เสียงจากสหกรณ์ฯคลองจั่น “ธัมมชโย” ควรมอบตัวสู้กันที่ศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มิถุนายน 2559 เวลา 07:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/438770

เสียงจากสหกรณ์ฯคลองจั่น "ธัมมชโย" ควรมอบตัวสู้กันที่ศาล

โดย…รวินท์ ศรีโหมด

คดีทุจริตยักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นร่วม 1.2 หมื่นล้านบาท มีหลายสำนวนคดีทั้งที่ตัดสินแล้ว และอยู่ระหว่างการพิจารณาอัยการรวมถึงศาล

ผู้ต้องหาคนสำคัญ ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ตัวการยักยอกเงินฝากสหกรณ์ฯ สารภาพกลางศาลว่า กระทำผิดยักยอกเงินของสหกรณ์ออกมา ศาลตัดสินจำคุก 32 ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษเหลือ 16 ปี ไม่รอลงอาญา ขณะนี้ถูกจองจำอยู่ที่คุกบางขวาง

มหากาพย์แห่งนี้คดียังไม่จบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาฟ้องพระธัมมชโย และผู้ต้องหาอีก 4 ราย ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร เพราะศุภชัยสั่งจ่ายเช็คสหกรณ์ฯ คลองจั่นวงเงิน 1,458 ล้านบาท แต่พระธัมมชโยหวังหลุดข้อหาจากคดีที่มีโทษจำคุก 10 ปี ด้วยการดื้อแพ่งไม่เดินทางไปมอบตัว เพื่อที่ว่าอัยการจะได้ไม่มีตัวผู้ต้องหา (พระธัมมชโย) ส่งฟ้องศาล

ประกิต พิลังกาสา ประธานกรรมการบริหารแผนฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่พึ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาฟื้นฟูสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ ว่าที่ผ่านมาสหกรณ์ไม่ได้เงียบ แต่สมาชิกผู้เสียหายทั้งหมดประมาณ 1.8 หมื่นคน และสหกรณ์อื่นอีก 74 แห่ง ที่นำเงินมาฝากไว้กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจนถูกยักยอกทรัพย์รวม 1.2 หมื่นล้านบาท ได้มอบหมายให้คณะกรรมการชุดนี้ติดตามทรัพย์ที่ศุภชัยนำออกไปกลับคืนมาแทน

ประกิต อธิบายแผนฟื้นฟูว่า เบื้องต้นได้นำทรัพย์สินที่มีอยู่เดิมนำไปบริหารพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เป็นรายได้เพิ่มพูนกลับเข้ามาสู่สหกรณ์ และขณะนี้สหกรณ์กำลังประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จะเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งจะมีการตั้งกองทุนขึ้นมาโดยขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานด้านการเงินของรัฐ เพื่อให้เกิดการระดมเงินและนำไปปล่อยกู้ให้สหกรณ์อื่น  โดยแผนขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ประสานกับสถาบันการเงินที่สนใจ ก่อนนำเรื่องนี้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายในเดือน ส.ค.

การติดตามเงินกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ที่ถูกยักยอกออกไป ประกิต บอกว่า ขณะนี้ดีเอสไอรวมถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กำลังติดตามทรัพย์ที่ศุภชัยนำออกไปกลับคืนมาให้กับผู้เสียหาย ซึ่งเป็นรายย่อยประมาณหมื่นกว่าคน ส่วนผู้เสียหายรายใหญ่มีประมาณ 8,000 กว่าคน ที่ผ่านมาสามารถติดตามทรัพย์กลับคืนมาได้แล้วประมาณ 1,400 ล้านบาท

“ผมคิดว่าผู้เสียหายที่ได้รับเงินแล้วน่าจะมีความพอใจที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นมากว่า 2-3 ปีแล้วซึ่งผู้เสียหายเหล่านั้นที่ผ่านมาก็หาวิธีบรรเทาความเดือดร้อนได้ในระดับหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรการฟ้องร้องทางคดีผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็อยู่ในชั้นศาล”

ปรากฏการณ์ที่วัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ประกิตไม่เห็นด้วย เขาให้เหตุผลว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนแน่ชัดแล้วว่าทรัพย์ที่ศุภชัยนำออกไปนั้นไม่ถูกต้องเข้าข่ายการฟอกเงินและรับของโจร และหากพระที่เกี่ยวข้องบอกว่าไม่ทราบจริง ก็ควรเข้าสู่การพิสูจน์ในกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ควรยื้ออยู่เช่นนี้

กรณีที่คณะศิษย์ออกมาเคลื่อนไหวปกป้องพระธัมมชโย ประธานบริหารแผนฟื้นฟูสหกรณ์ฯ คลองจั่น กล่าวว่า การที่ลูกศิษย์มีความเชื่อ ความศรัทธา ถ้าประกอบไปด้วยปัญญาถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าไม่มีปัญญาใช้ในการประกอบการพิจารณาไตร่ตรองก็ถือว่าเป็นความงมงาย

“ทำไมคณะลูกศิษย์ไม่เปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์ความจริง เพราะการนำความเชื่อมาปิดบัง หน่วงเหนี่ยวไม่ให้หลวงพ่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ถ้ามีความบริสุทธิ์จริงก็ไม่ต้องกลัวและควรเข้ามาพิสูจน์”

คำว่าประชาธิปไตยไม่ควรที่จะนำมาเกี่ยวข้องกับคดีความ เพราะไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่เป็นรัฏฐาธิปัตย์ กฎหมายการพิจารณาคดี ก็คือกฎหมายเดิมที่ใช้อยู่ในช่วงที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่กฎหมายใหม่ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่” ประกิต กล่าว

ประกิตเชื่อว่าถึงที่สุดทางออกเรื่องนี้ต้องจบอย่างหนึ่งอย่างใดในกระบวนการยุติธรรม  แต่ไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร รวมถึงจะใช้เวลานานแค่ไหน เพราะเจ้าหน้าที่รัฐต้องยึดถือความถูกต้อง หากความถูกต้องถูกละเมิดเพิกเฉย อำนาจรัฐจะล้มเหลว

ประกิต วิเคราะห์ว่า หากคดีนี้ถูกดองยาวไปจนหมดอายุความ 15 ปี อาจทำให้เกมเปลี่ยนและกลายเป็นเกมทางการเมือง เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตใครจะมาเป็นผู้บริหาร แต่อย่างไรเสียก็ยังอยากให้ปัญหาดังกล่าวจบในรัฐบาล คสช. เพราะถ้าไม่ใช่จบในรัฐบาลนี้ ก็คงจะยุติยาก

เขากล่าวว่า ถ้าไม่มีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นก็อาจจะล้มลง เพราะก่อนหน้านี้มีความพยายามแก้ไขร่างกฎกระทรวง เพื่อให้สหกรณ์ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ แต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กลับนิ่งเฉยมาเป็นปี ตรงกันข้ามให้มีการฟ้องกลับมาที่สหกรณ์อีก ซึ่งไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด หรืออาจเพราะช่วงนั้นมีคนที่ดีเอสไอมีหลักฐานว่ามีผู้ช่วยของ รมว.คลังสมัยนั้น มีส่วนร่วมกับความเสียหาย จึงเป็นไปได้ว่ารัฐบาลขณะนั้นไม่ให้ความสนใจ

บทเรียนจากปัญหาดังกล่าว ประธานฟื้นฟูสหกรณ์ฯ คลองจั่น สรุปว่าภาครัฐที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงินประเภทสหกรณ์ ต้องปรับปรุงขั้นตอนการกำกับดูแลให้มีความเข้มงวดมากขึ้น เหมือนกับที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ต่างๆ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่สหกรณ์รวมถึงสมาชิกควรตื่นตัวในการตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการสหกรณ์อยู่ตลอด และควรส่งเสียงเมื่อพบความผิดปกติ การปล่อยให้คณะกรรมการจัดการเพียงผู้เดียว ส่วนสมาชิกรอเพียงการประชุมใหญ่ปลายปีอย่างเดิมคงไม่ได้แล้ว

 

เปิดใจ “เนติวิทย์” อึดอัด แต่ไร้ทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มิถุนายน 2559 เวลา 18:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/438526

เปิดใจ "เนติวิทย์" อึดอัด แต่ไร้ทางเลือก

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

มรสุมทางการเมืองในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้ชื่อของ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อดีตเลขาธิการกลุ่มศึกษาเพื่อความเป็นไท และบรรณารักษ์ห้องสมุดสันติประชาธรรม วัย 19 ปี โดดเด่นขึ้นมา จากการแสดงความคิดเห็นที่ถูกมองว่าก้าวร้าว ทั้งการขับเคลื่อนให้ยกเลิกทรงนักเรียน ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาที่ล้าหลัง รวมถึงวิจารณ์การทำพิธีกรรมหน้าเสาธงในโรงเรียน

ต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เนติวิทย์ เพิ่งมีสถานะใหม่เป็นว่าที่นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งก็ไม่วายโดนอาจารย์จากสถาบันเดียวกันค่อนแคะเรื่องหน้าตา และหลายคนก็ปรามาสเขาเช่นเดียวกันว่า เนติวิทย์ อาจพบกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในรั้วมหาวิทยาลัยอีก 4-5 ปีข้างหน้า

เนติวิทย์ บอกว่า ชีวิตมัธยมของเขาเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไม่สนุก และไม่ก่อให้เกิดความคิดอะไรใหม่ๆ นอกจากทำตามกรอบของผู้ใหญ่ หรือกรอบที่หนังสือระบุไว้ เขายกตัวอย่างเพื่อนหลายคนที่เก่งคอมพิวเตอร์มาก แต่ต้องเผชิญกับหลักสูตรที่ล้าหลัง ทำให้ผลการเรียนแย่ลงจนติด 0 ก็มี

ขณะที่บางคนเก่งวิทยาศาสตร์มากเกินไป ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ต่อยอดความรู้ เพียงเพราะความรู้นั้นไม่อยู่ในข้อสอบ และนำไปแข่งสร้างชื่อให้โรงเรียนไม่ได้

“อย่างผมสนใจศึกษาพุทธศาสนาแบบมหายาน โรงเรียนก็ไม่ได้สนใจมิติเหล่านี้ เขาไม่อยากให้เราเกินเลยไป เพราะเวลาไปสอบ ไปแข่งโครงการ ‘เพชรยอดมงกุฎ’ มันแข่งไม่ได้ เพราะพุทธไทย เป็นพุทธเถรวาท พูดถึงพุทธประวัติ ไม่เคยสนใจปรัชญาของมหายาน ครูถึงกับพยายามบอกให้เลิกอ่านพวกนี้ให้หมด”

หรืออย่างเรื่องการปลูกฝังความเป็นไทย ในวิชาสังคม ประวัติศาสตร์ หลักสูตรก็ไม่ได้พยายามตั้งคำถามว่าความเป็นไทย มันเป็นมาอย่างไร แล้วมันดีจริงหรือไม่ สุดท้ายก็กลายเป็นการปลูกฝังให้ “ท่องจำ” แบบเดิมๆ ซึ่งกรอบเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การ “ปฏิรูปการศึกษา” ไปไม่ถึงไหน

“คนในแวดวงการศึกษา ไม่ได้มีทัศนคติที่เปิดกว้าง งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ไปสัมภาษณ์ทัศนคติผู้บริหารระดับสูง เราเห็นชัดเลยว่าคนพวกนี้ไม่ได้มีทัศนคติเชิงปฏิรูป แต่ใช้เทรนด์ในต่างประเทศว่าต้องปฏิรูปการศึกษา มันก็ตลกดีว่าคนที่จะปฏิรูปนี่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าปัญหาของการศึกษาอยู่ตรงไหน”

เช่นเดียวกับกรอบ “ระเบียบวินัย” ที่ระบบการศึกษาพยายามบังคับให้นักเรียนต้องทำตาม เพราะคนยุคหนึ่งเคยทำมานานแล้ว โดยไม่ตั้งคำถาม ก็สะท้อนความล้มเหลวได้ชัดเจน

“เหมือนเราเป็นพ่อแม่ เราก็อยากให้ลูกยืนตรง แต่วิธีนี้ทำให้เห็นแล้วว่า มันไม่ได้ทำให้คนรักชาติมากขึ้น ในศตวรรษปัจจุบัน หรืออย่างพิธีสวดมนต์ ครูสอนสวดมนต์ ทุกคนก็สวดกันหมด แต่พอไปสวดจริงๆ ไม่มีใครสวดได้เลย ทั้งที่สวดกันตลอด มันแสดงให้เห็นว่า วิธีการมันไม่เหมาะอีกแล้ว ตอนแรกอาจจะหวังดี ให้คนมีศีลธรรม แต่สุดท้ายมันก็ใช้ไม่ได้”

ตัวอย่างสำคัญอีกเรื่อง คือ ระบบการสอบ “โอเน็ต” ที่พบปัญหาการเฉลยข้อสอบเต็มไปหมด ทั้งที่ความจริงมาตรฐานทางการศึกษาควรจะน่าเชื่อถือ แต่กลับเห็นความพยายาม “แก้ตัว” มากกว่าที่จะยอมรับความผิดพลาด

“ผิดก็ต้องแก้ไข แต่ประเทศไทยมาตรฐานมันต่ำเหลือเกิน ก็สะท้อนให้เห็นว่าความสนใจเรื่องการศึกษานั้นน้อยมาก ขณะที่ผู้ใหญ่ก็ไม่ได้มีความรับผิดชอบพอ”

เนติวิทย์ ยังเชื่อว่า ระบบยังสามารถเปลี่ยนได้ แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ครู-นักเรียน ร่วมกันสร้างโมเดล แบบที่เขาพยายามทำก่อนหน้า โดยมีศิษย์เก่าช่วยสนับสนุน มากกว่าจะทิ้งโรงเรียนให้เป็นภาระของนักเรียนรุ่นหลัง

“ต้องคุยกันให้มากขึ้นทุกโรงเรียน แต่ปัญหาเราคือพอข้างบนบอกว่า ต้องมีค่านิยม 12 ประการ ต้องลดเวลาเรียน ก็ต้องทำตามทุกที่ ทั้งที่มันใช้ได้จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งพื้นที่ให้พูดคุย หาเหตุผลอะไรเหล่านี้ ไม่เคยมีเลย” เนติวิทย์ ระบุ

หวังตั้งพรรคหากมีเสรีภาพพอ

การปฏิเสธ “เคารพธงชาติ” เมื่อ 3 ปีก่อน และรู้สึกคลื่นไส้ทุกครั้งเมื่อได้ยินเพลงชาติ เพราะเนื้อร้องที่พ้นยุค ล้าสมัย และเป็นกลไกแห่งระบอบอำนาจนิยม ได้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูก “เกลียดชัง” มากที่สุด เมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกัน

“ผมยังยืนยันเหมือนที่เขียนไว้ว่า การร้องเพลงชาติ ควรยกเลิก แต่ไม่ได้หมายถึงต้องทำลายทิ้ง แค่ยกเลิกการบังคับ การบังคับกันมันไม่เกิดประโยชน์ เหมือนวันไหว้ครู บางคนก็ไม่ได้ไป บางคนอาจจะติดธุระ หรือบางคนอาจจะไม่ได้นับถือ แต่คนที่ยังนับถือก็ไปไหว้ได้ อยู่กันด้วยความจริงใจมากกว่าจะครอบงำด้วยความกลัว” เนติวิทย์ ย้ำจุดยืน

ปฏิกิริยากับเรื่องดังกล่าว ทำให้เนติวิทย์เผชิญหน้ากับการถูกเกลียด จากทั้งเพื่อน รุ่นพี่ และรุ่นน้องในโรงเรียน โดยวิธีที่แสดงออกก็คือ ถูกร้องเพลงชาติใส่หน้า

“เวลาเขาเดินผ่านผมก็จะ ‘ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย’ ใส่เราดังๆ เพราะเราต่อต้านการเคารพธงชาติ ผมก็ไม่ได้ตอบอะไร ปล่อยให้เดินผ่านไปเฉยๆ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเขานะ ผมรู้สึกว่าคนพวกนี้ก็ไม่ได้ข้อมูล ก็เอาโควตมา หรือตามเพื่อน-ทำตามเพื่อน โดยไม่ได้สนใจอะไร”

แม้จะมีที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศแล้ว แต่เนติวิทย์ก็ยอมรับตรงๆ ว่า แท้จริงเขาอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ในประเทศไม่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากพอ ทั้งในทางวิชาการ หรือในทางการเมือง

“ผมไม่มีโอกาส ก็เลยได้เรียนมหาวิทยาลัยแถวนี้ เสรีภาพทางวิชาการมันไม่มี บางเรื่องพูดไม่ได้ หรือบางเรื่องพูดได้แต่อาจจะถูกจับ อาจจะมีทหารมาเยี่ยม แล้วความหลากหลายมันก็ต่ำ เดี๋ยวก็แบ่งพรรคแบ่งพวก เปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วมในระบบน้อยมาก แต่ผมไม่มีทางเลือก ไม่มีเงิน ก็เลยต้องอยู่ที่นี่” เนติวิทย์ ยอมรับ

เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เนติวิทย์เพิ่งโดนทหารไปเยี่ยมบ้าน เนื่องจากมีชื่อเป็นหนึ่งใน “ผู้มีอิทธิพล” ซึ่งเขาก็ยอมรับตรงๆ ว่าสภาพแบบนี้อาจทำให้วันหนึ่งต้องถูกดำเนินคดีอะไรบางอย่างแน่ๆ

“อึดอัดครับ แต่ก็ต้องอยู่ ไม่มีทางเลือก สักวันหนึ่งผมอาจจะต้องโดนคดี ก็เตรียมตัวไว้แล้ว เพราะเราอยู่ในที่ที่เสรีภาพมันต่ำ แล้วในที่สุดก็จะกระทบกับทั้งระบบการศึกษาแน่ เพราะมันมีบางเรื่องที่พูดไม่ได้”

เมื่อเร็วๆ นี้ เขาไปฟังอดีตเอกอัครราชทูตเสวนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ได้เนื้อหาอะไรมากไปกว่าการยกยอกันเอง ทั้งที่เป็นคนเดียวกันกับเมื่อครั้งไปเสวนาในต่างประเทศ กลับพูดไปไกลกว่ามาก

ส่วนอนาคตชีวิตนิสิตนั้น เนติวิทย์ ยอมรับว่า คงมีคนกระแนะกระแหน แบบเดียวกับที่เขาเคยโดนอาจารย์สถาบันเดียวกันค่อนแคะเรื่องหน้าตา แต่เขาก็ยอมรับว่า อยากให้มีคนพูดถึงเขาในแง่ลบเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยก็ทำให้หนังสือของเขาเรื่อง “นักเรียนเลวในระบบการศึกษาแสนดี” ที่กำลังจะออกขาย มียอดจองเพิ่มขึ้น

“เขาก็มีสิทธิที่จะมองเราเป็นพวกหัวรุนแรง มันอาจจะมีบางเหตุการณ์ให้คนคิดแบบนั้น ผมก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่ตอนนี้เราไปชุบตัวอยู่จุฬาฯ แล้ว (หัวเราะ)”

เขายังยืนยันว่า หลังจากนี้จะเคลื่อนไหวต่อ หากเข้าไปในรั้วจามจุรีแล้ว ยังมีแนวร่วมคนที่พร้อมใจกันเคลื่อนด้วย ทั้งประเด็นการศึกษา สังคม การเมือง

“ถ้ามีคนเห็นด้วยจำนวนนึง 10-15 คน เราก็พอเคลื่อนไหวได้ ผมก็เตรียมประเด็นว่า เราจะเคลื่อนไหวให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารก่อนเลย เพราะผมไม่อยากเกณฑ์ทหาร (ยิ้ม)”

ถามถึงอนาคตหลังเรียนจบ เนติวิทย์ พูดติดตลกว่า เรียนรัฐศาสตร์จบไป น่าจะตกงาน แต่เขาก็ยังหวังว่า หากสถานการณ์ในประเทศไทยดีขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น อาจจะได้ตั้งพรรคการเมืองแล้วสู้ต่อ แต่ถ้ายังเป็นแบบนี้ ก็คงต้องถอย รอจังหวะเวลาที่เหมาะสม

“ผมก็ไม่รู้ว่า เราจะเป็นยังไง อาจจะต้องหนีไปต่างประเทศ หรือหาโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ถ้าจุฬาฯ ใจบุญ หรืออาจารย์ท่านคิดว่าผมไม่เหมาะกับที่นี่ ไม่อยากให้ผมเรียน ก็หาเงินให้ผม ถ้าได้เงินพอไปต่างประเทศ ให้ไปเรียนที่อื่น ผมก็ยินดีเลยครับ” เนติวิทย์ กล่าว

 

“ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” จตุพร พรหมพันธุ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

19 มิถุนายน 2559 เวลา 07:50 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/438241

"ประชามติต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า" จตุพร พรหมพันธุ์

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ/วิรวินท์ ศรีโหมด

ดีเดย์ 19 มิ.ย. กับแคมเปญเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติทั่วประเทศของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภายใต้สโลแกน “ประชามติ ต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” ซึ่งศูนย์นี้ถือว่าเป็นศูนย์ที่เป็นกับดักหนึ่งที่ก่อกวนสมาธิของผู้มีอำนาจต่อการผลักดันร่างรัฐธรรมนูญ

จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เปิดโอกาสให้ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ได้ชมศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่ตั้งอยู่บนชั้น 5 ของห้างอิมพีเรียล ลาดพร้าว ซึ่งเป็นชั้นเดียวกันกับพื้นที่ทำการด้านการสื่อสารโทรทัศน์ช่องต่างๆ ของคนเสื้อแดง และเป็นศูนย์รวมที่ทำงานของแกนนำคนเสื้อแดงเช่นกัน โดยภายในศูนย์ปราบโกงถูกสร้างขึ้นเป็นห้องกระจกใหญ่โต ภายใต้โทนห้องสีแดงสด มีเจ้าหน้าที่ประจำการรับโทรศัพท์ประมาณ 5 คน คอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง และโทรทัศน์ พร้อมกับระบบเครื่องเสียงจำนวน 1 ชุดเท่านั้น

จตุพรได้เล่าถึงที่มาของการตั้งศูนย์ปราบโกงว่า เพราะรู้สึกว่าการเขียนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เอาเปรียบและปิดช่องฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่อร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่รัฐใช้กลไก ครู ก. ครู ข. ครู ค. รวมถึงข้าราชการที่ร่วมเป็นล้านคน ที่จะไปช่วยกันทำความเข้าใจต่อร่างรัฐธรรมนูญ ได้แต่ฝ่ายที่ไม่รับและไม่เห็นด้วย กลับไม่มีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นหรือขับเคลื่อนอะไรได้ นปช.ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าไม่ใช่พวกเป็นกลาง และประกาศตั้งแต่ต้นแล้วว่า “ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ”

ขณะที่ฝ่ายรัฐเอง แม่น้ำ 5 สาย ก็ไม่ได้เป็นกลางเช่นกัน เพราะเป็นฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งสองฝ่ายไม่ได้เป็นกลางทั้งคู่ สิ่งที่ นปช.กลัววันนี้ คือจะทุจริตกันหรือไม่ และประชาชนจะออกมาใช้สิทธิน้อย เพราะไม่มีแรงกระตุ้น ต่างกับเวลาเลือกตั้งที่คนออกมาใช้สิทธิมากเพราะมีแรงกระตุ้นคือการแข่งขันกันสูง

“ศูนย์ปราบโกงประชามติเป็นที่รู้จักและรับรู้ มาจาก คสช.เอง คนที่สร้างมูลค่าความน่ากลัวให้ก็คือ คสช. ซึ่งเปรียบเสมือนเขียนเสือจนตัวกลัวเอง ไม่ใช่ให้วัวกลัว ดังนั้น ที่ศูนย์แห่งนี้ดูน่ากลัว พล.อ.ประยุทธ์ (จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) พล.อ.ประวิตร (วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี)  และ พล.อ.อนุพงษ์ (เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย) มาช่วยเป็นพรีเซนเตอร์ให้ จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องใหญ่และสั่นสะเทือนไปหมด”

จตุพร แจกแจงอีกว่า สื่ออาวุโสบางคนบอกว่า คสช. กินเบ็ดที่ไม่มีเหยื่อของ นปช. แต่เราบอกว่าไม่ได้กินเบ็ด แต่กินคันเบ็ดที่ไม่มีสาย เพราะเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เมื่อประกาศตั้งศูนย์ปราบโกงแล้ว คสช.ฉลาดสักหน่อยที่จะบอกว่าดีแล้ว จะได้ร่วมมือกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ไม่มีปัญหาอะไรที่จะมาช่วยกันจับโกง เท่านี้ก็จบ แต่ทันทีที่มองศูนย์ปราบโกงเป็นปฏิปักษ์ เลยกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ จนบัดนี้ยังไม่เลิกพูดกัน

ประธาน นปช. ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติต่อระบบคำสั่งของผู้มีอำนาจต่อเรื่องการตั้งศูนย์ปราบโกงว่า ตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้ก็เปิดทำหน้าที่เป็นปกติ และช่วงขณะนั้นมีนักข่าวไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ที่ถือว่ามีอำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์ว่าศูนย์นี้สามารถเปิดได้หรือไม่ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ระบุชัดเจนว่า เปิดไปสิ แล้วอย่าลืมจับตัวเองด้วย ซึ่งเรื่องนี้ นปช.ไม่ขัดข้อง พวกเราผิดเราก็จะจับ พวกท่านผิดเราก็จะจับ

ทั้งหมดจะเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ พูดชัดเจนว่า ศูนย์ปราบโกงสามารถเปิดได้ พูดอยู่ 3-4 รอบ หรือแม้แต่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และ กกต.เอง ก็บอกว่าตั้งได้ ถ้าไม่ผิดกฎหมายใด

“พล.อ.ประยุทธ์ คือรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจสูงสุด กฎคือข้า ข้าคือกฎ แต่ทันทีที่ พล.อ.ประวิตร ออกมาดุใส่ศูนย์ปราบโกงแล้วสั่งห้ามเปิด ปัญหาที่เกิดคือ พล.อ.ประวิตร ลืมตัวหรือไม่ว่าตนเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประยุทธ์ แม้จะเป็นพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ก็จริง แต่ในทางการปกครองตัวเองคือผู้ใต้บังคับบัญชา ลืมไปหรือเปล่าว่ามันไม่มีตำแหน่งซูเปอร์รัฏฐาธิปัตย์ หรืออัครรัฏฐาธิปัตย์  หรือแม้แต่ พล.อ.อนุพงษ์ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อรัฏฐาธิปัตย์บอกว่าตั้งได้ คนอื่นก็ต้องบอกว่าตั้งได้ เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุดคือ เวลานี้เราจะฟังคำสั่งของ พล.อ.ประวิตร หรือ พล.อ.ประยุทธ์”

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พล.อ.ประวิตร พูดสั่งห้ามเปิดศูนย์ปราบโกง ก็พบว่ามีการสั่งการให้ทุกจังหวัดว่า จังหวัดใดที่มีการตั้งศูนย์ปราบโกง ทหาร ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองต้องรับผิดชอบ เวลานี้พูดง่ายๆ ก็ชักเย่อทั่วประเทศ แต่ได้บอกกับพี่น้องว่าอย่าไปวิตกกังวล อย่างมากก็แค่ยึดป้ายปิดสถานที่ แต่หัวใจของประชาชนไม่มีทางที่จะปิดกันได้ คสช.จะชนะได้แค่ป้ายกับสถานที่ แต่ภาคประชาชนยังทำหน้าที่นี้ต่อไป

ทั้งนี้ ระบบการทำงานของโครงสร้างศูนย์ปราบโกงระดับจังหวัด จะมีโครงสร้างตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ซึ่งมีอยู่แล้ว แต่จะเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะพวกเรา จะเปิดรับทุกคนผู้รักประชาธิปไตย ขอให้วางเรื่องตนเองไว้ก่อนแล้วมาร่วมมือกัน

ในส่วนข้อสงสัยว่าจะจับการทุจริตอย่างไร แล้วทำไมจึงคิดว่าฝ่ายรัฐจ้องการทุจริต ในเมื่อมันไม่ได้ส่งผลอะไรมาก จตุพร อธิบายพร้อมยกตัวอย่างว่า คิดแบบนั้นอาจจะแคบไป ในทางปฏิบัติเมื่อครู ค. และเจ้าหน้าที่ชุดอื่นๆ ลงไป รวมถึงบุคลากรทุกภาคส่วนที่ใช้นั้นร่วมล้านคน

ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้ก็จะเยอะมาตามจำนวนบุคลากรที่ใช้เช่นกัน อาทิ เมื่อคนเหล่านี้ไปพูดข้อดีของรัฐธรรมนูญเข้าทุกวัน พอชาวบ้านถามว่าจะให้ดิฉันทำอย่างไรในวันที่ 7 ส.ค.นี้ แค่เจ้าหน้าที่ไปบอกว่าให้รับสิ นั่นล่ะ ก็ผิดเลย แค่จับเรื่องง่ายๆ แบบนี้ก็จะมีปัญหาเต็มไปหมดแล้ว หรือไม่ก็วิธีการเจ้าหน้าที่ไปรับปากกับชาวบ้านว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านแล้วจะทำอะไรให้บ้าง นี่ก็ถือว่าเป็นความผิดและทุจริต

“ทราบกันดีว่าเวลานี้แต่ละจังหวัดมีการกดดันกัน ถ้าไปถามผู้ว่าราชการจังหวัดก็ต้องบอกว่าชนะกันหมดอยู่แล้ว ความกดดันเหล่านี้ไล่เรียงลงไปยันประชาชน แต่เรามีนโยบายบอกประชาชนเราว่าอย่าไปเครียด อย่าไปปะทะ เรามีหน้าที่เปิด เขามีหน้าที่ปิดก็ว่ากันไป การที่ประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่านเวลานี้เป็นการเดิมพันด้วยตำแหน่งหน้าที่ ข้าราชการจะบอกว่าชนะทุกคน เพราะถ้าบอกว่าแพ้จะไปตั้งแต่วันนี้ แต่ถ้าบอกว่าชนะ คือยืดเวลาไป คือหลัง 7 ส.ค. ถ้าการลงประชามติไม่มีความกดดัน หรือไม่คิดจะทุจริตการโกง จะไม่ออกอาการวิตก จะไม่เครียด หรือเดือดร้อนกับศูนย์ปราบโกงมากถึงขนาดนี้”

ทั้งนี้ ให้รอดูหลังจากวันที่ 19 มิ.ย.ไป เรื่องราวจะมีมากขึ้น อย่างน้อยๆ จะเห็นกำลังตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง จะไปตามศูนย์ปราบโกงจุดต่างๆ ทั่วประเทศทุกจังหวัด 76 แห่ง รวมอีก 1 ศูนย์กลางกรุงเทพฯ จะเจอเจ้าหน้าที่ไปยังศูนย์ต่างๆ แต่ไม่รู้จะทำอะไร ทำได้ก็แค่ดึงป้ายลงมา แล้วเจรจากัน เพราะไม่รู้ว่าจะผิดกฎหมายเรื่องอะไร มันไม่ใช่เรื่องชุมนุมการเมืองเกิน 5 คน เพราะศูนย์ปราบโกงเราประกาศภารกิจชัดเจนคือ จับโกง กับเชิญชวนคนมาใช้สิทธิ จึงไม่เข้าข่ายคนมาชุมนุม

“หลักหนึ่งทางผู้มีอำนาจและฝ่ายทหารไม่รู้จักประชาชนคือ ยิ่งใช้อำนาจรัฐมากเท่าไร จะยิ่งได้รับการต่อต้านจากประชาชนมากเท่านั้น การต่อต้านของประชาชนไม่จำเป็นต้องแสดงอาการไม่พอใจ แต่รอเช็กบิลวันเดียวคือวันที่ 7 ส.ค. ถ้าเดินไปถึง ผมเชื่อว่า ยิ่งใช้อำนาจรัฐแบบลุแก่อำนาจแบบนี้ คสช.จะแพ้ยิ่งกว่าประเทศพม่า ที่พรรคทหารแพ้พรรคอองซานซูจี”จตุพร กล่าวถึงผลลัพธ์ของการใช้อำนาจ

สำหรับคำถามที่สังคมสงสัยว่า นำเงินมาจากไหน หรือได้รับท่อน้ำเลี้ยงจากใคร จาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ ว่า พวกเราเป็นกุ้งฝอย ความจริงต้องโทษปลากะพง เพราะภายในศูนย์ปราบโกงที่ กทม. ก็เพียงแค่คอมพิวเตอร์ 4 เครื่อง โทรศัพท์มือถืออีก 10 เครื่อง และเก้าอี้ประมาณ 100 ตัวเท่านั้น ส่วนศูนย์ต่างจังหวัดก็จัดตั้งที่บ้านพักของประชาชนในพื้นที่เล็กๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากมายอะไร เงินกองทุนของแต่ละจังหวัดที่ได้จากการเดินสายจัดโต๊ะจีน หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ก็พอมีอยู่แล้ว ส่วนทักษิณเวลานี้ก็พยายามนิ่งๆ เงียบๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร

ถ้าประชามติผ่านบ้านเมืองไม่สงบสุข

ประธาน นปช. ยังได้วิเคราะห์ทิศทางอนาคตผล “ประชามติ” จะผ่านหรือไม่ผ่านไม่นั้น ว่า โพลที่บอก คสช.ได้รับความนิยม 99.5% เป็นโพลที่หลอกตัวเอง ช่วงที่ผ่านมาตลอด 2 ปี คนที่ไม่พอใจกับระบบเผด็จการมากที่สุด คือ คนชนชั้นกลาง ที่ต่างเห็นปัญหาความขัดแย้งมานาน และจากที่ได้ไปสัมผัสแต่ละพื้นที่ จากคนที่ไม่เคยมีการคุยกัน เขาเริ่มมาคุยกันแล้ว

“ฉะนั้น การลงประชามติครั้งนี้ นักการเมืองแทบจะไม่มีใครเสนอออกเสียงว่าควรให้รับไปก่อนและค่อยมาแก้ไขทีหลัง มีเพียงเฉพาะเสียงของสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เท่านั้น เชื่อว่าแม้แต่คนที่เคยร่วมกับสุเทพ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีวันที่จะเดินตามหลังแล้ว โดยขอให้ไปวัดกันในวันที่ 7 ส.ค. วันลงประชามติ”

ทั้งนี้ คสช.ไม่เข้าใจปฏิบัติการข่าวสารด้านจิตวิทยา ที่สามารถใช้ได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ การปฏิบัติมาถึง 2 ปี ทุกคนจับได้ไล่ทันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นคนจึงหมดความเชื่อไปเยอะ แม้คนที่ไม่พอใจในฝั่ง นปช. แต่ตอนนี้ทุกคนเห็นว่าภัยของเผด็จการนั้นมันร้ายแรงกว่า

“โพลของผม คือ 1.ถ้าประชามติผ่าน บ้านเมืองจะไม่สงบสุข จะเริ่มปัญหาใหม่ วิกฤตใหญ่กว่าเดิม เพราะฉะนั้นจึงเป็นโพลจอมปลอม และเชื่อว่าผู้มีอำนาจรู้ด้วยว่าถ้าชนะต้องแสดงความเหนือกว่า หน้าตาสดใส ไม่ใช่หน้าหงิกงอ เหมือนแบงก์ยี่สิบถูกพับใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์”

จตุพรแสดงความมั่นใจว่า ประชามติจะไม่ผ่านและผลคะแนนยังจะแพ้ขาดชนิดที่แทบคาดไม่ถึง เพราะขณะนี้ คสช. ไม่เข้าใจว่าประชาชนลำบาก และไม่ทราบอนาคตว่าหลังจากนี้จะมีอะไรดีขึ้น แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้วต้องร่างใหม่ และเชื่อว่าจะเขียนแบบเดิมไม่ได้ ต้องเขียนใหม่ใช้คนละสูตรกับร่างนี้ แต่ไม่ว่ายังไง ประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่านรัฐบาลต้องอยู่ตามเวลาที่ประกาศไว้ คือเลือกตั้งปี 2560 แต่การไม่ผ่านจะเป็นการแสดงว่ารัฐทำอะไรได้ อะไรไม่ได้ และอำนาจการต่อรองของรัฐ คสช. จะไม่มีเท่าเดิม

จตุพรยังได้พูดฝากไปถึงนักการเมืองที่อยากจะลงเลือกตั้งว่าจะคิดเลือกตั้งไปเพื่ออะไร เพราะรู้อยู่ไม่สามารถปกครองได้ การเลือกนายกรัฐมนตรี โอกาสก็เป็นคนในจนแทบจะปิดประตู หรือแม้จะไม่มีคำถามพ่วงก็ยังคงสามารถเดินไปถึงจุดที่มีนายกรัฐมนตรีคนนอกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งจึงไม่มีความหมาย

“วันนี้ถ้านักการเมืองคิดเพียงแค่เห็นการเลือกตั้งเป็นใหญ่ บ้านเมืองจะกลับไปที่จุดวิกฤตเดิม ซึ่งถ้าเลือกตั้งเสร็จมันจะไม่ได้รัฐบาลใหม่ แต่จะได้การสืบทอดอำนาจของ คสช. และรัฐธรรมนูญฉบับที่เขียนโดย  มีชัย ฤชุพันธุ์ และผู้ที่อยู่ในอำนาจได้คือ คสช.เท่านั้น เพราะหากเทียบเสียงเข้าก็มี 250 เสียงในสภา ซึ่งเสมือนพรรคการเมืองต้องวิ่ง 750 เมตร แต่ คสช.วิ่งเพียงแค่ 500 เมตร มันเอาเปรียบกันถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้น มันจะเป็นการไปเพิ่มวิกฤตและการเลือกตั้งชนะ เพื่อรอวันพ่ายแพ้เท่านั้นเอง“ จตุพร กล่าว

ขณะเดียวกัน การรีบเลือกตั้งโดยที่ไม่สนใจกติกาเท่ากับพาประเทศไปประสบความหายนะ นักการเมืองไม่ควรทำตัวเป็นนักเลือกตั้ง มิฉะนั้นบ้านเมืองก็จะอยู่ที่จุดเดิม ถามเป็นรัฐบาลแล้วแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ เพราะอำนาจก็จะอยู่ที่ คสช.เหมือนเดิม มิฉะนั้นรัฐบาลก็คงไม่กล้าคิดเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีข้างหน้า

สำหรับพรรคเพื่อไทยควรมีบทเรียนมากที่สุด เพราะปัญหาใหญ่ของพรรคเพื่อไทยไม่ใช่เรื่องชัยชนะ เพราะชนะแล้วปกครองไม่ได้ ถูกดำเนินคดีโดยองค์กรอิสระและถูกยึดอำนาจอีก ไม่สามารถรักษาชัยชนะที่ประชาชนมอบให้ไว้ได้ ฉะนั้น พรรคเพื่อไทยควรมองข้ามเรื่องการเลือกตั้งไปได้แล้ว จะชนะไปทำไม ทำไมไม่สร้างกฎกติกา ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง เพื่อนำมาปกครองประเทศ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ต้องอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อย่าทำตัวเป็นนักเลือกตั้งกระจอก

ประธาน นปช. ยังได้ระบุถึงเส้นทางประชาธิปไตยประเทศไทยในอนาคตว่า ถ้า คสช.ยังดื้อที่จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่มีปัญหาเช่นนี้ มองว่าต่อไป คสช.จะได้รับการต่อต้านแน่ คสช. ไม่จำเป็นต้องคิดเลยว่าถ้าไม่ผ่านแล้วจะทำอย่างไร เพราะวันนั้นประชาชนคิดแทนแล้วเสียงของประชาชนในวันที่ 7 ส.ค. จะเป็นเครื่องส่งสัญญาณ คือ ประชามติไม่ผ่าน คสช.ยังอยู่ ก็จะเป็นการอยู่ที่ไม่เหมือนเดิม อยู่แบบไม่มีอำนาจกับประชาชน หรือใช้อำนาจอย่างที่เคยใช้ได้

“ตอนนี้พวกผมกำลังพยายามคิดถึงวันที่ 7 ส.ค. จะเดินไปไม่ถึงเหมือนอย่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตอนท้ายมีเรื่องของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ทาง คสช.ก็ยังไม่กล้าให้ผ่าน ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญครั้งนั้นยังเบากว่าร่างฉบับของมีชัยเสียอีก เพราะสภาพบ้านเมืองปัจจุบันช้ำกว่าเดิมมาก คสช.ก็รู้ดี ดังนั้นอาจมีการยกเลิกการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าห่วง ซึ่งปัจจัยที่มาจะทำให้วันที่ 7 ส.ค.ไม่ผ่าน คือ 1.ใช้อำนาจมาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเหตุผลว่าบ้านเมืองมีการขัดแย้งกัน คนไทยจะตีกัน และถ้าหากทำประชามติต่อไปคนไทยอาจจะฆ่ากัน และ 2.การใช้เส้นทางศาลรัฐธรรมนูญยกเลิก”

 

“สังศิต” เน้น 4 เรื่องปฏิรูป ต้องเสร็จในรัฐบาลคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มิถุนายน 2559 เวลา 21:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/437231

"สังศิต" เน้น 4 เรื่องปฏิรูป ต้องเสร็จในรัฐบาลคสช.

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

เป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวในนาม “สมัชชาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” หลังได้ระดมสมองเพื่อหาทางออกให้กับสถานการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ปัจจุบัน โดยเฉพาะวิกฤตทางการเมืองจนประเทศชาติติดหล่มกับเรื่องดังกล่าวมายาวนานกว่า 10 ปี

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ได้บอกถึงจุดเริ่มต้นการก่อตั้ง ว่า สมัชชาเป็นองค์กรที่ไม่มีสี ดังนั้นสีอะไรก็สามารถเข้าร่วมก็ได้ ซึ่งสมัชชานี้มีตั้งแต่หลังยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยร่วมกับเครือข่ายภาคประชาสังคมส่วนหนึ่งจัดตั้งขึ้น

ทั้งนี้ สมัชชาได้ทำงานร่วมกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) เรื่อยมาจนถึงทำงานควบคู่กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และ มีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ดังนั้นไม่ใช่เพิ่งเริ่มต้น แม้บางข้อเสนออาจไม่ถูกตอบรับ เช่น ศาลต่อต้านทุจริต แต่โชคดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สนับสนุนเรื่องนี้

สังศิต ระบุว่า จากการประชุมตลอดมาจนล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. พบว่า 11 ประเด็นปฏิรูปไม่เพียงพอ จนเกิดเป็น 17 ประเด็น และระหว่างนี้ถึงเดือน ก.ค.จะได้ข้อสรุป เพื่อจัดเป็นกลุ่มเหลือ 5-6 เรื่อง หรือเรียงลำดับความสำคัญที่จะขับเคลื่อนอะไรบ้างกับเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่ามี 4 เรื่องควรปฏิรูปทันที แต่ต้องฟังจากที่ประชุมใหญ่อีกครั้ง 1.การต่อต้านการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง จัดซื้อจัดจ้าง โยกย้ายแต่งตั้ง 2.ตำรวจ เพราะเกี่ยวโยงกับประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องทำให้ได้

3.กลุ่มเกษตรกรและคนจนในเมือง ควรได้รับประโยชน์จากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คนจนควรได้รับการเหลียวแล ดูแลเอาใจใส่ ส่งเสริมให้มีอาชีพ มีหลักประกันของชีวิต และ 4.การศึกษา ควรจะมีการผลักดันการศึกษาของไทยในขณะนี้

“มันเป็นการเรียนแบบท่องจำเป็นหลัก ไม่ส่งเสริมการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จบมาไม่สามารถทำงานหรือคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์พัฒนางานอาชีพตัวเองได้จริง เรื่องการสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถ ควบคู่คุณธรรมจริยธรรม และมีความสามารถทำงานได้ อย่างน้อย 4 เรื่องนี้ต้องผลักดัน และต้องคุยกันไปจนกว่าตกผลึก”

สังศิต ระบุว่า แนวโน้มความสำเร็จเป็นไปได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชน เพราะเรื่องดังกล่าวถือเป็นวาระจัดทำโดยประชาชน เพื่อให้รัฐบาลเห็นว่าเป็นการเรียกร้องของประชาชนจริงๆ แต่ไม่ไปชุมนุมกดดันรัฐบาล จะเป็นการให้ความรู้เรื่องที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธสำคัญเพื่อสื่อสาร

สังศิต ย้ำเรื่องนี้ที่ต้องการให้เกิดในรัฐบาลปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะไม่ไว้ใจรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง แต่ถ้าเป็นวาระประชาชนต่อให้เป็นรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งหรือเผด็จการก็ต้องเดินหน้าถึงที่สุด เพื่อให้ประโยชน์ของประชาชนเกิดขึ้น และคิดว่านายกฯ ทราบว่ามีประชาชนจำนวนมหาศาลสนับสนุนการปฏิรูป

“การทำงานทุกคนต้องการกำลังใจ เพราะท่านประยุทธ์อาจไม่มั่นใจว่าถ้าปฏิรูปตำรวจอาจจะเกิดความไม่สงบในหมู่ตำรวจ แต่ถ้าทราบว่าประชาชน 20-30 ล้านคน สนับสนุนท่าน ก็อาจตัดสินใจก็ได้ว่าคนไม่ถึงพันที่ได้ประโยชน์กับคน 20-30 ล้านคน ได้ประโยชน์ ท่านอาจจะกลายเป็นรัฐบุรุษของประเทศไทย”

สังศิต มองว่า รัฐบาลควรเร่งดำเนินการปฏิรูปตำรวจ เพราะถือเป็นเรื่องที่ประชาชนคาดหวังมาก แต่ไม่ได้ถูกเขย่าจาก คสช. แม้ สปช.พยายามทำ โดย พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป ประธาน กมธ.ปฏิรูปตำรวจ แต่ไม่ผ่าน สปช. พอมาถึง สปท.ก็ไม่ได้รับความสนใจ

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มองว่า การที่รัฐบาลยังไม่ได้เดินหน้าเรื่องนี้ เนื่องจากองค์กรตำรวจมีลักษณะพิเศษกว่าหน่วยงานอื่น เพราะมีอุดมการณ์แบบอุปถัมภ์เชิงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ และอุดมการณ์ทหาร จึงเป็นองค์กรที่มีอำนาจรัฐซ้อนอยู่ในรัฐใหญ่ ผนวกกับแรงต่อต้านจากกลุ่มตำรวจเกษียณแล้วที่มีอำนาจเหนือองค์กรตำรวจ

สังศิต สนับสนุนรัฐบาลให้ใช้มาตรา 44 จัดการปรับโครงสร้างตำรวจด้วยการกระจายอำนาจให้เป็นตำรวจ 77 จังหวัด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และให้มีคณะกรรมการดูแลจัดการรับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน โดยองค์ประกอบคณะกรรมการจังหวัด มีภาครัฐและภาคประชาสังคมเข้าร่วม จะทำให้การวิ่งเต้นลดลง

สังศิต ยังมองถึงการเมืองขณะนี้ โดยเฉพาะเป็นช่วงที่คดีทุจริตจำนวนมากงวดเข้ามาทุกขณะ จนเกิดการเคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆ ปรากฏออกมาให้เห็น ถ้ารัฐบาลไม่มีเรื่องเกี่ยวข้องกับการทุจริต ฝ่ายตรงข้ามตีอย่างไรก็ไม่มีทางลง ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้รับคำชื่นชมอย่างมากเพราะไม่มีเรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ ยังไม่มีสัญญาณใดที่จะทำให้การลงประชามติเลื่อนออกไป และ พล.อ.ประยุทธ์ มีเจตนารมณ์ให้เดินหน้าไปตามโรดแมป ส่วนตัวอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยที่มีหลักคิดแบบตะวันตกที่ใช้ระบบแข่งขันการเลือกตั้งมาเป็นระบบธรรมาธิปไตย ที่มีศีลธรรม คุณธรรม กำกับระบอบการปกครอง กำกับบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน

 

ปฏิรูปไม่สร้างจุดเปลี่ยน ทุกอย่างยังวนอยู่เหมือนเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 มิถุนายน 2559 เวลา 07:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/436942

ปฏิรูปไม่สร้างจุดเปลี่ยน ทุกอย่างยังวนอยู่เหมือนเดิม

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เป็นที่ทราบกันดีว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี นโยบายแรกและนโยบายหลักที่ คสช.ประกาศต่อสาธารณชน คือ การปฏิรูปประเทศ คสช.ยืนยันว่าจะเป็นการใช้เวลาเพียงไม่นาน จากนั้นในปี 2560 จะคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกของประชาชน

เวลาผ่านไป มีทั้งเสียงชื่นชมและเสียงติติง ซึ่งเสียงตำหนิที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมีความเป็นไปได้ที่เกิดจากการที่มองว่าการปฏิรูปประเทศภายใต้กลไกที่ คสช.ออกแบบยังมีผลงานไม่ค่อยเข้าเป้ามากนัก โดย “ศ.ศรีราชา วงศารยางกูร” ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้เวลาโพสต์ทูเดย์เข้าไปสนทนาปัญหาบ้านเมืองก็มองเห็นถึงประเด็นนี้เช่นกัน

ศ.ศรีราชา เข้าประเด็นทันทีว่า ถ้าจะให้บอกว่าปัญหาของประเทศทุกวันนี้เกิดมาจากอะไร ส่วนตัวคิดว่ามาจากระบบการศึกษาของประเทศที่มีปัญหา ในที่นี้หมายความว่ายังขาดการสอนให้นักเรียนมีกระบวนการความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ ทั้งการตั้งสมมติฐาน การวิเคราะห์ การหาเหตุผล เพื่อหาผลลัพธ์ในท้ายที่สุด แต่กลายเป็นว่าส่วนใหญ่เป็นการสอนที่ให้ท่องจำเป็นหลัก ตรงนี้จึงเชื่อมโยงมาถึงปัญหาการเมืองของไทยด้วย เพราะทำให้ไม่เข้าใจว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคืออะไร

ประชาชนเรายังไม่พร้อม ยังไม่พร้อมที่จะเข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร และยังไม่พร้อมที่จะดูแลรักษาสิทธิหน้าที่บทบาทของตัวเอง กลไกของประชาธิปไตยคืออะไร ประชาชนอาจรู้สึกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งแล้วมีการหาเสียงมาแจกเงินแจกของ มีการสัญญาต่างๆ มันก็เป็นเรื่องที่พูดยากอยู่หรอก แต่สุดท้ายตรงนี้แหละที่จะนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่าความรู้ หรือความเหมาะสมในระบอบประชาธิปไตยมันเป็นอย่างไร ผมยังเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยคืออะไร

…บางทีเราก็จำขี้ปากเขาต่อๆ มา แม้กระทั่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็ตาม ผมก็ว่าจำนวนไม่น้อยนะที่ยังไม่รู้จักคำว่าประชาธิปไตยคืออะไร และก็ไม่เข้าใจ แต่ก็พร่ำสอนกันไปว่าประชาธิปไตย คือ อำนาจ 3 อย่าง นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ แต่กลไกในการเชื่อมโยงกันเพื่อให้ระบบหรือระเบียบในการปกครองที่จะอยู่ร่วมกัน ผมว่าสิ่งเหล่านี้มันยังไม่ค่อยชัดเจนเท่าไรในสายตาของประชาชนส่วนใหญ่

…สรุปตรงนี้ ประชาชนต้องมีความรู้ความเข้าใจว่าบทบาทตัวเองควรมีมากน้อยแค่ไหน อย่างไร อะไรคือสิ่งที่ตัวเองควรปกป้อง อะไรคือสิ่งที่ตัวเองต้องมีความรับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ พอไม่เข้าใจตัวนี้ปั๊บ มันก็เลยมีความรู้สึกว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ซึ่งจริงๆมันไม่ใช่”

ศ.ศรีราชา เห็นว่า หากต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศ มีความจำเป็นที่จะต้องเริ่มที่การปฏิรูปการศึกษาที่ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 15-20 ปี ถึงจะแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างได้อย่างเป็นระบบ

“การแก้ไขตรงนี้ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยระบบการศึกษา ตำราทั้งหลายต้องเปลี่ยนให้ถูกด้วย อนาคตถ้าเราปล่อยไว้อย่างนี้ผมว่ายังหวังยากนะ

…ผมว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นช่องทางหนึ่ง แต่ต้องชี้นำไปในทางที่ถูกด้วย เพื่อให้เห็นว่าประชาธิปไตย คือ การยอมรับคนอื่น อยู่ร่วมกับคนอื่น ไม่ขัดแย้งกันโดยไม่มีเหตุผล มันคงต้องใช้เวลาในระดับหนึ่งนะที่ต้องสร้างทัศนคติที่ดี ความรู้ความเข้าใจก็ดี การศึกษา คือการสร้างคน ให้คนรู้จักและเข้าใจระบบการเมืองการปกครอง เข้าใจระบบสังคมที่เราอยู่คนเดียวไม่ได้ แต่ต้องพึ่งพาอาศัย เพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุข

…เราต้องสอนให้คนอยู่บนฐานของการคิดเป็นและสังเคราะห์เป็น เพราะการไม่สอนคนในลักษณะให้คิดวิเคราะห์มีผลต่อมุมมองประชาธิปไตย ซึ่งจะสอนให้เกิดการคิดวิเคราะห์ได้ก็ต่อเมื่อครูมีความรู้ความเข้าใจ ถ้าครูไม่รู้เรื่องจะไปสอนเด็กได้อย่างไร

…ผมว่าเรื่องของครูเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่ต้องให้เขารู้จักวิธีการสอนที่ทำให้เด็กสามารถเข้าใจได้ ไม่ใช่เด็กจำเพื่อเอาไปสอบอย่างเดียว ถ้าเป็นอย่างนั้นจะกลายเป็นลักษณะจำเพื่อลืม พอไปสอบแล้วก็ลืม จากนั้นก็มาจำใหม่แล้วเอาไปสอบอีกในแต่ละภาคการศึกษา สุดท้ายได้อะไรบ้าง พอพ้นจากห้องสอบแล้วอาจจะลืมไม่มีอะไรเหลือแล้วก็ได้ใช่หรือไม่ อันนี้คือปัญหาของเรา

…ถ้าจะเริ่มแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คิดว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 15-20 ปีมั้ง แก้ด้วยกฎหมายอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่ต้องทำเป็นโมเดลให้เกิดความเชื่อมโยงกันเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน”

ขณะเดียวกัน ศ.ศรีราชา ยังย้ำอีกว่า การปฏิรูปการศึกษา ถ้าจะทำให้เกิดความต่อเนื่องจนนำไปสู่ผลที่เป็นรูปธรรม ย่อมต้องอาศัยความมีเสถียรภาพทางการเมืองและรัฐบาล เพราะถ้ารัฐบาลขาดความต่อเนื่องและขาดกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างกัน เท่ากับว่าการปฏิรูปจะต้องนับหนึ่งใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล

“การแก้ไขระบบการศึกษาต้องอาศัยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพเพื่อเข้ามากำหนดนโยบายให้ชัดเจน บ้านเราถ้าพูดกันตรงๆ ที่เป็นอย่างนี้เพราะระบบการเมือง การช่วงชิงอำนาจ และเรามีพรรคการเมืองเยอะ ผลัดกันเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่มีความต่อเนื่อง ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะพยายามเขียนแนวนโยบายพื้นฐานเพื่อให้ใครก็ตามที่เข้ามาเป็นรัฐบาลต้องทำตามนี้เขาก็ยังไม่ได้ให้ความสำคัญและให้ความสนใจ เพราะเขาถือว่าไม่ใช่นโยบายของเขา เขาจึงเอานโยบายของเขาเป็นหลัก ส่วนนโยบายพื้นในรัฐธรรมนูญทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็แล้วไป ให้คนอื่นมาทำต่อ

…ที่ผ่านมานักการเมืองเดินผิดมาตลอด ก็ไม่ได้พูดว่า คสช.ดี คสช.เข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ คนตีกันจะตาย ประเทศจะเจ๊งแล้ว ก็ต้องเข้ามาหย่าศึกเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และจะได้อยู่ร่วมกันได้ เสร็จแล้วเขาก็จะออกไป แต่ก่อนจะออกไปก็ต้องกวาดบ้านให้เรียบร้อยและมีกติกาชัดเจนเผื่อทิศทางในอนาคตจะดีขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อ เพราะพอ คสช.ลุกไปแล้ว พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาใหม่ เขาบอกว่าอันนี้ไม่เอา เพราะเป็นเรื่องของเผด็จการ ไม่ใช่ของพวกเราต้องโละทิ้งให้หมด แบบนี้ความต่อเนื่องก็ไม่มีแล้ว ก็กลับไปนับหนึ่งใหม่ ทุกคนอีโก้หมดว่าตัวเองเก่ง อาสาเข้ามาแต่ปรากฏว่าไม่ค่อยประมาณตัว

…ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบัน 84 ปีแล้ว ก็ถามว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างไหม มีอะไรดีขึ้นบ้างไหม นอกจากวนเวียนอยู่ที่เดิม และก็วันดีคืนดีทหารก็ลุกขึ้นมารัฐประหาร แก้ไขปัญหาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ท้ายที่สุดแล้วผมคิดว่าก็ยังมองเห็นอนาคตไม่ชัดของการเมืองไทยว่าจะไปอย่างไร”

การบอกว่าเห็นอนาคตไม่ชัด หมายถึงการเมืองยังไม่มีทางออก เพราะคนก็ยังจะทะเลาะกันเหมือนเดิมใช่หรือไม่? ศ.ศรีราชา ตอบว่า “ยากที่จะคาดเดานะ แต่ถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ มันก็เป็นไปได้ที่ว่าความขัดข้องหมองใจยังไม่ได้รับการแก้ไขให้ออกไปจากระบบสังคม”

การปรองดองในทางการเมืองไม่อาจเกิดขึ้นได้? ศ.ศรีราชา มีมุมต่อคำถามนี้ว่า “ไม่มีทาง อันนี้ผมฟันธงเลย การปรองดองที่เป็นความตกลงในรูปของตัวหนังสือในกระดาษไม่มีทางเป็นไปได้ การปรองดองต้องเกิดจากพฤติกรรมที่รู้เห็นและเข้าใจร่วมกัน และทุกคนมีความจริงใจที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การปรองดองไม่ใช่เกิดมาจากการประชุมของคณะกรรมการที่อยู่ในกระดาษ ซึ่งเป็นความฝันของนักวิชาการบางคน ซึ่งผมคิดว่าเป็นความฝันที่ไม่น่าจะเป็นจริงได้”

แสดงว่า คสช.ออกไปแล้ว ปัญหาจะมาเหมือนเดิม? ศ.ศรีราชา ตอบว่า “ผมคิดว่าทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิมนะ เพราะฐานมันไม่ได้เปลี่ยนนิ ความคิดคนก็ไม่เปลี่ยน ระบบการศึกษาก็ไม่เปลี่ยน ระบบอะไรก็ไม่เปลี่ยน เพราะฉะนั้น คสช.ลุกไปแล้วจะมีอะไรที่จะทำให้เขาเปลี่ยนความคิดจากเดิม ผมยังมองไม่เห็นจุดเปลี่ยนนะ เพราะจุดเปลี่ยนที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คือ การให้ความรู้กับคน ที่ทำให้คนสามารถคิดและวิเคราะห์เป็น และไม่หวังแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ทุกวันนี้ พูดกันตรงๆ ที่การซื้อเสียงมันได้ผลเพราะอะไร เพราะว่าเขาได้เงินแต่ไม่ได้คิดว่าการได้เงินวันนี้ ไอ้คนที่เอาเงินมาให้เขาจะต้องไปเรียกทุนคืนด้วยวิธีหนึ่งวิธีใด สังคมบ้านเราพูดก็พูดเถอะ สังคมบ้านเราเหนี่ยวนำให้คนต้องติดสินบนต้องใช้อำนาจบาตรใหญ่ ระบบนี้ยังหยุดไม่ได้นะ มันจะเป็นเหมือนล้อเกวียนหมุนไปแล้วก็กลับมาอยู่ที่เดิม ผมว่าจะยังเป็นวงจรต่อไป” ศ.ศรีราชา อธิบาย

ผู้ตรวจฯเสือกระดาษเพราะกฎหมายไม่เอื้อ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน นับเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และยังคงสถานะความเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญมาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ตรวจฯ จะอยู่กับสังคมไทยมาเกือบ 20 ปี แต่ “ศ.ศรีราชา” ในฐานะประธานผู้ตรวจฯ ซึ่งเป็นลูกหม้อคนสำคัญขององค์กรนี้ ยอมรับว่าการทำงานของผู้ตรวจฯ ยังต้องปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพในหลายเรื่อง

“ตอนแรกของการมีผู้ตรวจการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มีคนเข้าใจผู้ตรวจฯ น้อยเพราะเป็นองค์กรใหม่ มักจะสับสนระหว่างผู้ตรวจฯ และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เยอะทีเดียว เราก็พยายามแก้ไขกันไป มาตอนนี้ยอมรับว่ายังมีคนสับสนอยู่บ้าง เพราะเวลาเราออกพื้นที่ไปต่างจังหวัดก็ยังมีคนคิดว่าเราเป็น สตง. แต่ก็น้อยลงกว่าแต่ก่อนเยอะ ก่อนหน้านี้เราเคยคิดว่าจะเรียกชื่อผู้ตรวจฯ เป็นภาษาอังกฤษเลยว่า ‘Ombudsman’ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน แต่ก็เป็นเพียงข้อเสนอเท่านั้น เพราะเรายังอยากใช้ชื่อองค์กรเป็นภาษาไทยอยู่

ปัจจุบันก็ดีขึ้นเยอะ มีคนรู้จักเราเยอะขึ้น ในปีสองปีที่ผ่านมาเราก็มีบทบาทเยอะขึ้นในสังคม เช่น การตัดสินคดีใหญ่ อย่างปัญหาน้ำมัน กฎหมายคณะสงฆ์”

เมื่อถามว่า ผู้ตรวจฯ ถูกมองว่าเป็นเสือกระดาษ เนื่องจากทำแค่ข้อเสนอเท่านั้น ประธานผู้ตรวจฯ อธิบายว่า อาจเป็นเรื่องของความเข้าใจหรือปรัชญาในการทำงานของผู้ตรวจฯ ในยุคแรกๆ ที่มองว่าต้องการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี ไม่มีการไปกระทบกระทั่งกับหน่วยงานราชการ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาสันติวิธีจึงอาจถูกมองว่าไม่ได้มีบทบาทในเชิงรุก หรือต่อสู้ให้มีผลออกมาในเชิงแพ้หรือชนะ

“เราเสนอและทำความเห็นไปหลายร้อยเรื่อง ผมคิดว่าไม่ต่ำกว่า 400-500 เรื่อง แต่ผลตอบรับกลับมาไม่ค่อยเยอะเท่าไร ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราขอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าการที่หน่วยงานรัฐเพิกเฉย ละเลย โดยไม่มีเหตุผลภายในระยะเวลาที่กำหนด จะถือว่าเป็นการผิดวินัยอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ”

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่รอการลงประชามติมีผลอย่างไรกับผู้ตรวจฯ? ประธานผู้ตรวจฯ ตอบว่า บทบาทหน้าที่ของเราลดลงเป็นส่วนใหญ่ อย่างเรื่องจริยธรรมเราถูกลดบทบาทลงไป โดยให้ไปร่วมกับองค์กรอื่นในการทำประมวลจริยธรรม หรือเรื่องการตรวจสอบองค์กรอิสระอื่นๆ ก็ไม่ได้ระบุเป็นอำนาจของผู้ตรวจฯ ไว้อย่างชัดเจน รวมไปถึงการไม่ให้ผู้ตรวจฯ ติดตามประเมินผลการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ที่ผู้ตรวจฯ ยังมีอยู่ คือ การให้อำนาจหน้าที่ฟ้องร้องไปที่ศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย

ประธานผู้ตรวจฯ สรุปสาเหตุที่ทำให้การบังคับใช้ประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ผล ทั้งๆ ที่เป็นอำนาจหน้าที่สำคัญของผู้ตรวจฯ ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

ผมว่าเป็นปัญหานักการเมืองมากกว่า อำนาจของเราที่เรามีอยู่น่าจะพออยู่แล้ว จริงๆ แล้วกฎหมายที่ร่างขึ้นมาเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมมันก็พูดยาก ต้องถามลึกลงไปว่าเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมสำหรับใคร คนที่ถูกผลกระทบจากกฎหมายเขารับได้หรือไม่แค่ไหน อย่างไร

สิ่งที่ต้องมีมันควรจะมีไหม ผมว่าการมีมันก็ดี อาจช่วยให้เห็นทิศทางและหลักประกัน แต่มีแล้วเขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมาย เราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเขาเหมือนกัน เหมือนกับเราให้หนูเอากระพรวนไปผูกคอแมว ถ้าเผื่อรอดมาก็ไม่ถูกแมวกิน”

ปัญหา “คุณภาพคน-สิ่งแวดล้อม” กัดเซาะทำลายประเทศ

ในทัศนะของ ศ.ศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้อธิบายว่า ที่จริงแล้วปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเดียว แต่มีปัญหาที่ยังมีหลายภาคส่วนมองไม่เห็น ทั้งที่เป็นปัญหาใหญ่ และส่งผลในเชิงโครงสร้างค่อนข้างมาก 2 ปัญหา ประกอบด้วย 1.ปัญหาทรัพยากรบุคคล และ 2.ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทุกปัญหาได้เชื่อมโยงกันอย่างน่ากลัว โดยสามารถจำแนกแต่ละประเด็นพอสังเขปได้ดังนี้

ปัญหาทรัพยากรบุคคลอยู่ที่การขาดภูมิคุ้มกันด้านคุณธรรมและจริยธรรม เพราะถ้าบุคคลของประเทศขาดสิ่งเหล่านี้แล้วย่อมไม่สามารถพัฒนาประเทศไปในทางที่ดีได้ ในทางกลับกันจะนำไปสู่สภาพที่บุคคลจะมองแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นหลัก

“ทรัพยากรบุคคล เราสามารถพัฒนาได้ด้วยระบบการศึกษาและการฝึกอบรมเพื่อสร้างคนที่ดีมีคุณภาพ ระบบการศึกษาจะเน้นแค่ความรู้อย่างเดียวไม่ได้ เวลานี้สิ่งที่เป็นความเป็นความตายของสังคมไทย คือ คุณธรรมจริยธรรม”

…พูดถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรม พูดได้ชัดๆ เลยว่าทุกวันนี้ที่ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ เพราะคุณธรรมจริยธรรมมันตกต่ำ เวลานี้ระบบการศึกษาต้องเน้นระบบคุณธรรมเป็นหลัก ความเก่งในวิชาการตามมาเป็นรอง เพราะถ้าเกิดคนเก่งและเลวอันตรายมาก เอาความเก่งไปใช้ในทางที่ผิด เดือดร้อนกันทั้งสังคม แต่ถ้าเกิดคนดีและเก่งจะถือว่าดีมาก หากเป็นคนดีแต่ไม่เก่งมากนักพอเอาตัวรอดได้ ก็ยังถือว่าไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร”

สำหรับปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ ศ.ศรีราชา ระบุว่า “เราจะทำอย่างไรจะสามารถดูแลฟื้นฟูให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น ทำอย่างไรให้ช่วยกันดูแลและสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ ทุกคนอยู่ดีมีสุข อย่างเวลานี้บางจังหวัดที่ภูเขาหัวโล้นหมดเพราะอะไร เพราะว่าคนไปถางหมดเพื่อต้องการเอาที่ไปทำไร่ บุกรุกป่า ความชื้นไม่มี ก่อให้เกิดปัญหาภัยแล้งเป็นเวลาสองปีติดต่อกัน แล้งสองปีติดกันแทบตายเลยใช่ไหม กระทบคนทั้งประเทศ ผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรเป็นหนี้”

“สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครร้องแรกแหกกระเชอให้ประชาชนเข้าใจว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากที่คุณทำ มันถึงเป็นอย่างนี้ มันถึงแล้งติดต่อกันสองปี ระบบของการดูแลประเทศมันแย่นะ รัฐบาลหรือหน่วยราชการก็ดี ไม่สามารถดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ดูแลให้มันมีป่า ดูแลไม่ให้คนบุกรุกป่า”

แนวทางการแก้ไขทั้งหมด ศ.ศรีราชา ยังคงยืนยันว่า ต้องเริ่มต้นจากการศึกษา

“ต้องสอนเรื่องเหล่านี้ในโรงเรียน สอนในระบบการศึกษา ฝังหัวทุกคนตั้งแต่เล็กๆ จนถึงตอนโตเลยว่าให้ทุกคนรู้คุณค่าของธรรมชาติ รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้สิ่งแวดล้อมยังคงอยู่ได้ รู้ว่าต้องทำอย่างไรที่ให้ผลผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นเรื่องสำคัญของประเทศได้รับการดูแลและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เวลานี้ประชาชนส่วนใหญ่เจ๊งและเศรษฐกิจชะงักงันหมดเพราะอะไร เพราะคนไม่มีเงิน เกษตรกรหลายสิบล้านคนไม่มีเงินใช้ จึงไม่มีเงินหมุนเวียนในระบบ แบบนี้ก็กระทบหมด ซึ่งมันก็กำลังรุนแรงมากขึ้น”

…รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ต้องเอาเงินมาหยอดคิดโครงการต่างๆ เพื่อผลักดันให้ออกไปสู่ระบบ จะได้ให้คนมีงานทำ ซึ่งต้องทำทุกภาคส่วนไปพร้อมๆ กัน ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้ เวลานี้รัฐบาลก็มีปัญหาอยู่ว่าจะแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อมีหนี้เยอะขึ้นก็ไม่มีเงินจะจ่าย เป็นวงจรสัมพันธ์กันหมด”

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากปัญหาทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ยังมีปัญหาการเข้ามาครอบครองทรัพย์สินในประเทศไทยผ่านนอมินี ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินเคยเสนอแนวทางให้กับรัฐบาลในอดีตมาแล้ว แต่กลับยังไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่นัก

“เราเคยก่อนหน้านี้แล้วว่า ให้ออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีไปก่อน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ ส่วนหนึ่งที่ไม่ทำเพราะอะไร ก็เพราะนักการเมืองบางส่วนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว คนรักชาติมันมีน้อย คนทำลายชาติมันมีเยอะ”

…เขาคำนึงอย่างเดียวว่า ทำอย่างไรถึงจะได้เงินมา เพื่อที่จะได้ลงเล่นการเมืองต่อไป ถ้าคนของเราเองยังไม่ดูแลรักษา แล้วใครจะมาดูแล จริงๆ กฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เกือบจะได้เข้าสู่การพิจารณาของสภา แต่ถูกตัดเนื้อหาเกี่ยวกับกองทุนที่ให้เงินกับผู้แจ้งเบาะแส ทำให้การจัดทำกฎหมายไม่มีความคืบหน้า”

ช่วงท้ายการสนทนา ได้สอบถามถึงการทำงานก่อนที่กำลังจะหมดวาระในเร็วๆ นี้ เนื่องจากอยู่ในระหว่างที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังสรรหาบุคคลมาทำหน้าที่ผู้ตรวจการแผ่นดินคนใหม่ ว่า “มีหลายเรื่องและหลายสิ่งที่อยากทำ แต่คิดว่าคงไม่มีเวลาทำแล้ว เพราะจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งก่อน คือ การศึกษาเรื่องปรับโครงสร้างภาษี ต้องมีการปรับฐานการเก็บภาษีให้กว้างขึ้น เช่น ภาษีทรัพย์สิน เพราะผมรู้สึกว่าทุกวันนี้ที่เกิดขึ้น การทุจริตเยอะ เพราะเงินเดือนข้าราชการไม่พอใช้ จึงคิดว่าควรเพิ่มเงินเดือนข้าราชการให้สูงพอ”

“แต่ในทางกลับกัน ถ้าใครทุจริตต้องถูกลงโทษที่รุนแรงเลย แค่ออกจากราชการอย่างเดียวไม่ได้ ต้องติดคุกด้วย หรือเอาอย่างจีนเลยก็ได้ที่ประหารชีวิต ผมว่าคนไทยอาจเหมาะอย่างนั้นนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นปั๊บคนจะกลัว เคยได้ยินไหมเมื่อสมัยจอมพลสฤษดิ์ มีไฟไหม้ที่ท่าเรือ จับได้ว่าคนวางเพลิงต้องการเผาเพื่อเอาเงินประกัน จับได้ยิงเป้าเลย จากนั้นไฟไม่ไหม้อีกเป็นปีเลยนะ เพราะทุกคนกลัวหมด บ้านไหนทั้งหลายที่เก่า สายไฟเริ่มเก่าเปลี่ยนหมดเลย เพราะกลัวไฟไหม้แล้วจะเจอโทษประหารชีวิต”

…อีกเรื่องที่อยากทำแต่คงไม่ได้ทำแล้ว คือ การป้องกันการผูกขาดทางธุรกิจและการเมือง ที่จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามาผูกขาดและใช้เงินซื้อการเมือง ที่ผ่านมาก็เกิดกันอยู่แล้ว เวลาจะลงเลือกตั้งก็ได้รับการสนับสนุนจากธุรกิจใหญ่ๆ ก็ให้เงินไปซื้อ ตกเขียวไว้ก่อน พอถึงเวลาปั๊บใครจะมาออกกฎหมายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธุรกิจเขาก็ไม่สามารถทำได้ น่ากลัวนะ”

…ผมก็วิเคราะห์จากประสบการณ์ของผมนะ จะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่ายังไม่มีใครรู้ แต่ผมคิดว่า คสช.จะทำอะไรก็หืดขึ้นคอเหมือนกัน เว้นแต่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” ศ.ศรีราชา ทิ้งท้าย

 

วิพากษ์ “ปรากฎการณ์โค่นธรรมกาย” สุรพศ ทวีศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มิถุนายน 2559 เวลา 12:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/436236

วิพากษ์ "ปรากฎการณ์โค่นธรรมกาย" สุรพศ ทวีศักดิ์

เรื่องและภาพ อินทรชัย พาณิชกุล

กว่า 2 เดือนแล้วที่ชื่อของ “วัดพระธรรมกาย” และ “พระธัมมชโย” ตกเป็นข่าวใหญ่รายวัน ท่ามกลางการจับตามองแทบไม่กะพริบของคนในสังคม

หลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายจับพระธัมมชโยให้มารับทราบข้อกล่าวหาฟอกเงินและรับของโจรกรณีรับเช็คจากอดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ถึง 3 ครั้ง แต่ได้รับการปฏิเสธมาตลอดโดยอ้างว่าอาพาธหนัก ไม่สามารถเดินทางออกนอกวัดได้ นำไปสู่การชิงไหวชิงพริบห้ำหั่นกันด้วยข้อมูลและลมปากผ่านสื่อต่างๆ ฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจตามกฎหมายไล่บี้อย่างไม่ลดละ อีกฝ่ายหนึ่งผนึกกำลังตั้งรับอย่างเต็มที่

“สุรพศ ทวีศักดิ์” นักวิชาการด้านพุทธศาสนา ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เฝ้ามองอย่างเกาะติดชนิดไม่คลาดสายตา

ท่ามกลางความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของปมขัดแย้ง ตั้งแต่เรื่องอาบัติปาราชิกของธัมชโยที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง คดีรถหรูสมเด็จช่วง ข้อกล่าวหาว่าธรรมกายสอนบิดเบือนพระไตรปิฏก ตลอดจนความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงทางการเมืองกับขั้วตรงข้ามรัฐบาล

วันนี้เขาจะมาวิเคราะห์ปรากฎการณ์ “โค่นล้มธรรมกาย” ภายใต้หลักธรรมวินัย หลักการกฎหมาย และหลักการประชาธิปไตย

มองความพยายามที่จะโค่นล้มพระธัมมชโยรอบนี้อย่างไร

ฝ่ายที่พยายามจะโค่นล้มธรรมกายคาดหวังสูงมากว่าจะจัดการพระธัมมชโยทั้งทางกฎหมายและทางธรรมวินัยให้ได้ เพราะสิ่งที่เขาทำอยู่มีสองอย่าง นั่นคือ เรื่องกฎหมาย พัวพันการทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และเรื่องธรรมวินัย นั่นคือ อาบัติปาราชิก

ถามว่าเริ่มต้นมาจากไหน มันเป็นคู่ขนานมากับกปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) พอคสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ)ยึดอำนาจ กปปส.ก็สนับสนุนคสช.โดยชูประเด็นเรื่องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ทีนี้ก็ผุดไอเดียปฏิรูปศาสนาขึ้นมา ซึ่งความคิดที่ไม่เอาธรรมกายอยู่ในคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว ดังนั้นการปฏิรูปศาสนาก้าวแรกที่เขาทำทันทีก็คือ รื้อฟื้นคดีธัมมชโย พอมหาเถรสมาคมไม่ตอบรับอ้างว่าจบไปแล้ว เขาก็เดินเกมต่อเรื่องรถหรูสมเด็จช่วงเพื่อสกัดไม่ให้ขึ้นเป็นสังฆราช ถ้าดูตัวละครอย่างไพบูลย์ นิติตะวัน (ประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ) พระพุทธะอิสระ (เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม) นายแพทย์มโน เลาวณิช (อดีตพระที่มีบทบาทสูงในวัดพระธรรมกาย และอดีตกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ก็เป็นฝ่ายชงเรื่องเข้าสู่กลไกอำนาจของรัฐผ่านดีเอสไอ ชงเรื่องเข้าสู่กลไกอำนาจของมหาเถรสมาคมเพื่อจัดการกับธรรมกาย

เหตุผลที่เขาต้องการกำจัดธัมมชโยมันมีความซับซ้อน หนึ่ง กลุ่มคนชนชั้นกลางในเมือง ทั้งศิษย์พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต ผู้เขียนหนังสือกรณีธรรมกายที่บอกว่าธรรมกายสอนบิดเบือนพระไตรปิฏก) ศิษย์สวนโมกข์ กลุ่มสันติอโศก กลุ่มพุทธะอิสระ รวมทั้งอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ที่มองว่าธรรมกายเป็นสัทธรรมปฏิรูป ประกอบกับธัมมชโยถูกดำเนินคดีในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ แต่มารอดในยุคทักษิณ ทำให้คนจำนวนไม่น้อยโยงธรรมกายกับเพื่อไทย โยงกับทักษิณ ฉะนั้นในทางการเมืองมันเอาไว้ไม่ได้ เพราะการปฏิรูปครั้งนี้เป้าหมายหนึ่งคือขจัดขั้วของฝ่ายพรรคเพื่อไทย ขจัดขั้วทักษิณ เมื่อขจัดตรงนั้นแล้ว ผมคิดว่านายแพทย์มโนเป็นคนให้ข้อมูลกับทางฝ่ายรัฐว่า ธรรมกายเป็นภัยต่อความมั่นคง เลือกตั้งคราวหน้า ถ้าพรรคเพื่อไทยชนะได้เป็นรัฐบาลก็จะยึดอาณาจักร ธรรมกายก็จะยึดศาสนจักร

เป็นเรื่องการเมืองล้วนๆ

ไม่ใช่เรื่องการเมืองอย่างเดียว มีหลายประเด็นทับซ้อนกัน เรื่องพระธัมมชโยทำผิดกฎหมายก็ต้องนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมที่ต้องตัดสินออกมาให้ชัดเจนว่าผิดถูกอย่างไร แต่ปัญหาอยู่ที่ว่ากระบวนการยุติธรรมตรงนี้มันถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรม ถูกมองว่าไม่เป็นกลาง ถ้ากระบวนการนี้เดินหน้าต่อไป สมมติว่าจับพระธัมมชโยสึก ฝ่ายธรรมกายก็จะมองว่าฝ่ายตนถูกทำลายในทางการเมือง  ฝ่ายคนที่แม้จะไม่เห็นด้วยกับธรรมกายแต่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยก็จะมองว่าเป็นการใช้อำนาจเผด็จการมาจัดการฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันถ้าไม่สามารถจับพระธัมมชโยเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายได้ก็จะเป็นคำถามต่อไปว่าแล้วข้อกล่าวหานี้ตกลงมันผิดหรือไม่ ทำไมถึงเอาพระธัมชโยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ ฉะนั้นไม่ว่าจะทำยังไงมันก็มีปัญหาทั้งนั้น

ผมกลัวว่ามันจะมีการล่าแม่มดเกิดขึ้น ถ้าเขาไม่สามารถใช้ช่วงที่คสช.อยู่ในอำนาจจับธัมมชโยสึกได้ เขาก็จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับคสช.มาตรา 67 ที่บอกไว้ว่า “รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทย ส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการ ป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย”

ซึ่งคุณไพบูลย์ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะเอามาตรานี้ไปจัดการพระนอกรีตที่สอนผิดจากพระไตรปิฏก เราก็รู้กันอยู่ว่าใครสอนผิด ประพฤติผิดธรรมวินัย คนอื่นสอนผิดกันเยอะแยะ แต่ธรรมกายถูกกล่าวหาอยู่ที่เดียว พอเห็นหน้าตาของรัฐธรรมนูญที่ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ก็จะมองเห็นภาพว่ากลุ่มไหนเป็นคนโกงที่ต้องปราบ พรรคการเมืองใด หรือใคร กระบวนการที่จะกำจัดธรรมกายมันถูกวางเอาไว้อย่างรัดกุม

ในระยะยาว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจะไปกำจัดธัมชโยในอนาคต เป็นดาบต่อไป ถ้าไม่สามารถฟันได้ในตอนนี้

สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการด้านพุทธศาสนา

บางคนมองว่าคสช.อยู่เบื้องหลัง

ในความรู้สึกผมมันไม่เชิงว่าคสช.อยู่เบื้องหลัง แต่เป็นเรื่องของกลุ่มคนที่สนับสนุนคสช.เขาใช้กลไกคสช.มาจัดการกับธรรมกาย คนกลุ่มนี้จะมีข้อมูลหลักฐานต่างๆที่คสช.ฟังแล้วเชื่อว่ามีน้ำหนัก เหตุผลที่คสช.เห็นด้วยเพราะเชื่อว่าธรรมกายอยู่ฝ่ายเพื่อไทย อยู่ฝ่ายทักษิณ

ถ้ามองลึกกว่านั้น ศาสนาพุทธไทยสมัยใหม่สถาปนาขึ้นตั้งแต่รัชกาลที่ 4 แยกนิกายเป็นธรรมยุตกับมหานิกาย ต่อมารัชกาลที่ 5 ตั้งองค์กรปกครองสงฆ์โดยรัฐที่เรียกว่ามหาเถรสมาคม มีอำนาจทางกฎหมาย รวบอำนาจปกครองสงฆ์ทั่วประเทศไว้ที่กรุงเทพฯ มีหน้าที่สนับสนุนอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าพระสงฆ์เทศแสดงธรรมให้คนรักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ จะไม่ถือว่าองค์กรสงฆ์ยุ่งกับการเมือง หรืออย่างพระกิติวุฒโฑที่บอกว่าฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป หรือพระรูปไหนหรือกลุ่มไหนออกมาต่อสู้ทางการเมือง เช่น กลุ่มสันติอโศก กลุ่มพุทธอิสระ ถ้าคุณเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยอ้างว่าเพื่อรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ การเอาศาสนามาเกี่ยวข้องกับการเมืองลักษณะนี้ก็จะถือว่าเป็นการยุ่งการเมืองในทางที่ถูกที่ควร

แต่ถ้าคุณเอาศาสนามายุ่งกับการเมืองในการเรียกร้องเสรีภาพ ประชาธิปไตย หรือไปสนับสนุนพรรคการเมือง แบบนี้มันผิด เป็นการดึงศาสนามายุ่งกับการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ ฉะนั้นปรากฎการณ์ของธรรมกายจึงถูกตั้งคำถามว่า คุณเป็นองค์กรศาสนาขนาดใหญ่ มีมวลชนมหาศาล คุณจะไปสนับสนุนขั้วตรงข้ามอำนาจเก่าได้ยังไง อันนี้ผมมองว่าเป็นสิ่งที่คสช.ยอมไม่ได้

คำสอนธรรมกายเป็นพิษเป็นภัยถึงขนาดต้องโค่นล้ม กำจัดทิ้งเชียวหรือ

ธรรมกายมีส่วนที่เป็นปัญหาและไม่เป็นปัญหา เรื่องคำสอนไม่เป็นปัญหานะ แนวทางการสอนเรื่องธรรมกายก็เอามาจากหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ซึ่งสอนกันอยู่แล้ว ส่วนการที่ธรรมกายจัดตั้งองค์กรศาสนาขนาดใหญ่ เผยแผ่ออกไปในสาขาต่างๆโดยต้องการให้ตัวเองเป็นเหมือนวาติกัน หรือแนวคิดที่ว่าบริจาคมากๆแล้วจะรวย มันไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง แม้เราจะฟันธงว่าธรรมกายสอนผิดจากพระไตรปิฏก แต่ก็ไม่มีที่ไหนสอนถูกต้องตามพระไตรปิฏกร้อยเปอร์เซนต์อยู่แล้ว มีแต่ถูกมากถูกน้อยผิดมากผิดน้อยเหมือนกันทุกวัด ทีนี้ถ้าคำสอนผิด วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องต้องแก้ปัญหาภายในของคณะสงฆ์เอง จะต้องวิพากษ์วิจารณ์ ตักเตือนกันแบบกัลยาณมิตร นำมาสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แก้ไขปรับปรุงให้มันถูกต้อง ไม่ใช่การเอาอำนาจรัฐไปจัดการ

ตามหลักของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ รัฐไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการเรื่องสอนผิดสอนถูก พระจะประพฤติผิดหรือถูกธรรมวินัยจะใช้อำนาจรัฐไปจัดการไม่ได้ หน้าที่ของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่มีเพียงรักษาเสรีภาพความเสมอภาคทางศาสนาเท่านั้น ใครจะสอนผิดสอนถูก ไบเบิ้ล อัลกุรอ่าน พระไตรปิฏก รัฐจะไม่ไปยุ่ง เป็นเรื่องของกลุ่มศาสนิกที่จะตกลงกันเอง แต่ทำไมชาวพุทธชนชั้นกลางในไทยที่คิดว่าตัวเองก้าวหน้า รักษาธรรมวินัยที่ถูกต้อง ถึงไปเรียกร้องอำนาจรัฐให้มาจัดการ ซึ่งขัดกับหลักเสรีภาพทางศาสนาในระบอบประชาธิปไตย ยกตัวอย่างสมณโพธิรักษ์ถึงขั้นเรียกร้องให้ใช้มาตรา 44 จัดการเรื่องข้อหาอาบัติปราชิก ผมนับถือสันติอโศกในเรื่องความเคร่งครัด แต่ทำไมถึงยอมรับการใช้อำนาจเผด็จการมาจัดการกับคนอื่น

สำหรับส่วนที่เป็นปัญหาของธรรมกายก็เหมือนปัญหาของกลุ่มชาวพุทธทุกกลุ่มคือ ธรรมกายยังใช้กลไกอำนาจรัฐผ่านมหาเถรสมาคมในการเผยแผ่ ทำกิจกรรมทางศาสนาใหญ่ๆ ตรงนี้ก็ขัดกับหลักเสรีภาพทางศาสนาในระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่รัฐไม่ได้มีหน้าที่ต้องมาส่งเสริมสนับสนุนศาสนา รัฐไม่ได้ support  แต่รัฐปล่อยให้เป็นอิสระคือให้องค์กรศาสนาเป็นเอกชนเลย เหมือนในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ศาสนาจะไปสอนในโรงเรียนไม่ได้ ไม่มีการบังคับ ฝรั่งเศสนี่แยกได้เด็ดขาดเลย แต่บ้านเราเนื่องจากมันไม่แยกศาสนาออกจากรัฐ มีองค์กรสงฆ์ของรัฐมีอำนาจตามกฎหมาย แล้วยังมีรัฐธรรมนูญที่ให้รัฐอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาอีก ธรรมกายใช้อำนาจรัฐและใช้กลไกคณะสงฆ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่ากลุ่มอื่นๆ ส่วนนี้่แหละที่ทำให้คนกลัว

มีคนบอกว่า ถ้าวัดพระธรรมกายเป็นลัทธินิกายอื่นคงไม่มีปัญหา แต่พอเป็นเถรวาท คำสอนประเภทที่ว่าบริจาคมากเท่าไหร่ก็ได้บุญมากเท่านั้น ต้องปิดบัญชีทางโลกถึงจะเปิดบัญชีทางธรรมได้ พระรุ่นดูดทรัพย์ สอนว่าโคตรรวย โคตรรวย โคตรรวย แบบนี้ไม่ถูกต้องเพราะไม่ใช่คำสอนทางพุทธศาสนา

คำถามผมคือ ถ้าธรรมกายสอนผิดพระไตรปิฏกของเถรวาท แล้วคุณจะจัดการกับเขายังไง ถ้าคุณจัดการกับเขาภายใต้กรอบของธรรมวินัยเพียวๆโดยไม่เกี่ยวกับอำนาจรัฐ เช่น สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าใช้หลักธรรมวินัยในการแก้ปัญหาภายในคณะสงฆ์ เมื่อพระเทวทัตแยกกลุ่มออกไป พระพุทธเจ้าไม่เคยเอาอำนาจรัฐมาแก้ปัญหา วิธีการจัดการของพระพุทธเจ้าคือ ส่งพระสารีบุตรที่รู้หลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องของพุทธศาสนาไปชี้แจงกับพระที่ถูกพระเทวทัตหลอก พอชี้แจงแล้วพระเหล่านั้นก็กลับใจ ส่วนคนที่ไม่เชื่อเขาก็อยู่กับพระเทวทัตต่อไป นี่คือวิธีการของพระพุทธเจ้า

ถ้าคุณเห็นว่าธรรมกายผิด สิ่งที่คุณต้องจัดการกับธรรมกายคือ วิพากษ์วิจารณ์ แสดงหลักฐานออกมาว่าพระไตรปิฏกที่ถูกต้องมันเป็นยังไง คำสอนธรรมกายที่ว่าผิดมันผิดตรงไหน ถ้าธรรมกายเขาเห็นด้วยกับคุณ เขาก็จะเปลี่ยน หรือถ้าธรรมกายยืนยันว่าเขาถูก เขาก็จะหาหลักฐานมาอ้างอิงว่าถูกยังไง ต้องสู้กันแบบนี้ ส่วนชาวพุทธทั่วไปก็ต้องรับฟังข้อมูลข่าวสารทั้งสองฝ่าย ถ้าเห็นด้วยเขามีเสรีภาพที่จะเลือกอยู่กับธรรมกายหรือเลิกนับถือก็ได้ ซึ่งตามตัวหลักการของรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ รัฐจะเข้าไปยุ่งเรื่องแบบนี้ไม่ได้ ยกเว้นถ้าพระทำผิดกฎหมาย เช่น ทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐไปยุ่งได้ แต่เรื่องผิดถูกธรรมวินัย รัฐเข้าไปยุ่งไม่ได้ โดยหลักธรรมวินัยของพุทธศาสนาเองก็ไม่ได้มีข้อไหนบัญญัติไว้ว่าต้องให้รัฐเข้ามาจัดการ ถ้าแยกศาสนาออกจากรัฐจะไม่มีปัญหาเลย

สมมติถ้าเมืองไทยแยกศาสนาออกจากรัฐ การแก้ไขปัญหาเรื่องธัมมชโยจะออกมารูปแบบไหน

ถ้าแยกศาสนาออกจากรัฐ องค์กรศาสนาทุกศาสนาจะกลายเป็นเอกชนหมด และจะมีเสรีภาพในการศึกษาตีความ คำว่าสงฆ์หรือสังฆะ ก็จะไม่ใช่คณะสงฆ์แบบนี้ แต่จะหมายถึงสงฆ์ในสำนักต่างๆ ตามสายครูบาอาจารย์ต่างๆ ทีนี้ปัญหาที่ว่าธรรมกายสอนผิด ผู้ที่จะตัดสินก็อยู่ที่คณะสงฆ์ของสายวัดธรรมกาย รวมถึงญาติโยมที่เขาศรัทธาวัดธรรมกาย ถ้าเขาเห็นว่าสิ่งที่ธรรมกายสอนอยู่ไม่ได้ผิดจากพระไตรปิฏก เขาก็ยืนยันจะเชื่อแบบนั้น ส่วนกลุ่มอื่นๆที่ไม่เห็นด้วยก็วิพากษ์วิจารณ์กันไป แต่ไม่สามารถให้อำนาจรัฐ หรือองค์กรส่วนกลางไปจัดการกับเขาได้ คุณก็แค่ไม่ไปวัดธรรมกาย เลิกศรัทธา ต่างคนต่างอยู่ แค่นั้นเอง

ถามว่ารัฐจะเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไร รัฐจะเข้าไปเกี่ยวข้องในแง่ที่ว่าต้องตรวจสอบความโปร่งใสของทุกองค์กรศาสนา ยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา องค์กรศาสนาจะส่งบัญชีรายรับรายจ่ายของตัวเองมาแสดงให้หน่วยงานรัฐซึ่งคล้ายๆกับสตง. (สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน) ตรวจสอบความโปร่งใสทุก 6 เดือน ถ้ามีแบบนี้มันจะชัดเจน แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันมันไม่ใช่ สตง.ไม่ได้ไปตรวจสอบวัด วัดครึ่งหนึ่งกรรมการครึ่งหนึ่งอยู่เหมือนเดิม วัดธรรมกายที่มีปัญหาเพราะมีการบริหารจัดการเงินจำนวนมหาศาลยังไงไม่มีใครรู้ แต่ถ้าเป็นเอกชน องค์กรศาสนาก็ไม่ต่างกับบริษัทห้างร้านต่างๆที่ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ต้องชี้แจงรายรับรายจ่ายของตัวเองให้เป็นที่รับรู้ต่อสาธารณะ

ส่วนการตีความคำสอนทางศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ ความเชื่อเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่มีเสรีภาพว่าจะเชื่อหรือไม่ เพราะฉะนั้นปัญหาของธรรมกายที่อ้างเรื่องสอนผิดสอนถูก มาเถียงกัน มากำจัดกันอย่างทุกวันนี้ก็จะจบไป แล้วรัฐก็จะไม่เป็นเวทีความขัดแย้งทางศาสนาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจ้องจะใช้เป็นเครื่องมือฟาดฟันอีกฝ่าย ประวัติศาสตร์บอกแล้วว่า เราผิดพลาดมาหลายครั้ง ตั้งแต่กรณีพระพิมลธรรม (สมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช) ที่เกิดมาจากความอิจฉาในวงการสงฆ์ แล้วยืมมือเผด็จการไปจัดการกับศัตรูของตัวเอง ผมว่านี่เป็นเรื่องที่น่าเศร้า

หมายความว่าการแยกศาสนาออกจากรัฐจะควบคุมธรรมกายได้อยู่หมัดงั้นหรือ

มันไม่ใช่เรื่องที่จะไปควบคุมธรรมกาย แต่เป็นเสรีภาพที่คนไทยเขาจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะศรัทธาหรือไม่ศรัทธา

สมมติว่าถ้าแยกศาสนาออกจากรัฐ ธรรมกายมีทุนเยอะ แต่อย่าลืมว่าที่ธรรมกายโตในเมืองไทยได้เขาไม่ได้ใช้ทุนอย่างเดียว แต่ใช้อำนาจรัฐเป็นตัวช่วย เช่น จัดปฏิบัติธรรมโดยใช้งบประมาณรัฐพันกว่าล้านสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ตรงนี้เกี่ยวกับหน่วยงานราชการ เพราะต้องเกณฑ์คนมา ต้องส่งพระไปอยู่วัดต่างๆ ถ้าธรรมกายใช้อำนาจมหาเถรสมาคมไม่ได้ เขาจะทำได้ยังไง ต้องได้รับอนุมัติจากพระผู้ใหญ่เขาถึงส่งไปอยู่วัดต่างๆได้ และมีเงินด้วย แต่หากเป็นอิสระจากรัฐ ก็จะใช้อำนาจรัฐไม่ได้ เป็นเรื่องความสมัครใจของวัดต่างๆเองว่าจะเอาด้วยหรือปฏิเสธวัดธรรมกาย

ถ้าคุณกลัวธรรมกายจะโต คุณต้องเสนออะไรที่ดีกว่าธรรมกาย แข่งกับธรรมกาย เหมือนกับคุณกลัวทักษิณ คุณก็ต้องเอาชนะทักษิณด้วยการเสนอนโยบายที่เหนือกว่าเขา แต่ถ้าคุณเอาเผด็จการมาชนะทักษิณมันไม่ได้ชนะจริง ไม่ได้ทำให้คนศรัทธาทักษิณน้อยลง เช่นเดียวกันถ้าคุณเอาอำนาจเผด็จการมากำจัดธรรมกาย คิดเหรอว่าคนจะศรัทธาธรรมกายน้อยลง

แล้วตอนนี้ ทำไมมหาเถรสมาคมถึงไม่ใช้วิธีแก้ปัญหาตามหลักธรรมวินัย

ผมเข้าใจว่า ชาวพุทธเราอาจจะเติบโตมากับพุทธศาสนาแบบไทย เหมือนกับคุณยอมรับศาสนาที่ชนชั้นนำสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยร.4-ร.5จนถึงปัจจุบันว่ามันถูกต้องแล้ว ชนชั้นกลางไทยเสพพุทธศาสนาที่บอกว่าก้าวหน้า มีเหตุมีผล เป็นวิทยาศาสตร์ แต่คุณไม่ตั้งคำถามเลยกับศาสนาที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ร.4-ร.5  ซึ่งเป็นศาสนาสมัยใหม่ที่ยึดโยงอยู่กับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีองค์กรสงฆ์ที่มีอำนาจทำหน้าที่สนับสนุนรัฐมาตลอด แล้วก็เสพความคิดของนักปราชญ์สองท่านคือ ท่านพุทธทาสภิกขุกับท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ตัวท่านพุทธทาสภิกขุเองก็ตีความคำสอนพุทธศาสนามาสนับสนุนระบอบเผด็จการโดยธรรม และท่านก็ปฏิเสธเสรีประชาธิปไตยโดยอ้างว่าถ้าปล่อยให้มีเสรีภาพมาก คนมันก็ไปตามอำนาจกิเลส กลุ่มที่ต่อสู้ทางการเมืองในช่วงสิบกว่าปีนี้จะอ้างคำท่านพุทธทาสมากที่สุด อ้างคำสอนเรื่องเผด็จการโดยธรรมคือเผด็จการโดยคนดี ต้องเอาคนดีมาปกครอง จะเป็นคนดีคนเดียวหรือเป็นคณะก็ได้

ส่วนเจ้าคุณประยุทธ์ท่านก็ตีความพุทธศาสนาไปในทางก้าวหน้าเยอะแยะ แต่ท่านไม่เคยตั้งคำถามกับอำนาจคณะสงฆ์ว่ามันชอบธรรมตามพระธรรมวินัยหรือไม่ ท่านพยายามปกป้องธรรมวินัยบริสุทธิ์ตามพระไตรปิฏก แต่ไม่เคยตั้งคำถามว่าองค์กรมหาเถรสมาคมที่ตั้งขึ้นอาศัยความชอบธรรมของพระธรรมวินัยข้อไหน มันก็แค่รัฐตั้งขึ้นมา มียศมีตำแหน่ง มีสมณศักดิ์ มีอำนาจตามกฎหมายที่เป็นเผด็จการด้วย แต่กลับมาบอกว่ามีหน้าที่รักษาความบริสุทธิ์ของพระธรรมวินัย มันคล้ายกับว่าจู่ๆมีคณะบุคคลหนึ่งยึดอำนาจเข้ามาแล้วบอกว่าจะสร้างประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ให้ เราก็ยอมรับโดยไม่ได้ตั้งคำถามว่าคณะบุคคลนั้นมาโดยชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตยหรือไม่ เมื่อมาไม่ชอบธรรมแล้วจะสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ยังไง ก็เหมือนกับองค์กรสงฆ์ เราไม่ตั้งคำถามว่ามาโดยชอบธรรมหรือไม่ มีหลักพระธรรมวินัยมารองรับหรือเปล่า เราไม่เคยตั้งคำถาม คิดแต่ว่าคณะสงฆ์แบบนี้จะรักษาธรรมวินัยไว้ได้ สุดท้ายมันก็เลยเถิดมาถึงทุกวันนี้ ไม่สามารถรักษาพระธรรมวินัยบริสุทธิ์ได้ แถมยังเละเทะไปหมด

ที่ผ่านมาเคยมีข้อครหาว่ามหาเถรสมาคมถูกซื้อตัว

คำว่าถูกซื้อ คงมองในแง่ตัวบุคคล แต่ผมคิดว่าปัญหาอยู่ที่ตัวโครงสร้าง

ถ้าจะให้เห็นภาพ เราต้องเปรียบเทียบกับการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นสมัยใหม่ของยุโรป เพราะยุโรปเริ่มจากการปฏิรูปศาสนา แต่การปฏิรูปศาสนาของเขาเริ่มจากการท้าทายอำนาจของศาสนจักร ซึ่งอำนาจของคริสตจักรที่ผูกติดอยู่กับรัฐถูกตั้งคำถามว่ามีการฉ้อฉล ต่อมามีการแยกนิกายต่างๆออกไป ต่อสู้กันเนิ่นนานกระทั่งถึงที่สุดแล้วก็เข้าสู่สมัยใหม่โดยการแยกศาสนาออกจากรัฐ ปล่อยให้ศาสนาเป็นความเชื่อส่วนบุคคล เป็นเรื่องของเสรีภาพที่คนจะเลือกนับถือหรือไม่นับถือ การปฏิรูปของเขาเป็นแบบนี้

ทีนี้ในประวัติศาสตร์รัฐที่นับถือพุทธศาสนาในเอเชียอาคเนย์ รวมทั้งไทย รัฐพยายามที่จะควบคุมศาสนาอยู่เรื่อยๆ ทั้งตั้งสังฆราช ให้สมณศักดิ์ ออกกฎหมายเอาผิด ร.1ออกกฎหมาย 10 ฉบับเพื่อเอาผิดกับพระที่ผิดธรรมวินัย แต่ตอนนั้นยังไม่มีคณะสงฆ์ที่มีอำนาจรัฐในการควบคุมพระสงฆ์ทั้งประเทศอย่างเป็นทางการ พอถึงสมัยร.5 ปฏิรูประบบราชการ รวมศูนย์อำนาจ มีการตั้งมหาเถรสมาคมขึ้น ฉะนั้นการปฏิรูปของบ้านเราจึงต่างจากตะวันตก ตะวันตกเริ่มจากการท้าทายอำนาจ แต่บ้านเราเริ่มจากอำนาจรัฐส่วนบนทำการปฏิรูป บ้านเขาปฏิรูปโดยการเอาศาสนาออกไปจากรัฐ องค์กรศาสนาเป็นเอกชน แต่เราปฏิรูปการตั้งศาสนจักรขึ้นมา คือ มหาเถรสมาคม ให้มีอำนาจในการคุมพระทั้งประเทศ มันสวนทางกันเลย (หัวเราะ)

ที่พูดกันนักหนาว่า สังคมไทยมีเสรีภาพทางศาสนา แต่เป็นเสรีภาพแบบไทยๆ เสรีภาพแบบไทยๆคือ ขอบเขตของเสรีภาพอยู่ที่ชนชั้นนำเป็นผู้กำหนด แต่เสรีภาพแบบสากล ขอบเขตของเสรีภาพอยู่ที่ประชาชนเป็นผู้กำหนด เสรีภาพแบบไทยๆมาถึงจุดหนึ่งคุณพูดต่อไม่ได้ แต่เสรีภาพทางศาสนาแบบตะวันตก รัฐเข้าไปแทรกแซงไม่ได้ บ้านเรารัฐแทรกแซงผ่านมหาเถรสมาคมตลอดเวลา บางทีผู้นำรัฐบาลพูดเองเลย อย่างเช่นสมัยจอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ (อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ผู้มีส่วนสำคัญในการออกกฎหมายพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505) บอกว่าพระสอนเรื่องสันโดษไม่ได้ ประเทศไม่พัฒนา แล้วการที่รัฐใช้กลไกศาสนาในการทำอะไรต่างๆ ตั้งแต่นโยบายหมู่บ้านศีลห้า ห้ามบวชภิษุณี ก็ขัดหลักเสรีภาพทางศาสนาแบบสากล  ฉะนั้นพอเดินมาถึงจุดนี้แล้วแทนที่เราจะค่อยๆคลายมันออก ปรากฎว่ามันกลับยิ่งเข้มขึ้น

ถามว่าเป็นไปได้ไหมที่องค์กรมหาเถรสมาคมจะถูกซื้อ ก็ในเมื่อโครงสร้างมันถูกกำหนดไว้แบบนี้ แล้วมหาเถรสมาคมก็มีอำนาจมหาศาล คณะมหาเถรสมาคม 20 รูปมีอำนาจที่จะให้สมณศักดิ์ ให้ตำแหน่งพระทั่วประเทศ เป็นเรื่องการโยงใยอำนาจ มีการวิ่งเต้นเรื่องเงินอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะมากมาย โครงสร้างแบบนี้เลยทำให้ธรรมวินัยไม่เวิร์ค ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามธรรมวินัยได้จริง ตราบใดที่ไม่ยกเลิกโครงสร้างแบบนี้ ปัญหาที่เป็นอยู่ ความขัดแย้งอะไรต่างๆก็จะหนักขึ้นเรื่อยๆ

การปฏิรูปศาสนา ตามหลักการควรจะพุ่งเป้าไปที่การแยกศาสนาออกจากรัฐ แต่กลับรื้อฟื้นคดีธัมมชโยเป็นอันดับแรก ตามมาด้วยเล่นงานสมเด็จช่วงเรื่องรถหรู แบบนี้ดูเหมือนปฏิรูปธรรมกายมากกว่าจะปฏิรูปศาสนา

(หัวเราะ) ที่คุณบอกว่าจะปฏิรูปศาสนามันไม่ใช่การปฏิรูป ความคิดปฏิรูปศาสนาของไทยเป็นความคิดแบบชนชั้นนำ คือปฏิรูปศาสนาโดยขจัดฝ่ายที่ตัวเองมองว่าผิด และใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดการ ในประวัติศาสตร์ทำแบบนี้มาตลอด อย่าลืมว่าพุทธศาสนาไทยเกี่ยวข้องกับการเมืองมาตลอด สมัยร.4ก็เป็นเรื่องขึ้นครองราชย์ แทนที่ร.4จะได้ขึ้น แต่ร.3กลับได้ขึ้น ทำให้ท่านต้องบวชยาว ก็จำเป็นต้องตั้งนิกายที่จะสนับสนุนตัวเองขึ้นมา มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

การปฏิรูปศาสนายุคนี้ เป้าหมายต้องการกำจัดธรรมกาย ก็มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอีก มันไม่ใช่ปฏิรูปศาสนาในลักษณะที่จะแยกศาสนาออกไปจากรัฐ สอดคล้องกับระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ที่เสรีภาพทางศาสนามันเป็นไปได้ แต่สิ่งที่คุณกำลังปฏิรูปอยู่ขณะนี้ทำให้เสรีภาพทางศาสนามันเป็นไปไม่ได้ด้วยการปล่อยให้มีการใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือในการขจัดความเชื่อต่างทางศาสนา ตรงนี้ทำให้ผมเศร้าใจกับชาวพุทธไทยที่บอกว่าตัวเองกำลังปกป้องความบริสุทธิ์ของพุทธศาสนา แต่คุณไม่อายที่จะใช้อำนาจรัฐที่เป็นเผด็จการไปขจัดฝ่ายตรงข้าม การใช้อำนาจรัฐเผด็จการไปกำจัดคนอื่นไม่น่าไปด้วยกันได้กับธรรมวินัย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเราแบบนี้ พระพุทธเจ้าจะไม่เรียกร้องให้รัฐมาเอาผิดกับใครก็ตามที่มาหมิ่้นพุทธศาสนา

ในพระไตรปิฏกพระพุทธเจ้าบอกว่าใครกล่าวตำหนิ หรือจาบจ้วงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งแรกที่ชาวพุทธควรทำคือ ต้องไม่โกรธ และชี้แจงข้อเท็จจริงไปว่าเป็นอย่างไร เขาเห็นด้วยก็ดี ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเอาอำนาจรัฐเข้ามาจัดการ ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตแล้วมีคนมายืนด่าท่าน พระอานนท์จึงทูลเชิญไปอยู่เมืองอื่น พระพุทธเจ้าถามว่าถ้าไปเมืองอื่นแล้วมีคนมาด่าอีกจะทำยังไง พระอานนท์ตอบว่าก็ย้ายไปอีกเมือง พระพุทธเจ้าเลยบอกว่าถ้าทำแบบนั้นก็หนีปัญหาไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้นปล่อยให้เขาด่าไปเถอะ ถ้าเขาเหนื่อย เขาเบื่อ เดี๋ยวก็เลิกด่าไปเอง สุดท้ายแล้วความสงบสยบความเคลื่อนไหว สิ่งที่เขาด่าไม่จริง

ฉะนั้นไม่มีเหตุผลเลยที่จะออกกฎหมายลงโทษคนจาบจ้วงพุทธศาสนาอะไรต่างๆอย่างที่ชาวพุทธในยุคปัจจุบันทำกัน  การเอาคนที่คุณมองว่าเขาหมิ่นศาสนามาเข้าคุก คุณจะอธิบายคำสอนในพุทธศาสนาที่สอนให้เราไม่โกรธ สอนให้คุณมีเมตตา มีขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์ได้ยังไง คำว่าเมตตา สันติธรรม ควรจะไปด้วยกันกับสังคมประชาธิปไตยที่มีเสรีภาพ เปิดให้คนวิพากษ์วิจารณ์กันได้เต็มที่ พอใครมาวิจารณ์ศาสนาเราแรงๆ วิจารณ์ตัวเราแรงๆ ก็มีโอกาสที่จะได้ฝึกความเมตตา ฝึกขันติธรรม แต่การที่คุณทนไม่ได้ และจะเอาเขาเข้าคุก โอ้โห มันยิ่งกว่าความโกรธอีกนะ

ฟังดูน่ากลัวมาก

ใช่ ความน่าเป็นห่วงของบ้านเราคือ ต้องการบรรลุเป้าหมายโดยไม่สนวิธีการ เป็นอย่างนี้ทุกกลุ่ม วัดธรรมกายก็ต้องการสร้างความยิ่งใหญ่ ดึงอำนาจรัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการเผยแผ่คำสอนของตัวเอง เพื่อทำกิจกรรมทางศาสนา ทำให้อาณาจักรของตัวเองยิ่งใหญ่โดยไม่สนวิธีการ เพียงแต่ธรรมกายไม่ดึงอำนาจรัฐมาเป็นเครื่องมือทำลายคนอื่นเท่านั้นเอง นี่คือส่วนที่เป็นข้อดี

ปรากฎการณ์แบบนี้ทำให้กลุ่มอื่นกลัวธรรมกาย ยิ่งธรรมกายมาอยู่ขั้วอำนาจใหม่ ขั้วอำนาจเก่าก็ยิ่งกลัว เพราะที่ผ่านมาศาสนาอยู่กับขั้วอำนาจเก่ามาตลอด แบบนี้เป็นการแหกจารีต ทำให้ขั้วอำนาจเก่าหวาดระแวง กลุ่มที่ไม่ชอบคำสอนธรรมกาย กลุ่มที่ตัดสินว่าเจ้าอาวาสอาบัติปาราชิกก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อจัดการ

ความขัดแย้งตอนนี้ก็ไม่เห็นมีใครที่จะเดินตามธรรมวินัยจริงๆ หรือเดินตามหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่จริงๆแม้แต่กลุ่มเดียว

มองท่าทีนิ่งเฉยของมหาเถรสมาคมอย่างไร

ถ้าเป็นเรื่องข้อกฎหมายที่โดนกล่าวหาว่าทุจริตก็สามารถดำเนินการทางกฎหมายได้โดยตรง แต่ส่วนที่เกี่ยวข้องกับมหเถรสมาคมคือเรื่องผิดธรรมวินัย เรื่องอาบัติปาราชิก ตอนนี้เห็นว่าคุณไพบูลย์กับนายแพทย์มโนได้ไปร้องเรียนกับสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชัยญาติการาม เจ้าคณะหนกลางแล้ว ผมมองว่ามหาเถรสมาคมอยู่ในฐานะลำบากใจว่าจะเอายังไง เพราะช่วงที่ผ่านมาธรรมกายทำอะไรในลักษณะที่ช่วยเหลือมหาเถรสมาคมเยอะ เช่น ตักบาตรหมื่นรูป จัดกิจกรรมศาสนาใหญ่ๆ บริจาคเงินให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ เอางบประมาณลงไปช่วยเหลือพระภาคใต้

ผมคิดว่าในมุมมองของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ในมหาเถรสมาคมคงจะมองแง่บวกต่อธรรมกาย

คิดยังไงที่ธรรมกายตั้งรับเต็มที่ สร้างป้อมปราการ เรียกพระจากทุกสาขากลับวัด ระดมศิษยานุศิษย์เพื่อปกป้องเจ้าอาวาส

อย่างที่ผมบอก ธรรมกายเป็นเหมือนลัทธิ ความศรัทธาที่มีต่อเจ้าอาวาสมันอยู่เหนือเหตุผลไปแล้ว เขาประกาศตัวเองว่าเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของเจ้าอาวาส ทั้งที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์เลยด้วยซ้ำ ลักษณะปกป้องตัวเองแบบนี้เคยเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโดนคดีครั้งแรกเมื่อปี 2541 แล้ว ตรงนี้ก็เป็นจุดอ่อนของวัดธรรมกายเหมือนกันว่า คุณไม่ยอมรับกระบวนการทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา คุณกำลังสร้างพลังต่อรอง พูดตรงๆก็เหมือนกับกำลังแสดงอภิสิทธิ์อะไรบางอย่าง

ยกตัวอย่างว่าถ้าคุณกล่าวหาว่าอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทุจริต ถ้ามหาวิทยาลัยตั้งป้อมปราการแบบนี้ ก็จะถือว่าต่อต้านรัฐ ต่อต้านกฎหมาย ถ้าเป็นสถานการณ์ในรัฐบาลปกติ คุณไม่ควรทำแบบนั้น แต่ธรรมกายก็เคยทำมาแล้ว และสุดท้ายก็ใช้กลไกของพระผู้ใหญ่คือวัดชนะสงครามให้ธัมมชโยมารับทราบข้อกล่าวหา  ในรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย การทำตรงนั้นธรรมกายไม่มีความชอบธรรม แต่ประเด็นคือ ตอนนี้กระบวนการที่ไปจัดการกับธรรมกายทำให้เขามีความชอบธรรมที่จะปกป้องตัวเอง ทำให้เขาอ้างได้ว่ามีความชอบธรรมที่จะไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่เห็นว่าไม่เป็นธรรม

อะไรคือบทเรียนที่ธัมมชโยได้รับจากคดีที่แล้ว

การรอดครั้งนั้นอัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยเหตุผลว่าพระธัมมชโยคืนเงินให้ทางวัดแล้ว ถ้าดำเนินคดีต่อไปก็จะเกิดความวุ่นวายในหมู่ชาวพุทธ เพราะธรรมกายมีคนศรัทธาเป็นจำนวนมาก ผมมองว่าเหตุผลตรงนี้มันไม่เคลียร์

คนที่ตั้งข้อกังขาเรื่องธรรมวินัยก็จะบอกว่า ถ้าเอาเงินไปเป็นของส่วนตัว แม้บาทเดียวก็ต้องขาดจากความเป็นพระ แต่ก็มีคำถามต่อไปว่า ในข้อเท็จจริงแล้วธัมมชโยซื้อที่ดินด้วยชื่อตัวเองก็จริง แต่ที่ดินนั้นเป็นชื่อของธัมมชโยจริงไหม พระธัมมชโยได้เอาไปเป็นสมบัติของตัวเองจริงหรือว่ายังเป็นของวัดอยู่ ทางคณะสงฆ์วัดธรรมกายและญาติโยมเขาก็ยอมรับในการบริหารจัดการแบบนี้คือยอมให้เจ้าอาวาสถือเงินและบริหารจัดการ โดยเชื่อว่ายังเป็นของวัดอยู่ ถ้าเขาเชื่อกันแบบนั้นมันก็เอาผิดทางธรรมวินัยไม่ได้ แต่ธรรมกายก็ไม่ได้พูดออกมาชัดเจนว่าระบบการบริหารจัดการเงินเป็นอย่างไร ตรงนี้ไงที่ผมบอกว่าการแยกศาสนาออกจากรัฐมันจะช่วยทำให้โปร่งใส

บทสรุปของธัมมชโยในคดีนี้จะเป็นอย่างไร

ตามกระบวนการที่กำลังทำอยู่ ในที่สุดก็จะมีการเจรจานำไปสู่ข้อสรุปที่พบกันครึ่งทาง นั่นคือ มอบตัว รับทราบข้อกล่าวหา และอนุญาตให้ประกันตัว หลังจากนั้นธรรมกายจะยื้อต่อไปให้นานที่สุด

ขณะเดียวกัน คสช.คงไม่กล้าเร่งรัดตามเสียงเรียกร้องของกองเชียร์ ผมคิดว่าเขาไม่กล้าแตกหักถึงขั้นนั้น และผมเชื่อว่าภายในคสช.เองก็ไม่ได้มีเอกภาพในเรื่องนี้ ถ้าคสช.กล้าทำแบบนั้นก็หมายความว่าเขาต้องเปิดศึกหลายด้าน ไหนจะเรื่องประชามติที่พรรคการเมืองต่างๆก็ไม่ค่อยจะสนับสนุนเต็มที่เท่าไหร่ นี่ก็ศึกหนัก ถ้ามาเปิดศึกกับธรรมกาย ซึ่งมีมวลชนเยอะทั้งในและต่างประเทศ ภาพลักษณ์คสช.จะเสียหาย ในประเทศ คนที่ยืนยันหลักการประชาธิปไตยแม้ไม่ได้สนับสนุนธรรมกาย แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการแบบนี้ ส่วนในต่างประเทศคสช.อาจถูกมองว่าใช้อำนาจเผด็จการรังแกแม้กระทั่งพระ ละเมิดเสรีภาพทางการเมืองไม่พอ ยังละเมิดเสรีภาพทางศาสนาด้วย

แล้วทางออกที่เหมาะสมควรในทัศนะของอาจารย์คืออะไร

ผมขอเสนอว่าน่าจะพบกันครึ่งทาง พระธัมมชโยมอบตัว เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย และให้ประกันตัว แต่ให้เรื่องคาไว้ก่อน ยังไม่ต้องเร่งรัดที่จะเอาเข้าคุก รอให้มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย เป็นกลาง ไม่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายไหน แล้วค่อยตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยฝ่ายต่างๆมาร่วมกันดำเนินการซึ่งได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายว่ามีความเป็นกลาง แบบนั้นน่าจะดีกว่า

ผมไม่ได้เลื่อมใสธรรมกาย แต่ผมยืนยันในหลักการประชาธิปไตย ถ้าเราใช้กระบวนการที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่มีชอบธรรมให้เดินหน้าต่อไปมันจะไม่ช่วยแก้ปัญหา รังแต่จะเพิ่มปัญหามากขึ้นด้วยซ้ำ สมมติคุณจับพระธัมมชโยสึกได้ตามที่กองเชียร์เรียกร้อง คำถามต่อไปคือ แล้วคุณจะบริหารศรัทธาของคนจำนวนมากได้ยังไง ถ้าเขาลุกฮือ ไม่ยอมรับ หรือต่อต้านกระบวนการนี้

อาจารย์สมภาร พรมทา (อาจารย์ประจำคณะภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ตั้งข้อสังเกตไว้น่าสนใจว่า ลักษณะของสำนักพุทธศาสนาแบบธรรมกาย หรือสันติอโศกมีความเป็นลัทธิ คำว่าลัทธิหมายถึงมีผู้นำที่มีบารมีสูง มีคนศรัทธาชนิดมอบกายถวายชีวิตให้ ซึ่งต่างจากวัดทั่วๆไป ฉะนั้นวิธีที่เราจะปฏิบัติต่อสำนักแบบนี้ต้องมีความละเอียดอ่อน คำว่าละเอียดอ่อนไม่ได้หมายความว่าไปให้อภิสิทธิ์ ทำอย่างเสมอภาคนั่นแหละ เพียงแต่เราต้องคำนึงถึงคนเป็นจำนวนมากด้วย ถ้าคุณใช้กระบวนการที่ถูกตั้งคำถามว่าไม่ชอบธรรมเข้าไปจัดการเด็ดขาดมันอาจสะใจฝ่ายหนึ่ง แต่ประวัติศาสตร์บอกเราแล้วว่า เมื่อตอนที่คุณกล่าวหาว่าธรรมกายสอนบิดเบือนธรรมวินัย กล่าวหาว่าธัมมชโยปราชิกตั้งแต่คดีก่อน จนถึงวันนี้ญาติโยมของธรรมกายไม่ได้ลดลงเลย มีแต่เพิ่มขึ้น ธรรมกายไม่ได้เล็กลง มีแต่โตขึ้นทั้งในและต่างประเทศ

เหมือนกับคุณคิดว่าจะกำจัดทักษิณไปจากการเมือง ปรากฎว่าคนที่รักทักษิณไม่ได้ลดลง แม้แต่คนที่เคยเกลียดทักษิณตอนนี้ก็เริ่มเห็นแล้วว่ากระบวนการที่เผด็จการมันสร้างปัญหามากกว่า เขาอาจไม่ได้เชียร์ทักษิณ แต่เขาเห็นปัญหาของกระบวนการที่ไม่ถูกต้องมันนำพาบ้านเมืองมาจนถึงวันนี้ โอเค คุณอาจชนะทักษิณได้ ทำให้ทักษิณกลับประเทศไม่ได้ ปิดปากคนได้ แต่คุณไม่สามารถเปลี่ยนให้คนมาเห็นด้วยและมาอยู่ฝ่ายคุณได้ มีแต่ฝ่ายเขาจะเพิ่มขึ้น แม้แต่ฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณแต่ยืนยันอุดมการณ์ประชาธิปไตยก็จะเริ่้มไปเห็นอกเห็นใจฝ่ายนั้น เห็นอกเห็นใจธรรมกาย กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับกระบวนการจัดการกับธรรมกาย ไม่ได้หมายความว่าเขาเชื่อว่าพระธัมมชโยไม่โกง ไม่ได้เชื่อว่าบริสุทธิ์ คนละเรื่องกัน

ถ้าเรายืนยันหลักการประชาธิปไตย ถึงผู้ถูกกล่าวหาทำผิดจริง เราก็ต้องยืนยันกระบวนการที่จะดำเนินการกับเขาให้ถูกต้อง

 

กฎหมายแบบใยแมงมุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มิถุนายน 2559 เวลา 09:58 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/435824

กฎหมายแบบใยแมงมุม

กฎหมายไทยมันเป็นกฎหมายแบบใยแมงมุม ถ้าสัตว์ใหญ่ชนปัง ใยแมงมุมก็ขาดทะลุ แต่ถ้าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยมาติดหรือมาชนใยแมงมุมก็ดักถูกจับกินเป็นเหยื่อได้สบาย เหมือนคนรวยๆ ลูกเศรษฐีขับรถชนตูม 5 ปี ยังจับไม่ได้เลย เพราะมันตัวใหญ่ มันเจาะรูกฎหมายทะลุ รูกฎหมายจึงเสมือนใยแมงมุม

พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ในประเด็นคดีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

อ่านบทสัมภาษณ์ : พระพยอม อ่านเกมธัมมชโย แนะตัดเสบียง ส่งทหารปิดล้อม

 

เปิดใจ “ยอด ปอง” เรือจ้างไร้สัญชาติผู้ชอกช้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2559 เวลา 17:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/435787

เปิดใจ "ยอด ปอง" เรือจ้างไร้สัญชาติผู้ชอกช้ำ

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

ยอด ปอง คุณครูหนุ่มวัย 27 ปี กลายเป็นชื่อที่สังคมให้ความสนใจ ภายหลังการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกร้องขอความช่วยเหลือและให้รับฟังความทุกข์ของเขา โดยระบุว่า ไม่สามารถสอบบรรจุเข้ารับราชการครูได้ เนื่องจากติดปัญหาในเรื่องของการเป็นผู้ไร้สัญชาติไทย

เกิดที่เมียนมา แต่เป็นคนไทย

ยอด ปอง เกิดเมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2531 ที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อแม่ทำอาชีพเฝ้าบ่อปลาให้กับนายจ้าง จนกระทั่งอายุได้ 7 ขวบ พากันโยกย้ายสํามะโนครัวมายังประเทศไทย

“ผมเกิดที่นั่นก็จริง แต่ไม่ใช่คนเมียนมานะครับ เป็นชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์เผ่าปะหล่องหรือดาราอั้ง พออายุได้ 7 ขวบ ช่วงปี 2538 ก็ย้ายเข้ามาอยู่เมืองไทย  ที่ผ่านมากว่าจะเป็นครูวันนี้ ผมทำงานมาหลากหลาย ทั้งคนสวนกล้วยไม้ รับจ้างทั่วไป เลี้ยงเด็ก เป็นลูกจ้างโรงงานกรงนก โรงงานพลาสติก”

เด็กชายยอดไม่ต่างจากคนเถื่อน ไม่มีใครรับรองให้อยู่ในความดูแลของรัฐ เขาเริ่มเข้าเรียนในชั้น ป.1 เมื่อปี 2542 ที่โรงเรียนวัดท่าเสา จ. สมุทรสาคร ก่อนเรียนต่อชั้น ป.5-ป.6 ที่โรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง ช่วงนั้นเองเขาได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทย ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ ถือเลขบัตรประจำตัว 00 นำหน้า

“ตอนนั้นผมกลายเป็นคนมีรัฐไม่ใช่คนเถื่อนอีกต่อไป ถึงแม้จะเป็นแรงงานต่างด้าว แต่ก็ได้โอกาสเรียนหนังสือ โชคดีจริงๆครับที่ได้เรียน ไม่อย่างนั้นถ้าเป็นแรงงานก่อสร้างหรือทำอย่างอื่น อาจโดนเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจเอาเปรียบ รีดไถเหมือนคนไม่มีสัญชาติหลายๆคน ที่ผ่านมาผมพยายามทำกิจกรรมต่างๆ พัฒนาตนเองอยู่เสมอ โดยหวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อเรียนจบจะมาเป็นครู ใช้วิชาที่ศึกษาเล่าเรียนมานั้นมอบความรู้ต่างๆให้กับเด็กนักเรียน เยาวชนไทย ให้พวกเขาได้มีความรู้ ตระหนักถึงการร่วมกันอนุรักษ์ดนตรีไทยให้อยู่กับผืนแผ่นดินไทยตราบนานเท่านาน”

ต่อมาปี 2554  ชีวิตของเขาจะถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น หลังจากสอบติดที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้ ในคณะศึกษาศาสตร์ สาขาวิชาการสอนนาฏยสังคีต นอกจากนี้สถานะทางบุคคลยังได้รับความช่วยเหลือจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและรัฐบาล ขึ้นทะเบียนจากกลุ่มคนเลข 00 หรือคนต่างด้าว กลายเป็นกลุ่มคนเลข 0 หรือ “ชนกลุ่มน้อย” เป็นผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ซึ่งสามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพและรับการรักษาตัวในโรงพยาบาลของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทว่าอิสรภาพในการเดินทางยังมีข้อจำกัด จำเป็นต้องขออนุญาตจากทางอำเภอทุกครั้งเมื่อต้องการเดินทางออกนอกพื้นที่

ไร้สัญชาติ หมดโอกาสรับราชการครู

หลังเรียนจบ ยอด ปองเดินตามความฝันด้วยการเป็นคุณครู แต่ไม่สามารถสอบบรรจุเข้ารับราชการครูได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องของการเป็นผู้ไร้สัญชาติไทย โดยทางออกตามกฎหมายกำหนดเส้นทางให้เขาเลือกไปดังนี้

1.ยื่นขอสัญชาติตาม มาตรา 11 วรรค 1 ของระเบียบ พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ที่ระบุว่า บุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้กับผืนแผ่นดินไทยสามารถที่จะยื่นขอสัญชาติได้ โดยผู้อนุมัติคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

“บางคนเขาบอกว่า อย่าไปให้คนพวกนี้เลย เดี๋ยวมีปัญหาเรื่องความมั่นคง พูดแบบนั้นเพราะเขาไม่เข้าใจ ไม่ได้เกิดมาเป็นเรา เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ต้องการทำประโยชน์ให้ประเทศ สร้างประโยชน์ในแบบที่อยากทำ ชีวิตวันนี้เราไม่เท่ากับคนอื่น ที่ผ่านมาทำคุณประโยชน์มาหลายอย่าง แต่ดันมีคนมองว่าเราจะเป็นตัวสร้างปัญหาเรื่องความมั่นคง  ที่สำคัญกฎหมายมาตรานี้ ตีความกว้างมาก ไม่ได้ระบุชัดว่าต้องทำคุณประโยชน์ให้แผ่นดินขนาดไหน ถึงจะได้รับสัญชาติ  ผมเองต้องการยื่นเรื่องในด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย”

2.กลับบ้านเกิดขอสัญชาติจากรัฐบาลเมียนมา แล้วจึงขอสัญชาติไทยต่อไป

“เรื่องนี้คงเป็นไปได้ยาก และผมไม่ได้อยากเป็นคนพม่า ผมเลือกเกิดไม่ได้ ตอนนั้นเป็นชนกลุ่มน้อยอพยพมา ภาษาพม่าก็ไม่รู้เรื่อง รู้จักเรื่องราวของพม่าน้อยมาก จะให้เป็นคนพม่าได้อย่างไร  บางคนบอกให้กลับไปอยู่พม่าเลย ทรัพยากรดีกว่าเมืองไทย บ้านเมืองกำลังเดินหน้าไปสู่ความเจริญ แต่มันไม่ใช่ครับ ผมอยากอยู่ที่นี่ คิดว่าแผ่นดินนี้ เป็นแผ่นดินที่ผมจะสร้างประโยชน์และตายไป บางคนก็บอกให้ผมไปเป็นครูเอกชน แต่เรามีความฝันว่าอยากเป็นครูรัฐบาล”

ปัจจุบันครูยอดได้รับโอกาสจากโรงเรียนประเสริฐสุข บางพระ ชลบุรี (เอกชน) ให้เป็นครูประจำโรงเรียน ทั้งที่ไม่มีสัญชาติ “ผมจะพัฒนาให้สมกับโอกาสที่ผมได้รับครับ” ครูหนุ่มยืนยัน

โซเชียลคือพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

ชีวิตที่ผ่านมาของ ครูยอด เรียกว่าไม่ธรรมดา ทำกิจกรรมและรับรางวัลน้อยใหญ่มาแล้วมากมายทางสังคม อาทิ เป็นนายกสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ เป็นหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานคร แกนนำเครือข่ายเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม  เจ้าของรางวัลความประพฤติดีงามจากพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ รางวัลประชาบดี 2557 โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  รางวัล คนค้นคน อวอร์ด ครั้งที่ 4 สาขาเยาวชนต้นแบบ จากรายการคนค้นคน  รางวัลตาราอวอร์ด ครั้งที่ 2 ผู้ปลุกหัวใจสังคมด้วยหัวใจโพธิสัตว์ จากเสถียรธรรมสถาน  รางวัลนิสิต นักศึกษา แห่งชาติ ทางครุศาสตร์ / ศึกษาศาสตร์ เป็นต้น

การเผยแพร่เรื่องราวครั้งนี้ของคุณครูวัย 27 ปี ไม่ได้เรียกร้องเพื่อตัวเองเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงเพื่อนร่วมชะตากรรมทุกคนในเมืองไทยด้วย

“ผมเลือกสู้ทางโซเชียลมีเดีย เพราะเห็นว่าถ้าไปยื่นหนังสือถึงผู้ใหญ่ เขาดูเสร็จ คงวางทิ้งไว้ที่ไหนสักแห่ง บนโต๊ะหรืออาจเป็นถังขยะ ไม่ได้รับการผลักดันต่อ แต่โซเชียลมีเดีย นอกจากทำให้สังคมตื่นตัวแล้ว ยังทำให้คนกลุ่มเดียวกันกับผมออกมาร่วมกันส่งเสียงอีกด้วย หวังว่า การเผยแพร่ครั้งนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้กฎหมายมันชัดเจนขึ้น และทำให้สังคมรู้ว่า ยังมีอีกหลายคนที่ต้องการโอกาส”

“ตัวไม่ใช่ไทยแท้ แต่หัวใจเป็นไทยแท้ แสนชอกช้ำ ไม่เท่าเทียมทางสังคมต้องจดจำ ยอมรับคำดูหมิ่นอยู่เรื่อยมา ความน้อยใจอัดแน่นอยู่เต็มอก เปรียบดั่งนกอยู่ในกรงที่แน่นหนา ไร้สัญชาติคำเดียวขีดชะตา มุ่งค้นหาทางเดินไปไม่เห็นเจอ” บทขับเสภาท่อนหนึ่งของครูยอด ที่เผยแพร่ผ่านทางเฟซบุ๊ก

เรื่องราวของครูยอด กำลังสะท้อนให้เห็นว่า ระบบระเบียบที่ขาดการเอาจริงเอาจังของหน่วยงานราชการและรัฐบาล กำลังทำลายทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศชาติไปอย่างน่าเสียดาย

รางวัล “ประชาบดี” ประจำปี 2557 เชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ผู้อยู่ในภาวะยากลำบากและผู้อยู่ในภาวะยากลำบากที่ประพฤติตนดีเด่น

 

 

พระพยอม อ่านเกมธัมมชโย แนะตัดเสบียง ส่งทหารปิดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มิถุนายน 2559 เวลา 07:51 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/435698

พระพยอม อ่านเกมธัมมชโย แนะตัดเสบียง ส่งทหารปิดล้อม

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

สังคมกำลังจับตามองทุกย่างก้าวกับกลยุทธ์ของวัดพระธรรมกาย ที่ดูเหมือนว่าจะยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม? แต่ไม่มีใครทราบเวลาที่แน่ชัด รวมทั้งเดาไม่ออกว่าจะจบลง ณ จุดใดกันแน่

แม้ล่าสุดแพทยสภามีมติเข้าไปตรวจอาการอาพาธของพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้ต้องหาในข้อหาสมคบและร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร จากการรับเช็คของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ตามคำขอกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในวันที่ 10 มิ.ย.นี้ แต่ทางทีมโฆษกวัดพระธรรมกายกลับท้วงติงไม่ให้แพทยสภานำแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจมาตรวจ เพราะเกรงไม่ได้รับความเป็นธรรม พร้อมยืนยันไม่ให้ดีเอสไอเข้าร่วมตรวจ

ขณะที่ท่าทีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งสัญญาณในทำนองถึงอย่างไรก็ต้องจับกุมพระธัมมชโยในชาตินี้ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลเองไม่ต้องการจะเปลืองตัวในกรณีนี้ เนื่องจากลูกศิษย์วัดพระธรรมกายและพระธัมมชโยมีมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ อีกทั้งอาจถูกโยงเรื่องนี้ให้เป็นประเด็นการเมือง การออกหน้ามากเกินไปอาจได้ไม่คุ้มเสีย

พระราชธรรมนิเทศ หรือพระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ได้แสดงมุมมองเกี่ยวกับคดีของพระธัมมชโย ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ว่า หากเรื่องราวทางคดีความเป็นคดีของพระทั่วไปไม่มีชื่อเสียงหรือยศตำแหน่ง การดำเนินคดีคงจบลงไปนานแล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐกำลังต่อสู้อยู่ในเวลานี้
เป็นเรื่องของพระชั้นผู้ใหญ่และมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีทั้งนายทุน เจ้าสัว ที่เข้ามาจัดระบบบุญขายตรงทางธุรกิจ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น

“กรณีของพระธัมมชโย ยืนยันว่า อย่างไรก็มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่แล้ว ซึ่งไม่มีแผนอะไรมากมาย เพียงแต่เป็นเรื่องของการรักษาหน้าตา รักษาผลประโยชน์ และขอให้จำไว้ว่า พระที่เกิดเรื่องเสียหายเสื่อมเสีย จะมีพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ เหมือนตอนพระยันตระ ที่มีปัญหาเรื่องประพฤติตนไม่เหมาะสม ก็มีพรรคการเมืองเข้าไปปกป้อง เป้าหมายก็เพื่อใช้เป็นฐานเสียง เช่นเดียวกับพระธัมมชโยก็มีพรรคการเมืองเข้าไปปกป้องเช่นกัน แต่อาตมาไม่ขอพูดว่าพรรคการเมืองใด เกรงจะเกิดปัญหาขึ้นอีก” เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าว

พระพยอมชี้ต้องเซาะฐานธัมมชโย

อย่างไรก็ตาม พระพยอมมองสถานการณ์วัดพระธรรมกายในขณะนี้ ว่า เจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้องต้องเริ่มเซาะรากฐานใหญ่ให้รอบๆ ก่อน แล้วฐานรากนั้นจะค่อยๆ อ่อนแรงลงเรื่อยๆ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติควรต้องดำเนินการให้ทันเกม เมื่อทางวัดพระธรรมกายกำลังใช้สื่อตอบโต้ชี้แจงต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่เองก็ควรจะทำความเข้าใจกับสังคมภายนอกด้วย รวมถึงชาวต่างประเทศ เพราะขณะนี้ต่างประเทศไม่เข้าใจและไม่ทราบถึงรายละเอียดข้อเท็จจริงและกำลังมองว่ารัฐบาลกลั่นแกล้งรังแกวัดพระธรรมกาย

“ทั้งที่จริงวัดเป็นของโจรและใช้เป็นที่ฟอกเงิน อย่างที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ออกมามองว่า ทำไมสังคมมองแต่เรื่องนี้ แต่ไม่มองว่าคนที่เดือดร้อนหมดเนื้อหมดตัว เพราะสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่นำเงินของประชาชนผู้เสียหายไปทำบุญ ทำไมถึงไม่คิดตรงนี้บ้าง”

นอกจากนี้ พระพยอมยังกล่าวถึงการแก้ปัญหาในครั้งนี้ ว่า ถือเป็นวิกฤต แต่เดี๋ยวก็จบ เพราะเรื่องลักษณะอย่างนี้มีมานาน และเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว สุดท้ายก็จบลงด้วยความเข้าใจ ในการรู้จักแยกแยะระหว่างเรื่องของบุคคลและคำสอนของศาสนา

ส่วนเรื่องที่จะเชิญสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช มาเป็นผู้ประสานในครั้งนี้ พระพะยอมมองว่า ถือเป็นขั้นตอนที่ดีที่สุด เพราะการเจรจาจะทำให้เรื่องจบง่าย ไม่เกิดการบาดเจ็บล้มตาย เพราะที่ผ่านมาลูกศิษย์ที่หลงถึงขั้นยอมตายแทนครูบาอาจารย์ลักษณะนี้มีมาทุกยุคทุกสมัย

“แต่การดำเนินการจับกุมพระธัมมชโยก็อาจจะต้องมีการเจรจาต่อรองหรือข้อแลกเปลี่ยน เช่น อีกฝ่ายหนึ่งอาจยอมรับโทษบ้าง แต่ก็จะมีการผ่อนผันให้ โดยอาจยอมให้ยึดทรัพย์ แต่ไม่ถูกเข้าคุก เหมือนอย่างกรณีทักษิณที่เอาเงิน  4 หมื่นล้าน มาทำประโยชน์และปล่อยตัวทักษิณไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้”

ส่งทหารตัดเสบียงบีบวัดพระธรรมกาย

สำหรับสถานการณ์ของวัดพระธรรมกายมีภาพเสริมกำแพง เสริมความแข็งแกร่งรอบๆ วัดนั้น พระพยอมให้ความเห็นว่า การจะเข้าไปคลี่คลายสถานการณ์ภายในวัดพระธรรมกายนั้น อาตมาขอแนะนำว่า “เมื่อกองทัพเดินด้วยท้อง ถ้านำกำลังเจ้าหน้าที่ทหารไปคุมโดยรอบ ไม่ให้มีการส่งเสบียงอาหารเข้าไป ยังไงผู้ที่อยู่ข้างในวัด เมื่อทนไม่ได้ก็จะยอมออกมาเอง เหมือนการแยกปลาออกจากน้ำ แต่เวลานี้ทางลูกศิษย์บางส่วนก็เริ่มออกมาแล้ว เพราะเมื่อสื่อออกมาตีแผ่ความจริงให้สังคมได้เห็นก็เกิดการวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น จึงทำให้หูตาของคนได้รับข้อมูลมากขึ้น”

แน่นอนหลายฝ่ายมองว่า ประเทศไทยมีกฎหมายมากมาย แต่ทำไมจึงไม่สามารถจัดการดำเนินคดีกับพระธัมมชโยได้ แม้ทราบพิกัดที่หลบซ่อนชัดเจน พระพยอมเปรียบเทียบกฎหมายในบ้านเราต่อกรณีนี้ ว่า “กฎหมายไทยมันเป็นกฎหมายแบบใยแมงมุม ถ้าสัตว์ใหญ่ชนปัง ใยแมงมุมก็ขาดทะลุ แต่ถ้าสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยมาติดหรือมาชนใยแมงมุมก็ดักถูกจับกินเป็นเหยื่อได้สบาย เหมือนคนรวยๆ ลูกเศรษฐีขับรถชนตูม 5 ปี ยังจับไม่ได้เลย เพราะมันตัวใหญ่ มันเจาะรูกฎหมายทะลุ รูกฎหมายจึงเสมือนใยแมงมุม”

สำหรับพระที่เกี่ยวข้องกับเงินนั้น พระพยอมให้ความเห็นว่า เงินไม่ใช่ตัวชั่วหรือร้ายอะไรมากมาย แต่ถ้าจะเกี่ยวข้องกับเงินอย่างฉลาดและถูก ต้องเอาเงินไว้ใต้เท้า ไว้เดินไปสร้างบารมี ถ้าเอาเงินไปสร้างบารมี เงินเหล่านั้นก็จะเป็นฐานไว้สร้างบารมี แต่ถ้าเอาเงินไปสร้างคดีไปตั้งหุ้นตั้งบริษัทให้เครือญาติมาร่วมหุ้นเปิดบริษัทอันนี้จะเป็นคดี แล้วก็กำลังเกิดขึ้นกับพระธัมมชโยในขณะนี้

“หากมีใครมาให้เงินอาตมาหมื่นล้าน จะทำอะไรให้ดู จะมีน้ำใช้กันอีกเยอะ จะมีรถขนน้ำ มีบึงบ่อน้ำเต็มไปหมด และจะมีสิ่งที่บรรเทาภัยพิบัติหรือวิกฤตการณ์ ถ้าเอาเงินไปสร้างบารมี เงินไม่มีปัญหา ถ้าโง่เอาเงินไปสร้างคดี เงินก็คือตัวปัญหา พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า เงินคือ อสรพิษ สำหรับคนที่เกี่ยวข้องกับเงินแล้วบริหารจัดการไม่เป็น”

พระพยอม ระบุอีกว่า วัดสวนแก้วอาจเป็นวัดเดียวก็ได้ที่เวลาพระไปบิณฑบาตได้สิ่งของและเงินทองกลับมาก็จะนำเข้ากองกลางทั้งหมด เงินก็ไม่เป็นเบี้ยหัวแตก พระรูปนั้นรูปนี้ก็ไม่ไปซื้อหวยหรือใช้หมดไปอย่างสิ้นเปล่า เพราะเราจัดการเงินบุญให้กระจายไปดับทุกข์บำรุงสุข

อวดอ้างอุตริ…ชั่วที่สุด

ที่ผ่านมาวัดพระธรรมกายมีการอวดอ้างว่าสามารถไปพบพระพุทธเจ้าได้ และอีกสารพัดเรื่อง ซึ่งพระพยอม บอกว่า หากนำเรื่องทางวินัยมาเปรียบเทียบ การที่อ้างว่าไปพบพระพุทธเจ้า หรือพบสตีฟ จ็อบส์ ได้ และยังอ้างว่าไปเจอหลวงปู่มั่นอยู่ในนรกนั้น เพราะพระธัมมชโยสำคัญตัวเองผิดคิดว่าเป็นพระอรหันต์ และยังอ้างว่าไปเจอพระพุทธทาสภิกขุไปอยู่ในที่ที่ไม่พึงปรารถนา เพราะสอนธรรมะผิดนั้น เรื่องเหล่านี้มันคือการอวดอุตริ…ชั่วที่สุด

“อาตมามองว่าทางเจ้าหน้าที่รัฐไม่จำเป็นต้องนำเครื่องบินไปบินสำรวจหรอก เพราะการที่พระธัมมชโย บอกว่า ครูบาอาจารย์ตกนรกนั้นก็ถือว่าเป็นการหาเรื่องกัน ซึ่งเรื่องนี้กำลังบานปลาย แต่ถึงอย่างไรเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นก็ทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อาตมาจึงขอถามกลับพระธัมมชโยว่า การที่ให้ลูกศิษย์ไปนั่งเฝ้าเป็นกำแพงมนุษย์ เป็นสุขหรือเป็นทุกข์”

เมื่อก่อนนี้อาตมาเคยนึกแปลกใจถามชาวพุทธว่า พระพุทธเจ้าออกบวชแสวงหาบุญหรือแสวงหาทางดับทุกข์ แต่เดี๋ยวนี้พระเอามาใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาอะไร นี่คือความวิปริตจนทำให้เกิดวิกฤต เพราะเป้าพลาดนิดเดียว ไม่เอาเรื่องดับทุกข์เป็นหลัก ดันผ่าเอาบุญเป็นหลัก  จึงมีพระบางรูปหลุดปากมาว่า “ยิ่งทำยิ่งรวย” และมีคำที่เฮงซวยที่สุดว่า “จงรีบทำบุญให้หมดตัว ก่อนที่ตัวจะหมดบุญ” มีคนแก่คนหนึ่งคงเคลิ้มเลยทำบุญแบบทุ่มหมดตัว ทีนี้จะเอาเงินที่ไหนใช้กิน ต่อมาลูกหลานว่ากระแทกแดกดันให้กินบุญเข้าไป ทำไปตั้งเยอะ สุดท้ายผูกคอตาย นี่คือวิปริตที่สุด

พระพุทธเจ้าเคยเตือนไว้ว่า ถ้าคนที่เขามีศรัทธาอ่อนโยน พระอย่าไปขอมาก เขาจะให้หมดตัว กลับกันเดี๋ยวนี้ใครยิ่งอ่อนโยน ยิ่งศรัทธา ยิ่งขอใหญ่ อันนี้คือความเฮงซวยความวิปริต

พระพยอมได้เล่ายกตัวอย่างนิทานเซนให้ฟังว่า มีพระ 2 รูปเป็นเพื่อนกัน ซึ่งพระรูปหนึ่งพูดจาอ่อนหวานจนเป็นที่นับถือของลูกศิษย์ ส่วนอีกรูปพูดจาโผงผาง ญาติโยมไม่ค่อยชอบมากนัก และเมื่อถึงวันที่พระรูปที่พูดจาอ่อนหวานไพเราะมรณภาพไป ลูกศิษย์ต่างร้องไห้เสียใจกับการจากไปของอาจารย์ และเมื่อถึงวันทำพิธีพระรูปที่พูดโผงผางก็ได้ไปที่งานและใช้ไม้เท้าเคาะโลงศพและพูดว่า “เมื่อเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่ก็ทำให้คนลุ่มหลง ศรัทธา และเมื่อตายไป ก็ยังทำให้คนร้องไห้ และพูดทิ้งท้ายว่า ท่านควรเกิดมาทำให้คนมีความรู้ ความสุข ไม่ใช่ทำให้คนเป็นทุกข์ ซึ่งการสอนว่า ยิ่งถวายยิ่งรวย หรือรีบทำบุญให้หมดตัว ก่อนที่ตัวจะหมดบุญนั้น ถามว่าเมื่อให้ไปจนหมดตัวแล้ว ผู้ที่ให้จะกินอะไร สุดท้ายหาทางออกไม่ได้ก็คิดฆ่าตัวตาย”

พระพยอม เล่าต่อว่า ทุกวันนี้คนบวชไม่สืบทอดศาสนา แต่ทุกวันนี้พระกลับรักษาผลประโยชน์ของศาสนาที่เป็นวัตถุเงินทอง ซึ่งไม่ได้เป็นการสืบทอดศาสนา เพราะการให้เกิดความสงบร่มเย็น ตรงนั้นพระไม่ปฏิบัติเลย แล้วเวลาเกิดเรื่องอย่างตอนนี้ (กรณีพระธัมมชโยถูกเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดีมีลูกศิษย์และพระออกมาปกป้อง) เขากำลังปกป้องศาสนาหรือเขากำลังรักษาหน้าตา ลองคิดดูว่าระหว่างรักษาศาสนากับรักษาหน้า คิดว่าสิ่งไหนมาแรงกว่ากัน เหมือนที่กำลังออกมาหน้าสลอนกันในเวลานี้

“เสียหน้าที่นับถือผิด จึงต้องช่วย ถ้าครูบาอาจารย์เราเพลี่ยงพล้ำ หน้าเราก็แหกไปด้วย จึงต้องรักษาหน้าตัวเอง โดยอ้างว่าปกป้องศาสนา แต่แท้จริงปกป้องหน้าตาตัวเอง” พระพยอม กล่าวทิ้งท้าย

วิปริตศาสนาพุทธ ผลประโยชน์ทำบุญแบบบ้าคลั่ง

“พุทธศาสนา” เปรียบเสมือนคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่อยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน โดยมีพระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สืบทอดและเผยแผ่เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้ศึกษาและปฏิบัติไว้เป็นหลักชัยของการดำรงชีวิตให้ตั้งมั่นอยู่บนฐาน คำว่า เป็นคนดี มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อนมนุษย์ และคอยระงับกิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ และความหลง

อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้สังคมเริ่มตั้งคำถามกับพระภิกษุสงฆ์ว่า ยังคงเป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้หรือไม่

พระพยอม กลฺยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ให้คำจำกัดความว่า เป็นเรื่องวิปริตที่เกิดขึ้นในวงการศาสนาจนกลายเป็น “วิกฤต” และที่วิปริตยิ่งกว่า ในพระพุทธศาสนาขณะนี้คือเรื่องผลประโยชน์ อันเกิดมาจากความเชื่อ ความศรัทธา การทำบุญกันแบบบ้าคลั่ง เมาบุญ หลงบุญ และเป็นบุญที่เสียหายและเสียเปล่า คือ การทำบุญที่ไม่แก้วิกฤตการณ์ ซ้ำร้ายจะกลายเป็นเพิ่มวิกฤตการณ์

อย่างไรก็ตาม ศาสนาไม่ใช่ตัวปัญหาหรือศาสนา “แย่ลง” แต่เกิดจากระบบการบริหารจัดการกับบุญทางศาสนาที่แย่คือ คนทำบุญไม่ค่อยฉลาดแล้ว และฝ่ายที่รับบุญมาก็บริหารเงินบุญไม่เป็น

“แต่ถ้าเอามาให้แล้ว พระบริหารเงินบุญให้ดี นำไปแก้วิกฤตบ้านเมือง เอาไปปลูกต้นไม้ สร้างสระน้ำให้โลกร่มเย็น หรืออะไรที่สามารถแก้ความทุกข์ ที่ไม่ใช่เอาไปลงไว้ที่เจดีย์ เพราะเมื่อคนที่อยู่รอบเจดีย์ ขาดแคลนที่อยู่อาศัย ก็จะมีมิจฉาชีพอยู่รอบเจดีย์ และอ้างว่าไม่รู้จะประกอบอาชีพอะไร ไม่มีที่ทำมาหากิน และบ้านเราก็จะเป็นประเทศที่ไม่ดี”

“เรื่องทางคดีของวัดพระธรรมกาย ถ้าเป็นคดีของพระรูปเล็กก็จบไปนานแล้ว แต่นี่เป็นเรื่องของพระใหญ่และมีเรื่องการเมือง เจ้าสัว นายทุน ที่เข้ามาจัดระบบบุญขายตรงทางธุรกิจบุญทำให้ปัญหาเกิดตลอดในช่วงที่ผ่านมา และบางครั้งพระบางรูปก็มักชอบอวดอุตริ การแก้ปัญหาเหล่านี้ควรที่จะต้องเซาะไปให้ถึงรากใหญ่ของปัญหา” พระพยอม แสดงความคิดเห็น

พระพยอม บอกอีกว่า การทำบุญกับวัตถุ สถานที่ นานไปก็ต้องมีการเสื่อมโทรม สูญสลาย ผุพังลงไปตามกาลเวลา แต่ถ้าหากทำบุญกับความรู้ หรือสร้างสาธารณประโยชน์ เป็นต้นว่า ขุดสระน้ำ ก็จะอยู่ให้ชาวบ้านได้ใช้ไปตลอดชาติ เพราะสระน้ำเป็นสิ่งที่จะอยู่คู่กับมนุษย์ไปได้อีกร้อยปี พันปี หรือหมื่นปี เพราะมนุษย์ทุกคนก็ต้องใช้น้ำ มนุษย์ไม่ได้ใช้ตึกใหญ่ แต่ปัจจุบันการทำบุญกับเรื่องน้ำกลับไม่มี

“สระน้ำในสมัยพุทธกาล จะมีสระน้ำ ตุ่มน้ำ วางไว้หน้าบ้าน และมีคำพูดแปลกๆ เช่น มีตุ่มน้ำไว้ให้คนเดินสัญจรที่หิวโหยผ่านมา 1 ตุ่ม ดีกว่าสร้างเจดีย์สูง 7 ชั้น แต่ทุกวันนี้ มันตรงกันข้ามไหม มีเจดีย์ใหญ่ดีกว่ามีน้ำหรือไง บางวัดมีเจดีย์ใหญ่แต่กลับไปขอน้ำชาวบ้านใช้ มันเป็นเรื่องที่การทำบุญแบบวิปริต” พระพยอม กล่าว

การทำบุญเรื่องน้ำมักไม่มีใครให้ความสนใจ หรือตั้งกองทุนเพื่อเป็นสัมมาชีพจริงจัง อย่างไรก็ตามปัจจุบันพระพยอมได้ตั้งกองทุน “ธนาคารน้ำ” ขึ้น เพื่อจัดทำแท็งก์น้ำ ขุดสระน้ำ แก้มลิง หลุมขนมครก รวมถึงรวบรวมเงินบริจาคเพื่อไปจัดสร้างแท็งก์ไซโลขนาด 1 แสนลิตร เพื่อช่วยเหลือประชาชน ควบคู่ไปกับโครงการทางการเกษตรเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม โดยอ้างอิงประโยคคำพูดของหลวงจีนรูปหนึ่งที่เคยพูดไว้ว่า “จุดตะเกียงไว้ในที่มืดสักดวงหนึ่ง ดีกว่ามีเจดีย์ใหญ่”

พระพยอม เล่าว่า ถือเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่ยังมีสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ซึ่งได้ประชุมเจ้าอาวาสทุกวัดในเขตกรุงเทพมหานคร ว่า ต่อไปนี้ถ้าจะสร้างถาวรวัตถุอะไรใหญ่ๆ ที่ไร้ประโยชน์ จะต้อง “ขออนุญาต” และอย่าปล่อยให้ใหญ่จนเกิดเหตุ

เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว บอกว่า ที่ผ่านมาเห็นมาหลายวัดที่มักปล่อยให้มีถาวรวัตถุใหญ่โตจนเกินเหตุ ต่างจากพระพุทธเจ้าที่ออกจากวังใหญ่มาอยู่โคนต้นไม้ กุฏิเล็ก แต่เดี๋ยวนี้สังคมไทยกลับเห็นลูกชาวบ้านออกจากบ้านเล็กมาสร้างวังใหญ่ วัดใหญ่ แม้แต่รองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ยังเคยเอ่ยปากว่า “มันอลังการขนาดนี้เลยหรือ”

“เงินของแต่ละวัดมีมหาศาล ตั้งแต่หลักร้อยล้าน พันล้าน รวมกันเป็นเงินหลายแสนล้านสุดท้ายก็ไปจมอยู่ที่วัด ทำไมจึงไม่กระจายแบ่งไปวัดอื่นบ้าง เพราะอย่างไรความไม่เที่ยงของสังขารก็เกิดขึ้น แม้แต่พระที่มีชื่อเสียงหลายรูปก็ยังต้องมรณภาพ ลองไปดูวัดหลวงปู่แหวน (หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่) ที่เมื่อก่อนดังๆ พอสิ้นสังขารท่าน คิดดูว่าคนไปมากเหมือนเดิมหรือไม่ แทบจะร้างหมด แต่ถ้านำเงินไปทำแหล่งน้ำ ทำแก้มลิงแทน ชาวบ้านก็จะสามารถนำไปใช้ได้ตลอดปีตลอดชาติ”

พระพยอม ยังเล่าอีกว่า เมื่อครั้งที่เคยไปเทศนางานสวดพระอภิธรรมหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม อดีตเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี มีพระประกาศว่า “ขณะนี้ออกแบบเจดีย์ใส่สังขารหลวงพ่อจรัญเสร็จแล้ว ใครจะร่วมทำบุญบ้าง” มีโยมท่านหนึ่งยกมือและพูดว่าฉันจะทำบุญ 20 ล้าน 5 ล้าน อาตมาจึงนึกว่า เมื่อครั้งจะทำโครงการน้ำยังไม่มีใครมาบริจาคถึง 1 แสนเลยสักราย

“ทั้งที่ความเป็นจริง น้ำสามารถช่วยเหลือคนทั่วไปให้ประกอบสัมมาอาชีพได้ นั่นจึงทำให้คนเห็นคุณค่าบุญ ในทางกลับกันการสร้างวัตถุใหญ่โตกลับไม่เกิดประโยชน์เท่าใด หรืออาจจะเกิดก็ช่วงที่พระเกจิช่วงนั้นดัง 10-20 ปี พอหลังจากสิ้นสังขารสิ่งเหล่านั้นก็จะร้าง เพียงแต่จะร้างช้าหรือเร็วเท่านั้น หรือไม่ร้างเลยแต่จะเสื่อมลงเรื่อยๆ อันนี้คือวิกฤตที่เกิดขึ้นกับวงการศาสนา”พระพยอม แสดงความคิดเห็น

 

เขียนรัฐธรรมนูญให้ตาย ก็ปราบโกงไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

30 พฤษภาคม 2559 เวลา 20:15 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/434729

เขียนรัฐธรรมนูญให้ตาย ก็ปราบโกงไม่ได้

โดย…สุภชาติ เล็บนาค

เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มนิติราษฎร์ ชำแหละร่างรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งก่อนจะลงประชามติในอีก 2 เดือนข้างหน้า

ปูนเทพ บอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ทำลายโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่ควรจะถ่วงดุลกันระหว่างอำนาจบริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ แต่รัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับปี 2550 กลับกลายเป็นสถาปนาอำนาจขององค์กรตรวจสอบให้เหนือกว่าฝ่ายการเมือง แล้วเป็นการตรวจสอบข้างเดียวโดยมีอำนาจมาก คือสามารถเอาคนที่มาจากการเลือกตั้งให้พ้นจากตำแหน่งได้ โดยที่องค์กรที่เอาออกไม่ได้มีความชอบธรรมอะไรพอ รวมถึงไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ

“ถ้าจะบอกว่าต้องมีองค์กรพวกนี้เพื่อแก้ระบบการเมืองที่ล้มเหลว ก็ต้องตอบว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ก็มาจากกรอบคิดเดียวกัน แต่หลังจากนั้นมันก็ชัดเจนว่าไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะปัญหาการเมืองมันซับซ้อนมากกว่านั้นมาก ก็ต้องไปแก้ตัวโครงสร้างว่าทำยังไงให้ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ รับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น มีการจัดโครงสร้างที่เป็นธรรมมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำ”ปูนเทพ ระบุ

เมื่อเทียบกับฉบับที่แล้ว นี่คือการ “ถอยหลัง” ที่หนักกว่าเดิม เพราะนอกจากอำนาจบริหารและนิติบัญญัติจะถูกจำกัด “กรอบการทำงาน” เต็มไปหมดแล้ว ยังมีถ้อยคำแปลกๆ เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องมีมาตรฐานจริยธรรม รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เพื่อเปิดช่องให้เกิดการตีความโดยตุลาการและองค์กรอิสระ รวมถึงให้พื้นที่ให้องค์กรเหล่านี้ เข้ามาเอานักการเมืองออกไปโดยง่าย

“เรื่องจริยธรรม ความซื่อสัตย์ มันเป็นเกณฑ์ทางศีลธรรม ไม่ควรเอามาเขียนในกฎหมาย เช่น คุณบอกว่าคุณเป็นคนดี ดีแบบไหน ซื่อสัตย์สุจริต ซื่อสัตย์แบบพุทธ หรือแบบคนไม่มีศาสนาจะสุจริตได้ไหม การเขียนคำแบบนี้ไม่สามารถหามาตรฐานทางกฎหมายได้”ปูนเทพ ระบุ

ส่วนการเลือกตั้ง “บัตรเดียว” เขาเชื่อว่าสุดท้ายจะสร้างปัญหามากกว่าเดิม เริ่มจากระบบเลือกตั้งที่บัตรเลือกตั้งลดเหลือใบเดียว เพราะประชาชนจะไม่สามารถแยกระหว่าง “พรรค” กับ “คน” ได้อีก เนื่องจากคะแนนเสียงถูกคำนวณตามสัดส่วนของบัตรใบเดียว ยิ่งไปกว่านั้น หากพรรคไม่มีประสิทธิภาพพอในการส่งคนลงทุกเขตเลือกตั้ง คะแนนที่ได้ก็จะน้อยลง

ที่หนักกว่าคือที่มาของ สว. นักวิชาการจากกลุ่มนิติราษฎร์ มองว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการเป็นตัวแทนประชาชนแม้แต่น้อย ตั้งแต่ในบทเฉพาะกาลที่ให้ สว.มาจาก คสช.ทั้งหมด และหลังจากนั้นก็ให้เลือกไขว้กันระหว่างกลุ่มอาชีพ คำถามคือประเทศไทยมีแค่ 20 กลุ่มอาชีพจริงหรือ แล้วอาชีพที่ถูกเลือกมาเป็นตัวแทนจริงหรือไม่

“ในระบบเลือกตั้งปกติ แม้เราจะไม่ได้อยากเป็นนักการเมือง แต่ก็มีสิทธิเลือก มีระบบตัวแทน แต่ภายใต้ระบบนี้คุณต้องกระโดดไปเป็นผู้สมัคร ถ้าอยู่เฉยๆ จะไม่มีสิทธิอะไรเลยในกระบวนการ มันเป็นระบบที่ไม่ได้ตั้งอยู่ในฐานที่ว่าทุกคนควรจะมีสิทธิเลือก คือโอเค คุณอาจจะบอกว่าทุกคนเข้ามาสมัครได้ แต่ถามว่าทำไมเราต้องเรียกร้องให้ทุกคนเข้ามาในวงจรนี้ก่อน”

ส่วนข้อเสนอที่บอกว่าต้องการดึงทุกกลุ่มเข้าไปแก้ปัญหาในสภา ไม่ให้นำไปสู่ “รัฐประหาร” อีกครั้งนั้น ข้อเท็จจริงก็คือการเอา “ทหาร” ให้เข้ามาอยู่ในรัฐธรรมนูญ เช่น ให้เป็น สว.โดยตำแหน่ง 5 ปี แต่ถ้าย้อนกลับไปปี 2535 หลักเกณฑ์นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “สืบทอดอำนาจ”

“คำถามคือทำไมต้องมีทหาร ทหารรู้ทุกเรื่องในการตัดสินใจหรือเปล่า แล้วเหตุผลที่อ้างก็ตลกในตัว เช่น ไม่งั้นทหารจะรัฐประหาร แสดงว่ามันมีความจำเป็น มีเส้นแบ่งที่ทหารสามารถรัฐประหารได้ คนร่างรัฐธรรมนูญที่คิดแต่ต้นว่าทหารสามารถฉีกรัฐธรรมนูญได้ เอาทหารเข้ามาดีกว่า มันเป็นความคิดพื้นฐานที่ผิดตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เพราะรัฐประหารไม่มีทางสมาทานกับรัฐธรรมนูญได้ และไม่มีทางเข้ากับหลักการประชาธิปไตยได้” ปูนเทพให้ความเห็น

เช่นเดียวกับการสร้างกลไก “ที่ประชุมร่วม” เพื่อแก้วิกฤตนั้น เขาเห็นว่าสุดท้ายก็ไม่ต่างกับการทำรัฐประหารโดยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ เพราะหากที่ประชุมต้องการเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกฯ โดยการให้คนอื่นที่ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่ สส. ก็สามารถเอา ผบ.ทบ.เป็นนายกฯ ได้ โดยไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ คือพูดด้านดี ด้านบวก ซึ่งก็ต้องตั้งคำถามว่าอำนาจเหล่านี้  “ชอบธรรม” อย่างไรในการเข้ามาแก้วิกฤต

“เวลาร่างมันคือการเซตซีโร่ มันคือบิ๊กแบงทางการเมือง องค์กรที่มีความชอบธรรมต้องออกแบบให้เข้ามา แต่องค์กรที่ไม่ชอบธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยที่เข้ามาแล้วทำให้ไม่มีเสถียรภาพ ต้องเอาออกไป นี่คือโจทย์ที่ต้องทำ ไม่ใช่หาทางออกจากประชาธิปไตย” ปูนเทพ ระบุ

ส่วนเหตุผลเรื่องการจัดการระบบการเมืองที่ล้มเหลว คอร์รัปชั่นนั้น เขาบอกว่าข้ออ้างเหล่านี้เกิดขึ้นทุกครั้ง ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญปี 2521 2534 2540 หรือ 2550 แต่ในที่สุดประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เวิร์ก ปัญหาเดิมๆ ในที่สุดก็กลับมาอีกครั้ง

“ผมยืนยันว่าเขียนให้ตายยังไงก็ไม่สามารถปราบโกงได้ ถ้าไม่ปรับโครงสร้างการตรวจสอบให้ถ่วงดุลซึ่งกันและกัน ประชาชนมีส่วนร่วม ข้อมูลต้องเปิดเผย แล้วการโกงมันไม่ใช่นักการเมืองอย่างเดียวที่โกง ทุกคนโกงได้หมด แล้วเราจะมีองค์กรเทวดาคุณธรรม มาตรวจสอบฝ่ายเดียวหรือ ไม่ใช่คิดแต่ว่ามีแต่กลุ่มนี้ที่โกง แล้วมีเทวดาจากไหนไม่รู้มาตรวจสอบ สุดท้ายฐานคิดในการปราบคอร์รัปชั่น ก็คือต้องเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ทุกฝ่ายต้องถูกตรวจสอบได้” ปูนเทพ กล่าว

ปัญหาอีกอย่างก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างกรอบขึ้นมาเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการ “ปฏิรูป” ที่ต้องทำตามกรอบของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เท่านั้น เช่นเดียวกับกรอบยุทธศาสตร์อนาคตประเทศ 20 ปี ที่ล็อกไว้ให้รัฐบาลที่เข้ามาหลังจากนี้ต้องทำตาม ทำให้สุดท้ายรัฐบาลจะไม่เหลืออำนาจตัดสินใจใดๆ เลย แม้ว่าจะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมาก็ตาม

“ฟังก์ชั่นของการเลือกตั้ง คือ 1.เขาไปรับฟังปัญหาจากประชาชน แล้วไปทำเป็นนโยบาย กับ 2.พรรคการเมืองสร้างนโยบายมา แล้วได้รับอนุมัติจากประชาชนให้ทำตามนโยบาย แต่ด้วยกรอบนี้ เขาจะติดกรอบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ทั้งหน้าที่ของรัฐ ทั้งการปฏิรูป”

“นโยบายมาจากฝ่ายบริหาร ข้าราชการทำตาม แต่รัฐธรรมนูญใหม่จะเขียนว่า นโยบายมาจากรัฐธรรมนูญ เขียนรายละเอียดยิบย่อยเต็มไปหมด รัฐบาลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ถ้าไม่ทำก็อาจขัดรัฐธรรมนูญ ถูกยื่นตีความ สุดท้ายเราก็จะได้รัฐบาลที่มีหน้าที่คล้ายข้าราชการเท่านั้น” ปูนเทพ ระบุ