คสช.ทำประเทศถอยหลัง เสี่ยงขัดแย้งซ้อนขัดแย้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/434464

คสช.ทำประเทศถอยหลัง เสี่ยงขัดแย้งซ้อนขัดแย้ง

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม, ธนพล บางยี่ขัน

กว่า 2 ปีกับการบริหารของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)  เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการละเมิดสิทธิมีให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง กว้างขวางและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ร้อนจนองค์กรนานาชาติต้องหันมาจับตาเป็นพิเศษ โจทย์ใหญ่อย่างเรื่อง “ปรองดอง” นอกจากไม่ก้าวหน้าแล้วยังอาจกำลังจะถอยหลัง

ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตที่ปรึกษาอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์สถานการณ์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญแสดงความเป็นห่วงต่อท่าทีของ คสช.ในเวลานี้หลายเรื่อง

ไกรศักดิ์ มองว่า ในช่วงที่ คสช.ตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ มีนายพลนั่งอยู่ในนั้น 3 คน เขามีโอกาสไปพูดคุยด้วยในฐานะกรรมการสิทธิฯ ร่วมกับ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ โดยเสนอว่าไม่ควรสร้างความขัดแย้งเพิ่มจากการรัฐประหาร ไม่ควรใช้ทหารในรูปแบบที่ดูเหมือนเข้าข้างฝ่ายผลประโยชน์ บริษัทขุดเหมือง ขุดทอง แต่ควรจะเป็นฝ่ายปกป้องชาวบ้านจากการใช้ความรุนแรง

ทว่า หลังจากที่กรรมการชุดนั้นพอจะเริ่มเข้าใจก็ไปยุบ นายพลที่เข้าใจก็ขับออกไปหมด เหลือแต่คนที่ใกล้ชิด แล้วไม่ส่งข่าวร้ายให้ สิ่งนี้ทำให้ความปรองดองในประเทศล้มเหลว สิ่งที่ควรจะทำได้ ประสบการณ์ จากสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คนเก่าๆ รู้ดี แต่กลับไปเอาตำรวจ ทหารเข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่หมด สิ่งที่เคยศึกษาก็หายไป นอกจากไม่สามารถปรองดองได้แล้วยังจะเกิดความขัดแย้งเชิงซ้อนขึ้นมาอีก

“ที่ผ่านมาความขัดแย้งแบ่งง่ายๆ ระหว่างเสื้อเหลือง เสื้อแดง ซึ่งลงเอยกันไม่ได้ เพราะไม่มีความยุติธรรม แต่ละฝ่ายบอกไม่มีความยุติธรรมแล้วจะสร้างความยุติธรรมยังไง เหตุการณ์ที่ร้ายที่สุดก็ไม่เดิน คอร์รัปชั่นก็ไม่เดิน รัฐประหารบอกว่า 8 แสนล้านบาทหายไปเพราะจำนำข้าว ตอนนี้กลายเป็น 5 แสนล้านบาท กลายเป็น 2.5 แสนล้านบาท ลดไปทุกวัน คดีก็ไม่เดิน

“ถ้าเราสามารถเร่งความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตาม เพื่อให้เห็นว่าเรามีรูลออฟ ลอว์ มันจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นธรรมในการรัฐประหาร แต่ที่ผ่านมาไม่เกิดขึ้น เด็กออกมาประท้วงไม่กี่คนก็จับทันที ดคี 112 ก็ขึ้นศาลทหารทันที ใครจะมาพูดเชิงลบเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ก็ออกกฎหมายมาลงโทษ”

ไกรศักดิ์ ประเมินว่า ภาพพจน์ที่แย่ที่สุดคือ กรณีอุยกูร์ที่รัฐบาลอนุญาตให้ตำรวจ กองทัพจาก ประเทศจีน เข้ามาในประเทศไทยหลายร้อยคน มาจับกุมชาวอุยกูร์ จับใส่กุญแจ ครอบหัวไอ้โม่งดำขึ้นเครื่องบินส่งไปประเทศจีน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ประเทศไทย

ผู้ลี้ภัยจากเขมรเป็นแสน จากลาวเป็นหมื่น ก็ต้องเปิดประตูให้อยู่ไม่เคยอนุญาตให้ทหารเมียนมาจับกลุ่มกะเหรี่ยง หรือส่งกลับ

สาเหตุที่เราตัดสินใจเช่นนี้เพราะเราจะเป็นพันธมิตรกับจีน สะท้อนว่าคนที่ใกล้ชิดรัฐบาลนี้ไม่ค่อยมีปฏิภาณในระบบสากลเพียงพอ ทำอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะตลาดที่ใหญ่สุดของเราอยู่ที่สหรัฐ ยุโรป การท่องเที่ยวอาศัยตะวันตกเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีจีนแบ่งไปสามสิบเปอร์เซ็นต์ในตอนนี้

อีกมุมที่ต้องจับตาคือ ยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะต้องย้อนไปถาม คสช.ว่า หมายความว่าอย่างไร ทั้งการลดภาษีเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทต่างๆ การตั้งประชารัฐให้บริษัทยักษ์ใหญ่ผูกขาดมาเป็นตัวแทน ซึ่งบริษัทเหล่านี้คุ้นเคยต่อการบริหารในรูปแบบการกอบโกยกำไร จนเราเห็นว่าป่าหายหมดแล้วกลายเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพื่อไปทำอาหารสัตว์

“บริษัทใหญ่คุณไม่ต้องไปอุ้มมันหรอกเพราะเขาอยู่ได้อยู่แล้ว ทุกยุคสมัยเข้าไปประคับประคองจนจะลอยฟ้า มิหนำซ้ำ จากข้อมูลที่เขาได้บริษัทผูกขาดเหล่านี้จะไปเปิดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษใน 10 กว่าจังหวัด โดยประกาศไปแล้วที่ จ.ตาก ว่าจะเอาประชากรออกหมดจะเอาพื้นที่ทำมาหากินของคน 3-4 ชั่วอายุคน ไปทำเป็นเขตอุตสาหกรรมให้ต่างชาติมาลงทุน แล้วใช้แรงงานถูกจากเมียนมา แล้วส่งสินค้าไปเมียนมา

“…ผมว่าไม่มีเหตุผลเลยถ้าทำอีกที่ จ.สระแก้ว ทำอีกที่อื่นๆ จนกระทั่งให้ครบ 10 จังหวัด 8 แสนไร่ทั้งหมด ผมว่าเป็นประเด็นแรกที่จะสร้างความขัดแย้งในระดับชาติ ลงไปภาคใต้ก็ลุกเป็นไฟ ไม่ว่าไปที่ไหน สงขลา ก็ไปกดดันชาวบ้าน ใช้ระบบกดดันชาวบ้านเสียจนไม่กล้าประชุมต่อต้านโรงไฟฟ้า ถึงแม้จะไปตั้ง 2 โรงที่นั่น โรงละ 600 เมกะวัตต์”

ต่อเนื่องด้วยการจะสร้างท่าเรือออกไป 4 กม. เพื่อขนถ่านหินจากอินโดนีเซียเข้ามา เช่น เดียวกับที่ จ.กระบี่ สตูล ที่ทำท่าเรือน้ำลึก ซึ่งจะไปทำลายเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างเสร็จเมื่อไหร่ชาวบ้านก็เจ๊งเมื่อนั้น วิถีชีวิตเขาจะสลายตัวอย่างสิ้นเชิง พื้นที่ที่จะไปจับปลาทำมาหากินก็จะน้อยลง

สำหรับ จ.สตูล ขณะนี้ มี 2-3 หมู่บ้านบอกว่าต้องเตรียมย้ายออกเพราะจะทำรถไฟทางคู่เพื่อเป็นแลนด์บริดจ์ 2 เมตรผ่านหน้าบ้าน เวนคืนแค่ตารางวาละ 125 บาท เขาบอกย้ายมาอยู่ร้อยกว่าปี นี่จะไปล้มภูเขาสองลูก เอาดินหินมาทำท่าเรือน้ำลึกสตูล

ไกรศักดิ์ กล่าวว่า จ.สตูล ประกาศเป็นเขตอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 รับรองโดยยูเนสโก แต่กลับมีการอนุมัติสร้างท่าเรือน้ำลึกไปแล้วห่างจากมาเลเซีย 2 กม.เท่านั้น ตรงนี้ยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมนโยบายที่จะมีทั้งโรงเผาขยะถ่านหินเกือบ 8 โรง ที่เชื่อว่าอาจจะลงสุราษฎร์ โดยเข้าใจว่าผู้นำแถวนั้นอาจจะต้องการ ตรงนี้ไม่แน่ใจ และยังมีโรงเผาขยะที่จะทำทุกจังหวัดอย่างน้อย 50 กว่าจังหวัด โดยไม่ต้องผ่าน EIA ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว

“ตรงนี้คือยุทธศาสตร์ที่คิดกันใหญ่โตที่พิจารณาใหม่ไม่ได้แล้วหรือ จะต้องเอายุทธศาสตร์นี้ไปให้สำหรับวุฒิสมาชิกเดินต่อ บังคับทุกรัฐบาลให้เดินตามนี้หรือเปล่า”

อีกทั้งยังเห็นมีการออกกฎหมายว่าต้องไปสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินที่ จ.นราธิวาส เพื่อให้ชาวบ้านมีความสุข จะได้ไม่มีความขัดแย้ง ซึ่งต้องถามกลับว่าได้ไปถามชาวบ้านหรือยังว่าต้องการโรงไฟฟ้าหรือเปล่า อ.เทพา ห่างจาก จ.ปัตตานี แต่ที่มหาวิทยาลัยปัตตานียังเดินขบวนต้านเพราะควันไปถึง

“ผมคิดว่าทุกยุทธศาสตร์ ถ้าไม่มีการมีส่วนร่วมทางวิชาการ นักธุรกิจของทั้งกลุ่มขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก นักวิชาการ นักสิ่งแวดล้อม พรรคทางเลือกใหม่ ที่สามารถล็อบบี้เสียงตัวเอง ชุมชนที่ได้รับผลกระทบกระเทือนโดยตรง คุณจะบอกว่าเป็นยุทธศาสตร์ได้ไง”

ไกรศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาที่จะเกิดขึ้นจะนำไปสู่ความขัดแย้งอีกขั้น เป็นความขัดแย้งที่ซ้อนไปอีกชั้น ซ้ำเติมปัญหาเดิมในอดีตที่ยังแก้ไม่ได้ กลายเป็นความขัดแย้งที่ลงไปในระดับพื้นที่ที่รุนแรงกว่าเดิม

สิ่งที่เขาประสบความสำเร็จที่สุดคือเขาพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ ถ้าเขามีสิทธิ ยกตัวอย่าง จ.กระบี่ ไม่เอาถ่านหิน แต่ว่าเขามีทางเลือกดีกว่าถ่านหิน ได้ประโยชน์สำหรับพื้นที่ คือไฟฟ้าจากชีวมวล โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม สามารถผลิตเป็นรายได้ท้องถิ่น และสามารถส่งไปขายที่ จ. นราธิวาส นครศรีธรรมราช และจังหวัดอื่นๆ แต่เขาให้ทำแค่ 37% ทั้งที่เขามีความพร้อมที่จะทำ 170 -200% ถ้าให้เขาได้ทำ รวมทั้งผลิต จากแสงอาทิตย์ก็อยากทำให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าทำได้และไม่มีมลพิษมาทำลายสิ่งแวดล้อม

“พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร จะรู้ไหมเรื่องนี้ เพราะความคิดเห็นของเขามาจากกระทรวงพลังงาน มาจากปลัดที่นั่งอยู่ในบอร์ดของอีแกต ที่มีการลงทุนถ่านหินอยู่ที่อินโดนีเซียแล้วขายไม่ออก ก็มาผลักดันให้ชาวบ้านรับเรื่องนี้”

ไกรศักดิ์ กล่าวอีกว่า นโยบายหลายเรื่องดูเหมือนจะไปเอาอกเอาใจนายทุนขนาดใหญ่เพื่อให้เขาเข้าข้างตัวเอง เพื่อหลุดออกจากความหวังว่าต้องไปพึ่งทักษิณอีก เช่น อยากได้ที่ดินหรือ เอาไปเลย 99 ปี เดี๋ยวให้เลย อยากเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ เดี๋ยวไปไล่คนออกเอง ไปเวนคืน ไม่ต้องไปซื้อด้วย

“ผมเป็นห่วงว่าประวัติศาสตร์มันไม่ซ้ำรอย โครงสร้างเหมือนดูคล้ายกันมาก เราก็ประเมินได้ว่าปัญหาที่จะตามมาคืออะไร คือ ประชาธิปไตยท้องถิ่นหรืออำนาจของประชาชน มันหายไปในพริบตา แต่คุณจะกระทำอะไรต่อประชาชนเหมือนในอดีตโดยที่เขาไม่ฟ้องร้อง ไม่โวย หรือไม่ต่อสู้ก็ไม่ได้อีกแล้ว วันนั้นที่จับคนใส่ถัง คุณไปทำท่าเรือน้ำลึกที่ชลบุรี มาบตาพุด คนยังไม่รู้สิทธิของตัวเองด้วยซ้ำ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้น แต่วิธีคิดของผู้นำยังเป็นอย่างนั้น”

ไกรศักดิ์ ประเมินว่า คสช.ยังคิดไม่ทะลุ อย่างเงื่อนไขต่างประเทศจะไปอยู่กับรัสเซีย เศรษฐกิจรัสเซียก็ล่มจม ถามว่าคุณจะเอาเศรษฐกิจรัสเซียมาแบกตลาดแค่ตลาดปลากระป๋องอย่างเดียว แทนสหรัฐหรือจีนได้ไหม ก็ไม่ได้ จีนก็เป็นคู่แข่งขันกับเราอยู่แล้ว

“เขาคิดไม่ทะลุ ขาดนิดเดียวคือเอาคนจากป๋าเปรม เอามีชัยมาร่างรัฐธรรมนูญ เอาคนจากอดีตมาคละกันอยู่ เดินแทบจะชนกัน เอาทหารหนุ่มที่ไม่เคยทำอะไรมาก่อนมาเดิน ธุรกิจก็ไปเอาพวกตัวเองเข้ามา เอาลูกชายธุรกิจยักษ์ใหญ่เข้ามาได้แค่นี้หรือ มันก็คือการสร้างการขัดแย้งอีกชั้น”

ไกรศักดิ์ มองว่าท่ามกลางความมืดก็ยังมีแสงสว่าง อย่างการที่รัฐบาลยกเลิกสัมปทานเหมืองทองคำ แม้จะเป็นเพียงแค่นโยบาย ที่ยังไม่เห็นโครงสร้างที่แท้จริง แต่ปัญหาการละเมิดสิทธิที่จะแก้ปัญหาเหมือนสมัยทักษิณ คือ ใครโผล่มาฆ่าเรียบก็ไม่เกิดขึ้นเหมือนสมัยนั้น”

“ผมเป็นห่วงว่าถ้าเดินต่อไปเรื่อยๆ ในแนวนี้ จะต้องใช้การเผด็จการสูงขึ้นเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์ของตัวเองอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ดังนั้นควรจะต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ วิธีเดียวก็คือต้องให้คนมีปากมีเสียง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เองอาจไม่ต้องลงมา เพราะไม่ค่อยฟังคนอยู่แล้ว แต่อาจต้องมีกลไกให้คนได้แสดงความคิดเห็นบ้าง กลไกที่ว่าก็คือรัฐสภา”

ไกรศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการรวมศูนย์อำนาจทางการเมือง ทำให้ประชาชนยอมตายออกมาประท้วงเกิดพฤษภาทมิฬ จนต่อมามีการคลี่คลายให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น เศรษฐกิจอาจจะยังอยู่ที่ กทม. แต่ปัจจุบันกลับมีการรวบอำนาจการเมืองกลับคืนมาแถมบอกห้ามกระจายอีก

“นี่หรือคือการปฏิรูป เป็นการถอยหลังมากกว่าคำว่าปฏิรูป หมายถึงการหมุนเวียนไปข้างหน้า แต่ดู คสช.ยังไม่สามารถหาคำว่าปฏิรูปได้เจอในพจนานุกรมของ คสช.

“…การที่ คสช.มองอะไรเหมือนคนตาบอดฟังแต่เสียงคนใกล้ชิดอำนาจ ไม่ฟังเสียงคน แล้วมีผลประโยชน์ทับซ้อน มันไม่ใช่จะทำให้ประเทศชาติถอยหลังเพียงอย่างเดียว แต่จะสร้างความขัดแย้งในอนาคตที่ไม่สามารถปรองดองได้อีกเลย ถ้ายังมีอำนาจต่อไป”ไกรศักดิ์กล่าวสรุป

แก้ภาคใต้…ซ้ำรอยทักษิณ วัฏจักรแห่งความรุนแรง

ไกรศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ในภาพเปิดการละเมิดสิทธิมีความรุนแรงมาก รัฐบาลปัจจุบันมาจากการรัฐประหาร สิทธิเสรีภาพบางอย่างถูกยกเลิกเพื่อปฏิรูป ปรับโครงสร้าง แต่การกระทำที่ผิดกฎหมายที่ผ่านมาอย่าง ปราบม็อบ ใช้ความรุนแรงจนมีการล้มตาย ควรเดินเรื่องนี้ไปถึงที่สุด ประชาธิปัตย์เคยเดินเรื่องนี้ แต่ต่อมาถึงรัฐบาลเพื่อไทยกลับไม่มีการเคลื่อนไหวเต็มที่ การตายของคนกลายเป็นการสร้างปรปักษ์ขึ้นมาทันที

ทั้งนี้ นักสิทธิมนุษยชนยังหวังอยู่ว่าคดีต่างๆ ทั้งการฆ่าคนนับสามพันเรื่องยาเสพติด กรือเซะ สะบ้าย้อย ตากใบ ในช่วงรัฐบาลทักษิณ น่าจะมีการสอบสวน ดำเนินการให้ความเป็นธรรม คดีต่างๆ เหล่านี้ ไม่อยู่ในบัญชีของ คสช.เลย แต่อยู่ในบัญชีหลังการรัฐประหาร 2549 มีการตั้งคณะกรรมการชุด คณิต ณ นคร ขึ้นมาสอบสวน แต่ลืมไม่ได้ให้อำนาจสั่งฟ้องศาล

“เขาถึงมีปัญหากับสากล กับรัฐบาลตะวันตก ที่มองเรื่องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิพื้นฐาน โดยเฉพาะการฆ่าคน การใช้อำนาจรัฐเพื่อปลิดชีวิตคน ถ้าเรื่องนี้เดินขึ้นมาเมื่อไหร่ รัฐบาลสหรัฐ ไม่สามารถเปิดปากวิจารณ์ได้ เพราะตัวเองเคยทำให้คนตายในอิรักมากกว่า 2 ล้านคน เกิดความปั่นป่วนจากสงคราม ทำให้คนตายไม่รู้กี่แสนในภูมิภาค ในศตวรรษนี้การไม่คำนึงเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนคุณก็อยู่ไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าการไปเข้าค่าย 2-3 วัน ไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิร้ายแรง เพราะไม่ได้ขังตาย ทุบตี ทรมาน แค่เอาไปขู่เฉยๆ แต่ถ้าเรานำเรื่องการละเมิดสิทธิในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตย มาเป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่งในการรัฐประหาร รัฐบาล คสช.นี้ก็จะมีความชอบธรรมสูงขึ้นด้วย แต่ในเวลาเดียวกันรัฐบาลนี้กลับเลือกที่จะใช้ศาลทหาร ในการดำเนินคดีทางการเมือง โดยเฉพาะคดีมาตรา 112 ทั้งที่หลายคดีไม่ควรขึ้นศาลทหารเพราะเป็นศาลที่มีเจตนาเพื่อลงโทษกันเองของทหารที่ติดอาวุธ

“ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ที่สุดที่ทั่วโลกมองว่าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ คสช.เขาไม่เข้าใจ หรือทำเป็นไม่เข้าใจ หรือเพราะตัวเองไปยุ่งเกี่ยวด้วยกับการกระทำของศาลทหาร หลายคนก็อยู่กับทักษิณ ด้วยความอบอุ่น หรือเปล่า กลัวมันจะย้อนกลับมาเข้าตัวเอง แต่ว่าทำไม พล.อ.สุรยุทธ์ สมัยนั้นทำได้ ลงไปภาคใต้ไปขอโทษชุมชน ผู้นำชุมชนสองครั้ง

…รัฐบาลนี้ไม่ทำ กลับทำตรงกันข้าม คล้อยตามเส้นทางที่ทักษิณวางไว้หมด ยกตัวอย่าง คนอื่นอาจไม่พูดถึง แต่เรื่องนี้สำคัญมาก สามจังหวัดภาคใต้สำคัญมาก ก็ตามเส้นทางทักษิณไง ทักษิณเดินเรื่องนี้กับนาจิบ ราซัค นายกฯ มาเลเซีย จัดให้ บีอาร์เอ็น มาเจรจากับรัฐบาลไทย แต่เป็นบีอาร์เอ็นที่สถาปนาขึ้นมาเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบีอาร์เอ็น ไปบังคับ ฮาซัน ให้เป็นตัวแทนของบีอาร์เอ็น ไปจัดตั้งการเจรจาที่กัวลาลัมเปอร์ วันนั้นเกิดระเบิดวันเดียว 50 จุด มันก็น่าจะเห็นอยู่แล้วมันไม่ใช่ เป็นการประท้วงโดยผ่านระเบิด ความรุนแรง”

ไกรศักดิ์ อธิบายว่า ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารแล้วไปขอโทษในพื้นที่ก็จะเป็นเรื่องดี แล้วจะบอกได้ว่า สิ่งที่ทักษิณทำไม่ได้เรื่อง ไม่ใช่ของแท้ ไม่ตั้งใจ ถึงต้องทำรัฐประหาร คสช.มีจุดประสงค์เพื่อยุติการใช้ความรุแรง แต่เมื่อเดินรอยตามทักษิณทุกวันนี้ก็ยังเจรจา มันก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่เจรจากับตัวจริง ดังนั้นต้องกลับไปมองตัวเอง ว่าเป็นความผิดของตัวเองด้วยหรือเปล่าที่เดินตามทักษิณ

น่าแปลกไหมที่ทุกปี แม่ทัพภาคที่ 1 รวมกับทั้งกองทัพภาคที่ 1 จะลงไปภาคใต้ อีก  6 เดือน กองทัพภาคที่ 2 ก็จะลงไป อีก 6 เดือน ภาคที่ 3 ภาคที่ 4 ก็จะลงไปหมุนเวียน แล้วเมื่อไหร่ กองทัพไทยจะคุ้นกับการพัฒนาประเทศในรูปแบบสันติวิธี แล้วเมื่อไหร่ กองทัพ จะเป็นกองทัพที่สามารถทำเรื่องหลากหลาย นอกจากเรื่องปราบปรามประชาชน นอกเหนือจากทรมาน ระเบิด การใช้ความรุนแรง เป็นกองทัพที่ทันสมัยจริงๆ

อีกทั้งสมัยทักษิณ รัฐตำรวจก็มาจากการใช้อำนาจนอกกฎหมาย โดยใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามฝ่ายค้าน ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญ ทำไมไม่ปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องแรก ตามมาด้วยปฏิรูปกองทัพ แต่กลับกลายเป็นการเดินตามทักษิณไป อดทำให้เรานึกไม่ได้ว่าเขาอาจจะชอบรักษาความรุนแรงภาคใต้เพื่อใช้งบประมาณด้านความมั่นคง โดยไม่ต้องตอบคำถาอะไรมากมายหลายแสนล้านบาทหรือเปล่า

“มันก็ไม่จบเป็นวัฏจักรของความรุนแรง การเอาทหารที่ผ่านการสู้รบภาคใต้มาสดๆ ร้อนๆ เอา ขึ้นไปภาคอีสาน ก็ไปไล่กระทืบชาวบ้าน ไม่ได้มองว่าเป็นมนุษย์ที่มีสิทธิพื้นฐาน แต่กลายเป็นศัตรู ผู้ประท้วงเรื่องเหมือง เรื่องสิ่งแวดล้อม เจ็บป่วยจากผลกระทบมลพิษ  แทนที่จะไปช่วยเป็นตัวแทนชาวบ้าน กลับไปเป็นฝ่ายปราบปรามอย่างสิ้นเชิง น่าอนาถที่สุด ที่แม่ใหญ่ภาคอีสาน ต้องก้มลงไปกราบรองเท้าบู๊ต”

ทหารจะตั้งพรรคเหมือน “บิ๊กสุ” แต่ พท.ชนะได้เสียงข้างมาก

นับจากนี้กับอีกหนึ่งปีที่เหลืออยู่ของ คสช. ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หนึ่งในทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก สมัยนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ วิเคราะห์ว่าประวัติศาสตร์ดูเหมือนจะซ้ำรอย แต่ไม่ได้ก็อบปี้มาแบบตรงๆ เพียงแค่คล้ายๆ แต่ในรายละเอียดอาจจะมีแตกต่างไปบ้าง

เริ่มจากนายกรัฐมนตรีคนต่อไปอาจจะเป็นทหารก็เป็นได้ คสช.คงต้องมองหาคนที่คนส่วนใหญ่เคารพนับถืออย่าง “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษ ซึ่งมีอำนาจพิเศษ นอกเหนือจากผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แล้วยังมีคุณธรรมด้วย เป็นคุณธรรมที่เกือบจะศักดิ์สิทธิ์ และสามารถปกครองได้ท่ามกลางความขัดแย้งสูงมากในกองทัพ

ปัจจุบันสภาพการแข่งขันไม่รุนแรงเหมือนในอดีต เพราะ “บูรพาพยัคฆ์” เหมือนจะสามารถดูแลได้ทั้งกองทัพ ทหารชาวบ้านไม่มีสิทธิเป็นใหญ่เป็นโต แม้จะทำงานรับใช้อยู่แนวหน้า ชายแดน ดังนั้นความไม่พอใจก็มีอยู่ แต่ว่าจะออกมารัฐประหารซ้อนก็หมดยุคนั้นไปแล้ว

“บูรพาพยัคฆ์สามารถถ่ายทอดอำนาจจากรุ่นตัวเองไปสู่อีกรุ่นเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว ความขัดแย้งออกมานิดหน่อยตอนตั้ง ผบ.ทบ. มีการรื้อประติมากรรมบางจุด มีการกล่าวหาเรื่องราชภักดิ์แต่ก็ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้ แสดงว่าก็มีความขัดแย้งอยู่เหมือนกัน แต่เขาสามารถเกลี้ยกล่อม มีกลไก คงผ่านท่านรองนายกฯ เพราะคงเห็นว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาขัดแย้งกันเอง เพราะศัตรูหลักคือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จะมาขัดแย้งตัวเองก็ต่อเมื่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหายไปหมดแล้ว ความขัดแย้งกันเองถึงจะผุดขึ้นมาก็อาจเป็นไปได้ คุณจะให้ความเป็นธรรมภายในกองทัพยังไง นี่อาจเป็นความขัดแย้งอีกขั้น”

ไกรศักดิ์ วิเคราะห์ว่า ความเข้มแข็งของกองทัพจะทำให้นักการเมืองที่จะเข้ามาในอนาคตไม่ต่างจากอดีตคือรีบ “กอบโกย” เพราะตัวเองไม่มีอำนาจทำอย่างอื่น แถมไม่จำเป็นต้องหาเสียงประชานิยม เพราะทหารคุมอยู่ สมัยก่อนพรรคกิจสังคม ชาติไทย หรือพรรคอื่น จะทำอะไรได้อย่างไรหากไม่ได้รับอนุญาตจากป๋าเปรม ดังนั้นสภาพัฒน์ก็จะเป็นตัวชี้นำให้ทำนู่นทำนี่

อย่างไรก็ตาม สถาบันต่างๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากยุคป๋าเปรม ที่เคยผูกพันทั้งกองทัพ สถาบันกษัตริย์ ข้าราชการ ศาล ป๋าเปรมได้การสนับสนุนจากตรงนี้หมด สมัยนั้นทำอะไรได้ยากหากไม่ได้รับการสนับสนุนจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ เป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ เกือบถาวร ส่วนกระทรวงมหาดไทย กลาโหม คลัง นั้นทหารเข้าไปคุมหมด

ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเกิดพรรคทหารขึ้นมาเหมือนในอดีต ไกรศักดิ์ มองว่า คงหนีไม่พ้นเหมือนสมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่มีการตั้งพรรคสามัคคีธรรม ครั้งนั้นต้องอาศัย พล.อ.ชาติชาย ให้ไปรวบรวมคน ทั้งๆ ที่รัฐประหารล้มรัฐบาล พล.อ.ชาติชายไปแล้ว ก็ยังขอให้มาช่วยตั้งพรรคลับๆ

“ถ้าไปถาม พล.อ.สุจินดา ว่าอะไรที่ทำแล้วคิดว่าทำผิดมากที่สุด เขาคงจะตอบว่า การตั้ง อานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าผมพูดไม่ผิด เพราะเขาทำรัฐประหารเสร็จ อานันท์ก็ตั้งเทคโนแครตขึ้นมาทุกตำแหน่ง เขาไม่ได้อะไรเลยสักตำแหน่ง แล้วครั้งนี้จะเป็นทำนองเดียวกันหรือเปล่า แล้วเขาจะยอมหรือ ทุกวันนี้ทำสารพัดอย่าง ไม่มองหน้ามองหลัง มองซ้ายมองขวาเลย ลุยทำนโยบายต่างๆ”

ไกรศักดิ์ มองไปหลังการเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยก็คงได้เสียงข้างมาก และเพื่อไทยเขาคงอยากทำให้การรัฐประหารไม่เกิดขึ้นอีกก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งก็แก้ยาก แต่โลกนี้มีวัฏจักร ดูอย่าง สหรัฐอเมริกาแนวขวาจัด เหยียดสีผิว เหยียดทางเพศ ก็มีคนเชียร์กันหูดับตับไหม้แต่ก็ยังมีกระแสต่อสู้อยู่ อีกด้าน ฟิลิปปินส์ ดูเตอร์เต นี่บอกว่าจะฆ่าคนเป็นหมื่นแล้วไปทิ้งทะเล ไม่ว่าจะผิดถูกยังไงก็มีคนชอบ ไปด่าพระ ด่าบาทหลวงเป็นลูกโสเภณี คนก็ยังนิยม

ทั้งนี้ ประชาธิปไตย ไม่ได้สร้างวัฒนธรรมใหม่แต่สร้างวัฒนธรรมซ้อน ไม่ใช่เสรีภาพแบบบริสุทธิ์ แต่เป็นเสรีภาพแบบลำเอียงเกิดขึ้นมาประชาชนเลยสับสน

ไกรศักดิ์ ยังเปรียบเทียบว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยก็เหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับป๋าเปรม หรือบางคนบอกเหมือนสมัย พล.อ.ถนอม กิตติขจร ด้วยซ้ำ เพราะวุฒิสมาชิกมาจากการแต่งตั้ง ไม่มีสิทธิชุมชน มีแต่เขียนบันทึกไว้เฉยๆ แต่ไม่มีข้อปฏิบัติ

ขณะที่โครงสร้างการเมือง ถ้ารัฐบาลหน้ามาจากการเลือกตั้งแล้วได้เสียงข้างมากสามารถตั้งนายกฯ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมวุฒิสภาได้ เพราะวุฒิสภาแต่งตั้งโดยการรัฐประหาร สุดท้ายมันจะเกิดขึ้นเหมือนสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งวุฒิสภาเกือบครึ่งแต่งตั้งโดยป๋าเปรม ทำให้หลายเรื่องที่ สว.ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ก็ทำอะไรไม่ได้ เช่นการจะไปผูกมิตร ยุติสงครามกับเขมร หรือการมีกฎหมายเพื่อยกเลิกการเซ็นเซอร์สื่อก็ทำไม่ได้ รวมทั้งทำให้ข้าราชการประจำวิ่งไปพึ่งวุฒิสภา ไปพูดใส่ร้ายป้ายสี ให้ข้อมูลผิดๆ ถูกๆ เพื่อให้ถล่มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ไกรศักดิ์ อธิบายว่า ต่อมาหลังวุฒิสภาหมดวาระไปครึ่งหนึ่งทำให้รัฐบาลสามารถตั้งคนขึ้นไปทำหน้าที่ มีทั้งเอ็นจีโอ อาจารย์ หัวหน้าแรงงาน สหภาพแรงงาน ถึงทำให้สามารถผ่านกฎหมายเกี่ยวกับการยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 42 (ปร.42) ได้

ดังนั้น ต่อไปสมมติว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็อาจอึดอัดถ้ามีความเห็นขัดแย้งกับ สว. และต้องเถียงกันไปไม่จบ กฎหมายก็ผ่านไม่ได้ กฎระเบียบธรรมดาก็อาจไม่ผ่าน ความขัดแย้งในสภาก็จะยืดเยื้อแน่นอน ซึ่งส่วนตัวเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ มีหลายเรื่องที่ดีกว่าฉบับมีชัยมาก คสช. น่าจะนำฉบับนี้มาบังคับใช้

 

สถานะ”ธัมมชโย” ปาราชิกไปนานแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 พฤษภาคม 2559 เวลา 09:56 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/434173

สถานะ"ธัมมชโย" ปาราชิกไปนานแล้ว

ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

อาการอาพาธของ “ธัมมชโย” ทำให้การเข้ารับทราบข้อกล่าวหา “รับของโจร ร่วมกันฟอกเงิน” ที่ศาลออกหมายจับพระชื่อดังตามคำขอของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเสอไอ) ต้องเลื่อนออกไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา กรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายรูปนี้เป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมพุทธ โดยเฉพาะปมที่ทำให้เกิดคำถามว่า “ธัมมชโย” ยังสมควรที่จะเป็นพระอยู่หรือไม่ ด้วยพฤติกรรมที่จับต้องเงินทองและทรัพย์สินต่างๆ กระทั่งเลยเถิดนำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย

ย้อนไปถึงปมที่ มหาเถรสมาคม (มส.) เคยเรียกประชุมเรื่องพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ที่บัญชาให้ธัมมชโยต้องปาราชิกหมดสภาพจากความเป็นพระ ผลจากที่ประชุมครั้งนั้นได้ข้อสรุปว่า มส.ไม่จำต้องปฏิบัติตามพระลิขิต เพียงแต่รับทราบเรื่องนี้และหากจะเอาผิดธัมมชโย ก็ควรจะเป็นความผิดใหม่ในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดก็ได้

หากลงลึกในคำถามที่น่าสนใจตามข้างต้น พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชนั้น มีความหมายว่าอย่างไร

คำตอบจากผู้ช่ำชองกฎหมายของสงฆ์ “ปรีชา สุวรรณทัต” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความกระจ่างกับคำถามนี้ว่า “ไม่ใช่กฎหมาย และสมเด็จพระสังฆราชก็ออกคำสั่งเป็นพระลิขิตไม่ได้ แต่สิ่งที่เอ่ยถึงธัมมชโยนั้น คือ ความผิดของธัมมชโยที่ผิดจากพระธรรมวินัย เป็นพระแต่ไปจับต้องเงินเกิน 5 มาสก หรือกว่า 300 บาท ตามพระธรรมวินัยก็ต้องปาราชิกอาบัติแล้ว สมเด็จพระสังฆราช ท่านวินิจฉัยจากพระธรรมวินัย ท่านไม่ได้สั่ง แต่ตามกฎแล้วต้องมีการสนองตาม พระบัญชา ซึ่งผู้สนองคือ มส. แต่ มส.เลือกที่จะปฏิเสธพระลิขิต และยังอุ้มธัมมชโยเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดมาก”

อาจจะเป็นเพราะผลประโยชน์จากธัมมชโย ที่มอบให้กรรมการ มส.ที่เป็นพระสงฆ์บางรูป ทำให้เกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้องชูมือหนุนธัมมชโยไม่ให้ต้องปาราชิกอีกต่อไป สวนกระแสคำถามของสังคมอย่างดื้อดึง

พระลิขิตที่เอ่ยถึงธัมมชโยเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2542 เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของวัด ซึ่งมีความหมายรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เงิน และทรัพย์สินอย่างอื่น ใจความว่า

“ต้องมอบทรัพย์สินทั้งหมดในขณะที่เป็นพระให้แก่วัดทันที แต่ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ ว่าในชั้นต้นอาจมิใช่เจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระแก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่า ต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระ ปลอมเป็นพระด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแต่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา”

ปรีชา อธิบายถึงความหมายของพระลิขิต ว่า นั่นย่อมเท่ากับว่าธัมมชโยไม่ใช่พระอีกต่อไป หากแต่เป็นชายที่ห่มเหลืองเท่านั้น แน่นอนว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา เพราะใครก็ตามไม่สามารถมาแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ได้ นี่ก็เข้าข่ายข้อหาหลอกลวงประชาชน บ้านเมืองก็ควรจะเข้าไปจัดการได้แล้ว และหากจัดการก็ไม่ควรจะได้รับการสึก เนื่องจากพระลิขิตย้ำชัดเจนว่า ธัมมชโยหมดสภาพจากความเป็นพระแล้ว เขาเป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่มาใส่ผ้าเหลืองเท่านั้น

อนาคตของธัมมชโย ปรีชาเชื่อว่า การเอาผิดทางสงฆ์คงเป็นที่สิ้นสุดแล้ว เพราะพุทธศาสนิกชนก็ไม่อาจพึ่งพิง มส.ได้อีกต่อไป แต่อย่างไรปรีชาเชื่อว่ากฎแห่งกรรมจะต้องเล่นงานธัมมชโยเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ถึงบทสรุปของพุทธศาสนาในเมืองไทย ทำอย่างไรที่จะเรียกศรัทธามาจากพุทธศาสนิกชนได้ อีกทั้งต้องยอมรับว่าวงการผ้าเหลืองเมืองไทย บ่อยครั้งที่ถูกตั้งคำถามจากสังคม เพราะพระสงฆ์บางส่วนก็ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตัวให้สมกับความศรัทธา

“หนทางแก้คือที่ตัวพระเอง จริงๆ ไม่ควรจะต้องมีกฎหมายใดๆ มาควบคุมด้วยซ้ำ เพราะพระธรรมวินัยคือกฎสูงสุดที่อยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองอยู่แล้ว เป็นพระเมื่อเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ก็ควรจะสะสมพระธรรมให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เข้ามาเพื่อสะสมเงินทอง มันผิดหลัก” ปรีชา ให้คำตอบถึงข้อนี้

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าถึงอย่างไรเสียก็ต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุม ปรีชา เสนอว่าต้องทำให้พระออกจากเงินทองทั้งหมด โดยมอบให้ไวยาวัจกรของวัดซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินเป็นคนจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ เอง พระก็จะได้ไม่เข้าข่ายต้องอาบัติ และเลิกหมกมุ่นเรื่องเงินทองเสียที อย่างไรก็ตาม เข้าใจดีว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไป พระเองก็มีเรื่องจำเป็นบ้างที่ต้องใช้จ่ายเงิน แต่ก็ไม่ควรจับต้องเอง หากแต่ใช้ไวยาวัจกรเป็นผู้จัดการให้ก็ได้ ทั้งเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเรื่องต่างๆ ที่จำเป็น

“แต่กฎหมายที่ผ่านมาดันไปบัญญัติให้พระสามารถจัดการมรดกทรัพย์สินเงินทองของตัวเองได้ คำนี้มันหมายถึงพระก็สามารถมีทรัพย์สินได้ ซึ่งมันขัดกับหลักพระธรรมวินัย เราต้องแก้ตรงนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้น คนก็เข้ามาหากินด้วยการสวมผ้าเหลือง และมันสะเทือนวงการศาสนาของบ้านเรา” ปรีชา ย้ำ

ปรีชา อธิบายถึงเรื่องการบรรจุพระพุทธศาสนาให้อยู่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดให้เป็นศาสนาประจำชาติว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะคนไทยกว่า 90% ก็นับถือศาสนาพุทธ แต่อีกมุมหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องบรรจุก็ได้ เพราะอย่างไรก็ตาม พระธรรมวินัยถือเป็นของที่สูงที่สุด สูงกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ดังนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ของที่ต่ำกว่ามากำกับสิ่งที่สูงกว่า

“ของที่ต่ำกว่าคือรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอนิจจังไม่ยั่งยืน สามปีสี่ปีก็ล้มล้างแล้วก็เขียนกันขึ้นมาใหม่ แต่พระธรรมวินัยเป็นอกาลิโก คือสิ่งที่คงอยู่ตลอดกาล ดังนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องมีการรับรองใดๆ” ปรีชา ย้ำ

ปรีชา ทิ้งท้ายว่า แม้พระธรรมวินัยที่ใช้ควบคุมพระสงฆ์ให้อยู่ในกรอบอันดีงามสมกับเป็นผู้ธำรงพระพุทธศาสนา อาจจะบังคับ หรือใช้ไม่ได้ผลกับพระธัมมชโย แต่กระนั้น ข้อกฎหมายที่ต้องบังคับใช้ด้วยบรรทัดฐานเดียวกันของคนทั้งประเทศ อาจจะเอาผิดพระธัมมชโยในความผิดได้ ซึ่งน่าสนใจว่าการต่อสู้ของทีมพระธัมมชโยจะออกมาในรูปแบบใด.

 

“แย่งชิงผลประโยชน์-เล่นพวกพ้อง-สองมาตรฐาน” ตีแผ่ด้านมืดวงการอุดมศึกษาไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 14:39 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/433596

"แย่งชิงผลประโยชน์-เล่นพวกพ้อง-สองมาตรฐาน" ตีแผ่ด้านมืดวงการอุดมศึกษาไทย

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ข่าวการเสียชีวิตของอาจารย์มหาวิทยาลัยระดับด็อกเตอร์ 3 คน สร้างความสะเทือนใจให้แก่สังคมเป็นอย่างยิ่ง

เบื้องหลังปมสังหารถูกพุ่งเป้าไปที่ความขัดแย้งในหลักสูตรพิเศษระดับปริญญาโทและปริญญาเอกอันเต็มไปด้วยผลประโยชน์มหาศาล การกลั่นแกล้ง ดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่ได้รับความเป็นธรรม นำไปสู่การเปิดโปงระบบการบริหารในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐครั้งใหญ่

ความขัดแย้งในรั้วอุดมศึกษา

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ (CHES) วิเคราะห์ว่า การเสียชีวิตของด็อกเตอร์ทั้ง 3 คน ซึ่งสังคมส่วนใหญ่มองว่าเป็นความขัดแย้งส่วนตัว แต่ในฐานะผู้ทำงานช่วยเหลือบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐมานานกว่า 10 ปี เขาเชื่อว่า ต้นตอแท้จริงมาจากระบบการบริหารจัดการที่ขาดหลักธรรมาภิบาล

“ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวคงไปเคลียร์กันข้างนอก ไม่ก็ฟ้องร้องดำเนินคดี พูดง่ายๆไปเล่นกันเอง แต่ลักษณะที่เกิดขึ้นนี้ เกิดในมหาวิทยาลัย ในห้องสอบวิทยานิพนธ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องก็คือเพื่อนร่วมงานในสาขาเดียวกัน มันจึงหนีไม่พ้นเรื่องของการบริหารจัดการในองค์กร”

ที่ผ่านมา ปัญหากระทบกระทั่งระหว่างบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ มักเกิดจากความอิจฉาริษยา ขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เริ่มตั้งแต่กลั่นแกล้งกันด้วยการส่งอีเมล เขียนบัตรสนเท่ใส่ร้ายป้ายสี จ้างคนไปทำลายทรัพย์สินส่วนตัว ขูดรถ ทุบกระจก หนักเข้าก็ลงไม้ลงมือชกต่อย รุนแรงสุดถึงขั้นจ้างวานฆ่าก็เคยมีมาแล้ว เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นภายในรั้วมหาวิทยาลัย และไม่เคยเป็นข่าว

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งมาจากการแก่งแย่งชิงดี แย่งชิงอำนาจ หมายถึง อำนาจการบริหารจัดการและสั่งการ แย่งชิงผลประโยชน์ก็คือ เงิน ถ้าเป็นผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาลก็จะเกลี่ยผลประโยชน์ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ให้ทุกคนพึงพอใจ ไม่รู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่ถ้าผู้บริหารที่ขาดหลักธรรมาภิบาลก็จะรวมศูนย์อยู่ฝ่ายเดียว เล่นพรรคเล่นพวก พอเกิดปัญหา ก็นิ่งเฉย ปิดข่าว

วิธีที่ผู้บริหารนิยมปัดปัญหาไปให้พ้นตัวคือ ต้องทำเรื่องให้เงียบที่สุด สถาบันการศึกษาหลายแห่งเป็นหน่วยงานของรัฐ การปกครองในระบบราชการมักมีเรื่องวินัยเข้ามากดดัน โดยใช้วิธีลงโทษทางวินัยมาปิดปากไม่ให้พูด สุดท้ายเมื่อไม่มีใครกล้า ทุกอย่างจะเงียบไปเอง อาจารย์บางท่านร้องเรียนไปยังสภามหาวิทยาลัยแล้วก็เงียบ เลยไปร้องเรียนข้างนอกจนกลายเป็นข่าว ผู้บริหารก็เล่นงานด้วยข้อหาทำให้สถาบันเสื่อมเสียชื่อเสียง”

ประเด็นที่น่าเป็นห่วงอีกประการคือ เมื่อมีการร้องเรียนจากทั้งสองฝ่าย ผู้บริหารที่ขาดหลักธรรมาภิบาลมักเข้าข้างพวกเดียวกัน เช่น ฝ่ายแรกไปร้องเรียนกลับนิ่งเฉย ไม่เหลียวแล แต่พออีกฝ่ายที่เป็นพรรคพวกกันร้องเรียนบ้าง กลับรีบดำเนินการ ทั้งที่ควรกลั่นกรองข้อร้องเรียนอย่างเป็นธรรม บังคับใช้กฎอย่างเสมอภาค ไม่มีการเลือกปฏิบัติ

“ผู้บริหารที่มีธรรมาภิบาลจะแก้ปัญหาด้วยการเรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่้ย แต่ผู้บริหารที่ไม่มีธรรมาภิบาลจะโยนให้เป็นเรื่องส่วนตัว เพราะไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปยุ่ง สุดท้ายปล่อยปะละเลย ให้แก้ปัญหากันเอง เมื่อปัญหาสะสม ถูกกดดัน ถูกบีบให้จนตรอก หลายคนตัดสินใจลาออก ไม่ก็เลือกใช้วิธีศาลเตี้ย”

เปิดขุมทรัพย์”หลักสูตรพิเศษ”

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งจะมี “หลักสูตรพิเศษ” เปิดสอนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งค่าเล่าเรียนจะสูงกว่าหลักสูตรภาคปกติ ตรงนี้เองที่ผลประโยชน์มหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง อันเป็นชนวนเหตุสร้างความขัดแย้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกวันนี้อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคนอยากจะเข้าไปสอนหลักสูตรพิเศษมากกว่าหลักสูตรภาคปกติกันทั้งนั้น

หลักสูตรภาคปกติแทบไม่มีใครเอา เพราะไม่มีเงินพิเศษ มีแต่เงินเดือนเพียวๆ ตำแหน่งประธานหลักสูตรภาคปกติก็แทบไม่มีใครอยากเป็น เพราะภาระงานเยอะ อาจารย์ส่วนใหญ่ต้องไปทำงานวิจัยเพื่อหาได้รายได้เพิ่ม แม้จะน่าภาคภูมิใจ เพราะเป็นผลตอบแทนที่แลกมาด้วยความรู้ความสามารถตัวเอง แต่ยากและเหนื่อยกว่ามาก แตกต่างจากเป็นประธาน หรือกรรมการบริหารหลักสูตรภาคพิเศษ จะมีเงินค่าตอบแทนเฉลี่ยต่อเดือน 7,000-20,000 บาท เป็นค่าตำแหน่งที่นอกเหนือจากเงินเดือนปกติ ค่าสอนด้วย

ชั่วโมงละ 800-2,500 บาท ค่าเบี้ยประชุมครั้งละ 800-1,500 บาท บางครั้งจัดประชุมพอเป็นพิธีแค่ 10 นาที จบ แถมประชุมถี่ยิบ ไหนจะค่าสอบ ค่าอ่าน ค่าตรวจวิทยานิพนธ์ 5,000-10,000 บาท ถามว่าถ้าอยู่ภาคพิเศษ จะอยากกลับมาสอนภาคปกติไหม พูดง่ายๆคือลืมเงินเดือนประจำไปเลย

โดยปกติ กรรมการบริหารหลักสูตรพิเศษจะมีวาระแค่ 2 ปี แล้วหมุนเวียนกันไป ทีนี้ถ้าเป็นพวกเดียวกัน เช่น คนนึงเป็นประธาน แล้วพวกตัวเองเป็นกรรมการ อีก 2ปีข้างหน้าตัวเองก็สลับไปเป็นประธาน แล้วเอาพวกพ้องย้ายมาเป็นกรรมการ พูดง่ายๆสลับกันเองในหมู่พวกพ้อง อย่าลืมว่า อาจารย์ไม่ได้มีแค่ 6 คน แต่มีเป็น 20 คน แต่ดันวนกันอยู่แค่ 6 คน ก็เกิดความไม่เป็นธรรม ตรงนี้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยควรคิดให้หนัก ต้องเกลี่ยผลประโยชน์ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม ยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผู้ที่จะมาดูแลหลักสูตรพิเศษต้องมาด้วยวิธีประชาธิปไตย ไม่ใช่เลือกแต่พวกพ้อง”

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ

สาวไส้ระบบ”มาเฟีย”

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกจับตามองว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา นั่นคือ โครงสร้างการบริหาร

รศ.วีรชัย อธิบายว่า ตามหลักทั่วไป โครงสร้างการบริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนโยบาย

“ฝ่ายบริหารก็คือ อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี ส่วนฝ่ายควบคุมนโยบายคือ สภามหาวิทยาลัย มีหน้าที่ออกกฎระเบียบ นโยบายต่างๆ ทุกนโยบายจะต้องผ่านสภามหาวิทยาลัย ส่วนฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่บริหารตามนโยบาย ถ้าทั้งสองฝ่ายถ่วงดุลกันได้ก็ดี

ยกตัวอย่างกรณีอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฎแห่งหนึ่ง 15 คนถูกเลิกจ้างโดยคำสั่งของฝ่ายบริหาร แต่สภามหาวิทยาลัยกลับมติให้จ้างต่อ นี่คือการถ่วงดุลว่า แบบนี้ไม่เหมาะ ให้กลับไปทบทวน แต่ถ้าเมื่อไรสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารเป็นพวกเดียวกัน หรือที่เขาเรียกว่าสภาเกาหลัง คันตรงไหนก็เกาให้กัน ผลัดกันเกา ตรงนี้น่าเป็นห่วง การเล่นพรรคเล่นพวกถือว่าขาดหลักธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง ชี้ชะตาใครก็ได้ แต่งตั้งใครก็ได้ กุมอำนาจอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ต่างจากมาเฟีย”

ท้ายที่สุดเมื่อมหาวิทยาลัยถูกครอบงำด้วยบุคคลกลุ่มเดียว จึงสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่งที่จะเกิดปัญหาคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ผลประโยชน์ต่างตอบแทน

“ผลประโยชน์ในมหาวิทยาลัยนั้นมหาศาล บางมหาวิทยาลัยได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเป็นพันล้าน นอกจากนี้ยังมีงบรายได้ เช่น ค่าเทอม ค่าเช่าที่ บางมหาวิทยาลัยมีเงินรายได้ถึงหมื่นล้าน เงินเกือบหมื่นล้านนี่มันเท่ากับกรมๆหนึ่งเลย บางกรมได้งบประมาณ 500 ล้าน ไม่มีเงินรายได้ แต่ยังโกงกันเต็มบ้านเต็มเมือง แต่มหาวิทยาลัยมีทั้งงบประมาณแผ่นดินและเงินรายได้ ผลประโยชน์มันมหาศาลจริงๆ ถ้าฝ่ายบริหารกับฝ่ายนโยบายไม่ใช่พวกเดียวกัน ก็จะถ่วงดุลกัน ตรวจสอบกัน แต่ถ้าเป็นพวกเดียวกันก็จะเกิดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน สมมติว่า บางคนมีธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แล้วมาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย ก็เอาบริษัทตัวเองมารับเหมาก่อสร้าง หรือผู้บริหารอย่างอธิการบดี รองอธิการบดีบางคนมีญาติพี่น้องเปิดร้านกาแฟ ก็ร้านตัวเองมาเปิดในมหาวิทยาลัย ”

ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่

ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ร.ศ.วีรชัย เรียกร้องให้รัฐบาลใช้ม.44 ผ่าตัดใหญ่เรื่องธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัยของรัฐ

“ยกตัวอย่างเช่น อธิการบดีต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี เพราะปัจจุบันอธิการบดีบางคนถึงกับมีรถพยาบาลมาสแตนด์บายรอใต้ตึก บางคนแทบจะถือไม้เท้า นั่งรถเข็น เสียบสายน้ำเกลือเสียบมาทำงาน อายุ 70-80 กว่าแต่ยังเป็นอธิการบดี สุขภาพไม่เอื้อแล้ว แต่เข้ามาได้เพราะพวกพ้อง มาเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้พวกพ้อง

การกำหนดอายุก็เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามาเงยหน้าอ้าปากบ้าง ให้เขามีโอกาสเติบโตในสายงาน นี่จะช่วยลดความขัดแย้งได้เยอะ แต่สำหรับนายกสภามหาวิทยาลัยอาจยืดหยุ่นให้สูงอายุได้ เพราะต้องการคนที่มีประสบการณ์สูง นอกจากนี้การดำรงตำแหน่งต้องไม่เกิน 2 วาระ เมืองไทยหัวหมอ อยากจะเป็นมากกว่านั้นเพราะต้องการจะรักษาฐานผลประโยชน์ของตัวเอง

ที่สำคัญ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องไม่เพิกเฉย ไม่ใช่มีปัญหาอะไรก็โยนว่าเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้ชี้ขาด ควรเกณฑ์กลาง เช่น สกอ.เคยออกกติกาเรื่องธรรมาภิบาล ระบุว่า คนที่มาจะดำรงตำแหน่งกรรมการสภามหาวิทยาลัย เป็นได้ไม่เกิน 3 มหาวิทยาลัย นี่ไม่ใช่กฎ เป็นเพียงการขอความร่วมมือ แต่บางคนหัวหมอ แหกกฎ อ้างว่าเขาเชิญไปเป็น แย่กว่านั้นคือ คนในกระทรวงศึกษาธิการ หรือสกอ.ก็ดันไปเป็นกรรมการมหาวิทยาลัยเสียเอง พอมีเรื่องร้องเรียนก็กลายเป็นจุดไต้ตำตอ จะลงโทษใครก็ไม่ได้ เพราะพวกพ้องกันทั้งนั้น”

ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องปฏิรูปปฏิรูปอย่างจริงจัง เพื่อรื้อระบบอันเน่าเฟะที่ฝังรากหยั่งลึกในวงการอุดมศึกษาไทยให้สิ้นซาก

 

ครม.ปิดเหมืองทองคำ จับตาล้างไพ่ผลประโยชน์?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:21 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/433509

ครม.ปิดเหมืองทองคำ จับตาล้างไพ่ผลประโยชน์?

โดย…พิเชษฐ์ ชูรักษ์ /ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

มีความเป็นไปได้สูงที่ชาวบ้านซึ่งอาศัยอยู่รอบเหมืองแร่ทองชาตรีจะ “ดีใจเก้อ” แม้ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา จะมีมติรับทราบตามข้อเสนอของคณะทำงาน 4 กระทรวง ให้ยุติการอนุมัติประทานบัตร อาชญาบัตร และคำขอต่ออายุในกิจการเหมืองแร่ทองคำภายในสิ้นปี 2559

อาภา หวังเกียรติ หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ทำความเข้าใจว่า มติ ครม.ดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งทาง “นโยบาย” เท่านั้น ไม่ได้มีผลผูกพันเหมือนกฎหมาย ที่สำคัญคือสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

อาภา อธิบายว่า มติ ครม.ที่ออกมามีอยู่ 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่ 1.การยุติการให้อาชญาบัตรพิเศษ อาชญาบัตรสำรวจ คำขอขยายสัมปทาน 2.อนุญาตโรงประกอบโลหกรรมของบริษัทอัครา รีซอร์สเซส ไปจนถึงสิ้นปี 3.ให้หน่วยงานราชการดูแลเรื่องการปิดเหมืองฟื้นฟูและรักษาผู้ป่วย

ปัจจุบันเหมืองทองที่ยังดำเนินการอยู่ในประเทศไทยมีด้วยกัน 2 เหมือง ได้แก่ เหมืองทอง จ.เลย (บริษัททุ่งคำ) และเหมืองทองชาตรี (บริษัท อัคราฯ)

สำหรับเหมืองแร่เมืองเลยนั้น การอนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าไม้หมดอายุไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างขอต่ออายุซึ่งต้องผ่านประชาคมและสภาองค์การบริหารส่วนตำบลก่อน ส่วนโรงประกอบโลหกรรมและประทานบัตรยังไม่หมดอายุ และมีการยื่นขอสัมปทานแปลงใหม่เพิ่มเติม ซึ่งหากเป็นไปตามมติ ครม.ต้องระงับคำขอดังกล่าวทันที

ในส่วนของเหมืองแร่ชาตรี จ.พิจิตร ใบอนุญาตประกอบโลหกรรมเพิ่งหมดอายุไปเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่มติ ครม.ได้ต่ออายุไปจนถึงสิ้นปี 2559 ขณะที่ใบประทานบัตรยังมีอายุถึงปี 2571

“คือมันมีทั้งของเก่าและของใหม่ โดยของใหม่ชัดเจนว่าจะไม่ให้ต่อ ไม่ให้สำรวจ ไม่ให้ขยาย แต่ที่สำคัญคือต้องไปดูเรื่องการปฏิบัติจริง ซึ่งขณะนี้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ก็ยังไม่มีประกาศอะไรออกมา กระทรวงอุตสาหกรรมก็ยังไม่มีคำสั่งใดๆ ที่เป็นทางการ …”

“… ถ้าจะให้มีความชัดเจน ควรมีการออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมออกมาเลยว่านโยบายการทำเหมืองทองคำของประเทศไทยตั้งแต่นี้จะเป็นไปตามมติ ครม.คือเขียนล้อออกมาให้เป็นประกาศ ซึ่งจะมีน้ำหนักเป็นกฎหมายบังคับใช้”

นักวิชาการรายนี้ ชี้ประเด็นว่า หากมี ครม.ชุดใหม่ก็สามารถเปลี่ยนมติใหม่ได้ ตอนนี้เหมือนมีมติว่าจะหยุดแต่ในอนาคตก็เป็นไปได้ว่าอาจจะมีมติออกมาใหม่ว่าได้แก้ไขปัญหาเรียบร้อยแล้ว ได้ฟื้นฟูเรียบร้อยแล้ว มีการวางมาตรการดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว จึงมีมติ ครม.ให้เปิดเหมืองทองใหม่ได้

“… มติ ครม.มันเป็นคำสั่งทางนโยบาย สมมติว่า ครม.หักหลัง พอถึงสิ้นปีก็อาจจะอ้างเหตุผลใหม่เพื่อหักล้างมติเดิมก็ทำได้ หรือประชุม ครม.วันอังคารหน้าก็เปลี่ยนได้แล้ว แต่ถ้ามติดังกล่าวเข้าไปอยู่ในกฎหมายแร่เลย เช่น เขียนไว้ว่าแร่ที่อนุญาตให้ยกเว้นทองคำไว้ ตรงนี้หากจะบิดพลิ้วต้องผ่านกระบวนการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องยากกว่า …”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจะจับตามองก็คือบริบททางการเมืองและบริบทของรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจาก 2-3 ปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าสัดส่วนของทหารที่เข้าไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หรือการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3 และ 4 ซึ่งสัมพันธ์กับธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะ และจะมีกลุ่มธุรกิจใหม่ที่มีความสัมพันธ์กับอำนาจใหม่เข้ามาดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน

คำถามคือ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการชะลอตรงนี้ (มติ ครม.เรื่องปิดเหมืองทองคำ) อาจจะเป็นการล้างไพ่ผลประโยชน์ใหม่ในกลุ่มธุรกิจเหมืองทอง เพราะหากมองเป็นประเด็นที่ว่าชาติไม่ได้รับผลประโยชน์จากการประกอบกิจการในปัจจุบัน และต่างชาติก็คือครองหุ้นทองคำไว้เยอะ ก็อาจมีกลุ่มทุนใหม่เกิดขึ้นมาแทนและพร้อมเข้ามาทำธุรกิจทองคำต่อ

“ทิศทางของรัฐบาลหรือทิศทางของ พ.ร.บ.แร่ ที่กำลังจะออกมานั้น ชัดว่าไม่ได้สนใจสิ่งแวดล้อม คือทำอย่างไรก็ได้ให้ออกใบอนุญาตได้เร็ว ให้ประโยชน์กับคนทำเหมืองคนทำแร่มากที่สุด นั่นคือแนวคิดหลักของประเทศ …”

“… พูดง่ายๆ คือรัฐบาลไม่ได้พูดเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนโยบาย การผลักดันแก้กฎหมาย และคำสั่งหัวหน้า คสช.ชัดว่าเป็นไปเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว มุ่งเน้นปั๊มตัวเลข ซึ่งตรงนี้ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีการพยายามที่จะล้างไพ่ใหม่ มีขั้วผลประโยชน์ใหม่ที่อาจสนใจธุรกิจพวกนี้ได้”

ความน่าจะเป็นที่ “อาภา” ตั้งข้อสังเกตเอาไว้นั้น หากพิจารณาสาระสำคัญ พ.ร.บ.แร่ ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว จะพบมีความเป็นไปได้สูง

ขณะนี้ พ.ร.บ.แร่ อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ซึ่งมีกรอบระยะเวลา 60 วัน จากนั้นจะส่งเรื่องกลับมาให้ สนช.พิจารณาอีกครั้ง ก็ประกาศบังคับใช้เป็นกฎหมายได้ทันที

อาจารย์อาภา ให้ภาพว่า พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่นี้จะมีการทำ “แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่” ขึ้นมา โดยในแผนแม่บทได้กำหนดให้มี “พื้นที่ทำแร่” หรือ Mining zone ซึ่งมอบอำนาจให้ รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) พิจารณาว่า หากพื้นที่ใดมีศักยภาพแร่สูงและมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสูง แม้จะอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ ก็สามารถยกเลิกพื้นที่อนุรักษ์ที่ประกาศไว้ได้

“เท่ากับว่ากฎหมายฉบับนี้จะไปอยู่เหนือกฎหมายฉบับอื่น เช่น กฎหมายป่าไม้ กฎหมายอุทยาน และส่วนใหญ่พื้นที่แร่มักอยู่บนพื้นที่ภูเขา เป็นพื้นที่แหล่งต้นน้ำลำธาร ยังไม่รวมถึงแหล่งต้นน้ำที่เป็นภูเขาเล็กๆ ของชาวบ้าน เช่น กรณี จ.เลย ที่แหล่งน้ำอยู่บนภูเขาซึ่งไม่ใช่พื้นที่อนุรักษ์ พวกนี้ก็จะมีสิทธิกลายเป็นพื้นที่ทำเหมืองได้หมดเลย ตรงนี้น่าเป็นห่วงมาก”

อีกประเด็นของ พ.ร.บ.แร่ คือฐานคิดตั้งอยู่บนหลักการว่าต้องการขจัดปัญหาอุปสรรคของการอนุมัติอนุญาตเพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วที่สุด เรียกได้ว่าพยายามจะทำให้เป็น one stop service มากที่สุด ซึ่งสวนทางกับหลักการการมีส่วนร่วมของประชาชนที่กำหนดให้ต้องมีการจัดเวทีประชาคม ทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้น

“ปัจจุบันจะขอใช้พื้นที่ป่าไม้ก็จะต้องไปทำเวทีประชาคม แต่ต่อไปกระบวนการเหล่านี้ไม่ต้องเลย คือพอมีการจัดทำแผนที่ศักยภาพแร่เป็นมาสเตอร์แพลนแล้ว กพร.ก็สามารถอนุญาตตามแผนได้เลย ไม่ต้องไปยุ่งกับป่าไม้ ไม่ต้องไปยุ่งกับหน่วยงานอื่นเลยทุกอย่างมันจะเร็วขึ้นเยอะ”

มากไปกว่านั้น ใน พ.ร.บ.แร่ ได้กำหนดให้มีการแบ่งซอยขนาดของแปลงในการให้อนุญาต แบ่งออกเป็น 100 ไร่ 625 ไร่ และมากกว่า 625 ไร่ ซึ่งหากขอไม่เกิน 100 ไร่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) มีอำนาจอนุมัติเองได้เลย

“มันดูดีเหมือนมีการกระจายอำนาจไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น แต่จริงๆ ต้องดูว่ามันมีส่วนร่วมของหน่วยงานรัฐอื่นหรือภาคประชาชนเข้ามาด้วยหรือเปล่า ซึ่งขณะนี้มันหายไปเลย และการกระจายลงไปแบบนี้ถามว่าจะทำให้แนวโน้มเรื่องการคอร์รัปชั่นเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ เพราะมีการเขียนเอาไว้ว่าพออนุมัติแปลงย่อยๆ ไปแล้ว สามารถเอาแปลงย่อยๆ เหล่านั้นมาต่อจิ๊กซอว์ เพื่อขออนุมัติเป็นแปลงใหญ่ได้อีก”

เห็นได้ชัดว่าสาระสำคัญของ พ.ร.บ.แร่ ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับการประกอบกิจการเหมืองแร่นั้น ย้อนแย้งกับมติ ครม.ที่สั่งให้ปิดเหมืองทองคำภายในสิ้นปี 2559 อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ หากพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของ อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม ที่ตอบคำถามเรื่องอนาคตในการทำเหมืองแร่ทองคำว่า ให้ขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ และแผนบริหารการจัดการแร่ใหม่ว่าจะเป็นอย่างไร แล้วค่อยมาว่ากัน

นั่นทำให้สมมติฐานของ “อาภา” มีความน่าจะเป็นมากยิ่งขึ้น

“หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหาให้ทะลุจริงๆ ต้องดึงร่าง พ.ร.บ.แร่ กลับออกมา ต้องถอนออกจากการพิจารณา เพราะขณะนี้ประชาชนหรือใครก็ไม่อาจหยุดยั้งกระบวนการพิจารณาได้ ฉะนั้นหาก ครม.จริงใจในการแก้ปัญหาเหมืองทอง ต้องถอนกฎหมายฉบับนี้ออกมาจัดทำกันใหม่ โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม”

 

กกต.พร้อมจัดประชามติ วอนประชาชนพาชาติสู่ประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 พฤษภาคม 2559 เวลา 21:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/433496

กกต.พร้อมจัดประชามติ วอนประชาชนพาชาติสู่ประชาธิปไตย

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถือเป็นแม่งานหลักในการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แต่ทว่าก่อนที่ประเทศจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 ก็คงต้องผ่านบททดสอบการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 ส.ค. 2559 นี้ก่อน

กับการเตรียมการให้ประชาชนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญผ่านมาถึงวันนี้ มีความพร้อมอย่างไรบ้าง ศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. แจกแจงผ่านโพสต์ทูเดย์ในช่วงเวลา 81 วัน ก่อนถึงวันชี้ขาดรัฐธรรมนูญ

“กกต.ตระหนักเสมอ การออกเสียงประชามติไม่ใช่เพียงสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนที่จะเห็นบ้านเมืองมีความก้าวหน้าไปทิศทางใด หรืออนาคตเป็นอย่างไรเท่านั้น แต่เป็นคำตอบชัดเจน ประเทศก้าวสู่ประชาธิปไตยแท้จริง”

ส่วนการดำเนินการต่างๆ กกต.เน้นใช้จ่ายประหยัดมีเหตุผลโดยมีคณะกรรมการกำกับดูแล สำหรับการเตรียมความพร้อม กกต.ได้แบ่ง 9 ภารกิจ อาทิ 1.ในการออกระเบียบประกาศ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งได้ออกระเบียบ 4 เรื่อง ประกาศ 5 เรื่อง เพื่อ กกต.ได้ดำเนินการตามภารกิจจัดทำประชามติ

2.จัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ สรุปสาระสำคัญ คำอธิบาย และสรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นคำถามเพิ่มเติม คำอธิบายและสรุปสาระสำคัญประเด็นคำถามเพิ่มเติม ซึ่ง กกต.กำลังจัดพิมพ์ โดยได้เซ็นสัญญาว่าจ้างโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง ให้ดำเนินการ

สำหรับร่างรัฐธรรมนูญจะพิมพ์ 1 ล้านฉบับ ส่วนหนังสืออธิบายสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญจะจัดพิมพ์ เล่มหนึ่งและสอง เล่มละ 4 ล้านฉบับ ส่วนประเด็นคำถามเพิ่มเติมพร้อมคำอธิบาย จะพิมพ์ 4 ล้านฉบับ โดยงวดแรกจะส่งวันที่ 23 พ.ค. ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่างละ 5 หมื่นชุด

ส่วนการจัดพิมพ์บัตรออกเสียงประชามติ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องมีเทคนิคป้องกันการทำบัตรปลอม จึงใช้วิธีประกวดราคาแบบปกติ ขณะนี้กำลังทำทีโออาร์ใกล้เสร็จ ขณะที่การพิมพ์สรุปย่อสาระสำคัญจะทำ 17 ล้านเล่ม และจะส่งไปพร้อมหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน โดยให้กรมไปรษณีย์โทรเลขดำเนินการ

และ 3.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมรณรงค์เผยแพร่ขั้นตอนการออกเสียงประชามติ ซึ่งรณรงค์ประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิ ไม่ใช่รับหรือไม่รับ โดย กกต.ตั้งเป้าการออกเสียงครั้งนี้ 80% เนื่องจากงบที่ใช้ 2,900 ล้านบาท ต้องทำให้คุ้มค่า เพราะประชามติครั้งก่อนแค่ 50% เท่านั้น

นอกจากนั้น กกต.ยังมีครู กศน.โดยได้ทำเอ็มโอยูร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง โดยมี รด.จิตอาสามาช่วยรณรงค์ ทำให้มั่นใจว่ามีประชาชนออกมาใช้สิทธิจำนวนมาก รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากจังหวัด อำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน

ขณะเดียวกัน จะมีการรณรงค์ผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ตลอดจนสื่อออนไลน์ รวมถึงยูทูบด้วย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากสื่อหลายๆ แขนงในการประชาสัมพันธ์ โดยขณะนี้มีผู้ใช้สิทธิประมาณ 50 กว่าล้านคน ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา

อีกทั้ง กกต.ยังได้ประสานสภาอุตสาหรรม หอการค้าจังหวัด สภานายจ้าง เพื่อขอความร่วมมือให้ลูกจ้างสามารถใช้อินเทอร์เน็ตสำนักงานในการขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัด ซึ่งทุกแห่งให้ความร่วมมืออย่างดี และในวันที่ 25 พ.ค.นี้ กกต.เตรียมคิกออฟ “7 ส.ค. ประชามติร่วมใจ ประชาธิปไตยมั่นคง”

ศุภชัย ยอมรับว่า ยังไม่ได้รับรายงานพื้นที่ไหนน่าเป็นห่วงในการทำประชามติ ส่วนที่มีการถกเถียงว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ไม่ให้แสดงความคิดเห็นนั้น ขอยืนยันมาตรา 7 ของร่างนี้ ให้ประชาชนมีเสรีภาพแสดงความคิดเห็น เผยแพร่โดยสุจริตไม่ขัดต่อกฎหมาย

“ทุกคนมีเสรีภาพในการออกความเห็น พูดได้ เผยแพร่ได้ แต่ต้องเป็นไปโดยสุจริต ไม่ขัดกฎหมาย คือ มาตรา 61 ของ พ.ร.บ.นี้ หรือไม่ขัดกฎหมายอื่น เช่น ประกาศ คสช. ฉบับที่ 7 หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่าปลุกระดม รับไม่รับทำไม่ได้ ส่วนจะผิดกฎหมายหรือไม่ ศาลยุติธรรมเป็นผู้ชี้ขาดไม่ใช่ กกต.”

ศุภชัย บอกว่า กรณีมองร่างที่ออกมาเป็นยาแรง แต่ต้องเข้าใจว่าบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ ประชาชนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ฉะนั้นทำอย่างไรให้บ้านเมืองปกติเพื่อทำการเลือกตั้งต่อไป ดังนั้นประชาชนทุกคนต้องให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว เพราะเกี่ยวกับตัวเองโดยตรง

ส่วนจะออกมารับไม่รับเป็นสิทธิส่วนตัว ไม่มีก้าวล่วงบังคับได้ แต่ไม่อยากให้เหมือนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 แล้วประเทศไม่ไปไหน หากเกิดปะทะกันไม่มีใครได้หรือเสีย แต่บ้านเมืองเสียหาย อย่างที่พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสไว้ว่า “อย่าไปชนะบนซากปรักหักพัง เพราะประเทศชาติไม่ได้อะไร”

สำหรับบรรยากาศที่จะเอื้อให้คนออกมาใช้สิทธิ ศุภชัย ระบุว่า ต้องประชาสัมพันธ์ และที่สำคัญต้องช่วยกัน ช่วยบ้านเมือง อย่าไปยึดผลประโยชน์พรรคพวก ส่วนตัว หาช่องทางกันทำอย่างไรให้บ้านเมืองสงบเดินหน้าต่อไป ทิฐิต่างๆ ต้องเลิกหรือลดลง ให้ไปสู่การเลือกตั้งเร็วที่สุด

ส่วนที่ฝ่ายการเมืองมองว่าจะไม่เกิดการทำประชามติ ศุภชัย ประเมินว่า ดูจากสถานการณ์ไม่น่าจะมีอะไรแบบนั้น และเชื่อว่าจะไม่สะดุดกับโรดแมปที่รัฐวางไว้ หากบางฝ่ายต้องการส่งอาสาสมัครไปเฝ้าหน่วยออกเสียงประชามติสามารถทำได้ แต่ไปชุมนุมเกิน 5 คน ทำกิจกรรมการเมือง อาจผิดประกาศ คสช. แต่ถ้าไปดูแล้วพบเจ้าหน้าทำผิดสามารถร้องเรียนได้

สำหรับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ศุภชัย แนะนำว่า ต้องเกิดจากการเจรจา มีคนกลาง ทำให้การขัดแย้งหมด หรือลดระดับ แต่ให้พอใจทุกคน ลำบาก ทิฐิคนพูดยาก ตัวอย่างคราวก่อนเลือกตั้งก่อนปฏิรูป อีกฝ่ายปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง จึงไม่เกิดการเจรจา รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ จนเกิดเหตุวันนั้น

“คงต้องฝากประชาชนขอให้ช่วยกันในเรื่องนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดปกครองประเทศ ทุกคนมีส่วนได้เสีย ต้องทำความเข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญมีสาระสำคัญอย่างไร ก็ไปศึกษาได้ทั้งที่ทำการอำเภอ จังหวัด หรือแอพพลิเคชั่น อยากให้ผู้มีสิทธิมาออกเสียงให้มาก จะออกอย่างไรเป็นสิทธิของท่าน เพราะสำคัญจะชี้ชะตาประเทศ”

ขณะเดียวกัน อยากฝากสื่อทุกแขนงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมาออกเสียงให้มาก เพราะตอนนี้การบริโภคสื่อสำคัญ สำหรับที่กังวลว่าอะไรทำได้ ไม่ได้ ไม่ต้องกังวล มีเสรีภาพแสดงความคิดเห็นได้ เผยแพร่ความเห็นโดยสุจริต ไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ปลุกระดม ก้าวร้าว ทำได้ จะเห็นอย่างไรก็เห็นไปไม่ต้องกังวล เพราะถ้าไม่มีกฎหมายออกมาวางกรอบ จะยุ่งวุ่นวาย ดังนั้นยึดหลักสุจริตไว้ ถ้ายึดตรงนี้ไม่ต้องกังวล

 

คสช.ต้องปรับบทบาท ถอยพ้น “ผู้มีส่วนได้เสีย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤษภาคม 2559 เวลา 13:30 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/433300

คสช.ต้องปรับบทบาท ถอยพ้น "ผู้มีส่วนได้เสีย"

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

2 ปีเต็มกับการเข้ามาควบคุมอำนาจการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยมี “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำหน้าที่ทั้งหัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี ชนิดมีอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และตอกย้ำอำนาจนั้นด้วยมาตรา 44 ที่หวังจะใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาประเทศทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ติดหล่มความขัดแย้ง ไม่เป็นประชาธิปไตย

คสช.เลี่ยงไม่ได้กับถูกการทวงถามถึงความสำเร็จการแก้ปัญหา และการตั้งคำถามว่าสุดท้ายแล้วจะซ้ำรอยการยึดอำนาจในอดีต แล้ว “เสียของ” อีกหรือไม่ ในเรื่องนี้ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นไว้อย่างน่าสนใจ

“คำว่า ‘เสียของ’ พูดกันขึ้นมาเพื่อจะเปรียบเทียบกับการยึดอำนาจเมื่อปี 2549 แต่การที่ทำแล้ว ‘ได้ของ’ แปลว่าอะไรครับ ต้องทำให้หนักกว่านี้หรือเปล่า ผมเห็นว่าการยึดอำนาจ 22 พ.ค. 2557 ไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรก และมันก็จะไม่เกิดหากเราแก้ไขปัญหาตามวิถีทางประชาธิปไตย จะไปโทษทหารอย่างเดียวก็ไม่ได้ ถ้าพรรค 2 พรรค คือ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ใช้สภาในการแก้ปัญหาความขัดแย้งกันได้ ปัญหาก็จะไม่ออกมาข้างนอก และถ้าข้างนอกทั้งสองสี ทั้งสองข้าง ไม่ทำกันถึงขนาดนั้น เราก็คงไม่ถอยมาไกลถึงขนาดนี้” อาจารย์ปริญญา กล่าว

อาจารย์ปริญญาเห็นว่า เพราะการกลัว “เสียของ” นี่เองที่ทำให้การใช้อำนาจของผู้ยึดอำนาจในคราวนี้ แตกต่างไปจากปี 2549 ที่ผู้ยึดอำนาจในคราวนั้นมายุ่งกับการร่างรัฐธรรมนูญน้อยมาก ปล่อยให้เป็นเรื่องของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และให้เป็นเรื่องประชามติไป ทั้งยังระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้ประชาชนรู้ไว้เลยว่า ถ้าไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น คือจะหยิบฉบับหนึ่งฉบับใดมาแก้ไขและประกาศใช้เลย ที่สำคัญที่สุดคือในตอนนั้นประชาชนสามารถแสดงออก และรณรงค์กันได้ว่าควรรับหรือไม่ควรรับ แต่ในคราวนี้ ผู้ยึดอำนาจเข้ามายุ่งเกี่ยวมากเกินไป จนทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้มีส่วนได้เสีย จากเดิมเป็นเพียงผู้คุมสถานการณ์

“ผมว่าบทบาท คสช.ที่ไม่น่าสบายใจคือ จากผู้คุมสถานการณ์ในช่วงแรก ตอนนี้กลายมาเป็นผู้ลงมือทำเองหมด เหมือนว่า คสช.ต้องการการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จในยุคที่ตัวเองเป็นรัฐบาลอยู่ คนที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย คือคนไทยทุกคน และวิธีการปฏิรูปประเทศแบบแย่สุดคือ คนไม่กี่คนคุยกันแล้วไปสั่งให้คนอื่นทำ อย่างเช่น สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. ก็คือกลุ่มคนจำนวน 250 คน ที่ คสช.ตั้งขึ้นมา ประชุมกัน 1 ปี ถามว่าปฏิรูปอะไรสำเร็จไปบ้าง ไม่มีอะไรที่เกิดผลเลยครับนอกจากได้หนังสือมา 1 เล่ม เรื่องแผนการปฏิรูปประเทศ ส่วนสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. ที่ คสช.ตั้งขึ้นมาใหม่ ก็กำลังทำอีหรอบเดียวกัน แล้วสุดท้ายจะจบแบบเดียวกันหรือเปล่าครับ คือได้หนังสือมา 1 เล่ม คือวิธีการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ” อาจารย์ปริญญา กล่าว

“ที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องการใช้มาตรา 44 ที่ใช้มากเกินไป มาตรา 44 แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวทุกฉบับ ยกเว้นฉบับที่แล้วคือ 2549 ล้วนแต่มีมาตราที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จอย่างมาตรา 44 ซึ่งเอามาจากมาตรา 17 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ของจอมพลสฤษดิ์ แต่เป็นเรื่องที่ใหม่คือในครั้งนี้มีการใช้อำนาจตามมาตรานี้มาก มากที่สุดยิ่งกว่าทุกครั้ง ครั้งก่อนนี้คือปี 2534 ตอนนั้นคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ไม่ได้ใช้มาตรานี้เลยครับ” อาจารย์ปริญญาชี้ “อย่าลืมว่า มาตรา 44 เป็นของชั่วคราว และขึ้นอยู่กับอำเภอใจของผู้ใช้ มันให้อำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ จะใช้ไปทำอะไรก็ถูกต้องหมด ไม่มีวันผิด ไปฟ้องศาลที่ไหนก็ไม่ได้ จะอันตรายมากในอนาคตหากอำนาจนี้อยู่ยาว และถ้าเราไม่เรียนรู้ที่จะใช้กลไกปกติในการแก้ปัญหา ยิ่งถ้า คสช.ประเมินว่ายังปฏิรูปไม่สำเร็จ แล้วก็เลยยิ่งใช้มาตรา 44 มากขึ้น มันจะไม่เป็นผลดี เพราะเราจะไม่เรียนรู้ที่จะใช้กลไกปกติในการแก้ปัญหาเสียที”

อาจารย์ปริญญาชี้ปัญหาว่า ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 44 จะมีต่อไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีแบบนี้ ทุกครั้งก่อนหน้านี้มาตรานี้จะหมดไปเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว “แล้วการขอต่ออีก 5 ปี โดยผ่านกลไก สว. ที่ คสช.เลือก ที่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีตามคำถามพ่วงด้วยนั้น เป็นการตีโจทย์ผิด ถ้าหากประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือที่มีน้ำรั่วเข้าเรือ การแก้ปัญหาคือต้องทำให้คนในเรือ หรือประชาชนทุกคนหยุดเจาะรู แล้วช่วยกันอุดรูรั่ว และช่วยกันวิดน้ำออกจากเรือ แต่การปฏิรูปประเทศที่ทำกันอยู่ในขณะนี้คือสั่งให้วิดน้ำออกจากเรืออย่างเดียวครับ โจทย์ของ คสช.ในตอนแรกคือ ปฏิรูปประเทศด้วยการจัดให้มีกติกาใหม่และได้ประชาธิปไตยที่ไม่ล้มเหลวอีก ซึ่งต้องเป็นช่วงเวลาที่สั้นที่สุด แต่ตอนนี้ก็ปาเข้าไป 2 ปีแล้ว และตามบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญกว่าจะมีเลือกตั้งก็ปลายปี 2560 หรืออาจไปถึงต้นปี 2561 กว่าจะมีรัฐบาลใหม่ก็อาจไปถึงเดือน มี.ค. หรือ เม.ย. 2561 เท่ากับ คสช. อยู่ในอำนาจ 4 ปี เท่ากับรัฐบาลปกติเลย แล้วถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็จะอยู่ยาวยิ่งกว่านี้”

“ที่ คสช.ขอไว้ตอนแรกว่า ขอเวลาอีกไม่นานจะคืนความสุขให้ประชาชน ตอนนี้ชักจะนานเกินไปแล้ว ยิ่งถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วไปร่างใหม่ ผมคิดว่ามันจะไม่เป็นเรื่องดี เพราะยิ่งร่างมันยิ่งแย่ ทำให้ คสช.จะถูกตั้งคำถามว่าทำไม่สำเร็จ ก็ยิ่งทำหนักขึ้น พอทำแล้วมีคนค้าน ก็จะยิ่งจำกัดสิทธิเสรีภาพ กระแสต่อต้านก็จะยิ่งมากขึ้น แรงกดดันทางการเมืองจะยิ่งมาก แล้วถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติขึ้นมา ก็จะเท่ากับว่าที่ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คือประชาชนไม่รับ คสช. ก็จะเกิดการเรียกร้องทำนองว่า ให้ต้องคืนอำนาจเลย ต้องเลือกตั้งภายใน 3 เดือนอะไรแบบนี้ ก็จะเกิดสถานการณ์ที่ยากลำบาก ไม่ใช่ต่อ คสช.เท่านั้น แต่ต่อประเทศของเราด้วย”

อาจารย์ปริญญาได้เสนอทางออกว่า “คสช. ต้องแกะระเบิดเวลาที่จะระเบิดขึ้นได้ในวันลงประชามติ 7 ส.ค. โดยอาจจะประกาศว่า ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน คสช.จะยอมรับการตัดสินใจของประชาชน แล้วก็ประกาศเลยว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น แล้วผลออกมาอย่างไร คสช.ก็ทำไปตามนั้น เท่านี้ก็จบ” โดยอาจารย์ปริญญาเห็นว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คสช.ไม่ควรมาเริ่มต้นร่างใหม่ แต่ควรหยิบฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมา เพราะยิ่งอยู่นานคนจะยิ่งต่อต้านมากขึ้น โดยควรต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เพื่อให้เกิดกติกาที่ชัดเจนไว้เลย

“เรื่องนี้สำคัญนะครับ ถ้า คสช.ไม่ถอยออกมาจากการเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และไม่แก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวไว้ ทั้งยังไม่ให้ประชาชนได้แสดงออกหรือรณรงค์ได้ตามสมควร ทั้งข้างที่จะรับและข้างที่จะไม่รับ จะรับร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็ยุ่ง กรณีกลับกันคือผ่าน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่มีทางยั่งยืน เพราะเมื่อคนรู้สึกว่าการลงประชามติไม่ฟรีและไม่แฟร์ หลังจากนี้ไปในอนาคตก็อาจจะต้องมาร่างกันใหม่อีก เหมือนกับรัฐธรรมนูญ 2534 ของ รสช. ขนาดในปี 2538 มีการแก้กันแทบทั้งฉบับไปแล้ว สุดท้ายก็ยังต้องมาร่างกันใหม่หมด จนเกิดเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็อาจจะมีชะตากรรมแบบนั้นครับ”

สรุปบทเรียน 2 ปี คสช.

อาจารย์ปริญญาบอกว่า ตอนนี้ยากจะสรุปได้ว่า ที่คสช.ทำ ใน 2 ปีที่ผ่านมา จะก่อให้เกิดผลแบบไหนในอนาคต เพราะตอนนี้เพิ่งมาได้ครึ่งทาง ซึ่งก็มี 2 แบบ คือ หนึ่ง สุดท้ายเราจะเรียนรู้ว่าอำนาจที่รวมศูนย์แล้วไม่ถูกตรวจสอบ ไม่มีการถ่วงดุล ถ้าผิดพลาด แล้วอยู่ยาวไปเรื่อยๆ จะเกิดผลต่อประชาชนอย่างไร หรือ สองคสช.แก้ปัญหาได้ดี และปฏิรูปประเทศสำเร็จ

“แม้ว่าหลายเรื่อง คสช.จะแก้ปัญหาได้ดี เช่น เรื่องปัญหาการบุกรุกป่าของนายทุน ปัญหาประมง แต่ผมเห็นคิดว่าแบบที่ 2 ที่ คสช.จะแก้ปัญหาสำ เร็จทุกอย่าง นั้น จะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงไปเรื่อยๆ หรือเกิดแก้สำ เร็จหมด เราก็คงจะเรียนรู้ไปในทางที่ว่า ปฏิวัติเป็นของดีมาตรา 44 เป็นของดี ทำ ให้เราจะใช้วิธีนี้อีกในอนาคต ซึ่งก็จะไม่ดีในระยะยาว ขณะที่โอกาสที่จะเป็นแบบที่ 1ที่จะแก้ปัญหาไม่สำ เร็จจะมีมากขึ้น เพราะเมื่ออำนาจมีมากแล้วทักท้วงไม่ได้มันย่อมมีปัญหา รัฐบาลทุกประเทศไม่ว่าจะระบอบอะไรก็มีสิทธิทำผิดได้หมด แล้วอำนาจ
แบบทักท้วงไม่ได้ย่อมมีโอกาสผิดมากกว่าอยู่แล้ว

ขณะเดียวกันยิ่งอยู่นานไปความนิยมก็จะยิ่งลดลง ความนิยมสูงสูดของคณะปฏิวัติทุกคณะ คือวันที่ทำการปฏิวัติ และ จะมีช่วงเวลาสักครึ่งปี ความนิยมก็จะลดลงไป แม้ว่าคสช.จะอยู่มาได้ 2 ปี ซึ่งก็เป็นข้อยกเว้นแล้ว แต่กระแสนิยมก็ไม่เท่าช่วงแรกๆ แล้วก็มีแต่จะลดลงไปเรื่อยๆ”

อาจารย์ปริญญาชี้ให้เห็นว่า เรื่องที่จะกระทบต่อ คสช. ไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญเท่านั้น และบางทีอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาหลักของประเทศด้วยซ้ำ แต่จะเป็นเรื่องที่ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ เช่น โครงการที่ผู้คนสงสัยแล้วอยากตรวจสอบแต่ตรวจสอบไม่ได้ หรือเรื่องประเด็นลูกปลัดกระทรวงกลาโหม เรื่องพวกนี้ยิ่งอยู่นานมันจะยิ่งมา แล้วจะเป็นปัญหาที่ทำ ให้ คสช.คะแนนตกยิ่งกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญเสียอีก แล้วประเทศจะขับเคลื่อนอย่างไร

อาจารย์ปริญญามองว่า รัฐธรรมนูญคือการสร้างแพลตฟอร์ม ให้ประชาชนได้ปฏิรูปประเทศกันต่อ ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ คสช. ที่จะไปทำอยู่ ตลอด สิ่งที่ คสช.ควรทำคือเรื่องเร่งด่วน และเรื่องที่จำ เป็นเท่านั้น

“คสช.จึงต้องทำ ให้ประชาชนมาปฏิรูปประเทศ ไม่ใช้ทำ ให้คนเสพติดอำนาจมาตรา 44 แล้วก็เอาแต่เรียกร้องหาผู้มีอำนาจมาแก้ปัญหาให้ โดยอาจจะลืมไปว่าเราก็คือ ส่วนหนึ่งที่สร้างปัญหาไว้ เปรียบเหมือนปัญหาขยะกองใหญ่ วิธีการแก้โดยทั่วไปเรียกร้องผู้มีอำนาจมาเก็บขยะ แต่ลืมว่าขยะกองใหญ่มีขยะของเราอยู่ด้วย การทำ ให้ประเทศไทยเข้มแข็งและมีศักยภาพในประชาคมโลกเสมอหน้าเท่าเทียมกับประเทศอื่น มันไม่มีทางอื่นนอกจากประชาชนเข้มแข็ง และสังคมเข้มแข็งครับ”

“สิ่งที่ คสช.ควรทำ คือ ทำ ให้ประชาชนกลับมาตระหนักในความเป็นเจ้าของประเทศแล้วลงมือทำ ในการช่วยกันแก้ปัญหาประเทศ นั่นหมายถึงว่า คสช.ต้องหากลไกในการส่งเสริมบทบาทภาคประชาชน ไม่ใช่ทำ ในทางกลับกันแบบที่เป็นอยู่นี้ คสช.ควรปรับบทบาทจากที่ถลำลึกลงไปในการบริหารประเทศในด้านต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนเป็นการทำ ให้ประเทศไทยค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจกันเองว่าร่างรัฐธรรมนูญควรผ่านหรือไม่ผ่าน

“ตอนนี้ถ้าเป็นเกมฟุตบอลเราเข้าสู่ครึ่งหลังแล้ว คสช.ต้องเปลี่ยนบทบาท จากที่ลงมาเป็นผู้เล่นเอง กลับไปเป็นผู้ควบคุมความปลอดภัยของการแข่งขันในสนามอีกครั้ง แล้วให้ประชาชนเขาเล่นกันเอง ทำกันเองมากขึ้น เรื่องเร่งด่วนก็ว่ากันไป คือต้องคิดอยู่เสมอว่า ยังไงเราก็ต้องกลับสู่ประชาธิปไตย คสช.ต้องคิดให้ยาวว่าการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนคืออะไร นั่นคือประชาชนต้องเป็นผู้แก้ปัญหาครับ”

 

“ถ้าอนุรักษ์แต่ไม่มีเม็ดเงิน อัมพวาจะเสื่อมสลาย” ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤษภาคม 2559 เวลา 12:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/432580

"ถ้าอนุรักษ์แต่ไม่มีเม็ดเงิน อัมพวาจะเสื่อมสลาย" ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…เสกสรร โรจนเมธากุล

เรือหางยาวล่องไปตามลำคลองอันคดเคี้ยว ตลาดน้ำอัมพวา จ.สมุทรสงคราม ยามนี้ไม่ต่างจากเมืองร้าง ห้องแถวเรือนไม้สองฟากฝั่งปิดสนิท มีเพียงเสียงเครื่องยนต์เรือที่ดังกระหึ่มทำลายความเงียบเหงาในยามบ่าย

ท่ามกลางบรรยากาศโบร่ำโบราณของบ้านริมน้ำสลับทิวไม้รกครึ้ม คล้ายฉากหนังไทยเก่าๆ กลับปรากฎสิ่งปลูกสร้างอันสะดุดตา นั่นคือ อาคารแปดเหลี่ยมสไตล์วิกตอเรียนสูง 4 ชั้น ยิ่งใหญ่อลังการและวิจิตรงดงาม ทว่าชวนให้รู้สึกผิดที่ผิดทางอย่างอธิบายไม่ถูก ยิ่งยามค่ำคืนยิ่งน่าตกใจ เพราะตึกทั้งหลังจะถูกฉาบทาด้วยแสงไฟสีม่วงตระการตาจากสปอร์ตไลท์

ที่นี่คือ “ชูชัยบุรี ศรีอัมพวา” โครงการมูลค่าพันล้านของเศรษฐีนักธุรกิจค้าเพชรชื่อดังวัย 54 “ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ” ซึ่งเคยตกเป็นข่าวโด่งดังเมื่อ 5 ปีก่อน หลังจากเขาประกาศจะสร้างแลนด์มาร์คใหม่ อันประกอบด้วยโรงแรมหรูสี่ดาว ร้านอาหาร ช้อปปิ้งมอลล์ และพิพิธภัณฑสถานส่วนตัว จนถูกกระแสต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มประชาคมคนรักแม่กลองและชาวบ้านในพื้นที่

แต่ละข้อครหาล้วนอุฉกรรจ์ ทั้งถูกกล่าวหาว่านายทุนหน้าเลือดผู้ทุ่มเงินหลายสิบล้านกว้านซื้อที่ดินชาวบ้าน ไม่คำนึงถึงศิลปวัฒนธรรมของชุมชน ทำลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมด้วยการสร้างตึกสูงแทนห้องแถวเรือนไม้ เป็นตัวการทำให้ชุมชนที่เคยอยู่อย่างสงบต้องแตกแยก แต่ท้ายที่สุดก็สามารถฝ่าวิกฤตความขัดแย้งจนดำเนินก่อสร้างต่อจนสำเร็จ

หลังเปิดให้บริการได้เกือบ 2 เดือน ชูชัยบุรีฯกำลังถูกจับตามองจากทุกฝ่าย ทั้งสายตาชื่นชมของนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนและสายตาเขม่นของชาวบ้านบางคน ภายใต้คำถามว่า อาคารอันหรูหราแห่งนี้จะได้รับความนิยม จะกระตุ้นการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างเงิน ปลุกอัมพวาให้กลับมาฟื้นตามที่คาดหวังไว้หรือไม่ ท่ามกลางเสียงคัดค้าน ช่วงขาลงของอัมพวา บวกภาวะเศรษฐกิจซบเซาเช่นนี้

ชูชัยจะมาเปิดอกคุยเป็นครั้งแรกถึงจุดเริ่มต้น การต่อสู้ ความมุ่งมั่น ความฝัน รวมถึงตอบข้อครหาต่างๆอย่างไม่ปิดบัง

ทำไมถึงหลงรักอัมพวา

เป็นคนชอบสายน้ำลำคลอง ชอบไปเที่ยววัดพระแก้ว เดินเล่นแถวถนนพระอาทิตย์ ชอบบรรยากาศแบบวัดวาอาราม ร้านค้า ตึกแถวสถาปัตยกรรมยุคเก่าๆสมัยรัชกาลที่ 5 แถวสนามหลวง ถนนพระอาทิตย์จะมีตึกเก่าๆสวยๆที่เขาอนุรักษ์ไว้เยอะไปหมด ทำให้เราหลงรักตรงนั้นมาก

ทีนี้เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว มีเพื่อนชวนไปซื้อที่ดินริมน้ำที่ราชบุรี พอไปเจอก็รู้สึกว่าสวยดีเหมือนกันนะ แต่เพื่อนอีกคนพูดขึ้นว่าเคยไปอัมพวาหรือยัง มันใกล้กว่า มีหิ่งห้อย มีห้องแถวเรือนไม้ มีเรือกสวน ปรากฎว่าเห็นปุ๊บก็ชอบเลย ชอบมาก (ลากเสียงยาว) เหมือนยุคขวัญเรียม นั่งเรือล่องไปตามแม่น้ำแม่กลองแล้วรู้สึกว่ามันมีความเป็น Natural มากกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพซึ่งเต็มไปด้วยตึก บ้านเรือนริมน้ำก็ไม่ค่อยสวยงาม แต่ที่อัมพวามันมีความใสๆ บ้านๆ พี่ชอบอะไรที่มันเป็น Natural Life มากๆ พอเห็นก็เลยหลงรัก รู้สึกว่าเมืองไทยเรายังมีของดี และไม่ต้องไปไกล นั่งรถชั่วโมงกว่าก็เห็นบรรยากาศบ้านสวนริมน้ำ เห็นคุณย่าคุณยายขายของ ชาวบ้านพายเรือ เห็นวิถีชีวิตที่เป็นชุมชนจริงๆ

ถ้าซื้อที่ปลูกบ้านริมน้ำในกรุงเทพมันแพงเกินไป ไร่นึงเป็นร้อยล้าน ที่สำคัญคือ ตรอกซอกซอยเยอะ ที่จอดรถก็หาลำบาก ถ้าจะเข้าไปจอดในวัดแล้วเดินเข้ามา เป็นเซเลบด้วย มันก็จะอันตรายต่อตัวพี่ (ยิ้มกว้าง) สุดท้ายเลยคิดว่ามาปักหลักที่นี่ดีกว่า

เข้ามาซื้อที่ดินตรงนี้ได้ยังไง

ตอนแรกตั้งใจจะมาสร้างบ้านอยู่เฉยๆ แต่พอคิดว่าถ้าสร้างบ้านให้ตัวเองอยู่ราคา 200 ล้าน อุ๊ยตาย ไม่มีรายได้เข้ามาเลย ไหนจะค่า maintenance อีกเยอะแยะไปหมด เลยคิดว่าน่าจะเปิดเป็นรีสอร์ทให้คนมาพักอะไรแบบนั้น

ซื้อที่ดินแปลงแรก 3 ไร่ครึ่ง ซึ่งแปลงนี้ถมมาแล้วเรียบร้อย  ส่วนแปลงที่สองซื้อเพิ่มอีกประมาณ 3 ไร่ครึ่ง แต่ดันมีปัญหาเพราะตรงนั้นเป็นห้องแถว พอเจ้าของจะขายเขาก็ให้คนเช่าออก แล้วรื้อทิ้ง

ความขัดแย้งเลยเกิดขึ้นนับแต่นั้น

เริ่มจากหาว่า ไปกว้านซื้อที่ รุกไล่ เขาเข้าใจว่าเราไปรื้อห้องแถวเรือนไม้ทิ้ง ไล่ชาวบ้านออก เพื่อสร้างเป็นตึก

ต้องบอกว่าจริงๆแล้วคนที่มีปัญหาไม่ใช่ชาวบ้านเลย แต่เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่้เรียกตัวเองว่า “ประชาคมคนรักแม่กลอง” ไม่รู้ว่าชมรมนี้มาจากไหน ขณะที่เราอยู่ในที่แจ้ง ตอนกำลังสร้างก็ไม่เคยติดต่อมา วันดีคืนดีมาบอกให้รื้อทิ้ง เราก็งง คุณจะมาบอกอะไรตอนที่ตึกสร้างเสร็จ 4 ชั้น และกำลังจะตกแต่งแล้ว สุดท้ายต้องหยุดสร้างไปปีนึง เรื่องไปถึงรัฐสภา มีการประชุมถึง 4 ครั้ง เรียกทุกหน่วยงานไปหารือ ปรากฎว่าทุกครั้งที่มีการตัดสินว่าเราผิดหรือไม่ อย่างไร ก็ไม่พบว่าเราทำผิด การอนุญาตตามแบบก่อสร้างซึ่งเป็นการก่อสร้างตึกที่พักอาศัย 5 ชั้น เราก็ไม่ได้ทำผิดเทศบัญญัติของเทศบาล มีใบอนุญาตถูกต้องทุกอย่าง

ท่านประธานรัฐสภามาเที่ยวยังบอกว่า มันก็ไม่ได้น่าเกลียดนะคุณชูชัย ผมให้กำลังใจคุณ ทำต่อไปเถอะ ชาวบ้านก็มาให้กำลังใจว่า ถ้าคุณชูชัยรื้อทิ้งจะประท้วง ต้องสร้างต่อไปให้เสร็จ พูดง่ายๆคือ ชาวบ้านเขามองว่าสวยอยู่แล้ว จะไปรื้อมันทำไม เราก็แก้แบบแล้วให้ชาวบ้านดู ทุกคนปลื้มหมด เลยตัดสินใจเดินหน้าสร้างต่อจนเสร็จ

ช่วงโดนกระแสต่อต้าน เจอถล่มหนักแค่ไหน

ข่าวที่ออกมาช่วงแรกๆค่อนข้างรุนแรง เหมือนเราเป็นนายทุนหน้าเลือดมาข่มเหงรังแกไล่รื้อที่ชาวบ้าน มาทำลายชุมชน

ตอนนั้นโดนถล่มหนักมาก ด่าทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งท่าน้ำ เขาคิดว่าพี่สร้างท่าน้ำแล้วครอบครองเป็นของตัวเอง ทั้งที่เรื่องจริงคือ นายกเทศบาลตำบลอัมพวาคนเก่ามาบอกว่า คุณชูชัย ไอเดียสร้างท่าน้ำให้ชาวบ้านพายเรือมาขายของก็ดีนะ แต่ตามระเบียบต้องสร้างตามแบบของเทศบาล และจะเอาเป็นของตัวเองไม่ได้ ต้องยกให้เทศบาล พี่ก็ยินดีสร้างให้ ทำตามแบบของเทศบาลทุกประการ ลงทุนเองหมด สร้างเสร็จก็ยกให้เป็นของเทศบาลอีก แต่ก็ยังโดนด่า นอกจากนี้ท่านนายกเทศบาลบอกอีกว่า คุณชูชัย ที่ดินที่ซื้อไม่มีที่ดับเพลิง ถ้าเป็นไปได้ ทำถนนให้รถดับเพลิงเข้ามาได้ไหม ซึ่งในส่วนถนนทางเข้าที่สร้างให้ก็เฉือนที่ดินส่วนตัวมอบให้เป็นที่สาธารณะ เสียพื้นที่ไปเยอะพอสมควรเพื่อให้ถนนกว้างพอให้รถดับเพลิงเข้ามาได้ พี่ก็ต้องเสียสละ

ท้อถึงขั้นคิดเลิกทำเลยไหม

เคยคิดว่าไม่สร้างก็ได้ ทิ้งดีกว่า เงินที่ทุ่มลงไปเป็นร้อยๆล้านก็ช่างมัน

ร้องไห้ทุกวัน ไม่กล้าออกจากบ้าน ไหว้พระสวดมนต์อยู่แต่ในห้อง พร่ำขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คนอัมพวาเข้าใจด้วยเถิด มันไปกระทบชื่อเสียงการทำธุรกิจค้าเพชรด้วย กลายเป็นว่าเราเป็นคนไม่ดี เหมือนใส่เสื้อขาวแล้วจู่ๆมีคนเอาถังอุจจาระมาสาด ต้องมานั่งชำระล้าง แต่ตัวเราเหม็นไปแล้ว ต่อมาพอออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ มีการเข้าประชุมพูดคุยกับชาวบ้าน คนก็เข้าใจกันมากขึ้น ใช้เวลาทำใจอยู่นาน 7-8 เดือนกว่ากลับมาได้ ที่กลับมาได้เพราะทุกคนบอกว่าพี่ไม่ได้ทำอะไรผิด ฉะนั้นสร้างต่อให้เสร็จ

ทำไมถึงเลือกสถาปัตยกรรมแนวนี้ ทั้งที่เสน่ห์ดั้งเดิมของอัมพวาคือบ้านไม้ริมน้ำ

การจะทำให้เป็น New destination เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ มันต้องโดดเด่น ถ้าเป็นพื้นๆเดิมๆ คนก็เที่ยวแบบเดิมๆ สุดท้ายก็จะได้แบบเดิมๆ 

ถ้าทำเป็นเรือนไม้ แล้วมันจะเป็น New destination ไหม บางคนบอกว่าถ้าอยากทำโรงแรม ก็ทำให้เป็นอาคารไม้สูงๆก็ได้ แหม ปลวกแทะหมด ดูแลรักษายาก สร้างเป็นตึกดีกว่าแต่ตกแต่งลวดลายให้ย้อนยุค ซึ่งงานพวกนี้ detail เยอะมาก แต่ช่วงแรกมันขึ้นเป็นตึกเปล่าๆ คนเลยด่าว่า นี่มันตึกแถวนี่นา มาสร้างตึกแถวอะไรตรงนี้ เขายังไม่เห็นไงว่าเราจะทำอะไร ยังไม่ทันได้ตกแต่ง ดันมาด่าเราเสียก่อน แต่พอเราตกแต่งเสร็จ ทุกคนยกนิ้วบอก โอ้โห สวย (ลากเสียงยาว) เดินชมแล้วมีความสุข ถ่ายรูป ดูแล้วก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร เหมาะที่จะต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเลยด้วยซ้ำ

ผมรักอัมพวามาก แต่คำว่าอนุรักษ์ ถ้าไม่มีเม็ดเงิน มันจะเสื่อมสลาย อย่างบ้านเรือนไม้ห้องแถว ก็มีแต่คนพูดว่าต้องอนุรักษ์ๆๆ ปรากฎว่ามันผุพังหมดแล้ว คนขึ้นไปเหยียบยังแทบไม่ได้ ดังนั้นคำว่าอนุรักษ์ ถ้าไม่มีเม็ดเงินมาต่อยอด ทำนุบำรุง รักษามัน renovate มัน แล้วมันจะเรียกว่าอนุรักษ์ไหมล่ะ  ทุกอย่างไม่ว่าวัง หรือวัด 50 ปีก็ต้องซ่อมครั้งละหลายร้อยล้าน นั่นแหละเรียกว่าอนุรักษ์ แต่ที่อัมพวา ถ้าบอกว่าอนุรักษ์ แต่ไม่มีเม็ดเงินจากรัฐบาล หรือจากใครเลย มันก็เสื่อมโทรมไปตามสภาพ

ดูจากโบชัวร์ราคาห้องพักชูชัยบุรีฯถือว่าแพงมาก

ห้องพักจะราคาค่อนข้างสูง เพราะต้องการขายอีกตลาดนึง อยากขายนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือคนไทยที่ต้องการความสะดวกสบาย เพราะเราทำไม่ต่ำกว่า 4 ดาว ห้องพักสวยมาก ลงทุนตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็น antique แท้หมด เราใช้ของแพง ใช้ของดีจะให้มาขายห้องละ 2,000 -3,000 บาท ก็คงเป็นไปไม่ได้ มีแค่ 18 ห้องเอง เราทำอย่างดีที่สุด เพราะมันเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงเราด้วย ต้องให้คนจดจำว่าชูชัยทำแล้วต้องฉีกแปลกแหวกแนว ต้องเหนือกว่าธรรมดา ฉะนั้นผู้ประกอบการรายอื่นที่กลัวว่าชูชัยจะเปิดรีสอร์ทแข่ง แย่งลูกค้า ตัดความคิดนี้ทิ้งไปได้เลย

 

 

ทำไมถึงประกาศว่าอยากให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของอัมพวา

เคยไปเมืองเวนิส รู้สึกว่าเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวไปกันเยอะมาก เลยมีความฝันว่า อยากให้อัมพวาเป็น canal night market แห่งแรกของโลก

อัมพวาเหมือนผู้หญิงสวยแต่ยังไม่ได้นำมาใส่เครื่องประดับ ต่างหู แหวน สร้อยออกเวทีโลก จริงๆแล้วมันมีความเป็นไปได้ เพราะอัมพวาเป็นเมืองประวัติศาสตร์ เป็นเมืองครูเพลง เป็นครัวโลก เป็นเมืองที่ได้รับรางวัลยูเนสโก มีอะไรดีๆอยู่ในเมืองนี้เยอะมากแต่ไม่ค่อยมีคนรู้ พี่คิดว่าไหนๆก็ลงทุนแล้ว เห็นความสวยงามของเมืองนี้แล้วน่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยว น่าจะดึงเงินตราเข้ามาได้ เราก็ต้องทำ

อันดับแรกเริ่มจากตัวเราก่อน ปกติตลาดน้ำอัมพวาจะเปิดเฉพาะวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ผมตัดสินใจเปิดทุกวัน ให้พ่อค้าแม่ค้ามาขายของฟรี ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี เพื่อกระตุ้นให้คนมากันเยอะๆ แถมแจกแหวนเพชรอีกทุก 15 วัน ภายใต้แคมเปญ ‘เที่ยวฟรี มีเพชรใส่’ (หัวเราะ) คงไม่มีใครทุ่มเทเท่านี้แล้ว อย่างน้อยก็ทำให้เขารู้สึกว่าอ๋อ อัมพวาไม่ใช่อัมพวาแบบเดิมแล้ว แต่มีโครงการชูชัยบุรี ศรีอัมพวาเป็นแลนมาร์คใหม่ มีคอมมูนิตี้มอลล์ มีเทวสถาน มีโชว์ มีร้านค้าร้านอาหารดีๆ พี่อยากให้มันเป็นตำนานชีวิตเรา ตายไปแล้วเราได้สร้างสิ่งที่ดีงามทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้ช่วยเหลือชาติ ได้ช่วยให้รายได้หลักของประเทศนั่นคือการท่องเที่ยวดีขึ้น

แล้วคิดยังไงถึงสร้างเทวสถาน

อัมพวามีวัดเป็นร้อยๆแห่ง เป็นเมืองเกจิอาจารย์ หลวงพ่อคง หลวงพ่อมั่น  หลวงพ่อเนื่อง และการท่องเที่ยวส่วนใหญ่คนมักชอบเที่ยววัดเที่ยวโบสถ์ พี่เลยคิดว่าสร้างเทวสถานดีกว่า ให้เป็นศูนย์รวมจิตใจ เดี๋ยวนี้คนบูชาเทพกันเยอะ จะช่วยดึงชาวต่างชาติเข้ามาเยอะมาก คนไหว้พระที่วัดมีอยู่แล้ว แต่ถ้ามาไหว้เทพก็มาที่ชูชัยบุรี

อย่างที่บอก ถ้าเราไม่คิดอะไรที่แตกต่างจากกรอบเดิมมันไม่เรียกว่าอนุรักษ์ ทำอะไรแบบซ้ำๆซากๆจะไม่มีการพัฒนา ไม่มีความเจริญ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ของมนุษย์ ไม่งั้นป่านนี้เราคงไม่มีเครื่องบินนั่ง ไม่มีไอโฟน 6 ใช้ ถ้าคนยังยึดติดแบบเก่า ชั้นจะเอาแบบเดิม ก็คงต้องพายเรือ ไม่มีถนนหนทาง ไม่มีรถเหมือนทุกวันนี้ แล้วจะอยู่กันยังไง ชีวิตมันวิวัฒนาการไปเรื่อย

ตามเจตนารมณ์ของคุณ ชูชัยบุรีฯจะให้อะไรแก่อัมพวาบ้าง

หนึ่ง พนักงานทั้งหมด 120 คน 90 % คือ คนอัมพวา นี่คือสร้างงาน สอง ของทุกชิ้นที่นำมาวางขาย ก็เป็นของที่คนอัมพวา รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงนำมาฝากขาย พืชพันธุ์ธัญญาหารทุกอย่างก็ซื้อจากอัมพวาทั้งนั้น

ช่วงนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าฟรี เสาร์อาทิตย์มากันพันกว่าคน ช่วงสงกรานต์มาถึงสองพันคน เมื่อคนมาเที่ยวชูชัยบุรี เขาก็จะไปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาต่อ มันจะกระจายรายได้ไปไม่มากก็น้อย อีกหน่อยถ้ามีทัวร์ลง เราสร้างคอมมูนิตี้มอลล์ สร้างเทวสถานให้คนมากราบไหว้ ก็อาจเปลี่ยนจากถนนคนเดินเป็น Canal night market มีเรือวิ่งเต็มลำคลอง เดี๋ยวนี้หิ่งห้อยเหลือน้อยมาก ถ้ามีตลาดน้ำกลางคืน พวกชาวเรือก็จะมีรายได้เข้ามา ยิ่งช่วงตลาดน้ำอัมพวาดาวน์ลงไป คนบ่นว่าขายไม่ค่อยได้ อย่างที่บอกไปว่าอนุรักษ์ต้องมีเม็ดเงิน ต้องมีการสนับสนุนจากรัฐบาล และต้องมีสิ่งแปลกใหม่ โครงการชูชัยบุรีฯจะตอบโจทย์ตรงนี้

2 เดือนที่เปิดให้บริการ เสียงตอบรับดีมาก ทุกคนเข้ามาจับไม้จับมือชื่นชม แล้วก็ขอบคุณเราด้วย อันนี้เป็นสัตย์จริง ทำให้มีกำลังใจขึ้นเยอะ ทั้งคนที่มาจากจังหวัดไกลๆ คนกรุงเทพ คนอัมพวา เขาบอกโอ้โหทำสวยจัง ขอบคุณคุณชูชัยที่มาช่วยสร้างสิ่งดีงามให้กับจังหวัดนี้

 ขายเพชรกับทำโรงแรมอย่างไหนยากกว่ากัน

ขายเพชรดีกว่าเยอะ (ตอบเร็ว) ง่ายกว่าเยอะ ทุกวันนี้เหนื่อยมาก ไม่มีวันไหนนอนหลับสนิทเลย มีปัญหาให้แก้ตลอด การทำโรงแรมเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรามาก เดี๋ยวแอร์รั่ว เดี๋ยวพนักงานมีปัญหา ไหนจะมีกฎหมายอะไรต่างๆมาเกี่ยวอีก ประสบการณ์ที่ไม่เคยเจอทั้งนั้น หนักหน่วงมาก ขายเพชรแป๊บเดียวก็ได้เงินแล้ว นี่ต้องมานั่งขายขนมปังลูกนึงไม่กี่สิบบาท

โปรเจกต์ชูชัยบุรี ศรีอัมพวา ถ้าย้อนกลับไปได้ บอกเลยว่าไม่ทำ (หัวเราะ) ไม่รู้นี่ว่าจะต้องโดนฟาดฟัน โดนด่าขนาดนี้ ถ้าเราผิดแล้วคนด่า จะเสียใจกว่านี้ แต่นี่ไม่ผิดแต่ยังโดนด่า มันท้อไปแล้วครึ่งนึง โดนกระหน่ำจนแทบไม่มีที่ยืน แต่ก็ต้องลุกขึ้นมาสู้ จากวันนั้นถึงวันนี้ 5 ปีเต็มมันหนักมาก นี่ยังสร้างไม่หยุดเลย เราต้องเติมอะไรลงไปให้มันสวยขึ้น ยังมีโปรเจกต์ศิวลึงค์ฝังเพชร รวมถึงหอนาฬิกาที่รอเปิดตัว

ตอนแรกกะทำแค่ 30-40 ล้าน ตอนนี้โดดไป 600 กว่าล้านแล้ว ถ้าเปิดอีกเฟสนึงทะลุเกินพันล้านแน่นอน เงินมันก็ไม่ได้มาง่ายๆ เงินตัวเองล้วนๆด้วย แต่ไม่เป็นไรบอกตัวเองว่าครั้งนึงในชีวิต ได้ทำแล้ว ทำเพื่อประเทศชาติ คืนกำไรให้สังคม เรายินดีที่จะทำ จะคืนทุนหรือไม่คืนทุนก็ช่างหัวมัน

เห็นบอกตอนแรกตั้งใจจะมาสร้างบ้านอยู่เงียบๆ คิดทำสวน เป็นเกษตรกรบ้างไหม

เคยคิดนะ เก็บผักเก็บหญ้า ใช้ชีวิตคนสวน แต่มาคิดอีกที ชั้นเกี่ยวข้าว ปลูกพืชปลูกผักเป็นกะเขาเหรอ (หัวเราะ) สรุปต้องจ้างคนอยู่ดี อันนี้ก็ต้องว่ากันในอนาคต วันหนึ่งเราอาจอยากอยู่แบบ Slow life แต่อาจจะต้องรอให้แก่กว่านี้ (หัวเราะ)

สิ่งที่อยากทำอีกอย่างคือ  medical hub ให้คนสูงอายุ คนเกษียณอายุมาดูแลสุขภาพ เพราะบรรยากาศมันน่าอยู่ เงียบสงบ สดชื่น ไว้อนาคตค่อยว่ากัน ตอนนี้ขอทำตรงนี้ให้บรรลุก่อน
ได้ยินว่าคุณชอบทำบุญทำทาน เรื่องสาธารณกุศลต่างๆได้ช่วยชาวบ้านบ้างไหม

วันเกิดปีนี้ทำบุญที่วัดพระยาญาติและวัดจุฬามณี บวชเณรแก้ว 62 รูป ถวายปัจจัยให้พระร้อยกว่ารูป ปล่อยปลาลงคลองอีกแสนตัว ใช้งบเยอะมาก เพราะเราอยากทำนุบำรุงพระศาสนา คนมาชวนไปทำบุญก็มี แต่ไม่เยอะหรอก คนอัมพวาเป็นคนรักสงบ เขาไม่มารบกวนเรามากมาย เราพยายามคืนอะไรให้อัมพวา ทำสิ่งดีงามให้อัมพวา คนที่นี่จะได้รักเรา รักโปรเจกต์ที่้เราทำ และอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน เกื้อกูลกัน

 

 

วันเกิดปีที่ 54 มีมุมมองต่อชีวิตอย่างไร

ชีวิตต้องอย่าท้อ ต้องต่อสู้ฝ่าฟัน มีเป้าหมาย การจะเป็นนักวิ่งที่เก่ง ต่อให้วิ่งเก่งอย่างไรก็ไม่เท่ากับคนที่ไม่หยุดเดิน เพราะนักวิ่งที่เก่งอาจมีท้อและหยุดวิ่ง แต่คนวิ่งไม่เก่งแต่ก้าวไม่หยุดจนถึงเส้นชัยจะถึงฝันแน่นอน  อย่างชูชัยบุรี ถ้าเป็นคนอื่นคงหยุดสร้างไปแล้ว ฉะนั้นอย่าท้อ จงมีกำลังใจ ถ้ามีกำลังใจก็จะมีพลังใจ พอมีพลังใจปุ๊บก็จะมีพลังบุญเข้ามา ความโชคดีก็จะตามมา ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันดีหมดสำหรับเรา เราเชื่ออย่างนั้น

เราปฏิบัติธรรมมากว่าสิบปีแล้ว วันหนึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่าง ฝนตก รู้สึกแวบในใจขึ้นมาว่า ชีวิตนี้ลาภยศสรรเสริญเราได้มาหมดแล้ว มองไปรอบๆบ้านเราสวยมาก แต่ก็ฉุกคิดว่า แล้วไง บ้านสวยแล้วทำไมถึงเหงา ทำไมอยู่บ้านคนเดียว ทำไมรู้สึกเดียวดาย

ถามตัวเองต่อไปว่า ทำไมชีวิตเราเหนื่อยขนาดนี้ แต่เหนื่อยของเรายัง success นะ แล้วเหนื่อยของคนอื่นเขาทำทั้งชีวิตแต่ไม่ success ล่ะ โอ้โห การเกิดเป็นมนุษย์นี่มันช่างลำบากแท้ พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าต้องเข้าถึงนิพพาน ไม่งั้นก็ต้องวนเวียน เกิด แตก ดับอยู่ในสังสารวัฏนานไม่รู้จบ มีคนบอกว่าน้ำตาของมนุษย์กับสัตว์ทั้งหลายบนโลกนี้ เท่ากับมหาสมุทรทั้ง 4 รวมกัน แต่มันเวียนว่ายตายเกิดมาไม่รู้กี่พันกี่หมื่นชาติ ตายแล้วเกิดๆ ฉะนั้นเวลาทุกข์ใจ ไปงานศพให้มองโลงศพว่าเวทนา สังเวชใจ คนนั้นเป็นเพื่อนหรือญาติเราที่จากไป แล้วย้อนกลับมองตัวเราเองด้วยว่าวันนึงเราก็ต้องไปนอนแบบนั้น ถ้าตายด้วยอุบัติเหตุล่ะ ถูกฆ่าล่ะ ถูกหั่นศพล่ะ ตายไม่ดี คิดดูว่ามันทุกข์ทรมานขนาดไหน บางคนกว่าจะตาย แก่ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต เดินไม่ได้ กินไม่ได้ ต้องให้คนมาเช็ดขี้เช็ดเยี่ยว นี่แค่ชาติเดียวนะ แล้วถ้าเราต้องมาเกิดอีกร้อยชาติ ชาติหน้าอาจเกิดมาเป็นหมูหมากาไก่ เคยเห็นไหมเวลาเขาฆ่าวัวฆ่าหมู เขาเอาเชือกมัดแล้วใช้มีดแหลมแทงคอ พี่เห็นแล้วสงสารมาก จนทุกวันนี้พี่ไม่กินสัตว์ใหญ่ คิดดูถ้าเป็นคนถูกรัด ถูกมีดจ้วงแทงมันเวทนาขนาดไหน นี่ยังไม่พูดถึงว่าไปเกิดเป็นอสูรกาย เป็นสัตว์นรก จะทุกข์ทรมานแค่ไหน แล้วยังอยากเกิดกันอีกเหรอ

เราเลยคิดว่าชีวิตนี้เกิดเป็นมนุษย์ก็ต้องสร้างบุญกุศล การที่ชาตินี้ได้เกิดเป็นคุณชูชัย ผ่านชีวิตมาทุกรูปแบบ จากยากจนสู้ชีวิตจนรวย มีทุกอย่าง ได้ช่วยเหลือคน ได้สร้างบุญสร้างกุศล มันคุ้มกับชีวิตที่เกิดมา ดีกว่าคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทองก็จะรู้แต่คุณค่าของวัตถุ แต่ไม่รู้คุณค่าของจิตใจ คุณค่าของการต่อสู้ คุณค่าของชีวิต คิดว่าชาติก่อนทำบุญเอาไว้เยอะ ฉะนั้นชาตินี้ก็ต้องแต่งเติมบุญต่อไปเรื่อยๆ สะสมเสบียงบุญ คิดดี ทำดี ถ้ามีโอกาสช่วยเหลือคนอื่น มีโอกาสช่วยเหลือประเทศชาติ เราจะไม่เพิกเฉย ที่สำคัญเราไม่ลืมว่า สุดท้ายปลายทางชีวิต สิ่งที่สร้างที่ทำ แม้จะมีเงินมากมายมหาศาล ก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย

ทั้งหมดที่เล่ามาแค่อยากให้ข้อคิด เพราะที่ผ่านมาสื่อมักชอบให้เรานำเสนอแต่อะไรที่เว่อร์ๆ ไม่ผิดหรอก เข้าใจว่ามันขายได้ แต่ทำไมเรื่องคุณงามความดีมักไม่ค่อยมีคนสนใจ ข่าวดีคนมักจะลืมและไม่ค่อยพูดถึง แต่ข่าวร้ายๆจะดังไวมาก ลองสังเกตสิ (หัวเราะ) .

 

“พฤษภาทมิฬ” เตือนใจคสช. ปรับความคิดก่อนจะสาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:06 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/432247

"พฤษภาทมิฬ" เตือนใจคสช. ปรับความคิดก่อนจะสาย

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เดือน พ.ค. สำหรับประเทศไทยถือหนึ่งในปฏิทินทางการเมือง เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ในเดือน พ.ค. อย่างน้อยก็ 3 เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ พฤษภาทมิฬ ปี 2535 การสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ซึ่งลงท้ายด้วยความสูญเสียของทุกฝ่าย และการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปี 2557

มาในเวลานี้แม้หลายฝ่ายจะเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองยังมีความสงบภายใต้การทำงานของ คสช. แต่ในมุมมองของ อดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และ อดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แล้ว กลับเห็นว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“บ้านเมืองมีความตึงเครียดมากขึ้นกว่าปีที่แล้วอย่างมากมาย เพราะอย่างที่เราทราบกันดีว่า สาเหตุที่ทำให้ปัญหาของบ้านเมืองเข้าสู่วิกฤตและความตึงเครียด เนื่องจากสาเหตุ 3 ประการ 1.เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจที่แร้นแค้น 2.ปัญหาภัยแล้ง 3.การไม่เกิดความสามัคคีและความปรองดอง” อดุลย์ เกริ่นนำ

“ตัวที่จุดชนวนเหตุ คือ ตัวร่างรัฐธรรมนูญ จะเขียนร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรมันก็มีเรื่อง เพราะว่าคนที่มาเขียนไม่ได้มีแนวคิดที่จะเป็นประชาธิปไตยแต่เป็นแนวคิดที่จะมาในด้านของการยึดกุมอำนาจ เมื่อแนวคิดเป็นอย่างนี้แล้ว เมื่อถึงจุดหนึ่งต่อให้ กองทัพ หรือ คสช. จะแข็งแกร่งขนาดไหน ก็มีวันโรยราที่ต้องคืนอำนาจให้กับประชาชน และต้องคืนอย่างสมบูรณ์ด้วย”

“เพราะถ้าคุณไม่คืนอย่างสมบูรณ์ ก็จะเหมือนอย่างบทเรียนของเหตุการณ์เดือนพฤษภาปี 2535 หรือบทเรียนเผด็จการทุกแห่งในโลกนี้มีก็ให้เห็นชัดเจนแล้ว คือ จะลงอย่างสง่าผ่าเผย หรือลงแบบที่ถูกประชาชนขับไล่”

ในมุมมองของผู้ผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 เห็นว่ามี 2 อย่างที่ คสช.ต้องพึงระวัง มิเช่นนั้นอาจนำไปสู่ปัญหาในอนาคต แม้จะมีอำนาจเด็ดขาดสูงสุดก็ตาม

“ในเมื่อท่านยึดอำนาจแล้ว หากใช้ให้ถูกทางมันก็สามารถนำประเทศไปสู่ทางที่ดีได้ นำไปสู่สิ่งที่ถูกต้องได้ แต่ระยะหลังมานี้ชักจะออกนอกลู่นอกทาง บางครั้งการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ก็มีทั้งการใช้ไปในทางที่ดี หรือใช้ไปในทางที่ไม่เหมาะสมก็มีมาก แต่สำคัญที่สุด คสช.จะต้องไม่ให้เกิดปัญหา 2 เรื่อง คือ 1.การใช้อำนาจเกินขอบเขต 2.ต้องระวังเรื่องคำครหาการคอร์รัปชั่น”

“สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท่านตั้งมาตรฐานตัวเองไว้สูง เมื่อตอนเข้ามาท่านบอกว่าจะจัดการเรื่องนี้ และยังได้ตำหนิติเตียนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างมากมาย แต่ปรากฏว่าในช่วงที่ผ่านมานี้ ประชาชนเริ่มข้องใจว่าท่านกำลังว่าเขาแต่อิเหนาเป็นเองหรือไม่”

“การใช้อำนาจโดยไม่จำเป็นด้วยการอ้างความมั่นคงอย่างกรณีที่คนออกมาไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมากเลย เพราะมันไม่มีผลต่อการทำประชามติหรือความมั่นคงเลย ถามว่าขณะนี้ผ่านมา 2 ปีภายใต้รัฐบาลของท่าน ท่านได้ทำอะไรที่ทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองหรือให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีมากขึ้น ไม่เห็นเป็นรูปธรรมเลย”

“ดังนั้น ถ้าเป็นลักษณะนี้ต่อไปเรื่อยๆ ผลของมันคือ ปัญหาเศรษฐกิจที่ท่านก็แก้ไขไม่ได้ อาจจะโทษว่าเศรษฐกิจโลกมีส่วนด้วย โอเคก็พูดได้ แต่ถามว่าประชาชนจะทนสภาพอย่างนี้ได้นานอีกสักเท่าไร หากประชาชนท้องหิว เพราะเขามีครอบครัวที่ต้องดูแล หากท่านยังปล่อยให้เป็นตามยถากรรมโดยไม่ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน ถามว่าท่านแน่ใจหรือว่าท่านจะใช้อำนาจกดดันประชาชนอยู่”

สถานการณ์ที่เป็นอยู่จะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์แบบพฤษภาปี 2535 หรือไม่? อดุลย์ ตอบว่า “ถ้าดูจากสภาพความเป็นจริงขณะนี้นะครับ โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬสองก็ยังยากอยู่ เพียงแต่ว่ารูปแบบที่เดินมามันชักจะเดินตามรอยพฤษภาทมิฬเข้ามาใกล้มาก สถานการณ์บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ตามรอยเดิมในอดีตโดยการใช้อำนาจ สืบทอดอำนาจอะไรต่างๆ มีประเด็นปัญหาครหาต่างๆ รวมถึงด้านเศรษฐกิจก็ไม่สามารถบริหารได้เป็นรูปธรรม สำคัญที่สุด คือ การปฏิรูปประเทศ ก็ไม่รู้จะไปทิศทางไหน ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน ไม่มีเลย”

“บอกได้เลยว่าโอกาสจะเกิดแบบพฤษภาทมิฬคงไม่มี แต่ถ้ามีก็เป็นสิ่งที่เหนือความคาดเดาว่าน่าจะร้ายแรงกว่า เพราะว่าถึงเวลานั้นมันไม่ใช่เป็นการปลุกม็อบ มันไม่ใช่เป็นการเคลื่อนขบวน แต่เป็นลักษณะของการจลาจลเพราะบ้านเมืองมันรับไม่ได้แล้ว”

อดุลย์ ขมวดปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ประกอบด้วย 1.รัฐบาลไม่สามารถแก้ความแร้นแค้นของประชาชนได้ 2.สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งระดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูง

“ตอนนี้หากไม่หลอกตัวเอง มันพังพาบหมดแล้ว ตอนนี้เห็นชัดเลยว่าคนชั้นกลางที่เคยสบายกลับกำลังลำบาก คนชั้นกลางเดือดร้อนที่สุดนะครับ คนชั้นล่างรู้สึกเฉยๆ เพราะลำบากจนชินแล้ว อีกสักพักจะมีปัญหาตามมา ถามว่าความอดทนจะสิ้นสุดเมื่อไร ไม่มีใครตอบได้ แต่คงจะไม่นาน”

“ความแร้นแค้นของคนในชนบท ยังไม่มีการหาทางออกให้เขาเลย มีแต่การพยายามทำความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนอดทน แต่ความอดทนของเขามันก็มีจุดสิ้นสุด เพราะไม่ได้มีการบอกว่าอนาคตคืออะไร นับตั้งแต่วันแรกที่ คสช.เข้ามา บอกว่าจะคืนความสุข ได้ให้ความฝันนี้มาตลอด สร้างปราสาทและวิมานในอากาศสวยหรูมาตลอด แต่สองปีแล้วยังไม่เห็นอะไรเลย ถามว่าประชาชนและชาวบ้านจะมองวิมานในอากาศแล้วจะกินได้ไหม”

สำหรับข้อเสนอแนะของอดุลย์ที่มีต่อ คสช. คือ คสช.ต้องปรับแนวคิดและการกระทำ เพื่อผูกมิตรกับทุกฝ่าย

“ทุกคนต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ แต่ไม่ใช่เป็นแบบที่เห็นอยู่ขณะนี้ เพราะนอกจากจะเดินไม่ได้แล้วแต่กลายเป็นกำลังจะจมลง คสช.ต้องปรับวิธีคิดของตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ ถ้าคุณปรับเปลี่ยนนโยบายความคิดของตัวเอง กล้าๆ หน่อย ถ้าคุณจะใช้อำนาจเผด็จการในทางที่เหมาะสม ผมสนับสนุนให้คุณใช้ไปเลยถ้าเป็นไปเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่เพื่อพรรคพวกส่วนตัว แล้วทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น

“คุณไม่ต้องมาปรับแต่งสร้างภาพของคุณว่าคุณเป็นเผด็จการในรูปของประชาธิปไตย มันเป็นไปไม่ได้ ในโลกนี้มันมีการแบ่งแยกชัดเจน เผด็จการยึดอำนาจการปกครองกับเผด็จการที่มาจากการเลือกตั้ง คุณจะเอาอย่างไรก็ต้องเอาสักอย่าง แต่คุณไม่สามารถจะเป็นเผด็จการยึดอำนาจและมาแฝงรูปของประชาธิปไตย มันเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น การที่คุณจะทำภาพอย่างนั้นมันไม่มีประโยชน์สำหรับประเทศชาติ”

สรุปสุดท้าย อดุลย์ หวังว่าในโอกาสที่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเดินทางมาครบ 24 ปีในวันที่ 17 พ.ค.นี้ จะเป็นสิ่งเตือนใจให้ทุกฝ่ายนำเอามาเป็นบทเรียนว่าจะไม่พาประเทศกลับไปสู่ความรุนแรงอีก

“จะมีการจัดงานพร้อมกับนำอัฐิของวีรชนในเหตุการณ์นั้นเข้าบรรจุในอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นรำลึกเหตุการณ์ดังกล่าว โดยสถานที่แห่งนี้จะเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกฝ่ายว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หากมีการใช้ความรุนแรงต่อกันก็มีแต่ความสูญเสีย รวมทั้งเพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่าไม่ว่าจะขัดแย้งกันถึงขนาดไหนก็แล้วแต่ เมื่อถึงจุดหนึ่งเพื่อเห็นแก่บ้านเมือง ท่านต้องให้อภัยและอโหสิกรรมต่อกัน”

“เราหวังว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬจะเป็นเครื่องเตือน คสช. ว่าอย่าทำอะไรที่เป็นการซ้ำรอยเดิมอีก เพราะมันรังจะมีแต่ความเจ็บปวดกับทุกฝ่าย” อดุลย์ ทิ้งท้าย

 

“หากไม่มีเสรีภาพ ประชามติจะยุติธรรมได้อย่างไร” สมชาย หอมลออ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 พฤษภาคม 2559 เวลา 11:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/432043

"หากไม่มีเสรีภาพ ประชามติจะยุติธรรมได้อย่างไร" สมชาย หอมลออ

โดย…ปริญญา ชูเลขา

สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังถูกซักฟอกอย่างหนักจากนานาประเทศและองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โดยเฉพาะบนเวทีการประชุมที่รัฐบาลไทยต้องนำเสนอรายงานการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไก รอบที่ 2 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

เวทีนี้รัฐบาล คสช.ถูกตั้งคำถามถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ด้วยการใช้อำนาจเกินขอบเขต อาทิ การใช้อำนาจตามมาตรา 44 การขยายอำนาจและเพิ่มบทลงโทษ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ  หรือการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และ กฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น การออกเสียงลงประชามติ รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหารล้วนถูกมองว่าลิดรอนสิทธิเสรีภาพและละเมิดสิทธิมนุษยชนขัดหลักสากล

“สมชาย หอมลออ” ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงการทนายความด้านสิทธิมนุษยชนผู้มีประสบการณ์ทำงาน ในด้านสิทธิมนุษยชนมาอย่างยาวนาน มีบทบาททั้งในและต่างประเทศ และยังมีบทบาทสำคัญในการทำงานกับสภาทนายความ องค์กรภาคประชาชน รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ได้ประเมินสถานการณ์การเมืองไทย ว่า เรื่องสิทธิมนุษยชน ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่การเขียนรัฐธรรมนูญปี 40 หรือ 50 ก็ได้นำหลักการสิทธิมนุษยชนมากำหนดไว้ ว่าด้วยเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการไม่เลือกปฏิบัติ ความเสมอภาคและเท่าเทียม การไม่ทรมาน ดังนั้นต้องยอมรับว่าการร่างรัฐธรรมนูญ 2 ครั้งที่ผ่านมา คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนมากพอสมควรในภาพรวมหรือแม้แต่ในหลักกฎหมายไทย

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเด็นแทนที่จะเป็นการเดินไปข้างหน้าเพื่อสนับสนุนสิทธิมนุษยชน แต่กลับถอยหลัง ตั้งแต่เมื่อเกิดการรัฐประหาร สิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับโดยรัฐไทย ถูกจำกัดโดยรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร หากเป็นการจำกัดเป็นการชั่วคราวก็พอรับได้ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพอย่างถาวร

“ผมคิดว่าจะเกิดปัญหา เพราะหลักการพื้นฐานของรัฐ อย่างน้อยความผูกพันต่อกฎหมายระหว่างประเทศที่ค้ำยันอยู่ และการวิพากษ์วิจารณ์จากรัฐบาลนานาประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) หรือองค์กรระหว่างประเทศ ที่เป็นภาคีกับกติกายูเอ็น เหล่านี้ ย่อมที่จะมีสิทธิจะวิจารณ์รัฐบาลไทยได้ แน่นอนว่าบางรัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์เพราะมีเจตนาทางการเมืองอะไรบางอย่างถือเป็นเรื่องปกติ หรือบางรัฐบาลที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อาจจะถูกประชาชนในประเทศตัวเองบังคับให้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไทย เพราะการทำบางอย่างของรัฐบาลไทยไม่ถูกต้อง”

ทั้งนี้ คสช.ต้องตรวจสอบตัวเองด้วย เช่น กฎหมายการทำประชามติ หากไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี การลงประชามติจะยุติธรรมได้อย่างไร อย่างหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดออกมา ชาวบ้านจะปฏิบัติได้อย่างไร เช่น ต้องวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการ ชาวบ้านจะไปรู้หรือว่าอะไรวิชาการ เป็นเรื่องแปลกประหลาดมากที่ออกระเบียบนี้ออกมา ส่วนสมาคมฯ หรือมูลนิธิที่มีวัตถุประสงค์ด้านการเมืองที่มีหน้าที่ส่งเสริมประชาธิปไตยหรือการจัดเวทีเสวนาสนับสนุนให้คนไปใช้สิทธิลงคะแนน ส่วนประชาชนจะใช้สิทธิ รับหรือไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของประชาชน กลับกลายเป็นเรื่องที่มีความผิด

“ผมเห็นว่าหลักการสิทธิเสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน ในการแสดงออกความคิดเห็น คือ ต้องมีเสรีภาพ การจำกัดทำได้ โดยต้องไม่ไปละเมิดสิทธิศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของบุคคลอื่น ถือเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ และการยุยงให้เกิดความรุนแรงและความเกลียดชัง ในด้านศาสนา และเชื้อชาติ ย่อมทำไม่ได้เช่นกัน เพราะจะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยหรือความไม่มั่นคงเกิดขึ้น  แต่มิใช่อยู่ๆ จะมาบังคับว่าห้ามแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลที่อาจจะก่อให้เกิดความไม่มั่นคง คำถามคือ อะไร คือความไม่มั่นคง”

สมชาย อธิบายว่า โดยหลักการแล้วต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า การก่อให้เกิดความไม่มั่นคง คือ เรื่องอะไร เช่น ก่อความรุนแรง หรือ Hate Speech (เฮตสปีช) หรือการสื่อสารความเกลียดชัง แบบนี้ถือว่าเป็นการก่อความไม่สงบ ดังนั้นข้อจำกัดของ กกต.ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักการสิทธิมนุษยชน หรือ กกต.ยังไม่เข้าใจหลักการในการลงคะแนนอย่างเสรี หรือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือเป็นการกำหนดโดยปัจจัยอื่นที่ไม่อาจอธิบายให้กับสังคมได้เข้าใจได้ ดังนั้นจึงทำให้บรรยากาศการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเงียบเหงาเพราะโทษสูงมากกว่าความผิดด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญของการสร้างนิติรัฐหรือนิติธรรม คือ ที่มาของกฎหมายและความชัดเจนในตัวกฎหมาย ต้องไม่คลุมเครือ ซึ่งกฎหมายการลงประชามติเป็นการกำหนดนิยามที่กว้างมาก เพราะคนคนหนึ่งแสดงความคิดเห็นออกไปอาจจะเข้าข่ายก่อให้เกิดความวุ่นวาย จนถูกตั้งข้อหาและมีโทษจำคุก 10 ปี การวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งบางครั้งยากที่จะพูดว่าจูงใจเพื่อให้โหวตโน หรือโหวตเยส ไม่มีองค์ประกอบใดมาพิจารณาเลย เพราะตามหลักกฎหมายอาญาจะมีองค์ประกอบความผิดอะไรบ้าง จึงเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการได้ตามอำเภอใจอย่างกว้างขวาง

“เมื่อตัวกฎหมายเองมีปัญหา ย่อมนำไปสู่การปฏิบัติที่มีปัญหาในลักษณะการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เพราะว่าไม่มีความชัดเจน และโทษก็ไม่ได้สัดส่วนกับความผิดเลย เพราะถ้าคนคนหนึ่งบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการลงประชามติให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านผมจะโหวตโน และอยากให้พี่น้องคนอื่นโหวตโนตามด้วย ทำแบบนี้อาจติดคุก 10 ปี ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นเล็กน้อยและคนคนหนึ่งพูดแบบนี้ประชาชนคนอื่นๆ ที่รับฟังก็ไม่ใช่กระบือ สามารถตัดสินใจเองได้ แต่ถ้ามีการเอาปืนไปบังคับอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้คนคนนั้นไปโหวตโน อันนั้นถือเป็นความผิด แต่ถ้าพูดชักจูงจะเป็นความผิดอย่างไร แต่กฎหมายกลับกำหนดให้เป็นความผิด แสดงได้ว่าผู้ออกกฎหมายดูหมิ่นสติปัญญาและการใช้ดุลพินิจประชาชนมาก จึงไม่สอดคล้องกับหลักของความเป็นธรรม”

สำหรับเสียงตำหนิท้วงติงจากรัฐบาลประเทศต่างๆ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศนั้น สมชาย บอกว่า รัฐบาลต้องพิจารณา หลักยึดถือและหลักปฏิบัติตามหลักสากลขององค์การสหประชาชาติ เพราะเมื่อมีการร้องเรียนต่อยูเอ็น

แม้จะเป็นเสียงที่ออกมาติติง หรือเสียงของคนบางกลุ่มที่ออกไปร้องเรียนต่อยูเอ็น เพราะคนเหล่านั้นรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาล คสช. ถือเป็นการใช้สิทธิของบุคคลเหล่านั้น แต่ถ้ายังไปมองว่าคนเหล่านั้น กำลังทำเรื่องเหล่านี้เป็นการชักศึกเข้าบ้าน เราก็ต้องไล่ยูเอ็นออกไป และเราต้องไม่เป็นสมาชิกยูเอ็น เพราะการเป็นสมาชิกและสำนักงานใหญ่ยูเอ็นอยู่ในประเทศไทย จึงเป็นบทบาทและหน้าที่ตามพันธกรณีระหว่างประเทศ และคำกล่าวของคนบางคนที่ไม่พอใจยูเอ็นโดยกล่าวออกไปว่าหากไม่มีความสุขในประเทศนี้ก็ให้ออกไป

อย่างไรก็ตาม การพูดแบบนี้คงไม่ถูกเพราะประเทศนี้ไม่ใช่ของคนพูดเพียงคนเดียว และเป็นการพูดที่ใช้วาทกรรม หรือถ้าไม่แกล้งพูด ก็เป็นการพูดด้วยโมหะ หรือโทสะ เพราะว่าตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล ไม่ว่าบุคคลในประเทศนี้หรือประเทศไหน หรือองค์กรใด รัฐบาลนี้หรือรัฐบาลประเทศไหน ย่อมต้องมีสิทธิที่จะตรวจสอบ อาทิ หากเกิดกรณีสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยที่ไทยคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย ก็คงไม่ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจิตใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่แต่ละประเทศต้องยึดถือ  หรือกรณีปัญหาผู้ลี้ภัยจำนวนเรือนแสนคน จะบอกว่าไม่เกี่ยวกับประเทศไทยคงพูดเช่นนั้นไม่ได้

สิ่งสำคัญในระดับสากล คือ การที่ประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน หลายฉบับ ทำให้มีผลผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญา อย่างน้อยจำนวน 7 ฉบับ ที่ไทยลงนามไปแล้ว เหลืออีก 2 ฉบับที่ยังไม่ลงนาม คือ ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการบังคับให้บุคคลหายสาบสูญ ก็แสดงว่าประเทศไทยไม่กล่าวถึงรัฐบาลชุดไหนๆ แต่หมายถึงรัฐไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างมาก เมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ

“ยูเอ็นไม่ใช่ต่างชาติ อยากทำความเข้าใจตรงนี้ กับคนที่ชอบสร้างวาทกรรม เรื่อง ชักศึกเข้าบ้าน ให้เข้าใจว่ายูเอ็นไม่ใช่ต่างชาติ แต่เป็นรัฐบาลระหว่างประเทศ ที่เกิดขึ้นเป็นชมรมและมีสมาชิกร่วมกันจัดตั้งขึ้นมา และไทยเป็นส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเป็นรัฐบาลกัมพูชา อย่างนี้ คือ ต่างชาติแน่นอน ที่สำคัญยูเอ็นไม่ได้มีเรื่องสิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียวแต่มีเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น การปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ ค้ามนุษย์ หรือการพัฒนาและการค้าระหว่างประเทศ แต่ปัญหาสิทธิมนุษยชนเป็นแขนหนึ่งของยูเอ็น ถือเป็นภารกิจสำคัญและได้รับการยอมรับ ถือเป็นเสาค้ำสำคัญ เพราะเดิมมีคณะมนตรีความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม แต่ปัจจุบันมีคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน หรือยูเอ็น ฮิวแมนไรต์ ขึ้นมาด้วย เท่ากับว่าในเวทีระหว่างประเทศประเด็นสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องสำคัญในระดับโลก” สมชาย กล่าวทิ้งท้าย

แก้โทษ 112 หยุดใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

กฎหมายอีกฉบับที่องค์การต่างประเทศจับตามองการบังคับใช้กฎหมายอย่างมาก คือ มาตรา 112 เพราะเห็นว่าเป็นการใช้ข้อหาความผิดไปจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมากเกินไป หรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพราะว่าคนที่โดนจับกุมส่วนใหญ่จะโยงกับกลุ่มบุคคลที่คัดค้าน คสช. สมชาย กล่าวว่า ก่อนอื่นเรื่องนี้ต้องยอมรับว่าสถาบันเป็นประเด็นเฉพาะในแต่ละสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นภูมิหลังและประวัติศาสตร์ของไทย แต่การกำหนดขอบเขตในการใช้กฎหมายฉบับนี้ต้องใช้ในลักษณะที่จำกัดและเคร่งครัดจริงๆ

ทั้งนี้ เพราะการใช้มากเกินไปแทนที่จะเป็นผลในการปกป้องกลับกลายเป็นผลกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบัน กล่าวคือมีผลทั้งบวกและลบ ดังนั้นการใช้ต้องใช้อย่างประณีต หรือพินิจพิเคราะห์จริงๆ ที่สำคัญฝ่ายรัฐต้องใช้อย่างระมัดระวังอย่างสูง เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ใช้มากไปไม่ดี และโทษสูงเกินไป แม้จะทราบดีว่าเหตุผลที่โทษสูงเพราะเกิดจากรัฐประหาร 6 ตุลา 19 รัฐบาลในช่วงนั้นแก้กฎหมายให้เพิ่มโทษขั้นต่ำ 3 ปี โทษขั้นสูง 15 ปี จึงมีปัญหาในการกำหนดโทษ ทั้งๆ ที่การกระทำผิดมีหลายรูปแบบและลักษณะทั้งหนักและเบา ซึ่งโทษขั้นต่ำ 3 ปี สูงเกินไป เช่น การส่งข้อความของคนคนหนึ่งที่เป็นข้อความผิดกฎหมายเพียงครั้งเดียว อาจจะโดนจำคุก 3 ปี ถือว่าไม่เป็นธรรมตามหลักกฎหมายอาญาและหลักสิทธิมนุษยชน

“ฟังจากนักการทูตประเทศต่างๆ เขาไม่เห็นด้วยกับการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลระดับสูงในลักษณะที่หยาบคายดูหมิ่นเหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพราะเห็นว่ามนุษย์ทุกคนต้องได้รับการปกป้อง แต่ถ้าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงการแสดงความเห็นที่ไม่ไปกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือมุ่งโจมตีบุคคล แต่เป็นความเชื่อในทางการเมืองที่แตกต่างจากกระแสหลักของสังคมไทย และไม่ได้มีลักษณะยุยงก่อให้เกิดความเกลียดชังหรือรุนแรง น่าจะทำได้”

สิ่งสำคัญที่ต่างชาติไม่ค่อยสบายใจ คือ กลุ่มการเมืองจะนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นคล้ายๆ ว่าพยายามดึงสถาบันมาในประเด็นที่ตัวเองขัดแย้งอยู่ เรื่องนี้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) คอป.เคยทำข้อเสนอไว้ชัดเจนมากกว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องยกและเทิดทูนไว้เหนือการเมือง เหนือความขัดแย้ง และเชื่อว่าที่ตั้งข้อหา 112 ล้วนแต่เป็นประเด็นที่คนเหล่านี้มาเกี่ยวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองทั้งสิ้น ถือว่าไม่ดีเลยต่อประเทศและสถาบันจึงควรหลีกเลี่ยง

“เหตุที่โทษ 112 สูง เพราะต้องยอมรับว่าเกิดจากการรัฐประหาร  6 ตุลาฯ รัฐบาลขณะนั้นได้แก้กฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วยการเพิ่มโทษขั้นต่ำ 3 ปี แต่ก่อนนั้นไม่มีโทษขั้นต่ำ แล้วก็เพิ่มโทษขั้นสูงเป็น 15 ปี อันนี้ก็ทำให้มีปัญหาในการที่จะกำหนดโทษทั้งๆ ที่การกระทำผิดในลักษณะเช่นนี้มีได้หลายๆ ลักษณะหรือหลายรูปแบบมีทั้งหนักและเบา แต่การกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ 3 ปี เกินไป สมมติว่าคนคนหนึ่งส่งเอสเอ็มเอสไปให้คนอีกคนหนึ่งที่เป็นข้อความผิดกฎหมายเพียงครั้งเดียวก็อาจจะโดนจำคุก 3 ปี ครั้งเดียวกับคนคนเดียว อันนี้ไม่เป็นธรรมตามหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายอาญาเพราะโทษต่างๆ ต้องได้สัดส่วนกันกับความหนักเบาจากการกระทำความผิด”

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเห็นทั้งการนิรโทษกรรม หรืออภัยโทษ ก่อนอื่นต้องได้รับการยอมรับอย่างเปิดเผย หรือต้องเป็นขั้นตอนที่กระบวนการยุติธรรมได้สิ้นสุดลงแล้ว เพราะว่าฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง จากการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือไม่ว่าจากการกระทำฝ่ายใด ย่อมต้องการความเป็นธรรม นั้นคือ ความจริง ว่าเหตุใดลูก สามี หรือภรรยาเสียชีวิตจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเหตุผลหนึ่งต้องการข้อเท็จจริง ต้องการคำขอโทษ ต้องการการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ดังนั้น ต้องมีสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อยู่ๆ จะมาออกกฎหมายแล้วให้ทุกอย่างจบลงคงไม่ใช่ เพราะฉะนั้นการนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษ เป็นเพียงวิธีการหนึ่งเท่านั้นแต่ต้องเป็นวิธีประกอบกับวิธีอื่นๆ ด้วย ข้อสำคัญ คือ ต้องถามคนที่ได้รับผลกระทบหรือคนที่สูญเสียจริงๆ ว่าคิดเห็น รู้สึกอย่างไร นี้คือสิ่งสำคัญมากในการให้หลุดจากความขัดแย้ง

อำนาจเบ็ดเสร็จ แก้ได้ไม่ทุกสิ่ง

สมชาย ยังได้วิพากษ์ถึงการที่ คสช.ใช้อำนาจมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาแก้ปัญหาต่างๆ ว่า ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู กับปัญหาค้ามนุษย์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย นับตั้งแต่ตัวเองทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ได้รับเรื่องร้องเรียนมาเป็นสิบๆ ปี แต่การแก้ปัญหากลับไม่ได้รับการแก้ไข ในอดีตถึงขั้นงัดปืนมายิงต่อสู้กัน เพราะบรรดาเรือเล็กต่างหาเช้ากินค่ำ ได้รับผลกระทบอย่างมากจากบรรดาเรืออวนรุนทำลายทรัพยากรทางทะเลอย่างมาก

เรื่องนี้รัฐบาลตระหนักแต่ผ่อนผันกันมาเรื่อยๆ 3 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี แม้ว่าจะมีกฎหมาย จนในที่สุดเกิดแรงกดดันจากต่างประเทศ จึงเริ่มที่จะกระตือรือร้นขึ้นมา เพราะว่าสมาคมประมงที่อยู่เยอะแยะมากมายที่มีอิทธิพลทางการเมืองและอิทธิพลทางกฎหมู่ด้วย เช่น ปิดอ่าว หากจำกันได้ปิดอ่าวกันมากี่ครั้งแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลชุดไหนเข้มแข็งพอที่จะจัดการกับปัญหานี้ แต่ต้องให้ต่างชาติเข้ามาจี้ ในแง่นี้ก็ดีต้องมาแก้ไขในสิ่งที่ไม่ถูกให้ถูกต้อง และปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก สามารถตรวจสอบย้อนกลับและการควบคุมการทำประมงสามารถทำได้ด้วยระบบดาวเทียม ในการตรวจสอบน่านน้ำของตัวเองแม้แต่ส่องสำรวจเรือหรือลูกเรือขณะอยู่หาปลากลางทะเลได้ ว่าใบอนุญาตที่ให้ทำประมงทำถูกต้องประเภทหรือไม่ โดยจะมีศูนย์บังคับการเป็นฝ่ายตรวจสอบ

“ชาวบ้านที่อยู่ตามชายทะเล ซึ่งชีวิตของพวกเขาขึ้นอยู่กับประมงชายฝั่ง เข้าร้องเรียนมาเป็นสิบๆ ปี บางพื้นที่ร้องเรียนไปแล้วร้องเรียนไปอีกก็แก้ปัญหาไม่ได้ บางพื้นที่ถึงขนาดไปงัดปืนมาเป็นอาวุธยิงต่อสู้กันกับเรืออวนรุน เพราะชีวิตคนหาปลาพออยู่พอกินมันยากลำบากได้รับผลกระทบจากเรืออวนรุนที่ได้ทำลายทรัพยากรทางทะเลอย่างมาก แม้รัฐบาลจะตระหนัก แต่ผ่อนผันกันมาเรื่อยๆ แม้จะมีกฎหมาย และที่ผ่านมาปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายล้วนอยู่กลุ่มประมงภาคธุรกิจ แต่ปัจจุบันเพราะแรงกดดันจากการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดขึ้น ตลอดแนวชายฝั่งห้ามเรือใหญ่เข้ามาหาปลา และจากการได้พูดคุยกับผู้นำชุมชนในภาคใต้ พบว่าได้ผลทันทีทรัพยากรทางทะเลฟื้นกลับคืนมาอย่างรวดเร็วมาก เพราะธรรมชาติจะฟื้นฟูตัวเองเร็วมาก ดังนั้นสิ่งสำคัญการบังคับใช้กฎหมายถือเป็นเรื่องสำคัญ และจริงๆ แล้วต้องขอบคุณอียูด้วยซ้ำไป ที่มาช่วยทำให้เราฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลได้ใช้กันอย่างยั่งยืน”

ยิ่งคดีค้ามนุษย์ถือเป็นปัญหาสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งตอนนี้ช่วยเหลือทางคดีอยู่ ต้องยอมรับว่าประเทศไทยหากินบนการค้าทาสมานานหลายปีแล้ว เหยื่อแรงงานทาสนับเป็นโศกนาฏกรรมเกี่ยวกับมนุษย์ทำกับมนุษย์ด้วยกันรุนแรงขนาดนี้ ระบบทาส บังคับขูดรีดหรือยิงทิ้งแรงงานนั้นเอง ซึ่งคนที่เป็นเหยื่อไม่ใช่เฉพาะประเทศเพื่อนบ้านแต่คนไทยก็มีเช่นกัน ที่ตกระกำลำบากอยู่ในเรือนานนับปี

สิ่งหนึ่งอยากตั้งข้อสังเกต เพราะมีการกล่าวกันว่าต่างชาติ มักจะนำปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือการค้ามนุษย์มาเป็นเรื่องกีดกันทางการค้า แม้ว่าจะเป็นส่วนหนึ่ง แต่ต้องยอมรับว่าประเทศเหล่านี้ต้องนำเข้าสินค้าประมงจากประเทศไทยอยู่แล้ว เพราะประเทศเขาอยู่ในเขตหนาว คงไม่ได้มีประเด็นกีดกันให้สินค้าประเทศตัวเองขายได้

แต่สิ่งสำคัญที่ประเทศเหล่านี้ผลักดันเรื่องเหล่านี้ เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาจริงๆ กระทบกันทั่วโลก ปัญหาโลกร้อน และการค้ามนุษย์เป็นปัญหาจริงๆ จึงเกิดแรงผลักดันให้ประเทศผู้ซื้อในยุโรปและอเมริกา จำเป็นต้องออกมาตรวจสอบหรือยื่นเงื่อนไขให้ทุกประเทศไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้น เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย ต้องถูกตรวจสอบ เพราะทั้งประชาชนและเอ็นจีโอในประเทศเหล่านี้ล้วนมีสิทธิเสรีภาพ และเกิดการตื่นตัวในการรณรงค์ไม่บริโภคสินค้าที่ใช้แรงงานทาส

รายงานสถานการณ์ค้ามนุษย์ที่ไทยยังอยู่ในระดับต่ำสุด หรือเทียร์ 3 อันสืบเนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบว่าด้วยการทำประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู  ทำให้ คสช.ใช้มาตรา 44 ด้วยการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเข้ามาบังคับใช้กฎหมาย แต่ต้องยอมรับว่าการที่มีรัฐบาล คสช. แล้วใช้มาตรการเข้มงวดในบางเรื่องบางประเด็นถือว่าเป็นผลดี โดยเฉพาะเรื่องไอยูยูกับการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ หรือเรื่องล่าสุดเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปิดเหมืองทองคำ แต่การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในตัวของมันเองย่อมมีสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี ขึ้นอยู่กับว่าจะลดผลเสียได้อย่างไรเพื่อให้ผลดีมีมากขึ้น

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในระยะยาวไม่ดีแน่นอน เหมือนกับการบังคับคนไปเรื่อยๆ แบบบังคับอย่างเดียว ไม่ได้ปล่อยให้คิดเองทำเองรับผิดชอบเอง ซึ่งไม่มีผลดีในระยะยาวแน่นอน และข้อสำคัญ คือ การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ถ้าที่มา(รัฐบาล)ไม่ถูกต้อง คือ มาจากรัฐประหาร จะอยู่ได้ไม่ยั่งยืน และในที่สุดจะมีคนออกมาไม่เห็นด้วย แต่หากรัฐบาลที่มีที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนมีสิทธิและมีส่วนร่วม มีกระบวนการตรวจสอบที่เรียกว่าหลักการแบ่งแยกอำนาจ หรือการถ่วงดุลอำนาจ และหรือการตรวจสอบจากฝ่ายตุลาการที่เป็นอิสระ รูปแบบนี้จะยั่งยืนมากกว่า

ดังนั้น หากจะใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็ต้องมีที่มาที่ถูกต้องและผ่านการตรวจสอบได้จากศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาทำหน้าที่ได้ดี ดังนั้นกระบวนการประชาธิปไตยต้องให้เวลาในการเติบโตโดยต้องยึดหลักสิทธิมนุษยชน แต่จะมาตัดตอนแล้วใช้อำนาจเด็ดขาดเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะในที่สุดอำนาจก็จะคอร์รัปชั่นตัวมันเอง เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า Absolute Power Corrupts Absolutely เป็นคำกล่าวของลอร์ด แอคตัน ที่มีการอ้างบ่อยที่สุดคือเรื่องอำนาจทำให้คนเสียคน โดย ลอร์ด แอคตัน กล่าวว่า “อำนาจมีแนวโน้มที่จะทำให้คนเสียคน  และอำนาจเด็ดขาดจะทำให้คนเสียคนเด็ดขาดยิ่งขึ้น” หรือ Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely

 

“รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” แม่ทัพใหม่ เอสซีจี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

12 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/431628

"รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส" แม่ทัพใหม่ เอสซีจี

โดย…วราพงษ์ ป่านแก้ว

นับจาก Oscar Schultz วิศวกรชาวเดนมาร์กได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการคนแรกของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ในปี 2458 หลังจากตั้งบริษัทมาได้ 2 ปี จนถึงปี 2559 บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจีในปัจจุบันจะมีอายุครบ 103 ปี พร้อมกับการก้าวขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่คนที่ 11 ของ รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส

รุ่งโรจน์ จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์ สาขาเหมืองแร่ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ สาขาอุตสาหการ University of Texas (Arlington) สหรัฐอเมริกา เข้าร่วมงานกับเอสซีจีในปี 2530 ตำแหน่งวิศวกร บริษัท กระเบื้องกระดาษไทย ก่อนถูกส่งไปเรียน MBA ที่ Harvard Business School

ลูกหม้อของเอสซีจีคนนี้ผ่านตำแหน่งสำคัญๆ ในองค์กรมาเป็นลำดับ อาทิ ผู้อำนวยการสำนักงานวางแผนกลาง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งเป็นช่วงที่เขาถูกวางตัวให้เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่แทน กานต์ ตระกูลฮุน ที่เตรียมเกษียณอายุในวันที่ 31 ธ.ค. 2558

การรับช่วงต่อองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสินทรัพย์ 5.2 แสนล้านบาท มีรายได้รวม 4.6 แสนล้านบาท มีกำไรปีล่าสุด 4.5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นภารกิจที่หนักหน่วงที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับรุ่งโรจน์ เขาได้เตรียมตัวเพื่อก้าวสู่ตำแหน่งใหญ่สุดของเอสซีจีมาประมาณ 2 ปี ได้เข้าไปศึกษาทุกธุรกิจของเอสซีจีอีกครั้ง เหมือนเป็นการฟื้นความทรงจำและอัพเดทความเป็นไปของธุรกิจในเครือก่อนที่จะเข้ามารับช่วงบริหารต่อ

สิ่งที่รุ่งโรจน์มองเห็นคือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในภาคอุตสาหกรรม มีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ตลาดก็เปลี่ยนแปลงไปมาก รวมถึงช่องทางการจำหน่ายก็เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะส่งผลกระทบกับเอสซีจีให้ต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

“หน้าที่ของผู้บริหารที่ต้องทำเพื่อองค์กร คือต้องมีความเข้าใจในตลาด เข้าใจในสภาพการแข่งขัน เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงว่ามีความเปลี่ยนแปลงเร็วมากน้อยเพียงใด และต้องเข้าใจตัวเอง มีความสามารถขนาดไหน อย่างไร ถ้าเราเข้าใจสองอย่างนี้เราจะสามารถ play ในตัวกลยุทธ์ต่างๆ ได้”

ทิศทางของเอสซีจีในยุคของรุ่งโรจน์ยังคงสานต่องานเดิมซึ่งเป็นนโยบายระดับองค์กร คือ การขยายตลาดในอาเซียน โดยแผนระยะ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2559-2563 เอสซีจีจะลงทุนรวม 2.5 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 5 หมื่นล้านบาท โดยให้น้ำหนักกับการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนที่ยังมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมาก โดยรุ่งโรจน์ประเมินว่า ตลาดอาเซียนจะสามารถเติบโตไปได้อีก 5 เท่า

“ในเรื่องของตลาดอาเซียนยังมีการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะประเทศใกล้ๆ ที่มีผืนดินติดกับเรา เช่น ลาว เมียนมา เวียดนาม ตลาดยังเจริญเติบโตได้อีกค่อนข้างมาก เราก็มองเห็นว่าศักยภาพของกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังมีสูงมาก แต่อาจจะมีสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปจากเดิมก็คือเรื่องการแข่งขันซึ่งมีสูงขึ้นมาก เพราะเมื่อตลาดมีการเติบโตแต่ที่อื่นไม่โต คนก็เข้ามาทำการแข่งขันตรงนี้มากขึ้น ถือว่ามีโอกาสอีกมากและความท้าทายค่อนข้างสูง”

เมื่อต้องลงไปเล่นในตลาดระดับภูมิภาคก็ย่อมต้องเจอกับคู่แข่งขันที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่จากทั่วทุกมุมโลกที่มองเห็นโอกาสในอาเซียนเช่นกัน การพัฒนาสินค้าให้อยู่ในระดับที่แข่งขันในภูมิภาคได้จึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ซึ่งพื้นฐานสำคัญมาจากการวิจัยและพัฒนา และเป็นอีกหนึ่ง Strategy สำคัญของเอสซีจี เพื่อพัฒนาสินค้าให้เป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม High Value Product and Service หรือที่เรียกว่า HVA

ทั้งนี้ สินค้าที่เป็น HVA ซึ่งเป็นผลพวงจากการวิจัยและพัฒนา เข้ามามีบทบาทต่อรายได้ของเอสซีจีมาก โดยในไตรมาสแรก ปี 2559 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่เป็น HVA จำนวน 42,262 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 39% ของรายได้รวม และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต จากการวิจัยและพัฒนาที่จะเปลี่ยนแปลงไป

ในปีนี้ เอสซีจีเพิ่มงบวิจัยและพัฒนาจาก 0.8% เป็น 1% ของยอดขายระดับ 4 แสนล้านบาท หรือมีงบ 4,000 ล้านบาท เพื่อให้ทีมงานการวิจัยและพัฒนาที่มีกว่า 1,000 คน ได้นำไปพัฒนาสินค้าและบริการ แต่สิ่งที่รุ่งโรจน์ต้องการเห็นจากงานวิจัยและพัฒนา ในมุมมองของนักบริหารธุรกิจจากฮาร์วาร์ดสิ่งที่ต้องปรับจูน คือ การวิจัย และพัฒนา เพื่อให้เกิดนวัตกรรมในตัวสินค้า ที่ต้องมีการตลาดเป็นตัวนำ และมีผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง

รุ่งโรจน์ มองว่า นวัตกรรมถ้าไปดูจริงๆ ร้อยนวัตกรรมเกิดเพราะอะไร กว่าครึ่งเกิดจากตลาดจะมี 10 หรือ 20% ที่เกิดจากนักวิจัย เพราะฉะนั้นการพัฒนาสินค้าต้องเกิดจากความต้องการของตลาด เราจะทำอย่างไรให้คนที่อยู่ในด้านการตลาด การขาย การบริการ สามารถเป็นคนออกไอเดียหรือความสร้างสรรค์เพื่อมาใช้พัฒนาสินค้า คือ การวิจัยและพัฒนาจะต้องมีทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งทำจากเทคโนโลยี อีกด้านหนึ่งทำจากตลาด ซึ่งจะทำให้สามารถก้าวกระโดดในเรื่องวิจัยและพัฒนา และทันต่อความต้องการของตลาด ซึ่งต้องคิดถึงเรื่องความเร็วในการพัฒนาสินค้าให้ทันกับตลาดด้วย

“เรื่องของนวัตกรรมหรือการวิจัยและพัฒนาก็เป็นโจทย์อย่างหนึ่งที่มีความท้าทาย เราเริ่มต้นมา มีฐานในเรื่องของเทคโนโลยีได้อยู่ระดับหนึ่งแล้วมีพนักงานซึ่งทำในด้านนี้พันกว่าคนแล้ว คำถามคือทำในระดับนี้พอไหม ซึ่งต้องไปดูว่าตลาดต้องการแบบไหน คู่แข่งมีความสามารถขนาดไหน ซึ่งคู่แข่งของเราเปลี่ยนไปมาก ในบางอุตสาหกรรมต้องแข่งกันระดับโลก ในเมื่อเราแข่งกับคู่แข่งระดับโลก ความสามารถของธุรกิจของเรา ความสามารถของคนของเรา ในด้านของนวัตกรรม ด้านเทคโนโลยี ก็จำเป็นต้องสามารถแข่งขันได้ในระดับเวิลด์คลาสเหมือนกัน”

รุ่งโรจน์ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมเซรามิกของเอสซีจีติดอยู่อันดับหนึ่งในสามของโลกในแง่ของจำนวน แต่ถ้ามองในอีกส่วนก็ต้องบอกว่ามีหลายๆ เรื่องที่สามารถเพิ่มมูลค่าตรงนี้ไปได้อีก แต่จะเพิ่มอย่างไรก็ต้องมานั่งคุยกัน สิ่งหนึ่งที่พยายามคุยอยู่เสมอในองค์กร คือ การมองข้ามช็อตไปข้างหน้าถึงแผนในอนาคต เราต้องมองไปให้ไกลนิดหนึ่ง ไม่ให้จบแค่วันนี้ ไม่ใช่แค่สามารถที่จะขายของมากกว่าคู่แข่งแค่นี้ก็พอแล้ว

อีกสิ่งหนึ่งที่รุ่งโรจน์ตั้งใจจะทำในฐานะผู้นำองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องแข่งขันในตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น คือ การเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานของเอสซีจีที่มีพนักงานอยู่กว่า 5 หมื่นคน

“มีการพูดกันภายในถึง Speed ซึ่งไม่ได้หมายความถึงความเร็วอย่างเดียว เรารวมไปถึงความคล่องตัวในการทำธุรกิจ บริษัทใหญ่ๆ ทุกบริษัทก็มีปัญหาเหมือนกันหมด คือทำอะไรค่อนข้างช้า ไม่ทันตลาด ไม่ทันคู่แข่งบ้าง เอสซีจีปัจจุบันก็ใหญ่ขนาดมีพนักงานห้าหมื่นกว่าคนแล้ว องค์กรก็มีการแตกแขนงออกไปเรียกว่าใหญ่พอสมควร จะทำอย่างไรที่จะทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น อำนาจตัดสินใจ หรือความสามารถในการตัดสินใจที่หน้างานได้เร็วมากขึ้น และก็สามารถที่จะตามตลาด ตามการแข่งขันได้เร็วขึ้น ถ้าทำตรงนี้ได้ก็จะเป็นองค์กรที่เรียกว่ามีความคล่องตัว และสามารถที่จะขยายธุรกิจออกไปในอนาคตได้อีก”

รุ่งโรจน์ มองว่า การได้ตัดสินใจทดลองทำเป็นเรื่องที่ดีกว่าการไม่ตัดสินใจ เพราะว่าถ้าเราไม่ตัดสินใจเราก็ไม่ได้ลองสักที แต่ต้องหาระบบในเรื่องฐานข้อมูลที่ใช้ช่วยในการตัดสินใจ ทำอย่างไรให้คนที่ตัดสินใจมีหลากหลายข้อมูล มีข้อมูลซึ่งช่วยให้ตัดสินใจได้ถูกต้องรวดเร็วทันเวลา แล้วเข้าใจสภาพตลาดจริงๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญในการตัดสินใจได้อย่างมีคุณภาพ และเป็นความท้าทายในการทำอย่างไรให้ตรงเป้า ทำให้องค์กรเจริญเติบโตไปมากกว่าหรืออย่างน้อยเท่ากับตลาด

“ปีที่แล้วเราโตขึ้นมาตั้ง 3-5% ก็ต้องถามว่ามันพอไหม ถ้ามองในเศรษฐกิจอาเซียนเราคุยกันถึงตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจที่ 5% บวกลบ เพราะฉะนั้นองค์กรซึ่งอยู่ในตลาดอาเซียน ถ้าจะโตไปเท่าตลาดอย่างน้อยก็ต้อง 5% หรือให้ดีก็มากกว่านั้น”

ทั้งหมดคือวิสัยทัศน์ของแม่ทัพคนใหม่ของเอสซีจี ที่รอเวลาพิสูจน์ฝีมือในการพาองค์กรโลดแล่น และก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดอาเซียน

ผู้นำในแบบ “เอสซีจี”

เอสซีจี เป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ระดับต้นๆ ของเมืองไทย การขึ้นเป็นผู้บริหารสูงสุดของเอสซีจีจึงเป็นที่น่าจับตามองถึงบทบาทของผู้นำองค์กรระดับแนวหน้าของไทย

รุ่งโรจน์ มองถึงการเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนเอสซีจีว่า เอสซีจีมีวิสัยทัศน์ขององค์กรที่ถูกวางไว้แล้ว โดยทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน ในการที่จะทำให้บรรลุวิสัยทัศน์ตรงนี้ได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็มานั่งคุยกัน มานั่งแชร์กันว่าจะปรับปรุงอย่างไร เพื่อไปให้ถึงตรงนั้นได้

“ทุกปีเราก็จะมารีวิววิสัยทัศน์ตรงนี้ว่ามีภาพที่เปลี่ยนไปอย่างไร มีเรื่องอะไรที่ต้องปรับไหม ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ เพราะบางองค์กรพลาดตรงนี้ไป เพราะคิดว่าวิสัยทัศน์เป็นเรื่องของผู้บริหาร และบางทีที่แย่กว่านั้นคือการเป็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารคนเดียว แสดงว่าควรเป็นเรื่องที่คุณควรทำคนเดียว ผมก็เลยคิดว่าอยากจะเน้นตรงนี้ว่าเป็นวิสัยทัศน์องค์กร ไม่ใช่ของคนคนเดียว เป็นของคนทุกคนที่มีส่วนร่วมกัน”

วิสัยทัศน์ของเอสซีจีมองในเรื่องของการเติบโตของธุรกิจอาเซียน ซึ่งเรามองว่ามีศักยภาพ เรามองว่าเรามีองค์ความรู้ที่เข้าไปพัฒนาให้เจริญเติบโตขึ้นได้ เรื่องที่สองคือเรื่องนวัตกรรม ซึ่งเราทำมาถึงระดับหนึ่งแล้ว อยากจะพัฒนาต่อไป ในอีกมิติหนึ่ง คือ การเอาตลาด เอาลูกค้า เอาความต้องการของคนที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของเอสซีจีเข้ามามีส่วนร่วมในนวัตกรรม

อีกส่วนหนึ่งคือองค์ความรู้จากตลาด ซึ่งเราไม่ได้เอามาจากตลาดในเมืองไทยอย่างเดียว เราสามารถเอาตลาดที่อยู่ในอาเซียนทั้งหมดเข้ามาเสริมให้นวัตกรรมตรงนี้ของเรามีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น และท้ายที่สุดคือนวัตกรรมระดับโลก เราสามารถเอาตรงนี้เข้ามาเสริมและพัฒนาคนของเราให้มีความรู้ในเรื่องของธุรกิจและนวัตกรรมให้ใกล้เคียงตลาดโลกได้ นี่คือสิ่งที่เป็นวิสัยทัศน์ของเอสซีจี

“องค์กรนี้เป็นองค์กรของเราทุกคน ความสำเร็จถ้าบอกว่าผมมีส่วนช่วยก็คือ 1 ใน 50,000 คนที่มีอยู่ ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วมันก็น้อยมาก ผมก็มีบทบาทในการเป็น 1 ใน 50,000 น้องพนักงานทุกคนก็มีบทบาทคือ 1 ใน 50,000 เหมือนกัน การเป็นผู้นำขององค์กรก็ไม่ได้หมายความว่าความสำเร็จขององค์กรเป็นของผู้นำอย่างเดียว

“เพราะฉะนั้นหลักในการทำงาน ผมก็คิดแบบนี้แหละ ถ้าคิดในแง่ไม่ดีก็แค่ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ ก็แค่ 1 ใน 50,000 เท่านั้นเอง ผมเปลี่ยนงานมา 7 ครั้งแล้ว ไม่เคยเสียใจเลยที่ได้ทำงานที่ตัวเองทำได้ ที่ผมทำงานมา คือ ถ้ามีความรับผิดชอบขนาดนี้ก็ต้องทำขนาดนี้ ที่สำคัญของผู้นำองค์กร ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การที่คุณเป็นผู้นำ นั่นแปลว่าคุณต้องรับผิดชอบในฐานะผู้นำ ผมคิดว่า มันแล้วแต่วิธีการทำงานของผู้บริหาร วิธีการทำงานของพนักงาน วิธีการทำงานของผู้นำ ผมรู้สึกว่าทุกครั้งที่เจอลูกน้องผมคิดว่าผมควรจะไหว้ลูกน้องมากกว่า รู้สึกต้องขอบคุณที่เขาทำให้ผมมีงานทำมาถึงทุกวันนี้

หน้าที่ซีอีโอมีสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่มากกว่าสิ่งที่ควรทำ ผมว่าสิ่งที่ไม่ควรทำ คือ การทำให้องค์กรมีพนักงานที่ไม่กล้าตัดสินใจ ทำให้ทุกคนในองค์กรไม่มีความมั่นใจในการตัดสินใจ ทำให้พนักงานรู้สึกไม่กล้าที่จะแสดงออก ผมเชื่อว่าองค์กรจะเจริญเติบโตไปได้ด้วยการตัดสินใจ ซึ่งองค์กรก็คือคน เมื่อไหร่ที่ผู้นำองค์กรทำให้คนไม่กล้าตัดสินใจแสดงว่าเขาไม่ได้ทำหน้าที่ที่ควรทำ

อีกอย่างหนึ่งที่ผู้นำองค์กรไม่ควรทำ คือ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เอาเปรียบ ไม่ใส่ใจในเรื่องคน เลือกที่รักมักที่ชัง เลือกปฏิบัติ ไม่กล้าที่จะเป็นผู้นำที่กล้าจะเปลี่ยนแปลง ส่วนเรื่องที่ควรทำ อาจจะมีแค่ 1-2 เรื่องเท่านั้น คนที่เป็นผู้นำจริงๆ มีเรื่องที่ควรทำน้อยมาก เพราะว่าคนที่เข้ามาทำงานในองค์กรก็อยากเห็นการเจริญเติบโตขององค์กร น้องๆ ที่เข้ามาทำงานก็อยากที่จะมีความก้าวหน้า อยากทำงานที่มีความท้าทาย ถ้าเราสามารถทำให้องค์กรไปตรงนั้นได้ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่ถูก”