กำนันทำเอง เชียร์รธน.ไม่เกี่ยว”ประยุทธ์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/442220

กำนันทำเอง เชียร์รธน.ไม่เกี่ยว"ประยุทธ์"

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เปิดตัวรอบใหม่กับบทบาท “องครักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ” ด้วยการส่งเสียงเชียร์แบบสุดตัว พร้อมเปิดเฟซบุ๊กส่วนตัวนำเสนอจุดเด่นจุดดีแบบไม่ห่วงภาพลักษณ์ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการออกเสียงประชามติ ท่ามกลางข้อกังขาว่าการขยับรอบนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร มี “สัญญาใจ” หรือ “ผลประโยชน์” แอบแฝงหรือไม่

สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน เปิดใจให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์กับการประกาศจุดยืน “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญแบบตรงไปตรงมาว่า “ชอบ” และ “พอใจ” ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะตอบสนองข้อเรียกร้องของมวลมหาประชาชนเรื่องการปฏิรูปประเทศ

ก่อนหน้านี้มวลมหาประชาชนออกมาชุมนุม 204 วัน เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศโดยทันที ทำก่อนการเลือกตั้งทั่วไป เพราะไม่ต้องการให้วงจรเลวร้ายทางการเมืองอย่างที่เคยเป็นมาเกิดขึ้นอีก เนื่องจากจะทำให้ประเทศชาติ ประชาชน เดือดร้อน

ข้อเรียกร้องในการปฏิรูปของมวลมหาประชาชนมี 5 เรื่อง คือ 1.ปฏิรูปการเมือง ทั้ง พรรคการเมือง ระบบเลือกตั้ง ขั้นตอนเลือกตั้ง หวังให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ ยุติธรรม สนองตอบเจตนารมณ์ของประชาชนที่แท้จริง 2.ปฏิรูปเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะการทุจริตคอร์รัปชั่นสร้างความเสียหายยิ่งใหญ่ให้กับประเทศมาก

3.ปฏิรูปกระบวนการแก้ไขความเหลื่อมล้ำในสังคมให้เป็นรูปธรรม ป้องกันไม่ให้นำเอานโยบายประเภทประชานิยมมาใช้เพื่ออ้างว่าจะช่วยคนจน และกลายเป็นเรื่องการทำมาหากินของฝ่ายการเมือง 4.ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และ 5.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจถือเป็นเรื่องใหญ่ที่มวลมหาประชาชนเรียกร้อง

ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชน อธิบายว่า การร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศเอาไว้ มากกว่าที่มวลมหาประชาชนเรียกร้องไว้เสียอีก ทั้งนี้ มวลมหาประชาชนพิจารณาในประเด็นเรื่องการปฏิรูปประเทศเป็นสำคัญ และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชน

“ผมออกมาแสดงความเห็นว่าชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเหตุผลอย่างนี้ ไม่มีเบื้องหลังเป็นอย่างอื่น”

ถามว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นเพราะต้องการสนับสนุน ช่วยเหลือ หรือต่อรองอะไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ สุเทพย้อนไปถึงช่วงหลังรัฐประหารว่า ตั้งแต่ คสช.เข้ามารับผิดชอบแก้ปัญหาประเทศไทย คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง จะเห็นว่าก่อนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ก่อนที่มีการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนตัวไปบวชแล้วเป็นเวลาปีกว่า

“ผู้ที่เป็นแกนนำ กปปส.ทั้งหลายก็ไปบวช ไม่มีใครได้ประโยชน์หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล เป็น สนช.ก็ไม่มี ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ ผมไปบวชไม่เคยพบปะพูดคุยปรึกษาหารือ หรือว่ารับฟังความเห็น ไม่เกี่ยวข้องกัน ผมเจอ พล.อ.ประยุทธ์ ในงานศพ งานพิธีต่างๆ เป็นครั้งคราว จนถึงเดี๋ยวนี้ไม่มีการติดต่อพูดจาหรือโทรศัพท์”

สุเทพ เล่าว่า ในส่วนของการให้คำแนะนำเรื่องการปฏิรูปมีอยู่ครั้งเดียวหลังยึดอำนาจใหม่ ปลัดกระทรวงกลาโหมได้เชิญแต่ละฝ่ายไปพูดคุยถามว่า สำหรับการปฏิรูปประเทศ กปปส.เห็นอย่างไร ก็กราบเรียนไป ต้องการเห็นปฏิรูปตามนั้นเพียงครั้งเดียว

ในส่วนของการชี้แจงความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญลงในเฟซบุ๊กสิบกว่าวันนั้น ช่วงแรกมีคนติดตามมากบ้างน้อยบ้าง ตั้งแต่หลักแสนจนถึงหลักหมื่น เป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งคนเขาต้องการได้ยินว่าส่วนตัวเขามีความคิดอย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร เมื่อรู้ว่าประกาศจะไปลงประชามติ “รับ” ร่างรัฐธรรมนูญนี้

“ที่ผมจัดเฟซบุ๊ก ผมก็ถือว่าได้ปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย ผมไม่ได้มาชักชวนใครให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ผมอธิบายกับพี่น้องประชาชนว่า ผมอ่านรัฐธรรมนูญ ศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้หมดแล้ว และผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ดี เหมาะสมกับสภาวการณ์ที่เกิดขึ้นในประทศไทย และวางกรอบกฎเกณฑ์กติกาของบ้านเมืองได้ตรงจุด ตรงประเด็น ตรงใจที่ประชาชนเรียกร้อง ผมก็อธิบายในรายละเอียดว่าแต่ละเรื่องตรงใจอย่างไร และประกาศว่าจะไปลงประชามติตั้งใจว่าจะรับร่างรัฐธรรมนูญ”

“ผมไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับ คสช. เรามีหน้าที่ต้องดูแลส่วนได้เสียของประเทศไทย ผมคิดเห็นโดยสุจริตว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติก็จะทำให้เกิดการปฏิรูปประเทศ มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดี เรามีโอกาสที่จะพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาล เราแสดงออกของเรา ไม่มีจะต้องไปคิดเห็นในแนวทางเดียวกับ คสช.หรือไม่ อย่างไร

…ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับท่านอาจารย์บวรศักดิ์ร่างผมก็เห็นด้วย เพราะเป้าหมาย กปปส. คือการปฏิรูปประเทศ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยิ่งเขียนได้กว้าง และลึกกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนเสียอีก ซึ่งอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับคนใน คสช. ผมก็ไม่รู้ ไม่ได้ถาม ไม่ได้ตรวจสอบกับเขาว่าเขาคิดอย่างไร จนถึงเดี๋ยวนี้”

หลายคนโจมตีว่าสุเทพดูจะเจาะจงพูดแต่ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเจ้าตัวอธิบายว่า “ก็ผมชอบก็ต้องพูดด้านดีสิ คนไม่ชอบก็พูดด้านร้ายทุกวัน เป็นธรรมดา คนรักคนชอบเจอจุดที่เห็นว่าพอใจ คุณก็ต้องพูดเรื่องที่คุณชอบ ผมไม่ได้ไปวิจารณ์ว่าร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ผมบอกว่าผมชอบรัฐธรรมนูญตรงไหนบ้าง อีกทั้งปกติเวลาออกเฟซบุ๊กก็ได้แค่ 4-5 นาที พูดอะไรไม่ได้มาก”

สุเทพ เล่าให้ฟังว่า อาจมีจุดที่ไม่ถูกใจในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ภาพรวมยังเห็นว่าดี ส่วนตัวไม่ชอบให้มี สส.แบบบัญชีรายชื่อ เพราะคิดว่าไม่ได้ออกแรงไปหาเสียง ไปสัมผัสประชาชน ไม่ต้องตากแดดตากฝน ไม่ต้องไปไหว้ใคร อาศัยพึ่งใบบุญของพรรค ได้มาเป็น สส. ได้เป็น สส.แล้วก็ไม่ไปเยี่ยมเยียนประชาชน ไม่ดูแลเขตพื้นที่ ไม่ต้องเดือดร้อน เงินเดือนได้เท่ากัน สิทธิทุกอย่างเท่ากันหมด จึงไม่ต้องการเห็น สส.ประเภทนี้

“ผมต้องการเห็น สส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงเท่านั้น ประเภทเดียว แต่เราไม่ใช่คนเดียวในประเทศไทยที่จะกำหนดอะไรได้ คนอื่นเขาก็มีความคิดและเหตุผล มองว่าคะแนนที่ไม่ชนะ ไม่ควรจะโยนทิ้งไป เขาก็มีความคิดของเขาดี ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเกินไปเมื่อช่างน้ำหนักกับส่วนอื่นอีก 99% ดีกว่า ผมไม่ชอบตรงนี้ก็ไม่เอามาเป็นประเด็น”

อดีตเลขาธิการ กปปส. ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า ประชาชนเรียกร้องให้มีการปฏิรูปตำรวจ ทุกคนก็บอกว่ายาก คงต้องรอชาติหน้า แต่ถ้าคุณไปอ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาเขียนไว้ว่าจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับตำรวจทั้งหมด พร้อมบอกด้วยว่าคนที่จะมาเป็นกรรมการมีคุณสมบัติอย่างไร ตำแหน่งประธานต้องเป็นคนที่ไม่ได้เป็นตำรวจมาก่อน บังคับเลยว่าต้องแก้กฎหมายให้เสร็จภายใน 1 ปี

นอกจากนี้ ในเรื่องจริยธรรม คุณธรรม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ใช้บังคับกับตุลาการรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ สส. สว. นักการเมือง รัฐมนตรีทุกคน

ตรงนี้มีน้ำหนักกว่าคราวก่อน ที่พูดเรื่องคุณธรรม จริยธรรม แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนเขียน แต่วันนี้บอกชัด มีมาตรฐานกำหนดเลย ถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระไม่สามารถเขียนมาตรฐานทางจริยธรรมเสร็จภายใน 1 ปี ก็ให้พ้นจากตำแหน่งทุกคนเลย นั่นแข็งแรงมากๆ

สุเทพ อธิบายว่า อีกสิ่งที่ประชาชนบ่นคือ สส.หาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดิน ไปเป็น กมธ.งบประมาณ และแปรญัตติ เพิ่มโครงการ เพิ่มเงิน แล้วรัฐมนตรีก็รู้ สส.ก็รู้ แต่ต่อไปนี้ไม่ได้ ถ้ารู้ว่า สส. สว. ไปทำแล้วถูกร้องไปศาลรัฐธรรมนูญ หากพบว่าผิดก็จะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต กลับมาไม่ได้อีก ถ้าใครไปมีส่วนในการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินที่ออกไป แล้วมีความผิด ครม.รู้เห็นมีส่วน ก็ให้พ้นตำแหน่งทั้งคณะ และต้องชดใช้เงินเสียดอกเบี้ย เป็นเรื่องที่ดีที่เราต้องการเห็น

ก่อนหน้านี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ ส่วนตัวก็เคยไปแถลงข่าวสนับสนุนที่โรงแรมอินเตอร์คอนฯ แต่พอดีถูกคว่ำในชั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก่อนทำประชามติเลยทำอะไรไม่ได้มาก แต่คราวนี้ประชาชนยังไม่มีโอกาสได้อ่านรัฐธรรมนูญกันมาก กกต.พิมพ์ผิดๆ ถูกๆ และบางส่วนยังส่งไปถึงเลย

“ผมจึงออกมาบอกกับประชาชนว่า ผมคิดอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ แล้วผมก็ทำเฟซบุ๊กเพราะเป็นเรื่องที่สะดวก ไม่ต้องไปประชุมกับใครเกิน 5 คน ผิดกฎหมาย ผมไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย กฎหมายบอกว่าอย่าไปบอกใครว่าให้รับหรือไม่รับ แต่ชอบไม่ชอบตรงไหนวิจารณ์ได้ ผมก็ทำเท่าที่ทำได้ตามกฎหมาย”

“ผมก็บอกแล้วว่า ผมไม่คิดที่จะลงไปสมัครรับเลือกตั้งอีกแล้ว ผมไม่คิดกลับไปพรรคประชาธิปัตย์  ไม่คิดกลับไปตั้งพรรคการเมือง ไม่มีอะไรที่จะมาเป็นห่วงอีกแล้ว ผมเป็นห่วงประเทศมากกว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน ผ่านประเทศขาดทุน อย่างน้อยก็ขาดโอกาสที่จะปฏิรูปในด้านต่างที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้”

สำหรับโค้งสุดท้ายมีแผนจะทำอย่างไรต่อไปหรือไม่ สุเทพ กล่าวว่า ไม่มีแผนทำไปตามสถานการณ์และตามที่กรอบของกฎหมายอนุญาต ถ้ากฎหมายไม่ห้าม ป่านนี้อาจไปตั้งเวทีแล้ว แต่เมื่อเขาห้ามก็ทำเท่านี้ มีอะไรที่จะทำได้ก็ว่ากันตามกฎหมาย

ส่วนจุดยืนที่แตกต่างระหว่าง กปปส. และประชาธิปัตย์นั้น สุเทพ กล่าวว่า “อย่าเอาผมไปโยงกับประชาธิปัตย์ คุณต้องเชื่อผมว่า ผมออกจากประชาธิปัตย์ และไม่กลับประชาธิปัตย์อีกแล้ว เพราะฉะนั้นพรรคจะทำยังไงก็ไม่ใช่เรื่องของผม ผมจะทำยังไงก็เป็นเรื่องของผม ไม่เกี่ยวกับพรรค พรรคจะไปสั่งผมก็ไม่ได้ ผมจะไปสั่งพรรคก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องห่วงอนาคตพรรค เป็นเรื่องของพรรค พรรคก็ไม่ต้องห่วงอนาคตของผม เรื่องของผม”

ในส่วนสมาชิกที่ยังสวมหมวกสองใบนั้น สุเทพ มองว่า ประชาชนแต่ละคนเขามีจุดยืนของตัวเอง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครทั้งนั้น คนไปโมเมเอาเองว่าเขาต้องเป็นอย่างงั้น มีหมวกสองใบ สามใบ เขามีหมวกใบเดียวคือ ประชาชน ยกเว้นสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรคหนึ่งพรรคใดก็คิดไปตามนั้น แต่ประชาชนคิดแง่ประชาชน ไม่ได้หมายความว่าต้องผูกปี ตีตราจองคิดนอกกรอบไม่ได้

แนวคิดที่ผ่านมาเรื่องรัฐธรรมนูญเปลี่ยนไปไหม หลังจาก ปชป. มา กปปส.

เมื่อผมออกมาร่วมต่อสู้กับมวลมหาประชาชน เราก็หลอมความคิดเข้ากับมวลมหาประชาชนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีความคิดชัดเจน เห็นตรงกันว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในด้านต่างๆ ขนานใหญ่ ที่เราเรียกว่าการปฏิรูปประเทศ

เคารพกฎหมายหัวใจสู่ “ปรองดอง”

สำหรับภารกิจสำคัญอย่างการคลี่คลายความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง นั้น สุเทพ มองว่า คนพูดเรื่องปรองดองเป็นนามธรรมมาก สิ่งที่สำคัญคือการบังคับใช้กฎหมายต้องเคร่งครัดให้ได้ผล ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายบ้านเมือง เท่านี้ก็ไม่มีเหตุที่จะไปเรียกใครมานั่งคุยสร้างความปรองดอง

“ผมก็ทำตามกฎหมาย คุณก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คุณกับผมก็ไม่ต้องมีเรื่องกัน แต่ถ้าคุณทำผิดกฎหมายแล้วมาบอกว่าต้องรอประเทศเป็นประชาธิปไตยก่อน อย่างนี้ก็ปรองดองไม่ได้ นักการเมืองจะเห็นแย้ง มองไม่เหมือนกันไม่เป็นไร คุณจะคิดเห็นแตกต่างกันยังไงก็ได้ แต่คุณห้ามทำผิดกฎหมาย

…การที่คุณไม่ทำผิดกฎหมาย ยกพวกตีกัน โฆษณาชวนเชื่อแบ่งแยกดินแดน อย่างนี้ผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ  พวกผม กปปส. ไม่ต้องชวนไปร่วมวงปรองดองกับใคร เพราะผมไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ถ้าทุกคนทำแบบนี้ก็จบ”

สุเทพ อธิบายว่า เห็นด้วยกับแนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้แก้ปัญหาปรองดองด้วยการว่าไปตามกฎหมาย และไม่เห็นด้วยกับแนวทางการนิรโทษกรรมล้างผิด

ทั้งนี้ ถ้าคนคิดง่ายๆ ว่าทำผิดกฎหมายแล้วมานิรโทษ ต่อไปคนก็ไม่กลัวกฎหมายหรอก ส่วนตัวไม่เรียกร้องเรื่องนิรโทษกรรม ทั้งที่ตัวเองเป็นจำเลยอยู่มาก ก็ไปสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องเคารพกฎหมาย เคารพ ยอมรับกระบวนการยุติธรรม อย่าคิดว่าถ้าเราถูกลงโทษ แล้วไม่ยุติธรรมไม่ได้

“ผมนั่งทำสำนวนแก้ข้อกล่าวหาเยอะมาก ทั้งกบฏ ก่อการร้าย บุกรุกสถานที่ราชการ เป็นอั้งยี่ เป็นซ่องโจร เยอะแยะไปหมด เยอะมาก เขียนคำให้การมาเป็นปีๆ ก็ยังไม่จบ ไม่เห็นต้องหนีไปไหนก็ยังต้องสู้คดี เตรียมตัวสู้คดีในศาล ยังไม่นับรวมคนนู้น คนนี้หาเรื่อง ทั้งธาริต (เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ)  ฟ้อง เอสซีแอสเสท ฟ้องบ้าง ก็ไปสู้คดีทุกคดี”

สุเทพ ย้ำว่า เรื่องการเคารพกฎหมาย ปฏิบัติตามกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย เป็นหัวใจ ถ้าทำเรื่องนี้ บ้านเมืองก็เรียบร้อยไปเอง ไม่ต้องเรียกให้ใครมาปรองดองกับใคร

“คุณกับผมยังโกรธกันได้เหมือนเดิม แต่ว่าคุณทำผิดกฎหมายไม่ได้ จะลุกมาชกผมผิดกฎหมาย ดักตีกบาลผมผิดกฎหมายไม่ได้ ถ้าคุณไม่ทำผิดกฎหมาย ผมไม่ทำผิดกฎหมาย ผมกับคุณก็ไม่มีเรื่อง ถึงไม่ชอบกันก็ช่วยไม่ได้ จะไปบังคับให้คุณกับผมมารักกันได้ยังไง เป็นเรื่องของหัวใจ ไม่ต้องกังวล แค่อย่าผิดกฎหมาย ผิดกฎหมาย”

ถามว่ามีบางฝ่ายออกมาโจมตีว่าถูกกลั่นแกล้งเอาผิดทางกฎหมาย สุเทพ ตอบทันทีว่า  “แล้วทำไมผมไม่พูดอย่างนั้นบ้างล่ะ ผมก็ถูกดำเนินคดีเหมือนกัน ธาริตตั้งข้อหาผมเยอะแยะไปหมด ทำไมผมไม่ร้องอย่างนั้นบ้างล่ะ แกล้งก็แกล้งไป ก็ต้องต่อสู้ตามข้อเท็จจริง ตามพยานหลักฐาน”

“ผมคิดว่าอย่าพูดเอาแต่ได้ ระบบศาลยุติธรรมของประเทศไทย ผมถือว่ามีมาตรฐาน มีมาตรฐานมาเป็นร้อยปีแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเคารพ แต่ไม่ได้หมายความว่าถ้าเราไม่ได้ประโยชน์ ไม่ได้เปรียบ แล้วต้องบอกว่าศาลไม่ยุติธรรม อย่างนี้คนพูดก็ไม่ยุติธรรม เราต้องเคารพตรงนี้ก่อน เรามีตั้ง 3 ศาล ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ ฎีกา ผมสู้คดีกับคุณวาสนา (เพิ่มลาภ อดีต กกต.) มา 3 ศาล ผมก็สู้” สุเทพ กล่าว

งานเด่นคสช.ปฏิรูปคืบหน้า หนุนยึดที่ดินสปก.สร้างความเป็นธรรม

ผ่านมา 2 ปีกว่ากับการบริหารประเทศของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร่วมกับแม่น้ำ 5 สาย สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต เลขาธิการ กปปส. ที่เคยเป็นแกนนำร่วมกับมวลมหาประชาชนออกมาเรียกร้อง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ประเมินความคืบหน้าการปฏิรูปสามารถเดินหน้าไปได้หลายเรื่อง

“ผมว่า คสช. ตั้งแต่เข้ามายึดอำนาจ เขาสามารถที่จะทำให้สิ่งที่เป็นความหวังประชาชนได้หลายอย่าง ทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย พวกเย้วๆ ก็ต้องอยู่ในที่ตั้ง ไม่ออกมาทำความวุ่นวาย ประชาชนใช้ชีวิตปกติสุขได้ อันที่สอง เรื่องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ผมถือว่า คสช.ทำได้ดี เอาจริงเอาจัง อยากให้เขาทำแบบนี้เข้มข้นต่อไป สาม หลายอย่างที่เขาทำได้เลย ใช้อำนาจ คสช. ทำได้เลย ยกตัวอย่าง เช่น พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศ คำสั่ง คสช. จัดการศึกษาภาคบังคับโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย 15 ปี ตรงนี้ถือเป็นการเริ่มการปฏิรูปการศึกษาแล้ว”

“ผมหนุนสุดตัว เพราะผมเป็นคนบ้านนอก คนยากคนจน คนบ้านนอกเสียเปรียบไม่มีโอกาสได้เตรียมตัวก่อนเข้าสู่กระบวนการศึกษาเพราะว่าโรงเรียนอนุบาลบ้านนอกไม่มี ในอำเภอ ตัวเมืองโรงเรียนอนุบาล บางแห่งก็แพงวันนี้เขาบังคับ เขาจะจัดการศึกษาตั้งแต่ขั้นอนุบาลก่อนวัยเรียน นี่เป็นการสร้างความเท่าเทียมตั้งแต่เริ่มต้น ถ้าเป็นแบบเดิมก็แพ้ตั้งแต่แรก เราอายุ 8 ปี เข้า ป.1 เขาเรียน เอ บี ซี วัน ทู ทรี เรายังมา เอ เขียนผิด เขียนถูกต่างกันมา ดังนั้น จะมาบอกผมเชียร์ สนับสนุน ก็เชียร์จริงๆ เพราะว่ามันดี”

ถามต่อเนื่องไปถึงคำสั่ง คสช. 36/2559 มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย   ทั้งนี้ มีด้วยกัน 13 ข้อ เพื่อดำเนินการกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน หรือบางรายคำที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่ยอมส่งมอบพื้นที่คืนเพื่อให้ ส.ป.ก.ดำเนินการจัดที่ดินตามกฎหมายไม่ยอมดำเนินการตามคำพากษา

สุเทพ กล่าวว่า ถือเป็นมาตรการที่ถูกต้อง ส่วนตัวเคยเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปที่ดิน เคยเป็น รมต. ถูกกล่าวหาใส่ร้ายเยอะแยะ รัฐบาลหลังๆ ก็ละเลยไม่ได้ทำ ทิ้งเอาไว้ วันนี้เขามาสะสางเป็นเรื่องที่ดี ให้เกิดความเป็นธรรม ทั่วถึงก็ว่าไป ใครที่มีที่ดินมากมาย แล้วเป็นที่ดินของรัฐเขาก็เอามาจัดสรร เป็นเรื่องปกติ กำหนดกฎเกณฑ์ กติกา

“ตอนแรก ผมเข้าไปเป็น รมช.เกษตรฯ สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีนโยบายเอาที่ดินของรัฐที่ราษฎร ครอบครองทำกิน มาทำการปฏิรูป โดยเราบอกว่า ถ้าใครถือครองที่ดินอยู่ให้เอามาคืน แล้วมาจัดให้เขาตามจำนวนที่เขาครอบครองอยู่จริง ตอนนั้นคิดไม่เกิน 50 ไร่ ถ้าเขาทำจริงๆ  ก็ดี อย่างน้อย 500 ไร่ ก็มีอย่างน้อย 10 ครอบครัว ที่เขาได้”

“มันไม่มีการแก้ไขกฎหมาย เขาเล่นงานผมเสร็จแล้วเวลาจะทำไม่กล้าทำ ติดอยู่ตรงนั้น ไม่ทำอะไร ปัญหาหมักหมม  ผมคิดว่า ปัญหา มีเยอะ แต่ว่า ตรงไหนทำได้ต้องรีบทำ ไม่ยืดเยื้อต่อไป พอจะเข้าไปจัดที่ดินก็ไป ติดขัดหรือมีกลุ่ม คล้ายๆ อิทธิพลยึดครอง เกรงใจติดขัดไม่สามารถมาปฏิรูปได้”

สุเทพ ระบุว่า การแก้ปัญหาแต่ละพื้นที่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่แต่ละแปลงว่า พื้นที่ที่เอามาให้คนจน จริงๆ มีกฎหมายที่กำหนดไว้ชัดว่าที่ดินที่จัดให้ โดยกฎหมายปฏิรูปที่ดินขายต่อให้คนอื่นไม่ได้ เปลี่ยนมือได้ตามมรดก พ่อให้ลูก แต่วันนี้ต้องมาบังคับตรงนี้ให้ชัดไม่งั้นวันหน้าคนจนบุก ต่อไปจะไปเอาที่ไหนมาให้  เขาต้องทำไปพูดให้ประชาชนเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ทำการเกษตรที่ดินเป็นปัญหาหนึ่ง น้ำก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งต้องแก้ทุกปัญหา อันไหนทำได้ ต้องทำทันที อันไหนติดขัดต้องคิดหาวิธีการต่อไป เช่น เรื่องการโซนนิ่งการเกษตร พื้นที่ไหนเพาะปลูกพืชชนิดไหน ถ้าวันนี้ทำให้ชัดเจนก็ดี บางพื้นที่ไม่เหมาะสมปลูกข้าวก็ทำอย่างอื่นซึ่งต้องไปดูแลเขา ทั้งวิธีการเพาะปลูก เรื่องการแปรรูป การตลาด จริงๆ มีโอกาสที่จะทำให้สำเร็จได้ ช่วงที่รัฐบาลมีอำนาจเต็มที่แบบนี้

สำหรับเรื่องยางพารา สุเทพ อธิบายว่า สถานการณ์ในขณะนี้แตกต่างจากอีกสมัยที่เคยมีส่วนรับผิดชอบแก้ปัญหาราคายาง จากกิโลกรัมละ 37-38 บาท  มาเป็น  170-180 บาท  วันนี้พื้นที่ปลูกยางเพิ่มมากขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ขณะที่เศรษฐกิจโลกความต้องการใช้น้อยลง มีปัญหาเรื่องดีมานด์ซัพพลาย

สิ่งที่ทำได้เร็ว คือเรื่องของการส่งเสริมให้มีการใช้ยางเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าในประเทศไทยให้มากขึ้น ประเทศเราส่งออกยางพารา 80-90% ใช้ในประเทศน้อยมาก มันอาจต้องมีนโยบายส่งเสริมการลงทุน สินค้าสำเร็จรูปจากยางพาราในประเทศไทย โดยต้องมีแรงจูงใจ
เป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีการโฆษณาชวนเชื่อจากรัฐบาลก่อนว่าจะสร้างนิคมยาง แต่ก็ยังไม่เกิดซักที วันนี้น่าจะเกิดได้เพราะคำสั่ง คสช. เป็นกฎหมาย สามารถทำได้เร็ว ซึ่งต้องมีหลายมาตรการ ต้องมีคนที่นั่งทำงานเป็นการเฉพาะ

ยกตัวอย่าง สมมติที่ภาคใต้ คนที่มีสวนยางถึงเวลาต้องตัดโค่น กรีดมา 29-30 ปี วันนี้ ถ้ารัฐบาลมีนโยบายก็อาจกำหนดให้กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ซึ่งวันนี้อยู่ในการยางแห่งประเทศไทย โดยออกเป็นมาตรการถ้าสวนยางเหล่านี้โค่นยางแล้วไปปลูกปาล์มน้ำมัน  ก็จะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ จูงใจให้พื้นที่ที่เคยปลูกยางเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลูกปาล์ม ปริมาณยางพาราก็น้อยลงอีกทาง

“ที่พูดไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ประเทศมาเลเซียทำตัวอย่างให้เราเห็นพื้นที่ปลูกยางลดน้อยลงมาก เขาหันมาทำเรื่องปาล์มน้ำมันมาก ของเราปาล์มน้ำมันยังไม่พอบริโภคภายในด้วยซ้ำ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง”

สุเทพ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เราเรียกร้องให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศ ก่อนจะจัดการเลือกตั้งทั่วไป ตรงนี้เป็นจุดยืนที่เราไม่เปลี่ยนแปลงมาจนถึงทุกวันนี้  สาเหตุที่เราสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะเรามีความรู้สึกว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้ดำเนินการไปในทิศทางที่มวลมหาประชาชนตั้งความหวังไว้ ก็มีง่ายๆ เท่านั้น ตรงไปตรงมาชัดเจน

 

รู้จักเจ้าของฉายา”ตบสนั่นลั่นทุ่ง” อัจฉราพร คงยศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2559 เวลา 17:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/441608

รู้จักเจ้าของฉายา"ตบสนั่นลั่นทุ่ง" อัจฉราพร คงยศ

โดย…กษม จักรเครือ

ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าวงการวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ได้สร้างความสุขให้กับคนไทยไม่น้อย กวาดแชมป์มาหลายรายการ ทำให้อันดับโลกเขยิบขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 13  ทุกวันนี้หลายคนรู้จักชื่อของ “น้องเพียว” อัจฉราพร คงยศ นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย วัย 21 ปี ที่มีลูกเสิร์ฟและพลังการตบที่หนักหน่วง เล่นบอลหัวเสาได้เด็ดขาด พร้อมที่จะขึ้นมาทาบรัศมีรุ่นพี่ทีมชาติได้อย่างสมภาคภูมิ

ล่าสุด สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ประกาศอันดับผู้เล่นแต่ละตำแหน่งที่โดดเด่นในรายการเวิลด์กรังด์ปรีซ์ 2016 ทั้ง 3 สนาม ปรากฏว่า “น้องเพียว” ทำไปแล้วถึง 83 คะแนน โดยเป็นการตบทำแต้ม 72 ครั้ง บล็อก 5 ครั้ง และเสิร์ฟได้แต้มอีก 6 ครั้ง รั้งอยู่ในอันดับที่ 5

ย้อนอดีตกลับไป อัจฉราพรเป็นขุมกำลังหลักของทีมนักตบสาวไทยมาโดยตลอด จากเด็กใต้นัยน์ตาคม ผิวสีน้ำผึ้ง จาก อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช ด้วยบุคลิกเป็นคนง่ายๆ สบายๆ และชอบเอนเตอร์เทนคนอื่น หากใครอยู่ใกล้เธอก็มักจะได้ยินเสียงหัวเราะตลอดเวลา ทำให้เธอเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เพียวเป็นเด็กที่มีความกตัญญูและสู้ชีวิตอย่างมาก เด็กสาววัยแค่ 20 ต้นๆ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาทุกรูปแบบ ฐานะทางบ้านปานกลาง ทำให้ “เพียว” ต้องหาเงินช่วยทางบ้านตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาเธอเริ่มหัดเล่นวอลเลย์บอลที่โรงเรียนบ้านขอนหาด เนื่องจากคุณครูเห็นแววว่าเด็กคนนี้น่าจะเอาดีทางด้านกีฬาชนิดนี้ได้

“ตอนนั้นหุ่นหนูผอมๆ สูงๆ ครูสมยศรวมทั้งอาจารย์ท่านอื่นเห็นว่าน่าจะมาเอาดีทางกีฬาวอลเลย์บอลได้ เพราะที่โรงเรียนสนับสนุนกีฬาชนิดนี้ แต่ว่าบ้านหนูอยู่ไกล เลยต้องมาอยู่ประจำที่โรงเรียน ยอมรับว่าคิดถึงบ้านมาก ช่วงแรกๆ นั้นคุณคูรจะพาไปแข่งกับโรงเรียนอื่น ที่ต่างอำเภอบ้าง ระดับจังหวัดบ้าง มีแพ้บ้างชนะบ้างตามประสา แต่ถ้าชนะก็จะได้เงินรางวัล ก็จะเก็บส่วนหนึ่งแบ่งไว้ให้พ่อแม่ เพื่อที่จะได้แบ่งเบาภาระทางบ้าน หลังจากเรียนจบชั้น ป.6 หนูก็ย้ายมาอยู่โรงเรียนบดินทรเดชา เป็นเด็กโควตานักกีฬาของโรงเรียน กินนอนอยู่ที่นี่ และเป็นการจากบ้านเกิดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาอยู่กรุงเทพฯ อยู่เองหากินเอง ต้องปรับตัวทุกอย่าง จากเด็กบ้านนอกยอมรับว่าตอนแรกๆ เข้ากับเพื่อนบางคนไม่ได้ แต่สุดท้ายก็พยายามเอาความดีชนะพวกเขา จนเพื่อนๆ ยอมรับ” เจ้าของตำแหน่งเสิร์ฟยอดเยี่ยม รายการเวิลด์กรังด์ปรีซ์ 2016 กล่าว

ชีวิตของสาวน้อยต่างจังหวัดที่ต้องจากอกพ่อแม่มาตั้งแต่เด็ก ชีวิตวัยรุ่นขาดหายไป ต้องรับผิดชอบเกินอายุ แต่เธอมองโลกในแง่ดี โดยมองว่าควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

“หนูไม่เคยมองว่าการซ้อมวอลเลย์บอลเป็นงานหนัก บางครั้งซ้อมตั้งแต่เช้าจรดเย็น เห็นเพื่อนๆ ได้ไปเที่ยวไหน หนูก็ไม่ได้ไป เพื่อนบางคนไม่เข้าใจ แต่สำหรับหนูกลับมองว่าวอลเลย์บอลให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโอกาสในการเข้าโรงเรียน การประสบความสำเร็จและชื่อเสียง หนูต้องขอบคุณลูกกลมๆ ใบนี้ที่ทำให้หนูมีโอกาสมากกว่าเด็กคนอื่น หากไม่มีวอลเลย์ก็จะไม่มีอัจฉราพรในวันนี้ ยอมรับบางครั้งมีท้อเหมือนกัน ท้อได้แต่ไม่มีคำว่าถอยในสารบบของหนู”

เรื่องของฉายา “ตบสนั่นลั่นทุ่ง” มีความเป็นมาอย่างไร เพียวเฉลยว่า พี่ๆ ในทีมชาติเป็นคนตั้งฉายานี้เพราะเห็นเธอเป็นคนต่างจังหวัด แถวบ้านเป็นทุ่งนา และเวลากระโดดขึ้นตบลูกดูหนักหน่วงและหนักแน่น มีเสียงที่ดังสนั่นดี

สำหรับเรื่องของความรัก  สาวเมืองนครฯ มองว่า ความรักครอบครัวต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด เพราะมองว่าความรักของพ่อแม่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต

“ตอนนี้หนูโสด ไม่ได้คบใคร เพราะไม่มีเวลาให้ ใครเป็นแฟนหนูคงทนไม่ได้ เพราะเป็นคนไม่มีเวลา แค่เอาเวลาไปซ้อมวอลเลย์บอลก็แทบจะไม่ได้คิดเรื่องความรัก หนูมองว่าสถาบันครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เยาวชนของชาติต้องรู้จักรักพ่อแม่และรักตัวเองก่อน หากคุณไม่รักตัวเองแล้วคุณจะไปรักใครได้ยังไง ยิ่งประเทศชาติยิ่งแล้วใหญ่ต้องการความรักของคนในชาติอย่างมาก”

อยากให้น้องๆ เยาวชนของชาติ รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาก็ได้ แต่ที่สำคัญต้องมีวินัยในสิ่งที่ทำ

“การเป็นนักกีฬาวอลเลย์ได้เดินทางไปหลายประเทศ ทำให้เห็นความหลากหลายของผู้คนแต่ละชาติ ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ยอมรับว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีวินัยยอดเยี่ยม อยากให้ประเทศไทยเป็นอย่างนั้นบ้าง เพราะระเบียบวินัยจะช่วยให้ประเทศพัฒนาได้อย่างยั่งยืน”

หลักการใช้ชีวิตไม่มีอะไรซับซ้อน นักตบสาวมองว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร อยากให้คนไทยคิดอย่างนี้ บ้านเมืองก็จะสงบสุข

“คนเราถ้าพยายามให้ถึงที่สุด ผลสำเร็จก็จะตามมา หนูยึดหลักทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะไม่รู้ว่าวันหน้าจะเป็นอย่างไร สำหรับเป้าหมายในอนาคตหนูอยากติดทีมชาติไทยไปเล่นโอลิมปิกเกมส์สักครั้งในชีวิต เราพลาดอดไปเล่นริโอเกมส์ แต่เราก็ไม่ท้อถอย อีก 4 ปีข้างหน้ายังมี ความฝันของหนูและรุ่นพี่ทีมชาติ อยากเห็นธงไทยไปโบกสะบัดในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ และพิสูจน์ให้โลกรู้ว่า สาวไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก”

หลังจากได้พูดคุยกับสาวน้อยนักตบทำให้ได้แง่คิดดีๆ หลายอย่าง ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต วิธีคิด และการไม่ยอมย่อท้อต่ออุปสรรค เป็นแบบอย่างของเยาวชนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง

 

ถ้าคสช.จะปฏิรูปพลังงาน อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 กรกฎาคม 2559 เวลา 11:31 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/441205

ถ้าคสช.จะปฏิรูปพลังงาน อย่าหักด้ามพร้าด้วยเข่า

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

กลายเป็นประเด็นก่อให้เกิดการถกเถียงพอสมควร ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 ของร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา

แม้ตามขั้นตอนของสภาจะเป็นเพียงแค่การรับไว้พิจารณาเท่านั้น เพราะยังอยู่ในระหว่างการปรับแก้ไขเนื้อหาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งจะต้องส่งมาให้ สนช.ลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่อีกครั้ง แต่สำหรับมุมมองของ รสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. ซึ่งเป็นภาคประชาชนที่ติดตามเรื่องการปฏิรูปพลังงานมาตลอด กลับบอกว่า “แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว”

ทั้งนี้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ รสนาชี้ให้เห็นถึงปัญหาของร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับที่ไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาในอดีตว่า ไม่ได้มีโครงสร้างหรือองค์กรอย่างบรรษัทพลังงานแห่งชาติมารองรับในกรณีที่ระบบสัมปทานปิโตรเลียมกำลังจะหมดลงในปี 2565 ทำให้ระบบการแบ่งปันผลผลิตที่รัฐบาลอ้างว่าในร่างกฎหมายนี้ได้กำหนดไว้ไม่สามารถเป็นรูปธรรมได้

รสนา ขยายความว่า “ในยุคแรกสุด เริ่มต้นสัมปทานราวปี 2515 และจะหมดในปี 2565  ประมาณ 50 ปี และเมื่อหมดสัมปทานนี้แล้ว กฎหมายกำหนดห้ามให้มีการต่อสัมปทานได้อีก ที่มาของกฎหมายปิโตรเลียมปี 2514 รัฐบาลสมัยนั้นเล็งเห็นว่าเวลา 50 ปี หรือประมาณหนึ่งชั่วอายุคน มันเพียงพอกับการที่ไทยจะเรียนรู้เทคโนโลยีต่างประเทศเพื่อเข้ามาทำเอง และยืนด้วยลำแข้งของเราเอง เพราะตอนสมัยแรกสุดเราไม่มีความรู้เรื่องนี้ ดังนั้นการให้สัมปทานไปเวลานั้นจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว”

“ในกฎหมายเพียงแต่บอกว่าเมื่อครบช่วงเวลา 50 ปี จะไม่มีการให้สัมปทานอีก แต่กฎหมายไม่ได้บอกว่าให้คุณทำอย่างไร ภาคประชาชนจึงพยายามเสนอให้รัฐใช้รูปแบบการแบ่งปันผลผลิต คือ ให้กรรมสิทธิ์มาเป็นของรัฐ โดยรัฐร่วมงานเอกชน แต่รัฐจะเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดต่างจากระบบสัมปทานที่รัฐไม่ได้เข้ามาดูแล โดยเมื่อสัมปทานหมด กรรมสิทธิ์และอุปกรณ์ทุกอย่างต้องกลับมาเป็นของรัฐ ส่วนจะให้หน่วยงานไหนมารองรับนั้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะเป็น ปตท. แต่ปัจจุบัน ปตท.ถูกแปรรูปไปแล้ว จึงไม่สามารถเป็นบรรษัทพลังงานแห่งชาติที่จะเข้ามารับสาธารณสมบัติของชาติได้”

สำหรับความสำคัญของการมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติตามระบบการแบ่งปันผลผลิต รสนา อธิบายว่า ระบบแบ่งปันผลผลิต สมมติขุดปิโตรเลียมขึ้นมาได้ 100 หน่วย รัฐจะหักค่าภาคหลวงไปก่อนแล้วประมาณ 10% ส่วนที่เหลือก่อนที่รัฐกับเอกชนจะแบ่งกำไรกันต้องมีกระบวนการตรวจสอบว่ามีต้นทุนประเภทใดบ้างที่เอกชนสามารถนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้บ้าง

“กระบวนการดังกล่าวตามหลักการจะมีบรรษัทพลังงานแห่งชาติเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และไม่ให้เอกชนอ้างว่าตัวเองมีต้นทุนสูงเกินความเป็นจริงเพื่อลดกำไรที่ต้องแบ่งให้กับรัฐ แต่ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ที่อยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่ได้มีการกำหนดขั้นตอนเหล่านี้”

จากนั้นรสนาลงรายละเอียดว่า “การขุดเจาะปิโตรเลียมในต่างประเทศจะมีการตรวจวัดแบบเรียลไทม์ โดยจะมีเครื่องวัดเพื่อให้คู่สัญญาต่างเห็นว่ามีปริมาณการขุดเจาะและดูดปิโตรเลียม ณ จุดผลิตเท่าไหร่ ซึ่งเท่ากับว่าเอกชนต้องเสียค่าภาคหลวง ณ แหล่งผลิต แต่กฎหมายฉบับใหม่ไม่ได้แก้ไข โดยให้เอกชนเสียค่าภาคหลวง ณ จุดขายตามเดิม

“การเสียค่าภาคหลวง ณ จุดขาย จะทำให้เกิดปัญหา กล่าวคือเมื่อขุดน้ำมันขึ้นมาและนำไปใส่เรือ จากนั้นเรือแล่นออกไปเพื่อนำไปขายอีกที่หนึ่ง หากเรืมล่มกลางทะเลระหว่างขนส่ง รัฐจะไม่ได้เงินทันที จึงเห็นว่าไม่ควรใช้วิธีนี้แล้ว ควรให้เสียค่าภาคหลวง ณ จุดผลิต”

“ร่างกฎหมายที่อยู่ในสภา เป็นระบบที่ไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะไม่มีโครงสร้าง ไม่มีกลไก ไม่มีองค์กรมาทำงาน จึงเป็นระบบสัมปทานจำแลง หรือเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตแบบกำมะลอ”

ข้อเสนอของรสนา คือ รัฐบาลควรถอนร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และร่าง พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ออกจากสภา

“ถ้าอยากจะแก้ไขปัญหาด้วยการเสนอกฎหมาย รัฐบาลควรดำเนินการด้วยการจัดร่าง พ.ร.บ.ใหม่ทั้งฉบับ ไม่ใช่แค่แก้ไขบางมาตรา ซึ่งเป็นทางที่ดีที่สุด เหมือนเวลาที่เขียนบทความที่เขียนมาแล้วแต่จะมานั่งแก้เนื้อหาภายหลัง สู้เขียนใหม่ทั้งหมดดีกว่า คุณยกร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมาตั้งเยอแยะ ทำไมเรื่องสำคัญขนาดนี้คุณไม่ทำ”

รสนา ย้ำว่า รัฐบาลมีอำนาจหยิบร่างกฎหมายออกมาจากสภาเพื่อยุติปัญหา และเห็นแก่ผลประโยชน์ของบ้านเมือง การที่คุณไม่ทำมันก็มีคำถามเยอะ ข้อที่หนึ่ง สิ่งที่จะออกมาตามร่าง พ.ร.บ.ใหม่จะต่างอะไรจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมปทานรอบที่ 21 หรือการจัดการกับแหล่งสัมปทาน เมื่อปี 2554 จะมีการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ภาคประชาชนก็ค้านมาตลอด ต่อมามีคณะรัฐประหารขึ้นมา เพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติไม่ให้คนตีกัน คุณแก้ไปสิ แต่เรื่องนี้อยู่ๆ คุณจะมาลัดขั้นตอน ก็ถูกตั้งคำถามว่าคุณกำลังอะไร กำลังปลดล็อกให้กลับกลุ่มทุนหรือเปล่า

“ถ้ารัฐบาลจะเข้ามาทำเรื่องนี้ ควรทำให้ดีขึ้นมีธรรมาภิบาล ไม่ใช่หักด้ามพร้าด้วยเข่า อย่างนี้เท่ากับว่าคุณปลดล็อกให้กับกลุ่มทุนที่ทำไม่สำเร็จในสมัยรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งสิ ต้องบอกว่าฤดูกาลทางการเมืองมีอยู่สองฤดู ฤดูเลือกตั้ง กับ ฤดูรัฐประหาร กลุ่มทุนคลุมหมด กลุ่มทุนถ้าทำอะไรไม่สำเร็จในฤดูเลือกตั้งก็มาทำในฤดูรัฐประหารคุณจะยอมอย่างนี้หรือ ประชาชนจะยอมมั้ย”

“รัฐบาลต้องมีประชาภิบาล คุณต้องอภิบาลประชาชนด้วยการทำให้ทรัพยากรธรรมชาติ และอำนาจรัฐที่ประชาชนมอบให้คุณให้เกิดดอกออกผลและเป็นประโยชน์กับประชาชนทั้งหมด นี่คือสิ่งที่เราเรียกร้อง แต่คุณจะมาหักด้ามพร้าด้วยเข่าและออกกฎหมาย สนช.ก็เหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรมผลิตกฎหมาย เวลาสินค้าสักชิ้นหนึ่งที่คุณเอาขึ้นไปบนสายพาน คุณคิดเหรอว่าคุณจะเปลี่ยนแก้วใบนี้ให้เป็นกระป๋องสี่เหลี่ยม คุณจะตกแต่งอย่างไรก็คือแก้ว สิ่งเดียวที่รัฐบาลควรทำ คือ การถอนกฎหมายทั้งสองฉบับออกมาจากสภา”

“เพราะฉะนั้น ขอบอกว่าเราไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับท่าน เราต้องการเป็นมิตรและช่วยท่านในการปฏิรูปบ้านเมือง การที่ท่านเข้ามาได้เพราะประชาชนเรียกร้องการปฏิรูป ถ้าท่านมาหักด้ามพร้าด้วยเข่าแบบนี้ ก็เป็นห่วงว่าเข่าของท่านจะแตก”รสนา ทิ้งท้าย

 

ท่ามกลางซากปรักหักพัง ไม่คิดแข่งมีอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กรกฎาคม 2559 เวลา 10:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/440928

ท่ามกลางซากปรักหักพัง ไม่คิดแข่งมีอำนาจ

โดย….ฐายิกา จันทร์เทพ, ธนพล บางยี่ขัน

สปอตไลต์การเมืองจับมาที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย หลังจากเปิดหน้าเตรียมเดินสายพูดคุยหารือกับนักการเมืองแต่ละพรรคเพื่อร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดักคอว่าอาจเป็นเพียงแค่การต่อรองเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง จนห่วงกันไปอีกว่านี่อาจบานปลายเป็นชนวนไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง ทำให้เส้นทางการพูดคุยที่จะเกิดขึ้นมีอันต้องสะดุดลงไป

สอดรับไปกับกระแสข่าวมีสัญญาณจากแดนไกลวางตัวเธอเป็น “แคนดิเดต” ลงสนามชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปกับการเลือกตั้งรอบใหม่ที่จะมีขึ้นในปี 2560

ท่ามกลางความคลุมเครือ คุณหญิงสุดารัตน์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ในทุกประเด็น เริ่มจากเรื่องการเจรจาหาทางออกประเทศ ซึ่งเธอออกตัวว่าไม่ใช่ต้นคิด แต่เกิดขึ้นในวงเสวนาวิชาการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล

วันนั้นคณาจารย์ได้เสนอขึ้นมาว่านักการเมืองน่าจะพูดคุยกันบ้าง จึงบอกว่าได้มีการคุยกันอยู่ เพราะที่ผ่านมาแทนที่จะคุยกัน กลับปล่อยให้เกิดปฏิวัติรัฐประหารจนเสียประชาธิปไตยไป ซึ่งเป็นมุมมองจากคนภายนอก จึงได้ตอบรับเพราะส่วนตัวเองก็มีความรู้สึกเห็นด้วยกับแนวคิดนี้อยู่แล้ว

“ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาจากที่เราขัดแย้งกัน เอาชนะคะคานโดยไม่รักษากติกาประชาธิปไตย จนในที่สุดก็สูญเสียประชาธิปไตยไป อย่างน้อยเราก็ควรแสดงความรับผิดชอบร่วมกันในการหาทางออก อำนาจในการหาทางออกตรงนี้อาจไม่ใช่ของนักการเมืองในปัจจุบัน แต่อย่างน้อยอย่าเพิ่มปัญหา ทำยังไงถึงจะลดปัญหาได้”

ส่วนตัวคิดว่าการทำอะไรควรจะต้องเริ่มจากตัวพวกเราเอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดความเสียหาย มีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเราก็อาจเป็นหนึ่งในนั้น การแก้ไขก็ควรเริ่มจากตัวเราเองเหมือนกับที่บอกว่าปฏิรูปประเทศ เพราะหากแต่ละฝ่ายไม่ปฏิรูปตัวเอง แล้วจะปฏิรูปประเทศได้อย่างไร

“ถ้านักการเมืองคุยกันแล้วผ่อนภาระขณะนี้ได้ก็ไม่น่ามีผลเสียอะไร ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรที่สนับสนุนแนวคิดนี้ ไม่ได้คิดว่าจะเป็นการมาต่อรองกับผู้มีอำนาจ สร้างเงื่อนไขให้เกิดความวุ่นวาย เป็นการคิดด้วยใจบริสุทธิ์ที่จะไม่เพิ่มปัญหาให้ประเทศ แต่ถ้ามีส่วนทำให้ลดปัญหาได้ก็จะดี”

คุณหญิงหน่อย ยืนยันว่าไม่ใช่การไปตั้งกลุ่มต่อรองกับผู้มีอำนาจ และยังงงว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เพราะวันนี้สังคมเริ่มเดินมาถึงจุดที่คนที่เห็นต่างคุยกันไม่ได้เลย หรือมันคืออะไร หลักประชาธิปไตยคือการจัดระเบียบการอยู่ร่วมกันให้เกิดความสงบสุข การอยู่ร่วมกันในสังคมหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือนกันชอบเหมือนกัน แต่ทำให้คนที่เห็นไม่เหมือนกันชอบไม่เหมือนกันอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

“ไม่เหมือนบรรยากาศสมัยเคยเป็น สส.รุ่นแรกๆ กับพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นเพื่อนกันคุยกัน ไปกินข้าวด้วยกัน ตอนนั้นต้องอภิปรายผู้ใหญท่านหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ คุณพ่อก็แนะนำว่าอภิปรายเสร็จให้ไปขอโทษ เราต้องทำหน้าที่ของเราในสภา อภิปรายด้วยหลักการเหตุผลไม่พูดความเท็จ เสร็จแล้วก็ไปขอโทษตามที่คุณพ่อแนะนำ เป็นวัฒนธรรมของผู้เจริญ เราอาจไม่ได้เป็นพวกเดียวกัน เราอาจเห็นต่าง แต่เราสามารถทำงานหาจุดร่วมเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ วันนี้เป็นแนวคิดนี้เท่านั้นเอง

“หลายสื่อไปบอกว่าสุดารัตน์จะเป็นแกนนำเดินพูดคุย ไม่เคยพูดเลย ไม่เคยคิดว่าจะเป็นแกนนำเดินพูดกับใครได้หรอก เพียงแต่มีแนวคิดในเวที อาจารย์ท่านบอกว่าทำไมไม่ทำอย่างนี้บ้าง อย่างอาจารย์โคทม อารียา ก็เสนออาจให้มี Code of conduct เป็นสัญญาประชาคมนักการเมืองด้วยกัน อันนี้นักวิชาการก็เสนอว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแล้วเราจะไม่ตอบสนองเขาเลยหรือ

“มันไม่ใช่ภาพอย่างที่นำเสนอกัน อยู่ๆ สุดารัตน์จะลุกขึ้นไปพูดกับทุกฝ่ายเพื่อหาทางออกประเทศ ดิฉันไม่มีอำนาจใดๆ เลย เป็นเพียงประชาชนคนไทยเท่านั้นเอง ดังนั้นไม่อาจหาญจะเรียกใครหรือไปพูดกับใครได้หรอก มันทำไม่ได้แน่นอน เพียงแต่เมื่อเขามีเวทีและแนวคิดแบบนี้ดิฉันสนับสนุน ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้มีอำนาจอะไร และประมาณตัวเองดีว่าไม่ได้มีกำลังอำนาจไปเดินคุยกับใคร” 


แม้แนวคิดเรื่องการหารือระหว่างนักการเมืองจะถูกปฏิเสธจากหลายฝ่าย แต่คุณหญิงสุดารัตน์มองว่า ด้วยสำนึกของคนที่อดีตเคยเป็นนักการเมือง เมื่อสังคมคิดว่านักการเมืองเป็นจำเลย ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขตัวเอง การมีวิธีการคุยอย่างสร้างสรรค์ไม่น่าจะเป็นผลเสียอะไรกับประเทศชาติ มันคงไม่สามารถทะลุทะลวงได้ แต่อย่างน้อยได้นิดได้หน่อยในการแก้ปัญหาประเทศ

“เกิดความเข้าใจว่าไปคุยกันเดี๋ยวจะไปสร้างเงื่อนไขให้เกิดปัญหา ต้องเรียนว่าเราไม่มีโอกาสสื่อสาร แต่เรียนว่าวัตถุประสงค์ความต้องใจวันนั้นคือการคุยกันแล้วไม่สร้างปัญหา ไม่คิดต่อรองอะไร เพื่อใคร ทำไม่ได้อยู่แล้วต่อรองให้พรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะถ้าคุยกันก็ต้องมาจากหลายพรรค มีนักวิชาการร่วมคุยด้วย จะต่อรองกันได้ไง แต่เป็นแนวคิดที่จะหาทางออกประเทศ ขอให้ผู้นำสบายใจได้ว่าเป็นเจตนาบริสุทธิ์”

ส่วนกระแสที่จุดไม่ติด ไม่มีพรรคการเมืองออกมาขานรับนั้นก็ไม่เป็นไร วันนี้ใครเห็นด้วยก็มาตั้งวง วันนี้ยังไม่มีใครเป็นผู้นำ ใครคิดตรงกันก็มานั่งคุยกัน ส่วนตัวก็ไม่ใช่ผู้นำ นักวิชาการเขาคงจะสร้างเวทีให้ถ้าไม่ท้อซะก่อน สร้างเมื่อไหร่ไปร่วมแน่นอน ส่วนนักการเมือง ผู้นำพรรค วันนี้อยากให้ช่วยคิด อย่าไปคิดกรอบรูปแบบเก่าๆ ที่เอาเรื่องบ้านเมืองมาคิดเป็นเรื่องการเมือง วันนี้ไม่ใช่เวลามาคิดแบบนั้น

“ความยากลำบากของประชาชน และบ้านเมืองที่เสียหาย เราต้องคิดใหม่ ต้องคิดที่จะปฏิรูปความคิดตัวเอง การคุยกันได้ ไม่ใช่ฮั้วเจรจา เราต้องคุยกันได้บนผลประโยชน์ของประชาชนแบ่งไปคนละหนึ่งละสอง อำนาจแทบไม่มี อยากฝากว่าเราต้องคิดด้วยความจริงใจกับประเทศชาติประชาชน เลิกคิดเรื่องบ้านเมืองเป็นการเมือง”

มีเสียงสะท้อนออกมาว่า ถามว่าแนวคิดเรื่องการพูดคุยรอบนี้ที่จุดไม่ติดเพราะมีความระแวงจากคู่แข่งเกี่ยวกับอนาคตทางการเมือง คุณหญิงสุดารัตน์ชี้แจงว่า มันคือกรอบความคิดแบบการเมืองเก่าที่จะคิดแบบนี้ มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นสิบกว่าปีมานี้

“บ้านเมืองเสียหายไปเยอะ ถ้าเราไม่คิดกันอย่างที่มีความจริงใจต่อประชาชน ยังคิดว่าคนนั้นเป็นคู่แข่ง คนนี้เป็นคู่แข่ง แข่งกันขัดแย้งกันจนบ้านเมืองพังทลาย ก็ยังใช้กรอบความคิดอย่างนี้คิดต่อไป ดิฉันไม่แข่งด้วยในเวทีนี้ วิธีนี้”

ประเด็นที่สอง การมองว่าจะเป็นคู่แข่งทางการเมืองจะได้รับนู่นนี่นั่น สำหรับเพื่อไทยเมื่อถึงเวลาต้องเข้าสู่การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยก็ต้องปรับในสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนและรักษาจุดแข็งตัวเอง คือ การที่ทำอะไรยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ส่วนใครจะเป็นผู้นำต่อไป ต้องมาจากการตัดสินใจของพรรคเพื่อให้สามารถดำเนินการเมืองต่อไปได้ ไม่ใช่ว่าตอนนี้จะตัดสินใจอะไรได้

“การทำครั้งนี้ไม่ได้หวังผลให้มีกระแสการเมือง ตัวดิฉันอยู่ในการเมือง 20 ปี ได้ความภาคภูมิใจสูงสุดหมดแล้ว ได้มีโอกาสทำงาน ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเครื่องราชฯ เป็นความภาคภูมิใจสูงสุด ไม่ได้อยากได้อะไรเพิ่มเติมเพราะการเมืองในบรรยากาศแบบนี้

“เงื่อนไขรัฐธรรมนูญแบบนี้ การที่จะอาสามารับใช้บ้านเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเราอาสาประชาชนมาทำงาน ภายใต้บรรยากาศแบบนี้ หากรัฐธรรมนูญนี้ผ่านแทบจะทำอะไรให้ประชาชนไม่ได้ ประชาชนมีทุกข์ก็ทำได้อย่างมากแค่ไปร้องไห้ด้วยกัน บรรยากาศแบบนี้จะมีความสุขได้ไง แค่เวทีเสวนา พูดเรื่องการคุยกันสำนึกตัวเองลดปัญหาบ้านเมืองยังเป็นประเด็นขนาดนี้ ไม่เอื้อให้เกิดความรักสามัคคี อย่าไปคิดว่าดิฉันต้องออกมาสร้างข่าวสร้างเวที อย่าคิดไปไกล”

ถามว่าถูกคนแดนไกลวางตัวให้เป็นหัวหน้าพรรคคนต่อไปใช่หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า ไม่จริง พรรคเพื่อไทยต้องเดินหน้าต่อ สมาชิกก็ต้องเลือกผู้นำ พรรคเองก็ต้องปรับตัวเอง อะไรเป็นจุดอ่อนก็ปรับปรุงตัวเองเพื่อที่จะลดจุดอ่อนให้ได้มากสุด จุดแข็งคือคิดอะไรให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางยิ่งต้องแข็งแรง

ถามต่อว่าหากมีการเสนอชื่อชิงนายกรัฐมนตรีพร้อมรับตำแหน่งหรือไม่ คุณหญิงหน่อย บอกว่า อย่าเพิ่งคิดไปไกล สังคมมองการเมืองเป็นปัญหา เราเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองอยากมีส่วนร่วมคลี่คลายปัญหา แค่คิดยังลำบากเลย ดังนั้นเอาเรื่องบ้านเมือง เอากติกาบ้านเมืองรอดก่อนค่อยคิดทำนู่นนี่

“วันนี้เราจะทำอะไรต้องเกรงใจประชาชน คิดแย่งอำนาจกันวันที่ประชาชนยากลำบาก สู้กันจนบ้านเมืองพังทลาย แล้วยังคิดแย่งอำนาจต่อ คิดแบบนี้ในมิตินี้ดิฉันไม่เอา ไม่คิดจะทำ ท่ามกลางซากปรักหักพังของบ้านเมืองไม่คิดแข่งมีอำนาจวาสนา ควรคิดสร้างบ้านสร้างเมือง อย่าไปคิดการเมือง คิดการบ้านการเมืองให้มากหน่อย ถ้าทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข จะไปแข่งแย่งอำนาจไม่มีใครว่า แต่ถ้ายังคิดบน Paradigm เดิมแบบนี้ ขออนุญาตไม่ไปร่วมคิดร่วมแข่งด้วย”คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

ธรรมาธิปไตยทางออกของประเทศ

กลายเป็นงานหลักสำหรับงานบุญ สร้างวัด สร้างพระ ทั้งในและนอกประเทศที่เพียรทำมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ช่วงที่ติดล็อกทางการเมืองในฐานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ซึ่งยังคงทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันที่ไร้พันธนาการทางการเมือง

อีกด้านหนึ่ง คุณหญิงสุดารัตน์ยังสมัครเรียนหลักสูตรปริญญาเอกด้านพุทธศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้สองปีและกำลังจะจบในปีหน้า โอกาสนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ได้ทำวิทยานิพนธ์ เรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ด้วยวิถีพุทธ ภายใต้หัวข้อ “ธรรมาธิปไตยคือทางออกของประเทศ”

ในฐานะที่ถูกมองว่านักการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราก็ต้องมาสำรวจตัวเองก่อนว่าเราจะลดปัญหาโดยเงื่อนไขตัวเราเองได้หรือไม่ แต่ถ้าฝ่ายเดียวลดก็จะหาทางออกไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างต้องลดเงื่อนไขส่วนที่จะเป็นปัญหา และแสวงหาจุดร่วมกัน ก็จะทำให้เดินไปข้างหน้าได้ ตรงนี้คือหัวใจวิทยานิพนธ์ ซึ่งกำลังศึกษาเรื่องนี้

“เช่น ตอนนี้คนมีความคิดสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งบอก นักการเมืองโกง ซื้อเสียง มาเป็นรัฐบาล แล้วก็ปฏิวัติ เป็นวงจร แสวงหาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ อีกฝั่งก็บอกว่าวันนี้ถูกกระทำ ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่มีระบบนิติธรรม นิติรัฐ จนเกิดสองมาตรฐาน ก็เป็นความคิดสู้กันตรงนี้ เกิดความร้าวฉานในทุกหน่วยในสังคมจนถึงครอบครัว แต่แท้จริงสองฝ่ายก็แสวงหาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ แนวคิดแบบนี้เรียกว่าธรรมาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่ศัพท์ใหม่ใครเป็นเจ้าของแต่แรก แต่พระพุทธเจ้าบัญญัติคำนี้มากว่า 2,500 ปี”

คุณหญิงสุดารัตน์ อธิบายว่า ธรรมาธิปไตย คือ การใช้หลักธรรมในการอยู่ร่วมกัน การแก้ไขวิกฤตขัดแย้ง โดยพิจารณาตัวเองเสียก่อน ลดเงื่อนไขอะไรได้ไม่เป็นภาระ ไม่เป็นปัญหา และหาจุดร่วมกันเหมือนกัน ฝ่ายการเมืองต้องไม่คิดถึงตัวเองและพรรคการเมืองตัวเองมากกว่าเรื่องของประชาชน

“สภาพวันนี้เกิดความยากลำบาก ถ้าเรามองว่าอะไรเป็นประโยชน์ของประชาชน แล้วเอาจุดนั้นที่เห็นเป็นจุดร่วมก่อน สงวนจุดต่างไว้ก่อนก็พอคิดจะหาทางออกได้ สิ่งที่ตั้งใจมีเพียงเท่านั้น อย่าได้ระแวง”

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังยืนยันว่าจะเดินหน้าพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อหาทางออกให้ประเทศต่อไป โดยรอเวทีที่ทางภาควิชาการหรือส่วนอื่นๆ จะจัดขึ้น ส่วนใครไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร แต่ก็ต้องถามตัวเองทุกฝ่าย ทั้งเทคโนแครต ผู้มีอำนาจว่าบ้านเมืองเราเสียหายจากวิกฤตความขัดแย้งครั้งนี้ บ้านเมืองยากลำบากขัดแย้งกันจนสูญเสียประชาธิปไตย ทำให้เกิดแรงกดดันต่างๆ กระทบธุรกิจการค้า

“โลกมันคือพื้นที่เดียวกัน มันต้องค้าขายกับต่างชาติ เราปฏิเสธไม่ได้ จะอยู่คนเดียวก็เป็นไปไม่ได้ ทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจเดินไม่ได้ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเห็นปัญหาตรงนี้ ถึงเวลาหรือยังที่จะหาทางออกให้ประเทศอย่างสร้างสรรค์ด้วยสันติวิธี”

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวค่อนข้างตกใจที่ผู้นำการเมืองพรรคเก่าแก่ไม่เห็นด้วย เพราะแนวคิดนี้คือแนวคิดที่นักประชาธิปไตยควรคิด ควรจะแก้ คนมองนักการเมืองเป็นจำเลย แต่หากนักการเมืองไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิถีประชาธิปไตย ปล่อยให้เกิดการปฏิวัติและเขียนระเบียบให้เรา ก็เหมือนไม่รักษาเวทีประชาธิปไตย

“เราควรจะเป็นฝ่ายปฏิรูปตัวเอง ปรับปรุงตัวเองเหมือนรักษาประโยชน์ส่วนรวม แปลกใจและตกใจที่ผู้นำพรรคเก่าแก่ไม่เห็นด้วย ไม่แน่ใจว่าไม่เห็นด้วยเพราะข่าวนำเสนอว่าเป็นสิ่งที่ดิฉันนำเสนอหรือไม่ แต่จริงๆ ข้อเท็จจริงอย่างที่เรียนว่าเวทีเสนอ เราก็เป็นฝ่ายเสนอ แต่เสนอหลายคน และน่าจะเป็นทางออกตามวิถีประชาธิปไตยที่ดี

“หลักที่จะคุย คือ หลักธรรมาธิปไตยที่ดี หลักที่พระพุทธเจ้าสอน การพูดคุยต้องเริ่มจากคิดดี ทำดี พูดดี มีความบริสุทธิ์ใจต่อกัน มีความหวังดีต่อกัน หรือที่เรียกว่า สาราณียธรรม ซึ่งพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้หมด คือหลักที่ใช้ถึงปัจจุบันว่า คนที่ถูกมองว่าเป็นจำเลยควรแก้ไขปัญหา” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

กติกา กรงขัง แก้ปัญหาไม่ได้

ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 ฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ กำลังนับถอยหลังสู่วันชี้ชะตา 7 ส.ค.นี้ แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวการเมืองที่ถูกโฟกัสก็หนีไม่พ้นเรื่องของการแสดงความคิดเห็นประเด็นต่างๆ ในร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังจับจ้องไปที่ความเคลื่อนไหวของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในฐานะหนึ่งในแกนนำพรรคเพื่อไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เปิดประเด็นวิพากษ์และแสดงความเห็นต่างพร้อมกับแสดงความเป็นกังวลต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 อยู่หลากประเด็น เริ่มตั้งแต่ อารัมภบท ที่เห็นได้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ มองว่านักการเมืองเป็นโจทย์ใหญ่ จึงมีการเขียนควบคุมกำกับนักการเมือง กำกับรัฐบาลบนโจทย์ที่ว่านักการเมืองทุจริต นักการเมืองเป็นผู้สร้างความวุ่นวาย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง และรัฐธรรมนูญสามารถปราบทุจริตได้จริง ก็พร้อมที่จะสนับสนุนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ

“แต่เท่าที่ปรึกษาเนื้อหารายละเอียด ก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่ามันจะโปร่งใสได้จริงหรือเปล่า เพราะยังมีช่องว่างอยู่มาก และเมื่ออ่านๆ ไปก็พบรู้สึกและสัมผัสได้อีกว่า เรื่องของประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินที่ต้องการแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน ทำยากมาก ไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ตามหรือแม้แต่รัฐบาลปัจจุบันหากรัฐบาลนั้นต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ บอกได้เลยว่าทำงานยาก” คุณหญิงหน่อย แสดงความเห็น

พร้อมกับยกตัวอย่างกติกา หรือกลไกต่างๆ ที่สร้างไว้ที่ทำให้เคลื่อนตัวในการแก้ไขปัญหาประชาชนยาก เช่นในอดีตเหตุผลการทำปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อปี 2549 ด้วยการสร้างความบิดเบือน เพื่อให้เกิดภาพพจน์ที่เสียหายและเป็นข้ออ้างในการล้มรัฐบาล หนึ่งเรื่องนั้นคือ รัฐบาลไทยรักไทยสมัยนั้นขายชาติ ด้วยเรื่อง “การเจรจาเขตการค้าเสรี” (Free Trade Area) จนนำไปสู่การยึดอำนาจและการเขียนรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยมาตรา 190 ที่ได้ร่างขึ้นมานั้น กำกับรายละเอียดมากมาย ว่าใครจะเซ็นสัญญาการค้าระหว่างประเทศบ้าง ต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้างเยอะแยะไปหมด

จนกระทั่งรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศขณะนั้น ซึ่งไม่ใช่พรรคไทยรักไทย ต้องกลับเข้ามาขอแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 นั้น เพราะท้ายที่สุดมันไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ นี่คือสัจธรรม แล้วรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้นที่เขียนกำกับไว้มากมาย และไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ด้วยแล้วถามว่าหากวันหนึ่งที่รัฐบาลเขามาบริหารแล้วเจอปัญหาที่อยู่ภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร

คุณหญิงสุดารัตน์ อธิบายต่อไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 เขียนเนื้อหาที่ต้องอาศัยการตีความ ให้อำนาจองค์กรกลาง องค์กรอิสระ และศาลต่างๆ ให้มากำกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลมาก ซึ่งเป็นการให้อำนาจโดยไม่มีการถ่วงดุล และในที่สุดก็จะก่อเกิดปัญหา เช่น 3 องค์กรอิสระที่มีองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านแตกต่างกัน ประชุมกันแล้วมีมติระงับยับยั้งเรื่องที่รัฐบาลกำลังจะทำในบางเรื่อง บางนโยบายได้

แต่ถามว่าหากนโยบายนั้นเป็นสิ่งจำเป็น ที่เราเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเจริญของประเทศ ประเทศต้องมีการพัฒนาแล้วจะไปห้ามได้หรือ มันก็ต้องทำ เช่น เรื่องรถไฟฟ้าความเร็วสูง ที่ในอดีต มีมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญระงับไม่ให้สร้าง ตุลาการบางคนบอกว่าไปทำถนนดินลูกรังก่อน ในที่สุดรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ก็ต้องพยายามเดินหน้าผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะเล็งเห็นถึงความจำเป็น

คุณหญิงหน่อย กล่าวย้ำว่า การเขียนรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจองค์กรอิสระมาก แต่สิ่งที่ยังไม่ได้ใส่ไปคือการตรวจสอบถ่วงดุล ถ้าองค์ความรู้พื้นฐานของแต่ละองค์กรอิสระต่างกัน มองกันคนละมุม แล้วจะเดินยังไง การที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนให้ยาก สุดท้ายจะกลับมาเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ เป็นอุปสรรคการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นี่คือความห่วงใย มันจะทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดขึ้นไม่ได้ หรือหากเกิดได้ ก็จะเกิดยากมาก

“ดิฉันห่วงประเทศตรงที่ว่าการสร้างกฎกติกาที่เป็นกรงขัง มันไม่ได้แก้ปัญหาได้”

ส่วนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญที่คุณหญิงสุดารัตน์ เห็นว่าเป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยได้ยกตัวอย่างเรื่องโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ว่า วันนี้หลักการของ 30 บาท เดิมรัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 42 บอกว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และสิทธิที่เสมอกัน ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ” มันเป็นหัวใจสำคัญ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกทำให้เพี้ยนและผิดจากหลักการไปเยอะ มันไม่ใช่โครงการประชานิยมที่จะไปแข่งกันรักษาฟรี แต่เป็นโครงการที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณ และให้โอกาสประชาชนในการเข้าถึงการรักษาอย่างทัดเทียมและมีประสิทธิภาพ

แต่วันนี้ในร่างรัฐธรรมปี 2559 ที่เขียนเรื่องรักษา 30 บาท โดยตัดคำว่า “สิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุข” ซึ่งสิ่งที่หายไปตรงนี้ จะทำให้เกิดปัญหา และในนัยส่วนหนึ่งคือเรื่องประสิทธิภาพ เพราะสิทธิที่เสมอกัน และประสิทธิภาพ

คุณหญิงหน่อย กล่าวอีกว่า ความเสมอกัน คือ ความทัดเทียม เพราะจริงๆ แล้วหลักการของการรักษาโรค 30 บาท คือเราไม่ได้ต้องการที่จะให้มีสิทธิ 2 ระดับ ไฮคลาส กับ โลว์คลาส แต่เราต้องการสิทธิทัดเทียม และเสมอภาค หลักการที่สำคัญคือคนไทยทุกคนต้องได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานในการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมกัน ถามว่าการเขียนแบบนี้จะทำให้กลับไปในอดีตหรือไม่ ที่จะมีบัตรที่เรียกว่า “บัตรอนาถา” และประชาชนต้องไปแสดงตัวเป็นผู้ยากไร้หรือไม่ นั่นแสดงให้เห็นคือความไม่ทัดเทียม

นอกจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้พูดถึงเนื้อหาในส่วนของ “ศาสนา” ด้วยว่าศึกษาอย่างละเอียดพบว่า กระทบเยอะมากและต้องเกิดการตีความอยู่หลายข้อ เช่น ตามรัฐธรรมนูญเดิมปี 2540 และ 2550 ที่เขียนว่า “รัฐต้องส่งเสริมความเข้าใจอันดีและสมานฉันท์ระหว่างศาสนิกของทุกศาสนา รวมการนำหลักธรรมของศาสนามาใช้เพื่อส่งเสริมคุณธรรมและคุณภาพชีวิต”

แต่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 เขียนว่า “ต้องส่งเสริมความเป็นรัฐพึงอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา และเขียนว่ารัฐพึงส่งเสริมการศึกษาและการเผยแพร่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท” ซึ่งยอมรับว่าตกใจมากเพราะเป็นครั้งแรกที่เขียนระบุเฉพาะ “เถรวาท” ซึ่งจะถูกตีความเพราะเดิมส่งเสริมทุกศาสนา วันนี้กลับมากำหนดแค่พุทธศาสนาเถรวาท มันก็จะมีปัญหา

“เแค่ศาสนาพุทธด้วยกันก็มีปัญหาแล้ว นอกจากนิกายเถรวาทก็ยังมีนิกายมหายานอีก เช่น วัดเล่งเน่ยยี่ วัดญวน และวัดพุทธอื่นๆ ทั่วโลกอีกมากที่เป็นนิกายมหายาน อีกทั้งเรายังเป็นศูนย์กลางศาสนาพุทธ เราต้องรับทั้งพุทธมหายานและพุทธเถรวาท เวลาประชุมพระพุทธศาสนาในประเทศไทยก็มีทุกปี แต่รัฐธรรมนูญมาเขียนแบบนี้จะลำบาก”

คุณหญิงสุดารัตน์ สำทับปัญหาอีกว่า พุทธศาสนาในนิกายมหายานเมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนทั้งที่เป็นหลักธรรมที่ควรสนับสนุนเช่นกัน รวมถึงศาสนาอื่นด้วย ไม่ว่าจะศาสนาคริสต์ อิสลาม หรือโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม โรงเรียนสอนศาสนาคริสต์ โรงเรียนสอนศาสนาพุทธนิกายมหายาน ถ้าไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างนี้มันจะเกิดผลเสีย ตามมาอีกมา

“สุดท้ายเราเข้าใจว่าหลักการเขียนแบบข้อกฎหมายคือรูปแบบหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ได้คำนึงถึงผลที่จะเกิดตามมา เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญยังมีปัญหาอีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องประชารัฐ เรื่องเกษตรกร ซึ่งเรื่องเหล่านี้ควรจะต้องศึกษาและได้วิพากษ์เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อไป ไม่ควรจะถูกปิดกั้น”คุณหญิงหน่อย ระบุ

 

“เกียรติศักดิ์ กีรติยากรสกุล” ปรากฏการณ์ใหม่แท็กซี่ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 มิถุนายน 2559 เวลา 19:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/440571

"เกียรติศักดิ์ กีรติยากรสกุล" ปรากฏการณ์ใหม่แท็กซี่ไทย

โดย…วรธาร ทัดแก้ว

นักธุรกิจหนุ่มวัย 37 วิสัยทัศน์ไกลและใจกล้า เรย์-เกียรติศักดิ์ กีรติยากรสกุล เจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัท เค.พี.เอ็น. มอเตอร์ คาร์ ผู้นำธุรกิจยานยนต์ครบวงจรที่คนไทยรู้จักดีกับการผุดโครงการแท็กซี่ วีไอพีที่ปรับลุคให้กับแท็กซี่ใหม่ ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายในที่แตกต่างจากแท็กซี่ทั่วไป แค่ปีแรกก็ประสบความสำเร็จเกินคาด สามารถจำหน่ายแท็กซี่ได้ 300 คัน ทั้งที่ตั้งเป้าแค่ปีละ 50 คันเท่านั้น

ทุกวันนี้ธุรกิจยานยนต์ของเขามีครบวงจร ทั้งจำหน่ายยางรถยนต์ ผลิตและจำหน่ายแท็กซี่ รับจัดไฟแนนซ์รถยนต์ สินเชื่อแท็กซี่ ตัวแทนขายประกันภัย พ.ร.บ.รถยนต์ทุกชนิด ติดตั้งระบบก๊าซรถยนต์ให้กับดีลเลอร์รถยนต์โตโยต้าในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ควบคุมน้ำมัน KPN E85 ขยายธุรกิจจำหน่ายรถแท็กซี่ร่วมกับ บริษัท โตโยต้า 45 สาขา

รวมทั้งสร้างศูนย์บริการยางรถยนต์มาตรฐาน 2 สาขา และจำหน่ายยางแบบออนไลน์ทั่วประเทศในชื่อ Yang Guru รวมทั้งได้รับสิทธิการขายแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์มือสองทุกชนิดจากโตโยต้าชัวร์ 3 สาขา พร้อมเป็นผู้จำหน่ายยางรถยนต์ให้กับบริษัท โตโยต้า 30 สาขา 5 จังหวัด นอกจากนี้ ยังทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บ้านเดี่ยว ที่ดิน อาคารพาณิชย์ เพื่อขายและให้เช่าอีกด้วย

นี่คือชีวิตปัจจุบันของนักธุรกิจหนุ่มจากเมืองหลวง แต่ในอดีตใครบ้างจะรู้ว่าเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง มันช่างมากมายหลากหลายรสชาติ โดยเฉพาะกับการพบกับจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตที่นำพาให้เขาก้าวสู่การทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน

เรย์ได้ย้อนอดีตชีวิตให้ฟังว่า เขาเกิดในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย แต่ก็มีความเป็นอยู่ที่ดี พ่อเป็นดอกเตอร์เจ้าของธุรกิจโรงเรียนอาชีวศึกษาและแม่เป็นครู แต่อยู่มาวันหนึ่งเกิดวิกฤตธุรกิจจนต้องเลิกกิจการ ขณะที่เขาย้ายโรงเรียนเพื่อช่วยลดภาระครอบครัว

“ช่วงแรกกิจการก็ไปได้ดีนะ แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจหรือด้วยปัจจัยอื่นใดผมก็จำไม่ได้ โรงเรียนเริ่มมีหนี้สิน ไม่มีเงินทุนมาหมุน ติดหนี้แบงก์หลายล้าน และบ้านจะถูกยึดด้วย นอกจากผมต้องย้ายโรงเรียนแล้ว เลิกเรียนยังไปทำงานที่ร้านเคเอฟซีทุกวัน กว่าจะกลับบ้านก็สี่ห้าทุ่ม ค่าแรงชั่วโมงละ 23 บาท ทำ 6-8 ชั่วโมง/วัน ตกเดือนละ 6,000 บาท ก็เอารายได้นี้มาดูแลตัวเอง เพราะไม่อยากขอพ่อแม่ซึ่งท่านลำบากมากแล้ว”

จากสภาพความเป็นอยู่ที่ดี จากสูงแล้วรูดลงต่ำสุด ใครที่เจออาจต้องท้อแท้และหมดกำลังใจสู้ แต่เรย์กลับไม่คิดอย่างนั้น เพราะสิ่งที่เขาคิดในหัวตลอดคือ “การปลดหนี้” ให้ครอบครัว และเลี้ยงพ่อแม่ให้สุขสบายเหมือนที่ทั้งสองเคยเลี้ยงเขามา

หลังจบมัธยมปลาย เรย์สอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พร้อมกับการทำงานเป็นเซลส์แมนขายอะไหล่รถยนต์จากการชักชวนของญาติ ทำให้ได้เรียนรู้การค้าการขายอะไหล่รถยนต์ทุกขั้นตอน ประกอบกับเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ อดทน จึงได้รับไว้วางใจจากเจ้าของให้ดูแลรับออร์เดอร์ ทำบัญชีสินค้า ติดต่อจัดหาสินค้ากับซัพพลายเออร์ ดีล
กับโรงงานผลิต เป็นต้น ส่งผลให้รู้ช่องทางติดต่อค้าขายตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งก็คืออู่ซ่อมรถ อู่แท็กซี่ ร้านค้าปลีกทั่วไป แต่ด้วยความที่ทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลา ทำให้ต้องเลิกเรียนในที่สุด ขณะอยู่ปี 2

“ทำงานจนไม่มีเวลาจึงไปดร็อปและที่สุดก็เลิกเรียน แต่ทำปีกว่าๆ ก็ต้องลาออกจากงานตอนนั้นอายุ 21 มาเปิดร้านขายอะไหล่รถยนต์ของตัวเองยี่ห้อโตโยต้านำเข้าจากจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น ในปี 2543 ด้วยทุน 5 หมื่นบาท ทำเองทุกอย่าง ทั้งสั่งของ รับสินค้า สต๊อก แพ็ก ส่งของ ทำราคา แต่สิ่งที่ผมยึดตลอดคือความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าและความขยันอดทน ทำให้ปลดหนี้ได้ใน 4 ปี จากนั้นก็เริ่มสร้างตัวเก็บเงินจนปี 2548 ซื้อที่ดิน 1 ไร่ ย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา ปลูกบ้าน สร้างโกดังขยายธุรกิจมาเป็นผู้จำหน่ายยางรถยนต์ กิจการโตขึ้นเรื่อยๆ จนปี 2551 ก็ทำแท็กซี่ (โตโยต้า) ขายและยกระดับเป็นแท็กซี่วีไอพี (KPN Taxi VIP) ตั้งแต่ปี 2557 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน”

นักธุรกิจหนุ่มวิสัยทัศน์ดี ให้เหตุผลของการทำแท็กซี่วีไอพี ว่า เพราะแท็กซี่ส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐานตั้งแต่การผลิตแต่แรก ไม่ว่าจะเรื่องสีที่ใช้สีคุณภาพต่ำ เรื่องออปชั่นต่างๆ เช่น เกียร์ที่ยังใช้เกียร์กระปุก ระบบติดตั้งแก๊สที่ไม่ได้มาตรฐานสากล ระบบมิเตอร์ที่ยังปรับจูนได้ รวมถึงไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ระบบจีพีเอสติดตามรถหาย เครื่องรูดบัตรเครดิต เป็นต้น แต่วีไอพีมีพร้อมและได้มาตรฐาน เป็นการเปลี่ยนลุคแท็กซี่ใหม่ ใครเห็นก็อยากนั่ง พร้อมกันนั้นยังเน้นฝึกมารยาท ภาษา หลักในการบริการลูกค้าให้กับคนที่ซื้อแท็กซี่วีไอพีด้วย

“เราทำซูเปอร์แท็กซี่โดยคนขับเป็นผู้ชาย นอกจากต้องบริการด้วยมิตรภาพและจรรยาบรรณที่ดีแล้ว เรายังทำข้อตกลงว่าคุณจะต้องไม่ปฏิเสธผู้โดยสาร พร้อมกันนี้เรายังทำเลดี้แท็กซี่คนขับเป็นผู้หญิงตอนนี้มีประมาณ 10 กว่าคัน เปิดตัวไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา โดยเราทำตรงนี้เพื่อเป็นการตอบแทนสังคมและต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แท็กซี่ไทยที่มักมีปัญหาภาพลักษณ์ไม่ดีอยู่เป็นระยะเกี่ยวกับคนขับแท็กซี่” เจ้าของแท็กซี่วีไอพีทิ้งท้าย

 

เถียงบนข้อมูลที่ผิดพลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 17:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/440315

เถียงบนข้อมูลที่ผิดพลาด

“ทั้งหมดเป็นข้อเรียกร้องพื้นฐานมาก เพียงแต่หลายคนไม่มีความเข้าใจ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อคนเมียนมา ใจดำและเห็นแก่ตัวมากเกินไป เราต้องยอมรับว่า สังคมที่อยู่กันอย่างสงบสุข ต้องมีความใจกว้าง คบคนมาก เข้าใจคนมาก คุณก็จะได้รับสังคมที่ดีกว่า ที่ผ่านมาเราเองนั่นแหละที่เริ่มต้นไปดึงชาวเมียนมาเข้ามาทำงาน ต้องการเขาจนเกิดขบวนการหากินกับเรื่องเหล่านี้แบบผิดกฎหมาย

คนไทยไม่รู้จักตัวเองดีพอ ถกเถียงบนข้อมูลที่ผิดพลาด เช่น เรื่องแรงงานเมียนมาไม่เสียภาษีให้รัฐ ทั้งที่ข้อเท็จจริง เสียทั้งทางตรงและทางอ้อม ถูกเรียกเก็บจากสินค้าและบริการต่างๆ เท่าคนไทย ส่วนทางตรงพวกเขามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องจ่ายให้สรรพากร ซึ่งก็เหมือนคนไทยจำนวนมากเช่นกัน

ใครมีรายได้บนแผ่นดินนี้มากก็เก็บมาก มีน้อยก็เก็บน้อย ภาษีไม่ได้เลือกชนชั้น คนที่ไล่เขาวันนี้ ไม่ใช่พวกผู้ประกอบการหรือนายจ้างที่ได้คลุกคลีและเห็นว่าแรงงานพวกนี้คือคนสำคัญ”

– สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์

อ่านบทสัมภาษณ์ : ดราม่าไล่แรงงานเมียนมา เมื่อคนไทย “ไม่เข้าใจ” เพื่อนบ้าน

 

ยุครัฐบาล คสช. ไม่มีละเมิดสิทธิมนุษยชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 มิถุนายน 2559 เวลา 13:22 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/440211

ยุครัฐบาล คสช. ไม่มีละเมิดสิทธิมนุษยชน

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ, วิรวินท์ ศรีโหมด

สถานการณ์การเมืองในห้วงเวลาก่อนถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค.เป็นไปด้วยความระทึกมีการเรียกร้องให้เปิดพื้นที่แสดงความเห็นจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างเสรี มีการเคลื่อนไหวกันคึกคักทั้งการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ การใช้สื่อโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์ทั้งกลุ่มนักศึกษา นักวิชาการ พรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองที่เห็นต่าง โดยเฉพาะกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่พยายามออกมาตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

ภาระหนักยามนี้ จึงตกอยู่ที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.) ที่จะควบคุมไม่ให้เกิดความปั่นป่วนลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลและ คสช.เอง พ.อ.วินธัย สุวารี ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ถึงสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ว่า ความเคลื่อนไหวนักการเมืองที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในช่วงนี้มั่นใจว่า ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรเกินกว่าที่ประเมินไว้ และมั่นใจไม่กระทบต่อการลงประชามติ

“2 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของบ้านเมือง วันนี้หากเทียบกับก่อนวันที่ 20 พ.ค. 2557 เห็นได้ชัดถึงความแตกต่าง แต่ในช่วงการทำประชามติขณะนี้มีความหลากหลายทางความคิด ประชาชนให้ความสนใจกันมากนั่นแสดงให้เห็นว่าประเทศมีมิติของความก้าวหน้าไปเรื่อยๆ

การมีเสียงวิจารณ์บ้างเป็นเรื่องปกติ ความแตกต่างทางความทางความคิด ถือเป็นความสวยงามของประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง ซึ่งก่อนที่ คสช.จะเข้ามามีความขัดแย้ง ความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง จึงเป็นเหมือนความสวยงามของธรรมชาติประชาธิปไตย เพราะทุกคนสามารถมีความคิดเห็นได้ โดยไม่มีความวุ่นวาย”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการดูแลบ้านเมืองจึงต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อทำให้ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้ มั่นใจว่าทุกอย่างไม่มีอะไรเกินไปจากที่ประเมินไว้ คสช.รับมือได้ เพราะได้ทำงานในลักษณะมีความอ่อนตัว โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งพยายามนำเสนอข้อมูลให้รอบด้านให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

“จะเห็นว่าเราพยายามใช้กฎหมายแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยวิธีการขอความร่วมมือ หรือวิธีการที่หลายคนเข้าใจว่าเรียกมาปรับทัศนคติ ซึ่งมันไม่ใช่และเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ มีเสียงสะท้อนว่าเป็นการทำงาน แก้ปัญหาแบบซ้ำซาก เดิมๆ ใช้ข้อกฎหมายมากเกินไปบ้าง ดังนั้น กลยุทธ์หลักของเราจึงกลับมาใช้กระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมายจริงๆ”

อย่างไรก็ตาม ยังมองว่ามาตรการเชิญมาพูดคุยคือความเหมาะสมที่สุด อยากให้สังคมมองย้อนกลับไปด้วยว่าสิ่งที่ คสช.ต้องคุยกับคนนี้เพราะอะไร แล้วสังคมตัดสินว่ามันเหมาะสมหรือไม่ แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่พยายามใช้มาตรการต่างๆ เท่าที่จำเป็น ส่วนจะเข้าข่ายการปลุกระดมหรือไม่ต้องพิจารณาจากเจตนาและเปรียบเทียบว่าจะผิดเงื่อนไขทางกฎหมายหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ความรู้สึกหลายคนคิดว่าไม่เหมาะสมกับในห้วงเวลานี้ ดังนั้นการจุดประกายสิ่งที่ดูเป็นด้านลบกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลง จึงยังไม่ใช่เวลานี้

พ.อ.วินธัย ยังได้ฉายภาพเจตนาของคนบางกลุ่มที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า ตอนนี้มีบางคนพยายามบิดเบือนให้เกิดความรู้สึกในแง่ลบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐและ คสช.กับ ต่างประเทศมากขึ้น เป็นความพยายามให้ต่างประเทศเข้ามาแสดงความกังวล กดดัน ซึ่ง คสช.ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาอะไร ไม่กังวลหรือกดดันทั้งสิ้น เพราะมีองค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ประสานงาน ทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ท่าทีประเทศต่างๆ ต่อ คสช. หรือรัฐบาลถือว่าดีขึ้นเป็นลำดับ ไม่มีประเทศไหน ที่เสียมารยาททางการทูตหรือไม่ให้กำลังใจประเทศไทยในการเดินไปข้างหน้า แต่เมื่อมีบุคคลบางกลุ่มพยายามไปขอความช่วยเหลือ ร้องเรียน หรือเปิดประเด็นแบบมีนัยคิดว่าต้องเข้าใจประเทศเหล่านั้นว่ารู้สึกอึดอัดบ้าง ที่มีคนมาฟ้องและต้องรับฟังแต่โดยทั่วไปก็ไม่สามารถที่ไปยุ่งอะไรมากได้ คสช.เข้าใจว่าแต่ละประเทศเข้าใจถึงการตัดสินใจการบริหารราชการของไทย และพยายามอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เพราะเป็นคนกลางที่รับฟังทั้งสองฝ่าย

“ความพยายามของคนบางกลุ่มจะดึงเอาต่างชาติเข้ายุ่งกิจการภายในประเทศนั้น ต่างประเทศ และสังคมจะเข้าใจว่าเป็นเพียงแค่การจินตนาการที่ประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยคำพูด ไม่มีหลักฐานหรือองค์ประกอบใดที่จับต้องได้ ผมยืนยันได้ว่ายุครัฐบาล คสช.ไม่มีเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน จะมีก็เพียงแค่คนบางกลุ่มที่พยายามไปชี้นำในลักษณะของจินตนาการคาดเดาโดยที่ไม่มีหลักฐาน”

โฆษก คสช.ยังได้แสดงความมั่นใจว่า กว่า 2 ปีที่ผ่านมาการทำงานของ คสช.มีพัฒนาการและสังคมสามารถสัมผัสได้ในทุกมิติทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา ต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปทั้งสิ้น

ระยะแรก คสช.จะแก้ปัญหาเรื่องเร่งด่วนความเดือดร้อนของประชาชน และให้ความสำคัญเรื่องความสงบเรียบร้อย ขณะนี้คือช่วงที่ 2 ได้เดินหน้าทำงานคือ 1.สนับสนุนงานรัฐบาลให้เดินหน้าได้ตามโรดแมปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 2.ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และ 3.การรักษาความสงบเรียบร้อย

ในห้วงเวลานี้ระยะที่ 2 นอกจากรัฐบาลจะดำเนินงานการบริหารราชการแผ่นดิน จัดทำนโยบาย โครงการต่างๆ แล้ว ก็กำลังมุ่งไปสู่ช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะมีสิ่งที่เข้ามากระทบอยู่บ้าง การทำงานของรัฐบาล หรือ คสช.อยู่บ้าง เช่น กระบวนบางกลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกับ คสช.และพยายามที่จะหาจุดมาลดความน่าเชื่อถือไม่ว่าจะ คสช. รัฐบาล หรือ กรธ.ก็ตาม

“เราต้องให้ความสำคัญการประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงในทุกมิติ แม้แต่เรื่องเศรษฐกิจที่มักจะถูกนำไปบิดเบือนว่าเศรษฐกิจไม่ดีผลมาจาก คสช. หรือคำจำกัดความที่ว่า ‘ไม่เป็นประชาธิปไตย’ บ้าง ไม่ได้รับความร่วมมือจากต่างประเทศบ้าง สิ่งเหล่านี้คือเจตนาของคนบางกลุ่มอาศัยสภาพแวดล้อมเป็นเหตุในการนำเสนอข้อมูลให้สังคม เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ คสช. รัฐบาล จะตั้งเป้าหมายหรือดำเนินโครงการ กิจกรรมอะไร จะมีเสียงสะท้อนที่ไม่สร้างสรรค์และไม่เหมาะสมกับห้วงเวลาอยู่ตลอด แต่เชื่อว่าทุกอย่างผ่านไปได้ดี” พ.อ.วินธัย กล่าวทิ้งท้าย

 

“ปลดล็อคผู้เสพยาจากคำว่าอาชญากร” นับหนึ่งใหม่นโยบายยาเสพติด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2559 เวลา 14:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/439755

"ปลดล็อคผู้เสพยาจากคำว่าอาชญากร" นับหนึ่งใหม่นโยบายยาเสพติด

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล /ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

คล้อยหลังพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ประกาศเตรียมจะทบทวนให้เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ออกจากบัญชียาเสพติด ส่งผลให้ประชาชนมากออกมาโจมตีแนวคิดดังกล่าวกันอย่างดุเดือด บ้างเชื่อว่าจะเปิดเสรีให้ซื้อขายยาบ้าถูกกฎหมาย บ้างกังวลว่าอาชญากรรมจะล้นเมือง กระแสไม่พอใจลุกลามปานไฟป่าในฤดูร้อน

ท่ามกลางความสับสนมึนงง วีระพันธ์ งามมี เลขานุการมูลนิธิโอโซน องค์กรที่ทำงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด ผู้เกาะติดนโยบายปราบปรามยาเสพติดของเมืองไทยของมานานนับสิบปี ยืนยันเสียงดังฟังชัดว่า นี่เป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด สะท้อนถึงความไม่รู้ ไม่เข้าใจ และไม่ศึกษาหาข้อมูล

วันนี้เขาจะมาพูดถึงนโยบายปราบปรามยาเสพติด เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เบื้องหลังคำพูดอันลือลั่นของรัฐมนตรี มีข้อเท็จจริงหลายประการที่สังคมควรรับรู้

ประกาศสงครามยาเสพติด…สำเร็จหรือล้มเหลว?

ย้อนกลับไปในอดีต ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ยาเสพติด” ถูกมองว่าเป็นภัยร้ายหมายเลขหนึ่งของสังคม

ตั้งแต่ข่าวการจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดพร้อมของกลางกองมหึมา คนคลุ้มคลั่งใช้มีดจ่อคอตัวประกัน สิบล้อตีนผีฉี่ม่วงคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์บนท้องถนน โจรผู้ร้ายก่อเหตุสะเทือนขวัญเพื่อนำเงินไปซื้อยาเสพติด ทำให้รัฐบาลชุดแล้วชุดเล่าต่างงัดนโยบายขึ้นต่อสู้ ภายใต้แนวคิด ‘ความไม่สามารถอดทนได้ต่อปัญหายาเสพติด’ (Zero Tolerance) และ ‘ลงโทษอย่างรุนแรง’ (Punitive Approach)

กระทั่งปี 2546 ถึงจุดพีคสุด เมื่อรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศสงครามกับยาเสพติดเป็นครั้งแรก ด้วยมาตรการปราบปรามอันเด็ดขาดรุนแรง ส่งผลทำให้ภายในปีนั้นปีเดียวมีผู้เสียชีวิตถึง 2,873 ศพ จำนวนคดีเกี่ยวกับยาพุ่งสูงขึ้นนับแสนคดี ผ่านไป 13 ปี สถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดยังคงทวีความรุนแรง ปัจจุบันมีผู้ติดยาเสพติดถึง 2 ล้านคน มีคดีเข้าสู่กระบวนการชั้นศาลถึง 1.8 แสนคดี มีนักโทษคดียาเสพติดทั่วประเทศกว่า 300,000 คน รัฐบาลต้องใช้งบประมาณเกี่ยวกับยาเสพติดสูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นแล้วว่า นโยบายการใช้ “กำปั้่นเหล็ก” นั้นไม่ได้ผล

วีระพันธ์ บอกว่า กฎหมายยาเสพติดที่ล้าหลังเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม มากกว่าตัวยาเสพติดเสียอีก

ที่ผ่านมามีการสร้างภาพให้ยาเสพติดดูน่ากลัวเกินจริง วาทกรรมที่ว่า ‘ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม’ ทำให้ใครก็ตามที่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดถูกมองว่าเป็นคนเลวชั่วช้า เป็นอาชญากร สมควรต้องใช้กฎหมายรุนแรงลงมาโทษ ประหารชีวิต ไม่ก็ให้ติดคุกนานๆ ปัญหาคือแทนที่จะเป็นปลาใหญ่อย่างผู้ผลิตและผู้ค้ารายใหญ่ กว่า 90 % กฎหมายถูกบังคับใช้กับพวกปลาซิวปลาสร้อย เช่น ผู้เสพธรรมดาๆ คนกลุ่มนี้ควรได้รับการบำบัดรักษามากกว่าส่งเข้าเรือนจำ เจตนารมณ์ของพรบ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มองว่าผู้เสพยาเสพติดคือผู้ป่วยไม่ใช่อาชญากร ดังนั้นควรต้องให้การดูแลรักษา แต่ในทางปฏิบัติเมื่อกฏหมายยังเขียนไว้ว่าการเสพยาเสพติดมีความผิดทางอาญา มีโทษจำคุก นั่นก็ไม่ต่างกับต้องจับเขาเข้าคุกก่อนแล้วค่อยส่งตัวไปบำบัด

การจับไปขังคุกไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย อาจทำให้เขาไปเรียนรู้วิธีก่ออาชญากรรมที่รุนแรงมากขึ้น เช่น ถ้าเป็นผู้เสพยาถูกจับเข้าไปอยู่ในคุก เจอพรรคพวกที่เสพเหมือนกันและคุยกันว่าไปซื้อยาที่ไหน ราคาเท่าไหร่ จากเสพก็พัฒนากลายเป็นขาย หรือไปเรียนรู้วิธีก่ออาชญากรรมอื่นๆ เช่น ลักขโมยปล้นจี้ชิงทรัพย์ ไปมีเครือข่าย พอออกจากคุกก็ไม่สามารถกับมาใช้ชีวิตปกติได้ เพราะถูกสังคมตีตราไปแล้วว่าเป็นขี้คุก ขี้ยา สุดท้ายไปไหนไม่ได้ก็ต้องกลับสู่วงจรยาเสพติด

วีระพันธ์ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลกำลังทำสงครามช่วงชิงทรัพยากรบุคคลก็ถือว่าพ่ายแพ้ เพราะสิ่งที่ทำอยู่คือการผลักไส ถีบคนเหล่านี้กลับสู่อ้อมกอดของเครือข่ายอาชญากรรม

รัฐบาลต้องตาสว่าง

ความเข้มงวดในการใช้กฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกกลุ่มโดยไม่จำแนกแยกแยะ ก็นับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานักโทษล้นเรือนจำ

วีระพันธ์บอกว่า ขณะนี้กำลังจะมีการจัดทำร่างประมวลอาญาพรบ.ยาเสพติด พ.ศ.2522 ใหม่ โดยจะมีการจำแนกแยกแยะผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มผู้มีบทบาทนำ เช่น ผู้ผลิต ผู้ค้า หรือคนที่ได้ประโยชน์จากธุรกิจยาเสพติด 2.กลุ่มที่มีบทบาทรอง เช่น ผู้ขนลำเลียงยาเสพติด 3.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบ นั่นคือ ผู้เสพ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในวงจรนี้

กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญที่สุดคือกลุ่มที่ 3 นั่นคือผู้เสพ ซึ่งมีจำนวนเยอะสุด คนเหล่านี้เปรียบเสมือนผู้ได้รับผลกระทบ หรือเหยื่อ เราต้องมองคนกลุ่มนี้ใหม่ ทำยังไงให้เขากลับมาอยู่ข้างเรา อย่าไปมองว่าการเสพยาเป็นอาชญากรรม แต่ถ้าเสพยาแล้วไปก่ออาชญากรรมอย่างอื่น เช่น ทำร้ายคน จี้ปล้น ตรงนั้นมีความผิดที่กฎหมายอื่นรองรับอยู่แล้ว เรื่องใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือ การทำความเข้าใจต่อสาธารณะ เปลี่ยนมุมมองต่อผู้เสพหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้ เพื่อให้เขามีพื้นที่ยืน และกลับมาใช้ชีวิตปกติคืนสู่สังคม โดยไม่ต้องรอให้เขาเลิกยา ทุกคนอยากเห็นเขาปลอดจากยาเสพติดด้วยกันทั้งนั้น แต่มันมีกระบวนการซึ่งต้องใช้ระยะเวลากว่าจะไปถึงจุดนั้น ถ้าในประมวลกฎหมายยังกำหนดให้เขาเป็นอาชญากร มีความผิดทางอาญา ก็จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาระบบบำบัดรักษาและฟื้นฟูคนเหล่านี้

ยกเครื่องใหม่ นโยบายยาเสพติด

ในฐานะผู้ทำงานเกาะติดสถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดมานานนับสิบปี วีระพันธ์มองว่า ท่ามกลางกระแสสังคมที่กำลังพูดถึง รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้หันมาทบทวนอย่างจริงๆจังๆว่า ที่ผ่านมานโยบายยาเสพติดแนวทางเดิมนั้นประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว หากจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใหม่ จะต้องเริ่มต้นศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจอย่างไร เพื่อกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการคลี่คลายปัญหาอย่างยั่งยืน

“ณ วันนี้ กระแสโลกให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ คำนึงถึงเรื่องของสุขภาพ คำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดคือ การปลดล็อคผู้เสพหรือผู้ได้รับผลกระทบออกจากคำว่า ‘อาชญากร’ รัฐมีมาตรการอื่นๆที่ดีกว่า สร้างสรรค์กว่า และเป็นมิตรกว่ามาใช้ควบคุม การปลดล็อคตรงนี้จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำให้คนเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการดูแลบำบัดรักษา และเปิดโอกาสนำมาตรการใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพนำมาใช้ เช่น มาตรการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด ซึ่งเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่จะทำให้ผู้เสพยากับครอบครัวสามารถเปิดอกพูดคุยกันได้ ทำให้ผู้เสพยากับชุมชนคุยกันได้ ไม่เหมือนกับที่ผ่านมาที่พอรู้ว่าคนในครอบครัวติดยาก็ตื่นตระหนก ทำเหมือนมีอาชญากรอยู่ในบ้าน อาย บอกใครไม่ได้ ชุมชนก็ไม่กล้าพูดว่ามีคนใช้ยา เพราะมัวแต่ห่วงเรื่องการเป็นชุมชนสีขาว ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดการเขี่ย ผลักไสออกไป

การเปลี่ยนทัศนคติของสังคมให้มองผู้เสพยาเสียใหม่ มองว่าเขาเป็นเหยื่อ เป็นผู้ป่วย เป็นลูกหลานที่เราต้องดูแลรักษา ไม่ใช่มองว่าเขาเป็นคนเลว เป็นอาชญากรน่ารังเกียจ น่ากลัว ชั่วร้าย รัฐบาลต้องใช้ช่องทางของรัฐ ใช้อำนาจให้เต็มที่ในการทำความเข้าใจกับสังคม แม้จะเป็นเรื่องที่ยาก แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้”

3 ข้อเสนอจากภาคประชาสังคม

เนื่องในวันต่อต้านยาเสพติดสากล เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา เครือข่ายผู้ทำงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติด(12D) เครือข่ายผู้ใช้ยาประเทศไทย และมูลนิธิรักษ์ไทย ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.กระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ(ศอ.ปส.) สาระสำคัญอยู่ที่ข้อเสนอ 3 ข้อ ประกอบด้วยดังนี้

1.การกำหนดให้ผู้เสพยาเสพติดมีความผิดทางอาญาและมีโทษถึงจำคุกนั้น กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ฉุดรั้งการพัฒนาระบบการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติดและนำไปสู่บังคับบำบัดและบังคับสมัครใจบำบัด ซึ่งขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชน อีกทั้งไม่สามารถทำให้คนเหล่านี้สามารถหยุดใช้ยาได้ เกิดการรังเกียจและตีตราเป็นอุปสรรคสำคัญในการกลับไปดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข นอกจากนี้ยังสิ้นเปลืองงบประมาณและทรัพยากรของชาติ จึงขอให้ยกเลิกโทษทางอาญากับผู้เสพติด ผู้ครอบครองเพื่อเสพ ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อให้เกิดการเสพยาเสพติดได้อย่างเสรี แต่ให้พิจารณาใช้มาตรการทางเลือกอื่นๆกับคนเหล่านี้ อันจะนำไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการเข้าสู่การดูแลรักษา การพัฒนาระบบการบำบัดรักษาที่อยู่บนพื้นฐานของการการสาธารณสุขและสิทธิมนุษยชนที่มีข้อมูลในเชิงวิชาการและหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุน

2. มาตรการลดอันตรายจากการใช้ยานั้นได้รับการพิสูจน์และยอมรับอย่างกว้างขวางว่า เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการลดผลกระทบจากการใช้สารเสพติดและอยู่บนพื้นฐานของหลักการทางด้านสาธารณสุขและหลักการสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ท่านพิจารณาประกาศนโยบายให้มีการนำมาตรการด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเพสติดมาใช้ในการให้การดูแลและลดผลกระทบจากการใช้สารเสพติดในทันที ทั้งนี้มาตรการด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดนั้นได้เคยมีการประกาศใช้นำร่องในพื้นที่ 19 จังหวัดมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 ซึ่งจากการประเมินผลพบว่าเป็นมาตรการที่ดีที่ควรนำมาใช้ควบคู่ในการให้การดูแลรักษาผู้ใช้ยา แต่นโยบายดังกล่าวได้หมดอายุไปตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2558 ในส่วนของรายละเอียดและแนวทางการดำเนินงานนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดและภาคประชาสังคมได้ร่วมกันจัดทำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแจ้งว่าจะนำเสนอต่อท่าน แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ

3. เพื่อให้การดำเนินงานและการพัฒนากระบวนการบำบัดรักษาและการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดสามารถขับเคลื่อนได้โดยไม่ติดขัด ขอให้ท่านพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานระดับชาติเพื่อทบทวน พัฒนาแนวทางในการบำบัดรักษา ฟื้นฟู และการดำเนินงานด้านการลดอันตรายจากการใช้สารเสพติดทั้งนี้ขอให้มีสัดส่วนที่มากจากภาคประชาชนและตัวแทนของผู้ใช้ยาเข้าร่วมเป็นคณะทำงานดังกล่าวด้วย

วีระพันธ์ งามมี เลขานุการมูลนิธิโอโซน ยืนยัน ทิ้งท้ายว่า ยาเสพติดเป็นเรื่องของความเข้าใจ ทุกฝ่ายต้องทบทวนและไตร่ตรองบนพื้นฐานของข้อมูลข้อเท็จจริง หากไม่สามารถทำให้สังคมเข้าใจได้ ต่อให้เปลี่ยนแปลงกฎหมาย ต่อให้เปลี่ยนรัฐบาลใหม่อีกกี่ชุด ทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม.

 

วีระพันธ์ งามมี เลขานุการมูลนิธิโอโซน ผู้ทำงานเกาะติดนโยบายปราบปรามยาเสพติดของเมืองไทยของมานานนับสิบปี

 

เปิดใจอัยการสอบคดีธัมมชโย “ยื้อมอบตัวโอกาสสู้คดียิ่งแคบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มิถุนายน 2559 เวลา 08:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/439667

เปิดใจอัยการสอบคดีธัมมชโย "ยื้อมอบตัวโอกาสสู้คดียิ่งแคบ"

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ห้วงเวลานี้ไม่มีคดีไหนเป็นที่จับตาเหมือนคดีของ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหาสมคบฟอกเงินร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร กรณีรับเช็คจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

คนทั้งประเทศกำลังจับตาว่าที่สุดแล้วคดีนี้จะจบลงแบบไหน แม้ที่ผ่านมาคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอพยายามเข้าไปจับกุม พระธัมมชโย ภายในวัดตามหมายจับและหมายค้น แต่ต้องเผชิญกับโล่มนุษย์ของคณะศิษยานุศิษย์ขัดขวาง ทำให้ดีเอสไอต้องยุติการตรวจค้นลง เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมา

ขจรศักดิ์  พุทธานุภาพ อัยการพิเศษฝ่ายการสอบสวน 3 สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะ “กุนซือ” ทางกฎหมายที่คลุกวงทำงานร่วมกับคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอทำคดีของพระธัมมชโย ตั้งแต่ต้น  มองสถานการณ์วัดพระธรรมกายผ่านมุมกฎหมายอย่างน่าสนใจว่า คดีของพระธัมมชโย ถือว่าใหญ่พอสมควร เนื่องจากมีความสลับซับซ้อนของคดีหลายขั้นตอน อีกทั้งยังเป็นคดีที่มีผู้เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลจำนวนมาก รวมไปถึงจำนวนเงิน ทุนทรัพย์ในคดี ที่ตรวจมาแล้วพบว่าเยอะผิดปกติ

“ในการตรวจสอบวิเคราะห์ทางการเงินแล้วพบว่ามีเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ไหลไปยังวัดพระธรรมกาย พระธัมมชโย และมูลนิธิต่างๆ ภายในวัดจำนวนมาก โดยเฉพาะส่วนตัวของพระธัมมชโยก็หลักพันล้านบาทแล้วซึ่งพบว่าเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย”

สำหรับคดีของพระธัมมชโยมีผู้ต้องหาทั้งหมดร่วม 5 คน ประกอบ 1.ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น 2.พระเทพญาณมหามุนี หรือ ไชยบูลย์ สุทธิผล หรือพระธัมมชโยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 3.ศรัณยา มานหมัด  4.ทองพิน กันล้อม และ 5.ศศิธร โชคประสิทธิ์

“คดีของพระธัมมชโย ต้องมาชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ว่าเงินที่ได้มานั้นเป็นมาอย่างไร ต้องเอาหลักฐานมาพิสูจน์ว่าไม่ได้กระทำผิดจริง เพราะการสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวนคือการแสวงหาหลักฐานและแจ้งข้อกล่าวหา ไม่ใช่การชี้ถูกชี้ผิด เรื่องนั้นศาลจะเป็นผู้พิจารณา อีกทั้งยังมีศาลถึง 3 ศาล ประกอบด้วย ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ในการต่อสู้ทางคดีก็ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าคดีความจะยุติในชั้นศาลฎีกา”

ขจรศักดิ์ เรียกร้องให้ พระธัมมชโย มอบตัวตามกระบวนการทางกฎหมาย เพราะสิ่งใดที่ทำถูกกฎหมาย ก็จะไม่กดดัน แต่ถ้าอะไรที่ทำเบี่ยงเบนกฎหมายหรือผิดกฎหมายก็จะเกิดความกดดันกับตัวผู้ต้องหาตามมา ยิ่งถ้าขัดขืน มีพฤติการณ์ขัดขวางซ้ำๆ ก็จะปิดโอกาสในการพิจารณาเรื่องการประกันตัวและยิ่งจะเป็นผลเสียต่อพระธัมมชโยเองเวลานี้จะเห็นว่าการทำดังกล่าวทำให้ลูกศิษย์ถูกดำเนินคดีด้วย ฝ่ายกฎหมายของวัดควรพิจารณาจุดนี้ ดังนั้น การมอบตัวเป็นคุณมากกว่า หากมอบตัวตั้งแต่การออกหมายเรียกตั้งแต่ครั้งแรก คงไม่บานปลายมาขนาดนี้

“ยิ่งล่าช้าก็ยิ่งเป็นผลเสียต่อตัวของพระธัมมชโยเองเพราะจะสูญเสียโอกาส ในการแสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ โอกาสในการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของศาล จะคับแคบลงเรื่อยๆ อย่างการจับกุมยาก เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไป 3-4 ครั้ง กว่าจะจับมาได้ หรือจะต้องมีคนบาดเจ็บ สิ่งเหล่านี้อยู่ในดุลยพินิจของศาลในการพิจารณาว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ แต่ถ้ามามอบตัวหนทางอาจไม่ถึงทางตัน

…ที่ผ่านมาเราอะลุ้มอล่วยให้กับพระธัมมชโยมาตลอดทั้งเรื่องให้ประกัน หรือสถานที่แจ้งข้อกล่าวหา แต่สิ่งที่วัดขอให้ไปสอบสวนภายในวัด ตรงนั้นทำไม่ได้ผิดกฎหมาย ไม่ใช่นึกจะสอบตรงไหนก็สอบ มันทำไม่ได้ เพราะมันเป็นหลักของความเปิดเผยโปร่งใส จึงต้องเป็นสถานที่ของรัฐ ไม่อย่างนั้นก็ไปสอบใครตามเซฟเฮ้าส์ ตามโรงแรมก็ได้”

อัยการพิเศษฯ ระบุว่า หมายจับใช้ได้จนกว่าจะมีการจับตัวผู้ต้องหาได้ “เว้นแต่คดีขาดอายุความ ก็จะใช้ไม่ได้ หรือศาลเพิกถอนหมาย”สำหรับการเพิกถอนหมายจับนั้น เช่น กรณีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องแล้ว ศาลก็จะเพิกถอนหมายคืน ดังนั้น หมายจับที่ศาลอาญาออกมาให้สามารถใช้ได้ตลอด แต่การเข้าจับกุมบุคคลในที่รโหฐานจะต้องขอหมายค้นก่อน

ประเด็นที่พระธัมมชโยใช้ต่อสู้คือ เมื่อไม่มามอบตัวหรือรับทราบข้อหากับดีเอสไอ อัยการก็ไม่มีตัวผู้ต้องหาฟ้องต่อศาล อาจทำให้ศาลไม่รับฟ้องพระธัมมชโย เรื่องนี้ ขจรศักดิ์ แจกแจงว่า หากพนักงานอัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง และสั่งให้จับกุมตัวมาให้ได้ภายในอายุความผิดตามข้อกล่าวหา เช่น ความผิดฐานฟอกเงินก็ 15 ปี พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการตามหมายจับ โดยต้องจับตัวผู้ต้องหามาให้ได้ เมื่อได้ตัวแล้วก็นำส่งให้พนักงานอัยการ จากนั้นพนักงานอัยการก็จะพาตัวผู้ต้องหาฟ้องต่อศาล

“การฟ้องร้องต่อศาลในทางอาญาจะต้องมีตัวผู้ต้องหา หากไม่มีตัวคดีนี้ก็จะคาหมายจับไปตลอดอายุความ (15 ปี) จนกว่าจะได้ตัวผู้ต้องหา การขึ้นศาลก็เพื่อเปิดโอกาสให้มีการต่อสู้กันทางคดี แต่การไม่มีตัวผู้ต้องหาจะทำให้ไม่สามารถมีการบังคับโทษกันได้ และทางพนักงานอัยการจะคืนเรื่องมาให้ดีเอสไอ จากนั้นดีเอสไอมีหน้าที่ในการทำความเห็นจะแย้งหรือไม่ ถ้าเห็นแย้งก็ต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดอีกครั้งตามกระบวนการทางกฎหมาย”

อัยการพิเศษฯ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบการต่อสู้ของพระธัมมชโยก็จะคล้ายกับคดีทายาทกระทิงแดง ที่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหามาส่งฟ้อง ยังอยู่ระหว่างการติดตามตัวของพนักงานสอบสวนเพื่อนำมาตัวมาส่งให้พนักงานอัยการ

คณะศิษย์วัดพระธรรมกายอ้างว่า พระธัมมชโย ยังไม่มอบตัวเพราะบ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งทำให้ขาดหลักประกันสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมได้ ขจรศักดิ์ ตอบโต้ว่า การเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มลูกศิษย์วัดไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง

เขาบอกว่า หลักพื้นฐานของกฎหมายคือหลักการสุจริต เวลานี้เมืองไทยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเยอะ ทั้งที่การใช้ต้องเป็นการใช้แบบสุจริต เช่น คุณทำผิดจริงเสียหายจริงก็ต้องปกป้องสิทธิกันตามกระบวนการบางครั้งก็เป็นเกมสกัดกั้นการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้าผิดจริงกล่าวหากันมา แต่ถ้าไม่ผิดจริงแล้วคุณไปกล่าวหาถือเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตตามหลักพื้นฐาน

“อย่างเรื่องวัดพระธรรมกายยังไปไม่ถึงไหนก็มีการร้องเรียนแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต้องยึดและปฏิบัติตามกฎหมาย การทำงานของเจ้าหน้าที่ก็จะมีกฎหมายรองรับในการทำหน้าที่เช่นกัน ไม่ใช่อยู่ๆ ไปทำอะไรที่ไม่ใช่กฎหมายเราก็ผิด เช่นเดียวกันการใช้สิทธิของประชาชนก็ต้องดูด้วย”

ขจรศักดิ์ อธิบายว่า ในบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเหมือนกับในต่างประเทศมีระบบกฎหมายที่สำคัญ ของไทยก็ปฏิบัติตามกฎหมายประมวลวิธีพิจารณาฯ มีขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ ในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กฎหมายของไทยมีทั้งประเด็นที่ต้องคุ้มครองสิทธิเสรี และการใช้อำนาจรัฐในขอบเขต

ฉะนั้น ทุกคนที่เข้าสู่กระบวนการกฎหมายและจะต้องได้รับการปฏิบัติในแบบเดียวกัน เมื่อถูกกล่าวหาว่าทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง

 

นักการเมืองไม่หิวเลือกตั้ง แต่อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่ดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 มิถุนายน 2559 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/439545

นักการเมืองไม่หิวเลือกตั้ง แต่อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่ดี

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

การเมือง ณ เวลานี้ไม่มีเรื่องไหนน่าสนใจไปมากกว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค. แต่ในมุมมองของ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ กลับมองว่าการประชามติครั้งนี้เป็นเพียงตรายางเท่านั้น เนื่องจากกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามหลักการที่ควรเป็นตั้งแต่แรก

“การทำประชามติเพื่อให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครเห็นด้วยหรอกคนที่มีหัวใจระบอบประชาธิปไตย เพราะนั่นมันเหมือนเป็นตรายางให้เอามารับเท่านั้นเองว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสาระในร่างรัฐธรรมนูญทุกคนก็รู้ๆ กันหมดว่ามันเป็นอย่างไร”

“เมื่อรู้ว่ามันเป็นอย่างไร รับมาแล้วก็แก้ไขไม่ได้ บางคนก็เอาจุดนี้มาบอกให้คุณรับไปก่อนเพื่อให้บ้านเมืองสามารถขับเคลื่อนและเดินไปได้ จะได้ไปบอกอารยะได้ว่าเป็นประชาธิปไตย ผมว่าคนต่างประเทศโดยเฉพาะอารยประเทศ เขารู้นะว่าหัวใจของระบอบประชาธิปไตยมันไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณมีเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง เขาต้องมองว่ารัฐธรรมนูญนี้มีสาระอย่างไร รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยหรือไม่

“เขาถึงมีการพูดว่าอยากรู้ว่าประเทศไหนเป็นอย่างไร อยากรู้คนในประเทศนั้นมีจิตวิญญาณอย่างไรให้เขาให้ดูที่รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญจะสะท้อนตัวตนและความเป็นไปของประเทศทั้งหมดว่าประเทศเป็นอย่างไร นี่คือข้อเท็จจริง”

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ควรจะเป็นตามแนวคิดของสมศักดิ์ คือ การดำเนินการแบบเดียวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

“เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากเห็นมากกว่าการทำประชามติ คือ การทำประชาพิจารณ์ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ คุณยกร่างมา ผมไม่ว่าคุณหรอก แต่ในขณะเดียวกันคุณต้องสอบถามเขาด้วยว่าหมวดนี้ มาตรานี้ คุณมีความเห็นอย่างไร”

“อยากให้กลับไปสมัย พ.ศ. 2538 และ 2540 ที่รัฐบาลท่านบรรหารได้ตั้ง ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) ขึ้นมา และให้ ส.ส.ร.ไปดำเนินการในแต่ละจังหวัด จังหวัดใครจังหวัดมัน ทำเป็นกระบวนการ จึงมีการยอมรับกันว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นอย่างนั้นมากกว่า”

“การประชามติมันจะไม่แตกต่างกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 คุณรับไปก่อนแล้วมาแก้ทีหลัง พอแก้ขึ้นมาเป็นอย่างไร แต่อันนี้คุณไม่ต้องพูดเรื่องแก้เลย เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนมาก การจะแก้ไข ชาติหน้าบ่ายๆ ไม่รู้ว่าจะแก้ได้หรือเปล่า เพราะมันเป็นเงื่อนไขที่มันเกินกับระบบกลไกของสภาที่มันเป็นวัฒนธรรมไทยที่มันจะสามารถดำเนินการได้”

อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร วิพากษ์อีกว่า “ส่วนเรื่องกระบวนการที่กำลังจะดำเนินการอยู่เนี่ย คุณจะทำประชามติ แต่คุณไม่พยายามเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับรู้ข้อดี ข้อเสีย ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มาแสดงความคิดความอ่านร่วมกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร ตรงไหนที่ควรจะแก้ไข ตรงไหนที่ควรจะปรับปรุง และทำไมถึงต้องรับและทำไมถึงต้องไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ถูกกำหนดโดยเฉพาะมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ตรงนี้มันก็กลายเป็นปัญหาอุปสรรคขึ้นมาแล้ว”

“หากถอยกลับไปเมื่อปี 2540 ไม่ได้ข้อจำกัดอย่างนี้เลย มันเป็นเสรี ทุกคนมีสิทธิที่จะให้ความคิดเห็นต่อคน ถึงวันนี้ต้องไว้ใจ ต้องเชื่อมั่นคนไทย ต้องเชื่อมั่นประชาชนว่าวันนี้ข้อมูลข่าวสารที่เขาได้รับมีมากกว่าอดีตเยอะมาก เพราะฉะนั้น การที่ใครจะไปพูดอย่างไร ชักจูงโน้มน้าวอย่างใดอย่างหนึ่งผมว่าประชาชนไม่ได้ถูกเป็นเครื่องมืออีกต่อไปแล้ว”

“วันนี้มีสติปัญญาพอที่จะรู้ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูก คุณใช้วิธีการนี้ กระบวนการแบบนี้ เห็นไหมว่าอะไรเกิดขึ้น วันนี้พอกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งจะตั้งขบวนการปราบทุจริต คุณก็จะใช้มาตรการรุนแรง ทำไมไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ เป็นไปตามกลไกของระบอบประชาธิปไตย”

“ถ้าคุณมั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีจริง คุณต้องเปิดโอกาส อย่าไปปิดกั้น ยิ่งปิดกั้นเท่าไร ยิ่งจะกลายเป็นการสั่งสมปัญหามากขึ้นเท่านั้น”

“ไม่รู้ว่าเมื่อผลประชามติออกมาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะรับหรือไม่รับ แต่เห็นรัฐบาลยืนยันว่าปี 2560 จะต้องมีการเลือกตั้ง หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านขึ้นมา รัฐบาลหรือ คสช.คงต้องหาหนทางที่จะทำให้เป็นไปตามโรดแมป เพราะได้ไปพูดกับประชาคมโลกไว้ว่า ปี 2560 จะต้องดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง”

แม้ขณะนี้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่หลายคนเห็นว่าเป็นปัญหาไม่สามารถแก้ไข เพราะล่วงเลยเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว แต่ สมศักดิ์ คิดว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะเจ้าภาพจัดการออกเสียงประชามติ ควรเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด

“เท่าที่ติดตามข่าวอยู่ในเวลานี้ คิดว่า กกต.ต้องใจกว้างกว่านี้ในการเปิดรับรู้ รับฟัง รับทราบปัญหา และเร่งแก้ไขปัญหา ไม่ใช่พอตัวเองวางธงมาแล้ว ใครมีความเห็นอย่างไร มองว่าเป็นกระบวนการขัดขวางหรือเป็นกระบวนการต่อต้าน ต้องไม่มองอย่างนั้น กกต.รักประเทศและห่วงประเทศอย่างไร คนไทยก็รักประเทศและห่วงประเทศไม่น้อยไปกว่า กกต. อย่าไปมองว่าคนที่มีความเห็นแตกต่างเป็นศัตรู”

“ต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญมาชี้แจงพร้อมๆ กัน หากจะทำให้ดีจริงคุณต้องเปิดเวทีอภิปรายและถ่ายทอดสด ซึ่งเครือข่ายมีอยู่แล้ว และเอาคนที่เป็นกลางขึ้นมาทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ให้คนได้ฟังอย่างชัดเจน เช่น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ดีอย่างไรก็ยกตัวอย่างมา ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยคุณก็ยกตัวอย่างมา เอามาอภิปรายและให้ประชาชนฟัง”

สมศักดิ์ ขมวดว่า การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้เวลานี้จะไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเสนอทั้งหมดจะเป็นประเด็นที่แก้ไขเนื้อหาได้ผ่านการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มีความปรารถนาดีต่อประเทศและประชาชน

กับคำถามว่า มีประเด็นไหนในร่างรัฐธรรมนูญที่คิดว่าเป็นปัญหา? สมศักดิ์ ตอบว่า “ผมไม่อยากจะมองรายมาตรา แต่ผมติดใจตรงกระบวนในการได้มา กระบวนการนี้มันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด คุณจะบอกว่าให้ดีเลิศอย่างไร แต่ถ้ากระบวนการมันไม่ใช่ มันก็คือไม่ใช่ รัฐธรรมนูญต้องไม่ใช่การเขียนเพื่อแก้ไขปัญหาในวันนี้ และไปสร้างปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต หรือไม่ใช่เขียนขึ้นมาเพื่อกำจัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง มันจะต้องเป็นกฎหมายมหาชนที่ต้องไม่ยึดกับตัวบุคคล คณะบุคคล หรือกลุ่มการเมือง”

ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คิดว่าทุกอย่างจะจบหรือไม่ หรือว่ารัฐธรรมนูญจะยังขาดการยอมรับอยู่? แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา บอกว่า “อย่างที่ผมไปก่อนหน้านี้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้บางทีเขียนเพื่อแก้ปัญหา
วันนี้ แต่ไปสร้างปัญหาในอนาคต เพราะฉะนั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น เพียงแค่จะผ่านหรือไม่ผ่านเรายังไม่รู้เลย มันเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา”

กระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายการเมืองในระยะนี้ กลับถูกบางฝ่ายสบประมาทว่าจริงๆ แล้วนักการเมืองก็อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เพราะต้องการลงเลือกตั้ง ซึ่งในประเด็นนี้อดีตสส.หลายสมัยอย่างสมศักดิ์ มีความคิดเห็นแย้งทิ้งท้ายที่น่าสนใจ ดังนี้

“อย่าไปประเมินนักการเมืองว่าเป็นผู้หิวกระหายการเลือกตั้ง คิดผิดเลยถ้าบอกว่านักการเมืองจะรับไปก่อนเพราะอยากเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งไปแล้วทุกคนมีสำนึกทั้งนั้นว่าตัวเองเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย แต่ถ้าเลือกตั้งไปแล้วกลับไม่สามารถทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชนได้สมบูรณ์แบบ อย่าเป็นเลยดีกว่า”

“ร่างรัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาสให้ สส.ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เช่น ถ้า สส.ไปพบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นมา จะบอกให้รัฐมนตรีเร่งแก้ไขทำได้ยาก เพราะต้องไปดูก่อนว่าขัดกับแผนยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ 20 ปี หรือไม่ ถ้าไม่ตรงกันก็ทำไม่ได้อีก เพราะแผนยุทธศาสตร์ชาติกำหนดมาแล้ว อย่างนี้จะไปทำหน้าที่ตัวแทนปวงชนชาวไทยอย่างไร”

“ผมถึงบอกไงว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขปัญหาอันหนึ่ง แต่กลับไปผูกปัญหาอีกหลายๆ ปัญหา การแก้ไขทุจริตต้องไม่ใช่การแก้ไขด้วยรัฐธรรมนูญแบบนี้ คุณก็ทำกฎหมายปราบปรามการทุจริตให้ละเอียด แต่พอไปกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญก็กลายเป็นอุปสรรค เพราะทุกกฎหมายต้องยึดโยงรัฐธรรมนูญทั้งหมด” สมศักดิ์ สรุป

“รักอ่างทอง รักบ้านเกิด” ทำหนังสือตั้งกองทุนช่วยครู

ขณะเดียวกัน ใช่ว่าแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนารายนี้และอดีต สส.อ่างทองจะทำแต่งานการเมืองอย่างเดียว เพราะในระหว่างที่พรรคการเมืองปิดเทอมยาว ได้เอาเวลาว่างไปทำหนังสือ “รักอ่างทอง รักบ้านเกิด” ซึ่งไม่ได้เป็นหนังสือเผยแพร่สถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ในอ่างทองอย่างเดียว แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อหาเงินจัดตั้ง “กองทุนแบ่งปันครู สู่ความรู้ที่เท่าเทียม” ไว้ใช้สนับสนุนการศึกษาด้วย

โดย สมศักดิ์ อธิบายถึงความจำเป็นที่ต้องมีกองทุนที่ว่านั้นว่า จ.อ่างทอง ประสบปัญหาการขาดแคลนครู ในแต่ละพื้นที่ไม่มีครูครบทุกวิชา จนส่งผลเสียหายมาเป็นเวลานาน จึงคิดว่าควรตั้งกองทุนเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม และเพื่อสร้างสำนึกให้เด็กที่จบการศึกษาไปแล้วกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง

“ใช้ช่วงระยะเวลาที่ว่างจากงานการเมืองที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ตระเวนไปตามพื้นที่ต่างๆ ของอ่างทอง พอพบเห็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม เห็นว่ามีมุมที่สวยๆ หลายมุมแต่คนไม่เห็น ก็เลยชวนน้องๆ ในพื้นที่ที่เป็นช่างภาพอิสระที่ไม่ได้ช่างภาพมืออาชีพไปลงพื้นที่และให้ถ่ายภาพ จากนั้นผมก็มาเขียนเป็นบทกลอนเพื่อให้ภาพนั้นดูมีชีวิต ถ้าเรามองภาพถ่ายอย่างเดียว มันก็โอเคนะ แต่ถ้าใส่บทกลอนลงไปด้วย มันจะทำให้ภาพนั้นมีชีวิตมากขึ้น”

“สำคัญที่สุดหนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจจากเมื่อปีที่แล้วได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูที่อ่างทองในแต่ละสาระวิชา ซึ่งคุณภาพการศึกษาที่สะท้อนมาจากคะแนนโอเน็ตที่มีคะแนนค่อนข้างต่ำ เพราะไม่มีครูครบทุกสาระวิชา”

“ปีที่แล้วผมก็เข้าไปจับและแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเอาครูทั้งจังหวัดมาช่วยกัน แบ่งปันครูสู่ความเท่าเทียมกันทางการศึกษา โดยพวกผมช่วยกันเฉลี่ยเงินกันคนละ 3 หมื่นบาท 5 หมื่นบาทบ้าง รวมประมาณ 4-5 แสนบาท ผลปรากฏว่าคะแนนโอเน็ตปีนี้ อ่างทองมีคะแนนสูงขึ้นมามาก อ่างทองกลายเป็นจังหวัดที่ได้รับการพัฒนาทางการศึกษาสูงมากที่สุดในเขตพื้นที่การศึกษา”

“จึงมาคิดว่าโครงการนี้ควรทำเป็นโครงการที่ยั่งยืน เลยคิดว่าควรตั้ง ‘กองทุนแบ่งปันครู สู่ความรู้ที่เท่าเทียม’ ซึ่งเริ่มเมื่อวันเกิดผมที่ผ่านมา 27 เม.ย. และทำหนังสือเสร็จพอดี และนำออกมาจำหน่ายราคาเล่มละ 200 บาท เพื่อนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายเลยมาตั้งเป็น
กองทุน โดยได้รับความกรุณาจากทุกคนจำนวนมากเป็นอย่างดี”

“วัตถุประสงค์ของกองทุนนี้ คือ เอารายได้ไปให้กับครูที่เสียสละตัวเองไปช่วยสอนในโรงเรียนที่ยังขาดครูในแต่ละสาขาวิชานั้นๆ และเพื่อต้องการสร้างสำนึกว่าเมื่อคุณสำเร็จการศึกษาแล้วคุณต้องกลับมาบ้านเกิด เพราะวันนี้การศึกษาไทย เราพบเห็นเลยว่าคนยิ่งจบการศึกษาสูงเท่าไหร่ ยิ่งทิ้งถิ่นเกิดตัวเองมากขึ้นเท่านั้น เลยกลายเป็นปัญหาว่าในท้องถิ่นและชนบทที่ห่างไกลเหลือแต่เด็กและคนชรา จึงทำให้เกิดช่องว่างในเรื่องของการพัฒนา”

“ดังนั้น หากที่มีการศึกษาสูงและกลับมาอยู่บ้านตัวเอง ผมคิดว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องช่องว่างในการพัฒนาได้มาก เพราะอย่างไรเสียเมื่อคนที่มีความรู้ไปมองเห็นปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ตัวเองก็สามารถนำองค์ความรู้ที่ตัวเองมีอยู่มาพัฒนาท้องที่และสร้างองค์กรหรือเครือข่าย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ” ความตั้งใจของสมศักดิ์

สิ้น ‘บรรหาร ศิลปอาชา’ ไม่สิ้น ‘ชาติไทยพัฒนา’

พรรคชาติไทยพัฒนา ถือเป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยมาเป็นเวลานาน แม้พรรคชาติไทยจะถูกยุบพรรคไปด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่พรรคการเมืองนี้ก็ยังสามารถมีที่ยืนในการเมืองได้

ความเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาที่ยังดำรงอยู่ได้นั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากชายชื่อ “บรรหาร ศิลปอาชา” ประธานที่ปรึกษาพรรค แต่เวลานี้คำถามหลายข้อที่ว่าด้วยอนาคตพรรคชาติไทยพัฒนาเกิดขึ้นมากพอสมควร หลังจากอดีตนายกฯ บรรหารได้ถึงแก่อสัญกรรม

ในเรื่องนี้ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคและคนสนิทของบิ๊กเติ้ง ตอบเสียงหนักแน่นว่า “บอกได้เลยว่าเดินหน้าต่อแน่นอน เพราะทายาทของท่านบรรหารทั้งคุณวราวุธและคุณกัญจนา เขาพร้อมจะเคียงบ่า เคียงไหล่กับพวกเรา จริงอยู่วันนี้พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ใช่ของท่านบรรหารและไม่ใช่ของครอบครัวศิลปอาชา แต่เป็นของประชาชน ซึ่งทั้งสองท่านเป็นทายาทที่มีบทบาทสำคัญกับพรรคมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเราต้องให้เกียรติเขา เราต้องสอบถามเขา”

“ความกระจ่างชัดทั้งหมดจะเกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นการจัดงานให้กับท่านบรรหาร แต่ยืนยันว่าพรรคจะดำเนินต่อไป เพราะเป็นจิตวิญญาณของท่านบรรหาร ทุกคนรู้ว่าท่านรักพรรคขนาดไหน ไม่อยากให้ใครมาตราหน้าหรือมาพูดว่าพอสิ้นท่านบรรหารก็สิ้นพรรคชาติไทยพัฒนา ผมเชื่อว่าทั้งคุณวราวุธและคุณกัญจนาไม่ปรารถนาทิ้งสิ่งนี้แน่นอน”

สมาชิกพรรคที่อยู่จะยังอยู่ร่วมงานกันต่อไปหรือไม่? สมศักดิ์ ตอบว่า ยังไม่มีโอกาสได้ประชุมพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ มีเพียงการสอบถามแบบเป็นการส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ ดังจะเห็นได้จากการที่คนในพรรคมาร่วมงานของท่านบรรหารทุกคนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย

“ไม่มีสมาชิกคนไหนหวั่นไหว แต่มีบางคนที่มาลา ซึ่งเป็นการเตรียมจะมาลาก่อนที่จะเสียท่านบรรหาร เพราะเขามองเห็นว่าการเมืองอย่างนี้ เขายังไม่อยากเล่น ขอลาออกไปก่อนดีกว่า”

พรรคชาติไทยพัฒนาจะวางกลยุทธ์การสู้สนามเลือกตั้ง สส.ในภาคกลางที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ผูกขาดของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างไร ในเมื่อพรรคไม่ได้มีอดีตนายกฯ บรรหารเป็นผู้นำ? สมศักดิ์ ระบุว่า “คงต้องคุยกัน แต่เราเตรียมไว้แล้ว เราได้คุยกันแล้วในระหว่างพวกเราที่ได้เจอกันทุกสัปดาห์ประจำ และได้คุยกันในหลักการ ทั้งคุณนา ท่านประภัตร ท่านจองชัย และผู้ใหญ่ของพรรคที่อยู่มานาน ทุกคนก็ตกผลึกและเห็นด้วยกับแนวทางที่วางไว้ในอนาคต โดยต้องสานนโยบายของท่านบรรหารต่อไป แต่ยังไม่ขอบอกในตอนนี้”

“เราไม่รู้หรอกว่าการแข่งขันจะสูสี คงไปคาดเดาแทนประชาชนไม่ได้ แต่คิดว่าแนวทางที่เราจะนำเสนอ มันน่าจะตรงกับแนวทางของประชาชนที่ต้องการ”

“การทำพรรคการเมืองทุกพรรคคิดเหมือนกัน อยากให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของมหาชน วันนี้การมีสมาชิกพรรค 2 ล้านคน 3 ล้านคน 8 ล้านคน 10 ล้านคน เราก็ถือว่าพรรคการเมืองเป็นสมบัติส่วนรวมส่วนหนึ่งแล้ว แต่เราต้องการให้เป็นมากกว่านั้น”

สมศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า “โครงสร้างของพรรคชาติไทยพัฒนาเปลี่ยนแปลงแน่นอน แต่เรื่องอุดมการณ์ของพรรคไม่มีวันเปลี่ยนแน่นอน จะยังยึดหลักการไม่แสวงศัตรู แต่จะสร้างมิตร และเป็นแนวทางเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และพร้อมกับสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต ถ้าคิดว่า คสช.ผ่อนปรนและเปิดให้มีการประชุมพรรคเมื่อไหร พรรคก็คงต้องพร้อม”

“การบริหารพรรคการเมืองในเวลานี้ไม่น่าจะยากนัก เพราะอยู่กันด้วยหัวใจ ถ้าจะอยู่นะ ยังไงมันก็อยู่ ถ้ามันจะไม่อยู่ ยังไงมันก็ไม่อยู่ คนมันจะไป มันจะเหนี่ยวรั้งไม่ได้อยู่แล้ว ถ้ามันอยู่ด้วยใจแล้วการเคารพกติกามันก็มีอยู่ในตัวตนของแต่ละบุคคลแล้ว”

สำหรับระบบเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ที่ใช้การลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวแต่เลือกทั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อจะส่งผลกระทบต่อพรรคชาติไทยพัฒนาหรือไม่ เพราะแต่ละพรรคจำเป็นต้องส่งผู้สมัคร สส.เขตให้มากที่สุดเพื่อหวังคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ สมศักดิ์ วิเคราะห์ว่า “คิดว่าคงไม่มีปัญหาหรอก การส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขตเ ลือกตั้งไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะหาคนที่มีคุณสมบัติที่เชื่อมั่นว่าส่งไปแล้วจะได้รับการเลือกตั้งให้เป็น สส.แน่ อย่างนี้จะเป็นเรื่องยากกว่า”

“เราบอกสมาชิกพรรคและอดีต สส.ไปว่า วันนี้แม้จะไม่มีสภา แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีตัวตนพวกเรานะ ตัวตนของเราที่เป็นนักการเมือง ยังไงมันก็เป็นนักการเมือง คุณต้องลงพื้นที่ ไม่ใช่พอปี่กลองดังแล้วคุณถึงค่อยจะไปลง ตอนนั้นคุณไม่ทันหรอก เพราะระยะเวลา 90-120 วันก่อนวันเลือกตั้ง คุณลงพื้นที่ไม่ได้หมด และผมเชื่อว่ากติกาใหม่พื้นที่เลือกตั้งจะกว้างขึ้น และจำนวน สส.ลดลง ดังนั้นคุณจะต้องทำงานหนักมากขึ้น”

ขณะเดียวกัน สมศักดิ์ ยังมองว่า ระบบเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ไม่ได้ช่วยให้พรรคการเมืองได้เปรียบไปกว่าใคร แต่ไปลิดรอนสิทธิของประชาชนที่เคยมีในการเลือก สส. เพราะในอดีตมีบัตรเลือกตั้งสองใบ แบ่งเลือกระหว่าง สส.เขตและบัญชีรายชื่อ แต่เมื่อใช้การลงคะแนนด้วยบัตรใบเดียว จึงไม่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเต็มที่

“ผมไม่อยากจะมองว่าพรรคการเมืองไหนได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร แต่ผมมองว่านี่คือการรอนสิทธิ และนี่คือการไม่ส่งเสริมสนับสนุนพรรคการเมือง ในอดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อคนไหนเป็นนายทุน คุณก็ไม่ต้องเลือก สส.บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองนั้น แต่เมื่อระบบเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ที่ให้กากบาทได้ใบเดียวเลือกได้คนเดียวจากเดิมที่เลือก สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่ออย่างละหนึ่งใบ เหมือนกับซื้อเหล้าแถมเบียร์ อย่างนี้เป็นการรอนสิทธิของประชาชนหรือไม่”

สมศักดิ์ สรุปว่า แบบนี้จะเป็นหลักประกันที่ช่วยให้ปลอดนายทุนหรือบุคคลที่มีพฤติกรรมสังคมรังเกียจหรือไม่ รู้อยู่แล้วผู้สมัคร สส.เขตเป็นคนดี และอยากจะเลือกให้เป็น สส. แต่ถ้าเลือกไปก็อาจได้ สส.บัญชีรายชื่อที่เป็นนายทุนหรือบุคคลที่สังคมรังเกียจไปด้วย เลือกไปแล้วต้องได้ทั้งพระได้ทั้งโจรเหรอ แบบนี้มันไม่ยุติธรรม ยิ่งจะทำให้สังคมปั่นป่วนมากขึ้น เพราะเลือกพระอาจได้โจร