผลิตภัณฑ์กาแฟอย่างเดียว แต่มีผลิตภัณฑ์อื่นในกลุ่มด้วย โดยสยามตั้งบริษัทย่อยรับเป็นดิสทริบิวเตอร์ในไทย กัมพูชา และเมียนมา และกำลังขยายร้านกาแฟแบรนด์ ดาว เดอ โบลาเวน ขึ้นมาเองที่ไทย เป็นร้านกาแฟที่ใช้วัตถุดิบของดาวคอฟฟี่ ซึ่งอ้วนเป็นคนนครราชสีมา จึงขอเริ่มต้นเปิดร้านกาแฟ ดาว เดอ โบลาเวน แห่งแรกที่หน้าอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) เพราะอยากเริ่มต้นร้านกาแฟแบบมีเรื่องราวของเราเอง และมีเรื่องราวให้กาแฟดาวด้วย

อีกธุรกิจที่ทำอยู่ คือ การร่วมหุ้นคนลาวทำลาว ดิวตี้ฟรี มอลล์ ตั้งอยู่บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 1 บริเวณที่ข้ามจาก จ.หนองคาย มาถึงด่านชายแดนเข้าลาวก็เจอกับลาว ดิวตี้ฟรี มอลล์เลย คาดว่าจะสร้างเสร็จปลายปีนี้และเปิดตัวได้ต้นปีหน้า

ด้านอนาคตที่สยามวางไว้ คือต้องการติดอันดับ 1-5 บริษัทขนาดใหญ่ด้านตัวแทนจัดจำหน่ายและทำช่องทางตลาดครอบคลุมซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย) ซึ่งปัจจุบันเป็นอันดับ 1-5 ของกัมพูชาและ สปป.ลาวแล้ว มูลค่าธุรกิจปัจจุบันของบริษัทในกลุ่มสยามอินเตอร์เนชั่นแนลอยู่ในหลักพันล้านบาท แต่สยามมองว่าหากภาครัฐของไทยอำนวยความสะดวกให้เอกชนส่งออกสินค้าไปประเทศเพื่อนบ้านง่ายขึ้น ขั้นตอนเอกสารไม่ยุ่งยากซับซ้อน ก็มีโอกาสดันมูลค่าธุรกิจแตะหลักหมื่นล้านบาทได้ในอนาคต

 

เปิดใจ “สมชาติ ธรรมศิริ” จากบิ๊กสภาคืนสู่สามัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 กรกฎาคม 2559 เวลา 19:36 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443626

เปิดใจ "สมชาติ ธรรมศิริ" จากบิ๊กสภาคืนสู่สามัญ

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

รัฐสภากลายเป็นหนึ่งในองค์กรของรัฐที่กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน เพราะนับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ ปรากฏว่าเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรถูกย้ายเข้ามาอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน ซึ่งเป็นการดำเนินการที่เกิดไม่บ่อยนัก

กระทั่งล่าสุด “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะผู้นำสูงสุดของฝ่ายนิติบัญญัติ มีคำสั่งให้ผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ออกจากตำแหน่งถึง 2 คน หนึ่งในนั้น คือ สมชาติ ธรรมศิริ อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จากกรณีใช้ตำแหน่งประธานสโมสรรัฐสภาอนุมัติเงิน จำนวน 3.4 ล้านบาท ให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยืมเพื่อดำเนินโครงการจัดสร้างวัตถุมงคล ซึ่งตามขั้นตอนของสภายังสามารถยื่นอุทธรณ์ได้

ในจังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนาเปิดใจกับสมชาติ เพื่ออธิบายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นว่า “เรื่องนี้เริ่มมาจากการที่มีข้าราชการไปยื่นหนังสือร้องเรียนกับประธาน สนช. ซึ่งทราบว่าข้าราชการคนนี้คงมีความไม่พอใจผมมาก่อน เพราะว่าในหนังสือร้องเรียนเท่าที่ได้เอกสารมา เขาเคยเป็นผู้ที่ถูกผมเสนอให้ลงโทษในการสอบสวนวินัยเรื่องการจัดซื้อนาฬิกาในรัฐสภา”

“ประธาน สนช.สั่งตั้งกรรมการสอบสวน สอบข้อเท็จจริงประมาณ 30 วัน จากนั้นดำเนินการสอบทางวินัยต่ออีกประมาณ 100 วัน ผลออกมาบอกว่าผมกระทำความผิดในหลายประเด็นว่าคำสั่งตั้งกรรมการสโมสรรัฐสภาไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

“ในส่วนนี้เมื่อครั้งท่านจเร พันธุ์เปรื่อง เป็นเลขาธิการสภาฯ ก็ได้ดูอยู่แล้ว ก็มองกันว่าช่วงนั้นหลังจากการรัฐประหารไม่มีรัฐสภา ไม่มีรัฐธรรมนูญ และกรรมการสโมสรรัฐสภา ซึ่งเดิมเป็น สส.และ สว. มันก็พ้นสภาพไปทั้งหมด สนช.ก็ยังไม่ได้ตั้งขึ้นมา แต่ว่าสโมสรรัฐสภาเป็นทรัพย์สินและกิจการของสำนักงานเลขาธิการสภาฯ มันจะปล่อยให้โดยไม่มีใครดูแลเลยไม่ได้ เวลานั้นก็มีเรื่องร้องเรียนมายังท่านจเร ก็เลยตั้งผมไปเป็นประธานกรรมการและให้มีคณะกรรมการสโมสรรัฐสภาเพื่อให้มีการดำเนินการต่อ”

จากนั้น อดีตที่ปรึกษาด้านกฎหมาย เล่าว่า ต่อมาสวัสดิการของข้าราชการรัฐสภามีเงินเหลือจำนวนไม่มาก ทำให้มีความจำเป็นที่ต้องหารายได้เข้าสวัสดิการข้าราชการรัฐสภา จึงเริ่มคิดถึงการดำเนินการจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อให้สวัสดิการฯ มีรายได้เข้ามา

“ถ้าไม่ทำ สวัสดิการฯ จะไม่มีรายได้ สวัสดิการฯ เงินร่อยหรอมาก เหลือแค่ประมาณ 2 แสนบาท ซึ่งไม่พอจัดงานและช่วยงาน จึงจำเป็นต้องหาเงินมาเติม ซึ่งในปี 2552 ก็เคยมีการจัดสร้างพระ ใช้เวลาจำหน่าย 5-6 ปีถึงจะหมด เงินก็เหมือนน้ำซึมบ่อทราย อย่างกรณีนี้ก็ยังจำหน่ายได้เรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าไม่สามารถจำหน่ายได้เลย”

“การสร้างพระน่าจะเป็นทางออกดีที่สุด เพราะถ้าไปหาเงินด้วยวิธีการอื่น เช่น การจัดกอล์ฟการกุศล มันต้องไปรบกวนคนอื่น ซึ่งเป็นความไม่เหมาะสมที่ข้าราชการต้องไปทำอย่างนั้น การสร้างวัตถุมงคล ผู้ที่มีจิตใจศรัทธาเขาสามารถมาเช่าบูชาได้เรื่อยๆ”

“รายได้ที่เข้ามาทยอยส่งคืนสโมสรรัฐสภาไป มีบางส่วนเข้ามาอยู่ในสวัสดิการฯ ผมในฐานะประธานกรรมการสโมสรก็ลงนามในฐานะผู้แทนของคณะกรรมการสโมสรทั้งหมดส่งเรื่องไปที่สำนักการคลังที่ดูแลการเงินของสโมสรรัฐสภา เงินรายได้ที่มาจากการเช่าพระเข้ามาที่สวัสดิการฯ และทยอยส่งคืนให้กับสโมสรรัฐสภา ซึ่งจำหน่ายได้เงินประมาณ 1 ล้านบาท”

แสดงว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมใช่หรือไม่? สมชาติ ตอบว่า “ผมคิดว่า …ไม่ทราบว่าเป็นความเข้าใจผิดหรือสำนวนสอบสวนมีมุมมองต่างกัน แต่ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำนั้นถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และนอกเหนือไปจากที่ทำถูกกฎหมายอย่างเดียวแล้ว ยังทำถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติด้วย”

“อาจจะไปขัดผลประโยชน์หลายๆ ฝ่าย เพราะเดิมร้านค้าในสโมสรฯ จะเป็นผู้จัดอาหารให้กับสภาและคณะกรรมาธิการต่างๆ แต่ในยุคของผมได้ให้เป็นความสมัครใจของคณะกรรมการและสมาชิกรัฐสภา ถ้าเขาจะใช้บริการของสโมสรฯ ก็ยินดี แต่ถ้าอยากใช้ภายนอกมาจัดอาหารก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าตามใจผู้มาใช้บริการ”

“ร้านค้าผมก็จัดระเบียบใหม่ เดิมทีเงินที่เข้าสโมสรฯ จะมีรายใหญ่อยู่ร้านหนึ่งที่เป็นคนรับผิดชอบทางสโมสรฯ แต่บังเอิญร้านเล็กต้องไปจ่ายกับร้านใหญ่อีกที ผมมองว่าลักษณะนี้มันเหมือนกับเป็นนายหน้า ซึ่งไม่ควรเกิดที่สโมสรฯ ร้านค้าทุกรายควรเป็นคู่สัญญากับสโมสรฯ เองโดยตรง”

สุดท้าย สมชาติ ยอมรับจากหัวใจว่า ไม่เคยคิดว่าจากคนที่เคยทำหน้าที่ตรวจสอบคนอื่นจะกลายมาเป็นคนถูกตรวจสอบเองจนต้องออกจากตำแหน่ง ทั้งที่มีความมั่นใจมาตลอดว่าตัวเองได้ดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย

“ไม่เคยคิดนะ เพราะตอนทำงานเรายึดตามกรอบของกฎหมาย และที่สำคัญจากประสบการณ์ เราทราบกันดีว่าการเข้ามารับงานในช่วงภาวะที่ไม่ปกติ เมื่อสถานการณ์ผ่านไปเรามีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเข้ามา เรามักจะถูกตรวจสอบอย่างหนัก ยกตัวอย่าง เมื่อครั้งจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ผมต้องเป็นคนแก้ต่างแทนสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ในเรื่องการพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลา 5-6 ปีเหมือนกันกว่าจะจบเรื่อง”

“เรื่องนี้เช่นเดียวกัน เมื่อเราเข้ามารับงาน ไม่ว่าจะเป็นงานสร้างสภาใหม่ งานสโมสรฯ หรืออื่นๆ เราทำใจอยู่แล้วว่าคงต้องถูกตรวจสอบอย่างหนักเช่นเดียวกันจากสภาและวุฒิสภาที่มาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราจึงทำงานอย่างระมัดระวัง”

“ถ้าถามว่ากระทบกระเทือนกับขวัญของข้าราชการสภาหรือไม่ ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนมีความหนักแน่นจะไม่ได้รับความกระทบกระเทือน แต่แน่นอนว่าอาจมีความรู้สึกสะเทือนใจกันบ้าง เพราะคนมีจิตใจและเลือดเนื้อ พอมาเห็นหลายคนที่ไม่ใช่ผมคนเดียวที่ต้องมาประสบแบบนี้ มันอาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจหรือเปล่าในการทำงานต่อๆ ไป เพราะแม้กระทั่งการทำงานตามกฎหมายและกรอบประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมาก็อาจยังต้องรับผิดได้” สมชาติ ทิ้งท้าย

 

“แฉทุจริต ผมไม่กลัวถูกฟ้อง” วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มือปราบ(โกง)กทม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 20:26 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443478

"แฉทุจริต ผมไม่กลัวถูกฟ้อง" วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มือปราบ(โกง)กทม.

โดย…วรรณโชค ไชยสะอาด

ทรงผมเนี๊ยบ มาดนิ่ง น้ำเสียงดุดัน ฝีปากกล้าไม่กลัวใคร ชายวัย 64 ผู้นี้ เดินหน้าไล่บี้โครงการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่งบประมาณจัดซื้อเครื่องดนตรีโรงเรียน โครงการจัดซื้อเครื่องจักรกล กล้องซีซีทีวี  สัญญารถไฟฟ้าบีทีเอส อุโมงค์ไฟลานคนเมือง 39 ล้าน เครื่องสูบน้ำลากจูง จนถึงกรณีล่าสุดกับการจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็ก จำนวน 20 คัน ราคาคันละ 8 ล้านบาท

“ผมไม่มีอำนาจที่จะปลดใคร แต่ผมตรวจสอบและเอามาเปิดเผยหมดทุกหน่วยงาน วันนี้เจอเรื่องของพรรคตัวเอง ไม่ได้แปลว่าจะต้องหยุดตรวจ และไม่ได้แปลว่าคุณชายเป็นคนโกง แต่เอาเป็นว่ามีการทุจริตใน กทม. แน่นอน”

น้ำเสียงหนักแน่นของ วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยังดังเสมอในเรื่องกทม…

ผมไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร

ทุกครั้งที่ออกมาเผยข้อมูลที่ส่อเค้าไม่ชอบมาพากลของกรุงเทพมหานคร (กทม.) วิลาศ จันทร์พิทักษ์ มักถูกตั้งคำถามเสมอถึงเป้าหมายว่ามีนัยยะแฝงเร้นอยู่เบื้องหลังหรือไม่

“ทุกอย่างไม่มีเบื้องหลังหรือความแค้นส่วนตัว และการตรวจสอบคนโกงต้องไม่มีการละเว้น แม้กระทั่งคนของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเอง ถ้าเราใช้มาตรฐานในการตรวจโกงแบบ’พรรคพวกเพื่อนกันไม่พูด’ อย่างนี้ไม่แฟร์  ปัญหาทุจริตในวันนี้มันมาจากการเล่นพรรคเล่นพวก แล้วช่วยเหลือกันเองจนคนบริสุทธิ์ไม่ค่อยมี เพราะได้เหมือนกันหมด ไม่มีใครกล้าตรวจสอบ หลายคนกล่าวหาว่าผมเป็นเครื่องมือใคร เรียนเลยนะครับ แถลงข่าวแต่ละครั้ง ไม่เคยปรึกษาใคร ไม่เคยไปบอกใครว่าจะแถลงอะไร หัวหน้าพรรคไม่เคยรู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น แม้แต่วันที่ผมแถลง เรื่องอุโมงค์ไฟ 39 ล้าน หัวหน้ายังไม่รู้เลย วันนี้ผมแถลงเรื่องรถดับเพลิง หัวหน้าก็ไม่รู้ กับคุณชายก็ไม่ได้คุยกันและไม่ได้มีปัญหากัน ผมทำแบบนี้ ไม่มีใครเบรก และเชื่อว่าไม่มีใครกล้าเบรกผมด้วย เคยมีคนมาบอกว่าเฮ้ยนี่พรรคเดียวกัน แต่ผมไม่เคยฟัง บอกเลยจะดำเนินการต่อ รู้ว่าใครโกง ก็ไล่มันออกไป จะเลี้ยงมันต่อทำไมล่ะ

อดีตประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร บอกว่า บางคนกลัวจะเสียคะแนนหากตรวจสอบพวกเดียวกันเอง หรือกลัวโดนเพื่อนนินทา แต่สำหรับเขาแล้วมองตรงข้าม

ผมมั่นใจว่า สิ่งที่ผมทำลงไปประชาชนชื่นชม เพราะประชาชนมองว่า พรรคประชาธิปัตย์นี่ เวลาคนในพรรคทุจริต ก็ไม่เว้น ผมไม่มีปัญหาเลยนะกับสิ่งที่ทำอยู่ หลายคนอาจจะมองตรงกันข้าม แต่ผมบอกว่า ทุกวันนี้ผมลงพื้นที่ ชาวบ้านชื่นชม พรรคก็ไม่เคยตำหนิ ส่วนใหญ่เข้าใจ มาตรฐานพรรคเราไม่มีละเว้นกับคนที่กระทำความผิดอยู่แล้ว

เมืองไทยโกงกันเยอะ เพราะคุ้มที่จะเสี่ยง

ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประจำปี 2558 (Corruption Perceptions Index 2015)  จากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ผลคะแนนภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ประเทศไทยได้ที่ 76 จาก 168 

จากประสบการณ์ของวิลาศ เขามองว่า สาเหตุที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยการทุจริตเพราะมันมีความคุ้มค่าที่จะโกง

การทุจริตในเมืองไทย ผลตอบแทนสูง คุ้มกับความเสี่ยง ประเทศนอกเขาโกงกัน 3-5 เปอร์เซนต์ก็เยอะแล้ว บ้านเราล่อ 40-50 เปอร์เซนต์เลย มันคุ้มไง ติดคุกคนเดียวแต่เพื่อนสบายหมด องค์กรอิสระกว่าจะดำเนินการสอบสวนเสร็จ เผลอๆไอ้คนที่โดนตรวจสอบ มันตายไปแล้ว กระบวนการช้า ได้เงินมหาศาล คุ้มที่จะเสี่ยง โอกาสจะติดคุกมันน้อยมาก

อดีต สส.กทม.พรรคประชาธิตย์ ชี้ว่า เมื่อการคอร์รัปชั่นในเมืองไทยขยายวงกว้างออกไปเพราะประโยชน์ที่ได้รับนั้นคุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับความเสี่ยง ดังนั้นต้องทำให้ประโยชน์จากการโกงน้อยลง เพิ่มโอกาสถูกจับสูงขึ้น และมีโทษแรงพอที่จะทำให้ “ไม่คุ้มเสี่ยง” ที่จะโกง

วิลาศมองว่า กรอบเวลาที่ชัดเจนในการปฎิบัติหน้าที่และการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสคือสิ่งสำคัญที่สุด

ข้อแรก องค์กรอิสระต้องเปลี่ยนระบบใหม่ ออกกรอบวิธีปฎิบัติงาน กำหนดหมวดหมู่ของเรื่องทุจริตอย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น คดีทุจริตไม่เกิน 5 ล้านบาท ตรวจสอบเสร็จสิ้นไม่เกิน 1 เดือน ทุจริตไม่เกิน 100 ล้านบาท เสร็จภายใน 3 เดือน ไม่ใช่แบบปัจจุบันที่ไม่มีกรอบวิธีปฎิบัติงาน

เวลาไปแจ้งความ ถามหน่อย เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยบอกไหมว่าจะฟ้องภายในกี่วัน จะดองเรื่องไปถึงไหนก็ได้ อัยการก็ไม่มี ศาลก็ไม่มี ปปช. กกต. สตง. ดีเอสไอ ไม่มีสักหน่วยงานเลยที่มีกรอบเวลา ลองไปดูประเทศที่มีดัชนีความโปร่งใสสูง เช่น ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เขากำหนดเลยว่า เรื่องทุจริตทั้งหมดไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ จะต้องเสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน บางเรื่อง ยื่นเช้า ช่วงบ่ายเขาชี้แล้วว่า มึงผิด มึงทุจริต เขาทำกันจริงจัง ใช้เวลาไม่นาน คนมันกลัว ไม่คุ้มที่จะเสี่ยงโกง

มีเรื่องหนึ่งร้อง ป.ป.ช.ไปตั้งแต่เดือน เมษายน ปี 2545  ปรากฎว่าเรียกไปสอบเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ปี 2558 ผมถามว่า คนที่เป็นคนกล่าวหาก็ดี คนที่จะไปเป็นพยานก็ดี มันมีหน้าไหนครับที่จะจำเรื่องได้ สุดท้ายคดีมันก็หลุดแหงๆอยู่แล้ว ระยะเวลาไม่ได้ทำให้คนเบื่อหน่ายอย่างเดียว แต่หลักฐานต่างๆก็สูญหายไปด้วย ขณะเดียวกันหน่วยงานที่กระทำความผิด ก็มีสิทธิ์ทำลายเอกสารที่เก็บไว้เกิน 10 ปี หลายคดีคนผิดหลุดไม่เท่าไหร่ ที่ช้ำใจคือ มันกลับมาเหยียบคนฟ้องร้องอีก แบบนี้ใครเขาจะอยากไปให้ความร่วมมือ

ข้อสอง ต้องทำให้ประชาชนรับรู้วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง วิธีใช้งบประมาณของหน่วยงานรัฐว่าดำเนินการยังไง รายละเอียดการประกวดราคาเป็นอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ประกาศให้ชาวบ้านเห็นชัดๆ ทุกวันนี้อย่าว่าแต่ประกาศ ไปขอ มันยังหลีกเลี่ยงไม่ให้เลย ทั้งที่การกำราบทุจริต ต้องให้ประชาชนเขาได้รับความสะดวกในการรับรู้ เพื่อให้เขามีส่วนร่วม

ข้อสาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ คุณต้องแก้ไข กำหนดเวลาให้ชัด ขอข้อมูลแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องให้เขาได้ภายในกี่วัน  ทุกวันนี้ผมต้องคอยไปตามทวงเอกสาร  ‘ได้หรือยัง’ ‘ได้เมื่อไหร่’ ‘ยังอีกหรอ’ ซึ่งถามว่าใครมันจะไปตามได้ทุกวัน เพราะแบบนี้คนเลยไม่อยากลุกขึ้นมาตรวจสอบ

รถกู้ภัยขนาดเล็กยังจอดสงบนิ่งอยู่ภายในสถานีดับเพลิงดุสิต หลังนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงปัญหาการทุจริตของกรุงเทพมหานคร(กทม.) เกี่ยวกับโครงการจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็กวงเงิน 160 ล้านบาท จำนวน 20 คัน ราคาคันละ 8ล้านบาท โดยเป็นตัวรถราคา 2.5 ล้านบาท นอกนั้นเป็นค่าอุปกรณ์ดับเพลิง

ปลุกข้าราชการกทม.ให้ตาสว่าง

การเคลื่อนไหวตรวจสอบเรื่องทุจริตของกทม.อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำให้วิลาศพบว่า ทุกวันนี้ข้าราชการกทม.เริ่มมีทัศนคติและพฤติกรรมที่ดีขึ้น มีเป้าหมายเดียวกันคือทำให้ กทม. กลับมาสง่างาม งานนี้เเม้ไม่ถึงกับราบคาบ เเต่ก็พอกำราบทุจริตลงได้บ้าง

มันเหมือนเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาว่าต้องทำแบบนี้ๆ แต่พอเราเริ่มไปเปิดประเด็นบ่อยครั้ง ทำให้เห็นว่าข้าราชการกทม. ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจเดิมๆ เริ่มมีความคิดที่อยากจะเห็นองค์กรของเขาดีขึ้น และให้ความร่วมมือโดยส่งข้อมูลต่างๆมาให้เยอะมาก ต่อไปนี้เชื่อว่า โครงการไหนส่อทุจริต พวกคนข้างล่าง อย่างกรรมการเปิดซองราคา กรรมการทีโออาร์ (เอกสารที่กำหนดขอบเขตและรายละเอียดของภารกิจ) ต้องคิดหนักแล้วที่จะร่วมดำเนินโครงการตามผู้บริหาร เพราะเงินก็ไม่ได้ หรือได้แค่เศษเงิน เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เผลอๆเอากระดูกมาแขวนคอ ติดคุกอีก

อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาระบบงบประมาณของกทม.นั้นเสียหายรุนแรง เพราะถูกผู้บริหารโกงกิน แสวงหาผลประโยชน์จากโครงการต่างๆเต็มไปหมด

ผู้บริหารฝ่ายการเมืองเสนองบประมาณไปซุกซ่อนเยอะแยะ ซิกแซก วางเงินตรงนั้นตรงนี้ไปทั่ว บางโครงการหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง บางโครงการช่วยพวกพ้อง ซ่อนกันเต็มไปหมด ทำให้ระบบงบประมาณมันเสียหาย งบประมาณมันเกิดจากการไปคุยกันเรียบร้อยหมดแล้ว แล้วค่อยไปโยงงบมาว่าจะมาใช้ทำอะไร แต่หลังจากที่ผมเปิดเผย ไล่บี้ เท่าที่ทราบในขณะนี้ มีผู้บริหารระดับสูงอยู่ 3 คนเลิกแล้วไม่กล้าขยับ เหลือหน่วยกล้าตายอยู่คนเดียวที่ยังกล้า สั่งให้โอนอันนี้ไปนั่น โอนอันนั้นไปโน่น ถ้าการสาปแช่งเป็นผลในทางปฎิบัติ ไอ้นี่ไม่น่าจะผุดจะเกิดแล้ว เพราะว่าโดนสาปแช่งมากๆ ผมว่าเขารู้อยู่แก่ใจ และข้าราชการ กทม. กว่าครึ่งเขารู้ว่าคนนี้โกง

ทำลายคนทุจริตด้วยธนบัตรใหม่

นักการเมืองขาบู๊รายนี้แนะนำแนวคิดการปราบปรามการทุจริตและคืนความโปร่งใสให้กับประเทศ ด้วยการยกเลิกธนบัตรเดิมและพิมพ์ธนบัตรใหม่

วันนี้ผมไม่รู้ใครโกงมากกว่าใครแล้ว เพราะมันกล่าวหากันเต็มไปหมด ทั้งฝ่ายการเมือง คสช. ข้าราชการ เอาอย่างนี้ดีไหม ผมเสนอให้ยกเลิกธนบัตรปัจจุบันเลย และพิมพ์ใหม่ ลองทำตามที่ผมว่าดู รัฐบาลอาจจะต้องลงทุนประมาณ 5 พันหรือ 1 หมื่นล้าน เพื่อพิมพ์ธนบัตรใหม่ ประกาศให้คนเอาของเก่ามาแลกของใหม่ภายในระยะเวลาเท่าไหร่ว่าไป คนที่มีเงินสดเกิน 2 ล้าน หรือมีเงินฝากในธนาคารเกิน 10 ล้าน ต้องชี้แจงที่มาที่ไปของเงินให้ได้ ผมจะดูซิ ไอ้พวกที่บอกว่า ตัวเองไม่เคยโกงเลย เป็นคนดีนี่มันจะทำหน้าอย่างไร โมเดลนี้มี 2-3 ประเทศเคยทำ จีนเคยทำ ผมถามหน่อยไอ้พวกที่มันโกง มันกล้าไหม ลงทุนหมื่นล้าน ผมว่าประเทศได้เงินคืนหลายล้านล้าน ผมเสนอไปเห็นนั่งเฉยหมด ไอ้พวกที่ปากดีบอกว่าโอ้โหพวกนั้นโกง ไอ้นี่โกง ผมเสนอเปลี่ยนธนบัตร ไม่เห็นออกมาเลย”

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ทิ้งท้ายว่า วันนี้ไม่กลัวที่จะถูกฟ้องร้องแต่อย่างใด แต่รอให้มาฟ้องด้วยซ้ำ เพราะมีหลักฐานที่เปิดเผยทั้งหมด ขณะเดียวกันยืนยันว่าไม่ได้เล่นงานแค่ กทม. แต่จัดการทุกหน่วยงานที่ทุจริต เพียงแค่ทุกครั้งที่พูดเรื่อง กทม. มักจะได้รับความสนใจจากสังคมมากกว่าเท่านั้นเอง

 

ศาสนาทำให้สังคมล้าหลัง ปรับโครงสร้างสงฆ์-แยกศาสนาออกจากรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 กรกฎาคม 2559 เวลา 08:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/443370

ศาสนาทำให้สังคมล้าหลัง ปรับโครงสร้างสงฆ์-แยกศาสนาออกจากรัฐ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

เรื่องศาสนา ณ เวลานี้ ไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าเรื่องของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ดำรงตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชและเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ  กทม. กับการมีชื่อเป็นเบอร์ 1 สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20

ถัดมาเป็นการเรื่องคดีพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี  ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฟอกเงิน หลังมีชื่อรับเช็คจาก ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธาน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น  ทั้งหมดคือปมปัญหาล้วนสร้างความสั่นคลอนให้กับสังคมในห้วงเวลานี้  จนเกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์ ประชาชนเบื่อหน่ายศรัทธาศาสนา

แต่มุมมองของคนรุ่นใหม่อย่าง  วิจักขณ์ พานิช  เคยแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์พุทธศาสนาในสังคมไทยยุคปัจจุบันอย่างน่าสนใจผ่านบทความต่างๆ มากมาย  ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์  ถึงต้นตอการเสื่อมศรัทธาทางศาสนาที่ถดถอยอย่างต่อเนื่อง  โมงยามลงตัวก่อนเปิดฉากสนทนาให้ฟังว่า พระสังฆราช มหาเถรสมาคม (มส.) องค์กรสงฆ์ และครอบคลุมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับสงฆ์ทั้งหมด คือเป็นโครงสร้างที่รวมศูนย์แบบรัฐ ส่วนที่ตรงข้ามคือคณะสงฆ์ที่รวมศูนย์ของรัฐ เป้าหมายคือต้องการรวมศูนย์ ต้องการมั่นใจว่าพุทธศาสนามีมาตรฐานเดียว แบบเดียว และเป็น “พุทธศาสนาแบบรัฐ” ที่ต้องการเผยแพร่คำสอนไปในโรงเรียน เป็นพุทธพิธี ตักบาตรทั่วประเทศ และพระสงฆ์ต้องขึ้นตรงกับอำนาจส่วนกลาง

ซึ่งโครงสร้างคณะสงฆ์แบบรัฐมันก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่สมัย รัชกาลที่ 4 และมาชัดเจนเป็นรูปธรรมช่วงรัชกาลที่ 5 โดยเป็นโครงสร้างคณะสงฆ์แบบรัฐและรวมศูนย์  นั่นสะท้อนรูปแบบการเมืองการปกครองแบบ “สมบูรณาญาสิทธิราชย์”

“โครงสร้างแบบนี้ถือเป็นโครงสร้างที่ล้าหลังมาก มันเป็นปัญหาเมื่อยุคช่วงล่าอาณานิคมผ่านไปแล้ว ตอนนี้เราเข้าสู่โลกสมัยใหม่ เป็นการแข่งขันอย่างเสรี ประเทศต้องเปิดกว้างเข้าสู่สากล เรียนรู้จากภายนอก ยิ่งประเทศไหนที่ได้รับการกระจายอำนาจ  มีการเรียนรู้ เปิดกว้าง ประเทศเหล่านั้นก็จะนำไปสู่การพัฒนา”

โดยมุมมองของคนรุ่นใหม่อย่างวิจักขณ์ เห็นว่าโครงสร้างสังคมเราไม่ใช่แบบนั้น แม้จะเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเมื่อปี 2475 แล้วก็ตาม เรายังติดแหง็กอยู่กับโครงสร้างแบบการรวมศูนย์อยู่  ไม่ว่าจะเป็นการเมือง และศาสนา ทั้งคู่ยังติดแหง็กกับโครงสร้างแบบรวมศูนย์อยู่

โครงสร้างพระสงฆ์ไทยเก่าไม่ก้าวหน้า

อย่างโครงสร้างคณะสงฆ์ปัจจุบัน ที่มีสมเด็จพระสังฆราช พระมหาเถรสมาคม มีพระผู้ใหญ่ที่อายุมากๆ ทั้งหลายอยู่ อันนี้แสดงให้เห็นเลยว่าเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นผลผลิตของระบอบเก่า ซึ่งพระมหากษัตริย์ต้องการพระเหล่านี้เป็นที่ปรึกษาทางจิตใจและทางการปกครอง

“ประเทศก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่แล้ว แต่ทุกวันนี้เราติดอยู่กับระบอบเผด็จการระบอบทหารอยู่ ขณะเดียวกันพระสงฆ์ก็ยังติดกับระบอบเดิม ที่ว่าใครจะเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ต่อไป แล้วก็ทะเลาะกัน แล้วก็มาโยงเข้ากับวัดพระธรรมกาย มีเรื่องกลุ่มก้อนต่างๆ ใครสนับสนุนใคร มีความเห็นแย้งสองฝ่าย จนกลายเป็นเรื่องการเมือง”

วิจักขณ์ เล่าต่อว่า ธรรมกายอยู่ภายใต้การปกครองของคณะสงฆ์และยังมีอิทธิพลภายในโครงสร้างคณะสงฆ์ ธรรมกาย สามารถใช้โครงสร้างสงฆ์ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศไปเผยแพร่ความเชื่อของตัวเองได้ เหมือนที่มีข่าวว่าวัดพระธรรมกายสนับสนุนช่วยเหลือวัดนั้นวัดนี้ ก็เหมือนกับนักการเมืองทั่วไป เพียงแต่นักการเมืองเหล่านี้คือ “พระสงฆ์”

ย้อนถามว่ามีทั้งกลุ่มคนที่ชอบและไม่ชอบวัดพระธรรมกาย แต่ทุกวันนี้ที่สังคมบอกจะกำจัดธรรมกาย ขอตั้งคำถามว่า?? เราจะจัดการเขาอย่างไร  คิดว่าจะใช้หลักการหรือวิธีคิดแบบใดไปจัดการ

“ที่บอกว่าให้เข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน เรื่องที่ดิน ผลประโยชน์ ของธรรมกาย  แล้วพระพุทธะอิสระ ทำไมไม่ไปตรวจสอบด้วย หรือคุณเลือกปฏิบัติเพียงเพราะว่าคุณไม่ชอบเขา  หรืออย่างที่บอกว่าธรรมกายเผยแพร่คำสอนไม่ตรงตามหลักคำสอน แล้วพระพุทธะอิสระตรงหรือเปล่า”

วิจักขณ์ อธิบายความเห็นต่อไปว่า หากจะมีการตรวจสอบวัด ทุกวัดก็ต้องมีการตรวจสอบเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด แล้วคำสอนของศาสนาที่มองว่าธรรมกายบิดเบือนคำสอน  “ต้องมองว่าคำสอนของพระแต่ละสำนักไม่มีใครสอนตรงกันเลย สันติอโศกสอนอย่าง พุทธทาสสอนอย่าง พระไตรปิฎกสอนอย่าง พุทธะอิสระสอนอย่าง หมอผีก็สอนอย่าง”

ดังนั้น เราต้องตระหนักว่าไม่มีใครสอนตรงกันเลย เพราะฉะนั้นความพยายามที่ต้องการให้คำสอนเป็นมาตรฐานเดียวกันหรือแบบเดียวกันทั้งหมด คือสิ่งที่ผิด เพราะศาสนาไม่ควรไปตั้งมาตรฐาน

เรื่องศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ เรื่องการทดลองของแต่ละบุคคล อย่างพระพุทธเจ้าแสวงหาสัจธรรมความจริง พระพุทธเจ้าก็ต้องไม่ให้ใครมาชี้นำ สิ่งที่พุทธศาสนาต้องการและช่วยให้พุทธธรรมงอกงามได้ดีที่สุด ก็คือเรื่อง “เสรีภาพทางศาสนา” ถามว่า พระพุทธเจ้าต้องการค้นพบสิ่งใดมากที่สุด นั่นคือการค้นพบการตื่นรู้ ความกรุณา

“สิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการมากที่สุด ไม่ใช่มหาเถรสมาคม ไม่ใช่คนที่ออกมากำจัดธรรมกายเพื่อศาสนา แต่พระพุทธเจ้าน่าจะต้องการให้คนมีเสรีภาพในการลองผิดลองถูก และคิดใคร่ครวญหาคุณค่าความหมายของชีวิตด้วยตัวเอง ดังนั้นต้องตั้งคำถามให้ถูกต้องว่า ศาสนาพุทธคืออะไรกันแน่  มันคือเรื่องการเรียนรู้ ตื่นรู้ การภาวนา การเผชิญความทุกข์ คุณไม่ต้องการอำนาจของรัฐมากดขี่ควบคุมมาบอกว่าสิ่งใดผิดหรือถูก

“ศาสนาพุทธมาจากความทุกข์ของทุกคน แทนที่จะเอาหนังสือธรรมะไปยัดเยียดให้เด็กในโรงเรียนท่องจำ แต่ให้พาเด็กออกมาจากโรงเรียนให้เห็นผู้คนกับคนไร้บ้าน คนในสลัม ที่ยากลำบาก อันนี้ต่างหาก ที่จะทำให้เข้าใจเรื่องของทุกข์ จะทำให้เด็กเหล่านั้นเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนที่มีการศึกษาและเห็นใจคนที่ไม่มีโอกาสเหมือนเขา  ดังนั้นพุทธศาสนาแบบรัฐ ที่ปกป้องค้ำจุน ที่อยู่ในธงชาติสีขาว ผมว่ามันผิดทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม คนหนุ่มไฟแรงอย่างวิจักขณ์ยังได้แสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับคุณค่าในศาสนาพุทธ ว่าศาสนาพุทธในสังคมไทยทุกวันนี้ควรให้คุณค่ากับความเป็น “พุทธศาสนาแบบชาวบ้าน” และนั่นก็กำลังตายลงไปเรื่อยๆ  เพราะอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์มาควบคุม รุกล้ำเสรีภาพ อิสรภาพในการลองผิดลองถูกของคน แล้วทำให้พระสงฆ์ไปอิงอยู่กับอำนาจนอกตัว คือ “อำนาจรัฐ”

จึงเชื่อว่าพุทธศาสนาในอดีต มีชีวิตชีวา เป็นพุทธศาสนาที่มีความกล้าหาญ พุทธศาสนาที่มีสัมพันธ์กับความทุกข์ของชาวบ้าน และพุทธศาสนาที่สัมผัสชีวิตจริงของสังคมได้

ส่วนมุมมองเรื่องการปฏิบัติธรรมของสงฆ์ในปัจจุบัน วิจักขณ์ ระบุว่า การปฏิบัติธรรมทำเพื่อสรรพสัตว์ เพื่อความทุกข์ของผู้อื่นคือเรื่องดี  “แต่คุณปฏิบัติธรรมเพื่อชาติ เพื่อพระศาสนา มันผิดรูปแบบ  จึงกลายเป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อความดีบ้างอย่างที่สูงกว่า  ทั้งที่จริงการปฏิบัติควรทำเพื่อขัดเกลาตัวเอง เผชิญความทุกข์ตัวเองก่อน  แล้วจึงจะเห็นว่าคนอื่นมีความทุกข์ไม่ต่างจากเรา  และนั่นจะทำให้มีจิตใจอ่อนน้อมถ่อมตนร่วมสุขร่วมทุกข์กับคนอื่น จนนำไปสู่ความเข้าใจเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์”

วัดเป็นฐานเสียงนักการเมือง คล้ายระบบเจ้าพ่อ

วิจักขณ์  บอกอีกว่า  เมื่อศาสนาพุทธถูกดึงเป็นเครื่องมือหรือกลไกการปกครองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา มันทำให้ศาสนาพุทธหมดความเป็นตัวเอง มันเป็นศาสนาพุทธที่ถูกตีความว่าเป็นการดำรงอยู่ของอำนาจชนชั้นนำหรือโครงสร้างแบบเก่า เป็นศาสนาพุทธแบบอุปถัมภ์

“มีคนที่สูงกว่า ต่ำกว่า คนที่สูงกว่าเพราะเป็นคนดี อุปถัมภ์ค้ำจุนศาสนา ไปวัดทุกวัน คนกลุ่มนี้ก็ดูสูงส่งขึ้น  แล้วพระก็จะกลายเป็นประจบประแจงคนทำบุญ ไม่ใช่เรื่องของการปฏิบัติธรรม ตักเตือนกัน จึงกลายเป็นการเมืองโดยธรรมชาติ ไปสู่พุทธศาสนาแบบชนชั้นนำ จนกลายเป็นพุทธศาสนาที่สนับสนุนระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ไม่มีการต่อสู้เพื่อคนชั้นล่าง ไม่มีการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ไม่เป็นปากเป็นเสียงให้กับคนทุกข์ พระไม่มีความกล้าหาญ กลายเป็นพระที่หมดความเป็นตัวของตัวเอง” วิจักขณ์ กล่าวและว่า

วัดเป็นฐานเสียงของนักการเมืองและเป็นการเมืองแบบอุปถัมภ์คล้ายระบบเจ้าพ่อ  ปัจจุบันพระไม่เป็นตัวของตัวเอง คำนึงแต่ผลประโยชน์ พระเป็นส่วนหนึ่งของระบบเจ้าพ่อ

อย่างใน กทม.ก็แบ่งเป็นซุ้ม เป็นก๊ก เป็นเหล่าเต็มไปหมด และอย่างเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ส่วนตัวของวิจักขณ์สะท้อนออกมาว่า  ระบบการตั้งสังฆราชเละทั้งหมด หากวิเคราะห์เราไม่มีทางรู้เลยว่าใครจะเป็นพระสังฆราชองค์ต่อไป  เพราะเราไม่มีสิทธิรู้ มันไม่มีกฎเกณฑ์ มันเป็นเรื่องของใครรู้จักใคร เส้นทางมายังไง ขั้วอำนาจทางการเมืองต่างๆ ทั้งหมดเป็นเรื่องของการเมืองชนชั้นนำ มองเป็นเรื่องพวกพ้อง คนรุ่นใหม่มองเรื่องนี้เป็นความเบื่อหน่าย

“ใครจะเป็นพระสังฆราชองค์ต่อไป แล้วเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นไหม ใครจะเป็น ผบ.ทบ.คนต่อไป เราจะมีชีวิตดีขึ้นไหม มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย มันถึงไม่สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่และการศึกษา ที่เราเรียนเสริมสร้างความคิดมากมายสุดท้ายไปใช้ระบอบอุปถัมภ์”

วิจักขณ์ กล่าวด้วยว่า พระสงฆ์ที่ทะเลาะกันเกิดขึ้นตั้งแต่อดีต มันเหมือนการเมืองสองฝั่ง มีนิกายธรรมยุตและมหานิกาย แต่ละฝ่ายก็มีก๊กมีเหล่า  ซึ่งระบอบของคณะสงฆ์ถือว่าเป็นเรื่องการเมืองอย่างยิ่ง  ย้ำว่าพุทธศาสนาไทยเป็นการเมือง

เสนอยุบ มส. พศ.-วัดเป็นตลาดมืดจุดฟอกเงิน

ระหว่างสนทนา วิจักขณ์  ตั้งคำถามย้อนมาว่า  จะทำยังไงให้พ้นจากการเมืองชนชั้นนำโดยปลดปล่อยศาสนาพุทธออกมาจากโครงสร้างทางการเมืองแบบอุปถัมภ์ แบบเผด็จการ ทำอย่างไรให้ศาสนาพุทธกลับมาเป็นสติปัญญาของประชาชนและมีอิสระ ศาสนาพุทธแบบชาวบ้านที่เลือกและลองเอง

เพราะปัญหาของศาสนา คือ การไม่มีอิสรภาพ เสรีภาพ  ศาสนากลายเป็นเรื่องของพระ และพระกลายเป็นชนชั้นนำ สุดท้ายศาสนาจึงไม่ใช่เรื่องของเรา จึงรู้สึกว่าจะทำอย่างไรให้ “พุทธศาสนาฆราวาส” ตื่นตัวขึ้นมาเพื่อความเป็นอิสระทางศาสนา

สำหรับองค์กรทางสงฆ์ เช่น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  มหาเถรสมาคม  และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยกำกับดูแลปกครองสงฆ์  ส่วนตัวของวิจักขณ์ มองว่า “ยิ่งองค์กรเหล่านี้แข็งแรง ยิ่งเป็นผลร้ายต่อศาสนาพุทธโดยรวม” และองค์กรเช่นนี้ไม่สามารถแข็งแรงได้แน่นอน เพราะโลกเป็นเสรีภาพทางความคิด เป็นโลกสมัย ดังนั้นตัวศาสนาต้องวางตำแหน่งของตัวเองให้ถูก  เพราะตอนนี้ศาสนาวางตำแหน่งของตัวเองผิด เลยยิ่งเป็นอุปสรรคทำให้ตัวศาสนาและสังคมล้าหลังไม่ก้าวหน้าเหมือนทุกวันนี้

วิจักขณ์ ถามอีกว่า เราจะออกจากวงจรอุบาทว์นี้อย่างไร??  “วงจรที่มีปัญหาคณะสงฆ์ ศาสนาพุทธไม่ควรอยู่ในโครงสร้างของ มส.และ พศ.ตั้งแต่แรก ดังนั้นให้ยุบองค์กรเหล่านี้ทิ้ง แล้วศึกษาให้ดีว่าสังคมสมัยใหม่อยู่กับศาสนาอย่างไร เขาวางตำแหน่งศาสนายังไงที่ทำให้เกิดเป็นสังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางความเชื่อ ความคิดของคน และไม่เอาศาสนามาเป็นเรื่องทะเลาะกัน”

นอกจากนี้ วัดหรือศาสนาควรเป็นรูปแบบมูลนิธิหรือเอกชน  สามารถตรวจสอบการเงิน ตรวจสอบการก่อตั้งองค์กร เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด  ที่เห็นชัดเจนอย่างกรมสรรพากรต้องมีความกล้าตรวจสอบพระและวัด  จะอ้างความเชื่อความเป็นพระไม่ได้  ดังนั้นจึงทำให้เห็นว่าตัวศาสนาไปผูกอยู่กับรัฐ

“จึงทำให้เกิดมุมมืดทางสังคม กลายเป็นตลาดมืดจุดฟอกเงิน เวลาไม่มีใครไปตรวจสอบก็จะมีพวกกาฝาก เห็บเหา เกาะอยู่กับศาสนา”

วิจักขณ์  ยังยอมรับว่าศาสนาพุทธในเมืองไทยมีอำนาจทางสังคมและการเมืองมากเกินไป ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ให้สังคมไทยไม่มีศาสนา แต่ตนย้ำมาตลอดว่าการแยกรัฐออกจากศาสนาไม่ใช่สังคมที่ไม่มีศาสนา เพียงแต่ว่าไม่เอาอำนาจทางศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของการปกครอง  คือรัฐต้องเป็นกลางทางศาสนา หวังว่าจุดเริ่มต้นแบบนี้จะเกิดขึ้น ในเรื่องการแยกรัฐออกจากศาสนา ไม่ได้หวังจะเกิดขึ้นในเชิงการเมืองอย่างเดียว หวังว่าจะมีคนเข้าใจในประเด็นที่ตนพูด

“ทุกวันนี้คนเราทำบุญไม่ได้ทำเพื่อขัดเกลาจิตใจตัวเอง แต่ทำเพื่อหวังอะไรบางอย่าง  การทำบุญคือการบริจาค การสละ เพื่อคนที่มีความทุกข์ลำบากมากกว่า คนจนก็จนไป คนทำบุญพระก็รวยไป ต้องยอมรับว่าอดีตพระไม่สะสมเงินทอง ทรัพย์สินกระจายไปสู่คนลำบาก  สวนทางกับปัจจุบันคนทำบุญหนึ่งอยากจะเอาล้าน ส่วนพระรับมาสิบ ก็อยากจะได้ร้อยได้พัน  จึงกลายเป็นเรื่องธุรกิจทางศาสนา แล้วพระใช้ศาสนาหากินหรือเปล่า”

วิจักขณ์ ทิ้งท้ายอย่างมีหวังว่า ทางเดียวที่จะทำให้พุทธศาสนากลับมามีพลัง กลับมามีพลวัต ต้องปลดปล่อยตัวเองออกจากอำนาจรัฐให้ได้ ต้องเป็นตัวของตัวเอง  ดังนั้นต้องมีอิสระ มีเสรีภาพ  ส่วนองค์กรของรัฐที่จะควบคุมพุทธศาสนาควรยุบทิ้งไปให้หมด และคนได้เรียนรู้การเปิดให้แลกเปลี่ยนโต้เถียงกัน แล้วจะทำให้เกิดความหลากหลายมากขึ้น

“อยากรู้ว่าอะไรมีความสุข” พลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิตศึกษาศาสนา

สําหรับ วิจักขณ์ พานิช ผู้ตัดสินใจพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ทดลองค้นหาตัวเองด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท “ประวัติศาสตร์ศาสนา” ที่สถาบันนาโรปะ แหล่งศึกษาทางศาสนาที่รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่มีแรงบันดาลใจในเรื่องของการเรียนรู้ด้านในและวิถีพุทธธรรมในโลกสมัยใหม่ ซึ่งทำให้ค้นพบวิถีการตีความศาสนาแบบใหม่ที่ให้อิสรภาพมนุษย์ในการเลือกเส้นทางแห่งการหลุดพ้นอย่างเป็นตัวของตัวเองถึงที่สุด

มีคำถามว่าอะไรเป็นแรงขับเคลื่อนให้หันมาสนใจศึกษาเรื่องศาสนา วิจักขณ์ สะท้อนความคิดว่า ทุกคนตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตตัวเองทุกคน ว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตมีคุณค่า จึงต้องหันมาดูตัวเองว่าติดขัดหรือมีปัญหาเรื่องไหน หรือว่าสับสนตัวเองอยู่ ไม่อย่างนั้นคุณค่าของตัวเองคงไปไม่ไกล ดังนั้นเมื่อคิดว่ามีปัญหาก็ต้องเยียวยาเพื่อให้เข้าใจความสับสนของตัวเองมากขึ้น และอยากรู้ว่าอะไรมีความสุข แล้วสามารถแชร์ให้กับคนอื่นได้ นั่นมาจากคำถามในใจ

“เรียนโรงเรียน เรียนมหาวิทยาลัยมาหลายปีมันตอบไม่ได้เลยว่า เราคือใคร เราเกิดมาทำไม เรามีคุณค่าอะไร พอทำงานก็เริ่มคำนึงถึงเรื่องการอยู่รอด จึงเป็นคำถามของตัวเองมาโดยตลอด กระทั่งมีโอกาสไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กระทั่งเจอครู เจอพื้นที่การเรียนรู้บางอย่างที่ตอบโจทย์ส่วนนี้ได้ เลยรู้สึกว่าอยากจะสร้างพื้นที่แบบนี้ที่เมืองไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้บางอย่างที่ทำให้คนได้มองเข้าไปภายในตัวเอง คลี่คลายคำถามเกี่ยวกับชีวิตแบบลึกๆ เป็นศาสนาที่ตอบคำถามว่า คุณทำอะไรแล้วมีความสุข แชร์กับคนอื่นได้ เลยกลายเป็นจุดที่มาของการทำงานลักษณะนี้”

ส่วนตัวคิดว่ามีคนที่ต้องเป็นอะไรแบบนี้จำนวนมาก คนที่มีความทุกข์ สับสน หาตัวเองไม่เจอ คนเหล่านี้ต้องการกัลยาณมิตร ต้องการคนที่คุยได้เหมือนเพื่อน มีความเป็นกันเอง คนที่คุยในทางมิติศาสนธรรมที่ไม่ใช่แบบศาสนากับศาสนา แต่เป็นแบบธรรมดาๆ เพื่อแชร์ประสบการณ์ แชร์ความทุกข์ของคนเหล่านั้น

วิจักขณ์ ยังบอกด้วยว่า จากการศึกษาเล่าเรียนฝึกเกี่ยวกับการภาวนา จึงมีการเปิดคอร์สสอนอบรมการภาวนา โดยใช้กระบวนการนั่งสมาธิภาวนามาช่วยเรื่องการขัดเกลาจิตใจ เยียวยาจิตใจ อย่างคนที่มีความทุกข์ ความเครียด เขาต้องการพื้นที่มาเยียวยาหรือต้องการผ่อนคลายปล่อยวางจากความคิด การโทษตัวเองให้อภัยตัวเอง มีความกรุณา มีความรักกับคนอื่นและรอบข้าง คนก็มาฝึกเรียนรู้

กลุ่มที่มาเรียนมีทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยรุ่น กลางคน คนแก่ คนอายุ 70 ปี เป็นการเรียนลักษณะแบบการศึกษาผู้ใหญ่ใครก็สามารถมาเรียนได้ นอกจากนี้ทุกวันอาทิตย์จะเปิดบ้านพักส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า “ติโรปะ” ทำสมาธิภาวนา มีลูกศิษย์และคนทั่วไปที่สนใจและเปิดรับความหลากหลายทางศาสนา และต้องการภาวนามาปฏิบัติกันพอสมควร

วิจักขณ์ เผยอีกว่า เท่าที่ทำมารู้สึกมีความสุข ยืนยันไม่ต้องการชื่อเสียง แต่คิดว่าอยากจะเป็นแรงบันดาลใจฝึกให้คนทำแบบตนเพิ่มขึ้นอีก มีคนที่ฟังคนอื่นและสอนคนอื่นแบบเปิดกว้าง อยากเห็นครูที่มีจิตวิญญาณ อยากเห็นนักข่าวที่มีจิตวิญญาณ อยากเห็นหมอ พยาบาลมีจิตวิญญาณ มาใช้ในชีวิตจริง ซึ่งมีความหวังมากๆ เนื่องจากมีคนสนใจเรื่องเหล่านี้เยอะ เพราะคนเริ่มเหนื่อยหน่ายกับ “ศาสนาพุทธรูปแบบเดิม” คนเลยหาทางเลือกในหลากหลายแบบเพิ่มขึ้น

สำหรับเรื่องการศึกษา วิจักขณ์ มองว่า ถ้าเรามีจิตใจเปิดกว้างรับฟังคนอื่น ก็จะเป็นพื้นที่ที่ดีมากในทางการศึกษา โดยไม่ยึดมั่นอยู่ในกรอบของตัวเอง และเปิดกว้างกับความเป็นไปได้อื่นๆ อยู่เสมอจนไปสู่การแลกเปลี่ยนแบบพลวัต

ปัจจุบัน วิจักขณ์ รับบท “เรือจ้าง” สอนพิเศษอยู่ที่วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนใหญ่สอนระดับ ปริญญาตรี ส่วนวิชาที่สอนจะเกี่ยวข้องกับวิถีพุทธธรรมในโลกสมัยใหม่ พุทธศาสนากับสังคมสมัยใหม่ จิตวิทยากับพุทธศาสนา เจ้าตัวบอกว่า เป็นอาจารย์สอนหนังสือมาหลายปีและยังได้รับเชิญไปสอนตามมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ฯลฯ หรือแม้แต่การได้รับโอกาสไปบรรยายพิเศษมานับไม่ถ้วน

นอกจากนี้ยังเป็นคอลัมนิสต์ให้กับมติชน นิตยสาร way และทำหนังสือ แปลหนังสือ เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ ปลากระโดด ซึ่งจะพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวข้องกับมิติทางจิตวิญญาณ แปลผลงานจากตะวันตกให้เห็นว่า ศาสนธรรม ศาสนาพุทธ เปิดกว้างและหลากหลายได้ขนาดไหน

ทว่าด้วยความเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาการวิพากษ์วิจารณ์อาจไม่เข้าหูเข้าใจคน จนมองตัวของ วิจักขณ์ ไม่เข้าใจเรื่องศาสนาอย่างแท้จริง เรื่องนี้ วิจักขณ์ สวนตอบด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งว่า “ผมไม่แคร์” เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของพุทธธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของพระพุทธเจ้า สำหรับคนที่คิดว่าเป็นเจ้าของศาสนาแล้วต้องปกป้องศาสนาของเขาเอง และการที่คิดว่าแสดงความคิดเห็นที่เห็นต่าง มีจินตนาการที่แตกต่างเป็นการเรื่องการทำลายศาสนา

“ผมว่ามันเป็นปัญหาของเขาไม่ใช่ปัญหาของผม เพราะผมคิดว่าอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่รองรับเสรีภาพในการนับถือศาสนาและคิดว่างานที่ผมทำเป็นงานสร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลาย และผมไม่มีอำนาจไปบังคับใครให้เชื่อตามผม ผมมีแค่สติปัญญา และสองมือในการทำงานเชิงสร้างสรรค์”

วิจักขณ์ เล่าต่อว่า อย่างน้อยสิ่งที่สอนและทำก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่สนใจศาสนา เปิดจินตนาการ ก็เหมือนตนเป็นพระป่า เดินร่อนเร่ ไม่มีสำนักอะไร แต่ว่าพบปะผู้คนตลอด ซึ่งมองว่าพลังศาสนธรรมจะเกิดขึ้นจากตัวปัจเจกบุคคล พลังการตื่นรู้

ภาพใหญ่ในศาสนาพุทธของไทย เป็นแบบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือมนุษย์ ดังนั้นเวลาคนเข้าหาศาสนาพุทธส่วนใหญ่ก็ไปกราบไหว้พระพุทธรูป ขอหวย กราบไหว้หลวงพ่อที่มีพลังวิเศษดูจิตได้ แก้กรรมได้ และสภาพแบบนี้ทำให้เกิดพระอลัชชี มากกว่าดึงดูดพระที่ดี

“คุณไม่อยากเป็นเหรอ คุณห่มผ้าเหลืองเวลาคุณพูดอะไรทุกคนเชื่อหมดเลย วางตัวให้สุขุม นั่งสมาธิให้ได้นานๆคนก็มากราบคุณ หรือพูดอะไรให้ดูดีนิดนึง ก็กลายเป็นเซเลบขึ้นมา เงินก็ไม่รู้เท่าไหร่ คุณไม่อยากเป็นเหรอ ใครๆก็อยากเป็น มันง่าย”

วิจักขณ์ ย้ำว่า ตนไม่ได้ทำร้ายใคร งานที่ทำมันพิสูจน์ตัวเอง แล้วตัวพุทธธรรมแบบนี้ ถ้าเรามองในมุมที่กว้างจะเห็นเลยว่า สิ่งที่ตนพูดมันนิดเดียว หากเทียบกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ศาสนาพุทธที่เปิดกว้างหลากหลาย เกิดขึ้นในตะวันตก อินเดีย เวียดนาม ญี่ปุ่น เต็มไปหมด เชื่อว่าคนที่มองต่างมีปัญหาความคับแคบของตัวเอง ไม่ใช่ปัญหาของตนที่เปิดกว้าง คนที่เรียนกับตนจะรู้เองว่าสิ่งที่สอนมันใช้ได้จริงหรือไม่

เพราะงอกเงยทางศาสนธรรมหรือที่เรียกว่า Spirituality หรือคุณค่าทางจิตวิญญาณ จะสอดคล้องกับชีวิตของผู้คนสมัยใหม่ “ไม่มีใครสนใจแล้วเรื่องศาสนา แต่เขาสนใจเรื่องจิตวิญญาณ” ทำยังไงให้การดำเนินชีวิตมีแรงบันดาลใจ มีคุณค่า ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

“เตือนคนที่ทะเลาะกันวนเวียนความขัดแย้งทางศาสนา ขอให้ตระหนักมันไม่ได้เป็นความหวังของคนรุ่นถัดไป แต่คุณกำลังไปทะเลาะกับสิ่งมันจะตาย และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องเลยกับคนรุ่นหลัง แล้วศาสนาพุทธแบบนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความทุกข์ของผู้คน เพราะฉะนั้นตัวศาสนาพุทธต้องตั้งหลักให้ดี” วิจักขณ์ ฝากถึงสังคม

 

“ธรรศพลฐ์” หัวใจไทยแอร์เอเชีย จากเจ้าของสู่มืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442925

"ธรรศพลฐ์" หัวใจไทยแอร์เอเชีย จากเจ้าของสู่มืออาชีพ

โดย…จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

หากเอ่ยชื่อสายการบินที่ประสบความสำเร็จมากในเมืองไทยเวลานี้ หนีไม่พ้นสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่มาพร้อมแคมเปญ “ใครๆ ก็บินได้” ล่าสุดผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2559 มีกำไรสุทธิถึง 1,009.08 ล้านบาท เกือบเท่ากับกำไรสุทธิที่ทำได้ทั้งปี 2558 อยู่แล้ว

ด้วยความสำเร็จเหนือเมฆเช่นนี้ ไทยแอร์เอเชียจึงหอมหวน ชวนให้คนอยากเป็นเจ้าของ มีกระแสออกมาต่อเนื่องว่าเจ้าสัวคนนั้นจะซื้อ มหาเศรษฐีคนนี้ก็สนใจ สุดท้ายตกร่องปล่องชิ้นที่ครอบครัวศรีวัฒนประภา เจ้าของอาณาจักรคิง เพาเวอร์ มาซื้อหุ้น 39.83% จากส่วนของ “โจ-ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น ผู้ดำเนินธุรกิจสายการบินไทยแอร์เอเชีย และครอบครัวของโจด้วยราคาหุ้นละ 4.20 บาท ทำให้โจเหลือสัดส่วนหุ้นที่ถืออยู่แค่ 5%

รวมเงินค่าหุ้นที่กลุ่มคิง เพาเวอร์ ต้องจ่ายให้โจเบ็ดเสร็จแล้วก็กว่า 7,944 ล้านบาท คนจำนวนมากอดคิดไม่ได้ว่า เหตุใดซีอีโอสายการบินไทยแอร์เอเชียท่านนี้ ยอมขายหุ้นจำนวนมากออกไปในราคาแค่ 4.20 บาท ทั้งที่ราคาในตลาดหุ้นเวลานั้นสูงถึง 6 บาท กลุ่มแบเลเว็ลด์จะนำเงินจำนวนมากนี้ไปทำอะไร และอีกข้อสงสัยที่โจมักโดนคนครหาก็คือ เป็นนอมินีถือหุ้นแทนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แน่ๆ แต่สำหรับผู้ชายชื่อโจ ไม่เคยแคร์คำพูดเหล่านี้

ธรรศพลฐ์ ชายหน้าละอ่อนอายุย่างเข้าสู่หลัก 50 ปี เปิดใจหลังการขายหุ้นว่า ก้าวแรกที่เข้ามาทำสายการบินไทยแอร์เอเชีย เริ่มจากเป็นผู้บริหารสายการบินไทยแอร์เอเชียที่มีหุ้นแค่ 1% เท่านั้น กระทั่งกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่นในเวลานั้น ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นหลักขายหุ้นไทยแอร์เอเชียไปให้กองทุนเทมาเซก โฮลดิ้งส์ สิงคโปร์ โดยไทยแอร์เอเชียตอนนั้นเป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ ที่มีเครื่องบินแค่ 8 ลำ เขาจึงจับมือกับผู้บริหาร 5-6 คน กู้เงินซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชียกลับคืนจาก เทมาเซก โฮลดิ้งส์

แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงถูกพูดถึงว่าเป็นนอมินี สิ่งที่เขารู้คือ 5 ปีกว่าหลังกู้เงินมาซื้อหุ้นไทยแอร์เอเชีย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการพยายามหาเงินเพื่อใช้หนี้ค่าหุ้นที่ไปกู้ยืมจากสถาบันการเงินมาจนหนี้กลายเป็นศูนย์ แล้วนำบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้

จากนั้นมา ธรรศพลฐ์ก็กลายเป็นหนี้อีกครั้งจากการไปลงทุนในสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ โดยถือหุ้นอยู่ 41% ซึ่งก็มาติดปัญหาเรื่ององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอซีเอโอ) ปักธงแดงกับไทยให้ต้องปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินพอดี ทำให้สายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ขยายมากไม่ได้ และนี่เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ตัดใจขายหุ้นบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น ไป

“ผมเป็นหนี้อยู่ 5 ปีกว่าจะนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น กว่าจะหาเงินไปใช้คืนแบงก์ได้เลือดตาแทบกระเด็น วันนี้ขายหุ้นไปแล้วก็มีเงินเหลือไม่เยอะ เพราะผมเอาเงินไปลงทุนกับสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พอสมควร ซึ่งติดปัญหาไอซีเอโอทำให้ขยายตัวไม่ได้ ดังนั้นเงินก็ไปติดอยู่กับไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พอควร ก็เลยขายหุ้นในบริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น วันนี้ตื่นมาก็สบายใจ ไม่มีหนี้ ส่วนเงินที่เหลือจะเอาไปทำอะไรเดี๋ยวจะบอก คงเป็นการไปใช้ลงทุนในฐานะนักลงทุน ไม่ได้เข้าไปบริหารธุรกิจเอง อาจเลือกบริษัทดีๆ สักแห่งเพื่อลงทุน แต่คงไม่ไปขลุกอยู่ด้วย เพราะผมมีหน้าที่อยู่ที่แอร์เอเชียต่อไป และไม่ได้รีบไปไหน”

แม้คิง เพาเวอร์ จะเข้ามาถือหุ้นใหญ่ในไทยแอร์เอเชีย แต่ธรรศพลฐ์ยืนยัน คิง เพาเวอร์ ไม่ได้เข้ามาทำให้อะไรในไทยแอร์เอเชียเปลี่ยน เป็นเพียงนักลงทุนที่ส่งคนมานั่งเป็นกรรมการบริษัท ไม่ได้ยุ่งกับการทำงาน แค่บอกไว้ว่าเมืองไหนที่คิง เพาเวอร์มีคอนเนกชั่น อยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้ ซึ่งขณะนี้เราก็ให้ทีมศึกษาอยู่ว่า คิง เพาเวอร์ ช่วยอะไรเราได้บ้าง เรียกง่ายๆ คือ คิง เพาเวอร์ เป็นนักลงทุน ส่วนเขาเป็นเวิร์กเกอร์ เป็นม้างาน ซึ่งการนั่งบริหารโดยถือหุ้นแค่ 5% ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกแตกต่างไปจากเดิม

ธรรศพลฐ์ย้ำว่า อย่าไปคิดมาก เมื่อก่อนเขาไม่มีอะไรเลยก็ยังเปิดเส้นทางบินมาได้ตั้งหลายเมือง เขาผ่านมาหมดแล้วตั้งแต่มีหุ้นแค่ 1% จากนั้นก็เพิ่มไปเป็น 22% เป็น 45% ไปจนถึง 50% จนมาวันนี้เหลืออยู่ 5% ก็ยังซ่าได้เหมือนเดิม และอยากบอกให้ทุกคนรู้ว่า ความเป็นไทยแอร์เอเชียคงอยู่เหมือนเดิมเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่าไทยแอร์เอเชียยังเป็นพันธมิตรกับแอร์เอเชีย มาเลเซีย ไม่เปลี่ยน จะเปลี่ยนก็แค่พันธมิตรฝั่งไทย ผู้บริหารทั้งหมดของไทยแอร์เอเชียอยู่ครบ เปลี่ยนเพียงคณะกรรมการบริษัทแค่ 3 คน ส่วนสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ก็ยังอยู่กับธรรศพลฐ์เหมือนเดิม

ด้านแผนงานที่ธรรศพลฐ์วางไว้กับไทยแอร์เอเชีย คือ การรักษาส่วนแบ่งตลาดผู้ใช้บริการเป็นจีน 20% อาเซียน 20% คนไทย 40-45% และอินเดียอยากได้ 10% จากปัจจุบันมีแค่ 1% เท่านั้น ซึ่งหลังจากนี้ยังขยายได้อีกไกล เหมือนตลาดจีน ที่ไทยแอร์เอเชียไปบุกเบิกมากว่า 10 ปีแล้ว

ครั้งแรกที่ไปเปิดบินเมืองเซียะเหมิน เวลานั้นมีสายการบินเดิมบริการแค่ 2 ราย คนจีนยังงงกับรูปแบบของไทยแอร์เอเชียที่ต้องซื้ออาหาร ซื้อน้ำหนักกระเป๋า ส่วนไทยแอร์เอเชียก็ยังจับตลาดไม่ถูกจุดก็ต้องปิดเส้นทางบินไป หลังจากนั้นจึงกลับไปเปิดบินเข้าเสิ่นเจิ้น เพราะเริ่มจับตลาดคนจีนได้ถูกจุดและทยอยเปิดเส้นทางบินไปเมืองอื่นของจีนต่อเนื่องตั้งแต่นั้น ซึ่งอินเดียคงคล้ายกัน ที่ผ่านมาเคยไปเปิดบินเข้าอินเดียแล้ว แต่ยังจับจุดไม่ถูกก็ปิดไป จากนี้คงกลับไปอีกครั้ง เพราะธุรกิจการบินในอินเดียเป็นระบบระเบียบ มีมาตรฐานสากลขึ้น และไทยแอร์เอเชียรู้จักตลาดอินเดียดีขึ้น ส่วนในกลุ่มประเทศอาเซียนเป็นกลุ่มที่ไทยแอร์เอเชียชอบ เพราะใช้เวลาบินน้อย ส่วนต่างของกำไรดี

ปัจจุบันมีเส้นทางบินอาเซียนเกือบครบแล้ว นับเฉพาะในซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา-สปป.ลาว-เมียนมา-เวียดนาม) ถือว่าต่อจิ๊กซอว์ครบแล้วหลังเพิ่งเปิดบินเข้าเวียงจันทน์ เมืองหลวงของ สปป.ลาวได้ เพราะก่อนหน้านี้เปิดบินเข้าเมืองหลวงประเทศอื่นในซีแอลเอ็มวีหมดแล้ว จากนี้ไปคงมองหาโอกาสขยายเส้นทางบินจากเมืองอื่นที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ เข้าไปในซีแอลเอ็มวีเพิ่ม ขณะที่เมืองที่ยังเหลืออยู่ในอาเซียนที่ยังไม่ไปมีเพียงบรูไน กับฟิลิปปินส์ ซึ่งบรูไนคงไม่ได้ไป เพราะมีคนบรูไนมาไทย แต่คนไทยอาจไม่ได้ไปบรูไน ส่วนฟิลิปปินส์ ปัจจุบันสนามบินที่มะนิลาแน่น ต้องรอให้ขยายสนามบินก่อนจึงไปได้

เมื่อถามหาศักยภาพในการไปขยายเส้นทางจากเมืองรองของไทยเข้าเมืองในซีแอลเอ็มวี ธรรศพลฐ์ ตอบกลับทันที “ไม่มีคำว่าศักยภาพในโลกนี้หรอก ถ้าเราไม่ไปกระตุ้นตลาด มันอยู่ที่คนต้องไปกระตุ้น” ซึ่งข้อดีของสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์แอร์ไลน์) คือ 70-80% ของผู้ใช้บริการเป็นนักท่องเที่ยว หากมีที่เที่ยวใหม่ก็มีคนไป กลยุทธ์การเปิดเส้นทางบินของธรรศพลฐ์คือ ไม่รีบ แต่ขอไปก่อนคนอื่นก็พอ

ธรรศพลฐ์ ทิ้งท้ายไว้ว่า ในฐานะที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยว นอกจากทำให้บริษัทเจริญขึ้นแล้ว เขามองว่าทีมงานมีศักยภาพพอจะทำให้ประเทศชาติเจริญได้ด้วยการผลักดันจังหวัดต่างๆ ที่บินไปให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว และการไปเปิดฐานการบิน (ฮับ) นอกกรุงเทพฯ ก็ตอบโจทย์นี้ เพราะไม่อย่างนั้นอะไรต่อมิอะไรจะมากระจุกตัวแค่ที่ดอนเมืองและสุวรรณภูมิหมด ทั้งที่โครงสร้างพื้นฐานไม่ได้โตตามธุรกิจท่องเที่ยวไปด้วย

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า 2 ปีตั้งแต่ปฏิวัติ รายได้ที่พยุงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยให้เป็นบวกได้คือท่องเที่ยว ถ้าถอดรายได้ท่องเที่ยวออกไปจีดีพีคงติดลบ ดังนั้นการไปเชิญชวนคนมาเที่ยวมาใช้เงินเป็นทางเลือกที่หาเงินง่าย และมีธุรกิจต่อเนื่องอยู่มาก เช่น โรงแรม สายการบิน สนามบิน รถ สปา บันเทิง ร้านข้างถนน ได้อานิสงส์หมด ถือเป็นหน้าที่ของเราในฐานะคนไทยมีศักยภาพจะสร้างรายได้ให้ชุมชนได้ด้วยการดึงคนไปเที่ยว

นี่คือหัวเรือใหญ่สายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่แม้วันนี้จะมีหุ้นอยู่น้อยนิดเป็นเพียงมือปืนรับจ้างบริหาร แต่สำหรับโจ-ธรรศพลฐ์แล้วทุกอย่างยังคงเดิม ใจที่มีให้ไทยแอร์เอเชียก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ผู้ชายสนุกทุกวัน

หากจะจัดว่าผู้ชายชื่อ ธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ เป็นบุคคลที่ผ่านสังเวียนธุรกิจมาอย่างโชกโชนก็คงได้ เพราะก่อนเป็นผู้บริหารสายการบิน เขาคลุกคลีมาแล้ว 3 บริษัท คือ เป็นพนักงานดูแลสินค้าลูกอมฮอลล์ ที่บริษัท แคดเบอรี อาดัมส์ (ประเทศไทย) เป็นผู้จัดการประจำประเทศไทยที่บริษัท มอนซานโต้ ไทยแลนด์ ดูแลธุรกิจน้ำตาล แล้วไปเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท วอร์นเนอร์ มิวสิค (ประเทศไทย) ทำธุรกิจเพลง เรียกว่าขายมาแล้วตั้งแต่ลูกอม น้ำตาล ยันเทปเพลง ก่อนมาขายตั๋วเครื่องบินอย่างทุกวันนี้

ธรรศพลฐ์ มองว่า ผ่านสังเวียนมาหลายธุรกิจแล้ว ธุรกิจทุกอย่างที่เคยทำก็มีเอกลักษณ์ของตัวเอง มีความยากง่ายหลากหลายต่างกันไป แต่ที่เหมือนกันคือ ทุกธุรกิจก็จะมีคู่ค้า หากเป็นธุรกิจลูกอม น้ำตาล หรือเทปเพลงที่เคยทำ คู่ค้าก็จะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ แต่ถ้าเป็นธุรกิจสายการบินต้องติดต่อกับผู้บริโภคโดยตรงมากกว่า เพราะคนส่วนใหญ่ซื้อตั๋วเครื่องบินผ่านหน้าเว็บไซต์ของสายการบินได้เลย ดังนั้นความยากง่ายก็จะเป็นอีกรูปแบบเมื่อไปเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ที่เคยทำมาที่ต้องติดต่อกับตัวกลางขายเป็นหลัก แทนที่เวลาไปติดต่อแล้วต้องไปเชิญชวนตัวกลางว่าซื้อของเราเถอะ เงื่อนไขเราดี ก็ต้องเปลี่ยนไปส่งสารกับผู้โดยสารอีกรูปแบบ เช่น ให้ข้อมูลว่าถ้าไปเที่ยวที่นี่มีที่ไหนสวยๆ หรือน่าสนใจบ้าง

“สิ่งที่ต่างกันของธุรกิจที่เคยทำมา คือ สิ่งแวดล้อมธุรกิจและคู่ค้าต่างกัน แต่ทุกธุรกิจคือการค้าขายไม่ต่างกัน และสิ่งที่ธุรกิจทุกที่ต้องมีเหมือนกันคือการบริหารคน มีคนถามผมว่ามาทำสายการบินมีคนทำงานเยอะแยะ อยู่ค่ายเพลงมีคนทำงานไม่กี่ร้อยคน จะบริหารคนได้อย่างไร ผมก็บอกไปว่าถ้าคุณดูแลแอ๊ด คาราบาวได้ จะคนกี่คนก็ไม่มีอะไรยาก”

ธรรศพลฐ์ ขยายความเพิ่มว่า ที่เปรียบเปรยเช่นนี้เพราะ “แอ๊ด คาราบาว” เป็นทั้งนักธุรกิจและศิลปิน มีความแข็งกร้าว ความอ่อนไหว และความกล้าตัดสินใจ ทุกอย่างล้วนอยู่ในตัวคนเดียวครบ ถือเป็นปูชนียบุคคล วันไหนมีอารมณ์ศิลปินก็สามารถแต่งเพลงออกมาได้จับใจด้วยศัพท์แบบกวี ถ้าดูแลแอ๊ด คาราบาวได้ ในปฐพีนี้ ทุกคนในโลกนี้คุณก็เอาอยู่ เพราะหัวใจสำคัญของการบริหารคนก็คือ คนเราอยู่กันได้ด้วยความเข้าใจ นี่เป็นข้อเดียวเท่านั้น ข้ออื่นไม่มีเลย ขอเพียงไม่แทงกันข้างหลัง ไม่มีวาระซ่อนเร้น แม้รู้ว่าวันนี้จะต้องทะเลาะกันก็ต้องคุย แต่คุยแล้วต้องจบ มีน้ำใจเป็นนักกีฬา มันคือพื้นฐานสำคัญ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนอย่างที่คิด

ทั้งนี้ คนที่มีความคิดใกล้เคียงศิลปินที่สุดก็คือ นักบิน เพราะนักบินมีความคิดเป็นของตัวเอง ถูกสอนมาให้เป็นขาวกับดำ ไม่มีเทาๆ คือมีแต่สนามบินนี้ไปลงได้กับไปลงไม่ได้ แต่ไม่มีคำว่าสนามบินนี้ต้องพยายามไปลง เมื่อหัวสมองนักบินเป็นแบบดิจิทัล ความคิดแบบดิจิทัล คุณจะไปคุยกับเขาแบบอะนาล็อก คงคุยกันไม่รู้เรื่อง คุณต้องบอกตัวเลือกข้อเอ ข้อบี ข้อซีให้เขาเลือก ให้เขาไปเขียนบรรยายคงไม่ใช่ แต่ถ้าไปคุยกับฝ่ายการตลาดก็อีกแบบ

“คุยกับมาร์เก็ตติ้งบางทีต้องคุยเป็นชั่วโมง เพราะมาร์เก็ตติ้งต้องมีของมาหักล้างเสมอ แต่ถ้าคุยกับนักบิน 3 นาทีจบ เพราะนักบินมีแค่ใช่หรือไม่ใช่ ดำหรือขาวแค่นั้น”

เมื่อถามสไตล์การทำงานแบบธรรศพลฐ์ เขาไม่ขอตอบสไตล์ตัวเอง ด้วยเหตุผลว่าถ้าให้ตอบเองคงต้องบอกให้ตัวเองดูดีอยู่แล้ว ธรรศพลฐ์หันไปถามพนักงานรอบข้างทันควันให้ช่วยไขข้อข้องใจว่าสไตล์การทำงานของเขาเป็นเช่นไร คำตอบที่ได้กลับมาคือ ผู้ชายชื่อธรรศพลฐ์ เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีทิศทางการทำงานชัดเจน กล้าได้กล้าเสีย ถ้ามั่นใจแล้วก็ทำเลย

ขณะเดียวกัน เมื่อขอให้ธรรศพลฐ์วิเคราะห์ความสนุกในการทำธุรกิจสายการบิน ในฐานะที่วนเวียนอยู่ในธุรกิจมากว่า 10 ปี เพื่อเทียบกับธุรกิจอื่นที่เคยทำมา เขามองว่า ความสนุกไม่ได้อยู่ที่ไหน แต่อยู่ที่ใจ ที่ตัวเราเองทั้งนั้น ถ้าหากใจเราไม่สนุก การทำงานก็จะไม่สนุก แต่สำหรับเขาแล้วเป็นคนสนุกทุกวัน พร้อมพูดติดตลกสไตล์คนสนุกว่า วันไหนพนักงานทำผมผิดสีผมอาจไม่สนุกเพราะลูกน้องดูไม่ดี ไม่สวย วันไหนทาลิปสติกสวยทำผมสวยก็อารมณ์ดี เพราะเขามองว่าเมื่อออกไปพบปะสาธารณชนก็อยากเห็นพนักงานดูดี ถ้าจะหงุดหงิดก็มีแค่เรื่องนี้

ธรรศพลฐ์ กล่าวถึงการทำงานของเขาที่ไทยแอร์เอเชียว่า ราคาค่าโดยสารไทยแอร์เอเชียที่นำเสนออาจถูกกว่าบางสายการบิน แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ไทยแอร์เอเชียไปดึงใครให้ต้องกดราคาลงมา เพราะไทยแอร์เอเชียทำตามโครงสร้างราคาที่ตัวเองมี ส่วนสายการบินอื่นจะลดราคาหรือไม่ลดก็แล้วแต่ ทุกวันนี้ตลาดมีสายการบินอื่นที่บินอยู่ได้ด้วยราคาของเขา กลุ่มลูกค้าของเขาก็เหมือนประเทศไทย ถ้ามีแต่โรงแรม 3 ดาวอย่างเดียว นักท่องเที่ยวคงไม่มากอย่างทุกวันนี้ ต้องมีโรงแรม 5-6 ดาว 4 ดาว 3 ดาว ลงไปถึงที่พักที่ไม่ได้มีดาว ทุกระดับก็มีคนมาพัก

ทั้งหมดนี้คือมุมมองและสไตล์การทำงานของนักบริหารแบบธรรศพลฐ์

 

ชำแหละวิชามารบิดเบือนรธน. หวังผลทำลายคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 กรกฎาคม 2559 เวลา 12:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442678

ชำแหละวิชามารบิดเบือนรธน. หวังผลทำลายคสช.

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การประชามติร่างรัฐธรรมนูญเดินมาถึงโค้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการ เหลืออีกไม่ถึงหนึ่งเดือนจะถึงวันชี้ขาดวันที่ 7 ส.ค. ต้องยอมรับว่านับจากวันเริ่มลงมือเขียนร่างรัฐธรรมนูญวันแรก จนมาถึงการรณรงค์รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ พัฒนาการทางวิวาทะมีการเพิ่มความดุเดือดเป็นลำดับ ถึงขั้นที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บอกกับสื่อมวลชนว่า “มีเรื่องวิชามารที่คอยบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ”

จังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนาพิเศษ “อาจารย์อุดม รัฐอมฤต” โฆษก กรธ.เกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและทิศทางการต่อสู้ของ กรธ.ในศึกประชามติที่ใกล้เข้าสู่บทสรุปในเดือนหน้า

“เราเห็นว่าการสื่อสิ่งที่เป็นในตัวร่างรัฐธรรมนูญมันก็เป็นไปตามตัวอักษร เราเขียนอะไรทุกคนก็รู้ตรงกับเรา 279 มาตรา เรื่องที่คนชอบหรือไม่ชอบเป็นเรื่องที่เราห้ามกันไม่ได้ จะชอบหรือไม่ชอบไม่เป็นไร แต่ไม่ใช่การมาบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญของเราเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เป็นคนละเรื่อง”

“วิชามาร คือ การพยายามใช้เล่ห์เพื่อจะทำให้คนเกิดความเข้าใจผิดและความวิตก โดยเฉพาะการบอกว่า กรธ.พยายามดึงคนนอกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญไม่มี หรือการพูดว่าในช่วง 5 ปี พรรคการเมืองจะไม่มีความเป็นอิสระหลายเรื่อง”

อาจารย์อุดม ได้ชี้ให้เห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้เป็นการพยายามสร้างเงื่อนไขต่อรองทางการเมืองของฝ่ายการเมือง

“ดังนั้น สิ่งที่นักการเมืองพยายามทำคือ การต่อรองการใช้กลยุทธ์ต่างๆ รวมถึงวิธีการสร้างกระแสการสร้างความยอมรับ แต่ที่มันหนักข้อมากขึ้น คือ การทำลายความน่าเชื่อถือของ กรธ.ด้วยการบอกว่า กรธ.จะไปทำให้บ้านเมืองตกอยู่ภายใต้อำนาจของเผด็จการและทหาร ตรงนี้เป็นวิถีของคนที่้ต้องการจะโจมตี”

ขณะเดียวกัน ในทัศนะของอาจารย์อุดม ยังเห็นอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นเป้าจริงที่ฝ่ายตรงข้ามโจมตี เพราะเป้าหมายที่แท้จริงอยู่ที่ คสช.

“ท้ายที่สุด ถ้าเรามองว่าวิชามารที่พยายามจะพูดคือ การเอาหน้าปกเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไปแปลงสาร พยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะทำให้เห็นว่าสิ่งที่ กรธ.ร่างขึ้นมาไม่มีความน่าเชื่อถือ การสร้างความไม่น่าเชื่อถือนั้นมันไม่ใช่เรื่องของการมาบอกว่าเราชอบหรือไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการบอกว่าคุณอย่าไปไว้ใจเขานะ”

“คือ จริงๆ ผมยังมีความรู้สึกว่าเวลาเราตีความเรื่องการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ คนมีความคิดสองแบบ แบบที่หนึ่ง คือ การที่ คสช.เสนอให้ประชาชนว่าจะเอารัฐธรรมนูญแบบนี้หรือไม่ ซึ่งมันธรรมดาคุณจะเอาหรือไม่เอาก็ได้ ไม่เอาก็จบ แบบที่สอง คือ การไปผูกโยงกับการเมืองว่า ถ้าไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญ คสช.ต้องรับผิดชอบ เป็นความพ่ายแพ้ของ คสช.และรัฐบาล โดยมองแบบการประชามติของสหราชอาณาจักรก่อนหน้านี้ หวังผลไปที่ คสช. ทำให้ประชาชนเกิดความเสื่อมศรัทธา”

“ผมคิดว่า คสช.ไม่ได้เล่นด้วยหรอก เขาไม่ได้มีอะไรที่เขาต้องไปผูกหรือไม่ผูกตัวเองกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราก็เห็นตั้งแต่ต้นแล้วว่าสิ่งที่ คสช.บอกให้ กรธ.ดำเนินการ กรธ.ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งหมด อะไรมีเหตุผลเราก็ร่างให้ ส่วนเขาจะชอบหรือไม่ชอบเราไม่รู้หรอก”

ในเมื่อมีวิชามารมาก ทำไม กรธ.ไม่ใช้สิทธิตามกฎหมายเพื่อปกป้องตัวเอง? โฆษก กรธ.อธิบายว่า เราพูดกันตามจริง กรธ.ไม่ใช่คู่กรณี กรธ.ทำหน้าที่แค่การยกร่างรัฐธรรมนูญ คนจะรับหรือไม่รับไม่เป็นไร โอเค คนรับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ดีใจ คนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ก็อาจจะไม่ค่อยสบายใจหน่อย แต่มันก็ไม่ได้มีผลอะไรที่มาผูกกับเรา เราไม่ได้มีอะไรที่ได้เสียโดยตรง

“ในความเป็นจริงเราไม่อยากเห็นบรรยากาศของบ้านเมืองขุ่นมัว การที่คนชอบหรือไม่ชอบมันก็เป็นธรรมดา เราไม่ได้รู้สึกว่าการที่คนไม่ชอบร่างรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นศัตรูกับเรา เขาก็มีสิทธิที่จะไม่ชอบ”

ส่วนการทำงานของ กรธ.จากนี้ยังคงยึดตามรูปแบบเดิมโดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ แต่อาจารย์อุดมยอมรับความเป็นจริงว่าคงไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญได้ทุกมาตราก่อนเดินเข้าคูหาไปใช้สิทธิ เพราะการทำงานของ กรธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์นั้นเป็นเพียงช่องทางที่ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น

“พูดกันตามจริง ไม่ว่าจะ กรธ. นักข่าว นักการเมือง กลุ่มการเมือง การศึกษารัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถามว่าท่านเข้าใจและเห็นด้วยทุกมาตราจริงๆ เหรอ หรือถ้าเป็นกลุ่มชาวบ้านจริงๆ ที่ไม่ใช่นักวิชาการ ต่อให้มีความสนใจร่างรัฐธรรมนูญ ถามว่าจะไปศึกษาอะไรที่ลึกซึ้งกับตัวมาตราทั้ง 279 มาตรา”

“จริงๆ มันคือการหยิบยื่นตัวบทกฎหมาย ตัวร่างกฎหมาย คำอธิบายและช่องทางในการที่คุณจะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ เราเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เราทำอย่างนี้ เราไม่ได้หมายความว่าเราจะไปอธิบายให้คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ทั้ง 279 มาตรา เราพูดแต่เพียงช่องทางในการที่คุณจะเข้าถึง เช่น ถ้าคุณสงสัยประเด็นใด คุณก็จะมีช่องทางเข้าถึง เป็นต้น ถ้าจะให้อธิบายตัวบทร่างรัฐธรรมนูญ วันเดียวจะไปพูดอะไร ขนาดเขาสอนกันทั้งเทอมเขายังไม่ได้ครบทุกมาตราเลย”

“การลงประชามติของเรา มันเป็นเพียงการมาผูกมัดว่าต่อไปนี้ ถ้าชาวบ้านบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้พอได้ การเมืองที่จะมาจากการเลือกตั้งจะมาเที่ยวแก้ไขง่ายๆ ไม่ได้นะ ถูกไหม ชาวบ้านอาจจะไม่ได้ชื่นชมยินดีกับร่างรัฐธรรมนูญนี้เต็มที่ แต่อย่างน้อยเขาก็บอกว่าพอรับได้”

จากนั้นยังประเมินถึงปัจจัยชี้ขาดที่จะมีผลต่อการลงประชามติว่ามีอยู่สองเรื่อง ซึ่งอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ คือ หมวดปฏิรูปประเทศและบทเฉพาะกาล

“สำหรับผมแล้วส่วนที่มีสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ บทเฉพาะกาล เท่านั้นแหละ ส่วนบทอื่นมันมีอยู่แล้วแต่เป็นเพียงการกระชับให้กลไกต่างๆ มีความเข้มแข็งมากขึ้น ถ้าเราเทียบบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กับรัฐธรรมนูญอื่นๆ ค่อนข้างแตกต่างกันไป สมมติร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติในช่วง 5 ปีนี้บทเฉพาะกาลมันจะเดินโดยเฉพาะการได้มาซึ่ง สว. และการกำหนดบทบาทหน้าที่ของ สว.”

“รัฐธรรมนูญอื่นๆ ไม่เคยเขียนเรื่องปฏิรูปประเทศชัดเจนขนาดนี้ เหตุผลของการมี สว. 250 คนจาก คสช. คือการมาคู่กับการปฏิรูปประเทศ ดังจะเห็นได้จาก กรธ.เขียนหมวดการปฏิรูปประเทศไว้หลังหมวดการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าหมวดปฏิรูปประเทศเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา มันมีที่ไหนที่รัฐธรรมนูญคิดว่าจะใช้แค่ชั่วขณะเหรอ คิดใช้ยาวๆ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปประเทศคือ สิ่งที่เราคาดหวังว่าต่อไปจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ”

สุดท้าย ในมุมมองของอาจารย์อุดมยังตั้งความหวังว่าอยากเห็นประเทศเดินหน้าปฏิรูปไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แต่การจะไปถึงจุดนั้นต้องอาศัยหลายปัจจัยสนับสนุน

“ระยะเฉพาะหน้า การเมืองการเลือกตั้งมันยากที่จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรที่ให้มันเกิดความชัดเจนได้ เพราะการเมืองในบ้านเรามันมีเรื่องของผลประโยชน์กลุ่ม มีเรื่องของคุณภาพของคนที่มาผลักดัน แต่สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ การทำให้กฎหมายมีสภาพบังคับว่ามีกลไกในการปฏิรูปประเทศที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ประเทศจะไม่ถูกยกระดับได้หรอก ถ้าการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ถูกปลุกขึ้นมา”

“ต้องมีกลไกรองรับโดยองค์กรปกครองส่วนถิ่น องค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ ไม่ใช่ไปหวังพึ่งคนนั้นคนนี้อย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการมีความรับผิดชอบร่วมกันที่เราจะไปให้ถึงจุดนั้น ถ้าถามผมผมก็ยังอยากเห็นกฎหมายที่ทำให้ภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วม”

“ผมพูดแบบภาพรวมว่าการเปลี่ยนแปลง ลำพังกฎหมาย ลำพังแนวคิด ยังไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ ต้องอาศัยอัศวิน อาศัยรัฐบุรุษ หมายถึงคนในสังคมที่ให้ความน่าเชื่อถือ เพื่อให้คนเป็นรูปธรรม เหมือนในฝรั่งเศสคนนับถือชาร์ล เดอโกล ชาร์ล เดอโกลว่าไงก็ว่าตามกัน แต่ประเทศไทยจะเป็นใครคุณก็ต้องช่วยคิดกัน”อาจารย์อุดม ทิ้งท้าย

 

2ปีไฟใต้ในยุคทหาร เดินหน้าคุยเห็นผลแต่ไม่คืบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 กรกฎาคม 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442457

2ปีไฟใต้ในยุคทหาร เดินหน้าคุยเห็นผลแต่ไม่คืบ

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

12 ปีแล้ว ความรุนแรงของสถานการณ์ชายแดนใต้ยังคงเกิดความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าสนใจคือในช่วงเดือนรอมฎอน เหตุการณ์มักจะรุนแรงขึ้นในทุกปี

แม้จะมีการริเริ่มการพูดคุยเพื่อสันติสุขกับตัวแทนผู้ก่อความไม่สงบมากว่า 3 ปี แต่ความรุนแรงก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง เกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการสันติภาพ ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ยังต้องทนทุกข์กับปัญหาความรุนแรง

ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ที่ศึกษาปัญหาความรุนแรงของไฟใต้มาโดยตลอด ให้คำตอบว่า ระยะเวลากว่า 2 ปีของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการเข้ามาแก้ปัญหา มีความต่อเนื่องของนโยบายจากรัฐบาลก่อนหน้า คือ ใช้วิธีการสันติภาพ พูดคุยแสวงหาทางออกกับกลุ่มที่เห็นต่าง แต่จะมีการปรับโครงสร้างของทีมพูดคุยบ้างเพื่อประสิทธิภาพ รวมถึงคำสั่งของ คสช.ที่เกี่ยวกับชายแดนใต้ ก็เป็นลักษณะการหาทางออกด้วยทางทหาร และที่น่าสนใจคือมีกลุ่มเห็นต่างที่เริ่มเข้ามาคุยมากขึ้นด้วย ทั้งกลุ่มที่ใช้อาวุธ และกลุ่มทางความคิด

และจุดเด่นของการแก้ไขปัญหาไฟใต้อย่างหนึ่ง คือ ผู้นำที่เป็นรัฐบาลทหาร การจัดการแบบทหาร การควบคุมกลไกภายในประเทศทุกอย่างจะทำอย่างเข้มแข็ง เป็นเอกภาพ นี่คือลักษณะของการใช้ทหารนำการเมือง

“เห็นได้จากรัฐบาลให้ความสำคัญกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. เดินหน้าขับเคลื่อนการพูดคุย และลดบทบาทศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ที่เป็นหน้าที่ของพลเรือน โดยให้มุ่งเน้นไปในด้านการพัฒนาพื้นที่และสังคม ส่วนการดูแลจัดการความปลอดภัย และการพูดคุยเจรจา ในยุคนี้อำนาจที่ว่าอยู่ในมือทหารทั้งหมด” 

ศรีสมภพ อธิบายว่า จุดสำคัญอีกประการสำหรับการแก้ไขปัญหาคือเรื่องงบประมาณ ที่รัฐบาล คสช.เบ็ดเสร็จในการสั่งการ คุมงบ บริหารงบลงพื้นที่เพื่ออำนวยความสะดวกของงานจัดการทางทหาร และการใช้งบประมาณสำหรับพื้นที่ชายแดนใต้ก็มุ่งเน้นในเรื่องป้องกันและควบคุมเป็นหลัก ภาพที่ออกมาจะชัดเจนว่า การพูดคุยทหารก็ทำ งบประมาณทหารก็จัดการ ผลลัพธ์ที่ทหารต้องการตามรูปแบบ คือ เป็นเอกภาพ เห็นผล และเกิดการพัฒนา

“เมื่อทหารเข้ามาจัดการปัญหาในเวลา 2 ปี ก็จะเห็นได้ชัดว่าเกิดผลดีอยู่ไม่น้อยในเรื่องการพูดคุย เพราะมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการอย่างเต็มที่ แผนปฏิบัติการชัดเจนเป็นเรื่องดี เพราะวัดค่าประสิทธิภาพได้เลย แต่ก็มีข้อเสีย เพราะหากแผนผิดหรือเคลื่อนไป ก็จะทำให้แผนเดินหน้าการพูดคุยหลุดไปเลย อีกทั้งอย่าลืมว่างบประมาณของทหารที่จัดการเอาลงพื้นที่มีโอกาสที่จะเกิดคอร์รัปชั่นได้ เพราะไร้การตรวจสอบจากภาคประชาสังคม หรือภาคการเมือง ความโปร่งใสจึงยังไม่ชัดเจน”

ศรีสมภพ ย้ำว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี กลุ่มต่างๆ ยังไม่เปลี่ยนแนวคิดรวมทั้งเป้าหมาย แม้ว่าการพูดคุยสันติภาพเกิดขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้คืบหน้ามากนัก ทหารสามารถหยุดชะงักการก่อเหตุ หรือจำกัดการก่อเหตุในวงแคบๆ ได้ ส่วนหนึ่งเพราะกำลังทหารที่ลงไปมากขึ้น จึงสามารถกดเอาไว้ได้อยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้กลุ่มก่อเหตุรุนแรงต้องหยุดปฏิบัติการ เพียงแต่มีโอกาสก่อเหตุน้อยลงเท่านั้น

“แผนของทหารคือจะเน้นอุดในเขตเมืองไม่ให้มีเหตุการณ์ใดๆ เลย ความรุนแรงในเขตเมืองก็จะลดน้อยลง แต่ที่มากขึ้นคือพื้นที่รอบนอก ชาวบ้านยังตกเป็นเป้าหมาย นี่คือปัญหาที่ทหารยังแก้ไม่ตก ที่ผ่านมาการพูดคุยทั้งแบบเปิดเผยและทางลับ บอกชัดเจนว่าถ้าจะทำก็ทำกับทหาร อย่าทำชาวบ้าน ก็ได้ผลแค่ชั่วครู่ แต่ท้ายสุดชาวบ้านก็ยังเป็นเป้าอยู่ดี ทหารต้องวางหมากในการแก้ไขใหม่” 

แต่ทั้งนี้ การเจรจาพูดคุยสันติภาพ สำหรับศรีสมภพแล้ว เห็นว่ามีประโยชน์และควรจะเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นทางออกสำหรับสถานการณ์อันยาวนานที่ดีที่สุดแล้ว แต่ที่รัฐบาลทหารควรจะมุ่งเน้นและเพิ่มเติมให้มากขึ้น คือการมีส่วนร่วมของภาคสังคม ประชาชนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมในการช่วยกันแก้ไขปัญหาของท้องถิ่นตนเองด้วย จะทำให้เกิดการสร้างความเข้าใจ ปลูกฝังแนวคิดที่ถูกต้อง เพราะอย่างไร คนในพื้นที่ชายแดนใต้ก็ฟังกันเองมากกว่ารัฐบาล

“แม้ว่าการเจรจาอาจไม่เห็นผลเร็วนัก แต่การเทงบประมาณและเพิ่มจำนวนทหารลงไปอาจจะเห็นผลเร็วกว่า เพราะทหารมากก็สามารถกดกลุ่มเคลื่อนไหวเอาไว้ได้ แต่ก็แค่ชั่วครู่เท่านั้น หากรัฐบาลเอาเต็มที่ปราบรุนแรง คนจะหันไปหาฝ่ายก่อเหตุแน่นอน” ศรีสมภพให้ความเห็น

ในภาพรวม ศรีสมภพบอกว่า เหตุรุนแรงลดลงไปเมื่อเทียบสถิตินับตั้งแต่ที่ คสช.เข้ามาบริหารบ้านเมือง แต่ในรายละเอียดจะพบว่า ความรุนแรงของเหตุก็ดูจะหนักขึ้นกว่าเดิมไม่น้อย สังเกตได้จากช่วงต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ที่เป็นห้วงสุดท้ายของการถือศีลอด หรือช่วงรอมฎอน ที่เหตุรุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่อง และศรีสมภพมองเรื่องนี้ว่า เป็นเหตุปกติ

“แต่ในปี 2556 ครั้งนั้นรัฐบาลคุยกับกลุ่มเห็นต่างอย่างลับๆ ว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง ขอกันตรงนั้นเลย และน่าจะเป็นปีเดียวที่ได้ผล ไม่มีเหตุในช่วงรอมฎอน” ศรีสมภพย้ำ

ศรีสมภพ ทิ้งท้ายว่า ทิศทางปัญหาไฟใต้ เชื่อว่ารัฐบาลพยายามคุมขอบเขต และป้องกันความรุนแรง แต่คงทำได้ในระดับหนึ่ง กลุ่มเห็นต่างคงไม่หยุด เพราะกุญแจของการแก้ไขปัญหาอยู่ในกระบวนการทางการเมือง คือการพูดคุย เปิดพื้นที่ให้ประชาชนขับเคลื่อนด้วย หากรัฐไม่สามารถสร้างความคืบหน้าในการพูดคุยได้ สถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้น เนื่องด้วยคนรุ่นใหม่ก็จะเติบโตขึ้น และขับเคลื่อนกลุ่มด้วยการมุ่งใช้ความรุนแรงต่อไป