บิ๊กโย่ง : อยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 เมษายน 2559 เวลา 07:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/427059

บิ๊กโย่ง : อยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ

โดย…ชนิกา สุขสมจิตร

กว่า 8 เดือนแล้วกับการทำหน้าที่ รมว.พลังงาน ของ “บิ๊กโย่ง” พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ท่ามกลางประเด็นร้อนๆ ต้องผลักดันไปสู่เป้าหมาย “โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสสัมภาษณ์ พล.อ.อนันตพร ถึงการทำงานที่ผ่านมาและสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

พล.อ.อนันตพร เกริ่นนำว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานมีหน้าที่นำนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยที่ผ่านมาได้ยึดหลัก 3 ด้าน คือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ในการขับเคลื่อนผ่านแผนบูรณาการพลังงานระยะยาว พ.ศ. 2558-2579 ประกอบไปด้วย แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) แผนอนุรักษ์พลังงาน แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง

“ความมั่นคงด้านพลังงาน คือ การมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอสำหรับประชาชน ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และท่องเที่ยว ส่วนความมั่งคั่ง คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงาน การดูแลราคาพลังงาน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และค่าไฟฟ้า ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้และผู้ผลิต ในขณะที่ความยั่งยืน หมายถึงการส่งเสริมพลังงานทดแทน และใช้พลังงานที่มีการปล่อยมลพิษในระดับเหมาะสม รวมทั้งการรักษาสมดุลระหว่างการมีไฟฟ้าใช้กับสิ่งแวดล้อม” พล.อ.อนันตพร กล่าว

พล.อ.อนันตพร บอกว่า ปัจจุบันกระทรวงพลังงานไม่ได้มีอำนาจเหมือนตอนตั้งขึ้นมาใหม่ๆ เพราะได้แยกการบริหารออกเป็น 2 ส่วน คือ ด้านการจัดวางนโยบาย กระทรวงพลังงานจะเป็นผู้ดูแล และด้านการกำกับดูแลจะมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระเข้ามารับผิดชอบ ดังนั้น กระทรวงจึงมีหน้าที่เพียงการติดตามงานของเรกูเลเตอร์ ซึ่งมีทั้งสอบถามและให้ความเห็น แต่ไม่เคยเข้าไปแทรกแซง

“การทำงานของผมไม่ได้ชี้โน่นชี้นี่อะไรได้ ต้องปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล มีเรกูเลเตอร์ดูแล มีหลายคนชอบต่อว่า รมว.พลังงาน ใช้ดุลพินิจ ใช้อำนาจ ผมมาอยู่ที่นี่ไม่เคยใช้อำนาจ มีแต่ประชุมเสร็จก็เอามาให้ผมเซ็นประกาศ เว้นแต่บางเรื่องที่ผมไม่เห็นด้วยก็ให้ไปแก้แล้วนำกลับมาเสนอใหม่ ซึ่งผมมีเหตุผลที่ทักท้วงเพื่อให้เกิดความรอบคอบ แต่ถ้าเขายังยืนยันก็ต้องมาว่ากันด้วยเหตุด้วยผล มาคุยกัน” พล.อ.อนันตพร กล่าว

เมื่อถามว่าการทำงานที่ผ่านมา 8 เดือน มีความหนักใจและยังเป็นข้อกังวลอยู่ พล.อ.อนันตพร ตอบว่า มีอยู่สองเรื่อง คือ กฎหมายปิโตรเลียม และการสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนพีดีพี โดยเฉพาะในประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะทั้งสองเรื่องยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

“ผมชอบทำงานตามแผนที่วางไว้ ช้านิดหน่อยไม่เป็นไร เหมือนมีเคพีไอเป็นของตัวเอง แต่ก็ต้องยอมรับว่าความล่าช้าของนโยบายพลังงานบางครั้งก็มาจากปัจจัยภายนอก”

พล.อ.อนันตพร อธิบายว่า ในเรื่องการร่างกฎหมายปิโตรเลียมและการบริหารสัมปทานปิโตรเลียมที่หมดอายุก็ถือว่าเดินตามกรอบที่วางไว้ โดยร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม ขณะนี้ใกล้จบรอเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. สาระสำคัญได้เพิ่มแนวทางการบริหารแหล่งปิโตรเลียมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบสัมปทาน ระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) และระบบจ้างผลิต ซึ่งอยากให้ทุกฝ่ายไว้ใจการทำกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาก็คุยกันมาแล้วหลายรอบ โดยคาดว่าร่างกฎหมายจะเข้า สนช.ได้ประมาณเดือน มิ.ย.นี้

“หากทุกอย่างจบหมดแล้ว ก็สามารถประกาศเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ได้ และมั่นใจว่าจะประกาศได้ภายในปีนี้แน่นอน ส่วนจะมีผู้สนใจมากน้อยแค่ไหนนั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกใช้แนวทางใด และจะมีแปลงไหนให้สำรวจบ้าง”

ขณะที่ประเด็นการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งอยู่ในแผนพีดีพีนั้น พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการ กำหนดจะสร้าง 2 แห่งแรก คือ โรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าเทพาจ.สงขลา แม้ว่าจะยังมีกระแสการต่อต้านอยู่ แต่ก็ต้องเดินหน้าตามแผนพีดีพีที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน อยากให้มองในภาพรวมเชิงตัวเลข เพราะโรงไฟฟ้าทั่วโลกมีทั้งถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วก็มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

“ถ้าถามผมว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินดีมั้ย หากเป็นสมัยก่อนไม่ดี แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนามากขึ้น ทั้งจากญี่ปุ่น หรือเยอรมัน ผมไม่ได้บอกดีหรือไม่ดี แต่ต้องเข้าใจว่า ค่าไฟฟ้าไทยเฉลี่ย 3 บาท/หน่วย ถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ไปสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซ โซลาร์เซลล์ พลังงานลม ก็ได้ แต่หลักการบริหารเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าต้องเฉลี่ยความเสี่ยงให้มีความหลากหลายของเชื้อเพลิง จริงๆ แล้วอยากให้มีโรงไฟฟ้าทุกภาคเพื่อใช้ให้เพียงพอ อย่างภาคใต้ ปัจจุบันต้องดึงไฟฟ้าภาคกลางลงไปเสริม 600-700 เมกะวัตต์ ถ้าไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ แล้วจะให้สร้างที่ไหนบอกมาเลย ไปตกลงกันทั้งภาคบอกมาเลย และที่ต้องสร้างที่กระบี่เพราะมีโรงไฟฟ้าเก่า ลงทุนไม่มาก และใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ส่วนจะถึงขั้นใช้มาตรา44 เข้าไปกำกับหรือไม่นั้น คงไม่ถึงขั้นนั้น แค่ใช้ความจริงใจ ใช้ความบริสุทธิ์ใจ การอธิบาย ถ้าคนในพื้นที่เข้าใจก็จบแล้ว” พล.อ.อนันตพร ย้ำ

ชงบรรจุหลักสูตรพื้นฐาน ‘ปฏิรูปพลังงาน’

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการปฏิรูปพลังงานยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมาการปฏิรูปพลังงานในประเด็นต่างๆ ก็มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เริ่มมาตั้งแต่เมื่อมีเรกูเลเตอร์ การแก้กฎหมายพลังงาน การปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรม และที่ผ่านมาได้มีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันให้เกิดความเป็นธรรมไปแล้ว ทั้งปรับอัตราภาษีสรรพสามิต ปรับอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งการปรับลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ตลอดจนการเปิดเสรีนำเข้าก๊าซ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยู่ในยุทธศาสตร์พลังงานที่กำหนดไว้

พล.อ.อนันตพร เสนอว่า การปฏิรูปพลังงานนั้นในหลักการควรเริ่มที่ภาคการศึกษา ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการต้องบรรจุอยู่ในหลักสูตรพื้นฐานการเรียนเพื่อให้มีความเข้าใจ ทั้งไฟฟ้า น้ำมัน และก๊าซ มีปริมาณในประเทศเท่าไหร่ จริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทราบ แต่บางครั้งโลกการส่งข้อความผ่านสื่อออนไลน์ โลกโซเชียลก็ทำให้เกิดความเชื่อที่ผิดๆ ได้ เช่น หลายครั้งมีการรายงานว่าประเทศไทยมีน้ำมันเยอะ ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริง แต่เมื่อมีการใส่ข้อมูลหลายครั้งก็ทำให้หลงเชื่อได้

ขณะที่การปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงนั้น พล.อ.อนันตพร บอกว่า แผนพีดีพีกำหนดเป้าหมายที่จะมีโรงไฟฟ้าถ่านหินคิดเป็นสัดส่วนเพิ่มเป็น 22% ในอีก 20 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันอยู่ที่ 18% ซึ่งถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชียที่มีสัดส่วนโรงไฟฟ้าถ่านหินเฉลี่ย 70% และแม้ว่าอีก 10-15 ปีข้างหน้า ประเทศเหล่านั้นจะมีแผนลดสัดส่วนของโรงไฟฟ้าถ่านหินลงแต่ก็ยังสูงกว่า 50% ขณะเดียวกันไทยจะลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลง และเพิ่มการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน

 

ถ้าให้ระเบิดคอนผีหลง ไทยเสียดินแดน-ขายชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 เมษายน 2559 เวลา 07:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/426948

ถ้าให้ระเบิดคอนผีหลง ไทยเสียดินแดน-ขายชาติ

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ประเทศจีนพยายามดำเนินโครงการ “ปรับปรุงร่องน้ำ” ในแม่น้ำโขงอีกครั้ง โดยเมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา สำนักข่าวซินหัวได้รายงานความคืบหน้าว่า จีนจะร่วมมือกับ 5 ประเทศสมาชิกลุ่มน้ำโขง เพื่อพัฒนาช่องทางการจัดส่งหลักในเส้นทางแม่น้ำล้านช้าง (แม่น้ำโขง)

“เร็วๆ นี้จะมีการขุดลอกเพื่อเปิดทางให้เรือระวางน้ำหนัก 500 ตัน สามารถเดินทางในแม่น้ำโขงได้ตลอดทั้งปี” รายงานข่าวสำนักข่าวซินหัว ระบุ

วรศักดิ์ มหัทธโนบล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา อธิบายว่า ที่ผ่านมาจีนต้องการใช้แม่น้ำโขงในการคมนาคม แต่มีอุปสรรคเรื่องเกาะแก่ง เป็นเหตุให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตัน แล่นได้เพียงปีละ 6 เดือน ในช่วงฤดูน้ำหลากหรือฤดูฝนเท่านั้น

หากต้องการให้เรือแล่นได้ตลอดทั้งปี คือ 12 เดือน ในทางวิชาการก็คือต้อง “ปรับปรุงร่องน้ำ” ซึ่งคำนี้ครอบคลุมการดำเนินการหลายอย่างในแม่น้ำ และเป็นข้อตกลงร่วมกันของประเทศที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ แต่ในกรณีนี้คือการ “ระเบิดเกาะแก่ง” ในแม่น้ำโขง

สำหรับโครงการปรับปรุงร่องน้ำลึกในแม่น้ำโขงแบ่งออกเป็น 3 เฟส เฟสที่ 1 จะปรับปรุงเพื่อให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตันแล่นได้ตลอดทั้งปี เฟสที่ 2 คือเรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 300 ตัน และเฟสที่ 3 คือเรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 500 ตัน

“เวลาพูดถึงการปรับปรุงร่องน้ำ สิ่งที่ต้องรู้คือเมื่อปรับปรุงไปแล้วแรงไหลของน้ำจะเพิ่มขึ้นหรือจะเปลี่ยนแปลงไป ก็ต้องศึกษาว่าแรงน้ำที่มันแรงขึ้นจะส่งผลกระทบด้านอื่นๆ หรือไม่ เช่น ทำให้ตลิ่งสองข้างทางพังหรือไม่ ซึ่งในกรณีของแม่น้ำโขงมีการศึกษาแล้วว่าจะทำได้เพียงเฟส 1 เท่านั้น หากทำเฟส 2-3 จะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลิ่งจะพัง

“แต่ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่จีนปฏิรูปเศรษฐกิจ สรณะของจีนคือความโลภ ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จีนจะเดินหน้าเฟส 2-3 ต่อ” ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนประเมินความน่าจะเป็น

อาจารย์วรศักดิ์ ให้ภาพต่อไปว่า ทุกวันนี้จีนระเบิดเกาะแก่งปรับปรุงร่องน้ำให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 100 ตันไปหมดแล้ว เหลือแต่คอนผีหลง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เพียงจุดเดียวเท่านั้นที่ยังทำไม่ได้

นอกจากนี้ เกาะแก่งที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือในแม่น้ำโขงอยู่ในเมียนมา 2 จุด (ระเบิดไปแล้ว) อยู่ในไทยอีก 1 จุด (คอนผีหลง อ.เชียงแสน) และอยู่ในลาวมากที่สุดคือ 9 แห่ง ซึ่งภายหลังมีข้อตกลงระหว่างประเทศ ปรากฏว่ามี “จีน” และ “ไทย” เพียง 2 ประเทศเท่านั้น ที่กระตือรือร้นอยากให้ระเบิด เพราะจะได้ประโยชน์ทั้งคู่

“ในขณะนั้นการพัฒนาเศรษฐกิจของเมียนมา และลาวยังไม่เติบโตเท่าทุกวันนี้ แต่ที่สุดแล้วเมียนมากับลาวก็ยอมให้ระเบิด ปรากฏว่าจากเกาะแก่งทั้งหมด 12 จุด มีการระเบิดไป 11 จุด เหลือเพียง 1 จุด ที่ยังไม่ระเบิดก็คือคอนผีหลง เชียงแสน ซึ่งเป็นแผ่นหินกลางน้ำขนาดมหึมาค่อนมาทางฝั่งไทย

“ประเด็นสำคัญก็คือในการปักปันเขตแดน (ในกรณีนี้ก็คือไทย-ลาว) จะใช้ร่องน้ำลึกเป็นตัวชี้วัด หากมีการระเบิดก็จะส่งผลให้ร่องน้ำลึกเปลี่ยน ซึ่งจะกระทบต่อเขตแดน ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนตรงแม่น้ำนั้น” วรศักดิ์ ชี้ประเด็น

ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษารายนี้ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในสมัยทักษิณ รัฐบาลไทยเคยยินยอมให้ระเบิดเกาะแก่งบริเวณดังกล่าว แต่กระทรวงกลาโหมได้ทำเรื่องคัดค้าน โดยระบุว่า หากปล่อยให้จีนระเบิดเกาะแก่ง ร่องน้ำลึกก็จะขยับเข้ามาทางประเทศไทย ไทยก็จะเสียดินแดน นั่นทำให้ทักษิณสะดุ้งและสั่งห้ามดำเนินการ เพราะหากทำจนเกิดการเสียดินแดนไป ไม่ว่าจะเป็นที่รักของประชาชนอย่างไรก็คงจะไม่ได้รับเลือกตั้งกลับมาอีก

“คอนผีหลงนี้ใหญ่มาก ทุกวันนี้กลายเป็นอุปสรรคในการเดินเรือของจีน แล้วผมขอบคุณธรรมชาติที่สร้างมาไม่ให้เราระเบิด” วรศักดิ์ ระบุ

วรศักดิ์ กล่าวว่า หากประเทศไทยยินยอมให้จีนระเบิดคอนผีหลงจะสูญเสียดินแดนเป็นบริเวณที่ใหญ่มาก แผ่นดินไทยจะร่นเข้ามา เมื่อคอนผีหลงหายไปประเทศลาวก็จะได้แม่น้ำโขงไปมหาศาล คือคอนผีหลงมันใหญ่และยาวมาก ที่เห็นๆ กันใน อ.เชียงแสน คือจุดที่เป็นเกาะชัดๆ แต่ข้างใต้น้ำนั้นมันเป็นหินยาวอีกหลายกิโลเมตร ถ้าปรับปรุงร่องน้ำก็ต้องระเบิดทิ้งทั้งหมด

“ถามว่าลาวกับจีนรู้นัยเรื่องความมั่นคงหรือไม่ เขารู้หมด จริงๆ จีนก็รู้ว่าถ้าระเบิดคอนผีหลงแล้วก็จะเป็นอย่างนี้ แต่รัฐบาลไทยไม่พูดเอง แล้วยังทำทีว่าอยากจะระเบิดอีก คือนักการเมืองไทยคิดแต่กำไรอย่างเดียว แต่ฝ่ายความมั่นคงเขารู้กันมานานแล้ว แต่เขาก็ไม่พูด แต่พอถึงเวลาที่รัฐบาลทักษิณจะทำเขาเลยต้องคัดค้าน

“ทีนี้พอไทยบอกกับจีนไปว่าระเบิดไม่ได้ จีนเขาก็รู้อยู่ เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าเกิดลักไก่ได้มันก็ได้ประโยชน์ เกิดไทยเสียดินแดนขึ้นมา จีนก็บอกว่าไม่รู้ ช่วยไม่ได้ แล้วยอมให้ระเบิดทำไม เพราะว่ากันตามตรงเป็นจีน จีนก็คงไม่ให้ระเบิด ตราบใดความคิดรัฐประชาชาติยังไม่หมดไปจากโลกนี้ เกาะนี้จะระเบิดไม่ได้ ยกเว้นใครจะขายชาติก็อีกเรื่อง” อาจารย์จุฬาฯ ระบุ

อย่างไรก็ดี อธิบายเพิ่มเติมว่า ในสมัยทักษิณแม้เอ็นจีโอจะประท้วงเรื่องนี้ แต่รัฐบาลไม่ยอมฟัง แต่พอกระทรวงกลาโหมทักท้วงนายกฯ ทักษิณจึงยอมรับ  ฉะนั้น วรศักดิ์ เห็นว่าหากรัฐบาลปัจจุบันยอมให้ระเบิดคอนผีหลง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เตรียมโดนกระทืบ เพราะจะเท่ากับขายชาติ

ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จีนจะระเบิดเกาะแก่งเพื่อเปิดทางสำหรับเรือรบ? วรศักดิ์ มองไม่เห็นเหตุผลที่จีนจะทำเช่นนั้น เพราะจีนไม่ได้เป็นศัตรูกับเมียนมา ลาว หรือไทย ถึงแม้จีนจะมีโครงการปรับปรุงร่องน้ำให้เรือระวางน้ำหนักไม่เกิน 500 ตัน แต่ก็คงไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้

“ถ้าจีนจะปรับปรุงร่องน้ำให้เรือระวางไม่เกิน 500 ตันจริง มีปัญหาแน่ เพราะกรมเจ้าท่าเคยบอกผมเองว่าให้ได้ไม่เกิน 100 ตัน แต่เรื่องนี้ผมก็เพิ่งทราบ และข่าวก็สั้นมากและยังไม่มีรายละเอียดเท่าใด จึงต้องดูก่อนว่า 500 ตันนี่อยู่บนเงื่อนไขอะไร และอยู่ตรงไหน แต่ถ้าจีนทำจริง เขาจะได้ประโยชน์จากการค้าได้อีกมหาศาล” อาจารย์วรศักดิ์ ระบุ

นอกจากเรื่องเกาะแก่งแล้ว จีนยังออกแรงผลักดันโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมเส้นทางคมนาคม ในมุมของวรศักดิ์ มองว่า แม้โดยหลักการไทยต้องการให้โครงการนี้เกิด แต่ถ้าถามถึงความจำเป็นตอนนี้คิดว่าทุกฝ่ายได้ข้อสรุปเหมือนกันว่ายังไม่จำเป็น

“สมมติสร้างรถไฟฟ้าทางคู่ ถ้าทำได้ในประเทศไทยซึ่งมีขนาดเล็ก คุณได้รถไฟทางคู่ที่มีความเร็ว 160-180 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผมว่าคนไทยก็มีความสุขแล้ว เพราะปัจจุบันเป็นทางเดี่ยว ความเร็วสูงสุด 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง

“กรณีนี้สำหรับจีนแล้วเขาคิดต่างกับไทยอยู่เรื่องหนึ่ง คือถ้าไทยทำเขาก็อยากให้ทางลาวทำด้วย เพราะจะได้เชื่อมต่อกัน เป็นเรื่องของการค้า เรื่องเส้นทางสายไหมของเขาแต่สำหรับไทย แม้ว่าลาวทำหรือไม่ทำ ก็ไม่มีความหมายต่อไทย ขอแค่ไทยมีทางคู่เฉพาะใช้ภายในประเทศ ผมคิดว่ามันก็คุ้มค่าแล้ว เพราะประชาชนรอคอยมาหลายสิบปีแล้ว”

วรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ว่าจีนจะสร้างหรือญี่ปุ่นจะสร้าง เป็นเรื่องของรายละเอียด และเงื่อนไขการลงทุน แต่หากไม่ทำทางคู่ ไทยจะมีปัญหาในอนาคตในระยะยาว ส่วนกระแสที่บอกว่าก่อนหน้านี้ลาวจะสร้างแล้วไม่สร้างนั้น เล่าลือกันว่าจีนมีเงื่อนไขอันหนึ่งคือขอบริหารพื้นที่ซ้ายขวาของทางรถไฟข้างละ 5 กิโลเมตร และขอเอาครอบครัวจีนมาอยู่ 5 หมื่นครอบครัว

“เรื่องนี้ผมก็ตรวจสอบจากทางจีน จีนก็ปฏิเสธว่าไม่รู้ว่าข่าวนี้มาได้อย่างไร แต่เขาวิเคราะห์ให้ฟังว่าเป็นเพราะปัจจุบันคนลาวไม่ชอบคนจีน เพราะมันเข้ามาเยอะแล้ว พอจะสร้างทางเลือกนี้มันก็มีการเล่าลือกันไปต่างๆ นานา

“แต่ผมคิดว่าเรื่องที่น่าคิดและคิดว่าอาจจะมีมูลก็คือเรื่องสองข้างทาง ซึ่งทุกประเทศเวลาเจรจาการลงทุนในเรื่องนี้ เขาก็จะเจรจาด้วยว่าสองข้างทางนี้ใครจะเป็นคนบริหารจัดการ มันไม่ใช่เรื่องแค่การตั้งสถานีเพียงอย่างเดียว เพราะพอคุณตั้งสถานีแล้วมันก็จะเกิดชุมชนขึ้นมา ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศจะตกลงกันอย่างไร” อาจารย์ศูนย์จีนศึกษา ระบุ

 

ก.ล.ต.หมดยุค เสือกระดาษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

15 เมษายน 2559 เวลา 11:09 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/426699

ก.ล.ต.หมดยุค เสือกระดาษ

โดย…ยินดี ฤตวิรุฬห์

สํานักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยุคที่มี “รพี สุจริตกุล” เป็นเลขาธิการสำนักงาน เฉียบคมเด็ดขาด เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้านอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องการออกประกาศ กติกาการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) การเสนอขายหุ้นเฉพาะเจาะจง (พีพี) และล่าสุดการออกประกาศลงโทษทั้งส่งฟ้องและเปรียบเทียบปรับผู้ที่กระทำไม่เหมาะสมออกมาอย่างต่อเนื่อง

“ศักรินทร์ ร่วมรังษี” ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. ซึ่งรับผิดชอบดูแลในเรื่องกฎหมาย เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงาน ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการแก้ไขกฎหมายหลักทรัพย์ ซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลที่อยู่ระหว่างการทบทวนกฎหมายเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ทั้งนี้กฎหมายที่มีการทบทวนและแก้ไขนั้นเพื่อสนับสนุนแผนพัฒนาตลาดทุนด้วย

สำหรับกฎหมายที่อยู่ระหว่างดำเนินการมีหลายเรื่อง อาทิ การนำมาตรการทางแพ่งมาใช้ดูแลและทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ที่มีการนำมาตรการทางแพ่งมาใช้ในการพิจารณาคดีความผิดที่เกิดขึ้นในตลาดทุน ซึ่งขณะนี้กฎหมายดังกล่าวได้ส่งไปที่กระทรวงการคลังแล้วและรอเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่สภา คาดว่ากฎหมายฉบับนี้จะออกมาได้ทันใช้ในปี 2559

“มาตรการทางแพ่งเมื่อมีผลบังคับใช้จะครอบคลุมความผิดทั้งในเรื่องการปั่นหุ้น ใช้ข้อมูลภายในหาผลประโยชน์ (อินไซเดอร์) การให้ข้อมูลเท็จ และกรรมการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ทำผิดต่อหน้าที่”

มาตรการทางแพ่งนั้นจะมีทั้งโทษปรับและโทษจำ คือโทษทางอาญายังมีอยู่และกำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากตลาดทุน จะถูกเรียกคืนผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่ไม่เหมาะสม และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการทำคดี จากเดิมที่รัฐออกค่าใช้จ่ายและยังมีมาตรการห้ามเข้ามาเป็นคนในตลาดทุน เช่น เป็นกรรมการบริหารรวมถึงห้ามเข้ามาซื้อขายในตลาดทุนด้วย

“การนำมาตรการทางแพ่งมาดูแลผู้กระทำความผิดนั้น ในโทษปรับ คนทำผิดจะเจอถึง 3 เด้ง เช่น เจอโทษปรับ 2 เท่าของผลประโยชน์ที่เกิดขึ้น และถูกริบผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกลับมาด้วย เช่น ได้ผลประโยชน์จากการทำผิด 100 ล้านบาท เจอโทษปรับ 2 เท่า คือ 200 ล้านบาท และเมื่อรวมกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นเท่ากับว่าผู้ทำผิดจะเจอไป 300 ล้านบาท”

ทางด้านขั้นต้นการดำเนินคดี มาตรการทางแพ่งจะผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาลงโทษทางแพ่ง ซึ่งในคณะกรรมการชุดนี้จะมีตัวแทนจากอัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงาน ก.ล.ต. หากคนทำผิดยอมรับผิด ก็จะมีการเปรียบเทียบปรับ การลงโทษถือว่าจบ คดีอาญาจบ แต่หากไม่ยอมรับผิดก็จะถูกกล่าวโทษและส่งให้ศาลแพ่งพิจารณาต่อไป คาดหวังอย่างมากว่าการนำมาตรการทางแพ่งมาใช้จะทำให้การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนจะเสร็จได้รวดเร็วมากขึ้น หรือ 1-2 ปีจบคดีได้ จากอดีตที่ใช้ทางอาญาเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะใช้เวลานานมาก เพราะต้องพิสูจน์หลักฐานไม่มีข้อสงสัย

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขเกี่ยวกับฐานความผิดการกระทำไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหุ้น ในมาตรา 238, 239, 240, 241 และ 243 โดยเฉพาะในมาตรา 238 ที่หากผู้บริหาร บจ. ผู้บริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ให้ข้อมูลเท็จ ให้ข้อมูลที่มีผลต่อราคาหุ้น และให้ข้อมูลประชาชนเป็นเท็จ รวมถึงนักวิเคราะห์หากมีการคาดการณ์ในอนาคต บนข้อมูลเท็จก็จะมีความผิดและจะครอบคลุมถึง
ฟรอนต์รันนิ่ง คือ รวมถึงผู้จัดการกองทุนหรือผู้บริหาร บลจ. หากมีการซื้อขายหุ้นดักหน้า หรือนำหน้าที่ไปซื้อขายหุ้นก็จะมีความผิดตามกฎหมายด้วย ความผิดจะพอๆ กับการปั่นหุ้น และเป็นโทษทางอาญา จากเดิมที่เป็นเรื่องของความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมเท่านั้น

นอกจากนั้น นอมินี คือบุคคลที่ยอมให้คนอื่นใช้ชื่อเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นและมาใช้ในการทำผิดก็จะถือว่าผิดทางอาญาด้วย และการนำข้อมูลที่ล่วงรู้ว่าจะมีการซื้อขายหุ้นรายการขนาดใหญ่ หากมีบุคคลที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลมาหาประโยชน์ เช่น บริษัทที่ปรึกษากองทุน บล. หรือคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะถือว่าผิดกฎหมาย

ศักรินทร์ กล่าวว่า กฎหมายใหม่จะเข้าไปดูแลถึงการซื้อขายที่ตั้งด้วยระบบในการตัดสินใจและมีผลกระทบต่อราคาหุ้นรุนแรง (โปรแกรมเทรด) ก็จะมีความผิดทางอาญาด้วยเพราะถือว่าสร้างความเสียหายให้กับตลาดอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้ว ซึ่งสหรัฐอเมริกาเองก็ใช้กฎหมายนี้แล้ว

สำหรับการแก้ไขในเรื่องบทบาทหน้าที่ของกรรมการ กรณีเมื่อถูกกล่าวโทษแล้ว จะต้องห้ามเป็นบุคคลในตลาดทุน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาและจะมีการรับฟังความคิดเห็น จากเดิมเมื่อผู้บริหาร บจ.ถูกกล่าวโทษ ถือว่ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสม และขาดคุณสมบัติ แต่ที่ผ่านมา จะมีการแยกระหว่างผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. (ไลเซนส์) เช่นกรณีบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักลงทุน หากถูกกล่าวโทษจะไม่เหมาะสมทันที แต่ในกรณีของ บจ.ยังไม่เข้มข้นเท่าและให้อยู่ในกลไกของการยอมรับกันเองคือ ผู้ถือหุ้น หรือองค์กร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อยกระดับให้เท่ากับบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตคือมีผลทันทีหากถูกสำนักงานกล่าวโทษ ก็ให้ถือว่าขาดคุณสมบัติ ด้านผู้บริหาร บจ.จะต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้น ตลาดหุ้นมีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศและถือว่าเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ ดังนั้นการเข้ามาเป็นผู้บริหาร บจ.จะต้องมีความรับผิดชอบที่เข้มข้นขึ้นด้วย

ตอนนี้จะเห็นการเปรียบเทียบปรับหรือการส่งฟ้องจำนวนมาก เพราะงานด้านกฎหมายและการกำกับจะขึ้นตรงกับเลขาธิการ ก.ล.ต. ดังนั้นกระบวนการต่างๆ ในเรื่องของการตัดสินใจจะรวดเร็วและเด็ดขาดมากขึ้น ประกอบกับระยะเวลาของการดำเนินการต่างๆ ที่ดำเนินการงานเสร็จสิ้นพอดี

 

“สมควร นกหงษ์” พิสูจน์แกร่งทุนท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 เมษายน 2559 เวลา 13:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/426577

"สมควร นกหงษ์" พิสูจน์แกร่งทุนท้องถิ่น

โดย…จะเรียม สำรวจ

หากพูดถึงห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงในภาคตะวันออกหลายคนคงจะนึกถึงห้างสรรพสินค้า “แหลมทอง” แม้ว่าการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกจะมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ทั้งจากกรุงเทพฯ และต่างชาติเข้ามาเปิดให้บริการห้างค้าปลีกทั้งในรูปแบบห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้า แต่ห้างสรรพสินค้าแหลมทองก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้

นั่นเพราะกลยุทธ์การตลาดที่เน้นไปที่คนท้องถิ่น ทำเพื่อคนท้องถิ่น และทำห้างให้มีความแตกต่างไปจากคู่แข่ง เพื่อให้น่าเดินน่าช็อปปิ้ง จึงทำให้ห้างสรรพสินค้าแหลมทองอยู่คู่กับคนภาคตะวันออกมาจนถึงทุกวันนี้

จากความสำเร็จของห้างสรรพสินค้าแหลมทองที่ สมควร นกหงษ์ ประธานบริหาร ในเครือแอลที กรุ๊ป เจ้าพ่อการค้าแห่งภาคตะวันออกได้รับนั้น พิสูจน์ได้จากปัจจุบันธุรกิจของสมควรไม่ได้หยุดอยู่แค่ห้างสรรพสินค้าแหลมทอง 2 สาขาที่แบ่งให้ลูกๆ ทั้งสองคนดูแลเท่านั้น คือ ปัทมาพร นกหงษ์  ดูแลห้างสรรพสินค้าแหลมทอง ระยอง ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นแพชชั่น บาย แหลมทอง ระยอง

สำหรับห้างสรรพสินค้าแหลมทองอีก 1 สาขา คือ ห้างสรรพสินค้าแหลมทองบางแสน สมควรได้มอบหมายให้ลูกชาย คือ ปราการ นกหงษ์ เป็นผู้ดูแลควบคู่ไปกับธุรกิจในเครืออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการด้านไอทีภายใต้ชื่อ ตึกคอม ธุรกิจศูนย์การค้าฮาร์เบอร์ ธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ภายใต้แบรนด์ บาร์โคนี ธุรกิจสำนักงานให้เช่า ฮาร์เบอร์ ออฟฟิศ และสแควร์ ออฟฟิศ ธุรกิจผู้ให้บริการเช่าสื่อป้ายโฆษณา w@bkit และธุรกิจศูนย์กลางกิจกรรมความบันเทิงของครอบครัว ฮาร์เบอร์แลนด์, ดีฟ และจัมพ์เอ็กซ์แอล เป็นต้น

สมควร เล่าว่า เหตุผลที่หันเข้ามาทำธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบต่างๆ เพราะลูกชาย คือ ปราการ นกหงษ์ ชอบและอยากมีธุรกิจค้าปลีกเป็นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นความใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก หลังจากได้พาไปเที่ยวห้างเซ็นทรัล สีลม เมื่อตอนเด็ก ปราการ ลูกชายชอบมาก เมื่อโตมาเรียนจบเลยขอทำเลยตามใจลองทำดู ซึ่งหลังทำก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ก่อนหน้าที่ สมควรจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกได้ผ่านประสบการณ์การทำงานมาหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการทำนา ขายน้ำแข็งไส ขายฝรั่งดอง หรือทำปลาหมึกส่งให้ห้างค้าปลีก ถือเป็นการต่อสู้ที่ผ่านมาทุกอุปสรรค

“ตอนผมอายุ 27 ปี ผมมีอาชีพเป็นชาวนา ซึ่งหากจะให้เล่าย้อนกลับไปถึงช่วงที่เริ่มทำธุรกิจจริงๆ ก็ตอนเริ่มทำน้ำแข็งไส ทดลองทำได้ 6 เดือน ก็ออกมาขายฝรั่งดอง อาชีพนี้ทำนานหน่อย หลังจากขายฝรั่งดองได้ 6 ปี ก็ออกมาขายปลาหมึกส่งให้กับห้าง ธุรกิจนี้ทำได้นาน 7-8 ปี เหมือนกัน พอทำมาพักใหญ่ก็เริ่มมีเงิน และหันมาซื้อที่ดินเก็บไว้ เพราะราคาที่ดินตอนนั้นไม่แพง”

เหตุผลที่ สมควรเลือกที่จะซื้อที่ดินสะสมไว้มากๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากความชอบ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมีที่ดินสะสมไว้จำนวนมากๆ ทำให้ร่ำรวย และสามารถต่อยอดนำไปทำธุรกิจอะไรต่างๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งจากความชอบดังกล่าว ปัจจุบัน สมควรมีที่ดินเปล่าเพื่อรอการพัฒนาใน จ.ระยองและชลบุรีไม่ต่ำกว่า 1,000 ไร่

“ผมเริ่มซื้อที่ดินสะสมมาตั้งแต่อายุ 35 ปี ที่ดินผืนแรกที่ซื้อมา คือ ย่านศรีราชาจำนวน 38 ไร่ ที่ซื้อที่ดินได้เยอะ เพราะราคาที่ดินในสมัยนั้นราคาไม่แพง พอมีเงินก็เลยซื้อเก็บไว้เลย ซึ่งหลังจากมีที่ดินหลายแปลงสะสมไว้ในหลายพื้นที่ ผมก็เริ่มเอามาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบบ้านจัดสรรภายใต้ชื่อ หมู่บ้านแหลมทอง มีจำนวนยูนิตที่ขายทั้งหมดประมาณ 100 ยูนิต ซึ่งหลังจากเปิดตัวโครงการและเปิดขายก็ได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ผมคิดว่าผมมีดวงเรื่องอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบที่อยู่อาศัย พอเห็นที่ดินตรงไหนสวยก็ซื้อเลย”

หลังจากประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีกับโครงการหมู่บ้านแหลมทอง สมควรก็เดินหน้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยอื่นๆ ตามมาอีกหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม  เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ห้างค้าปลีก อาคารสำนักงาน ตลอดจนโรงแรม ซึ่งกระจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ใน จ.ระยอง ชลบุรี อุดรธานี และขอนแก่น

เมื่อถามถึงความยากง่ายระหว่างการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบที่อยู่อาศัย และห้างค้าปลีก สมควรบอกว่าทั้งสองธุรกิจไม่ค่อยมีความแตกต่างกัน เพราะไม่ว่าจะธุรกิจไหนก็ต้องทำเพื่อลูกค้า และทำให้ลูกค้ามีความสุข ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ สมควรก็มีแนวคิดที่จะนำที่ดินจำนวน 350 ไร่ ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มาพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสที่ผสมผสานระหว่างโครงการที่อยู่อาศัยและห้างค้าปลีกเข้าไว้ด้วยกัน

นอกจากจะมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ แล้ว สมควรยังมีธุรกิจรถทัวร์ ภายใต้ชื่อ ศรีราชาทัวร์ วิ่งรับส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ-ศรีราชา กรุงเทพฯ-บางแสน กรุงเทพฯ(เอกมัย)-แหลมฉบัง กรุงเทพฯ(หมอชิต)-แหลมฉบัง กรุงเทพฯ(สายใต้ใหม่)-แหลมฉบัง และเส้นทางภาคใต้  เป็นต้น

“ธุรกิจรถทัวร์ตอนนี้การแข่งขันสูง เพราะมีรถตู้เข้ามาตีตลาด ทำให้เราต้องปรับตัวในบริษัท ด้วยการเพิ่มรูปแบบรถให้มีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นรถมินิบัส หรือรถตู้ ซึ่งปัจจุบัน ศรีราชาทัวร์ ของเรามีรถที่วิ่งให้บริการลูกค้าตามเส้นทางต่างๆ กว่า 100 คัน โดยในส่วนของรถทัวร์ก็ได้ปรับรูปแบบการให้บริการเพิ่มเป็นแบบเช่าในราคาไม่แพง คือ วันละประมาณ 8,000 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการอื่นให้เช่ารถทัวร์วันละประมาณ 9,000-1 หมื่นบาท”

จากจำนวนรถทัวร์ที่มีอยู่จำนวนมาก ส่งผลให้สมควรเล็งเห็นโอกาสในธุรกิจปั๊มแก๊ส เพื่อต่อยอดธุรกิจและรองรับรถทัวร์ของตัวเอง พร้อมกับจำหน่ายให้กับลูกค้า ด้วยการโดดเข้ามาทำธุรกิจปั๊มแก๊สภายใต้ชื่อ แอลที เป็นปั๊มแก๊สขนาดใหญ่ เนื่องจากมีหัวจ่ายให้บริการทั้งหมด 20 หัวจ่าย

“การหันมาทำธุรกิจปั๊มแก๊ส เพราะเราทำธุรกิจรถทัวร์ จากที่เราต้องเสียเงินจำนวนมากให้กับคนอื่น เราเลยทำปั๊มแก๊สของตัวเองดีกว่า และเนื่องจากปั๊มของเราอยู่ใกล้กับท่อส่งแก๊ส เลยทำให้ปั๊มของเราสามารถวางท่อตรงจากแหล่งส่งถึงปั๊มได้โดยตรง ทำให้การเติมแก๊สของปั๊มเราเร็วและแรง จนมียอดขายแก๊สเป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ของไทย”

ด้วยธุรกิจที่หลากหลาย ส่งผลให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมควรทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 18 ชั่วโมง เนื่องจากมีหลายธุรกิจให้ต้องเข้าไปดูแล แม้ว่าปัจจุบันจะก้าวเข้าสู่วัย 74 ปีแล้ว และเริ่มแบ่งธุรกิจให้ลูกๆ ช่วยกันดูแล แต่เขายังคงต้องทำงานหนักเฉลี่ยวันละ 14 ชั่วโมง เพราะเป็นคนชอบทำงาน จึงทำให้ทุกวันที่ได้ทำงานเป็นวันที่มีความสุข

“ผมเป็นคนชอบทำงาน ตอนนี้ก็ยังคงทำงานเหมือนเดิม แต่ก็เริ่มให้ลูกๆ เข้ามาช่วยกันดูแลธุรกิจบ้างแล้ว ซึ่งลูกๆ เขาก็เก่ง เพราะเติบโตมากับธุรกิจ ตอนนี้พออายุมากขึ้นผมก็เริ่มหันมาดูแลสุขภาพมากขึ้น เช้ามาก็ไปออกกำลังกาย พอ 8 โมงก็ไปทำงาน ผมมีความสุขที่ได้ทำงาน ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมไม่เคยป่วย เพราะผมดูแลสุขภาพ ชอบเดิน ซึ่งสถานที่ที่ผมชอบไปเดินก็สวนสุขภาพศรีราชา แม้ว่าตอนนี้ผมจะอายุเยอะ แต่ผมก็จะทำงานต่อไปเรื่อยๆ เพราะเป็นคนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ พอได้ทำงาน ได้พูด ได้คุยแล้วก็ไม่เครียด”

แม้ว่าตอนนี้จะเริ่มวางมือ แต่สมควรก็ยังเป็นเจ้าโปรเจกต์และคงต้องจับตาว่าที่ดินที่เหลืออีกกว่า 1,000 ไร่ จะถูกพัฒนาเป็นอะไรต่อไปเพื่อก้าวที่ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งของเจ้าพ่อการค้าแห่งภาคตะวันออกคนนี้

เคล็ดลับสู้ยักษ์ค้าปลีก

จากการแข่งขันที่รุนแรงของธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกอย่างพัทยาและระยอง ส่งผลให้ผู้ประกอบการห้างค้าปลีกท้องถิ่นอย่างห้างสรรพสินค้าแหลมทอง ต้องออกมาปรับเกมรุกเพื่อรับมือกับสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรง เริ่มต้นด้วยการปรับภาพลักษณ์ของห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยอง ซึ่งมีพื้นที่ค้าปลีก 1.5 ตารางเมตร ให้เป็นศูนย์การค้าที่ทันสมัย ด้วยการใช้งบ 600 ล้านบาท รีโนเวตพื้นที่ค้าปลีกใหม่ทั้งหมด พร้อมกับเปลี่ยนชื่อจากห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยอง เป็น “แพชชั่น บาย แหลมทอง ระยอง”

นอกจากนี้ ยังได้ใช้งบลงทุนอีก 2,000 ล้านบาท สร้างโรงแรมขนาดใหญ่บริเวณด้านหน้าศูนย์แพชชั่น บาย แหลมทอง ระยอง สูง 32 ชั้น จำนวน 288 ห้อง เพื่อสร้างความครบวงจรให้กับธุรกิจค้าปลีก ซึ่งในส่วนของโรงแรมดังกล่าวได้มีการว่าจ้างเชนอินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ล กรุ๊ป เข้ามาบริหารโรงแรม

สาเหตุที่ทำให้ สมควร นกหงษ์ ต้องปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ของห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยอง เนื่องจากการแข่งขันเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น ภายหลังจากยักษ์ค้าปลีกรายใหญ่อย่างบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา หรือซีพีเอ็น เข้ามาเปิดให้บริการศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ระยอง และผู้ที่ต้องมารับหน้าที่สานต่อธุรกิจห้างสรรพสินค้าแหลมทองระยองและธุรกิจโรงแรม ซึ่งจะเปิดให้บริการในปลายปีนี้ คือ ปัทมาพร นกหงษ์ บุตรสาว

อีกหนึ่งพื้นที่ค้าปลีกที่ทำให้สมควรต้องออกมาปรับเกมรุกธุรกิจค้าปลีกท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง คือ พัทยา ด้วยการเปิดตัว “ฮาร์เบอร์ พัทยา” ศูนย์การค้ามหาสนุกที่มาพร้อมฮาร์เบอร์ แลนด์ สวนสนุกในร่มใหญ่ที่สุดในเอเชีย ชูจุดเด่นของการเป็นช็อปปิ้งมอลล์สำหรับครอบครัว ที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อให้กลุ่มครอบครัวเข้ามาเดินช็อปปิ้งและใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกัน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ ได้นำแบรนด์ฮาร์เบอร์เข้าไปแทนที่ห้างสรรพสินค้าแหลมทอง แหลมฉบัง เมื่อปี 2552 เพื่อให้ภาพของห้างสรรพสินค้าแหลมทองมีความทันสมัยตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ ซึ่งผู้ที่เข้ามารับหน้าที่บริหารศูนย์การค้าฮาร์เบอร์ ต่อจากสมควร คือ ปราการ นกหงษ์ บุตรชาย

การออกมาปรับแผนการทำธุรกิจค้าปลีก ด้วยการสร้างความแตกต่างในด้านของบริการและสินค้า โดยเฉพาะในพื้นที่พัทยา เพราะสมควรมองว่า การแข่งขันของห้างค้าปลีกในพัทยามีความรุนแรง เนื่องจากมีศูนย์การค้าขนาดเข้ามาเปิดให้บริการจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา บีช ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าฮาร์เบอร์มอลล์ ศูนย์การค้าไมค์ช็อปปิ้ง มอลล์ พัทยา ห้างบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ห้างเทสโก้ โลตัส  หรือห้างแม็คโคร

นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ยังจะมีศูนย์การค้าขนาดใหญ่เข้ามาเปิดให้บริการเพิ่มอีก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 ของบริษัท สยาม รีเทล ดีเวลล็อปเม้นท์ ในเครือแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือศูนย์ค้าปลีกขนาดใหญ่ในเครือบริษัทของ เจริญ สิริวัฒนภักดี

แม้ว่าการแข่งขันจะรุนแรง แต่ธุรกิจค้าปลีกของสมควรในแต่ละแห่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ในเครือบริษัท ซึ่งจากความสำเร็จที่ได้รับดังกล่าว ส่งผลให้สมควรได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารธุรกิจจาก American Coastline University สหรัฐอเมริกา เนื่องจากเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จดีเด่นในด้านการบริหารธุรกิจจนเป็นที่ยอมรับของวงการนักบริหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะได้มีการบุกเบิกกิจการของของตัวเองตั้งแต่กิจการเล็กๆ จนกระทั่งสามารถขยายกิจการบริษัทในเครือออกไปถึง 7 บริษัท มีพนักงานในความรับผิดชอบกว่า 3,000 คน มีเงินลงทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานหลายพันล้านบาท

จากความสำเร็จดังกล่าว จึงนับได้ว่า สมควร  นกหงษ์ เป็นผู้ที่มีความสามารถในด้านการจัดการธุรกิจในกลุ่มบริษัททั้ง 7 แห่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปัจจุบันก็ยังคงมีการขยายกิจการออกไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ดิน หมู่บ้านจัดสรร ห้างสรรพสินค้า โรงแรม คอนโดเทล รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ หรือศูนย์การค้าต่างๆ

ด้วยความสำเร็จและความสามารถที่มี ยังทำให้สมควรได้รับการยกย่องให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาจังหวัด นายกสโมสรไลอ้อนศรีราชา ที่ปรึกษาหอการค้าจังหวัดชลบุรี และตำแหน่งอื่นๆ อีกมากมาย

นอกเหนือจากการบริหารบริษัทในเครือและตำแหน่งสำคัญต่างๆ ภายใน จ.ชลบุรี สมควรยังได้อุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ด้วยการเข้าไปช่วยเหลืองานของสมาคม กิจการการกุศล สถาบันการศึกษาหลายแห่งในรูปแบบต่างๆ  รวมทั้งการบริจาคเงินเพื่อการกุศล

 

การเมืองระบอบ “ไฮบริด” ร่างรธน.ถอยหลังกลับสู่2534

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 เมษายน 2559 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425943

การเมืองระบอบ "ไฮบริด" ร่างรธน.ถอยหลังกลับสู่2534

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พร้อมด้วยคำถามพ่วงจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ให้ สว.โหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี อยู่ระหว่างขั้นตอนการนำไปทำประชามติ ซึ่งเบื้องต้นกำหนดในวันที่ 7 ส.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากผ่านประชามติจะนำพาประเทศไทยไปสู่การเมืองแบบไหน อย่างไร โพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์พิเศษ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีมุมมองน่าสนใจดังนี้

อาจารย์ปริญญา มองว่า ร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายเพื่อลงประชามติ ที่ออกมาเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2559 ที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงไปจากร่างเบื้องต้นเมื่อวันที่ 29 ม.ค.อยู่บ้าง ที่ดูจะดีขึ้นคือสิทธิเสรีภาพบางอย่าง เช่น สิทธิผู้บริโภคและสิทธิชุมชนที่หายไป ได้กลับมาใหม่แล้วในหมวดสิทธิและเสรีภาพ แต่เรื่องหลักประกันสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ได้วางหลักไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการกำหนดให้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายใช้บังคับโดยตรง และการกำหนดให้กฎหมายที่จะจำกัดสิทธิเสรีภาพจะต้องไม่กระทบสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพ เป็นต้น ยังคงไม่กลับคืนมา

ในขณะที่ระบบเลือกตั้งยังเหมือนเดิม เรื่องสมาชิกวุฒิสภาที่มี 200 คนที่มาจากการเลือกกันเอง ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเลือกกันอย่างไร และการให้ คสช.ยังมีอำนาจตามมาตรา 44 ไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่หลังเลือกตั้ง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากร่างแรก แต่ส่วนที่แย่กว่าเดิมคือ บทเฉพาะกาล ที่มีการแก้ไขให้ คสช.เป็นผู้เลือก สว.ชุดแรกที่จะมีวาระ 5 ปี

“โดยสรุปในภาพรวมต้องพูดเหมือนเดิมว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถอยหลังกลับไปก่อนหน้าปี 2540 คือกลับไปหารัฐธรรมนูญ 2534 ฉบับที่อาจารย์มีชัยเป็นผู้ร่างเช่นเดียวกัน เพียงแค่ทำให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้นเอง”

อาจารย์ปริญญา ชี้ให้เห็นปัญหาของ สว.ในบทเฉพาะกาลอันใหม่ว่า วุฒิสภาจะประกอบด้วย สว.250 คน โดย 50 คน มาจากการเลือกกันเอง ตามบทถาวรที่ให้มี สว.200 คน แต่จะไม่ได้เป็น สว.ทั้ง 200 คน เพราะบทเฉพาะกาลกำหนดให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คน อีก 6 คน เป็นโดยตำแหน่ง คือ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สูงสุด ผบ.ทหารบก ผบ.ทหารอากาศ ผบ.ทหารเรือ และ ผบ.ตำรวจ เหลืออีก 194 คน มาจากคณะกรรมการสรรหาที่ คสช.แต่งตั้งขึ้น สรรหามา 400 คน ให้ คสช.เลือกให้เหลือ 194 คน

“สรุปคือวุฒิสภาชุดแรก 250 คน จะเป็นวุฒิสภาที่มาจาก คสช. ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการยึดอำนาจในอดีต ที่รัฐธรรมนูญจะให้ผู้ยึดอำนาจเป็นผู้แต่งตั้ง สว. จะมีก็แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่มีอะไรแบบนี้ นอกนั้นในอดีตทุกครั้งผู้ยึดอำนาจจะสืบทอดอำนาจด้วย สว.ทั้งสิ้น เพียงแต่ครั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัยเขียนให้ซับซ้อนขึ้น มีการเลือกกันเอง มีการสรรหา แต่สุดท้ายคนเลือก คือ คสช.”

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือตามบทเฉพาะกาลนั้น สว.ที่ คสช.เลือก นอกจากจะมีอำนาจเหมือน สว.ในบทถาวรแล้ว ยังมีอำนาจ ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำการและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติที่ คสช.ทำไว้ด้วย โดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่มาหลังการเลือกตั้งต้องแจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศต่อรัฐสภาทุกๆ 3 เดือน อันนี้ก็จะเห็นกลไกที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องมาอยู่ในการควบคุมของ สว.ที่มาจาก คสช.

“แต่ที่จะยุ่งจริงๆ คือคำถามพวงจาก สปท. และ สนช. ที่จะให้ สว.ที่มาจาก คสช.เลือก มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส.ด้วย ถึงแม้ว่าคำถามพ่วงจะไม่ถึงกับให้ สว.มีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่ทำให้เท่ากับว่า คสช.จะมีอำนาจในการกำหนดตัวนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะ สว.มี 250 คน สส.มี 500 คน รวมเป็น 750 คน จะเลือกนายกฯ ต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง กึ่งหนึ่งคือ 375 คน มากกว่ากึ่งหนึ่งก็คือ 376 คน ตอนนี้มีแล้ว 250 คน เท่ากับต้องการ สส.อีก 126 คนเท่านั้น”

ปริญญา วิเคราะห์ว่า คสช.เองคงอยากให้ สว.ที่ คสช.ตั้งมีอำนาจลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วย แต่เข้าใจว่าคงจะมากเกินไป เพราะทีแรกก็ขอจาก กรธ. แต่เมื่ออาจารย์มีชัยไม่ให้ ก็เลยไปให้ สปท. และ สนช. ไปทำให้เป็นคำถามพ่วง ซึ่งการให้ สว. เลือกนายกฯ ได้ก็มากพออยู่แล้ว ถ้าขนาดปลดนายกฯ ได้ด้วยจะมากเกินไป ก็เลยเอาแค่นี้ แต่ก็นับว่ามากแล้ว คือต้องเข้าใจว่าภายใต้ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสมจะไม่มีพรรคไหนได้ สส.เกินครึ่งเลย การตั้งรัฐบาลจึงจะอยู่ในมือของพรรคใหญ่สุดคือพรรค สว.ที่มี 250 คนของ คสช.

“ที่ผมห่วงคือ ที่ผ่านๆ มาอำนาจแบบมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น จะหมดไปเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญถาวร แต่บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้ คสช.มีอำนาจตามมาตรา 44 ไปจนถึงตอนที่มีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นั่นหมายความว่าเราจะมีการเลือกตั้งและการตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งภายใต้มาตรา 44 อีก”

ขณะเดียวกัน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีบทเฉพาะกาลให้ คสช.เลือกสมาชิกวุฒิสภา 250 คน และคำถามพ่วงที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาผู้เลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับ สส.ผ่านประชามติ ระยะเวลา 5 ปีแรกหลังการเลือกตั้ง การเมืองไทย จะไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแบบที่เราเคยมีมา แต่จะเป็นระบอบไฮบริด คือถึงแม้จะมี สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่จะมี สว.ที่เลือกนายกรัฐมนตรีได้และมีอำนาจในการติดตามเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่มาจาก คสช.เลือก มาควบคุมการเมืองที่มาจากการเลือกของประชาชนได้

ขอ 5 ปี “เปลี่ยนผ่าน” นานไป

“ปริญญา” กล่าวว่า  คนที่จะปฏิรูปประเทศไทยให้สำเร็จได้ ไม่ใช่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และไม่ใช่ คสช.ด้วย แต่คือคนไทยทุกคน ประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง แต่คือการปกครองตนเองของประชาชนเจ้าของประเทศ การเลือกตั้งจึงเป็นแค่ส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยเท่านั้น

“ผมถามว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เข้ามาทำงานไป 1 ปีกว่า ปฏิรูปอะไรสำเร็จบ้าง (ชูหนังสือขึ้น) ได้หนังสือมาเล่มหนึ่งครับ แผนการปฏิรูปประเทศ แล้วตอนนี้เรามีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) หน้าที่คืออะไร หน้าที่คือมาขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศนี้ไงครับ ถามต่อว่า แล้ว สปท. จะขับเคลื่อนการปฏิรูปสำเร็จหรือไม่ ผมว่าสิ่งที่เราจะได้จาก สปท.อาจจะเป็นแค่หนังสืออีกเล่มครับ คือ วิธีการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คือเราเอาแต่บอกคนอื่น อย่าลืมว่าคนที่จะเปลี่ยนประเทศไทยคือคนไทย ที่เราทำอยู่นี้คือแต่งตั้งคนมาประชุมกันแล้วก็ปฏิรูปประเทศด้วยการบอกคนอื่นให้ทำ”

อย่างไรก็ตาม กว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นคงเป็นปี 2561 เพราะถ้าดูระยะเวลาในบทเฉพาะกาล จะเริ่มนับเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว โดยวันลงประชามติ คือ 7 ส.ค. 2559 หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แล้วคำถามพ่วงผ่านประชามติด้วย ก็ต้องมีการแก้บทเฉพาะกาลใส่อำนาจ สว. ที่เลือกนายกรัฐมนตรีได้เข้าไป แล้วก็ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบอีก ใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งจะประกาศใช้อย่างเร็วก็จะอยู่ช่วงกลางเดือน ก.ย.

นอกจากนี้ ตามมาตรา 267 บัญญัติว่าหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ให้ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน ก็บวกไป 8 เดือน จะเสร็จเดือน พ.ค. 2560 แล้ว สนช.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน บวกอีก 2 เดือน ก็เป็นเดือน ก.ค. 2560 จากนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาอีก ถ้าไม่เห็นด้วยต้องแจ้งภายใน 10 วัน แล้วก็ต้องมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญแต่ละฝ่ายขึ้นมาพิจารณาอีก 15 วัน โดยนับตั้งแต่วันแต่งตั้ง ขั้นตอนแต่งตั้งไม่รู้จะนานแค่ไหน

ทั้งนี้ สมมติทำเร็วหน่อยก็อีกหนึ่งเดือน ก็กว่าจะเสร็จก็เดือน ส.ค. 2560 แล้วมาตรา 268 ให้เลือกตั้งภายใน 150 วัน หลังจากที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้ก็บวกไปอีก 5 เดือน เป็นเดือน ม.ค. 2561 เลยปี 2560 ไปแล้วครับ สรุปว่ากรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เลือกตั้งยืดไปถึงเดือน ม.ค. 2561 และตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กกต.มีเวลาเพิ่มจาก 30 วัน เป็น 60 วัน ในการประกาศผลการเลือกตั้ง กว่าจะประชุมสภานัดแรกได้ก็จะไปถึงเดือน มี.ค. 2561 กว่าจะเลือกนายกรัฐมนตรีและมีคณะรัฐมนตรี ก็ปาเข้าไปเดือน เม.ย.หรือ พ.ค. 2561

“คสช.ยึดอำนาจเดือน พ.ค. 2557 ก็ 4 ปีพอดี เท่ากับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง วาระหนึ่งเลยครับ แล้วยังต่อช่วงเปลี่ยนผ่าน ไปอีก 5 ปี รวมเป็น 9 ปี ผมถามว่า มันนานเกินไป หรือเปล่า”

ปริญญา กล่าวว่า โจทย์ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ตั้งขึ้นน่าจะคลาดเคลื่อน คือ กรธ. และ คสช.ไปตั้งโจทย์ว่า ประชาธิปไตยเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ แล้วเขาก็ตอบว่า สงสัยประชาธิปไตยไม่เหมาะสม เพราะเลือกตั้งไปก็มีปัญหาอีก รัฐธรรมนูญจึงร่างออกมาไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย แล้วยังขอระยะเปลี่ยนผ่านอีก 5 ปี และก็ยังมีคำถามพ่วงให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรีอีก คือเป็นการตั้งโจทย์ที่ผิด

ทั้งนี้ โจทย์ที่ถูกต้องคือ ทำอย่างไรประชาธิปไตยจึงจะประสบความสำเร็จในไทย ไม่ใช่ตั้งโจทย์ว่าประชาธิปไตยเหมาะหรือไม่เหมาะกับประเทศไทยแบบนี้

คำถามพ่วงประชามติต้องแฟร์

ปริญญาชี้ว่าประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่าน ไม่ใช่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะเป็นตัวชี้วัดให้ประชาชนตัดสินใจ “ประชาชนจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้พิจารณาแต่เนื้อหาอย่างเดียว ประชาชนอาจแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่ง คือ กลุ่มที่เชื่อมั่นในการทำงานของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลุ่มนี้ยังไงก็รับ กลุ่มที่สอง คือ ฝ่ายตรงข้ามกลุ่มนี้ยังไงก็ไม่รับ และกลุ่มที่สาม คือ คนกลางๆ ที่มีส่วนหนึ่งชุมนุมกับข้างหนึ่งข้างใดทั้งสองข้างมาแล้วแต่ไม่สุดโต่ง กลุ่มนี้ผมเชื่อว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด เขารอฟังว่าเนื้อหาข้างในว่าเป็นอย่างไร มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอย่างไรบ้าง มีข้อดีบ้างไหม และก็จะรอฟังว่าถ้าไม่ผ่านประชามติจะเกิดอะไรขึ้น เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วมันแย่กว่าก็อาจจะรับก็ได้ คนกลุ่มนี้ก็จะรอฟัง ซึ่งตอนนี้เรายังไม่ทราบว่า คสช.จะเอาอย่างไร เพราะไม่มีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร คำถามพ่วงที่ให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรีได้ก็จะมีผลมากต่อการตัดสินใจ คือคนที่ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะรับดีไหม อาจจะไม่ชอบนักที่ร่างรัฐธรรมนูญให้มี สว.ที่ คสช. ตั้งที่จะอยู่ไป 5 ปี แต่ก็ลังเลใจว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ไม่รู้จะเลือกตั้งเมื่อไหร่ พอเจอคำถามพ่วงนี้ก็อาจจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไปเลย”

ปริญญามีความเห็นว่า “คำถามพ่วงที่เป็นธรรมที่สุดสำหรับประชาชน คือ คำถามพ่วงว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ประชาชนต้องการแบบไหน ระหว่างร่างใหม่อีกครั้ง หรือหยิบเอาฉบับเก่าที่ยกเลิกไปคือฉบับ 2550 มาปรับปรุงแก้ไข คือที่ให้เอาฉบับ 2550 เพราะว่าหลักการสากลของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญทั่วโลกคือ ถ้าประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แปลว่าให้ใช้ฉบับเดิม ดังนั้นนี่คือคำถามพ่วงที่น่าถามมากกว่า และจะทำให้ คสช.ไม่ต้องเผชิญวิกฤตถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านขึ้นมา คสช. ก็แค่ทำไปตามที่ประชาชนลงมติ แรงกดดันทางการเมืองก็จะไม่มี คสช. ก็จะมีทางไปต่อแบบไม่เกิดวิกฤตเลย แต่อันนี้ คสช.ก็ไม่เอาหรอกครับ เพราะเขาเห็นว่าจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เอาละถ้าอย่างนั้นอย่างน้อย คสช.ก็ต้องให้ประชาชนรู้ก่อนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร ถ้า คสช.ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวในเรื่องนี้ โดยคิดว่าปล่อยให้ดำมืดไปแบบนี้จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีโอกาสผ่านมากกว่า แล้วถ้าเกิดไม่ผ่านขึ้นมาค่อยมาแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่าจะเอายังไงต่อ อันนี้อันตรายมากครับ เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ในทางการเมืองไม่ใช่แค่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แต่จะหมายความว่า คสช.ไม่ผ่านด้วยครับ แรงกดดันทุกอย่างจะพุ่งไปที่ คสช. จะเกิดเสียงเรียกร้องทันทีว่าให้คืนอำนาจเลย หรือ คสช.ต้องลาออกอะไรแบบนี้”

นอกจากนี้ ปริญญายังเห็นว่าบทเฉพาะกาลพร้อมด้วยคำถามพ่วงแบบนี้ จะทำให้ คสช.กลายเป็นคู่ขัดแย้งกับคนที่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ “เพราะ คสช.ได้กลายเป็นผู้มีส่วนได้เสียไปแล้ว เนื่องจากจะได้ประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงนี้ อย่างไรก็ตาม เราต้องเข้าใจด้วยว่าความชอบธรรมของ คสช. ที่จะตั้ง สว.ที่เลือกนายกฯ ได้ และมีระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแบบนี้ มาจากการที่ฝ่ายนักการเมืองไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าถ้าเลือกตั้งแล้วปัญหาอย่างที่เคยเกิดจะไม่กลับมาอีก คือถ้านักการเมืองของเราสามารถใช้สภาแก้ปัญหากันได้ เราคงไม่มาถึงจุดนี้ รัฐธรรมนูญดีไม่ดีนี่มันก็เรื่องหนึ่ง ส่วนคนก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องทำไปควบคู่กันนะครับ ถ้าทำให้คนมั่นใจมากขึ้นว่าจะไม่ทำกันอย่างที่ผ่านๆ มาอีก ความชอบธรรมของ คสช.ที่ต้องมี สว.มาคุมในระยะเปลี่ยนผ่านมันก็ย่อมน้อยลงไป ความจริงคำถามพ่วงที่น่าถามคือ จะตัดบทเฉพาะกาลที่ให้ คสช.เลือก สว.หรือไม่ ถ้าก่อนถึงวันลงประชามติ ฝ่ายการเมืองทำให้คนมั่นใจได้มากขึ้น ก็ตัดอำนาจ คสช.ไป แต่คำถามที่จะทำให้อำนาจน้อยลงเขาไม่ถามหรอกครับ เขาจะถามแต่ที่จะทำให้อำนาจเขามากขึ้น”

คำถามพ่วงนี้ ทำให้ความร้อนแรงของฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจะมีมากขึ้น “แต่อย่างน้อยก็มีการลงประชามติ ก็ให้จบที่หีบบัตรประชามติครับ ประเด็นสำคัญคือ กรธ.มีโอกาสได้ชี้แจง ก็ต้องให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นตามสมควรด้วย” ปริญญา กล่าวต่อว่า “สิ่งที่เราต้องช่วยกันคือทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบปี 2535 คือกลับสู่ประชาธิปไตยโดยไม่เกิดเหตุรุนแรงนองเลือดอีก และเมื่อกลับสู่ประชาธิปไตย ทำอย่างไรประชาธิปไตยจะไม่ล้มเหลวอีก เป็นไปได้หรือไม่ที่นักการเมืองหากไม่เห็นด้วยกับร่างนี้ก็ไม่ควรจะพูดแค่ว่าไม่เห็นด้วย พรรคใหญ่ที่ทะเลาะกันไม่จำเป็นต้องมาเห็นด้วยกัน แต่ให้บอกประชาชนว่านับจากนี้ไปพวกเราจะไม่ทำแบบเดิม เกิดปัญหาอะไรต้องจบในสภา พรรคเพื่อไทยต้องไม่พวกมากลากไป ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องเข้าใจหากพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งอีก เสียงข้างน้อยไม่ได้มีเอาไว้ยกมือแพ้ แต่มีไว้เจรจาต่อรอง พรรคการเมืองทำสัญญาประชาคมกับประชาชนได้หรือไม่ ที่จะไม่กลับไปทำแบบเดิมอีก ส่วนการชุมนุมทั้งสองข้างไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน หากจะชุมนุมก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายไม่เลยเถิดเหมือนที่ผ่านมา”

ระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” ทำพรรคการเมืองเสียงแตก

ระบบเลือกตั้งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เรียกว่าระบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” คืออะไร อาจารย์ปริญญา สรุปว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ สส. ยังมี 2 แบบ คือ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ โดยมี สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 350 คน ที่ใช้ระบบเสียงข้างมากธรรมดาเขตละคนเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ที่แก้ไขเพิ่มเติมในปี 2554 และ สส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 150 คน

“แต่สิ่งที่แตกต่างออกไปคือ การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อจะไม่มีอีกต่อไป จะเหลือแค่การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้น แล้วใช้คะแนนแบบแบ่งเขตมาคิดสัดส่วน โดยคิดจากจำนวน สส.ทั้งสภา ซึ่งมี 500 คน พรรคแต่ละพรรคได้คะแนนแบบแบ่งเขตทั้งประเทศกี่เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้จำนวน สส.ไปเท่านั้นเปอร์เซ็นต์ จากนั้นก็ดูว่าพรรคแต่ละพรรคได้ สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งไปแล้วกี่คน ขาดอยู่เท่าใด ก็จะเอาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อมาเติมจนครบจำนวน เช่น พรรค ก. ได้คะแนนแบบแบ่งเขต 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้ สส. 10 เปอร์เซ็นต์ของ สส. ทั้งหมดที่มี 500 คน ซึ่งเท่ากับ 100 คน สมมติว่าผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขตของพรรค ก. ชนะการเลือกตั้งไปแล้ว 60 คน พรรค ก.ก็จะได้ สส.แบบบัญชีรายชื่อ เท่ากับ 100 ลบ 60 ผลคือ 40 คน โดยผู้ที่จะได้เป็น สส.ของพรรค ก. ก็คือผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อตั้งแต่อันดับ 1 ถึงอันดับ 40”

ฟังดูจะคล้ายกับระบบ “สัดส่วนผสม” ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญของบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตกไปแล้ว “คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันตรงที่ระบบสัดส่วนผสมของอาจารย์บวรศักดิ์ ประชาชนมี 2 คะแนนเหมือนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 แล้วใช้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อมาคิดสัดส่วนจำนวน สส. ทั้งสภาที่แต่ละพรรคจะได้รับ แต่ระบบจัดสรรปันส่วนผสมของอาจารย์มีชัย ประชาชนจะเหลือแค่คะแนนเดียว คือจะเลือก สส.แบบแบ่งเขตอย่างเดียว โดยให้เหตุผลว่าประชาชนจะเลือกง่ายขึ้น แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นเหตุผลที่แท้จริง แล้วเหตุผลแท้จริงคืออะไร เราก็ต้องมาดูว่าระบบเลือกตั้งแบบนี้จะนำไปสู่ผลเลือกตั้งแบบไหน”

ปริญญา กล่าวต่อว่า “ถ้าดูผลการเลือกตั้งย้อนหลังจะพบว่าทุกครั้งพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดสองพรรคคือ พรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทย จะได้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อจะมากกว่าแบ่งเขตเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จะมีผู้สมัครของพรรคขนาดกลางและเล็กที่มีความนิยมในพื้นที่มาแบ่งคะแนนไป ขณะที่การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ คือการแข่งขันกันเรื่องความนิยมในระดับประเทศ ทำให้คะแนนไปอยู่กับพรรคใหญ่ที่สุดสองพรรคมากกว่าแบบแบ่งเขต ทำให้พรรคใหญ่ที่สุดสองพรรคมีคะแนนแบบแบ่งเขตน้อยกว่าคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เกิดขึ้นกับทุกประเทศที่ใช้ระบบเลือกตั้งสองระบบผสมกันแบบนี้

แล้วผลลัพธ์คืออะไร ปริญญา ฟันธงว่า “การเอาคะแนนแบ่งเขตมาคิดสัดส่วน ผลลัพธ์คือพรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.น้อยลง ส่วนพรรคขนาดกลางจะได้ สส.มากขึ้น นี่คือผลลัพธ์ที่จะได้จากระบบเลือกตั้งนี้เป็นไปได้ว่า กรธ.อาจจะคิดว่าพรรคใหญ่ทะเลาะกันมาก ถ้าพรรคขนาดกลางมี สส.มากขึ้นก็จะเกิดการเมืองแบบปรองดองมากขึ้น นี่เป็นเหตุผลเดียวที่เราพอจะเข้าใจว่าทำไม กรธ.ถึงเลือกระบบเลือกตั้งแบบนี้ นี่มองโลกในแง่ดีนะครับ”

ปริญญา อธิบายว่า การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตคือ “ระบบเสียงข้างมาก” ที่ผู้ชนะการเลือกตั้งคือผู้ที่ได้คะแนนเสียงข้างมาก ส่วนการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อคือ “ระบบสัดส่วน” ที่พรรคการเมืองจะได้ สส.ตามสัดส่วนคะแนนที่ได้จากประชาชน การเอาระบบเลือกตั้งทั้งสองระบบมาผสมกันแบบรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 นั้น เป็นการผสมกันแบบ “คู่ขนาน” คือสองระบบเลือกแยกกันเด็ดขาด เลือกตั้งแบบแบ่งเขตก็เลือกไป เลือกตั้งแบบสัดส่วนก็เลือกไป โดยคิดสัดส่วนจากแค่จำนวน สส.สัดส่วน แล้วก็เอาผลมารวมกันเป็นจำนวน สส.ของแต่ละพรรค “ปัญหาคือระบบเสียงข้างมากที่เราใช้ในการเลือก สส. ส่วนใหญ่นั้นเป็นระบบเสียงข้างมากธรรมดาเขตละคน ที่ผู้ชนะการเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องได้คะแนนเกินครึ่ง ผลคือพรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.มากกว่าคะแนนที่ได้จริงๆ จากประชาชน โดยการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อก็เพียงแต่แปะเพิ่มเข้ามา เพราะเราผสมแบบคู่ขนาน ผลคือเราจึงได้รัฐบาลที่เข้มแข็งเกินจริง เพราะได้ สส.มากกว่าความเป็นจริง ส่วนฝ่ายค้านก็จะอ่อนแอกว่าความเป็นจริง เพราะได้ สส.น้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลในสภามีปัญหา”

ส่วนการผสมอีกแบบคือ “ระบบสัดส่วนผสม” คือใช้คะแนนสัดส่วน ซึ่งเป็นคะแนนที่เลือกพรรคหรือคะแนนนิยมของพรรคมากำหนดจำนวน สส.ทั้งสภาของแต่ละพรรค แล้วก็ดูว่าได้ สส.แบบแบ่งเขตมาแล้วกี่คน ขาดอยู่เท่าใดก็เอาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อมาเติมให้จนครบจำนวน “นี่คือระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญบวรศักดิ์ ซึ่งมีข้อดีคือทุกพรรคการเมืองจะได้จำนวน สส.ตามคะแนนนิยมจริงๆ ของพรรค ส่วนระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ในเมื่อไม่มีการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อที่เป็นการเลือกพรรค แล้วเอาคะแนนแบบแบ่งเขต ซึ่งเป็นการเลือกตัวบุคคลเป็นหลักมาคิดจำนวน สส. ทำให้พรรคใหญ่จะไม่ได้ สส.ตามความนิยมที่แท้จริง เพราะจะถูกตัดคะแนนจากผู้สมัครแบบแบ่งเขตของพรรคกลาง พรรคเล็ก พรรคใหญ่ที่สุดจึงได้ สส.น้อยกว่าความเป็นจริง ขณะที่ระบบเลือกตั้งเดิมของรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 พรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.มากกว่าความเป็นจริง ดังนั้นระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์ที่ทุกพรรคได้ สส.ตรงตามความเป็นจริงคือ ระบบตรงกลางที่ทุกพรรคจะได้ สส.ตรงตามความเป็นจริง หรือตรงตามความนิยมของประชาชนที่มีต่อพรรค จึงดีที่สุดในความเห็นของผม เพราะเป็นธรรมที่สุด และทำให้เราได้สภาที่สะท้อนความเป็นจริงจากประชาชนจริงๆ”

พรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.น้อยลง พรรคขนาดกลางจะได้ สส.มากขึ้น แล้วพรรคขนาดเล็กล่ะ ปริญญา ตอบว่า “พรรคขนาดเล็กจากเดิมสมัครมาบัญชีเดียว แล้วสามารถรับคะแนนแบบบัญชีรายชื่อได้ทุกหน่วยเลือกตั้ง จะทำอย่างนั้นต่อไปไม่ได้อีกแล้ว หากต้องการคะแนนมาแปรเป็นที่นั่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคขนาดเล็กต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตทุกเขต หรือให้มากเขตที่สุด พรรคขนาดเล็กจึงเสียเปรียบมาก นอกจากนี้ระบบเลือกตั้งแบบนี้ยังมีข้อเสียใหญ่มากคือ ปกติคนสมัครรับเลือกตั้งต้องหวังชนะ จะชนะหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ระบบเลือกตั้งแบบนี้จะเกิดการลงสมัครแบบไม่หวังชนะ แต่พรรคจำเป็นต้องส่ง เพื่อหวังคะแนนมาคิดเป็น สส.แบบบัญชีรายชื่อ แล้วระบบเลือกตั้งแบบนี้เราจะบอกว่าเป็นระบบเลือกตั้งที่ดีได้อย่างไร”

แล้วประชาชนจะชอบระบบเลือกตั้งแบบมีชัยนี้ไหม ปริญญา ชี้ว่า “เดิมประชาชนเลือกต่างกันได้ คือเลือกผู้สมัครแบ่งเขตพรรคหนึ่งกับเลือกพรรคอีกพรรคหนึ่ง เพราะเลือกตั้งมี 2 แบบ บัตรเลือกตั้งมี 2 ใบ แต่ระบบอาจารย์มีชัย หากประชาชนชอบผู้สมัครแบบแบ่งเขตของพรรคหนึ่ง แต่ชอบนโยบายหรือว่าที่นายกฯ ของอีกพรรค ประชาชนจะไม่สามารถเลือกแยกกันได้อีกต่อไป เพราะการเลือกตั้งเหลือแค่การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างเดียว สิทธิของประชาชนที่เคยมีมันหายไป ที่ กรธ.ให้เหตุผลว่าเพื่อให้ประชาชนเลือกง่ายขึ้น ผมเห็นต่าง เพราะว่าประชาชนเลือกโดยมีการเลือกตั้งสองแบบมา 4 ครั้งแล้ว ตั้งแต่การเลือกตั้งวันี่ 6 ม.ค. 2546, 6 ก.พ. 2548, 23 ธ.ค. 2550 และ 3 ก.ค. 2554 ประชาชนเข้าใจไปแล้วว่าเลือกตั้งสองแบบเลือกอย่างไร การตัดให้เหลือเลือกตั้งแบบเดียวและบัตรเลือกตั้งใบเดียวนี่แหละประชาชนจะไม่เข้าใจว่า สส.แบบบัญชีรายชื่อจะมายังไง”

“ระบบเลือกตั้งของอาจารย์มีชัย จะทำให้พรรคการเมืองเสียงแตก ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ชอบอยู่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ดูเหมือนจะไม่ว่าอะไรในเรื่องระบบเลือกตั้ง เพราะลองเอาข้อมูลเดิมมาใส่ในระบบการเลือกตั้งมีชัย ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ที่นั่งเท่าเดิม ไม่ได้หรือเสียประโยชน์ ส่วนพรรคขนาดเล็กไม่ชอบแน่นอนเพราะต้องส่งผู้สมัครทุกเขตหรือส่งมากที่สุด จึงได้ที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อ ส่วนพรรคขนาดกลางที่จะได้ สส.มากขี้น ก็จะชอบระบบเลือกตั้งนี้ และดังนั้นระบบเลือกตั้งจะเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้พรรคการเมืองเสียงแตกในการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย”

 

ประชามติไร้ปัญหา นักการเมืองอยากเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 เมษายน 2559 เวลา 10:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425501

ประชามติไร้ปัญหา นักการเมืองอยากเลือกตั้ง

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

เวลานี้อาจเรียกได้ว่าการเมืองของประเทศไทยได้เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ คือ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยรัฐบาลคาดการณ์จะสามารถให้ประชาชนใช้สิทธิออกเสียงได้ในวันที่ 7 ส.ค.

ทว่า กว่าประเทศไทยจะไปถึงการทำประชามติ ย่อมต้องเจอกับแรงเสียดทานต่างๆ มากมาย ระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ แม้ว่าการต่อสู้ดังกล่าวอาจจะไม่เกิดความรุนแรงเหมือนกับการเลือกตั้ง สส. ที่ต้องล้มไปก่อนหน้านี้ แต่มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่การปะทะกันของสองฝ่ายบนบริบทของร่างรัฐธรรมนูญอาจเป็นตัวจุดชนวนทางการเมืองต่อไป

ทั้งนี้ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ให้มุมมองต่อสถานการณ์ในอนาคตว่าการทำประชามติไม่น่าจะเกิดปัญหา และคิดว่าทุกฝ่ายน่าจะให้การยอมรับ เพราะกฎหมายประชามติฉบับใหม่ได้เปิดโอกาสให้กับทุกฝ่ายสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเป็นอิสระ เพียงแต่ต้องเป็นไปโดยสุจริตเท่านั้น

“กฎหมายประชามติฉบับนี้ต้องการให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปอย่างรอบด้าน ทุกๆ ด้าน ขอย้ำว่าไม่มีการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นแต่ต้องอยู่ภายใต้กติกา ผู้ที่แสดงความคิดเห็น จะเป็นนักวิชาการหรือคนอื่นๆ ก็ต้องแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและโดยสุจริต ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ต้องไม่มีการใช้ถ้อยคำรุนแรง ไม่มีการบิดเบือนหรือไปสร้างความขัดแย้ง ปลุกระดม สิ่งสำคัญ คือ ต้องไม่มีการไปชี้นำทางหนึ่งทางใด”

หากมีการแสดงความคิดเห็นโดยบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยถือว่ามีความผิดหรือไม่? พล.อ.สมเจตน์ ตอบว่า “ถ้าคุณบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย คุณต้องชี้ลงมาว่ามาตราไหนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่มาพูดภาพรวมว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดีไม่ต้องไปรับ ถ้าทำแบบนี้มันก็สุ่มเสี่ยง”

การให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สามารถไปเผยแพร่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญได้ จะถือว่าเป็นการชี้นำทางอ้อมหรือไม่? พล.อ.สมเจตน์ ระบุว่า “อ้าว อีกฝ่ายก็ไปชี้ขอเสียสิ คุณบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดีอย่างไร คุณก็ไปชี้ข้อเสียสิ คุณก็บอกไปว่ามันไม่ดีอย่างไร ทั้งหมดก็เพื่อให้ประชาชนได้ฟังทั้งสองฝ่ายแล้วก็มาใช้ดุลพินิจเองว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ สมมติใครไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญก็สามารถไปออกโทรทัศน์ชี้แจงได้ แต่อย่าบิดเบือน ถ้าคุณไปชี้แจงโดยมีลักษณะเป็นการปลุกระดม เช่น โหวตโน ก็เข้าข่ายปลุกระดมผิดกฎหมาย ถ้าคุณจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นเรื่องของคุณคนเดียวไปสิ”

ขณะเดียวกัน พล.อ.สมเจตน์ ประเมินพลังของฝ่ายการเมืองที่จะมีผลต่อการลงคะแนนประชามติร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนว่า “อันนี้ก็ต้องไปคิดเอาเอง คือ เราไม่สามารถจะไปทำอะไร แน่นอนว่าถ้าพรรคการเมืองมีเจตนาดีเขาก็คงไม่สนับสนุนให้สมาชิกพรรคของเขาไปทำอย่างนั้น ถ้าพรรคการ เมืองมีเจตนาดีก็ควรห้ามปรามสมาชิกพรรคของเขาที่ทำไม่ดี หากไม่ห้ามปรามมันก็เหมือนรู้เห็นเป็นใจ อันนี้เป็นหน้าที่ของสังคมที่ต้องไปพิจารณาดูว่าพรรคการเมืองที่ทำแบบนี้มีเจตนาดีต่อชาติบ้านเมืองหรือไม่”

“ผมว่าธรรมชาติของพรรคการเมืองเขาก็อยากเลือกตั้งนะ เพราะการเลือกตั้งเป็นการทำให้เขากลับมาสู่อำนาจทางการเมืองได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อไม่มีการเลือกตั้งมันก็จะยืดยาวออกไป แต่ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ อำนาจมันก็เปลี่ยน มันก็กลับไปสู่ฝ่าย สส. ยิ่งช้าไปโอกาสที่จะกลับมาสู่การบริหารประเทศมันก็จะยืดยาวออกไป ดังนั้น หากโดยเจตนาทั่วไป ถ้าเขาไม่มีอะไร ผมว่าเขาก็คงไม่ได้ต่อต้านอะไรมากมาย ยกเว้นต้องการทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองหรือสร้างกระแส เพื่อไม่ให้ตกกระแส ส่วนเขาจะมาเห็นดีเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญมันก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่เขาก็คงต่อสู้ให้ถึงที่สุด” พล.อ.สมเจตน์ ระบุ

สุดท้าย พล.อ.สมเจตน์ เชื่อว่า การตัดสินใจของประชาชนที่ลงคะแนนประชามติจะขึ้นอยู่กับการชี้แจง และทำความเข้าใจของฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าจะทำให้ประชาชนเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร โดยผลงานของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนวันลงประชามติ จะไม่เป็นปัจจัยในการตัดสินใจของประชาชนที่มีต่อร่างรัฐธรรมนูญ

“ขึ้นอยู่กับการชี้แจง แต่ผมคิดว่ากฎหมายทุกฉบับมีทั้งดีและไม่ดี ไม่มีอะไรที่ดี 100% ไม่มีอะไรที่เสียไป 100% แต่ถ้ามันดีมากกว่าเสียมันก็ค่อยๆ ประคับประคองไป แต่ท้ายที่สุดมันไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญ อยู่ที่นักการเมือง คุณธรรมและจริยธรรมของนักการเมือง กฎหมายเป็นเพียงกรอบอันหนึ่งที่ให้คุณปฏิบัติเท่านั้น หากคุณไม่มีจริยธรรมคุณก็จะใช้กฎหมายในทางลบ”

“การทำงานของรัฐบาลและ คสช. ไม่ได้เกี่ยวกับข้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่เกี่ยวกับ คสช. เพราะ คสช. ไม่ได้เป็นเจ้าของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คนที่รับผิดชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 21 คน เพราะไปดูได้ชัดเจนว่าเวลาที่ คสช. ขออะไรไป 3 ข้อ ก็ได้ข้อเดียว ดังนั้น อำนาจสิทธิขาดทั้งหมดอยู่กับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ”

“ดังนั้นการที่อีกฝ่ายพยายามโจมตีว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน คสช.ต้องรับผิดชอบ ถือเป็นการสร้างประเด็นขึ้นมา ทำไมเวลาที่ใครทำร้ายบ้านเมืองร้ายแรงมากกว่าก่อนหน้านี้ถึงไม่ออกมาแสดงความรับผิดชอบบ้าง กลับปล่อยให้ชาวบ้านที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปติดคุก เวลาคนอื่นทำ บอกว่าต้องรับผิดชอบ ทำไมถึงคราวของตัวเอง ไม่เห็นแสดงความรับผิดชอบอะไร” พล.อ.สมเจตน์ ทิ้งท้าย

 

เจ้าพ่อกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 เมษายน 2559 เวลา 09:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425140

เจ้าพ่อกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้

สาเหตุทั้งหมดมาจากการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ที่ดิน เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยสร้างหลักฐานเท็จต่างๆขึ้นมา ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐรู้จักใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ปล่อยปะละเลย ไม่ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ไปรับประโยชน์จากผู้มีอิทธิพล มันก็จบ เจ้าพ่อมันกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้ ซื้อไม่ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐกลัวไม่มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ กลัวไม่มีเงินมีทอง เวลาโดนติดสินบนก็ต้องยอม แต่ถ้าไม่ติดยึด ทำตามหน้าที่ มันจะกลัว เพราะมันรู้ว่าคนนี้เอาจริง

-พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ / 4 เม.ย. 59

อ่านสัมภาษณ์พิเศษ :  “ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

 

“ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

04 เมษายน 2559 เวลา 19:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/425086

"ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ…วิศิษฐ แถมเงิน

คล้อยหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ โดยระบุว่ามีบุคคลถูกขึ้นบัญชีดำมากถึง 6,000 รายชื่อ ตามฐานความผิด 16 กลุ่ม ประกอบด้วย ปล่อยเงินกู้ ฮั้วประมูล คุมวินมอเตอร์ไซค์และคิวรถตู้ เก็บส่วยสถานบริการ ลักลอบขนของเถื่อน บ่อนการพนัน ค้ากาม แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ค้ามนุษย์ ตุ๋นนักท่องเที่ยว มือปืนรับจ้าง ทวงหนี้ ค้าอาวุธสงคราม บุกรุกป่าสงวน เรียกเก็บส่วยทางเท้า และค้ายาเสพติด

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

บ้างว่าทหารใช้อำนาจพิเศษแก้ปัญหาที่รัฐบาลปกติทำไม่ได้ บ้างว่ามีวาระซ่อนเร้นแอบแฝงต้องการขจัดฝ่ายตรงข้าม บ้างมองว่าเป็นการล้างบ้านล้างเมืองให้สะอาดก่อนเลือกตั้ง

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) นายตำรวจนักบู๊ ผู้เคยสู้รบปรบมือกับผู้อิทธิพลมาตลอดชีวิตราชการ ไม่ว่าจะปราบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ โค่นกำนันเป๊าะ ชลบุรี เจ้าพ่อภาคตะวันออก ปิดบ่อนปอ ประตูน้ำ ทลายบ่อนลอยฟ้าปิ่นเกล้า กำราบมาเฟียโบ๊เบ๊ และมาเฟียสนามม้า จนได้รับฉายาว่า ‘มือปราบเจ้าพ่อ’

วันนี้ เขาจะมาบอกเล่าถึงวีรกรรมปราบปรามผู้มีอิทธิพลตามแบบฉบับของตนเอง

กว่าจะมาเป็นมือปราบตงฉิน

แม้เกษียณอายุราชการมานานกว่า 8 ปี แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ หรือบิ๊กตู่ วัย 68 ยังดูผ่องใส แข็งแรง น้ำเสียงเฉียบขาดดุดัน เขาเปรยให้ฟังว่า ทุกวันนี้ยังมีคดีความฟ้องร้องคาราคาซังอยู่ในชั้นศาลนับร้อยคดี

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เกิดเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2491 ละแวกธนบุรี จบร.ร.นายร้อยตำรวจรุ่นที่ 24 เริ่มต้นรับราชการครั้งแรกที่สภอ.นาแก จ.นครพนม ตั้งแต่ปี 2515-2524 สู้รบผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์อย่างโชกโชนจนได้รับยกย่องให้เป็น “วีรบุรุษนาแก”

นายตำรวจนักบู๊ บอกว่า เคยปราบปรามผู้มีอิทธิพลรายเล็กรายน้อยมาเยอะ ไม่ใช่จู่ๆก็โผล่มาปราบเจ้าพ่อ

“ผมผ่านความเป็นความตายมามาก ปราบคอมมิวนิสต์มาเป็นร้อยครั้ง ยิงกันหูดับตับไหม้แต่ก็รอดมาได้ มีผลงาน ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้นำหน่วย ได้เหรียญรามมาลาเข็มกล้ากลางสมร พอย้ายมาเป็นผู้กำกับจังหวัดมุกดาหาร ผมก็จับดะไม่ไว้หน้า ผู้พิพากษาโดนใบสั่งยังต้องมาจ่ายที่สน. นายกเทศมนตรีก็เอาติดคุก สส.มุกดาหารมีอยู่ 4 คน เจอผมจับเหลือ 2 คน หมดอนาคตกันไป สมัยนั้นตำรวจกองปราบเที่ยวเก็บเงินทุกพื้นที่ ผมประกาศเลย ถ้ามึงเข้ามาหาเงินในพื้นที่นี้อีกเมื่อไหร่ เจอกูล่อแน่ พื้นที่จึงสงบเรียบร้อย สี่ปีที่ผมอยู่มุกดาหารกลายเป็นจังหวัดที่คดีน้อยที่สุดในประเทศไทย ทั้งหมดทำให้ท่านณรงค์ มหานนท์ อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้น เล็งเห็นความสามารถจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่เมืองชล

ท้าชนกำนันเป๊าะ

ปี 2529 ย้ายมารับตำแหน่งผู้กำกับการจังหวัดชลบุรี ที่นี่เอง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้สร้างวีรกรรมที่ไม่มีใครลืมนั่นคือ ประกาศท้าชนกำนันเป๊าะ หรือนายสมชาย คุณปลื้ม ผู้ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อภาคตะวันออก

ตอนโดนคำสั่งให้มาเมืองชล ผมถามท่านอธิบดีณรงค์ว่า ผมรับราชการทางอีสานมาตลอด ท่านให้ผมมาเมืองชลทำไม ท่านบอกว่าให้มาปราบอิทธิพล ตอนนั้นชื่อเสียงผมดังแล้ว พอสื่อลงข่าว คุณรู้ไหม พวกขนของหนีภาษีเก็บเรียบหมด ไม่กล้า ปกติเวลาข้าราชการใหม่มารับตำแหน่งก็ต้องไปรายงานตัวกับกำนัน ไปแนะนำตัวให้รู้จัก ผมไม่ไป เขาก็คงงงๆ

วันหนึ่งมีคนมาบอกว่า กำนันเขาอยากพบผม แต่ไม่กล้ามาที่กองบังคับการ เลยอยากจะขอนัดที่กรุงเทพ ในฐานะตำรวจใครอยากพบเราได้ทั้งนั้น เลยนัดที่ร้านอาหารแถวสุขุมวิท ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดมารับรองความประพฤติกำนันว่า เป็นคนดีอย่างนู้นอย่างนี้ คบได้ เลิก ละทุกอย่างแล้ว ผมก็บอกว่า เลิกได้ก็ดี ถ้าไม่เลิกก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย

ถามว่า ยุคนั้นชื่อเสียงบารมีของกำนันเป๊าะยิ่งใหญ่แค่ไหน

ใหญ่คับฟ้าคับเมือง เขาไม่ได้มีอิทธิพลเฉพาะในชลบุรีเท่านั้น แต่แผ่ขยายไประยอง จันทบุรี ตราด เรื่อยไปถึงปราจีนบุรีจนคนเรียกเขาว่าเจ้าพ่อภาคตะวันออก นักการเมืองท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านต้องพึ่งเขาหมด แม้แต่ระดับอธิบดีกรมตำรวจ นายกรัฐมนตรี วันเกิดเขายังต้องไป จัดที่บางแสนคนมาอวยพรกัน 4-5 หมื่นคน เคยมีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นมาขอพบผม ถือภาพกำนันเป๊าะมาถามว่าจะไปหาคนนี้ได้ที่ไหน ผมถามกลับว่ามาทำอะไร เขาบอกว่าจะมาลงทุนที่เมืองชล มีคนแนะนำว่าต้องไปหาคนนี้ก่อน ไม่งั้นทำไม่ได้ ดูสิ อิทธิพลเขาขนาดนั้น

ไอ้พวกระเบิดหิน ปูน ทราย วัสดุก่อสร้าง อุปกรณ์อะไรต่างๆ ลูกน้องเขาทั้งนั้น มันคุมทุกอย่าง เมื่ออยู่ยาวก็เลยรากงอก มีอิทธิพลใหญ่โต ข้าราชการที่ว่าแน่ๆไปไม่ถึงสองปีก็ไม่รอด แม้กระทั่งตำรวจ เวลาเดือดร้อนไม่มีเงินใช้ เมียคลอดลูก ลูกเข้าโรงเรียน ไปหาผู้กำกับไม่ได้ เพราะไม่มีสวัสดิการ ก็ต้องไปหากำนัน แล้วแบบนี้ใจมันจะอยู่กับใคร”

ด้วยนิสัยตงฉิน เด็ดขาด ตรงไปตรงมา ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เขาประกาศให้รู้กันทั่วว่า ตนเองเป็นตำรวจ ไปไหนมาไหนพกอาวุธ มีอำนาจสืบสวนสอบสวน และจับกุมผู้กระทำผิด ฉะนั้นใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมาย อย่ากำแหง ผลงานแรกคือ ตั้งด่านตรวจหน้าบ้านกำนันเป๊าะ

ใครออกมาผมสั่งค้นหมด ฉะนั้นมันก็ไปไหนไม่ได้ ไปมือเปล่าไม่มีอาวุธก็กลัวตาย เพราะทำเขาไว้เยอะ ชาวบ้านเริ่มรู้กิติศัพท์ผม เริ่มมีคนแจ้งข่าวสารข้อมูล ใครเป็นใคร ตำรวจคนไหนนอกแถว รู้หมด ถ้าเราเป็นคนจริงเสียอย่าง ประชาชนเขาก็พร้อมให้ความร่วมมือ ไม่จำเป็นต้องไปหาข่าวที่ไหนเลย ขณะเดียวกันผมไม่ได้ปราบปรามโจรผู้ร้ายอย่างเดียว เริ่มพัฒนาคน พัฒนาองค์กร จัดฝึกอบรม ให้ออกกำลังกาย  งดกินเหล้า งดสูบบุหรี่ งดเล่นการพนัน พัฒนาจิตใจด้วยการสร้างสวัสดิการ กองทุน มูลนิธิ เลี้ยงลูกให้ ฝึกอาชีพให้ เพื่อให้เขามั่นคง ไม่ต้องไปพึ่งกำนัน มาพึ่งกูนี่”

หลังปฏิบัติหน้าที่ในชลบุรีได้ 3 ปี ชีวิตราชการหักเหไปเป็นรองผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ก่อนก้าวกระโดดเป็นผู้บังคับการกองปราบปราม คราวนี้ต้องรบทัพจับศึกกับสีกากีด้วยกัน เพราะไปขัดผลประโยชน์นายตำรวจใหญ่ ถึงขั้นถูกระเบิดห้องทำงานจนเป็นข่าวใหญ่ ต่อมาถูกเด้งเข้ากรุในยุครสช.เรืองอำนาจ รักษาการณ์ผู้บังคับการสันติบาล 2 ผู้บังคับการตำรวจภูธร 6 และผู้บังคับการวิทยาการภาค 3 ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตามลำดับ

โค่นเจ้าพ่อตะวันออก

ปี 2537 ดวงชะตาโคจรกลับมาเมืองชลอีกครั้ง ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการประจำกรมตำรวจ ทำหน้าที่ผู้ช่วยหัวหน้าตำรวจภาค 2 คราวนี้เขาเดินหน้าชนกำนันเป๊าะเต็มตัว

“วันหนึ่งได้รับจดหมายเป็นกระดาษเล็กๆเขียนว่า “ท่านเสรี การซื้อขายที่ดินที่เมืองพัทยามันทุจริตกัน ขอให้ท่านช่วยไปดูด้วย ผมไม่กล้าลงชื่อ เพราะผมกลัวตาย” เนื้อความมีแค่นี้ ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่สนใจ เผลอๆจดหมายไม่ถึงมือด้วยซ้ำ แต่ผมสั่งลูกน้องไว้เลยว่าจดหมายทุกฉบับต้องถึงมือ และผมจะดูด้วยตัวเองทุกฉบับ”

คดีทุจริตที่ดินเขาไม้แก้ว เป็นคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินจำนวน 140 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่ฝังกลบขยะของเมืองพัทยา ตั้งอยู่ในพื้นที่ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งปี 2536 เทศบาลเมืองพัทยามีโครงการจัดหาที่ดินเพื่อใช้เป็นที่กลบฝังขยะ โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างจากเมืองพัทยาในรัศมีไม่เกิน 15 กิโลเมตร แต่หลังเปิดประมูลไม่ปรากฏมีเจ้าของที่ดินเจ้าใดเสนอมา จึงมีการแก้เงื่อนไขว่าให้ห่างออกไปอีกเป็น 25 กิโลเมตร ทำให้นายพีระ ศิลรัตน์ ผู้อ้างตัวเป็นเจ้าของที่ดินจำนวน 150 ไร่ ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เสนอที่ดินจำนวน 140 ไร่ ให้ทางเทศบาลเมืองพัทยาพิจารณา โดยเสนอขายในราคาไร่ละ 6 แสนบาทเศษ รวมเป็นเงิน 93 ล้านบาทเศษ ซึ่งภายหลังเมืองพัทยาตกลงซื้อที่ดินดังกล่าวเอาไว้ และชำระเงินให้เจ้าของที่ดินไปทั้งหมด

ทว่าปัญหาเกิดขึ้นหลังจากมีผู้ร้องเรียนว่า ที่ดินผืนดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีหลักฐานว่า ผู้ครอบครองที่ดินรู้เรื่องดีอยู่แล้ว เนื่องจากกรมที่ดิน และสำนักงานที่ดิน จ.ชลบุรี เคยมีหนังสือเพิกถอนสิทธิไปก่อนหน้านั้น แต่ยังฝ่าฝืนและทำสัญญาซื้อขายกับทางเทศบาลเมืองพัทยา นอกจากนั้นยังพบข้อมูลที่เพิ่มน้ำหนักว่ามีการทุจริตขึ้น เพราะมีหลักฐานว่านายพีระซื้อที่ดินแปลงนี้มาเมื่อปี 2535 ในราคาเพียงไร่ละ 50,000 บาท โดยที่ทั้งผู้ซื้อผู้ขายลงชื่อยอมรับเองว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนฯ กลายเป็นปมความผิดปกติ ทั้งเรื่องที่ดินในเขตป่าสงวนฯ และราคาขายที่พุ่งขึ้นมากกว่า 10 เท่าในระยะเวลาเพียงปีเดียว กระทั่งต่อมาตำรวจสืบทราบว่า นายพีระทำงานเป็นคนสวนบ้านกำนันเป๊าะ ตำรวจรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีตามกฎหมาย ศาลสั่งพิพากษาจำคุก ส่งผลให้กำนันเป๊าะหลบหนีไป ก่อนจะถูกจับกุมในเวลาต่อมา

“สาเหตุทั้งหมดมาจากการสมรู้ร่วมคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ที่ดิน เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยสร้างหลักฐานเท็จต่างๆขึ้นมา ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐรู้จักใช้อำนาจให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่ปล่อยปะละเลย ไม่ใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ ไม่ไปรับประโยชน์จากผู้มีอิทธิพล มันก็จบ เจ้าพ่อมันกลัวคนที่วิ่งเต้นไม่ได้ ซื้อไม่ได้ ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐกลัวไม่มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่ กลัวไม่มีเงินมีทอง เวลาโดนติดสินบนก็ต้องยอม แต่ถ้าไม่ติดยึด ทำตามหน้าที่ มันจะกลัว เพราะมันรู้ว่าคนนี้เอาจริง

ปราบผู้มีอิทธิพลไม่ใช่หน้าที่คสช.

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีคำสั่งเลขที่ 324/2558 ลงวันที่ 29 ต.ค. 2558 ให้ตั้งคณะกรรมการเรื่องการบูรณาการปราบปรามผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ บอกเสียงกร้าวว่า การปราบปรามผู้มีอิทธิพล ไม่ใช่หน้าที่ของคสช.

มันกระจอกไป ขนาดผมคนเดียวยังทำได้ ตำรวจเขาทำกันเองได้ รัฐบาลมีงานอื่นที่สำคัญเยอะแยะต้องทำ ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องมายุ่ง คสช.ควรตั้งผู้นำหน่วยที่ดี และให้เขาไปจัดการกันเอง เชื่อว่าจะจัดการได้ ใครเป็นผู้มีอิทธิพล ใครเปิดบ่อน ใครฮั้วประมูล ก็ไปจับสิ กำนันเซี๊ยะยังถูกจับคดีฮั้วประมูลเลยใช่ไหม กำนันเป๊าะถูกจับคดีทุจริตเขาไม้แก้ว ถึงมือรัฐบาลไหมล่ะ ไม่เห็นต้องเป็นวาระแห่งชาติเลย ไอ้เรื่องบัญชีรายชื่อผู้มีอิทธิพล 6,000 คนนั่นอีก โอ้โห ประเทศไทยมีผู้มีอิทธิพลเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ ขนาดผมยังไม่เห็นกำนันเป๊าะอยู่ในสายตา แล้วพวกนั้นจะเป็นผู้มีอิทธิพลได้ไง แต่ละคนที่ไปจับ สารรูปดูได้ที่ไหน จับที่ได้อาวุธปืนไม่กี่กระบอก ยาไม่กี่เม็ด

ยุคนี้ผมไม่เห็นว่าใครเป็นผู้มีอิทธิพลเลย มีใครเหนือกว่ากำนันเป๊าะบ้าง แคล้ว ธนิกุล …ก็ตายไปแล้ว ชัช เตาปูน…ก็ไม่เท่าไหร่ คนนี้รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง พอใครแรงมากูหยุด ดูทางลม พอไม่แรงก็ทำต่อ แต่มันไม่ถึงขนาดไปฆ่าใคร กำนันเป๊าะนี่เขาฝังรากหยั่งลึกยาวนาน คุณรู้ไหมที่บางแสนมันเจริญๆ ก็เพราะกำนันเขามีอิทธิพล คุมการเมืองหมดเลยของบมาได้ทุกกระทรวง งบที่ควรจะไปลงในจุดที่ควรลงก็ไม่ไปลง ลงแต่บางแสน พอลงบางแสนมันก็มีชัก 10 % 20 % 30 % โกงกันชิบหายไม่รู้เท่าไหร่ ใครหือไม่ยอมพรุ่งนี้เป็นศพ ตำรวจก็ไม่ยุ่ง ตายเหมือนหมาข้างถนน หลังกำนันถูกจับ อิทธิพลยังมีอยู่ เพราะยังมีคนที่ยังสวามิภักดิ์เขา แต่ต่อไปก็จะลดลงเรื่อยๆ”

อดีตผบ.ตร. กล่าวต่อว่า  รัฐบาลคสช.ขาดความรู้ ขาดประสบการณ์ ใช้กฎหมายไม่เป็น

“ผมพูดได้เลยว่า รัฐบาลทหารใช้กฏหมายไม่เป็น เพราะทั้งชีวิตไม่เคยใช้กฏหมาย ฉะนั้นจึงทำอะไรผิดพลาดอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างถ้าเอาตำรวจตระเวนชายแดนมาเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่เคยสืบสวนสอบสวน จับกุมโจรผู้ร้าย ไม่เคยใช้กฏหมายเลย แล้วจะรู้เรื่องไหม เหมือนเอาทหารมาเป็นนายกรัฐมนตรี มาคุมประเทศ ไม่รู้กฏหมาย ใช้กฏหมายไม่เป็น เขาให้มีหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ ไม่ใช่มาบริหารประเทศแบบนี้

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ น้อมนำเอาพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า ‘ในบ้านเมืองย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี การทำให้บ้านเมืองสงบสุขเรียบร้อยได้ อยู่ที่การยกย่องคนดี สนับสนุนคนดีให้มีอำนาจได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่มีอำนาจ’ โดยระบุว่า ถ้าคสช.ตามตามพระบรมราโชวาทได้ ทุกอย่างจะไร้ปัญหา

“คิดดู อิทธิพลอย่างกำนันเป๊าะ ผมคนเดียวยังจัดการได้ หรือปอ ประตูน้ำเป็นเจ้าพ่อเปิดบ่อนการพนันมายาวนาน ไม่ยอมหยุดสักที พอผมจับติดคุกติดตาราง ตอนหลังปิดบ่อนเลย ทำไมแค่ผมคนเดียวทำได้ คือขอให้เป็นคนจริงจัง แล้วทำยังไงถึงจะได้คนจริงจังเข้ามา ก็อยู่ที่ผู้มีอำนาจของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผบ.ตร. ผบ.เหล่าทัพ ถ้าคุณเอาคนดีที่สุดขึ้นมาให้ได้ ก็จบ ไม่ใช่เอาคนเลวที่สุด หรือคนวิ่งเต้นเสียเงินเสียทองจ่ายเข้ามา แบบนั้นก็พัง”

ถ้าไม่กลัว มาเฟียก็แค่ขี้ผง

ในฐานะนายตำรวจผู้ต่อกรกับบรรดาผู้มีอิทธิพลทั้งในและนอกเครื่องแบบมาอย่างสมบุกสมบัน เปรียบเปรยว่า ผู้มีอิทธิพลก็เหมือนผี ถ้าไม่กลัวก็ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร

คำว่ามาเฟีย เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพล คนในสังคมไม่เข้าใจ ไม่เห็น แล้วก็คิดตามกันว่า นักเลง นายทหาร นายตำรวจที่อยู่เบื้องหลังอิทธิพลต่างๆคือผู้มีอิทธิพล พอเขาชูชื่อขึ้นมาก็เชื่อไปตามๆกัน ผมถือว่าทุกคนไม่ได้มีอิทธิพลอะไรเลย อยู่ที่ตัวเราเท่านั้น ถามว่าคุณกลัวผีเปล่า กลัว แต่เคยเห็นผีไหม ไม่เคยเห็น ไม่เคยเห็นผีแต่ดันกลัวผี เพราะงั้นผู้มีอิทธิพลต่างๆ ถ้าเราไม่กลัวมัน มันก็ไม่มีอิทธิพล ผมมีหน้าที่ปราบ แค่นี้ ไม่ได้กลัวอะไรเลย สมัยผมได้รับมอบหมายให้ปราบมาเฟียสนามม้า รู้กันว่าสนามม้าทหารคุม บรรดาเสธ.ทั้งหลายมาเจอเสรีพิศุทธ์ เสเหมือนกัน เสตั้งแต่เกิด เสที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนเสธ. แต่เราทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ไอ้เสธ.ที่ว่าดังๆคลานต้วมเตี้ยมหนีผมหมด นายตำรวจใหญ่บางคนด่าผมลับหลัง ผมประกาศเลยว่า ต่อไปนี้ถ้าเข้าสนามม้าเห็นหน้าเมื่อไหร่ กูจะจับให้ดู หนีเลย ไม่กล้าเข้าตั้งแต่บัดนั้น เสี่ยอีกคนชื่ออะไรจำไม่ได้มานั่งยองๆกราบขอเข้าสนามม้า เห็นไหม ไม่มีอะไรเลย ปราบมาเฟียพวกนี้ไม่ยากเลย มาเฟียมีสีที่มันมีปราบยาก ก็เพราะผู้บังคับบัญชามันปกป้อง”

เจ้าของฉายามือปราบเจ้าพ่อ ทิ้งท้ายว่า กว่าจะยืนหยัดสู้กับเจ้าพ่อ มาเฟีย ผู้มีอิทธิพล และความอยุติธรรมต่างๆได้ ต้องผ่านความเป็นความตายมา ถ้าไม่เคยผ่านความตายก็จะไม่มีความกล้าหาญ

“ถ้าลองผ่านความเป็นความตายมาแล้ว ไม่มีอะไรเหนือกว่านั้น ชีวิตผมไม่ใช่แค่สู้กับมาเฟีย สู้กับผู้บังคับบัญชาก็มีตลอด ล่อกันตลอด เพราะผมถูกบีบ ถูกอัด ถูกขัดขวางความเจริญก้าวหน้า แต่ผมเป็นคนไม่ยอม ยังไงก็ต้องสู้ ล่อกันไปไม่มีเหนื่อย เหมือนนักมวยไม่มียก บางคนชก 3 ยก 10 ยกก็หมดแรง ใจมันไม่สู้ก็ถอย ยอมแพ้เรา แต่เราไม่เคยหมดยก เพราะฉะนั้นต้องเตรียมตัวให้พร้อม ผมก็ต้องพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะร่างกาย จิตใจ ถ้าใจสู้ ไม่กลัวเสียอย่าง มาเฟียก็แค่ขี้ผง”

 

 

“ไชยันต์” ส่องรธน.ฉบับมีชัย ดึงทุกกลุ่มเข้าสภาสกัดวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 เมษายน 2559 เวลา 17:30 น… อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/424982

"ไชยันต์" ส่องรธน.ฉบับมีชัย ดึงทุกกลุ่มเข้าสภาสกัดวิกฤต

โดย…ธนพล บางยี่ขัน

ใบสั่งจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)​ และคณะ ถูกถล่มรุนแรงว่าเปิดประตู “สืบทอดอำนาจ” แถมฉุดรั้งให้ประชาธิปไตยไทยต้องถอยหลังกลับเข้าคลองแทนที่จะเดินไปข้างหน้าอย่างที่ควรจะเป็น

ไชยันต์​ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์พิเศษ​วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยมองว่า ตราบใดที่ยังไม่สามารถมีรูปแบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ การเมืองก็จะวนไปวนมาเป็นวงกลมจนยากจะบอกว่า “ก้าวหน้า” หรือ “ถอยหลัง” เพราะทุกอย่างก็จะกลับไปกลับมาเป็นวงจร

“​กระแสมวลชน ทั้งเสื้อแดง กปปส.ทำให้เกิดแรงเหวี่ยง อย่าไปเรียกว่าเป็นก้าวหน้าถอยหลัง แต่เป็นโมเมนตัม ตอนนี้ก็เหวี่ยงมาจำกัดอำนาจ สส.​ จำกัดไม่ให้ประชาชนชุมนุมสะเปะสะปะ ถ้าไม่มีแรงเหวี่ยงสุดโต่ง อย่างนิรโทษกรรมเหมาเข่ง ก็ไม่มีจุดนี้ สุดท้ายอยู่ที่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะพาไปถึงจุดสมดุลได้หรือไม่ แต่ถ้าเหวี่ยงแล้วไปถึงจุดที่สมดุล ที่เหลือก็มีแต่ความก้าวหน้า”

ไชยันต์ ระบุว่า เนื้อหาจุดใหญ่ที่คนสนใจ คือ เรื่องที่มานายกรัฐมนตรี ล่าสุด กรธ.ไม่จำกัด​ระยะเวลา ที่พรรคการเมืองในสภา จะหาข้อตกลงร่วมกัน เพื่อหาคนที่ได้รับการยอมรับสูงสุดมาเป็นนายกฯ จัดตั้งรัฐบาล โดยหากดูระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกการสรรหานายกฯ ใหม่ มีทั้งสองแบบ คือ ทั้งกำหนดเวลาและไม่กำหนดเวลา คือ กรณีหลังการเลือกตั้งทั่วไปและภายหลังสภาลงมติไม่ไว้วางใจ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่กำหนดระยะเวลาว่าต้องมีรัฐบาลภายในเมื่อไร ดังนั้นก็ขึ้นอยู่ตามความเหมาะสม มีชัยใช้คำว่าตามธรรมชาติ ก่อนหน้านี้ สภาเบลเยียมก็ใช้เวลาหลังการเลือกตั้งทั่วไป 5-6 เดือน ​ในการเลือกนายกฯ

ข้อดีของระบบนี้ คือ ให้สภามีเวลาคุยให้รู้เรื่อง แต่ข้อเสีย คือ ถ้าเราไม่ชอบรัฐบาลรักษาการ​ ก็ยังต้องทน ซึ่งตามปกติรัฐบาลรักษาการ​ถูกวางกติกาให้ทำงานได้แค่กลไกรูทีน ไม่สามารถ​แต่งตั้งโยกย้าย ใช้งบประมาณทำโครงการพิเศษ ​ซึ่งจะทำให้ประเทศหยุดชะงัก

“คนมองว่านี่เป็นการวางหมากเพื่อสืบทอดอำนาจหรือเปล่า เพราะถ้าหานายกฯ ​ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็จะรักษาการไปอีกนาน แต่เราต้องคิดไปถึงในอนาคต สมมติรัฐธรรมนูญใช้ไปอีก 4 ปีข้างหน้า ต่อไปมีการเลือกตั้งทั่วไป เลือกแล้วยังตกลงกันไม่ได้ พรรครักษาการตอนนั้นก็ไม่ใช่รัฐบาลทหารแล้ว แต่อาจเป็นพรรคเพื่อไทย ประชาธิปัตย์”​

ไชยันต์ ​อธิบายเพิ่มเติมว่า หากยังหาทางออกไม่ได้อาจใช้กรณีพิเศษคือประชุมร่วมกันระหว่าง สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อหาคนนอก แต่เมื่อไม่ได้กำหนดเงื่อนเวลาไว้ ก็ไม่ได้เป็นการไปบีบให้หานายกฯ​ คนนอก

“เห็นชัดๆ อยู่ในร่างคุณมีชัยว่าเขาไม่ได้ไปบีบ ไม่ได้ไปสร้างเงื่อนไข ​แต่เปิดเวลาให้ไม่จำกัด คุณตกลงกันไม่ได้เอง คุณก็ไม่มีรัฐบาลเองช่วยไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วโดยธรรมชาติคงไม่ถึง 6-7 เดือน แค่เกิน 6 เดือนก็ผิดปกติแล้ว ประชาชนก็คงด่านักการเมืองยับว่าแค่นี้ทำไมตกลงกันไม่ได้ จะบอกว่าสืบทอดอำนาจ ถ้ามองข้ามช็อตมันก็สืบทอดทุกรัฐบาลเลย และที่สำคัญมันแสดงให้เห็นถึงเจตนาว่าไม่ได้ไปบีบให้พบทางตันโดยเร็ว และไปหาคนนอก มันไม่ใช่”

“การที่ร่าง รธน.ให้เอานายกฯ คนนอกมาได้ ถ้านึกย้อนถึงวิกฤตสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ถ้าให้พรรคเพื่อไทยต้องเลือกระหว่างเอาสองฝ่ายมาตีกัน หรือให้เอารัฐประหาร คิดว่า สส.พรรคเพื่อไทยในสภา น่าจะยอมเปลี่ยนตัวนายกฯ เป็นคนนอกดีกว่า สส.ในสภาก็ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น การมีกลไกนายกฯ คนนอก ก็อาจมีข้อดีแก้ปัญหาวิกฤตตอนนั้นก็ได้”

สำหรับระบบเลือกตั้งรอบนี้ แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540-2550 โดยพยายามคิดคะแนนอย่างละเอียด ​ทำให้ทุกเสียงที่ประชาชนลงคะแนนไม่สูญหาย แต่โอกาสที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งจะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง 250 เสียง ก็ยังมีถ้าพรรคการเมืองเป็นที่นิยมจริงๆ

​”เลือกตั้งปี 2550 เขตใหญ่ ​3 เบอร์ ตอนนั้นนักกฎหมายมหาชนบอกระบบเลือกตั้งจะทำให้เกิดเบี้ยหัวแตก ​แต่ปี 2550 ประชาชนยังเหนียวแน่นกับพรรคการเมืองที่ตนเองชื่นชอบ ผลออกมาก็จริง พรรคพลังประชาชน ไม่ได้เสียงเกินครึ่งแต่ก็ได้เสียงมาก ​ประชาธิปัตย์ได้ที่สอง ไม่ได้เป็นเบี้ยหัวแตก ครั้งนี้ก็ยังยืนยันว่า​ถ้าประชาชนยังชื่นชมพรรคการเมือง สมมติถ้าเขาชื่นชมพรรคเพื่อไทยจริงๆ เขาก็ทำได้ ​รักเดียวใจเดียว ​เลือกทั้งคนทั้งพรรค”  ​

ถามชัดๆ ว่าเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาเป็นรัฐบาลหรือไม่ อาจารย์ไชยันต์ ตอบว่า อยู่ที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะพยายามไปบูรณาการกลุ่มมุ้งต่างๆ ให้กลับมาเหนียวแน่นได้เหมือนเดิมหรือไม่ และจะมีนโยบายก้าวข้ามทักษิณ ขายนโยบายประชานิยมยั่งยืน ลดการบู้ล้างผลาญ อ้างมวลชนออกกฎหมายนิรโทษกรรม ถ้าทำอย่างนั้นได้ ก็คิดว่าเพื่อไทยยังมีโอกาส

“แต่ความต้องการอยู่รอดของนักการเมือง เมื่อเลือกตั้งแล้ว เป็น สส.ก็อยากมีตำแหน่งแห่งที่ อยู่ฝ่ายรัฐบาลได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าแข่งกันมากในพรรคเดียวกัน และมีทางเลือกอื่น เหมือนการควบรวมพรรคการเมือง​ปี 2544 -2547 ซึ่งตอนนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ​2540 พยายามทำให้เกิดพรรคสองพรรคใหญ่ ทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกฯ) เองต้องการควบรวมการควบรวมพรรคอื่น แต่มันจะเกิดไม่ได้ ถ้า สส.พรรคอื่นไม่ไป ตรงนี้ชัดเจน ใช่แค่ความอยู่รอดแต่เป็นเรื่องของการตอบสนองกิเลสตัณหาทางการเมือง”

บทเรียนปี 2544-2547 สมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ทำให้สะท้อนว่า การเลือกตั้ง​ปี 2560 ที่จะมีขึ้นก็อาจเกิดการต้องเอาตัวรอดได้อีก พรรค​เพื่อไทยหากยังมีทีมงาน สส.อย่างที่เคยมี ก็สามารถได้คะแนนมาก ถ้าคิดว่ามาถูกทางต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และประชาชนเข้าใจ เห็นใจ ประชาชนก็อาจลงคะแนนทำให้ได้เสียงเกิน 250 เสียง แต่ สส.บางคน หากเห็นท่าไม่ดีก็อาจจะไปเกาะพรรคอื่น

ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าระบบเลือกตั้งรูปแบบใหม่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้เอื้อประโยชน์ให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก ไชยันต์ อธิบายว่า มันเป็นระบบที่ทำให้คะแนนประชาชนไม่สูญหาย สมมติคนชนะได้ 2,000 คะแนน ที่สองได้ 1,500 คะแนน คนที่ลงคะแนน 1,500 คน ก็ต้องมีตัวแทนในสภาเช่นกัน นี่คือความละเอียด

“ผมบอกได้เลยว่าไม่มีระบบเลือกตั้งไหนเป็นกลางในโลกนี้ ทุกระบบเลือกตั้งรองรับจุดมุ่งหมายอะไรบางอย่าง มันก็ต้องเปลี่ยนไปตามภูมิทัศน์ทางการเมือง อย่างในเยอรมัน เขามีระบบเลือกตั้งที่สลับซับซ้อน อย่างอังกฤษเขาบ่นว่าวันแมนวันโหวต ทำให้ได้แต่พรรคเลเบอร์ คอนเซอร์เวทีฟเป็นหลัก ที่สามได้คะแนนไม่เยอะสักที เขามีการเรียกร้องที่จะเปลี่ยนระบบเลือกตั้งให้มีความสลับซับซ้อน พอที่จะส่งเสริมให้ข้อเรียกร้องให้ประชาชนใหม่ๆ ไม่ใช่คอนเซอร์เวทีฟกับเลเบอร์

….โลกมันเปลี่ยน ระบบ​สองพรรคใหญ่มันเคยเวิร์ก​ เมื่อศตวรรษที่ 20 เห็นภาพสวยงาม ในสหรัฐ อังกฤษ​ ซึ่งสหรัฐไม่ได้วางแผนให้มีสองพรรค เขาไม่ต้องการให้มีพรรค เพราะจะมีฝักฝ่ายไม่นำไปสู่ประโยชน์สาธารณะแท้จริง แต่สองพรรคใหญ่เกิดโดยธรรมชาติ​ ​แต่ของบ้านเราคนที่ร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2540 พยายามทำให้เหลือสองพรรคใหญ่ คิดตามฝรั่งเขา โดยไม่เข้าใจจริงๆ จังๆ ว่ามันเป็นการพัฒนาโดยธรรมชาติ”​

ไชยันต์ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า เดนมาร์กและสวีเดนไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นสองพรรคใหญ่ เขาก็อยู่กันได้ ใช้ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรรมนูญเหมือนอังกฤษ สองประเทศนี้จัดอันดับทางการเมืองมีสิทธิเสรีภาพสูงกว่าอังกฤษ ​แต่เขาไม่เป็นระบบสองพรรคใหญ่ อีกทั้งเดนมาร์กยังได้รับการจัดอันดับจากสหประชาชาติว่าคนมีความสุขในโลก

เมื่อถามว่าการวางระบบเลือกตั้งใหม่เช่นนี้ถือว่ามาถูกทางแล้วใช่หรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า ​ส่วนตัวชอบ​รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ที่กำหนดให้เลือกแบบเขตใหญ่ให้ที่สองที่สามได้เข้าไปในสภาเพราะชอบอะไรที่คะแนนไม่เสีย เราชินกับการมีตัวเลือกเยอะ ทั้งหนังสือพิมพ์ แปรงสีฟัน มีให้เลือกหลายยี่ห้อแต่ในพื้นที่กลับมีให้เลือกพรรคเดียวหรือสองพรรคใหญ่มันไม่ตอบโจทย์

อย่างระบบเลือกตั้งของสวิตเซอร์แลนด์ คนสวิสเองยังไม่เข้าใจ ละเอียดถี่ยิบเหมือนสเกล ชอบคนนี้กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ชอบคุณหรือไม่ชอบคุณ

“ระบบที่ตอบสนองความต้องการของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันเข้าใจการทำงานได้ยากเสมอแหละ คุณลองไปแงะระบบรถหรูที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ ขอโทษ ช่างธรรมดาไม่มีทางเข้าใจ”

ส่วนประเด็นเรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ที่ถูกวิจารณ์ว่า ยัดเข้ามาในบทเฉพาะกาลจะฉุดให้รัฐธรรมนูญมีปัญหาหรือไม่ ​ไชยันต์ บอกว่า สุดท้ายก็อยู่ที่ประชาชนจะเห็นด้วยในการทำประชามติหรือไม่ แต่อีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับการติดเบรก ​

“ที่ผ่านมา รถสปอร์ตผ่านการตรวจสอบ เช็กสภาพทุกอย่างมาตรฐาน แต่ถ้าคนขับไม่ดี รถ​ก็พังอยู่ดี เหยียบ 258 กม./ชม. บ้าหรือ ถนนมีอยู่แค่นั้น ที่จริงรัฐธรรมนูญ ปี 2540 มันก็ดี ให้รถซิ่งมาคันหนึ่ง น้ำมันเติมเต็ม ทุกคนโบกมืออยู่ข้างทางเฮๆๆ ก็เหยียบกันนรกแตก​… นี่จึงอาจไม่ใช่การถ่วงหรือฉุดรั้ง แต่เป็นการติดเบรก รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็ดีแต่คนเหยียบคันเร่งกันเร็วเหลือเกิน ไม่ใช่เฉพาะนักการเมือง แต่คนที่ไปชุมนุม ก็เหยียบกันเร็ว”

ไชยันต์ กล่าวว่า ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็คือ จะทำอย่างไรไม่ให้การเมืองไร้เสถียรภาพ เกิดภาวะอนาธิปไตย และลงเอยด้วยการรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย พยายามบูรณาการขั้วอำนาจให้มาอยู่ในเวที ให้สถาบัน องค์กร ​ให้มาคุยกัน​ ให้ทหารไปอยู่ในวุฒิสภาไปคุยกันบนเวทีนั้น เขาคิดได้แค่นี้แทนที่จะไปต่อยกันข้างนอกก็ให้มาต่อยกันข้างในก่อน โอกาสที่จะแหลกลาญเกิดความวุ่นวายก็ทอดเวลาออกไป

“​ที่ผ่านมา นักวิชาการ​บอกว่า อัตราการมีส่วนร่วมของประชาชนมีสูงเท่าไร จะต้องมีทักษะที่จะอยู่ร่วมกันสูงเท่านั้น อย่างคนไปเดินตลาดนัด ดูคอนเสิร์ต ถ้ามวลชนไม่มีทักษะ ก็ตีกันทุกที ​ถ้ามีส่วนร่วมทางการเมืองเยอะ แต่ทักษะการอยู่ร่วมกันต่ำการเมืองก็เจ๊ง จึงต้องลดพลังการมีส่วนร่วม”

ถามว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติใช้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศจะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นหรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า ประเด็นไม่ได้อยู่แค่กฎหมาย แต่ต้องอยู่ที่ประชาชนด้วยว่า​มีวินัย และใช้เสรีภาพอย่างมีคุณภาพหรือไม่

“นักปรัชญาการเมืองในอดีต บอกว่าเวลาพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ต้องพูดถึงคนด้วย ต่อให้รัฐธรรมนูญ​รูปแบบการปกครองดีแค่ไหน แต่คนไม่ได้คุณภาพก็เจ๊ง ต้องมีทั้งสองเรื่อง แต่คุณภาพคนไทยที่อาจจะหวือหวา เป็นพลังมวลชนที่เข้มแข็งในเซาท์อีสต์เอเชีย แต่เรื่องการรู้จักสิทธิ หน้าที่ และระเบียบวินัย บ้านเราสู้เขาไม่ได้ ถ้าพูดภาษางานบริหารงานบุคคล ทรัพยากรบุคคลเรายังไม่มีคุณภาพเท่าไร ทำอะไรสะเปะสะปะตามอำเภอใจ”​

ไชยันต์ ชี้แจงว่า การมองร่างรัฐธรรมนูญนั้นมองในฐานะนักวิชาการ ไม่ใช่นักโวหาร ไม่ใช่นักอุดมการณ์ ซึ่งนักอุดมการณ์นั้นพูดง่ายๆ ก็คือพวกที่ไม่ฟังเสียงคนอื่น มีแต่จุดยืนของตัวเอง ทั่วโลกที่ผ่านมามีปัญหาอย่างหนึ่ง คือ นักการเมืองก็ดี ประชาชนก็ดี เวลาจะแสดงออกทางการเมือง มักใช้วาทศิลป์ โวหารให้คนเห็นด้วยกับตัวเอง ไม่ได้ลงไปหลักการและเหตุผล ทฤษฎี ปรัชญาการเมือง ประชาธิปไตย แต่เป็นวาทกรรม

“เหมือนที่พรรคการเมืองโจมตีรัฐธรรมนูญนั้นก็พูดง่าย เพราะมีสองอย่างที่พูดยังไงก็ถูก พูดเมื่อไรถูกเมื่อนั้น คือ อำนาจเป็นของประชาชน แต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ใครพูดเรื่องประชาธิปไตยถือว่ารุนแรง อีกเรื่องคือใครอ้างสถาบันก็แย่ เพราะอ้างเมื่อไรก็ถูกเมื่อนั้น ใครไม่เห็นด้วยก็ผิด แต่มันไม่ถูก เพราะสองเรื่องนี้มีความสลับซับซ้อนมาก” ไชยันต์ ทิ้งท้าย

ถ้าประชามติผ่าน สะท้อนว่า ไม่อยากกลับสู่ความรุนแรง 

จุดชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ที่การทำ “ประชามติ” ในเดือน ส.ค. 2559 ไชยันต์ มองว่า ​ภายใต้ระบบการลงประชามติ ที่ได้รับการแก้ไขในรัฐธรรมนูญ ปี 2557 ทำให้โอกาสผ่านประชามติมากขึ้น เพราะจากเดิมกำหนด ต้องได้เสียงครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ แต่เปลี่ยนมาเป็นครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้เสียง ซึ่งง่ายกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ

หากย้อนไปดูการลงประชามติรัฐธรรมญ ปี 2550 มีผู้มาใช้สิทธิเกินครึ่งของผู้มีสิทธิมาลงคะแนน ทั้งที่เขาขอแค่ครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ อีกทั้งในจำนวนที่มาลงคะแนน มีคนจำนวนเกินครึ่งเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2550 เป็นคะแนนที่ทะลักทลายเป็นดับเบิ้ลมาจอริตี้ ​

นอกจากนี้ หากเทียบเหตุการณ์ที่เกิดในปี 2557 มีความรุนแรงกว่าปี 2549 ประชาชนย่อมมีแนวโน้มมองว่าทำอย่างไร​ก็ได้ไม่ให้กลับไปสู่สภาวะนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่กลับไปสู่สภาวะนั้น โอกาสผ่านก็มีสูง

“ผมเชื่อว่าประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็อยากทำมาหากิน ให้ทุกอย่างกลับมาอยู่ในร่องในรอย ​คนที่ตายไปแล้วเป็นเรื่องน่าเสียดาย ระบบต้องเอาความยุติธรรมคืนให้เขา แต่ก็ไม่ควรตายอีก ถ้ารัฐธรรมนูญมีแนวโน้มทำให้คนตายอีกเขาก็อาจจะไม่เอา แต่ถ้าถึงเวลาตกลงกันไม่ได้ ยังมีทางออกอีก ก็ถือว่าโอเคกว่ายกโขยงกันออกมา ​ตรงที่ยังสามารถยืดเวลาออกไป”

ส่วนที่มองว่าครั้งที่แล้วผ่านประชามติเพราะรณรงค์ให้รับไปก่อนแล้วแก้ไขทีหลัง แต่สุดท้ายก็แก้ไขไม่ได้ อาจทำให้คนส่วนหนึ่งไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ไชยันต์ มองอีกมุมว่า ถ้ายิ่งแก้ยาก แล้วเนื้อหาในรัฐธรรมนูญไม่ทำให้คนตีกัน และการันตีว่าจะแก้ไม่ได้ไปอีกนาน ก็อาจมีประชาชนที่เห็นแล้วสบายใจว่าทุกอย่างจะไม่กลับไปสู่วงจรเดิม มีปัญหาความขัดแย้งเดิมก็อาจจะทำให้คนหันมารับร่างรัฐธรรมนูญได้

ยกตัวอย่างมาตรา 7 ในอดีต สมัยปี 2549 ก็ออกมาเรียกร้องนายกฯ พระราชทาน ในหลวงเคยตรัสไว้แล้วว่า ไม่มีอำนาจตั้งนายกฯ แต่ปี 2557 สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็เอาอีก เพื่อไทยก็มาขออีก ตรงนี้ไปกันใหญ่ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีทางออก อย่างน้อยก็มีศาลรัฐธรรมนูญเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหา

ส่วนข้อเป็นห่วงเรื่องสืบทอดอำนาจ ต้องย้อนไปดูว่าที่มาของ สว.ที่พยายามทำให้เป็นอิสระจากฐานเสียงของ สส. แต่เมื่อหาวิธีไม่ได้ ก็เลยใช้วิธีสรรหา ดังนั้นถ้าประชาชนมองว่าตรงนี้เป็นการปิดกั้นเสียงของประชาชน คนกลุ่มนี้ก็คงโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถ้าเขาเห็นว่าตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าเขาคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ต้องไปดูเรื่องอื่นๆ เพราะเรื่อง สว.สรรหา ก็ยังมีคนมองว่าเป็นการถ่วงดุล สส.ที่มาจากการเลือกตั้ง

“ถ้าจะมาแย้งว่า แต่งตั้งแล้วไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ เพราะการเลือกตั้งก็ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว เพราะประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่อำนาจเป็นของประชาชน แต่การเลือกตั้ง ประชาชนถ่ายอำนาจไปให้คนอื่น ประชาชนมีอำนาจ 4 วินาที ผมศึกษาประชาธิปไตยมาตั้งแต่สมัยเอเธนส์ คนเอเธนส์​บอกว่าที่ไหนมีเลือกตั้ง ที่นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย เป็นระบอบผสมระหว่างคณาธิปไตยและ ประชาธิปไตย ถ้าคุณบอกว่า จะเป็นประชาธิปไตยก็ต้องไม่มีการเลือกตั้ง ให้ประชาชนเข้าไปประชุมสภาผ่านการจับสลากไปเลย”

ไชยันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า บางทีประชามติก็เป็นอะไรที่ไร้เหตุผลได้ อย่างวันดีคืนดีฮิตเลอร์ เสนอแก้รัฐธรรมนูญเยอรมนีให้ควบรวมประธานาธิบดีกับนายกฯ เป็นตำแหน่งเดียวกันคือท่านผู้นำและบอกแกจะเป็นเอง และให้ทำประชามติ ผลออกมากว่า 80% บอกว่าเอา พูดง่ายๆ คือตัดการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะประธานาธิบดีกับนายกฯ ​อยู่ในมือคนเดียวกัน การลงมติแสดงออกซึ่งเสียงของประชาชนก็นำไปสู่การเกิดเผด็จการอำนาจนิยม แบบที่เกิดขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่สองได้

คสช.ต้องระวังเสียงประชาชนเหมือนไม้เลื้อยเปลี่ยนง่ายจนน่าตกใจ

หลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ไชยันต์ ไชยพร ออกมาฟันธงตั้งแต่ตอนนั้นว่า หากการรัฐประหารครั้งนี้ “เสียของ” คือไม่สามารถแก้วิกฤตการเมืองที่มีอยู่ได้ โอกาสที่จะเกิดสงครามการเมืองก็มีสูง

ผ่านมาเกือบ 2 ปี ไชยันต์ยังยืนยันเช่นเดิม พร้อมอธิบายว่า ต่อให้มีการปฏิรูปหรือมีนโยบายพัฒนาประเทศดียังไง แต่ถ้าวังวนการเมืองยังกลับมาเหมือนเดิมก็แก้ปัญหาไม่ได้

ที่สำคัญรัฐประหารที่จะเกิดในอนาคตก็จะเกิดลำบากขึ้น เพราะรัฐประหารจะเกิดลำบากขึ้นทุกๆ ครั้งตั้งแต่ 19 ก.ย. 2549 ​ตอนนั้นสถานการณ์แย่แล้ว แต่ปี 2557 สถานการณ์หนักกว่าเดิม ดังนั้น ถ้าครั้งนี้ยังแก้ไม่ได้ครั้งหน้าเกิดสงครามการเมืองแน่ และเวลานี้สงครามการเมืองเกิดได้ทุกที่ ทั้ง​ซีเรียหรือที่อื่นๆ ทั่วโลก

ถามว่าผลงานในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ไชยันต์ มองว่า คสช.ถนัดงานด้านความมั่นคงและการจัดระเบียบ ซึ่งถือเป็นงานเก่งของทหาร อย่างการจัดระเบียบพื้นที่บางพื้นที่ ตั้งแต่เกิดมาก็เห็นค้าขายเป็นแบบนี้มาตลอด แต่เขาก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะการจัดระเบียบแผงค้าในกรุงเทพฯ ที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินการ หากไม่ใช่คำสั่งของ คสช. ก็คงทำไม่ได้แน่ ส่วนด้านอื่นๆ เขาอาจจะไม่เก่ง เพราะเขาเป็นทหาร แต่เขาทำในสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำไม่ได้เลย ไม่ว่าจะมาจากพรรคไหน นี่เป็นจุดเด่นของเขา

“ผมกำลังเป็นห่วงว่าหลังเลือกตั้ง พรรคการเมืองที่มาเป็นรัฐบาลแล้วทำไม่ได้อย่างทหาร แล้วประชาชนคิดเปรียบเทียบขึ้นมาจะเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้นักรัฐศาสตร์​ต่างชาติบอกว่า หากปล่อยให้ทหารจัดการมากเข้า ทหารเกิดความชำนาญ มีทักษะ ด้วยความที่เป็นองค์กร สั่งการ​ชัดเจน อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ประชาชนเคยชิ​นกับ​การทำงานรวดเร็วมีประสิทธิภาพ ก็อาจไม่อดทนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายประเทศในแถบละตินอเมริกาวนเวียนอยู่กับการพอใจของทหาร ซึ่งต่อมาก็ดีขึ้น มีความพยายามลดบทบาททหาร

…คุณถามเหมือน 2 ปี คสช.ที่ผ่านมาทำงานแย่ แต่ผมบอกว่าเขาเก่งเรื่องของเขา แต่ถ้าวันหนึ่งเกิดความหละหลวม ประชาชนนึกโหยหาทหาร ซึ่งไม่อยากให้เกิด แต่เหมือนกับช่วงหลัง 2475 รัฐบาลคณะราษฎร​ทำได้ไม่ดี ประชาชนก็นึกถึงในหลวง หรือเดนมาร์กเหมือนกัน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 1849 แต่ไม่ถึง 20 ปีต่อมาเกิดวิกฤตการเมือง เขาก็นึกถึงในหลวงของเขา เฟรดเดอริกที่ 7 จนนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญเดนมาร์ก”

ไชยันต์ กล่าวอีกว่า ยังกลัวว่าต่อไปหลังรัฐบาลคนจะไปนึกถึง คสช.​ นึกถึงความขึงขังของเขา คนไทยมีแนวโน้มอำนาจนิยม เพราะเราพูดกันดีๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง จิ๊กโก๋ทะเลาะกัน นักเลงตัวจริง นักเลงโบราณออกมาก็จบ เพราะจิ๊กโก๋ไม่ได้เรื่อง คนไทยจริงๆ ถ้ามีเหตุผล รู้จักเคารพระเบียบก็ไม่ต้องเรียกทหารออกมา

ในแง่การทำงานอย่าง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ก็มีผลงานที่ชัดเจน เป็นกระทรวงที่ถือว่าทำงานมีประสิทธิภาพ มีผลงานหลายเรื่องที่โดดเด่น อย่างการทำงานของศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ที่มีคำสั่งพักงานข้าราชการระดับสูง นักการเมืองท้องถิ่นที่สีเทา ไม่โปร่งใส เพื่อรอการไต่สวนข้อเท็จจริง เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแก้ปัญหาการทุจริตที่หากเป็นก่อนหน้านี้ก็คงไม่อาจทำได้

พล.อ.ไพบูลย์ ยังมีผลงานการแก้ปัญหาการยักยอกทรัพย์ในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นที่เรื้อรังมานาน โดยที่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ดำเนินการอะไร แต่ในยุคของ พล.อ.ไพบูลย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้าไปตรวจสอบจนสามารถหาหลักฐานเอาผิด ศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจนเข้าคุกได้ อีกทั้งยังดำเนินการตรวจสอบคดีรถหรูสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ถามว่าในช่วงใกล้จะปลายโรดแมป ประเมินว่า คสช.จะจบสวยหรือไม่ ไชยันต์ กล่าวว่า โดยทฤษฎีแล้วการลงจากอำนาจเร็วที่สุดน่าจะดีสุด แต่กรณีนี้อาจหักล้างทฤษฎีก็เป็นได้ รัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 มีความชัดเจนอะไรบางอย่าง ซึ่งการรัฐประหาร 19 ก.ย.​ 2549 มีความไม่ชัดเจนอะไรบางอย่าง

“รัฐประหาร 19 ก.ย​. เหมือนเข้าข้างพันธมิตรฯ เหลือเกิน ทั้งที่อาจไม่ตั้งใจจะเข้าข้าง แต่ครั้งนี้​คนเสื้อแดงอาจมองว่า คสช.เข้าข้าง กปปส.​ แต่เอาจริง เขาเล่นทุกฝ่าย ​คดีความเล่นทุกฝ่ายหมด ผมเคยให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์เนี่ยแหละเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ถ้ารัฐประหารจะจบลงสวยต้องเป็นกลาง เล่นทุกฝ่าย เขาก็เล่นทุกฝ่าย ส่วนถามว่าจะลงสวยไม่สวยยังตอบยาก แต่น่าจะดีกว่า 19 ก.ย. มีเรื่องเดียวที่อาจไม่สวยคือเรื่องราชภักดิ์”

ต่อเนื่องมาถึงคำถามเรื่องนโยบายหลายเรื่องที่ถูกวิจารณ์คัดค้านในสมัยรัฐบาลก่อนหน้า แต่รัฐบาล คสช.กลับทำได้โดยไม่มีเสียงค้าน ไชยันต์วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะ หนึ่ง เขาไม่ให้ต่อต้าน สอง ทางรัฐศาสตร์เรียกว่าความชอบธรรม คุณคิดว่าคนนี้โกง ไม่ไว้ใจเขา แต่อีกคนทำเรื่องเดียวกันไม่ถูกว่า เหมือนทำธุรกิจ ซื้อของอย่างเดียวกัน ราคาเดียวกัน แต่กลับไม่ไว้ใจ ความชอบธรรมเป็นอะไรที่เป็นนามธรรมมาก และมีบทบาททางการเมืองมาโดยตลอด ความชอบธรรมวัดไม่ได้ แต่เกิดให้เห็นได้ แต่วัดล่วงหน้าไม่ได้

“คล้ายกับที่เคยมีคนบอกว่าความชอบธรรมต้องมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ถึงจุดหนึ่งมันกลับเป็นว่าคนที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งก็ชอบธรรมได้ อาการนี้เป็นอาการที่นักวิชาการเรียก รัฐผุเสื่อม หรือ State Decay ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นก่อนไปถึงอาการรัฐล้มเหลว วันหนึ่งความชอบธรรมเหวี่ยงไปสู่คน ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นอาการป่วยของรัฐและเป็นวิกฤตความชอบธรรม”

อย่างไรก็ตาม ไชยันต์ บอกว่า ปัญหาเรื่องราชภักดิ์ก็ยังเป็นระเบิดเวลา ส่วนโครงการต่างๆ อย่างรถไฟความเร็วสูงก็ยังเป็นที่จับตา หากต่อไปเกิดพบว่ามีความคดโกง ฉ้อฉล ก็จะกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ทำให้ทหารแย่ คล้ายกับคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ทำรัฐประหาร พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เพราะ รมต.​โกง เกิดบุฟเฟ่ต์คาบิเน็ต คนเชื่อมั่น รสช. แต่วันหนึ่งความเชื่อมั่นก็หมดไปทันที

“ต้องเตือน คสช. และทหารด้วยว่าความเชื่อมั่นของประชาชนมันหมดง่ายจริงๆ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเสียงของประชาชน เสียงประชาชนเปรียบเสมือนพันธุ์ไม้เลื้อย วันดีคืนดีก็เปลี่ยนได้ เปลี่ยนจนคุณตกใจ คนที่เคยเลือกพรรคไทยรักไทยปี 2544-2547 แต่พอปี 2548 ก็ออกมาประท้วงทักษิณ เหมือนบางกลุ่มออกมาเรียกทหาร ต่อไปก็อาจออกมาไล่ทหารได้

…ผมอาจเป็นนักปรัชญาการเมือง ศึกษาปรัชญาการเมืองโบราณ อ่านประวัติศาสตร์การเมืองกรีก โรมัน จะเห็นว่าเสียงประชาชนอ่อนไหวมาก แล้วมันน่ากลัว คุณอย่าวางใจเสียงประชาชน มันพลิกโผ พลิกผันอ่อนไหวได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเสียงประชาชนไทย ถ้าลีกวนยิวมาปกครองไทย 30 กว่าปี คิดว่าปกครองได้ไหม คนไทยชอบทำอะไรตามอำเภอใจแล้วบอกว่านี่คือเสรีภาพ”

ไชยันต์ กล่าวว่า พลังมวลชนของไทยมีประสิทธิภาพมากสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี 2500 ก็ออกมาต่อต้าน จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต่อมา 14 ต.ค. 2516 และ 6 ต.ค. 2519 วันดีคืนดีมีพฤษภาทมิฬ มี พธม. มี ​นปช.​ กปปส. พลังมวลชนของไทยมีประสิทธิภาพมาก ไม่อยากให้แยกเป็น
กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่มวลชนของไทยยิ่งใหญ่มากและปกครองยาก เคยมีหลายคนพูดว่าคนไทยปกครองดูเหมือนยากก็ยาก ง่ายก็ง่าย คือไม่แน่นอน ดังนั้น ทหารต้องระมัดระวัง อย่าทึกทักว่าอะไรจะสะดวกดาย

“ฉะนั้น อย่าไว้ใจประชาชนไทย ถ้าถึงจุดหนึ่งคนไทยบอกไม่เอาก็คือไม่เอา เสียงของประชาชนอ่อนไหวและเปลี่ยนได้ทันที” ไชยันต์ กล่าว

 

ไขข้อสงสัยที่คนไม่ค่อยรู้ “เมื่อกะเทยต้องไปเกณฑ์ทหาร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มีนาคม 2559 เวลา 20:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/424568

ไขข้อสงสัยที่คนไม่ค่อยรู้ "เมื่อกะเทยต้องไปเกณฑ์ทหาร"

เรื่อง…อินทรชัย พาณิชกุล

ฤดูเกณฑ์ทหารเวียนมาอีกครั้ง …

ภาพชายหนุ่มอกสามศอกถอดเสื้อจับใบดำใบแดง ท่ามกลางเสียงโห่ฮาของกองเชียร์ บางคนกระโดดตัวลอยเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ต้องไปเป็นทหาร บางคนนอนดิ้นพราดๆกับพื้น (ดีใจ?) ที่ได้รับใช้ชาติ

สปอร์ตไลท์ถูกสาดส่องไปยังสาวประเภทสองหน้าตาสะสวย หุ่นดี ยืนยิ้มด้วยท่าทีสงบ ไม่มีใครรู้ว่าในใจเธอคิดอะไรอยู่ ลุ้นใจจดใจจ่อ? มั่นใจยังไงก็รอด? หรือพยายามสะกดความเขินอายจากการถูกสายตาและคำซุบซิบนินทาที่พุ่งมาจากทุกทิศทุกทาง

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ “กะเทย” ต้องเตรียมตัวเตรียมใจยังไงเวลาไปเกณฑ์ทหาร

วันนี้ โน๊ต-เจษฎา แต้สมบัติ ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย  (Thai Transgender Alliance-Thai TGA) จะมาตอบข้อสงสัยทุกประการถึงการเตรียมพร้อมของน้องๆในการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 1-12 เมษายนนี้

ในอดีตที่ผ่านมา วิวัฒนาการการเกณฑ์ทหารกับกะเทยเป็นอย่างไร

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลากะเทยไปเกณฑ์ทหารคือ “กะเทย” “สาวประเภทสอง” หรือ “คนข้ามเพศ” จะถูกจัดให้อยู่ในจำพวกที่ 4 หมายถึงบุคคลทุพลภาพ โรคจิต วิกลจริต เวลาไปเกณฑ์ทหารก็จะถูกให้ถอดเสื้อต่อหน้าสาธารณะ ทั้งที่บางคนผ่าตัดแปลงเพศมีหน้าอกแล้ว ถูกแซว ถูกคุกคาม ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

กระทั่งปี 2549 เราร่วมกับเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ นำโดยคุณสามารถ มีเจริญ ยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อให้มีการแก้ไขถ้อยคำที่ระบุในใบเกณฑ์ทหารว่า ‘โรคจิตถาวร’ ระหว่างนั้นก็มีการสื่อสารทำความเข้าใจกับทหาร ทั้งเรื่องมาตรฐานการปฏิบัติต่อน้องๆที่เป็นกะเทย เราไม่ได้ต้องการให้น้องกะเทยได้รับการปฏิบัติที่พิเศษกว่าคนอื่น แต่เราต้องการได้รับการปฏิบัติที่ยึดในการเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ต่อมาปี 2555 ศาลปกครองมีคำสั่งให้แก้ไขถ้อยคำในใบสด.43 (ใบรับรองผลการตรวจเลือกทหาร) โดยร่วมมือกับกระทรวงกลาโหม และกรรมาธิการเด็ก สตรี และเยาวชน ในการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำ จนได้ถ้อยคำใหม่ว่า ‘ภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด’ และเริ่มประกาศบังคับใช้เป็นทางการเมื่อปี 2557

ปัญหาที่กะเทยต้องเจอเวลาถึงช่วงเกณฑ์ทหารคืออะไร

ปัญหาที่พบบ่อยคือ น้องไม่ทราบข้อมูล เข้าไม่ถึงข้อมูล ไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง ขอเอกสารใบรับรองแพทย์ที่ไหน ทำให้หลายคนต้องกลับมาเกณฑ์ทหารใหม่อีกครั้งในปีถัดไป เพราะขอเอกสารไม่ทัน บางคนโชคร้ายจับได้ใบแดง เราก็ต้องทำเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการระดับสูง ให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ว่าน้องๆเหล่านี้เป็นกะเทย เป็นสาวประเภทสองจริงๆ ก่อนจะช่วยเหลือให้ปลดประจำการออกมา

ที่ผ่านมา จากการพูดคุยผ่านสายด่วนให้คำปรึกษา น้องๆจะโทรเข้ามาเยอะ บ่นว่าเครียด นอนไม่หลับ พ่อแม่ญาติพี่น้องก็เครียดกันหมดทั้งบ้าน กลัวว่าจะได้เป็นทหาร กลัวว่าจะถูกคุกคาม ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

นอกจากนี้ ปัญหาอีกอย่างคือ การทำงานร่วมกับโรงพยาบาลของรัฐที่มีแผนกจิตเวช เพื่อให้เขามีความรู้ความเข้าใจว่าน้องๆสามารถมาขอใบรับรองแพทย์ได้ เพราะโรงพยาบาลบางแห่งปฏิเสธ ไล่ให้ไปใบรับรองแพทย์ที่โรงพยาบาลทหาร ซึ่งโรงพยาบาลทหารมีข้อจำกัดมีจำนวนแค่ 20 แห่งทั่วประเทศเท่านั้น

กะเทยแบบไหน ถึงจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเป็นทหาร

ในสายตาทหาร เขาแบ่งกะเทย หรือสาวประเภทสองออกเป็น 3 ประเภทด้วยกันคือ เห็นได้ด้วยตา หมายถึง เห็นได้จากภายนอก ความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายชัดเจน เช่น หน้าอก แพทย์ในหน่วยตรวจเลือกสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ไม่ต้องรับการเข้าเกณฑ์ทหาร

ส่วนกะเทยหลายคนที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนร่างกาย ไม่ได้ทำหน้าอก ไม่ได้แปลงเพศ เพราะบางคนอายุไม่ถึง 20 ปี หลายคนยังเรียนอยู่ หลายคนมีข้อจำกัดเรื่องเงินค่าผ่าตัด คนกลุ่มนี้ทหารก็อยากจะให้ไปขอใบรับรองแพทย์

กลุ่มสุดท้ายคือ ผู้ที่มีจิตใจเป็นผู้หญิง แต่ไม่สามารถใช้วิถีชีวิตเป็นผู้หญิงได้ ด้วยข้อจำกัดต่างๆ เช่น บางคนยึดอาชีพครู บางคนทางบ้านยังไม่ยอมรับ ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้

กะเทยแปลงเพศกับไม่แปลงเพศเจอปัญหาแตกต่างกันไหม

ไม่ว่าจะแปลงเพศ หรือไม่แปลงเพศ เขาจะดูใบรับรองแพทย์เป็นสำคัญ ถ้าคุณแปลงเพศแล้ว แต่ไม่มีใบรับรองแพทย์ การพิสูจน์อย่างเดียวที่จะทำได้คือ ตรวจร่างกาย ถึงแม้ปัจจุบันทหารจะมีห้องลับเฉพาะในการตรวจร่างกาย แต่คุณก็ต้องเปิดอวัยวะเพศ เพื่อให้แพทย์ในหน่วยตรวจเลือกตรวจ แต่ถ้าคุณมีใบรับรองแพทย์ ทุกอย่างก็จบ ดังนั้นเราจึงรณรงค์ให้น้องๆกะเทย ไม่ว่าจะแปลงเพศหรือไม่แปลงเพศ ต้องขอใบรับรองแพทย์ทุกคน

แล้วจะรู้ได้ไงว่าเป็นกะเทยจริงๆ ไม่ใช่พวกแอบอ้างเพื่อหนีทหาร

เราเคยพาน้องๆกะเทยไปตรวจที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ โรงพยาบาลพระมงกุฎ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา พบว่า แพทย์จะมีวิธีวินิจฉัยอย่างละเอียด เช่น ต้องพบกับจิตแพทย์ถึง 3 คนในการรับรอง ต้องทำแบบทดสอบทางจิตวิทยากว่า 800 ข้อ ตรงนี้จะเป็นวิธีสกรีนได้ในระดับหนึ่งว่าใครมีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด

สมมติว่าคุณจะไปเกณฑ์ทหาร คุณจะยอมไหมที่จะถูกเรียกว่ามีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ซึ่งหมายความว่าคุณเป็นกะเทย เป็นสาวประเภทสอง แล้ววันที่คุณไปเกณฑ์ทหารต้องเจอทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อน กองเชียร์ ธรรมชาติของผู้ชายไม่มีทางที่จะลดเกียรติของตัวเองว่าฉันเป็นกะเทย ฉันมีเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ไม่ยอมไปเข้าแถวของสาวประเภทสองที่ถูกจัดไว้ให้เฉพาะ ที่สำคัญเอกสารประจำตัวสำคัญที่ได้รับมาเพื่อแสดงว่าเราพ้นจากการเกณฑ์ทหารแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสอบเข้าเรียน สมัครงาน การเดินทาง การทำธุรกรรมต่างๆ คุณจะต้องใช้มันไปตลอดชีวิต เราจึงไม่เคยพบว่า มีผู้ชายคนไหนแกล้งเป็นกะเทยเพื่อหนีทหาร

คิดยังไงกับการทำข่าวกะเทยเกณฑ์ทหารของสื่อมวลชน

ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งที่เราต้องสื่อสารกับสื่อมวลชนว่า เวลาทำข่าวเกณฑ์ทหาร เราไม่อยากให้คุณจับประเด็นเฉพาะเรื่องกะเทยสวยไปเกณฑ์ทหาร โฟกัสไปที่กะเทยหน้าตาสวย รูปร่างดีเท่านั้น แต่อยากให้โฟกัสไปที่มาตรฐาน หรือการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารที่มีต่อกะเทยมากกว่า เพราะยิ่งทำข่าวแบบนั้น มันยิ่งเห็นอคติในการนำเสนอความแปลกประหลาด ตลกขบขัน และสร้างบรรทัดฐานให้มีแต่กะเทยสวยเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับ เราไม่เคยเห็นกะเทยหน้าตาธรรมดา กะเทยหน้าตาไม่ดีปรากฎอยู่ในข่าวเลย

อยากให้เสนอภาพรวมมากกว่าว่า ถึงฤดูเกณฑ์ทหาร น้องๆกะเทย สาวประเภทสอง ผู้ที่มีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด พวกเขาเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติอย่างไรบ้าง น้องเค้าเตรียมพร้อมยังไง มีความท้าทายอย่างไรบ้างในการมาเกณฑ์ทหาร ขณะเดียวกันผู้ชายแท้ๆที่ไปเกณฑ์ทหารมองน้องๆเหล่านี้ด้วยท่าทีอย่างไร นักข่าวควรเสนอภาพบรรยากาศกระบวนการเกณฑ์ทหาร มาตรฐานการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหาร มากกว่าจะเอากะเทยเป็นจุดขาย

อยากเสนอแนะอะไรไปยังฝ่ายทหาร

เราไม่ได้มองไปไกลถึงขนาดจะให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ณ ตอนนี้ ข้อเรียกร้องที่เรามองบนพื้นฐานของความเป็นไปได้ในปัจจุบันคือ อยากให้พี่ๆทหารช่วยเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารให้แก่น้องๆกะเทย สาวประเภทสอง หรือผู้มีภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด ตั้งแต่ตอนมาขึ้นทะเบียนทหารตอนอายุ 17 ปีที่สัสดีภูมิลำเนา   

อยากให้เจ้าหน้าที่สัสดีแจ้งกับน้องๆว่า กรณีคนที่เป็นกะเทย สาวประเภทสอง หรือคนข้ามเพศ สามารถขอใบรับรองแพทย์ได้ และขอได้ที่ไหนบ้าง ขออย่างไร เพื่อที่เวลาอายุ 20 ปีบริบูรณ์จะได้มีความพร้อมในเรื่องเอกสาร ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราอยากจะสื่อสารกับทางพี่ๆทหาร ถ้าน้องเค้าเข้าใจชัดเจน น้องๆเค้าจะได้เตรียมเอกสารให้เรียบร้อย จะช่วยผ่อนแรง ลดความยุ่งยากของพี่ๆทหารด้วย

นอกจากนี้ อยากให้มีการปฐมนิเทศเจ้าหน้าที่ที่จะมาทำหน้าที่ตรวจคัดเลือกทหาร ให้เข้าใจว่าจะต้องปฏิบัติกับน้องๆสาวประเภทสองอย่างไร  จะเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างไร เช่น ไม่สั่งให้เค้าเสิร์ฟน้ำ ไม่สั่งให้เค้าเต้นในกิจกรรมสันทนาการเพื่อความบันเทิง ไม่พูดจาข่มขู่ คุกคาม ด่าว่า หรือทำให้รู้สึกอับอายต่อหน้าธารกำนัล

ทั้งหมดช่วยให้ภาพลักษณ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ทหารในการเกณฑ์ทหารมีความก้าวหน้าพัฒนาด้วย

แล้วอยากแนะนำน้องๆกะเทยที่กำลังจะเข้าเกณฑ์ทหารอย่างไรบ้าง

น้องๆที่กำลังจะเกณฑ์ในปีนี้ เข้าใจว่าหลายคนเตรียมตัวไม่ทัน หลายคนขอใบรับรองแพทย์ไม่ทัน ก็อยากให้น้องไปเกณฑ์ทหารตามปกติ ห้ามหนี ห้ามหลบเลี่ยง เพราะจะมีความผิดตามกฎหมาย ยังไงก็ต้องไปตามปกติ พี่ๆทหารเขาจะมีทางออกให้ นั่นคือ กลับมาเกณฑ์ใหม่ในปีหน้า แล้วไปขอเอกสารมาให้เรียบร้อย ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องตกใจใดๆทั้งสิ้น

น้องๆควรไปถึงสถานที่เกณฑ์ทหารตรงต่อเวลา เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าสายตา ซึ่งอาจนำไปสู่การพูดจาล้อเลียนแต่งกายให้เหมาะสม ถ้าเป็นนักศึกษาให้ใส่ชุดนักศึกษาไปได้ สำรวจกิริยามารยาท วางตัวอย่างเหมาะสมในการติดต่อกับหน่วยงานทางราชการ อดทนอดกลั้นต่อสายตากองเชียร์ และการจับจ้องในบริเวณพื้นที่ตรวจเลือก

นอกจากนี้หากถูกสั่งให้ถอดเสื้อ ถ้าใส่เสื้อที่มีกระดุมอยู่แล้ว สามารถปลดกระดุมได้ 2-3 เม็ดก็ทราบได้ว่ามีนมหรือไม่ แต่ถ้าไม่ได้ใส่เสื้อเชิ้ตไปควรเจรจากับเจ้าหน้าที่ว่าขอไปทำในที่มิดชิดบริเวณใกล้เคียงที่ไม่ไกลจากสายตาผู้คนมากนัก เพื่อป้องกันการถูกล่วงละเมิด 

อย่าหลงเชื่อถ้อยคำชักจูงใดๆ เช่น ถ้าไปเป็นทหารจะไม่ให้ฝึก จะให้ไปทำงานสบายๆในครัวหรือในสำนักงาน เพราะคนที่มีอำนาจตัดสินใจว่าเราจะได้จับใบดำใบแดงหรือไม่คือเจ้าที่ที่ตรวจร่างกายเรา ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหารระดับปฏิบัติการที่เดินอยู่ในบริเวณนั้น

ถ้าถูกสั่งหรือขอให้ไปช่วยเสิร์ฟน้ำ บีบนวดเจ้าหน้าที่ หรือเข้าร่วมการประกวดเพื่อสร้างบรรยากาศ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้ เพราะเป็นกิจกรรมที่กะเทยถูกใช้เป็นเครื่องมือจากฐานคิดที่ไม่ส่งเสริมการเคารพศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกันในสังคม ดังนั้นเราไม่ควรสนับสนุนวิธีปฏิบัติแบบนี้ และต้องหาวิธีการปฏิเสธที่เหมาะสม

กรณีที่รูปร่างการแต่งกายยังไม่ดูเป็นผู้หญิงมากแต่จิตใจเป็นหญิงแล้ว เช่น ยังไม่มีหน้าอก ผมยังไม่ยาว เหล่านี้มีสิทธิที่จะผ่านการตรวจร่างกายสูงมาก ดังนั้น ถ้ามีเอกสารใดๆ เช่น ใบรับรองจากจิตแพทย์ ให้รีบยื่นในขั้นตอนการตรวจร่างกายหรือร้องเรียนต่อประธานกรรมการการตรวจเลือกฯ ก่อนที่จะต้องจับฉลากเพื่อยันยันความเป็นตัวเอง

ทั้งหมดทั้งปวงถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคุกคาม ล่วงละเมิดทางเพศ เลือกปฏิบัติ หรือถูกกีดกันด้วยวิถีแห่งเพศ น้องๆสามารถร้องเรียนได้ที่ประธานตรวจคัดเลือกเกณฑ์ทหาร

สำหรับน้องๆที่จะเข้าไปเกณฑ์ทหารในปีหน้า ควรเข้าไปศึกษาข้อมูลได้ที่เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย www.thaitga.com หรือเพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/thaitga อัพเดทข่าวการเกณฑ์ทหารที่ https://www.facebook.com/tgmilitaryrecruit/ ชมคลิปวีดีโอในยูทูบที่ https://youtu.be/Q51uZ1nPILE หรือค้นหาคำว่า “กะเทยกับการเกณฑ์ทหาร” เพื่อให้ตัวเองได้เตรียมความพร้อมอย่างทันท่วงที และไม่เครียดด้วย

ถ้าเราพร้อม เตรียมเอกสารพร้อม ก็จะอุ่นใจ สบายใจในการเกณฑ์ทหารที่จะมาถึง.

ชมคลิปน่ารักๆกะเทยเกณฑ์ทหาร https://www.youtube.com/watch?v=Sq_4IdjgUt8