“พิทักษ์ ศิริวงศ์” อาจารย์ผู้พลิกกระแสลูกเทพเป็นเครื่องมือกระตุ้นนศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

27 มกราคม 2559 เวลา 18:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/412714

"พิทักษ์ ศิริวงศ์" อาจารย์ผู้พลิกกระแสลูกเทพเป็นเครื่องมือกระตุ้นนศ.

โดย…อธิปัตย์ ยศรุ่งเรือง

เป็นที่ฮือฮาในสังคมออนไลน์ เมื่อ รศ.พิทักษ์ ศิริวงศ์ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า อนุญาตให้ นักศึกษา สามารถนำตุ๊กตาลูกเทพเข้ามาในห้องเรียนได้ แต่ต้องตอบคำถามทำการบ้านส่งเหมือนนักศึกษาปกติ ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และหากลูกเทพทำวิจัยไม่สำเร็จ นักศึกษาต้องรับผิดชอบในฐานะผู้เลี้ยงลูกเทพ

โพสต์ทูเดย์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ รศ.พิทักษ์ ถึงแนวคิดที่อนุญาตให้นักศึกษานำตุ๊กตาลูกเทพเข้าห้องเรียน ซึ่ง รศ.พิทักษ์ระบุว่า จุดมุ่งหมายในเรื่องนี้ก็คือ “อยากให้ลูกศิษย์มีสมาธิการการเรียน และตั้งใจทำงานวิจัยมากขึ้น”

“เราคงจะไปบอกให้นักศึกษาเลิกนับถือและมีความเชื่อกับตุ๊กตาลูกเทพก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำได้ในความเป็นอาจารย์ของผมก็คือการเปิดใจและไม่กีดกันกับสิ่งเหล่านี้ การที่ผมอนุญาตให้เด็กนำลูกเทพเข้ามาทำวิจัยได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าผมต้องการให้นักศึกษาพากันงมงายนำตุ๊กตามาทำงานวิจัย แต่จุดมุ่งหมายผมอยากให้ลูกศิษย์มีสมาธิการการเรียน และตั้งใจทำงานวิจัยมากขึ้น โดยเราต้องหากลวิธีใหม่ๆเพื่อดึงเค้าขึ้นมา เป็นการปราบลูกเทพทางอ้อม”เจ้าของไอเดียอนุญาตให้นำลูกเทพเข้าห้องเรียนได้ระบุ

รศ.พิทักษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายคนนำตุ๊กตาลูกเทพเข้ามาเรียนในห้องเรียน ซึ่งบ่อยครั้งเด็กจะไม่ค่อยมีสมาธิกับการเรียน เพราะต้องกังวลกับตุ๊กตา เราจึงเกิดแนวคิดบางอย่างขึ้นมาเพื่อทำให้เด็กกลุ่มนี้สนใจและมีสมาธิกับการเรียนมากขึ้น โดยอนุญาตให้นำตุ๊กตาเข้ามาเรียนและทำงานวิจัยได้ เป็นมาตรการป้องกันเพื่อรับมือกับกระแสนิยมตุ๊กตาในอนาคตลูกเทพของนักศึกษา โดยไม่กีดกันกับความเชื่อที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

นักศึกษาที่นี่ค่อนข้างจะมีฐานะ ทำให้มีการเลี้ยงตุ๊กตาลูกเทพกันอย่างแพร่หลาย หลายคนเมื่อนำตุ๊กตาเข้ามาในห้องเรียนมักจะไม่ค่อยสนใจฟังในสิ่งที่ผมพูด โดยรายวิชาที่สอนเป็นวิชาระเบียบวิจัยทางธุรกิจ ทั้งในระดับปริญญาตรี และ ปริญญาโท มันค่อนจะยากอยู่พอสมควร นักศึกษาต้องทำการวิจัย ประกอบกับการที่มหาวิทยาลัยมีนโยบายสนับสนุนให้เด็กนำเสนอผลงานวิจัยของตนเองในเวทีระดับนานาชาติมาโดยตลอด ฉะนั้นการที่จะทำงานวิจัยออกมาได้สักชิ้นหนึ่งมันต้องใช้เวลาและใช้ความทุ่มเทพอสมควร หากมัวแต่มากังวลในเรื่องอื่นโดยเฉพาะเรื่องตุ๊กตาลูกเทพ มันก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำวิจัย”

แนวคิดของคณบดีรายนี้คือ นักศึกษาที่ต้องการอุ้มลูกเทพ มานั่งเรียนในวิชาระเบียบวิธีวิจัยที่สอน จะไม่ปิดกั้นใดๆในการกระทำดังกล่าว และอนุญาตให้นักศึกษานำบรรดาลูกเทพที่เลี้ยงดูกันอยู่เข้าเรียนได้ แต่ลูกเทพต้องตอบคำถาม และทำการบ้านส่ง เหมือนนักศึกษา และต้องทำรายงาน เสนอในที่ประชุมวิชาการระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ เป็นรายลูกเทพเช่นเดียวกับนักศึกษาคนอื่นๆ ทั้งนี้ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และลูกเทพต้องเข้ารับคำปรึกษา ปรับแก้งานวิจัยตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษา ภายใต้การดูแลของนักศึกษาผู้นั้น นั่นหมายความว่า หากเขาต้องการจะนำลูกเทพเข้ามาเรียนด้วยจริงๆ เขาก็ต้องมั่นใจด้วยว่าจะสามารถทำงานวิจัยส่งทั้งเขาและลูกเทพพร้อมกันไหว

ตรงนี้มันเป็นกลยุทธ์ ถ้าหากเขาสามารถทำได้จริงก็เป็นผลดีต่อทั้งตัวเขาเองและต่อมหาวิทยาลัย เพราะจริงๆแล้วลูกเทพที่เขานำมาทำวิจัยก็คือตัวเขาเอง ผมมองว่าการที่เราเปิดใจยอมรับและไม่ได้กีดกันในความเชื่อของนักศึกษา มันจะกลายเป็นกลยุทธ์ที่กระตุ้นให้พวกทำงานวิจัยออกมาได้ดี คือเราต้องป้องกันไว้ก่อน

“ล่าสุดผมได้โพสต์รูปตุ๊กตาเน่าๆตัวหนึ่งโดยเก็บมาจากกองขยะ เป็นตุ๊กตาสุขใจซึ่งเป็นของที่ระลึกจาก ททท.เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมเรียกมันว่าน้องกะหล่ำดอก ผมจะโพสต์เลียนแบบสวนกระแสกับการเลี้ยงตุ๊กตารูปเทพ จุดมุ่งหมายตรงนี้ผมต้องการให้สังคมได้เกิดการตั้งคำถามกับกระแสที่เป็นอยู่ในตอนนี้นี้ว่าจำเป็นหรือที่เราจะต้องมีความสุขกับตุ๊กตาแพงๆ ตุ๊กตาจากถังขยะเก่าๆเน่าๆตัวนี้ผมก็สามารถมีความสุข และสามารถนำเสนอเรื่องราวของมันได้  โดยไม่จำเป็นต้องฟุ่มเฟือยตามกระแส

ตุ๊กตาน้องกะหล่ำดอก

“บางรูปผมโพสต์ไว้ว่าน้องกะหล่ำดอก เป็นตัวอย่างของลูกที่ดี วันนี้นางรับจ๊อบ ช่วยแม่เก็บแบบสอบถามงานวิจัย ได้สตางค์มา นางใส่ออมสินน้องลิงของนาง ฉันถามว่าจะเก็บตังไปทำอะไร นางบอกว่าโตขึ้นจะได้เป็นทุนผ่านม เอ๊ยไม่ใช่ ทุนเล่าเรียนของนาง นางเห็นแม่นางเรียนมาสูงเลยอยากเรียนตามแม่บ้างจะได้มีอนาคตดีๆ หลังจากลูกศิษย์และผู้คนในเฟสบุ๊คมาเห็นก็พากันหัวเราะ ทั้งกดไลน์กดแชร์กัน คือจริงๆแล้วมันเป็นวิธีการสอนลูกศิษย์ในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยการแทรกซึมคำสอนผ่านตัวละครของน้องกะหล่ำดอกที่เราตั้งขึ้นมา เพราะเขายังอยู่ในสถานะนักศึกษา ยังไม่มีรายได้ ไม่จำเป็นต้องฟุ่มเฟือยซื้อตุ๊กตาในราคาตัวละเป็นหมื่น” รศ.พิทักษ์ กล่าว

รศ.ดร.พิทักษ์ กล่าวว่า กระแสที่มันกำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ คล้ายกับปรากฏการณ์จตุคามรามเทพหรือตุ๊กตาเฟอร์บี้ที่เกิดขึ้นมาเดี๋ยวสักพักก็หายไป แต่ทั้งนี้เคารพในความเชื่อส่วนตัวของแต่ละบุคคล เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ดังนั้นจึงควรจะคิดหาวิธีเพื่อที่จะทำอย่างไรให้คนอยู่ด้วยกันและทำตามกติกาของสังคม ท่ามกลางกระแสความเชื่อที่แตกต่าง แบบนี้น่าจะดีกว่า

 

“โรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป” พาประเทศพ้นรัตติกาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 มกราคม 2559 เวลา 14:57 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/412147

"โรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป" พาประเทศพ้นรัตติกาล

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก้าวสู่ระยะที่สองตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองแล้วเสร็จไปกว่า 90% เส้นทางการ “ปฏิรูป” และ “ปรองดอง” ยังขมุกขมัวจับต้องได้ยาก จนหลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงว่า “รัฐประหาร” ครั้งนี้จะเสียของหรือไม่ ​กับเวลาที่เหลืออยู่ไม่นานก่อนจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2560

สุรินทร์ พิศสุวรรณ​ อดีตเลขาธิการอาเซียน ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์ มองสถานการณ์บ้านเมืองเวลานี้ว่าเป็นห่วงกับการให้ความสนใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องโครงสร้างทางอำนาจของแผ่นดิน ในรูปของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จนอาจไม่ให้ความสำคัญพอกับปัญหาระยะยาวของประเทศ​ ทั้งที่เป็นปัญหาที่พูดมาก่อนการรัฐประหาร

ที่สำคัญปัญหาระยะยาวนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม นำไปสู่การเผชิญหน้า ทั้งเรื่องความไม่เท่าเทียมในสังคม และสะท้อนออกมาในรูปของ “ภูมิภาค” ​กับ “กรุงเทพฯ”​ มีคนออกมาบนถนนเป็นแสน เป็นล้านคน เป็นเวลาต่อเนื่องจนทำให้ประเทศสูญเสียทิศทาง สูญเสียความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ และสูญเสียความสามารถที่จะแข่งขัน ​

“ผมอยู่อาเซียนมา 5 ปี ทำงานกับนายกฯ​ ไทย 5 คน ทำให้เรื่องระยะยาว กระบวนการตัดสินใจ นโยบายที่จะเข้าร่วมเตรียมตัวแข่งขันกับคนอื่น ในกรอบประชาคม ไม่ได้คิดได้ทำ ไม่ได้ให้ความสนใจต่อเนื่องเพราะรัฐบาลไม่ต่อเนื่อง คนมีอำนาจตัดสินใจไม่ต่อเนื่อง นโยบายไม่ต่อเนื่อง ​บุคลากรส่วนใหญ่มาจากระบบอุปถัมภ์ เพราะฉะนั้นมันจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะคิดอะไรยาวได้

…ผมเคยพูดออกมาค่อนข้างตรงไปตรงมาว่า วันนี้วิ่งได้ซีแปด พรุ่งนี้ก็วิ่งขอซีเก้า โดยไม่มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเต็มความรู้ความสามารถแบบที่เรียกว่า มืออาชีพ ให้สมกับตำแหน่งงานที่เพิ่งได้มา มันจึงเป็นระบบราชการที่ไม่สามารถดูแลผลประโยชน์ของประเทศ​ ในเวที
ที่กว้างขึ้นต้องแข่งขันกับคนอื่นที่เขาต่อเนื่อง มีความรู้สามารถประสบการณ์​ในประเด็นต่างๆ”​

สุรินทร์ เปรียบเทียบว่า ความไม่ต่อเนื่องทำให้เราไม่สามารถเลี้ยงลูกไปยิงจนเข้าประตูได้ เราไปล้มกลางทาง เราไปเปลี่ยนคนกลางทาง ไม่มีกำลังวิ่งต่อ เพราะมันเป็นเส้นสายที่ส่งลงไปเอาลูกหลานลงมาเล่น ไม่ใช่มืออาชีพไม่มีทางสู้เขาได้ แต่บนเวทีภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศเวลานี้ มืออาชีพมาเล่นอย่างต่อเนื่อง และเขาซ้อมมาอย่างโชกโชน

สุรินทร์ อธิบายว่า การที่เราให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากเกินไปจนลืมปัญหาระยะยาวของประเทศ ​เช่น ระบบบราชการ ​ทั้งการรวมศูนย์และระบบอุปถัมภ์จนอึดอัดหายใจไม่ออก เรื่องการศึกษา การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ​นวัตกรรม คอร์รัปชั่นซึ่งก็มาจากระบบอุปถัมภ์ มาจากระบบการเล่นพรรคเล่นพวก มาจากกระบวนการไม่โปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ​ถ้าตัวบุคคลผู้กำหนดนโยบาย และตัวผู้ปฏิบัติเป็นบุคคลเดียวกันจะนำไปสู่คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย เพราะคิดแต่นโยบายที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่า​นโยบายที่จะนำไปสู่ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ​เพื่อเพิ่มพูนความสามารถในการแข่ง​ขัน

“ผมคิดว่าการแก้ปัญหาระยะยาว​ดูเหมือนจะถูกแช่แข็งในขณะนี้​ ที่ผ่านมาปัญหาเหล่านี้ทำให้ประชาชนมีโอกาสจนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเกิดการปฏิรูป ​ถ้าหากทำไม่ได้ ​ปัญหาเหล่านี้ก็จะกลับมาอีก แถมปัญหาเหล่านี้จะสะสมต่อไปจนหมักหมมและแก้ยากยิ่งขึ้น”​

หนึ่งในปัญหาใหญ่คือเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในสังคม เป็นปัญหารุนแรงที่นำไปสู่ความขัดแย้ง จากข้อมูลพบว่า คนไทย 10 ล้านคน ยังอยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน คือคนที่รายได้ต่อหัวต่อวันต่ำกว่า ​2 เหรียญหสรัฐ ​หรือประมาณ 70 บาท ​ยังไม่รวมกับคนที่มีรายได้ 3-4 เหรียญหสรัฐ ​ใกล้เส้นความยากจนอีก 14-15 ล้านคน จากทั้งหมด 70 ล้านคน

ขณะที่ในการถือครองทรัพย์สินต่างๆ มีข้อมูลที่น่ากลัวคือ ​80% ของที่ดินถือครองโดยคน 20% ขณะที่คน 20% ต่ำสุดถือครองที่ดินเพียง 0.3% เพราะฉะนั้นที่ดินอีกประมาณ 19% แย่งกันอยู่ตรงกลางคือ 60% ที่เหลืออีกด้านหนึ่ง คน 20% เป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติ 13 ล้านล้านบาท 51% ขณะที่คนจนสุด 20% เป็นเจ้าของแค่ 4% อีก 60% แย่งส่วนตรงกลางคือ 45% ส่วนคนมีบัญชีเกิน 10 ล้านบาท มี 1.11 แสนบัญชี แค่ 0.01% ของบัญชีธนาคารทั้งหมด แต่ว่าคิดเป็นเงิน 49% ของเงินฝากทั้งหมด

ปรองดองเกิดยากถ้าไม่แก้เหลื่อมล้ำ

อดีตเลขาธิการอาเซียน มองว่า การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต้องพัฒนาการศึกษา การมีส่วนร่วมและการพัฒนาอาชีพที่ดีขึ้น เรื่องนี้จำเป็นต้องคิดถึง “โรดแมปหลังโรดแมป” เพราะโรดแมปขณะนี้คิดว่าจะทำอย่างไรถึงประคองประเทศให้พ้นถึงการเลือกตั้ง แต่หลังการเลือกตั้งต้องคิดว่าจะทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้ ​ทั้งเรื่องคอร์รัปชั่น ระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม การศึกษา

“ส่วนตัวคิดว่าความปรองดองเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าหากว่าเรายังติดอยู่กับผลประโยชน์และความขัดแย้งในปัจจุบัน เราต้องเขียนวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนว่าสิ่งที่ต้องการจะทำคืออะไร สะท้อนวิสัยทัศน์ของสังคมไทย 10-20 ปีหลังจากนี้ ปี 2579 จะเป็นไง เอาวิสัยทัศน์นั้นมาให้คนทั้งประเทศ​ วิพากษ์วิจารณ์ มีส่วนเป็นเจ้าของ และบอกว่าจากนี้เราจะเดินไปสู่วิสัยทัศน์​สร้างสังคมใหม่”

การสร้างสังคมใหม่จะต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ทั้งการศึกษา ระบบราชการ การกระจายรายได้ พัฒนาอาชีพ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แทนที่จะดีไซน์ระบบเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบัน เราอาจจะต้องก้าวให้พ้นไปสู่วิสัยทัศน์ หรือตุ๊กตา ระบบสังคมไทย 20 ปีหลังจากนี้ โดยให้คนทั้งประเทศมีส่วนร่วมที่จะเดินไปสู่จุดนั้นอย่างเป็นระบบ โดยมีคณะทำงานที่ชัดเจนในแต่ะละเรื่อง

สำหรับกระบวนการสร้างความ “ปรองดอง” ที่ผ่านมาเรายังติดอยู่กับภาพของปัจจุบัน มีเรื่องอุปถัมภ์ ผลประโยชน์ สี ค่าย เกาะเราอยู่ในขณะนี้ เราต้องก้าวพ้นจากตรงนี้​ ต้องโฟกัสไปที่อนาคต เพราะอำนาจขณะนี้ไม่ใช่อำนาจปกติ แต่เกิดจากอุบัติเหตุทางการเมือง ดังนั้นจำเป็นต้องโฟกัสไปข้างหน้า ดึงทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม

“ผมไม่ทราบว่าองค์กรที่ตั้งขึ้นมาตรงนี้ เช่น สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ​ คิดเรื่องนี้อย่างไรให้ทะลุขั้นตอนวิธีการ แต่ละก้าวย่างที่จะนำไปสู่ภาพใหม่ของสังคมในอีก 20 ปีข้างหน้า ยกตัวอย่างสหประชาชาติ เขามีแผน 2030 อีก 15 ปีหลังจากนี้ประชาคมโลกจะเดินไป มี 17 ขั้นตอน ของเราอาจจะต้องคิดถึงภาพนั้นของเราเอง เพราะภูมิภาคไม่รอ เพื่อนบ้านเราไม่รอ ประชาคมโลกเดินไปข้างหน้า”​

อดีตเลขาธิการอาเซียน ประเมินว่า คนทั้งประเทศต้องการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติ แต่ระบบรวมศูนย์อำนาจ ไม่อนุญาตให้เขาได้ริเริ่มเสนอทางออกอะไรใหม่ๆ วิธีคิดก็กระจุกอยู่ตรงนี้ การเลือกคนที่รู้จักมาแก้ปัญหาไอเดียก็อยู่ในกรอบที่เรารู้จัก แถมเราอาจจะชี้นำไปด้วยซ้ำ มันก็จะไม่มีทางแก้ปัญหาที่ครอบคลุมได้ ​

ถามว่าจะสามารถตั้งความหวังกับ “โรดแมปหลังโรดแมป” นี้ได้มากน้อยขนาดไหน สุรินทร์ อธิบายว่า ประเด็นสำคัญคือต้องปลุกให้ประชาชน 68 ล้านคน ตื่นขึ้นมาบอกว่าประเทศนี้เป็นของฉัน เท่าที่ทำอยู่ในเวลานี้ยังเป็นแค่เพียงคนกลุ่มน้อยที่ได้อำนาจมา ดังนั้นทางเดินข้างหน้าโรดแมป อาฟเตอร์ โรดแมป ต้องเปิดกว้างกว่านี้ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากว่านี้ ให้ทุกจังหวัด อำเภอ มีส่วนแสดงออกมากกว่านี้

มองอนาคต​สำคัญกว่าอดีต ก้าวพ้นกับดักตัวเอง

ส่วนจะถึงขั้นต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดทิศทางให้ชัดเจนหรือไม่นั้น สุรินทร์ เห็นว่า ไม่ควรไปวางกรอบจำกัดตัวเองมากเกินไป ควรวางเป็นกรอบกว้าง โดยสามารถเริ่มกระบวนการไปได้เลย แทนที่จะบอกประชาชนว่ารอก่อน เพราะเรื่องเหล่านี้ทำได้เลยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการเลือกตั้ง ต้องหาวิธีที่ทำยังไงให้ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ แทนที่จะอยู่แบบอ้อยอิ่งไม่กระตือรือร้น เพราะคนอื่นตัดสินใจ

“เราติดกับปัญหาปัจจุบัน เราคิดที่จะวางโครงสร้างอำนาจไม่ให้ทะเลาะกัน แต่สาเหตุสิ่งที่ทะเลาะกันกลับยังไม่ได้พูด เรายังไม่ได้พูดเรื่องความล้ำ ความไม่มีโอกาส โรดแมปต้องไม่ใช่โรดแมปเพื่อที่จะนำประเทศไปสู่เลือกตั้ง แต่คิดต่อไปว่าหลังการเลือกตั้งจะมีโรดแมปอะไร และผมคิดว่าต้องมีทิศทางองค์กร สร้างความตื่นตัวให้กับประชาชนพร้อมที่จะเข้ามามีส่วน มากกว่าที่จะพาสซีฟเหมือนเดิม

…เราเบลมการเมืองแต่เราไม่มีอะไรทดแทน และไม่มีทางหลีกเลี่ยง สุดท้ายก็ต้องเข้ามาสู่กระบวนการการเมืองอยู่ดี ทำอย่างไรให้อย่างน้อยๆ เราเห็นทิศทางข้างหน้าว่าประชาชนเขารู้สึกตื่นตัวตื่นเต้น อยากเป็นเจ้าของและเห็นอนาคตสำคัญกว่าปัจจุบัน เห็นอนาคตสำคัญกว่าอดีต ทำอย่างไรให้ก้าวพ้นกับดักตัวเองที่ติดอยู่ในขณะนี้”​

สัญญาประชาคมทุกภาคส่วน ร่วมกำหนดอนาคต

ถามว่ารัฐบาลหน้าจะสามารถสานต่อภารกิจนี้ไปจนถึงจุดหมายได้หรือไม่ สุรินทร์ ​กล่าวว่า อาจจะต้องมี​ “สัญญาประชาคม” ที่ต้องมาร่วมกันคิดว่า เราจะละวางความขัดแย้งในอดีต โฟกัสไปข้างหน้า และจะร่วมกันแก้ไขปัญหาประเทศชาติเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เฉพาะพรรค เฉพาะกลุ่มพวกที่เคยเป็นปัญหาในอดีต แต่จะต้องโฟกัสไปที่ปัญหาใหญ่ๆ

“พูดง่ายๆ ว่าปลุกให้พี่น้องตื่นขึ้นมารุ่งสาง แล้วเขารู้ว่าเขาจะเดินต่อไปอย่างไร ขณะนี้เหมือนอยู่ในภาวะ ฝันร้ายมาจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ​อยู่ในภาวะรัตติกาล อะไรมันขมุกขมัว ไม่ชัดมันก็ต้องบอกเขาว่าตื่นขึ้นมา คุณจะมีโอกาส มีบทบาท มีทิศทาง มีลายแทง ผมคิดว่าต้องไปถึงจุดนั้น อาจจะต้องเริ่มต้นโดยมีสัญญาประชาคมระหว่างพรรคการเมือง​กลุ่มการเมือง​ องค์กรสำคัญๆ สื่อ ภาคประชาสังคม ต้องดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมในสัญญาประชาคมเพื่อที่จะเขียนโรดแมป กำหนดทิศทาง

…หากไปเขียนล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญ​ถึงที่สุดก็จะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้มาก ดังนั้นต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่าพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ​เรียนรู้จากประสบการณ์ที่เกิดว่าความเจ็บปวดความขัดแย้ง ความแตกแยกเหล่านั้น เราต้องก้าวพ้น เมื่อเขาอยากก้าวพ้น อะไรคือเส้นทาง ทิศทางให้เขาเดิน มันต้องมีขั้นตอนกระบวนการ โซเชียลคอนแทรกต์เพื่อที่จะกำหนดอนาคต ดิส อิส โรดแมป อาฟเตอร์​ โรดแมป”​

รธน.ละเอียดเกินไป เสี่ยงมุมอับ

สำหรับเรื่องเฉพาะหน้าอย่างเรื่องรัฐธรรมนูญ และระบบเลือกตั้งนั้น อดีตเลขาธิการอาเซียนเห็นว่าอะไรก็ตามแต่ที่พยายามไปกำหนดในรายละเอียดมากเกินไป จะทำให้เกิดความรู้สึกคับแคบ ถ้าเราตั้งหลักกว้างๆ ว่าเรายึดโยงกับประชาชน ให้ถือหลักว่าการได้มาซึ่งเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ คือการสร้างความชอบธรรม และความชอบธรรมนั้นยืนบนพื้นฐานความถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม หากไปกำหนดรายละเอียดมากนักจะปฏิบัติยาก และสร้างปัญหาโดยที่เราไม่คาดคิด ดังนั้นควรจะทำให้ความสมดุลของอำนาจในระบบที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนพรรคเล็กๆ มีอำนาจมากกว่าพรรคใหญ่ๆ เพราะพรรคเล็กเป็นตัวต่อรองตัดสิน ซึ่งก็จะนำไปสู่การได้มาซึ่งกลุ่มคณะบุคคลและรัฐบาลที่ไม่สะท้อนความต้องการประชาชนส่วนใหญ่

“เขียนรายละเอียดมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความคับแคบในการแก้ปัญหา และอย่าพยายามให้เสียงส่วนน้อยไปกำหนดทิศทางประเทศ ไม่เช่นนั้นประเทศก็จะเสียหลักคนส่วนใหญ่ที่เลือกมา เขาจะไม่มีโอกาสบริหารจัดการประเทศ​เพราะเสียงส่วนน้อยไปเป็นตัวรักษาความเสมอภาค สมดุล ในสมการ

…จะกลายเป็นช่องทางการเข้ามาขององค์กรอื่นๆ ผ่านกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กลายเป็นอำนาจต่อรองสูงด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ซึ่งคิดอะไรก็ตาม ถ้าลงในรายละเอียดมากเกินไปจะเกิดความคับแคบในทางปฏิบัติ และก็จะนำไปสู่จุดมุมอับได้ในอนาคต”​ ​

สุรินทร์ ​กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้เราพูดถึงโรดแมปตรงนี้เท่านั้นนั่นเองในภาวะรัตติกาล ที่ช็อกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ​ตื่นขึ้นมาต้องมีอะไรใหม่ มีหวังอะไรบ้าง​ มีวิสัยทัศน์ มีทิศทาง ประเด็นสำคัญคือ อยากให้ก้าวพ้นภาวะความขัดแย้งในปัจจุบัน และภวังค์ ต้องโฟกัสไปข้างหน้ากับประชาชน ให้พื้นที่ บทบาท ความหวัง ให้ความเป็นเจ้าของประเทศเขา สร้างความเข้าใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ไทยชกต่ำกว่าน้ำหนักตัวเอง

ในฐานะที่ทำงานคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงต่างประเทศมาต่อเนื่องยาวนาน สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ประเมินสถานการณ์ประเทศไทยเวลานี้ว่าทุกดัชนีสะท้อนให้เห็นว่า ไทยยังตามหลังประเทศอื่นๆ

“คำที่ผมใช้คือเราชกต่ำกว่าน้ำหนักของตัวเอง ประเด็นคือเราอยู่รุ่นเฮฟวีเวตในภูมิภาค แต่เรามาชกรุ่นแบนตัมเวต เหตุผลเพราะเราไม่ได้ซ้อม ไม่ได้รักษาความเป็นเลิศเหล่านั้นเอาไว้เลย น้ำหนักหมัดเราเลยต่ำกว่าน้ำหนักตัว

…เรามีปัญหาเรื่องคอร์รัปชั่น ผลประโยชน์ทับซ้อน ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบราชการ มีปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษา คุณภาพบุคลากร ดัชนีทุกตัวจึงอยู่หลังคนอื่น และอยู่หลังคนอื่นมากขึ้น และคนอื่นจะไม่รอ เขาเดินหน้าต่อ”

สุรินทร์ อธิบายว่า ไทยใหญ่เป็นอันดับสองในอาเซียนจากระบบเศรษฐกิจที่มีมูลค่า 4 แสนกว่าล้านเหรียญสหรัฐ/ปี หรือประมาณ 13 ล้านล้านบาท ขณที่อินโดนีเซีย 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ประเทศเขามี 1.7 หมื่นเกาะ 250 ล้านคน เพราะฉะนั้นเขาใหญ่จริงแต่หากคำนวณต่อหัวยังน้อยกว่าเรา ที่สำคัญเรามีความหลากหลายที่สุด เป็นระบบเศรษฐกิจที่ทั่วโลกสนใจ มีโอกาสเยอะขึ้น ทุกกิจกรรมมาหาได้ในประเทศไทย

“ผมถึงถามว่าเราจะเอายังไงกับความเป็นเลิศที่เรามีอยู่ ทั้งความเป็นเลิศด้านการเกษตร ความเป็นเลิศการผลิตอาหาร ความเป็นเลิศด้านการท่องเที่ยว ความเป็นเลิศด้านการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ ด้านการเแพทย์ สิ่งเหล่านี้คือความเป็นเลิศที่เรามีอยู่ไม่มีใครแย่งมาจากเราไปได้ง่าย

…นอกจากเราจะสูญเสียไปเองเพราะเราไม่เต็มที่ ไม่ต่อเนื่อง เพราะเรามีความขัดแย้งภายใน เพราะได้คนไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นเราจะเอาอย่างไรกับความเป็นเลิศของประเทศไทยที่มีอยู่ ที่สั่งสมจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน”

ถามว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเราได้อะไรเสียอะไร อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ถือเป็นการเปิดโอกาสให้กับประเทศไทย เพราะไทยมีความพร้อมที่สุดในระบบเศรษฐกิจ ในแง่ความหลากหลาย ความเป็นเลิศ อีกนานกว่าคนอื่นจะแย่งไปได้ เพียงแต่เราจะรักษา และประคองความเป็นเลิศนี้ไว้ได้อย่างไร

ทั้งนี้ จะเห็นว่าภาคเอกชนเขาค่อนข้างเข้มแข็ง แต่เขาต้องการนโยบายต่อเนื่อง ต้องการกรอบที่ชัดเจน เขาต้องการทิศทางที่ชัดเจน ทำอย่างไรให้กิจกรรมด้านเศรษฐกิจทั่วประเทศ พวก SMEs ตื่นตัวสามารถยกระดับตัวเองจากสมอลไปเป็นมีเดียม จากมีเดียมไปเป็นระดับภูมิภาค เหมือนผึ้งออกจากรัง เข้ารัง ดังลั่นตลอดเวลา

“ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์​ของเราสุดยอดไม่มีใครแย่งไปได้ จะเอายังไงกับความเป็นเลิศกับที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นี้ เรื่องอินฟราสตรัคเจอร์ เหนือ ใต้ ออก ตก เสริมความสามารถการแข่งขันให้ตัวเอง ทั้งเรื่องโลจิสติกส์จะเอาอย่างไร จะรักษาความเป็นเลิศทางความได้เปรียบอย่างไรอยู่ที่เรา คนอื่นตามหลังเรามา แต่เราภาษาอังกฤษเรียก ‘you shoot yourself in the foot’ เดินไปเดินมาง่อยเอง”​

ถามว่าช่วงปีกว่าหลังจากรัฐประหารที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศจะเข้ามาแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ คอร์รัปชั่น นั้นเห็นความคืบหน้าไปมากน้อยแค่ไหน

สุรินทร์ มองว่า สิ่งเดียวที่อยู่ในอำนาจแล้วทำได้คือเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่ตกลงกันว่าจะใช้ 2-3 แสนล้านบาท คือสิ่งทำได้ไม่ต้องพึ่งคนอื่น แต่การส่งออกทำไม่ได้ เพราะดีมานด์ตลาดข้างนอกน้อยลง การบริโภคภายใน หนี้สินครัวเรือน ใส่เงินไปเท่าไหร่ก็ต้องไปจ่ายค่าหนี้หมด

อีกด้านหนึ่งการลงทุนจากข้างนอกก็ลดลง บริษัทรถยนต์ใหญ่ๆ อยากเข้ามา โฟล์คสวาเกนอยากเข้ามาก แต่เขาต้องรอ ขยายสิ่งที่มีอยู่ แต่ของใหม่ไม่เข้ามา การลงทุนจากต่างประเทศ ทุกคนยังรอ การเพิ่มความสามารถแข่งขันให้กับธุรกิจก็ยังไม่มีการลงทุน โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยซึ่งเป็นของต่างประเทศ ทั้งเครื่องจักร เทคโนโลยี การผลิตของเราเองยังน้อยอยู่

อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า ​เศรษฐกิจไทย 6 ทศวรรษที่ผ่านมา หนึ่งทุนมาจากข้างนอก เทคโนโลยีจากข้างนอก ผู้บริหารโรงงานก็มาจากข้างนอก สิ่งที่ผลิตแล้วก็เอาออกไปส่งขายข้างนอกเราคือฐานผลิต ถ้าจะไปดูการแสดงสินค้าที่เขาทำกันในดูไบสิ่งที่จะเห็นคือสินค้าสปา สินค้าครัวเรือน โอท็อป เครื่องตกแต่งบ้าน เราผลิตอะไรเยอะกว่านี้ไม่ได้หรือ

“เจ้าของบริษัททั้ง นิสสัน โตโยต้า​ ฮอนด้าเขาทำเอง เราคือส่วนหนึ่งของโกลบอลเน็ตเวิร์กของเขา เพราะฉะนั้นเรื่องความสามารถในการแข่งขันของเรา ซึ่งเป็นเรื่องวิกฤตมาก ถ้าไม่ลงทุน ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม อีกสิบปีข้างหน้าเราจะตามหลังเขา การลงทุนด้านนี้ยังน้อยมาก ต้องทำ รีบเร่งมากกว่านี้ เพราะเราคือเศรษฐกิจ ใหญ่อันดับสองของอาเซียน เพราะเรามีฐานที่ดีอยู่แล้ว เพราะเราล้ำหน้ากว่าคนอื่นอยู่หลายเรื่อง”

ถามย้ำว่าปีกว่าที่ผ่านมาทำให้หลายอย่างหยุดชะงักลงไปหรือไม่ สุรินทร์​ ตอบว่า ไม่แน่ใจว่าบรรยากาศอย่างนี้จะทำอะไรได้มาก เพราะระบบการศึกษาเหมือนเดิม ระบบราชการก็ยังเหมือนเดิม ภาคเอกชนเขาแน่แกร่งมีความสามารถในการแข่งขันจริง แต่ต้องออกไปสร้างตลาดเพิ่ม

“ผลผลิตก็ไม่ใช่ของใหม่ ในเมื่อเทคโนโลยีข้างนอกไม่เข้า เจ้าของธุรกิจไม่ยอมลงทุนเพิ่มก็ได้เท่านี้ เราก็กลายเป็นแค่ฐานการผลิต เวลาปีครึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรม จะทำอะไรได้ นอกจากวางทิศทางให้ถูกต้องตรงนั้นสำคัญที่สุด”​

สุรินทร์ มองว่า ที่สุดทิศทางการปฏิรูปหลายอย่างก็ยังอยู่กับราชการ ระบบก็ยังอุ้ยอ้ายอยู่กับเงินเดือนที่ต้องไปเลี้ยงระบบราชการ แทนที่จะไปคิดเรื่องของใหม่วิสัยทัศน์ไปข้างหน้า

ถามว่าในมุมมองที่สัมผัสกับเวทีนานาชาติ ภาพลักษณ์ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทยลดลงไปหรือไม่ อดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า โดยหลักพื้นฐานทั่วไป อำนาจใดก็ตามแต่ที่ไม่มีการตรวจสอบ อำนาจนั้นเสี่ยงที่จะใช้ไปในทางที่ผิด เสี่ยงที่จะใช้ไปในทางลำเอียงหาประโยชน์​เข้าตัวจะเป็นใครกลุ่มไหนก็ตามแต่ นี่เป็นหลักพื้นฐานสากล

“ถามว่าดีขึ้นหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงน้อยลง แต่คนที่เขาเกี่ยวข้องจริงๆ ก็คือคนเดิมๆ ผู้รับเหมาเดิม ก็ยังบอกเหมือนเดิมครับท่าน แต่ที่จะมาตีแผ่นั้นน้อยลง ส่วนคนที่ทำงานในพื้นที่ ผู้รับเหมาก็บอกไม่ได้ดีขึ้น”

อดีตเลขาธิการอาเซียน มองว่า สำหรับโครงการใหญ่ระดับประเทศ บางเรื่องเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่มีการเปิดสัมปทาน ทำให้คนตระหนักว่า “คลื่น” มีค่า ปัญหาคือแล้วจะเอาแค่ขายคลื่นหรือ แล้วความโปร่งใสที่อยู่ในระบบจะทำให้โปร่งใสหรือไม่ ทั้งเรื่องการกำหนดกฎเกณฑ์ เลือกตัวผู้ที่จะมาขอสัมปทาน ผลประโยชน์​มีอีกมากมาย

การที่เราตระหนักว่าคลื่นมีค่า สองคลื่นรวมกันสองแสนกว่าล้านในระยะเวลา15 ปี นั้นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้น เพราะทรัพย์สินของรัฐยังมีอีกมากมายที่ไม่ใช่วัตถุ โอกาสนี้จะจัดการอย่างไร รัฐวิสาหกิจจะจัดการอย่างไร หรือสิ่งที่ให้ไปแล้วโดยไม่มีการแข่งขัน จะเอาอย่างไร มีเวลาจำกัดหรือเปล่าเมื่อไหร่จะเรียกคืน ยังมีอีกมากมาย

“ผมคิดว่าโอกาสนี้น่าจะใช้กล้องจุลทรรศน์ ศึกษา สำรวจ ส่อง เอกซเรย์ทุกพื้นที่ ตรวจทุกโครงการ เอกซเรย์ทุกสัญญา สัมปทาน ดูว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ซ่อนเร้นตรงไหน ดูว่ารัฐวิสาหกิจตั้งบริษัทลูก มากมาย ไปแอบซ่อนหรือรั่วไหลหรือไม่ ต้องทำเพราะมีอำนาจพอที่จะทำ”

สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลักของผมก็คือต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม ให้ต่างจังหวัดเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ต้องกระจายอำนาจให้เขามากขึ้น ให้เขามีส่วนกำหนดชะตาชีวิตมากขึ้น ขณะนี้รวมศูนย์เกินเวลาแล้ว แก้ปัญหาของเราสมัยสู้กับอังกฤษ ฝรั่งเศส นี่มันเป็นร้อยปี แล้วที่เคยต้องรวมประเทศเพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศ แต่ระบบเดิมมันยังอยู่ยังรวมศูนย์อยู่ อำนาจตัดสินใจของประชาชนเขาก็ไม่มีส่วน”

 

กระตุ้นศก.ให้ถูกทาง ต้องรู้รากเหง้าปัญหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 มกราคม 2559 เวลา 09:07 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/411871

กระตุ้นศก.ให้ถูกทาง ต้องรู้รากเหง้าปัญหา

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ความเป็นอยู่ปากท้องของคนในประเทศยังเป็นประเด็นให้หลายฝ่ายติดตามทิศทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะดำเนินการเพื่อให้เกิดแสงสว่างปลายอุโมงค์ได้อย่างไร

“เกียรติ สิทธีอมร” อดีตผู้แทนการค้าไทย และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนถึงนโยบายแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลในภาพรวม ซึ่งน่าผิดหวังจากการประเมินของธนาคารโลก ปีนี้โตเพียง 2% คือ ไทยเป็นที่โหล่ในอาเซียน

ทั้งนี้ จำเป็นต้องนั่งวิเคราะห์ปัญหาเพื่อแก้ให้ถูกจุด ที่ผ่านมา สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ เข้ามาและมีนโยบายประคองไม่ให้ถอย แต่ปัญหารากเหง้ามันอยู่ตรงไหน และได้แก้หรือยัง ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดตอนนี้ คือ หนี้ภาคประชาชน

เกียรติ ระบุว่า สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของธนาคารโลกในเรื่องนี้ และเมื่อหันมาดูปัจจัยพื้นฐาน คือ น้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนของทุกเรื่อง ทั้งขนส่ง การบริโภค ภาคอุตสาหกรรม เมื่อเวลาที่น้ำมันโลกดิ่งลงมาเร็ว ทำไมน้ำมันในประเทศถึงลงและช้ามาตลอด

“ผมพยายามตามดูที่ลงช้ามันมาจากตรงไหน ปกติในอดีตเคยฟังอ้างอิงราคาตลาด ราคาสิงคโปร์ เมื่อไปไล่ดูกับสิงคโปร์ตอนนี้ ทำไมไทยถึงแพงกว่าสิงคโปร์ ราคาหน้าโรงกลั่นไม่ได้พูดถึงภาษีต่างๆ แพงมาตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึง 20% เมื่อผมทักก็มีการถอยลงมาทีนึง เดี๋ยวก็กลับขึ้นไปไหม่ เป็นอย่างนี้มาตลอด วันนี้ก็ยังแพงกว่าสิงคโปร์”

เกียรติ บอกว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2543 และ 2547 ไทยเคยเจอสองครั้งราคา 30 กว่าเหรียญ/บาร์เรล แต่ไทยขายดีเซลหน้าปั๊ม 14 บาทกว่า แต่ทำไมวันนี้ 20 บาทกว่า เพิ่งลดลง 19 บาทกว่า ไปดูภาษีสรรพสามิต วันนี้เก็บเยอะกว่าปีนั้นถึง 2 บาท เป็น 16 บาท

อย่างไรก็ตาม เบนซิน 95 เมื่อปี 2543 และ 2547 ซึ่งยังไม่มีแก๊สโซฮอล์ ก็เอามาเทียบกันกับตอนนั้นแค่ 19 บาท ทุกวันนี้ 30 บาท ต้องตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้น เมื่อไปไล่ย้อนดูกำไรค่าการกลั่น เพิ่มขึ้น 100 กว่าเปอร์เซ็นต์ ค้าปลีกมีค่าการตลาดสูงกว่าเดิม 30% กำไรโรงกลั่นเพิ่มขึ้นเยอะ

วันนี้ต้องถามน้ำมันโลกลดแล้วประเทศไทยไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยถึงประชาชนและอุตสาหกรรม เกิดอะไรขึ้น ก็ต้องบริโภคของแพง ค่าใช้จ่ายการดำรงชีวิตแพงเกินกว่าความจำเป็น ส่วนอุตสาหกรรมอย่าบอกว่าไม่กระทบ เช่น ค่าขนส่ง วัตถุดิบเกือบทุกสาขา รวมถึงพนักงาน ค่าจ้าง แล้วไทยแข่งไม่ได้ ที่บอกว่าส่งออกไม่ได้ ติดขัด ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาตัวเองหรือไม่ ค่าไฟ ส่วนหนึ่งผลิตจากการใช้น้ำมันเตา ต้นทุนทุกอย่างอยู่ที่พลังงาน

เกียรติ บอกด้วยว่า ทุกวันนี้ไม่เห็นด้วยเลยกับการขึ้นค่าแก๊ส หากยังไม่มีการเปิดต้นทุนปากหลุม แล้วมาบอกว่าขึ้นเพราะตลาดโลกมันแพง แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่มีในประเทศ แล้วส่วนต่างอยู่ในมือใคร รัฐบาลหรือไม่ เต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่

“ถ้าไม่ มันไปตกที่ใคร และควรหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้น ให้ประชาชนใช้ของตามต้นทุนบวกค่าใช้จ่าย ซึ่งหลายประเทศก็ทำแบบนั้น ประเทศที่มีพลังงานอย่างแก๊ส น้ำมัน ส่งออก ประชาชนเขาใช้ถูก ไม่ได้อุดหนุน คือ ประชาชนใช้ลักษณะมีต้นทุนเท่าไหร่ก็บวกค่าบริหารจัดการ แต่แก๊สขึ้นไม่มีคำอธิบายผมไม่เห็นด้วย เพราะกฎหมายไทยระบุว่าประชาชนเป็นเจ้าของทรัพยากรในดิน ถึงต้องมีระบบสัมปทาน ไม่เช่นนั้น คุณไปซื้อที่ดินแล้วขุดเจออะไรแล้วเป็นเจ้าของหมด มันไม่ใช่ ซึ่งเหมือนกับหลายประเทศ และไม่ใช่เรื่องแปลก แต่วันนี้ข้อมูลความโปร่งใสมันไม่มี”

ทั้งหมดคนที่ต้องอธิบาย เกียรติ บอกว่า คือ กระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เพราะเป็นคนดูราคาน้ำมัน แก๊ส และพลังงาน ที่ขึ้นลง ยังไม่บอกว่าใครผิด แต่ดูตัวเลขกระทรวงเห็นชัดผิดปกติมาหลายเดือน เป็นปี และไม่ใช่ครั้งแรกที่มาทวงถามในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ

เกียรติ ประเมินว่า จากตัวเลขที่พูดมาทั้งหมดคนที่ได้ประโยชน์จากการไม่ลดราคา คือ ผู้ค้าทั้งหมด ซึ่งแสดงว่ามีปัญหาเรื่องบริหารจัดการ ต้องจำไว้ว่าตลาดพลังงานไม่ใช่อ้างอิงกลไกตลาด เพราะว่าคนเป็นเจ้าของ เช่น ตะวันออกกลางหรือประเทศที่มีเป็นคนกำหนดราคา แต่เมื่อไหร่ราคาลงประชาชนต้องได้เต็มๆ ไม่ใช่ได้เฉพาะบางคน ไม่เช่นนั้นแข่งไม่ได้ ตรงนี้คิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องตอบประชาชนให้ได้

เกียรติ ระบุด้วยว่า เมื่อน้ำมันลดหลายคนพยายามโยงไปถึงเรื่องสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา ขายไม่ได้บ้าง โดยเฉพาะยางสังเคราะห์อิงกับราคาน้ำมัน เมื่อน้ำมันลงราคายางสังเคราะห์ก็ลดลงตาม ซึ่ง
ควรเป็นปัจจัยให้ใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น เพราะมันมีหลายสินค้าที่ใช้ยางสังเคราะห์ไม่ได้ เช่น ถุงมือยางที่ใช้ในการผ่าตัด เป็นต้น ซึ่งมันมีอีกเยอะ

เกียรติ ตั้งข้อสังเกตว่า ยางดิบผู้ผลิตมี 3 ประเทศ แต่ผู้ซื้อยางดิบส่วนใหญ่มีไม่กี่บริษัท ทุกครั้งที่ยางดิบราคาลงถามว่ายางรถยนต์ถูกลงหรือไม่ ตรงนี้คือจุดที่ต้องแก้ เมื่อวัตถุดิบถูกลง แต่ทำไมราคาผลิตภัณฑ์ไม่ถูกตาม ถามว่าใครได้ใครเสีย มันมีการฮั้วกันระหว่างผู้ซื้อหรือไม่ ถ้ามีผิดร้องเรียนได้ เพราะมีกลไก องค์การการค้าโลก แต่ไม่เคยมองตรงนั้น

ทั้งนี้ ในแง่สินค้าเกษตรโดยเฉพาะยางมันมีหลายเรื่องที่เอามาใช้ได้ เช่น ผสมทำถนน ขณะเดียวกันการแปรรูปทำน้อยมาก ปล่อยให้คนอื่นทำ ควรทำจริงเสียที ผลิตภัณฑ์ที่เป็นวัสดุก่อสร้างที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบมีเยอะมากในประเทศไทย ณ วันนี้ที่เห็นอยู่มีไม่ถึง 10% ที่มีในโลก ทำไมไม่คิดตรงนี้

เกียรติ มองว่า มีหลายเรื่องที่น่าจะทำได้มากกว่านี้ เพราะถ้าเมื่อทำทุกอย่างแล้วไม่ดีขึ้น ในที่สุดก็ต้องมาดูให้ละเอียด ในตลาดยาง ยกตัวอย่าง เกษตรกร 75% ผลิตแค่ 25% และที่เหลือที่ผลิต 75% คือขาใหญ่ ผลิตน้อยลงกำไรน้อยลง ไม่ตายหรอก อยู่ได้ แต่ขาเล็กแค่ 25% ของผลผลิต แต่มัน 75% ของประชากรชาวสวนยาง ถ้าช่วยแค่นี้ใช้เงินไม่เยอะ

ดังนั้น ต้องเลิกคิดช่วย แล้วต้องช่วยทุกคนไม่ใช่ ไปดูในทุกประเทศได้เลย นโยบายทั้งหมดถ้าช่วยรายเล็กรายน้อยได้ จบแล้ว เขาอยู่ได้ ถ้ามันทำแล้วไม่ขยับในแง่ของตัวราคา ซึ่งมันมีหลายมาตรการ ตอนนี้ยังไม่ลองทั้งหมด ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จ ก็ไปดูรายได้ แล้วประกันรายได้ แต่เป็นชั่วคราว ไม่ใช่ประกันรายได้ทั้งชีวิต แต่ที่ทำชั่วคราวเพื่อให้มีเวลาเข้าไปจัดการกับระบบ

“ใครตอบผมได้บ้างว่าทำไมวันนี้ราคายางรถยนต์ถึงไม่ลดพอมันไม่ลดคุณทำอะไรได้บ้าง ต้องถามตรงนี้ ซึ่งตอบโจทย์ได้ชัดที่สุด และที่บางประเทศไปปลูกอีกประเทศเป็นล้านๆ ไร่ ใน 2-3 ปี ก็จะมีปัญหาอีก ไม่จบแค่วันนี้ ซัพพลายจะออกมาอีก แล้วไทยวางยุทธศาสตร์ไว้อย่างไร ไม่ใช่ยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาขณะนี้ แต่ต้องมองไปข้างหน้าด้วย ถึงเวลานั้นจะทำยังไง การบริโภคไม่ได้นิ่งตามซัพพลายที่เพิ่มขึ้น ไทยเสี่ยงสูงในอนาคต”

สำหรับจุดอ่อนเศรษฐกิจ เกียรติ ฉายภาพว่า มี 4 อย่าง คือ ลงทุน บริโภค การค้า และท่องเที่ยว ด้านลงทุน ไม่ดีใจกับตัวเลขบีโอไอ ถ้าบอกสั้นๆ รีบมายื่นนะ ยื่นหมด แต่ไม่เริ่ม ทำยังไงให้เริ่ม ตรงนี้คิดว่านโยบายบีโอไอทั้งหมดต้องซับซ้อนมากขึ้น เก่งขึ้น มียุทธศาสตร์มากขึ้น ไม่ใช่โซนนิ่ง วันนี้ประเทศไทยจะเดินไปข้างหน้าเก่ง ต้องมีธุรกิจและอุตสาหกรรมอะไร ต้องมีความชัดเจนในเรื่องยุทธศาสตร์ ซึ่งยังไม่มี การลงทุน มีตัวเลขดูเหมือนดี แต่ชะลอ จะทำอย่างไรให้ลงจริง

ด้านการค้าระหว่างประเทศ ในปีที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนไป 20% ควรจะช่วยได้เยอะ การเจาะตลาด เช่น จีน อยากค้ากับเขาเดินไปหารัฐบาลกลางอย่างเดียวไม่ได้ รัฐบาลท้องถิ่นมณฑลต่างๆ มีอำนาจในการซื้อ ค้าขาย โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากรัฐบาลกลาง เดินเข้าไปหาหรือไม่ ก็ยังไม่ได้เดินไปหา

“ผมเคยคุยกับรัฐบาลท้องถิ่น เขาพร้อมที่จะซื้อข้าวถุงไทย ไม่ใช่กระสอบ ข้าวถุง ถ้าราคามันได้ ซึ่งถ้าเทียบราคาจริงๆ ไปได้ แต่ยังไม่มีคนเสนอ และไม่รู้มีกี่มณฑล แต่ละมณฑลประชากรประมาณ 30 ล้านคน 50 ล้านคน ตรงนี้ยังไม่ทำ ตลาดละตินอเมริกาก็ยังไม่ได้ทำ ตะวันออกกลางยุทธศาสตร์คืออะไร ก็ยังไม่ได้ทำ”

เกียรติ บอกว่า สมัยเป็นประธานผู้แทนการค้าได้มีการลงนามไว้แล้ว แต่ไม่ได้ทำต่อ เพราะหมดเวลาไปก่อน เขาพร้อมที่จะตั้งศูนย์สำรองอาหาร เกษตร สำหรับตะวันออกกลางไว้ที่บาห์เรน ซึ่งหมายความว่าไทยจะขายได้ปีละ 3 หมื่นล้านบาท สินค้าเกษตร ข้าว น้ำตาล แป้ง เลือกที่ไว้แล้ว แต่เรื่องนี้ดับไป เพราะหมดวาระไปแล้ว แต่ข้อตกลงยังอยู่แต่ไม่มีใครสานต่อ การค้าขายไม่ใช่นั่งรอ

ถ้านั่งรอก็เจอคนไปช็อป เลือกของถูกมากกว่าของดี มากกว่าการให้ราคา การค้าระหว่างประเทศต้องบุก กำลังซื้อประชาชน น้ำมันแพง แก๊สแพง ท่องเที่ยวตัวเลขดีขึ้นยอมรับ คุณภาพได้หรือไม่ ยินดีและดีใจที่ตัวเลขขึ้น แต่จากการฟังผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นมาจากตลาดจีน แต่กำลังซื้อไม่เยอะ ดังนั้นเมื่อเห็นตัวเลขนี้แล้ว มักจะกินแต่ไม่ซื้อ

นอกจากนี้ ก็มีผู้ประกอบการที่ตั้งเองเพราะรองรับนักท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร ร้านนวด รับทัวร์ตัวเอง จัดการยังไง ไม่ถูกกฎหมาย ตรงนี้ให้ได้เต็มเม็ดต้องดูในรายละเอียด แล้วใครได้ กระเป๋าใคร ซึ่งกรณีนี้ไม่ถูก จะจัดการยังไง อย่าดีใจกับตัวเลขอย่างเดียว แหล่งท่องเที่ยวพัฒนาเพิ่มหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ ไทยไม่ควรเป็นที่โหล่

“ปี 2016 เออีซี ซึ่งเป็นกำแพงภาษีในลาว เขมร เวียดนาม เป็นศูนย์ส่วนใหญ่ ถามว่าเป้าการค้าชายแดนต้องเพิ่มหรือไม่ ซึ่งต้องเพิ่มเยอะด้วย แล้วตอนนี้ที่งงที่สุด คือ จีน สิงคโปร์ กว้านซื้อที่ดินติดชายแดนหมดเลย ผมไม่ได้หวง แต่ทำไมเราทำ ส่งเสริมคนของเราให้ทำ ทำให้เร็ว ทำให้รองรับ ซึ่งเรายังขาดยุทธศาสตร์ภาพรวมในการเอาประโยชน์ เออีซีเพิ่มตัวเลขการค้า การลงทุน”

ส่วนการพยายามทำเขตเศรษฐกิจ พิเศษ ไม่ผิดในเรื่องนี้ ส่วนตัวก็คิด แต่วิธีทำอาจไม่เหมือนกัน มันมีรายละเอียด แต่เขตเศรษฐกิจพิเศษจะไม่เวิร์กเลย หากหน่วยงานรัฐทั้งหมดไม่ไปตั้งอยู่ตรงนั้น ระบบรัฐต้องตามไปกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระบบสนับสนุน ระบบการเงินต้องตามไป ถ้าไม่ตามไปโลจิสติกส์มีไหม ไม่มีใครมาตั้ง ถ้าไม่ขยับ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์เชิงรุกที่สำคัญ จะทำให้การค้าขายไทยเก่งขึ้น ลงทุนมียุทธศาสตร์มากขึ้น ต้นทุนต่ำลง ยังไม่ขยับ

“ที่พูดมาทั้งหมดไม่ได้กล่าวหา แต่ผลที่ตามมาเห็นอยู่ แต่เขาอยู่ชั่วคราว ก็ทำกติกาให้มันจบๆ แล้วเมื่อเข้าสู่ภาวะปกติก็เป็นอีกเรื่อง แต่เวลาอยู่ต้องทำให้เต็มที่ ติดขัดอะไรบอกมาก็พร้อมคุยทุกอย่าง”

 

วุฒิชาติ : เร่งรถไฟเร็วสูง หัวหิน-กรุงเทพฯ-ระยอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 มกราคม 2559 เวลา 09:40 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/411637

วุฒิชาติ : เร่งรถไฟเร็วสูง หัวหิน-กรุงเทพฯ-ระยอง

โดย…ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

เป็น 3 โครงการลงทุนยักษ์ใหญ่ระดับหลักแสนล้านบาท/ต่อโครงการ ที่น่าจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนภายในปีนี้

สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูง ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร (กม.)/ชั่วโมง จำนวน 2 เส้นทาง คือ เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน มูลค่าลงทุนเบื้องต้น 9.46 หมื่นล้านบาท และเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง มูลค่าลงทุนเบื้องต้น 1.55 แสนล้านบาท รวมทั้งโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด ความเร็วสูงสุด 180 กม./ชั่วโมง มูลค่าลงทุน 4-5 แสนล้านบาท

วุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ว่า รฟท.ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมและรูปแบบการลงทุนรถไฟความเร็วสูงเส้นกรุงเทพฯ-หัวหิน และเส้นกรุงเทพฯ-ระยอง ซึ่งผลการศึกษาจะเสร็จเดือน มี.ค.นี้

จากนั้น รฟท.จะเสนอผลศึกษาและแนวทางการลงทุนโครงการไปให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการพีพีพี) ที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

“เราเริ่มขั้นตอนเสนอโครงการตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ปี 2556 แล้ว โดยได้ว่าจ้างที่ปรึกษาศึกษาและวิเคราะห์โครงการ เช่น รูปแบบการเปิดให้เอกชนร่วมทุน การเปรียบเทียบต้นทุนและความคุ้มค่า ผลกระทบและความเสี่ยงต่างๆ ซึ่งผลศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือน มี.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการพีพีพีเห็นชอบ โดยทั้ง 2 โครงการจะอยู่กลุ่มโครงการพีพีพี ฟาสต์แทร็กด้วย” วุฒิชาติ กล่าว

วุฒิชาติ ระบุว่า หากคณะกรรมการพีพีพีเห็นชอบแล้ว รฟท.จะตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ พิจารณาแนวทางการคัดเลือกเอกชนมาร่วมลงทุน โดยยืนยันว่า รฟท.จะไม่ใช้วิธีเจรจาตรงกับเอกชนบางรายหรือบางกลุ่มแน่นอน เพราะมีข้อจำกัดมาก แต่จะใช้วิธีเปิดประมูลเป็นการทั่วไป

“เราจะออกประกาศเชิญชวน (ทีโออาร์) ว่ามีใครสนใจลงทุนบ้าง ไม่จำเป็นต้องมีแค่ไทยเบฟ หรือ ซีพี นักลงทุนเยอรมนีและเกาหลีใต้ก็สนใจ ส่วนกลุ่มที่มีศักยภาพและไม่เผยตัวน่าจะมีอีก” วุฒิชาติย้ำ

ขณะที่รูปแบบการเปิดประมูลนั้น วุฒิชาติ กล่าวว่า รฟท.จะให้เอกชนที่สนใจเสนอแนวทาง รูปแบบ และเงื่อนไขการลงทุนเข้ามาให้คณะกรรมการคัดเลือกฯ พิจารณา เช่น รูปแบบการร่วมทุน องค์ประกอบที่เอกชนต้องการให้ภาครัฐสนับสนุน และระยะเวลาการให้สัมปทานที่เหมาะสม ซึ่งทำให้การลงทุนมีความคุ้มค่า โดย รฟท.จะใช้ผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาเป็นกรอบ และว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินมาร่วมพิจารณาข้อเสนอเอกชนด้วย

“เราอยากจะให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนทั้ง 100% โดย รฟท.มีหน้าที่สนับสนุนเขตทางในการลงทุน ซึ่งจะคู่ขนานไปกับแนวรถไฟเดิม แต่อาจมีการเวนคืนที่ดินบ้างในบางจุดที่ตัดผ่านชุมชน ในขณะที่เงื่อนไขที่เอกชนเสนอมาทุกฝ่ายต้องรับได้ คือ นักลงทุนเขาก็ต้องมีกำไร แต่กำไรต้องไม่เวอร์ รฟท.ก็ต้องได้ประโยชน์ และประชาชนต้องสะดวก อย่างไปหัวหินจะใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียว แทนที่จะขับรถซึ่งใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ค่าตั๋วต้องไม่แพงไป เพราะถ้าแพงคนก็ไม่ขึ้น สุดท้ายก็เจ๊ง”

วุฒิชาติ ระบุว่า รถไฟความเร็วสูงเฟสแรกกรุงเทพฯ-หัวหิน และกรุงเทพฯ-ระยอง จะต้องเกิดให้ได้ จากนั้นจะเป็นการลงทุนส่วนต่อขยายในอนาคต เช่น ขยายรถไฟความเร็วสูงไปถึงหาดใหญ่ เพราะเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนเต็มตัวในอนาคต เชื่อว่าปริมาณผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมาก แต่ในระหว่างนี้ก็จะใช้รถไฟทางคู่ราง 1 เมตรไปก่อน

ในส่วนความคืบหน้าการเจรจารถไฟไทย-จีน วุฒิชาติ ระบุว่า ขณะนี้แบบก่อสร้างเสร็จไปแล้ว 80-90% แต่ยังต้องปรับลดแบบบางรายการ เช่น สถานีบางแห่งจีนออกแบบใหญ่เกินไป ซึ่งต้องเจรจาลดขนาดลงมา รวมทั้งค่าจ้างแรงงานที่จีนเสนออัตราค่าแรงมา 800-900 บาท/วัน ในขณะที่บ้านเราค่าแรง 300 บาท/วัน ก็ได้ขอให้ลดลงมา ส่วนเรื่องดอกเบี้ยก็ตกลงกันได้แล้ว ดังนั้น โครงการก็น่าจะเริ่มต้นลงทุนได้ในไม่ช้า

วุฒิชาติ กล่าวว่า สำหรับรถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-สระแก้ว ในวันที่ 27 ม.ค.นี้ จะมีการเปิดเดินรถขนส่งสินค้านำร่องช่วงกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทร่วมทุนระหว่าง รฟท.-ญี่ปุ่น-เอกชนไทย ขณะที่บริษัทร่วมทุนอาจทำหน้าที่ขยายการลงทุนรถไฟทางคู่ตลอดแนวเส้นทาง ซึ่งตรงนี้รัฐบาลไทยกำลังเจรจากับญี่ปุ่นอยู่ว่าใครจะลงทุน

 

แรงบันดาลใจดีๆ กับทีมนักกีฬาคนพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

20 มกราคม 2559 เวลา 17:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/411382

แรงบันดาลใจดีๆ กับทีมนักกีฬาคนพิการ

โดย…เสาวรส รณเกียรติ

เรื่องราวของคนพิการ โดยเฉพาะคนพิการที่เป็นนักกีฬาและสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศนั้น ล้วนผ่านเส้นทางอันยากลำบาก ต้องอดทน ฝึกฝน และฝ่าฟัน มากกว่าคนธรรมดาที่มีอวัยวะครบ 32 หลายเท่านัก

และแน่นอนในเส้นทางเหล่านี้ ต้องมีบุคคลที่อยู่เคียงข้าง ร่วมเดินทางฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อให้ถึงฝั่งฝันให้ได้

หนึ่งในนั้นมีชื่อ บรรยง พงษ์พานิช นักธุรกิจที่คร่ำหวอดในวงการตลาดหุ้น และปัจจุบันเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเกียรตินาคิน ที่หลังจากท่องโลกอินเทอร์เน็ตผ่านเฟซบุ๊ก และอ่านพบเรื่องราวทีมนักกีฬาปิงปองคนพิการที่กำลังจะเข้าแข่งขันกีฬา “เอเชียนพาราเกมส์” ที่อินชอน เกาหลีใต้ มุมมองของเขาต่อคนพิการก็เปลี่ยนไป และเป็นจุดเริ่มต้นของการได้รับแรงบันดาลใจจากนักกีฬามากความสามารถเหล่านี้ ที่ช่วยให้เขาได้สร้างแรงบันดาลใจต่อเนื่องไปถึงคนอื่นๆ อีกด้วย

บรรยง เล่าว่า หลังจากพบเห็นเรื่องราวของบรรดานักกีฬาเทเบิลเทนนิสที่เป็นคนพิการเหล่านี้ในเฟซบุ๊ก เขาก็ตัดสินใจเสนอเงินอัดฉีดให้นักกีฬาปิงปองเหล่านี้ และ พวกเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง คว้ามาได้ 3 เหรียญเงิน และ 6 เหรียญทองแดง

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้เจอกับตัวจริงของนักกีฬาเหล่านี้ในงานเลี้ยงต้อนรับทีมนักกีฬากลุ่มนี้ที่มีอยู่กว่า 20 ชีวิต ได้พูดคุย ได้แลกเปลี่ยน ได้รับรู้และซึมซาบถึงการฝึกฝนอย่างหนักกว่านักกีฬาทั่วไป และทัศนคติการมองโลกที่น่าทึ่ง

รวมไปถึงความใฝ่ฝันที่สำคัญของนักกีฬาปิงปองคนพิการเหล่านี้ ที่ต้องการโอกาสได้เข้าร่วมแข่งขันในพาราลิมปิกเกมส์ 2016 ที่นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล

โครงการระดมทุนเพื่อหาเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกซ้อมและเดินทางไปแข่งขันจึงเริ่มขึ้น ตั้งแต่ทุนที่ให้นักกีฬาทุกคนต้องเดินทางตระเวนแข่งขันเก็บคะแนนก่อน เพื่อที่จะไต่อันดับโลกจนกระทั่งได้รับสิทธิเข้าร่วมแข่งขัน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่น้อย และต้องหาเงินสนับสนุนกันเอง

เขาเริ่มด้วยการจัดแข่งขันระหว่างนักกีฬาคนพิการเหล่านี้ กับทีมปิงปองของบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร ที่ไม่ใช่ทีมไก่กา แต่เพิ่งขนะเลิศการแข่งขันระหว่างโบรกเกอร์ด้วยกันปรากฏว่า แข่งไป 8 คู่ นักกีฬาคนพิการชนะไปถึง 7 คู่ ที่เหลืออีกคู่แค่เสมอ ได้เงินรางวัลรวม 5 แสนกว่าบาทไปครองด้วยความสามารถล้วนๆ

ขณะที่เงินก้อนใหญ่สำหรับการฝึกซ้อม และเดินทางไปแข่งขันไต่อันดับตามประเทศต่างๆ รวมทั้งเข้าแข่งขันที่นครรีโอเดจาเนโรนั้น ขณะนี้สามารถจัดหาได้เรียบร้อยแล้ว จากองค์กร บุคคลต่างๆ อีกหลายคนที่ร่วมสนับสนุน

“ผมไปทานข้าวกับพวกเขา เราคุยกัน เลยได้รู้เรื่องราวน่าประทับใจของแต่ละคน ที่ถึงแม้จะต้องพิการ บ้างเป็นโดยกำเนิด บ้างก็เป็นแต่เด็ก บ้างก็มาเป็นตอนโตแล้ว แต่ทุกคนล้วนแต่มีจิตใจนักสู้ มุ่งมั่นเข้มแข็ง ไม่ท้อแท้กับโชคชะตา มีทัศนคติที่น่าทึ่งยิ่งนัก

เรียกว่า เจอพวกเขาแล้ว เรารู้ตัวเลยว่า คนดีๆ อย่างเรา ไม่มีสิทธิบ่น ไม่มีสิทธิท้อ ก็พวกเขาที่ไม่มีใครครบ 32 ยังสู้ชีวิต ยังมีทัศนคติที่ดีต่อชีวิตถึงเพียงนี้ แล้วเราจะเอาแต่ท้อถอย ก่นด่าโชคชะตาได้อย่างไร”

ระหว่างนั้น เขาเล่าถึงความประทับใจของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกพิการที่เป็นนักกีฬาปิงปองคู่หนึ่ง ที่ทำให้เห็นว่า หากคนในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อและแม่ อยู่เคียงข้างลูกที่พิการแล้ว ลูกจะใช้ชีวิตได้อย่างดี ไม่ผิดกับคนทั่วไป

ครอบครัวนี้มีคุณพ่อเป็นนายพล ส่วนลูกชายพิการจากอุบัติเหตุตั้งแต่วัยหนุ่ม

วินาทีที่เห็นลูกพิการนั้น คุณพ่ออย่าง พล.ร.ต.ประหยัด เทพธรณี ก็ตั้งใจว่าจะดูแลลูก นิพนธ์ เทพธรณี อย่างดีที่สุด ทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลลูก

“มันเป็นความสัมพันธ์ที่ผมประทับใจ และหวังว่าเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนพิการ และคนในครอบครัว เพราะสำหรับคนพิการ เด็กพิการแล้ว สิ่งสำคัญคือการดูแลเขาให้ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ คนธรรมดาทั่วไป สุดท้ายเขาจะช่วยตัวเองได้”

หรืออีกชีวิตหนึ่ง เป้-ยุทธจักร กลิ่นบานชื่น เด็กหนุ่มวัย 18 ลูกชาวนาจากสุพรรณบุรี ที่เกิดมาสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ตอนอายุได้ 10 ขวบ เป้ถูกควายขวิดเข้ากลางหลังจนพิการตั้งแต่ช่วงอกลงไป แต่ก็ไม่เคยท้อแท้เศร้าหมอง กลับมุ่งมั่นใช้เวลาสั้นๆ ฝึกซ้อมอย่างหนัก กินนอนอยู่กับโต๊ะปิงปอง จนไต่อันดับมาอยู่ที่ 24 ของโลก แถมมีนิสัยร่าเริงแจ่มใส คึกคักอยู่ตลอดเวลา

ที่น่าเศร้าสุดๆ คือ วันชัย ชัยวุฒิ เป็นโปลิโอพิการตั้งแต่เด็ก และภายใน 6 เดือนก็เจอเคราะห์กรรมอย่างที่ไม่คิดว่าใครจะเจอได้ พี่สาวที่คอยดูแลเกิดอุบัติเหตุพิการตามไปด้วย จากนั้นแม่และพ่อก็ตาย แต่เขาก็ลุกขึ้นมาสู้ มุ่งมั่นทางกีฬา ตื่นตีห้าซ้อมหนักทุกวัน จนวันนี้อยู่อันดับ 10 ของโลก เจ้าตัวบอกว่า

“บางทียังนึกขอบคุณความพิการ ขอบคุณเคราะห์กรรม ที่ทำให้ผมมีวันนี้ ไม่งั้นก็คงเหมือนเพื่อนๆ ที่หมู่บ้าน ที่กลายเป็นคนติดยาไปแทบทุกคน”

และก่อนที่เรื่องราวดีๆ ที่น่าทึ่งของนักกีฬาปิงปองคนพิการเหล่านี้จะจางหายไปกับกาลเวลา รายการ Talk Show จึงถูกจัดขึ้น ใช้ชื่อว่า “ธรรมดา 32 พิเศษ 100+” ในวันเสาร์ที่ 23 ม.ค.นี้ ตั้งแต่เวลา 13.00-17.15 น. ที่ C asean ชั้น 10 อาคารไซเบอร์เวิลด์ ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก (ใกล้สถานทูตจีน)

เป็นทอล์กโชว์ที่ให้เข้าฟังฟรี! เพียงติดต่อขอรับบัตรทาง Facebook Messenger เพจ “ตัว 32 ลบ แต่ใจ 100 บวกบวก” หรือชมผ่านออนไลน์ www.ThaiLiveStream.com/PingPongTalkShow

แรงบันดาลใจดีๆ หาไม่ได้ง่ายนัก

แต่ที่นี่ ทีมนักกีฬาปิงปองคนพิการมีให้คุณได้!!

 

สมเด็จช่วงไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 มกราคม 2559 เวลา 10:58 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/410791

สมเด็จช่วงไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร

มองสมเด็จช่วงอย่างไร

พูดตรงไปตรงมา สมเด็จช่วงก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนะครับ ท่านเป็นคนน่ารัก ไอ้มลทินนี่เคยมีเรื่องอื้อฉาวสมัยก่อน พวกในคณะสงฆ์เขาปิดกันเพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แล้วแกก็เปิดเผยว่าธัมมชโยเป็นลูกศิษย์แก เคยบวชให้ก็ต้องสนับสนุน นี่แง่หนึ่ง อีกแง่หนึ่งแกก็ naive (ไร้เดียงสา) ไม่เห็นโทษของธรรมกาย เห็นไหมตอนออกมาบิณฑบาตเดินบนดอกไม้ ยังบอกนุ่มตีนดี (หัวเราะ) ถ้าเทียบเรื่องมลทินแกก็ไม่เลวร้ายไปกว่าสมเด็จองค์อื่นๆหรอก

-สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิด นักเขียน และปัญญาชนคนสำคัญ โพสต์ทูเดย์สัมภาษณ์พิเศษ ส.ศิวรักษ์ 17 ม.ค. 58

บางส่วนจากบทสัมภาษณ์ “ถ้าสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช ธรรมกายจะเฟื่องฟู” ส.ศิวรักษ์ http://www.posttoday.com/analysis/interview/410673

 

“ถ้าสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช ธรรมกายจะเฟื่องฟู” ส.ศิวรักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

17 มกราคม 2559 เวลา 07:53 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/410673

"ถ้าสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช ธรรมกายจะเฟื่องฟู" ส.ศิวรักษ์

เรื่อง….อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ….พรพรหม สาตราภัย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองจากทุกฝ่าย

หลังจากมีกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช

เหตุผลสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาต่อต้านคือ รอยมลทินจากข้อครหาหลายประการ ตั้งแต่คดีครอบครองรถหรู การรับรูปหล่อทองคำหลวงพ่อสดหนัก 1 ตันจากวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะการปกป้องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไม่ให้ต้องปาราชิก

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2535 โดยเฉพาะมาตรา 7 ใจความสำคัญระบุว่า

“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง วรรคสอง เมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช หรือสมเด็จพระสังฆราชไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบตามมติของมหาเถรสมาคม (มส.) เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบตามมติของ มส. ให้เสนอสมเด็จพระราชาคณะที่มีอาวุโสชั้นรองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”

ข้อเท็จจริงอยู่ตรงที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ปัจจุบันมีอายุย่าง 89 ปี ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2538 ถือว่าอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ที่สำคัญยังดำรงตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  

นั่นหมายความว่า “สมเด็จช่วง” คือผู้ที่จะได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง “สุลักษณ์ ศิวรักษ์” นักคิด นักเขียน และปัญญาชนคนสำคัญ จะมาวิเคราะห์ถึงปมปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช อันสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งของวงการพุทธศาสนาเมืองไทย

มีการตั้งข้อสังเกตว่า สาเหตุที่ต่อต้านสมเด็จช่วงไม่ให้ขึ้นเป็นสังฆราช เพราะธรรมกาย

ถ้าสมเด็จช่วงได้ขึ้นเป็นพระสังฆราช ธรรมกายจะเฟื่องฟู คุณไปดูได้ การเลื่อนสมณศักดิ์เมื่อวันที่ 5 ธันวาที่ผ่านมา สายธรรมกายขึ้นตรงเลย วัดธรรมกายตอนนี้มีสาขาเกือบทั่วโลก มีการตั้งสมณศักดิ์ในต่างประเทศเยอะแยะไปหมด ธรรมกายทั้งนั้น และวัดธรรมกายมาจากวัดปากน้ำ สมเด็จช่วงก็เป็นพระอุปัชฌาย์ให้ธัมมชโย แกปกป้องพระธรรมกายมาตลอด ธรรมกายมีเงินและอำนาจมากมายมหาศาลที่จะซื้อกรรมการมหาเถรสมาคมได้แทบทั้งหมด

ผมเคยเขียนหนังสืออกมาเล่มหนึ่งซึ่งเจ้าคุณประยุทธ์ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม)  ชี้ให้เห็นเลยว่า ธรรมกายเป็นสัทธรรมปฏิรูป หมายความว่าไม่ได้สอนตามพระพุทธเจ้า แต่สอนให้ต่อต้านพระพุทธเจ้า สิ่งที่ธรรมกายสอนตรงข้ามกับพระพุทธเจ้าสอนทั้งหมด พระพุทธเจ้าสอนให้คนละความโลภ โกรธ หลง ธรรมกายเขาสอนให้เพิ่มความโลภ เอาเงินถวายมากๆเป็นของดี จะได้ขึ้นสวรรค์ จะได้เห็นพระพุทธเจ้า ซึ่งมันโกหกตอแหลทั้งนั้น  ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เห็นพระพุทธเจ้า เพ่งลูกแก้วแล้วได้นั่นได้นี่

เวลานี้มันนับถือศาสนาใหม่กันหมด ศาสนาทุนนิยม ศาสนาบริโภคนิยม คนก็มาทางนี้เยอะ แม้กระทั่งพวกที่ไม่ได้อยู่ในธรรมกาย วัดต่างๆสอนให้คนนับถือชูชก ชูชกเป็นตัวเลวร้ายในพระเวสสันดรชาดกเลย เขาบอกไอ้นี่ขอเก่ง บางวัดหล่อองค์พระพิฆเนศองค์ใหญ่เลย บนบานแล้วได้ บางวัดหล่อเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่เลย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะมันเป็นคำสอนที่ตรงข้ามกับพระพุทธเจ้า ฝ่ายต้านเลยกลัวว่าถ้าสมเด็จช่วงขึ้น โอกาสที่จะพังก็เร็วขึ้น

นี่คือเหตุผลที่พุทธะอิสระ (เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม) ออกมาต่อต้าน

มองสมเด็จช่วงอย่างไร

พูดตรงไปตรงมา สมเด็จช่วงก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรนะครับ ท่านเป็นคนน่ารัก ไอ้มลทินนี่เคยมีเรื่องอื้อฉาวสมัยก่อน พวกในคณะสงฆ์เขาปิดกันเพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ แล้วแกก็เปิดเผยว่าธัมมชโยเป็นลูกศิษย์แก เคยบวชให้ก็ต้องสนับสนุน นี่แง่หนึ่ง อีกแง่หนึ่งแกก็ naive (ไร้เดียงสา) ไม่เห็นโทษของธรรมกาย เห็นไหมตอนออกมาบิณฑบาตเดินบนดอกไม้ ยังบอกนุ่มตีนดี (หัวเราะ) ถ้าเทียบเรื่องมลทินแกก็ไม่เลวร้ายไปกว่าสมเด็จองค์อื่นๆหรอก

ข้อสำคัญคือ ฝ่ายมหานิกายเขาต่อสู้ว่าถ้าไม่ได้แกก็กลัวฝ่ายธรรมยุติกนิกายจะมา เพราะฝ่ายธรรมยุตเป็นสังฆราชนานเต็มทีแล้ว ตั้งแต่วัดราชบพิธ วัดมกุฎ วัดบวร มหานิกายเป็นประเดี๋ยวเดียวเอง อย่างสมเด็จเกี่ยวเป็นสังฆราชแป๊บเดียวก็ตาย ทีนี้เลยอยากให้มหานิกายขึ้นบ้าง มันเป็นเรื่องแบ่งพวกกันเท่านั้นเอง ไม่มีอะไร

ว่ากันว่าสมเด็จช่วงมีพาวเวอร์มากในมหาเถรสมาคม

ธรรมดา ก็ท่านเป็นประธานนี่ครับ พระเขาก็กลัว จะเอาเงินของพวกธรรมกายมาทำอะไรก็ได้ สามารถซื้อใครก็ได้

แต่ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์พ.ศ.2505 สมเด็จช่วงมีสิทธิอันชอบธรรมโดยสมณศักดิ์

ก็ต้องเป็นไปตามนั้น วิษณุ(เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี)เขาก็ออกมาพูดแล้วว่าคสช.ไม่ขัด คนที่ยับยั้งได้คือนายกรัฐมนตรี แต่คงไม่กล้า สุดท้ายก็คงเป็นสมเด็จช่วงนั่นแหละ

แต่ถ้าถามความเห็นผม ไม่ควรจะให้เป็นเลยสมเด็จช่วงเนี่ย (หัวเราะ)

เป็นไปได้ไหมว่าอาจเว้นวรรคการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช แล้วไปแก้กฎหมายสงฆ์ก่อน

เป็นไปไม่ได้หรอกครับ มหาเถรสมาคมไม่ต้องการสูญเสียอำนาจ ประยุทธ์ก็ไม่กล้าแตะต้องเรื่องนี้ เมืองไทยมันเต็มไปด้วยคนแหยทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าเลยสักคน การแก้กฎหมายนี่มันต้องใช้ความกล้า

ยกตัวอย่าง สฤษฎ์ (จอมพลสฤษฎ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 11 ผู้มีส่วนสำคัญในการออกกฎหมายพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 โดยเฉพาะการก่อตั้งมหาเถรสมาคมให้สงฆ์ปกครองกันเอง) เขาเป็นเผด็จการ เขายุบพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 ทิ้งเลย แล้วเอาฉบับใหม่มาใช้ เพราะเขาเด็ดขาด เป็นเผด็จการที่มีความกล้า แต่ประยุทธ์เป็นเผด็จการที่แหย มันผิดกัน

อีกอย่างคณะรัฐมนตรีนี้ไม่มีใครเข้าใจเรื่องคณะสงฆ์ ขณะที่สฤษฎ์เข้าใจเพราะมีหลวงวิจิตรวาทการเป็นมันสมอง หลวงวิจิตรวาทการแกเป็นคนร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 แต่ดันกะล่อนเปลี่ยนมาเข้าพวกกับฝ่ายสฤษฎ์เลยยุบทิ้ง หลวงวิจิตรวาทการแกรู้เรื่องพระดี แกจบเปรียญ 5 ประโยค เปรียญ 6 ประโยค รัฐบาลนี้ไม่มีใครรู้เรื่องพระ

สมณศักดิ์ต่างๆจำเป็นแค่ไหน

เดิมทีสมัยก่อนเมื่อสิ้นสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคมจะปรึกษาหารือคัดเลือกสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุด ใครบวชพรรษาสูงสุดคนนั้นได้เป็นสังฆราช ต่อมาเบื่อก็เลยให้คนที่ได้สมณศักดิ์ก่อนใครขึ้นเป็นสังฆราชโดย Automatic เลย ไม่สนใจเรื่องพฤติกรรม

ผมเคยพูดกับอาจารย์ปรีดี (พนมยงค์ หนึ่งในคณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ผู้มีส่วนสำคัญในการออกพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484)ว่า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มีการยกเลิกบรรดาศักดิ์ ขุน หลวง พระ พระยา เลิกหมดเลย แต่ดันไม่เลิกสมณศักดิ์ของพระ ตรงนี้ถือว่าผิดพลาด ไอ้สมณศักดิ์นี่มันทำให้พระเป็นศักดินา สมณศักดิ์เป็นสิ่งที่ต้องยกเลิก

มหาเถรสมาคมนี่ก็ต้องยุบทิ้ง ยกตัวอย่างกรณีลายพระหัตถ์สมเด็จพระสังฆราชชี้ชัดว่าธัมมชโยต้องอทินนาทานปาราชิก แล้วกรรมการมหาเถรสมาคมกลับไม่ทำตามมติสมเด็จพระสังฆราช โดยที่อ้างว่าเขาคืนเงินให้แล้ว เป็นอันหมดมลทิน นั่นเป็นเรื่องตะแบงพระวินัยอย่างชัดเจน แต่นี่ไม่ใช่คราวแรกที่มหาเถรสมาคมมีพฤติกรรมเช่นนี้ เช่น เมื่อคราว กิตฺติวุฒฺโฑภิกขุสั่งรถวอลโว่เข้ามาโดยไม่ยอมเสียภาษี นี่ก็เป็นอทินนาทานปาราชิกเช่นเดียวกัน คราวนั้นมหาเถรสมาคมก็ลงมติว่าเป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์ และให้เอาเงินไปเสียภาษี เพื่อจบเรื่อง

กรณีธัมมชโยก็เช่นกัน อ้างว่าได้คืนเงินคืนทองไปแล้ว ยังสามารถคงความเป็นลัชชีไว้ได้ นี่เป็นตัวอย่างแห่งความอัปลักษณ์ของกรรมการมหาเถรสมาคม

 ถ้าไม่มีมหาเถรสมาคม ไม่มีคณะปกครองโดยสงฆ์ด้วยกันเอง จะวุ่นวายไหม

ยกตัวอย่างพม่ามีพระมากกว่าเมืองไทย มีหลายนิกาย แต่ไม่มีมหาเถรสมาคม หลายอย่างพระพม่าก็แย่กว่าพระไทย หลายอย่างก็ดีกว่า พระพม่าเขาถือตามปรัมปราคติ ถือตามสายครูบาอาจารย์ พระที่ดีในเมืองไทยเหลืออยู่สายเดียวตอนนี้คือ สายอาจารย์ชา (พระโพธิญาณเถร หรือหลวงปู่ชา สุภทฺโท เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี) ท่านสอนให้ลูกศิษย์เข้มงวดกวดขันในพระธรรมวินัย สูบบุหรี่ก็ไม่ได้ จับเงินจับทองก็ไม่ได้

ผมเคยส่งพระไพศาล วิสาโล (เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ) ไปอยู่ที่ลอนดอน ตอนนั้นพระสุเมโธ (พระราชสุเมธาจารย์  อดีตเจ้าอาวาสวัดอมราวดีและวัดป่าจิตตวิเวก กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ) เป็นสมภาร ท่านบอกว่าพระไพศาลมาก็ได้ แต่ต้องเอาลูกศิษย์มาด้วย พระเดินทางคนเดียวจับเงินจับทองไม่ได้ เข้มงวดมาก หัวใจของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงนี้

มหาเถรสมาคมจะทำอะไรได้ จับเงินจับทองกันทั้งนั้น

ที่ผ่านมา การแต่งตั้งพระสังฆราชอยู่ในความสนใจของประชาชนไหม

พูดตรงๆ ประชาชนไม่เคยสนใจเรื่องยศช้างขุนนางพระ ประชาชนเขาสนใจแต่พระข้างบ้านเขา เขาไม่สนใจพวกพระยศถาบรรดาศักดิ์ ยศถาบรรดาศักดิ์นี่เรื่องในวังทั้งนั้น มีคนพูดว่าศาสนากับพระมหามหากษัตริย์ต้องไปด้วยกัน ผมว่าเลอะ มันต้องแยกจากกัน

ยกตัวอย่างสวนโมกข์เก่าที่ท่านพุทธทาสเคยอยู่ เป็นวัดที่ติดกับหมู่บ้านมุสลิม มีเรื่องสมภารนอนกกผู้หญิง รุ่งเช้าชาวบ้านเอากางเกงไปถวายให้สึกเลย เพราะเขาเห็นว่าพระต้องบริสุทธิ์ แต่ตอนนี้ไม่มีใครสนใจแล้ว ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ ใครก็ได้ หัวเมืองทางภาคอีสานนี่เยอะเลย สร้างวัดกันเยอะ แต่ไม่มีพระ ทำยังไงรู้ไหม เอาตาแก่อย่างผมมาบวช บางทียังอยู่กับเมียอยู่เลย ตกเย็นกินเหล้า เขาต้องการแค่คนมาทำบุญ ทำพิธีบังสุกุล เพราะเชื่อในรูปแบบ แต่ไม่เข้าใจสาระที่แท้จริงของศาสนาพุทธ

นายกฯมีอำนาจเข้ามาจัดการเรื่องนี้ไหม

ผมบอกคุณแล้ว ประยุทธ์เป็นคนแหย ตอนเกิดเรื่องธรรมกาย ทีแรกก็ทำท่าเข้มแข็ง ตั้งคณะกรรมการ เอา มโน(นพ.มโน เลาหวณิช อดีตพระที่มีบทบาทสูงในวัดพระธรรมกาย และอดีตกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ) มาด้วย มโนเคยเป็นเบอร์สามของธรรมกาย เขารู้ความชั่วร้ายสารพัด แต่ผ่านไปได้สักพักเดียวก็แหย เลิก อาจเป็นเพราะธรรมกายมีเงิน มีอำนาจเยอะ เขาก็คงกลัว ไม่กล้าสู้

มโนเขารู้เรื่องเยอะ สามารถทำให้ธรรมกายพังได้ไม่ยาก เพราะหนึ่ง สมเด็จพระสังฆราชมีพระลิขิตมาแล้วว่าธัมมชโยเป็นปาราชิก หมดความเป็นพระแล้ว ชัดเจน สอง คดีมันขึ้นไปถึงอัยการเตรียมสั่งฟ้องแล้ว แต่ภายหลังสั่งให้ถอนฟ้อง ทังที่มันผิดกฎหมาย แค่ทำตามรูปแบบธรรมกายก็พังแล้ว แต่ก็ไม่ทำ

อย่าลืมว่าประยุทธ์เขาเป็นเผด็จการ เผด็จการมีทั้งข้อดีข้อเสีย อาจารย์พุทธทาสเคยพูดว่า ‘เผด็จการโดยธรรม’ หมายถึงถ้าคุณกล้าตัดสินใจก็สั่งได้ทันทีเลย ความดีของเผด็จการมันอยู่ตรงนี้ คุณใช้อำนาจส่วนตัวสามารถทำให้ดีได้ แต่ส่วนมากมันเสียเพราะตรวจสอบไม่ได้

มีอะไรอยากฝากไปยังมหาเถรสมาคมไหม

มหาเถรสมาคมตอนนี้มันเหมือนไม้หลักปักขี้ควาย พูดกับมันไม่รู้เรื่อง แต่ละองค์ใหญ่ทั้งนั้น ยศ ช้าง ขุนนาง พระ มันหลง แถมเงินก็เยอะ

ถ้ารัฐบาลเก่งจริงก็ให้พระพวกนี้เปิดบัญชีทรัพย์สินให้หมดสิครับว่ามีเงินมากขนาดไหน และคนทำบุญกับพระก็เอาไปลดหย่อนภาษีได้ เท่านี้ก็สุุดยอดแล้ว คุณรู้รึเปล่าเงินเดือนพระเงินเดือนเท่าไหร่ เจ้าคุณได้เดือนละกี่หมื่น เมื่อก่อนถวายเงินพระกันเป็นของเล่นเลย 5 บาท 10 บาท เดี๋ยวนี้เป็นหมื่นๆ คนชิบหายก็เพราะพระพวกนี้ไม่น้อย เรื่องพวกนี้ควรจะเลิก เลิกแล้วพระไม่อดตายหรอก

พระธรรมเจดีย์ (กี มารชิโน) อดีตเจ้าอาวาสวัดทองนพคุณ สมัยเป็นเจ้าคณะจังหวัดธนบุรี ท่านเคยประกาศว่าทุกวัดต้องตรวจสอบบัญชีได้หมด พระมีค่าตัวบาทเดียว โกงเงินเขาบาทเดียวก็หมดจากความเป็นพระแล้ว ตอนหลังมีการรวมฝั่งพระนครเข้ากับฝั่งธนบุรี พวกพระฝ่ายพระนครก็กลัว สุดท้ายเลยเล่นงานจนท่านจะหลุดจากตำแหน่ง

ฝ่ายต่อต้านประกาศว่าถ้าตั้งสมเด็จช่วงขึ้นเป็นสังฆราช จะเดินขบวนปิดกรุงเทพฯ

พวกนี้คุยโม้ ทำไม่ได้หรอก แต่ถ้ารวมตัวกันนี่ทำได้นะ ยกตัวอย่างสมัยก่อน พระพิมลธรรม (สมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช) เป็นพระภิกษุจากภาคอีสาน ตอนนั้นผู้คนยังรังเกียจคนอีสานที่ขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโต ท่านมีความเจริญก้าวหน้า เป็นสังฆมนตรีด้านการปกครองที่มีบทบาทในการส่งพระไทยไปเรียนที่พม่า ทั้งยังได้เดินทางไปยุโรปและนำแนวคิดใหม่ ๆ มาปรับปรุงการศึกษาของสงฆ์ให้ก้าวหน้า จึงเป็นที่ไม่พอใจของธรรมยุตและพระผู้ใหญ่บางรูปในมหานิกาย มีการร่วมมือกันต่างๆ จนนำไปสู่การใส่ร้ายว่าเป็นคอมมิวนิสต์

ท่านติดคุกอยู่ 5 ปี แต่ไม่ได้สึก นุ่งผ้าขาวแทน ระหว่างนั้นบรรดาพระภิกษุสามเณรและสาธุชนผู้เลื่อมใสนับพันคนต่างก็เชื่อมั่นว่า พระพิมลธรรมคือผู้บริสุทธิ์ จึงพากันยื่นจดหมายร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ท่าน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีใหม่อยู่ตลอดเวลา จนต่อมาศาลตัดสินว่าท่านไม่มีความผิด จึงคืนตำแหน่งและสมณศักดิ์ให้ สุดท้ายท่านได้รับตำแหน่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ รักษาการณ์สมเด็จพระสังฆราช ก่อนที่สมเด็จพระญาณสังวรจะขึ้นมาเป็นสังฆราช

แต่สำหรับพุทธะอิสระ ผมไม่รู้ว่าเขามีน้ำยาแค่ไหน

สุดท้ายคิดว่าการแต่งตั้งสังฆราชครั้งนี้จะยืดเยื้อไหม

ไม่หรอกครับ ประยุทธ์ต้องเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งผมเชื่อว่าเขาคงจัดการให้มันเสร็จๆไป ทิ้งไว้จะยืดเยื้อมากกว่า ผมเดานะ อาจจะผิดก็ได้

 

“แฟนบอลไม่ต้องการคุณวรวีร์แล้ว” สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 มกราคม 2559 เวลา 20:12 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/410297

"แฟนบอลไม่ต้องการคุณวรวีร์แล้ว" สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง

เรื่อง…วรรณโชค ไชยสะอาด/ภาพ….วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี

การเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยน่าจับตามองขึ้นทันที เมื่อหนึ่งในแคนดิเดต ผู้ท้าชิงขั้วอำนาจเก่านั้นปรากฎชื่อของ “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนที่ 10 โดยได้รับแรงสนับสนุนจาก เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน

ชื่อของ “บิ๊กอ๊อด” กำลังสร้างความฮือฮาให้วงการฟุตบอลไทย หลายคนมองว่า เขาคือคนที่มีภาษี มีความสามารถ มีเพาเวอร์ เเละบารมี เพียงพอที่จะพลิกหรือเปลี่ยนขั้ววงการฟุตบอลไทยได้

วันนี้หนุ่มใหญ่ในชุดเสื้อโปโลขาว ปักข้อความ FAIR  อันเป็นนโยบายสำคัญในการชิงตำแหน่ง  เปิดบ้านหลังโต ย่านถนนประดิษฐ์มนูธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลที่มาของการลงสมัคร พร้อมประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า

“วันนี้วงการฟุตบอลไทย ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงแล้ว”

อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้ตัดสินใจลงสมัครนายกสมาคมฟุตบอล

มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก อย่างแรกคือ การบริหารจัดการองค์กรภายในสมาคม ซึ่งทุกคนทราบดีว่าไม่โปร่งใส ไม่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม มีการเล่นพรรคเล่นพวก แก่งแย่งชิงดี ทะเลาะเบาะแว้ง จนเป็นเหตุนำไปสู่การฟ้องร้องต่างๆ รวมทั้งสูญเสียศรัทธาจากแฟนฟุตบอล

ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ กรณีผู้บริหารของสมาคมฟุตบอล ไปแก้ไขข้อบังคับลักษณะการปกครอง ตามธรรมนูญ ฟีฟ่าใหม่  โดยข้อที่ 77 ระบุว่า “สมาคมและสมาชิก” ถือเป็นเจ้าของสิทธิ์ทั้งหมด ในการจัดการแข่งขันที่อยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของสมาคม แต่กลับมีการไปตัดคำว่า “สมาชิก” ออก จนมีสมาชิกไปฟ้องร้องต่อศาล และศาลตัดสินลงโทษนายกสมาคมและเลขาธิการ แต่คดีนี้ยังไม่สิ้นสุดเนื่องจากมีการ ยื่นอุทธรณ์

เหตุผลที่สอง  หนีไม่พ้นเรื่องเงินๆ ทองๆ และความไม่เป็นธรรมของสมาคมฟุตบอลฯ ที่ไม่สามารถชี้แจงรายรายรับรายจ่ายให้กับสมาชิกได้ บอกแค่ว่าใครอยากรู้ให้ไปเปิดเว็บไซด์ดูเอาเอง ซึ่งหากมีความบริสุทธิ์ใจในการเปิดเผย ไม่จำเป็นต้องชี้แจงทุกเดือนก็ได้ เพียงแค่ปีละ 2 ครั้งก็ยังดี

ตัวอย่างคือ งบดุลของสมาคมฯประจำปี 2556 มีการแจ้งรายได้จากค่าบัตรผ่านประตู ในการแข่งขันฟุตบอล ซูซูกิ คัพ ปี 2012  นัดชิงชนะเลิศระหว่างทีมชาติไทยกับสิงคโปร์ ที่สนามศุภชลาศัย นัดนั้นมีแฟนบอลเข้าชมเต็มสนาม ไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคน ราคาบัตรตั้งแต่ 100 200 จนถึง 500 บาท แต่งบดุลของสมาคมฟุตบอลฯ กลับระบุรายได้จากบัตรเข้าชมไว้เพียง 46,660 บาทเท่านั้น เรื่องนี้แสดงให้เห็นชัดเจน ถึงความผิดปกติในเรื่องเงินๆ ทองๆ

เหตุผลที่สาม การทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน ซึ่งได้รับการร้องทุกข์จากสโมสรสมาชิกจำนวนมาก หลายคนบอกว่าผู้บริหารสมาคมได้ใช้อำนาจของตัวเองไปบังคับให้กรรมการผู้ตัดสิน ทำหน้าที่เอนเอียง เข้าข้าง ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ ทีมที่เป็นพรรคพวกของตัวเองหรือทีมใกล้ชิดสนิทสนม จนนำมาสู่ความเสียหายระยะยาว

ระยะยาวยังไง

ลองไปดูเหตุแฟนบอลทะเลาะวิวาท ทำร้ายผู้ตัดสิน พวกนี้มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากความรู้สึกของแฟนบอลที่มีต่อการทำหน้าที่ของผู้ตัดสินทั้งนั้น เขามองว่าทำหน้าที่ไม่เป็นธรรม ขัดสายตาคนดู เชื่อเถอะว่าวันนี้แฟนบอลดูบอลเป็น ยอมรับความพ่ายแพ้ได้ หากเป็นไปเพราะจังหวะฝีมือ ไม่มีการเกกมะเหรกเกเร ส่วนใหญ่ที่ทะเลาะกันเพราะมองว่า การตัดสินของกรรมการนั้นไม่ถูกต้อง ค้านสายตาในระดับที่ยอมรับไม่ได้

ผมเห็นว่าการแทรกแซงกรรมการจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างยุติธรรมมันส่งผลเสียในระยะยาว ทีมที่ได้รับการช่วยเหลือจากการตัดสินจะไม่พัฒนา ไม่มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์เกม เพราะคอยจ้องแต่จะหาตัวช่วย ขณะที่สโมสรอื่นๆที่เสียเปรียบก็ไม่อยากจะพัฒนาตัวเอง ลงทุนแต่ละครั้ง 10-20 ล้าน หรือ 100 ล้าน แต่สุดท้ายมาแพ้แค่เสียงนกหวีด เรื่องนี้ในที่สุดก็ส่งผลเสียต่อทีมชาติ ขาดความน่าเชื่อถือในระดับโลก ทั้งหมดเป็นเหตุผลสำคัญที่ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่คนในวงการฟุตบอล ต้องกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมา

อีกจุดหักเหที่ตัดสินใจเข้ามาลงสมัครครั้งนี้ ก็คือ ความวุ่นวายในเกมการแข่งขันระหว่าง สตูล ยูไนเต็ด และ ขอนแก่น ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2558 ที่แฟนบอลบางส่วนได้ยกพวกเข้าไปทำร้ายผู้ตัดสิน เนื่องจากไม่พอใจการตัดสินที่ค้านสายตา งานนั้น สุดท้ายมีตำรวจที่ควบคุมสถานการณ์ ถูกสั่งย้าย ผมแปลกใจ มันเกี่ยวอะไรกัน ตำรวจห้ามไม่ได้หรอก คนเยอะขนาดนั้นจะตีกัน จริงๆ ต้นเหตุมันเกิดจากความไม่ยุติธรรมในสนามต่างหาก

ปัจจุบันสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยได้รับเม็ดเงินจากทางไหนบ้าง

เท่าที่ทราบสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ดูแลบริษัท ไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด และการแข่งขันทุกทัวร์นาเมนต์ของทีมชาติไทยทั้งชายและหญิง ไปจนกระทั่งฟุตซอล การแข่งขันพวกนี้มีสปอนเซอร์ที่ให้การสนับสนุน มีลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ค่าบัตรเข้าชม และการจำหน่ายของที่ระลึก นี่คือแห่งที่มาหรือรายรับหลักของสมาคมฟุตบอลฯ

ยอดรวมๆ ผมว่าน่าจะอยู่ในราวหลักพันล้าน แต่ยังไม่ทราบว่ากี่พันล้าน เพราะยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปดูทั้งหมดอย่างละเอียด

แล้วนโยบายสู้ศึกครั้งนี้ของคุณคืออะไร

หัวใจของการทำงานผม คือ “FAIR” โปร่งใส และเป็นธรรม

FAIR 1 คือ ปรับปรุงการบริหารงานของสมาคมให้เป็นองค์ธรรมมาภิบาล โปร่งใสบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตรวจสอบได้ ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก เปิดโอกาสให้สมาชิกและผู้แทน มีส่วนร่วมกับการบริหารงานมากที่สุด โดยจะมีการปรับโครงสร้างสภากรรมการใหม่ ประกอบด้วยผู้แทนจากลีกภูมิภาค 6 คน โดยเลือกกันมากเองภูมิภาคละ 1 คน ผู้แทนดิวิชั่น 1 จำนวน 4 คน ผู้แทนไทยพรีเมียร์ลีก 4 คนและผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการบริหารจำนวน 4 คน รูปแบบนี้เชื่อว่าการบริหารงานของสมาคมจะโปร่งใสและเป็นธรรม

ตอนนี้จะเห็นว่า ผู้สมัครกรรมการสมาคมของผมทั้ง 18 คนเป็นตัวแทนจากสโมสรทั้งนั้นไม่ได้มี นาย ก นาย ข  ที่ไปคัดมาเป็นพิเศษ เป็นตัวแทนคนของของสโมสรจริงๆ เพื่อให้เขาเข้ามามีส่วนในการบริหารสมาคม รับรู้ รับทราบ รับฟัง ขณะเดียวกันก็ช่วยกันคิด ตัดสินใจ และช่วยกันรับผิดชอบ

FAIR 2 ปรับปรุงการบริหารสิทธิและประโยชน์  รายรับ รายจ่าย ของสมาคมฟุตบอลฯ โดยเปิดเผยและกระจายงบประมาณให้เพื่อนสมาชิกอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

FAIR 3 ปรับโครงสร้างบริษัทจัดการแข่งขันฟุตบอลลีก ให้ทุกสโมสรในลีกนั้นได้สิทธิเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นผู้บริหาร ต่างจากปัจจุบันที่บริษัทไทยพรีเมียร์ลีกถูกบริหารโดยกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คน ผิดกับอารยประเทศที่เจริญแล้ว ตัวอย่างเช่น พรีเมียร์ลีกอังกฤษ เขาเปิดโอกาสให้ตัวแทน 20 ทีมในทุกสโมสรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ทำให้เกิดความโปร่งใส เนื่องจากทุกสโมสรจะทราบที่มาของรายได้ และเม็ดเงินที่ถูกกระจายออกไป  การมีส่วนร่วมตรงนี้เป็นพื้นฐานความแข็งแกร่งของสโมสร

FAIR 4 ทุกเกมในสนามต้อง Fair Play ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขันฟุตบอล ซึ่งวันนี้เป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกสโมสรต้องเจอคือ การทำหน้าที่ของกรรมการผู้ตัดสินบางกลุ่ม

FAIR 5 การพัฒนาทีมชาติไทย ต้อง FAIR กับทุกสโมสรและ FAIR กับเด็กๆ ทุกคน ต้องสร้างทีมชาติไทยขึ้นมาด้วยการวางรากฐานที่แข็งแกร่งตั้งแต่ระดับเยาวชน โดยผมจะสร้างอะคาเดมี่ ของทีมชาติไทย เปิดโอกาสให้ทุกสโมสร ส่งนักฟุตบอลระดับเยาวชนเข้ามาพัฒนาอย่างเท่าเทียมด้วยมาตรฐานสากล โดยสมาคมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เป้าหมายคือ ภายใน 5 ปี ทีมชาติไทยชุดอายุ 17 ปี และ 19 ปี จะต้องไปให้ถึงฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

ความแข็งแกร่งสมาคมฟุตบอลฯ นำไปสู่อะไร

เมื่อโครงสร้างสมาคมฟุตบอลแข็งแกร่ง มีความโปร่งใส ยุติธรรม สโมสรสมาชิกก็จะแข็งแรงตาม และยังส่งผลให้ทีมชาติแข็งแรงไปด้วย

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ สโมสรเหมือนร้านตลาด เต็มไปด้วยวัตถุดิบ หมู เห็ด เป็ดไก่ ที่เราต้องช่วยกันพัฒนาให้มีคุณภาพ พร้อมให้โค้ชทีมชาติได้เลือกสรรหา เพื่อนำมาปรุงอาหารให้มีรสชาติอร่อย กลมกล่อม วัตถุดิบดีก็เหลือเพียงแต่โค้ชที่เป็นเสมือนกุ๊ก คอยจัดการปรุงแต่งสิ่งเหล่านั้นให้ดี แต่วันนี้สโมสรแต่ละแห่งยังไม่แข็งแรงพอ วัตถุดิบไม่ดี ต่อให้โค้ชดีแค่ไหน ทำอย่างไรก็ไม่อร่อย ฉะนั้นต้องเสริมสร้างสโมสรให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

บางคนมองว่าธุรกิจฟุตบอลดูแลยาก เงินรางวัลน้อยไม่คุ้มทุน รายได้หลักมากจากสปอร์เซอร์ หลายทีมเมื่อสปอนเซอร์หลักถอนการสนับสนุน มีการเบี้ยวค่าเหนื่อยนักเตะ ทีมแตก จนกระทั่งยุบทีม เรื่องนี้มีแนวทางแก้ไขอย่างไร?

ผมตั้งใจบริหารให้สมาคมฟุตบอลมีรายได้เพิ่มขึ้น และนำเงินนั้นมาสนับสนุน อุดหนุนสโมสรสมาชิกให้มีความเข้มแข็ง

เบื้องต้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ จัดสรรงบประมาณอุดหนุนสโมสรสมาชิกอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง  โดยสร้างระบบโบนัสขึ้นมาทุกตำแหน่งในตารางมีความหมายโดยได้รับเงินรางวัล และเพิ่มงบอุดหนุนพิเศษ ตัวอย่างเช่น สโมสรในระดับดิวิชั่น 1 จะได้เงินอุดหนุนค่าเดินทาง เมื่อเป็นทีมเยือนนัดละ 1 แสนบาท ส่วนดิวิชั่น 2 เมื่อเป็นทีมเยือนจะให้นัดละ 5 หมื่นบาท เป็นต้น

ได้ฟังเสียงสะท้อนจากสโมสรต่างๆบ้างไหม

ที่ได้ฟังมากที่สุดคือ เรื่องความยุติธรรม การลงโทษที่ไม่มีมาตรฐาน ความผิดรูปแบบเดียวกัน บางทีมโดน 3 ปีบ้าง 5 ปี บ้าง ไม่มีกติกาชัดเจน ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าสมาคมฟุตบอล บริหารงานแบบร้านก๋วยเตี๋ยว หรือเถ้าแก่ร้านของชำ คือ ตัดสินใจคนเดียว ไอ้นี่มาซื้อของกูขาย 10 บาท ไอ้นี่ 8 บาท ไอ้นี่ลดให้เยอะหน่อยเหลือ 5 บาท น้องรักกู เอาลูกชิ้นไป 5 ลูก ถ้าเกียจ ให้มันแค่ลูกเดียวพอ แล้วแต่ความพึงพอใจ

ตอนนี้วงการฟุตบอลเติบโตจนทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว งานระดับชาติ ระดับโลก การบริหารต้องเปรียบเทียบกับห้างสรรพสินค้า มีหน่วยงานหรือแผนกต่างๆ แบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ภายใต้การบริหารของผู้ที่มีความรู้ความสามารถ แบบนี้ถึงจะแข่งกับโลกเขาได้ ไม่ใช่ทำแบบเดิม

มีกระแสข่าวว่า กรรมการแจกใบเหลืองใบแดงจำนวนมาก เพื่อทำยอดเป็นค่าปรับส่วนตัว

เวลาคุณขับรถฝ่าไฟแดง ถูกตำรวจเขียนใบสั่ง คุณก็ต้องไปเสียค่าปรับที่โรงพัก เงินส่วนนั้นจะถูกโอนไปที่กระทรวงการคลัง และ กทม. ก่อนจะถูกหักส่วนแบ่งมาให้กับตำรวจ

แต่วงการฟุตบอลไม่ใช่อย่างนั้น ผมได้รับการร้องทุกข์จากหลายสโมสรว่า เงินค่าปรับจากใบเหลืองใบแดง ถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัวใครก็ไม่รู้ ตรงนี้เป็นคำถามที่สมาชิกสโมสรเขาสงสัยและเคลือบแคลง จนอดตั้งข้อสังเกตกันไม่ได้ว่า ผู้ตัดสินแจกใบเหลือง ใบแดง เพื่อทำยอดหรือเปล่า

ร้ายกว่านั้น บางครั้งเมื่อกรรมการถูกกำหนดให้ตัดสินเข้าข้างฝ่ายไหน ก็ลามไปถึงเรื่องการพนัน ทีมไหนมีโอกาสชนะก็ไปเล่นการพนันเสียเลย 

ที่ผ่านมาแม้ว่าผู้สมัครชิงตำแหน่งจะมีนโยบายยอดเยี่ยมขนาดไหนก็มักแพ้ให้คุณวรวีร์เสมอ เพราะอะไร

เพราะกฎกติกามันถูกล็อค และไม่เปิดช่องให้คนอื่นมีโอกาสเข้าแข่งขัน กติกามันถูกวางไว้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม บางคนอยู่ในวงการมายาวนาน ย่อมมีความผูกพันกับสโมสรต่างๆ ช่วยเหลือเอื้อประโยชน์แก่กัน จนเกิดเป็นระบบอุปถัมภ์

ใครก็รู้ว่าการเข้ามาสู่อาณาจักรฟุตบอลนั้นเป็นเรื่องยาก วันนี้ผมเสี่ยงเข้ามาก็มีหลายคนเป็นห่วง บอกคุณจะเข้ามาทำไม ไม่รู้เหรอ วงการนี้คนนอกไม่มีทางเข้ามาได้ แต่ผมคิดว่าเรากำลังนำสิ่งดีๆมานำเสนอ หากสมาชิกคิดว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงก็ต้องร่วมมือกับผมคือเลือกผม ถ้าไม่เลือก ก็เอวัง ผมก็กลับบ้าน วันนี้อยู่ที่ว่าทุกคนพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยัง

ครั้งนี้ผมเชื่อว่าสมาชิกที่อึดอัด เริ่มกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและสนับสนุนผม เพราะเห็นว่าผมเอาจริง หน่วยก้านดี ความสามารถสูสี ในอดีตเขาไม่กล้า เพราะหากสมมุติคนที่เขาสนับสนุนพลาดท่าแพ้ขึ้นมา เขาจะซวย ถูกกลั่นแกล้งอย่างโน้นอย่างนี้ มีบางทีมเล่าให้ผมฟังว่าโดนสองใบแดง สิบใบเหลือง สองลูกโทษในเกมเดียว

มีคนบอกว่าสมยศจะกลายเป็นมาเฟียฟุตบอลคนใหม่ เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ โดยเฉพาะเมื่อมีความสนิทสนมกับคุณเนวิน

ผมลงสมัครเพราะเห็นว่ามันถึงเวลาแล้วที่สมาคมฟุตบอลจะต้องเปลี่ยนแปลง จะได้หรือไม่อยู่ที่เสียงสนับสนุนจากสมาชิกทุกสโมสร ผมต้องแคร์ทุกๆเสียง เพราะทุกเสียงมีความหมาย

หลายคนบอกว่าผมได้รับการสนับสนุนจากคุณเนวิน ก็ใช่ เพราะเขามีหนึ่งเสียง ผมก็ต้องให้ความสำคัญ แต่ไม่ใช่ว่าผมสนิทกันแล้ว ผมจะไม่สนใจคนอื่น ผมต้องสนใจ เพราะทุกสโมสรมีความสำคัญและมีหนึ่งเสียงเท่ากัน นโยบายต่างๆที่พูดออกมาก็ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้สโมสรใดเพียงสโมสรเดียว ทุกสโมสรต่างได้รับสิทธิเสมอภาคกัน

วันนี้ใครประกาศว่าจะเลือกผม ผมจะไปหาเลย เป็นเรื่องของการแข่งขัน แต่หากได้รับเลือกแล้ว ไม่ใช่ว่าผมต้องไปอยู่ใต้อาณัติใคร หรือตกอยู่ในพันธะกรณีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณเนวินหรือใครก็ตาม การทำงานของผมถือเอาความถูกต้อง โปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม และตรวจสอบได้ ไม่มีการช่วยเหลือเอื้อประโยชน์ กลั่นแกล้ง หรือใส่ร้ายป้ายสีกันแน่นอน

ที่สำคัญ ผมคิดว่า คุณเนวินไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากผมหรอก ที่ผ่านมา ผมอยู่ข้างนอก เขาก็ได้แชมป์มา 4 สมัยติดต่อกัน ปีนี้ก็คว้าไปอีก 5 ถ้วย คุณเนวินสนับสนุนผม เพราะอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขาบอกอยากเตะฟุตบอล 11 ต่อ 11 ไม่ใช่ 11 ต่อ 14 เขาไม่เห็นต้องแคร์ผมเลย นี่คือข้อเท็จจริง

ส่วนใครบอกว่า ผมจะกลายเป็นมาเฟียกลุ่มใหม่ โธ่…ในเมื่อชาวบ้านเขาด่าว่าคนในสมาคมทำไม่ดีอย่างโน้น อย่างนี้ ผมเป็นตำรวจ ถ้าเข้ามาแล้วทำอย่างเขา ผมก็เลวยิ่งกว่าเขาน่ะสิ ทำแบบนี้ถามหน่อยว่าผมจะอยู่ได้อย่างไร

เข้าไปแล้วจะล้างบางขั้วอำนาจเก่าให้หมดไหม

ผมไม่ใช่คนบ้าที่จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง อะไรที่ไม่ดี แน่นอนต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ใครไม่ดีต้องให้โอกาสแก้ไข พัฒนา ส่วนอะไรที่มันดีอยู่แล้ว ต้องส่งเสริม

หลายคนสงสัยว่า เปลี่ยนขั้วอำนาจแล้ว ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมืองจะถูกเด้งจากการเป็นโค้ชแน่ นี่ผมไม่ได้บ้านะ จะไปเด้งเขาทำไม เมื่อวันนี้ซิโก้เขาทำได้ดีอยู่แล้ว สร้างความสุขให้กับคนไทย ขืนผมไปเปลี่ยนก็เหมือนผมฆ่าตัวตาย มีแต่จะสนับสนุน ทำอย่างไรให้ทีมชาติดีกว่านี้

มีการวิเคราะห์ว่าสุดท้ายแล้วคนที่ได้เป็นนายกสมาคมฟุตบอลขึ้นอยู่ที่ว่าคนนั้นเป็นคนของพรรคการเมืองไหน

การเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลครั้งนี้ไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมไม่มีพรรคการเมืองใดๆสนับสนุน จะได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับสโมสรสมาชิกไม่ใช่เพราะพรรคการเมือง

มีใครใหญ่กว่าคุณวรวีร์ ที่ทำให้คะแนนเสียงหักเหได้ไหม

คราวนี้ผมว่ามันเป็นมิติใหม่ที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ที่เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะผมไปไล่คุณวรวีร์ หรือมีใครไปกลั่นแกล้ง ไม่ใช่เลย แต่เป็นเพราะเขาทำตัวเอง  ใครจะไปบังคับฟีฟ่าให้ลงโทษแบนเขา 90 วันได้ ผมไม่มีความสามารถขนาดนั้น วันนี้จริงๆแล้วผมว่า แฟนบอลต่างหากล่ะที่เขาไม่ต้องการคุณวรวีร์แล้ว

แล้วทีมฟุตบอลหญิงล่ะ มีนโยบายอย่างไรบ้าง

ผมทำงานได้กับทุกคน ถ้าผมได้เป็นนายกสมาคม ผมยินดีสนับสนุนคุณแป้ง (นวลพรรณ ล่ำซํา) คุมทีมฟุตบอลหญิงเต็มที่ คุณแป้งมีฝันอยากสร้างลีกฟุตบอลหญิงในประเทศ ซึ่งผมพร้อมพัฒนา ผมไม่เคยมองว่าเขาเป็นคนละขั้วกับเรา ถ้าทำดี เราจะปฎิเสธได้อย่างไร คุณแป้งเขาสร้างทีมฟุตบอลหญิงไปบอลโลกเลยนะ

ถ้าให้พูดถึงตัวเอง ในความเป็นนักบริหาร คุณเป็นประเภทไหน

ปรัชญาในการทำงานของผม ยึดถือหลักเกณฑ์ความถูกต้อง บริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับและกฎหมาย ไม่กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง เมื่อมีความยุติธรรมเหล่านี้แล้ว ความเท่าเทียม ความเสมอภาคจะมาเอง และเป็นที่มาของคำว่า Fair ไง โปร่งใส ยุติธรรม เสมอภาค และเท่าเทียม

ผมว่าคนไทยเราชอบแฟร์ๆ อยู่แล้ว อย่าเอาเปรียบ ถ้าเอาเปรียบกู เดี๋ยวกูหาทางเอาเปรียบมึงบ้าง แบบนี้มันเลยเกิดความแตกแยกในวงการฟุตบอล

 

ในฐานะผู้ท้าชิงประมุขลูกหนัง คุณเล่นบอลเป็นไหม

(หัวเราะ)  ผมเล่นฟุตบอลมาตั้งแต่สมัยถอดรองเท้าเล่น เป็นนักฟุตบอลโรงเรียนมาตลอด อยู่โรงเรียนนายร้อยตำรวจก็เป็น เล่นตำแหน่งแบ๊คขวา แต่ตอนนี้ชอบเล่นกองหน้า

ชอบนักฟุตบอลคนไหนเป็นพิเศษ

ผมชอบนักฟุตบอลที่สร้างโอกาสให้ตัวเอง และทำสกอร์ได้ ปัจจุบันคือพวกเมสซี่ โรนัลโด้ พวกนี้นอกจากเก่งแล้ว ต้องอยู่ถูกที่ถูกเวลาด้วย ในสมัยเป็นเด็ก นักฟุตบอลไทยที่ผมชอบคือ ยรรยง ณ หนองคาย  ปรีชา กิจบุญ นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ ส่วนในเมืองนอก อดีตผมชอบ เอริก คันโตน่า เพราะเป็นแฟนแมนยู แต่ตอนนี้เป็นแฟนเลสเตอร์แล้ว (หัวเราะ)

ถ้าล้มเหลวจากการลงสมัคร คิดจะตั้งทีมฟุตบอลของตัวเองไหม

ยังไม่ได้คิดถึงขนาดนั้น ถ้าไม่ได้รับเลือกก็กลับบ้าน ผมเป็นคนชิลๆ อยู่แล้ว ไม่ใช่คนยึดติด แพ้ก็แพ้ ไม่เห็นเสียหาย บางคนบอกแพ้แล้วเสียชื่อ อับอาย ผมไม่คิดอย่างนั้น ต้องฆ่าตัวตายเสียเมื่อไหร่ เรานำเสนอสิ่งดีๆ ถ้าเขาไม่เอา ก็กลับบ้าน มีอะไรให้ทำอีกตั้งเยอะ

จะบอกว่าหลายอย่างที่เกิดขึ้นในชิวิตผม มันรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว เหมือนตอนเป็น ผบ.ตร. ผมไม่ได้คิดจะเป็นเลย ช่วงเดือน ธ.ค.ปี 57 ผมวางแผนจะไปเที่ยว เวนิส ลอนดอนด้วยซ้ำ แต่ต้องยกเลิก เพราะได้เป็น ผบ.ตร. เช่นเดียวกับปีนี้ ตอนแรกตั้งใจจะไปเที่ยวอเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย ชีวิตถูกวางไว้แล้วว่าจะทำอะไร แต่ทุกอย่างต้องยกเลิก เพราะลงสมัครชิงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอล ผมกำลังจะบอกว่าทุกอย่างมันเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน แต่ผมเป็นคนที่มีความตั้งใจสูง ถ้าเลือกทำสิ่งใดแล้ว เต็มเหนี่ยว ทุ่มเท ชนิดบ้างาน ที่สำคัญเป็นคนแปลก คิดไม่เหมือนคนอื่น ถ้าทำดี ผมต่อยอด ถ้าไม่ดี เราพลิกเลย เพราะผมคิดว่าถ้าทำแล้วต้องทำให้ดีกว่าเขา คิดได้แค่เขา อย่าทำ

วันนี้ต้องถามสมาชิกฟุตบอลว่า ท่านอยากเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นอยู่ไหม บ้านวันนี้ ผุพัง หลังคารั่ว สกปรกรกรุงรัง อยากจะเปลี่ยนไหม ถ้าอยาก เปิดโอกาสให้ผม ผมจะปัดกวาด เช็ดถู ปรับปรุงบ้านหลังนี้ให้สะอาดและน่าอยู่จนทุกคนชื่นชอบ แต่ถ้าท่านพร้อมจะอยู่ในสังคมแบบเดิม บรรกาศแบบเดิม ก็ตามใจ ผมเป็นเพียงผู้เสนอตัวเข้ามาแก้ปัญหาเท่านั้น.

 

เปิดใจพี่ใหญ่เอ็นจีโอ “ปลดบอร์ด สสส.” แค่ผิดพลาดโดยสุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

13 มกราคม 2559 เวลา 18:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/410051

เปิดใจพี่ใหญ่เอ็นจีโอ "ปลดบอร์ด สสส." แค่ผิดพลาดโดยสุจริต

โดย…เลอลักษณ์ จันทร์เทพ, ธนพล บางยี่ขัน

แรงกระเพื่อมก่อตัวทันทีหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)งัดไม้แข็งใช้อำนาจตามมาตรา 44 เด้งกรรมการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 7 ตำแหน่ง ที่มาจากสัดส่วนภาคประชาสังคม

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านี่อาจเป็น “ยาแรง” สำหรับเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ ทั้งเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการใช้งบไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ จนอาจเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่จะผลักเอ็นจีโอที่เคยยืนอยู่ฝั่ง คสช.ให้กลายไปเป็นศัตรู

ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายไปกว่านี้ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา คุณหมอเอ็นจีโอที่ออกตัวว่าอยู่ตรงกลางระหว่าง สสส. และ คสช. คุมนโยบายรัฐและหนุนให้ภาคประชาสังคมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานล่าง ให้สัมภาษณ์พิเศษโพสต์ทูเดย์วิเคราะห์ ปรากฏการณ์ “ผิดคิว” ที่เกิดขึ้น และแนวโน้มทางออกในอนาคต

หมอพลเดช มองว่า คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 รอบที่ 3 นี้เป็นเรื่องปกติ ต่อไปก็อาจมีรอบที่ 4 เป็นกลไกการทำงานตามปกติ เพียงแต่รอบนี้มีเรื่อง สสส. พ่วงเข้ามาด้วย ซึ่งที่ผ่านมาตรวจสอบแล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่องทุจริต แต่คำสั่งที่ออกมากลับไปมัดเป็นพวงเดียวกับกรณีอื่นที่เป็นเรื่องทุจริต

ทั้งที่กรรมการที่มีรายชื่อทั้ง 7 ท่าน ล้วนแต่เป็นคนดี ทำงานสาธารณะ เพื่อประโยชน์สังคม แล้วท่านมีมูลนิธิของท่าน บางท่านถูกตั้งหรือเป็นกรรมการอยู่ก่อนแล้ว หรือทำมานานแล้ว และด้วยผลงานเป็นที่ยอมรับทำให้ สสส.เชิญท่านมาเป็นกรรมการหรือส่งรายชื่อเข้ามาสู่กระบวนการสรรหา

…ที่น่าเสียใจคือเอารายชื่อเหล่านี้ไปปนกับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตามย่อมกระทบกับความรู้สึกของท่านเหล่านั้นและเสียหายทางจิตวิทยา โดนแบบนี้ก็เฮิร์ต เป็นที่น่าเสียใจ และเห็นใจผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 ท่าน ถ้าจะรู้สึกดีกว่านี้ควรแยกคำสั่งออกมาเป็นคนละส่วนมากกว่ามามัดรวม”​

ถามว่าคำสั่งที่ออกมาดูรุนแรงเกินไปหรือไม่ นพ.พลเดช ตอบแบบเลี่ยงๆ ว่า น่าเสียใจ ถ้าทำอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ได้ก็จะดีกว่า แต่มันเกิดไปซะแล้ว เราต้องมาคิดว่าจากนี้ไปจะเป็นยังไง เพราะต้องยอมรับว่ากระบวนการของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ก็ทำงานตามปกติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียน หากเป็นความเห็นของคนนั้นคนนี้ก็ไม่มีน้ำหนักเท่าไร แต่เมื่อเป็นความเห็นหลักๆ ของหน่วยงานรัฐ ทั้งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ออกมาทำนองเดียวกันว่ามีลักษณะที่น่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าเป็นนายกฯ อันนี้ก็ลำบาก เพราะหน่วยงาน 3 หน่วยงานออกมาเห็นไปในทางเดียวกัน หากไม่ทำอะไรสายบังคับบัญชาก็จะรวนไปหมด เพราะเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับคนคนเดียว เพราะฉะนั้นน่าเห็นใจนายกฯ และ พล.อ. ไพบูลย์

“พอเห็นอย่างนี้ต้องฟันไป แต่แทนที่จะมัดพวงรวมกับกรณีทุจริต น่าจะเขียนเฉพาะกรณีนี้ หรือเขียนเวิร์ดดิ้งให้ชัดเจนว่ากรณีนี้ไม่มีปัญหาเรื่องทุจริต เป็นเรื่องความไม่เหมาะสม หรือประโยชน์ทับซ้อนเอื้อประโยชน์ให้องค์กร ควรจะแยกล็อต ออกมาก็จะเบาต่อความรู้สึกเยอะ กระทบต่อความรู้สึกน้อยลง”

อีกทั้งข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนนั้นก็ยังไม่ใช่ เพราะ​คนเหล่านี้ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรส่วนตัว แต่เป็นเรื่องขององค์กรที่ไปพิจารณาให้ทุนไปทำประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัว กรณีนี้จะไปใช้เหมือนกับเรื่องประโยชน์ทับซ้อนแบบภาคธุรกิจไม่ได้

“แต่ทางสังคมเข้าใจว่าอธิบายได้ยากว่าบริสุทธิ์ใจ ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่มีปัญหา แต่เชื่อถือได้เพราะไม่มีหลักฐานที่จะไปพิสูจน์ความทุจริตคอร์รัปชั่น คุณไม่มีหลักฐานว่าเขาได้รับผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ว่าอธิบายกับสังคมลำบากมาก”​

นายกฯ เป็นคนเจรจา หาทางออกด้วยตัวเอง

นพ.พลเดช กล่าวว่า ดังนั้นจึงต้องไปปรับแก้กฎระเบียบให้รัดกุม ต่อจากนี้ไปถ้าคุณเป็นกรรมการมูลนิธิแล้วมาเป็นกรรมการ สสส.​องค์กรคุณจะต้องไม่รับทุนจาก สสส. ต้องเลือกเอาอันหนึ่ง ลาออกจากที่ใดที่หนึ่ง อย่าเป็นพร้อมกันสองที่ อย่างนี้มีเหตุมีผล

“ตรงนี้มีการแก้กฎระเบียบให้รัดกุม แต่ก่อนอาจหละหลวม ซึ่งมีทั้งหมด 26 ข้อที่แก้ไปแล้ว มอบให้ปิยะสกล รมว.สาธารณสุข และ สสส. ไปประชุมร่วมกัน รอบแรกแก้ไปแล้ว 26 ข้อ เตรียมเอาเข้าที่ประชุมบอร์ด เตรียมรายงานนายกฯ จากนายกฯ ปลดล็อกมาตรการตรวจสอบการใช้เงินของ สสส.ที่ผ่านมา

…กระบวนการที่จะทำตรงนี้จะเสร็จวันที่ 15 ม.ค.นี้จะจบ แต่พอดีมีเพิ่มมาอีก 3 ข้อ จากเดิม 26 ข้อ เป็น 29 ข้อ กำลังรอเอาเข้าที่ประชุมบอร์ดวันที่ 15 ม.ค. แล้วค่อยรายงานนายกฯ ขณะที่กรรมการคนที่เป็นปัญหาก็เตรียมลาออก บางคนลาออกไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมถึงมีคำสั่งนี้มาวันที่ 5 ม.ค.”

ถามย้ำว่า คำสั่งปลด 7 กรรมการที่ออกมา “ผิดคิว” หรือ “ตั้งใจ” ที่จะให้ผลออกมาเป็นเช่นนี้ นพ.พลเดช คิดสักพักก่อนตอบว่า “ไม่รู้เหมือนกัน แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะแยกออกมาเป็นคำสั่ง คสช. ที่ 4 หรือเป็นคำสั่งพิเศษต่างหาก การที่รอบนี้มาพ่วงคำสั่งนี้ด้วยความร้อนรน
เช่นนี้ ไม่รู้ว่าด้วยเจตนาอะไร​

ส่วนที่มีการวิเคราะห์ว่านี่อาจเป็นแผนที่ต้องการสกัดไม่ให้คนจากฝั่งภาคประชาชนไม่ให้มานั่งเป็นผู้จัดการ สสส.คนใหม่นั้น นพ.พลเดช มองว่าเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ เป็นเรื่องของความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง แล้วแต่ใครจะวิเคราะห์ คนหนึ่งมีพื้นฐาน ทัศนคติแบบหนึ่งก็จะวิเคราะห์ไปแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกัน

“ผมไม่วิเคราะห์ แต่คิดว่าในทางเทคนิคมันมีข้อที่อาจจะเรียกว่าความบกพร่องผิดพลาด หรือมีข้อจำกัดในกระบวนการ เพราะทางฝั่งที่จะออกคำสั่งอันนี้ เขาอาจจะไม่รู้ … แต่เมื่อนายกฯ ​เซ็นคำสั่งไปแล้ว ประกาศไปเมื่อวันที่ 5 ม.ค. เหมือนแก้ไขไม่ได้ ผมเข้าใจว่าท่านนายกฯ รู้สึกไม่สบายใจและพยายามแก้ปัญหา”

ทั้งนี้ เป็นสิทธิที่บางกลุ่ม บางเครือข่าย จะออกมาเคลื่อนไหว เพราะเรื่องที่ออกมากระทบความรู้สึก ก็อาจมีการแสดงออกบ้าง ซึ่งหวังว่าตัวนายกฯ ผู้ที่เกี่ยวข้อง พล.อ.ไพบูลย์ ซึ่งมีความตั้งใจดีจับเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นดีอยู่แล้ว ส่วนตัวเชียร์เต็มที่

“ผมหวังว่าท่านจะหนักแน่นต่อเรื่องความไม่พอใจสังคม หรือเครือข่ายที่ออกมา ท่านเป็นทหาร แต่ตอนนี้ท่านอยู่ในตำแหน่งทางการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะต้องพร้อมถูกเยาะเย้ย วิพากษ์วิจารณ์ ด่าทอ แต่เห็นใจท่าน ท่านไม่ได้เป็นนักการเมืองอาชีพ อาจรู้สึกเซนซิทีฟ ซึ่งหวังว่าท่านจะไม่เซนซิทีฟมากเกินไป เขามีปฏิกิริยาก็ต้องปล่อย เรามีหน้าที่อธิบายและหาทางออก”

นพ.พลเดช กล่าวว่า นายกฯ ได้เชิญตัวเขาและคนที่เกี่ยวข้องมาหาทางออก เริ่มตั้งแต่ประเด็นโครงการที่ยังค้างคารอการพิจารณาอยู่ ซึ่งหากโครงการที่ใช้งบเกิน 5 ล้านบาท ต้องผ่าน คตร. กลั่นกรอง ซึ่งทำให้กระบวนการเพิ่มขั้นตอนใช้เวลานาน และส่วนใหญ่ไม่ผ่านการกลั่นกรอง

“​เพราะความเข้าใจเรื่องสุขภาพ สุขภาวะ มิติกว้าง เขาไม่เคยอยู่ในแวดวงนี้ก็อาจเข้าใจได้ยาก เพราะฉะนั้นเราบอกเรื่องสุขภาพสังคม สุขภาวะสังคมเป็นไง เขาฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ เขาคนละแวดวง เมื่อเป็นแบบนี้โครงการต่างๆ เมื่อไปถึงเขาและให้เขาเป็นคนกลั่นกรองเขาก็ไม่เข้าใจหมด เขาจะเข้าใจทุกเรื่องได้อย่างไร ยิ่งเรื่องในวงการแพทย์ วงการสาธารณสุข เป็นคนละฝั่ง มันก็ไม่ผ่าน ไม่ผ่าน ไม่ผ่าน เข้าไปสิบยี่สิบโครงการถูกบล็อก ตีกลับมา กระบวนการล่าช้า”

ประเด็นนี้ทางออก คือ นายกฯ บอกแนวปฏิบัติ ระยะยาวโครงการที่คาอยู่ทั้งหมดจะปลดล็อกทั้งหมดเร็วๆ นี้ โดย คตร. หลังแก้ระเบียบ 29 ข้อ ที่จะผ่านความเห็นชอบในวันที่ 15 ม.ค.นี้ หากผ่านบอร์ด พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ประธานบอร์ด สสส. ก็จะทำหนังสือถึงนายกฯ และทำถึง คตร. ขอให้ปลดล็อกมาตรการตรวจสอบที่ทำอยู่

“จากนั้นก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ มันจะปลดหมดเลยไม่มี คตร.มายุ่ง เหมือนดำน้ำอึดอีกนิดเดียวก็จะเห็นปลายทางแล้ว เพราะวันที่ 15 ม.ค. จะเห็นปลายทาง​ นายกฯ พูดประเด็นนี้ บอก พล.ร.อ.ณรงค์ พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธาน คตร.​ไปจัดการตรงนี้ซะ ผมรอเซ็นปลดล็อก ผมว่าท่านเป็นคนหาทางออกให้เป็นคนเจรจาด้วย บอกณรงค์ ชาตอุดมไปทำอย่างนี้นะ ตัวท่านอยู่ตรงนี้ เมื่อเขาเป็นคนออกมาตรการ ก็ต้องเป็นคนปลดล็อกมาตรการตามระบบราชการ”​

เปิด 3 แผน ผ่าทางตัน 4,000 โครงการ

ขณะที่โครงการต่างๆ กว่า 4,000 โครงการที่ติดขัดนั้น แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.โครงการที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ พ.ร.บ.สสส. 6 ข้อ ก็ไม่ต้องตีความเรื่องสุขภาวะ มิติแคบ มิติกว้าง ถ้าทำตามวัตถุประสงค์ 6 ข้อ ต้องให้ผ่าน แต่จะมีความเห็นว่างบประมาณสูงเกินไป ก็เป็นความเห็นให้ปรับแก้ได้ แต่ต้องให้ผ่าน

2.โครงการทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับประชารัฐ ที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจฐานราก สุขภาวะสังคม นายกฯ บอกอันนี้ต้องให้เขา เป็นนโยบายที่สั่ง พล.อ.ชาตอุดม พล.ร.อ.ณรงค์ และ 3 ส่วนที่ไม่ใช่ ทั้งข้อ 1 และข้อ 2 ถ้ามีข้อแก้ไขก็ไปปรับแก้กันต่อไป

“ตรงนี้ท่านหาทางออกในการบริหารจัดการเสร็จเรียบร้อย เป็นนิมิตหมายที่ดี ผมไม่รู้ว่าเหมือนกับรู้สึกว่าคำสั่งแบบนี้เคยมี คือเซ็นคำสั่งแล้วรู้สึกพลาดไปหน่อย แต่ดีที่ท่านแก้เกมไว วันรุ่งขึ้นบังเอิญผมจะต้องมีประเด็นไปปรึกษากับนายกฯ อยู่แล้ว ท่านก็เชิญมาหลายคน”​

นพ.พลเดช กล่าวว่า นายกฯ ช่วยคลายปัญหาต่อไปอีกว่า สำหรับในส่วนของบอร์ด 7 คนนั้น นายกฯ ถามว่าต้องสรรหาใหม่หรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าบอร์ดก็ยังทำหน้าที่ต่อไปได้ เพราะมี 21 คน ออกไป 7 คน เหลือ 14 คน องค์ประกอบยังครบองค์ประชุม

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของบอร์ดมี 3 ส่วน คือ การเมือง ราชการ และภาคประชาสังคม ซึ่งมี 9 คน แต่เมื่อภาคประชาสังคมขาดไป 7 คน เหลือ 2 คน ในแง่นี้ก็อาจเสียสมดุล แต่ยังทำงานต่อไปได้

“นายกฯ ให้แนวไว้ว่าไม่ต้องสรรหา หรือสรรหาไม่ครบก็ได้ เพราะว่าให้ออกไปก่อนเพื่อให้มีการชี้แจง ก็สามารถทำได้ ตรงนี้แฟร์ดี ออกไปก่อน แต่ถ้าท่านไหนไม่มีปัญหา เข้าใจผิด ก็ต้องคืนให้เขา ก็ต้องกลับมาได้ อยู่ที่กรรมการบอร์ดที่เหลือ เป็นเรื่องที่ทางบอร์ดต้องตัดสินใจ”

ประชาสังคมต้องใจเย็น ใช้เหตุใช้ผล

ถามว่าจากคำสั่งเรื่องนี้จะทำให้ปัญหาบานปลายในอนาคตหรือไม่ หลังมีหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหว นพ.พลเดช กล่าวว่า อดีตมาอย่างนี้แล้ว แต่มันยังมีทางออก ถ้ายังมาติดตรงจุดเดิม มันไปต่อไม่ได้ หรือทะเลาะกันโดยไม่จำเป็น

“แต่ว่ามันก็ห้ามกันไม่ได้ บานปลายไม่บานปลาย ขึ้นอยู่กับภาคประชาสังคม จะใช้เหตุใช้ผล ข้อเท็จจริง แต่ดูจากความพยายามในการแก้ปัญหาของนายกฯ ผมพูดได้เต็มที่เพราะอยู่ในนั้น ส่วนกรรมการท่านใดจะมีปฏิกิริยาเป็นสิทธิของท่าน ผมเคารพ แต่ไม่อยากให้ใช้อารมณ์ เพราะจะทำให้สังคมเกิดบานปลาย บ้านเมืองเราจะเจอเรื่องราวอีกเยอะ”

นพ.พลเดช กล่าวว่า พอดีตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค. หลายคนยังไม่เห็นว่ามีทางออก ก็เป็นธรรรมดาที่จะมีอารมณ์ บางคนเขียนบทความลงเฟซบุ๊ก เขาเหมือนถูกปล่อยหมัด แต่เราเห็นความตั้งใจดีทุกคน ทางนายกฯ มีความตั้งใจเสียสละ ท่านถูกแซะ ถูกซักฟอกทุกวัน เราเป็นท่านก็หนัก

“เราฟังทั้งหมดมีทางออก ผมเชื่อว่าพี่น้องเราที่กำลังฮึ่มๆ พอถึงจุดนั้น บางทีไม่ต้องอธิบาย มันจะคลายตัวไปเอง ถ้าวันนี้ไปพยายามอธิบาย สวนกระแสอารมณ์ ก็อาจกระแทกเราไปอีก”

ส่วนคำถามที่ว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาจากความขัดแย้งภายในแวดวงสาธารณสุขหรือไม่ นพ.พลเดช กล่าวว่า ปนๆ กัน แต่ว่าเรื่องนี้จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่ใช่ มันมีความเป็นมายาวนาน เรื่องของแนวคิดใหม่กับแนวคิดเก่าในกระบวนการสุขภาพ สาธารณสุข

“ส่วนเรื่องการตัดสินใจออกคำสั่งครั้งนี้ เราไม่รู้ ต้องถามคนออกคำสั่ง ไม่ควรเดา คนมีอำนาจหน้าที่ ทั้ง พล.อ.ไพบูลย์ ทั้งนายกฯ มีข้อมูลรับมาหลายทางเหลือเกิน จะทางโปรคอน จะไปปิดกั้นเขาให้ฟังข้อมูลด้านเดียว เชื่อด้านเดียวไม่ได้”

สำหรับความเป็นห่วงว่าประเด็นนี้จะถูกหยิบยกไปปลุกปั่นสร้างปัญหาแทรกซ้อนหรือไม่ นพ.พลเดช กล่าวว่า อยากฝากให้แง่คิดพี่น้องเครือข่ายเอ็นจีโอภาคประชาสังคมท้องถิ่น ที่ทำงานกับ สสส. ห่วงใย เป็นเดือดเป็นแค้น ตั้งสติ ตอนนี้มีทางออกหมดแล้ว

อยากให้ตั้งสตินิดหนึ่ง แน่นอนเราเสียใจ เราไม่พอใจ ไม่แฮปปี้ แต่มันผ่านไปแล้ว ต้องกลับมาดู หาทางออก ทุกคนรับบัญชาพร้อมๆ กัน จะเบี้ยวทีหลัง
ไม่ได้ นายกฯ บอก ถ้าปรับแก้ระเบียบ
26 ข้อ แล้วคุณส่งมาผมก็อนุมัติ ก็จบ เข้าใจกันเปล่า ซักซ้อมด้วยนะ ชาตอุดม ท่านณรงค์ เข้าใจตรงกัน นายกฯ รอเซ็นอย่างเดียว

“ในใจท่านนายกฯ คิดอะไรไม่รู้ แต่ไม่มีใครไม่เคยทำงานพลาด บางทีเรารู้สึกพลาดอะไรไปบางอย่างต้องกลับมาแก้ ซึ่งแก้ทันควันแบบนี้ผมก็ซูฮกเหมือนกัน” นพ.พลเดช กล่าว

24 ซีอีโอตัวช่วยเศรษฐกิจประชารัฐ

“แนวคิดสานพลังประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก” มีจุดกำเนิดเกิดมาจากแนวคิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายหลังจากการปรับคณะรัฐมนตรี ดึงสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นแม่ทัพคุมทีมเศรษฐกิจ โดยผนึกกำลังกับภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ เพื่อหามาตรการและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรให้แตกต่างและมีผลบวกมากกว่า “ประชานิยม”

ในฐานะมือไม้คนสำคัญ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ฉายภาพของการต่อยอดและการผลักดัน “ประชารัฐ” ว่า หากจะให้ประชารัฐเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็วต้องมีการขับเคลื่อน 3 กลไกด้วยกันคือ 1.กลไกระดับชาติ ต้องมีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้จัดตั้งคณะกรรมการประชารัฐระดับชาติเพื่อเศรษฐกิจฐานราก มิเช่นนั้นงานที่เกิดขึ้นจะ
กลายเป็นคนต่างคนต่างทำ งานจะไม่สัมฤทธิผล

2.กลไกระดับจังหวัดที่จะเป็นผู้ที่รับนโยบายมาปฏิบัติ เช่น อาจจะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาทำงานโดยมี ภาคประชาสังคม ภาครัฐ ภาคเอกชน และมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และ 3.กลไกระดับอำเภอ ซึ่งจัดให้เป็นเวทีสาธารณะตามอำเภอ เพื่อมาติดตามโครงการต่างๆ ของชุมชน โดยผู้เข้าร่วมมีทั้งผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ นักธุรกิจท้องถิ่นและนักวิชาการ

“แต่จากวันที่คิกออฟมาตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย. 2558 จนถึงวันนี้ผ่านไป 4 เดือนแล้ว กลไกคณะทำงานยังไม่เกิด ซึ่งเมื่อครั้งที่ลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ผมมีโอกาสได้เจอกับ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดูแลประสานงานกับเครือข่ายประชารัฐ ซึ่งท่านบอกกับผมว่ากลไกต่างๆ ที่ท่านได้เสนอมาวันนี้ยังไม่เกิดขึ้นเลยนะหมอ และผมก็ย้อนถามท่านไปว่าแล้วจะทำยังไงต่อ ท่านก็บอกว่าท่านอาจารย์สมคิด ยังไม่อยากให้ตั้ง เพราะมองว่าให้ดำเนินการในลักษณะปกติดีกว่า ไม่ต้องมีคำสั่งอย่างเป็นทางการ หางบประมาณจากตรงนั้นตรงนี้มา ไม่ต้องไปรบกวนนายกฯ ซึ่งถ้าถามผมว่าทำงานได้ไหม ผมตอบว่าทำได้”

นพ.พลเดช อธิบายต่อว่า หากไม่มีกลไกมาขับเคลื่อนจะไม่แรงผลักดัน เมื่อมีกระบวนการ เป้าหมายชัดเจนแล้วต้องเคลื่อนขบวน เดินหน้าต่อ แต่ถ้าเคลื่อนทัพไปแล้วต้องไปคุ้ยเขี่ยหางบประมาณมา อย่าลืมว่าทุกกิจกรรมต้องใช้เงินทั้งสิ้นแต่ภาคประชาสังคมไม่มีเงิน ถ้าเป็นแบบนี้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไม่ได้แน่ แต่ในเมื่อมันไม่ได้เราก็ไม่ได้หยุดที่จะทำ เรามีใจให้ช่วยทำเต็มที่ โดยทุกๆ 2 เดือน จะมีเวทีประชุมกันตามปกติ มีรองนายกฯ สมคิด มี นพ.ประเวศ วะสี มาเป็นประธานในการประชุมขับเคลื่อนงานอยู่ตลอด

“แต่ก็จะขับเคลื่อนได้เท่านี้เพราะไม่มีทรัพยากร ไม่มีกระสุนดินดำ ถ้าคนทำงานยิ่งคิดงานมากก็จะยิ่งเหนื่อยมาก เพราะต้องไปหาเงินเอง ดังนั้นเวลาที่ผ่านมาจึงหมดไป แต่ผมก็เข้าใจว่าที่ผ่านมาสังคมที่มีแต่ความขัดแย้ง สู้กันไปมา ทำให้สังคมไทยเกิดความหวาดระแวง ไม่ค่อยไว้วางใจกัน พอพูดถึงองค์กรกลุ่มภาคประชาสังคม (เอ็นจีโอ) ซึ่งท่านคงแยกไม่ออกว่าเอ็นจีโอไหนมีแนวทางแบบไหน เพราะเอ็นจีโอมีทั้งสุดทางขวา และสุดทางซ้าย แต่พวกเราเป็นทางสายกลาง ท่านอาจจะแยกไม่ออก เพราะไม่ได้ทำงานอยู่ในแวดวงเอ็นจีโอ

ส่วนเรื่องของงบประมาณของภาคประชารัฐที่จัดไว้ พร้อมแล้วสำหรับไปลงหมู่บ้าน จังหวัด แต่เหตุใดไม่จัดตั้งกลไกขึ้นมาแทนนั้น นพ.พลเดช ชี้แจงว่า งบที่ลงไปสู่จังหวัด กองทุนหมู่บ้าน เป็นคนละส่วนกัน มีกติการะเบียบกำกับอยู่ เราจะไปนำเงินนั้นมาเป็นส่วนจัดกระบวนการ หรือมาจัดเวทีต่างๆ คงไม่ได้ ส่วนงบตำบลละ 5 ล้านบาท ที่รัฐให้ไปผ่านทางจังหวัด ท้องที่ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่จะต้องเสนอโครงการมา โดยมีนายอำเภอเป็นผู้อนุมัติ ซึ่งก็ได้ส่งสัญญาณห้ามไปกินหัวคิวเด็ดขาด เพราะมีข่าวออกมามากว่าเงิน 5 ล้านบาทมีการแบ่งหัวคิวกันเรียบร้อย

“การหักหัวคิวหรือทุจริตถ้าใครกล้าในยุค คสช.แบบนี้ผมคิดว่ามีสิทธิที่หัวจะกระเด็น การตรวจสอบยุคนี้ง่ายจะทุจริตยาก เพราะมีช่องทางให้ประชาชนร้องเรียนได้มากขึ้น ไหนจะมีศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) คอยดูแลอีก แล้วส่งผลให้งบ 5 ล้านบาทที่คิดว่าจะให้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ กลับไม่ได้ช่วยได้จริง เพราะงบปล่อยไม่ออก เพราะนายอำเภอไม่กล้าเซ็นอนุมัติ ขยาด

นพ.พลเดช เล่าด้วยว่า ได้มีโอกาสนั่งคุยในโต๊ะอาหารกับ นพ.ประเวศ และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี โดย สมคิดบอกว่า งบประมาณในส่วนนี้ 4 หมื่นล้านบาท ผ่านไปแล้ว 4 เดือน พึ่งจะอนุมัติไปได้เพียง 44 ล้านบาท จะเห็นว่ามันน้อยมาก รัฐบาลระวังมากจึงตรวจสอบเข้มงวด แต่เมื่อระวังมากก็เสียอย่าง

นพ.พลเดช เสนอทางออกว่า รัฐบาลควรมีงบอีกก้อนหนึ่งที่ไม่มากอำเภอละไม่เกินแสนบาท นำไปสร้างกระบวนการเสริมในการตรวจสอบ รู้ ติดตามความก้าวหน้า เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง ฉลาดขึ้น แต่ที่ผ่านมางบประชานิยมคืองบที่ไหลตรงไป โดยไม่ลงทุนในกระบวนการตรวจสอบ ดูถูกดูแคลนเอ็นจีโอทั้งหลายว่าเป็นนายหน้าค้าความจน ที่ในยุคทักษิณตัดตัวกลางเหล่านี้ออกแล้วนำงบลงไปโดยตรงส่งถึงรากหญ้า โดยไม่เห็นคุณค่าภาคประชาสังคม

“ดังนั้นประชารัฐจึงต้องมีตัวกลางแปรเปลี่ยนเม็ดเงินให้เป็นปัญญาจะได้ยั่งยืน ซึ่งเสนอไปนานแล้วแต่รัฐบาลยังไม่เห็นความจำเป็น ยิ่งเมื่อ สสส.ถูกทุบด้วยแล้ว งบในส่วนของภาคประชาสังคมก็หงายเก๋งเลย ทีนี้ก็ยากลำบากพอสมควร จึงได้บอกว่า ต้องให้นายกฯ ช่วยปลดล็อกปัญหางบการทำโครงการต่างๆ ให้สะดวกขึ้น ไม่อย่างนั้นภาคประชารัฐและในส่วนของอื่นจะยิ่งแย่ โดยคำสั่งมาตรา 44 ที่กระทบต่อคนสำคัญภาคประชาสังคมใน สสส. ทำสะเทือนไปหมด”

นพ.พลเดช กล่าวว่า ขณะนี้ในส่วนของภาคประชารัฐที่เมื่อต้นปี 24 ซีอีโอ ที่ได้เข้านายกรัฐมนตรี โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 12 ชุด ซึ่งในชุดที่ 5 เป็นชุดคณะทำงานเศรษฐกิจฐานราก และประชารัฐ ซึ่งมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และฐาปน สิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยที่ประชุมล่าสุดเห็นถึงทิศทางที่ดีตั้งความหวังไว้ว่าถ้านายกฯ และ สมคิด สามารถที่จะให้ภาคธุรกิจมาทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและมีใจแบบนี้ จะเป็นทางออกที่ดีของบ้านเมืองได้เหมือนกัน

เวลานี้การทำงานในส่วนของประชารัฐและเศรษฐกิจฐานราก ในส่วนงบประมาณที่มาแรงกว่างบจาก สสส. คือภาคธุรกิจ เขาเข้ามาไม่ได้ขออะไร เขามีเงินมากกว่านั้นเยอะ เขาสามารถมาช่วยได้เยอะสิ่งที่เห็นแนวคิดดีๆ จากคนรุ่นใหม่ เช่น ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น  โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะแก้ปัญหาที่ภาคอุตสาหกรรมสร้างปัญหาต่างๆ ไว้ ด้วยการทำธุรกิจเพื่อสังคม แต่จะเป็นกระแสทางเลือกที่จะมาลดช่องว่าง โดยจะทำให้เกิดขึ้นในรูปแบบของสหกรณ์ ร่วมกับการทำธุรกิจภาคเกษตร โดยภาคธุรกิจจากปูนซีเมนต์ไทย, บางจาก, ปตท. เข้ามามีส่วนสนับสนุนพื้นที่ร่วมทำโครงการดังกล่าว

ข้อสงสัยที่ว่าการที่ภาคธุรกิจเข้ามาสานต่อนโยบายเศรษฐกิจและประชารัฐ ภายใต้คณะกรรมการภาครัฐและเอกชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ (Public-Private Steering Committee) จะได้อะไรจากตรงนี้ หมอพลเดช อธิบายว่า นักธุรกิจไทยได้ผ่านบทเรียนจากสังคมมาก และบทเรียนนั้นทำให้เขารู้ว่าธุรกิจของเขาจะอยู่ได้อย่างยั่งยืน จะปล่อยให้สังคมมีช่องระยะที่หางแบบนี้ไม่ได้ ในท้ายที่สุดแล้ว จะเกิดมิคสัญญีกาลียุค สงครามกลางเมือง คนจะฆ่ากันตาย เพราะนั้นสิ่งที่นักธุรกิจสร้างขึ้นมาทุกอย่างจะจบหมด เมื่อบ้านเมืองเกิดสงคราม เศรษฐีกับยาจกจะเท่ากันเป็นตายเท่ากัน

สำหรับความก้าวหน้าในส่วนของภาคประชาสังคม และเศรษฐกิจฐานรากภาคประชารัฐในอนาคต หมอพลเดชวาดฝันไว้ว่า มีความตั้งใจว่าปี 2559 เราจะตะลุยทำงานเพื่อตรึงพื้นที่สร้างกลไกและลักษณะความเป็นประชารัฐขึ้นมาทุกจังหวัด ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะภาคประชาสังคมได้ทำไว้ก่อนแล้ว 2 ปี ที่เรียกว่าโครงการปลุกพลังเปลี่ยนไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราเคลื่อนมาตั้งแต่การปฏิรูปประเทศ สมัยท่านอานันท์ ปันยารชุน และอาจารย์ประเวศ วะสี ขับเคลื่อน โดยเราเปลี่ยนแปลงความคิดที่จะสร้างสังคมแนวราบ สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ อีกส่วน คือ ศูนย์ประสานภาคีพัฒนาทุกจังหวัด (ศปจ.) ที่มี 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยทุกจังหวัดจะผนึกกำลัง 2 ส่วน คือ ภาคประชาสังคมในจังหวัดกับหอการค้าจังหวัด และเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาทำนโยบายประชารัฐ นายกรัฐมนตรีก็มีแนวคิดที่จะให้ภาคประชาสังคมเสริมกำลังทำงานร่วมกับกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ทั้งระดับชาติและระดับจังหวัดไปด้วยอีกทาง จึงเป็นที่มา กรอ.จังหวัดพลัสขึ้นมา เมื่อทุกอย่างมีทางออกแบบนี้ เชื่อว่าในเดือน ก.พ.เป็นต้นไป การขับเคลื่อนการทำงานทั้งภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และปัญหา สสส. ถูกปลดล็อก ทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้ จากนี้เราไม่มีเวลามาก เราต้องมีเป้าหมายว่าภายใน 3 เดือน

 

“ใช้มาตรา44 ทำร้ายองค์กรสสส.ระวังคนเกลียดเพิ่ม” ศ.นพ.ประเวศ วะสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

11 มกราคม 2559 เวลา 18:45 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/interview/409545

"ใช้มาตรา44 ทำร้ายองค์กรสสส.ระวังคนเกลียดเพิ่ม" ศ.นพ.ประเวศ วะสี

“เป็นการทำร้ายองค์กร ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แล้วไปกระทบคนจำนวนกว้างเลย ที่เขาจะมาเกลียดรัฐบาล เพราะเขารู้ว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานด้วยความเป็นธรรม”

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ที่ โรงแรมเดอะสุโกศล ถึงการปลดบอร์ดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า า การตัดสินใจดังกล่าวเป็นความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ของคสช. และเป็นความผิดพลาดในการบริหารประเทศ ทั้งนี้การยึดอำนาจมันไม่ยาก แต่การบริหารประเทศมันยาก เพราะต้องจัดการเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ทีนี้การบริหารประเทศ ต้องมีคนที่ช่วยทำงานเรื่องที่ยากๆ แล้วต้องมีคนสนับสนุน

ศ.นพ.ประเวศ  กล่าวว่า ถ้ามาดูงานขององค์กรตระกูลส. ไม่ว่าจะ สปสช. หรือ สสส.ก็ล้วนเกิดขึ้นเพื่อช่วยให้รัฐบาลทำงานที่ยากๆ เช่น ความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ เพราะมันไม่มีหน่วยงานราชการที่ไหนทำได้ จึงต้องเกิดสององค์กรนี้ขึ้นองค์กรตระกูลส. จำเป็นต้องคงความอิสระ มีความคล่องตัว และทำโดยอำนาจไม่ได้ จึงต้องเปิดพื้นที่ทางสังคม และทางปัญญาอย่างกว้างขวาง เพื่อทำเรื่องยากให้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นเครื่องมือช่วยรัฐ ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลไหน ก็ควรจะดีใจที่มีองค์กรเหล่านี้ ช่วยทำเรื่องยากๆ ให้

ราษฎรอาวุธโส กล่าวว่า คสช. อาจจะพลาด เพราะมีคนไปฟ้อง เพราะงานพวกนี้มันจะมีคนที่ไม่ชอบ เพราะเป็นความแปลกไปจากการเป็นอำนาจรัฐ ซึ่งการยึดอำนาจรัฐทุกครั้งเลยจะมีคนไปฟ้องคนที่ตัวไม่ชอบ เหมือนตอน 6 ต.ค. 2519 ก็มีคนไปฟ้องตำรวจว่าหมอประเวศว่าเป็นคอมมิวนิสต์ (หัวเราะ) คราวนี้ก็มีคนไปฟ้องคสช.ว่าตระกูลส.เป็นระบบทุจริต

“เมื่อพบว่า ทั้งสปสช. ทั้งสสส.ไม่มีการทุจริต เจอแต่การตีความต่างกันเรื่องสุขภาพ กว้าง-แคบ เช่น สวดมนต์เกี่ยวกับสุขภาพไหม สสส.ว่าเกี่ยวเพราะเอาคนตั้งเยอะไม่ไปกินเหล้า หรือสนัเบสนุนนักข่าวไม่เกี่ยวกับสุขภาพ สสส.ยืนยันว่าเกี่ยว เพราะถ้าสื่อสารมันดีมันเกี่ยว เพราะถ้ารู้ข่าวที่มีคุณภาพดี คนมันได้ปัญญาก็เกี่ยวกับสุขภาวะ แต่ทีนี้เขาก็เอาเรื่องพวกนี้ไปโฆษณาให้เขาเสียหายว่าใช้เงินผิดประเภท ทั้งที่เป็นเรื่องตีความต่างกัน”ศ.นพ.ประเวศ ระบุ

“แต่คนตรวจสอบกลับไปโฆษณาว่ามีประโยชน์ทับซ้อน มิหนำซ้ำดันไปใช้มาตรา 44 ปลดเขาอีก เป็นการทำร้ายองค์กร ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แล้วไปกระทบคนจำนวนกว้างเลย ที่เขาจะมาเกลียดรัฐบาล เพราะเขารู้ว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานด้วยความเป็นธรรม ทำงานด้วยความตั้งใจ ทำงานด้วยความสุจริต ไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็มาใช้อำนาจตรวจสอบโดยไม่รู้บริบท

เขาอาจจะไม่ชำนาญเรื่องยุทธศาสตร์สังคม ถนัดยุทธศาสตร์การสู้รบ แต่เมื่อเข้ามารับผิดชอบบ้านเมือง มันเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าเยอะ เหมือนสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ รบชนะแคว้นต่างๆ เก่งมาก หวังว่าจะอยู่ได้หมื่นปี แต่อยู่ได้ 15 ปีแค่นั้นก็ไปแล้ว เพราะฉะนั้นการบริหารประเทศมันยาก มันต้องรู้ว่าใครดี ใครไม่ดี ใครตั้งใจทำงานเพื่อประเทศ แล้วก็ต้องรักษามวลชน ซึ่งทางคสช.ก็ต้องเรียนรู้ว่ากำลังทำผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ แล้วต่อไปก็ต้องทำให้ดีขึ้น เพราะยังต้องทำงานให้กับบ้านเมืองไปอีกระยะ”ศ.นพ.ประเวศกล่าว