“ถ้าโกงตั้งแต่วันนี้ วันหน้ามันก็โกง” ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กูรูต้านโกงสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:20 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/431144

"ถ้าโกงตั้งแต่วันนี้ วันหน้ามันก็โกง" ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กูรูต้านโกงสอบ

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ข่าวการยกเลิกสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ ทันตแพทย์ศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง

อุปกรณ์สุดไฮเทคอย่างแว่นตาติดกล้องและนาฬิกาสมาร์ทวอช พร้อมคำสารภาพอันน่าตกใจของผู้ต้องหาว่า ต้องเสียเงินถึง 8 แสนบาทให้ขบวนการโกงข้อสอบ เพื่อแลกกับใบเบิกทางสู่อาชีพที่ใฝ่ฝัน ทำเอาคนทั้งประเทศอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการทุจริตเกิดขึ้นในห้องสอบ หากแต่เกิดขึ้นกับสนามสอบทั่วประเทศ พูดง่ายๆว่า โกงกันมาต่อเนื่องยาวนาน โกงกันด้วยสารพัดวิธี โดยมีเม็ดเงินมหาศาลหมุนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้

วิวัฒนาการ”โกงข้อสอบ”เมืองไทย

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท T-NET ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ ซึ่งศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการทุจริตสอบมานานกว่า 7 ปี เล่าถึงกระบวนการทุจริตสอบว่า หลักการง่ายๆคือ ต้องหาทางเอา “ข้อสอบ”มาให้ได้ก่อน เพื่อนำมา”เฉลย”คำตอบ แล้วค่อยทำเป็น”โพย”ซุกซ่อนเข้าไปในห้องสอบ

“สมัยก่อนวิธียอดนิยมคือ ไปซื้อกรรมการออกข้อสอบ บางทีไปถึงโรงพิมพ์ ยัดเงินให้ ไม่ก็แอบถ่ายรูปข้อสอบมาขายชุดละ 20,000-30,000 บาท บางคนวิ่งเข้าไปในห้องสอบแล้วขยำข้อสอบเขวี้ยงออกมาข้างนอก ดักปล้นเอาดื้อๆก็ยังมี เมื่อข้อสอบหลุดมาเลยเรียกว่า “ข้อสอบรั่ว” พอได้ข้อสอบมาปุ๊บ ก็ต้องเอามาเฉลย แล้วจดเป็นโพยไว้ในยางลบ เขียนบนฝ่ามือ หรือใส่เศษกระดาษซุกซ่อนเข้าไป บางคนนั่งท่องจำเป็นวันๆแล้วค่อยเข้าไปสอบก็มี เพราะการพกโพยเข้าไปมันเสี่ยง นี่คือวิธีการเก่าๆในสมัยก่อน

ปัจจุบันการติดสินบนกรรมการออกข้อสอบเป็นไปได้ยาก เพราะส่วนใหญ่มักเก็บตัว ข้อสอบถูกบรรจุหีบห่ออย่างมิดชิด มีการคุ้มกันอารักขาอย่างเข้มงวด สุดท้ายขบวนการโกงข้อสอบจึงหันไปพึ่งพาอุปกรณ์เทคโนโลยีล้ำสมัย

การทำงานจะแบ่งเป็น 2 ทีม ทีมแรกจะจ้างหน้าม้าติดอุปกรณ์ เช่น แว่นตาติดกล้อง กล้องรูเข็มติดไว้ที่กระดุม เดินเข้าไปสอบ ข้อสอบจะถูกวางไว้บนโต๊ะ เจ้าหน้าที่คุมสอบก็จะสั่งให้ตรวจเช็คข้อสอบว่ามีครบทุกหน้าไหม ตอนนี้เองที่จะทำการถ่ายภาพข้อสอบส่งไปให้อีกทีมที่รออยู่ข้างนอก จากนั้นก็จะมีการจ้างเด็กเรียนเก่งวิชาเลข วิทย์ เคมี ฟิสิกส์ ภาษาอังกฤษ เป็นสิบคน แบ่งกันทำคนละ 10 ข้อ แป๊บเดียวก็เสร็จ เพราะถือว่าหมูมากๆสำหรับคนพวกนี้ เมื่อทำข้อสอบเสร็จ ก็จะทำโพยส่งเป็นโค้ดลับ เช่น 1234 หมายถึง ก. ข. ค. ง. ผู้สอบก็เปิดอุปกรณ์ไฮเทคที่ลักลอบนำเข้าไปดู กาคำตอบอย่างเดียว สบาย เพราะเดี๋ยวนี้มันอัจฉริยะมาก จะส่งเป็นข้อความ เป็นภาพ หรือเป็นระบบสั่นเตือนได้ทั้งนั้น”

น้อยคนจะรู้ว่า การยกเลิกสอบแต่ละครั้งต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาล

“สมมติว่าลงทุนจัดสอบไป 20 ล้าน แล้วยกเลิก ถือว่าเรื่องใหญ่นะ เพราะคนเป็นหมื่นเป็นแสนทั่วประเทศเขาเสียเงินค่าสมัครสอบจู่ๆมาประกาศยกเลิก จะโดนเขาฟ้องเอาได้ พวกขบวนการข้างนอก อาจจะโดนจับข้อหาใช้คลื่นสัญญาณโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงิน อะไรต่อมิอะไร แต่เงินที่ได้มันเยอะมาก โดยเฉพาะผู้สอบที่้โกงสอบ หากถูกจับได้แค่โดนปรับตก ไม่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ใครๆก็เลยอยากจะลองเสี่ยง เพราะผลที่ได้มันคุ้มค่า

เปิดโปงขบวนการทุจริต …ลงทุนหลักร้อย ผลตอบแทนเฉียดล้าน

รู้กันในแวดวงติวเตอร์ว่า เวลาผู้สอบไปสมัครเรียนตามสถาบันกวดวิชาบางแห่ง จะมีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวเข้าไปสังเกตการณ์ ก่อนจะตีสนิท พร้อมยื่นข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ ดังนี้ …

‘น้อง อยากเข้า … เหรอ เฮ้ย ยากนะ คนสมัครเป็นหมื่น รับแค่ห้าร้อย พี่มีวิธี รับรองเข้าได้ร้อยเปอร์เซนต์ เข้าไม่ได้ ไม่เอาเงิน สนใจไหม’

เมื่อผู้สมัครสอบรายนั้นตอบตกลง กระบวนการโกงก็จะเริ่มต้นขึ้นด้วยการสอนให้รู้จักกับ“เครื่องรับสัญญาณ” (Reciever) อุปกรณ์ยอดนิยมที่ใช้ในการโกงข้อสอบทั่วโลก เป็นแผ่นเหล็กขนาดเล็ก ระบบสั่นเตือน รับสัญญาณได้ในระยะไกล สามารถซุกซ่อนได้ทั้งกระเป๋ากางเกง ขอบเอว ส้นรองเท้า ชุดชั้นใน กางเกงใน กระทั่งยัดในทวารหนัก จากนั้นจะมีการซักซ้อมนัดแนะกันว่า จะส่งสัญญาณสั่นเตือนเมื่อไหร่ เวลาใด เมื่อถึงเวลาเข้าห้องสอบ ทีมงานข้างนอกที่ทำโพยเฉลยคำตอบเสร็จเรียบร้อย ก็จะส่งกดรีโมทส่งสัญญาณสั่นเตือนตามโค้ดลับที่ตกลงกันไว้

“เครื่องนึงต้นทุนไม่ถึง 500 บาท เสียค่ามัดจำเช่าเครื่อง 10,000 บาท ถ้าคุณสอบติดก็จ่ายเงินในราคาตามที่ตกลงกันไว้ เช่น สอบครู 300,000 บาท สอบสินเชื่้อ 500,000 บาท สอบนายร้อยตำรวจ 700,000 บาท สอบหมอ 800,000 บาท จ่ายโดยใช้ระบบผ่อนจ่าย แหม ถ้าคุณได้บรรจุเป็นข้าราชการ เช่น หมอ มันการันตีรายได้แน่นอน มั่นคง มันคุ้มที่จะจ่ายอยู่แล้ว ถามว่าถ้าอยากเบี้ยว ไม่จ่ายเงินได้ไหม ก็เหมือนคุณพนันบอล คุณกล้าหนีโต๊ะเหรอ แล้วอีกอย่างช่วงที่คุณซักซ้อมการใช้อุปกรณ์ อาจถูกถ่ายภาพเป็นหลักฐาน ถูกแบล็คเมล์ ถูกแฉ ตอนนั้นคุณกำลังมีอนาคตไกล จะกล้าเบี้ยวไหมล่ะ”

 

สำหรับมาตรการป้องกันการทุจริตในห้องสอบ นักวิชาการรายนี้แนะนำว่า กรรมการคุมสอบทุกแห่งต้องรู้ก่อนว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีอะไรบ้างที่ช่วยในการโกงสอบ

คนคุมสอบต้องรู้ก่อนว่า ปัจจุบันมันมีเทคโนโลยีการโกงอะไรบ้าง เช่น แว่นตาติดกล้อง กล้องกระดุม สมาร์ทวอช เครื่องรับสัญญาณ จากนั้นค่อยมากำหนดกติกาข้อห้าม เช่น ห้ามนำโทรศัพท์ ห้ามสวมนาฬิกาเข้าห้องสอบ เท่านี้ก็ป้องกันได้ระดับหนึ่งแล้ว ต่อมาคนคุมสอบต้องรู้เทคนิค เล่ห์เหลี่ยมการโกงต่างๆ หมั่นสังเกตพฤติกรรมวอกแวก อากัปกิริยามีพิรุธ ท่าทางลุกลี้ลุกลน น่าสงสัยของผู้สอบด้วย

ล่าสุดขณะนี้มีอุปกรณ์ป้องกันการโกงข้อสอบที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากคือ เครื่องตัดสัญญาณ (Jammer) ทำหน้าที่รบกวนความถี่ต่ำ (รีโมทคอนโทรล) และตัดสัญญาณโทรศัพท์ ที่ผ่านมาสนามสอบหลายแห่งเริ่มนำเครื่องนี้ไปติดตั้งตามศูนย์สอบต่างๆ ทว่ายังอยู่ในจำนวนน้อย เนื่องจากมีราคาแพง

“เครื่องนี้พัฒนาขึ้นด้วยงบประมาณเครื่องละ 1 ล้านบาท แต่ให้เช่าวันละหมื่น พร้อมเจ้าหน้าที่ควบคุมตัดสัญญาณ สนามสอบในกรุงเทพเริ่มใช้บริการกันเยอะ ต่างจังหวัดก็เริ่มทยอยใช้บ้างแล้ว ถ้าใช้เครื่องนี้จะมั่นใจได้เยอะว่าปลอดภัยไร้โกง แต่อุปกรณ์ตัดสัญญาณนี้มันก็แค่หนึ่งในวิธีป้องกันเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่าคือ การสร้างความตระหนักให้สังคมได้รู้ว่า มันมีวิธีการโกงแบบไหนเกิดขึ้นบ้าง เพื่อจะได้หามาตรการรับมือป้องกันแต่เนิ่นๆ

โกงวันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้ามันก็โกง

ในฐานะผู้ศึกษาวิจัยแนวทางป้องกันการทุจริตข้อสอบมานานนับสิบปี ดร.โกเมน มองว่า การโกงข้อสอบถือเป็นปัญหาร้ายแรงมาก ถ้าเริ่มโกงตั้งแต่แรก อนาคตก็ต้องโกงต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

“สมมติว่าถ้าคุณโกงตั้งแต่สอบเข้า คุณติดหนี้พวกขบวนการ 8 แสน แล้วยังไงต่อ คุณก็ต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ยกตัวอย่างถ้าคุณโกงสอบบรรจุเข้าเป็นข้าราชการ คุณจะต้องอยู่ในวงราชการไปอีก 20-30 ปี ถ้าโกงตั้งแต่แรก วันข้างหน้ามันก็โกง มูลค่าความสูญเสียจะเกิดขึ้นอีกเท่าไหร่ เราอยากได้คนเก่งคนดี ถ้าปล่อยให้โกงเข้ามา เราก็จะได้คนที่ไม่เก่งและไม่ดี แถมยังทำให้คนดีหมดกำลังใจอีก

ถามว่าทำไมผมมาทำงานแบบนี้ เสี่ยงก็เสี่ยง ส่งลูกน้องไปตัดสัญญาณก็เสี่ยงโดนตีหัว เหตุผลคือผมเป็นอดีตนักเรียนทุนรัฐบาล ถูกหล่อหลอมว่าเราต้องทำอะไรกลับคืนสู่สังคม คืนสู่ประเทศชาติ หน้าที่ผมคือ สกรีนคนไม่ดี แล้วเปิดให้คนดีๆ ขาวสะอาดได้เข้าไป คนเหล่านี้เป็นความหวังของประเทศ มูลค่าสิ่งเหล่านี้มันประมาณค่าไม่ได้เลยครับ

ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องตื่นตัวกับปัญหาการทุจริตสอบ ตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับท้องถิ่น เพื่อป้องกันและรับมือกับสารพัดกลโกง รวมทั้งขยายผลไปสู่การทลายวงจรอุบาทว์นี้ให้สิ้นซาก

ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์

 

กรธ.กางแผนสู้ศึกประชามติ หวังให้ผ่านเพื่อเดินหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

09 พฤษภาคม 2559 เวลา 20:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/430908

กรธ.กางแผนสู้ศึกประชามติ หวังให้ผ่านเพื่อเดินหน้า

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ถนนการเมืองทุกสายกำลังมุ่งหน้าไปที่การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. ทว่าระหว่างทางกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หลังจากฝ่ายที่เห็นต่างกับร่างรัฐธรรมนูญทยอยออกมาปรากฏตัวให้เห็น ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงก็เริ่มปฏิบัติเล่นจริงจับจริงให้เห็นแล้ว

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ว่ามาทำให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นเอง กรธ.ก็ได้เตรียมแนวทางชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าใครจะมีชุดความคิดและความเชื่ออย่างไรก็ตาม

ชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรรมการ กรธ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นประชาชน ใน กรธ. ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดทำแผนที่การเดินทางบนถนนสายประชามติให้กับ กรธ. เปิดใจกับโพสต์ทูเดย์ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้อย่างน่าสนใจ

“ความคาดหวังของเรา คือ ต้องการให้ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงประชามติเห็นความสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าเป็นการบ้านการเมืองจะได้เริ่มต้นในเรื่องของการบริหารราชการและมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและเป็นการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาพื้นฐานหลักๆ รวมถึงได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนแข็งแรง”

“แน่นอนว่าคนทำร่างรัฐธรรมนูญก็อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่ประชาชนได้เรียนรู้ในทางการเมือง และได้เห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญ เพราะประชาชนจะมีบทบาทในการดูแลบ้านเมืองต่อไป”

สำหรับแผนการดำเนินการของ กรธ.โดยสังเขป อาจารย์ชาติชาย แจกแจงว่า จากเป้าหมายตรงนี้เราก็ได้วางโครงความคิดและงานไว้ ว่านอกเหนือไปจากการใช้สื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจแล้ว ส่วนสำคัญที่สุด คือ ต้องมีคนเข้าไปอธิบายให้ประชาชน แบบจับเข่าคุยกัน โดยได้วางแนวทางไว้ 3 แนวทาง ได้แก่

1.ผ่านส่วนราชการตามพื้นที่ในทุกหมู่บ้าน เช่น กรรมการหมู่บ้าน อาสาสมัคร สาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กรรมการกองทุนหมู่บ้าน ทั้งหมดมีประมาณ 8 หมื่นหมู่บ้าน คิดเป็นจำนวนราว 3.2 แสนคน ซึ่งจะทำหน้าที่เคาะประตูบ้าน

2.กลุ่มสภาองค์กรชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เราจะขออาสาสมัครตำบลละหนึ่งคน เพื่อคุยเรื่องรัฐธรรมนูญกับสมาชิกขององค์กรที่อยู่ในตามแต่ละตำบล และ

3.กลุ่มพื้นที่เฉพาะ อย่าง กทม.ซึ่งเป็นเขตเมืองใหญ่ เราได้ขอให้มีอาสาสมัครที่ชุมชน ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับ กทม.ประมาณ 2,063 ชุมชน โดยจะให้มีตัวแทนอาสาสมัครชุมชนละ 2 คน เมื่อเป็นอย่างนี้จะมีอาสาสมัครใน กทม.ราว 4000 คน

ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติเมื่อมีการลงสนามจริง อาจารย์ชาติชาย คาดว่าประชาชนจะสอบถามเนื้อหาสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นด้วยกัน ได้แก่ การศึกษาและสาธารณสุข

“การอธิบายร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนเราจะเน้นไปทีละหมวดว่ามีสาระสำคัญเรื่องอะไรบ้าง แต่ละเรื่องนั้นมีความหมายว่าอย่างไร ทำไมต้องเขียนอย่างนี้ มีความแตกต่างจากอดีตอย่างไร ถ้าเป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นมาใหม่ จะเป็นการบัญญัติมาเพื่ออะไร อย่างเรื่องการศึกษา เราต้องบอกว่าต่างกับของเก่า เพราะเราเริ่มตั้งแต่เด็ก ของเก่าและของเราให้การศึกษาฟรี 12 ปีเหมือนกัน แต่ของเก่าเริ่มจาก ป.1 ของเราเริ่มจากเด็กเล็กมาถึง ม.3 บางคนอาจถามว่าแล้ว ม.4-ม.6 และอาชีวศึกษา ฟรีหรือไม่ เราบอกว่าไม่ได้ฟรีก็จริง แต่ไม่ได้ห้าม เพราะถ้ารัฐบาลไหนก็ตามมีเงินและอยากจะให้ฟรี ก็ทำได้ แต่เราเขียนกำชับว่าเมื่อพ้น ม.3 ไปแล้ว เด็กคนไหนอยากเรียนอะไร รัฐต้องจัดให้ได้เรียนตามความถนัด”

“อีกเรื่องที่น่าจะมีประชาชนถามมาก คือ เรื่องสาธารณสุข เช่น อาจถามว่าบัตรทองหายไปไหน เพราะในร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเอาไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วยังไม่มีการยกเลิก เพราะยังให้ทำต่อไปได้ แต่เราไปเน้นย้ำว่าต้องดูแลการบริการให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาดให้ฟรีทุกคน คนยากไร้ต้องได้รับการดูแล ซึ่งจะต้องอธิบายกันไป”

อาจารย์ชาติชาย ระบุว่า เขาเป็นชาวบ้านค้าขาย หรือประกอบอาชีพรับจ้าง ถ้าเราไปพูดเรื่องศาลรัฐธรรมนูญ เขาก็คงไม่ฟังหรอก เพราะไม่ได้เป็นเรื่องใกล้ตัวเขา เราต้องพูดอะไรที่ใกล้ตัวเขาให้เขาฟัง เพราะเราต้องการให้เขาได้มีการอ่านออกเขียนได้ในเรื่องรัฐธรรมนูญ

“คนไทยเข้าใจเรื่องรัฐธรรมนูญไปต่างๆ นานา และไม่เข้าใจจริงๆ ว่าคืออะไร บางคนไปเข้าใจว่ามันคืออะไรสักอย่าง ถ้ามีเมื่อไหร่ก็ได้เลือกตั้ง บางคนไปเข้าใจว่าถ้ามีรัฐธรรมนูญเมื่อไหร่ก็ไม่ได้เป็นเผด็จการแล้ว เข้าใจไปคนละที่คนละทาง เราก็จะอาศัยการพูดให้เขาเข้าใจ และได้เห็นว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญอย่างไร ทั้งในเรื่องสิทธิเสรีภาพ อำนาจของประชาชน อำนาจของภาครัฐ คือ จะทำให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกันต้องมีกติกา เหมือนกับการเล่นกีฬาต้องมีกติกาและยอมรับกันและกัน”

พอถามอาจารย์ชาติชายว่าได้ประเมินหรือไม่ ว่าการตัดสินออกเสียงประชามติของประชาชนจะอยู่บนเนื้อหาหรือบรรยากาศทางการเมือง ณ เวลานั้น ก็ได้รับคำตอบที่น่าสนใจว่ายิ่งความขัดแย้งทางการเมืองมีมากเท่าไหร่ การตัดสินใจของประชาชนที่อาจจะไม่อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล

“ต้องมองเป็นสองระดับ ในระดับพื้นฐาน พวกผมต้องการให้ประชาชนเข้าคูหาโดยมีข้อมูลพอสมควร พอแก่การตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และตอบตัวเองถูกว่าฉันรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉันชอบหรือไม่ชอบเรื่องอะไร นี่คือสิ่งที่เราปรารถนาให้เกิดขึ้น”

“อีกระดับ คือ เป็นเรื่องที่มีพลังทางการเมืองเข้ามา เป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ ที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด คือ การต่อสู้ดังกล่าวนับวันทวีความรุนแรง รัฐธรรมนูญมันกลายเป็นเหยื่อ กลายเป็นกระดานที่เขาจะล้มจะตีเพื่อเอาชนะกัน เพื่อทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียหน้า ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งหมดความชอบธรรม”

“ยิ่งในระดับการเมืองมีการเถียงกันมากเท่าไหร่ จะทำให้เกิดเสียงรบกวน พื้นที่ความสนใจของคนที่จะไปลงประชามติจะถูกแย่งไป เขาจะถูกปลุกด้วยอารมณ์”

“ส่วนตัวผมเสียดายเงินนะ 3,000 ล้านบาท ที่ใช้ในการทำประชามติ แต่ไม่เสียดายเท่ากับทำให้คนทั้งแผ่นดินพลาดโอกาสที่จะเข้าใจถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นอย่างไร เพราะจะไปถูกปลุกด้วยอารมณ์ของคนเพียงสองถึงสามกลุ่มเท่านั้น ด้วยการยกวาทกรรมว่ากันไปว่ากันมา สุดท้ายก็ตีกันในเข่งเหมือนเดิม ประเทศก็ช้าไปเรื่อยๆ อันนี้น่าเป็นห่วง”

การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของประชามติยอมรับหรือไม่ยอมรับ คสช.หรือไม่? อาจารย์ชาติชาย ตอบว่า “มันก็มีว่าจะส่อไปทางนั้นโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เอา คสช.ตั้งแต่วันแรก เขาย่อมอาศัยตรงนี้เป็นประเด็นได้ เพราะยิ่งทำให้ คสช.อ่อนแรงทางการเมืองเท่าไหร่ เขาก็จะแข็งแรงขึ้น แต่ถ้า คสช.แข็งแรงมากเท่าไหร่ เขาก็จะอ่อนลง เขาก็มองอนาคตทางการเมืองเขา ประโยชน์ที่จะได้ในทางการเมืองในวันข้างหน้า เขาก็ต้องลดความน่าเชื่อถือวันยังค่ำ แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งก็ตาม ต้องโชว์ให้ชาวบ้านเห็นว่าเขาเด่นกว่า คสช.”

สุดท้าย อาจารย์ชาติชาย สรุปว่า มีความคาดหวังว่าประชาชนจะเริ่มตื่นตัว เริ่มอ่านร่างรัฐธรรมนูญและเกิดกระบวนการพูดคุยในระดับครอบครัวหรือระดับอื่นๆ และถ้าจะไปลงคะแนนรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพราะอะไร อย่างน้อยเขาจะได้ตอบตัวเองได้เวลามีใครมาถาม จะได้สมศักดิ์ศรีกับความเป็นพลเมือง นานทีปีหนจะมีการทำประชามติ เพราะไม่มีทุกวัน ดังนั้นไปลงประชามติทั้งทีคุณก็ควรตอบตัวเองได้ว่าฉันลงคะแนนช่องนี้เพราะอะไร กลับมาจะได้นอนหลับสบายใจ

 

คสช.ต้องไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้ง (โดยไม่จำเป็น)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 พฤษภาคม 2559 เวลา 07:44 …. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/430669

คสช.ต้องไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้ง (โดยไม่จำเป็น)

โดย… ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

นับถอยหลังสู่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ท่ามกลางการจับจ้องว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญว่าบ้านเมืองจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ทว่าบรรยากาศที่ดูจะเข้มงวดและคลุมเครือในเวลานี้หลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงกันว่าอาจมีผลต่อประชามติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ โดยระบุว่า หากมีการผ่อนคลายการไม่จำกัดเสรีภาพ จะช่วยให้บรรยากาศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งราบรื่นขึ้น แต่ไม่แน่ใจว่า คสช.จะยอมให้เกิดสิ่งเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน

แม้จะมี พ.ร.บ.ประชามติ แต่การจะทำให้สถานการณ์นิ่งนั้น ขึ้นอยู่กับทั้งเนื้อหาของกฎหมายประชามติ อยู่ที่การตีความกฎหมาย และอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมาย นี่จะเป็นตัวที่จะบ่งบอกว่าสถานการณ์จากนี้จะเป็นอย่างไร

“จนถึงขณะนี้แม้เนื้อหากฎหมายประชามติจะนิ่งแล้วบังคับใช้แล้ว แต่การตีความยังไม่นิ่ง และยังไม่มีความครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะก่อนกฎหมายบังคับใช้ คนในรัฐบาลหลายคนก็ออกมาให้ความเห็นในลักษณะที่จะทำให้เข้าใจว่าการแสดงความเห็นหรือท่าทีใดๆ ต่อรัฐธรรมนูญ หรือการทำประชามติทำไม่ได้เลย

…แต่พอหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปสิ่งที่ทำได้ ทำไม่ได้ ก็ยังขัดแย้งกันอยู่ มีบางเรื่องที่ทำได้ แม้จะมีบางเรื่องที่ทำไม่ได้ก็ตาม ตรงนี้ประชาชน หรือแม้แต่พวกผมที่เป็นนักการเมืองก็ยังสับสน สุดท้ายแล้วต้องฟังใคร อะไรคือข้อสรุปที่มีความนิ่ง ชัดเจนแล้ว เราจะได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายประชามติ”

จุรินทร์ มองว่า กติกาที่ กกต.กำหนดให้ทำได้ไม่ได้นั้นยังมีการตีความได้หลายส่วน เช่น กรณีการแสดงความเห็นที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง คำว่าผิดไปจากข้อเท็จจริงตีความได้กว้างมาก และเปิดโอกาสให้มีการใช้ดุลพินิจเอาผิดเอาถูกกับผู้ที่แสดงความเห็นไปได้หลายทิศทาง ตรงนี้ต้องมีความชัดเจนพอสมควร

สิ่งเหล่านี้ทำให้บรรยากาศเดินหน้าไปสู่ประชามติ สำหรับคนที่เขามีความสุจริตต้องการแสดงความเห็นก็เกิดความคลุมเครือกังวล ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแง่ข้อเท็จจริง เขาสามารถแสดงความเห็นโดยสุจริต ทำได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร

ทั้งนี้ กกต.อาจจะต้องอธิบายความเพิ่มเติม ให้มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ เท่าที่ทราบ กกต.บางรายกำลังเดินสายอธิบายอยู่ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายจะทำให้คลุมเครือหนักขึ้นอีก หรือจะทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น อันนี้ก็ต้องรอดู

“แต่ที่สำคัญคือ คสช.จะต้องไม่ทำตัวเป็นคู่ขัดแย้งโดยไม่จำเป็น เพราะมันจะทำให้ฝ่ายที่มีความประสงค์ที่จะยั่วยุเพื่อให้สถานการณ์เดินหน้าไปสู่ความไม่เรียบร้อยราบรื่น ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้ง บรรลุวัตถุประสงค์ของคนกลุ่มนั้น”

ถามย้ำว่า ประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก่อนช่วงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จุรินทร์ ตอบว่า คสช.ต้องระมัดระวังไม่ไปเข้าทางฝ่ายที่เขาพยายามยั่วยุให้เกิดสถานการณ์เดินหน้าไปสู่จุดที่เขาพึงประสงค์

“ผมเชื่อว่า คสช.คงประเมินได้ว่า เพียงแต่การตอบสนองต่อสถานการณ์จะทำแบบไหนอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังรอบคอบพอสมควรที่จะประคองสถานการณ์ให้เดินหน้าไปตามโรดแมปอย่างราบเรียบ”

ส่วนคำถามที่ว่ากลุ่มที่ต้องการยั่วยุให้เกิดสถานการณ์นั้นเป็นใคร มีกำลังมากน้อยแค่ไหน จุรินทร์ ตอบว่า คสช.คงทราบอยู่ และคงประเมินได้

ในแง่การจัดเวทีชี้แจงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จุรินทร์ ออกตัวว่า ยังไม่เห็นแนวปฏิบัติว่าจะทำอย่างไร แม้แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เอง ก็ยังมีเครื่องหมายคำถามอยู่เหมือนกัน ว่าสุดท้ายจะไปจัดเวทีได้มากน้อยแค่ไหน หรือแสดงความเห็นได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร

“ถ้าไปบอกแต่ข้อดีไม่บอกข้อเสีย จะกลายเป็นการชี้นำชัดเจนหรือเปล่า มันก็เเป็นความคลุมเครือ เหมือนสถานการณ์ที่ทุกคนเกร็งไปหมด หลายฝ่ายเกร็งกันไปหมดในการใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น หากบรรยากาศยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตก็จะทำให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับผลของประชามติ หยิบไปเป็นประเด็นในการลดความชอบธรรมของการทำประชามติในอนาคตว่าเป็นประชามติไม่ผ่านกระบวนการให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสรเสรีตามที่ควรจะเป็น

“ในแง่การลงประชามติของประชาชนก็ทำให้ประชาชนขาดโอกาสในการได้รับข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วน สุดท้ายอาจกระทบไปถึงภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติ”

สำหรับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญนั้น จุรินทร์ บอกว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้แสดงความเห็นไปก่อนหน้ากฎหมายประชามติมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นในนามตัวบุคคล แต่ก็เป็นการสะท้อนจุดยืนในสมาชิกพรรคการเมือง แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะตัดสินใจอย่างไร ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

“ในฐานะพรรคการเมือง ผมคิดว่าเราต้องเคารพ สุดท้ายผลออกมาอย่างไร เช่น สุดท้ายถ้ารัฐธรรมนูญผ่าน พรรคการเมืองก็ลงสมัครรับเลือกตั้ง จากนั้นจะไปเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็เป็นเรื่องของอนาคต ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ที่จะนำมาประกอบว่าประชาชนให้เสียงประชาธิปัตย์มาเท่าไหร่ ให้เสียงพรรคการเมืองอื่นมาเท่าไหร่ มันเป็นคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่จะต้องนำมาใช้ประกอบการพิจารณา

“สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเรียน คือ เราอาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เราก็ไม่ได้เป็นศัตรูกับทหาร ไม่ได้แปลว่าถ้าไม่เห็นด้วยแล้วจะเป็นศัตรูกับทหาร หรือเห็นด้วยก็จะเป็นพวกเดียวกับทหาร แต่ว่าเราก็มีหลักของเราในฐานะที่เป็นพรรคการเมือง เราไม่เป็นศัตรูกับทหาร ไม่เป็นศัตรูกับข้าราชการ ไม่เป็นศัตรูกับตำรวจ

“ในฐานะนักการเมืองไม่ว่าในอนาคตเราจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ยังจะต้องทำงานร่วมกันกับทหาร ตำรวจ ข้าราชการประจำ ในฐานะที่เขาเป็นกลไกฝ่ายประจำ แยกจากกันไม่ได้ตลอดกาล ส่วนดุลพินิจการเมืองเราจะตัดสินใจอย่างไรก็ต้องเคารพ

“ผมไม่สามารถตอบล่วงหน้าได้ว่าผลจะออกมาอย่างไร มันคงไม่ง่ายภายใต้สถานการณ์กฎหมายประชามติในปัจจุบันที่จะบอกว่ารับหรือไม่รับ ผมคิดว่ามันก็อาจจะหมิ่นเหม่ แต่ที่สำคัญคือผลประชามติออกมาอย่างไรก็ต้องเคารพ เพราะถือว่าเป็นเสียงของประชาชน และถ้ามีการเลือกตั้งเราก็ลงสมัครรับเลือกตั้ง จะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน ก็อยู่ที่ผลเลือกตั้งจะออกมา” 

จุรินทร์ ย้ำจุดยืนของพรรคว่า ต้องการให้เกิดความชัดเจน โดย คสช.ควรบอกว่า หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเดินต่อไปอย่างไร แต่จนถึงขณะนี้ คสช.เองยังประสงค์ที่ทำให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมป

“พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการทำประชามติ หากผ่าน รัฐธรรมนูญก็มีความชอบธรรมว่าได้ผ่านกระบวนการยอมรับจากประชาชน เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดบังคับใช้กับคนทั้งประเทศ ก็ควรผ่านกระบวนการรับรองจากคนทั้งประเทศเสียก่อน

“แต่กระบวนการนำไปสู่ประชามติควรเปิดโอาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นโดยสุจริตได้ตามสมควรเพื่อเป็นข้อมูลให้กับประชาชน ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนน้อยที่มีโอกาสอ่านรัฐธรรมนูญครบทั้งเล่ม ทุกหมวด ทุกมาตรา ถัดจากนี้หลังมีกฎหมายประชามติก็ต้องอยู่ที่การบังคับใช้กฎหมายต่อไป หากการบังคับใช้จะมีลักษณะเอื้อต่อการเดินหน้าไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยในอนาคตก็คิดว่าจะเป็นผลบวกกับทุกฝ่ายมากขึ้น”

ถามว่าในฐานะพรรคการเมืองพร้อมจะไปร่วมเวทีกลางที่ กกต.จะจัดให้ข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ตอนนี้หลายคนระมัดระวัง เพราะเกรงว่าจะเข้าข่ายขัดกฎหมาย ดังนั้นหากมีการการันตีได้ว่าจะไม่มีความผิดก็จะดี เพราะหากเข้าข่ายความผิดจะมีโทษจำคุกถึง 10 ปี ซึ่งรุนแรงมาก และทำให้ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ ถ้าสามารถทำได้อย่างถูกต้องชอบธรรมก็ยินดีให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นการจัดเวทีกลาง เวทีคู่ขนาน อะไรก็ตามที่สามารถสร้างบรรยากาศให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นโดยสุจริต พรรคพร้อมสนับสนุน

จุรินทร์ สะท้อนมุมมองว่า ขณะนี้สมาชิกพรรคสอบถามเข้ามามากว่าเรื่องไหนทำได้ไม่ได้ จากที่สอบถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง อย่าง กกต.ที่แม้จะมีประกาศหลักเกณฑ์ 6 ทำได้ 8 ทำไม่ได้ ก็ยังมีคำถามบางส่วนที่ยังคลุมเครือ ทำให้พรรคก็ยังไม่สามารถอธิบายสมาชิกได้ จึงต้องรอความชัดเจนบางส่วนจาก กกต. ขณะนี้ติดตามทางสื่อ รวบรวมว่ามีความเห็นว่าอย่างไร ซึ่งก็ยังไม่เป็นที่ยุติครบถ้วน

สำหรับจุดยืนที่แตกต่างกันระหว่างประชาธิปัตย์ และ กปปส. จุรินทร์ อธิบายว่า สถานการณ์ที่ผ่านมาในบางกรณีก็ไม่ได้มีความเห็นไปในทางเดียวกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ทุกคนทุกฝ่ายทุกองค์กรมีสิทธิเสรีภาพเป็นของตัวเอง

“ผมคิดว่าแต่ละส่วนแถลงความเห็นตนเองชัดเจนแล้ว” ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเล่นบทตีสองหน้าระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส.นั้น จุรินทร์ กล่าวเพียงว่า “ผมคิดว่าเป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริตของทั้งสองฝ่าย”

ส่วนประเด็นประชาธิปัตย์มีความเห็นใกล้เคียงกับพรรคเพื่อไทยเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น จุรินทร์ อธิบายว่า ตรงนี้เป็นความเห็นบางส่วนใกล้เคียงกันได้ แต่ที่มาที่ไปอาจไม่เหมือนกัน

“ในส่วนของพรรคเรารอจนกระทั่งรัฐธรรมนูญยกร่างเสร็จ จนได้ร่างสุดท้ายปรากฏออกมา จึงให้ความเห็นว่าเป็นอย่างไร เพราะต้องการให้ความเห็นในทางหลักการเหตุผล ตรรกะจริงๆ ไม่มีความเห็นล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ร่าง หรือร่างไม่เสร็จ ก่อนจะออกมาประกาศเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย อันนี้เป็นที่มาที่ไปที่คุณอภิสิทธิ์ไปแถลง ดังนั้นคำตอบบางส่วนที่ออกมาใกล้เคียงกัน แต่ที่มากระบวนการพิจารณาไม่เหมือนกัน” จุรินทร์ กล่าว

เคารพกฎหมาย หลักสำคัญ “ปรองดอง”

จุรินทร์วิเคราะห์ข้ามช็อตไปถึงหลังเลือกตั้งสถานการณ์บ้านเมืองจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้งได้หรือไม่ สถานการณ์ความขัดแย้งในอดีตจะหมดไป ความปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และความพยายามของ คสช.ได้มากน้อยแค่ไหน

จุรินทร์ มองว่า การจะไปหวังให้บ้านสงบราบรื่น ไม่มีความขัดแย้งเป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศไหนในโลกที่เป็นปะชาธิปไตย ก็ต้องมีความเห็นต่างเกิดขึ้นได้เสมอ รวมทั้งการขัดแย้งทางความคิด

“มันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อย่าไปกังวลว่ามีความเห็นไม่ตรงกันแล้วสังคมนั้นจะกลายเป็นสังคมโกลาหล ซึ่งไม่ใช่ สังคมประชาธิปไตยต้องมีความเห็นต่าง และความเห็นต่างนั้นจะหาข้อสรุปอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับร่วมได้ด้วยกันกับทุกฝ่าย

…หลักของความปรองดองที่ดีที่สุด คือ การเคารพกฎหมายกติกา เพราะว่าถ้าต้องการสร้างสันติระยะยาวให้เกิดขึ้นในสังคม ต้องใช้หลักนิติรัฐ นิติธรรม กฎหมาย คือหัวใจสำคัญที่สุด ถ้าทุกคนเคารพกฎหมาย ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูก ผมคิดว่าถ้าเราถือหลักนี้ สุดท้ายสังคมก็จะเดินหน้าไปสู่สันติระยะยาวได้”

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ความพยายามบิดเบือนกฎหมายทำผิดให้เป็นถูก ต่อไปในอนาคตฝ่ายที่เขาไม่เห็นด้วยก็จะออกมาต่อต้านไม่ยอมรับ กลายเป็นสองฝ่ายเผชิญหน้า นำไปสู่ความรุนแรงโกลาหลของบ้านเมือง

“การทำผิดให้เป็นถูก หรือล้างผิดซะ ผมว่าไม่ใช่ทางออก นั่นแหละคือการนับหนึ่งนำไปสู่วิกฤตครั้งใหม่ของประเทศ แต่ถ้ายืนให้มั่นว่าต่อไปนี้เราต้องยึดกฎหมาย ไม่ทำผิดให้เป็นถูก ไม่ทำถูกให้กลายเป็นผิด ระยะยาวสังคมจะเดินไปได้ แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านก็ต้องยอมรับว่ากว่าจะไปถึงถนนลาดยางก็ต้องวนอยู่บนถนนลูกรัง ขรุขระบ้าง แต่เราก็ต้องอดทน วันหนึ่งจะไปถึงถนนลาดยาง”

สำหรับข้อเสนอเรื่องนิรโทษกรรมที่หลายฝ่ายเคยเสนอเพื่อให้เป็นทางออกลบล้างความขัดแย้งในอดีต และเริ่มต้นกันในอนาคตนั้น จุรินทร์ มองว่า ทันทีที่จะไปนิรโทษกรรมก็จะเกิดวิกฤตรอบใหม่ขึ้นทันที

“ปรากฏให้เห็นแล้ว แม้แต่การยึดอำนาจครั้งนี้ที่เกิดขึ้นมาจากอะไร สาเหตุจริงๆ คือการออกกฎหมายนิรโทษฯ ทำผิดให้เป็นถูก สุดท้ายรัฐบาลก็ไปไม่รอด พลอยทำให้ประชาธิปไตยไม่รอดไปด้วย สุดท้ายก็ต้องยึดอำนาจ

….ดังนั้น หากกลับมาทำอีก ผมว่าปัญหาก็จะย้อนกลับมาอีก อาจจะมีความต่างวิธีการ สุดท้ายคนที่ไม่ยอมรับก็จะออกมา คำตอบชัดอยู่แล้ว ผมพูดไม่มีอะไรซับซ้อน ตรงไปตรงมา”

ถามว่ามีการวิเคราะห์ไปถึงช่วงปลาย คสช.ที่อาจมีแนวคิดเรื่องการอภัยโทษ หรือนิรโทษกรรมให้กับทุกสี ทุกฝ่าย เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ จุรินทร์ กล่าวว่า ส่วนตัวเคยได้ยินแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พูดว่าจะต้องยึดหลักกฎหมาย ยังไม่ได้ยินในสิ่งที่ถาม

“ถ้าเดินตามแนวการยึดตามหลักกฎหมายก็เป็นแนวที่ถูกต้อง และเท่าที่ติดตามแกนนำหลายกลุ่มก็ประกาศว่าจะไม่ยอมนิรโทษกรรมตัวเอง อันนั้นก็สะท้อนให้เห็นว่า แกนนำเหล่านั้นก็ต้องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้พิสูจน์ตัวเอง” จุรินทร์ กล่าว

250 สว. เงื่อนไข กำหนดว่าที่รัฐบาลชุดใหม่

ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมก่อนเดินทางไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้คำมั่นว่าจะเกิดขึ้นในปี 2560 ตามโรดแมป จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกตัวว่าพรรคพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

“ถ้าประชาชนลงประชามติให้รัฐธรรมนูญผ่าน นั่นก็แปลว่าการเลือกตั้งก็จะต้องเกิดตามโรดแมป เราเคารพเสียงประชาชน ลงสมัครรับเลือกตั้ง แพ้ชนะก็เป็นเรื่องของประชาชน อยู่ที่ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน”

ส่วนระบบเลือกตั้งใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดวิธีเป็นการเลือกตั้ง “บัตรเดียว” ชี้ขาดทั้ง สส.เขตและนำมาคำนวณเป็น สส.ระบบสัดส่วนต่างจากอดีตนั้น จุรินทร์ อธิบายว่า พรรคก็ต้องมีการปรับแผนเพื่อรองรับระบบเลือกตั้งใหม่ตามไปด้วย ซึ่งความจริงพรรคได้สะท้อนความเห็นไปก่อนหน้านี้แล้ว หากกติกาอย่างนี้ออกมาก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เว้นแต่จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต

ทั้งรูปแบบการเลือกตั้งเปลี่ยนไปตามสมควรหากรัฐธรรมนูญผ่านการบังคับใช้ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดใช้บัตรสองใบ บัตรหนึ่งเลือกคน อีกบัตรเลือกพรรค เมื่อเปลี่ยนมาเป็นบัตรใบเดียว เลือกคนกับพรรคแยกจากกันไม่ได้ เอามามัดรวมเป็นข้าวต้มมัด เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะซื้อปลาคุณต้องซื้อทั้งพวง ปลาแดงตัว ปลาขาวตัวไม่ได้ ต้องเอาคะแนนมารวมกัน

รองหัวหน้าพรรค ปชป. อธิบายว่า สำหรับการลงพื้นที่ของว่าที่ผู้สมัครนั้นคงต้องปรับแผนจากเดิม โดยจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง เพราะรูปแบบเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม การเตรียมผู้สมัครเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณากันภายใน เพราะพรรคการเมืองไม่สามารถประชุมได้ ทำอะไรที่เป็นทางการไม่ได้ ก็แค่นั่งคุยกัน 2-3 คน นั่งนึกว่าเมื่อถึงเวลาได้รับการเปิดโอกาสให้ทำกิจกรรมได้ถูกต้องตามกฎหมายจะเดินหน้าอะไรต่อไป

“จากเดิมที่มีบัตรสองใบ ถ้าเขตนี้ไม่พอใจคนของพรรค ท่านเลือกพรรคอื่นไม่เป็นไร แต่สำหรับพรรค ขอให้เลือกพรรคการเมืองนี้ ทำอย่างนั้นได้ หรือถ้าไม่พอใจพรรคไม่เป็นไร แต่คนของเราอยู่ใกล้ชิด ท่านทำงานร่วมกับท่าน ขอให้ช่วยเลือกคน

“แต่ต่อจากนี้ทำไม่ได้ เพราะจะเป็นการเอาคนกับพรรคมามัดรวมกัน ประชาชนต้องตัดสินใจ ถ้าคนกับพรรคตรงกันไม่เป็นปัญหา หรือหากในกรณีไม่เห็นด้วยกับทั้งคนทั้งพรรคเขาก็ไม่เลือก แต่ถ้าเห็นด้วยกับคนแต่ไม่เห็นด้วยกับพรรค หรือเห็นด้วยกับพรรคไม่เห็นด้วยกับคน ผู้ลงคะแนนจะต้องชั่งน้ำหนัก”

จุรินทร์ ขยายความเพิ่มเติมว่า เคยพูดมาก่อนหน้านี้แล้วว่าเป็นห่วงว่าอาจจะเป็นเแรงจูงใจที่จะทำให้การซื้อเสียงทำได้ง่ายขึ้น ถ้าซื้อต้องซื้อสองใบ แต่เที่ยวนี้ซื้อใบเดียวได้สองอย่าง แถมอาจจะไม่สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชน สำหรับคนที่ต้องการเลือกคน แต่ไม่ต้องการเลือกพรรค หรือคนที่ไม่ต้องการเลือกพรรค ไม่ต้องการเลือกคน จะแยกแสดงเจตนารมณ์ไม่ได้

ถามย้ำว่าจะทำให้ต้องปรับรูปแบบวิธีการคัดตัวผู้สมัครใหม่หรือไม่ รองหัวหน้า ปชป.ตอบว่า เรื่องนี้คิดว่า “คน” จะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะถ้าพฤติกรรมของประชาชนลงคะแนนจากคนเป็นหลัก คนก็จะทวีความสำคัญ กลายเป็นพรรคมีน้ำหนักรองลงไป อย่างไรก็ตาม ตรงนี้อาจขึ้นกับพื้นที่ด้วย บางพื้นที่พรรคอาจสำคัญกว่าคน แต่สุดท้ายเมื่อกติกาออกมาให้มัดรวมกันก็ต้องต่อสู้ไปตามกติกา

“มีประเด็นบางท่านที่มีความเห็นว่าถ้าบัตรใบเดียวจะทำให้เกิดเบี้ยหัวแตก แต่ความเห็นผม อาจจะเกิดผลตรงข้ามก็ได้ เพราะว่าเมื่อพรรคใดชนะในเขตแล้ว เมื่อเอาคะแนนที่ชนะซึ่งจะต้องได้มากกว่าคนอื่นในเขตมาคำนวณอีกรอบเป็นเสียง สส.ที่จะได้ทั้งพรรค ก็จะทำให้ได้ สส.รวมทั้งพรรคมากขึ้นไปอีก”

จุรินทร์ มองอีกด้านว่า ระบบเลือกตั้งใหม่นี้อาจมีส่วนทำให้พรรคเล็กมี สส.ได้บ้าง แม้จะแพ้ทุกเขตเลือกตั้ง แต่ถ้าเอาคะแนนทุกเขตมารวมกัน คำนวณเป็น สส.ทั้งพรรคก็อาจทำให้ได้ สส. คนสองคน มันก็มีสองด้าน ต้องรอดู

ถามไปถึงอนาคตภายหลังการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายประเมินว่าน่าจะเป็นรัฐบาลผสม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์วิเคราะห์ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดรัฐบาลผสมเพราะมีเงื่อนไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะหากคำถามพ่วงประชามติผ่านประชามติ ก็แปลว่าคนที่จะมาโหวตนายกฯ ไม่ได้มีแค่ สส. 500 คน แต่รวมกับเสียง สว. เป็น 750 คน

สมมติถ้ามีพรรคการเมืองหนึ่งได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ เช่น สมมติได้ 270 เสียง ก็อยู่ที่เสียงของวุฒิสภาว่าจะเทน้ำหนักไปทางไหน ซึ่งถ้ามีแต่สภาผู้แทนฯ 270 เสียง ก็อาจตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ถ้าเขาไม่ประสงค์ที่จะเอาพรรคอื่นเข้ามาร่วม

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีเงื่อนไขวุฒิสมาชิก 250 เสียงเข้ามาร่วมด้วย แล้วจะตั้งรัฐบาลผสมก็อาจตั้งไม่ได้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับ 250 เสียงของวุฒิสภาที่จะเป็นเงื่อนไขที่จะเป็นตัวกำหนด ตอบล่วงหน้าไม่ได้ทั้งหมดว่าผลจะออกมาอย่างไร นี่คือการจำลองสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่เกิดขึ้นก็ตามสุดแล้วแต่

ถามว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายหรือไม่ จุรินทร์ มองว่า ในกรณี สว. 250 เสียง ไปบวกกับเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนฯ รัฐบาลก็จะอยู่ยาก เพราะต่อจากนั้นในการพิจารณาผ่านกฎหมาย หรือพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องอาศัยสภาผู้แทนฯ อย่างเดียว 500 เสียง รัฐบาลเสียงข้างน้อยก็จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเหมือนในอดีตที่อยู่ได้ไม่กี่วัน

อีกด้านหนึ่ง สมมติสถานการณ์ สว. 250 เสียง ไปบวกกับเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ อย่างนี้ก็คงเดินหน้าไปได้ เพราะหลังเลือกนายกฯ เสร็จ สว.ถอยกลับไปทำหน้าที่ปกติ รัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้วก็ยังอยู่ได้ ถัดไปก็เป็นพฤติการณ์เรื่องการบริหารราชการแผ่นดินว่าจะล้มเหลว สำเร็จ หรืออย่างไร

ส่วนได้ประเมินหรือไม่ว่าระบบเลือกตั้งใหม่นี้จะทำให้ประชาธิปัตย์ได้คะแนนเพิ่มขึ้นหรือลดน้อยลง จุรินทร์ตอบเลี่ยงๆ ว่า ไม่ได้มองว่ากติกาได้เปรียบเสียเปรียบ กติกาที่ออกมาควรเป็นกติกาที่เป็นประโยชน์กับการพัฒนาประชาธิปไตยระยะยาว มันไม่ควรเป็นกติกาที่ทำให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งได้เปรียบ ถ้าไม่เช่นนั้นกติกาที่ออกมาจะมีความยั่งยืนยาก กลายเป็นกติกาเฉพาะกิจเฉพาะกาลไป

“พวกผมสนับสนุนกติกาที่เดินหน้าไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยยั่งยืน ส่วนแพ้ชนะเป็นเรื่องปกติ ไม่มีพรรคไหนชนะตลอดกาล ไม่มีพรรคไหนแพ้ตลอดกาล”

แม้ระบบเลือกตั้งใหม่นี้จะทำให้ฐานเสียงของพรรคถูกเจาะได้ก็ไม่กังวล แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ไม่ว่ารูปแบบจะเป็นรูปแบบใด เราต้องคัดตัวผู้สมัครให้ดีที่สุด เที่ยวนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่เป็นผลดีกับทุกพรรคการเมืองที่มีระยะเวลาเตรียมตัว แม้เตรียมตัวที่ไม่เป็นทางการ หรืออย่างน้อยก็คิดไว้ในใจ เพราะมีเวลาคิด ถ้าทุกอย่างเดินไปตามโรดแมปก็ไม่ถึงกับฉุกละหุกเหมือนยุบสภา ต้องเลือกตั้งภายใน 90 วัน

อย่างไรก็ตาม คิดว่าถ้าถึงช่วงเวลาที่จะเห็นได้ชัดว่าจะมีการเลือกตั้ง คสช. ควรเปิดโอกาสให้พรรคการเมืองได้มีเวลาสักช่วงที่เหมาะสมให้เขาได้ดำเนินการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ไม่ใช่ 50-60 วัน อย่างนี้ทำไม่ได้

หลังการเลือกตั้งโอกาสพรรคอันดับ 1 กับอันดับ 2 จะมีโอกาสจับมือตั้งรัฐบาลหรือไม่ จุรินทร์ กล่าวว่า ตอบล่วงหน้าไม่ได้ ต่างประเทศก็มีตัวอย่างที่พรรคที่ 1 และ 2 ที่ประชาชนมอบหมายให้พรรคที่ได้ที่ 1 ไปจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อเสียงเขาไม่พอก็ไปจับมือกับพรรคที่ 2 ที่ประชาชนมอบหมายเป็นอันดับ 2 ก็เป็นเรื่องที่เคยมีในประวัติศาสตร์

“แต่สำหรับประเทศไทยผมตอบล่วงหน้าไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาเท่าที่เคยเห็นแนวทางปฏิบัติมาก่อนหน้านี้เลือกตั้ง 3-4 ครั้งที่ผ่านมา พรรคได้ที่ 1 เป็นรัฐบาล พรรคที่ได้ที่ 2 ก็เป็นฝ่ายค้าน พรรคเล็กก็ประกอบเป็นรัฐบาล หรือที่หลงเหลือไม่ได้เป็นรัฐบาลก็เป็นฝ่ายค้าน หรือพรรคที่ 2 เป็นรัฐบาล พรรคหนึ่งก็เป็นฝ่ายค้าน”

ถามย้ำชัดๆ ว่า ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันหรือไม่

“ตอบล่วงหน้าไม่ได้ และเท่าที่ผ่านมายังไม่เคยคิดเรื่องนี้ และมันก็สะท้อนในช่วงที่ผ่านมา คนหนึ่งเป็นรัฐบาล อีกคนหนึ่งก็เป็นฝ่ายค้าน นี่เป็นปรากฏการณ์จริงที่เกิดขึ้น แต่ถามว่าเกิดขึ้นได้ไหมก็ตอบว่าไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน และผมไม่อยู่ในฐานะจะตอบด้วย” รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าว

 

“ป้าง กัมปนาท” วินมอ’ไซค์หัวใจหล่อแห่งเมืองพัทยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 พฤษภาคม 2559 เวลา 19:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429769

"ป้าง กัมปนาท" วินมอ'ไซค์หัวใจหล่อแห่งเมืองพัทยา

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

นาทีนี้คนที่ฮอตที่สุดในโลกออนไลน์ หนีไม่พ้น “ป้าง – กัมปนาท เอื้อสกุล” วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหนุ่มวัย 26 ปี ผู้ประกาศรับ-ส่งผู้โดยสารเด็กอนุบาล คนชรา คนป่วยไปโรงพยาบาล คนพิการและคนยากไร้ เรียกกระแสชื่นชมได้อย่างถล่มทลาย พ่วงท้ายด้วยฉายา “พี่วินใจหล่อ “มาเป็นที่เรียบร้อย

เบื้องหลังน้ำใจอันงดงามของเจ้าของเสื้อกั๊กสีส้มเบอร์ 12 วินท่าเรือเก่า เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี น้อยคนจะรู้ว่า เขาเรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 สูญเสียแม่ตั้งแต่อายุ 12 หอบกระเป๋าเร่ร่อนไปทำงานบนเรือประมง หารายได้ด้วยการเป็นเด็กเสิร์ฟบาร์เบียร์ พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำโรงแรม

กว่าจะลุกขึ้นสู้จนเป็นพี่วินใจหล่ออย่างวันนี้ เส้นทางชีวิตของเขานั้นไม่ง่ายเลย …

ป้างเกิดที่จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนไประหกระเหินไปเรียนหนังสือที่จังหวัดกาญจนบุรีจนถึงชั้น ป.6 จุดเปลี่ยนของชีวิตเริ่มต้นหลังจากแม่บังเกิดเกล้าของเขาจากไปไม่มีวันกลับ

“ผมเกิดที่สมุทรสาคร แต่ไปโตที่กาญจนบุรี เรียนแค่ป.6 แม่ก็มาเสีย ชีวิตเปลี่ยนเลย ต้องกลับสมุทรสาครไปหางานทำ สมัครเป็นเด็กในเรือประมงอวนลาก แต่ทำได้ 5-6 เดือน ก็ออกมาอยู่กับเพื่อนที่พัทยา มีมอเตอร์ไซค์คันนึงเที่ยวเตร่ตามประสาวัยรุ่น กลางคืนทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่บาร์ ต่อมาก็ไปสมัครเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่โรงแรมกระทั่งอายุได้ประมาณ 20 มานั่งคิดว่า เฮ้ย ไปขับวินดีกว่า”

ป้างเลือกเป็นวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพราะเชื่อว่าอาชีพนี้เป็นนายตัวเอง ขยันก็ได้มาก ขี้เกียจก็ได้น้อย ไม่มีใครกดดันนอกจากตัวเราเอง รายได้พอเพียงกับชีวิต ถึงวันนี้ก็ปาเข้าไปเกือบ 7 ปีแล้วที่สวมเสื้อกั๊กสีส้ม

“อยากทำวันไหนก็ทำ อยากหยุดวันไหนก็หยุด เจอผู้โดยสารหลากหลายรูปแบบทั้งที่เอาเปรียบและช่วยเหลือเรา มันก็ได้ประสบการณ์ดี บางคนลงรถแล้วบอกจ่ายเงินไปแล้วนะ ผมงงเลย เถียงกันไปกันมาผมก็ยอม บางคนผมเรียกค่าโดยสารแค่ 15 บาท เขายื่นให้ 20 ไม่ต้องทอนก็มี มีอยู่ครั้งหนึ่งจำได้ว่ารับฝรั่งนักท่องเที่ยวขึ้นมา เขาเมามาก ผมพาไปส่งถึงห้องเลย แกยื่นแบงค์ดอลล่าร์ให้หลายใบ ผมตกใจบอกไม่เอาๆ เยอะไป หยิบมาแค่ใบสองใบเอง”เขาหัวเราะให้กับความซื่อของตัวเอง

ก่อนจะมาเป็นพี่วินใจหล่อ หนุ่มสกินเฮดรายนี้เคยเป็นวัยรุ่นจอมเกเร เที่ยวเตร่ ริลองยาเสพติดมาแทบทุกชนิด

“ตอนเป็นเด็ก ก็เหมือนวัยรุ่นเกเรทั่วไป เที่ยวไปเรื่อย เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด ลองมาหมดแล้วครับ จนมาทำงานเป็นวินมอเตอร์ไซค์นี่แหละ เลิกหมดเลย พอแล้ว ไม่เอา ขนาดบุหรี่ยังเลิก”

ส่วนแนวคิดที่ทำให้เจ้าตัวตัดสินใจประกาศรับส่งผู้โดยสารฟรีนั้นมาจากแนวคิดสั้นๆแต่ลึกซึ้ง นั่นคือ อยากทำความดี

“คิดเองครับ อยากทำบุญ ก่อนหน้านี้ผมเคยไปเจอพระสงฆ์เดินอยู่ริมถนน เลยจอดรถ ชวนท่านขึ้นมาแล้วพาไปส่งที่ท่ารถ จากนั้นก็ทำมาตลอด เจอพระ คนแก่ รับไปส่งตลอด ไปส่งท่ารถบ้าง ท่าเรือบ้าง โรงพยาบาลบ้าง ทำเป็นประจำนานเป็นปีแล้ว มีความสุข สบายใจ จนเมื่อไม่กี่วันก่อนเกิดแรงบันดาลใจ สกรีนข้อความมันไว้ที่หลังเสื้อเลยว่ารับส่งฟรี พระ คนแก่ ผู้เจ็บป่วย เด็ก คนพิการทำเสร็จ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ 091 406 7020 แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊ก มีคนเอาไปแชร์เยอะ กระแสดีมาก บางคนโทรมาจองคิวล่วงหน้าเป็นเดือน ส่วนใหญ่เป็นพวกที่อยู่ในตรอกซอยลึกๆ ไม่มีรถเข้าถึง เขาก็จะโทรมา ถ้าป่วยพิการ ผมก็ไม่เอาเงินหรอก”

เหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุดในชีวิตมอเตอร์ไซค์รับจ้างคือ วันหนึ่งผมกำลังขับรถอยู่ จู่ๆ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นข้างหน้า เราเห็นเป็นคนแรก รีบจอดรถลงไปดูพบคนเจ็บขาหัก ผมโทรหากู้ภัยทันทีและพาเขาขึ้นรถกู้ภัยไปส่งถึงโรงพยาบาล ได้ช่วยคนสำเร็จมันรู้สึกดี ทุกวันนี้เจอกันอยู่ เขาจำผมได้ ประทับใจมากครับ”

ก่อนจากกัน ป้างฝากขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ พร้อมทั้งแนะนำให้ทุกคนทำความดี ไม่ว่าจะอาชีพไหน ขอให้ซื่อสัตย์สุจริตกับตัวเอง และอย่าเอาเปรียบผู้อื่น

“อยากให้ทุกคนทำดีกันมากๆ ไม่ว่าจะทำอาชีพไหนก็ทำได้ ผมเองอยู่เมืองพัทยาก็อยากบอกให้คนที่นี่ทำดีกับทุกคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว ไม่เอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหงรังแกเขา ขอบคุณทุกกำลังใจมากๆ ผมจะตั้งใจทำเรื่องดีๆแบบนี้ตลอดไปครับ” วินมอเตอร์ไซค์ร่างอวบพนมมือไหว้สุดสวย พร้อมรอยยิ้มหวาน

นี่คือวีรกรรมของป้าง – กัมปนาท เอื้อสกุล วินมอเตอร์ไซค์เบอร์ 12 แห่งท่าเรือเก่า พัทยา นับเป็นอีกหนึ่งหนุ่มน้ำใจงามที่หัวใจน่ายกย่องยิ่งนัก

 

 

 

“ไม่เป็นตาอยู่ ให้ตาอิน ตานา จ้วงแทง” อนุทิน ชาญวีรกูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 พฤษภาคม 2559 เวลา 10:32 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429570

"ไม่เป็นตาอยู่ ให้ตาอิน ตานา จ้วงแทง" อนุทิน ชาญวีรกูล

โดย…ธนพล บางยี่ขัน,ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

สปอตไลต์การเมืองสาดมายัง เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะ “ตัวแปร” ที่จะชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต บ้างว่าด้วยชื่อชั้น บารมี และบุคลิกไร้ศัตรูทางการเมืองเข้าได้กับทุกฝ่าย แถมยังคุยรู้เรื่องกับ คสช. อาจมี “ส้มหล่น” เป็นตาอยู่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ไม่ยาก

ท่ามกลางบรรยากาศเตรียมนับถอยหลังไปสู่วันออกเสียงประชามติเลือกตั้ง เสี่ยหนูเปิดห้องทำงาน ณ ตึกชิโน-ไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ เริ่มตั้งแต่ออกตัวว่าเห็นด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยบริบทของการเมืองที่เป็นเช่นนี้ เพราะหากเมืองไทยเจริญรุ่งเรืองสุดขีด มีประชาธิปไตยเต็มใบ ประชาชนได้แสดงความ
คิดเห็นเต็มที่ ก็อาจจะมีความเห็นเป็นอีกอย่างหนึ่ง

“สภาพประเทศไทยวันนี้ ผมว่าอะไรก็ตามที่ทำให้มีการเลือกตั้ง ก็ทำไปเถอะ มันต้องเอาสิทธิที่หายไปกลับคืนมา เหมือนใครติดหนี้เยอะ สมมติ 100 บาท มัวจะไปมุ่งเอามาครั้งเดียว ไม่เปิดให้ผ่อนส่ง เจรจา เราอาจเสียไปทั้ง 100 บาท คนเบี้ยวก็อาจเสียชีวิต เพราะเราจ้างคนไปตีหัว คือ แพ้ทั้งคู่”

แต่ถ้าถามว่าส่วนตัวรับได้หรือไม่ ตรงนี้ตอบไม่ได้ เพราะเป็นนักการเมือง เคารพเฉพาะมติประชาชน คือ ประชามติ ไม่ได้หมายความว่าตัวเองไม่มีจุดยืน ต่อให้มีจุดยืน แล้วสมมติประชาชนบอกว่ารับ แล้วในฐานะหัวหน้าพรรคบอก บอยคอตไม่ส่งคนเลือกตั้งได้หรือ ถ้าทำไปก็ไม่เคารพประชาชน

“ผมคิดว่าในการทำการเมืองอิงประชาชนไว้ดีที่สุด ที่คนกลัวเรื่ององค์กรอิสระจะเข้ามาเกี่ยวกับการบริหารงานรัฐบาล แต่ในเมื่อผมเข้ามาเป็นมืออาชีพ ก็ทำตามหน้าที่ในรัฐธรรมนูญ และความมุ่งมั่นของตัวเอง ไม่ต้องกลัวอะไร เผลอๆ ท่านเหล่านั้นอาจจะมาชี้แนะแนวทาง ช่วยกันบริหารบ้านเมือง”

ใครเลือกผมเป็นนอมินี เตรียมผิดหวังได้เลย

หลายฝ่ายวิเคราะห์กันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เอื้อประโยชน์กับพรรคขนาดกลาง อนุทินกลับมองว่าเป็นการคาดเดา ในส่วนของพรรคเราขายนโยบาย ไม่สนใจว่าเราจะได้เปรียบเสียเปรียบกับวิธีการเลือกตั้งซึ่งตราขึ้นมาใหม่ ไม่เคยให้ความสำคัญกับรูปแบบการได้มาซึ่ง สส. หรือผลพลอยได้ประโยชน์จากพรรคขนาดกลาง ถ้าไปคิดแต่ตรงนั้นจะประมาท จนลืมนึกถึงแก่นแท้พรรค ที่ต้องให้ประชาชนเชื่อถือ

ส่วนที่มองว่า ภูมิใจไทย แนบแน่นกับ คสช. จนอาจถูกวางบทบาทให้มาเป็นนอมินีนั้น หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า ตั้งแต่มี คสช.มา ยังไม่เคยได้พบปะกับ คสช.แม้ครั้งเดียว ความแนบแน่นระหว่าง คสช.กับพรรคการเมือง จะมาบอกแบบนั้นไม่ได้ เพียงแต่ว่า อันไหน คสช.ทำแล้วดี ก็ออกมาให้กำลังใจ

ทั้งนี้ ไม่ใช่อ้างประชาธิปไตยเพราะเป็นพรรคการเมือง แล้ว คสช.ทำอะไรจะผิดหมด ตรงนี้ไม่ได้กลัว แต่ต้องการให้บ้านเมืองถูกส่งกลับมาโดยเร็ว การค้านในสิ่งที่ คสช.ทำ มันสักแต่จะให้เกิดความยุ่งยาก มีเหตุให้โรดแมปถูกขยายออกไป เพราะฉะนั้นทำดีต้องสนับสนุน ไม่สนับสนุนก็ไม่ได้ เพราะผ่านมา 2 ปีแล้ว อย่าให้ไปอีก 5 ปีเลย

“ใครเลือกผมเป็นนอมินีเตรียมผิดหวังได้ ผมมีประสบการณ์ ผมรู้นอมินีเป็นยังไง เหมือนฝากปลาย่างไว้กับแมว ไม่มีทาง ผมจะไม่มีนอมินี และจะไม่ยอมเป็นนอมินีกับใคร เพราะผมเติบโตมาแบบนี้ ทั้งในภาคธุรกิจและภาคการเมือง แต่ผมไม่เคยทำอะไรให้เกิดความเสียหาย ‘ขี่เสือว่ายากขี่หนูยากกว่า’”

ถ้าเป็นนายกฯ แบบไม่สง่างาม ขอเป็นคนสนับสนุน

สำหรับที่วิเคราะห์ว่าภูมิใจไทยจะเป็นตาอยู่มานั่งเก้าอี้นายกฯ นั้น ก็เป็นการคาดคะเน ซึ่งทางทฤษฎีนี่ใช่เลย สมมติหลังการเลือกตั้งมีพรรค ที่ 1, 2, 3, 4 ซึ่งไม่มีใครได้เสียงข้างมาก แต่พรรคที่ 1 และ 2 มีที่นั่งในสภาเยอะไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ตามทฤษฎี พรรคที่ 3 และ 4 ก็น่าจะเป็นตัวแปร

“ผมคิดว่าเราต้องดูวันนั้นว่า พรรคที่ 1, 2, 3 มากี่คน สมมติได้ 251 เสียง แล้วไม่มีใครร่วมด้วย ก็อยู่ไม่ได้
พรรคที่ 1 ได้ 220 เสียง พรรคที่ 2 ได้ 150 เสียง แล้ว 150 เสียงจะไปแย่ง 220 ตั้งรัฐบาลได้หรือ ก็ไม่ได้อีก เพราะว่ามันเกินกึ่งหนึ่งมานิดเดียว

เราต้องบริหารรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยความระมัดระวัง เคารพ และพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ไม่ใช่เห็นแก่ตัวเองวิ่งเข้าไป คำตอบผม ไม่ต้องพูดต่อ
เมื่อพรรค 220 เสียง ตั้งรัฐบาลไม่ได้ แล้วพรรคขนาดกลางที่มี 30, 40, 50 เสียง จะไปตั้ง จะเป็นได้กี่วัน ความเสียหาย ขัดแย้ง เกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งผมไม่เซย์ เยสหรือโน เพราะยังไม่รู้ผล พูดตามหลักสากล

ถ้าผมเป็นโดยไม่มีความสง่างาม หรืออธิบายให้ประชาชนฟังได้ว่า ทำไมเราถึงมีบทบาทแบบนี้ ผมเลือกเป็นคนคอยสนับสนุน จะเป็นผลดีที่สุดให้กับบ้านเมือง สมมติว่าหลังเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าผลการเลือกตั้งบังคับให้ทุกฝ่ายหันหน้าหาทางออก วันนี้พูดได้ว่า ไม่ได้คุยกับใคร ไม่ต้องเจรจา แฟร์ๆ ยอมรับ แฟร์เกม

สิ่งที่กำหนดว่าอนาคตบ้านเมืองเป็นอย่างไร ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ หรือรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ใช่พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามา สิ่งที่กำหนดอย่างแรก คือ ผลของการเลือกตั้ง ผลเลือกตั้งออกมา ประชาชนที่เข้าใจการเมือง จะรู้ทันทีเลยว่าอะไรจะเกิดไรขึ้น ไม่ต้องเดา”

ผมรู้ตัวเอง ขอทวงสิทธิตามสถานะ

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อคนเป็นนายรัฐมนตรี 3 ชื่อ เหมือนบีบให้ต้องไปแข่งเป็นนายกรัฐมนตรี อนุทินกล่าวว่า “แน่นอน ถ้าเกิดฟลุก ได้ 200 เสียง ถ้าสมมติผมได้ ซึ่งฝันกลางวัน ผมไม่ยอมให้ใครเป็นแน่ แต่ถ้าได้ 30-40 เสียง (หัวเราะ) ผมก็ไม่กล้าผมรู้ตัวเอง เราจะทวงสิทธิตามสถานะที่มี น้ำหนัก 50 กก.จะไปท้าต่อยกับ ไมค์ ไทสัน เหรอ”

ส่วนบางสูตรที่อยากได้นายกฯ คนกลางที่ไม่ใช่ 2 พรรค ที่เป็นขั้วขัดแย้งนั้น อนุทินมองว่า หากไปรับตำแหน่งนายกฯ แทนที่จะขัดแย้ง 2 พรรค ก็จะเป็น 3 พรรคบ้านเมืองจะได้อะไร

“ผมมาเป็นหัวหน้าพรรค ไม่หวังเป็นผู้นำประเทศหรือหวังอะไรทั้งสิ้น ถ้ามันต้องรับก็ต้องรับ แต่ทำอย่างไรรับแล้วสง่างาม เพราะฉะนั้นผมคิดทุกมิติ มิติแย่สุด คือ เป็นตาอยู่  แล้วผมก็จะถูกตาอิน ตานา จ้วงทุกวัน ผมจะไม่ได้มองไปข้างหน้า ได้แต่มองข้างหลัง และผมก็คงไม่ยอมให้ใครมาจ้วงผมฝ่ายเดียว คุณเอามีด ผมเอาปืนซัดกลับ มันไม่ใช่ตาต่อตา ฟันต่อฟัน บ้านเมืองได้อะไรผมไม่มีทางที่จะเป็นผู้ถูกกระซวกฝ่ายเดียว พื้นฐานนิสัยผมผม 1+1 เท่ากับ 2 คิดง่าย อ่านง่าย”

ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว

ถามว่าในฐานะตัวแปรจะวางหลักอย่างไรว่าจะสนับสนุนพรรคที่ได้ที่ 1 หรือที่ 2 อนุทินตอบว่า ต้องดูผลการเลือกตั้ง สมมติพรรคได้ที่ 3 ที่ 4 ไม่ต้องสมมติแถวๆ นั้น (หัวเราะ) ส่วนตัวไม่ฉวยโอกาสเอาความได้เปรียบเป็นตัวแปร คนเราเมื่อกล้าปฏิเสธตำแหน่งทั้งที่มีโอกาสมาแล้ว มันต้องไม่กลัวอย่างอื่น สำหรับตัวเองเลิกคิด ไม่ใช่เพื่อพวกพ้อง แต่ต้องเป็นประชาชน

“ถ้าหวังว่าจะเป็นตัวแปร ผมคงนั่งกับคุณได้ไม่เกิน 15 นาที ผมต้องวิ่งไปนั่งหาวิธีการ หรือคนโน้นคนนี้ แต่เมื่อผมสามารถบอกตัวเองแล้วว่า อย่าเป็นตาอยู่หรือนักฉวยโอกาส อย่ายืมจมูกคนอื่นหายใจ จากผลของการเลือกตั้ง ผมต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศไทย แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นอะไร แต่ประเทศไปได้ขึ้นมา นี่คือสิ่งที่อยากเป็นมากกว่า นายกฯ รองนายกฯ หรือประธานรัฐสภา”

ถามว่าประเมินหรือยังว่าระบบเลือกตั้งใหม่จะทำให้คะแนนของพรรคเพิ่มขึ้นแค่ไหน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ถ้าคิดตรงนั้นเมื่อไหร่ ความประมาทผมจะเกิดโดยธรรมชาติ หรือคิดเอาที่ 2 หรือที่ 3 ก็ได้ ซึ่งคิดแบบนั้นไม่ได้ ต้องเอาที่ 1 หรือจัดเขตให้ได้มากที่สุด

“เราต้องเอาหลักการเมืองที่แท้จริงก่อน ถ้าไปเล่นรองหมด ก็หมดตัว ไม่อย่างนั้นก็เอาไปคนละหมื่นคะแนน มันไม่ได้ เพราะว่าเกิดมีการปรับรัฐธรรมนูญอีกก็พลิกตัวไม่ทัน แต่สิ่งที่ต้องมีไว้ก่อน คือ คนที่เติบโตมากับพรรค สส. ลูกพรรค จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ เปรียบเสมือนคนที่เติบโตมาด้วยกัน เพราะสร้างเรือ สร้างบ้านมาด้วยกัน ผมมีความเชื่อมั่นในคนกลุ่มนี้

…ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว ไม่คิดอะไรมาก แล้วถ้าบทบาทผมในการเป็นพรรคขนาดกลาง อาจเป็นตัวแปร แล้วผมไม่ฉวยโอกาสตรงนี้ ไปเลือกทำกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง คนที่เป็นผู้นำรัฐบาลต้องเกรงใจ ถ้าทำอะไรไม่ดี เป็นตัวแทนประชาชน ไม่ต้องไปถึงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมจะต้องให้ความเห็น พยายามทำดึงเขาให้ออกมาจากถนนนั้น เปลี่ยนเส้นทาง ทำไม่ได้ก็ถอดปลั๊ก”

นักการเมืองค้าน รธน. เพราะอยากมีอำนาจ

อนุทินประเมินว่า ที่ร่างรัฐธรรมูญฉบับนี้มีเสียงค้านจากพรรคการเมือง ก็เป็นเฉพาะระดับหัวๆ ที่ค้าน สส.ก็ยังอยากเลือกตั้ง ส่วนที่หัวออกมาค้านก็เพราะอยากเป็นนายกฯ มีอำนาจเยอะ ถึงค้าน ส่วนตัวก็มองว่าดี มีโอกาสเป็นนายกฯ ตามสูตรตาอยู่ หรือบางทีตัวเองเกิดเพี้ยน คปป.หรือสภา ก็ช่วยดึงขาหน่อย หากยุคนี้สมัยนี้ใครคิดเข้ามาหาประโยชน์จากบ้านเมือง ก็ควรไปตายแล้วเกิดใหม่ดีกว่า ในแถบประเทศแอฟริกาทุกวันนี้โทษเข้าคุกมันกระจอกแต่โทษทางสังคมกระทบไปถึงลูก เมีย ญาติ เพื่อน เจ็บมาก

…สิ่งที่ยากทางการเมือง คือ คุณทำอะไรชั่วไว้ แล้วพยายามทำให้มันเดิน มันโคตรยาก ถึงยากที่สุด ถ้าลองมีแผลในตำแหน่งนายกฯ น่าดูเช่นกัน ยกตัวอย่างเหมือนตำแหน่งของผมในบริษัท ถ้าเอาเงินบริษัทไป 100 ล้านบาท โดยไม่ต้องขออนุมัติบอร์ด แล้วไปซื้อ ปูน เหล็ก ปิกอัพ ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปซื้อโรลส์-รอยซ์ให้ตัวเอง ผมก็อยู่ไม่ได้”

ยอมเป็นนั่งร้านให้บ้านเมืองเดินต่อได้

แม้นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่จะได้เป็นนายกฯ แต่หากต้องปฏิเสธก็ไม่เสียดาย ยอมเป็นนั่งร้าน แต่ให้บ้านเมืองเดินไปได้ดีกว่า หากนายกฯ ทำตัวเพี้ยนก็ไม่ต้องรอให้องค์กรอิสระหรือใครมาตรวจสอบ เขาจะเป็นคนเตือนนายกฯ ด้วยตัวเอง หากไม่ฟังก็มีวิธีการทำให้หายเพี้ยน เช่น รัฐบาลเสนอกฎหมายมาก็ไม่เข้าไปโหวตให้ แค่นี้ก็ยุบสภาหรือให้พรรคเดิมเสนอนายกฯ ใหม่ ดีกว่าปล่อยให้ผู้นำไปสร้างความเสียหาย อย่างน้อยก็น่าจะได้คะแนนสงสารจากประชาชน หรือถ้าไม่ได้ อย่างน้อยก็ได้ทำอะไรเด็ดๆ ให้บ้านเมืองทีนึงแล้วเลิก ไปสร้างคอนโดตรงที่ทำการพรรคภูมิใจไทย (หัวเราะ)

“มีคนมาบอกว่า ถ้ามาถึงตรงนี้ถ้าไม่ได้นายกฯ แสดงว่าผมวาสนาไม่ถึง ผมบอกไม่ใช่ มาถึงขนาดนี้แล้วไม่ได้เป็นนายกฯ แสดงว่าบ้านนี้ไม่มีวาสนาได้ผม ตั้งใจขนาดนี้แล้วเดือดร้อนอะไร เพราะนายกฯ อำนาจไม่เท่าประธานชิโน-ไทย ชี้ผิดเป็นถูกได้ เพราะเป็นคนให้โบนัสเงินเดือน

…ผมเดินเข้ามาตึกนี้ยังมีคนเปิดลิฟต์ให้ มีคนชื่นชมเรา เซ็นเช็คซื้อของ 600 ล้าน ปูน ทราย เสา เหมือนกับได้เอ็กเซอร์ไซส์ เราผู้รับเหมา เรายังเป็นผู้ซื้ออยู่ พวกนี้ทำให้เราไม่โลภมาก ไม่หลงใหล เพ้อเจ้อในอำนาจจอมปลอมที่เรามีอยู่ เพราะตรงนี้มันคือทุกสิ่ง บริษัทผมไม่มีหนี้ ไม่มีสิน ไม่มีอะไร ยังไงผมก็อยู่ของผมแบบนี้” อนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

ดันถนนเชื่อมประเทศ แทนรถไฟเร็วสูง

แม้จะได้สะท้อนมุมมองต่างๆ ต่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แต่แน่นอนไม่ว่าผลประชามติจะออกมาทิศทางไหน สำหรับพรรคภูมิใจไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” ผู้กุมบังเหียนใหญ่ เอ่ยปากชัดเจนถึงเรื่องนี้พร้อมเลือกตั้ง “ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อหนึ่งสัปดาห์”

อนุทิน ยอมรับว่า สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ถือว่า นิ่งมาก ซึ่งต้องชื่นชมทุกฝ่าย ไม่มีการแสดงออกอย่างที่เรียกว่ารุนแรง ต่างฝ่ายอยู่ในเกมตัวเอง คงไม่มีใครเชียร์อย่างเดียว ถ้าค้านก็ค้านอย่างสมเหตุสมผล อยู่ในแวดวงที่เปิดโอกาสให้แสดงความเห็นของแต่ละคน แต่ไม่มีการปลุกปั่น ปลุกระดมให้ออกมาต่อต้าน

“ผมคิดว่ารอ 2 เดือนกว่ามันจะมีจุดหักเหของการเมืองจากนี้ไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไป โค้งแรก คือ ประชามติ สำหรับตัวผมเอง เคารพประชามติหากบอกเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ก็จะมีแผนรับการเห็นด้วย แต่ถ้าบอกไม่เห็นด้วย ผมก็จะต้องมีแผนการปฏิบัติทั้งผมและของพรรค จะมีร่างใหม่หรือหยิบของปีไหนมาใช้ เราไม่มีส่วนรับรู้ เราได้หมด”

ส่วนที่มีการมองรัฐธรรมนูญนี้เอื้อกับพรรคขนาดกลาง อนุทิน ย้ำชัดว่า เป็นการคาดเดา ส่วนตัวและพรรค รวมถึงคณะกรรมการบริหาร ที่ได้ให้ยุทธศาสตร์ไป ไม่สนใจว่าจะได้หรือเสียเปรียบ พรรคยังมั่นคงกับนโยบายในการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.พ. 2557 ที่ถูกยกเลิกไป

“ผมยังเชื่อมั่นทั้ง 4 นโยบายพรรค จะทำให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากอาการป่วย เพื่อวางรากฐานให้ดีก่อนที่จะวิ่ง ฉะนั้น ถ้าพูดแล้วไม่เคยให้ความสำคัญกับรูปแบบการได้มาซึ่ง สส.หรือเรื่องผลพลอยได้ประโยชน์จากพรรคขนาดกลาง ถ้าผมคิดตรงนั้น จะประมาท มัวไปเน้นจนลืมนึกถึงว่าแก่นแท้พรรค ต้องให้ประชาชนเชื่อถือว่าเราสามารถทำสิ่งที่ดีต่อได้”

อนุทิน ขยายความต่อว่า ถ้ายึดตรงนั้นความประมาทจะเกิดโดยธรรมชาติ เอาที่ 2 หรือ 3 ก็ได้ ซึ่งคิดไม่ได้ ต้องเอาที่ 1 ถ้าไปเล่นรองหมดก็หมดตัว หากมีการปรับรัฐธรรมนูญอีกจะพลิกตัวไม่ทัน แต่สิ่งที่ต้องมีไว้ก่อน คือ คนที่เติบโตมากับพรรค สส. ลูกพรรค จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เปรียบเสมือนครอบครัว เพราะสร้างเรือน สร้างบ้านมาด้วยกัน

“ผมมีความเชื่อมั่นในคนกลุ่มนี้ ผมขอเท่าทุนก็แฮปปี้แล้ว ไม่คิดอะไรมาก แล้วถ้าบทบาทผมในการเป็นพรรคขนาดกลาง อาจเป็นตัวแปร แล้วผมไม่ฉวยโอกาสตรงนี้ไปทำกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง คนเป็นผู้นำรัฐบาลต้องเกรงใจ ถ้าทำอะไรไม่ดี ผมเป็นตัวแทนประชาชนไม่ต้องถึงอภิปรายไว้วางใจ ผมจะต้องให้ความเห็น พยายามทำดึงเขาให้ออกมาจากถนนนั้น เปลี่ยนเส้นทาง ทำไม่ได้ก็ถอดปลั๊ก”

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังสะท้อนมุมมองต่อเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เนื่องมาจากบรรยากาศที่อึมครึม ไม่ใช่เพราะคนไม่มีเงินจึงไม่ลงทุน แต่เป็นเพราะคนไม่กล้าลงทุนทั้งที่มีเงิน ด้วยหวังว่าจะรอดูให้เกิดความชัดเจนในอนาคตค่อยลงทุน หรือหากทอดเวลานานออกไปอาจทำให้สามารถซื้อสินค้าได้ถูกขึ้น

อนุทิน การันตีว่า เศรษฐกิจที่แย่วันนี้ไม่ใช่เรื่องของคนหมดตัว หากวันหนึ่งเกิดความชัดเจนเศรษฐกิจก็จะดีขึ้น แต่ถึงวันที่เศรษฐกิจดีขึ้น ก็ต้องมีทั้งคนที่ได้กำไรและขาดทุน ไม่ใช่เศรษฐกิจดีแล้วทุกคนต้องขึ้นหมด หรือเศรษฐกิจแย่แล้วทุกคนจะลงหมด

ส่วนโครงการต่างๆ อย่างรถไฟความเร็วสูงที่มีแนวคิดจะทำนั้น ต้องมาดูความสามารถและความต้องการที่แท้จริง เมื่อเทียบกับถนนที่เชื่อมโยงทั้งประเทศ อันไหนจะเกิดประโยชน์มากกว่ากัน หากทำรถไฟความเร็วสูงก็ต้องกู้เงินจากต่างประเทศ นำเข้าวัสดุอุปกรณ์กว่า 80% ต่างจากสร้างถนนเชื่อมโยงใช้งบประมาณน้อยกว่าแต่สามารถสร้างงานภายในประเทศได้มากกว่า

“เทียบงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท ที่จะนำไปใช้ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง แต่การทำถนนเชื่อมภายในประเทศ ใช้เงินแค่ 1 ล้านล้านบาท แต่เงินไม่ได้ออกข้างนอก เงินเอาไปใช้ซื้อวัสดุอุปกรณ์จากซัพพลายเออร์ในเมืองไทย ทั้ง ปูน หิน เหล็ก จะทำให้เงินจำนวนนี้หมุนอยู่ในประเทศสร้างมูลค่าไปอีกหลายรอบ”

อนุทิน ชี้แจงให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงเรื่องนี้ว่า หากจะบอกว่าคิดอะไรโลว์เทค ก็ขอเวลาสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ลุล่วงก่อน จากนั้นถึงเวลาจะมาต่อยอดทั้งรถไฟความเร็วสูงหรืออะไรไฮเทคทั้งหลาย ค่อยต่อยอดภายหลังได้ แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ต้องมาดูว่าอะไรทำได้หรือไม่ ทำแล้วเหมาะสมกับเมืองไทยมากกว่า

“สรุปวันนี้ เราต้องสนับสนุนให้ผู้บริหารประเทศ ซึ่งก็คือรัฐบาลที่มีอำนาจสมบูรณ์ ให้เขาเดินไปตามโรดแมปที่วางไว้ จากนั้นเรื่องที่เหลือเราค่อยมาสานต่อ”

อนุทิน บอกว่า จนถึงขณะนี้มีคนสนใจเข้าพรรคไม่น้อย แต่เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่ผ่านมาถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงหนักๆ สร้างความโศกเศร้าในระบบการเมืองไทย ดังนั้น ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ใจเย็นๆ มีเวลาปีกว่าๆ การเมืองไม่ยาก นโยบายที่ดีเก็บไว้ สร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน แล้วก็เข้าใจประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศอื่น ก๊อบปี้ อเมริกา ญี่ปุ่น มีแบบนี้ ต้องมี แต่ต้องหาอะไรที่เหมาะสม ถูกต้อง สอดคล้องความต้องการประเทศ

เป็นคำถามที่หลายฝ่ายอยากรู้เล่นการเมืองอย่างไรถึงไม่มีศัตรู และอยู่มาถึงวันนี้ได้กับทุกฝ่าย อนุทิน ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกว่า จะเรียกว่าเข้าได้กับทุกฝ่ายก็เหมือนไม่มีจุดยืน แต่จริงแล้วเป็นคนเข้ายาก สมมติถ้าคนโทรหาแล้วไม่อยากคุย ก็ไม่มีทางเจอ คือ มีระยะของตัวเอง

แต่คนที่ทำให้โกรธหรือเป็นศัตรูตลอดชีวิต คือ คนที่ทำร้ายครอบครัว ดูถูกบุพการี คนมาทำให้ลูกเสียใจ คนที่ทำร้ายตนอย่างแรง อย่างนี้เป็นศัตรูกันทั้งชาติ ทว่า ถ้าเป็นความขัดแย้งทางความคิด อุดมการณ์ การทำงาน หรือการตัดสินใจบนพื้นฐานที่ต่างกัน อาจมีไม่พอใจแต่เคลียร์ง่าย

“บางคนบอกผมเป็นคนกระโชกโฮกฮาก คิดไรก็พูด เพราะผมเป็นคนแบบนี้ จะเป็นแบบนี้ มนุษย์เกิดต่างกัน คนที่เป็นบุคลิกแบบนี้ แต่ถ้าในใจคิดอีกอย่างก็เป็นอย่างที่เขาพูด ผมคิดอย่างไรก็พูดเพื่อให้เห็นว่าผมคิดแบบนี้ มันอยู่ที่เจตนาบริสุทธ์ ไม่มีเจตนาฆ่าใครหรือทำร้ายใคร ผมเกลียด ผมไม่พอใจ รักคนได้ แต่ต่างคนคนละชีวิต แต่อย่ามาข้ามถนนผม ถ้าคนที่เกลียดมาข้ามอาจเจอบางอย่าง”

ส่วนจะเป็นกาวใจให้ปรองดอง อนุทิน หัวเราะก่อนตอบว่า “ถึงเวลากาวไหลเอง” ทุกอย่างมันต้องมีสถานการณ์ช่วยบังคับด้วย ส่วนตัวเชื่อว่าประเทศไม่ถึงทางตัน เพราะความขัดแย้งในบ้านเมืองเกิดจากอุดมการณ์ทางความคิด บนพื้นฐานปฏิบัติต่างกัน ดังนั้น สบายมาก

“จับสองคนมานั่ง ไม่ต้องมีกาวใจ เอานวมสองคู่มาให้ เราอาจอาเจียน เพราะเกิดกอดคอกันออกมา ผมเชื่อว่าคนไทยยังเป็นแบบนี้อยู่ เป็นความน่ารักของคนไทย ผมอาจซึมซับความคิดพ่อผมมา วันๆ ไม่สอนอะไร ส่งสุภาษิตจีน ฝรั่ง มาให้ มีอันนึงที่จำจนตายคือ มีศัตรูหนึ่งคน มากเกินไป มีเพื่อนพันคนน้อยเกินไป หรือสุภาษิตจีน อดทน อดกลั้น อย่าเอาเปรียบใคร อย่าให้ใครเอาเปรียบ คนบางคนมาคุยเพื่อเอาเปรียบผม ก็รู้ ผมยอมหรือไม่ยอม วันนี้เราอยู่สภาพนี้เรายอม ถ้าวันนึงอยู่อีกสภาพนึง เราไม่ทำแบบนั้น เราแฟร์ คนเคยเอาเปรียบเราต้องอาย แล้วคิดว่ามาเป็นศัตรูทำไมกับคนคนนี้ ผมมีแต่คนอิจฉา ไม่มีคนเกลียด”

แนบแน่น “เนทิน-อนุวิน”

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเรื่องการเมืองหลายคนจับตาถึงความสัมพันธ์กับเนวินในเรื่องนี้ อนุทิน กล่าวด้วยน้ำเสียงชัดเจน ยังเป็น เนทิน กับ อนุวิน เพราะสนิทกันมาก แต่เนวินห่างการเมืองไปจนต้องดึงขากลับมา แต่ก็สะบัดออก คือ ค่อนข้างไปอินกับฟุตบอลเยอะเกินไป บางครั้งไปหาเพื่อคุยการเมือง แต่ก็พูดเพียง 5 นาที อีกชั่วโมงครึ่งคุยแต่เรื่องฟุตบอล ทำให้ระยะหลังไม่อยากไป คนเลยบอกว่าห่างกัน แต่ต่างคนต่างทำมาหากิน

“เขาก็ทำบริษัทรถแข่งกับฟุตบอลที่ได้ทุ่มทุนอลังการงานสร้างลงไป เอาให้คุ้มทน เขาคงรู้แล้วว่านรกมีจริงในทางธุรกิจ เปิดร้าน หาสปอนเซอร์ อีเวนต์ คนแคร์กระเป๋าตัวเอง การเมืองก็เป็นรอง เลยยังไม่มีอะไรต้องมานั่งสุมหัวกัน ก็ปล่อยให้เขาเฮฮาไปก่อน ต่างคนต่างแยกกันไป ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ”

“ผมกับเขามันลึกเกินกว่า เหมือนญาติพี่น้อง ขนาดทะเบียนบ้านผมก็อยู่ในบ้านเขา เราคบทำงานร่วมกันตั้งแต่ปี 2551 หุ้นส่วนกันมา 8 ปี ผ่านปีที่ 7 มาได้ ก็น่าจะผ่าน ค่อยไปกังวลตอนปีที่ 21 เพราะว่ามันต้องมีอะไรเข้าใจซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างสร้างประโยชน์แต่ละคนได้ ยังวินๆ ฉะนั้น ยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิม ความแน่นแฟ้นไม่ใช่ว่าได้เจอกันทุกวัน อยู่ในศาลเจอกันทุกวัน สืบพยานทุกวัน คนนั้นโจทก์ คนนั้นจำเลย”

 

“พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” พลิกประเทศด้วยนวัตกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 เมษายน 2559 เวลา 11:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/429019

"พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์" พลิกประเทศด้วยนวัตกรรม

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

คําว่า “นวัตกรรม” กำลังมีบทบาทและมีความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้นต่อจากนี้ไป เพราะเป็นทั้งทางออก และทางสำเร็จของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใต้การดำเนินนโยบายของ “พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ปรับบทบาทมาเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ อีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนประเทศ

พิเชฐ กล่าวว่า ย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในช่วงปี 2557 เป็นการตัดสินใจที่ไม่ยาก เพราะหากมีอะไรให้ช่วยประเทศ ก็พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ อีกทั้งประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเวลาหลายปี มีเพื่อนในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมากมาย แม้รู้ดีว่าการมารับตำแหน่งในกระทรวงเป็นงานยากพอสมควร

“การมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่หมายถึงผมสามารถประสานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนได้ เชื่อมโยงประชาชน เชื่อมโยงกระทรวงต่างๆ เชื่อมโยงกับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันต่อไปได้ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่มีจุดอ่อน เพื่อเปลี่ยนประเทศให้ดีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งมีเป้าหมายทำให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้

“ช่วง 18-19 เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อมโยงการทำงานกับทุกส่วนได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงได้ทั้งหมด ลดความซ้ำซ้อนของนโยบายและโครงการ สามารถต่อยอดความร่วมมือใหม่ๆ กับหน่วยงานรัฐ ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนดีขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชนมีความตื่นตัวที่จะเข้ามาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ทำให้ภาคเอกชนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนธุรกิจอย่างชัดเจน

“โครงการหลักๆ ที่ได้ขับเคลื่อนภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวง มีทั้งโครงการ Talent Mobility หรือโครงการจับคู่นักวิจัยเพื่อภาคเอกชนไทย เพื่อกระตุ้นนักวิจัยไปทำงานกับภาคเอกชน และเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและนักวิจัยในระดับสูง จากที่ผ่านมานักวิจัยจะต้องทำงานในหน่วยงานรัฐเป็นหลัก มาตรการยกเว้นภาษี 300% สำหรับค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้เอกชนไทยลงทุนวิจัยและพัฒนา

“รวมทั้งได้เริ่มทำโครงการสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2016 ที่มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค. 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมเชิญเอกชนชื่อดังในวงการสตาร์ทอัพระดับโลก อาทิ นายเดฟ แมคเคลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 สตาร์ทอัพ ที่เป็นกองทุนระดับโลก มีการเชิญผู้ร่วมลงทุน กองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) มาในงาน

“ขณะนี้มีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพสนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย  เชื่อมั่นว่าจะส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลกและสร้างความสนใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลก ถือว่าในปีนี้เป็นปีของสตาร์ทอัพไทยอย่างแท้จริง และจะเกิดการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำสตาร์ทอัพ”

พิเชฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานที่ส่งเสริมการเชื่อมโยงชุมชนและประชาชน เช่น โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในชุมชน ที่มีชุมชนต้นแบบ 600 แห่ง ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมนำมาใช้เป็นหลักการพัฒนาชุมชนต่างๆ ส่งผลให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ความสนใจประเทศไทย และใช้ไทยเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาที่มีการบริหารจัดการน้ำในชุมชน

รวมทั้งยังมีการนำดาวเทียมในหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาช่วยการแก้ปัญหาน้ำและการเพาะปลูก ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงปัญหาหมอกควันในประเทศไทย และทำโมเดลแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ป่าและการปลูกป่า ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของประชาชนในหลายด้าน

ตลอดจนทำโครงการร่วมยกระดับสินค้าวิสาหกิจชุมชน และสินค้าโอท็อป การทำโครงการกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในกระทรวงทั้งหมด อาทิ การทำโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป และคูปองนวัตกรรมให้แก่เอสเอ็มอี ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน หรือประชารัฐ

พิเชฐ กล่าวว่า ตลอด 18-19 เดือน ได้ทำงานต่อเนื่องและทำงานทุกวัน บางครั้งอาจจะไม่มีวันหยุด เพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย แต่หากถามถึงปัญหาในการทำงาน อาจจะเป็นเรื่องที่จะต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกหน่วยงานประชาชน จึงต้องมีการบูรณาการด้านต่างๆ ทำให้เกิดพลังประสานและขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป

ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขลงทุนของภาคเอกชนต่อการลงทุน อาร์แอนด์ดี ที่มีสูงขึ้น ภาคเอกชน เอสเอ็มอี ตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรม เพราะเอกชนรู้ดีว่าการแข่งขันในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องปรับตัว และคำตอบคือ การนำนวัตกรรมไปใช้ เพื่อสร้างสินค้าที่มีความแตกต่าง

ล่าสุดตัวเลขการลงทุนวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในช่วงที่ผ่านมา มีจำนวนเงินลงทุนรวม 6.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.48% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ (จีดีพี) โดยแบ่งสัดส่วนในการลงทุนเป็นภาคเอกชน 54% ภาครัฐ 46% โดยการลงทุนวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน คิดเป็นจำนวนเงิน 3.4 หมื่นล้านบาท จากจำนวนผู้ประกอบการกว่า 5,500 ราย ถือว่าลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 29% เมื่อนับจากปี 2556

ยกตัวอย่าง แบรนด์ซัมซุง ที่กำลังหันมุ่งมาลงทุนในอุตสาหกรรมยา เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต และเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมและใช้งบประมาณในระดับสูง จึงอยากให้เอกชนไทยมีความตื่นตัวที่จะลงทุนมากขึ้นในปี 2559 ซึ่งภาครัฐก็มีมาตรการจำนวนมากที่ออกมา ที่ส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐด้านอาร์แอนด์ดี รวมถึงกระทรวงการคลัง ที่จะมีมาตรการทางภาษีมาดึงดูดการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีเพิ่มขึ้น อีกทั้งเอกชนต้องปรับมุมมองการคิดใหม่สู่นอกกรอบ ที่สำคัญอย่ารอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

รวมไปถึงการทำโครงการให้ทุนการศึกษา เพื่อคนรุ่นใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยในแต่ละปีจะมีการให้ทุนแก่นักเรียนประมาณ 100-200 คน พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม (STEM) เพื่อสร้างบุคลากรด้านสะเต็มให้มากที่สุด เพราะเป็นสาขาที่จะมีความสำคัญกับประเทศไทยในอนาคต

นโยบายและโครงการต่างกำลังสร้างให้ประเทศมีรูปแบบ (แพลตฟอร์ม) สำหรับการพัฒนาประเทศ ที่จะนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่องในทุกปี มองอนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่คู่ขนาน ทั้งเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวดี ผลักดันโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงประชาชนในประเทศมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น และต่อเนื่องไปจนถึงภาคการเกษตร ที่สามารถนำวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม ไปใช้ รวมถึงการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับเศรษฐกิจไทยได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศไม่ได้มีเพียงภาคอุตสาหกรรม แต่มีภาคการเกษตร ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตมาได้ แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศจะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่มีภาคการเกษตรที่สามารถเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ ในประเทศ ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงวิกฤต รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียงยังสามารถนำไปใช้กับทุกด้านของชีวิต ทั้งครอบครัว ชุมชน การเกษตร” พิเชฐ กล่าว

พิเชฐ ย้ำว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาปรับใช้กับทุกประเทศในโลกใบนี้ได้ เพราะในอีก 30-50 ปีข้างหน้า ประชากรในโลกจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงระดับกว่า 9,000 ล้านคน จากปัจจุบันมีจำนวนประชากรรวมกว่า 7,000 ล้านคน ถือเป็นเรื่องใหญ่มากที่ประชากรในโลกใบนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้คือ “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ขอยกย่องว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นต้นแบบของโลกในศตวรรษนี้ หรือในรอบ 100 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานของผมในทุกวันนี้”

เร่งสร้างคนรุ่นใหม่

“ผมเป็นลูกคนที่เก้า และเป็นลูกคนสุดท้ายของครอบครัวดุรงคเวโรจน์” พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก โดยเลือกเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพราะเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน ก่อนที่จะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาระดับปริญญาโท วิทยาการพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ Trinity University, Texas ประเทศสหรัฐ ปริญญาโท นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ และปริญญาเอก นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ เช่นเดียวกัน

“การเลือกเรียนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์จึงมีมาก แต่ความสำคัญในการบริหารจัดการโซลาร์เซลล์ก็สำคัญมากเช่นกัน ผมก็สนใจเกี่ยวกับการวางนโยบาย จึงเรียนในด้านที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอก

“การเรียนต่อต่างประเทศ ผมได้รับทุนการศึกษามาตลอด แต่ไม่ใช่ทุนการศึกษาของรัฐ แต่เมื่อเรียนจบก็ตัดสินใจกลับมาประเทศไทย เพราะประเทศไทยคือบ้าน และสิ่งสำคัญอยากทำงานให้กับประเทศไทย จึงเลือกทำงานหน่วยงานภาครัฐมาตลอดชีวิตกว่า 20 ปี จนกระทั่งมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ดังนั้น สิ่งสำคัญอีกด้านที่ผมทำระหว่างการรับตำแหน่งรัฐมนตรีคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ สนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ และการจูงใจให้นักเรียนทุนการศึกษาของรัฐบาล หรือนักเรียนทุนส่วนตัวที่ศึกษาต่อต่างประเทศได้กลับมาทำงานในประเทศ โดยระหว่างที่ผมเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ร่วมโรดโชว์พร้อมกับคณะรัฐบาล ผมจะมีเวลาได้พบกับนักเรียนไทยที่อยู่ในต่างประเทศเสมอ

“ล่าสุดผมได้เดินทางไปพร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐ ผมได้มีโอกาสไปพบกับนักเรียนไทยในเขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐ โดยมีจำนวนนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมทั้งหมด 29 คน เป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนจากรัฐบาลไทยจำนวน 20 คน และนักศึกษาทุนส่วนตัว 9 คน ผมได้อัพเดทข้อมูลนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (10 S Curve)

“ผมจะบอกและสร้างแรงจูงใจให้แก่ทุกคนว่า ทุกคนเป็นทรัพยากรของประเทศ เป็นความหวังของประเทศไทย จึงเชิญชวนให้ทุกคนกลับมาประเทศไทยเพื่อพัฒนาและสร้างประเทศไทย เชื่อว่าในประเทศไทยมีอะไรให้ทำอีกมากมาย หากนักเรียนทุนต้องการหรือเสนอแนะด้านใด ผมก็รับฟังและพร้อมหาทางส่งเสริม ผมเชื่อว่าทุกคนอยากกลับบ้าน อยากกลับมาทำงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน คนรุ่นใหม่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก และผมก็สอนลูกมาตลอดให้มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากที่สุด

“ผมยังได้ย้ำว่านักศึกษาไทยในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทย หรือเป็นนักศึกษาทุนส่วนตัว ล้วนเป็นบุคลากรที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอนาคตของประเทศไทยไม่ว่าจะในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของทุกคน” พิเชฐ กล่าว

อีกสิ่งสำคัญคือกำลังคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีบุคลากรนักเรียนทุนจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีจำนวนที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว 2,700 คน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการศึกษาต่อในต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เตรียมทำโครงการนำนักเรียนทุนทั้งหมดของกระทรวงจำนวน 2,700 คน ที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว มาเชื่อมโยงกับภาคเอกชนไทย เพื่อจับคู่ความต้องการของภาคเอกชน และพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่กำลังพัฒนา 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S Curve)

ขณะนี้ได้มีการสำรวจนักเรียนทุนในแต่ละสาขาว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อนำมาจับคู่กับภาคเอกชน และร่วมมือกันพัฒนา สร้างนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคธุรกิจและภาคเอสเอ็มอีมากที่สุด

“ประเทศไทยมีกองทัพของนักรบสะเต็มหรือนักเรียนทุนที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งสามารถส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทยได้ด้วย” พิเชฐ กล่าว

“หากถามว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ผมจะทำงานอะไร ยังบอกไม่ได้ … แต่ขณะนี้ผมอยากทำงานในตำแหน่งให้ดีที่สุด เพื่อสร้างประเทศไทยสู่ประเทศโฉมใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม เอกชนไทยเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิม ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือพัฒนาแล้วให้ได้

“ผมเชื่อว่าอนาคต ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน” พิเชฐ กล่าวทิ้งท้าย

โดย…วราภรณ์ เทียนเงิน

คําว่า “นวัตกรรม” กำลังมีบทบาทและมีความสำคัญกับประเทศไทยมากขึ้นต่อจากนี้ไป เพราะเป็นทั้งทางออก และทางสำเร็จของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใต้การดำเนินนโยบายของ “พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์” รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ปรับบทบาทมาเป็นกระทรวงเศรษฐกิจ อีกหนึ่งหน่วยงานหลักที่ขับเคลื่อนประเทศ

พิเชฐ กล่าวว่า ย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในช่วงปี 2557 เป็นการตัดสินใจที่ไม่ยาก เพราะหากมีอะไรให้ช่วยประเทศ ก็พร้อมจะช่วยอย่างเต็มที่ อีกทั้งประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเวลาหลายปี มีเพื่อนในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างมากมาย แม้รู้ดีว่าการมารับตำแหน่งในกระทรวงเป็นงานยากพอสมควร

“การมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่ได้หมายถึงว่าจะต้องเป็นพระเอกขี่ม้าขาว แต่หมายถึงผมสามารถประสานเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนได้ เชื่อมโยงประชาชน เชื่อมโยงกระทรวงต่างๆ เชื่อมโยงกับพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันต่อไปได้ และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากระบบเดิมที่มีจุดอ่อน เพื่อเปลี่ยนประเทศให้ดีมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งมีเป้าหมายทำให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีขึ้นกว่าเดิมให้ได้

“ช่วง 18-19 เดือนที่ผ่านมา ผมเชื่อมโยงการทำงานกับทุกส่วนได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งการทำงานร่วมกับทุกกระทรวงได้ทั้งหมด ลดความซ้ำซ้อนของนโยบายและโครงการ สามารถต่อยอดความร่วมมือใหม่ๆ กับหน่วยงานรัฐ ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนดีขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชนมีความตื่นตัวที่จะเข้ามาลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม ทำให้ภาคเอกชนมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนธุรกิจอย่างชัดเจน

“โครงการหลักๆ ที่ได้ขับเคลื่อนภายใต้หน่วยงานในสังกัดกระทรวง มีทั้งโครงการ Talent Mobility หรือโครงการจับคู่นักวิจัยเพื่อภาคเอกชนไทย เพื่อกระตุ้นนักวิจัยไปทำงานกับภาคเอกชน และเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากภาคเอกชนและนักวิจัยในระดับสูง จากที่ผ่านมานักวิจัยจะต้องทำงานในหน่วยงานรัฐเป็นหลัก มาตรการยกเว้นภาษี 300% สำหรับค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมให้เอกชนไทยลงทุนวิจัยและพัฒนา

“รวมทั้งได้เริ่มทำโครงการสตาร์ทอัพ เพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ 2016 ที่มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 28 เม.ย.-1 พ.ค. 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมเชิญเอกชนชื่อดังในวงการสตาร์ทอัพระดับโลก อาทิ นายเดฟ แมคเคลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง 500 สตาร์ทอัพ ที่เป็นกองทุนระดับโลก มีการเชิญผู้ร่วมลงทุน กองทุนร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) มาในงาน

“ขณะนี้มีผู้ประกอบการสตาร์ทอัพสนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,000 ราย  เชื่อมั่นว่าจะส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลกและสร้างความสนใจให้แก่นักลงทุนทั่วโลก ถือว่าในปีนี้เป็นปีของสตาร์ทอัพไทยอย่างแท้จริง และจะเกิดการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่กำลังเริ่มทำสตาร์ทอัพ”

พิเชฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานที่ส่งเสริมการเชื่อมโยงชุมชนและประชาชน เช่น โครงการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำในชุมชน ที่มีชุมชนต้นแบบ 600 แห่ง ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมนำมาใช้เป็นหลักการพัฒนาชุมชนต่างๆ ส่งผลให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ความสนใจประเทศไทย และใช้ไทยเป็นต้นแบบของประเทศกำลังพัฒนาที่มีการบริหารจัดการน้ำในชุมชน

รวมทั้งยังมีการนำดาวเทียมในหน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาช่วยการแก้ปัญหาน้ำและการเพาะปลูก ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงปัญหาหมอกควันในประเทศไทย และทำโมเดลแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ป่าและการปลูกป่า ที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของประชาชนในหลายด้าน

ตลอดจนทำโครงการร่วมยกระดับสินค้าวิสาหกิจชุมชน และสินค้าโอท็อป การทำโครงการกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีผ่านโครงการต่างๆ ของหน่วยงานในกระทรวงทั้งหมด อาทิ การทำโครงการคูปองวิทย์เพื่อโอทอป และคูปองนวัตกรรมให้แก่เอสเอ็มอี ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชน หรือประชารัฐ

พิเชฐ กล่าวว่า ตลอด 18-19 เดือน ได้ทำงานต่อเนื่องและทำงานทุกวัน บางครั้งอาจจะไม่มีวันหยุด เพื่อต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย แต่หากถามถึงปัญหาในการทำงาน อาจจะเป็นเรื่องที่จะต้องมีการบูรณาการทำงานร่วมกันกับทุกหน่วยงานประชาชน จึงต้องมีการบูรณาการด้านต่างๆ ทำให้เกิดพลังประสานและขับเคลื่อนร่วมกันต่อไป

ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา พบว่า ตัวเลขลงทุนของภาคเอกชนต่อการลงทุน อาร์แอนด์ดี ที่มีสูงขึ้น ภาคเอกชน เอสเอ็มอี ตื่นตัวในการสร้างนวัตกรรม เพราะเอกชนรู้ดีว่าการแข่งขันในปัจจุบันที่มีความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องปรับตัว และคำตอบคือ การนำนวัตกรรมไปใช้ เพื่อสร้างสินค้าที่มีความแตกต่าง

ล่าสุดตัวเลขการลงทุนวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ในช่วงที่ผ่านมา มีจำนวนเงินลงทุนรวม 6.3 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.48% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในประเทศ (จีดีพี) โดยแบ่งสัดส่วนในการลงทุนเป็นภาคเอกชน 54% ภาครัฐ 46% โดยการลงทุนวิจัยและพัฒนาภาคเอกชน คิดเป็นจำนวนเงิน 3.4 หมื่นล้านบาท จากจำนวนผู้ประกอบการกว่า 5,500 ราย ถือว่าลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 29% เมื่อนับจากปี 2556

ยกตัวอย่าง แบรนด์ซัมซุง ที่กำลังหันมุ่งมาลงทุนในอุตสาหกรรมยา เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอนาคต และเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมและใช้งบประมาณในระดับสูง จึงอยากให้เอกชนไทยมีความตื่นตัวที่จะลงทุนมากขึ้นในปี 2559 ซึ่งภาครัฐก็มีมาตรการจำนวนมากที่ออกมา ที่ส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐด้านอาร์แอนด์ดี รวมถึงกระทรวงการคลัง ที่จะมีมาตรการทางภาษีมาดึงดูดการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีเพิ่มขึ้น อีกทั้งเอกชนต้องปรับมุมมองการคิดใหม่สู่นอกกรอบ ที่สำคัญอย่ารอแต่ความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

รวมไปถึงการทำโครงการให้ทุนการศึกษา เพื่อคนรุ่นใหม่ในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยในแต่ละปีจะมีการให้ทุนแก่นักเรียนประมาณ 100-200 คน พร้อมกับสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็ม (STEM) เพื่อสร้างบุคลากรด้านสะเต็มให้มากที่สุด เพราะเป็นสาขาที่จะมีความสำคัญกับประเทศไทยในอนาคต

นโยบายและโครงการต่างกำลังสร้างให้ประเทศมีรูปแบบ (แพลตฟอร์ม) สำหรับการพัฒนาประเทศ ที่จะนำไปใช้ได้อย่างต่อเนื่องในทุกปี มองอนาคตของประเทศไทยต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะไปในทิศทางที่คู่ขนาน ทั้งเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวดี ผลักดันโดยนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงประชาชนในประเทศมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น และต่อเนื่องไปจนถึงภาคการเกษตร ที่สามารถนำวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม ไปใช้ รวมถึงการนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้กับเศรษฐกิจไทยได้เช่นเดียวกัน

“ประเทศไม่ได้มีเพียงภาคอุตสาหกรรม แต่มีภาคการเกษตร ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเติบโตมาได้ แม้ว่าที่ผ่านมาประเทศจะเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ แต่มีภาคการเกษตรที่สามารถเชื่อมโยงชุมชนต่างๆ ในประเทศ ทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงวิกฤต รวมถึงเศรษฐกิจพอเพียงยังสามารถนำไปใช้กับทุกด้านของชีวิต ทั้งครอบครัว ชุมชน การเกษตร” พิเชฐ กล่าว

พิเชฐ ย้ำว่า ความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาปรับใช้กับทุกประเทศในโลกใบนี้ได้ เพราะในอีก 30-50 ปีข้างหน้า ประชากรในโลกจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงระดับกว่า 9,000 ล้านคน จากปัจจุบันมีจำนวนประชากรรวมกว่า 7,000 ล้านคน ถือเป็นเรื่องใหญ่มากที่ประชากรในโลกใบนี้จะอยู่รอดได้อย่างไร คำตอบสุดท้ายในเรื่องนี้คือ “เศรษฐกิจพอเพียง”

“ขอยกย่องว่า เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นต้นแบบของโลกในศตวรรษนี้ หรือในรอบ 100 ปี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการทำงานของผมในทุกวันนี้”

เร่งสร้างคนรุ่นใหม่

“ผมเป็นลูกคนที่เก้า และเป็นลูกคนสุดท้ายของครอบครัวดุรงคเวโรจน์” พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก โดยเลือกเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก เพราะเป็นโรงเรียนใกล้บ้าน ก่อนที่จะไปเรียนต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาระดับปริญญาโท วิทยาการพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ Trinity University, Texas ประเทศสหรัฐ ปริญญาโท นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ และปริญญาเอก นโยบายและการจัดการสาธารณะ จาก Wharton School, University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐ เช่นเดียวกัน

“การเลือกเรียนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ความสำคัญของพลังงานแสงอาทิตย์จึงมีมาก แต่ความสำคัญในการบริหารจัดการโซลาร์เซลล์ก็สำคัญมากเช่นกัน ผมก็สนใจเกี่ยวกับการวางนโยบาย จึงเรียนในด้านที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จนกระทั่งจบการศึกษาระดับปริญญาเอก

“การเรียนต่อต่างประเทศ ผมได้รับทุนการศึกษามาตลอด แต่ไม่ใช่ทุนการศึกษาของรัฐ แต่เมื่อเรียนจบก็ตัดสินใจกลับมาประเทศไทย เพราะประเทศไทยคือบ้าน และสิ่งสำคัญอยากทำงานให้กับประเทศไทย จึงเลือกทำงานหน่วยงานภาครัฐมาตลอดชีวิตกว่า 20 ปี จนกระทั่งมารับตำแหน่ง รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“ดังนั้น สิ่งสำคัญอีกด้านที่ผมทำระหว่างการรับตำแหน่งรัฐมนตรีคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่คนรุ่นใหม่ สนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ และการจูงใจให้นักเรียนทุนการศึกษาของรัฐบาล หรือนักเรียนทุนส่วนตัวที่ศึกษาต่อต่างประเทศได้กลับมาทำงานในประเทศ โดยระหว่างที่ผมเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ร่วมโรดโชว์พร้อมกับคณะรัฐบาล ผมจะมีเวลาได้พบกับนักเรียนไทยที่อยู่ในต่างประเทศเสมอ

“ล่าสุดผมได้เดินทางไปพร้อมกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ได้เดินทางไปประเทศสหรัฐ ผมได้มีโอกาสไปพบกับนักเรียนไทยในเขตกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐ โดยมีจำนวนนักศึกษาไทยที่เข้าร่วมทั้งหมด 29 คน เป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนจากรัฐบาลไทยจำนวน 20 คน และนักศึกษาทุนส่วนตัว 9 คน ผมได้อัพเดทข้อมูลนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศไทย โดยเฉพาะทางด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สตาร์ทอัพ และการพัฒนาประเทศสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (10 S Curve)

“ผมจะบอกและสร้างแรงจูงใจให้แก่ทุกคนว่า ทุกคนเป็นทรัพยากรของประเทศ เป็นความหวังของประเทศไทย จึงเชิญชวนให้ทุกคนกลับมาประเทศไทยเพื่อพัฒนาและสร้างประเทศไทย เชื่อว่าในประเทศไทยมีอะไรให้ทำอีกมากมาย หากนักเรียนทุนต้องการหรือเสนอแนะด้านใด ผมก็รับฟังและพร้อมหาทางส่งเสริม ผมเชื่อว่าทุกคนอยากกลับบ้าน อยากกลับมาทำงานในประเทศไทยอย่างแน่นอน คนรุ่นใหม่มีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก และผมก็สอนลูกมาตลอดให้มีจิตอาสา ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากที่สุด

“ผมยังได้ย้ำว่านักศึกษาไทยในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทย หรือเป็นนักศึกษาทุนส่วนตัว ล้วนเป็นบุคลากรที่สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาอนาคตของประเทศไทยไม่ว่าจะในทิศทางใดนั้น ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยของทุกคน” พิเชฐ กล่าว

อีกสิ่งสำคัญคือกำลังคนของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีบุคลากรนักเรียนทุนจำนวน 4,500 คน ซึ่งมีจำนวนที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว 2,700 คน ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการศึกษาต่อในต่างประเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้เตรียมทำโครงการนำนักเรียนทุนทั้งหมดของกระทรวงจำนวน 2,700 คน ที่กลับมาทำงานในประเทศไทยแล้ว มาเชื่อมโยงกับภาคเอกชนไทย เพื่อจับคู่ความต้องการของภาคเอกชน และพัฒนาให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่กำลังพัฒนา 10 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (10 S Curve)

ขณะนี้ได้มีการสำรวจนักเรียนทุนในแต่ละสาขาว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อนำมาจับคู่กับภาคเอกชน และร่วมมือกันพัฒนา สร้างนวัตกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ภาคธุรกิจและภาคเอสเอ็มอีมากที่สุด

“ประเทศไทยมีกองทัพของนักรบสะเต็มหรือนักเรียนทุนที่ได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งสามารถส่งเสริมให้เกิดการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ให้เกิดการสร้างนวัตกรรม และส่งเสริมภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทยได้ด้วย” พิเชฐ กล่าว

“หากถามว่า ถ้าไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ผมจะทำงานอะไร ยังบอกไม่ได้ … แต่ขณะนี้ผมอยากทำงานในตำแหน่งให้ดีที่สุด เพื่อสร้างประเทศไทยสู่ประเทศโฉมใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี นวัตกรรม เอกชนไทยเปลี่ยนจากการผลิตแบบเดิม ไปสู่การผลิตสินค้าที่มีนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง หรือพัฒนาแล้วให้ได้

“ผมเชื่อว่าอนาคต ประเทศไทยจะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน” พิเชฐ กล่าวทิ้งท้าย

 

“ไม่รักจริงก็อย่าซื้อมาเลี้ยง” หมอเเนน ณฐพรรษ แม่พระของน้องหมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 เมษายน 2559 เวลา 19:18 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/428497

"ไม่รักจริงก็อย่าซื้อมาเลี้ยง" หมอเเนน ณฐพรรษ แม่พระของน้องหมา

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ…กิจจา อภิชนรจเลข

สายวันนั้นที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ แจ้งวัฒนะ คุณหมอสาวสวยวัย 28  กำลังมุ่งมั่นสนอกสนใจน้องหมาที่ป่วยเป็นโรคพยาธิเม็ดเลือดอย่างแข็งขัน

เธอปรากฎตัวในชุดเสื้อกาวน์ กางเกงสแลคสีเทา ผมสีน้ำตาลสลวยประบ่า ดวงตาแวววาว จมูกโด่งได้รูป รวมๆแล้วตรงกับนิยามคำว่า “น่ารัก”ได้ไม่ยาก และไม่แปลกที่ชื่อเสียงของเธอจะเข้าขั้นฮอตถล่มทลายในโลกโซเชียล

“มาทราบเรื่อง เพราะเพื่อนส่งภาพที่คนอื่นเขาแชร์กันมาให้ดู รู้สึกงงๆ แปลกๆเหมือนกัน (ยิ้มเขิน) เพราะปกติใช้ชีวิตธรรมดา ไม่ได้มีคนมาสนใจ มาให้ความสำคัญอะไรมากมาย”

หมอแนน ณฐพรรษ สัตวแพทย์คนดังประจำ‎โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ฉีกยิ้มด้วยความรู้สึกประหลาดใจที่ตัวเองได้รับเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังภาพการทำงานปกติอันแสนธรรมดาดันกลายเป็นหนึ่งในภาพฮอตที่สุดในโลกออนไลน์

และแน่นอน …ใครๆต่างพากันถามหาเธอกันจ้าละหวั่น

อยู่กับน้องหมา-เเมว มาตลอดชีวิต

หมอเเนน เกิดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2530  ที่กรุงเทพมหานคร ตลอดชีวิต 28 ปีที่ผ่านมา “บ้านของเธอ” ไม่เคยขาดสัตว์เลี้ยง และไม่มีเหตุการณ์ใดที่ถือเป็นตัวจุดประกายให้เลือกเดินในเส้นทางสัตวเเพทย์ พูดง่ายๆว่า สภาพเเวดล้อมทุกอย่างรอบตัวคือเบื้องหลังที่คอยหล่อหลอมให้เธอเป็นคุณหมอมาตลอด

ไม่ได้มีประเด็นอะไรเป็นพิเศษที่จุดประกายให้คิดว่า ‘โตมาฉันต้องเป็นสัตวแพทย์นะ’ เท่าที่จำความได้ที่บ้านจะมีแมวหรือหมาวนเวียนมาหาตลอด ไม่เคยซื้อมาเลี้ยงเอง เก็บมาเลี้ยงทั้งหมด เลี้ยงเท่าที่เลี้ยงไหว ตัวสองตัว ก่อนเลี้ยงคุณพ่อคุณเเม่จะถามก่อนตลอดว่ารับผิดชอบไหวไหม ไม่ไหวอย่าเลี้ยง จนเรียนจบมัธยม ถึงเวลาต้องเข้ามหาวิทยาลัย ด้วยความที่ชอบสายแพทย์อยู่แล้ว รู้สึกว่าถ้าได้ทำงานกับสัตว์ที่เราชื่นชอบเเละรัก น่าจะทำให้มีชีวิตการทำงานมีความสุขและไม่เครียด เลยเลือกเข้าคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ”

นอกจากการเลี้ยงดูน้องหมาน้องแมวตามประสาคนรักสัตว์ทั่วไป ความเป็นสัตวแพทย์ของเธอนั้นฉายแววมาตั้งแต่วัยเด็กจากประสบการณ์ร่วมกับคุณพ่อช่วยทำคลอดให้กับเจ้าเหมียวสาวท้องแรก

“สมัยเรียนประถมเคยร่วมกับคุณพ่อช่วยแมวสาวท้องแรกทำคลอด เขายังกัดรกไม่เป็น เราเลยช่วยเอารกออก แล้วผูกสายสะดือให้ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ทั้งแม่และลูกเเข็งเเรงปลอดภัย มันเป็นความรู้สึกที่ดีนะ ได้ช่วยแมวที่เราเลี้ยง แถมยังได้ดูแลลูกเขาตั้งแต่วินาทีเเรกที่ลืมตาดูโลก รู้สึกโอเคและมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ”น้ำเสียงของเธอบ่งบอกความภาคภูมิใจ

เป็นสัตวเเพทย์ไม่ใช่เเค่รัก เเต่ต้องเข้าใจด้วย

หลังเรียนจบจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สัตวแพทย์สาวคนนี้ได้เข้าทำงานประจำที่โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ซึ่งมีความรักความเข้าใจเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฎิบัติหน้าที่ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

“ตอนเป็นเด็ก เราเเค่รักเเละอยากดูเเล มองเห็นชีวิตความเป็นไปของพวกเขาระดับหนึ่ง พอได้เข้ามาเรียนก็เป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง เรียนรู้ชีวิตสัตว์เพิ่มเติมเยอะแยะมากมาย ทำให้เข้าใจลึกซึ้งกว่าเดิม ทั้งพฤติกรรม ความเป็นไปของโรค อาการดีขึ้นเป็นอาการอย่างไร แย่ลงเป็นอย่างไร ภาวะฉุกเฉินแล้วเป็นอย่างไร ต่อมาเมื่อเรียนจบได้เข้าทำงาน ได้สัมผัสของจริง ก็เข้าใจมากขึ้นไปอีก ลึกซึ้งกว่าเดิม จนสามารถคาดการณ์ประเมินทิศทางของโรคร้ายได้ บางคนถามว่าเราเสียใจไหมเมื่อพบกับความสูญเสีย มันก็มีบ้าง แต่ไม่ถึงกับฟูมฟาย เพราะเข้าใจสิ่งที่มันดำเนินไปมาตลอด

ทุกวันนี้สัตวแพทย์สาวมีความสุขเพลิดเพลินทุกครั้งที่ได้หยอกเย้ากับกับน้องหมา น้องแมว และเห็นอาการเจ็บป่วยของมันดีขึ้นกว่าวันก่อน

“เรามีความสุขเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากการเป็นคนรักสัตว์ ทุกวันนี้การได้เล่นกับตัวนั้นทีตัวนี้ที ได้เห็นอาการป่วยของมันดีขึ้นกว่าวันก่อน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว จริงๆมันก็มีช่วงเครียดบ้าง เพราะหน้าที่และภารกิจของเรา ต้องแบกรับความคาดหวังจากเจ้าของสัตว์ แต่เราชอบนะ เพราะแง่หนึ่งความเครียดเป็นเหมือนตัวเร่งให้เราตื่นตัว ไม่ประมาทในการทำหน้าที่ ย้ำกับตัวเองเสมอว่าต้องใส่ใจสัตว์ทุกตัวที่ได้ดูแล ทุกเคสมีความยากง่ายแตกต่างกันออกไป แต่เมื่อมันกลับมาสดใสร่าเริงอีกครั้ง เรายิ้มมีความสุขเสมอ เหมือนงานที่ทำมันสำเร็จลุล่วง”

อย่าซื้อมาเลี้ยงเพื่อปล่อยมันทิ้ง

สงครามขัดเเย้งระหว่างคนรักหมาและคนเกลียดหมาเป็นประเด็นพิพาทปรากฎตามหน้าสื่ออย่างต่อเนื่อง ปฎิเสธไม่ลงว่าต้นเหตุของหมาจรจัดเกิดจากการละเลยทิ้งขว้างของเจ้าของ

หมอแนน แสดงความเห็นว่า ถ้าคิดจะเลี้ยงสัตว์ แค่รักอย่างเดียวไม่พอแต่ต้องรู้จักประเมินความพร้อมของตัวเอง วางแผนอย่างรอบคอบ มีความรับผิดชอบต่อสังคม เสมือนพันธสัญญาว่าเราจะดูแลเขาตลอดไป

“จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงหมา เลี้ยงแมว แน่นอนว่าต้องเริ่มจากความรักและมีความพร้อมที่จะเลี้ยงก่อน ถ้าไม่รัก ไม่พร้อม ก็ไม่ควรเลี้ยง เพราะเขาไม่ได้อยู่กับเราแค่เดือนหรือสองเดือน แต่อยู่กันเป็น 10 ปี บางตัว 15 ปี ก่อนเลี้ยงต้องวางแผน คำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆนานา มองระยะยาว เปรียบเสมือนกับการเลี้ยงลูก ถ้าคิดสั้นๆ ง่ายๆ เลี้ยงตามแฟชั่น มันก็เสี่ยงที่สัตว์ของเราจะกลายเป็นภาระและเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความรำคาญต่อผู้อื่น จนกลายเป็นปัญหาสังคมตามมามากมายไม่จบไม่สิ้น

สำหรับการจัดการปัญหาสุนัขจรจัดที่ก้าวร้าวในปัจจุบันนั้น สัตวแพทย์หญิงคนนี้ชี้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐจะต้องจัดการอย่างจริงจังเสียที

“การจัดการปัญหาสุนัขจรจัดที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว จริงๆ มีกระบวนการอยู่แล้ว แต่การปฎิบัติต้องรวดเร็ว หากล่าช้า เพิกเฉย ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาในชุมชน และจะยิ่งตอกย้ำความขัดแย้งระหว่างคนรักหมาและเกลียดหมาให้ทะเลาะกันต่อไปไม่จบ เหมือนอย่างที่เราพบเห็นได้บ่อยๆ ในปัจจุบัน ซึ่งไม่ดีเลยที่เราจะเเก้ปัญหาด้วยความรุนเเรง”หมอแนน ณฐพรรษ กล่าวทิ้งท้าย

ท่ามกลางกระเเสฟีเวอร์ต่อความสวยของหมอเเนนทั่วทั้งสังคมออนไลน์ เธอยืนยันว่า ไม่ได้หลงใหลใคร่ปลื้มกับกระแสดังกล่าว แต่จะขอเดินหน้าพัฒนาฝีมือสั่งสมประสบการณ์ในอาชีพสัตวแพทย์เพื่อน้องหมาน้องแมวที่รักต่อไป

 

 

 

 

เปลี่ยนประชามติร่างรธน. เป็นศึกชี้ชะตาคสช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 เมษายน 2559 เวลา 07:41 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/428230

เปลี่ยนประชามติร่างรธน. เป็นศึกชี้ชะตาคสช.

โดย….ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ณ จุดนี้ต้องเรียกได้ว่ากระบวนการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนญกำลังเริ่มนับหนึ่งอย่างเป็นทางการ หลังจาก พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งหมายความว่านับจากนี้ไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานใหญ่ครั้งนี้จะเริ่มลำดับการทำงานเพื่อให้การออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยมากที่สุด

แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่อาจสามารถมองข้ามไปได้ คือ การต่อสู้ในทางการเมือง ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ได้มีเฉพาะก่อนประชามติเท่านั้น เพราะมีแนวโน้มว่าจะลากยาวไปถึงหลังวันประชามติด้วย ไม่ว่าผลการออกเสียงจะเป็นอย่างไรก็ตาม

คำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการและโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ประเมินสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นผ่านการให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ไว้อย่างสนใจ โดยด้านหนึ่งมองว่าการออกมาของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อาจต้องรับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ผมว่าเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่จะต้องมีการเคลื่อนไหวออกมาแบบนี้ แต่เป็นเรื่องที่คาดการณ์ยากว่าผลการทำประชามติจะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่า คสช.น่าจะรับได้ในทั้งสองสถานการณ์ แน่นอนว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านได้มันก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าไม่ผ่าน จะบอกว่าไม่กระทบกับ คสช.เลยก็เป็นไปไม่ได้”

“แต่ถามว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นไปตามที่ คสช.ต้องการทั้งหมดหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าไม่ใช่ เพราะว่าถ้าเราดูจากข้อเสนอของ คสช.ที่เสนอมาให้ กรธ. (คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ถึงแม้ว่า กรธ.จะปรับแก้ แต่ก็ปรับแก้ไขน้อยมาก ในที่สุดก็เลยเกิดคำถามประชามติคำถามที่สองออกมา แต่ถึงแม้จะมีคำพ่วงออกมา ผมดูตัวคำถามแล้วก็ไม่น่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรนัก แม้คำถามที่สองจะผ่านความเห็นชอบจากประชาชนก็ตาม”

ส่วนผลกระทบที่ คสช.จะต้องเจอ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คำนูณ คิดว่า “ตอนนี้ คสช.หรือรัฐบาลพยายามวางตัวอยู่เหนือร่างรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช.ร่างขึ้นมาเอง ต้องชี้แจงให้ชัดว่าแม้แต่ คสช.ขอมาครั้งสุดท้ายก็ยังได้รับไปนิดหน่อย เพราะฉะนั้นต้องทำให้เกิดประเด็นหรือความชัดเจนขึ้นมาว่าการประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่ประชามติพอใจหรือไม่พอใจ คสช. แต่เป็นเรื่องประชามติว่าพอใจหรือไม่พอใจร่างรัฐธรรมนูญ เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คสช.ไม่ได้เป็นผู้ร่าง และก็มีหลักฐานปรากฏชัดเป็นหนังสือของ คสช.ที่ส่งถึง กรธ.เมื่อวันที่ 13 มี.ค.”

“ถ้ามันเกิดความชัดเจนขึ้นมาว่าการประชามติเป็นการประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ. มองโดยทั่วไปก็เหมือนว่าไม่เกี่ยวกับ คสช. เพียงแต่ว่าตามธรรมดาของการเลือกตั้งขนาดใหญ่หรือการลงประชามติ ผู้คนหรือสื่อมวลชนมักจะตีความว่าผลของการประชามติเป็นการสะท้อนความรู้สึกทางการเมืองของประชาชนต่ออำนาจรัฐในขณะนั้น”

แสดงว่าฝ่ายการเมืองกำลังพยายามใช้เกมนี้เพื่อบอกว่าการประชามติเป็นการประชามติว่าพอใจหรือไม่พอใจ คสช.? คำนูณ ตอบว่า “แน่นอน มันต้องเป็นอย่างนั้น ฝ่ายการเมืองที่ต่อต้าน คสช.ก็ต้องใช้ผลของการประชามติที่จะออกมา แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติ แต่หากบังเอิญสมมติมีเสียงที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญประมาณ 10 ล้านเสียง ก็จะมีการบอกว่าคน 10 ล้านเสียงไม่พอใจ คสช. ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่อย่างนั้น ดังนั้น คสช.ก็ต้องมีปฏิบัติการทางข่าวสารให้ประชาชนเข้าใจว่าแม้ว่า คสช.จะเป็นผู้แต่งตั้ง กรธ. แต่กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นของ กรธ.อย่างอิสระ”

ทั้งนี้ ในทัศนะของคำนูณยังเชื่อว่าแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติ แต่สุดท้ายการเลือกตั้ง สส.ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในปี 2560 ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กำหนดไว้

“คำพูดที่ยิ่งใหญ่ของหัวหน้า คสช.ที่เข้ามาและพูดย้ำตลอดเวลาว่าการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่ในปี 2560 ผมว่าเป็นคำพูดที่ยากจะเป็นอื่น ถึงร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน มันก็มีวิธีการที่สามารถจะทำได้อีก แต่เป็นวิธีการใด จะต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 อีกครั้งหนึ่ง”

“ผมเชื่อว่าหลายคนคงคาดเดาได้ว่าเป็นวิธีการที่ไม่ใช่วิธีการแบบเดิม และไม่จำเป็นต้องไปลงประชามติอีกครั้งหนึ่ง เป็นวิธีการที่อาจจะคล้ายๆ กับที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 คือ ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งหรือหลายฉบับมาปรับแก้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน อาจจะโดย คสช.เองหรือโดยคณะกรรมการก็สามารถทำได้ภายใต้เวลาที่กำหนด ระยะเวลายังเหลือ เพราะผลประชามติจะออกมาภายในเดือน ส.ค. จะมีเวลาอีกหนึ่งปีครึ่งในการดำเนินการ”

“ผมว่าคงหนีไม่พ้นรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ คือ รัฐธรรมนูญ 2540, 2550, ฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ และฉบับปัจจุบัน แต่นี่เป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่”

ขณะเดียวกัน อีกประเด็นหนึ่งที่คำนูณให้ความสนใจ คือ ทิศทางของประเทศไทยหลังจากการทำประชามติ โดยวิเคราะห์ว่าประเทศไทยจะอยู่ในระบบประชาธิปไตยระยะเปลี่ยนผ่านไปอีก 5-6 ปี แม้จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้วก็ตาม ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนสามารถยอมรับได้ เพียงแต่ช่วงระยะเวลานับจากนี้ คสช.จำเป็นต้องเร่งให้เกิดการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ที่มีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม

“โดยภาพรวมน่าจะเป็นที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะอยู่ในสภาพการณ์ที่เป็นระบอบประชาธิปไตยในระยะเปลี่ยนผ่านไปอีกระยะเวลาหนึ่ง ประมาณ 5 ปี บวกอีก 1 ปีเศษ เพราะเป็นที่ชัดเจนว่าเป็นความต้องการและเป็นมุมมองที่ทาง คสช.มองไว้ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอลงประชามติก็เขียนชัดเจนไว้ในบทเฉพาะกาล”

“เชื่อว่าโดยภาพรวมใหญ่ ประชาชนส่วนข้างมากก็น่าจะพอรับได้กับสถานการณ์ที่เป็นอย่างนี้ เพราะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายความขัดแย้งและการต่อสู้ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าสิ่งที่จะต้องคำนึงคู่ควรกันไป คือ เมื่อได้ระยะเวลาไปแล้ว อย่าลืมว่าตั้งแต่เปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาจนถึงเวลานี้เกือบ 2 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องเร่งและต้องทำให้เกิดเป็นรูปธรรม คือ ต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง หรือปฏิรูปประเทศในเรื่องใหญ่ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมที่พี่น้องประชาชนจับต้องได้ สัมผัสได้ หรือก่อให้เกิดผลที่มันเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศจริงๆ”

“เป็นเรื่องท้าทายนะ กับเวลาที่ได้ไป ได้มาแล้วเกือบ 2 ปี และกำลังจะต่อไปอีก 5-6 ปี ผมเข้าใจว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะต้องยอมรับว่าระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา และอีก 5-6 ปีที่กำลังจะเข้ามา เป็นระยะเวลาที่เอื้อให้รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลต่อไปสามารถที่จะทำงานได้สะดวกและเต็มที่มากกว่ารัฐบาลในระบอบการเมืองตามปกติ”

“อย่างน้อยระยะเวลา 1 ปีกว่าๆ หลังจากรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง จะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นที่เป็นที่ประจักษ์ การเปลี่ยนแปลงในเชิงปฏิรูป ซึ่งจะว่าเป็นเวลาที่น้อยก็น้อย แต่มองอีกก็เป็นเวลาที่ไม่ใช่น้อยเลย เพราะเป็นระยะเวลาที่มีอำนาจพิเศษอยู่ในมือ โดยอย่างยิ่งมาตรา 44 อยู่ในมือจนถึงมีรัฐบาลใหม่ ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนสนับสนุน คสช.โดยตรงหรือไม่อาจสนับสนุนแต่อยากเห็นบ้านเมืองมีความสงบ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมชัดเจน”

สำหรับการปฏิรูปเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในความหมายของคำนูณ คือ การปฏิรูปตำรวจและการกระจายอำนาจ

“ตำรวจเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาขั้นต้น ถ้าสามารถทำตรงนี้ให้เกิดขึ้นและไม่มีข้อกังขาใดๆ ได้ และเป็นหลักประกันของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจริงๆ ผมว่ามันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่อื่นๆ ตามมา แต่เราจะตกลงกันให้ชัดก่อน”

“ตลอดชีวิตตั้งแต่ที่ผมโตขึ้นมา ก็มีการพูดถึงการปฏิรูปตำรวจมาโดยตลอด แต่ว่าก็ไม่เคยทำได้อย่างชนิดที่เรียกว่าเป็นสารัตถะจริงๆ คือ เมื่อถึงวันนี้อย่างน้อยที่สุดมันต้องมีแผน ผมเข้าใจว่าที่ทางรัฐบาลมองว่าไม่อยากจะไปแตะเรื่องโครงสร้างในช่วงนี้ เพราะว่าอยากให้ตำรวจทำงานให้ได้ก่อน แต่ถามว่าถ้าภายใต้ในสภาวะที่มีอำนาจพิเศษเช่นนี้ยังไม่สามารถทำได้ แล้วจะไปทำได้ตอนไหน การไม่แตะในทันทีมันอาจจะเป็นไปได้ แต่อย่างน้อยมันต้องมีแผน”

“ต้องยอมรับว่าบทเรียนของนานาอารยประเทศ ระบอบประชาธิปไตยมันจะมีความมั่นคงสถาพรได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างระบอบประชาธิปไตยในระดับประเทศระดับบนอย่างเดียว แต่จะต้องก้าวขึ้นมาจากระดับท้องถิ่น ดังนั้นเรื่องตำรวจเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและต้องมีแผนชัดเจน วันนี้ 5 ปีนี้อาจจะแตะโครงสร้างใหญ่ไม่ได้ แต่ในยุทธศาสตร์ 20 ปี มันจะต้องฉายภาพให้เห็น”

“ดังนั้นโดยรวมแล้วประเทศไทยจะอยู่ในสภาวะที่มีระบอบพิเศษและกึ่งพิเศษรวมๆ แล้วเกือบ 8 ปี เมื่อนับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 เพราะฉะนั้นในระยะเวลานี้จะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงใหญ่ชนิดที่เป็นการปฏิรูปให้เกิดเป็นรูปธรรมให้ได้ และถ้ายังสร้างไม่ได้ มันก็ต้องมีแผนชัดเจนที่จะต้องเกิดขึ้นให้มองเห็นชัดเจน ไม่เช่นนั้นมันก็จะทำให้เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์”

ประตูนายกฯคนนอก ปิดเกือบสนิท

โฟกัสมาที่คำถามพ่วงประชามติอีกหนึ่งคำถามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำหนดว่า “เพื่อให้การปฏิรูปประเทศต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดใน บทเฉพาะกาลว่าระหว่าง 5 ปีแรกนับตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรก ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี” คำนูณ มองว่าจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองมากนัก แม้ว่าคำถามนี้จะได้รับความเห็นชอบจากประชาชนก็ตาม

“ประเด็นที่มาของนายกฯ เป็นประเด็นที่สำคัญมากผมก็แปลกใจเหมือนกันที่หลายฝ่ายที่ออกมาต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เปิดโอกาสให้มีนายกฯ คนนอก ผมกลับเห็นตรงกันข้ามว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปิดทางนายกฯ คนนอก”

“คำว่านายกฯ คนนอกในที่นี้ คือ นายกฯ นอกพรรคการเมือง เพียงแต่ว่านายกฯ จะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ แต่โดยระบบปกติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันเปิดโอกาสให้มีแต่นายกฯ ที่เป็นคนของพรรคการเมือง เพราะว่าที่มานายกฯ คือ ก่อนปิดรับสมัครเลือกตั้ง สส. ให้แต่ละพรรค การเมืองเสนอได้ไม่เกินพรรคละ 3 ชื่อ และพรรคที่จะเสนอชื่อให้สภาเลือกนายกฯ ได้ก็ต้องมี สส. 5% หรือ 25 คนขึ้นไป ดูจากสถิตเลือกตั้งเก่าที่มีพรรคการเมืองมี สส.เกิน 25 คนแล้ว จะทำให้มีแคนดิเดตนายกฯ ขึ้นบัญชีอยู่ประมาณ 15 คน และเมื่อมีการเปิดสภาแล้ว เสนอชื่อใครก็ได้ใน 15 คนนี้
แล้วมาแข่งขัน ตรงนี้เป็นระบบปกติ”

“โดยสถานการณ์แล้ว ไม่มีพรรคการเมืองพรรคไหนที่จะไปเสนอชื่อคนอื่นที่ไม่ใช่หัวหน้าพรรคตัวเองหรือเป็นคนใกล้ชิดพรรคของตัวเอง เพราะถ้าเสนอคนอื่นไปจะถูกโจมตีแหลกลาญว่าเป็นนอมินีให้คนอื่นหรือเปล่า นอกจากนี้ไม่มีคนนอกพรรคการเมืองคนไหน หรือคนกลางทางการเมืองคนไหนที่จะไปเซ็นยินยอมให้พรรคการเมืองใดเสนอชื่อตัวเองตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง เพราะยังไม่รู้ผลการเลือกตั้งและไม่รู้อนาคต และการเซ็นยินยอมดังกล่าวจะทำให้คนนั้นสูญเสียความเป็นคนนอกพรรคการเมืองและความเป็นคนกลางนั้นไปแล้ว”

“ดังนั้น โดยระบบนี้นายกฯ ที่จะได้มาจึงต้องเป็นคนในพรรคการเมืองหรือใกล้ชิดพรรคการเมือง โอกาสที่จะได้คน นอกพรรคการเมืองหรือคนกลางทางการเมืองอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เกือบเท่ากับศูนย์”

“คำถามพ่วงออกมา เพียงแต่ให้ระยะ 5 ปีแรกในการเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหนงนายกฯ เป็นการเลือกของที่ประชุมร่วมรัฐสภา คือ แค่ให้ สว.ไปร่วมโหวตด้วย แต่ สว.เสนอชื่อเองไม่ได้ โดยการเลือกนายกฯ จะต้องเลือกมาจากบัญชีของพรรคการเมืองเท่านั้น ดังนั้นการเอา สว.เข้าไปโหวตด้วย มันก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก มันก็กลายเป็นว่าเอา สว.ไปเลือกนายกฯ จากตัวเลือกที่มีของพรรคการเมือง”

“ตรงนี้ผมถึงบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญที่ก่อให้เกิดนายกฯ คนนอกหรอก แต่เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ปิดประตูนายกฯ คนนอกเกือบสนิท เหตุที่ยังไม่สนิท จะมีเหตุตามบทเฉพาะกาล มาตรา 272 เท่านั้นที่ให้สามารถเลือกนายกฯ นอกบัญชีของพรรคการเมืองได้ หากรัฐสภามีมติเห็นด้วย”

คำนูณ สรุปว่า ถ้าประชามติผ่านทั้งสองคำถาม ในทางปฏิบัติจะมีการประชุมร่วมรัฐสภา ก็แปลว่าคนที่ได้รับเลือกนายกฯ จะมาจากบุคคลในบัญชีพรรคการเมือง โดยรัฐสภาต้องมีมติเสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือ 375 คน จาก สส.และ สว.ทั้งหมด 750 คน ลำพัง สส.ฝ่ายเดียวคงหาเสียงขนาดนั้นได้ยาก คงต้องมีเสียง สว.ไปร่วมด้วย ถ้าได้ก็ได้ไป แต่ถ้าไม่ได้ สส. 250 คน ทำหนังสือถึงประธานรัฐสภาขอให้เปิดประชุมรัฐสภาเพื่อมีมติยกเว้นให้ไม่ต้องเลือกนายกฯ จากบัญชีพรรคการเมือง ก่อนกลับมาประชุมร่วมกันในรัฐสภาอีกครั้งเพื่อเลือกนายกฯ โดยสามารถเลือกบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองได้

“แต่ผมว่ามันก็คงวุ่นพอดูนะ ถ้าเกิดสถานการณ์แบบนั้นขึ้นมา การจะเกิดสถานการณ์อย่างนั้นขึ้นมาได้ หมายความว่า สว.ต้องงดออกเสียงในการเลือกนายกฯ ครั้งแรก ซึ่งมันคงเป็นประเด็นทางการเมืองตามมาพอสมควร”

สิทธิประชาชนยังกังขา ขาดกลไกแก้วิกฤต

คำนูณ สิทธิสมาน ในฐานะอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นเกี่ยวกับภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยระบุว่ามีจุดที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์และยังเป็นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ว่าจะเกิดปัญหาตามมาในภายหลัง

“ข้อดีของร่างรัฐธรรมนูญ คือ มาตรการการคัดคนเข้าสู่ระบบทางการเมืองมีความเข้มข้นมากขึ้น มาตรการในการดำเนินการกับผู้กระทำทุจริตก็มีความเข้มข้น แต่ประเด็นที่เป็นจุดวิพากษ์วิจารณ์น่าจะมี 2 จุด จุดแรก คือ วิธีการเขียนร่างรัฐธรรมนูญในหมวดสิทธิเสรีภาพที่ใช้วิธีการเขียนแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 อันนี้มีข้อถกเถียงในทางวิชาการมากพอสมควร”

“ในการปรับแก้ไขครั้งสุดท้าย กรธ.ก็ได้ปรับเพิ่มเติมเนื้อหาเข้าไปมาก แต่แยกเอาไว้ในหมวดหน้าที่ของรัฐ ไม่ได้อยู่ในหมวดสิทธิเสรีภาพทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นทางวิชาการว่าแบบไหนมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป เป็นข้อถกเถียงในทางวิชาการว่าจะเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ให้ประชาชนมีสิทธิก่อนหรือจะไปบังคับรัฐเป็นตัวตั้ง ก็สุดแท้แต่มุมมอง”

“ถ้าเขียนให้ประชาชนเป็นประธาน คือ เรามีอย่างสิทธิอย่างนี้ พอเรามีสิทธิอย่างนี้ ผู้มีหน้าที่ก็ต้องจัดให้เรา ถ้าไม่จัดให้ก็เป็นสิทธิในการฟ้องร้อง แต่ถ้าไม่ได้เขียนไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพแต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดให้ แล้วรัฐไม่ได้ทำ เราไปฟ้องร้องรัฐได้หรือไม่ ก็เป็นประเด็นที่ต้องดูกันต่อไป”

“โดยหลักวิชาการก็น่าจะเขียนให้ประชาชนเป็นประธาน ที่ผ่านมาก็เป็นการเขียนที่คุ้นชินกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เพราะฉะนั้นเมื่อมีการปรับวิธีการเขียนใหม่ ก็ก่อให้เกิดประเด็นคำถามขึ้นมา แต่ในเมื่อท่านชี้แจงว่าไม่ต่างกันก็ต้องพิสูจน์กันไป”

อดีต กมธ.ยกร่างฯ แสดงทัศนะเพิ่มว่า อีกประเด็น คือ ประเด็นทางการเมือง ได้แก่ ระบบการเลือกตั้ง สส.และที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เคยใช้ที่ไหนในโลกเข้ามาใช้

“ระบบเลือกตั้ง สส. การให้มี สส.เขตและบัญชีรายชื่อ แต่ให้เลือกโดยบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียว คือ เลือก สส.เขต ข้อดีก็มีตามที่ กรธ.ชี้แจง ข้อด้อยก็มีหลายตามที่แต่ละฝ่ายแสดงความเห็นกันมาก ในส่วนของผมเห็นว่าข้อด้อยที่สำคัญที่สุด คือ เป็นการตัดโอกาสพรรคการเมืองขนาดเล็ก ตัดโอกาสพรรคเกิดใหม่ ไม่ให้มีตัวแทนในสภาผู้แทนราษฎรแม้แต่หนึ่งหรือสองคน คือ พรรคเล็กและพรรคเกิดใหม่ที่เคยหวังคะแนนเสียงจากคะแนนบัญชีรายชื่อและสามารถมี สส.ในสภาได้ 1-3 คน ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ในระบบนี้ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นการตัดทางเลือกของประชาชนไป”

“ถ้าระบบการเลือกตั้ง สส.แบบบัตรสองใบ มันจะมีพรรคเกิดใหม่ พรรคความคิดใหม่ๆ ที่เขาอาจจะมีคะแนนความนิยมอยู่กระจายทั่วประเทศ แต่ไม่มีคะแนนนิยมเขตใดเขตหนึ่งเป็นการเฉพาะ เขาเลือกส่งเฉพาะบัญชีรายชื่อ ไม่จำเป็นต้องส่งผู้สมัคร สส.ให้ครบทุกเขต พอมีคะแนนบัญชีรายชื่อจากทั่วประเทศรวมเข้ามาสักหนึ่งแสนคะแนน เขาก็มี สส.ได้หนึ่งคน แต่พอเป็นระบบในร่างรัฐธรรมนูญก็หมดสิทธิ เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อจะมาจากคะแนนของการเลือกตั้ง สส.ระบบเขต จะส่งเขตเดียวก็ไม่พอ ก็ต้องส่งให้มากที่สุด ผมเห็นว่าเป็นจุดที่ไม่ค่อยเห็นด้วยนัก”

“อีกประการหนึ่ง คือ เรื่องที่มาของนายกฯ ซึ่งไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงเหมือนกันว่าระบบนี้จะก่อให้เกิดข้อดีมากกว่าข้อเสียอย่างไร ข้อเสียข้อหนึ่งที่ผมพูดมาตลอด คือ ชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอกันมาพรรคละไม่เกิน 3 รายชื่อ มันจะคาอยู่ตลอดอายุของสภาผู้แทนราษฎร และถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อย่างการเปลี่ยนตัวนายกฯ โดยที่ไม่มีการยุบสภาจะเลือกนายกฯ อย่างไร หรือจะให้ สว.เข้าไปเลือกด้วยก็แล้วแต่ มันก็ต้องเลือกแต่บัญชีของพรรคการเมืองเท่านั้น ซึ่งมันทำให้เป็นการปิดทางเลือกในการแก้ไขปัญหาในขณะนั้น”

“ถ้าเราจะเขียนว่านายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. เราก็มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดกว้างไว้ในกรณีที่มีความจำเป็น ก็ให้มีคนที่ไม่ได้เป็น สส.และมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนั้นสามารถขึ้นมาเป็นนายกฯ ได้ ถ้าเราต้องการแสดงเจตนารมณ์เพื่อต้องการนายกฯ เป็น สส.ก่อน เราก็อาจจะใช้คะแนนเสียงที่แตกต่างกันก็ได้ เช่น ให้สภามีมติเกินกึ่งหนึ่ง หรือ ถ้าคนนั้นไม่ได้เป็น สส. ก็ให้สภามีมติ 2 ใน 3 ก็สุดแล้วแต่”

“แต่พอไปล็อกไว้ว่านายกฯ ต้องมาจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองที่ได้เสนอไว้ ในที่สุดก็จะเป็นแต่คนของพรรคการเมืองเท่านั้นที่เป็นนายกฯ และจะไม่ได้คนที่มีความทันและความเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ได้มีการเลือกตั้งใหม่ ตรงนี้เป็นระบบที่ผมเห็นว่ามีปัญหา ส่วนตัวได้มีการเสนอความคิดเห็นไปแล้วตั้งแต่เปิดร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อช่วงปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้มีการแก้ไขในจุดนี้”

สุดท้าย ในเรื่องของการสร้างความปรองดองผ่านกลไกตามร่างรัฐธรรมนูญ คำนูณ มองว่า การสร้างความปรองดองไม่ได้ขึ้นอยู่กับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะอยู่ที่นโยบายและทิศทางของรัฐบาลชุดนี้

“การปรองดองไม่น่าจะใช่เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่เราจะต้องดูกันต่อไปในช่วงสุดท้าย คือ ช่วงหนึ่งปีก่อนจะมีการเลือกตั้งมากกว่าว่าจะมีทิศทางเป็นอย่างไรต่อไป ซึ่งเท่าที่ดู คือ คิดว่าก็คงมีนโยบายในเรื่องนี้ออกมาช่วงปี 2560”

“อย่างน้อยบรรยากาศก่อนที่จะไปสู่การเลือกตั้งมันน่าจะมีความคลี่คลายในระดับหนึ่ง แต่ว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ต้องดูกันต่อไป เพราะดูในทิศทางแล้ว รัฐบาลต้องการให้ทุกอย่างดำเนินการไปตามกฎหมาย แต่ผมเองเห็นว่าในส่วนที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายก็ควรดำเนินไป แต่ส่วนที่เกี่ยวกับประชาชน ถ้ามันมีประเด็นใดที่สามารถคลี่คลาย ในบางคดีที่ไม่ใช่คดีความมั่นคง มันก็ต้องมีการพูดกันว่าจะทำอย่างไร เพราะมันเป็นภาระแก่ทุกฝ่ายในการต่อสู้คดี และแต่ละคดีมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นจำนวนมาก สิ้นเปลืองงบประมาณในการดำเนินการทางกฎหมายและการต่อสู้คดี”

“ส่วนตัวขณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าทิศทางของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร เพราะขนาด สนช.พยายามจะเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาก็ถูกชะลอเอาไว้ เพราะดูเหมือนว่ารัฐบาลมีทิศทางที่ต้องการทำเรื่องนี้ในปี 2560” คำนูณ ทิ้งท้าย

 

ก่อการร้ายโลกขยายพันธุ์ ตำรวจไทยต้องพร้อมรับมือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 เมษายน 2559 เวลา 06:52 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/427662

ก่อการร้ายโลกขยายพันธุ์ ตำรวจไทยต้องพร้อมรับมือ

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

การก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ทุกเวลา โดยเฉพาะเมื่อโลกเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างในปัจจุบัน แน่นอนว่าไม่มีพื้นที่ใดปลอดภัย 100%

ในส่วนของประเทศไทย แม้ว่าจะไม่ได้มีสถานะเป็นคู่ขัดแย้งกับขบวนการก่อการร้ายโดยตรง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแต่ละปีมีชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวอย่างมากหน้าหลายตา

นั่นนำมาซึ่งความเสี่ยง…

พล.ต.ต.อภิชาติ สุริบุญญา ผู้บังคับการกองการต่างประเทศ (ผบก.ตท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าตำรวจสากลประจำประเทศไทย ยอมรับว่า ทุกวันนี้รูปแบบการก่อการร้ายมีการพัฒนาขึ้นไปสูงมาก และประเทศไทยมีความเสี่ยงจากการเดินทางเข้า-ออก ของชาวต่างชาติ เนื่องจากเข้า-ออกง่าย แต่ตรวจสอบเป็นรายบุคคลได้ยาก เพราะอุปกรณ์และเทคโนโลยีไม่ดีพอ

“ทุกวันนี้มีชาวต่างชาติใช้หนังสือเดินทางผิดปกติอยู่ภายในประเทศไทยราวๆ 100 คนเศษ ซึ่งเราไม่รู้เจตนาว่าเขาเข้ามาทำอะไร แต่แน่นอนว่าไม่มาดีแน่นอน” พล.ต.ต.อภิชาติ ระบุ

พล.ต.ต.อภิชาติ ให้ภาพต่อไปว่า ท่ามกลางความเจริญก้าวหน้าและการจับมือกันระหว่างประเทศเพื่อสร้างเศรษฐกิจร่วมกันในอาเซียน กลับพบว่าการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันกลับไม่รุดหน้าเลยแม้แต่น้อย ซึ่งในอนาคตการท่องเที่ยวจะสร้างเศรษฐกิจให้ดี แต่การเข้ามาของนักท่องเที่ยวก็จะเป็นปัญหาหากไม่มีมาตรการที่รัดกุมพอ

“ลองคิดดูว่าการกระทำความผิดจะง่ายขึ้นมากแค่ไหน ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฐานข้อมูลอาชญากรรมมันเชื่อมโยงกัน เรายังไม่เชื่อมโยงกันแต่ก็รวมตัวกันแล้ว” หัวหน้าตำรวจสากลประจำประเทศไทย ระบุ

นายตำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศรายนี้ ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า กรณีคนเวียดนามเข้ามาไทย ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่ามีหมายจับติดตัวมาหรือไม่ ที่สำคัญคือไม่มีเวลาตรวจสอบบุคคล เต็มที่ไม่เกิน 1 นาที มันไม่ทันแน่นอน อีกอย่างประเทศเราการท่องเที่ยวทำรายได้มาก เราก็ต้อนรับมาให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็แฝงอาชญากรมาด้วย การท่องเที่ยวเลยต้องเน้นคุณภาพ และก็ต้องรับปริมาณที่มากได้เช่นกัน แต่เราลงทุนช้าไปแล้วกับการตรวจสอบ

หนึ่งในแนวทางการป้องกันคือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนเพื่อให้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมข้ามชาติและการก่อการร้าย เพื่อให้เป็นหูเป็นตาช่วยเจ้าหน้าที่รัฐ

“รัฐไหนจะมั่นคงปลอดภัยคนในรัฐต้องมีความรู้ ผมถามว่าคนไทยรู้หรือไม่ว่าการก่อการร้ายแท้จริงคืออะไร อาชญากรรมข้ามชาติเป็นแบบไหน เข้าอีเมลหลอกลวงก็มีสิทธิเสียหายได้ เรารู้กันดีแล้วหรือยัง” พล.ต.ต.อภิชาติ ตั้งคำถาม

อย่างไรก็ตาม นับว่าประเทศไทยก็มีการตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะที่ผ่านมาบ้านเรามีเหตุรุนแรงจึงทำให้ประชาชนตื่นตัว

สำหรับการอุดช่องโหว่เบื้องต้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้อนุมัติหลักการเพื่อบูรณาการระบบตรวจหนังสือเดินทางของประเทศไทยให้เชื่อมโยงกับระบบข้อมูลของตำรวจสากล

พล.ต.ต.อภิชาติ อธิบายว่า ทันทีที่ชาวต่างชาติยื่นหนังสือเดินทางเข้าประเทศ ข้อมูลของเขาเหล่านั้น ทั้งชื่อ เลขหนังสือเดินทาง จะลิงก์ตรงไปยังฐานข้อมูลของตำรวจสากล ซึ่งจะทำให้รู้ว่าบุคคลนั้นเป็นใคร เคยก่อคดีมาหรือไม่ ซึ่งคาดว่าอีกไม่เกิน 2-3 เดือนข้างหน้า ระบบนี้ก็จะมีผลบังคับใช้แล้ว

ขณะที่ช่วงปลายปี 2560 รัฐบาลอนุมัติให้สร้างเครื่องมือตรวจสอบบุคคลแบบไบโอเมตริกส์ ที่จะตรวจชีวภาพของบุคคล ผ่านลายนิ้วมือหรือม่านตาแทนการยืนยันตัวบุคคลผ่านหนังสือเดินทางเพียงอย่างเดียว

ผบก.ตท. ให้ข้อมูลต่อไปอีกว่า ทุกวันนี้ตำรวจสากลให้ความสำคัญอยู่ 3 อย่าง 1.การป้องกันการก่อการร้าย 2.การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม 3.จะทำอย่างไรให้ความมั่นคงทางไซเบอร์มีความปลอดภัย ทั้งหมดนี้คือหัวใจของตำรวจสากลในยุคนี้ แล้วถามว่า 3 อย่างนี้เป็นหน้าที่ของใคร คำตอบก็คือเป็นงานของตำรวจทั้งหมด

“ผมห่วงสุดคือข้อ 3 ความมั่นคงทางไซเบอร์ ถามว่าเรามีทรัพยากรบุคคลที่ชำนาญด้านนี้พอหรือยัง เรามีน้อยมาก ตำรวจ 2 แสนกว่าคน จะมีกี่คนที่จบทางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ มันน้อยมาก แล้วเราจะแก้ปัญหาอย่างไร เราจะไปคัดคนที่จบด้านคอมพิวเตอร์มารับราชการเหรอ มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนอยากเป็นตำรวจ”

ข้อเสนอจากนายตำรวจที่คลุกคลีงานต่างประเทศมานับ 10 ปี ก็คือต้องไปแสวงหาความร่วมมือกับบริษัทเอกชนที่ทำงานด้านคอมพิวเตอร์มาร่วมกันทำงานให้ได้ เพิ่มศักยภาพของตำรวจเพียงฝ่ายเดียวมันจะไม่มีทางได้ผลสัมฤทธิ์ออกมา

“ผมยังยืนยันว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือการแสวงหาความร่วมมือในกิจการระหว่างประเทศ” พล.ต.ต.อภิชาติ ย้ำ

รัฐต้องลงทุนในเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะนั่นเป็นหัวใจของการป้องกันภัยก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

 

รื้อใหญ่วัดผลงานส่วนราชการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 เมษายน 2559 เวลา 07:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/427434

รื้อใหญ่วัดผลงานส่วนราชการ

โดย…ปริญญา ชูเลขา

แนวทางการประเมินผลงานส่วนราชการแบบใหม่ที่รัฐบาลต้องการนำมาแก้ปัญหาเกียร์ว่างระบบเล่นพรรคเล่นพวก หรือการซื้อขายตำแหน่ง โดยมี ชูเกียรติ รัตนชัยชาญ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในฐานะหน่วยงานหลักในการให้เกรด หรือประเมินผลงานหน่วยราชการทั้งหมด โดยแบ่งการให้เกรดออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับคุณภาพ A คือ ดีมาก ระดับมาตรฐาน B คือ พอใช้ และระดับปรับปรุง C คือ ตก

เป้าหมายสำคัญของแบบฟอร์มประเมินผลงานในครั้งนี้ ต้องการกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานรัฐกระตือรือร้นในการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงที่กำกับดูแลหน่วยงานรัฐ ต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์และเห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากระบบเส้นสาย เล่นพรรคเล่นพวก หรือการซื้อขายตำแหน่ง เพราะจากนี้ไปการแต่งตั้งโยกย้ายจะพิจารณาจากผลการประเมินของ ก.พ.ร.เท่านั้น

ก.พ.ร.ยก 5 ดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพ

ชูเกียรติ กล่าวว่า แม้ ก.พ.ร.ไม่ใช่เจ้าภาพหลักในการบูรณาการการทำงานระบบราชการ แต่ ก.พ.ร.เป็นเสมือนองค์กรที่คอยประสานและกำกับให้ทุกส่วนราชการปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น ดังนั้นหากหน่วยงานใดระดับการให้คะแนนไม่ดี ทาง ก.พ.ร.จะเข้าไปตรวจสอบทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดไม่เชื่อมโยงการทำงานกัน หรือมีปัญหาสิ่งใดก็จะเข้าไปให้คำแนะนำทันที

เลขาฯ ก.พ.ร. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ก.พ.ร.ถูกมองว่าไม่มีอำนาจให้คุณหรือให้โทษหน่วยงานรัฐใดๆ ได้ แต่ยืนยันว่าแม้ ก.พ.ร.จะไม่มีอำนาจดังกล่าว แต่ก็มีอำนาจที่เป็นผลข้างเคียงในตอนให้คะแนนเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในฤดูแต่งตั้งโยกย้าย เดือน เม.ย. และ ต.ค. โดยในช่วงต้นของการประเมิน ก.พ.ร.จะชี้แนะ แต่หน่วยงานใดยังนิ่งเฉยยังไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นในการพัฒนาระบบราชการ ยิ่งมีตัวชี้วัด 5 ดัชนีเข้ามากำกับด้วย ย่อมไม่เป็นผลดีต่อหน่วยงานรัฐที่ไม่พัฒนาหรือปรับปรุงตัวเอง นั่นคือสอบตก

ทั้งนี้ ตัวอย่างที่เห็นชัด คือการประเมินเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ทางกรมบัญชีกลางจะมีตัวชี้วัดอยู่ในมือที่จะคอยติดตามประเมินผลงานตามเป้าหมาย และเวลาที่กำหนดให้เบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ เพราะบางหน่วยงานขอตั้งงบประมาณไว้จำนวนมากเหลือเกิน แต่กลับไม่มีการใช้งบประมาณใดๆ เลย ทำให้การอัดฉีดระบบเศรษฐกิจไม่ดีเท่าทีควร ดังนั้นทาง ก.พ.ร.ก็จะนำตัวเลขเหล่านี้มาใช้ให้คะแนนสอบผ่านหรือสอบตก

ชูเกียรติ กล่าวว่า อยากยืนยันว่าดัชนีชี้วัดเหล่านี้ไม่ใช่การจับผิด แต่ต้องการวัดศักยภาพ 5 ด้านของหน่วยงานรัฐ คือ 1.ประสิทธิภาพในงานพื้นฐานของแต่ละส่วนราชการ หรืองานตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย 2.ประสิทธิภาพในการทำงานตามยุทธศาสตร์ เช่น การปราบปรามการค้ามนุษย์ การปราบปรามยาเสพติด โดยจะเน้นตามนโยบายรัฐบาลเป็นหลัก ดังนั้นหากงานปกติ หน่วยงานใดเกี่ยวข้องกับงานยุทธศาสตร์ชาติ ย่อมจะถูกดึงมาให้ได้รับความสำคัญในการประเมินผลเป็นอันดับแรก

แก้ปัญหาแบบเดิมๆ ไปไม่รอด

3.ประสิทธิภาพในการบูรณาการหรือประสานงาน ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ภัยแล้ง การบริหารจัดการน้ำต้องมีการประสานงานและบูรณาการการป้องกันภัยแล้งเป็นอย่างไร มีกี่กระทรวง ทบวง กรมเกี่ยวข้อง ดังนั้นจะไม่มีการทำงานแบบเดิมๆ คือต่างคนต่างทำ เหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์เมื่อประกอบกันแล้วกลายเป็นพิการ เพราะกระจัดกระจายกันทำ ทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพย่อมต้องสอบตก ดังนั้นจากนี้มีภารกิจงานปกติกับภารกิจยุทธศาสตร์ จะมีความชัดเจน คือ แต่ละกระทรวงต้องทำให้ดีทั้งทำคนเดียวและทำร่วมกัน

4.ประสิทธิภาพในการผลิตนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อบริหารจัดการและบริการประชาชน เพื่อไม่ให้การทำงานย่ำอยู่กับที่ ต้องคิดสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เหมือนการทำงานในภาคเอกชนหากอยู่กับที่ก็ตายเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล เหมือนร่างกายจะอยู่เฉยๆ ไม่ขยับเขยื้อนไม่ได้ การบริการประชาชนก็เช่นกันต้องเร็ว ไม่ใช่ 10 ปีก่อนเคยทำกันอย่างไร ตอนนี้ก็ยังทำกันอย่างนั้น

“ปัจจุบันก็ยังทำกันอยู่แบบเดิมๆ ไม่ก้าวทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป นี่คือต้นเหตุปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ดังนั้นต้องคิดนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการบริหารบุคคล งบประมาณ และองค์กร คือ การปรับปรุงวิธีการการให้บริการประชาชน เช่น การทำหนังสือเดินทาง การต่อทะเบียนรถยนต์ ล้วนต้องมีนวัตกรรมเข้ามาให้บริการประชาชน เพราะต้องแข่งกับความรวดเร็ว”

5.ประเมินผลงานในภาพรวมขององค์กร รวมถึงนำดัชนีชี้วัดจากภายนอกนำมาวัดผลด้วย เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะต้องยอมรับดัชนีภายนอกด้วย เพื่อนำมาเป็นกระจกสะท้อนการทำงานของตัวเอง เพื่อนำมาพัฒนาระบบบริหารราชการที่เป็นจุดอ่อน ตัวอย่างเช่น ธนาคารโลกจะใช้วิธีสุ่มสำรวจความคิดเห็น ความยากง่ายในการจัดตั้งธุรกิจ เริ่มจดทะเบียน ยากไหม การขออนุญาตก่อสร้าง ภาษี การขอสาธารณูปโภค แหล่งสินเชื่อ ส่วนราชการใดเข้ามาเกี่ยวข้องทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ ใช้เวลาหรือเอกสารหลักฐานกี่ชิ้น มีความวุ่นวายมากน้อยแค่ไหน เพราะทุกขั้นตอนคือต้นทุน
โดยจะพิจารณาว่าสิ่งที่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคเกิดจากหน่วยงานเพื่อนำไปตรวจสอบและปรับปรุง ถือเป็นตัวชี้วัดและนำมาพิจารณาให้คะแนนด้วย

ชูเกียรติ กล่าวว่า โดยหลักแล้วการประเมินผลงานกับประเมินประสิทธิภาพตัวบุคคลย่อมต้องทำไปพร้อมๆ กัน แต่สิ่งที่เรากังวลคือ ประเมินตัวบุคคลกับการประเมินหน่วยงาน เพราะขณะนี้ได้พยายามปรับเกณฑ์การประเมินทั้งสองส่วนให้คล้ายๆ กัน เพื่อจะได้พิสูจน์การทำงานของหน่วยงานกับคนต้องไปด้วยกัน ดังนั้นดัชนีชี้วัดที่สำคัญคือ หนึ่ง สอง และสาม ต้องมี เพราะผลงานดีย่อมเกิดกับ 3 ตัวชี้วัดนี้ เพราะบางครั้งผลงานดีในบางข้อ เช่น ข้อหนึ่ง เพราะลูกน้องทำหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญส่วนราชการต้องประเมินตัวเอง เพราะแต่ละดัชนีมีตัวกำหนดชัดเจน โดยที่ ก.พ.ร.จะคอยกำกับอย่างใกล้ชิด กล่าวคือ ทางส่วนราชการประเมินตัวเองมาก่อน แต่ทาง ก.พ.ร.ก็จะประเมินซ้ำอีกครั้งว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่ แล้ว ก.พ.ร.จะดูว่าสิ่งที่ส่วนราชการพูดทำได้จริงหรือไม่ ในอดีตเวลาประเมินตัวเองก็พรรณนาโวหารเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ต่อจากนี้ไปต้องมีตัวเลขหรือสถิติต้องชัดเจน พร้อมกับต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ด้วย

‘ปลัด-อธิบดี’ ไม่ผ่านเกณฑ์มีเสียว

เขายกตัวอย่างว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มีตัวเลขและสถิติการปราบปรามอาชญากรรมหรือยาเสพติด ปราบปรามได้ตัวเลขที่เยอะและดีมากๆ ปีละเป็นพันๆ ราย แต่ขัดแย้งในทางยุทธศาสตร์ในด้านป้องปรามต้องหมดและสิ้นไป แต่เหตุใดแนวโน้มอาชญากรรมหรือยาเสพติด
ไม่ได้ลดลงเลย นี่คือสิ่งที่ต้องคุยกัน หรือปัญหาแรงงานต่างด้าวมีระบบจดทะเบียนทุกปี แต่กลับพบว่าตัวเลขแรงงานเถื่อนกลับยังมากขึ้น เป็นไปได้อย่างไร นี่คือต้องแยกให้ชัดระหว่างงานประจำกับงานยุทธศาสตร์ จึงต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้

เลขาฯ ก.พ.ร. ยืนยันว่า ก.พ.ร.เป็นคนประเมินคนแรกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่มีแน่นอนที่ใครจะแอบส่งผลการประเมินให้กับรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับติดตามส่วนราชการนั้นๆ ได้ง่ายๆ เพราะตัวผลงานจะเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่ แต่คงอาจจะบอกไม่ได้ว่าผู้บริหารหน่วยงานนั้นๆ จะบอกกับรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคนให้คะแนนเป็นจริงหรือไม่ แต่หากปรากฏชัดเจนในแบบประเมินพบว่าทำงานไม่ได้เรื่อง แล้วจะปล่อยให้เป็นปลัดหรืออธิบดีคนนี้ทำงานต่อไปได้อย่างไร

ดังนั้น ในฝ่ายบริหารจะเป็นคนให้ผ่านในท้ายที่สุดว่า ดีมาก พอใช้ หรือตก ถึงอย่างไรก็ตาม 5 ดัชนีกับเกณฑ์ในการประเมินเหล่านี้คือ ภูมิคุ้มกันเป็นอย่างดีเกี่ยวกับปัญหาการแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม เพราะเกณฑ์ใหม่ครั้งนี้ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จุดอ่อนจุดแข็งการทำงานเป็นอย่างไร และช่วยการแต่งตั้งโยกย้ายจะได้เห็นภาพการทำงาน ดังนั้นการฟ้องร้องต่อศาลปกครองจะได้รู้กันว่าหลักฐานการทำงานเป็นอย่างไร จะไม่มีการใช้ความรู้สึกหรือไม่ชอบหน้ากันก็จะย้ายกันได้ง่ายๆ แต่พอพบว่ามีผลงานเต็ม การโยกย้ายก็ลำบากใจ ดังนั้นทุกคนต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีผลงาน