ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญ “ต้องมีสติประชามติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

21 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 11:05 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/417470

ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญ "ต้องมีสติประชามติ"

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

นอกจากการจับจ้องดูท่าที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะมีการปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกออกมาในรูปแบบใด จะเป็นที่พึงพอใจของแต่ละฝ่ายที่ยื่นข้อเสนอหรือไม่ แต่ในที่สุดไม่ว่าแก้ไขอย่างไรก็ต้องฝ่าด่านการลงประชามติ “รับหรือไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ดี

ด่านลงประชามติสำคัญนัก “สมชัย ศรีสุทธิยากร” กกต.ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้ง เปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” ถึงความพร้อมในการทำประชามติรอบนี้ “โดยได้วิเคราะห์ 3 จุด ซึ่งใช้หลัก 3 ป. คือ ประชาชนสะดวก ประชามติเที่ยงธรรม และประชาธิปไตยคุณภาพ

สมชัย อธิบายว่า ป.แรก กกต.จะอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกประเภท ประสงค์จะใช้สิทธิ กกต.ก็จะอำนวยความสะดวก เช่น ขยายเวลา หรือใช้สถานที่ตามใจชอบของประชาชน รวมถึงแอพพลิเคชั่นอำนวยความสะดวก อำนวยความสะดวกให้กับคนพิการ

ป.สอง ประชามติเที่ยงธรรม ภายใต้ศักยภาพของ กกต.ที่มีอยู่ยังสามารถดำเนินการได้ตามที่ตั้งใจไว้คือ ให้เกิดความเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมา และปฏิบัติต่อสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันในการแสดงความเห็นต่อที่สาธารณะ ซึ่งยังสามารถกำกับอยู่ภายใต้กรอบเนื้อหาสาระได้โดยไม่ยาก

ป.สาม ประชาธิปไตยคุณภาพ เป็นสิ่งที่ กกต.กังวลที่สุดเพราะยังมีปัญหา ขณะนี้ประชาชนตัดสินอะไร เลือกตั้ง หรือออกเสียงประชามติในอนาคต บางครั้งอาจขาดการไตร่ตรองเนื้อหาสาระแท้จริง บางครั้งอาจเลือกตามๆ กัน บอกให้เลือกฝ่ายไหนก็เลือกฝ่ายนั้น เป็นต้น หรือบางครั้งรับรู้ข่าวสารเลือกเพียงทางเดียว ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือออนไลน์ กลุ่มเดียว ทำให้ความเห็นเทไปด้านใดด้านหนึ่ง

ไม่มองข้อดีอีกด้าน ทำให้การตัดสินใจประชาชนไม่ดีเท่าควร อยู่บนพื้นฐานที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อโดยรวมแท้จริงและอาศัยความรู้สึกมากกว่า ซึ่ง กกต.พยายามเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นกลางให้ประชาชน แต่ห่วงว่าหากประชาชนยังมีอคติ ปราศจากการพิจารณาอย่างเป็นเหตุและผล การออกเสียงประชามติก็ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร อาจทำให้จำนวนผู้มาใช้สิทธิต่ำ ซึ่ง กกต.ต้องการให้มาใช้สิทธิกันพอสมควร

“อยากรณรงค์ว่ามันอาจเป็นเรื่องไม่ได้ใกล้ตัวเหมือนกับ สส. สส.บางครั้งใกล้ชิดกับเรา ทำประโยชน์ในพื้นที่ เลือกเขาได้ประโยชน์กลับคืนมา แต่เรื่องนี้เป็นของสังคมโดยรวมและประเทศชาติ เพราะฉะนั้นอยากให้ประชาชนตื่นตัวใช้สิทธิอย่างมีวิจารณญาณและใช้สิทธิอย่างเต็มที่เหมือนกับการใช้สิทธิเลือกตั้ง สส.”

สมชัย เล่าถึงกระบวนการทำประชามติจะเริ่มนับหนึ่งได้ เมื่อรัฐบาลส่งร่างรัฐธรรมนูญมาถึง กกต.คาดว่าดำเนินการได้ในต้นเดือน เม.ย. ซึ่งในสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้กับ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กระบวนการจะเปลี่ยนไปจากสิ่งที่ระบุในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ว่าไม่จำเป็นต้องพิมพ์เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ 17 ล้านฉบับ

ทั้งนี้ แต่เมื่อรัฐบาลส่งร่างรัฐธรรมนูญมาให้กับ กกต. กกต.ก็จะประกาศวันออกเสียงประชามติไม่น้อยกว่า 90 วัน และไม่เกิน 120 วัน ซึ่งไม่ได้มีเงื่อนไขที่จะต้องส่งให้ประชาชนอย่างน้อย 80% ก่อนค่อยไปประกาศ ดังนั้นหมายความว่ารอบนี้ กกต.สามารถประกาศวันลงประชามติได้เลย คาดว่าจะเป็นประมาณวันที่ 31 ก.ค.

กระบวนการจากนั้น กกต.ต้องเผยแพร่เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวางและทั่วถึงทุกช่องทาง เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสรับรู้ เพราะฉะนั้นการเตรียมการในการทำประชามติก็จะเป็นงานสองด้านคู่ขนานไปคือ ด้านที่หนึ่งให้ความรู้กับประชาชนในสาระหลักของรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวางทั่วถึงทุกรูปแบบ วิธีการอีกด้านหนึ่งเตรียมการจัดการออกเสียงประชามติว่าเตรียมการต่างๆ อย่างไรบ้าง

ส่วนเรื่องเตรียมการจัดทำประชามติได้อำนวยการความสะดวกให้กับประชาชน ซึ่ง กกต.เองได้เตรียมการในหลายๆ เรื่อง เช่น จะมีการขยายเวลาการออกเสียงประชามติเป็นเวลา 08.00-16.00 น. ขยายเวลาเพิ่มขึ้น 1 ชั่วโมง จากเดิมปิดการลงคะแนนในเวลา 15.00 น.

พร้อมกันนี้ กกต.ได้จัดทำแอพพลิเคชั่น “ดาวเหนือ” ให้ดาวน์โหลดบนมือถือ เพื่อบอกพิกัดประชาชนในการเดินทางไปถึงหน่วยออกเสียงประชามติได้โดยง่าย เพียงแค่กรอกหมายเลขประจำตัวประชาชนจำนวน 13 หลักลงไป จะมีแผนที่บางทางไปยังหน่วยออกเสียงประชามติ ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

สำหรับคนที่ประสงค์ออกเสียงประชามติในวันออกเสียงประชามติ แต่ติดภารกิจไม่สามารถไปใช้สิทธิในหน่วยที่ตัวเองมีสิทธิออกเสียงอยู่ ก็สามารถมาแจ้งความประสงค์ล่วงหน้าก่อน 30 วันทำการออกเสียงประชามติ ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ ซึ่งเพิ่มขึ้นมา หรือจะใช้วิธีการแบบเดิมได้คือไปแจ้งยังเขตก็ได้ และสามารถเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.

สำหรับคนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นการพิเศษ เช่น เจ็บป่วย ผู้พิการ หรือผู้สูงอายุ ก็จะมีระบบให้แจ้งความจำนงว่าประสงค์ไปใช้สิทธิในหน่วยออกเสียงเดิมหรือประสงค์ที่จะให้ กกต.อำนวยความพิเศษ เช่น จัดหน่วยพิเศษขึ้นมาก็จะมีความช่วยเหลือพิเศษไปช่วย

นอกจากนี้ ในหน่วยออกเสียงบางหน่วย กกต.จะทดลองใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ในกรุงเทพฯ มี 5 หน่วย และต่างจังหวัด เช่น ภูเก็ต 9 หน่วย ซึ่งเป็นการลงคะแนนแบบกดปุ่มจะเป็นการเปิดใช้ครั้งแรกของ กกต. และเครื่องดังกล่าวเป็นการพัฒนามาหลายปี ยังไม่มีการใช้จริง แต่จะใช้ในการออกเสียงประชามติคราวนี้ ทั้งหมดเป็นการดำเนินการเพื่อเตรียมอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ ให้กับประชาชน

สมชัย ย้ำชัดว่า การเตรียมการเพื่อให้เกิดความสำเร็จ เรื่องของการจัดหากรรมการประจำหน่วย พิมพ์บัตร หรือการจัดเตรียมหีบบัตร รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ในการออกเสียงประชามติก็เป็นไปเหมือนกับการจัดการเลือกตั้งทั่วไป เพียงแต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ซึ่งจะนำเสนอในช่วงใกล้ๆ ออกเสียงประชามติ เพื่อให้เห็นทั้งหมดว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร

สมชัย ยืนยันว่า กกต.จะทำให้การออกเสียงประชามติเป็นไปอย่างเที่ยงธรรมต่อทุกฝ่าย เพราะว่าเรื่องนี้มีฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่เห็นต่าง ฝ่ายที่รับและฝ่ายไม่รับ ดังนั้น สิ่งที่ กกต.คิดไว้ว่า อยากให้บรรยากาศออกเสียงเป็นไปอย่างมีเหตุผล และสามารถนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างของฝ่ายต่างๆ ได้อย่างเท่าเทียม เป็นหลักการที่ กกต.ได้วางไว้ ไม่ให้มีการใช้อำนาจหรืออิทธิพลบางอย่างที่เหนือกว่า ข่มขู่ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลการตัดสินใจของประชาชน

เปิดทางดีเบต

เสียงเรียกร้องให้มีการรณรงค์เห็นด้วยไม่เห็นด้วยต่อร่างรัฐธรรมนูญไปจนถึงการจัดเวทีดีเบต แม้ชั้นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ส่งสัญญาณว่าไม่ปรารถนาให้มีการจัดเวทีดีเบตระหว่างตัวแทนพรรคการเมืองกับกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ แต่จากการพูดคุยกับกกต. ปรากฏว่า กกต.ได้ออกแบบระเบียบ เปิดช่องให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีได้

“สิ่งที่ กกต.คิดอยากให้มีองค์กรประสงค์รณรงค์ซีกฟากใดก็ได้เห็นเหมือนหรือเห็นต่างสามารถมาจดแจ้งกับ กกต. ซึ่งน่านับหนึ่งได้ประมาณต้นเดือน เม.ย. เพื่อบอกว่าเป็นองค์กรร่วมรณรงค์ในคราวนี้อยู่ในซีกใด พร้อมต้องระบุวัตถุประสงค์คือ ต้องระบุองค์กรประกอบด้วยใครบ้าง วัตถุประสงค์ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย จะทำกิจกรรมอะไรบ้าง ใช้งบต่างๆ อย่างไร แหล่งงบประมาณมาจากไหน” สมชัย กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเสร็จแล้ว กกต.ก็พยายามดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่สุด เช่น อาจมีการจัดสรรงบประมาณในการสนับสนุนอย่างเท่าเทียมให้แต่ละฝ่ายในการไปทำกิจกรรม แต่ต้องอยู่ในกรอบคือ ให้ข้อมูลกับประชาชนด้วยเหตุและผล ไม่ใช้อารมณ์ บิดเบือนข้อมูล หรือนำ ไปสู่ความรุนแรง ประการสำ คัญ ต้องไม่เป็น เครื่องมือให้กับฝ่ายการเมืองต่างๆ รวมถึงการจัดสรรเวลาให้องค์กรเหล่านี้ มาดีเบตหรือโต้วาทีถึงข้อดีและข้อเสียในแต่ละประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตามเมื่อจดองค์กรแล้ว แต่ละองค์กรก็สามารถเลือกตัวแทนดีเบต สมมติ 10 ครั้ง มีเนื้อหาสาระอย่างไร จะส่งตัวแทนใครบ้าง เพื่อจับและเลือกเผชิญหน้าในการโต้วาทีกันผ่านทางโทรทัศน์โดยจะเป็นการอัดเทปบันทึก เพราะอย่างน้อยจะได้ควบคุมในเรื่องเนื้อหาสาระ ไม่ให้ใช้ถ้อยคำ รุนแรงหรือในเรื่องความเหมาะสม ขณะ เดียวกันยังคิดด้วยว่าเวลาส่งรายชื่อตัวแทนแต่ละฝ่ายจะต้องปิดผนึกเพื่อให้ไม่รู้ว่าส่งชื่อใครดีเบต

“สมมติดีเบต 10 ครั้ง แต่ละครั้งแต่ละหัวข้อจะส่งใครบ้างก็ปิดผนึกมา ค่อยมาเปิดพร้อมกัน เปลี่ยนตัวไม่ได้ จะเกิดความเป็นธรรมหากเป็นแบบว่าอีกฝ่ายหนึ่งส่งชื่อก่อน อีกฝ่ายจะจ้องดูว่าเวทีไหนเป็นใคร แล้วจะมีการเตรียมคนเหนือกว่าหรือดีกว่ามาดีเบต อันนั้นก็จะเกิดความไม่เป็นธรรม ซึ่งจะต้องทำ ให้เป็นธรรมจริงๆ”

ส่วนพรรคการเมืองหากต้องการรณรงค์ก็สามารถดำ เนินการได้เช่นกันเพราะถือเป็นกลุ่มองค์กรหนึ่งที่สามารถจะแจ้งความจำนงกับ กกต.ว่าจะอยู่รณรงค์ซีกฟากไหน แต่ถ้าไม่ประสงค์จะจดแจ้งองค์กรกับทาง กกต. ก็ทำ ได้โดยเสรีจะเป็นสถาบันการศึกษา กลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมือง แต่ก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง หากไปละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายที่ใช้บังคับ เช่น กฎหมายรักษาความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ ซึ่งมีบทลงโทษต่างๆ

“ยืนยันว่าสามารถรณรงค์ได้เหมือนตอนหาเสียง กกต.ไม่ได้ไปปิดกั้นใคร และก็คงทำไม่ได้ เพราะความคิดถือเป็นเรื่องอิสระของแต่ละคนในการแสดงความเห็น เพียงแต่ กกต.มีช่องทางให้แสดงความเห็นในเวที และคิดว่าถ้าเข้ามาในกลุ่มที่จดแจ้งกับทาง กกต.สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่สามารถทำ ได้น่าจะมีมากกว่า”

สมชัย ฉายภาพให้เห็นว่า การออกอากาศทางโทรทัศน์มีคนดูมหาศาล ถ้าไปจัดเวทีไฮด์ปาร์กหรือหาเสียง อย่างเก่งคนดูไม่เกินสูงสุด 5,000 คน ก็ถือว่าเยอะแล้วในความเป็นไปได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ถ้าไม่มีการกะเกณฑ์กันมา 5,000 คน ก็ถือว่าเยอะ แต่ถ้ามาออกโทรทัศน์คนดูไม่ใช่ 5,000 คน เป็นล้านหรือสิบล้านคน เห็นข้อมูลได้โดยง่าย ก็ถือเป็นโอกาสอยู่ที่ประเมินเองจะใช้ช่องทางใด

สำหรับข้อกังวลในเรื่องการบันทึกดีเบตอาจจะเกิดการเซ็นเซอร์จนเกิดความไม่เป็นธรรมนั้น สมชัย ยืนยันเสียงเข้มว่า ต้องมั่นใจในกรรมการว่า กกต.พยายามทำ ให้เกิดความเป็นธรรมอย่างเต็มที่และมั่นใจว่า กกต.พยายามรักษากติกา ในฐานะที่ดูแลการออกเสียงทำประชามติ

สมชัย ยกตัวอย่างว่า แต่ถ้ามีการใช้ถ้อยคำ หยาบคายขึ้นมาก็จำเป็น เพราะว่าออกสาธารณะ ฝ่ายเผยแพร่ก็มีความผิด หากไปพูดหยาบหรือให้ข้อมูลเป็นเท็จต่างๆ จนเกิดความเสียหาย ดังนั้นในหลักการพยายามให้ทุกฝ่ายได้แสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่ที่สุด ส่วนเรื่องเวลาดีเบต กกต.พยายามเจรจาให้อยู่ในเวลาหลักคือ ช่วงค่ำ และพยายามกระจายสลับสับเปลี่ยนไปตามสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ในการถ่ายทอดสดเหมือนช่วงฟุตบอลโลก และจะประกาศล่วงหน้าว่าเป็นวันไหน ช่องไหน ใครพูดเรื่องอะไร และหลังจากมีรายชื่อแล้ว กกต.ก็จะเผยแพร่ผ่านทางหนังสือพิมพ์ในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเลือกเองว่าสนใจฟังเรื่องไหน ใครพูด เพื่อจะได้ฟังเนื้อหาสาระข้อดีข้อเสีย

ต้องทำให้เป็นที่ยอมรับของสังคมโลก

ความพยายามเดินหน้าจัดทำประชามติ แม้กกต.ยืนยันในเรื่องความพร้อมที่จะทำ ให้เกิดความเป็นธรรมและเที่ยงธรรม แต่หลายภาคส่วนยังคงกังวลถึงมาตรการป้องกันการออกเสียงไม่ให้เกิดการทุจริตเหมือนกับการเลือกตั้งในอดีต สมชัย ยืนยันอย่างมั่นใจกับกฎหมายที่จะดูแลรักษาความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติเพราะมีโทษในการดำ เนินการหากใครทำ ให้ก่อเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะถ้าหากเป็นการกระทำ โดยเจ้าหน้าที่ของ กกต. มีโทษเป็น 2เท่า เป็นเรื่องซึ่งกำกับโดยกฎหมายและระเบียบ ที่มีอยู่

สมชัย ระบุว่า ถ้ามองภาพรวมการออกเสียง ประชามติ ความวุ่นวายจะน้อยกว่าการเลือกตั้งทั่วไป ดังนั้น กกต.จึงไม่ค่อยน่ากังวลใจเท่าไหร่อย่างไรก็ตามได้กำ ชับว่าทาง กกต.เองเตรียมมาตรการอย่างไร และอะไรบ้างที่ต้องทำ ให้เกิดความโปร่งใสและความเท่าเทียม

“กระบวนการออกเสียงประชามติไม่ได้มีมาตรการยิ่งหย่อนไปกว่ากระบวนการการเลือกตั้ง ส่วนการนับคะแนน กกต.ได้พยายามเตรียมระบบนับคะแนนรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งตั้งใจว่าจะสามารถรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการได้ภายใน 3 ชั่วโมง หลังปิดหีบ”

ยกตัวอย่าง ถ้าปิดหีบในเวลา 16.00 น.เวลา 19.00 น. น่าจะมีผลออกมาอย่างไม่เป็นทางการทั้งประเทศ ส่วนผลคะแนนที่เป็นทางการอาจใช้เวลา 3 วัน เนื่องจากมีกระบวนการเยอะซึ่งการนับคะแนนจะทำ การนับที่หน่วยเลือกตั้งก่อนส่งผลกลับมาที่ กกต.โดยให้เจ้าหน้าที่ กกต. 1 คน รายงานผ่านผลคะแนนผ่านระบบแอพพลิเคชั่น ซึ่ง กกต.จัดทำ ขึ้นมาเป็นการเฉพาะให้กับเจ้าหน้าที่ใช้รายงานผล เมื่อส่งแล้วก็สามารถรวมคะแนนไว้ได้ โดย กกต.เตรียมโปรแกรมดังกล่าวไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เมื่อก่อน กกต.ไม่เคยใช้ระบบแบบนี้ มีการขอความร่วมมือกับ สตช. ในการประสานส่งวิทยุสื่อสาร บางครั้งใช้เงินเป็นล้าน หรือทางเอกชนหรือสื่อ มีอาสาสมัครไปเก็บคะแนนกลับมา ก็ใช้เงินเป็นล้าน แต่ครั้งนี้เราใช้กลไกกรรมการประจำ หน่วย หรือกปน. ในการรายงานโดยตรงและสร้างแอพพลิเคชั่นตรงนี้ เพราะฉะนั้นคาดว่าน่าจะมีการรายงานผลได้ภายใน 3 ชั่วโมง”

สำหรับข้อกังวลว่าอาจมีการเปลี่ยนคะแนนผ่านแอพพลิเคชั่นตัวนี้ ซึ่งต้องบอกว่าคะแนนที่ได้ยังไม่ใช่ทางการก็อาจจะมีความผิดพลาดได้ซึ่งต้องยอมรับในส่วนนี้ แต่ถ้ามองภาพรวมทั้งประเทศและจำนวนที่ออกมา ถ้าหากมันทิ้งกันห่างก็คงไม่เกิดผลในทางกลับกันได้ ก็คงเป็นผลตามนั้นไป รอคะแนนเป็นทางการอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานต้องการติดตามการทำประชามติทั้งในต่างประเทศหรือองค์กรต่างๆ นั้น หากประสงค์เข้ามาสังเกตการณ์ทางกกต.ยินดีต้อนรับ และได้เตรียมการเพื่ออำนวยความสะดวกไว้ให้ เช่น ก่อนหน้าวันทำประชามติอาจมีจัดประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียดต่างๆบรรยายให้เห็นถึงการออกเสียงประชามติเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ ในวันออกเสียงประชามติหากประสงค์ต้องการให้ กกต.พาไปดูในจุดใดก็พร้อมพาไป หรือถ้าประสงค์ต้องการไปดูด้วยตัวเอง กกต.ก็จะอำ นวยความสะดวกในการประสานกับคนในพื้นที่ ซึ่งได้เตรียมการไว้แล้ว เพราะถือเป็นหัวข้อสำคัญอีกหัวข้อหนึ่งที่กกต.ต้องดำ เนินการ

“เพราะว่าอยากให้การออกเสียงประชามติคราวนี้ไม่ใช่เพียงแค่ยอมรับในประเทศเท่านั้นแต่อยากให้ยอมรับของสังคมโลก เมื่อโลกมองย้อนกลับมาประเทศไทย การออกเสียงดังกล่าวจัดอย่างเที่ยงธรรม เป็นธรรม และเป็นการออกเสียงมาตรฐาน ต้องการให้เกิดภาพนี้ในสังคมโลก”

ส่วนการติดป้ายรณรงค์ก่อนเข้าคูหา สมชัยระบุชัดในหลักการยังคงเป็นแบบเดียวกันกับการลงคะแนนเลือกตั้ง คือ หลังเวลา 18.00 น. ก่อนวันออกเสียงประชามติจนถึงเวลา 24.00 น. ห้ามจำ หน่ายจ่ายแจกสุรา หรือการขนคนมาใช้สิทธิจะกระทำ ไม่ได้ รวมทั้งแจกเงินซื้อเสียงหรือเลี้ยงอาหารเพื่อจูงใจทำ ไม่ได้เด็ดขาด

ส่วนกรณีที่เริ่มมีการเคลื่อนไหวรณรงค์โหวตโนร่างรัฐธรรมนูญ สมชัย ย้ำชัดอีกครั้งว่า หากเป็นองค์กรที่มาจดแจ้งกับทาง กกต. ก็จะทำหน้าที่กลั่นกรองกิจกรรมว่าสิ่งไหนบ้างที่สนับสนุนให้ทำ หรือกิจกรรมแบบใดห้ามไม่ให้ทำ เพราะอาจเกิดความสุ่มเสี่ยง อันนี้อยู่ในความรับผิดชอบของ กกต.

ทั้งนี้ หากองค์กรใดไม่ประสงค์จะจดแจ้งกับทาง กกต.ไปดำเนินกิจกรรมเองก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง เพราะ กกต.ไม่มีมือไปดึงได้

รับได้อำนาจใหม่ กกต. แจกใบแดง ประหารการเมือง

แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้ออกมาสู่สายตาสังคม พร้อมกับการปรับเปลี่ยนหลายประการเพื่อให้เหมาะสม ถ่วงดุลกับประเทศไทย โดยเฉพาะประชาชนทุกหมู่เหล่า

และแน่นอนที่เป็นคำถามตามมากับการเพิ่มอำนาจให้มี กกต.เป็น 7 เสือ สมชัย ขยายความว่า ในรัฐธรรมนูญใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ กกต.มีสาระสำคัญและเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ที่ให้ กกต.จากเดิมมี 5 คน เป็น 7 คน เพื่อต้องการให้กระบวนการประชุมวินิจฉัยมีความรอบคอบมากขึ้น

“การเพิ่มจำนวนไม่ได้มีปัญหา เพราะช่วยกันทำงานมากขึ้น ไม่ได้ปฏิเสธ แต่กระบวนการตัดสินใจอาจมีความล่าช้า เนื่องด้วยจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งต้องยอมรับสภาพ เพราะเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามจำนวน แต่หลักประสิทธิภาพไม่น่าเปลี่ยนแปลง” สมชัย ให้ความเห็นส่วนตัว

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ยังเปลี่ยนแปลงด้วยการให้อำนาจ กกต.สามารถกำหนดวันเลือกตั้งและเลื่อนวันเลือกตั้งได้ แตกต่างจากในอดีตที่ไม่เคยมีตรงนี้ เพราะการจะกำหนดวันเลือกตั้งหรือเลื่อนวันเลือกตั้งเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างรัฐบาลและ กกต.

“จากปัญหาการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 เมื่อ กกต.เห็นว่าเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ถ้าเดินต่อจะเสียหายรุนแรง หรือเดินหน้าเลือกตั้งก็มีแนวโน้มเป็นโมฆะ เพราะบางเขตไม่สามารถรับสมัครได้ กกต.เสนอให้เลื่อน แต่รัฐบาลบอกว่าไม่ พอตกลงไม่ได้ก็ต้องตามเดิม คือเดินหน้าเลือกตั้ง ซึ่งก็เกิดความเสียหายจริง”

สมชัย ระบุว่า จากกรณีดังกล่าวรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงให้อำนาจ กกต.ว่า ถ้ายุบสภารัฐบาลเป็นผู้ประกาศไป แต่กำหนดการเลือกตั้งให้ กกต.เป็นผู้ดำเนินการ หรือถ้าจำเป็นต้องเลื่อนให้ กกต.เป็นผู้ตัดสินใจ เป็นเรื่องที่เพิ่มเติมขึ้นมาในส่วนนี้

ส่วนการให้ใบเหลืองใบแดงก่อนการประกาศผลยังอยู่ในขอบเขตของ กกต. และได้ขยายขอบเขตเวลาให้กับ กกต.เพื่อให้มีการพิจารณาที่ละเอียดขึ้น เดิมต้องทำให้เสร็จภายใน 30 วัน มาเป็น 60 วัน ซึ่งถือว่าเป็นผลดีต่อ กกต.

ทว่า ประเทศชาติอาจได้รัฐบาลช้าไปอีก 1 เดือน แต่ได้รัฐบาลที่ดี มีความรู้ความสามารถจริงๆ คนซื้อเสียง คนใช้อิทธิพล จะถูกขจัดออกไปจากกระบวนการทางการเมือง

ส่วนการให้ใบแดงแล้วอำนาจไปสู่ศาล ซึ่งในเรื่องดังกล่าวก็มีเหตุผล เพราะใบแดงหลังจากประกาศผลจะเป็นการตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต ไม่มีสิทธิลงเลือกตั้งอีกเลย ดังนั้นให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาอย่างรอบคอบเป็นสิ่งดี การออกแบบใหม่เป็นผลดีต่อการเมืองไทย

สมชัย ยืนยันว่า ในเรื่องนี้ไม่ถือเป็นการตัดดาบ กกต.ออก แม้ กกต.มีอำนาจให้ใบแดงไป แต่กระบวนการตัดสินไปอยู่ที่ศาล ซึ่งคล้ายกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในการทำหน้าที่ชี้มูลความผิดก่อนส่งให้ศาลวินิจฉัย

ทั้งนี้ หากศาลรับคำร้องแล้วนักการเมืองคนนั้นต้องการยุติปฏิบัติหน้าที่ สมมติเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ถ้าผิดแล้วส่งศาล เมื่อศาลรับคำร้องเมื่อไหร่ ต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าจะมีผลวินิจฉัยออกมาเป็นที่สุด

สมชัย ยังให้ความเห็นต่อกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวนั้น ซึ่งต้องยอมรับว่าดีต่อ กกต. เพราะถ้ามองในเชิงเทคนิค บัตรใบเดียวสะดวกขึ้น กรรมการไม่ต้องใช้เยอะ พิมพ์บัตรน้อยลงครึ่งหนึ่ง จากเดิมสองใบ รวมถึงหีบบัตรเลือกตั้งก็ลดลง

อย่างไรก็ดี เพราะฉะนั้นกระบวนการต่างๆ ลดลง อำนวยความสะดวก กกต.เพิ่มขึ้น การจะแปลงคะแนน สส.เขต เป็นรายชื่อทั้งประเทศ เพื่อบอกว่าพรรคไหนได้กี่คน ก็ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็เสร็จ ทำให้เกิดความผิดพลาดน้อยลง

ส่วนผลทางการเมือง สมชัย ยอมรับว่า วิจารณ์ไม่ได้ว่าดีหรือไม่ เพราะการออกแบบเลือกตั้งในแต่ละประเทศไม่เหมือนกันเลย อย่างบางประเทศมีบัญชีรายชื่อ บางประเทศเป็นลักษณะใช้คะแนนเขตไปคำนวณ

“จากการติดตามระบบเลือกตั้งแต่ละประเทศแบ่งย่อยมีเป็นร้อยระบบ เพราะแต่ละประเทศเชื่อว่าของตัวเองดี และดีในบริบทสังคมบ้านเมืองเขา” สมชัย กล่าว

กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเช่น ออสเตรเลีย วิธีการเลือกตั้งซับซ้อนมาก เวลาเลือกจะให้ประชาชนต้องสำรองพรรคที่ชอบไว้ 1-2-3-4 อีกว่าเป็นใคร มีการถ่ายโอนคะแนนกันอีก

โดยพรรคได้ที่หนึ่งเกินครึ่งไม่นับต่อ ถ่ายโอนไปพรรคต่อไป ระบบนับซับซ้อนมาก ใช้เวลา3 สัปดาห์ ก็บอกว่าดี ดังนั้นมาเถียงเรื่องนี้ก็ไม่จบ คิดว่าผลดีเสีย ออกแบบใหม่มาอีกครั้ง ดังนั้นต้องรอดูผลออกเสียง และสามารถชี้เจตนารมณ์ประชาชนได้จริงหรือไม่ ไม่ได้ก็เปลี่ยน

อย่างไรก็ดี เกิดคำถามถึงคนไทยในต่างประเทศหากต้องการร่วมลงประชามติในครั้งนี้ สมชัย ระบุว่า รอบนี้ไม่มีสิทธิ จะออกเสียงเฉพาะคนในประเทศเท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายที่ได้เขียนไว้ แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งคนไทยในต่างประเทศยังมีสิทธิอยู่

ส่วนเหตุผลที่ไม่ให้ออกเสียงประชามตินั้น อาจเป็นเพราะว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นการเลือกผู้แทนโดยตรง แม้จะมีภูมิลำเนา มีบัตรประชาชนในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของคนในการตัดสินใจเลือกคนใดคนหนึ่ง ในการบริหารจัดการประเทศในอนาคต จึงต้องขออนุญาตจำกัดในส่วนนี้ก่อน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการใช้สิทธิของคนในต่างประเทศมีต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่อครั้งค่อนข้างสูง ในอนาคตแม้จะมีการเลือกตั้งจริง การใช้สิทธิของคนไทยในต่างประเทศก็จะเปลี่ยนไป เป็นสิทธิไม่ใช่หน้าที่ คนไทยในประเทศเป็นหน้าที่

ทั้งนี้ กกต.ต้องอำนวยความสะดวกจัดการให้ประชาชนได้ใช้สิทธิอย่างเต็มที่ เพราะเป็นหน้าที่ แต่คนไทยในต่างประเทศมีวิธีการคิดเปลี่ยนไป คือให้ถือเป็นสิทธิแต่ต้องประสงค์ใช้สิทธิก่อน และก็มีขั้นตอนเพิ่มเติมขึ้นมา

“ทุกครั้งที่จะใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง คนไทยในต่างประเทศจะต้องแจ้งความจำนงล่วงหน้าก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วก็คือประสงค์ไม่ใช้สิทธิ และคิดว่าจะเป็นสาระเพิ่มเติมใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เป็นเจตนาพยายามทำในแนวแบบนี้ ไม่เช่นนั้นแล้วไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าในประเทศนั้นๆ มีคนไทยเท่าไหร่ประสงค์ใช้สิทธิ และถ้าไม่มีเลยก็จะไม่จัด”

ถามว่าวิธีการคิดแบบดังกล่าว ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เป็นอย่างไร ต้องยอมรับว่าของไทยมีความก้าวหน้ากว่าอีกหลายประเทศ ยกตัวอย่าง สิงคโปร์ ก็ไม่ได้ให้คนสิงคโปร์ทั่วโลกสามารถใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้ แต่จะเลือกประเทศใหญ่ๆ ที่มีคนสิงคโปร์อยู่จำนวนมาก เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสหรัฐ

เลือกเพียงแค่บางประเทศเท่านั้น แต่ประเทศที่มีคนสิงคโปร์ไม่มากหรือแม้กระทั่งในประเทศไทยไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในต่างประเทศ แต่ถ้าจะเลือกตั้ง ก็ต้องบินกลับไปสิงคโปร์เพื่อใช้สิทธิเอง ซึ่งทั้งหมดก็เป็นวิธีคิดของแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็ถือว่าให้โอกาสกับคนไทยในต่างประเทศมากที่สุด

สมชัย ทิ้งท้ายด้วยว่า การใช้เจ้าหน้าที่ทำประชามติรอบนี้น้อยกว่าการออกเสียงเลือกตั้งซึ่งใช้เจ้าหน้าที่ 11 คน แต่การออกเสียงประชามติใช้เจ้าหน้าที่ 7 คน/หน่วย ซึ่งเป็นการประหยัด บัตรมีเพียงใบเดียว 2 ช่อง คือ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเท่านั้น ดังนั้นเวลานับคะแนนก็จะใช้เวลาไม่มากนัก ถือเป็นการประหยัดงบ

ส่วนงบประมาณที่ใช้ทำการออกเสียงประชามติแบ่งออกเป็น 3 ก้อน คือ 1.การบริหารจัดการของ กกต.เหมือนงบการเลือกตั้ง อยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านบาท 2.จัดพิมพ์และเผยแพร่รัฐธรรมนูญสรุปสาระสำคัญ และสรุปย่อสาระสำคัญ ประมาณ 200 ล้านบาท

และ 3.ให้กับส่วนราชการต่างๆ ที่เข้ามาสนับสนุนการทำงานให้กับ กกต. เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การไปรษณีย์ ซึ่งเป็นส่วนราชการทั้งหมด โดยงบนี้อยู่ที่ 800 ล้านบาท รวมทั้งหมดไม่เกิน 3,400 ล้านบาท และอยู่ระหว่างทบทวนงบอะไรมีความซ้ำซ้อนบ้าง เพื่อตัดออกและหาข้อยุติต่างๆ ไม่เกินสิ้นเดือนน่าจะได้คำตอบทั้งหมด

 

“ชีวิตนี้เพื่อผู้โดนเอาเปรียบ” เปิดใจ ทนายเกิดผล แก้วเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:16 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/416543

"ชีวิตนี้เพื่อผู้โดนเอาเปรียบ" เปิดใจ ทนายเกิดผล แก้วเกิด

โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด

“ผู้ที่มีความยุติธรรมอันแรงกล้า ปรารถนาที่จะสร้างและพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ” อาจเป็นประโยคอันบ่งบอกถึงตัวตนของ “เกิดผล แก้วเกิด” ทนายความอิสระผู้อาสาช่วยคลายปัญหาให้ชาวบ้าน

คนส่วนใหญ่รู้จักชายผู้นี้ในฐานะทนายความ ผู้คอยตอบปัญหาและให้คำเเนะนำทางด้านกฎหมายกับประชาชนผ่านทางโซเชียลมีเดีย

สักกี่คนจะรู้ว่า ชีวิตเขาเริ่มต้นจากศูนย์ เติบโตมาในครอบครัวฐานะยากจน เรียนจบเเค่ชั้น ป.6 ก็จำต้องออกไปเป็น จับกัง เด็กไต้ก๋งเรือ คนขับเเท็กซี่ และแม้แต่คนขายซาลาเปา ด้วยความใฝ่ดีเเละเห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ จึงขวนขวายร่ำเรียนจนจบปริญาตรี

กว่าจะเป็นมาเป็นทนายความ น้ำใจงามวันนี้ เส้นทางที่ผ่านมาของเขาถือว่าไม่ง่ายเลย…

จับกัง – ตังเก – ยกลัง – ขายซาลาเปา

เกิดผล แก้วเกิด ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2518 ในอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดอุดรธานี (ปัจจุบันหนองบัวลําภู) ชีวิตวัยเด็กยากลำบาก สูญเสียคุณพ่อตั้งแต่อายุ 12 ปี เรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 ก็จำเป็นต้องหยุดชะงัก เนื่องจากไม่มีเงิน ต้องเก็บข้าวของเดินทางสู่เมืองหลวง มาเป็นจับกังตามแม่และพี่ชาย

“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดอยู่ อุดรธานี อ.ศรีบุญเรือง ทางบ้านฐานะยากจน พ่อเสียชีวิตตั้งแต่ผมอายุ 12 ปี เรียนได้แค่ ป.6 ก็ไม่มีเงินเรียนต่อ ต้องตามแม่และพี่ชายเข้ามาทำงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ โดยช่วงที่ทำงานเป็นกรรมกรนั้น แม่เห็นว่าทำงานหนักเกินเด็กทั่วไปเลยนึกสงสาร ให้ไปหางานอย่างอื่นทำแทน”

เกิดผลเล่าว่า เพราะไม่มีความรู้ทำให้ เขาถูกหลอกลวงส่งไปขายเป็นลูกเรือหาปลากลางทะเล…

“ผมไปเจอแผ่นป้ายโฆษณาข้างทาง ติดประกาศรับสมัครพนักงานประจำโรงงานไม้ขีดไฟ แต่สุดท้ายผมกลับเจอเขาหลอก ขายผมไปให้ไปอยู่กับเรือตังเก พาออกเดินทางจาก อ.มหาชัย จ.สมุทรสาคร ไป อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ทำงานหนักเยี่ยงทาสบนเรือประมง มีแต่ความทุกข์ตลอด 2 เดือนที่ออกเรือ พอได้ขึ้นฝั่งเท่านั้นแหละ ผมตัดสินใจหนีเลย เอาเงินที่มีไม่กี่ร้อยบาทแอบซื้อตั๋วรถไฟกลับเข้ากรุงเทพฯ มาถึงหัวลำโพงด้วยสภาพมอซอ มอมแมม เนื้อตัวเต็มไปด้วยเกล็ดปลาที่ติดมาจากทะเล มีเงินติดตัวอยู่ 3 บาท ยังไม่รู้เลยจะไปไหนต่อ เลยตัดสินใจเดินเท้าเปล่ามาเรื่อยๆ หลายชั่วโมง จนถึงสวนจตุจักร นึกขึ้นได้ว่า มีญาติคนหนึ่ง มีศักดิ์เป็นลุงเรา ทำงานอยู่บริษัทขนเบียร์ แต่ไม่รู้จะติดต่อเขายังไง โชคเข้าข้างระหว่างทางเดิน บังเอิญเจอลุงเข้าพอดี”

เกิดผล เล่าว่า หลังเข้าทำงานเป็นพนักงานแบกลังส่งสินค้ากับลุง คิดแค่ว่าเราต้องก้าวหน้ากว่านั้น และการศึกษาเป็นช่องทางเดียวที่จะทำให้เรามีชีวิตดีขึ้นได้ในอนาคต รวมทั้งได้รับการยอมรับในสังคม

“ตอนนั้นคิดว่า ถ้าไม่มีความรู้ ผมจะถูกหลอกไปเรื่อย เลยตัดสินใจหาโอกาสเรียนหนังสือต่อ สมัครลงทะเบียนเรียน กศน. ทำงานไปด้วย อ่านหนังสือไปด้วย ถึงเวลาก็ไปสอบ จนจบ ม.3 ได้สำเร็จ เอาวุฒิไปออกหางานใหม่ ยื่นสมัครพร้อมขอเขาเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ปรากฎว่า ไม่มีใครรับ เนื่องจากกลัวผมลางานบ่อย ผมจึงตัดสินใจ ไปขับซาเล้ง ขายซาลาเปา และเรียนต่อ กศน. ไปด้วยจนจบ ม.6 ในวัย 18 ปีพอดี ก่อนจะลาออกมาสมัครเป็น พนักงานกำจัดแมลง คอยฉีดยา ฆ่าหนู ปลวก มด แมลง ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ได้ค่าแรงวันละ 120 บาท

โดนเอารัดเอาเปรียบ จนต้องเรียนกฎหมาย

หัวจิตหัวใจในความยุติธรรมของทนายน้ำดีผู้นี้ ดูจะติดตัวเขามาตั้งแต่เด็ก..

“สมัยเรียน ป.6 เกิดเหตุขัดแย้งขึ้นจากความเข้าใจผิดระหว่าง อาจารย์และเพื่อนผม อาจารย์สั่งให้เราสร้างเก้าอี้หินอ่อน แต่เพื่อนคนหนึ่งรับสารมาเผยแพร่ผิด สั่งต่อให้พวกเราไปทาสี อาจารย์มาเห็นเข้าก็โกรธ บอกว่านี่พวกเธอ เชื่อเพื่อนมากหรอ ถ้าเชื่อนัก งั้นครูสั่งให้เพื่อนบอกเธอว่า ไปกินขี้ จะไปไหม เพื่อนคนนั้นบอกว่า กินครับ ถ้าครูสั่ง เท่านั้นแหละ ครูเลยสั่ง พร้อมกับให้ผมเป็นพยานไปดู  เพื่อนเอานิ้วจุ่มแล้วเอามาอม ก่อนจะเดินร้องไห้กลับมา บอกอาจารย์ ผมทำเรียบร้อยแล้ว”

เหตุการณ์ลุกลามบานปลายไปถึงหูผู้ปกครอง กลายเป็นเรื่องร้องเรียนใหญ่โต แพร่กระจายไปทั้งหมู่บ้าน จนกลุ่มนักเรียนพยานในเหตุการณ์ 4-5 คน  ถูกเกลี้ยกล่อม กดดัน จากอาจารย์ใหญ่สั่งห้ามนำเรื่องดังกล่าวไปพูดต่อ และทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะ

“เพื่อนพยานคนอื่นรับปากว่าจะไม่พูด แต่ผมไม่ อาจารย์บอก ถ้าไม่ เธอจะไม่ได้เรียนต่อ ผมเลยบอกกลับไปว่า ไม่กลัว ไม่เรียนก็ไม่เรียน แต่ขอให้ผมได้พูดความจริง กลับบ้านมาเล่าให้พ่อฟัง พ่อก็ยืนยีน ไม่เรียนก็ไม่เรียน ขอให้เป็นคนดี ซื่อสัตย์ก็พอ อีกวันในการประชุมค้นหาความจริงจากเหตุการณ์ดังกล่าว พยานคนอื่นไม่กล้าพูด แต่ผมพูดความจริง จนคนอื่นๆ ยอมรับ และคุณครูถูกลงโทษปรับเงิน ในท้ายที่สุด”

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เขาคิดว่า กฎหมายเป็นเรื่องจำเป็น ที่จะทำให้สามารถช่วยเหลือตัวเอง ครอบครัว รวมทั้งคนอื่นๆ ได้ คือการโดนเอาเปรียบละเลยจากการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เกิดผล เล่าว่า ช่วงอายุได้ 18 ปี ขณะขับรถมอเตอร์ไซด์กลับบ้าน ถูกรถสิบล้อผ่าไฟแดง พุ่งชนประสานงาน จนถูกหามส่งโรงพยาบาล ศีรษะแตก เอ็นหัวเข่าขาด ส่วนคู่กรณีขับหลบหนี

“ผมแจ้งความดำเนินคดี แต่กลับไม่มีความคืบหน้า เขาไม่ใส่ใจเลยทั้งตำรวจและคู่กรณี สุดท้ายได้รับค่าชดเชย เยียวยา มาเพียง 500 บาท  ผมและแม่ไม่มีความรู้ คิดได้แค่ว่า คงเป็นเวรเป็นกรรม แล้วกลับไปทำงานด้วยสภาพขาพิการ ใส่เฝือก ตอนนั้นคิดเลยว่า ต้องเรียนต่อ เพราะเชื่อว่า ที่ผมเสียเปรียบมาตั้งแต่เด็ก ทั้งโดนหลอกไปลงเรือ ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการถูกรถชน เป็นเพราะเราไม่มีความรู้ เลยตัดสินใจเรียนลงเรียนคณะนิติศาสตร์ คิดว่า ถ้าผมมีความรู้เรื่องกฎหมาย ผมจะสามารถช่วยเหลือตัวเอง ครอบครัว และคนอื่นๆ ได้ ที่ ม.รามคำแห่ง และ มสธ. (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช) สรุปผมใช้เวลาเรียนทั้งสองแห่ง 4 ปี จบพร้อมกัน”

หลังเรียนจบ เป็นบัณฑิตป้ายแดง “เกิดผล” ถูกปลดออกจากการเป็นพนักงานกำจัดแมลง เนื่องจากอยู่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเป็นคนไม่เลือกงานเขาจึงออกไป “ขับรถแท็กซี่” พร้อมกับเข้าฝึกงานที่สำนักงานทนายความไปพร้อมๆ กัน

“ผมเป็นคนไม่เลือกงาน โดนปลดเสร็จ เลยออกไปขับแท็กซี่ ขับช่วงบ่าย ตั้งแต่สามโมงถึงตีสอง นึกเสียดายช่วงเวลากลางวัน เลยไปขอฝึกงานที่สำนักงานทนายความ กระทั่งสอบได้ใบอนุญาตทนายความ และ เนติบัณฑิต ใช้เวลาประมาณปีกว่า ก็เลิกขับแท็กซี่ สมัครงานได้ที่ บริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งหนึ่ง ดูแลเรื่องนิติกรรมสัญญาต่างๆ”

ความฝันคือการช่วยเหลือคน คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่เงิน

“เป็นลูกจ้างมันไม่ตอบโจทย์ความฝันของผม”

เกิดผล เห็นว่าการเป็นลูกจ้างพนักงานในบริษัทนั้นไม่ตอบโจทย์ ความฝันของการเรียนนิติศาสตร์ จึงตัดสินใจลาออก จับมือกับเพื่อนร่วมหุ้นจัดตั้ง “สำนักงานทนายความ”

“ผู้จัดการถามว่าลาออกทำไม อีกสองเดือนโบนัสจะออกแล้ว คุณรอก่อนไหม ผมบอกไม่เป็นไรครับ เพราะอยากทำตามความฝันที่ตัวเองวาดไว้  ออกไปตัดสินใจเปิดบริษัททนายความกับเพื่อน ที่ตึกออล ซีซั่นส์ ปรากฎว่าทุกอย่างไม่เป็นแบบที่ฝัน ค่าใช้จ่ายสูงมาก โดยเฉพาะค่าเช่าตึก ทำให้เราต้องเรียกค่าใช้จ่ายสูงจากลูกความ ซึ่งมันไม่ใช่วัตถุประสงค์ของผม ผมไม่ได้มาหาเงิน สุดท้ายเลยบอกลาเพื่อไปหาแนวทางของตัวเองต่อ”

กลับมาอยู่บ้าน คอยให้คำแนะนำกับประชาชนผ่านทางกระทู้ในเว็บไซด์กฎหมายต่างๆ จนเริ่มมีคนเข้ามาปรึกษาถามไถ่มากขึ้น มีการติดต่อให้ไปเป็นวิทยากร ไขข้อข้องใจเรื่องกฎหมาย ตามชุมชนและสถานที่ต่างๆ จนภายหลังผมและพรรคพวก 2-3 คนที่มีอุดมการณ์คล้ายคลึงกัน จัดตั้งกลุ่ม “ทนายอาสา คลายปัญหาชาวบ้าน” ในเฟซบุ๊ก เพื่อให้คำปรึกษาเรื่องกฎหมายกับชาวบ้านแต่ไม่รับว่าความ เพื่อไม่ให้ใครมองว่าเราตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อหาเงิน แต่หากพิจารณาแล้วว่า ชาวบ้านเดือดร้อนจริงๆ อาจจะเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อให้พ้นมลทิน โดยไม่เรียกร้องค่าใช้จ่าย

คดีดังในอดีตที่ทนายเกิดผลได้เข้าช่วยเหลือ ก็คือ “คดีหมูแฮม” กรณีหนุ่มขับรถชนคนเสียชีวิตและบาดเจ็บ ที่ป้ายรถเมล์ ซึ่งสุดท้ายศาลพิพากษาจำคุกโดยไม่รอลงอาญา จำเลยถูกนำตัวเข้าเรือนจำหมดสิ้นซึ่งอิสรภาพ 2 ปี 1 เดือน หลังสู้คดีมาอย่างยาวนานถึง 8 ปี , คดีลุงเฉลียว ชายขาขาด รับของโจร รวมทั้งคดี ชายหนุ่มขับรถหรูมินิคูเปอร์ไปชน นศ.เอแบคบนทางด่วน

“การที่ผมไปช่วยคน ไม่ว่าจะคดีอะไรแล้วก็แต่ ช่วงแรกมันเป็นแค่กระแสที่นักข่าวเขาติดตาม แต่พอวันหนึ่งมันจะไม่เหลือใครนอกจากผมกับจำเลย ทนายต้องอยู่กับเขาตั้งแต่วันเริ่มกระแส จนถึงวันที่เขาแพ้หรือชนะคดี ผมช่วยเพราะคิดว่ามันไม่ใช่แค่คนๆเดียวที่ได้ประโยชน์จากการช่วยเหลือของผม แต่ครอบครัวทั้งครอบครัวของเขายังได้ประโยชน์ด้วย ภรรยาของผมก็เป็นคนแบบนี้ ชอบยุให้ผมช่วย ช่วยตามความสามารถและกำลัง ถ้าลูกความอยู่ไกล เขาก็ออกต่าเดินทางให้ผม แต่ถ้าไม่มี ผมก็ยินดีนั่งรถไฟ ไม่ซีเรียสเรื่องเงินทอง อาจเป็นเพราะว่า ผมถูกเลี้ยงมาอย่างลำบาก ไม่เคยมีเงิน เลยมองไม่เห็นคุณค่าของเงินว่า ถ้าไม่มีแล้วต้องตายไหม

ผมสู้ชีวิตลำบากมาเยอะ กินอาหารในถังขยะ น้ำปะปา ริมทางกินมาแล้ว ผมถึงไม่รู้สึกว่า ถ้าไม่มีเงินแล้วต้องตาย  ภูมิใจว่าตลอดเส้นทางในชีวิตผม ไม่เคยทำผิด ไม่คิดชั่ว 10 ปีแล้วที่ผมได้ช่วยเหลือคนแบบที่ต้องการ”

เมื่ออยู่ภายใต้กฎหมาย ต้องยอมรับกระบวนการยุติธรรม

ล่าสุด “เกิดผล” โด่งดังไปทั่วโลกออนไลน์ เมื่อถูกชายปริศนาอ้างตัวเป็นตำรวจ ตำหนิการให้ความรู้ด้านกฎหมายของเขาว่าอาจทำให้ประชาชนหัวหมอในการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่

“เป็นเรื่องปกติครับ มีทั้งพวกที่เปิดเผยตัวตนว่าเป็นตำรวจและไม่เปิดเผย เข้ามาด่าหรือติติงผม ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยน ไม่ได้กลัว ผมก็ไม่รู้จะกลัวเรื่องอะไร ไม่ได้ทำอะไรผิด  คนดีต่างหากที่เราควรกลัวมากกว่าคนชั่ว ควรจะกลัวความดีมากกว่ากลัวความชั่ว เพราะถ้ากลัวความชั่ว ผมคงอยู่ไม่ได้ ถ้าต้องหนีคนชั่ว หนีคนมีอำนาจบาตรใหญ่ คงต้องหนีไปทั้งชาติ เพราะคนชั่วมีอยู่ทุกที่  เราเป็นทนายยังกลัว แล้วชาวบ้านเขาอยู่ได้เหรอ”

เขาบอกว่า การโดนข่มเหงรังแกจากเจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชนหลายคนวันนี้ยังมีความรู้เรื่องกฎหมายน้อย ขณะที่อีกส่วนคือเห็นแก่ตัว ไม่อดทนรอเพื่อให้บทเรียนกับสังคม

“บางคนไม่รู้เรื่องกฎหมาย โดนข่มขู่รังแก อีกส่วนที่ผมกังวลก็คือ เห็นแก่ตัว ตัวอย่างเช่น เวลาคนที่อ่อนกฎหมายเจอปัญหา เมื่อยื่นมือเข้าไปช่วยว่าจะฟ้องร้อง จะดำเนินคดีกับการถูกเอารัดเอาเปรียบไหม ตอนเขาแรกบอกให้ทนายสู้เต็มที่ แต่พอฝ่าย โน้นให้เงื่อนไขมา ถ้าถอนฟ้อนจะให้เงินคุณเท่านั้นเท่านี้ เขาก็รับเงื่อนไขไป ทุกอย่างก็จบ เหมือนกับว่าทุกสิ่งที่ผมสู้มานั้นจบลงไปด้วย สูญเปล่า ทั้งที่เขาสามารถสู้ให้ผลตัดสินนั้นเป็นบรรทัดฐานกับสังคม

ในฐานะทนายความ วันนี้เขาเห็นว่า กฎหมายยังศักดิ์สิทธิไม่เปลี่ยนแปลง แต่สำหรับผู้ปฎิบัติ พบว่ามีการเลือกปฎิบัติไม่ถูกต้อง ในหลายคดี ผู้พิพากษา ตำรวจ อัยการ ก็ยังเป็นมนุษย์ เมื่อคนเหล่านี้เลือกปฎิบัติ ความศักดิ์ของกฎหมาย เลยดำเนินไปไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นนักกฎหมาย ไม่มีทางต่อสู้อื่น ต้องใช้กฎหมายต่อสู้ไปให้ถึงที่สุด และยอมรับผลสุดท้ายของมัน ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ก็ตาม เพราะเป็นแนวทางที่ทุกคนยอมรับ ไม่สามารถไปใช้ปืนหรืออาวุธต่อสู้กันได้ ต้องเคารพผลของมัน ถ้าสู้ตามกฎหมายแล้วคุณไม่ยอมรับ ก็ต้องเดินหนีมันไปเลย

เกิดผล ทิ้งท้ายว่า กฎหมายเป็นเรื่องสำคัญที่รู้เยอะยิ่งดี เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเราตั้งแต่เกิดจนตาย อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากทุกคนยึดหลัก ไม่โลภ ไม่หลง ไม่ผิดศีลธรรม เราก็จะอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายได้อยู่แล้ว

ทั้งนี้สิ่งที่เขายึดเป็นหลักมาตลอดชีวิตของการเป็น “ทนายความ” คือความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและลูกความ พร้อมกับยอมรับการตัดสินอันเป็นที่สิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรม วันนี้ ในวัย 42 ปี เป้าหมาย ก่อนชีวิตหาไม่คือการตั้งมูลนิธิกฎหมายช่วยเหลือชาวบ้านขึ้นมาให้จงได้

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ เกิดผล แก้วเกิด มุ่งมั่นจะสร้างประโยชน์ให้กับแผ่นดิน โดยปัจจุบันเฟซบุ๊กของเขา ชื่อ “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” มีผู้ติดตามรวมแล้วเกือบ 3 หมื่นราย

 

ร่าง รธน.ฉบับมีชัย ประเทศถอยหลังสู่อำนาจนิยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10:33 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/416065

ร่าง รธน.ฉบับมีชัย ประเทศถอยหลังสู่อำนาจนิยม

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

นับตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีเสียงท้วงติงออกมารุนแรงมากพอสมควร โดยนอกเหนือไปจากเรื่องโครงสร้างของสถาบันการเมืองแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนในร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น กรธ.จะถูกวิจารณ์หนักหน่วงไม่แพ้กัน ถึงขั้นมีการระบุว่าพาประเทศถอยหลังกลับไปก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540

แก้วสรร อติโพธิ ซึ่งเคยผ่านตำแหน่งสำคัญในทางการเมืองอย่างโชกโชนอย่างสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พ.ศ. 2540 สว.กทม. และเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ก็เป็นอีกคนที่แสดงความผิดหวังกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านพื้นที่ของโพสต์ทูเดย์

โดยมองว่า กรธ.เขียนร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่พยายามแก้ไขปัญหาที่เป็นปัญหา แต่กลับไปดำเนินการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ดีในสิ่งที่ไม่ได้เป็นปัญหา เหมือนกับการเขียนร่างรัฐธรรมนูญด้วยความมือบอน พร้อมกับไม่ขอรับร่างรัฐธรรมนูญ จนกว่าจะมีการแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายประเด็น

อาจารย์แก้วสรร เกริ่นว่า “การร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่เป็นการแต่งขึ้นมาใหม่ตามจินตนาการของตัวเอง ต้องเอาปัญหาที่เกิดขึ้นมาตั้งและมาวางว่าจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้กำหนดมาแล้ว ผมก็ตั้งความหวังว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญจะยึดตามแนวทางนี้ อะไรที่มันไม่ได้เป็นปัญหา ไม่ได้เป็นต้นเหตุก็อย่าไปมือบอน หรืออย่าไปแต่งใหม่ด้วยความคันไม้คันมือ ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”

“ผมมองร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อแรกคือ ใช้คำว่ามือบอนก็แล้วกัน คือเรื่องที่มันไม่ใช่ปัญหา คุณจะไปยุ่งกับมันทำไม สำคัญที่สุดคือเรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทย ตรงนี้มันไม่ได้เป็นปัญหาเลย ปัญหา 10 ปีที่่ผ่านมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เป็นเรื่องของอำนาจมันเฟ้อ มันไม่ใช่สิทธิมันเฟ้อ แล้วคุณจะไปยุ่งกับมันทำไม ผมไม่เข้าใจ”

กรธ.พยายามอธิบายเป็นการเขียนให้กะทัดรัดมากขึ้น แต่เนื้อความก็ยังครอบคลุมไว้ทั้งหมด? อาจารย์แก้วสรร ตอบสวนขึ้นมาทันทีว่า “ไม่จริง ตอนผมร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 กับเพื่อนที่เป็น ส.ส.ร. สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานก่อนหน้านั้นมันมีเฉพาะสิทธิมนุษยชน สิทธิในเนื้อตัว ร่างกาย การเดินทาง การนับถือศาสนา ความเป็นส่วนบุคคล อะไรก็ว่าไป แต่สิ่งที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เพิ่มขึ้นมา คือ โลกปัจจุบันการดำรงอยู่ซึ่งความเป็นมนุษย์มันไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชนและเรื่องทางการเมือง มันมีเรื่องสิทธิทางสังคมด้วย มีการศึกษา การสาธารณสุข ทั่วถึงอย่างมีคุณภาพ รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร สิทธิชุมชน สิ่งที่เห็นอีกคือสิทธิในความโปร่งใสของระบบราชการ ที่ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ ต้องรับฟังความคิดเห็นและให้เหตุผล”

“เรื่องเหล่านี้ไม่ควรเป็นเรื่องแนวนโยบายแห่งรัฐ แต่ควรเขียนให้เป็นสิทธิเลย ปรากฏว่าร่างรัฐธรรมนูญของคุณมีชัยได้เอาเรื่องเหล่านี้ออกจากหมวดสิทธิเสรีภาพหมดเลย เอาไปอยู่หมวดใหม่ที่เรียกว่าหน้าที่ของรัฐ เดิมทีรัฐธรรมนูญจะมีหมวดสิทธิเสรีภาพและไปที่แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะเป็นแค่แนวทางที่รัฐพึงปฏิบัติโดยไม่ก่อให้เกิดสิทธิฟ้องร้อง แต่พอสร้างหมวดหน้าที่ของรัฐขึ้นมา ก็มีคำถามว่าเมื่อเป็นหน้าที่ของรัฐขึ้นมาแล้วหมายความว่าอย่างไร มันเป็นสิทธิหรือเปล่า

“ถ้าเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ  2550 เขาบอกให้มีสิทธิในสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สมมติถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ปิดเหมืองแร่ที่ปล่อยน้ำเสียใส่ที่นาของชาวบ้าน รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 บอกให้เป็นสิทธิที่ประชาชนสามารถฟ้องบังคับให้กรมทรัพยากรธรณีสั่งปิดเหมืองนี้ แต่พอคุณยกไปเป็นหมวดหน้าที่ของรัฐก็มีคำถามว่าจะฟ้องได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้”

“คุณมีชัยบอกว่าถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ทำก็ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ถูกฟ้องร้องให้ถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไปร้อง ป.ป.ช. คำตอบของผมคือ ไม่ต้องให้ใครติดคุกหรือปลดใครออกจากตำแหน่ง มันเป็นเรื่องของพวกคุณ แต่ผมต้องการให้น้ำสะอาดและคุณมีหน้าที่ ผมต้องการบังคับตามสิทธิของผม ไอ้ความเป็นสิทธิที่จะบังคับโดยเจาะจงมันหายไป ตัวนี้ผมเห็นว่าคุณมีชัยยังอธิบายไม่ได้”

“การเอาสิทธิหลายตัวไปอยู่ในหมวดหน้าที่ของรัฐเสียหมด ผมอธิบายว่ามันเหมือนกับเราเคยเอาแกะหลายตัวและเอารั้วมาล้อมเพื่อคุ้มครองไม่ให้หมาป่าเข้ามา แต่กลับเอาแกะหลายตัวออกจากรั้วนี้ มันเป็นการถอยกลับไป”

อาจารย์แก้วสรร มองอีกว่า “ที่สำคัญการเอาแกะออกไปจากรั้ว ปัญหาที่มีต่อไปอีกว่ารั้วที่มีอยู่และมั่นคงอยู่แล้วที่เรียกว่าหลักประกัน คุณก็ทำให้มันอ่อนแอลงไปอีก เดิมทีสมัยผมเรียนหนังสืออยู่ สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญจะลอยอยู่สูงๆ คอยควบคุมไม่ให้สภาตรากฎหมายขัดกับรัฐธรรมนูญแค่นั้น แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เราให้สิทธิเสรีภาพทั้งหมดผูกพันทุกหน่วยงานของรัฐ ตั้งแต่โรงพักยันไปถึงรัฐสภาและรัฐบาล ควบคุมทุกกิจกรรมทั้งการตีความ การใช้ และการตรากฎหมาย พร้อมกับให้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไปฟ้องศาลได้”

“แต่มาตอนนี้ความผูกพันเหล่านี้หายไปหมด เพียงแต่เขียนว่าถ้าไปเจออะไรที่ขัดกับรัฐธรรมนูญก็ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ มันเป็นการทำให้สิทธิพิการและที่น่าห่วงคือ ปกติการใช้สิทธิเสรีภาพขึ้นพื้นฐานจะต้องไม่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่ามีการเอาออกและไปเติมมาใหม่ว่าจะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความสงบไอ้ตรงนี้แหมมันเป็นสิทธิที่มีต่อรัฐ คุณใช้มันเมื่อไหร่มันกระทบรัฐแน่นอน ตรงนี้ทำให้สิทธิมันพิการมากเข้าไปอีก”

“ผมไม่เข้าใจว่าความก้าวหน้าที่เขาทำกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และ 2550 เดินมาตลอด ซึ่งไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมือง และทำให้คนมีสิทธิเกินกว่ารั้วบ้านเนี่ย คุณเอามันออกทำไม ทำไมคุณดึงประเทศกลับมาสู่ยุคระบบของอำนาจนิยมโดยระบบราชการ ให้ประชาชนมีสิทธิเฉพาะในรั้วบ้าน ผมไม่เห็นด้วยอย่างแรง และผมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย ถ้าอันนี้ยังอยู่”

“เรื่องสิทธิเสรีภาพไม่ใช่เรื่อง รายละเอียดนะ มันเป็นเรื่องของวิธีคิดเลยนะ มันเป็นการดึงวิธีของผู้คนกลับมาว่าต่อไปนี้คุณจะมีสิทธิเฉพาะอยู่ในบ้านและเนื้อตัวของคุณ แทนที่ประชาชนจะเป็นมนุษย์ที่เป็นประธานที่ยอมเสียสิทธิเท่าที่จำเป็นและเอาประโยชน์ส่วนรวมไปให้ดูแล ตัวนี้มันหายไป ถ้าพูดในแง่หลักวิชาการเท่ากับว่าสัญญาประชาคมที่มีกับเราว่าเรามีรัฐเพื่ออะไรมันหายไปเลย มันหมายความว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ ซึ่งโลกสมัยนี้คนไม่ได้มีสิทธิแค่ในรั้วบ้าน”

แสดงว่าเรื่องสิทธิและเสรีภาพในร่างรัฐธรรมนูญยังน้อยไปในความคิดของอาจารย์? อดีต ส.ส.ร. ตอบว่า “ไม่ใช่น้อยไป มันเป็นเรื่องวิธีคิดเลย มันไม่ใช่แขนสั้น หรือเดินกะเผลกไป มันจากคนกลายเป็นหมาเลยสำหรับผมนะ ดังนั้น ผมไม่รับ ผมไม่เข้าใจด้วย มันไม่ใช่ปัญหาของบ้านเมืองและใช้มาเป็น 10 ปี และคนก็เริ่มเคยชิน เริ่มเป็นผู้ใหญ่ทางการเมืองขึ้นมาแล้ว”

ในเมื่ออาจารย์ก็มองออกและคิดว่า กรธ.ก็น่าจะมองออกเช่นกัน แต่ทำไม กรธ.ถึงยังดำเนินการในลักษณะนี้? อาจารย์แก้วสรรคิดว่า “อาจารย์มีชัยท่านคงเอาชีวิตสมัย 40 ปีก่อนของท่านมาใส่ในนี้ ทั้งที่สังคมนี้มันไม่ใช่สมัยนั้น ควรจะให้ประชาชนเป็นประธานมากขึ้น ที่สำคัญรัฐสมัยนี้พึ่งไม่ได้ ประชาชนควรลุกขึ้นและดูแลประโยชน์ตัวเองได้ แบบนี้จะช่วยให้การทุจริตลดลงได้ ไม่ใช่มีอะไรก็ไปให้ ป.ป.ช. ผมไม่เชื่อเปาบุ้นจิ้น”

แก้การเมืองไม่ตรงจุด เสียสมดุล-สร้างปัญหา

ในมุมมองของอาจารย์แก้วสรร นอกเหนือไปจากเรื่องสิทธิและเสรีภาพในร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ที่เป็นปัญหาแล้ว ยังมีบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับโครงสร้างทางการเมืองเช่น พรรคการเมือง การเลือกตั้ง สส. การได้มา ซึ่ง สว. และที่มาของนายกรัฐมนตรี เป็นต้น ซึ่งกรธ.กำลังดำเนินการปรับปรุงไม่ถูกจุด เพราะไม่ได้มีการนำปัญหามาตั้งเป็นโจทย์ที่นำไปสู่การหาคำตอบและลงมือแก้ไขปัญหา

“ปัญหาเสรีภาพในพรรคการเมืองมีหรือไม่ทุกวันนี้กลายเป็นการสวามิภักดิ์กันหมดเพราะกลัวเจ๊ไม่เลือก ทำไมเข้าพรรคการเมืองแล้วกลายเป็นควายวะ กระบวนการเลือกผู้สมัคร สส.จะต้องทำให้สมาชิกหรือพื้นที่มีส่วนร่วมมากขึ้นกฎหมายพรรคการเมืองเดิมบอกให้สาขาพรรคการเมืองเสนอชื่อผู้สมัครขึ้นมาหรือไม่ก็ได้ ปรากฏว่าไม่มีใครทำ คิดว่าในร่างรัฐธรรมนูญควรทำให้ชัด

“เสรีภาพในสภาเนี่ย สิทธิเสรีภาพของเสียงข้างน้อยอยู่ตรงไหน ซึ่งตรงนี้คุณก็ไม่ทำ คุณจะต้องไปทำ หรืออย่างเรื่องคณะกรรมาธิการที่สำคัญในสภาอย่างคณะกรรมาธิการปราบการทุจริตและงบประมาณต้องระบุลงไปว่าให้ฝ่ายค้านและรัฐบาลมีเท่าๆ กัน ดังนั้นกลไกอะไรที่นักการเมืองเขาตรวจทานกันได้ ก็ควรสร้างมันขึ้นมา ไม่ใช่ไปให้เปาบุ้นจิ้นอย่างเดียว คุณทิ้งการเมืองและไปพึ่งเปาบุ้นจิ้นหมด มันไม่สำเร็จหรอก คุณต้องสร้างระบบการตรวจสอบขึ้นมาในนี้ ลองดูสิแบบนี้พรรคเพื่อไทยจะกล้าบอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่”

อาจารย์แก้วสรร วิพากษ์ระบบการเลือกตั้งสส.ที่ กรธ.ออกแบบว่า “ผมก็ยังไม่เข้าใจ เขาเคยมีบัตรเลือกตั้งอยู่ 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกพรรค อีกใบเลือกคน พอมาเหลือใบเดียวแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการเลือกพรรค พรรคก็ได้โควตาตามใบเลือกตั้งนี้ มันทำให้ต้นตอของพรรคการเมืองกลายเป็นการลงทุนและบ้าอำนาจขึ้นมา สามารถเอาเงินลงทุนเป็นพันล้านบาท สร้างสินค้าประชานิยมขึ้นมาและเปิดเป็นร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศคุณเสียงดีใช่ไหม คุณเอาเสื้อสีนี้ไปใส่ เอาสินค้านี้ไปขาย”

“บรรดาคนในพื้นที่ที่เป็นที่พึ่งพาอยู่ก็เหมือนตึกแถวที่มีทำเล ก็ถูกเปลี่ยนจากร้านโชห่วยมาเป็นร้านสะดวกซื้อและอยู่ใต้อิทธิพลของร้านสะดวกซื้อ ในทำนองเดียวกัน สส.เขตที่ลงสมัครเป็นผู้มีเสียงและบารมีพอสมควรก็ถูกจับเข้าพรรคพ่อค้า พรรคลงทุนหมด คุณสร้างระบบเลือกตั้ง คุณทำให้พรรคการเมืองใหญ่ขึ้นไปและถูกอิ๊บไปอีกว่าเสียงที่เลือกเป็นเสียงที่เลือกพรรคการเมือง ผมยังไม่เห็นคำอธิบายว่าระบบการเลือกตั้งแบบนี้จะทำลายเสรีภาพในพรรคการเมืองหรือไม่”

“คุณต้องออกแบบให้เกิดความสมดุลเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นการออกแบบให้สมดุลพรรคการเมืองมีความจำเป็นจริง แต่ถึงขนาดที่ สส.ในพรรคกลายเป็นควายในคอกแบบนี้ไม่สมดุลแล้ว จุดสมดุลอยู่ตรงไหนที่เขาจะพอมีเสรีภาพในการท้วงติงอะไรได้บ้าง”

ต่อด้วยเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีที่ กรธ.ให้เป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ แต่ต้องเป็นบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อจำนวน 3 คนที่พรรคการเมืองเสนอชื่อก่อนการเลือกตั้ง โดยอาจารย์แก้วสรรติงว่า ทำไมต้องมีการประกาศชื่อก่อนโดยจะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ อยากถามที่ผ่านมาการเลือกนายกฯ ปัญหาอยู่ตรงไหน

“อะไรที่เป็นปัญหาก็ไม่ควรไปยุ่ง ที่มานายกฯ ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และพ.ศ. 2550 แบบเดียวกันมาตลอด ไม่เคยก่อปัญหาอะไร ด้วยสภาพของมันก็ควรให้นายกฯมาจากการเลือกตั้งอยู่แล้ว วิกฤตเรื่องนายกฯที่ผ่านมาไม่ได้อยู่ที่การรัฐธรรมนูญห้ามไม่ให้มีนายกฯ คนนอก เพราะปัญหาอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า”

ที่สำคัญในฐานะอดีต สว.กทม.ก็มองถึงการได้มาซึ่ง สว.ในรูปแบบที่ กรธ.กำหนดว่า “ไม่เห็นด้วยกับการให้ สว.มาจากการสรรหา ระบบนี้โอเคถ้าใช้กับการสรรหาศาลรัฐธรรมนูญหรือ ป.ป.ช.จะมาสรรหาบุคคลเป็นร้อยสองร้อยไม่ได้ บอกตรงๆ ตั้งแต่ปี 2550 มา มีพวกรอการสรรหาเยอะมาก หน้าเก่าเยอะแยะ เคยชินไม่ยอมไปไหนแล้วไม่เอา ต้องเอาออกไป จะมาแบบนี้ไม่ได้”

“ส่วนจะให้มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมก็ต้องแบ่งให้ชัดลงไปว่า ถ้าเป็นชาวนาก็ให้กลุ่มชาวนาเลือกกันเอง ไหนบอกมีอำนาจแค่ให้ตรวจกฎหมายและอภิปรายนโยบายทั่วไป ก็แค่นั้นเอง ปัญหาของเราเป็นเรื่องระบบผู้แทนว่าแทนอะไรไม่ครบบ้าง แทนความเห็นของเกษตรกร แทนปัญหาท้องถิ่นไม่ได้ แทนปัญหาข้าราชการไม่ได้ แทนปัญหาพ่อค้าไม่ได้ แบบนี้ก็ให้คนในกลุ่มเดียวกันเลือกกันเข้ามาสิ ถ้าจะให้ดีก็ไม่ควรมีเงินเดือนก็ได้ ให้เฉพาะเบี้ยเลี้ยงเวลามาประชุมพอ ให้หายบ้าไปเลย เราต้องการฟังเสียงที่ระบบผู้แทนมันหายไป”แก้วสรรทิ้งท้าย

ประชามติ ไม่ผ่าน เผชิญวิกฤต 14 ตุลา

หลังจากมองไปที่เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ เล็งเห็นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญยังเป็นไปในลักษณะนี้ และไม่ได้มีการแก้ไขไปในทิศทางที่ดีขึ้นจนนำไปสู่การยอมรับ อาจส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ผ่านประชามตินั้นจะนำมาซึ่งปัญหาทางการเมืองอีกมากให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

“ถ้าร่างรัฐธรรมนูญแล้วประชามติไม่ผ่านมาจะเกิดปัญหาแน่นอน จะมาคิดว่าร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือหยิบอะไรมาใช้ได้ง่ายๆ ไม่ใช่นะ” แก้วสรร เริ่มต้นการวิเคราะห์

“ถ้าไม่ผ่านประชามติขึ้นมา คสช.เท้าลอยเลย ทุกวันนี้คุณก็ไม่เอาพลังประชาชนมาร่วมในการปฏิรูปประเทศ และไม่ได้รับการสื่อสารให้เห็นว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญจะไปทางนี้เอาหรือไม่ คุณไม่มีอะไรหนุนอยู่เลย แต่พอคุณแพ้ในการประชามติร่างรัฐธรรมนูญ คุณจะอยู่ต่อเหรอ ในภาวะอย่างนั้นพวกป่วนเมืองดันไม่เท่าไหรก็เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ได้ง่ายๆ เพราะเศรษฐกิจผมก็ยังไม่เห็นแววว่าจะแก้ไขได้ อัดเงินเข้าไปมันไม่หมุนนะเดี๋ยวนี้ คนเก็บหมด ไม่เอามาใช้หนี้ ไม่เอามาใช้จ่าย ไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไร หมุนเท่าไหร่มันก็ไม่ไปหรอก

“ความน่าเชื่อถือคุณก็เจ๊งอีก ตอนนี้ถ้าพูดอย่างหวังดี คือ รู้เถอะว่าตัวเองทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว เวลาที่เหมาะเจาะมันผ่านไปหมดแล้ว ตอนนี้มีแต่เพียงว่าอย่าให้เศรษฐกิจสะเทือนและสมูทแลนดิ้ง (Smooth landing : ทำให้ราบรื่น) ให้ได้”

สมูทแลนดิ้ง คือ ต้องไปเลือกตั้ง? อาจารย์แก้วสรร ตอบว่า “ต้องไปเลือกตั้ง ร่างรัฐธรรมนูญต้องทำให้ผ่านโดยอะไรที่ไม่ใช่ปัญหาให้เอากลับไปที่เดิมให้หมด และแก้ไขเฉพาะที่เป็นปัญหาเท่านั้น พร้อมกับอธิบายกับสังคมถึงความจำเป็น แบบนี้ยังมีสิทธิผ่านประชามติ

“เวลาที่เหลือก็เอาไปออกกฎหมายที่ควรจะออก โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างและการกำหนดราคากลางที่เป็นมาตรฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการทำกฎหมายหลักทรัพย์ที่ให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของไทยมีอำนาจเข้าไปตรวจสอบหุ้นในตลาดไทยที่ดูแลโดยต่างประเทศ เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของหุ้น ต้องกำหนดลงไปในสัญญาระหว่างเจ้าของหุ้นและผู้ดูแลว่าถ้า ก.ล.ต.
ไทยเรียกตรวจสอบจะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของไทย โลกอื่นเขาทำกันหมดแล้ว การแก้ไขปัญหาแบบนี้ทำไมไม่ตั้งขึ้นมาแล้วดำเนินการแก้ไขปัญหา”

อาจารย์แก้วสรร ขยายถึงการแก้ไขปัญหาการทุจริตให้ได้ผลว่า “การป้องกันการทุจริต ไม่ใช่ทำแต่การปราบปราม มันต้องทำตั้งแต่ต้น ถ้าเราไปเทอยู่แต่การปราบปราม ป.ป.ช.ก็ไปไม่ไหว งานเยอะ คดีมาก แต่ทำไมเราไม่ป้องกันตั้งแต่ต้น เช่น ถ้าอยากแก้ปัญหาที่เอางบประมาณแผ่นดินไปทำเป็นงบประมาณของ สส. ก็ควรคุมตรงการออกงบประมาณ จะไปถอดถอนทำไม คุณปล่อยให้อำนาจมันเฟ้อทำอะไรก็ได้ แต่มาคุมตอนท้ายโดยมีเปาบุ้นจิ้น ทำไมไม่ไปคุมตั้งแต่ต้นไม่ให้อำนาจเฟ้อ”

มีพลังที่มากพอที่จะออกมาต่อต้าน คสช.หลังจากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ? อาจารย์แก้วสรร ประเมินว่า “ทุกวันเขาให้โอกาส คสช. คนจำนวนส่วนหนึ่งเลยนะเขาก็อดทนได้ แต่เมื่อไหร่ที่คุณพาประเทศไปไหนไม่ได้ แล้วก็นึกว่าคุณใหญ่ แต่จริงๆ ไม่ได้ใหญ่ ร่างรัฐธรรมนูญคุณเจ๊งไปแล้ว และถึงตรงนั้นเศรษฐกิจไม่ไหวจริงๆ ถ้าคุณเป็นฝ่ายตรงข้ามคุณจะทำอะไร ผมคิดเลยว่าพวกเขากำลังเตรียม 14 ตุลา”

จริงๆ ก็มีบางกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวอยู่แล้วหลายครั้ง แต่ไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงอะไร? ได้รับคำตอบจากอาจารย์แก้วสรรว่า “ปัจจัยไม่เหมือนกัน สถานการณ์ไม่เหมือนกัน คนจะหาเรื่องมันมีอยู่แล้ว เขาถึงอ่อยให้คุณจับ คุณจับเขา ก่อหวอดตรงนั้นตรงนี้ วันหนึ่งประกาศกฎอัยการศึกเข้าไปจับ เละไหมล่ะ เขาอาจจะไล่ คสช.ไม่ได้ แต่ประเทศเละไปเลย เศรษฐกิจไม่เหลือ ผมไม่ได้ห่วง คสช.แต่ผมห่วงประเทศ คุณให้ไปถึงจุดนั้นเกิดปัญหาแน่

“ถ้าตอนนี้ผมเป็นที่ปรึกษาเขาและเขาถามผมนะ ผมจะบอกว่าให้สมูทแลนดิ้งดันร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านให้ได้ อะไรที่เป็นปัญหามากก็เอาออกให้หมด แก้ไขปัญหาเฉพาะที่เป็นปัญหาจริงๆ และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ พูดถึงปัญหา พูดถึงการแก้ไข ไม่ใช่มาประกวดว่าผมแต่งรัฐธรรมนูญดีไหม ทุกวันนี้เขาเป็นนักแต่งรัฐธรรมนูญ ไม่ได้แก้ไขปัญหา อยากได้รางวัลกันหรืออย่างไร”

ขณะนี้ถือว่า คสช.เสียของแล้ว? อาจารย์แก้วสรร ตอบทันทีว่า “เสียแล้ว เพราะเขามาจมกับอำนาจในฐานะรัฐบาล ส่วนอำนาจของ คสช.ที่ต้องใช้เพื่อการปฏิรูป ความมั่นคง และขุดความชั่วที่มันแทรกอยู่ ปรากฏว่ากลับไม่ได้ใช้ เพราะเอามาตรา 44 ไปใช้ไม่เหมาะ อย่างเช่น การแก้ระเบียบตำรวจ อันนั้นมันเรื่องรัฐบาล เป็นเรื่องราชการปกติ

“จริงๆ แล้วคุณไม่ควรลงมาเป็นรัฐบาลด้วยซ้ำไป คุณยืนเป็น คสช.และใช้อำนาจในการปฏิรูป ขุดรากที่ไม่ดีออกมา แต่พอคุณโดดลงมาเป็นรัฐบาล และคุณเพลินอยู่กับอำนาจตรงนี้ ทำให้เรื่องดังกล่าวมันไม่เดิน คุณมาตั้ง สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ) และ สปท. (สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) เพื่อปกปิดการไม่ทำหน้าที่ของคุณเท่านั้น เรื่องปฏิรูปกับการจัดปัญหาความชั่วร้ายในสังคม มันต้องใช้อำนาจ คสช.เท่านั้น จะมาใช้อำนาจ สปท.หรือ สนช.ไม่ได้”

“การปฏิรูปต้องมีการนำประชาชน มีความเข้าใจ มีการเดินตาม มีความต่อเนื่อง และต้องถึงรากถึงโคนถึงจะเรียกว่าการปฏิรูป มันไม่มีหรอกการปฏิรูปโดยสภาอะไรก็ไม่รู้ มันไม่มีในโลก คุณต้องปฏิรูปความคิดในสังคม” แก้วสรรสรุป

 

เปิดตำนานเจ้าพ่อซาเล้ง “สมเกียรติ-เจเคซีไบค์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 21:13 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/415645

เปิดตำนานเจ้าพ่อซาเล้ง "สมเกียรติ-เจเคซีไบค์"

โดย…สุกัญญา สินถิรศักดิ์

เปิดตำนาน “เจเคซี ไบค์” ผู้ผลิตจักรยานรายแรกในประเทศไทย เจ้าของสมญา “เจ้าพ่อซาเล้ง” ซึ่งในเวลานี้ สมเกียรติ อนันต์สรรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานภายใต้แบรนด์ “ไอโคนิค” (Iconic) ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ที่เข้ามารับช่วงต่อกิจการผลิตรถจักรยานของครอบครัว โดยใครเลยจะคิดว่ากว่าจะเป็น “เจเคซี” ผู้ผลิตจักรยานที่แข็งแกร่งได้อย่างทุกวันนี้ ครอบครัวอนันต์สรรักษ์จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคมามากเพียงใด

สมเกียรติ ทายาทรุ่นสองของ เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี กล่าวว่า รุ่นคุณพ่อเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจจักรยาน โดยคุณพ่อเป็นชาวจีนมาจากแผ่นดินใหญ่ มาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ตอนนั้นยากจนมาก อาศัยนอนในโบสถ์คริสต์ จนได้พบรักกับสาวชาวเวียดนาม ซึ่งได้นำจักรยานสามล้อจากเวียดนามเข้ามา คุณพ่อก็เริ่มเรียนรู้วิธีผลิต จนพัฒนาสู่จักรยานรุ่นท่าเรือ ซึ่งได้กลายเป็นขวัญใจผู้ใช้แรงงาน ขนบรรทุกสินค้าและน้ำแข็ง หลังจากนั้นได้ต่อยอดพัฒนาเป็นรถจักรยานเพื่อการบรรทุกหรือ “รถซาเล้ง” ไว้ขนน้ำแข็งและเตาถ่านหุงต้ม ฯลฯ เร่ขายได้ ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่คนจีนที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย และเข้ามาทำมาค้าขาย คุณพ่อทำรถซาเล้งมายาวนานมาก

จนกระทั่งราวปี 2502 ที่ไทยได้เป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 1 (ในยุคเริ่มแรกเรียกว่ากีฬาแหลมทอง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นชื่อซีเกมส์ในปี 2520) จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นต้องการให้บ้านเมืองมีภาพลักษณ์ที่มีความเจริญต่อสายตานานาชาติ จึงได้สั่งห้ามผลิตรถจักรยานซาเล้งอีก

เวลานั้นเรียกว่าครอบครัวล้มละลายเลย เพราะเท่ากับว่าต้องปิดกิจการไปโดยปริยาย หลังจากซวนเซอยู่นานถึง 2-3 ปี คุณพ่อก็เริ่มกลับมาตั้งตัวได้ใหม่ หยิบยืมเงินจากญาติพี่น้องได้ ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่หันไปผลิตรถจักรยาน 26 นิ้วกุญแจคอ ซึ่งถือว่าเป็นที่นิยมมากในช่วงเวลานั้น

“เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ถ้าบ้านไหนมีรถจักรยาน 26 นิ้วกุญแจคอ ถือว่าเท่มาก หรูหรา เพราะราคากว่า 1,000 บาทในยุคนั้นถือว่าแพงมาก แต่ก็ขายดิบขายดี ผลิตไม่ทัน ตอนนั้นคุณพ่อก็บังคับให้ช่วยผลิตด้วย เลยรู้สึกไม่ชอบ เพราะผลิตยากมาก แต่ทุกวันนี้ต้องขอบคุณคุณพ่อที่สอนให้มีวิชา และอดทนทำในสิ่งยากๆ ได้สำเร็จ ทำให้รู้สึกรักในสิ่งที่ทำและทำให้เติบโตจนถึงวันนี้”

ในช่วงที่เริ่มพัฒนารถจักรยานทั้งรุ่น 26 นิ้ว 27 นิ้ว และ 28 นิ้วมาต่อเนื่อง ซึ่งยุคนั้นยังไม่ได้เน้นเรื่องการสร้างแบรนด์ โดยจักรยานเหล่านี้ถูกเรียกว่า “สแตนดาร์ด สปอร์ต” แต่ระยะหลังๆ ก็เริ่มใช้แบรนด์ “นิว ไลอ้อน” โดยคุณพ่อทำตลาดรถจักรยานสแตนดาร์ด สปอร์ต มาได้ราว 15 ปี ก็เริ่มมีคู่แข่งทั้งแบรนด์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ หรือจากผู้ผลิตในไทย ซึ่งช่วงเวลานั้นยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ เพราะยังมองไม่เห็นว่าสำคัญ แต่ก็ต้องปรับตัวรับการเข้ามาของคู่แข่ง

จังหวะนั้น เจนสองอย่าง “สมเกียรติ” ก็เริ่มเข้ามาสานต่อ หลังจากช่วยงานด้านการผลิตจักรยานจากคุณพ่อมายาวนาน โดยได้แตกไลน์มาทำจักรยานเสือภูเขาหรือเอ็มทีบี และจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ ซึ่งเป็นช่วงที่จักรยานทั้งสองประเภทเป็นกระแสที่มาแรงมาก และได้รับความนิยมในหมู่คนไทย โดยในช่วงเวลานั้นใช้แบรนด์จากัวร์ และอีเกิ้ล ซึ่งพอจะทำตลาดจริงจังและอยากจดลิขสิทธิ์ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะแบรนด์ดังกล่าวถูกจดลิขสิทธิ์ในสินค้าประเภทอื่นไปแล้ว

หลังจากนั้นก็เริ่มหันมาปั้นแบรนด์อื่น โดยจักรยานผู้ใหญ่ ภายใต้ชื่อเพรสซิเด้นท์ และทอร์นาโด และจักรยานเด็ก ภายใต้แบรนด์ โกสท์ และไดโนเสาร์ ซึ่งปัจจุบันแบรนด์เพรสซิเด้นท์ไม่ค่อยได้ทำตลาดแล้ว ส่วนแบรนด์ทอร์นาโด เน้นแถบอีสาน และฝั่งชายแดน เช่น ลาว เวียดนาม โดยตลาดจักรยานที่ใหญ่ในไทยจะอยู่แถบอีสาน ส่วนล่าสุดก็มีแบรนด์หลัก คือ ไอโคนิค ทำตลาดในวงกว้าง เน้นกลุ่มคนรุ่นใหม่ มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,500 บาท จนถึงหลักหมื่นบาท

ธุรกิจเจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ยุคเจน 2 สมเกียรติ เล่าว่า เจเคซี ไบค์ ยังคงดำเนินธุรกิจด้านผลิต และจัดจำหน่ายรถจักรยานในประเทศไทย และรับจ้างผลิตโออีเอ็ม เพื่อรองรับกระแสความนิยมทั้งด้านสุขภาพ และรักษ์โลก โดยมีโรงงานผลิตตั้งอยู่ที่ศาลายา บนพื้นที่กว่า 3 ไร่ ใช้เงินลงทุนร่วม 100 ล้านบาท เป็นค่าที่ดิน เครื่องจักร-อุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยการผลิตเต็มที่แบ่งเป็นจักรยานทั้งคัน 1.8 แสนคัน/ปี ส่วนจักรยานซีเคดี 2.4 แสนคัน/ปี

โรงงานแห่งนี้ทำการผลิตตัวถังจักรยาน และชิ้นส่วนต่างๆ เช่น ตัวถัง ตะเกียบ บังโคลน บังโซ่ ปลอกมือ แฮนด์ อานนั่ง ฯลฯ และสามารถผลิตรถจักรยานได้ทุกขนาด และทุกประเภท ตั้งแต่วงล้อขนาด 12 นิ้ว ไปจนถึง 28 นิ้ว ควบคู่ไปกับการผลิตทั้งแบรนด์ของตัวเอง คือ แบรนด์ “ไอโคนิค” รวมไปถึงการรับจ้างผลิตโออีเอ็ม และผลิตจักรยานนวัตกรรมตามแบบที่ลูกค้ากำหนดด้วยการคัดสรรทุกชิ้นส่วน เน้นควบคุมคุณภาพทุกขั้นตอน ดูแลด้านการส่งมอบสินค้าที่สมบูรณ์ถึงมือลูกค้าทุกชิ้น

ในด้านการตลาดนั้น สมเกียรติ กล่าวว่า เพื่อรองรับกระแสความนิยมการใช้จักรยาน ตลอดจนรองรับสภาวะการแข่งขัน เจเคซี ไบค์ จึงใช้กลยุทธ์การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ โดยมีแบรนด์ไอโคนิคเป็นเรือธง เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย พัฒนาจักรยานรุ่นใหม่ๆ ตามสมัยนิยม เช่น จักรยานเสือหมอบ และเสือภูเขา จักรยานพรีเมียมที่เจาะตลาดองค์กรที่เน้นนโยบายด้านซีเอสอาร์ และจักรยานแบบโมดิฟาย (Modify) เพื่องานด้านโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ที่มีความต้องการมากยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การพัฒนารุ่นพิเศษ สำหรับคนที่มีปัญหาทางร่างกายให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดียิ่งๆ ขึ้น โดยได้นำเข้าจากประเทศไต้หวัน มีจุดเด่น คือ เป็นระบบไฟฟ้า มีราคาประมาณ 3 หมื่นบาท จัดจำหน่ายผ่านช่องทางขายตรง และช่องทางโรงพยาบาลทั่วประเทศ

ปัจจุบันภาพรวมตลาดรถจักรยานทุกประเภทมีจำนวนกว่า 2 ล้านคัน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจเคซี ไบค์ มีอัตราการเติบโต 25% ต่อเนื่อง เป็นผลจากกระแสความนิยมในการขับขี่จักรยาน และยิ่งในปีที่ผ่านมามี 2 กิจกรรมใหญ่ภายใต้ชื่อโครงการ bike for MOM และ BIKE FOR DAD ทำให้ตลาดรถจักรยานโดยภาพรวมในปีที่ผ่านมาคึกคักอย่างยิ่ง และความนิยมในรถจักรยานที่มากขึ้น การเลือกรถจักรยานที่ได้มาตรฐาน ถือว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากความนิยมในการใช้จักรยานมีแนวโน้มสูงขึ้น นับเป็นโอกาสที่ดีของอุตสาหกรรมนี้ที่ภาครัฐจะหันมาให้ความสำคัญ

สมเกียรติ กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนให้ผู้มีบทบาทด้านนี้ เช่น สมาคมส่งเสริมจักรยานทั้งภาครัฐ และหน่วยงานอื่นๆ ให้การสนับสนุน ด้วยการออกเครื่องหมาย มอก. ในรูปแบบสติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพให้กับสินค้า และโรงงานผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานผลิตสินค้าคุณภาพ ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ และชิ้นส่วนนำเข้า เพื่อรับประกันคุณภาพ สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมองว่าสติ๊กเกอร์รับรองคุณภาพ มอก. ช่วยยกระดับ และพัฒนาอุตสาหกรรมจักรยานในประเทศไทยให้เทียบชั้นระดับสากลได้

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโต คือ สภาวะการแข่งขัน การถูกบีบเรื่องราคาจากพ่อค้าปลีกรายใหญ่ ลูกค้าที่สั่งสินค้าจำนวนมากกดราคา ทำให้หลายโรงงานลดสเปกให้อยู่ในระดับราคาที่พอรับได้ สินค้าจากต่างประเทศมีราคาถูกกว่า จากต้นทุนค่าแรงที่ถูกกว่า การดัมพ์ราคากันในช่วงหน้าฝน ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีซั่น และไม่สามารถทำราคาได้ดีเท่าที่ควรในช่วงปลายปีและเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ วันเด็ก ตรุษจีน และสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงฤดูการขาย จึงทำให้อุตสาหกรรมนี้ไม่สามารถเติบโตเท่าที่ควร

ภาพรวมทั้งหมดจึงสะท้อนให้เห็นว่า กว่าจะมาเป็นเจ้าพ่อซาเล้งได้ ต้องผ่านหลุมบ่ออุปสรรคต่างๆ มากมาย เพราะเส้นทางนี้ไม่โด้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่มีหนามซ่อนไว้ให้เจ็บๆ คันๆ ตลอด

น้อมรำลึกปั่นเพื่อพ่อ

แม้ว่ากระแสรักสุขภาพด้วยการปั่นจักรยานจะเกิดขึ้นมาได้ประมาณ 2-3 ปีแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าในปีที่ผ่านมาเป็นปีที่กระแสปั่นจักรยานมาแรงสุดๆ ด้วย 2 กิจกรรมใหญ่ภายใต้ชื่อโครงการ bike for MOM และ BIKE FOR DAD ทำให้ความต้องการจักรยานใหม่เพิ่มขึ้น หรือจักรยานเก่าก็ถูกปัดฝุ่นนำมาซ่อม และนำมาปั่นใหม่อีกครั้ง ซึ่งกลุ่มเจเคซีฯ ก็มีโอกาสร่วมในทั้งสองกิจกรรม

สมเกียรติ อนันต์สรรักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี กล่าวว่า ในกิจกรรม BIKE FOR DAD ช่วงเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ได้เริ่มโครงการ “ซ่อมเพื่อพ่อ” เป็นโครงการจิตอาสา เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มจักรยานจิตอาสา 10 กว่าท่าน และ เจเคซี ไบค์ อินดัสตรี ด้วยความสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อแผ่นดิน และสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเห็นว่าผู้คนจำนวนมากที่ต้องการร่วมโครงการ “ปั่นเพื่อพ่อ” แต่ด้วยความไม่พร้อมในด้านตัวจักรยาน เช่น เก่า เสียหาย ไม่รู้ว่าจะซ่อมที่ไหน รวมถึงไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซม ทำให้ไม่สามารถร่วมถวายความจงรักภักดีในการร่วมโครงการนี้ได้

ทั้งนี้ โครงการซ่อมเพื่อพ่อในช่วงเวลานั้น จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการซ่อมฟรี ไม่คิดค่าแรง คิดเฉพาะค่าอะไหล่ในราคาต้นทุน พร้อมทั้งเชิญชวนนักปั่นจิตอาสาร่วมซ่อมและแนะนำการดูแลปรับแต่งจักรยานด้วยตนเอง โดยในระยะแรกเน้นให้บริการชุมชนตลอดแนวเส้นทางปั่นเพื่อพ่อ แต่ก็มีการวางแผนขยายบริการต่อไปยังชุมชนใกล้เคียง อีกทั้งยังมีแผนการตั้งกลุ่มจักรยานชุมชน สำรวจข้อมูลชุมชน หากยังมีความต้องการใช้บริการดูแลและซ่อมแซมจักรยานก็จะมีการพิจารณาความเป็นไปได้ในการทำให้เป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาวในภายหลัง เช่น การดึงจักรยานเข้ามาสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งเป็นเครือข่ายการท่องเที่ยวภาคประชาสังคม ที่รวมชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ที่ทำเรื่องท่องเที่ยวชุมชนด้วย

นอกจากนี้ หนึ่งในเทรนด์ที่กำลังมาแรงที่กลุ่มเจเคซีฯ กำลังแนะนำเข้าสู่ตลาด นั่นคือ จักรยานโมดิฟาย จับกระแสการใช้จักรยานเพื่อการตลาดด้านโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเป็นที่นิยมสำหรับการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์เฉพาะพื้นที่นั้นๆ ที่เป็นระยะใกล้ๆ โดยเฉพาะโครงการหมู่บ้านจัดสรรใหม่ๆ และคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ที่ต้องการโปรโมทให้ผู้สนใจเยี่ยมชมโครงการได้เห็น หรือสร้างสีสันด้วยขบวนรถจักรยานโปรโมทโครงการ ซึ่งเจเคซีฯ ได้รับการติดต่อจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ให้ผลิตรถจักรยานเพื่อการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ล็อตใหญ่แล้ว

“ก่อนหน้านี้ โครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ จะใช้คนในการโบกธงเข้าโครงการ แต่เมื่อหาคนในการโบกธงยากขึ้น และค่าใช้จ่ายสูง โครงการที่อยู่อาศัยใหญ่ๆ บางแห่งก็เริ่มนำแนวคิดรถจักรยานเพื่อการโฆษณา-ประชาสัมพันธ์โครงการหมู่บ้านและคอนโดมิเนียมมาใช้ ซึ่งช่วยสร้างสีสันในการประชาสัมพันธ์โครงการได้มากขึ้น รวมถึงการที่องค์กรชั้นนำหลายองค์กรมีโครงการเพื่อสังคมหรือซีเอสอาร์ในลักษณะบริจาคจักรยานให้กับเด็กๆ ในต่างจังหวัด ยิ่งทำให้การผลิตจักรยานเพิ่มขึ้น”

กลุ่มเจเคซีฯ ยังมีโครงการพิเศษ รับจ้างผลิตจักรยานนวัตกรรมได้ตามต้นแบบ เช่น มีผู้สั่งผลิตจักรยานจากเฟรมไม้ไผ่ ซึ่งได้รับรางวัลด้านการออกแบบ แต่คู่แข่งใหม่ๆ ที่เข้าสู่ตลาด ทำให้การแข่งขันสูง จำเป็นต้องพัฒนาทักษะด้านการผลิตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเดินทางไปดูงานที่จีน ไต้หวัน ดูสเปก ดรอวิ่งที่ผู้ผลิตเหล่านั้นทำส่งออก เช่น ท่อแป๊บ ฯลฯ พัฒนาบุคลากร ปลูกจิตสำนึกให้ “รัก” ให้ทำงานด้วยใจ รักสินค้า ถนอมสินค้า จนถึงมือลูกค้าในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ภายใต้แนวคิด งานไม่ดี ไม่มีออร์เดอร์ ไม่มีงาน ไม่มีเงิน รวมถึงอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ นั่นคือ รับประกันสินค้าสำหรับชิ้นส่วนที่ผลิตจากโรงงานโดยตรง เช่น เฟรม และตะเกียบรับประกัน 3 ปี ชิ้นส่วนที่ชำรุด จะทำการซ่อม และเปลี่ยนคืนให้ภายใน 1 เดือน

 

“รัฐแก้ไขเรื่องน้ำไม่ถูกจุด เหตุนายกฯถูกหลอก” ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 16:53 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/415329

"รัฐแก้ไขเรื่องน้ำไม่ถูกจุด เหตุนายกฯถูกหลอก" ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล

โดย…สิทธิณี  ห่วงนาค

หลายพื้นที่ในไทยกำลังจะเผชิญภัยแล้งอย่างหนักในปีนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในหลายเขื่อนเหลือน้อยจนอยู่ในระดับที่น่าห่วง ขณะที่รัฐบาลเองก็มีนโยบายและแผนยุทธศาสตร์ที่จะเดินหน้าหลายโครงการเพื่อที่จะรับมือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น

ในฐานะที่ทำงานเกี่ยวกับโครงการน้ำมานาน ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล  เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ว่า การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ หรือน้ำท่วม จะไม่ได้รับความสำเร็จหากไม่ได้ความร่วมมือจากประชาชนและแผนงานโครงการต้องมาจากข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริง

เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ กล่าวว่า หลาย10 ปีที่ทำงานตามเสด็จฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  ในการเสด็จพระราชดำเนินทรงงานในพื้นที่โครงการหลวง โครงการพระราชดำริ   ทำให้มองเห็นว่า  เป็นตัวอย่างของการบูรณาการหน่วยงานที่แท้จริง เพราะพระองค์ทรงพาทำงาน รับฟัง พิเคราะห์  สังเคราะห์ก่อนออกมาเป็นงาน และหากเรายึดแนวทางของพระองค์ บูรณาการกัน ฟังความเห็นทุกภาคส่วนและยึดประโยชน์ประชาชนและชาติเป็นใหญ่ ทุกอย่างจะสำเร็จ

“คนทั่วไปมักมองว่า เพราะเป็นในหลวง งานถึงสำเร็จ อันนี้ผมขอยกตัวอย่างว่า ที่มูลนิธิไปทำงานที่ต่างประเทศ เอาองค์ความรู้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ไปทำ ทั้งเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ ก็ประสบความสำเร็จทั้งที่เมียนมา อัฟกานิสถาน ทั้งหมดสำเร็จเพราะแนวพระราชดำริของพระองค์ คือ เข้าใจ เข้าถึงและไปพัฒนา ตามที่ท้องถิ่นต้องการ ซึ่งหากรัฐบาลทุกรัฐบาลยึดเอาแนวทางนี้งานทุกอย่างสำเร็จ”

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวอีกว่า โครงการยุทธศาสตร์น้ำของรัฐบาลที่ผ่านมา เริ่มต้นไม่ได้บูรณาการ แต่เป็นการวางโครงการมาจากภาครัฐบาล โดยเหตุผลว่า ผ่านการศึกษาและหน่วยราชการแล้ว แต่ปัญหาคือ ประชาชนต้องการหรือไม่ และที่สำคัญคือ เมื่อทำแล้วโครงการสามารถเก็บน้ำได้จริงหรือบรรเทาอุทกภัยได้หรือไม่

ปัญหาจึงเกิดว่า สร้างอ่างเก็บน้ำแล้ว เก็บน้ำไม่ได้หรือ ไม่มีน้ำเก็บ บ่อบาดาลขุดแล้วแห้งเพราะพื้นที่ไม่เหมาะสม   ซึ่งเกิดก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะมา แต่ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ก็พบว่า ในการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์น้ำที่ผ่านมา จากที่ได้ติดตามพบว่า ในหลายโครงการไม่ตรงกับความต้องการจริงของพื้นที่ เพราะหน่วยราชการให้ข้อมูล ไม่หมด  ให้ข้อมูลไม่จริง ทำให้การตัดสินที่ออกมาอาจไม่ได้ประโยชน์ 100% จึงจะเห็นว่าหลายปัญหาที่รัฐบาลนี้พยายามแก้ทำไม ถึงติดๆขัดๆ

“ในคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติที่นายกฯเป็นประธาน ผมติดตามดูหลายเรื่องแล้ว โคตรสงสารนายกฯเลย ท่านตั้งใจทำงาน ลุยเต็มที่ แต่ มือไม้ที่ท่านใช้หลายคนต้องปรับปรุง โดยเฉพาะระบบราชการ  ไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง หลายโครงการยังเป็นผลการศึกษาเก่า ที่มาถึงปัจจุบันใช้ไม่ได้ ต้องปรับปรุง โครงการแหล่งน้ำหลายโครงการไม่จำเป็น  เพราะขาดระบบส่งน้ำ  เป็นต้น ในขณะที่แหล่งน้ำที่จำเป็นต้องเร่งทำ กลับผิดที่ผิดทาง“ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ยังไล่เลียงถึงการวางแนวทางแก้ปัญหาน้ำว่า การแก้ไขปัญหาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในระดับต้นๆ เพราะคนในภาคนี้มีจำนวนมากและยากจนกว่าภาคอื่น  ในขณะที่มีปริมาณฝนตกมากถึง  7 แสนล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม. ) แต่มีแหล่งน้ำเก็บได้เพียง 10 %  ทำให้เกษตรกรในพื้นที่นี้ทำการเกษตรได้น้อย ปลูกข้าวโดยน้ำฝนปีละ  1 ครั้งหลังจากนั้นไม่มีอะไรทำ จึงต้องเข้าเมืองหางานทำ หากมีน้ำประชาชนจะอยู่ในพื้นที่ทำมาหากิน ไม่ทิ้งครอบครัว และลดปัญหาสังคม แต่ด้วยสภาพพื้นที่ไม่สามารถทำโครงการขนาดใหญ่ได้   ต้องปรับมาเป็นแหล่งน้ำขนาดเล็ก กระจายให้ทั่วทั้งแก้มลิงและเครือข่ายอ่างเก็บน้ำ (อ่างพวง)

“ไม่ต้องเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แต่เน้นการกระจายให้ทั่วถึง หากเราสร้างแหล่งน้ำให้เขาได้ ประชาชนจะมีรายได้เพิ่มทุกครัวเรือน เศรษฐกิจก็หมุนไปเอง เพราะทุกคนมีเงินในมือเพิ่ม ซึ่งรูปแบบแหล่งน้ำที่ผมหมายถึงคือ การสร้างแก้มลิง และอ่างพวงให้กระจาย ในพื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้แม่น้ำสายหลักที่เมื่อน้ำมากก็ล้นอ่าง  ล้นบ่อ และลามไปท่วม หลังจากนั้นลงแม่น้ำโขง น่าเสียดาย พื้นที่ลักษณะนี้ท้องถิ่นคือจังหวัดต้องเข้าไปทำร่วมกรมชลประทานว่าเราจะทำแหล่งเก็บน้ำเพิ่มตรงไหนได้บ้าง ไม่ใช่รอให้ส่วนกลางคิดลงมาเพียงฝ่ายเดียว  คนในท้องถิ่นต้องช่วยตัวเองกันด้วย ซึ่งหากผู้ว่าราชการจังหวัดไหนไม่สนใจดูแล ผมว่า ไม่ควรจะเป็นผู้ว่าฯต่อไป”

สำหรับแม่น้ำเจ้าพระยา แหล่งน้ำต้นทุนขนาดใหญ่ แต่การใช้น้ำสิ้นเปลือง ควรต้องมีการทบทวนกันใหม่ทั้งหมด ทั้งการปลูกพืช การบริหารจัดการน้ำ  ซึ่งเห็นว่าเรื่องนี้ต้องยกเป็นวาระสำคัญของชาติ ชวนคนทั้งหมด ทุกภาคส่วนมาคุยกันว่า ต่อไปเราจะร่วมกันใช้น้ำอย่างไร  และวางเป็นแผนงานไว้ ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ต้องทำ

“ตั้งแต่การปลูกข้าว เราจะปลูกกันแบบไม่สนใจตลาด ไม่สนใจเพื่อนบ้าน และไม่สนใจต่อน้ำต้นทุนต่อไปคงไม่ได้แล้ว เพราะสุดท้ายน้ำมีไว้เพื่อทุกคน แต่จะบริหารอย่างไรให้ วินวินทุกฝ่าย ผมเห็นว่าต่อไป ต้องมีแผนใช้น้ำที่ประชาชน และกลุ่มผู้ใช้น้ำต้องมามีส่วนร่วมด้วย  และสังคมช่วยกันคุมไม่ใช่ให้รัฐกำชะตาชีวิตไว้ทั้งหมด”ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าว

 

“ประยุทธ์” สอบตกปฏิรูปพลังงาน ปูด “บิ๊ก คสช.” ถลุง 9,000 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 20:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/414892

"ประยุทธ์" สอบตกปฏิรูปพลังงาน ปูด "บิ๊ก คสช." ถลุง 9,000 ล้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตลอดระยะเวลาการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประเด็นการ “ปฏิรูปพลังงาน” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้ง

ทว่า จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า และดูเหมือนว่าจะไม่มีอนาคต

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และหนึ่งในกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย ประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่า คสช.สอบตก

“นับตั้งแต่ คสช.เข้ามา ไม่มีการปฏิรูปพลังงานด้านใดเลย” รสนา สรุปความชัด

ในฐานะที่ติดตามประเด็นพลังงานมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคแปรรูปรัฐวิสาหกิจ “รสนา” บอกว่า หัวใจของการปฏิรูปพลังงานคือ “ยกเลิกกองทุนน้ำมันฯ” โดยปล่อยลอยตัวราคาพลังงานให้เป็นไปตามกลไกตลาดที่มีการแข่งขันกันอย่างเสรี

“ไม่ใช่มาใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ อุ้มกลุ่มทุนพลังงานเหมือนทุกวันนี้ นโยบายประชารัฐน่าจะเป็นธนารัฐ คือรัฐที่อุ้มกลุ่มทุนเสียมากกว่า” อดีต สปช.รายนี้ ระบุ

รสนา อธิบายว่า รัฐบาลเก็บเงินภาษีสรรพสามิตได้สูงสุด 7 บาท ตอนนี้เก็บอยู่ที่ 5.60 บาท แต่กลับไปเก็บเงินเข้าไปในกองทุนน้ำมันฯ สูงถึงลิตรละ 6.75 บาท สูงกว่าภาษีสรรพสามิตเสียอีก ขณะที่ต้นทุนราคาน้ำมันอยู่เพียง 12 บาทกว่าๆ/ลิตร

มากไปกว่านั้นคือ ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง รัฐบาลกลับประกาศว่าจะไม่ลดราคาน้ำมัน และให้เก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่มอีก 40 สตางค์ คำถามคือเหตุใดยังเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ อยู่ และทำไมไม่นำเงินเข้าภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นงบประมาณแผ่นดินประชาชนทุกคนได้ประโยชน์

สำหรับสาเหตุของการใช้เงินกองทุนน้ำมันฯ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ คือการอุ้ม อี85 หรือ อี20 ด้วยการชดเชยราคาพลังงานเอทานอล ซึ่งต้องยอมรับว่าโครงการนี้ริเริ่มเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริต้องการให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูกลง จึงริเริ่มโครงการเอทานอล แต่เวลานี้ผ่านมา 15 ปี น้ำมันจากเอทานอลยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ

“ราคาน้ำมัน 95 เนื้อแท้จริงๆ ณ ขณะนี้อยู่ที่ 12 บาท/ลิตร แต่น้ำมัน อี85 ราคา 20 บาท/ลิตร เพราะต้องไปเติมเอทานอลที่มีต้นทุนลิตรละ 23 บาท จึงทำให้ราคาแพงกว่าน้ำมันปกติ ตรงนี้ก็เอาเงินกองทุนน้ำมันฯ ไปอุดหนุนเพื่อให้ราคาถูกลง และโครงสร้างการผลิตเอทานอลทั้งระบบถูกผูกขาดโดยกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันที่ผูกขาดจากการรับซื้อเอทานอล” รสนา กล่าว

เธอกล่าวต่อไปว่า การปฏิรูปพลังงานดูเหมือนจะมืดมนเข้าไปอีก เพราะขณะนี้รัฐบาลกำลังร่างกฎหมายกองทุนน้ำมันฯ ขึ้นใหม่ หลักการเดิมเป็นการนำเงินกองทุนมาชดเชยราคาพลังงานข้ามสายพันธุ์เท่านั้น แต่ในอนาคตจะนำเงินกองทุนน้ำมันฯ มาลงทุนจัดตั้งคลังก๊าซและคลังน้ำมัน เพื่อเป็นการสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ชาติ

คำถามคือ แล้วเหตุใดรัฐบาลจะนำเงินของประชาชนไปสำรองพลังงานแทนบริษัทเอกชนด้วย ดังนั้นแนวคิดนี้ต้องย้อนถามถึงหลักการให้สัมปทานรอบใหม่หลุมก๊าซรอบที่ 21 และอยากเรียกร้องให้เปลี่ยนระบบการให้สัมปทานเป็นการแบ่งปันผลผลิต หรือแบ่งปันน้ำมันและก๊าซแทนการแบ่งปันเป็นเงิน

อีกประเด็นที่ “รสนา” ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล คสช. คือนโยบายการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการตรวจสอบหน่วยงานกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน 4.2 หมื่นล้านบาท เพราะมีเงินกว่า 1.69 หมื่นล้านบาทหายไปจากบัญชี

“ตอนนี้เกิดกระแสข่าวจากภายในกองทุนอนุรักษ์พลังงานเองว่ามี บิ๊ก คสช.บางคนเข้าไปใช้งบประมาณกว่า 9,000 ล้านบาท ของกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จริงเท็จประการใดทาง คสช.ต้องเข้าไปตรวจสอบเหมือนกับที่ คสช.ตรวจสอบสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)”

“ถามว่าเหตุใดรัฐบาล คสช.ไม่ตรวจสอบการใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ทั้งๆ ที่ 2 กองทุนนี้เก็บเงินโดยตรงจากกระเป๋าประชาชนรวมแล้ว 8 หมื่นล้านบาท ทำแบบนี้ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติใช่หรือไม่” รสนา ตั้งคำถาม

รสนา ปิดท้ายว่า หากรัฐบาลมีความจริงใจต้องเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ หรือถ้าจะเก็บต้องอยู่ในรูปแบบภาษีสรรพสามิต เพราะอย่างน้อยเมื่อเข้าระบบภาษีย่อมไปเป็นงบประมาณแผ่นดิน ไม่ใช่เอาไปเป็นกำไรให้กับบริษัทเอกชนไม่กี่ราย

“นี่หรือคือการใช้เงินตามวัตถุประสงค์” อดีต สปช.รายนี้ ตั้งคำถามกับ คสช.
 

เปิดแผนเซ็นเซอร์โซเชียล “เราคุมเกมเหนือ กูเกิล-ไลน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 09:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/414641

เปิดแผนเซ็นเซอร์โซเชียล "เราคุมเกมเหนือ กูเกิล-ไลน์"

โดย…กันติพิชญ์ ใจบุญ, ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

เป็นข่าวครึกโครมหลังจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เตรียมผลักดันมาตรการปฏิรูปการใช้สื่อออนไลน์จนถูกวิจารณ์ว่าพยายามควบคุม ลิดรอนเสรีภาพประชาชน

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกรรมาธิการฯ หัวหมู่ทะลวงฟันในการควบคุมการใช้สื่อออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย โดยเชิญตัวแทน Google  (กูเกิล) ของสหรัฐมาหารือในกรรมาธิการฯ เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เพื่อขอร้องให้ถอดคลิปหมิ่นสถาบัน และสื่อที่เป็นภัยต่อความมั่นคงบนเว็บ YouTube (ยูทูบ)

ไม่เท่านั้น พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ยังระบุผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า รัฐบาลจะขอให้ Facebook (เฟซบุ๊ก) และ LINE (ไลน์) ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลให้ถอดเนื้อหาที่คิดว่าจะเป็นอันตรายต่อความสงบและความเรียบร้อย โดยกรรมาธิการฯ เตรียมหารือผู้บริหารทั้งสองบริษัทในอีก 3 เดือนข้างหน้า

กระทั่ง ไลน์ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 ก.พ.ว่า ได้รับทราบการขอตรวจเช็กข้อมูลการใช้บริการผ่านไลน์ ซึ่งทางบริษัทยังคงยืนยันในเรื่องการรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน หากทางไลน์ ประเทศไทย ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ ทางบริษัทพร้อมให้ความร่วมมือและพิจารณาเพื่อหามาตรการที่เหมาะสม ไม่ขัดต่อกฎหมายของประเทศไทย

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ไม่ใช่ใครอื่นไกล ก่อนมานั่งเก้าอี้สมาชิก สปท. เขาดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ปอท.) ได้รับฉายาว่า “มือปราบคุมไลน์” “มือปราบแฮ็กเกอร์” หลังเกษียณอายุราชการปี 2556 โยกมานั่งเก้าอี้ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงไอซีที ตามด้วยสมาชิก สปท.ในปัจจุบัน

“เรื่องที่ควรทำ แต่ไม่มีใครกล้า ผมนี่แหละกล้า ไม่กลัวเสียงวิจารณ์ พร้อมตอบคำถามทุกสื่อ”

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันกับทีมงานโพสต์ทูเดย์ ก่อนจะอธิบายผลสรุปของกรรมาธิการฯ เรื่องทิศทางปฏิรูปสื่อออนไลน์ว่า

“เอาให้เคลียร์เลยนะ ผมเอาผลของการกระทำ ผมไม่ได้เอาผิดตอนที่คุณกระทำ ผมถามกลับหน่อยว่า สิทธิเสรีภาพให้สิทธิคุณทำได้ทุกอย่างแบบไม่มีข้อจำกัดเลยใช่หรือไม่ ผมว่ามันไม่ใช่ แต่สิทธิและเสรีให้ได้ตามกรอบของกฎหมาย เมื่อใดที่คุณใช้สิทธิเกินเลยไปกระทำผิดกฎหมาย เกินเลยคนอื่น ละเมิดสถาบันเบื้องสูง กระทบความมั่นคงของรัฐ สิ่งนี้คุณมีสิทธิทำได้หรือ ผมตอบให้เลยว่าไม่ได้ ดังนั้นผมเอาผลจากการกระทำมาเอาผิด คุณอยากทำอะไรก็ทำไป แต่ถ้าเห็นว่ามันละเมิด ผมก็จะทำเรื่องถอดถอนข้อความนั้นออก”

อึ้ง จนท.ไอทีซี คุมเน็ตทั่วประเทศมีแค่ 10 คน

คำยืนยันจากคำถามแรกของ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ชัดเจนว่า สิทธิในการทำอะไรทุกอย่างบนโลกออนไลน์ยังอยู่ที่มือของประชาชน แต่เมื่อเป็นข้อความ เนื้อหา คลิปวิดีโอ ภาพนิ่ง ที่ไปกระทบต่อชาติ ความมั่นคงของรัฐ และสถาบันเบื้องสูง ถือว่ายอมไม่ได้ และจำต้องถอดเนื้อหานั้นออกจากสารบบโลกออนไลน์ทันที

ปัญหาของสื่อออนไลน์เป็นสิ่งที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ได้ศึกษามาอย่างลงลึก ตั้งแต่สมัยเป็น ผบก.ปอท. โดยพบว่าปัญหานี้สะสมมานานถึง 5 ปี นับตั้งแต่ที่โซเชียลมีเดียได้เข้ามาทักทายคนไทย ต่างจากสื่ออื่น ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ ที่จะมีระบบคัดกรองก่อนออกสู่สาธารณะ ขณะที่สื่อออนไลน์แพร่กระจายที่ตรง รวดเร็ว และขาดการยั้งคิด ขณะเดียวกัน ประชาชนที่นอกจากเป็นผู้รับสื่อออนไลน์แล้ว ยังสามารถเป็นผู้เผยแพร่ได้เองอีกด้วย

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ อธิบายว่า พื้นฐานความคิดการใช้อินเทอร์เน็ตของคนไทยกับชาติตะวันตกมีความแตกต่างกัน คนไทยจะสนใจแต่เพียงว่า รู้ก่อนคือเท่ และพร้อมจะเผยแพร่ข่าวสารที่ไม่ถูกต้องออกไปโดยไม่ยั้งคิด อีกทั้งไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะตามมา และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นคือความจริงหรือความเท็จ และผลที่ว่าก็สร้างความเสียหายให้กับความมั่นคงของชาติหรือสถาบันได้ นำมาสู่การปฏิรูปสื่อออนไลน์ เป็นโจทย์ที่ สปท.คิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเข้าใจ และใช้อินเทอร์เน็ตอย่างสร้างสรรค์ ไม่ตกเป็นเหยื่อ ไม่ทำผิดกฎหมาย และที่สำคัญคือไม่กระทบต่อชาติ สังคม และสถาบัน

ปัญหาที่ปวดหัวรัฐบาลในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศขณะนี้ หนีไม่พ้นเรื่องการต่อต้านรัฐบาลในรูปแบบต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์ และการกระทำบางอย่างที่เข้าข่ายกระทบความมั่นคง และสถาบันหลักของชาติ แน่นอนว่า คสช.ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น เพราะข้อความหรือข่าวสารที่แพร่ออกสู่โลกออนไลน์อาจจะสั่นคลอนอำนาจของรัฐบาลได้ง่ายๆ

ที่ผ่านมา พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ยอมรับว่า เคยมีการร้องขอให้ผู้ให้บริการต่างประเทศช่วยเหลือในด้านนี้ ด้วยการถอดเนื้อหาที่ คสช.ไม่ต้องการ หรือเนื้อหานั้นอาจผิดกฎหมายออกไป แต่ต้องเข้าใจว่าบริบทระหว่างกฎหมายไทยและต่างชาตินั้นต่างกัน

“เราขอความร่วมมือผู้ให้บริการต่างประเทศ และขณะนี้ก็ถือว่ามีแนวโน้มที่ดีกว่าเมื่อก่อนมาก แต่เดิมอาจเป็นเพราะไม่มีการพูดคุยกัน เขา (ผู้ให้บริการต่างประเทศ) ถึงไม่ให้ความร่วมมือ อีกทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเรา กฎหมายไทยไปควบคุมเขาไม่ได้ อาจจะผิดของเราแต่ไม่ผิดตามความคิดของเขา การถอดเนื้อหาใดๆ จึงเป็นเรื่องยาก เช่น เรื่องความผิดอาญามาตรา 112 และทัศนคติขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยและต่างชาติไม่เหมือนกัน ต่างประเทศอาจจะวิจารณ์ประมุขของประเทศได้อย่างปกติ เพราะถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะ แต่สำหรับประเทศไทยแล้วไม่ใช่ เป็นสิ่งที่คนไทยรับไม่ได้”

กูเกิลขอปลดล็อก พรบ.คอมพิวเตอร์

อดีต ผบก.ปอท. กล่าวว่า ผู้ให้บริการเห็นความสำคัญของสมาชิกเป็นหลัก และแข่งขันกันด้วยคำว่าสิทธิเสรีภาพ แน่นอนว่า หากบริษัทไหนเอาข้อมูลสมาชิกส่งให้รัฐ คนอื่นก็ต้องเทไปยังผู้ให้บริการรายใหม่แทน มันจึงไปขัดนโยบาย เมื่อเป็นเช่นนั้น ความยากลำบากจึงเกิดขึ้น เช่น คลิปวิดีโอที่ปรากฏบนยูทูบ แต่ผิดกฎหมายของไทย ที่ผ่านมาเราเคยร้องขอไปทางผู้ให้บริการนับร้อยๆ ครั้งเพื่อให้ถอดออก แต่การตอบสนองกลับมาก็ไม่ถึง 10% อีกทั้งยังช้า บางคลิปใช้เวลาถึง 6 เดือนถึง 1 ปีกว่าจะถอดออก ขณะที่คลิปก็ได้แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างแล้ว

ปัญหาจะคลี่คลายได้ต้องเกิดจากการพูดคุยและเจรจากันเท่านั้น เมื่อ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เห็นดังนั้นจึงเดินหน้าประสานไปยังกูเกิลที่มีสาขาอยู่ที่สิงคโปร์ ครั้งแรกเป็นการเชิญอย่างไม่เป็นทางการ โจทย์ที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ต้องการคือความร่วมมือจากเจ้าของเสิร์ชเอนจิ้นเบอร์หนึ่งของโลกรายนี้ ให้ช่วยเหลือถอดคลิปที่ผิดกฎหมายไทยบนยูทูบให้ “รวดเร็ว” ยิ่งขึ้น ขั้นแรกกูเกิลยอมรับฟังปัญหาตามที่กรรมาธิการฯ เสนอ

ครั้งต่อมาเมื่อเดือนที่แล้ว สปท.เชิญอย่างเป็นทางการ ให้กูเกิลมาชี้แจงที่รัฐสภา เพื่อพูดคุยถึงกระบวนการความร่วมมือตามที่ได้เสนอ และครั้งนี้เองที่กูเกิลยินยอมตามข้อเสนอของกรรมาธิการฯ

“กูเกิลยังมีข้อเสนอกลับมาให้ไทยว่า มีโครงการที่จะทำให้คนใช้สื่อได้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งโครงการนี้ใช้ทำทั่วโลก และยินดีที่จะนำโครงการนี้มายังประเทศไทย รูปแบบคือการอบรมให้เด็กเยาวชนในทุกระดับรู้จักอินเทอร์เน็ตและใช้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเราก็ยินดี”พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกถึงผลเจรจา

สำหรับการขอตรวจสอบข้อมูลทางไลน์นั้น พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ขยายความว่า กรรมาธิการฯ ถือว่าการคุยในกลุ่มปิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ไม่ถือว่าเป็นความลับเพราะสมาชิกแต่ละคนสามารถแชร์คลิป กระจายข้อมูลที่อาจผิดกฎหมายได้ ตรงนี้กรรมา
ธิการฯ ก็อาจขอความร่วมมือจากบริษัท ไลน์ แต่ย้ำว่าเราจะเน้นเฉพาะคลิป หรือข้อความที่ผิดกฎหมายและเป็นภัยต่อความมั่นคงเท่านั้น

“อย่างเรื่องไลน์ ประชาชนกังวลกันว่าเจ้าหน้าที่รัฐมาแอบส่องในที่ที่เราพูดคุยกันหรือเปล่า ผมบอกเลยว่าเราทำไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่เมื่อไหร่ที่ผมเห็นข้อความมันแพร่ออกมาสู่สาธารณะ ผมก็จะเอาผิดเหมือนกัน และร้องขอให้ถอดข้อความนั้นออกไป ผมทำที่ผล ไม่ได้ทำที่เหตุ ผมไม่ไปแตะส่วนนั้นที่คุณกังวลกัน อีกทั้งการเข้าถึงก็ต้องมีกฎหมายให้อำนาจพนักงานในการตรวจสอบสำหรับการเรียกดูข้อมูล ซึ่ง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก็ให้อำนาจไว้เช่นกัน แต่เป็นเรื่องที่ตำรวจต้องเข้าไปจัดการเอง ไม่ใช่หน้าที่ของผม”

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า เรื่องสำคัญคือไทยเป็นตลาดใหญ่ที่มีคนใช้อินเทอร์เน็ตมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ผู้ให้บริการต่างประเทศก็มองเห็นอนาคตของการลงทุน การทำธุรกิจ แต่ยังไม่กล้าเพราะติดขัดปัญหา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 15 ที่ระบุว่า เมื่อมีผู้กระทำความผิดแล้ว ผู้ให้บริการอาจจะต้องรับผิดชอบด้วยหากรู้เห็นเป็นใจ ผู้ให้บริการจึงรู้สึกว่ามันไม่เอื้อต่อการลงทุน กรรมาธิการฯ ก็รับฟังและพร้อมสนับสนุนด้วยการเสนอต่อรัฐบาลว่าทำอย่างไรเพื่อจะแก้ไขกฎหมายตรงนี้เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุน

ถกสรรพากรหามาตรการภาษีบีบ

สปท.ผู้นี้ยืนยันอีกว่า คลิปหรือข้อความข่าวสารที่ขอร้องให้ผู้ให้บริการต่างประเทศนั้นจะเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ เช่น การยุยง ก่อการร้าย ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายของบ้านเมือง อะไรก็ตามที่สร้างผลกระทบด้านความมั่นคงของชาติ หรือของสถาบัน ส่วนเรื่องใดที่ละเมิดสิทธิกันส่วนบุคคลภายในประเทศ อันนี้เราไม่กังวลเพราะเป็นเรื่องของบุคคลและอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เราไม่ได้ขอเขาทุกเรื่อง แต่ขอเฉพาะเรื่องที่ซีเรียสเท่านั้น

“เขารับไปแล้วเราก็ดูผลตามมา และคำตอบคือได้ผลตอบรับที่ดีมาก จากเดิมที่เคยบอกไว้ว่าขอให้ถอดใช้เวลานานถึง 6 เดือน ทุกวันนี้เดือนเดียวเขาถอดข้อความที่เราไม่ต้องการออกให้แล้ว มันก็ดีขึ้นมาราว 30% สปท.ไปผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นเท่านั้น และที่จะสานต่อคือหน่วยงานของรัฐ”

ส่วนที่ว่าทำอย่างไรให้ยั่งยืน ในอนาคตอาจมีการลงนามเอ็มโอยูร่วมกันระหว่างรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ โดย สปท.เป็นตัวกลางที่คอยเชื่อมให้ ที่ผ่านมาอาจมีการดำเนินการไปบ้าง แต่อาจติดขัดในปัญหาต่างๆ เมื่อ สปท.มาแล้วก็จะเดินหน้าให้ ติดขัดตรงไหนขอให้บอก ทั้งข้อกฎหมายอยากแก้เราก็จะเสนอให้ เพราะ สปท.ไปถึงคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ย้ำถึงการตอบรับจากกูเกิลที่รับลูกกับรัฐบาลไทย ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว เพราะกูเกิลถือเป็นพี่เบิ้ม หลังจากนั้นเมื่อพูดคุยกับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ก็คงจะไม่ยุ่งยากเท่าใดนัก อีกทั้งแอพพลิเคชั่นไลน์ได้ประกาศออกมาแล้วทั้งๆ ที่เรายังไม่ได้ขอไปว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐ แต่ต้องอยู่บนความรับผิดชอบบนสิทธิเสรีภาพด้วย ซึ่งตรงนี้เข้าใจดี

กระนั้นแม้การพูดคุยเดินหน้าได้ดี แต่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ยืนยันว่าประเทศไทยมีอำนาจต่อรองกับกูเกิลและไลน์ก็คือการใช้มาตรการทางภาษี

เขาอธิบายว่า ทุกอย่างพูดคุยกันได้เพราะอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ ผู้ให้บริการต่างประเทศดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ขององค์กร สปท.ก็ดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ทุกคนมันอยู่ได้เพราะผลประโยชน์ แต่เมื่อไรที่กำไรของผู้ให้บริการเหล่านี้หดตัวลง องค์กรต่างประเทศก็ต้องกระเทือน และผลกำไรก็มาจากการโฆษณาทั้งนั้น แต่ละปีคนไทยต้องเสียเงินค่าจ้างโฆษณาแบบยิงตรงไปยังองค์กรเขาปีละกว่าหมื่นล้านบาทโดยที่รัฐไม่ได้เข้ามาหักภาษี ตรงนี้เราเห็นช่องว่าจัดเก็บได้ ก็อาจจะเข้ามาจัดการ

“สมมติว่าค่าโฆษณาที่คนไทยต้องจ่ายให้เขาครั้งละ 100 เหรียญสหรัฐ ที่ผ่านมาผู้ให้บริการรับเต็มๆ 100 เหรียญสหรัฐ แต่หากผมบอกว่า ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายภาษี ณ ที่จ่าย 30% ก็จะทำให้เงินที่จะไปถึงผู้ให้บริการเหลือเพียงแค่ 70% ตรงนี้เขาสะเทือนนะ นี่เป็นแนวคิดที่ผมกำลังจะดำเนินการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือจะเรียกกรมสรรพากรมาหาแนวทางจัดการ สิ่งนี้คืออำนาจต่อรองของเราที่จะขอให้เขาช่วยปกป้องความมั่นคงของชาติ เราอาจจะละเว้นให้และเขาก็ได้กำไรให้องค์กร

“สรรพากรต้องทำได้สิ ผมเสนอแนวทางเช่นนี้ ก็ให้ไปคิดกันดูว่าทำได้หรือไม่ เอาคำตอบมาให้ผมชื่นใจหน่อย หากทำไม่ได้หรือติดขัดอย่างไรให้บอกผมกลับมา ผมจะขับเคลื่อนให้ต่อได้ นี่คือแนวทางที่จะทำต่อไป”พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าว

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กล่าวว่า ผู้ให้บริการให้ความร่วมมือกับกรรมาธิการฯ ด้วยดี เพราะคงมองว่าประเทศไทยเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่อยากจะเข้ามาลงทุน ด้วยว่ามีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่ในอัตราสูงอันดับต้นๆ ของโลก

“เขาก็สนใจสิ ใครเข้าก่อนก็ได้เปรียบ ต่อไปอะไรทุกอย่างจะมาอยู่ในโลกออนไลน์ทั้งหมด ดังนั้นเราขอความร่วมมืออะไร
ไป เขาก็ต้องนำไปพิจารณาและยินยอม แต่อย่างที่บอกยังติดปัญหาของกฎหมายบางอย่าง ทั้งนี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เราก็เอาความเห็นของเขาเสนอต่อรัฐบาลไปผ่าน สปท. เช่น หากเข้ามาก็อาจจะมีออปชั่นด้านภาษีให้ เป็นต้น มันมีอะไรหลายอย่างที่ใช้พูดคุยกันได้ แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ก็ต้องอยู่ในกฎหมายไทย ตรงนี้เราถึงอยากให้เขาเข้ามาเพราะเราก็กำกับดูแลเขาได้ง่ายภายใต้กฎหมายของไทย”พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ทิ้งท้าย

เส้นทาง มือปราบไซเบอร์  เดินหน้าชน ไม่มีคำว่ากลัว

กว่า 7 ปีบนหน้าที่รับผิดชอบที่เกี่ยวกับการปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี ในตำแหน่งผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ แม้วันนี้จะเกษียณจากตำแหน่งไปแล้ว 3 ปี แต่เจ้าตัวก็ยังขลุกอยู่กับเรื่องปัญหาทางเทคโนโลยีอยู่ไม่สร่าง

เส้นทางก่อนจะมาเป็น “มือปราบโลกไซเบอร์” ผู้การพิสิษฐ์ จบ นรต.28 ติดยศร้อยตรีมาประจำที่ สน.บางซื่อ ก่อนขยับเป็นรองสารวัตร สารวัตรใหญ่ และผู้กำกับ จนชีวิตหักเหถูกย้ายมาอยู่กองทะเบียนประวัติอาชญากร พอดีมีทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ให้ตำรวจไทยที่สนใจจะไปศึกษาเกี่ยวกับการสืบสวนสอบสวนทางเทคโนโลยี พล.ต.ต.พิสิษฐ์ คือตำรวจไทยนายนั้นที่ได้รับโอกาส

แม้ขณะนั้นจะไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยี แต่อาศัยว่าเป็นนักสืบเก่าจึงนำประสบการณ์นั้นมาต่อยอด จากญี่ปุ่นก็เป็นประตูที่เปิดผ่านไปสู่การอบรมแทบทั่วโลก ทำให้จากนายตำรวจที่ไม่ช่ำชองงานเทคโนโลยี กลายเป็นเสือเล็บคมบนโลกออนไลน์

“ผมก็ใช้มือถือสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวนะ ยี่ห้อดังจากสหรัฐนี่แหละแต่มือถือผมจะพิเศษตรงที่มันสามารถเชื่อมโยงไปยังทุกคอมพิวเตอร์ของผมได้ ผมจะเรียกข้อมูลต่างๆ ที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์มาดูได้ผ่านมือถือเลย ง่ายคือเราต้องรู้จักเลือกใช้ของให้เป็น รู้ว่าประโยชน์ของเทคโนโลยีคืออะไร สิ่งไหนเหมาะสมกับเรา”

แล้วเสืออย่าง พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เคยถูกมือดีทางเทคโนโลยีมากระตุกหนวดหรือเปล่า พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ตอบตามตรงว่าเคย มีครั้งหนึ่งที่ดำรงตำแหน่งเป็นสารวัตรที่ สน.พญาไท ช่วงนั้นเมืองไทยเพิ่งจะความรู้จักกับโทรศัพท์มือถือ และมือถือของ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ก็ถูกแฮ็กจนได้จากร้านมือถือย่านมาบุญครอง ที่แฮ็กเข้ามาเพื่อต้องการใช้โทรศัพท์ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า จับสัญญาณได้พอดี จากนั้นเลยเอากำลังไปตามกวาดล้างตู้มือถือทั้งห้างมาบุญครอง

อีกครั้งขณะที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ กำลังออกกำลังกาย มือถือได้หล่นหายไปและมีคนเก็บได้แต่แล้วก็ไม่ได้นำมาคืนกลับเอาไปขายต่อที่ตู้มือถือแห่งหนึ่ง พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ก็สืบเสาะจนรู้ว่ามือถือตัวเองอยู่ที่ไหน จึงแจ้งไปยังร้านรับซื้อว่าให้เอามาคืนภายใน 1 วัน หากให้ไปเอาเอง รับรองได้ว่าเดือดทั้งร้านแน่นอน

กระทั่งมาจับงานชิ้นใหญ่ที่รัฐบาลภายใต้การบริหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้ขับเคลื่อน คือการปฏิรูปสื่อออนไลน์ ด้วยความช่ำชองชำนาญด้านนี้ของ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ จึงถูกมอบความรับผิดชอบให้จัดการงานใหญ่ชิ้นนี้

เมื่อถามว่ารัฐบาลเห็นด้วยหรือไม่กับสิ่งที่ สปท.ชุดนี้กำลังเดินหน้าปฏิรูปสื่อออนไลน์ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า รัฐบาลสั่งให้เดินหน้าอย่างเต็มที่ และทุกขั้นตอนที่ดำเนินการก็ควบคู่ไปกับการรายงานให้รัฐบาลทราบมาโดยตลอด หากสิ่งใดที่รัฐบาลเห็นว่าดีก็ให้ทำต่อ หรือสิ่งไหนเห็นว่าอาจจะยังไม่เหมาสม สปท.ก็จะหยุด

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ บอกว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะทำให้อินเทอร์เน็ตมีใช้ทุกพื้นที่ แน่นอนว่าการเข้าถึงของประชาชนคนไทยก็ต้องมากขึ้น ปัจจุบันมีคนใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ราว 37 ล้านคน คือเกินครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ และภายในปี 2559 อาจมีคนใช้มากถึง 80% ของประชากรทั้งประเทศ เพราะระบบ 4จี มันเข้าถึงในทุกพื้นที่แล้ว พี่น้องเกษตรกรที่เคยใช้ระบบ 2จี เดิมก็ต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบ 4จี โดยอัตโนมัติ เพราะว่าเครื่องมือถือไม่รองรับแล้ว นั่นคือสิ่งที่จะถึงตัวเขาในท้องไร่ท้องนา

“อินเทอร์เน็ตบอร์ดแบนด์ที่รัฐบาลทุ่มงบไปกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะเข้าถึงในชุมชน และไปถึงทุกส่วนของประเทศ คนใช้ก็ย่อมมากขึ้นตามจาก 37 ล้านคน อาจจะกลายเป็น 60 ล้านคน อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าปัญหาการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างไม่ถูกต้องจะเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณเช่นกัน หากรัฐไม่เริ่มแก้ไข”

จำแนกปัญหาการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยอย่างไม่ถูกต้อง ตามที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ได้ศึกษาจะพบว่ามีอยู่ 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.กฎหมายที่ใช้ควบคุม คือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่ใช้มาเกือบ 10 ปี แต่ยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งต่างจากเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอยู่ตลอด ประสิทธิภาพของการบังคับใช้ไม่ทันกับเทคโนโลยี ดังนั้นต้องมีการแก้ไขกฎหมายบางส่วน

2.หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล ขณะนี้มีอยู่ 2 หน่วย คือ ก.ไอซีที และ บก.ปอท. พบว่าการกับดูแลโครงสร้างมีปัญหา เริ่มจากไอซีทีก่อน ศูนย์เฝ้าระวังการกระทำผิดกฎหมายบนอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกว่าผู้คุมเครือข่ายเว็บไซต์ต่างๆ มีแค่ 10 คน ที่จะต้องดูแลผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ 37 ล้านคน ในอนาคตจะมีการยกภารกิจเฝ้าระวังมาให้ตำรวจบก.ปอท.แทน แต่ทั้งนี้ตำรวจก็ต้องปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อให้รองรับภารกิจที่มากขึ้นเช่นกัน

3.การทำให้ผู้ใช้สื่อออนไลน์ใช้อย่างสร้างสรรค์ มีจิตสำนึก เป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องทำปลูกฝังตั้งแต่เด็กและเยาวชนให้รู้จักการใช้งานอินเทอร์เน็ต อะไรคือสิ่งที่เหมาะสม อะไรคือสิ่งที่ผิดกฎหมาย สาเหตุที่คนกล้าทำผิดในโลกอินเทอร์เน็ต เพราะมีความรู้สึกว่าอยู่ในที่ลับ อำพรางตัวได้ คนเราเมื่อรู้สึกว่าอยู่ในที่ลับ หรือไม่มีใครรู้ว่าคุณเป็นใคร ก็เลยกล้าทำผิดกฎหมายหรือทำได้ทุกอย่าง

4.การแสวงหาความร่วมมือผู้ให้บริการทั้งในประเทศและต่างประเทศ นับเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด พล.ต.ต.พิสิษฐ์ ชี้แจงว่า ในประเทศไม่มีปัญหาเพราะอยู่ภายใต้กฎหมายไทย แต่ผู้ให้บริการต่างประเทศทั้ง YouTube Google Facebook Twitter หรือ Line ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายไทย และบังคับไม่ได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือ

พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เล่าย้อนถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้ฟังว่า วิธีการมอนิเตอร์ หรือการตรวจสอบข้อมูลจะมีซอฟต์แวร์ในการเฝ้าระวัง รวมถึงใช้โปรแกรมค้นหาตามปกติเพื่อหาเว็บไซต์ หรือข้อความที่เป็นภัย เช่น หากใช้คำว่า “กษัตริย์” ซอฟต์แวร์ก็จะค้นหาข้อมูลต่างๆ มาให้ ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ดีและง่ายร้าย แต่บอกตรงๆ ซอฟต์แวร์ตัวนี้ตกยุคไปเรียบร้อยแล้ว

“สมัยเป็นผู้บังคับการ ปอท. คดีละเมิดสิทธิทางเทคโนโลยีมีจำนวนมาก ผมเห็นปัญหามาโดยตลอด ก็คิดอยู่ตลอดว่าสิ่งใดที่จะเพิ่มอำนวยความสะดวกให้รัฐหรือเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างรวดเร็วและกระชับ สิ่งใดกฎหมายบกพร่องหรือมีปัญหาเป็นช่องว่างอยู่ เราก็ต้องแก้ ต่อไปตำรวจ หรือข้าราชการที่ทำหน้าที่นี้ จะพูดไม่ได้แล้วว่าถอดข้อความนั้นออกไม่ได้ หรือแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ เพราะเซิร์ฟเวอร์ให้บริการอยู่ที่ต่างประเทศ ถ้าพูดแบบนี้ก็หมายความว่าคุณไม่ทำอะไรเลยใช่มั้ย จะปล่อยประเทศให้เป็นไปตามยถากรรมแบบนี้หรือ ผมว่ามันไม่ใช่ มันไม่ควรจะจบแบบนี้”

ส่วนผู้ที่ละเมิด มีไม่เยอะ มีอยู่ไม่มีกี่กลุ่มกี่คนที่ละเมิด แต่เทคโนโลยีทุกวันนี้ทำให้ดูเหมือนว่ามีคนละเมิดจำนวนมาก เพราะการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและเป็นวงกว้าง เรื่องนี้เราต้องตัดต้นตอ ทำอย่างไรให้คนใช้อย่างสร้างสรรค์ คนผิดก็ต้องดำเนินคดีโดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ ตรงนี้คนจะกลัวและไม่กล้าทำ รวมถึงความร่วมมือของผู้ให้บริการด้วย ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปด้วยกัน

“หลายคนบอกว่าไม่มีใครหรอกที่จะมาคิดทำแบบผม ผมตอบไปว่าก็ใช่สิ ไม่มีคนกล้าจะทำไง เพราะมีแต่คนกลัว สำหรับผมไม่มีคำว่ากลัวนะ เพราะผมทำเพื่อประเทศชาติ ใครจะด่าอะไรก็เชิญ ไม่สนใจ เพราะผมทำสิ่งที่ถูกต้องและพร้อมจะชี้แจงได้ทุกอย่างกับทุกคน”

 

ร่างรัฐธรรมนูญถอยหลัง ลดอำนาจประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

03 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/414025

ร่างรัฐธรรมนูญถอยหลัง ลดอำนาจประชาชน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างแรกรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เสร็จเรียบร้อย พร้อมส่งต่อไปยังแม่น้ำสายต่างๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นสำหรับการปรับปรุงเป็นร่างสุดท้าย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ แสดงความเห็นต่อร่างแรกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเริ่มต้นจากประเด็นแรก ว่าต้องมีความชัดเจนในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความชอบธรรมนั้น ไม่เช่นนั้นจะเกิดความขัดแย้งในอนาคต

ทั้งนี้ ต้องให้ทางเลือกที่ชัดเจน การที่บอกว่าไม่เอาอันนี้แล้วจะเจอสิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นไม่ได้เป็นประโยชน์กับใคร ถ้าประชาชนต้องรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพราะเขากลัวว่าจะได้ฉบับใหม่ที่แย่กว่า สุดท้ายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต ดังนั้นต้องมีทางเลือกที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เทียบกับฉบับก่อนปฏิวัติ หรือจะเอาฉบับนี้เทียบกับการนำฉบับหนึ่งฉบับใดมาปรับปรุง มิฉะนั้นจะไม่เกิดประโยชน์ในการทำประชามติ

“คนจะไปใช้สิทธิ ต้องรู้ว่าจะไปเลือกอะไร ไม่ใช่เกมโชว์ คุณจะเอาทองตรงนี้หรือเอาของที่ปิดอยู่ไม่ได้ เป็นเรื่องสิทธิประชาชนเจ้าของประเทศว่าจะยอมรับกติกาสูงสุดหรือไม่ เขาต้องรู้สิครับว่า ถ้าเขาไม่เอาอันนี้เขาจะได้อะไร ท่านอย่าไปคิดเล่นเกมกับประชาชน คิดว่าถ้าเขาไม่รู้จะผ่านง่ายขึ้น ท่านต้องคิดว่าเขาเป็นเจ้าของประเทศ”

สอง ร่างรัฐธรรมนูญที่เผยแพร่ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. กรธ.พูดว่าเป็นร่างแรก ถ้า กรธ.ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นร่างแรกแล้วแก้อะไรไม่ได้ ก็ไม่ใช่ร่างแรก ดังนั้นก่อนไปถึงกระบวนการทำประชามติหวังว่าจะมีการรับฟังความคิดเห็นพอสมควร และต้องปรับปรุงแก้ไขได้ ซึ่งไม่ใช่เพื่อตามใจคน แต่ให้เป็นที่ยอมรับตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เช่น จะปราบโกง หรือปฏิรูป

“ถ้าเราได้ร่างรัฐธรรมนูญที่ดี แล้วผ่านประชามติ จะเป็นความราบรื่นที่สุดของการเมืองไทย แต่ถ้าผ่านไปโดยคนถูกฝืนใจให้รับ ก็รอวิกฤตที่จะเกิดในวันข้างหน้า ถ้าไม่ผ่านประชามติคนก็เห็นอยู่แล้วว่า บรรยากาศการเมืองจะเข้าสู่ความไม่แน่นอน และคาดเดาได้ยากว่าบ้านเมืองจะเดินไปตามโรดแมปได้หรือไม่อย่างไร”

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เริ่มเข้าสู่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงฉบับนี้ โดยมองว่าเรื่องปราบโกงใครก็เห็นด้วย แต่ต้องดูว่าครบวงจรหรือไหม เพราะสังคมจะปราบโกงได้ ประชาชนต้องเข้มแข็ง ตัวแทนประชาชนเข้มแข็ง

“สิ่งที่ผมคิดว่ากรรมการร่างฯ ต้องชี้แจงอย่างมาก คือ 1.ทำไมจึงเขียนหมวดสิทธิเสรีภาพ และแนวนโยบายแห่งรัฐที่ถดถอยจากสิ่งที่ประชาชนเคยมีในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 สิทธิชุมชนชัดเจนว่าหายไป รวมทั้งถ้อยคำที่เขียนเกี่ยวกับการสร้างหลักประกัน การมีส่วนร่วมของประชาชน ถดถอยไปหมดทุกแง่มุม นี่เป็นการถดถอยไปเพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชน

…ผมคิดว่าสวนทางการปฏิรูป สวนทางกับทิศทางที่ควรจะเป็น และในที่สุดจะทำให้กลไกการเมือง ทั้งผู้มีอำนาจและราชการเข้มแข็งเกินเหตุ บังเอิญความน่ากลัว สอดรับวิธีคิดของรัฐบาล และ คสช.ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ที่เห็นว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน หรือหลักประกันของประชาชนเป็นเรื่องน่ารำคาญ”

2.รายละเอียดของกลไกสภาที่จะเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลได้ดีขึ้น นอกจากไม่มีบทบัญญัติช่วยตรงนี้ ยังไปลดทอน เช่น รัฐธรรมนูญไม่มีกระทู้ถามสด หากบอกว่าไปอยู่ในข้อบังคับแล้ว ต่อไปเสียงข้างมากในสภาไปตัดออกจะทำอย่างไร จึงไม่เข้าใจว่า ทำไมไปถอยการเพิ่มอำนาจการตรวจสอบที่จะไปแก้ปัญหาการทุจริต ยังไม่นับอีกหลายเรื่องที่เดินมาไกล อย่างเรียนฟรี 12 ปี ซึ่งถอยไปอยู่ 9 ปี

อีกประเด็น คือ การให้อำนาจองค์กรอิสระ อภิสิทธิ์ มองว่า ปัญหาอยู่ตรงที่มาขององค์กรอิสระ คือ กรรมการสรรหา และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยในส่วนของ สว.นั้นจะมาจากการที่คนสมัครคัดเลือกกันเอง ซึ่งมี 2 ประเด็น 1.ในแง่ประชาธิปไตยการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จำกัด เอาอำนาจไปให้เฉพาะคนที่สมัครเลือกอ้อม เลือกไขว้ 2.วิธีการเลือกตั้งแบบนี้ไม่เอื้อให้คนมีคุณภาพทั้งในแง่ความเป็นตัวแทน หรือความสามารถ

“จะกลายเป็นได้คนที่เก่งล็อบบี้ และหากได้คนที่เก่งล็อบบี้มาเห็นชอบองค์กรอิสระซึ่งเราฝากความหวังเลือกทุจริต มันก็จะเป็นอันตราย ต้องถามคุณมีชัยว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ของผมอย่างไร ผมเป็นนักการเมือง ควรจะชอบ ถ้าตรวจสอบยาก ล็อบบี้ง่าย แต่นี่เป็นสิ่งที่มีคำตอบและต้องแก้”

 

ถัดมาที่ประเด็นเรื่องนายกฯ ที่ไม่มาจากการเลือกตั้ง อภิสิทธิ์ อธิบายว่า สังคมรับได้กับคำชี้แจงเรื่องการถอยหลังให้มีนายกฯ คนนอก เพื่อให้เกิดทางออกเวลาเกิดวิกฤต แต่เมื่อมาเขียนจริงไม่มีเงื่อนไขเรื่องวิกฤต ขณะที่ฉบับอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เขายังมีบทบัญญัติบ่งบอกว่าต้องเป็นวิกฤตพิเศษ เพื่อต้องการมติพิเศษ แต่ฉบับนี้ไม่มี

ที่สำคัญ เวลาคิดถึงคนนอกที่จะมาแก้วิกฤต มักต้องมีลักษณะความเป็นกลาง แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดว่านายกฯ จะต้องมาจากคนที่พรรคการเมืองเสนอ และเสนอได้เพียงแค่พรรคเดียว ดังนั้นจึงเหมือนเป็นคนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

คำถาม คือ ตกลงคำอธิบายเรื่องเปิดช่องให้คนนอก กับสิ่งที่เขียนในรัฐธรรมนูญตรงกันหรือเปล่า ขมวดกับเรื่อง สว.กับการเขียนเพิ่มอำนาจรัฐ ลดอำนาจประชาชนด้วย จึงเกิดเป็นคำถามว่า นี่จะเป็นประชาธิปไตยที่สอดคล้องกับปัจจุบันและอนาคตหรือไม่

อภิสิทธิ์ เห็นว่า ในส่วนของระบบเลือกตั้งนั้นภาพรวมดี แต่การมีบัตรใบเดียวทำให้เกิดการต่อสู้รุนแรง ซื้อเสียงรุนแรง และยุ่งยาก โดยเฉพาะเวลาให้ใบเหลืองใบแดง ต้องมาปรับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ และมาปรับจำนวน สส. รวมทั้งกรณีผู้สมัครพรรคหนึ่งได้ไปแล้วทั้งเขต และปาร์ตี้ลิสต์ ไปเลือกนายกฯ เสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่ามาถูกถอดทีหลัง ก็ต้องถอดปาร์ตี้ลิสต์ด้วย จะต้องเอาคะแนนเลือกตั้งซ่อมเข้ามาคำนวณ ยุ่งยากเกินเหตุ

“ระบบนี้ผมว่าค่อนข้างสมบูรณ์เพียงแต่เปลี่ยนเป็นกาสองใบ ใบหนึ่งเลือกพรรคอีกใบเลือกคน แล้วมาคำนวณตามหลักที่เขียนไว้”

นอกจากนี้ ยังต้องมีการชี้แจงเรื่องการให้บุคคลต่างๆ เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน เข้าไปถวายสัตย์ฯ ต่อพระมหากษัตริย์ได้ ซึ่งไม่เข้าใจ เพราะที่ผ่านมาแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงหมวดพระมหากษัตริย์ ซึ่งความจริง การถวายสัตย์ฯ แก้มาจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ทรงโปรดกล้าฯ ให้มีผู้แทนได้ แต่กลับมาบอกอีกว่าให้ทำหน้าที่ไปก่อนปฏิญาณตนได้

“อันนี้ผมว่าไม่ถูกต้อง ไม่อยากมาเถียงว่า ดี-เลว รับ-ไม่รับ เราเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงบางเรื่อง เราเห็นว่าที่เขียนมาดีอยู่แล้ว แต่การปราบโกงกับความเป็นประชาธิปไตยไปคู่กัน เพราะสังคมที่ปราบโกงได้ คือ สังคมที่สามารถมีส่วนร่วมตรวจสอบถ่วงดุลได้ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ กรธ. ยอมรับว่าต้องไปทำเรื่องสิทธิเสรีภาพใหม่อุดช่องว่าง ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยทางการเมืองดีกว่านี้ ซึ่งร่างอย่างไรก็ไม่มีทางถูกใจทุกคน แต่ว่ามันต้องมีคำตอบในพื้นฐานแต่ละเรื่อง”

เรื่องการกระจายอำนาจก็ถอยหลัง ซึ่งเคยหวังว่าจะเดินหน้าทั้งเรื่องท้องถิ่น หรือการมีส่วนร่วมภาคประชาชน แต่สุดท้ายกลับย้อนกลับไปก่อนยุคปี 2540 เหมือนรัฐกับราชการเป็นคนขีดเส้นว่าคุณจะมีส่วนร่วมได้แค่ไหน มีอำนาจได้แค่ไหน กลับจากปี 2540 หรือ2550 ที่เขียนให้อำนาจเป็นของประชาชน

อภิสิทธิ์ ขยายความเพิ่มอีกว่า ในหมวดนโยบายรัฐก็ย้อนกลับไปเป็นรัฐบาล “พึง” ไม่ใช่รัฐบาล “ต้อง” หมวดสิทธิเสรีภาพเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าไม่ปรับตรงนี้ จะเป็นจุดความขัดแย้งในอนาคต ยังไม่รวมกับองค์กรอิสระเกี่ยวกับผู้บริโภคก็หายไป องค์กรอิสระเรื่องสิ่งแวดล้อม มาตรา 67 ก็หายไป สิทธิชุมชนหายไปเป็นเรื่องใหญ่

ส่วนที่ กรธ. อธิบายว่า สิทธิมีอยู่แล้วตามปกติหากไม่ได้เขียนห้ามไว้นั้น อภิสิทธิ์ บอกว่า ทั่วโลกที่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย สิ่งสำคัญที่สุด คือ การรับรองสิทธิ เพราะรัฐธรรมนูญแก้ยาก ถ้าปล่อยให้ทุกอย่างไปอยู่ที่กฎหมาย รัฐบาลแต่ละยุคเขาแก้กฎหมายโดยเสียงข้างมาก นั่นคือเหตุผลถึงการให้ความสำคัญกับสิทธิไว้อย่างเข้มข้นในรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลในยุคไหนมาละเมิดวัตถุประสงค์เบื้องต้น

เรื่องการปราบทุจริตเป็นจุดแข็งของร่างรัฐธรรมนูญนี้ แต่ต้องระมัดระวังว่า หากเอาประเด็นนี้มากลบเกลื่อนจุดอ่อนบกพร่อง หรือไม่รับฟังคนอื่น ไม่ได้ มันต้องมองภาพให้มาต่อกัน เวลาภาคประชาชนอ่อนแอ ใช้สิทธิเสรีภาพได้อยาก การทุจริตทำได้ง่ายขึ้น

“ผมปฏิบัติกับร่างนี้เสมือนร่างแรก เสนอความคิดเห็นเพื่อให้ท่านปรับปรุง ไม่อยากมานั่งตอบคำถามว่า รับ-ไม่รับ จนกลายเป็นเรื่องเถียง ขู่ ต่อรอง ไม่ใช่ ผมอยากเห็นปัญหารัฐธรรมนูญจบ ผมอยู่การเมืองมาหลาย 10 ปี เราเสียเวลาเรื่องรัฐธรรมนูญมามากกว่าหนึ่งทศวรรษ ขณะที่ประเทศกำลังถดถอย ทั้งเศรษฐกิจ การแข่งขัน สวัสดิการ ความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน ทำไมต้องให้สังคมมาอยู่ในสภาพอย่างนี้ ทำไมเราไม่ทำให้ดีที่สุด” อภิสิทธิ์ กล่าว

นายกฯ ต้องนำปฏิรูป

เข้าสู่โรดแมประยะที่ 2 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงภารกิจต่างๆ ที่ยังไม่คืบหน้าไปไหน โดยเฉพาะ “ปฏิรูป” อภิสิทธิ์ มองว่า เห็นความตั้งใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่อยากจะทำเรื่องที่หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ฯลฯ

ทว่าข้อจำกัดเยอะ ทั้งสภาพการเป็นรัฐบาลที่มีข้อจำกัด ขณะที่ศรษฐกิจไม่เอื้อ และยังหนักหน่วง สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ พยายามหามาตรการคอยกระตุ้นตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ไปไม่ถึงพื้นฐาน เงื่อนไข เศรษฐกิจน่าเป็นห่วง และเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีอะไรก็ยาก

สอง เรื่อง “ปฏิรูป” เคยเสนอว่า ถึงขั้นนี้รัฐบาลต้องเป็นผู้นำ ปัญหาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คือคนทำไม่มีอำนาจ ดังจะเห็นจากกรณี เรื่ององค์กรอิสระผู้บริโภคที่หายไปจากร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นสิ่งที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสนอมา แต่สุดท้ายรัฐบาลไม่เอา

ดังนั้น การปฏิรูปจริงๆ อยู่ที่รัฐบาล วันนี้อยากให้นายกฯ เป็นผู้นำทำ 2-3 เรื่อง อย่างเรื่องการปราบโกง ที่ควรทำให้เป็นระบบสอดรับร่างรัฐธรรมนูญที่เขียน รวมทั้งต้องรีบทำเรื่องเร่งด่วนก่อน ส่วนเรื่องที่ต้องใช้เวลาอาจต้องรอ เพราะถ้าพยายามทำทุกเรื่องจะไม่ได้สักเรื่อง จึงอยากให้จัดลำดับความสำคัญ

ด้านความคืบหน้าในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา สำหรับเรื่อทุจริตที่เป็นธงสำคัญของ คสช. อภิสิทธิ์ เห็นว่า จากที่มีกฎหมายการอำนวยความสะดวกทางราชการที่ออกมาแล้วนั้น ในหลักการถือว่าดีมาก แต่ไม่มีคู่มือให้ส่วนราชการไปทำ ก็ยากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม แต่ก็มีเรื่องอื่นๆ ที่ต้องทำ ทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การป้องกันการทุจริตเชิงนโยบาย และอื่นๆ ที่ต้องทำเชื่อมโยงเป็นระบบ หากทำได้สำเร็จก็จะแก้ปัญหาการทุจริตได้

อภิสิทธิ์ อธิบายอีกว่า การปฏิรูปต้องเริ่มจากการมีหลักเสียก่อนว่า ปฏิรูปบนหลักอะไร อย่างเช่น เพิ่มอำนาจประชาชน
ลดอำนาจรัฐ ก็เป็นแนวที่ทำมาตั้งแต่สมัย อานันท์ ปันยารชุน และหมอประเวศ วะสี แต่ กรธ.กลับไปทำสลับกลับหัวกลับหางไปหมด

“นายกฯ เป็นคนที่ประชาชนให้ความเชื่อถือ ต้องเอาตรงนี้มาเป็นตัวขับให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การจะไปพึ่งกลไกอื่นนั้นยาก ด้วยความเคารพ ทั้ง ครม. สปท. สนช. ความสามารถเชื่อมสร้างพลังทางสังคมน้อยมาก ตอนนี้มีแต่นายกฯ”

ถามว่า ที่ผ่านมา 2 ปี สิ่งที่ทั้ง สปช. สปท.ทำ ดูเหมือนจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง อภิสิทธิ์ ตอบว่า อย่างที่บอก สปท.ฟังดูเหมือนคนขับรถดี แต่จริงๆ แค่นั่งเบาะหลัง บ่นอยู่นั่น ทำไมไม่เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ขับเร็วหน่อย เหยียบเบรกหน่อย แต่คนขับไม่จำเป็นต้องฟัง หรือฟังก็ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องลำบาก

ส่วนกระแสที่ต้องการให้ทำปฏิรูปให้สำเร็จก่อนจะไปเลือกตั้งที่อาจทำให้โรดแมปต้องเลื่อนออกไปนั้น อภิสิทธิ์ เห็นว่า ถ้าคุณใช้ตรรกะว่าจะอยู่ต่อ ต้องมีความชัดเจนว่าจะต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร เพราะถ้าทำงานไม่สำเร็จหลายครั้ง จะเป็นเหตุผลหรือไม่ที่จะต้องอยู่ต่อไปจนกว่าจะทำงานสำเร็จ

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปจะต้องสร้างพลังของสังคม เรื่องทุจริตมีโอกาสที่จะทำได้มากที่สุด เพราะกระแสสังคมช่วยหนุน หรือเรื่องปฏิรูปตำรวจ เพราะมีคนเรียกร้อง แต่ก็พบว่ามีการติดขัดเดินไปยาก ขณะที่เรื่องอื่นๆ อย่างการปฏิรูปการศึกษาคุณรู้ไหมว่าเขาจะทำอะไร ถ้าไม่รู้ก็เดินไปได้ยาก

เรื่องการปราบทุจริตจึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งการปราบโกงที่ดีที่สุด คือ การลดอำนาจคนใช้อำนาจ

 

“ปิดกั้นมากสักวันอาจระเบิด” นิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

01 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 17:33 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/413586

"ปิดกั้นมากสักวันอาจระเบิด" นิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด / ภาพ…วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

1 ปีกับอีก 8 เดือนเศษ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชื่อของ “จ่านิว” หรือ “นิว-สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์” ปรากฎอยู่แถวหน้าของฝ่ายนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล

ในมุมมองของคสช. เขาคือตัวป่วนที่ก่อเรื่องวุ่นวายความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ในมุมมองของคนรักประชาธิปไตย เขาคือนักศึกษาหัวก้าวหน้า ผู้หาญกล้ายืนหยัดไม่ยอมก้มหัวให้กับเผด็จการ

จากเหตุการณ์ชูสามนิ้ว กินแซนวิช จุดเทียน เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สู่การขึ้นรถไฟไปทำกิจกรรมส่องหาคนโกงที่อุทยานราชภักดิ์ที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เขาถูกเจ้าหน้าที่รวบตัว บังคับให้เซ็นรับปากว่าจะไม่เคลื่อนไหว ถึงขั้นถูกอุ้มขึ้นรถกลางดึกโดยชายฉกรรจ์สวมไอ้โม่งคลุมหน้า

วันนี้ จ่านิว นิว หรือนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ยังสบายดี และพร้อมจะพูดคุยทุกเรื่องราวอย่างไม่ปิดบัง

นับตั้งแต่คสช.ยึดอำนาจ ชีวิตคุณเป็นอย่างไรบ้าง

ปัจจุบันผมตกเป็นผู้ต้องหา 2 คดี คดีเเรกคือ ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ที่หอศิลป์ กรุงเทพฯ ตามประกาศ คสช. ที่ 7/2557  ภายใต้กฎอัยการศึก และล่าสุดคือคดีชุมนุมทางการเมืองเหมือนกัน ตาม คำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 ภายใต้มาตรา 44

ชีวิตตอนนี้ก็ยังโอเคครับ มีคนเข้ามาให้กำลังใจเยอะ เพื่อนก็พูดคุยปกติ ส่วนอาจารย์เขาก็เป็นห่วงและให้ความสนใจการเคลื่อนไหวของเรามากขึ้น เพราะมันมีประเด็นที่หลายคนไม่เห็นด้วยกับการกระทำหลายๆอย่างของรัฐบาล ทั้งการบริหารงานที่ผิดพลาด มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน หลายคนเริ่มเห็นด้วย เพียงแต่ยังไม่พร้อม ไม่กล้าออกมาต่อต้านเหมือนอย่างที่ผมทำ

ส่วนใหญ่อาจารย์เตือนเรื่องความปลอดภัย เพราะแค่โดนคดีความไม่พอ ยังมีการอุ้มตัวผมหน้ามหาวิทยาลัยอีก ก็ต้องระวังมากขึ้น แต่พยายามใช้ชีวิตปกติ เพราะถ้าเราหวาดระเเวง มันก็จะกลายเป็นว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ประสบผลสำเร็จ

วันที่ถูกอุ้มหน้ามหาวิทยาลัย รู้สึกอย่างไร

ตกใจครับ เราไม่รู้ว่าเป็นทหารจริงหรือเปล่า มีจุดประสงค์อะไร ทำไมต้องทำขนาดนี้ เพราะถ้าใช้อำนาจตามกฎหมายจริงๆ เขาสามารถพาผมไปสถานีตำรวจได้ เเละมันไม่ได้อยู่ไกลด้วย ประเด็นคือเขาต้องการสร้างสถานการณ์ข่มขู่ทางจิตวิทยา จับผม  เอาไอ้โม่งคลุมหน้า  พาเข้าไปลุยในป่าหญ้า พูดจาข่มขู่ ใช้ของคล้ายๆอาวุธปืนที่ไม่มีลูกมาลั่นไกให้ได้ยิน นี่คือการข่มขู่ทางจิตวิทยา

คำถามเเรกที่เขาถามคือ เรื่องอุทยานราชภักดิ์ เเค่นี้ผมก็รู้เเล้วใคร ต้องการอะไร พฤติกรรมเช่นนี้มันคือการข่มขู่ เเละเเสดงให้เห็นถึงว่า ประเด็นนี้ไม่มีความโปร่งใส เขาถามว่า จะไปตรวจสอบอีกไหม จะไปทำไม อยากดังเหรอ ทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง สมรู้ร่วมคิดกับพวกนักข่าวเหรอ ผมก็ตอบไปว่าเกี่ยวอะไรเล่า เขาก็ไปทำข่าวของเขาสิ เราก็กลัวนะครับ ไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรกับเรา เเต่วินาทีนั้นต้องพยายามไม่กลัว ต้องใจเเข็งสู้อำนาจทมิฬให้ได้

หลังเกิดเหตุการณ์ ท่าทีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นยังไง

ผิดหวังท่าทีท่านรองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษา (รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษาและการเรียนรู้)นะครับ วันที่ผมสวมไอ้โม่งเข้าไปเล่าเหตุการณ์เรื่องโดนอุ้มให้แกฟัง เเกรับฟังและบอกว่าตกใจ เเต่วันที่ผมไปขึ้นศาล กลับไม่มีฟีดแบคอะไรจากเเกเลย เเถมยังออกมาแสดงท่าทีว่าเห็นด้วยกับคสช.อีกต่างหาก

เรื่องความคิดความเห็นทางการเมืองคงบังคับกันไม่ได้ เเต่ในบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ต้องว่ากันอีกเรื่อง ยังไม่เห็นบทบาทหน้าที่ที่จะควรเป็นในส่วนนี้ของแก ทั้งที่ผมเจอกับกระบวนการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พอหลังจากแกรับฟัง เเกให้สัมภาษณ์ว่า คสช. คือหมอผ่าตัดประเทศ ผมเองโชคร้ายหน่อยโดนผ่าตัดโดยที่ผมไม่ยินยอม เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่ใช่เลย

มองธรรมศาสตร์ในยุคคสช.อย่างไร

ธรรมศาสตร์ก็ยังเป็นธรรมศาสตร์อยู่เหมือนเดิม แม้จะมีความเห็นต่างแต่ก็อยู่ร่วมกันได้ มีความหลากหลายทางความคิด นี่คือเสน่ห์ เป็นมนต์ขลังของธรรมศาสตร์ จะเห็นต่างกันยังไงก็เเชร์ก็ถกเถียงกันได้อยู่ ธรรมศาสตร์ยังเป็นที่รองรับและเคารพความคิดเห็นที่หลากหลาย นักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างผมก็ยังอยู่ได้

นายสิรวิชญ์พร้อมเพื่อน หลังจากทราบข่าวศาลทหารยกคำร้องกรณีถูกควบคุมตัวตามหมายจับของ สน.รถไฟธนบุรี

คิดยังไงกรณีที่นายกฯประยุทธ์พูดว่า คุณยังเรียนไม่จบ เอาตัวเองไม่รอด แต่ดันออกมาเคลื่อนไหว

ผมเอาตัวเองไม่รอดยังไงครับ (พูดเสียงดัง) อะไรคือการเอาตัวเองไม่รอด เรื่องเรียนไม่จบเป็นปัญหาของผมเอง ทำไมคนระดับนายกรัฐมนตรีต้องออกมาเดือดร้อนด้วย ปัญหาแท้จริงคือผมต้องเดือดร้อนมากกว่าว่า เมื่อไหร่คสช.จะไปเสียที ตรงนี้คือสิ่งที่คนทั้งประเทศต้องเดือดร้อน

เรื่องเรียนไม่ใช่ปัญหา 7 ปีผมก็เรียนได้ตามสิทธิที่ธรรมศาสตร์ให้ ตอนนี้ผมเรียนเกินมาเเค่ปีเดียว เรียนธรรมศาสตร์ไม่ใช่เบาๆนะครับ เรียนหนัก ผมมีปัญหาติดขัดนิดหน่อย เพราะไม่ใช่คนเรียนเก่ง เเต่ผมต้องรับผิดชอบ ต้องเเบ่งเวลา การเรียนมันก็ถือเป็นภาระหลัก เป็นภารกิจที่ต้องทำ ความคาดหวังจากครอบครัว ความคาดหวังจากครูบาร์อาจารย์  ความคาดหวังจากตัวเองด้วย ผมก็อยากจะจบเหมือนกัน ปีนี้คงไม่ดึงต่อ เห็นเพื่อนๆรับปีที่เเล้ว ก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกัน

กับกระแสโจมตีว่าเป็นทาสทักษิณ รับงานมา

ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงนะ คือการกล่าวหากันถ้ามีภาพชัดเจน มีหลักฐานชัดเจน ผมไม่ว่าเขาสักคำ เเต่กี่ปีกี่ชาติ ก็มีแต่ข้อหาลอยๆ

ปัญหาคือการเเสดงออกจุดยืนทางการเมือง สามารถไปโยงกับการรับใช้ใครคนใดคนหนึ่งได้ แบบนี้ผมถือว่าเป็นมุมมองที่ไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าผมมองและกล่าวหาบ้างว่า คนที่ออกมาชุมนุมทางการเมืองปี 56 รับใช้ลุงกำนัน เเบบนี้จะด่าผมไหม คือเราทุกฝ่ายสามารถแสดงออกทางการเมืองได้ การรับใช้ใครถ้าไม่มีหลักฐาน พูดลอยๆแบบนี้ใครก็พูดได้ เช่น กปปส. ก็เป็นขี้ข้าสุเทพเหมือนกัน สังคมไทยต้องมีวุฒิภาวะมากกว่านี้ ไม่ใช่กล่าวหาลอยๆว่าใครมีเบื้องลึกเบื้องหลัง แบบนี้ไม่มีประโยชน์

แล้วเรื่องเงินที่ใช้ในการเคลื่อนไหวล่ะ

เงินพวกนี้ ช่วงเเรกควักเอง ระดมกันมา หลังๆพ่อเเม่พี่น้องประชาชนบางส่วนเขาก็ช่วย ผมมีกล่องรับบริจาค เขาก็ให้ตามที่ให้ได้ เราคงไม่มีเส้นทางการเงินโอนไปโน่นมานี่ เพราะเราก็ลำบาก คสช.เขาตามบัญชีอยู่ เรื่องนี้คสช.มีกลไกในการตรวจสอบได้อยู่แล้ว

ถ้าบอกว่าผมเป็นทาสทักษิณ รับเงินทักษิณ แต่ไม่เคยมีใครพูดเรื่องหลักฐาน ถ้าเป็นคนทั่วๆไป โดยเฉพาะสลิ่ม ที่ไม่เคยจะหาข้อมูล คอมเม้นท์ในเฟซบุ๊กอย่างไม่มีหลักฐาน อันนี้พอจะให้อภัยได้ เเต่คนระดับโฆษกรัฐบาลสามารถพูดได้ว่านักศึกษามีเบื้องหลัง ซึ่งผมเจอแพทเทิร์นนี้มาตลอด 2 ปี รัฐบาลก็ไม่สามารถหามาได้ว่าใครคือเบื้องหลังของผม เเต่รัฐบาลก็ใช้เเบบฟอร์มแพทเทิร์นนี้ตลอด 

เบื้องหลังที่แท้จริงก็คือพวกเรากันเองนี่แหละ อาจจะมีพ่อเเม่พี่น้องประชนชนบ้างส่วนเขาช่วยกัน ซึ่งเขาไม่สามารถทำกิจกรรมได้เต็มตัว มีพวกเราออกมาทำเต็มที่ เขาก็ช่วยหยอดกล่องรับบริจาค พูดตรงๆ หลังๆ เราก็มีเปิดบัญชีในฐานะกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ ก็เป็นธรรมดาเหมือนกับลุงกำนันระดมทุนแหละครับ

เคยคิดท้อไม่อยากสู้ต่อไหม

(หัวเราะ) ก็มีท้อครับ เบื่อเหมือนกัน ยิ่งเวลาเราเรียนประวัติศาสตร์การเมืองไทย คนหลายยุคหลายรุ่นก็สู้มาเเบบนี้ตลอด แต่วังวนการเมืองไทยก็ยังกลับมาเหมือนเดิม ที่สำคัญคือทัศนคติความคิดของคนไทย เริ่มไปในทางที่เเย่ลง คือไม่ยอมรับความเเตกต่างทางความคิด

เราออกมาเเสดงจุดยืนทางความคิด ตามรัฐธรรมนูญที่ถูกทำลายล้างไป กลับกลายเป็นว่า ผมถูกด่าร้ายเเรง หาว่าทำลายประเทศ สร้างความวุ่นวาย ในขณะคนที่ออกมาสร้างความวุ่นวาย บิดเบือนหลักการของประเทศ กลับกลายเป็นผู้มายืนชี้หน้าผมว่า ทำผิดกฎหมายของประเทศ กลับตาลปัตรกันไปหมด คนที่พยายามรักษาหลักการไว้ตามวิถีทางประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญเดิม กลับกลายเป็นโดนชี้หน้าด่า ทำประเทศเสียหาย ทั้งที่เราไม่เคยชุมนุมปิดถนนให้รถติด

ผมไม่เข้าใจว่าสังคมเราเป็นแบบนี้ได้ยังไง ผิดฝาผิดตัวไปหมด ท้อตรงเรื่องนี้เเหละ เเต่พอเรามานั่งคุยกันก็เห็นว่าเราแค่คนอายุ 20 กว่าๆ จะปล่อยให้ประเทศเป็นเเบบนี้เหรอ ปล่อยให้เกิดสภาวะวิปริตผิดเพี้ยนอย่างนี้ต่อไปหรือ ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ในอนาคตคงโทษใครไม่ได้ ถ้าทำซะวันนี้ ในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็เป็นกัน อย่างน้อยเราก็ได้สู้ ได้ทำอะไรบางอย่าง

กรณีการตรวจสอบอุทยานราชภักดิ์แล้วสุดท้ายไม่พบความผิด มันก็คงเป็นเช่นนี้ เพราะคนที่เกี่ยวข้องกุมการใช้กฎหมายอยู่ พวกเราทำเต็มที่ ต้องการเเค่ให้เป็นประเด็นทางสังคม ให้รับรู้กันว่ามันเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น เรื่องอุทยานราชภักดิ์เราคงไปต่อไม่ได้ หลายคนถามว่า ทำไมไม่ตรวจตอบต่อ แหม จะให้ไปอย่างไรล่ะ อุปสรรคเยอะอย่างนี้

ปัญหาต่อไปคือ คนทั้งสังคมจะจัดการปัญหาลักษณะเเบบนี้ต่อไปอย่างไร ผมถือเป็นเรื่องที่ทั้งสังคมต้องจัดการร่วมกัน ผมเองทำได้เพียงเเค่จุดประเด็นขึ้นมา ถ้าหลายฝ่ายเห็นว่าไม่มีทุจริต ถูกต้องทุกประการ ไม่มีความอึมครึม ก็ให้รู้กันไปว่าสังคมเราจะเป็นไปเเบบนั้น ผมเองก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว

ถ่ายคู่กับแม่ หลังแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์

 คิดว่าการเคลื่อนไหวของเรา ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นบ้างไหม

ผมว่าคนเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิดนะครับ สลิ่มกลับใจเริ่มมีมากขึ้น เเต่คนกลุ่มนี้เขาไม่กล้าเเสดงจุดยืนมากนัก เเต่เราเห็นในโซเชียลมีเดียชัดเจน เริ่มรู้สึกตัวกันว่าสิ่งที่ทำไปเมื่อปี 56  – 57 มันนำมาสู่ความผิดพลาดทางสังคมร้ายเเรง ไม่มีอะไรดีขึ้น ถ้าคนสามารถเห็นว่ากระบวนการเหล่านี้มันผิดพลาดเเละนำไปสู่หนทางที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เเค่นี้ผมถือว่าประสบความสำเร็จเเล้ว เพียงเเต่ต้องรอเวลาที่เขาจะพร้อมออกมาสู้เพื่ออนาคตของเขา อนาคตที่ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง จะปล่อยให้ชนชั้นนำมากำหนดชะตากรรมของเราไม่ได้ เราต้องพร้อมที่จะกำหนดอนาคตชะตากรรมของเราเอง ซึ่งผมก็รอวันนั้นเหมือนกัน

โค้งสุดท้ายของรัฐธรรมนูญแล้ว มองเรื่องนี้อย่างไร

ถ้าเราดูความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รัฐธรรมนูญที่ออกเเบบมาเพื่อกีดกันสกัดกั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันไม่สามารถเป็นรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ได้อย่างเสมอหน้ากัน รัฐธรรมนูญต้องประกาศเพื่อใช้กับคนทุกฝ่าย ต้องเป็นกฎหมายสูงสุดอย่างเเท้จริง มาจากข้อตกลง ฉันทานุมัติจากคนทั้งสังคม วันนี้กลับกลายเป็นว่า เราเอากฎกติกาบางอย่างไปฝากไว้กับคนไม่กี่คน เอาไปฝากไว้กับสมาคมผู้เฒ่ากลุ่มหนึ่ง ซึ่งมาบอกว่าอนาคตโครงสร้างสถาบันรัฐไทยจะเป็นอย่างไร ถามว่าคาดหวังอะไรไหม ไม่ครับ เเละเราก็ออกตัวเต็มที่ว่าจะคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอน

เป็นไปได้ไหม ประเทศไทยจะไปข้างหน้าได้ในยุคคสช.

มันเป็นไปไม่ได้อยู่เเล้ว วิธีคิดที่เป็นราชการเต็มที่ เเละเป็นวิธีคิดของคนที่อยู่ในยุคสงครามเย็น ซึ่งปัจจุบันเราไม่ได้อยู่ในยุคนั้นเเล้ว เป็นความคิดที่ไม่ได้ไตร่ตรองในการพูด เช่น นายกฯบอกให้เราสร้างบ้านกันหนาว คำถามคือ บ้านเราหนาวตลอดปีหรือเปล่า อันนี้สะท้อนให้เห็นว่า เเค่เรื่องเล็กๆน้อยๆผู้นำที่เป็นทหารก็ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ในการจัดการบริหารราชการเเผ่นดินเลย ระบบราชการยืนยงอยู่ได้ เเต่คนที่เสียหายกลับกลายเป็นประชาชนทั่วไป

ผมว่า รัฐประหารมันเป็นการทำลายโครงสร้างระบบสถาบัน เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจของกลุ่มคณะใดคณะหนึ่ง ซึ่งขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม ทำลายระบบการถ่วงดุลอำนาจ ระบบการตรวจสอบ ทำลายพื้นที่ทางการเมืองซึ่งเป็นพื้นที่ของคนหลายฝ่ายไว้ใช้ต่อรองให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ

ในทางการเมือง ไม่มีใครสถาปนาตัวเองเป็นผู้วิเศษได้ ประเทศไทยเราให้เวลาเกือบ 2 ปี กับการพิสูจน์สิ่งเหล่านี้ว่าคณะรัฐประหารเองไร้ประสิทธิภาพ และกำลังตอกย้ำแนวคิดที่ล้าหลัง สร้างประชาธิปไตยแบบครึ่งใบที่เอาอำนาจส่วนหนึ่งไปฝากฝังไว้กับระบบราชการ ซึ่งมันมีประสิทธิภาพในการพาคนทั้งสังคมไปรอดได้หรือไม่

มีคนบอกว่าคุณออกมาต้านแต่คสช. ทีรัฐบาลอื่นไม่เห็นออกมา

คำถามคือตอนนี้ใครถือครองอำนาจ เราตั้งคำถามตลอด อย่างทักษิณ เราตั้งคำถามเรื่องกระบวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับสงครามยาเสพติด กรณีการอุ้มหาย การเกิดปัญหาลอบสังหารเเกนนำผู้ต่อต้านประเด็นเรื่องทรัพยากร อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เราวิจารณ์ทักษิณมาตลอด ซึ่งก็อยู่ในสภาพที่วิจารณ์ได้ เเต่ขณะนี้สิ่งที่เราได้รับหลังจากการวิพากษ์วิจารณ์มันเกินไป เราถูกกระบวนการทางทหาร ตำรวจ ทุกอย่างพยายามสกัดกั้น ขัดขวาง ซึ่งถ้าเป็นรัฐบาลทั่วไป จะรัฐบาลแม้ว ปู  มาร์ค เราด่าพวกเขาได้ ไม่ไปจับ แต่คนที่ออกมาวิพากวิจารณ์ คสช. กลับต้องถูกเรียกไปปรับทัศนคติ

ผมไม่อยากจะพูดด้วยว่า พวกผมเองก็รวมตัวนักศึกษาออกมาต่อต้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ลานโพธิ์ รวมทั้งที่หน้าพรรคเพื่อไทย เราก็เคยไปต่อต้านมาแล้ว ตอนนั้นท้วงได้ แต่ตอนนี้ทำไม่ได้ พูดไม่ได้ จะไปบอกคสช.ไม่ควรนิรโทษกรรมตัวเองก็ไม่ได้

คิดอย่างไรกับการที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามดึงสถาบันลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

สำหรับผมเป็นเรื่องที่ไม่บังควร ไม่ถูกต้อง ในเมื่อเราบอกว่าสถาบันเบื้องสูง เป็นสิ่งที่ควรเคารพสักการะ ก็ไม่ควรนำมาใช้เป็นเครื่องมือฆ่าฟันทางการเมือง ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลเสียต่อสถาบันด้วย จะกลายเป็นประเด็นขัดแย้งในระยะยาว เป็นการดึงฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ พวกเราเองเคลื่อนไหวทางการเมือง เราก็พูดเรื่องการเมือง พูดเรื่องปัญหาในระบบของรัฐบาล

อย่างวันนั้นที่ไปบ้านโป่ง มีชาวบ้านออกมาด่าเราว่า “หนักแผ่นดิน ออกไป รู้ไหมว่าแผ่นดินเป็นของใคร” แบบนี้ไม่ถูกต้อง ต้องรับสารให้ดี จู่ๆก็มาหาว่าพวกเราไม่เอาสถาบัน เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ทั้งที่ประเด็นการเคลื่อนไหววันนั้นไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับสถาบันเลย แต่คนเหล่านั้นกลับหยิบยกเรื่องสถาบันมาเกี่ยวข้อง และยังพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงด้วย คนกลุ่มนั้นกำลังเอาประเด็นดังกล่าว มาลดทอน เบียดขับพื้นที่ทางการเมืองของกลุ่มอื่นหรือฝ่ายตรงข้ามให้ตัวเองได้แสดงเท่านั้น

ปะทะกับชาวบ้าน ระหว่างนั่งรถไฟไปทำกิจกรรมส่องหากลโกงที่อุทยานราชภักดิ์ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

วันที่คสช.ตัดสินใจทำรัฐประหารโดยอ้างเหตุผลว่าสังคมไทยมีความขัดแย้งจึงจำเป็นต้องทำ ถึงวันนี้รู้สึกอย่างไร 

ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว ถ้ามีพื้นที่แสดงออกอย่างสันติ มีการถกเถียงแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ตามช่องทาง โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ หากระบบดำเนินการ ทุกอย่างก็เดินไปได้

แต่จู่ๆ มีคณะรัฐประหารเข้ามาแทรกกลาง เข้ามาปิดทับ ปิดบังพื้นที่ที่ควรจะเป็น และอ้างความมั่นคงต่างๆ นานา ทำให้ความขัดแย้งมันถูกกดทับ ปิดช่องทางแสดงออกได้อย่างสันติไป จะให้สงบราบคาบมันไม่ได้ มันต้องมีช่องทางให้คนอื่นแสดงออกได้อย่างสันติ ความขัดแย้งต้องถูกพูดคุยร่วมกัน และใช้วิถีทางตามรัฐธรรมนูญในการจัดการ คุณจะแก้ปัญหาความขัดแย้งแต่ใช้กำลังเข้ามา มันเป็นไปไม่ได้

คสช. ใช้อำนาจทางกฎหมายที่มาจากกระบอกปืน หมายถึงว่าถ้าไม่ยึดอำนาจเข้ามาตัวเองก็ออกกฎหมายไม่ได้ โดยกดทับคนกลุ่มต่างๆ ทั้งในมหาวิทยาลัย ชาวบ้านที่ออกมาเรียกร้องประเด็นทรัพยากร กดทับทั้งเกษตรกร แรงงานในทุกๆ ประเด็น ซึ่งจริงๆ แล้วคนเหล่านี้ต้องอาศัยกลไกประชาธิปไตย การแสดงออกในเชิงสันติ การรวมตัวเพื่อที่จะแสดงจุดยืนหรือกดดันให้เกิดผลประโยชน์ของตัวเองในทางที่ดีที่สุด แต่ปรากฎว่า คสช.กลับปิดกั้นพื้นที่เหล่านี้ สุดท้ายทางออกไม่มี ปิดกั้นไปนานๆ ก็ไม่รู้ว่าสุดท้าย มันจะระเบิดออกมาหรือเปล่า

อีกอย่างที่ชัดเจนก็คือการรัฐประหารปี 49 นำมาสู่วิกฤติารทางการเมืองที่ยาวนานตลอดเกือบ 10 ปี ถ้าทหารทำตามหน้าที่ ดูแลความมั่นคงระหว่างประเทศไทย เราคงไม่มีปัญหาอะไรกัน แต่ปัญหาคือ ทหารกลุ่มหนึ่งกลับใช้กลไกทางกองทัพที่ควรจะใช้ในทางหนึ่ง ไปทำอีกหน้าที่หนึ่ง ซึ่งไม่ถูกต้อง ขณะที่อีกหลายฝ่ายก็กำลังใช้กลไลที่กองทัพเข้ามาแทรกแซงทางการเมือง แสวงหาผลประโยชน์มิชอบให้ตัวเอง นี่คือปัญหาของกองทัพ เราไม่ได้รักหรือว่าเกลียด เพียงแต่กองทัพทำหน้าที่ของตัวเองแล้วหรือยัง เป็นรั้วของชาติ เป็นยามผู้เฝ้าบ้าน คำถามคือแล้วกระโดดเข้ามากลางบ้านทำไม สุดท้ายที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า วิธีคิดแบบทหารบวกกับราชการยังไม่แสดงประสิทธิภาพ

มีคำกล่าวว่า เวลาสู้รบให้รู้เขารู้เรา คุณมองฝ่ายตรงข้ามอย่างไร

สำหรับผม เสื้อเหลือง เสื้อแดง กปปส. อนุรักษ์นิยม คนพวกนี้บางทีอาจจะมีเหตุผลหรือตรรกะของตัวเอง แต่สลิ่มมีอยู่ในทุกกลุ่ม สลิ่มคือคนที่ไม่คิดจะหาเหตุผลเพิ่มเติมในการซับพอร์ตข้อมูลของตัวเอง ขอให้ได้พูด ได้ด่า ได้โจมตีเพื่อความสบายใจ อันนี้คือสลิ่ม เจออะไรขัดใจ ด่าไว้ก่อน ตัวอย่างที่ชัดเจนของสลิ่มก็คงเป็นม็อบที่บ้านโป่งวันนั้น คนกลุ่มนี้ไม่มีข้อมูลอะไรเลย ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเราไปทำอะไรที่อุทยานราชภักดิ์ แต่พร้อมที่จะใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อหาต่างๆ นานา ไม่จงรักภักดีบ้าง สร้างความปั่นป่วนบ้าง คำถามคือแค่คนนั่งรถไฟไปเนี่ยนะ ลืมหรือเปล่า เขาชัตดาวน์กรุงเทพฯ ไปกี่เดือน คนพวกนี้ไม่คิดจะหาข้อมูลและพูดในหลักการที่ถูกต้อง และไม่เคยย้อนกลับไปดูการกระทำของตัวเอง

ผมไม่พูดเชิงชี้นำให้สลิ่มแล้วกัน ถ้าอยากหลุดออกจากความเป็นสลิ่ม ควรจะตกผลึกทางความคิด มองบริบททางการเมือง ถ้าไม่มืดมัวตาบอดเสียเหลือเกินก็คงมองออกว่า ถึงแม้ในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตย จะมีปัญหา แต่คุณสามารถที่จะด่า วิจารณ์ แสดงออกได้ ถึงขนาดชัตดาวน์กรุงเทพยังได้ ในขณะที่พวกผมเองแค่ชูป้าย โปรยใบปลิว นั่งรถไฟ ไม่เคยไปปิดถนนให้ใครเดือดร้อน กลับโดนคดีความจากการแสดงจุดยืนทางการเมือง

ถูกจับกุมขณะเดินทางไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับยื่นฟ้องประยุทธ์ ข้อหากบฏ ที่สถานีรถไฟฟ้า MRT สถานีลาดพร้าว

 

แปะโพสต์อิทให้กำลังใจ 14 นักศึกษา บริเวณสกายวอล์ค หน้าห้างสรรพสินค้า MBK

คิดว่าตัวเองต้องปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้หรือไม่

บางเรื่องมันก็เกินความคาดหมายของเรา เพราะที่ผ่านๆมา มีบุคคลพยายามให้ข้อมูลที่บิดเบือน เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองตลอด

อาจต้องหันไปทำความเข้าใจกับฝ่ายตรงข้ามมากขึ้นรึเปล่า

จะให้ข้อมูลมั่วๆ เพื่อให้คนกลุ่มนี้ไปมโน เราคงทำไม่ได้ ในเมื่อเรามองว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูก เราจะทำมันทำไม แต่ผมคิดว่าต้องมีสักวันที่คนกลุ่มนี้จะหลุดออกจากความมโนและกลับมาอยู่บนฐานของความเป็นจริง คงต้องเห็นความเสียหายก่อน ต้องเจอบทเรียนกับตัวเองก่อน ต่างประเทศก็เป็นแบบนี้ ยุคนาซีเองก็มีทั้งคนที่ต่อต้านและเชียร์ให้ทำลายร้างคนอื่น แล้วผลสุดท้ายเป็นยังไงล่ะ ทุกวันนี้คนกลุ่มนั้นกล้าที่จะออกมาแสดงตัวหรือไม่ หรืออย่างที่รวันดา ชาวฮูตูที่เคยออกไปกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวทุตซี คนกลุ่มนี้สามารถแสดงตัวตนได้หรือไม่

ผมอยากถามกลับไปว่า ถ้าคิดแล้ว ตระหนักแล้ว ด้วยมโนสำนึกของตัวเอง สิ่งที่คุณทำในวันนี้ อีก 20 ปีข้างหน้า คุณจะกล้ายืนยันในสิ่งที่คุณทำได้หรือเปล่า ก็คงต้องเรียนรู้กันไป อย่างไรก็ตามมันก็ต้องเจ็บทั้งสองฝ่าย

นาทีนี้จะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป

เช่นเดิม เรียกร้องให้กลับไปสู่สภาวะการที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็เป็นอะไรที่ยาก เพราะมันมีคนคิดว่าแบบนี้ก็สงบดี แต่สงบตรงที่ว่าเอาปัญหาทุกอย่างไปซุกไว้ใต้พรม สงบเพราะรัฐบาลทหารไปกดทับพื้นที่ปัญหาของคนกลุ่มต่างๆ ไม่ให้ขึ้นมาพูดถึงปัญหา พูดง่ายๆ แก้ปัญหาโดยการไม่พูดถึงปัญหา แล้วแบบนี้ในระยะยาวเราจะได้อะไร

อนาคตจะได้เห็นนักการเมืองชื่อสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ไหม

ความจริงผมไม่ชอบวิธีการของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของอนาคต เพราะเราไม่รู้ว่า เวลาแห่งประวัติศาสตร์มันจะพาเราไปในเส้นทางไหน แต่ในภาพรวมผมไม่ค่อยชอบ สภาบ้านเราก็ไม่ใช่สภาที่สร้างสรรค์เท่าไหร่ อีกอย่างผมเอง ไม่ได้มีฐานจากชนชั้นสูงหรือผู้รากมากดี  ซึ่งเป็นฐานทางการเมืองส่วนใหญ่ในสังคมไทย ก็คงเป็นเรื่องของอนาคต

ความฝันของคุณคืออะไร

ผมอยากเป็นผู้นำทางความคิด อยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ซึ่งเป้าหมายมันไปไกลกว่านักการเมือง ก่อนอื่นเลยตั้งใจจะไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสแต่ไม่รู้เป็นไปได้หรือเปล่า ภาษาอังกฤษผมก็แย่ ไม่อยากพูดถึงความฝันสิ่งอยากเป็นมาก เดี๋ยวคนหมั่นไส้เอา (หัวเราะ)

 

รัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น “มีชัย” ผูกเงื่อนวิกฤต ท่อต่อเผด็จการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

31 มกราคม 2559 เวลา 10:48 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/413386

รัฐธรรมนูญเวอร์ชั่น "มีชัย" ผูกเงื่อนวิกฤต ท่อต่อเผด็จการ

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้แถลงรัฐธรรมนูญร่างแรกไปเรียบร้อยแล้ว และถูกวิพากษ์วิจารณ์ ตลอดจนมีการคัดค้านมากพอสมควรว่าไม่เป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะจากฝั่งนักการเมือง

“โพสต์ทูเดย์” สัมภาษณ์พิเศษ จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นการสะท้อนมุมมองและท่าทีต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์

จาตุรนต์ ระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นการวางระบบที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบที่เอาอำนาจไปจากประชาชน ทำให้ประชาชนไม่มีอำนาจในการกำหนดการปกครอง การบริหารประเทศ ตามหลักการการปกครอง การบริหารประเทศ คือ 3 อำนาจอธิปไตย ประกอบด้วย บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังจะมีอำนาจที่ 4 ที่เป็นกึ่งๆ อำนาจอธิปไตย นั่นคือองค์กรอิสระที่อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับขององค์กร ซึ่งบุคคลในองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่มีความเชื่อมโยงประชาชน

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จาตุรนต์ เห็นว่า นอกจากการวางระบบแล้ว ยังได้สร้างเงื่อนไขไว้เพื่อนำไปสู่การปกครองโดยมีรัฐบาลที่เปิดให้ “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรีได้ สร้างเงื่อนไขให้เกิดแรงจูงใจและส่งเสริมให้เกิดวิกฤต เพื่อที่จะเกิดภาวะที่ศาลรัฐธรรมนูญสามารถวินิจฉัยตีความให้นำระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาใช้และอาจจะใช้ได้นาน

การเชื่อมโยงระบบแบบนี้มันคือการรับรองระบบเผด็จการโดยรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่านจนบังคับใช้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นเผด็จการมากที่สุด และมีผลต่อเนื่องไปยาวนานที่สุด เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ผูกปมเอาไว้ว่า เมื่อใช้แล้วจะไม่สามารถจะแก้ไขได้เลย ไม่มีใครแก้ไขได้

“แต่ถ้าจะแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงมีทางเดียวคือ การฉีกรัฐธรรมนูญ เท่ากับว่าเป็นการผลักดันให้ประเทศเกิดวิกฤต จะมีการแก้รัฐธรรมนูญด้วยวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และทำให้เกิดวิกฤตที่ร้ายแรงยิ่งขึ้นแบบต่อเนื่องและยาวนาน” แกนนำพรรคเพื่อไทยวิเคราะห์

จาตุรนต์ มองว่า เจตนารมณ์ของผู้มีอำนาจต่อร่างรัฐธรรมนูญว่า ทั้ง กรธ. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล ต้องการให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน และผ่านไปโดยจะไม่มีการแก้ไขในสาระสำคัญ

“สำหรับผมแล้วหากร่างนี้ไม่ผ่านจะมีผลดีกว่าผ่าน ผลเสียจะน้อยกว่า อาจจะเสียเวลาบ้าง แต่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่านจริงๆ สังคมจะเรียกร้องให้คืนประชาธิปไตยเร็วขึ้น จะทำให้เกิดการเลือกตั้งเร็วกว่าที่กำหนด

“ตอนนี้จะพูดว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังโบกธงให้ทุกกลไกต้องปฏิบัติตาม เพื่อผลักดันให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านก็ว่าได้ แม้จุดมุ่งหมายการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ไม่ได้ต้องการให้เกิดวิกฤตความขัดแย้ง หรือความเสียหายต่อเนื่อง แต่มันคือผลพวงที่เกิดขึ้นเองอัตโนมัติ

“ทั้งที่จริงแล้วจุดมุ่งหมายเขาคือ การบริหารปกครองประเทศอยู่ภายใต้อำนาจขององค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ต้องการให้มีนายกฯ คนนอกได้มาบริหารประเทศ เพื่อให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเกิดวิกฤตได้ง่าย

“ซึ่งสิ่งที่จะตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจอยากจะให้เกิดคือ วิกฤตความเสียหาย ความล้าหลัง การชะงักงันของการพัฒนาและการเจริญเติบโตของประเทศ สร้างเงื่อนไขให้เป็นวิกฤต และผูกปมเอาไว้ไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญจึงนำไปสู่วิกฤตที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่า” อดีต รมว.ศึกษาธิการรัฐบาลเพื่อไทย ระบุ

จาตุรนต์ เปรียบเทียบประเทศอื่นๆ ที่ใช้รัฐธรรมนูญในการปกครองว่า ประเทศที่ต้องการมีรัฐธรรมนูญนั่นเพราะเขาต้องการมีหลักประกันว่า การบริหารปกครองประเทศต้องเป็นอำนาจของประชาชน เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ความแตกต่างทางความคิด

โดยเฉพาะความคิดเกี่ยวกับการบริหารปกครองบ้านเมือง ซึ่งต้องตัดสินโดยกฎกติกาที่เป็นประชาธิปไตย เช่น ให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจอธิปไตย หรือสำหรับคนมีความเห็นขัดแย้งแตกต่างกันในเรื่องกฎกติกา

เช่น ถ้าเห็นว่ากฎหมายไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็ให้ผู้ที่มาจากประชาชน หรือรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งมาแก้ไขปรับปรุง หรือเสนอกฎหมายใหม่ และหากมีความเห็นแตกต่างขัดแย้งเรื่องรัฐธรรมนูญก็ให้มีการแก้ไขโดยรัฐสภา

ในทางตรงกันข้าม จาตุรนต์ เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทยที่กำลังจะมีขึ้นกลับไม่มีในสิ่งนั้น

ถามว่า เหตุผลที่พรรคการเมืองเคลื่อนไหวล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเป็นร่างฉบับปราบโกงนักการเมืองจึงกลัวหรือไม่ แกนนำพรรคเพื่อไทย อธิบายว่า ความพยายามบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้เป็นฉบับป้องกันการทุจริตมากที่สุด เป็นเรื่องหลอกลวง เพราะไม่ได้มีความพยายามที่จะแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเชิงระบบและโครงสร้าง เพียงแค่ทำให้ดูขึงขังเท่านั้น เพื่อที่จะเอามาพูดว่าต้องการจะป้องกันการทุจริตของนักการเมือง แล้วก็โยนมาบอกว่าใครที่ค้านเพราะกลัว

จาตุรนต์ ยอมรับว่า นักการเมืองคือตัวแสดงหนึ่งที่สำคัญ แต่ต้องดูพลังส่วนใหญ่ในสังคมด้วย ไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมือง แต่การที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเป็นโอกาสให้สังคมได้ออกมาช่วยกันหาทางออกกับประเทศ เพราะกระบวนการจากนั้นจะต้องมาพูดกันเรื่องว่าจะร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ให้มีเลือกตั้งเมื่อไหร่

“ถ้าเขาจะหาเหตุให้ยืดออกไปอีกบ้างก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เมื่อเทียบกับการให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน เพราะจะเท่ากับเป็นการรับรองว่าเราจะได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างถาวรจะได้รัฐบาลที่อ่อนแอ ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ และในที่สุดก็จะนำไปสู่วิกฤตที่ทำให้ได้รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเลย ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้” 

จาตุรนต์ ย้ำจุดยืนการแสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญนี้ว่า ต้องการเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย จึงจะพยายามทำหน้าที่ในฐานะเป็นนักการเมืองที่เป็นปากเสียงประชาชน ซึ่งถือเป็นเรื่องประจำตัวที่นักการเมืองแต่ละคนพึงจะกระทำ จะพยายามทำหน้าที่ไปให้ดีที่สุด

“การแสดงออกต่อร่างรัฐธรรมนูญเวลานี้ก็ถือว่ารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ด้วยการแสดงความเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ที่ทำได้ ผมเชื่อว่ากระบวนการจากนี้ไปเมื่อใกล้จะมีการทำประชามติ ทาง คสช.และรัฐบาลจะหาทางปิดกั้น ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเห็นคัดค้านกับร่างรัฐธรรมนูญนี้มากขึ้น

“จึงขอเรียกร้องให้ คสช.และรัฐบาลไม่ปิดกันการแสดงความคิดเห็น เรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างแล้วใช้มาตรการดำเนินต่างๆ ของ คสช.มาพยายามปิดกั้น นักการเมืองหลายคนก็โดนกันมามากแล้ว ผมก็โดนมาจนครบทุกมาตรการ หรือเกินกว่ามาตรการปกติไปแล้ว

“แต่ไม่ว่าจะใช้มาตรการอะไรเพื่อมาปิดปาก ผมเชื่อว่าก็ไม่มีทางปิดปากประชาชนทุกคนได้ เรื่องความเป็นประชาธิปไตยของบ้านเมือง เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องถือเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยกัน” จาตุรนต์ ย้ำจุดยืน

แกนนำพรรคเพื่อไทยได้ประเมินท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ประกาศเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งตามโรดแมปในกลางปี 2560 ว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะการบริหารประเทศของรัฐบาล คสช.เจอแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องรู้ว่า การที่ไม่มีความชัดเจนหรืออึมครึมต่อไปอีกจะเป็นผลเสีย

ขณะเดียวกัน การบริหารงานในประเทศเวลานี้มีปัญหารุมเร้ามากขึ้น และ พล.อ.ประยุทธ์ คงจะรู้ดีว่าการบริหารประเทศอย่างที่ทำอยู่ นับวันจะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจึงต้องออกมายืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมป

แต่พอประกาศไปอย่างนั้นกลับเห็นถึงความไม่สอดคล้องกันของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรธ.พูดว่าอาจจะต้องยืดโรดแมปออกไป อีกทั้งแม้จะยืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งแน่ แต่ไม่รู้ว่าจะโดยวิธีไหน ไม่เปิดเผยว่าจะเลือกตั้งอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญในกรณีที่ร่างนี้ไม่ผ่าน ทั้งสวนทางกันและสร้างความอึมครึมสับสนมาก

“วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะไม่ได้คิดหรือยังคิดไม่ถึงว่าต่อไปก็จะมีเสียงเรียกร้อง เพราะใครๆ ก็รู้ว่าการปกครองแบบไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วไม่มีการเลือกตั้งเสียที มันส่งผลเสียต่อการส่งออก การลงทุน การคบค้าสมาคมกับต่างประเทศ

“การที่จะไปชี้แจงกับต่างประเทศในกรณีที่ถูกตรวจสอบ ถูกเข้มงวดจากมาตรการต่างๆ ที่เป็นมาตรการองค์กรระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นการที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แล้ว คสช.หรือรัฐบาลจะทำอะไรตามใจชอบแบบไปเรื่อยๆ แล้วแต่อยากจะทำมันคงไม่ง่ายอย่างที่คิด

“อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่าน แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็มีความหวังอยู่ เพราะเป็นห่วงว่าประเทศนี้จะชะงัก ล้าหลัง สูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ไปอีกหลายปี ซึ่งสังคมไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่แตกต่างทางความคิด โดยกฎกติกาภายใต้รัฐธรรมนูญได้เลย” จาตุรนต์ ตอกย้ำจุดยืน

ร่าง รธน.ผูกเงื่อนคว่ำรัฐบาล

จาตุรนต์ ยกตัวอย่างบางมาตราในร่างรัฐธรรมนูญที่เล็งเห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่และมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีนัยทางการเมือง เช่น ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ถือเป็นระบบการเลือกตั้งที่บิดเบือนหลักการของการเลือกตั้งแบบ 1 คน 1 เสียง ในเขตละคน ซึ่งระบบแบบนี้เป็นระบบสากล เพราะในกรณีที่เขามีระบบบัญชีรายชื่อเข้ามา ที่ให้ความสำคัญเสียงของพรรคการเมืองที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง เพื่อนำมาถ่วงดุลกันบ้าง

“แต่ร่างรัฐธรรมนูญของไทยในเวลานี้กลับนำเอาระบบสัดส่วนผสมมามีน้ำหนักมากกว่า 1 คน 1 เสียง ที่ให้คนมีสิทธิเท่ากัน ระบบแบบนี้จะทำให้พรรคการเมืองที่ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่งจากเสียงเลือกตั้ง กลายเป็นเสียงข้างน้อยอัตโนมัติ เท่ากับว่าเป็นการบิดเบือนระบบ ซึ่งอาจจะเป็นจุดมุ่งหมายเพื่อขัดขวางบางพรรคและเพื่อสนับสนุนบางพรรค”

จาตุรนต์ อธิบายอีกว่า เรื่องระบบเลือกตั้งยังมีความสับสนที่ใช้บัตรใบเดียวเลือก 3 อย่าง คือ สส.เขต บัญชีรายชื่อ และการเสนอชื่อนายกฯ 3 คน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนมีผลกระทบต่อกัน เวลาคนไปเลือกอาจจะเน้นตัวบุคคล แต่เมื่อมีเรื่องของบัญชีรายชื่ออยู่ด้วย เมื่อคนไปเลือกนาย ก. มากในเขตเลือกตั้งของตัวเอง ก็กลายไปมีผลทำให้ผู้สมัครบัญชีรายชื่อที่ไม่ได้รับความสนใจเลยได้รับการเลือกตั้ง

“ถือว่าแปลกประหลาด เช่น พรรคเล็กๆ ต้องไปหาผู้สมัครให้ครบทุกเขต แล้วไม่ได้รับเลือกตั้งต้องนำเอาคะแนนไปให้บัญชีรายชื่อ เพื่อได้เป็นผู้แทน เท่ากับลงคะแนนให้อีกคน แต่ได้กับอีกคนหนึ่ง นอกจากนี้ประเด็นที่สำคัญคือการเสนอชื่อนายกฯ 3 คน เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุมีผล เพราะจริงๆ แล้วมันคือเจตนาแอบแฝงที่ต้องการเปิดช่องให้คนนอกมาเป็นนายกฯ โดยฝากชื่อไปกับพรรคการเมืองบางพรรค”

แกนนำพรรคเพื่อไทยขยายความด้วยว่า เรื่องนายกฯ คนนอกในภาวะปกติเกิดขึ้นยาก แต่ครั้งนี้นายกฯ คนนอกจะมาภาวะวิกฤต ซึ่งจะชี้ขาดโดยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นภาวะวิกฤตจะเกิดขึ้นและตีความได้ง่าย

“เช่น ถ้าจะยุบสภาเลือกตั้ง การขัดขวางการเลือกตั้งก็ทำง่ายมาก ไม่ต้องใช้กำลังไปยึด ไปบุกหน่วยเลือกตั้ง เพียงแค่พรรคการเมืองบางพรรคประกาศไม่ส่งผู้สมัครในบางเขต แล้วรณรงค์ให้โหวตโน จนสุดท้ายเกิดสุญญากาศ ไม่มี สส.เพียงพอต่อการประชุมสภา การเลือกตั้งก็เป็นโมฆะ

“แล้วก็ฉายหนังซ้ำแบบเดิมนำเข้าสู่วิกฤตต้องมีนายกฯ หรือแม้กรณีที่นายกฯ ยุบสภาไปแล้ว หรือถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลทั้งๆ ที่ไม่ผิดก็ได้ จึงกลายเป็นวิกฤตที่ต้องการมีรัฐบาล หรือตีความง่ายๆ คือต้องการให้วุฒิสภาทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร แล้วเอาคนมาจากไหนไม่น่าเกลียด นั่นคือเอาคนที่เคยถูกเสนอชื่อมา แต่เป็นคนนอก แบบนี้ง่ายๆ อยู่แล้ว

“การให้มีคนนอกเป็นนายกฯ ได้เป็นเงื่อนไขที่จะทำให้เกิดการแทรกแซงอำนาจนอกระบบ และอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะแตกต่างจากอดีตคือองค์กรในรัฐธรรมนูญ ซึ่งรวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากกว่าในอดีต

“ทั้งหมดนี้ปัญหาคือระบบมันผิดเพี้ยนไม่สามารถที่จะอธิบายหลักเหตุผลอะไรได้ เขาพยายามที่จะแถไปจนกระทั่งเพื่อให้มีช่องทางให้คนนอกมาเป็นนายกฯ” แกนนำพรรคเพื่อไทยกล่าว

จาตุรณต์ ยกตัวอย่างปัญหาที่ กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจกับองค์กรอิสระ ว่า การให้ 3 องค์กร คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มาทักท้วงตักเตือนรัฐบาลได้ขัดกับหลักการประชาธิปไตย

ทั้งนี้ เพราะจะมีผลเท่ากับการระงับยับยั้งต่อการตัดสินใจในการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การทักท้วงของ 3 องค์กรนั้น จะพบปัญหาในเรื่องความเข้าใจต่อหลักการบริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตย

“เช่น ความเห็นแตกต่างทางนโยบายมันไม่สามารถทักท้วงกันได้ เป็นเรื่องรัฐสภา และประชาชน องค์กรเหล่านี้จะมาทักท้วงนโยบายนี้ดีกว่านโยบายนั้นไม่ได้ แล้วองค์กรเหล่านี้จะเข้าใจหรือไม่ รัฐธรรมนูญนี้จะเขียนกำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร ว่าจะเสียหายหรือไม่เสียหาย นโยบายใดจะเกิดผลดีหรือผลเสียต่อประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้องค์กรซึ่งไม่มีความเข้าใจมาคอยถ่วงดุลไม่ได้

“การใช้กติกานี้เป็นการสร้างเงื่อนไขในการล้มรัฐบาลมากกว่า เพื่อไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะอ้างว่าได้มีการตักเตือนแล้ว แต่ไม่ปฏิบัติตาม ดังนั้นแนวความคิดนี้เกิดจากไม่ยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งที่ผมพูดไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะตรวจสอบถ่วงดุลไม่ได้ แต่ต้องดำเนินไปตามระบบและกลไก แต่จะถ่วงดุลเรื่องอะไร อย่างไร แต่เวลานี้กลับเอามาปะปนกันหมด” จาตุรนต์ กล่าว

การปรองดองปิดปาก-ใคร?เลี้ยงไข้ความขัดแย้ง

จุดประสงค์หลักการเข้ายึดอำนาจการปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คือการเริ่มต้นสร้างความปรองดองของคนในชาติ ด้วยก่อนการก่อรัฐประหารครั้งนี้มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง แต่แล้วการใช้ “อำนาจกองทัพ” ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคลี่คลายสถานการณ์วิกฤตให้สัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลาอันสั้น

จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย สะท้อนว่า การสร้างความปรองดองขึ้นในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพียงแต่รู้สึกเสียดายเวลากว่าปีครึ่งที่ผ่านมา ภายใต้การบริหารประเทศของ คสช. กระบวนการปรองดองไม่ได้เริ่มต้นขึ้น

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีการให้ความสนใจเกี่ยวกับความขัดแย้งที่เกิดจาก คสช.และรัฐบาลนี้ เวลาที่เสียไปกว่าปีครึ่ง ที่ คสช.ดำเนินการต่างๆ วางระบบต่างๆ นอกจากจะไม่นำไปสู่การปรองดองแล้ว กลับกำลังทำให้มีความขัดแย้งเพิ่มขึ้น และจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

“พอพูดถึงการปรองดองทีไร นายกฯ ประยุทธ์ก็จะบอกว่าให้มารับโทษก่อน เข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมก่อน แล้วก็รับโทษ แล้วค่อยพูดถึงการให้อภัยหรือนิรโทษกรรม นั่นแสดงว่านายกฯ ไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องปรองดองเลยแม้แต่น้อย

“การปรองดองไม่ใช่การนิรโทษกรรม นิรโทษอาจจะเป็นกระบวนการส่วนหนึ่งของการปรองดองเท่านั้น ในเวลานี้การนิรโทษกรรมก็เป็นประเด็นที่ยากเกินไปสำหรับสังคมไทยที่คิดมาทำกัน รวมทั้งไม่มีผลอะไรมากต่อกระบวนการปรองดองเลย

“การปรองดองหมายถึงการที่จะทำให้สังคมหมดปัญหาความขัดแย้งที่แตกต่างกันทางความคิด ด้วยการอาศัยกฎกติกาที่เป็นธรรม แต่ถ้าในกรณีที่ขัดแย้งกัน เห็นแตกต่างกันในเรื่องของกฎกติกาก็ต้องสามารถแก้กฎกติกาหรือเขียนกฎกติกาใหม่ได้ ด้วยกระบวนการที่เป็นธรรม

“ไม่ว่าความขัดแย้งในสังคมจะมีกี่คู่ก็ตาม จะต้องสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ โดยอาศัยกฎกติกาที่เป็นธรรมมาแก้ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ใช่อาศัยกระบวนการที่นอกกฎกติกา หมายความว่า ไม่ใช่มุ่งเข้าห้ำหั่นกันด้วยทุกวิธี และไม่ต้องพึ่งกฎกติกา

“ถ้าจะทำอย่างนี้ก็ต้องมาดูว่าความขัดแย้งที่ผ่านมาในรอบ 10 กว่าปี เกิดจากอะไร ทำไมมีหลายครั้งที่คนไม่พึ่งกฎกติกา หันไปทำนอกกฎกติกา และมีคนทำผิดกฎหมายมากมาย” จาตุรนต์ ตั้งคำถาม

แกนนำพรรคเพื่อไทย บอกว่า ที่ผ่านมาบ้านเราแก้ปัญหาโดยการมิชอบด้วยกฎหมายซ้ำเติมเข้าไป ไม่เป็นประชาธิไตย ถามว่ามีข้อเสนอเกี่ยวกับการปรองดองมากมายในสังคมนี้ ทั้งการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาพูดจาแลกเปลี่ยนความเห็นก็มีการทำแล้ว ข้อเสนอต่างๆ เหล่านั้นก็ยังอยู่

“แต่ คสช.และรัฐบาลนี้ไม่เคยสนใจที่จะดูเลย และยังไม่เคยพูดถึงการปรองดองที่จะทำให้เห็นถึงความเข้าใจเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นการปรองดองจึงไม่ได้เกิดขึ้น ถ้าไปถาม คสช.หรือรัฐบาลนี้ หรือไปบอกว่าท่านทั้งหลายยังไม่เข้าใจ หรือยังไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับการปรองดองเลย

คำตอบก็จะบอกว่า เราได้จัดเวทีการปรองดองมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งเป็นการจัดให้เล่นกีฬาบ้าง เล่นเพลงด้วยกันบ้าง มันไม่มีสาระ ยิ่งพูดยิ่งแสดงให้เห็นว่าคนพูดนี้ไม่ได้เข้าใจเรื่องการปรองดองเลยแม้แต่น้อย”

จาตุรนต์ ระบุว่า ที่ผ่านมา คสช.เคยเชิญนักการเมือง นักวิชาการ หรือสื่อมวลชนบางส่วนไปประชุมเกี่ยวกับการปรองดอง โดยตนเองเข้าร่วมทุกครั้ง มีหัวข้อเกี่ยวกับการปรองดอง เสร็จแล้วให้แสดงความเห็นเรื่องโน้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ตอนท้ายของการประชุมก็จะบอกว่าท่านทั้งหลายพูดกันที่นี้แล้วออกไปข้างนอกขออย่าแสดงความเห็น

“ถามว่าเจตนาจริงๆ ไม่ได้ประชุมกันเพื่อการปรองดองใช่หรือไม่ แต่เป็นการประชุมเพื่อการปิดปาก การปรองดองจะเกิดขึ้นก็คือการให้ผู้ที่มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งหรือแตกต่างกันในสังคมมานั่งพูดกันได้อย่างเท่าเทียม มีผู้ฟังและฟังเขาอย่างให้ความเคารพ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้น ไม่เคยพูดจากันอย่างเท่าเทียม เป็นการเชิญไปคุยเหมือนกับอยู่ภายใต้การควบคุมของอีกฝ่ายและก็คิดว่าที่เชิญผู้ขัดแย้งทั้งหลายไปคุย

“ต้องตั้งคำถามว่า ผู้ขัดแย้งอยู่ที่ไหนบ้าง เป็นใครบ้าง ก่อนหน้านี้เขาก็นึกถึงพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเป็นสีก็เป็นสีเหลืองกับแดง ถ้าเป็นองค์กรก็เป็น กปปส.กับ นปช. ตอนนี้บริบทความขัดแย้งทางการเมืองก็เปลี่ยนไปมาก

คสช.ซึ่งเคยอ้างตัวว่าเป็นคนกลางเข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่ขณะนี้ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของของความขัดแย้ง อยู่ในคู่ขัดแย้งไปเรียบร้อยแล้ว รู้ตัวหรือเปล่า ถ้าจะคุยก็ต้องมาหาคู่ที่อยู่ในความขัดแย้งเหมือนกัน แล้วมาถามกัน ข้อเสนอที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ในอดีต หรือคณะอื่น มีข้อสรุปหรือข้อเสนอที่ตรงกันหรือคล้ายกันอยู่หลายข้อ

“หนึ่งในนั้นคือการปฏิรูปกระบวนการยุติกรรม จนถึงวันนี้ไม่ว่าจะเป็นใน สปช. สปท. สนช.หรือกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครพูดถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเลย แล้วคุณจะแก้อย่างไร”จาตุรนต์ ย้อนถาม

แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อไปว่า อย่ามาถามตนเองว่าทำไมไม่มีข้อเสนออะไร เพราะที่ผ่านมาได้ไปร่วมประชุมตามคำเชิญทุกครั้ง ให้ทำข้อเสนอเกี่ยวกับปรองดองเป็นเปเปอร์ก็ทำให้ไปแล้ว โดยได้รวบรวมความเห็นของผู้ที่มีความรู้มีประสบการณ์

“ช่วยกันคิด ทำส่งไป สุดท้ายก็เก็บเข้าลิ้นชักหมด เพราะฉะนั้นที่อ้างว่ายึดอำนาจมาเพื่อที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง จึงไม่ได้ทำจริงเลย แล้วขณะนี้เรายังไม่เห็นวี่แววของการที่จะป้องกันหรือแก้ปัญหาความขัดแย้งหลังเลือกตั้งเลยด้วย”

ถามว่า การตั้งคณะกรรมการต่างๆ ขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกในการสร้างกระบวนการปรองดอง ปฏิรูปประเทศ ไม่มีความหมายเลยใช่หรือไม่ จาตุรนต์ บอกว่า ไม่ถึงขนาดนั้น แต่หลักใหญ่ใจความจริงๆ อยู่ที่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ยุติธรรม สร้างเงื่อนไขให้เกิดวิกฤตความขัดแย้ง เป็นเรื่องใหญ่กว่าที่จะกลบเรื่องคณะกรรมการที่จะมาทำอะไรเกี่ยวกับการปรองดองไปหมด

อย่างไรก็ตาม การมุ่งไปที่จะให้มีคณะกรรมการต่างๆ มาดูแลเรื่องการปรองดองหลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้ โดยไม่ได้ให้ความสนใจกับการเริ่มกระบวนการปรองดองมาตลอดระยะเวลา 1 ปีครึ่ง และอาจจะไม่ได้มีการทำอะไรไปอีกปีครึ่ง จาตุรนต์ เห็นว่า เป็นการสะท้อนถึงความไม่มีวิสัยทัศน์ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการปรองดองของ คสช.และรัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งแม่น้ำทั้ง 5 สาย ด้วย

จาตุรนต์ อธิบายว่า นั่นหมายความถึง ปัญหาความขัดแย้งถูกสะสมและสร้างเงื่อนไขให้เกิดเป็นความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น หลังจากรัฐธรรมนูญนี้ถูกใช้บังคับ ต้องตั้งคำถามว่าแล้วใครจะได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง และนั่นก็เป็นคำตอบในตัวที่ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ การปรองดองไม่เกิดก็เพราะจะมีผู้ที่ได้ประโยชน์จากความขัดแย้ง รวมถึงการที่สังคมไม่มีความปรองดองด้วย