ตีโจทย์เศรษฐกิจไทยดิ่งยาว…10 ปี ปัจจัยใน-นอก รุมเร้าหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 มีนาคม 2559 เวลา 13:17 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/421805

ตีโจทย์เศรษฐกิจไทยดิ่งยาว...10 ปี ปัจจัยใน-นอก รุมเร้าหนัก

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ, ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกำลังเป็นปัญหาหนักอกของรัฐบาลในปัจจุบัน แม้ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเป็นระยะ แต่ช่วยได้เพียงระดับหนึ่ง เพราะสุดท้ายแล้วตัวเลขเศรษฐกิจที่หน่วยงานภาครัฐประกาศออกมาก่อนหน้านี้ล้วนแต่สะท้อนในทางที่ไม่ดีอย่างที่รัฐบาลตั้งความหวัง

พิชัย นริพทะพันธุ์ คณะทำงานฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย (พท.) อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมช.คลัง ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ถึงภาพรวมปัญหาเศรษฐกิจของไทย ว่า “ตอนนี้น่ากังวล สัญญาณการส่งออกล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค. 2559 ลดลง 8.91% เมื่อภาพการส่งออกทรุดลงแบบนี้และประกอบกับการลงทุนจากต่างประเทศที่หายไปอีก 78% ถามว่านั่นใช่สัญญาณว่าต่างประเทศทิ้งประเทศ ไทยแล้วหรือไม่ เขาไม่เอาแล้วหรือเปล่า ผมมองว่าที่เป็นแบบนี้ค่อนข้างชัดว่าเศรษฐกิจเราจะดิ่งไปอีกมาก เพราะเมื่อการลงทุนไม่เกิด อนาคตการส่งออกก็แย่”

ดังนั้น เมื่อไม่มีการลงทุน ไม่มีการส่งออก เศรษฐกิจไทยจะฟื้นต้องใช้เวลาอีกมาก อยากเตือนทุกคนว่าเศรษฐกิจขณะนี้หนักมากจะทำให้คนลำบากขึ้น ที่น่าห่วงคือ จะทำให้สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี กินเวลายาวและต้องใช้เวลาฟื้นตัวอีก 5-10 ปี ที่บอกว่าเศรษฐกิจไทยจะใช้เวลาฟื้นตัวอีก 5-10 ปี จะนับจากหลังที่เรามีการเลือกตั้งและการเลือกตั้งนั้นต้องเลือกตั้งด้วยความสงบ แล้วประเทศเข้าสู่ในหลักเกณฑ์ที่รับได้ ไม่ใช่การเลือกตั้งที่มีรัฐธรรมนูญแล้วไม่ได้รับการยอมรับ

พิชัย อธิบายอีกว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจเรื่องการลงทุน สำหรับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นไม่ได้ลดลง เพราะในภูมิภาคนี้มีการเจริญเติบโตสูง แม้มีเงินไหลเข้ามามาก แต่ไหลไปที่อื่น เช่นตัวเลขการลงทุนของเมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ทุกประเทศตัวเลขขยายหมด มีแต่ของไทยที่ลดลง อย่าไปมองว่าเศรษฐกิจโลกแย่อย่างเดียว ถามว่าเศรษฐกิจประเทศไทยเจอเกิดจากอะไร ประเทศเดินไม่ได้เศรษฐกิจจะเสียหายมาก

สำหรับปัญหาเศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยจากปัญหาเศรษฐกิจของโลก โดยเฉพาะการชะลอตัวของสาธารณรัฐประชาชนจีนและราคาน้ำมันที่ผันผวน ซึ่งอดีตรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจรายนี้อธิบายในสาระสำคัญดังนี้

ปัจจัยแรกคือจีน ทันทีที่เปิดศักราชใหม่ เศรษฐกิจจีนก็แย่เลยตลาดหุ้นจีนตกอย่างมากต้องหยุดการซื้อขายสองครั้ง ค่าเงินหยวนอ่อนลง ถ้าเรามองทั้งโลกเศรษฐกิจจีนจะเป็นปัญหาหลัก เพราะปัญหาจีนมีหลายอย่างเริ่มโผล่ขึ้นมา ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตเร็วก็จริง แต่มีปัญหาในเรื่องธรรมาภิบาล ปัญหาหลักของจีน เวลานี้ไม่ต่างจากปัญหาเศรษฐกิจไทยเมื่อปี 2540 เมื่อจีนปล่อยให้หุ้นโต 150% ภายใน 1 ปี แต่การเจริญเติบโตลดลงหุ้นก็ต้องทรุด เนื่องจากจีนต้องการให้ตลาดหลักทรัพย์โตเท่าสหรัฐแต่ทำไม่ได้ ดังนั้นเศรษฐกิจจีนก็ต้องใช้เวลาอีกนานอย่างต่ำ 3-5 ปี

ปัจจัยที่ 2 ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะมีราคาต่ำไปอีก 10 ปี หรืออาจจะไม่ขึ้นก็ได้ โดยมีปัจจัยมาจากการค้นพบแหล่งน้ำมันใหม่ๆ จำนวนมาก ขณะเดียวกันการใช้น้ำมันก็ลดลงเรื่อยๆ เพราะมีพลังงานทางเลือกมาก เช่น ไฟฟ้า เมื่อน้ำมันราคาลดลงประเทศที่ผลิตน้ำมันส่งออกก็มีปัญหา ราคาน้ำมันที่ผันผวนส่งผลไปถึงราคาสินค้าเกษตรที่ลดลงตามด้วย ไม่ต่างอะไรกับราคาสินค้าประเภทโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะยางพารา เหนื่อยมากไม่มีทางขึ้นเพราะถ้าน้ำมันถูกราคายางพาราก็จะลงตามไปตลอด เพราะยางสังเคราะห์จะมีต้นทุนที่ถูกกว่าก็จะเป็นปัญหาระยะยาว

แม้การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย แต่ในทัศนะของพิชัยมองอีกด้านว่าไม่ควรมองเพียงมิติเศรษฐกิจโลกเพียงอย่างเดียว เพราะต้องย้อนกลับมาดูปัจจัยต่างๆ ภายในประเทศไทย ซึ่งสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยไม่ต่างกัน

“เมื่อเรามองปัญหาจากปัจจัยภายนอกแล้ว เราย้อนกลับมามองปัญหาภายในของไทยด้วยที่ค่อนข้างเหนื่อย ผมเคยเตือนมาตลอดว่าถ้าต่างประเทศเขาไม่มั่นใจเราว่า เหตุการณ์ต่างๆ จะจบลงเมื่อไหร่ หรือถ้าไทยถูกแซงก์ชั่น (มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ) นักลงทุนที่ไหนจะมาลงทุน ไม่ว่ารัฐบาลจะไปออกโปรโมชั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าเขามาลงทุนแล้วขายของไม่ได้ ต้องเข้าใจว่านี่คือปัญหา หากเขาไม่ทราบว่าเราจะจบยังไงเลือกไปทางไหน เขาก็ไม่กล้าเสี่ยง เพราะมันไม่คุ้ม”

“ประเทศทั้งอาเซียนเศรษฐกิจเขาดีหมด โดยเฉพาะเวียดนามเศรษฐกิจเขาดาวรุ่งมาก สินค้าการลงทุนอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้าไปที่เวียดนามหมด เวียดนามเศรษฐกิจเขาโต 6.68% ส่งออกเขาโต 8.1% จะพูดว่าเวียดนามได้จากประเทศไทยก็ได้ เพราะคนไม่มั่นใจในไทยการลงทุนก็หันไปที่เวียดนามหมด เพราะดูตัวเลขการลงทุนต่างประเทศเวียดนามโตได้ การลงทุนต่างประเทศเวียดนามเพิ่มขึ้น 17.4% อย่าไปเข้าใจว่าโลกแย่แล้วประเทศอื่นจะแย่หมด”

“สิ่งที่เราเป็นอยู่อย่างนี้จะทำให้ประเทศเราเสียโอกาส สุดท้ายคนไทยต้องไปทำงานที่ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศเพื่อนบ้านเขาจะโตทันเราและอุตสาหกรรมใหม่ๆ จะไปที่ประเทศนั้นๆหมด”

ที่บอกว่านักลงทุนมองไทยว่ายังไม่มีจุดจบนั้นหมายความว่าอย่างไร? พิชัย อธิบายว่า “คือความสงบ ความน่าเชื่อถือ ความน่าไว้วางใจ หลายประเทศมีกระบวนการพัฒนาประเทศที่ดีขึ้น เช่น เมียนมา กระบวนการพัฒนาของเขามีทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ได้แย่ลง มีการเลือกตั้ง มีการแก้กฎหมายต่างๆ ให้เข้าสู่รูปแบบประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ประเทศเรากลับร่างรัฐธรรมนูญย้อนหลังกลับไป กระบวนการพัฒนาของเราถอยหลัง”

“ลองคิดดูว่าประเทศไหนที่กระบวนการพัฒนาถอยหลังแล้วเจริญบ้าง เราต้องคิดให้ชัดว่าที่เราเดินอยู่ตอนนี้เดินหน้า หรือถอยหลัง การดำเนินการอะไรตอนนี้จะทำอะไรก็ได้ให้ต่างประเทศเขามั่นใจ เพราะเศรษฐกิจเราขึ้นกับต่างประเทศเยอะ ไม่ได้โตด้วยตัวเองได้”

การตลาด แก้ปัญหาไม่ได้

พิชัย ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลว่า “ย้อนกลับมามองทีมเศรษฐกิจของไทยหลายอย่างมีวิธีคิดที่น่าสงสัย ตอนแรกผมดีใจที่เขารู้ปัญหาที่พูดถึงเสาหลักเศรษฐกิจที่เสื่อม แต่ตอนนี้กลับมาพูดเรื่องแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการไม่เน้นการส่งออก ถามว่าถ้าประเทศไทยไม่เน้นการส่งออกจะพึ่งอะไร ดูอย่างสิงคโปร์ที่เขาส่งออกกว่า 100% ของจีดีพี ถ้าประเทศเราเล็กก็ต้องผลิตอะไรเยอะ ที่สร้างกำไรมากแล้วมาพัฒนาประเทศ”

“การบอกว่าเราต้องพึ่งการบริโภคภายในประเทศ คือสิ่งที่ถูกต้อง แต่ต้องพยายามเอากำไรจากการส่งออกมาขยายการบริโภคในประเทศ ให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้นเพื่อให้การบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้นสูสีกับการส่งออก ถ้าไม่มีส่งออกจะเอาเงินที่ไหนมาบริโภค รัฐบาลจะแจกเงินไปเรื่อยๆอย่างนั้นหรอ เหมือนกับถ้าครอบครัวไม่มีเงินจากการทำธุรกิจ ไม่มีเงินกงสี แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปแจกพี่น้อง”

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลหรือนโยบายประชารัฐ มองว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทยได้หรือไม่? อดีต รมช.คลัง จากพรรคเพื่อไทย มองว่า “ต้องดูโครงสร้างเพราะสิ่งที่รัฐเอามาอัดแคมเปญ พบว่ามูลค่าน้อยมากเมื่อเทียบค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น งบลงทุนหายไปเท่าไหร่ จากปีละเป็นล้านๆ บาท แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงแค่ 2 แสนล้านบาท แบบนี้จะเอาเงินที่ไหนมาอัดในส่วนที่หายไป ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จะสะท้อนว่าสิ่งที่รัฐทำ แค่ประคองเท่านั้น อีกทั้งยังประคองไม่อยู่ด้วยซ้ำเมื่อเทียบสัดส่วนความเสียหาย”

“ผมพูดอยู่เสมอว่าการทำเศรษฐกิจอย่าไปทำแบบการตลาด ที่จะไปพูดโน้มน้าวจะทำโน้นทำนี่ แต่ตัวเลขจริงๆ มันไม่ปรากฏออกมา มันก็ไม่ดี คุณจะมาพูดยังไงก็ได้ไม่ได้ ผิดกับการเมืองที่จะด่าคนไปเรื่อยๆ ด่าได้ วันนี้เขาเป็นคนดีด่าไปเรื่อยๆ วันหนึ่งคนก็เชื่อว่าเขาเป็นคนเลว แต่เศรษฐกิจไม่เหมือนการเมือง ถ้าคนไม่มีตังค์ไม่มีจะกินก็คือไม่มีจะกิน”

“ผมมองว่าวันนี้เรายังตกไม่สุด ปัญหาเศรษฐกิจยังทรุดตัวไปเรื่อยๆ ยังทรุดไปได้มากกว่านี้ ถ้าการส่งออก การลงทุนไม่ขยาย เศรษฐกิจไม่มีทางดี จะพึ่งพาแต่การท่องเที่ยวไม่ได้ เพราะการท่องเที่ยวเป็นตัวเสริมในทางเศรษฐกิจ แต่เราต้องมีภาคการผลิต การส่งออก สร้างรายได้ สร้างงาน ให้เราเจริญต่อไปได้ เราจะทำยังไงให้บริษัทส่งอออกโต แล้วเอารายได้มาช่วยคนข้างล่างให้มีรายได้เพิ่มขึ้น”พิชัย สรุป

ยิ่งปฏิรูปยิ่งถอยหลัง ต้องเร่งสร้างความมั่นใจ

หลังจากวิพากษ์ถึงภาพรวมปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเผชิญในปัจจุบันรวมถึงอุปสรรคที่ต้องเจอในอนาคตแล้ว “พิชัย” ยังให้แง่มุมในการแก้ไขปัญหาไว้อย่างสนใจ โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ควรมียุทธศาสตร์ชาติที่มีผลผูกพันถึง 20 ปี เพราะอาจทำให้ไม่เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ควรเน้นให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียนมากกว่า

“สำหรับยุทธศาสตร์ 20 ปี ถามว่าใครจะรู้อนาคตว่า อีก 20 ปี โลกนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ที่ผ่านมา 2 ปีนี้ ใครจะรู้ว่าน้ำมันจะลงเร็วขนาดนี้ โลกเปลี่ยนเร็วมาก แล้วยุทธศาสตร์ 20 ปี บอกว่าห้ามเปลี่ยนแปลง ถ้าโลกเปลี่ยนแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้ประเทศเราจะเป็นอย่างไร ขนาดแผนสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขียน 5 ปี ยังไม่ค่อยจะดีเลย แล้วพอมาทำเป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ก็อาจเป็นปัญหาได้ในอนาคต จึงต้องคิดทบทวนให้ดีๆ”

“ไม่รู้ว่ารัฐบาลติดกรอบอะไรกับยุทธศาสตร์ ดังนั้นต้องคิดให้ดีผมไม่รู้ว่าเขาต้องการคิดแบบตีกรอบ เพื่อให้รัฐบาลทำอะไรไม่ได้หรืออย่างไร อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นผม ช่วงแรกๆ หากจะให้ตั้งยุทธศาสตร์ 20 ปี คือแนวคิดว่าจะทำอย่างไรตั้งไทยให้เป็นศูนย์กลางอาเซียน นี่คือทางรอดของเรา เราต้องเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้า เอาของแพงๆ มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องยนต์ มาอยู่กับเรา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับประเทศ”

“จากนั้นเอาสินค้าอื่นๆ ให้คนไทยเป็นเจ้าของแล้วเอาไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะค่าแรงยังไม่แพงเหมือนกับการมีรถคันแรก ซึ่งไม่ใช่เป็นการประชานิยม แต่มันคือความต้องการให้คนที่อยากได้รถมีรถ และไทยต้องการเป็นศูนย์กลางการผลิตของอาเซียน เมื่อความต้องการและดีมานด์เพิ่มขึ้น เราต้องถูกเลือกเป็นแหล่งลงทุน แต่ตอนนี้สิ่งที่ทำไว้เดิมก็เหมือนสูญปล่า”

“การจะเป็นศูนย์กลางการผลิต การจำหน่ายและบริการ เราต้องทำให้ทุกคนเชื่อด้วยความเชื่อมั่น สิ่งเรานี้จะโตด้วยระบบของมันเอง กระบวนการดำเนินการภายในประเทศต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนตามหลักสากล แล้วทุกอย่างมันจะเป็นไปตามอัตโนมัติของมันเอง มองให้ชัด คิดให้ชัด และปฏิบัติให้ชัด เมื่อทำได้อย่างนี้จะเดินหน้าและขับเคลื่อนได้อย่างเป็นระบบ”

นอกเหนือไปจากการมียุทธศาสตร์ที่ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตแล้ว พิชัย เห็นว่าควรสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติด้วย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สุด รวมทั้งต้องทำให้กฎหมายสามารถเอื้อต่อการพัฒนาประเทศไทยเช่นกัน เพราะถ้าทำส่วนนี้ให้เกิดขึ้นได้ ทุกอย่างจะเดินหน้าได้อย่างเป็นระบบ

“หลักที่สุดเลยคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศอย่างไร คุณจะทำอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งก็ตาม ต้องสร้างความมั่นใจให้ได้ เดิมกระบวนการเป็นประชาธิปไตยเต็มที่แต่วันนี้กลับจะย้อนกลับไปอีก ก็ไม่มีใครเชื่อถือ ถ้าก้าวแล้วถอยหลังมันก็ไม่ได้”

“เรื่องปฏิรูปก็อย่าถอยหลัง ถ้าปฏิรูปแล้วถอยหลังก็เห็นผลกันอยู่ทุกอย่างมันก็จะถอยหลังตามๆ ไป ต้องเข้าใจว่ากฎหมายในโลกปัจจุบัน จะเขียนให้มีความคล่องตัวเพื่อที่จะออกนโยบายแข่งขันกับประเทศอื่นได้ทันที และเพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลที่จะไปแข่งขันได้ ทั้งหมดนี้เป็นการออกมาเตือนคือด้วยความเป็นห่วงและหวังดี”พิชัย เสนอแนะ

ทุบสถิติ…ปรับทัศนคติ 7 ครั้ง แขกประจำ คสช.

พิชัย นริพทะพันธุ์ เป็นหนึ่งในนักการเมืองซีกพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสได้พบกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มากที่สุด ที่บอกว่ามีโอกาสได้พบกับ คสช.นั้นไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง แต่พบในฐานะที่ถูก คสช.เชิญไปปรับทัศนคติความเห็นต่างทางการเมืองและมุมมองด้านเศรษฐกิจจากที่ออกมาแสดงความคิดเห็นจนไม่กริ่งเกรงอำนาจทหาร

ณ เวลานี้ พิชัยทำสถิติเข้ารับการปรับทัศนคติจาก คสช.ไปแล้ว 7 ครั้ง เจ้าตัวพูดขำๆ กับโพสต์ทูเดย์ว่า “ไม่รู้หลังจากนี้จะถูกเชิญเป็นครั้งที่แปดหรือเปล่า” จากนั้นก็เริ่มเล่าถึงบรรยากาศในค่ายทหารระหว่างการปรับทัศนคติแต่ละครั้งให้ฟัง

ครั้งที่ 1 คือช่วงรัฐประหาร ตอนนั้นก็โดนเรียกกันไปอยู่แล้ว ก็โอเค เขาดูแลดี มีอาหารทะเลกินด้วย มื้อเช้ามีทั้ง โจ๊ก ปาท่องโก๋ กาแฟ ขนมครก กลางวันยังมีสตาร์บัคส์เลย ครั้งที่ 2 ผมไปวิจารณ์เรื่องพลังงาน เรื่องน้ำมัน หลังจากนั้นก็มีทหารในกองทัพภาคที่ 1 เรียกไปคุย แล้วบอกว่าที่วิจารณ์นั้นมันไม่ใช่ ทั้งที่เขายังไม่รู้เลยว่าผมพูดอะไรไป ซึ่งจริงๆ ผมวิเคราะห์หลายเรื่อง

“ผมชี้แจงกับนายทหารท่านนั้นไปว่า ที่ผมพูดคือเศรษฐกิจจะแย่ นายทหารท่านนั้นจึงท้าพนันผมเลย ถ้าไม่แย่คนละพันไหม แล้วผมก็รับคำท้าว่าเอาเลย ผมอยากเสียพนันพันนึง นายทหารก็บอกว่าคุณกระจอกไม่รู้เรื่องหรอก แล้วผมก็บอกว่าผมพูดแล้วอีก 3 เดือนมาดูกันว่ามันจะแย่หรือเปล่า สุดท้ายมันก็แย่จริงๆ”

ครั้งที่ 3 พิชัย เล่าว่า “อยู่ดีๆ เขาก็มาเชิญผมไป แล้วบอกว่าไปกินกาแฟกันหน่อย อยากกินกาแฟด้วยกัน ผมจึงเชิญเขามาที่โรงแรมกลางใจเมืองแทน แต่เขาก็ไม่มา บอกว่าไม่รู้จัก เมื่อถึงเวลาเขาก็โทรมาเชิญไปที่สโมสรทหารบก วันนั้นผมพาเพื่อนไปด้วย เพราะคิดว่าไปกินกาแฟเฉยๆ แต่พอถึงเวลาจริงเขาก็พาทีมงานมานั่งฟังผมด้วย ให้พูดเรื่องเศรษฐกิจ แล้วก็ถามว่าจะเอาใครมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เขาก็บอกชื่อมาหลายคน การคุยวันนั้นเป็นชั่วโมงเลย แล้วก็มีคนมาจดรายละเอียด แล้วก็บอกให้ผมพูดน้อยๆ ลงหน่อย

ครั้งที่ 4 มีทหารยศพันโทมาหาที่บ้าน พร้อมด้วยรถฮัมเมอร์แบบทหารมาด้วย แล้วผมก็ชี้แจงว่าให้ไปอ่านดูว่าที่ผมพูด ไม่เคยพูดถึงทักษิณสักคำ มีแต่พูดว่าประเทศจะเดินไปยังไง แก้ปัญหาเศรษฐกิจยังไง ดูครอบครัวบ้านพี่สิว่าลำบากไหม บ้านขายของไหม คนเราต้องรับความจริง ผมไม่ได้จะไปกล่าวหาซี้ซั้ว แล้วเขาก็เออออกลับไป แล้วก็ถ่ายรูปไป”

พิชัย เล่าอีกว่า “จากนั้น 2 อาทิตย์ มาอีกเป็นครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นส่วนของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) คราวนี้เรียกไปที่สโมสรทหารบก มีนายพล 7-8 คนเลย แล้วมีพันเอก อีกเป็นสิบๆ คน แล้วเขาให้ผมอธิบายสภาพเศรษฐกิจ หลังจากที่ผมไปให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ว่า ‘อย่ากดทุกอย่างให้นิ่ง แล้วประชาชนจะอดอยาก’ แปลว่าอะไร แล้วก็อธิบายว่าถ้าจำกัดสิทธิทุกคนที่วิจารณ์ ไม่ให้คนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ประเทศจะเดินหน้าได้ยังไง

“ผมอธิบายสภาพเศรษฐกิจอย่างละเอียด ทหารก็บอกว่า พี่พูดดีมากเลย พี่ทำรายงานให้ผมหน่อยได้ไหม แล้วจะเอาไปให้นายกฯ ผมจึงบอกว่าที่พูดไป ชั่วโมงสองชั่วโมงที่แล้ว ที่อัดวิดีโอไว้ก็เอาไปให้นายกฯ ดูสิ จะได้รู้ว่าผมพูดอะไร ถ้าพูดผิดผมก็เสียคนเอง จากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ก็เชิญไปออกรายการโทรทัศน์เดินหน้าประเทศไทย

“อีกสักเดือนกว่าๆ ก็ถูกเรียกไปครั้งที่ 6 คราวนี้ยังเรียกไปให้อธิบายเรื่องเศรษฐกิจอีกเหมือนเดิม ก็ไปคุยว่าจะเดินหน้าอย่างไร หลังจากอธิบายเสร็จ ทหารก็บอกให้ผมเงียบๆ หน่อยอย่าไปพูดอะไรมาก หลังจากนั้นก็อนุญาตให้ผมเดินทางไปประเทศอังกฤษเลย ส่วนครั้งล่าสุด ครั้งที่ 7 ทหารโทรมาหาผมแต่เช้าหลังจากที่ผมแสดงความคิดเห็นว่าถ้ารัฐบาลยังอยู่ไปอีก 20 เดือน เศรษฐกิจจะมีปัญหา ซึ่งพอโทรมาหาผมเสร็จ เขาก็มารับผมที่บ้าน

“ได้แต่คิดในใจว่ามันแปลก ต้องโดนอะไรแน่ๆ เลย แล้วสักประมาณ 09.30 น. ทหารก็มาถึง แต่ก่อนหน้านั้นผมก็โพสต์เฟซบุ๊กแล้วว่า ผมจะถูกเรียก แล้วก็มีนักข่าวตามมาที่บ้านผม วันนั้นทหารบอกให้ผมขึ้นรถทหารไป ไม่ต้องเอารถไปเดี๋ยวกลับมาส่งเอง พอไปถึงค่ายทหารมีหมอมารออยู่ 5-6 คน มาจับผมวัดความดัน วัดอุณหภูมิร่างกาย หมอทหารแต่ละคนมาถามเลยว่า เศรษฐกิจจะเป็นยังไง พี่ครับผมมีหุ้น ปตท.อยู่จะเป็นอย่างไรบ้าง จะซื้อทองได้ไหม

“จากนั้นมีทีมงานทหารอีกทีมเข้ามา แล้วบอกว่าผมพูดโน่นนี่ มาพูดให้เกิดความแตกแยก แล้วเขาก็ให้ผมไปที่ที่หนึ่ง พออีก 2 วัน มีนายทหารยศพันโท ที่ดูแลที่นั่นมาทักทาย พออยู่ครบ 7 วันก็เอาทหารพระธรรมนูญมาเต็มเลยแล้วบอกว่าผมผิด คดีเพียบเลย 5 คดีนะ นี่ถ้าไม่หยุดพูด ก็จะโดนคดีละ 3 ปี แล้วจะติดคุก 15 ปีเลยนะ ผมก็เลยไม่ค่อยได้พูด”

พิชัย สรุปว่า สิ่งที่พูดทั้งหมดนี้ คิดว่าการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยเป็นเรื่องที่จำเป็น ไม่ว่าจะเรียกว่าประชานิยมหรือประชารัฐ เมื่อดูแล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างกัน แต่ปัญหาคือ ประชารัฐกลับไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกว่าความเป็นอยู่ของตัวเองดีขึ้นได้

“อีกทั้งหลายฝ่ายยังกังวลว่าประโยชน์ของประชารัฐจะตกอยู่กับกลุ่มบางกลุ่มมากกว่าจะตกอยู่กับประชาชน ดังนั้นจึงอยากให้มีการสำรวจความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ใช้โพลสำรวจที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน” พิชัย สรุป

 

“กระทิง พูนผล” มือปั้นสตาร์ทอัพไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มีนาคม 2559 เวลา 07:44 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/421196

"กระทิง พูนผล" มือปั้นสตาร์ทอัพไทย

โดย…ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ

หากเอ่ยถึงคนไทยที่เป็นบุคคลต้นแบบสำหรับคนรุ่นใหม่ในวงการสตาร์ทอัพที่จุดประกายให้กล้าที่จะคิดต่างและออกมาเป็นนายตัวเอง คงหนีไม่พ้น กระทิง พูนผล คนไทยอีกคนหนึ่งที่เข้าไปตามหาความฝันของตนเองในซิลิคอน วัลเลย์ จนได้นั่งในตำแหน่งบริหารชั้นสูงขององค์กรระดับโลกอย่างกูเกิล และกลับมานั่งเก้าอี้ผู้บริหารองค์กรชั้นนำอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งในทีมผู้ริเริ่มโครงการแอคเซเลเรทของดีแทค โรงเรียนสอนสตาร์ทอัพ และยังเป็นที่ปรึกษาด้านฟินเทคให้กับธนาคารชั้นนำของไทยอีกด้วย

กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล เล่าถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตของตัวเอง จากการเป็นพนักงานบริษัทในเครือพีแอนด์จีตั้งแต่เรียนจบนานถึง 7 ปี ที่เรียกได้ว่าทำตั้งแต่จุดเริ่มต้นทั้งฝ่ายผลิต โลจิสติกส์ เทคนิค จนก้าวมาเป็นฝ่ายขายและการตลาดจนได้รับรางวัลจากผู้บริหารใหญ่ และเมื่อถึงจุดอิ่มตัวก็เริ่มมองหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ซึ่งเป็นยุคแรกๆ ของอินเทอร์เน็ตที่เข้ามาและยังเป็นพื้นที่ที่เล็กมาก

“อินเทอร์เน็ตในยุคนั้นสำหรับผม ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนชีวิต ตอนนั้นผมคิดว่าอินเทอร์เน็ตนี่แหละที่จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนอนาคต และอยากที่จะก้าวไปเป็นส่วนหนึ่งของอนาคต จึงเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษอย่างเต็มที่จากจุดเริ่มต้นภาษาอังกฤษที่เรียกว่าจากศูนย์ แต่เพราะต้องการเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จึงพยายามสอบจนได้คะแนนเฉลี่ยกว่า 700 ถือว่าเยอะกว่าค่าเฉลี่ยในยุคนั้น”

ชีวิตในอเมริกาช่วงแรกนั้น ไม่ได้ราบรื่นและสุขสบายเลย หนุ่มไทยจากกำแพงเพชรได้เล่าให้ฟังว่า ตัวเองไม่ได้มีเงินถุงเงินถังในการเข้าเรียนและค่าเทอมก็ค่อนข้างสูงมาก จึงสมัครขอทุนการศึกษาเพื่อช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายและทำงานพิเศษไปพร้อมกันด้วย

“โอกาสที่ดีสำหรับผมอีกเรื่องคือการได้เข้าเรียนในคลาสที่มี อีริค ชมิดท์ ประธานกรรมการบริหาร กูเกิล อิงค์ มาสอนให้คิดแบบยุทธศาสตร์ ซึ่งตอนนั้นถือว่าเป็นยุคแรกของยาฮูและอีเบย์ จุดประกายให้ผมคิดว่าจะเอาแนวความคิดแบบสตาร์ทอัพและธุรกิจมาเชื่อมโยงกันได้อย่างไร และได้ฟังแนวคิดด้านการเป็นสตาร์ทอัพยุคแรกจาก มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ที่มีผู้ใช้งานเพียง 8 ล้านยูสเซอร์ จนปัจจุบันมีมากกว่าพันล้านคน ก็คิดว่าจะช้าอีกไม่ได้แล้ว”

กระทิงยังเล่าตัวอย่างธุรกิจสตาร์ทอัพในต่างประเทศที่น่าสนใจให้ฟังว่า การเป็นสตาร์ทอัพที่ดีนั้น จะต้องเปลี่ยนชีวิตของคนส่วนมากให้ได้ เช่น แซม โกลด์แมน ซึ่งเป็นซีอีโอของ D.Light ผลิตโคมไฟที่ชาร์จในตอนกลางวันเพื่อนำไปใช้งานตอนกลางคืน ช่วยให้หมู่บ้านที่ไฟฟ้าเข้าไปไม่ถึงที่มีกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก เพิ่มโอกาสให้คนเหล่านี้สามารถหารายได้เพิ่มขึ้น 1 เหรียญในตอนกลางคืน และระดมทุนได้กว่าพันล้านบาท จากการขายโคมไฟซึ่งต้นทุนถูกกว่าเทียนไข แต่ประโยชน์คือให้แสงที่มากกว่า โดยเด็กเล็กไม่เสี่ยงตาบอดจากควันไฟจากแสงเทียน ซึ่งตอนนี้มีกว่า 150 ล้านครัวเรือน ที่ได้ใช้งานโคมไฟนี้ และตัวแซมเองก็ติดอันดับสตาร์ทอัพที่มีรายได้สูง 50 อันดับระดับโลกจากนิตยสารฟอร์บส์

หลังจากนั้น กระทิงได้เข้าไปทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างกูเกิล ซึ่งไม่ได้ง่ายอย่างที่คาดคิด หากเป็นการเข้าทำงานในองค์กรชั้นนำของไทยนั้น ระดับกระทิงแล้วรอนั่งตำแหน่งสูงได้เลย แต่เขาเลือกทำตามฝันมากกว่า

“ผมไปสัมภาษณ์งานที่กูเกิลถึง 9 รอบในระยะเวลาเกือบ 6 เดือน ในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งกว่าจะได้มานั้นก็มีเรื่องดราม่าในครอบครัวถึง 4 ครั้ง ที่ทำให้ผมเกือบจะตัดใจและเดินทางกลับไทยแล้ว แต่คำสั่งสอนของแม่ทำให้ผมไม่ท้อและคิดได้ว่ากว่าจะมาจนถึงวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าถอดใจและกลับประเทศก็เท่ากับสูญเปล่า และความอดทนของผมก็สมหวังเมื่อได้เข้าไปนั่งในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดเชิงข้อมูลดูตลาดกูเกิลในจีนและญี่ปุ่น”

เมื่อครั้งที่ต้องเข้าไปดูตลาดหลักที่จีนนั้น เรียกได้ว่าสร้างความเครียดให้กระทิงไม่น้อย เพราะวันแรกที่เข้าไปถึงกูเกิลถูกสั่งบล็อกเว็บห้ามประชาชนเข้าใช้งานทันที เพราะไม่ทำตามเงื่อนไขของรัฐบาลจีน นั่นคือการเซ็นเซอร์ข้อมูล ทำให้กูเกิลต้องถอนตัวออกจากตลาดจีน และกระทิงก็ดูแลแค่ตลาดญี่ปุ่นเท่านั้น

“ช่วงที่ดูแลตลาดญี่ปุ่นถือว่าสนุกและดีมาก เพราะทีมที่ทำงานด้วยกันมีความสามารถและคิดค้นนวัตกรรมอยู่เสมอ จากนั้นก็ตัดสินใจมาทำแผนกกูเกิล เอิร์ธ ซึ่งเป็นเอิร์ธ 5 และทำซอฟต์แวร์เกี่ยวกับใต้ทะเล และเชิญอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ อัล กอร์ บุคคลที่รณรงค์เรื่องโลกร้อน และ จิมมี่ บัฟเฟตต์ นักร้องและนักประพันธ์เพลง มาเปิดตัวในงาน ถือว่าเป็นงานใหญ่ที่สุดในชีวิต”

จากนั้นได้ย้ายมาทำในส่วนของ กูเกิล มูน ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์สามมิติสำหรับดวงจันทร์ที่ช่วยให้คนทั่วไปสามารถเดินทางรอบดวงจันทร์ได้เหมือนอย่าง นีล อาร์มสตรอง นักบินอวกาศชาวอเมริกัน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของการขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ของมนุษยชาติ และทำกูเกิล ฮีโร่ โครงการค้นหาคนจริงระดับโลก

“โครงการต่างๆ ที่ผมทำมาเรียกได้ว่าทุกคนเป็นระดับฮีโร่แล้วทั้งสิ้น เมื่อได้รับหน้าที่ดูแลโครงการนี้ ผมต้องหาคนที่มหัศจรรย์กว่านั้น และต้องทำให้เห็นว่าอินเทอร์เน็ตมีพลังเปลี่ยนโลกอย่างไร และผมก็ได้พบกับ ชีฟ อัลเมียร์ (Chief Almir) หัวหน้าเผ่าซูรุย (Surui) ในบราซิล ที่ส่งจดหมายขอความช่วยเหลือมาที่กูเกิล เอิร์ธ ให้มาติดตั้งอินเทอร์เน็ตในป่า เพื่อให้คนทั่วโลกที่ดาวน์โหลดกูเกิล เอิร์ธ กว่า 1,000 ล้านคน ช่วยกันจับตามองคนขาวที่เข้ามาตัดไม้ทำลายป่า และชีฟก็สร้างโอกาสหารายได้ด้วยการปลูกต้นไม้ทดแทนเพื่อดึงพื้นที่ป่ากลับมา”

เมื่อถึงจุดอิ่มตัวในการทำงาน กระทิงตัดสินใจลาออกจากกูเกิลและกลับมาสานต่อความฝัน คือการผลักดันให้คนรุ่นใหม่รู้จักนำเทคโนโลยีมาพัฒนาประเทศ ด้วยการเปิดโรงเรียนสอนสตาร์ทอัพชื่อว่า Disrupt University ให้แก่สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ เป็นทีมก่อตั้งโครงการแอคเซเลเรทของดีแทค และเมื่อกลางปี 2558 ที่ผ่านมา ก็จับมือกับไอดอลวงการ
สตาร์ทอัพอย่าง ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ หรือ หมู อุ๊คบี ทำเวนเจอร์แคปปิตอล (VC) เพื่อเป็นเงินทุนสนับสนุนก้อนแรกสำหรับเหล่าสตาร์ทอัพได้ไปต่อยอดธุรกิจ โดยเวลาเพียง 4 ปี บ่มเพาะไปแล้วกว่า 500 ทีม และยังเตรียมเงินทุนสำหรับสตาร์ทอัพรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

จะเห็นได้ว่าอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทกับชีวิตมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเทคโนโลยีบนโลกออนไลน์ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระทิงมองถึงการเปลี่ยนแปลงของอินเทอร์เน็ตที่เข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต 3.0 ไว้ว่า โลกของเราในเรื่องของเทคโนโลยีตอนนี้ ถือว่าเป็นยุคของ AR (Augmented Reality) หรือเทคโนโลยีที่ผสานโลกแห่งความเป็นจริงเข้ากับโลกเสมือน และ VR (Virtual Reality) หรือเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดความจริงเสมือน โดยการจำลองสภาพแวดล้อมให้ปรากฏเหมือนสภาพแวดล้อมในโลกจริง ในรูปแบบของฮาร์ดแวร์ทำงานร่วมกับโมบาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของยุคอินเทอร์เน็ต 3.0

“สิ่งที่น่ากลัวคือ Digital Transformation จะเข้ามา Disruption ในทุกอุตสาหกรรม นั่นหมายความว่าเครื่องจักรจะเข้ามาแทนที่แรงงานคนแล้ว ผ่านโปรแกรมซอฟต์แวร์ที่เรียกว่าสมาร์ทแมชชีน ทำให้ทุกอย่างรอบตัวเราฉลาดมากขึ้น เห็นได้จากรถยนต์ขับเคลื่อนเองได้ และเกิดความผิดพลาดน้อยมาก ไปจนถึงการจับมือของ มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก และซัมซุงในงานเปิดตัวเทคโนโลยีสภาวะเสมือนจริง หรือ Virtual Reality โดยใช้เฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มและรับชมด้วยแว่นตาร่วมกับซัมซุง กาแล็คซี่ 7 หรือในสิงคโปร์เองก็เริ่มผลักดันยานยนต์ไร้คนขับให้เกิดขึ้นจริงแล้ว แม้จะยังเป็นโครงการนำร่อง แต่เชื่อว่าอีกไม่นานจะเกิดขึ้นจริงแน่นอน”

ทั้งนี้ การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีทดแทนมนุษย์เหล่านี้ จะก่อให้เกิดปัญหาคนตกงานอย่างมหาศาลทันที เช่น พนักงานแบงก์จะลดลงอย่างน้อย 50% เพราะการใช้งานเบิกถอนเงินจะทำผ่านโมบายแบงก์กิ้งและไม่ต้องเปิดสาขาจ้างพนักงาน แม้กระทั่งอาชีพหมอที่จะเหลือคนที่เก่งที่สุด สำหรับสั่งงานเครื่องมือผ่าตัดแทนการจ้างพยาบาลผู้ช่วย เป็นต้น

ในอนาคตที่เคยมีการคาดการณ์ว่าต้องใช้เวลา 20-30 ปี กว่าที่เครื่องจักรหรือหุ่นยนต์จะมาทดแทนคน แต่ตอนนี้เราอาจก้าวเข้าสู่ยุคนั้นเร็วกว่าเดิม อาจใช้เวลาเพียงแค่ 5-10 ปี เทคโนโลยีจะตามทันมนุษย์ ซึ่งเราต้องก้าวตามเทคโนโลยีให้ทัน

เทคโนโลยีเคยถูกสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยเรื่องต้นทุนให้ถูกลง แต่ตอนนี้วิวัฒนาการและโลกของเราถูกไอทีพาให้เดินเร็วขึ้นแล้ว จึงเป็นยุคของคนที่ต้องเก่งจริงถึงจะอยู่รอด และรู้วิธีเตรียมรับมือทั้งโอกาสและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน และไม่ว่าจะเป็นคนยุคใดหรือวัยใด ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงเทคโนโลยีได้อีกแล้ว

ข้อคิดคนรุ่นใหม่

เด็กรุ่นใหม่ในปัจจุบันมีความต้องการที่จะเป็นสตาร์ทอัพ หรือเจ้าของธุรกิจด้วยแนวคิดไม่อยากเป็นลูกจ้าง และอยากเป็นนายตัวเองมากกว่าจะยอมให้ใครมาออกคำสั่ง ซึ่งถือว่าเป็นความคิดที่ไม่จริงเสียเลย กระทิง พูนผล ได้ให้คำนิยามและแนวความคิดสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดแบบนี้ว่า

“ผมเคยผ่านจุดที่เป็นสตาร์ทอัพมาก่อน ซึ่งตอนนั้นทำแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับการเช็กอินแบบโลเกชั่นเบส ระดมทุนก้อนแรกได้มากกว่า 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และติดอันดับท็อปเทนกูเกิลในตอนนั้น ซึ่งกว่าจะประสบความสำเร็จได้ ทุกคนในทีมต้องมีความตั้งใจและขยันสูงมาก ไม่เหมือนการทำงานประจำที่เราจะมีเงินเดือนแน่นอน แต่ต้องพยายามมากกว่าการทำงานให้เสร็จไปในแต่ละวัน”

การทำงานในรูปแบบของสตาร์ทอัพนั้น จะต้องมีความคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีว่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะสตาร์ทอัพไม่ใช่เอสเอ็มอี แต่ต้องคิดและทำงานหนักมากกว่าสิบเท่า ต้องโตเร็วมากกว่าธุรกิจทั่วไปและโซลูชั่นจะต้องดีกว่าเดิม เพราะเทคโนโลยีจะต้องเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในสังคมแบบเดิมๆ

“การที่ผมเปิดโรงเรียนสอนสตาร์ทอัพหรือ Disrupt University นั้น เพราะต้องการให้คนรุ่นใหม่หรือคนที่อยากเข้ามาทำธุรกิจแนวใหม่นี้รู้ว่าตัวเองจะเริ่มต้นอย่างไร แนวคิดเกี่ยวกับการทำงานแบบสตาร์ทอัพควรจะมีทิศทางอย่างไร และหาเงินทุนเริ่มต้นจากแหล่งใด ถือว่าเป็นแนวทางตั้งแต่ริเริ่มความคิดจนทำให้ตั้งตัวได้ เพราะเรื่องนี้ยังถือว่าใหม่ในไทยอย่างมาก”

ธุรกิจที่กระทิงสอนจนประสบความสำเร็จไปแล้ว ที่หลายคนรู้จัก ได้แก่ เคลมดิ (Claim di) แอพพลิเคชั่นเคลมประกันสำหรับลดปัญหาการส่งเคลมขณะเกิดอุบัติเหตุ สต็อกเรดาร์ (Stockradars) แอพพลิเคชั่นเช็กข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นที่กำลังโตในธุรกิจฟินเทค ถามครู (TaamKru) แอพพลิเคชั่นการศึกษาสำหรับเด็กประถมต้นที่โด่งดังไปทั่วเอเชีย และไพรซ์ซ่า (Priceza) เว็บไซต์เช็กและเปรียบเทียบราคาสินค้าทุกประเภท เป็นต้น

“เทคโนโลยีสมัยนี้โตเร็วมาก แต่เราสามารถเรียนรู้กันได้ เพราะแนวคิดสำหรับสตาร์ทอัพนั้น ต้องมองปัญหาให้เป็น โดยสิ่งสำคัญของการเป็นสตาร์ทอัพ คือ การคิดหาทางออกที่ดีกว่าวิธีการแบบเดิม (Better Solution) และต้องมองการเติบโตเพิ่มขึ้นสิบเท่า ถือว่าต่างจากธุรกิจแบบเอสเอ็มอี นักพัฒนาควรมองโจทย์เริ่มต้นก่อนว่าเหมาะจะเป็นสตาร์ทอัพหรือเอสเอ็มอีมากกว่ากัน”

การเติบโตของสตาร์ทอัพจะต่างจากเอสเอ็มอีตรงที่จะต้องโตมากกว่าสิบเท่าและต้องเร็วมากกว่าสิบเท่า เพราะนักลงทุนไม่ได้มีเวลารอเงินปันผลจากธุรกิจได้นาน 10 ปี ทำให้แต่ละปีจะโตครั้งละ 10% ไม่ได้ แต่ต้องเร่งให้เร็วและมากกว่า 90% จึงเห็นการระดมทุนบ่อยครั้งของธุรกิจสตาร์ทอัพในทุก 1-2 ปี และจะต้องมีผลตอบแทนให้นักลงทุนภายในเวลาที่ตกลงสัญญากันไว้ให้ได้

“การสร้างสตาร์ทอัพให้เติบโตต้องเปลี่ยนแนวคิดให้ต่างออกไปก่อน จึงจะสร้างการเติบโตได้ เอสเอ็มอีอาจจะใช้เงินลงทุนค่อนข้างเยอะ ในขณะที่สตาร์ทอัพใช้เงินน้อยกว่า เพราะรู้จักใช้เทคโนโลยีมาปรับใช้ได้ดีมากกว่า คนจะต่อต้านและไม่กล้าเริ่มนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้แก้ปัญหาเพราะคิดว่ายาก แต่ที่จริงไม่ได้ยากขนาดนั้น

“ยกตัวอย่างเช่น แกร็บแท็กซี่หรืออูเบอร์ที่ทำแอพพลิเคชั่นเรียกรถส่วนตัวและแท็กซี่ผ่านแอพ ถามว่าสตาร์ทอัพต้องลงทุนเปิดอู่เช่ารถหรือไม่ และต้นทุนในการทำธุรกิจก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น นอกจากงบการตลาดที่จะทำโปรโมชั่นหรือประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก ที่เหลือเป็นการเอาความคิดมาเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีทั้งสิ้น”

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากเป็นสตาร์ทอัพนั้น อยากให้เริ่มคิดจาก 5 ข้อคิด ดังนี้ 1.เปลี่ยนแนวคิดซะ สตาร์ทอัพไม่ใช่งานที่เงินสบาย รายได้ดี ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ ตอนผมเป็นสตาร์ทอัพต้องคิดตลอด เวลาพักผ่อนมีแค่ 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น 2.อย่าคิดว่าสตาร์ทอัพเป็นอาชีพอิสระ เพราะที่จริงแล้วมีภาระมหาศาลและอาจจะแย่กว่าเอสเอ็มอีด้วยซ้ำในช่วงตั้งต้น 3.ในระยะ 6 เดือนแรกมีโอกาสล้มเหลวถึง 50% ต้องอดทนรับความเสี่ยงและมีความหลงใหล (Passion) ในสิ่งที่ตั้งใจและไม่ท้อ 4.ค้นหาคนที่มีแนวความคิดในการทำงานทิศทางเดียวกัน มีทักษะเสริมกัน สามารถที่จะทำงานเยี่ยงควายได้ แม้รายได้จะไม่ดี 5.อย่ามองแค่การระดมทุน จงสร้างสินค้าที่ผู้ใช้งานรักและหลงใหล ยอมจ่ายเงินแบบไม่มีข้อแม้

หากทำไม่ได้ทั้ง 5 ข้อนี้ อาจต้องกลับมาย้อนคิดว่าคุณอาจจะเหมาะเป็นพนักงานบริษัท หรือทำธุรกิจเอสเอ็มอีมากกว่าเป็นสตาร์ทอัพ เพราะการเริ่มต้นทำสิ่งใดต้องมองแนวคิดตัวเองให้ขาด แต่อย่ากดดันตัวเอง และอย่าให้ใครมากำหนดขอบเขตความฝัน ต้องฝันให้ใหญ่กว่าความสามารถปัจจุบันที่ตัวเองทำได้จนตัวเองกลัว เพราะถ้าทำสำเร็จ เราจะอดทนต่ออุปสรรคใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา

 

เพิ่ม “ถ่านหิน” ปรับสมดุลพลังงาน ผุดโรงไฟฟ้า “กระบี่-เทพา” ค้ำภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มีนาคม 2559 เวลา 22:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/420383

เพิ่ม "ถ่านหิน" ปรับสมดุลพลังงาน ผุดโรงไฟฟ้า "กระบี่-เทพา" ค้ำภาคใต้

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

หากเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015) ภายใน 20 ปีนี้ ประเทศไทยจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 31 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินถึง 9 แห่ง

ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กระทรวงพลังงาน เริ่มต้นฉายภาพสถานการณ์พลังงานของประเทศว่า ปัจจุบันกระทรวงมีแผนการพัฒนาพลังงานใน 5 ด้าน ซึ่งทั้งหมดมุ่งตอบโจทย์การจัดสมดุลด้านพลังงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดสมดุลระหว่างพลังงานกระแสหลักกับพลังงานทดแทน พลังงานฟอสซิลและนอน-ฟอสซิล

ทวารัฐ อธิบายว่า ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ต้องการพลังงานทดแทนเข้ามาเสริมระบบมากขึ้น แต่ก็ต้องมีพลังงานหลักสำหรับค้ำระบบอยู่ด้วย นั่นทำให้กระทรวงพลังงานต้องจัดสมดุลพลังงานใหม่ เพราะหากใช้พลังงานจากฟอสซิลเพียงอย่างเดียวก็จะไม่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากใช้พลังงานทดแทน 100% ก็จะไม่ตอบโจทย์ความมั่นคง ดังนั้นแผนพลังงานของประเทศจึงต้องยึดหลักผสมผสาน

“การจัดสมดุลด้านไฟฟ้าก็คือการจัดสัดส่วนเชื้อเพลิงให้เหมาะสม ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความเสี่ยงเยอะเนื่องจากใช้แก๊สมาก จากนี้ก็จะต้องกระจายความเสี่ยงไปใช้ตัวอื่น เช่น ถ่านหิน ซึ่งก็เข้าใจว่าถ่านหินมีประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นก็ต้องคัดเลือกเทคโนโลยีที่ทำให้ถ่านหินไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือถ้ากระทบก็ต้องกระทบน้อยที่สุด นั่นเพราะถ่านหินจะตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงที่สุด

“… การจัดสมดุลใหม่จะให้ลงตัวทุกอย่างในทุกวินาทีในทุกพื้นที่ก็คงทำไม่ได้ นั่นจึงมีบางพื้นที่ที่ภาครัฐต้องขอให้มีการเสียสละ แต่การเสียสละนั้นๆ จะต้องมีการชดเชยหรือตอบแทนเป็นกรณีพิเศษด้วย”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าถ่านหินจะสามารถตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงได้ แต่ทวารัฐก็ยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ได้ดันทุรังเฉพาะเรื่องถ่านหินเพียงอย่างเดียว และที่ผ่านมาไทยก็มีพลังงานทดแทนเข้าสู่ระบบมาเต็มทุกสูบเช่นกัน

ผู้อำนวยการ สนพ.เทียบเคียงให้เห็นภาพว่า จากเดิมการผลิตไฟฟ้า 100% จะใช้แก๊ส 70% ถ่านหิน 20% พลังงานทดแทน 5% และซื้อไฟต่างประเทศ 5% แต่ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2558-2579 (พีดีพี 2015) ซึ่งคือภาพอนาคตที่อยากจะเป็น ได้จัดสมดุลใหม่โดยลดสัดส่วนแก๊สลงเหลือเพียง 40% แล้วเพิ่มสัดส่วนถ่านหินเป็น 25% ขณะที่พลังงานทดแทนอื่นๆ และการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศเพิ่มเป็นอย่างละ 20%

“ข่าวที่ออกไปทำให้เข้าใจว่ามีแต่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเพียงอย่างเดียว ซึ่งข้อเท็จจริงมันไม่ใช่เลย แต่นี่เป็นการจัดสัดส่วนใหม่”

อีก 20 ปี ต้องการเพิ่ม 5.5 หมื่นเมกะวัตต์

แม้จะยังมีข้อถกเถียงและข้อมูลที่แตกต่างกันระหว่างหน่วยงานราชการกับเครือข่ายภาคประชาชนในเรื่องความต้องการไฟฟ้าที่แท้จริง แต่กระทรวงพลังงานยังคงเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าต่อไป

“เราประเมินความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคตจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งกระทรวงพลังงานได้อ้างอิงตัวเลขจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เมื่อสภาพัฒน์ปรับตัวเลข เราก็ต้องปรับตามเขา แต่หากบอกว่าตัวเลขสภาพัฒน์ไม่ตรงตามความเป็นจริงเท่าใดนัก คำถามคือแล้วกระทรวงพลังงานจะอ้างอิงตัวเลขจากหน่วยงานใด”

ทวารัฐ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ประมาณ 3.6-3.7 หมื่นเมกะวัตต์ แต่ในอีก 20 ปีข้างหน้า มีการประเมินกันว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัว คือมีความเป็นไปได้ว่าจะมากถึง 7 หมื่นเมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบันบางแห่งก็ต้องรีไทร์ รวมแล้วประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5.5 หมื่นเมกะวัตต์

เขาอธิบายต่อว่า หากว่ากันตามทฤษฎีแล้วไฟฟ้าถูกใช้มากในพื้นที่ใดก็ควรมีแหล่งผลิตอยู่ในพื้นที่นั้นจึงจะเหมาะสมที่สุด ซึ่งก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องของสายส่งลงด้วย ดังนั้นการออกแบบระบบของทุกๆ ประเทศมักจะสร้างโรงไฟฟ้าอยู่ใกล้กับแหล่งใช้ไฟฟ้า (จุดโหลด)สำหรับประเทศไทยได้รับการออกแบบมาค่อนข้างดี จุดโหลดหลักของประเทศอยู่ที่กรุงเทพ มหานคร (กทม.) และพื้นที่ในโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) โดย กทม.ถูกล้อมด้วยโรงไฟฟ้าทั้ง 4 ทิศ ได้แก่ ภาคเหนือ โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ภาคใต้ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ จ.สมุทรปราการ ภาคตะวันออก โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ภาคตะวันตก จ.ราชบุรี และยังมีโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ซึ่งอยู่ใน จ.นนทบุรี ประชิด กทม.อีกด้วย ขณะที่ Eastern Seaboard ทั้งมาบตาพุด แหลมฉบัง ก็รายล้อมไปด้วยโรงไฟฟ้าเอกชนหลายแห่ง

ฉะนั้น การจัดให้โรงไฟฟ้าอยู่ใกล้จุดโหลดคือ หลักการของการ “ค้ำระบบ” หากโรงไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเกิดปัญหาโรงไฟฟ้าอื่นๆ ก็ยังสามารถจ่ายไฟสลับกันได้

“ถามว่าภาคเหนือมีค้ำระบบหรือไม่ก็มีอยู่ที่แม่เมาะ จ.ลำปาง ส่วนภาคอีสานก็มีไฟฟ้าจากลาวเข้ามาช่วยค้ำระบบ ถามต่อว่าแล้วในภาคใต้มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบหรือไม่ มันก็มีบ้าง แต่ไม่ครบ”

หนุนสร้างโรงไฟฟ้า “สมุย-ภูเก็ต-กระบี่”

จุดโหลดสำคัญหรือพื้นที่ใช้ไฟฟ้าหลักของภาคใต้มีด้วยกัน 3 แห่ง ได้แก่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ จ.ภูเก็ต

“ภาคใต้มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบแค่ 2 จุดเท่านั้น คือ ที่เกาะสมุย ซึ่งค้ำด้วยโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช และที่ อ.หาดใหญ่ ค้ำด้วยโรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา แต่ในฝั่งอันดามันยังขาดอยู่ โดยเฉพาะที่ภูเก็ต ซึ่งทางทฤษฎีแล้วจะต้องค้ำระบบด้วยโรงไฟฟ้ากระบี่”

ทวารัฐ ย้ำว่า ตามหลักการที่ควรจะเป็นแล้ว ในภูเก็ตและเกาะสมุยสมควรจะมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง โดยปัจจุบันภูเก็ตมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเกิน 400 เมกะวัตต์แล้ว และอีกไม่นานจะไปถึง 500 เมกะวัตต์ ขณะที่สายส่งในปัจจุบันก็ใช้เต็มศักยภาพแล้ว ส่วนโรงไฟฟ้าขยะก็ผลิตไฟฟ้าได้เพียง 14 เมกะวัตต์เท่านั้น

ขณะที่เกาะสมุยทุกวันนี้มีความต้องการไฟฟ้าประมาณ 100 เมกะวัตต์ ปัจจุบันใช้สายส่งอยู่ถึง 4 เส้น และกำลังเพิ่มเส้นที่ 5 เข้าไป ดังนั้นทั้งภูเก็ต เกาะสมุย จุดโหลดบริเวณดังกล่าวจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบของตัวเองอย่างน้อยๆ พื้นที่ละ 1 โรง

“สำหรับการสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่นั้น โดยหลักการที่ฝั่งอันดามันควรมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบ 1 โรง เมื่อไล่มาตั้งแต่ จ.พังงา กระบี่ และภูเก็ต พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดก็คือพื้นที่ที่มีโรงไฟฟ้าเดิมอยู่แล้ว กระบี่จึงน่าจะมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เพราะหากเปิดพื้นที่ใหม่ซิงๆ เลย มันจะกระทบเยอะกว่านี้

“…ที่ จ.กระบี่ มีโรงไฟฟ้าเดิมอยู่ มีพื้นที่เดิมอยู่ พวกสายส่งก็จ่ออยู่ตรงนั้นหมดแล้ว มีท่าเรือที่ปกติใช้รับน้ำมันเตาก็จะเอามารับถ่านหินแทน คือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พร้อม หากไปทำที่อื่นก็ต้องสร้างโน่นสร้างนี่เพิ่ม ค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นอีก และหากไม่สร้างโรงไฟฟ้ากระบี่ก็จะต้องส่งไฟฟ้าจากราชบุรี ผสมกับโรงไฟฟ้าจะนะให้ภูเก็ตต่อไป”

ทวารัฐ เล่าย้อนกลับเมื่อ 20 ปี โดยทฤษฎีแล้วภาคใต้จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้าค้ำระบบอยู่ที่บ่อนอก-หินกรูด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่กึ่งกลางภาคกลางกับภาคใต้ เพราะตามหลักการแล้วการส่งไฟฟ้าผ่านสายส่งยาวๆ จะเกิดความสูญเสีย (Lost) เยอะ

“โดยเฉพาะช่วงที่อากาศแปรปรวนมีฝนตกฟ้าร้องจนเกิดคลื่นแม่เหล็ก สายส่งที่มีกำลังถึง 100 หน่วย จะสามารถส่งไฟฟ้าได้จริงเพียง 20 หน่วยเท่านั้น จึงไม่แปลกที่มักจะมีเหตุการณ์ไฟตกบ่อยๆ เมื่อไม่สามารถสร้างได้ ทุกอย่างก็จบไป และใน 20 ปีต่อมา ก็พบว่าภาคใต้มีการใช้ไฟฟ้าโตขึ้นใน 3 พื้นที่ แต่ใน 1 พื้นที่กลับไม่มีโรงไฟฟ้าค้ำระบบ จึงมีการออกแบบว่าต้องแก้ด้วยโรงไฟฟ้ากระบี่

ความเป็นไปได้ในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ขนาด 880 เมกะวัตต์ ทวารัฐ บอกว่า ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ (คณะกรรมการไตรภาคี) หากยังไม่ได้ข้อสรุปก็จะไม่สามารถเดินหน้าโครงการต่อไปได้

ขณะนี้มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 3-4 ชุด เพื่อรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการไว้ 8 เดือน

ด้านความคืบหน้าโครงการโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา ขนาด 2,200 เมกะวัตต์ อยู่บนหลักคิดเรื่องความมั่นคงพลังงานทั่วประเทศ และเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน รวมทั้งตอบสนองความต้องการพลังงานในอนาคต ซึ่ง อ.เทพา มีความเหมาะสมที่จะสร้างมากที่สุด เพราะอยู่ติดทะเลสามารถขนส่งถ่านหินมาจากทางใต้ได้

“…จริงๆ แล้วคนในเทพาก็มีทั้งบวกและลบ ซึ่งผมก็ไม่รู้ แต่จากข้อมูลที่ผมได้รับจากสื่อและรายงาน เชื่อว่าโรงไฟฟ้าเทพาจะเกิดขึ้นหรือเป็นไปได้มากกว่าโรงไฟฟ้ากระบี่ แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือทุกวันนี้เมืองไทยไปที่ไหนก็ประท้วงหมด อย่างที่เกาะพยาม จ.ระนอง มีโครงการพลังงานกังหันลม 3 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นพลังงานทดแทนก็ยังถูกต่อต้าน สังคมไทยกลายมาเป็นสังคมโวยไว้ก่อน และเรื่องพลังงานกลายเป็นเรื่องลำดับแรกๆ ที่ถูกโวย” ผู้อำนวยการ สนพ. ระบุ

ยังไม่ถึงเวลา “นิวเคลียร์”

การพัฒนาโดยมุ่งเน้นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เป็นเป้าหมายสูงสุด นำมาซึ่งมาตรการกระตุ้นการลงทุนอย่างเข้มข้น และนำไปสู่ความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล

ทวารัฐ ระบุว่า ทิศทางการพัฒนาของประเทศที่เร่งส่งเสริมการลงทุนนั้น เป็นไปในลักษณะเดียวกับประเทศเกาหลีใต้ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว หรือญี่ปุ่น เมื่อ 30 ปีที่แล้ว นั่นคือช่วงที่ประเทศอยู่ระหว่างการไต่เส้นเคิร์ฟตัวเอสขึ้นมา จึงต้องการให้เกิดการลงทุน ต้องการสร้างจีดีพี ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเศรษฐกิจโต พลังงานก็จะต้องโตตาม

ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ ซึ่งนำไทยอยู่ประมาณ 10-15 ปี ขณะนั้นเขาคิดเรื่องการกระจายความเสี่ยงและจัดสมดุลพลังงานเช่นกัน แต่โชคไม่ดีที่เกาหลีมีฐานทรัพยากรน้อยกว่าไทยมาก ไม่มีน้ำมัน ไม่มีแก๊ส เขาจึงต้องจัดสมดุลด้วยนิวเคลียร์ส่วนหนึ่ง ถ่านหินส่วนหนึ่ง แก๊สแอลเอ็นจีส่วนหนึ่ง แล้วค่อยเอาพลังงานทดแทนมาเติมทีหลัง

“ขณะนี้ญี่ปุ่นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจค่อนข้างแบนแล้วคือเริ่มนิ่ง ประเทศเกาหลีก็เข้าสู่โค้งความนิ่งเช่นกัน แต่ประเทศไทยยังไม่ถึงจุดนั้น”

ทวารัฐ อธิบายว่า เกาหลีและญี่ปุ่นได้เข้าสู่การพัฒนาเต็มรูปแบบ และถูกจำกัดเพดานการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศแล้ว เขาจึงต้องเลือกใช้พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งมีข้อดีคือเป็นโรงไฟฟ้ากระแสหลักที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในไทยยังไปไม่ถึงจุดนั้นและก๊าซเรือนกระจกก็ยังไม่ใช่ข้อจำกัดของประเทศ ฉะนั้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จึงดูว่ายังไม่เป็นที่ต้องการเท่าใดนัก

อย่างไรก็ตาม หากไทยเดินไปถึงจุดเดียวกับเกาหลีหรือญี่ปุ่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็จะตอบโจทย์ในช่วงนั้น

“ข้อจำกัดของนิวเคลียร์คือความกลัว และเฉพาะในช่วงนี้อย่าเพิ่งไปคิดเรื่องนิวเคลียร์ มันยังไกลไป แต่ถามว่าต้องตัดออกไปจากแผนหรือไม่ ก็ไม่ควรตัด เพราะการมีอยู่ในแผนอย่างน้อยๆ ก็เปิดเป็นออปชั่นไว้ให้มีการเรียนรู้ติดตาม แต่เชื่อว่าสร้างได้ยากมากในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องความกลัว”

สำหรับเทรนด์โลกที่พยายามลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินลง ทวารัฐ ระบุว่า ทุกประเทศที่ประกาศตัวออกมาล้วนเป็นประเทศที่ใช้ถ่านหินมากอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเกิน 40-50% ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ สหรัฐ หรือแม้แต่ในจีน ในเมื่อประเทศเหล่านั้นมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินเยอะอยู่แล้ว เขาจึงพูดได้ว่าจะลดใช้ถ่านหิน

“แม้จะไม่มีประเด็นเรื่องการประชุมรัฐภาคีสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (Conference of Parties : COP21) ประเทศเหล่านั้นก็ต้องลดสัดส่วนการใช้ถ่านหินอยู่แล้ว เพราะในเชิงการจัดสมดุลเขาก็ต้องคิดว่าต้องเอาพลังงานอื่นเติม เพียงแต่ COP21 เป็นตัวเร่งให้เกิดการประกาศที่รวดเร็วและเข้มข้น เข้มแข็งมากขึ้น”

ทวารัฐ ยืนยันว่า ตัวเลขที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศในเวที COP21 เป็นตัวเลขที่กระทรวงพลังงานจัดทำขึ้น จึงเชื่อมั่นได้ว่าจะลดปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง โดยเฉพาะการดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงาน

เขาอธิบายต่อว่า กระทรวงพลังงานได้กำหนดตัวตัดยอดความต้องการใช้พลังงานไว้ ซึ่งก็คือแผนอนุรักษ์พลังงาน โดยที่ผ่านมามีข้อจำกัดว่าจะเอาแผนอนุรักษ์พลังงานทั้งแผนเข้ามารวมอยู่ในแผนการผลิตไฟฟ้าได้อย่างไร นั่นเพราะสมมติฐานเก่าคือคนไทยอาจไม่ประหยัดพลังงานจริง ขณะที่นโยบายรัฐบาลชุดเดิมก็ยังอุดหนุนราคาพลังงานอยู่ นั่นทำให้คนไทยยังใช้พลังงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือใช้เพลินเกินความจำเป็นในบางเรื่อง

“แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความชัดเจน ในวันแรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ แถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น นโยบายข้อ 2 ต่อจากความมั่นคง คือราคาพลังงานที่สะท้อนต้นทุนจริง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อปรับราคาให้สะท้อนต้นทุนจริง การวางแผนพลังงานในรอบนี้จึงมั่นใจได้ว่าการอนุรักษ์พลังงานจะเป็นไปตามแผนได้ 100%

“การที่ในระบบของเรามีโซลาร์มากขึ้น มีพลังงานลมและชีวมวลมากขึ้น มันทำให้ไฟฟ้า 1 หน่วย เกิดคาร์บอน 0.5 กรัม แต่ถ้าเป็นไปตามแผนพีดีพี 2015 จะพบว่าไฟฟ้า 1 หน่วย จะเกิดคาร์บอนเพียง 0.3 กรัมเศษๆ นั่นหมายความว่าจะหายไปราวๆ 40%

“…ยืนยันว่าไทยทำได้ แต่ต้องมีการขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กันทุกภาคส่วนอาจต้องมีทั้งมาตรการบังคับ เช่น มาตรการทางภาษี หรือการออกกฎหมายใหม่ รวมถึงมาตรฐานส่งเสริมคืออุดหนุนช่วยเหลือในต่างประเทศจะใช้ Carbon tax คือยิ่งปล่อยคาร์บอนยิ่งโดนภาษี แต่ประเทศไทยยังไม่มี” ทวารัฐ ระบุ

ปลดล็อกผังเมืองเพื่อพลังงานทดแทน เปิดทางสร้างโรงไฟฟ้าขยะ-วางท่อน้ำมัน

คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม สำหรับการประกอบกิจการบางประเภท ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2559 ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากเครือข่ายภาคประชาชนว่า เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบกิจการโรงไฟฟ้าเท่านั้น

นั่นเพราะคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ได้ยกเว้นการใช้กฎหมายผังเมืองใน 5 กิจการ ได้แก่ 1.โรงไฟฟ้า 2.โรงผลิตก๊าซซึ่งมิใช่ก๊าซธรรมชาติ ส่งหรือจำหน่วยก๊าซ 3.โรงงานปรับปรุงคุณภาพของรวม (โรงบำบัดน้ำเสีย/เตาเผาขยะ) 4.โรงงานคัดแยกและฝังกลบ 5.โรงงานเพื่อการรีไซเคิล

ทวารัฐ ตีความว่า หัวใจสำคัญของคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 คือการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เป็นการปลดผังเมืองเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์จากคำสั่งฉบับดังกล่าวมากที่สุดคือ “โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน”

“ถามว่าปลดผังเมืองสำหรับโรงไฟฟ้าทุกประเภทใช่หรือไม่ คำตอบก็คือใช่ แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วประโยชน์สูงสุดอยู่กับใคร คำตอบก็คืออยู่กับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน”

ทวารัฐ อธิบายว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนได้รับการพัฒนาไปไกลมาก และทุกวันนี้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็อยู่ใกล้ตัวของทุกคน เช่น แผงโซลาร์บนหลังคาบ้าน หรือพลังงานกังหันลมบนยอดตึกสูง ซึ่งหากตีความตามกฎหมายผังเมืองเดิมก็จะไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะกฎหมายถือว่าทั้งหมดนี้คือโรงงาน จึงไม่สามารถดำเนินการในพื้นที่ชุมชนหรือตามอาคารสูงได้

ผู้อำนวยการ สนพ. ระบุว่า แม้แต่ระบบชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพ ซึ่งตามทฤษฎีและตามความเหมาะสมแล้วควรจะตั้งอยู่ติดกับพื้นที่เกษตรกรรม โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพต้องตั้งอยู่ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ หรือถ้าเป็นโรงไฟฟ้าจากปาล์มก็ต้องอยู่กับโรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือกฎหมายผังเมืองล้าหลัง มีการจัดทำกันมากว่า 10 ปี โดยไม่ได้คำนึงถึงศักยภาพพลังงานทดแทนเหล่านี้

ฉะนั้น เมื่อมีการขึงสีลงในผังเมืองจึงเกิดปัญหา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานทดแทนแต่ถูกกำหนดให้เป็นสีเขียว นั่นหมายความว่าจะไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้

“หัวใจสำคัญของคำสั่งที่ 4/2559 คือเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน และผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ถามต่อว่าแล้วเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ หรือเทพา หรือไม่ คำตอบก็คือไม่เกี่ยวเลย เพราะโรงไฟฟ้ากระบี่ต่อให้มีการปลดผังเมืองไปแล้ว แต่ถ้าหากคณะกรรมการไตรภาคีบอกว่าไม่ให้สร้างก็เกิดขึ้นไม่ได้

“… ในส่วนของเทพา (อ.เทพา จ.สงขลา) นั้นปัจจุบันยังไม่มีการประกาศผังเมืองรวม มีเพียงร่างผังเมือง ซึ่งพื้นที่ที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าก็อยู่ในเขตที่ได้รับการยกเว้นอยู่แล้ว ฉะนั้นโรงไฟฟ้าเทพาแม้จะไม่มีคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 โดยร่างผังเมืองเดิมนั้นก็ยังสามารถสร้างได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดมันไม่ได้อยู่ที่คำสั่ง คสช.ว่าจะปลดหรือไม่ปลดอะไร มันขึ้นอยู่กับว่าฟังกันหรือเปล่า ชาวบ้านเอากันหรือไม่”

ทวารัฐ บอกอีกว่า หากพิจารณาสาระสำคัญในคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 จะพบว่าจุดประสงค์หลักคือเรื่องการกำจัดขยะ ดังนั้นหากจะบอกว่าโรงไฟฟ้าขยะได้รับประโยชน์สูงสุดจากคำสั่งนี้ก็คงไม่ผิด นั่นเพราะโรงไฟฟ้าขยะเป็นวิธีที่ช่วยกำจัดขยะได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือรีไซเคิลขยะให้กลายเป็นพลังงาน

“ถ้าใช้กฎหมายเดิม พื้นที่สำหรับรวมขยะหรือฝังกลบขยะจะสร้างโรงงานไม่ได้ เพราะบางทีไปตั้งอยู่ในพื้นที่สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง คำสั่งปลดล็อกผังเมืองก็มีขึ้นเพื่อการนี้ แต่แน่นอนว่าแม้จะมีการปลดล็อกผังเมืองไปแล้วแต่กฎหมายอื่นๆ หรือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็ยังอยู่ครบไม่ได้ถูกปลดตาม”

ทวารัฐ ขยายความต่อไปว่า คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ได้กำหนดมาตรการควบคุมเกณฑ์ของโรงไฟฟ้าและคลังน้ำมันไว้อย่างชัดเจนว่า “ต้องเป็นไปตามแผน” นั่นหมายความว่าโครงการใดๆ ที่จะได้รับการปลดล็อกผังเมืองตามคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 นั้น ต้องอยู่ในแผนของรัฐบาลเท่านั้น หากเป็นโครงการที่อยู่นอกแผนก็จะสร้างไม่ได้

“อย่างโรงไฟฟ้าถ่านหินชัยภูมิ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ไม่อยู่ในแผน จึงไม่เกี่ยวข้องกับคำสั่งที่ 4/2559 แปลว่าผังเมืองยังต้องบังคับใช้กับโครงการนี้อยู่ นั่นหมายความว่าโครงการที่จะได้รับอานิสงส์จากคำสั่งที่ 4 จะต้องเป็นโครงการที่อยู่ในแผนเท่านั้น ประชาชนจึงไม่ต้องไปกังวลว่าจู่ๆ จะมีโรงงานมาตั้งอยู่หน้าบ้าน เพราะมันไม่ใช่ มันต้องเป็นโรงงานที่อยู่ในแผน และปิโตรเคมีก็ไม่เกี่ยว โรงไฟฟ้านอกแผนก็ไม่เกี่ยว”

นอกจากนี้ หากพิจารณาคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 จะพบว่าเขียนครอบคลุมไว้ค่อนข้างกว้าง และยังมอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ไปกำหนดกรอบว่าจะเอาโครงการอะไรบ้าง และหลักเกณฑ์อะไรบ้าง

“ในวันที่ 11 มี.ค.นี้ เป็นเดดไลน์ที่จะต้องออกหลักเกณฑ์ของโครงการที่เข้าเงื่อนไข เมื่อประกาศหลักเกณฑ์นี้แล้วหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะทราบทันทีว่าโครงการไหนเข้าเกณฑ์ หรือโครงการไหนที่ไม่ได้ อย่างคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งดูเรื่องโรงไฟฟ้าก็จะรู้ได้ทันทีว่าโครงการไหนที่ได้หรือไม่ได้ แต่เบื้องต้นที่คุยกันก็คือเป็นโรงไฟฟ้าทุกประเภท ทุกขนาดที่อยู่ในแผน และอยู่ระหว่างการพิจารณา”

ทวารัฐ อธิบายว่า ขณะนี้ก็มีการพูดคุยกับทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน รวมถึงกรมต่างๆ ที่ดูแลแต่ละแผนว่าจะมีโครงการอะไรบ้างที่คิดว่าจำเป็นที่จะต้องใช้ เพราะเท่าที่คุยกับกรมโยธาธิการและผังเมือง และสำนักงานกฤษฎีกา ก็ได้รับคำร้องขอมาว่าให้เลือกเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ เช่น เป็นโครงการที่จะช่วยขับเคลื่อนโครงการด้านพลังงาน อาทิ คลังน้ำมัน เป็นต้น

เขาอธิบายต่อว่า รายละเอียดในแผนน้ำมันจะมีการ “ก่อสร้างท่อน้ำมัน” เพื่อเชื่อมต่อไปในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีไปถึง จ.สระบุรี ก็จะเชื่อมต่อไปทางภาคเหนือและอีสาน โดยในแต่ละแนวท่อก็จะมีคลังน้ำมันตั้งอยู่ แน่นอนว่าหากแนวท่อผ่านพื้นที่สีเขียว ก็ไม่สามารถตั้งคลังน้ำมันได้

“โครงการคลังน้ำมันตามแนวท่อเพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานทั่วถึงจำเป็นต้องสร้างได้ อย่างน้อยๆ คำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ก็เปิดโอกาสให้เขาสร้างบ้าง เพราะถ้ากฎหมายผังเมืองบอกว่าไม่ได้ อย่างอื่นก็จะเดินไม่ได้เลย แต่ถ้ากฎหมายผังเมืองบอกว่าสร้างได้ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าโครงการจะก่อสร้างได้เลย เพราะยังมีกฎหมายอื่นๆ อีก เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายกรมโรงงาน กระบวนการรับฟังความคิดเห็น แต่อย่างน้อยๆ การปลดล็อกผังเมืองก็เป็นการเปิดโอกาสให้ไปต่อสู้ต่อในขั้นต่อไปได้”

ทั้งหมดนี้คือการถอดรหัสคำสั่ง คสช.ที่ 4/2559 ผ่านมุมมองผู้อำนวยการ สนพ. ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้มากที่สุด ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่ากลุ่มประชาชนที่ยังยืนหยัดคัดค้านเรื่องนี้จะเห็นพ้องตามคำอธิบายจากภาครัฐหรือไม่ และจะไปจบลง ณ จุดใด

 

ทำธุรกิจต้องมีความสุข “มานิต” อดีตตำนานโรบินสัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มีนาคม 2559 เวลา 13:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/419898

ทำธุรกิจต้องมีความสุข "มานิต" อดีตตำนานโรบินสัน

โดย…จะเรียม สำรวจ

ไม่เพียงทำงานหนัก สร้างให้โรบินสันเป็นหนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่มีชื่อเสียงในเมืองไทย “มานิต อุดมคุณธรรม” ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยังได้ทำธุรกิจมาอย่างหลากหลาย ทั้งธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นอย่างเอสแฟร์ พีเจยีนส์ และธุรกิจเสื้อผ้าเด็กยี่ห้อพัพเพ็ต ก่อนจะขายห้างโรบินสันไป แล้ว

หันมาเน้นธุรกิจเสื้อผ้า จากนั้นขยายไปธุรกิจอุปกรณ์กีฬาสปอร์ตเวิลด์ ธุรกิจอุปกรณ์และของแต่งบ้านโฮมโปรดักส์ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุดอย่างบุราส่าหรี และล่าสุดก้าวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยโครงการสวอนเลค เขาใหญ่

ปัจจุบัน มานิต ยังคงนั่งในตำแหน่งผู้บริหารใหญ่ในหลายบริษัท ประกอบด้วย ตำแหน่งกรรมการ บริษัท แอคทีฟ เนชั่น เจ้าของแบรนด์ “ซูเปอร์สปอร์ต” ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาครบวงจร ตำแหน่งกรรมการ บริษัท แฟชั่น พีเพิล เจ้าของแบรนด์สินค้าแฟชั่น FQ&L และ F&M ที่มีสาขากว่า 70 แห่งทั่วประเทศ ตำแหน่งกรรมการ บริษัท ยูเอสไอ โฮลดิ้ง ดำเนินธุรกิจผลิตและขายส่งเสื้อผ้าสำเร็จรูป ตำแหน่งกรรมการบริหาร และประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าและบริการเกี่ยวกับบ้าน รวมทั้งการก่อสร้าง ต่อเติม และซ่อมแซมบ้าน ปัจจุบันมีสาขา 72 แห่งทั่วประเทศ ตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท พานาลี ดำเนินธุรกิจโรงแรม และตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีลิเชี่ยน ดิเวลลอปเม้นท์ ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งในรูปแบบของที่อยู่อาศัยและโรงแรม

ด้วยความที่ทำธุรกิจหลากหลายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้ในแต่ละวัน มานิต ทำงานวันละไม่ต่ำกว่า 10-12 ชั่วโมง เนื่องจากต้องการสร้างเนื้อสร้างตัวและทำให้ธุรกิจที่ดูแลอยู่ประสบความสำเร็จ ซึ่งหลังจากหักโหมทำงานอย่างหนักส่งผลให้สุขภาพเริ่มถดถอย มานิต เลยต้องหันมาดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกาย และใช้ธรรมชาติบำบัดความเหนื่อยล้าจากการทำงานในตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา จนกระทั่งมาเจอที่ดินในเขาใหญ่และซื้อเพื่อพัฒนาไว้พักผ่อนในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

“การทำธุรกิจที่ผ่านมา ถือว่าปากกัดตีนถีบมาโดยตลอด ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าธุรกิจไม่สำเร็จไม่ได้ เพราะถ้าธุรกิจไม่สำเร็จทุกอย่างก็จะไปต่อไม่ได้ จึงทำให้เราต้องทำงานหนักมาโดยตลอด ปัจจุบันสถานการณ์ทางการเงินดีขึ้น เราเลยเริ่มทำงานแบบตามใจตัวเองได้ ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพในสมัยที่ทำงานหนัก คือ พ่อเราจน แต่พ่อของลูกเราต้องรวย เลยทำให้เราต้องสู้ เวลานอนก็ยังคิดถึงธุรกิจว่าทำอย่างไรจะให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ”

มานิต เล่าต่อว่า หลังจากสู้มาพักใหญ่ก็เริ่มรู้ว่า การเอาชนะมันทำให้สุขภาพกายและสุขภาพใจเริ่มแย่ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทำงานหนักมาโดยตลอด พอตัวเราทำงานหนักก็ทำให้กรรมการของบริษัทบางคนเครียด สีหน้าไม่ดี หน้าตาไม่สบายใจ และทำให้ความสำเร็จที่วางไว้มองไม่เห็น พอมองคนรอบข้างเริ่มไม่มีความสุขกับการทำงาน เลยต้องหันมาเปลี่ยนแปลงการทำงานให้ผ่อนคลายลง ขณะเดียวกันก็เริ่มหันมาดูแลตัวเองให้มากขึ้น

“เมื่อก่อนเราคิดว่าเราไม่เก่ง เราทุนน้อย เราเลยต้องทำงานให้เยอะขึ้น เพื่อให้มีเงินเยอะขึ้น แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ร่างกายเริ่มไม่ไหว เราเลยต้องหันมาดูแลตัวเองตอนอายุ 40 กว่าๆ ด้วยการหันมาออกกำลังกายมากขึ้น โดยคุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ซึ่งเป็นหมอโรคหัวใจ แนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เพราะการวิ่งช่วยให้เส้นเลือดไหลเวียนดี นอกจากนี้คุณหมอยังเล่าให้ฟังถึงนักบินคนหนึ่ง ที่รักษาโรคหัวใจด้วยการวิ่งมาราธอน พอนักบินได้วิ่งมาราธอนก็ทำให้เส้นเลือดหัวใจที่เคยตีบตันเริ่มมีการไหลเวียนดีขึ้นและต่อกันเป็นเส้นเลือดใหม่”

หลังจากได้แรงบันดาลใจในการออกกำลังกาย มานิต ก็เริ่มจริงจังกับการออกกำลังกาย เริ่มด้วยการวิ่งมาราธอน ต่อมาก็ปั่นจักรยานจนถึงปัจจุบัน และทุกวันนี้ มานิต ยังคงเดินทางจากบ้าน ซึ่งอยู่แถวซอยหลังสวน ปั่นไปทำงานแถวเยาวราชเกือบทุกวัน ซึ่งนอกจากตัวเองจะสุขภาพดีขึ้นแล้ว มานิต ยังเผื่อแผ่การมีสุขภาพดีไปถึงลูกน้องในที่ทำงาน โดยสมัยที่ยังนั่งเป็นผู้บริหารภายในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ด้วยการนำหนังสือ วิ่งสู่ชีวิตใหม่ ที่เขียนโดย นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม มาแจกให้กับลูกค้าที่เข้ามาช็อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซึ่ง มานิต เล่าว่าลูกค้าชอบมากที่ได้รับของสมนาคุณเป็นหนังสือ

นอกจากนี้ มานิต ยังมีไอเดียที่จะให้พนักงานของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซึ่งยังบริหารอยู่เมื่อกว่า 10 ปีก่อนมีสุขภาพที่ดีด้วยการออกกำลังกาย จึงได้มีการสร้างห้องอาบน้ำไว้ภายในห้างสรรพสินค้าโรบินสันทุกสาขา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพนักงานที่ออกกำลังกายได้เข้ามาอาบน้ำก่อนเข้าทำงาน เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเดินทางมาทำงาน

มานิต เล่าอีกว่า เมื่อก่อนจะทำงานหนักมาก ประชุมตั้งแต่ 2 ทุ่มจนถึงเที่ยงคืน พอสมองล้ามากๆ ก็ไม่มีประโยชน์ ประสิทธิผลทางความคิดลดลง เลยต้องปรับแนวคิดใหม่ เพราะความเครียดตามหลักธรรมะต้องใช้สมาธิบำบัด แต่สำหรับคนที่ทำงานหนัก ความเครียดสามารถบำบัดได้ด้วยการออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกายทำให้เส้นเลือดหมุนเวียนดีขึ้น ซึ่งหลังจากได้ทดลองด้วยตัวเองก็พบว่าสุขภาพดีขึ้น การประชุมก็มีประสิทธิภาพดีขึ้น

นอกจากจะให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายแล้ว มานิต ยังให้ความสำคัญกับการทำงานแบบมีความสุข ด้วยการใส่เอนจอยไลฟ์เข้าไปในการทำงาน เมื่อมีความสุขกับการทำงาน ไม่ว่าจะทำงานอะไร งานชิ้นนั้นก็จะออกมาดีและมีประสิทธิภาพมากกว่าการทำงานแบบเครียดๆ ซึ่ง มานิต บอกว่า ชีวิตมนุษย์มี 2 ทางเลือกตลอด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเลือก ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเลือกทางสว่าง แต่เลือกที่จะไปในทางที่มืด

แม้ว่าปัจจุบัน มานิต จะไม่ได้นั่งบริหารในห้างสรรพสินค้าโรบินสันแล้ว แต่ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในธุรกิจค้าปลีกในด้านของการเปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาภายใต้แบรนด์สปอร์ตเวิลด์ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสาขาเปิดให้บริการอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 30 สาขา และมีธุรกิจการ์เมนต์ผลิตเสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ ทั้งของเด็กและผู้ใหญ่เข้าจำหน่ายภายในห้างค้าปลีก ซึ่งปัจจุบันธุรกิจยังคงมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันธุรกิจในฝั่งของค้าปลีกยังคงสร้างสัดส่วนรายได้หลักให้กับตระกูลอุดมคุณธรรมในสัดส่วน 60-70%

สำหรับสัดส่วนรายได้ที่เหลืออีก 30-40% เป็นเม็ดเงินจากธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมีทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยในส่วนของธุรกิจโรงแรมปัจจุบันบริหารงานอยู่ 3 แห่ง ประกอบด้วย โรงแรมเซี่ยงไฮ้ แมนชั่น เยาวราช โรงแรมบุราส่าหรี รีสอร์ท ภูเก็ต หาดป่าตอง และโรงแรมบุราส่าหรี เฮอริเทจ หลวงพระบาง ซึ่งในอนาคตอันใกล้ มานิต มีแผนที่จะขยายธุรกิจโรงแรมใน จ.ภูเก็ต ภายใต้ชื่อบุราส่าหรี เกาะมะพร้าว จ.ภูเก็ต และลงทุนสร้างวิลล่า เรสซิเดนซ์ ที่เกาะบันทะยัน เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ รวมไปถึงการสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว ภายในโครงการสวอนเลค ที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา

ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โครงการสวอนเลค ถือเป็นโครงการแรกที่ มานิต หันมาลุยอย่างจริงจังภายใต้บริษัท อีลิเชี่ยน ดิเวลลอปเม้นท์ หลังได้รับเสียงเรียกร้องจากเพื่อนสนิทและคนรู้จักว่าน่าจะแบ่งที่ดินธรรมชาติผืนนี้ขาย เนื่องจากพื้นที่เกือบ 50% ของที่ดินเกือบ 200 ไร่ของโครงการ มานิต ได้สร้างธรรมชาติ ด้วยการนำน้ำ ต้นไม้ และสัตว์เลี้ยงสวยงามมากมายมาใส่ไว้ในโครงการสวอนเลค เพื่อล้างภาพที่ดินแห้งแล้งเมื่อสมัย 12 ปีก่อน ให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ

“เดิมทีที่ดินผืนนี้เป็นภูเขาหัวโล้น ทำไร่ข้าวโพด แห้งแล้ง ไม่มีน้ำ ต้องอาศัยเทวดาเข้ามาดูแลเพียงอย่างเดียว ตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ที่ดินผืนนี้มีน้ำใช้ เลยตัดสินใจขุดลอกดินเป็นทะเลสาบ เพื่อกักเก็บน้ำในช่วงฝนตก เนื่องจากที่ดินผืนนี้ตั้งอยู่ตรงภูเขา 2 ลูกชนกัน จึงถือเป็นทางน้ำผ่าน หากขุดคลองดักไว้ ก็น่าจะกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้”

หลังจากขุดลอกทะเลสาบแห่งแรกสำเร็จ มานิต เริ่มนำต้นไม้เข้ามาปลูก นำสัตว์เลี้ยงสวยงามมาเลี้ยง เพื่อให้โครงการสวอนเลคมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ เพื่อให้คนที่มาอยู่มีความสุข ซึ่งแนวคิดดังกล่าว มานิต ได้ยึดปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยยังนั่งบริหารงานที่ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน เมื่อช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

ด้วยอายุที่ก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ ส่งผลให้ปัจจุบัน มานิต เริ่มวางมือจากการดำเนินธุรกิจ ด้วยการให้ลูกๆ เข้ามาช่วยบริหารธุรกิจ โดยมี มานิต เป็นผู้ผลักดันและคอยให้คำปรึกษา ซึ่งสิ่งที่ มานิต ได้ส่งต่อให้กับลูกๆ ที่มาสานงานต่อ คือ การทำธุรกิจต้องเกิดจากความสุข

ธรรมชาติ “สวอนเลค”

หลังจากออกมาประกาศพัฒนาโครงการสวอนเลคเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โครงการแรก มานิต อุดมคุณธรรม ก็เดินหน้าพัฒนาโครงการอย่างเต็มรูปแบบทันที เช่น การปรับพื้นที่ เพื่อสร้างอาคารที่พัก หรือการเติมเต็มธรรมชาติภายในโครงการให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้มีการขุดลอกดินทำทะเลสาบจำนวน 7 แห่งทั่วโครงการ เพื่อเก็บกักน้ำ

นอกจากนี้ ยังมีการนำต้นไม้ 4 หมื่นต้นเข้ามาปลูก เพื่อสร้างความร่มรื่นภายในโครงการ และเพิ่มความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ด้วยการนำสัตว์สวยงามเข้ามาเลี้ยง เช่น ปลานิล ปลาคาร์ป ซึ่งปัจจุบันมีมากถึง 5 หมื่นตัว ปลาบึก 125 ตัว นอกจากนี้ยังมีหงส์ขาว หงส์ดำอีก 16 ตัว เป็ดแมนดารินอีก 60 ตัว และในอนาคตอันใกล้ มานิต ยังมีแผนที่จะซื้อไก่ต๊อกขาว ไก่ต๊อกสี ไก่ญี่ปุ่น ไก่งวง และนกยูงเข้ามาเลี้ยงเพิ่มเติม เพื่อสร้างสีสันและความสวยงามให้กับอสังหาริมทรัพย์โครงการแรกที่โดดเข้ามาทำอย่างจริงจัง

“เราพยายามคัดเลือกความเป็นธรรมชาติที่สวยงามเข้ามาใส่ไว้ในโครงการ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ได้สัมผัสถึงความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่เอาสัตว์ที่มีกลิ่นเข้ามา เพราะคนที่เข้ามาอยู่รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ”

มานิต เล่าว่า การพัฒนาที่ดินมากถึง 200 ไร่ของโครงการสวอนเลคไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความรักความผูกพันจริงๆ เพราะที่ดินผืนนี้ที่ซื้อมาทั้งร้อน ทั้งแห้งแล้ง มีแต่หินมีแต่ทราย กว่าจะมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติขนาดนี้ต้องพัฒนาด้วยความรักจริงๆ ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีโครงการนี้ตั้งใจจะพัฒนาเพื่ออยู่อาศัยเอง แต่พอมีคนรู้จักมาเห็น ก็ต่างทักว่าทำไมไม่แบ่งที่ดินขายหรือให้เช่า ก็เริ่มฉุกคิด ซึ่งก่อนจะตัดสินใจปรับแผนพัฒนาโครงการในรูปแบบธุรกิจก็ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ จึงพัฒนาโครงการสวอนเลคเป็นที่อยู่อาศัยในรูปแบบของคอนโดมิเนียมและโรงแรม

“เราทำเยอะขนาดนี้ ใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเราเก็บไว้ชื่นชมอยู่คนเดียวคงไม่ดี เราจึงตัดสินใจจัดทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้โครงการสวอนเลคขึ้นมา เพื่อให้คนอื่นได้เข้ามาสัมผัสกับธรรมชาติที่เราได้สร้างขึ้นมา ซึ่งรูปแบบโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เราพัฒนาในครั้งนี้ เราจะพัฒนาจำนวนยูนิตไม่มาก คือ 282 ยูนิตเท่านั้น ทั้งที่ความจริงสามารถพัฒนาได้มากถึง 400 ยูนิต เนื่องจากเราต้องการให้คนที่เข้ามาอยู่ในโครงการนี้มีความเป็นส่วนตัวและได้สัมผัสธรรมชาติ”

นอกจากจะมีจุดเด่นทางธรรมชาติ ในส่วนของทะเลสาบและสัตว์เลี้ยงที่สวยงามแล้ว ในด้านของต้นไม้ มานิต ยังมีแผนที่จะสร้างขึ้นมาให้มีความสวยงามในรูปแบบของอุโมงค์ต้นไม้ และการนำต้นสาละลังกามาปลูก 300 ต้น เนื่องจากมีความสวยงาม และเป็นต้นไม้หายาก หากต้องการจะดูต้นสาละลังกาต้องเดินทางไปวัดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ มานิต จึงต้องการสร้างจุดขายให้กับโครงการด้วยการนำต้นสาละลังกามาปลูก

“บ้านเราเป็นเมืองพุทธ ผมจึงคิดว่าทำอย่างไรจะให้โครงการสวอนเลคเป็นสถานที่ทางพุทธศาสนาได้บางส่วน ด้วยเหตุนี้เราจึงนำต้นสาละลังกา และสร้างสวนหินขึ้นมา เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาอยู่ได้เห็นต้นสาละที่หาดูยากมาไว้ในโครงการนี้”

ภายในโครงการสวอนเลคจะแบ่งการพัฒนาที่ดินออกเป็น 2 รูปแบบ คือ คอนโดมิเนียมโลว์ไรส์สูง 4-7 ชั้น และโรงแรมระดับ 5 ดาว โดยในส่วนของคอนโดมิเนียมจะแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 เฟส จำนวน 282 ยูนิต รวมมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ขนาดของห้องพักมีให้เลือกตั้งแต่ 2 ห้องนอน ขนาด 90.60-125.50 ตร.ม. 2 ห้องนอน แบบดูเพล็กซ์ ขนาด 110-145 ตร.ม. 3 ห้องนอน ขนาด 157.50 ตร.ม. 3 ห้องนอน แบบดูเพล็กซ์ ขนาด 167.50 ตร.ม. และ 4 ห้องนอน ขนาด 247 ตร.ม. ราคาขาย 11-30 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในส่วนของเฟสแรกจะพัฒนาโครงการจำนวน 59 ยูนิต จะเริ่มก่อสร้างในเดือน มิ.ย.นี้ หลังจากนั้นประมาณไตรมาส 4 จะเริ่มพรีเซลในเฟสที่ 2 อีก 50-60 ยูนิต พร้อมเริ่มดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งภายใน 3 ปีนับจากนี้ มานิต คาดว่าจะสามารถปิดการขายของโครงการคอนโดมิเนียมได้ เพราะหลังจากเริ่มเปิดขายโครงการไปเมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมา ขณะนี้มียอดขายไปแล้วกว่า 50%

สำหรับโครงการในส่วนของโรงแรม มานิต วางแผนไว้ว่าจะดำเนินการก่อสร้างควบคู่ไปพร้อมกับโครงการคอนโดมิเนียม เพื่อให้ภายใน 3 ปีนับจากนี้ โครงการสวอนเลคมีความสมบูรณ์แบบ โดยในส่วนของโครงการโรงแรม มานิต ตั้งใจไว้ว่าจะพัฒนาทั้งหมด 80 ห้อง ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 800 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับเชนโรงแรมดัง คาดว่าในเร็วๆ นี้น่าจะได้ข้อสรุป

“โครงการสวอนเลค เราจะทำบ้านไม่เยอะ เพราะเราต้องการให้คนที่มาอยู่ร่วมกับเรามีความสุขกับปฏิมากรรมที่เราสร้างขึ้นมา” มานิต กล่าวทิ้งท้าย

 

“สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” จากผู้พิพากษาสู่มือปราบ ก.ล.ต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มีนาคม 2559 เวลา 13:02 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/419174

"สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์" จากผู้พิพากษาสู่มือปราบ ก.ล.ต.

โดย…ประลองยุทธ ผงงอย

สํานักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถูกตั้งขึ้นในปี 2535 มีภารกิจหลักในการพัฒนาและกำกับตลาดทุนของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ยุติธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ เพื่อลดความเสี่ยงของระบบ ในช่วงแรกผู้บริหารและบุคลากรที่ร่วมก่อตั้งมาจากธนาคารแห่งประเทศไทยส่วนหนึ่ง มาจากการสร้างทีมงานขึ้นมาใหม่ เวลาที่ผ่านมากว่า 20 ปี มีผู้บริหารเกษียณอายุหลายคน พนักงานระดับกลางและระดับล่างก็ไต่อันดับขึ้นไปเรื่อยๆ แต่งานบางส่วนต้องหาบุคลากรจากภายนอกเข้าไปเสริมทัพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2559 ที่ผ่านมา “สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต.คนใหม่ ในสายงานบังคับใช้กฎหมาย

“สมชาย” เป็นมืออาชีพด้านกฎหมาย มีประสบการณ์ในการเป็นทนายความและผู้พิพากษามากว่า 20 ปี หลังจบการศึกษาในปี 2533 ระดับปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบเนติบัณฑิตไทยในปี 2535 หลังจากจบเนติบัณฑิตไทย ทำงานเป็นทนายความในปี 2535-2537 และเป็นผู้พิพากษาตั้งแต่ปี 2537-2558 ทั้งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแพ่งธนบุรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลแขวงธนบุรี เลขานุการศาลภาษีอากรกลาง ศาลแพ่งธนบุรี อยู่ศาลภาษีค่อนข้างนาน

นอกจากนั้น ในช่วงทำงานเป็นผู้พิพากษาหลังเลิกงานยังใช้เวลาว่างแบ่งมาเขียนหนังสือตำรากฎหมาย รวมถึงประมวลกฎหมายต่างๆ รวมกันมากกว่า 20 เล่ม และยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนด้านกฎหมายด้วย

สมชายได้เล่าภารกิจในการเข้ามาทำงานใน ก.ล.ต.ว่า เป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานให้มีความสมบูรณ์มากที่สุดก่อนส่งฟ้องคดี เข้ามาเติมเต็มช่วยปิดจุดอ่อนทักษะในการรวบรวมพยานหลักฐานของ ก.ล.ต. เพื่อทำให้คดีความเดินหน้าได้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถตัดสินให้คดีออกมาได้เร็วมากขึ้น

การทำงานที่ ก.ล.ต.จะปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่มาเป็นคนรวบรวมพยานหลักฐานเอง ถือว่างานเปลี่ยนไม่มาก จากประสบการณ์ที่เคยทำงานเป็นทนายความมาก่อนที่จะมาเป็นผู้พิพากษา มีความพยายามดิ้นรนแสวงหาพยานหลักฐานยังไงเพื่อให้ศาลเชื่อ แต่หากเป็นอาจารย์มาก่อนเป็นผู้พิพากษาจะมีแนวทางคนละแบบ เพราะอาจารย์จะได้ในด้านความรู้หรือวิชาการ แต่อาจไม่เคยทำในเรื่องการแสวงหาพยานหลักฐาน ส่วนการทำงานที่ ก.ล.ต.เช่นเดียวกันต้องกล้าตัดสินใจ หากมีหลักฐานไม่เพียงพอต้องกล้าสั่งระงับการดำเนินคดี

“ผมเคยเป็นทนายทราบว่าการแสวงหาพยานหลักฐานโดยใช้วิธีการใด ทำอย่างไรให้น่าเชื่อถือ โดยผู้ที่เข้ามาชวนให้มาทำงานที่ ก.ล.ต.อธิบายว่า บทบาทการทำงานที่ ก.ล.ต.มีหน้าที่ดูแลในการรวบรวมพยานหลักฐาน ความสมบูรณ์ของหลักฐาน เพราะ ก.ล.ต.ปัจจุบันมีบุคลากรที่เก่งและมีความสามารถ แต่ยังขาดทักษะในการรวบรวมพยานหลักฐานให้มีความสมบูรณ์

“หาก ก.ล.ต.ทำงานรวบรวมหลักฐานมาได้ในระดับหนึ่งแล้วอาจยังไม่สมบูรณ์แล้วส่งต่อไปชั้นดีเอสไอหรืออัยการ หากได้รับความกรุณาจากดีเอสไอหรืออัยการอาจสั่งสอบเพิ่มให้ แต่หากมองว่าพยานหลักฐานที่ส่งมาไม่พออาจสั่งไม่ฟ้องจะสร้างความเสียหายมาก ข้อมูลที่รวบรวมได้หรือพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ก่อนจะส่งไปต้องมีความสมบูรณ์มากที่สุด เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.มีความสามารถสูงมากในการหาหลักฐานมาจนได้ในความเชื่อมโยงหลักฐานต่างๆ

“ผมใช้เวลาคิดเพียง 1-2 สัปดาห์ก่อนตัดสินใจเข้ามาทำงานที่นี่ โดยจะนำประสบการณ์ตรงจากทั้งการเป็นทนายที่ต้องทำหน้าที่แสวงหารวบรวมหลักฐาน ผู้พิพากษาซึ่งต้องตัดสินชี้ขาดจากพยานหลักฐานที่ทั้งฝั่งโจทก์หรือจำเลยนำมาแสดง และอาจารย์พิเศษด้านกฎหมายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ผู้บรรยายพิเศษ สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา มาช่วยในการทำงาน ซึ่งหลังจากทำงานมาตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นงานเหมือนที่คิดไว้ทั้งหมด ทีมงานที่นี่มีกว่า 80 คน มีความตั้งใจ และมีศักยภาพสามารถคิดค้นการหาหลักฐานในรูปแบบใหม่ได้”

สำหรับระบบการทำงานของ ก.ล.ต. ปัจจุบันมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อยู่แล้ว ช่วยในการทำงานของ ก.ล.ต.ได้มาก ต่อไปจะมีความร่วมมือที่เข้มข้นมากขึ้น แต่ตอนนี้กำลังหารือร่วมกับ ปปง.ศึกษารูปแบบ วิธีการว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร เพราะปัจจุบันติดอุปสรรคจากระเบียบข้อกฎหมาย

ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นคดีที่มีพยานหลักฐานไม่พอฟ้องผู้ต้องหากระทำความผิด ปปง.จะไม่สามารถช่วยได้ เพราะต้องปรากฏว่ามีความผิดพื้นฐานก่อน ปปง.จึงจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย รวมถึงในทางปฏิบัติ ปปง.อาจไม่เข้ามาดำเนินการต่อก็ได้ เพราะเห็นว่าผู้กระทำความผิดถูกลงโทษไปแล้ว เช่น กรณีความผิดการใช้ข้อมูลภายในหาประโยชน์ส่วนตัวในการซื้อหรือขายหุ้น (อินไซเดอร์) ที่จับได้แล้วผู้ทำผิดถูกปรับเงินมากกว่าผลตอบแทนที่ได้แต่ไม่เกิน 2 เท่า ซึ่งไม่ปรากฏความผิดว่าได้นำเงินดังกล่าวไปฟอกหรือซุกซ่อน ส่วนกฎหมายการฟอกเงินหากปรับปรุงให้มีความเข้มข้นขึ้นได้จะเป็นเรื่องดี เพราะหาก ปปง.สามารถช่วยตรวจสอบเส้นทางเงินให้ก่อนได้ ซึ่งปัจจุบันยังทำไม่ได้ จะทำให้ ก.ล.ต.ทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น

ทางด้านความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขณะนี้หากกรณีเกิดขึ้นจะต้องหารือร่วมกันก่อนว่าหลักฐานลักษณะแบบนี้เพียงพอหรือไม่ ตลท.ควรหาหลักฐานใดเพิ่มเติมก่อนที่จะส่งหลักฐานมาให้ ก.ล.ต.ดำเนินการตรวจสอบต่อไป เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ส่งหลักฐานเบื้องต้นที่สงสัยว่ามีการกระทำความผิดมาที่ ก.ล.ต. จากนั้นจะเป็นผู้หาข้อมูลเพิ่มเองและดำเนินการเองทั้งหมด ซึ่งช่วยให้การทำเคสเร็วขึ้น

ปัจจุบันผู้พิพากษาหรืออัยการมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ คดีความเกี่ยวกับคดีเศรษฐกิจไม่มาก การหาผู้พิพากษาเพื่อไปทำงานที่ศาลภาษีทำคดีทางเศรษฐกิจจะหาบุคลากรได้ยาก ถึงขั้นมีช่วงที่ประธานศาลฎีกามีนโยบายกำหนดตัวบุคคลนั้นให้ทำงานในส่วนศาล ที่ดูแลคดีเศรษฐกิจให้ดูแลทำงานในสายงานด้านนี้นานๆ เพื่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่โดยสภาพเป็นจริงไม่สามารถทำได้ เพราะมีอุปสรรคด้านลำดับชั้นของผู้พิพากษา เมื่อมีการเลื่อนตำแหน่งจะต้องพ้นจากหน้าที่เดิมไป หรืออาจเลื่อนการทำงานเมื่อถึงระยะเวลาระดับหนึ่งต้องเลื่อนขึ้นจากศาลชั้นต้นไปทำงานที่ศาลอุทธรณ์ เพราะศาลภาษีถือเป็นศาลชั้นต้นเท่านั้น

สาเหตุที่หาผู้พิพากษาหรืออัยการที่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ คดีความเกี่ยวกับคดีเศรษฐกิจยาก เพราะในอดีตประมาณ 20-30 ปีก่อน ธรรมชาติของคนที่ไม่ชอบเรียนด้านตัวเลขจะหนีมาเรียนนิติศาสตร์แทน

สมชายอธิบายย้อนถึงในช่วงเรียนว่า มีความสนใจในเรื่องกฎหมายธุรกิจอยู่แล้ว จึงได้เลือกลงเรียนวิชาบัญชีนักกฎหมาย วิชาเศรษฐศาสตร์ ทำให้พอมีความรู้ด้านนี้ ส่วนการทำงานจากผู้พิพากษามาสู่ ก.ล.ต. ยังอยู่ในสายงานบังคับใช้กฎหมาย ลักษณะงานเหมือนงานเดิมของผู้พิพากษาที่ทำอยู่แล้ว แต่งานเดิมของผู้พิพากษามีหน้าที่ชี้ขาดว่าอะไรถูกหรืออะไรผิด ซึ่งก่อนที่จะส่งมาถึงผู้พิพากษาจะมีกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน อัยการ ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ

ต้องกล้าตัดสินใจ ทำให้ดีที่สุด

แม้ว่า “สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” จะอยู่ในวงการกฎหมายมานานกว่า 20 ปี แต่ก็มิใช่ว่าจะไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเอาเสียเลย เพราะเคยมีประสบการณ์ในการซื้อขายหุ้นมาเนิ่นนาน นับตั้งแต่ยุคที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยยังใช้การเคาะกระดานหุ้นสำหรับการเสนอซื้อและเสนอขายหลักทรัพย์ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ระบบเทคโนโลยีในปัจจุบัน ประสบการณ์ของการเป็นนักลงทุนก็เหมือนคนทั่วๆ ไป ที่เคยมีกำไรและเคยขาดทุนมาแล้ว

แต่ในที่สุดก็ต้องขายหุ้นในพอร์ตออกมาทั้งหมดในช่วงปี 2550-2551 ไม่ได้เก็บเกี่ยวโอกาสที่เงินทุนต่างประเทศไหลบ่าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย จนทำให้ดัชนีหุ้นไทยทะยานขึ้นแรงอย่างต่อเนื่อง สร้างสถิติตลาด หุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงติดต่อกันหลายปี เพราะในช่วงที่เป็นผู้พิพากษายังใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อเขียนหนังสือตำราเรียนด้านกฎหมาย และประมวลกฎหมายต่างๆ มีผลงานเขียนออกมาแล้วมากกว่า 20 เล่ม

และเมื่อมาทำงานที่ ก.ล.ต.ต้องเลิกลงทุนในหุ้น หันมาลงทุนในกองทุนรวม มอบเงินให้มืออาชีพบริหารแทน โดยในอดีตก่อนมาทำงานที่ ก.ล.ต.ยอมรับว่าการลงทุนในกองทุนรวมให้อัตราผลตอบแทนน้อยเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นเอง และยังต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือคอมมิชชั่นด้วย

“สมชาย” เริ่มเข้ามาทำงานที่ ก.ล.ต.ตั้งแต่ต้นปี 2559 แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่มีชื่อปรากฏผ่านสื่อมวลชนครั้งแรก เมื่อให้สัมภาษณ์เรื่อง ก.ล.ต.อยู่ระหว่างการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ในหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือการออกบทลงโทษผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) กรณีให้ข้อมูลคาดการณ์ทิศทางผลการดำเนินงานและแผนการดำเนินงานที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง ไม่สมเหตุสมผล หรือให้ข้อมูลเท็จ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนจะเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณไตรมาส 3/2559

เมื่อปรากฏข่าวออกมา ก็เกิดกระแสโจมตี วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา และถือเป็นการรับน้องที่หนักทีเดียว สมชาย กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่มีความรู้สึกอะไร เพราะเป็นหน้าที่ของสื่อ เรื่องนี้เกิดขึ้นมาเพราะมีนักข่าวมาถามว่ามีบริษัทแห่งหนึ่งเพิ่มทุนจดทะเบียนบ่อยมากๆ และผู้บริหารให้สัมภาษณ์ว่าจะมีโครงการลงทุนต่างๆ พร้อมคาดว่าผลการดำเนินงานจะดีขึ้น ซึ่งกฎหมายที่จะออกมาดูแลการให้ข้อมูลของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนก็ต้องดูถึงเจตนา ต้องมีหลักฐาน มีข้อมูล และมีโครงการมารองรับด้วย บางครั้งให้สัมภาษณ์ว่าจะมีนักลงทุนใหม่เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อครอบงำกิจการหรือเทกโอเวอร์ แต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงการพูดคุยเพื่อซื้อทรัพย์สินหรือซื้อบางธุรกิจออกไปเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการเทกโอเวอร์

ที่ผ่านมาก็มีประสบการณ์เรื่องสื่อวิพากษ์วิจารณ์ ยกตัวอย่างในช่วงทำงานอยู่ศาลเคยเป็นหน้าห้องของ รมว.ยุติธรรม “สุทัศน์ เงินหมื่น” ทำให้เห็นว่าไม่ว่าจะทำอะไรในเรื่องเดียวกัน สื่อสามารถเขียนได้ทั้งชมหรือ ตำหนิได้ทั้งหมด ช่วงนั้นไม่ดูเพียงเรื่องของ รมว.ยุติธรรม และกระทรวงนี้ไม่ได้มีประเด็นเกิดขึ้นมาก แต่ตอนนั้นได้ติดตามและเห็นการทำหน้าที่ของ “ธารินทร์ นิมมานเหมินท์” รมว.คลัง ในยุคนั้นถือเป็นไอดอลคนหนึ่งที่ดูเป็นแบบอย่างในการทำงาน เมื่อเข้ามาบริหารในช่วงเศรษฐกิจไทยเป็นช่วงขาลง โดนถล่มหนัก ตำหนิทุกเรื่อง แม้ว่าธารินทร์จะมีความตั้งใจทำงานแก้ปัญหามาก แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย ดังนั้นเรื่องของการทำงานว่าทำดีหรือไม่นั้น แม้จะมีสื่อมาวิจารณ์ตัดสินว่าเรา แต่อยู่ที่เราว่าได้ทำเต็มที่แล้วหรือไม่ บางครั้งผลที่ออกมาอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราต้องการหรือคาดหมายไว้ แต่เมื่อเราทำดีที่สุดแล้ว ก็ต้องยอมรับความเป็นจริง

สำหรับคดีที่ “ท้าทายการทำงาน” ที่ผ่านมาไม่มี เพราะในช่วงการทำงานเป็นผู้พิพากษา ทนายความ ไม่มีเคสที่ยากและท้าทาย เพราะต้องรับทำทุกเคส แต่มีเคสที่เสียความรู้สึกว่าชาวบ้านถูกกระบวนการยุติธรรมรังแก ช่วงนั้นทำงานเป็นผู้พิพากษาที่ศาลภูเขียว จ.ชัยภูมิ ทำคดีที่ชาวบ้านขับรถรับจ้างมีจักรยานยนต์ขี่มาชนท้ายแล้วเสียชีวิต ถูกสั่งฟ้องคดีว่าประมาทถูกขังประมาณ 1-2 ปี เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าประกันตัว ประกอบกับในช่วงนั้นที่ศาลมีคดีจำนวนมาก ทำให้ต้องเลื่อนเวลาการตัดสินคดีนี้ เมื่อเข้าไปทำงาน ก็หยิบคดีขึ้นมาพิจารณา และตัดสินยกฟ้องคดี ซึ่งชาวบ้านคนนั้นก้มลงกราบ เพราะในความเป็นจริงกรณีลักษณะนี้ ตำรวจควรสั่งไม่ฟ้องตั้งแต่แรกแล้ว กระบวนการยุติธรรมต้นน้ำต้องกล้าตัดสินใจ ภายใต้บทกฎหมาย พยานหลักฐาน เรื่องแค่นี้ไม่น่าจะปล่อยให้คนติดคุกนานเป็นปีๆ

สมชาย กล่าวถึงความท้าทายของการทำงานที่ ก.ล.ต.ว่า คือเหมือนเราลงมาเล่นเอง แตกต่างจากตอนเป็นผู้พิพากษาเหมือนการนั่งดูหลักฐานและข้อมูลที่คนเอาอะไรมาเสนอเรา เมื่อเห็นแล้วคิดว่าควรนำสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเสนอเพิ่มเติม แต่ก็พูดไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายอาจร้องเรียนว่าเราไม่เป็นกลาง ดังนั้นเมื่อมาอยู่ตรงนี้ก็จะต้องคิดให้รอบคอบมากที่สุด ซึ่งไม่ว่าคดีนั้นจะแพ้หรือชนะ ก็จะไม่มานั่งเสียใจ เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดแล้ว

 

“สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้ ทำไมวันนี้ไม่ทำ” กษิต ภิรมย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

29 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 08:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/418705

"สิ่งที่จะทำพรุ่งนี้ ทำไมวันนี้ไม่ทำ" กษิต ภิรมย์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” กับข้อเสนอให้บังคับใช้รัฐธรรมนูญสองขยัก จนเกิดข้อกังขาว่านี่เป็นข้ออ้างสำหรับรักษาการในตำแหน่ง กินกรอบ โรดแมปที่วางไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 ด้วยเหตุผลเรื่องการสานต่อภารกิจและเพื่อความมั่นคงป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง

กษิต ภิรมย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ จากพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตแกนนำ กปปส. ​ซึ่งเคยออกมาเรียกร้อง “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”​ ปัจจุบันเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)​ เห็นว่าหากจะเลือกทางเดินนี้จะต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน

ประเด็นอยู่ที่หากอยู่ในอำนาจต่อไปแล้ว ประชาชนจะสามารถมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบ ถอดถอน ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะช่วงที่เป็นประชาธิปไตยมา 80 กว่าปี ก็มีความคืบหน้า ประชาชนตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพ หน้าที่ ความรับผิดชอบ กว้างขวาง และการจะอยู่ต่อไปจะทำอะไรบ้าง ​

กษิต กล่าวว่า ต้องย้อนถามกลับไปว่าหลังจากวันที่ 22 พ.ค.เป็นต้นมา สิ่งที่ประชาชนเคยเรียกร้องนั้นวันนี้ทำเรื่องอะไรไปแล้วบ้าง และทำไปถึงไหน ทั้งเรื่องปรองดอง ​การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีความเร่งด่วน ต้องบรรเทาความโกรธ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ให้สังคมได้เริ่มต้นกันใหม่เมื่อมีการเลือกตั้ง หรือการกระจายอำนาจ ปฏิรูปตำรวจที่ทุกคนเรียกร้องไปถึงไหนแล้ว

“การตัดสินใจเด็ดขาดอยู่ที่ คสช.​ ไม่จำเป็นต้องรอ ครม. สนช. สปท. กรธ.​ ที่เป็นตัวช่วยเป็นสิ่งประดิษฐ์ของ คสช.​ เพราะ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยเฉพาะมาตรา 44 ที่จะแก้ปัญหา นำพาประเทศ วางรากฐานประเทศไปสู่อนาคตในระบอบประชาธิปไตย สอง คสช.อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย จากความยุ่งเหยิงล้มเหลวในรอบ 10ปีที่ผ่านมา คสช.​ต้องใช้อำนาจที่มีอยู่แก้ปัญหาปูประชาธิปไตยใหม่”

สิ่งที่ คสช.จะต้องทำมีอะไรบ้าง คงต้องย้อนกลับไปดูข้อเรียกร้องใน 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งเรื่องการต่อต้านการทุจริต การใช้อำนาจมิชอบ คอร์รัปชั่น โดยเฉพาะการคอร์รัปชั่น​ด้วยนโยบาย การกระทำที่ละเมิดวินัยการเงินการคลัง หรือเรื่องของระบบการเมืองที่อยู่ใต้ทุนนิยมสามานย์ ระบบอุปถัมภ์ และการแทรกแซงอำนาจการเมืองเข้าไปทุกวงการของสังคมไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเรียกร้อง ตั้งแต่พันธมิตรฯ ​มา กปปส. ซึ่ง คสช.จะต้องตอบ เพราะอาสามาจัดการแก้ปัญหาบ้านเมือง

“หากจะอยู่ต่อก็ต้องถามว่าแล้วสองปีที่ผ่านมาได้เตรียมอะไรไว้บ้างนอกจากตั้งแม่น้ำสี่สาย กรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดที่หนึ่งของ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ​ชุดที่สองของคุณมีชัย ฤชุพันธุ์ หรือตั้ง สปท.เข้ามาแทนที่ สปช. ตามโรดแมปที่กล่าวไว้แต่ต้น คสช.จะอยู่ไปถึงสิ้นปีหน้า ดังนั้นเวลาที่เหลืออีก 24 เดือนจะทำอะไร และหากจะอยู่ต่ออีก 48 เดือนจะทำอะไร”

กษิต กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติเขาไม่ชอบปฏิวัติอยู่แล้ว แต่เมื่อเขาเห็นโรดแมปเขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือน ก.ค.​ปีหน้า มีรัฐธรรมนูญปลายเดือน มี.ค. ตรงนี้เป็นแรงผลักดัน และทำให้แรงกดดันเบาลง แต่พอบอกจะอยู่ต่อต่างชาติก็งงเหมือนพวกเรา

“หากบอกจะอยู่ต่อเพราะการเมืองไม่เข้มแข็ง เราก็บอกว่าทำไมไม่ทำให้การเมืองเข้มแข็ง ให้ประชาชนผู้มีอำนาจสูงสุดเข้ามาเป็นผู้ตรวจสอบ ต้องทำให้ประชาชนเข้มแข็ง ไม่ให้นักการเมืองกล้าทำอะไร เมื่ออยู่ต่อเป็นรัฐบาลซ้อนโลกก็บอกเราไม่ได้เป็นประชาธิปไตย เป็นคอนโทรล เดโมเครซี หรือไกเดด เดโมเครซี ดังนั้นต้องรับสภาพนี้ซะก่อน ว่าต้องถูกด่า ประชาชนคนไทยต้องรู้ซะก่อน”​

นอกจากจะต้องบอกว่าจะทำอะไรแล้ว ยังต้องบอกด้วยว่าการจะอยู่ต่อไปนั้น มีปัญหาอะไร ทำไมคนไทยเจ้าของประเทศถึงดูแลตัวเองไม่ได้ ทำไมต้องพึ่งกองทัพ พึ่งพาอาวุธ พึ่งพาองค์กรพิเศษ​ ​ที่สำคัญหลายเรื่องสามารถทำให้เสร็จก่อนได้ในช่วงเวลาอีกเกือบ 2 ปีที่เหลือ หากทำเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ก็จะกลายเป็นวีรบุรุษ หากไม่มีคำอธิบายก็จะกลายเป็นอยู่ต่อเพราะอยากอยู่ในอำนาจต่อ และต้องถามว่า อะไรอยากทำในวันพรุ่งนี้ ทำไมวันนี้ไม่ทำ

กษิต กล่าวว่า หากจะชี้แจงว่าที่ผ่านมาอยู่แล้วทำตั้งหลายเรื่อง ทั้งเลนจักรยาน ถนนเลียบแม่น้ำ รถไฟความเร็วสูง ​ที่ตกลงกับทางจีนไปเรียบร้อยแล้วนั้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้หากบอกว่าเป็นผลงานก็จะมีประชาชนเชื่อเห็นด้วย แต่พวกตนอาจบอกว่าไม่ใช่ผลงานแท้จริง เพราะไม่ใช่สิ่งที่คนออกมาบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่แก้ปัญหาในอดีต

อย่างเรื่องรถไฟความเร็วสูง รัฐบาลไหนมาก็ทำได้ ไม่เกี่ยวกับการปฏิรูป ไม่ได้ทำให้ประเทศมีมาตรฐาน คสช.ต้องทำในสิ่งที่จะสร้างมาตรฐาน สร้างประโยชน์กับคนในประเทศ ไม่ใช่ไปสร้างประโยชน์กับคนลาว เมียนมา คนจีน ต้องย้อนกลับไปดูว่าอะไรเป็นบ่อเหตุที่ประชาชนต้องออกมาขับไล่รัฐบาลในอดีต ตรงนี้คือหัวใจ เมื่อมีอำนาจต้องใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ

สำหรับประเด็นเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้นั้น ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่าจะต้องเขียนรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการ ต้องปรับปรุงรัฐธรรมนูญจากฉบับก่อนๆ ทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ต้องเปิดช่องให้มีส่วนร่วมจากประชาชนกว้างขวางจากเดิม มีการจัดตั้งองค์กรอิสระ หรือมีการคาน และถ่วงดุลอำนาจ ต้องแก้ไขไม่ให้รัฐมนตรีต้องมาเซ็นจัดซื้อจัดจ้าง

ต้องทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน สมาชิกจะต้องจ่ายเงินบำรุงพรรค สมาชิกพรรคต้องสามารถเลือกกรรมการบริหารพรรค ไม่ใช่เสี่ยหรือเจ้าของพรรคเป็นคนเลือก ประชาชนต้องมีส่วนร่วม องค์กรอิสระต้องมีหน้าที่คานอำนาจ ต้องไม่ทำงานบริหาร

ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องดูจัดการข้อขัดแย้งทางกฎหมาย มติ ครม.ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญต้องไม่ยุ่งกับการถอดถอน เพราะศาลรัฐธรรมนูญเป็นกึ่งศาลการเมืองกึ่งศาลยุติธรรม ดังนั้นการถอดถอนหรือการลงโทษให้ส่งเรื่องไปศาลฎีกาพิจารณาแทน รวมทั้งอีกเรื่องคือสิทธิชุมชนถือเป็นเรื่องสำคัญ​

ทั้งนี้ ต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้ประชาชนสบายใจว่าเป็นรัฐธรรมนูญแห่งสังคมประชาธิปไตยเสรี ไม่ใช่ไกด์หรือชี้นำ หรือให้อำนาจองค์กรเหนือรัฐบาล รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะต้องติดตามดูต่อไป โดยต้องมีความเชื่อขีดความสามารถสติปัญญาประเทศไทยให้ปกครองตัวเองได้มากที่สุด

 

ทักษิณไม่ได้เจรจา แค่หาทางออกปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 07:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/418599

ทักษิณไม่ได้เจรจา แค่หาทางออกปรองดอง

โดย…ฐายิกา จันทร์เทพ

ปรากฏการณ์ตีกลับไร้เสียงตอบรับจากผู้มีอำนาจอย่างสิ้นเชิง สำหรับช่องทางการพูดคุยหาทางออกร่วมกันที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างชาติหยั่งกระแสสังคม ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเจอมรสุมทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และปากท้องรุมเร้า

การเคลื่อนไหวของ ทักษิณ ถูกจับตามองว่าเป็นยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวชิงพื้นที่ทางการเมืองอีกครั้ง รวมถึงยุทธศาสตร์โลกล้อมเข้ากระหน่ำ คสช. นพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดใจชี้แทนกับทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า มีคนถามเยอะว่า ดร.ทักษิณ มีวาระซ่อนเร้นอะไรหรือไม่ที่ออกมาพูดกับสื่อต่างประเทศ แต่เท่าที่มีโอกาสได้คุยกับท่านก็บอกว่าไม่มีอะไร

แต่ที่ออกมาพูด เพราะผู้สื่อข่าวต่างประเทศจำนวนมากต้องการสัมภาษณ์มานาน ซึ่งท่านทักษิณเองก็อั้นไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ มาเป็นเวลาเกือบๆ 2 ปี ตั้งแต่ยึดอำนาจรัฐประหาร วันที่ 22 พ.ค. 2557 ซึ่งช่วงเวลานี้ก็เป็นโอกาสดีที่มีการร่างรัฐธรรมนูญกติกาที่สำคัญของบ้านเมือง จึงเปิดโอกาสได้พูดคุยกัน ซึ่งเป็นการพูดคุยแสดงความคิดเห็นธรรมดา ไม่ใช่เป็นการยื่นขอเจรจา หรือจะเรียกว่าเป็นการเปิดช่องสื่อสารกับกลุ่มการเมืองฝ่ายต่างๆ เพื่อลดความหวาดระแวงกันและกัน หาทางออกความขัดแย้งของบ้านเมือง การพูดครั้งนี้ยืนยันได้ว่าไม่ได้ตั้งเงื่อนไขใดๆ เพื่อตัวท่านเอง หรือเพื่อน้องสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เช่น จะไปบอกรัฐบาลทหารอย่าไปยึดทรัพย์น้องสาวผม แล้วตระกูลชินวัตรจะเลิกเล่นการเมือง แบบนี้ไม่มีแน่นอน

“อยากให้รัฐบาลมองแบบให้เกียรติกัน แม้อดีตนายกฯ ทักษิณจะอยู่ต่างประเทศก็ตาม ผมเชื่อว่าไม่มีใครดีบริสุทธิ์ หรือเลวไปซะทุกอย่าง แต่มันมีทั้งข้อดีข้อเสียกันทั้งนั้น ผมยืนยันว่าท่านทักษิณไม่ได้โหนกระแส คสช.ในขณะที่เขาเพลี่ยงพล้ำ หรือมาขย่มมะม่วงตอนที่สุกงอมจะหลุดออกจากขั้ว และไม่ได้มีการประเมินว่า คสช.จะอยู่หรือไปในขณะนี้ เพราะไม่ว่าใครจะออกมาทำอะไรก็คงไม่เป็นผล ทั้งหมดอยู่ที่ตัวท่าน พล.อ.ประยุทธ์ เองทั้งสิ้น” นพดล ระบุ

ส่วนการขอเปิดช่องทางการหารือร่วมกันของทักษิณถูกตีกลับ คสช.และรัฐบาลไม่ขานรับในข้อเสนอนั้น นพดล กล่าวว่า ถือว่าเสียดายที่ปิดประตูการสร้างบรรยากาศการปรองดอง ถือว่าเป็นการเสียโอกาสและรู้สึกน่าเสียดายที่ คสช.มองข้อเสนอของท่านทักษิณเบาบาง ไม่พิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะมันไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อตักตวงผลประโยชน์ทางการเมือง แต่เพื่อหาทางออกการปรองดอง แต่ถ้าไม่คุยกันแล้วจะปรองดองกันได้อย่างไร ท่านทักษิณพูดกับตนเองบ่อยครั้งว่า

“ผมเป็นคนไม่มีอะไรเลย พูดกับผมง่ายๆ อยากจะให้ผมทำอะไร หรือถ้าอยากได้คำแนะนำทางเศรษฐกิจก็โทรมาสิ มาถามคำปรึกษาผมได้” ในทางกลับกันคนพวกนี้คิดแต่ว่าไม่ปรึกษาพวกคนติดคดีหรอก

นพดล ระบุด้วยว่า อย่านึกว่าสถานการณ์จะดีอย่างนี้ไปตลอด เพราะเวลานี้ปัญหาใหญ่มีเศรษฐกิจรุมเร้า ถ้ามันมีการพูดคุยกันที่ดี เชื่อว่า ประชาชนจะสนับสนุน ที่ผ่านมาที่มีกระแสการประสานหาแนวทางการพูดคุยกันมาตลอด แท้จริงแล้วไม่มี เพราะในอดีตไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับใคร แต่ตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นหัวหน้า คสช. เป็นผู้ที่มีอำนาจในประเทศ แต่ไม่ว่าเมื่อก่อนในอดีตหรือตอนนี้เอง ก็ยังไม่มีการพูดคุยกัน หรือประสานอะไรกัน ทั้งนี้เมื่อรัฐบาลปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใยให้กัน เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แค่เสียดายโอกาส เพราะนั่นคือสิทธิของรัฐบาลที่จะปฏิเสธ

แกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จนถึงเวลานี้ยังไม่มีกระบวนการขั้นตอนใดๆ ที่จะกำหนดกฎกติกามารยาทในการคุยกัน แต่สิ่งที่ออกมามันคือความพรั่งพรูของความปรารถนาดีที่ท่านทักษิณอยากเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า และคิดว่าการที่ท่านอยู่ต่างประเทศ แต่ละประทศก็ศิวิไลซ์ มีความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจดี นั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว แต่ท่านเห็นข่าวบ้านเรามีคนผูกคอตายด้วยราคายางพารา ราคาข้าวตกต่ำ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกรุมเร้า ท่านก็คิดว่าทำไมไม่หาทางออกร่วมกัน

ที่ผ่านมา เราพร่ำพูดเรื่องปรองดองมาตลอด แต่เราไม่รู้ว่าประเด็นและปัญหาการทำปรองดองให้เกิดขึ้นคืออะไร ซึ่งความคิดตนมองว่ามี 2 ประเด็นเท่านั้น คือ 1.ไม่รู้ว่าปรองดองคืออะไร 2.เราไม่ทำอะไรที่จะนำไปสู่ความปรองดอง เวลานี้ท่านทักษิณอยู่สบาย พอมีเงินอยู่บ้างแม้จะโอนให้ลูกหมดแล้ว แต่ทั้งหมดเพราะท่านเป็นห่วงอนาคตของประเทศ วันนี้เมื่อไม่มีกติกาในการพูดคุยกัน ขณะเดียวกันคนมี280216a04*อำนาจเขาก็ปฏิเสธออกมาเสียแล้ว ทุกอย่างจึงเดินหน้าไม่ได้

ส่วนข้อกังวลว่าการออกมาเคลื่อนไหวของ ดร.ทักษิณ เป็นยุทธศาสตร์ใช้โลกล้อมประเทศหรือไม่ นพดล ชี้แจงว่า วันนี้อย่าไปประเมินว่า ดร.ทักษิณสามารถไปสั่งให้ประเทศต่างๆ มีทัศนคติกับประเทศไทยอย่างไร ดังนั้นจึงไม่ใช่การเคลื่อนไหวโดยใช้ยุทธศาสตร์โลกล้อมหรือไปดำเนินการใดๆ ที่เป็นผลร้ายต่อประเทศ และ ดร.ทักษิณไม่ได้โน้มน้าวให้ประเทศใดประเทศหนึ่งเข้ามาแซงก์ชั่นประเทศไทย แต่ประเทศนั้นๆ เขารู้ว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร เขามีการรายงานจากสถานทูต และจากสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เพราะฉะนั้นต่างประเทศเขาสามารถที่จะเอกซเรย์การกระทำต่างๆ ของ คสช.และรัฐบาลได้ ด้วยตัวของเขาเอง

แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุด้วยว่า แม้แต่ความกังวลของ คสช.ที่มีต่อการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของสมาชิกพรรคเพื่อไทยก็ตาม อย่ามาโทษพวกเราที่ท่านไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองหรือเศรษฐกิจได้ เพราะเราไม่สามารถไปทำอะไรได้ เป็นการติเพื่อก่อเท่านั้น

“เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเราไม่ใช่อุปสรรคใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งหมดอยู่ที่นายท้ายเรือใหญ่ว่าจะสามารถประคับประคองเรือให้ไปตลอดรอดฝั่งได้อย่างไร อำนาจของรัฐบาลมีมากเหลือ ทั้งกองทัพก็สนับสนุน มีมาตรา 44 ในการดำเนินการต่างๆ ได้โดยไม่ผิด ไม่มีฝ่ายค้านในสภา รัฐบาล คสช.สามารถที่จะจัดการได้ทั้งคน เงิน และนโยบาย ดังนั้นอยู่ที่คุณจะพุ่งเรือลำนี้ไปอย่างไรกับอำนาจที่มีอยู่อย่างครบองค์ประกอบ อำนาจท่านมีเยอะมาก ถ้าทำดีจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติได้”

นพดล กล่าวถึงการดำเนินการปรองดองของ คสช.ที่ผ่านมา ตั้งแต่ยึดอำนาจว่า การปรองดอง คสช.ไม่ต้องทำอะไรมาก เอาแค่ว่าฝ่ายผู้มีอำนาจไม่พูดจาดูถูกเหยียดหยาม หรือพูดจาในลักษณะกล่าวร้ายอีกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็พอแล้ว หรือพูดแบบมีเมตตาธรรม ให้เกียรติกัน แค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความปรองดองแล้ว ที่ผ่านมาได้พูดอยู่ตลอดเวลาว่าข้อความการพูดของความเกลียดชังไม่ควรจะมีอยู่ไม่ว่าเวทีใดๆ ก็ตาม แม้แต่บนเวทีปราศรัย แต่เวลานี้ในฝ่ายที่มีอำนาจกลับยังพูดจาเช่นนั้นอยู่ แล้วความปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

“ความปรองดอง หากจะพูดก็เปรียบเหมือนการอธิบายช้าง ที่มีมุมมองไม่เหมือนกัน มองกันคนละมุม แต่สำหรับผมความปรองดองคือความสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ว่าเราไม่จำเป็นต้องรักกัน แต่ขอให้เคารพสิทธิซึ่งกันละกัน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม มองไปข้างหน้า ส่วนจะมีเรื่องนิรโทษกรรมอยู่ในสมการปรองดองหรือไม่ ผมจะไม่พูดถึง เพราะเขาจะหาว่าความปรองดองคือนิรโทษกรรม ซึ่งมันไม่ใช่ แต่มันกว้างกว่านั้น” แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าว

นพดล ประเมินความปรองดองของประเทศว่า ยากและลำบาก คำว่าปรองดองคือเราต้องเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร และอยู่กันแบบเข้าอกเข้าใจกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มการเมืองฝ่ายต่างๆ ยิ่งปรองดองลำบากอยู่ เพราะเรายังหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจกัน เมื่อเวลาอีกฝ่ายหนึ่งชนะก็มาเขียนกฎกติกาจะป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งเข้ามามีอำนาจ โดยไม่ได้มองผลประโยชน์โดยส่วนรวมหรือหลักการสากลที่ใช้บังคับกับคนไทยทุกกลุ่ม เช่น การเขียนร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ซึ่งเนื้อหาที่ออกมามันคือการสะท้อนวิถีคิดของผู้มีอำนาจที่ไม่ไว้วางใจอีกฝ่ายหนึ่ง หรือพรรคเพื่อไทย จนทำให้พรรคการเมืองต่างๆ แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับผลกระทบนั้นไปด้วย

ตั้งแต่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามายึดอำนาจรัฐประหาร ก็ประกาศการปรองดอง โดยเน้นย้ำว่าทุกอย่างจะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติกรรม แกนนำพรรคเพื่อไทยกล่าวย้อนแย้งพร้อมกับตั้งคำถามกลับทันทีว่า บ้านเมืองเราในระบบประชาธิปไตยถ้ามีข้อขัดแย้งทางการเมือง ต้องเปลี่ยนแปลงโดยการยุบสภา และมีการเลือกตั้งให้ประชาชนตัดสิน มันไม่ใช่การฉีกรัฐธรรมนูญ ยึดอำนาจมาเป็นรัฏฐาธิปัตย์ แล้วมาบอกว่า
ที่ทำแนวทางนี้เป็นแนวทางที่เหมาะสม ดังนั้นต้องถามกลับไปอีกว่ามีคดีใดที่เกี่ยวข้องกับคนพรรคเพื่อไทยไม่โดนดำเนินคดีบ้าง รวมทั้งคดีต่างๆ ของอดีตนายกฯ ทักษิณก็ตาม

“มีการตั้งคำถามที่หลายคนสงสัยว่าทำไมท่านทักษิณ ไม่กลับมาสู้คดี แต่ต้องบอกว่าคดีของท่านทักษิณนั้นเกิดจากการตั้ง คตส. ซึ่งกรรมการบางคนคือคนที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองมาสอบสวนตอนยึดอำนาจเมื่อปี 2549 ซึ่งขัดหลักนิติธรรม มีการพยายามอ้างว่า ดร.ทักษิณไม่เคารพกฎหมาย ขณะที่ท่านทักษิณบอกว่าคุณไปฉีกรัฐธรรมนูญ ไปทำลายนิติธรรม ท่านก็มีสิทธิที่จะไม่ยอมรับการทำงานของ คตส. เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าจะดำเนินการตามกฎหมาย เราฝ่ายพรรคเพื่อไทยและรวมถึงท่านทักษิณเองก็ไม่ได้ขัดข้อง ที่จะเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย แต่เราอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติ” คนสนิททักษิณ กล่าว

แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวย้ำว่า หากความไม่ไว้วางใจต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะคิดว่าพรรคเพื่อไทยยังเคลื่อนไหวอยู่นั้น นั่นหมายถึงความหวาดระแวงที่มีมากขึ้นนั่น คุณไม่ได้มองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นหุ้นส่วนของประเทศไทยที่จะมาร่วมมือกันเดินหน้าประเทศ มองแต่ว่าจะขจัดออกจากทางการเมืองอย่างไร วันนี้เราต้องมาคุยกันอย่างเปิดอกว่าบทบาทใหม่ของประเทศเราต้องการให้แต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร และร่างกติกาที่พอรับกันได้ เราต้องกว้างพอที่จะรวมทุกภาคส่วนอย่างลึกซึ้ง

“ทางออกการปรองดองวันนี้ คือ ต้องให้ทุกภาคส่วนมาพูดคุยเรื่องคับข้องใจกัน มาพบกันที่จะสงวนจุดต่างแสวงหาจุดร่วมกันให้ได้มากที่สุด และบอกได้หรือไม่ว่าประเทศไทยต่อไปนี้จะไม่สองมาตรฐาน จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนนักการเมืองเองจะสร้างกลไกอะไรขึ้นมาที่คุณโกง จะมีโทษหนัก ถ้านักการเมืองที่ดีเขาพร้อมที่จะรับกับกลไกที่เข้มงวดอยู่แล้ว สุดท้ายคือการวางรากฐานประเทศ โครงสร้างทางการเมือง รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย”

ปฏิรูปเพื่อไทย สู่สถาบันทางการเมือง

นพดล ชี้แจงต่อคำ ถามที่ว่า “ทำไมทักษิณ ไม่หยุดเล่นการเมือง” ว่า ตนไม่สามารถที่จะไปตอบคำถามอะไรแทนได้ว่าในอนาคตจะทำ อะไรอย่างไร แต่ส่วนตัวมองว่าวันนี้เองท่านทักษิณไม่ได้เล่นการเมืองเหมือนอย่างในอดีต วันนี้ท่านแทบไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตามสภาพความเป็นจริงในส่วนของเสื้อแดงเองก็ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ตอนนี้ท่านก็อายุ 67 ปีแล้ว บทบาทที่ทำ ตอนนี้อยู่ในลักษณะเป็นคนที่มีประสบ การณ์ความรู้ ก็เป็นธรรมดาที่มีคนที่รักคนที่ชอบมาปรึกษาบ้าง ต่อไปนี้เข้าใจว่าคงมีแต่บทบาทที่สร้างสรรค์ในฐานะอดีตนายกฯมากกว่า

นอกจากนี้ ขอพูดในฐานะที่เป็นสมาชิก พรรคเพื่อไทยคนหนึ่ง ว่าหากในอนาคตอันใกล้ พรรคการเมืองสามารถประชุมพรรคได้คงจะมีการคัดสรรหัวหน้าพรรคให้มีกรรมการบริหารพรรคมาดูแล

“เราต้องทำ ให้พรรคเป็นสถาบันทางการเมือง คนต้องมาช่วยกันโล้กันพาย ไม่ใช่จะมาอาศัยกินบุญเก่านายกฯ ทักษิณเพียงอย่างเดียว แน่นอนว่านโยบายหลายเรื่องอาจจะต้องสานงานเก่าต่อยอดงานใหม่นโยบายดีๆ เราเก็บไว้ และคิดนโยบายใหม่ๆขึ้นมา ในอนาคตถ้ารัฐธรรมนูญออกมาผ่านแล้วมีองค์กรอิสระมาติติงนโยบายเราก็ต้องระมัดระวังเป็น 2 เท่า ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เราต้องปฏิรูปพรรคและเราต้องทำ ให้พรรคการเมืองของเราเป็นพรรคเพื่อไทย ใสสว่าง ขจัดข้อครหาว่าพรรคเราเป็นพรรคของตระกูลหนึ่งตระกูลใดหรือคนหนึ่งคนใด หรือเป็นพรรคที่คู่แข่งทางการเมืองมาอ้างว่าพรรคเราเป็นพรรคทุจริตคอร์รัปชั่น เราต้องสื่อสารให้สังคมได้รู้ว่าเราได้ทำ ประโยชน์กับประเทศชาติหลายเรื่อง และเราสนับสนุนการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ”

นพดล ให้เหตุผลต่อการปฏิรูปพรรค เพื่อไทยต่อไปอีกว่า เราปฏิรูปพรรคไม่ใช่เพราะเรามากังวลใจเพราะมีคนในเครือข่ายตระกูลชินวัตร แต่คิดว่าเราต้องทำ ให้พรรคเป็นสถาบันทางการเมืองที่ยั่งยืน สามารถยืนอยู่ได้ แต่ถ้าคนในตระกูลชินวัตรจะสนับสนุนพรรคก็เป็นสิทธิของเขาที่จะทำ ได้ แต่ที่สำคัญ เราต้องมีกลไกในการบริหารงานที่เป็นสถาบันมีรูปแบบการตัดสินใจอย่างโปร่งใส ไม่ว่าใครจะมาสนับสนุนทางการเงิน หรือมาออกแรง เราก็ไม่ปฏิเสธ นามสกุลชินวัตรเองก็มีสิทธิที่จะสนับสนุนพรรคเท่ากับนามสกุลอื่นๆ แต่จะมาอยู่ในรูปแบบกรมการที่โปร่งใสยั่งยืน เพราะความยั่งยืนสำคัญ เราต้องสร้าง วัฒนธรรมองค์กรยุคเปลี่ยนผ่านและมีนโยบายที่กินได้

ร่างรัฐธรรมนูญอย่าระแวงทักษิณ

ประเด็นการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญ (ร่างแรก) ภายใต้การนำของ มีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ทุกประเด็น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวโยงทางการเมือง ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นชนวนสำคัญความขัดแย้งของบ้านเมือง “นพดล ปัทมะ” แกนนำพรรคเพื่อไทย เป็นหนึ่งคนการเมืองที่ออกมาแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญต่อเนื่อง และได้ฉายภาพกว้างสำทับข้อมูลต่ออนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาแม้ว่ายังไม่สะเด็ดน้ำก็ตาม แต่ก็สะท้อนให้เห็นแนวคิดของคณะผู้ร่างได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ ประเด็นที่รับไม่ได้มากที่สุดคือเรื่อง การให้องค์กรอิสระเข้ามามีอำนาจตักเตือนนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเข้าใจว่ามันไม่ใช่อำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระ เพราะตามหลักการแบ่งแยกอำนาจฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติมาจากประชาชน เขามีสิทธิที่จะแถลงนโยบายต่อสภาและทำตามที่ให้สัญญาไว้

“นพดล” ชำแหละร่างรัฐธรรมนูญต่อไปว่า ยังมีประเด็นนายกรัฐมนตรีคนนอกและที่มา ของ สว.ที่กำหนดให้มาจากการสรรหาหรือเขาจะใช้คำว่าเลือกตั้งทางอ้อมก็ตาม แต่เป็นการตัดสิทธิประชาชนที่จะได้เลือกตัวแทนของเขาเอง ที่สำคัญคืออำนาจ สว.ที่สามารถเลือกคณะกรรมการองค์กรอิสระได้ หากยึดตัวอย่างศาลรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสและเยอรมนี ก็จะมาจากการแต่งตั้งของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง จึงถือว่าเชื่อมโยงกับประชาชนมากกว่า

ในส่วนอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจค่อนข้างสูงและการที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัยปัญหาทางการเมืองต้องระมัดระวัง และควรให้องค์กรศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์ที่วินิจฉัยกฎหมายเพียงอย่างเดียว ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ต้องได้เสียงจากพรรคที่ต้องได้ สส. 10 คนขึ้นไปนั้น ในทางปฏิบัติไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ เพราะถ้าได้รับสัญญาณจากใครบางคนว่าอย่ายกมือให้เท่านั้น ก็ทำให้การแก้ไขเป็นไปไม่ได้

“โดยหลักแล้วคุณไม่สามารถที่จะไปจำกัดอำนาจรัฐสภาในอนาคตที่จะแก้ไขกฎหมายในอนาคตให้เป็นธรรมเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป คุณบังอาจอย่างไรไปจำกัดอำนาจประชาชนที่จะไปแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 21 คนเกิดขึ้นภายหลังการยึดอำนาจ แต่กลับไปจำกัด สส. สว.ที่มาจากประชาชน มันขัดหลักโดยสิ้นเชิง”

ส่วนประเด็น 16 ข้อเสนอ ต่อการปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรีที่ส่งให้ กรธ.นั้น นพดล บอกว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว โดยเฉพาะข้อที่ 16 ที่ระบุให้เขียนรัฐธรรมนูญออกเป็น 2 ช่วง เพราะหากรัฐธรรมนูญเกิดจากความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งพรรคการเมืองด้วย ที่เขามีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ แต่คุณจะมาถืออำนาจที่จะครอบงำการบริหารราชการแผ่นดินถือว่าล้าหลัง

ขณะเดียวกันยังเป็นการไม่ยอมรับอำนาจผู้แทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง ขัดหลักการประชาธิปไตย จะทำให้ประเทศไทยขาดความเชื่อมั่นทั้งในระดับประเทศ และระดับภาคเอกชน ทำให้ประเทศเราเหมือนเมียนมาที่ยังไม่รับมีรัฐธรรมนูญใหม่ เดิมเราเป็นดาวรุ่งของประชาธิปไตยในภูมิภาคนี้รองจากฟิลิปปินส์ แต่ตอนนี้ภาพลักษณ์ความเป็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนเราสูญเสียไป

สำหรับที่ พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาพูดเรื่องการเขียนร่างรัฐธรรมนูญต้องรองรับการช่วงการเปลี่ยนผ่าน ในห้วงเวลา 5 ปี นั้น นพดล มองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ ซึ่งนานๆ ทีจะมีโอกาสเห็นด้วยกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่บอกว่า รัฐบาล คสช.ไม่เชื่อในผลงานของรัฐบาลปัจจุบันเอง จึงต้องมีกลไกมาควบคุมรัฐบาลในอนาคต

“เราต้องเร่งคืนประชาธิปไตยให้กับประเทศเร็วที่สุดต้องเชื่อมั่นในสติปัญญาของคนไทยที่จะเลือกนักการเมืองที่มีคุณภาพ ถ้าวันข้างหน้าหน่วยงานองค์กรภาครัฐปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะหน่วยงานความมั่นคงปฏิบัติตามคำสั่งตามรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย เหตุรัฐล้มเหลวก็จะไม่เกิดขึ้น เรามีเครื่องมือครบที่จะดูแลบ้านเมืองได้ เราต้องปล่อยให้กลไกต่างๆ ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันนักการเมืองต้องปรับปรุงตัวเองสร้างความเชื่อมั่น เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะนักการเมืองถูกมองเหมือนอาชีพที่ไม่พึงประสงค์”

อย่างไรก็ตาม ถ้าให้ประเมินว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ นั้น “นพดล” กล่าวว่า ถ้าเป็นแบบนี้โอกาสที่จะไม่ผ่านน่าจะมีมากกว่า แต่ความคิดเห็นนี้ไม่ได้ตัดสินใจแทนพี่น้องประชาชน ที่เห็นว่าไม่ผ่านประชามติเพราะมีประเด็นมากที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากคนทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันการที่ มีชัย มาใช้ภาษาโฆษณาว่าเป็นรัฐธรรมนูญปราบโกง เป็นเพียงแค่เครื่องเคียงเท่านั้น

“เราไม่กลัวยาแรง แต่เรากลัวยาสั่ง แต่ถ้ายาสั่งใช้กับทุกคนไม่มีปัญหา และเห็นด้วยถ้าใช้กับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีจุดอ่อนเยอะ และถ้าประชาชนรู้ข้อเท็จจริงโอกาสผ่านไม่ใช่เรื่องง่าย”

“นพดล” ยังได้กล่าวยอมรับว่า คสช.ได้เปรียบหลายเรื่องทั้ง งบประมาณในการจัดทำ และการใช้นักศึกษาวิชาทหาร (รด.) รวมทั้งอำนาจรัฐที่ใช้กลไกผ่านกำนันผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย และข้าราชการ ในการทำให้การประชามติชนะได้ ซึ่งทางฝ่ายการเมืองได้แต่เรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช. เปิดเวทีให้ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างเต็มที่ อย่าไปชี้นำ และควรเปิดเวทีอภิปราย แต่อย่าไปถึงใช้หัวคะแนนรณรงค์กันเลย เวลานี้ห่วงเรื่องเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ประชามติทั่วโลกต้องให้ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านออกมารณรงค์เต็มที่ไม่ต้องไปกลัวการลงโทษ

ทั้งนี้ หากกรณีร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว มองว่าในอนาคตข้างหน้าประเทศจะพ้นวิกฤตหรือไม่ นพดล วิเคราะห์ว่า หากกติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยผ่านประชามติ ด้วยคะแนนเสียงก้ำกึ่ง เช่น 100 เสียง แต่ผ่านการทำประชามติเพียง 52 เสียง อีก 48 เสียงไม่เห็นด้วย หากเทียบก็ 30 ล้านคนไม่เห็นด้วยกับกติกานี้ สุดท้ายความรู้สึกที่ไม่พอใจ ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญนี้ก็ยังคงมีอยู่ มันก็จะเป็นการถ่วงรั้งสมานฉันท์ ความเป็นเอกภาพของคนในชาติโดยใช่เหตุ ถามว่าทำไม กรธ.ไม่ใช้โอกาสนี้รับฟังความคิดเห็นแล้วรับกันได้ แล้วทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่มีใครที่จะได้ทั้งหมดหรือเสียกันหมด ต้องประนีประนอมกันบ้าง

“วันนี้มันเหมือนทุกอย่างยังไม่สะเด็ดน้ำ เหมือนปัสสาวะไม่สุด เราเสียโอกาสกับการไม่ไว้วางใจทางการเมืองเยอะ ขอให้ผู้มีอำนาจไม่ต้องหวาดระแวงกับ ดร.ทักษิณ เอาเวลาไปเร่งบริหารประเทศแล้วเร่งคืนประชาธิปไตย อย่ากลัวพรรคเพื่อไทยว่าเขียนกติกาแบบนี้แล้วพรรคเพื่อไทยจะชนะ อย่าไปกังวลอนาคตของประเทศจนเกินไป ปล่อยให้ประชาชนเขาคิดบ้าง แล้วทำดำเนินการตรวจสอบให้เข้มข้นผ่านหน่วยงาน องค์กรต่างๆ อย่างเป็นธรรม เราอย่าไปไม่ไว้วางใจการตัดสินใจและวิจารญาณของประชาชน ปล่อยให้เขาเรียนรู้และพัฒนาไป”

“นพดล” ยังได้ สังเคราะห์การทำงานของ คสช.ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ ว่า ต้องให้ประชาชนตัดสิน แต่ขอชี้ให้เห็นว่าวันนี้เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น โอกาสที่จะมีรัฐธรรมนูญที่ดีก็น้อย การปรองดองก็ยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะสามารถเป็นคำตอบได้ว่า คสช.ยึดอำนาจมาเสียของหรือไม่ แต่ถ้าแฟร์ก็ต้องให้โอกาส คสช.และรัฐบาล เพราะเวลายังไม่สิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม “นพดล” ออกตัวว่า จากนี้ไปจนถึงเดือน ก.ค. 2560 อาจจะเกิดปาฏิหาริย์อะไรบางอย่าง เช่น รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นจากการปรับปรุงแก้ไข หรือรัฐบาลมองว่าประเทศไปไม่ได้แล้วต้องหันมาปรองดองกัน ส่วนปัญหาเศรษฐกิจนั้นเข้าใจได้ว่ามันไม่ง่าย เพราะทั่วโลกถดถอยหมด ไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ แต่ประเทศเพื่อนบ้าน เติบโต 6%-7% นั่นเพราะคนขาดความเชื่อมั่น วันนี้สหภาพยุโรปไม่เจรจาสัญญาฟรีเทรดอะกรีเมนต์ เพราะเห็นว่าประเทศไทยไม่เป็นประชาธิปไตย จึงเสียโอกาสแบบนี้ไป นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลใหม่ต้องแก้ไข

 

“สังศิต” ให้เกรดเอ “บิ๊กตู่” สอบผ่านปราบปรามคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/417860

"สังศิต" ให้เกรดเอ "บิ๊กตู่" สอบผ่านปราบปรามคอร์รัปชั่น

โดย…ปริญญา ชูเลขา

หนึ่งในนโยบายสำคัญที่เป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. คือ การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ดังนั้นตลอดระยะเวลาที่ คสช.อยู่ในอำนาจ 1 ปี 6 เดือน สังคมต่างจับจ้องผลงานและความก้าวหน้าในการปราบโกงว่าทำได้จริงหรือไม่

ทัศนะของ สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต นักวิชาการที่เชี่ยวชาญกลไกตรวจสอบการทุจริตให้คะแนนรัฐบาล คสช.สอบผ่านระดับ เกรดเอ หรือ 8.5 เต็ม 10 คะแนนเพราะเห็นว่าตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ ได้ทำในสิ่งที่รัฐบาลก่อนๆ จากนักการเมืองไม่กล้าทำ

เรื่องแรก คือ การตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน ประเด็นสำคัญ คือ รัฐบาล คสช.กล้าดึงภาคเอกชนที่ทำงานต้านคอร์รัปชั่นมาร่วมงานกับรัฐบาลโดยไม่กังวลจะถูกตรวจสอบ อาทิ ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) จุรี วิจิตรวาทการ เลขาธิการมูลนิธิองค์กรเพื่อความโปร่งใสในประเทศไทย หรือ ต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ล้วนทำงานตรวจสอบการทุจริตในวงราชการ และ คสช.ยังให้ความสำคัญเรื่องการปลูกฝังทางความคิด ผ่านโครงการ “โตไปไม่โกง” รวมถึงจัดทำหลักสูตรบรรจุไว้ในการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการ จึงนับเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นทั้งในระยะเฉพาะหน้าที่เน้นการปราบปราม และระยะยาวที่เน้นการปลูกฝังค่านิยมให้กับเด็กและเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ

ยิ่งในระยะดับสากล คสช.ให้ความสำคัญมากเช่นกัน ด้วยการเข้าไปร่วมเป็นสมาชิกโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนในการต่อต้านการทุจริต หรือโครงการ CAC ที่บริษัทเอกชนได้ร่วมลงนามในโครงการต่อต้านการทุจริตของ CAC ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจหรือนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้เห็นว่าประเทศไทยเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่มีมูลค่าเกินกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป ทางคณะกรรมการชุดนี้จะเข้าไปร่วมสังเกตการณ์เพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจที่สะอาด โปร่งใส และปลอดคอร์รัปชั่น

และยังมีการออกกฎหมายสำคัญ คือ พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. 2558 มาแก้ปัญหาความอืดอาดล่าช้าในการให้บริการประชาชน ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญให้เกิดการติดสินบน หรือยัดเงินใต้โต๊ะแก่เจ้าพนักงานรัฐ อีกเรื่องที่รัฐบาล คสช.ตั้งใจทำคือการสนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างให้ทันสมัย โปร่งใส และเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายด้วยการนำระบบ e-Government มาใช้

อาทิ การจัดซื้อจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์สำนักงานอย่าง กระดาษเอสี่ ปากกา ยางลบ ดินสอ ซึ่งวงเงินจัดซื้อต่ำแต่ค่าบริหารจัดซื้อจัดจ้างมีต้นทุนสูง จึงได้นำระบบ e-Market มาใช้ คือ เปิดให้ประมูลหรือซื้อขายบนอินเทอร์เน็ต ย่อมเกิดการแข่งขันกันสูง ดังนั้นหน่วยงานรัฐจะรับทราบราคาประมูลที่แต่ละบริษัทเสนอขายใครให้ราคาต่ำสุด ดังนั้นหน่วยงานใดยังจัดซื้อราคาแพงย่อมถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบ

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเข้ามาดูแลเรื่องดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น Corruption Perceptions Index หรือ CPI จัดอันดับโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ เพราะแต่เดิมในรัฐบาลก่อนๆ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะทำหน้าที่นี้ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาร่วมดูแล โดยส่ง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เข้ามาช่วย ป.ป.ช.ผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้มีอันดับความโปร่งใสดีขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อนักลงทุนต่างชาติที่กล้าเข้ามาลงทุนค้าขายกับประเทศไทยสูงขึ้นด้วย

“ในเร็วๆ นี้ รัฐบาลกำลังจะออกกฎหมายการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงกำลังศึกษาในรายละเอียด มั่นใจว่าจะสามารถแก้ปัญหาทุจริตได้ที่ต้นตอเลยทีเดียว”

สังศิต กล่าวว่า นอกจาก คสช.กล้าทำในสิ่งที่รัฐบาลก่อนๆ ไม่กล้าทำแล้ว คสช.ยังกล้าทุบโต๊ะในสิ่งที่แม้แต่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คนปัจจุบัน ไม่กล้าเสนอ แต่รัฐบาล คสช.ผลักดันได้ สำคัญคือ การตั้งศาลทุจริต ด้วยการผ่านร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ

วันที่ 1 ต.ค.นี้ จะมีแผนกและผู้พิพากษาพิจารณาคดีทุจริตที่มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ดังนั้นการดำเนินการกับคนทุจริตจะรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมกับมีการปรับปรุงกฎหมาย ป.ป.ช.ให้มีความเป็นมาตรฐานสากลโลกตามที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กำหนดนั้นคือ คดีทุจริต เดิม ป.ป.ช.มีอำนาจตรวจสอบเฉพาะข้าราชการเท่านั้น แต่ของใหม่ ป.ป.ช.สามารถดำเนินการเอาผิดกับภาคเอกชนที่เป็นฝ่ายรู้เห็นและร่วมกระทำผิดต้องขึ้นศาลทุจริตนี้ด้วย

“งานหรือเรื่องใดที่เกี่ยวกับการทุจริต รัฐบาล คสช.ของท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จะเข้ามาร่วมตลอด แม้แต่วันคอร์รัปชั่นสากล ท่านนายกรัฐมนตรีก็มาเป็นประธานและขอเป็นเจ้าภาพเองด้วย นี่คือการแสดงออกถึงความจริงใจในการทำงานปราบโกงของรัฐบาลนี้”

สิ่งสำคัญในการปราบโกงของรัฐบาล คือ การบูรณาการองค์กรปราบโกงมาร่วมกันทำงานแบบบูรณาการ ตั้งแต่ ป.ป.ช. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) สตง. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นต้น จากเดิมคดีร้องเรียนการทุจริตในภาครัฐกระจัดกระจายไปตามหน่วยงานต่างๆ กลับมาบูรณาการร่วมกันทำงานอย่างมีเอกภาพ มิใช่ต่างคนต่างทำอีกต่อไป ที่สำคัญมีการยกระดับอำนาจและสถานะองค์กรปราบทุจริตในภาครัฐให้ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมืองอีกด้วย โดยเฉพาะ ป.ป.ท. เพราะในรัฐบาลก่อนๆ เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็จะปลดหรือเปลี่ยนเลขาธิการ ป.ป.ท.ตามรัฐบาลใหม่ ดังนั้นจากนี้ไปได้มีการแก้กฎหมายโครงสร้างและที่มาของเลขาธิการ ป.ป.ท.ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง โดยให้มีบอร์ด ป.ป.ท.ขึ้นมาชุดหนึ่งพิจารณาคัดเลือกเลขาธิการ ป.ป.ท.

“ในอดีตเลขาธิการ ป.ป.ท.ไม่เคยได้ทำงานเลย เพราะถูกรัฐมนตรีสั่งปลดบ้าง สั่งย้ายบ้าง ถ้าไปเสนอเรื่องร้องเรียนการทุจริตในภาครัฐ หรือมีคนในรัฐบาลนั้นๆ ไปมีส่วนเกี่ยวข้อง เมื่อนำเรื่องเสนอเข้าไปก็จะถูกคนในรัฐบาลแทรกแซง ดังนั้นโครงสร้างใหม่ของ ป.ป.ท.จะเหมือนกับ ปปง. แม้โดยโครงสร้างจะขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี แต่จะมีบอร์ดขึ้นมาชุดหนึ่งมาทำงานสรรหาและแต่งตั้งเลขาธิการ ป.ป.ท. ดังนั้นเมื่อรัฐบาลทหารไม่อยู่แล้วก็ยังทำงานอยู่ได้อย่างอิสระแม้จะมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง นี่คือสิ่งที่รัฐบาล คสช.ได้คิดและวางไว้”

สังศิต กล่าวว่า เรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะสามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ คือ การเปิดเผยข้อมูล ซึ่ง คสช.ให้ความสำคัญเรื่องนี้มากๆ ด้วยการจัดทำระบบ e-Government ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่ประชาชนหรือองค์กรภาคประชาสังคม สามารถติดตามตรวจสอบความก้าวหน้าไม่ว่าจะเป็นโครงการใด เม็ดเงินลงไปในจังหวัดหรือพื้นที่ใด เพราะประชาชนมีสิทธิรับรู้รับทราบว่าเงินภาษีของตัวเองได้นำไปพัฒนาประเทศอย่างไรบ้าง

 

ปรับแก้ รธน.ก๊อกสอง อย่าถอยหลังถึงปี 2519

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 19:47 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/417813

ปรับแก้ รธน.ก๊อกสอง อย่าถอยหลังถึงปี 2519

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

เมื่อข้อเสนอปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงถูกส่งมาถึงมือกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะข้อเสนอจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

จากนั้นก็เป็นขั้นตอนที่ กรธ.จะทำหน้าที่ปรับปรุงแก้ไขต่อไป แต่จะแก้อย่างไรให้เป็นที่ยอมรับ ให้ประเทศเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยได้ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองคณบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่แย่กว่าฉบับที่ผ่านมา

“เรื่องที่สำคัญที่สุดคือสิทธิของประชาชน สิ่งที่ประชาชนเคยมีในรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งสิทธิในการแสดงความคิดเห็นก่อนที่จะมีการอนุมัติโครงการ สิทธิชุมชน สิทธิผู้บริโภค สิทธิในการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่ กรธ.ตัดออกไปจากหมวดสิทธิเสรีภาพ ควรต้องเอากลับคืนมา รวมถึงเรื่องหลักการประกันสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นหลักการที่มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้แก่ หลักการจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนได้เท่าที่จำเป็น หลักการจำกัดสิทธิเสรีภาพต้องไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพ และสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองต้องเป็นกฎหมายใช้บังคับโดยตรง ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ตัดทิ้งไป ก็ควรต้องเอากลับคืนมา”

อาจารย์ปริญญา บอกว่า สิทธิที่สำคัญอีกประการคือ สิทธิในการเลือก สส. ประชาชนเคยเลือก สส.แบบแบ่งเขตกับเลือกพรรคแตกต่างกันได้ แต่ระบบเลือกตั้งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ประชาชนเสียสิทธิ เพราะ สส.ยังมีทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ แต่กลับกำหนดให้ประชาชนเลือก สส.เขตได้อย่างเดียว เดิมประชาชนสามารถเลือก สส.เขตที่สังกัดพรรคหนึ่ง และเลือกพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่งได้

แต่ภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนจะไม่มีสิทธิอันนั้นอีกต่อไป ระบบเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญ 2550 นั้นมีปัญหา เพราะพรรคใหญ่ที่สุดจะได้ สส.มากเกินความเป็นจริง ระบบอาจารย์มีชัยจะออกไปอีกทาง คิดว่าดีที่สุดคือ ทุกพรรคได้ สส.ตามความเป็นจริง โดยประชาชนยังมีสองคะแนนต่อไป แบบระบบเลือกตั้งตามร่างรัฐธรรมนูญของอาจารย์บวรศักดิ์น่าจะดีที่สุด และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องสิทธิในการเลือกตั้ง สว.โดยตรงจังหวัดละคน ถ้าจะแทนที่ด้วยการเลือกตั้งทางอ้อมก็ต้องเป็นการเลือกตั้งทางอ้อมจริงๆ ไม่ใช่การสรรหาที่ขยายวงมากขึ้นแบบนี้

ส่วนความเห็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้ สว.มาจากการสรรหาทั้งหมดนั้น ปริญญา กล่าวว่า ถ้าทำอย่างนั้นยุ่งแน่ การเลือกตั้งทางอ้อมจริงๆ ยังพอทน แต่ถ้าถึงขนาดสรรหาหรือแต่งตั้งหมดมันก็คือการถอยหลังกลับไปหารัฐธรรมนูญ 2534 ส่วนตัวคิดว่าถ้ายังอยากมี สว. แต่คิดไม่ออกว่าจะเอายังไง ก็กลับไปหาการเลือกตั้งจังหวัดละคนผสมกับสรรหาแบบรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งถ้าทำให้ดีขึ้นไม่ได้ ก็อย่าทำให้มันแย่ลง

ปริญญา กล่าวต่อไปอีกว่า รัฐธรรมนูญ 2534 ทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด พ.ค. 2535 ซึ่งประธานกรรมาธิการยกร่างขณะนั้นก็คือ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ คนคนเดียวกันที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ซึ่งหลังเหตุการณ์ในตอนนั้นมีการแก้ไขกันไปหลายรอบ กระทั่งปี 2538 ต้องแก้ทั้งฉบับ แล้วสุดท้ายก็ต้องมาร่างใหม่หมด จนเกิดเป็นรัฐธรรมนูญ 2540 และสุดท้ายรัฐธรรมนูญ 2540 ก็มีปัญหา จนกระทั่งเกิดเหตุที่นำมาสู่การมีรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งโดยหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องแก้ไขให้มันดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้มันแย่ลงและถอยไปหารัฐธรรมนูญ 2534 แบบนี้

“ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยสรุปเลยมันก็คือรัฐธรรมนูญ 2534 ที่ทำให้ทันสมัยขึ้นเท่านั้น ผมเรียนด้วยความเคารพว่า ไม่อยากให้อาจารย์มีชัยทำผิดพลาดซ้ำอีก อะไรที่จะทำให้ดีขึ้นในเรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นก็ว่าไป แต่อย่าพาประเทศไทยถอยหลังไปขนาดนั้น การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นต้องแก้ด้วยการทำประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ไม่ใช่ในทางตรงกันข้ามแบบนี้” ปริญญา กล่าวย้ำ

ส่วนประเด็นข้อเสนอของ ครม.ทั้ง 16 ข้อ ต่อ กรธ.นั้น ปริญญา กล่าวว่า ข้อเสนอที่ 15 ที่ระบุให้กระชับเวลาในการจัดทำกฎหมายลูกให้เลือกตั้งเร็วขึ้น ไม่ต้องนานขนาดในบทเฉพาะกาลที่เขียนไว้ คือให้เลือกตั้งเป็นไปตามโรดแมป อย่าช้าเกินไป ถือว่าดี แต่พออ่านถึงข้อเสนอที่ 16 เจอประโยคว่าให้มี “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน” คำว่า “ระดับหนึ่ง” ต้องถามว่าแปลว่าอะไร สส.จะมาจากการเลือกตั้งแค่ส่วนหนึ่งใช่หรือไม่ แล้วที่เหลือมาจากการแต่งตั้งหรือสรรหาหรือเปล่า ถ้าทำตามข้อเสนอของ ครม. คือเลือกตั้งไม่ช้าเกินไปนั้น หมายถึงเลือกตั้งแค่ส่วนเดียวหรือไม่

“ความคิดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญ 2519 ที่ประกาศใช้หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 โดยคณะปฏิรูปการปกครอง ก็ให้มีสภาปฏิรูปการปกครองที่มาจากการแต่งตั้งมีวาระ 4 ปี แล้วพอครบ 4 ปี ค่อยแก้รัฐธรรมนูญให้มีการเลือกตั้ง สส. โดยมีแผนให้เลือกตั้งแค่ครึ่งหนึ่งก่อน เหมือนกันกับข้อ 16 ของ ครม. แต่แนวทางนี้ไปไม่รอด เพราะเพียงหนึ่งปีต่อมาทหารกลุ่มเดิมก็ปฏิวัติซ้ำและฉีกรัฐธรรมนูญ 2519 นี้ทิ้ง ร่างรัฐธรรมนูญอาจารย์มีชัยจะพาเราถอยหลังไปถึงปี 2534 และถ้าแก้ตามข้อ 16 ที่ ครม.เสนอ เราจะถอยหลังไปถึงปี 2519 ผมไม่คิดว่าร่างอย่างนี้จะผ่านประชามติ”

ส่วนที่ถามว่าเพราะ คสช.ไม่อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติหรือไม่ ปริญญา กล่าวว่า เร็วเกินไปที่จะสรุปอย่างนั้น ตอนนี้สิ่งที่เรายังไม่รู้คือ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น ต้องรอดูการแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เมื่อเรื่องนี้ชัดเจนแล้วเราถึงจะรู้จริงๆ ว่า คสช.คิดอะไรอยู่ อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ และมีแผนอย่างไรต่อไป

“เราไม่ควรถอยหลังไปมากกว่านี้ และประเทศไทยควรกลับสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ สิ่งที่ประชาชนเคยมีในรัฐธรรมนูญ 2550 ก็คืนให้เขา และอย่าไปแก้ข้อ 16 ตามที่ ครม.เสนอ รัฐธรรมนูญ 2534 จบลงด้วยเหตุการณ์นองเลือด ส่วนการจะให้เลือก สส.แค่บางส่วนของรัฐธรรมนูญ 2519 ก็จบลงด้วยการปฏิวัติซ้ำ เรามีบทเรียนมาแล้วทั้งนั้น อย่าทำผิดซ้ำกันอีกเลย ประชาธิปไตยมีปัญหาก็ต้องแก้ไขโดยใช้เครื่องมือของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ถอยหลังไปหาสิ่งที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบนี้” ปริญญา กล่าวทิ้งท้าย

 

เร่งปฏิรูปสงฆ์ก่อนเสื่อมถอย “มหาเถรฯ” ไม่โปร่งใส-เล่นเส้น-ละเลยหน้าที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 06:55 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/417507

เร่งปฏิรูปสงฆ์ก่อนเสื่อมถอย "มหาเถรฯ" ไม่โปร่งใส-เล่นเส้น-ละเลยหน้าที่

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ

ความศรัทธาของประชาชนต่อพระพุทธศาสนากำลังถูกชั่งน้ำหนักอยู่ในขณะนี้ เพราะความขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์ด้วยกันเองที่ทำให้เกิดภาพลักษณ์แง่ลบ จึงเกิดคำถามตามมาในทำนองว่า ไม่ละอายหรือไรที่จะหาญกล้าบรรจุพระพุทธศาสนาลงในรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เป็น “ศาสนาประจำชาติ”

หรืออีกหลากหลายคำถามที่ว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่ศาสนาพุทธในเมืองไทย พระสงฆ์ การปกครอง ฆราวาส จักต้องถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงเสียที

บวกกับ “ศึก” ระหว่างสงฆ์ ขึ้นโรงขึ้นศาลแจ้งความเอาผิดอาญาเพียงเพราะเห็นต่าง และความที่ว่า “ละทิ้งทางโลก” จึงไม่มีผลต่อคนที่ห่มเหลืองและเรียกตัวเองว่าพระสงฆ์

เพราะมาถึง ณ จุดหนึ่งที่ “พระ” ในเมืองไทยพร้อมที่จะห้ำหั่นกันเอง

พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ พระสายกลางผู้ยึดถือหลักปฏิบัติมากกว่าคำพูด ฉายภาพความขัดแย้งในฐานะพระสงฆ์อีกรูปที่สนับสนุนว่า ณ เวลานี้ ควรจะปฏิรูปสงฆ์ได้แล้ว กล่าวกับโพสต์ทูเดย์ว่า “ความเสื่อมถอยแห่งศรัทธาในหมู่พุทธศาสนิกชนนั้น เป็นเพราะมีพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยที่ปฏิปทาไม่น่าเลื่อมใส ประพฤติตัวไม่ถูกต้อง”

พระไพศาล เปิดบทสนทนาโดยพูดถึงเหตุความขัดแย้งต่างๆ จนนำไปสู่การชุมนุมและการทะเลาะเบาะแว้งกันของสงฆ์ ถือเป็นอุทาหรณ์ชิ้นใหญ่ของพุทธศาสนาในเมืองไทย ที่สะท้อนปัญหาและความอ่อนแอของศาสนาที่หลายคนเรียกอ้างว่าเป็นศาสนาประจำชาติ

พระไพศาล อธิบายว่า เหตุการณ์ความขัดแย้งเป็นเพราะพุทธศาสนามีปัญหามากมายที่สะสมมานานโดยไม่ได้รับการแก้ไข บวกกับข่าวอื้อฉาวที่มีมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์ ส่งผลต่อศรัทธาของประชาชน ทำให้พุทธศาสนาในไทยมีอาการซวดเซและอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด เป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากฝีมือของศาสนาอื่นอย่างที่มักพูดกัน แต่เกิดจากชาวพุทธกันเอง

ปัญหาเหล่านี้นับวันจะรุนแรงขึ้น ดังนั้นชาวพุทธจึงต้องเร่งช่วยกันปรับปรุง เพื่อให้พระสงฆ์นั้นกลับมามีปฏิปทาน่าเลื่อมใส ให้ประชาชนพร้อมที่จะกราบไหว้ด้วยศรัทธา เป็นทางออกอย่างเร่งด่วนที่พระไพศาลปรารถนาให้เกิดขึ้น แต่เมื่อลงลึกถึงปัญหาที่ผ่านมา พระไพศาลพบว่าเป็นเพราะการศึกษาของพระสงฆ์ที่ล้าหลัง ไม่ช่วยให้พระสงฆ์มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงพระธรรมวินัย และละเลยเรื่องการฝึกจิตพัฒนาตน ขาดภูมิคุ้มกันต่อสิ่งยั่วยวน เกิดการกระทำที่ตามใจชอบ จึงเกิดเรื่องราวไม่เหมาะสมต่างๆ มากมาย

ขณะเดียวกัน การปกครองคณะสงฆ์นั้นย่อหย่อนไร้ประสิทธิภาพ เนื่องจากรวมศูนย์อยู่ที่กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ไม่กี่คน ซึ่งชราแล้ว  เมื่อมีพระประพฤติตนไม่ถูกต้องก็ปล่อยปละละเลย หรือตัดสินกรณีต่างๆ อย่างไม่มีความบริสุทธิ์ โปร่งใส และยุติธรรม

“แน่นอนว่าปัญหาการปกครองพระสงฆ์ต้องโยงไปถึง มส.ด้วย และนับวันภาพลักษณ์ของ มส.ก็ตกต่ำลง หรือมีพฤติกรรมบางอย่างที่ทำให้เกิดคำถามในสังคม และประชาชนมีข้อสงสัยตามมา” พระไพศาล ย้ำ

เหตุผลอีกประการที่ทำให้วงการพุทธเกิดความขัดแย้งอย่างหนักมีสาเหตุมาจากมติมหาเถรสมาคมครั้งล่าสุดเกี่ยวกับกรณีธัมมชโย สำหรับกรณีที่พระสงฆ์ออกมาชุมนุมกันเพื่อยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 5 ข้อ พระไพศาลเห็นว่าเป็นเพราะพระสงฆ์เหล่านั้นมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะฝ่ายรัฐก้าวก่ายพระสงฆ์ แต่ปัญหาจริงๆ มีมากกว่านั้น

“กระแสสังคมหรือชาวพุทธจำนวนมากเห็นว่ามหาเถรสมาคมไม่ได้ทำหน้าที่ของตน คือการปกป้องพระธรรมวินัย แทนที่จะพิจารณากรณีธัมมชโย เพื่อชี้ถูกชี้ผิดให้กระจ่างชัด ก็กลับมีมติที่เหมือนเป็นการอุ้มธัมมชโยเอาไว้ ความเสื่อมศรัทธานี้เป็นเรื่องที่ต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน และแก้ไม่ได้ด้วยการชุมนุมกดดันรัฐบาล” พระไพศาล กล่าว

นอกจากนี้ พระไพศาลยังกล่าวว่า ความอ่อนแอของพุทธศาสนาในเมืองไทยไม่ได้เกิดจากพระสงฆ์จำนวนมากทำตัวไม่น่าเลื่อมใสเท่านั้น ฆราวาสที่เป็นพุทธศาสนิกชนเองก็เป็นปัญหาเช่นกัน คือยังขาดความรู้ความเข้าใจในพระธรรมวินัย ขาดความเข้าใจว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร จึงเปิดช่องให้พระสงฆ์บางรูปฉวยประโยชน์ เกิดไสยพาณิชย์ ทำให้ผู้คนลุ่มหลงงมงาย เอาเครื่องรางของขลังเป็นที่พึ่ง ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน อีกทั้งยังเปิดช่องให้มีอลัชชีมากมาย รวมทั้งเปิดทางให้ธรรมกายขยายตัวมากขึ้นด้วย

“เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ผู้คนจำนวนมากก็ยังลุ่มหลงศรัทธาในเณรคำ เพราะหลงเชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ ทั้งๆ ที่มีพฤติกรรมน่าเคลือบแคลงมานานแล้ว ถ้าผู้คนมีความเข้าใจในพุทธศาสนาอย่างถูกต้องก็คงไม่หลงเชื่อเณรคำตั้งแต่แรก หลายคนก็เห็นว่าชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ ปล่อยปละละเลยพระสงฆ์ ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ทั้งพระและฆราวาสก็มีส่วนทำให้เกิดขึ้น”

พระไพศาล เสนอแนวทางปฏิรูปไว้รวม 3 ข้อ และย้ำว่าหากยังต้องการที่จะเห็นพระพุทธศาสนาเติบโตคู่เมืองไทยอย่างมั่นคง 3 ข้อจากนี้ คือสิ่งที่ควรจะต้องเริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลง คือ 1.ต้องปฏิรูปการปกครอง ให้มีการกระจายอำนาจออกไป ไม่รวมศูนย์ที่มหาเถรสมาคม มีความโปร่งใส ไม่เปิดโอกาสให้วิ่งเต้นใช้เส้นสาย มีการกวดขันเรื่องทรัพย์สินของวัดไม่ให้รั่วไหลหรือเปิดช่องให้มีการทุจริต

2.การศึกษาของพระสงฆ์ ต้องสนับสนุนให้พระสงฆ์เข้าถึงและเข้าใจอย่างถ่องแท้ในพระธรรมวินัย  และสามารถเป็นที่พึ่งทางสติปัญญาและคุณธรรมของผู้คนได้ และ 3.ปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างพระกับฆราวาส พระกับประชาชนต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น หากเห็นพระผิดก็ต้องตักเตือนหรือลงโทษได้ พระไม่ดีฆราวาสก็ต้องไม่สนับสนุน พระดีก็ต้องทำนุและส่งเสริม

สำหรับกรณีพระสงฆ์เรียกร้องขอให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น พระไพศาลเห็นว่าทุกวันนี้พุทธศาสนาก็เป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องตราไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับที่ทุกวันนี้ภาษาไทยก็เป็นภาษาประจำชาติอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นมีใครเรียกร้องให้ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ

พระไพศาลยังให้ความเห็นว่า ผู้ที่จะปฏิรูปพุทธศาสนาหรือแก้ปัญหาที่เกิดในวงการพุทธศาสนานั้น ควรมีความเข้าใจในพุทธศาสนาและพระสงฆ์

“ผู้มีอำนาจในรัฐบาล รวมทั้งนักการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจเรื่องพระเลย อีกทั้งยังไม่กล้าไปยุ่งด้วยเพราะกลัวแรงต้าน ดังนั้นเราจะไปหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคณะสงฆ์ด้วยอำนาจของรัฐบาลก็คงไม่ได้ แต่พระและฆราวาสต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่พึงประสงค์ อย่าลืมว่าพุทธศาสนาอยู่ได้เพราะปัจจัยสำคัญคือประชาชนหรือสังคม หากสังคมห่าง ไม่สนับสนุน ศาสนาพุทธก็อยู่ยาก”พระไพศาล ทิ้งท้าย