ปรับชีวิตพิชิตโรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661527

วันที่ 26 ส.ค. 2564 เวลา 07:20 น.ปรับชีวิตพิชิตโรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบหนึ่งในโรคยอดฮิตของคนวัยทำงาน “โรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ” เข้าใจสาเหตุ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็ป้องกันได้

รู้หรือไม่?

  • หลายคนคิดว่าโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และสำไส้อักเสบ คือโรคเดียวกัน แท้จริงแล้วแม้สาเหตุการเกิดโรคจะใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างอยู่บ้าง
  • โรคกระเพาะอาหารอักเสบเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยมากกว่าโรคลำไส้อักเสบ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่พบได้บ่อยมาจากเรื่องอาหารการกิน
  • ทั้งสองโรคนี้ป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาใส่ใจมากขึ้นกับการรับประทานอาหารในแต่มื้อ พึงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารปิ้งย่าง หมักดอง ละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ สุขอนามัยเบื้องต้นอย่างกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ก็ช่วยให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้เช่นกัน

โรคฮิตของคนวัยทำงานมีอยู่ด้วยกันหลายโรค ในจำนวนนั้นคือ โรคกระเพาะอาหารอักเสบและลำไส้อักเสบ ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วแม้สาเหตุการเกิดโรคจะใกล้เคียงกัน แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่บ้าง

ข้อมูลโดย นายแพทย์อานนท์ พีระกูล อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลนนทเวช ใน Generali Thailand อธิบายไว้ดังนี้

รู้จักกับโรคและสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยมากกว่าโรคลำไส้อักเสบ (Enteritis) โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบที่พบได้บ่อยมาจากเรื่องอาหารการกิน ทั้งการปนเปื้อนของอาหาร สารพิษในอาหาร การติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิดที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร รวมถึงท็อกซินของแบคทีเรีย รวมถึงการกินยาบางชนิดก็ทำให้เกิดการระคายเคืองและเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ เช่น ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาคลายเส้น และยาแก้ปวดที่ไม่มีส่วนประกอบของสเตียรอยด์ (NSAIDs: Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs)

นอกจากอาหารและยาแล้ว การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้บ่อย หลายคนอาจมองข้าม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วแอลกอฮอล์ถูกดูดซึมในกระเพาะอาหารได้โดยตรงจึงทำให้เกิดการระคายเคืองได้ ยิ่งดื่มตอนท้องว่างก็ยิ่งทำให้เกิดการอักเสบได้มากเป็นเงาตามตัว ปัจจัยที่พบได้บ่อยอีกอย่างคือการติดเชื้อแบคทีเรียจำเพาะบางอย่างในกระเพาะอาหาร เชื้อที่ว่าคือ เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter pylori) ที่ปนเปื้อนกับอาหาร ที่ต้องแยกออกมาเพราะเชื้อชนิดนี้ทำให้เกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหารได้ในอนาคตหากไม่รักษาหรือปล่อยให้การอักเสบนั้นเป็นเรื้อรัง

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ (Enteritis) ที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อแบคทีเรีย จำพวกอีโคไล (E.coli) และ Staphylococcus spp. ซึ่งทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด โรคไทฟอยด์ อหิวาตกโรค นอกจากนี้ ไวรัสหลาย ๆ สายพันธุ์ก็ทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบได้ โดยโรคลำไส้อักเสบจะมีความเกี่ยวพันกับโรคกระเพาะอาหารอักเสบเนื่องจากสาเหตุสำคัญมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารด้วยเช่นกัน โดยคนไข้ที่มีอาการลำไส้อักเสบอาจมีอาการกระเพาะอาหารอักเสบร่วมด้วย เพราะอาหารที่รับประทานเข้าไปจะถูกลำเลียงจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้ตามกระบวนการย่อยอาหารของร่างกาย

อาการของโรค

อาการที่แสดงออก หากเป็นโรคกระเพาะอักเสบ อาการที่เด่นชัด คืออาเจียน ปวดท้องแบบแสบร้อนหรือบิดมวน แน่นท้อง เรอบ่อย และเนื่องจากเป็นตำแหน่งกลางหน้าอก บางคนอาจมีอาการเรอเปรี้ยว รู้สึกขมคอและจุกแน่นในลำคอ ซึ่งอาการจะไปคล้ายคลึงกับภาวะกรดไหลย้อน แต่ถ้าเป็นโรคลำไส้อักเสบ อาการที่เด่นชัดคือ ท้องเสีย ถ่ายเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ถ้ามีอาการรุนแรงบางคนถ่ายเป็นมูกเลือด

ระยะเวลาในการแสดงอาการของโรคหลังจากได้รับเชื้อนั้นไม่แน่นอน บางรายอาจอยู่ที่ 1 – 2 สัปดาห์ แต่ถ้าหากรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียก็สามารถเกิดในเวลาสองสามชั่วโมงหลังจากได้รับเชื้อเข้าไปได้

แนวทางในการรักษา

เมื่อคนไข้ถึงมือแพทย์ แพทย์จะทำการซักประวัติ สอบถามอาการ และตรวจร่างกายเพื่อประเมินความรุนแรงก่อน การให้การรักษาทั้งสองโรค ส่วนใหญ่แล้วไม่จำเป็นต้องตรวจทางรังสีวิทยาเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพรังสีช่องท้อง หรือการทำอัลตราซาวด์ช่องท้อง ยกเว้นถ้าแพทย์สงสัยว่าอาการปวดท้องดังกล่าวอาจจะมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น ภาวะนิ่วในถุงน้ำดีหรือทางเดินน้ำดี ถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ลำไส้อุดตันหรือภาวะอุจจาระค้างในลำไส้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ๆ และผู้สูงอายุที่ไม่สามารถเล่าอาการเจ็บป่วยได้อย่างชัดเจน แพทย์จึงจะตรวจเพิ่มเติมด้วยการถ่ายภาพรังสีช่องท้อง ส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะให้ยาและรักษาตามอาการ กรณีถ้าโรคกระเพาะอักเสบหรือลำไส้อักเสบนั้นมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหารเป็นพิษ หรือติดเชื้อในกระเพาะอาหาร แพทย์ก็จะพิจารณาให้ยาฆ่าเชื้อ แต่ถ้าอาการนั้นเป็นมานาน พิจารณาแล้วไม่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงจากอาหารที่กิน แต่เกิดจากภาวะกรดเกิน หมอจะให้ยาลดการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหารเป็นยาหลัก

คำแนะนำจากแพทย์

หากผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลวจากภาวะกระเพาะอาหารอักเสบ หรือลำไส้อักเสบ ซึ่งมักมีระดับความรุนแรงไม่มาก ก็สามารถรักษาเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง เช่น ดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ (Oral Rehydration Solution – ORS) เพื่อช่วยชดเชยภาวะที่ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไป กินยาแก้ปวดมวนท้อง ยาแก้คลื่นไส้ อาเจียน อาการจะดีขึ้น ภายในหนึ่งถึงสองวันหลังกินยา

แต่ถ้าอาการเริ่มรุนแรงขึ้น เช่น อาเจียนบ่อย หรืออาเจียนทุกครั้งหลังรับประทานอาหารจนไม่สามารถรับประทานอาหารได้เลย มีไข้สูง ถ่ายเป็นมูกเลือด ปวดท้องอย่างรุนแรง วูบหน้ามืดจะเป็นลม ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของภาวะการขาดน้ำรุนแรงมีความเสี่ยงต่อภาวะช็อกได้

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ช่วงที่มีอาการของทั้งสองโรค ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทนม ถั่ว งา น้ำอัดลม ชา กาแฟ เพราะจะทำให้มีอาการท้องอืด จุกเสียด และแน่นท้องมากขึ้นได้ และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักและผลไม้สดในช่วงที่มีลำไส้อักเสบด้วย เพราะมีโอกาสปนเปื้อนได้สูง

อย่างที่รู้กันแล้วว่าการเจ็บไข้ได้ป่วยจากทั้งสองโรคนี้ส่วนใหญ่เริ่มจากการรับประทานอาหาร ถ้าไม่อยากต้องนอนโรงพยาบาล ก็ถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหันมาใส่ใจมากขึ้นกับการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ พึงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารปิ้งย่าง หมักดอง ละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะจะยิ่งทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ และแผลในกระเพาะอาหาร การหลีกเลี่ยงการรับประทานยากลุ่มแก้ปวด/คลายกล้ามเนื้อกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน รวมถึงสุขอนามัยเบื้องต้นอย่างการกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ก็ยังเป็นหลักปฏิบัติสากลที่ช่วยให้เราห่างไกลจากโรคเหล่านี้ได้เช่นกัน

ภาพ :  freepik

4 สาวหุ่นสวยชวนฟิตร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661366

วันที่ 24 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.4 สาวหุ่นสวยชวนฟิตร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันยุคโควิด-19ไม่ว่าจะล็อกดาวน์กี่ครั้ง ร่างกายก็ยังคงต้องสตรอง!!! STAGE Find The Real U ชวนออกกำลังกายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หลากหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ชีวิตในยุค New Normal

แม้ว่าความร้ายแรงของวิกฤตโควิดจะส่งผลกระทบให้เมืองไทยต้องถูกล็อกดาวน์ไปอีกกี่ครั้ง กักตัวยาวๆ ไปอีกกี่หน แต่จงอย่าปล่อยให้สุขภาพต้องล็อกดาวน์ไปพร้อมกับวิถีชีวิตของคุณ ลุกขึ้นมาออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นเสริมภูมิคุ้มกันในยุคโควิด! ซึ่งการออกกำลังกายถึงแม้เป็นเรื่องง่าย แต่จริงๆ แล้วหากออกกำลังกายเล่นผิดท่าเพียงไม่กี่องศา ก็อาจส่งผลให้กล้ามเนื้อและกระดูกบาดเจ็บได้ มากไปกว่านั้น เมื่อเกิดความเจ็บป่วย การไปโรงพยาบาลในช่วงวิกฤตโควิดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเพียงแค่คุณก้าวขาออกจากบ้าน เชื้อโรคมากมายมีอยู่เต็มไปหมด เพียงประมาทแค่เสี้ยววินาที ความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิดเกิดขึ้นได้ในทุกเวลา จึงจำเป็นต้องพยายามดูแลตัวเองในช่วงเวลานี้ให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เจ็บป่วย และให้ร่างกายแข็งแรงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่คุณจะช่วยตัวคุณเองได้ด้วยสองมือของคุณเอง ดังนั้นก่อนเริ่มออกกำลังกายจึงควรศึกษาหาข้อมูลรูปแบบการออกกำลังกาย ท่าบริหารต่างๆ ที่เหมาะสมกับช่วงวัยและรูปร่าง

ด้วยไลฟ์สไตล์ยุคโควิดที่ไม่สามารถให้คุณทำอะไรในชีวิตประจำวันได้เหมือนโลกในยุคเมื่อก่อน เพราะโควิดสกัดไปทุกทาง กระทบทุกอาชีพ ทุกหย่อมหญ้า หลายธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เกิดความกดดัน ความเครียด ทำให้ทุกคนลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนชีวิตและค้นพบแล้วว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” ผู้คนในยุคนี้ตระหนักและตื่นตัวพร้อมให้ความสำคัญกับร่างกายที่แข็งแรงทำให้ไลฟ์สไตล์ผู้คนส่วนใหญ่หันมาออกกำลังกายกันเยอะขึ้นมากนอกจากนี้ยังใส่ใจสุขภาพไปถึงเรื่องการกินและการใช้ชีวิตเพื่อเร่งเสริมภูมิทั้งภายในและภายนอกพักผ่อนให้เพียงพอตากแดดยามเช้าเพื่อรับวิตามินดีช่วยทำให้กระดูกแข็งแรงทานอาหารที่มีประโยชน์โชคดีที่ประเทศไทยมีอาหารไทยพื้นบ้านที่เต็มไปด้วยผักสมุนไพรไทยมากมายอาทิเช่นใบกะเพรากระชายกระเทียมขิงข่าตะไคร้ใบมะกรูดและที่สำคัญต้องไม่ประมาทการ์ดห้ามตกสวมหน้ากากอนามัยหมั่นล้างมือพกเจลแอลกอฮอล์เว้นระยะห่างงดออกจากบ้านโดยไม่จำเป็นไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่นทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่เสมอ

“การออกกำลังกายไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป คุณสามารถมีสุขภาพที่แข็งแรงควบคู่ไปกับการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ด้วยตัวคุณเอง และวันนี้ STAGE ขอเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันจากการออกกำลังกาย เพราะชั่วโมงนี้สุขภาพต้องมาก่อน ขอให้ทุกคนมีใจเข้มแข็งไปพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงของคุณ อดทนและมีความหวังว่าพรุ่งนี้จะต้องดีขึ้น แล้วเราจะผ่านมันไปได้ด้วยกันครับ” คุณสุทัศน์ วงศ์สุขศิริ กรรมการผู้จัดการ / ผู้ร่วมก่อตั้ง STAGE Find The Real U ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง กล่าว

STAGE Find The Real U ฟิตเนสระดับพรีเมี่ยม ศูนย์รวมแหล่งออกกำลังกายครบวงจร ใจกลางเมืองย่านเลียบทางด่วนรามอินทรา ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเข้ามาใช้บริการฟิตเนส โดยคุณสุทัศน์  วงศ์สุขศิริ (กรรมการผู้จัดการ / ผู้ร่วมก่อตั้ง STAGE Find The Real U นักไตรกีฬา /นักวิ่ง Trail และ Ironman หลายสนามทั้งในและต่างประเทศ) ได้ตระหนักและมีความเข้าใจในคนที่รักสุขภาพ ชื่นชอบการออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายอยู่เสมอ ณ วันนี้ STAGE Find The Real U แหล่งศูนย์รวมการออกกำลังกายแบบออฟไลฟ์ครบวงจร ได้ต่อยอดไปสู่การให้บริการ STAGE Connects ออกกำลังกายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ในรูปแบบมากมายที่ตอบโจทย์สำหรับคนในยุคโควิด เพียงแค่คุณมีโทรศัพท์มือถือ โน๊ตบุ๊ค ไอแพด และสัญญาณอินเตอร์เน็ต    ก็สามารถออกกำลังกายและ Fit Anywhere ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ระเบียง สนามหญ้า ห้องรับแขก ห้องนอน และทุกพื้นที่ในบ้านของคุณ มากไปกว่านั้น นอกจากการออกกำลังกาย แบบ 1 on 1 online กับเทรนเนอร์ คุณยังสามารถออกกำลังกายไปพร้อมกับครอบครัวที่บ้าน หรือแม้กระทั่งออกกำลังกายไปพร้อมกับเพื่อนฝูงที่ผ่าน VDO Call เข้ามาพร้อมๆ กัน เพิ่มบรรยากาศที่สนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียด ดังนั้นการออกกำลังกายออนไลน์จึงถือได้ว่าเป็นรูปแบบการกำลังกายที่ชาญฉลาด เพราะนอกจากจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ยังตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในยุคโควิดอย่างแท้จริง ทำให้ช่วงกักตัวอยู่บ้านยาวๆ คุณยังได้มีรูปร่างที่ดีขึ้นควบคู่ไปด้วย

เหล่านักกีฬาคนดังต่างชื่นชอบการออกกำลังกาย เพราะให้ประโยชน์และตอบโจทย์ชีวิตในยุค New Normal

คุณอาย – ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร (อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทยและ ผู้ประกาศข่าวช่องHD) , IG : sornsawan _ch7hd , FB : Sornsawan Phuvichit 

“If it doesn’t challenge you It doesn’t change you. เพราะชีวิต อาย ขาดการออกกำลังกายไม่ได้จริงๆ ต้อง work out (แทบ) ทุกวัน ไม่มากก็น้อย เป็นแบบนี้มานานแล้ว เรียกว่าเสพติด ก็ไม่ผิดนัก ไม่ว่าจะวิ่ง, ว่ายน้ำ , weight training, cardio , body weight สลับสับเปลี่ยนกันไป จะได้ไม่เบื่อ ส่วนตัวอาย ถ้าการออกกำลังหรือเล่นกีฬาโดย “ไร้เป้าหมาย” เหมือนชีวิตขาดรสชาติ ต้องมี personal goal setting หรือมีใคร challenge เพื่อให้เกิดแรงผลัดดันการออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาก็จะสนุกและมีเป้าหมายทุกครั้งที่เทรน

แต่ด้วยข้อจำกัดในยุคโควิด ทำให้การออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาต้อง “ย่อส่วน” ทั้งเป้าหมาย และรูปแบบการออกกำลังกาย ทางเลือกใน “การเทรนออนไลน์” ก็มา! ดีที่อาย เป็นสมาชิก stage find the real u ที่เข้าใจสมาชิก จัดโปรแกรมเทรนออนไลน์ กับ trainer มืออาชีพ ที่ช่วยวางโปรแกรมในการออกกำลังกายแต่ละวัน ให้เป็นไปตาม goal ที่ของเรา การเทรนแต่ละครั้งจะสนุก เหนื่อย แถมได้ฟอร์มที่ถูกต้อง สวยงาม ถือเป็นข้อดีในการฝึกกับเทรนเนอร์ ที่มีประสบการณ์ เพราะปกติ เทรนเอง ยกผิด ยกถูก บาดเจ็บก็บ่อย การเทรนออนไลน์ สำหรับอาย จึงตอบโจทย์การออกกำลังกาย ในยุค normal เป็นอย่างดี”

คุณเอ – มธุรดา (คุโณปการ) วงศ์ไวโรจน์  (อดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติไทยชุดเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 11 และซีเกมส์ 2 สมัย / อดีตพิธีกรโทรทัศน์และ DJ 104.5 FAT radio / เจ้าของแบรนด์ชุดแต่งงาน BRIDESMAIDTHAILAND http://www.bridesmaidthailand.com ) , IG : a_maturada , FB : Maturada wongwairoj

“จริงๆ สำหรับแต่ละคนที่มีสภาพร่างกาย เป้าหมายและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การออกกำลังกาย ควรทำให้ง่าย คล่องตัว และสนุกตามจริตของแต่ละคน ยิ่งพอมีสถานการณ์ตอนนี้ที่มีปัจจัยข้อจำกัดเพิ่มในเรื่องสถานที่เข้ามาอีก การออกกำลังกายออนไลน์ เรียกได้ว่าตอบทุกโจทย์อย่างแท้จริง เพราะสามารถออกได้ทุกที่ ได้ทุกเวลา ได้ทุกขณะที่พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เว้นระยะห่างได้เท่าที่ต้องการ สะดวก ปลอดภัย ไร้กังวล เรียกว่า ฟิตแอนด์เฟิร์มได้อย่างอิสระเสรีค่ะ”

คุณพิณ – กรพินธุ์ กฤษณาวารินทร์ (pilates instructor @ stage find the real you / เจ้าของร้าน :stage cafe / รับอ่านสปอตโฆษณาทีวี วิทยุ Presentation, Voice Over ทุกประเภท / นักไตรกีฬา /นักร้อง / นักแสดง ) , IG :pinsocute , FB : korrapin puangpo 

“การมีวินัยในการออกกำลังกายไม่ได้มีประโยชน์แค่ช่วยให้เราสุขภาพดี แต่ยังฝึกให้เราชนะใจตัวเองในทุกๆ วัน ชีวิตประจำวันของพิณในแต่ละวันเรียกได้ว่าอยู่กับการออกกำลังกายตลอด เหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วค่ะ พิณสนุกกับการเล่นกีฬาหลากหลาย เล่นไตรกีฬามาหลายปี ซึ่งเช้ามาก็จะต้องเอาละ ตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน ตื่นมาซ้อมวิ่ง  หลายครั้งก็คิดนะง่วงก็ง่วงเหนื่อยๆก็เหนื่อยทำไมไม่นอนตื่นสายๆสบายๆแต่หลังจากซ้อมเสร็จจะรู้สึกดีฟินมากจะขอบคุณตัวเองทุกครั้งที่เอาชนะใจตัวเองตื่นมาออกกำลังได้ส่วนช่วงเย็นบางวันก็จะซ้อมว่ายน้ำหรือปั่นจักรยานหรือพิลาทิส

แต่พอมีวิกฤตทีนี้จบเลยกิจกรรมกลางแจ้งต่างๆ วิ่งข้างนอกไม่ไปแล้ว ว่ายน้ำก็สระปิด สรุปตอนนี้เหลือแต่ปั่นจักรยาน ปั่นที่บ้านวนไป แล้วก็เล่นพิลาทิสบ้างบางวัน โชคดีที่ Stage มี 1 on 1 Personalized training program ที่เทรนเนอร์จะช่วยวางแผนการออกกำลังกายส่วนตัวให้ ลักษณะการtrain ก็จะมี2แบบคือ Virtual VDO แล้วก็แบบ VDO call ทำให้เราไม่ต้องเดินทางออกไปนอกบ้านก็ออกกำลังได้ เหมือนได้เทรนกับเทรนเนอร์ตัวเป็นๆที่ฟิตเนสเลย เพียงแค่ คุยกันผ่านจอ แม้ว่าที่บ้านจะไม่ค่อยมีอุปกรณ์    ฟิตเนสอะไรใดๆ มีแค่ดัมเบล ก็ไม่มีปัญหาค่ะ เทรนเนอร์จัดโปรแกรมให้เราฝึกได้หมดเอาเท่าที่เรามี 

ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยน การออกกำลังของเราก็ต้องปรับตาม พิณว่าการออกกำลังกายมันเหมือนการหยอดกระปุก ที่ค่อยๆสะสมไปเรื่อยๆ สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อของเราเรื่อยๆ เมื่ออายุเรามากขึ้นเราก็จะได้ประโยชน์จากร่างกายที่แข็งแรงนี้ไปอีกนาน”

คุณแพรว – ภาพตะวัน คงสมแสวง (Beauty Blogger / นักวิ่ง / นักไตรกีฬารุ่นใหม่) , Blog: phaptawan.com , FB : phaptawanpage , IG : preauphaptawan , Youtube : Phaptawan

“โควิดทำให้ชีวิตเราสะดุดในหลายๆเรื่องค่ะ การออกกำลังกายก็ทำเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ จะไปยิม จะไปสระว่ายน้ำก็ไม่ได้ แต่ว่าเราต้องรักษาร่ายกายให้แข็งแรง รักษา performance เพราะว่าเราไม่อยากให้ที่ออกมาเสียเปล่าแล้วก็ไม่รู้ว่าจะมีแข่งครั้งหน้าอีกเมื่อไรก็อยากจะให้ร่างกายพร้อมอยู่เสมอค่ะ การเทรนออนไลน์ช่วยแพรวได้มากเลยในวันที่เราไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่บ้านตลอดเพราะว่าอย่างเราพอจะออกกำลังกายเป็นอยู่แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญมาวางโปรแกรมการออกกำลังกายให้ตรงกับเป้าหมายของเราค่ะ ถึงจะต้องอยู่บ้านหยุดเชื้อไปไหนไม่ได้แต่เรื่องออกกำลังกายเราก็ไม่อยู่กับที่ค่ะ เราต้องพัฒนากันต่อไป”

สำหรับคนที่อยากดูแลสุขภาพฟิตร่างกายให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ STAGE Find The Real U มีแพ็กเกจที่ตอบโจทย์หลากหลายความชอบทุกไลฟ์สไตล์ สามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ STAGE Find The Real U สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02 003 5445 Line : @stagefindtherealu

โรคปอดอักเสบ ภัยเงียบที่หลีกเลี่ยงได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661288

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 12:50 น.โรคปอดอักเสบ ภัยเงียบที่หลีกเลี่ยงได้รู้หรือไม่ โรคปอดอักเสบเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ในช่วงเริ่มเข้าสู่ปลายปีที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยเช่นนี้ หลายต่อหลายครั้งที่เราเคยได้ยินว่าผู้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มักมีอาการปอดบวมแทรกซ้อนตามมา ทำให้แทนที่จะหายจากโรคหวัดกลับต้องรักษาตัวจากปอดบวมต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่ ในกรณีนี้หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วปอดบวมนั้นแท้จริงเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเป็นแล้วจะอันตรายหรือไม่ และใครบ้างที่เสี่ยงต่อปอดบวม

ข้อมูลโดย นายแพทย์เดช จงนรังสิน แผนกผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า จริง ๆ แล้วอาการอักเสบของเนื้อปอดที่เรียกว่าปอดบวมหรือโรคปอดอักเสบ (pneumonitis) นั้น เกิดได้จาก 2 สาเหตุ คือ จากการติดเชื้อหรือที่เรียกว่า pneumonia ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จนทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ และปอดอักเสบที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น การหายใจเอาฝุ่น ควัน หรือสารเคมีที่ระเหยได้ที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ก็อาจทำให้เกิดภาวะปอดบวมได้เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปโรคปอดอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัยแต่โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อนั้นมีความอันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้ออาจรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ทีนี้มาดูกันว่าปัจจัยเสี่ยงของโรคปอดอักเสบนั้นสามารถเกิดขึ้นกับใครได้บ้างตามสถิติแล้วโรคปอดอักเสบสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัยแต่ในกรณีของปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อมักพบบ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบและผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังสามารถพบได้ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในแผนกผู้ป่วยหนัก (ICU) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหัวใจ รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV, ผู้ป่วยโรคเอดส์, ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะผู้ป่วยมะเร็งระหว่างการให้เคมีบำบัด หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความเสี่ยงเช่นกัน

สาเหตุต่าง ๆ ของการติดเชื้อเกิดขึ้นได้ทั้งจากการไอ จาม หรือหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศในรูปละอองฝอยขนาดเล็กเข้าสู่ปอดโดยตรง ตลอดจนการสำลักเชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น สำลักน้ำลาย อาหาร หรือสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร นอกจากนี้หากผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อที่อวัยวะส่วนอื่นมาก่อนอาจเกิดภาวะการแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสโลหิตจนลุกลามไปสู่ปอดและอวัยวะข้างเคียงได้

ข้อสังเกตง่าย ๆ สำหรับผู้ที่มีอาการของปอดติดเชื้อคือไอมีเสมหะ เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก มีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่นคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียอ่อนเพลียหากเกิดในผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม ความรู้สึกสับสน อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ส่วนเด็กเล็กอาจมีอาการท้องอืด อาเจียน ซึม ไม่ดูดนมหรือน้ำซึ่งระดับความรุนแรงของอาการอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม หากสำรวจดูแล้วว่าสิ่งที่เป็นมีอาการเบื้องต้นของปอดอักเสบควรไปพบแพทย์ทันทีเบื้องต้นแพทย์จะวินิจฉัยโรคปอดอักเสบโดยใช้การซักประวัติร่วมกับการตรวจร่างกาย เช่น ฟังเสียงปอด และเอกซเรย์ปอด นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคและแยกเชื้อที่เป็นสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจนับเม็ดเลือดขาวในเลือด เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ ขั้นต่อมาคือการตรวจวัดออกซิเจนในเลือด เพื่อดูประสิทธิภาพของปอดในการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดว่าลดลงหรือไม่และสุดท้ายคือการตรวจและเพาะเชื้อจากเสมหะและเลือด เพื่อหาชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคจากนั้นจึงจะรักษาการติดเชื้อร่วมกับการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กันไป

ดังที่กล่าวตั้งแต่แรกว่าโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้ออาจนั้นอาจมีความรุนแรงจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้การป้องกันโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบันกลุ่มเสี่ยงทั้งเด็กเล็กผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำหรือมีโรคประจำตัวบางอย่างสามารถฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Flu vaccine) และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumococcal vaccine) สำหรับป้องกันการติดเชื้อ Streptococcus pneumonia หรือที่เรียกกันว่าเชื้อนิวโมคอคคัส เพื่อลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ เรามีข้อแนะนำการปฏิบัติตัวง่าย ๆ เพื่ออยู่ให้ห่างไกลจากการเกิดโรคปอดอักเสบเริ่มจากการไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่จะไปทำลายกระบวนการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตามธรรมชาติของปอดข้อถัดมาต้องดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เช่น หมั่นล้างมือเป็นประจำ และหลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่นหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรืออากาศที่หนาวเย็นเมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่อย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรักษาให้หายขาดแต่เนิ่น ๆ นอกจากนี้ ยังควรสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ลดน้ำหนักด้วยไข่ต้ม เทคนิคง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661273

วันที่ 23 ส.ค. 2564 เวลา 10:40 น.ลดน้ำหนักด้วยไข่ต้ม เทคนิคง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการข้อมูลโดย ดร.อลิสา นานา ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา ม.มหิดล

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังมองหาอาหารสุขภาพที่ช่วยในการลดน้ำหนักอยู่ ไข่ต้มถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีมาก เพราะมีโปรตีนคุณภาพดี มีกรดอะมิโนที่ชื่อ “ลิวซีน” ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ

นอกจากนี้ การกินไข่ต้มยังช่วยให้อิ่มท้องนานอีกด้วย แต่การเลือกกินไข่เพื่อลดน้ำหนักนั้น เราต้องกินให้ถูกต้องและเหมาะสม มาดูกันว่า กินอย่างไรร่างกายถึงจะได้รับปริมาณแคลอรีที่พอดี และห่างไกลโรคคอเลสเตอรอลสูง

เมนูไข่แต่ละชนิด ให้พลังงานต่างกันแค่ไหน?

การเลือกเมนูไข่สำหรับการลดน้ำหนักเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการปรุงอาหารจากไข่ 1 ฟอง ด้วยวิธีการที่ต่างกัน พลังงานที่ได้จากเมนูนั้นๆ อาจเปลี่ยนจากไม่ถึง 100 แคลอรีกลายเป็นหลายร้อยแคลอรีเลยก็เป็นได้

• ไข่เจียว 1 ฟอง พลังงาน 250 กิโลแคลอรี

• ไข่พะโล้ 1 ฟอง +  เครื่อง พลังงาน 460 กิโลแคลอรี

• ไข่ลูกเขย 1 ฟอง + น้ำราด พลังงาน 360 กิโลแคลอรี

• ไข่ดาว 1 ฟอง พลังงาน 160 กิโลแคลอรี

• ไข่ม้วน 100 กรัม พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

• ไข่ตุ๋น 1 ถ้วยเล็ก พลังงาน 130 กิโลแคลอรี

• ไข่ต้ม 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

• ไข่ลวก 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

ไข่แต่ละประเภท ให้พลังงานต่างกันเท่าไร?

แม้ว่าไข่จะเป็นอาหารแนะนำสำหรับคนลดน้ำหนักแต่การเลือกกินไข่ที่ให้พลังงานน้อยที่สุดเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ช่วยให้การลดน้ำหนักเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดซึ่งไข่ที่ให้พลังงานน้อยที่สุดคือไข่ไก่

• ไข่ไก่ 100 กรัม (2 ฟอง) พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

• ไข่เป็ด 100 กรัม (2 ฟอง) พลังงาน 190 กิโลแคลอรี เนื่องจากไข่เป็ดมีปริมาณไข่แดงที่เยอะกว่า

• ไข่นกกระทา 100 กรัม (6 ฟอง) พลังงาน 160-170 กิโลแคลอรี ถึงแม้จะฟองเล็กมาก แต่กลับให้พลังงานสูง เพราะการกินไข่หลายฟองทำให้ปริมาณไข่แดงเพิ่มมากขึ้น

อยากให้น้ำหนักลดเร็วๆ กินไข่ต้มทุกมื้อได้หรือไม่

การกินไข่ถึงจะมีข้อดี แต่หากกินในปริมาณที่มากเกินไป คือเกิน 1 ฟอง/วัน จะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารและเสี่ยงต่อคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้

ตัวอย่างเมนูลดน้ำหนักใน 1 วัน

มื้อเช้า

• ไข่ต้ม 1 ฟอง พลังงาน 70 กิโลแคลอรี

• กล้วยหอม 1 ผล พลังงาน 110 กิโลแคลอรี

มื้อกลางวัน

• อกไก่ย่าง 1 ชิ้น พลังงาน 220 กิโลแคลอรี

• สลัดผัก + น้ำสลัด พลังงาน 150 กิโลแคลอรี

มื้อเย็น

• น้ำพริกปลาทู ผักลวก ผักสด 1 จาน พลังงาน 110 กิโลแคลอรี

• ข้าว 2 ทัพพี พลังงาน 160 กิโลแคลอรี

อย่างไรก็ตาม ยังมีอาหารประเภทโปรตีนที่กินแทนไข่ได้ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา นม เต้าหู้ กรีกโยเกิร์ต ถั่ว

ถึงการลดน้ำหนักอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบางคน แต่การลดน้ำหนักให้ได้ผลในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพเป็นเรื่องของการสร้างสมดุลระหว่างการทานอาหารอย่างถูกต้อง และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ใครที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ ลองให้โควตาตัวเองด้วยไข่ต้มวันละฟอง ไม่แน่คุณอาจเห็นผลลัพธ์ของน้ำหนักที่ลดลงด้วยอาหารมื้อง่าย ๆ แบบนี้

รูทวารตีบ ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาริดสีดวงทวารผิดวิธี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/661207

วันที่ 22 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.รูทวารตีบ ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาริดสีดวงทวารผิดวิธี“รูทวารตีบ” ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้จากการรักษาโรคริดสีดวงทวารผิดวิธี ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานเวลาขับถ่าย ผู้ป่วยที่มีภาวะรูทวารตีบควรได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางอย่างถูกวิธี และยิ่งรู้ตัวเร็ว รักษาไว จะยิ่งทำให้การรักษาไม่มีความซับซ้อน

นายแพทย์วรัญญู จิรามริทธิ์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้รูทวารตีบ มีสาเหตุมาจากการรักษาริดสีดวงทวารผิดวิธี ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา ทายา หรือฉีดยาที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากยาที่ใช้ฉีดจะทำให้เกิดการอักเสบจนเกิดเป็นเนื้อตายและแผลเน่าบริเวณรอบรูทวาร ซึ่งกลไกการซ่อมแซมของแผลโดยธรรมชาติจะทำให้เกิดพังผืด เพราะฉะนั้นยิ่งแผลกินพื้นที่บริเวณกว้างเท่าไหร่ ร่างกายก็ยิ่งสร้างพังผืดมากขึ้นเท่านั้น โดยพังผืดจะค่อย ๆ มากขึ้นจนทำให้รูทวารตีบแคบลงได้ “ ปัจจุบันมีคนไข้จำนวนหนึ่งที่คิดว่าการรักษาริดสีดวงทวารด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นเรื่องที่เข้าถึงยากและน่ากลัว แต่อาจจะลืมนึกไปว่าการรักษาริดสีดวงทวารที่ผิดวิธี นอกจากจะไม่ทำให้โรคเดิมที่เป็นอยู่หายแล้ว ยังทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาอีกด้วย ได้แก่ เลือดออกบริเวณรูทวาร รูทวารตีบ และการติดเชื้อ โดยเฉพาะภาวะรูทวารตีบ ที่ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานเนื่องจากร่างกายมีอาการปวดถ่าย แต่ไม่สามารถขับถ่ายได้ตามปกติ ” นายแพทย์วรัญญูกล่าว

อาการของรูทวารตีบที่พบได้ สังเกตได้จากการรักษาริดสีดวงทวารครั้งที่ผ่านมามีความเจ็บปวดมาก, หลังการรักษาริดสีดวงทวาร มีเนื้อตายหรือแผลรอบรูทวาร, เริ่มทรมานเวลาขับถ่าย ถ่ายเป็นเส้นหรือก้อนเล็กลงเรื่อย ๆ, อาการรุนแรงที่สุดคืออาการถ่ายไม่ออก ซึ่งแตกต่างจากอาการท้องผูกตรงที่มีอาการปวดถ่ายและตุงหน่วงบริเวณทวารร่วมด้วย

วิธีการรักษารูทวารตีบแบ่งเป็น 4 วิธีตามความรุนแรงของอาการ ได้แก่

1. ขยายรูทวารด้วยนิ้ว

2. การกรีดเปิดพังผืด เพื่อให้ถ่ายออกเอง

3. การตัดเย็บซ่อมพังผืด

4. การโยกเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียงมาปิดแผล เพื่อไม่ให้เกิดการสร้างพังผืด

หลังการรักษาภาวะรูทวารตีบ คนไข้สามารถขับถ่ายเป็นปกติได้ทันที โดยจะมีอาการปวดจากการรักษาประมาณ 1 – 2 วันแรก และแผลจะค่อย ๆ หายใน 1 – 2 เดือน โดยในระยะแรกแพทย์จะให้ยาระบายและไฟเบอร์เพื่อให้คนไข้ขับถ่ายทุกวัน ซึ่งหากเข้ารับการรักษาเร็วเท่าไหร่ ยิ่งเป็นผลดีต่อคน

อย่างไรก็ตาม ภาวะรูทวารตีบ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง แต่มักเกิดจากการรักษาริดสีดวงทวารที่ผิดวิธี เพราะฉะนั้นหากเกิดโรคริดสีดวงทวาร ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะรูทวารตีบตามมาภายหลัง

5 ประโยชน์ของการวิ่ง เรื่องจริงจากผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/660988

วันที่ 19 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.5 ประโยชน์ของการวิ่ง เรื่องจริงจากผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬาคุณหมอชวนรู้ 5 ประโยชน์ของการวิ่งที่ใครได้อ่านแล้วรับรองว่า…ไม่วิ่งไม่ได้แล้ว!! โดย นพ.กรกฎ พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

การวิ่งเป็นกีฬายอดฮิตและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของใครหลายคนไปเรียบร้อย เนื่องจากการวิ่งเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ง่ายเเละมีประโยชน์ ทั้งในเรื่องของการประหยัดเวลา ไม่ต้องเน้นอุปกรณ์ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ รวมถึงเรื่องของการปรับระดับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้อีกด้วย

ซึ่ง 5 ประโยชน์ของการวิ่ ที่ใครได้อ่านแล้วรับรองว่าไม่วิ่งไม่ได้แล้ว โดย นพ.กรกฎ พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การกีฬา และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ได้แก่

1. ลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และอายุยืนขึ้น

การวิ่งและการเดินอย่างสม่ำเสมอจะส่งผลดีต่อร่างกาย ทำให้ป่วยลดลง โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ลงพุง โรคหัวใจและหลอดเลือด (1) และโรคมะเร็ง (2) เป็นต้น รวมถึงมีอายุยืนขึ้น มีงานวิจัยพบว่าการวิ่งเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน โดยเปรียบเทียบ ระหว่างผู้ที่วิ่งและไม่วิ่ง พบว่า แม้วิ่งเพียง 50 นาทีต่อสัปดาห์ อย่างสม่ำเสมอ จะมีโอกาสเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ที่ไม่วิ่งถึง 30% และมีอายุยืนกว่าผู้ที่ไม่วิ่งถึง 3 ปี (1)

2. กำจัดไขมันสะสม

การวิ่งเป็นประจำช่วยในเรื่องการลดไขมันได้เป็นอย่างดี หากต้องการวิ่งเพื่อลดไขมันสะสม ในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องวิ่งจนเหนื่อย แต่ควรวิ่งให้รู้สึกสบายๆ ด้วยความเหนื่อยปานกลาง (moderate intensity) หรือวิ่งโซน 2 (ของความหนักของการทำงานของหัวใจ) อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 30 – 45 นาที จะทำให้ร่างกายสลายไขมันสะสมออกมาใช้เป็นพลังงาน จะช่วยในเรื่องของการลดไขมันสะสมได้เป็นอย่างดี หากวิ่งให้นานขึ้น ก็จะเผาผลาญไขมันออกไปได้มากขึ้น สำหรับผู้ที่มีเวลาไม่มาก สามารถวิ่งโดยใช้ความเร็วและวิ่งให้เหนื่อยพอประมาณสลับกับวิ่งสบายๆ (หนักสลับเบา หรือ โซน 4-5 สลับกับโซน 2) แต่มีข้อควรระวัง ในการวิ่งหนักสลับเบา ร่างกายจะทำงานหนัก และอาจบาดเจ็บ หรือเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดได้ ไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่ได้วิ่งอย่างสม่ำเสมอ หรือนักวิ่งมือใหม่

3. เพิ่มความแข็งแรงกล้ามเนื้อ

การวิ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแล้ว มวลกล้ามเนื้อที่มากขึ้นยังเป็นแหล่งสะสมพลังงานในรูปไกลโคเจน และใช้น้ำตาลในร่างกายในขณะวิ่ง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงเกินไป ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน หรือแม้กระทั่ง คนในวัยทำงานแต่ใช้เวลาทั้งวันในการนั่ง มักจะมีปัญหากล้ามเนื้อลีบเล็ก ไม่แข็งแรงทั้งสิ้น เกิดผลเสียที่ชัดเจน เช่น มีมวลกล้ามเนื้อช่วยเผาผลาญน้ำตาลลดลง อาจส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสูงขึ้น เมื่อเทียบกับคนที่มวลกล้ามเนื้อมากกว่า

4. ปรับสภาวะอารมณ์ ลดความเครียด

ความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุของปัญหาสุขภาพมากมาย อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาทางด้านอารมณ์ที่ส่ง ผลต่อร่างกาย ทำให้นอนหลับไม่มีคุณภาพ การวิ่งแบบหนักปานกลาง (moderate intensity) ช่วยให้หลับอย่างมีคุณภาพ แม้กระทั่งในผู้สูงอายุ (3)  สำหรับเวลาของแต่ละท่านในการวิ่ง อาจเป็นช่วงที่ท่านสะดวก มีบ้างที่บางท่านอาจวิ่งหนัก หรือ ดึกเกินไปจนทำให้นอนไม่หลับ ก็อาจปรับเวลาไม่ให้ดึก หรืออาจลดความหนักของการวิ่งลง

5. ปรับบุคลิกภาพให้ดีขึ้น

เพราะบุคลิกภาพเป็นเรื่องสำคัญ เมื่อสุขภาพภายในดี ร่างกายแข็งแรง รูปร่างดูสมส่วน สิ่งเหล่านี้จะส่งผลต่อความรู้สึกโดยตรงโดยเฉพาะเรื่องของความมั่นใจและการเข้าสังคม การวิ่งเป็นประจำจะมีการเผาผลาญไขมันสะสม ทั้งในช่องท้องและผิวหนัง หากท่านวิ่งเป็นประจำจนกระทั่งไขมันสะสมที่ผิวหนัง (เซลลูไลท์) ลดลง ผิวหนังสวย เนียนขึ้น ความมั่นใจก็ตามมา

สำหรับคนที่อยากเริ่มต้นการวิ่งเพื่อสร้างสุขภาพที่ดี ช่วงนี้มีแคมเปญงานวิ่งเสมือนจริงที่ยิ่งใหญ่ระดับเอเชียแปซิฟิก Get Moving With Good Nutrition โดยจะมีกิจกรรม Asia Pacific Get Moving With Good Nutrition 2021 Virtual Run ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนออกกำลังกายในรูปแบบใหม่ที่จะได้ทั้งสุขภาพและความสนุกสนานในเวลาเดียวกัน และเพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ในความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพันธกิจที่ต้องการทำให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น พบหลากหลายเคล็ดลับดีๆ ได้ที่ เฟซบุ๊ก Herbalife Nutrition และอินสตาแกรม HerbalifeThailand

WFH กับความเสี่ยงของกระดูกสันหลังและต้นคอ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/660683

วันที่ 16 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.WFH กับความเสี่ยงของกระดูกสันหลังและต้นคอหลังจากเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด -19 (COVID-19) ระบาดหนัก เราทำงานที่บ้านกันมากขึ้น หลายคนเจออาการออฟฟิศซินโดรมตามมาถึงบ้าน ปวดคอ ปวดหลัง ไหล่ บางคนถึงกับมีอาการหมอนรองกระดูกเสื่อม กระดูกต้นคอเสื่อมกันเลยทีเดียว

นพ.ธีรฉัตต์ ธนะสารสมบูรณ์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน อธิบายว่า หมอนรองกระดูกเสื่อมและกระดูกต้นคอเสื่อม เกิดได้จากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือท่านั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ว่าจะนั่งหลังค่อม หลังตรงเกินไป ก้มคอมาก ยกแขน เกร็งตัวมากขึ้น หรือการยกของหนักแบบไม่ถูกวิธี ล้วนแต่มีส่วนเพิ่มความเครียดให้กล้ามเนื้อ รวมทั้งทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังและข้อต่อต้องรับภาระมากกว่าปกติ หรือทำให้หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้

รู้จักหมอนรองกระดูก

หมอนรองกระดูก เป็นเนื้อเยื่อนุ่ม ๆ ที่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ทำให้กระดูกของเราสามารถขยับไปในทิศต่าง ๆ ได้ ก้มหลังได้ บิดซ้ายบิดขวาได้ แอ่นไปด้านหลังได้ ถ้าหมอนรองกระดูกยังมีสภาพดี เราจะขยับตัวได้อย่างราบรื่น นุ่มนวล

แต่ถ้าหมอนรองกระดูกเสื่อมและเปลือกนอกฉีกขาด จะทำให้เนื้อข้างในของหมอนรองกระดูกที่นุ่ม ๆ หยุ่น ๆ จะปลิ้นออกมาด้านนอก ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกปวดหลังมาก ขยับตัวยาก และอาจทำให้ใช้ชีวิตประจำวันหรือช่วยตัวเองลำบาก ยิ่งถ้าแขนขาชาหรืออ่อนแรงยิ่งต้องรีบมาพบแพทย์โดยด่วน

เพราะบ้าน…ไม่ใช่ออฟฟิศ

สำหรับคนส่วนใหญ่ บ้านคือที่พักผ่อน อาจไม่มีโต๊ะ เก้าอี้ที่เหมาะกับการทำงานหรือการใช้คอมพิวเตอร์ บางคนนั่งทำงานที่โต๊ะกินข้าว โต๊ะรับแขก บนพื้น หรือแม้กระทั่งบนเตียง นอกจากนี้ บ้าน คอนโด ที่อยู่อาศัยของหลายคนมีพื้นที่จำกัด ประกอบกับเราไม่ค่อยลุกเดินไปโน่นมานี่ บางคนประชุมออนไลน์วนไปทั้งวัน จึงต้องนั่งอยู่กับที่มากขึ้น และยิ่งนั่งในท่าที่ไม่ถูกสุขลักษณะ นอกจากจะตึงกล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ แขนหรือออฟฟิศซินโดรมแล้ว โอกาสที่จะบาดเจ็บที่หลังยิ่งมีมากขึ้น

กระดูกต้นคอก็เช่นกัน โดยปกติแล้วเราจะเริ่มเห็นอาการกระดูกคอเสื่อมในคนที่อายุเกิน 40 ปีเป็นส่วนใหญ่ แต่พฤตกรรมของคนในปัจจุบันที่ก้มหน้าก้มตาใช้โทรศัพท์มือถือ เล่นเกม ใช้คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีส่วนทำให้กระดูกต้นคอเสื่อมได้เร็วขึ้นเช่นกัน ซึ่งสัญญาณเตือนสำคัญคือปวดคอ ร้าวลงไปที่ไหล่ แขน บางทีมีอาการแขนขาชาด้วย

ในกรณีที่เกิดปัญหากับกระดูกสันหลัง แพทย์จะรักษาด้วยยาและกายภาพบำบัดก่อน แต่ถ้าหากปัญหานั้นรุนแรงมากจนยาหรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัดช่วยไม่ไหวแล้ว จึงจะพิจารณาเรื่องการผ่าตัด

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการหรือข้อบ่งชี้ที่จำเป็นต้องผ่าตัด แต่ยังตัดสินใจผ่าตัดไม่ได้ อยากหา second opinion ศูนย์กระดูกสันหลังโรงพยาบาลนครธน ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลนครธนและบำรุงราษฎร์ เฮลท์ เน็ตเวิร์ค มีความพร้อมทั้งด้านเครื่องมือที่ทันสมัย และคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้ให้แค่ second opinion แต่เป็น last opinion หมายความว่าคณะแพทย์จะประชุมกันพิจารณาผู้ป่วยทุกราย และต้องมีแพทย์เฉพาะทางระดับซีเนียร์ถึง 4 ท่านให้ความเห็นตรงกันเรื่องแผนการรักษา จึงให้ความมั่นใจได้ว่ามีการพิจารณาอย่างรอบคอบรอบด้านแล้ว และสามารถผ่าตัดด้วยการส่องกล้องที่ทำให้แผลเล็ก ใช้เวลาน้อย ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ไว กลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น และมีราคาที่จับต้องได้

กระดูกสันหลัง เป็นอัวยะที่สำคัญมากของร่างกาย และจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการใช้ชีวิต หากมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังจึงควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้ last opinion เพื่อดูแลรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อาหารและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ลิขิตสุขภาวะระบบทางเดินอาหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 15 ส.ค. 2564 เวลา 12:05 น.

อาหารและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ลิขิตสุขภาวะระบบทางเดินอาหารเราต่างรู้ดีว่า “อาหาร” ที่เราทาน และ “ไลฟ์สไตล์” วิถีชีวิตที่เราใช้ ส่งผลอย่างยิ่งต่อสุขภาวะระบบทางเดินอาหารของเรา

ระบบย่อยอาหารของมนุษย์เป็นเรื่องน่าทึ่ง และหากเราใช้เวลาสักนิดไตร่ตรองดูว่าระบบทางเดินอาหารมีคุณประโยชน์ต่อเรามากแค่ไหน เราอาจจะอยากใส่ใจดูแลระบบทางเดินอาหารของเรามากขึ้นก็เป็นไปได้

ซูซาน โบเวอร์แมน ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการศึกษาและการฝึกอบรมโภชนาการระดับโลก เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น อธิบายถึงหน้าที่ที่สำคัญของระบบทางเดินอาหารในการย่อยอาหารที่เรารับประทานเข้าไปให้เล็กลงเพื่อให้ร่างกายมีสารอาหารและพลังงานพร้อมใช้ และระบบทางเดินอาหารยังมีหน้าที่ลำเลียงขับของเสียออกจากร่างกายอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นกุญแจสำคัญต่อภูมิคุ้มกันของร่างกาย เนื่องจากเซลล์บุผิวของระบบทางเดินอาหารช่วยปกป้องร่างกายจากการรุกรานของเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่ทำให้เราเจ็บป่วย แต่กระนั้นหลายคนก็ยังคงทำร้ายระบบทางเดินอาหารด้วยการกินอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก หรือไม่ก็รับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น ทานอาหารเร็วเกินไป และยังไม่ใส่ใจระบบทางเดินอาหารเท่าที่ควรจนกว่าจะเกิดความผิดปกติขึ้นข่าวดี คือเมื่อเราทานอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย ระบบทางเดินอาหารซึ่งถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี จะทำหน้าที่ของตัวมันเองได้อย่างสมบูรณ์ตามธรรมชาติ

อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนได้สัดส่วนช่วยเสริมสร้างการทำงานของเซลล์ในร่างกาย รวมถึงเซลล์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราจะต้องจัดการให้ระบบทางเดินอาหารของเราได้รับอาหารที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ให้มาก รวมถึงต้องดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกาย และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ นอกจากนี้เราต้องแน่ใจว่าร่างกายของเราได้รับโพรไบโอติกที่เพียงพอ ซึ่งโพรไบโอติกนี้ คือแบคทีเรียชนิดดีสายพันธุ์ที่มีประโยชน์ซึ่งมีอยู่ในอาหารบางประเภท ทำหน้าที่รักษาความสมดุลของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหารของเรา

ไฟเบอร์ หรือใยอาหาร

ไฟเบอร์ คือ ส่วนประกอบที่อยู่ในโครงสร้างของพืช พบได้ในผลไม้ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่ง ผัก ถั่ว เมล็ดธัญพืช อาทิ ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง ในวัยผู้ใหญ่ควรได้รับไฟเบอร์ในปริมาณ 30 กรัมต่อวัน แต่โดยเฉลี่ยพบว่า ผู้ใหญ่กลับได้รับไฟเบอร์เพียงหนึ่งในสามเท่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากวิถีชีวิตที่มีภารกิจรัดตัวนั่นเอง เมื่อเราออกจากบ้านเดินทาง เรามีแนวโน้มน้อยมากที่จะได้รับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืชที่มีใยอาหารสูง ซึ่งปกติเราจะทานของพวกนี้ได้มากกว่าเมื่ออยู่ที่บ้าน ไฟเบอร์ต่างชนิดให้ประโยชน์ต่อร่างกายต่างกัน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรได้รับไฟเบอร์จากหลายแหล่ง ไฟเบอร์บางประเภทอย่างที่พบในอาหาร เช่น แอปเปิ้ล ส้ม มันฝรั่ง ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เล่ย์ และถั่ว ช่วยให้เรารู้สึกท้องอิ่ม ในขณะที่ไฟเบอร์อีกประเภทที่พบในผักและธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี ช่วยในการลำเลียงอาหารไปยังลำไส้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยป้องกันการท้องผูก

น้ำและของเหลว

การดื่มน้ำเปล่าที่เพียงพอทำให้ลำไส้และระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่่างสมบูรณ์ น้ำช่วยให้ใยอาหารพองตัว เป็นการเพิ่มเนื้ออุจจาระทำให้ขับถ่ายสะดวกขึ้น เราต้องการน้ำในการผลิตน้ำลาย น้ำย่อย และน้ำยังทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหารไปยังเซลล์ต่างๆในร่างกาย ดังนั้นการดื่มน้ำอย่างเพียงพอเป็นประจำทุกวัน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งไม่เฉพาะต่อสุขภาวะที่ดีของระบบย่อยอาหาร แต่จำเป็นต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย เราควรตั้งเป้าดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และหากเป็นไปได้ควรเป็นเครื่องดื่มที่ปราศจากแคลอรี่ (แน่นอนว่า เครื่องดื่มจำพวก ชา กาแฟ นับรวมอยู่ในของเหลวที่ดื่มเข้าร่างกายในแต่ละวันด้วย)

โพรไบโอติก

ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์เราเป็นถิ่นที่อยู่ของจุลินทรีย์มากถึงร้อยล้านล้านเซลล์ ซึ่งรวมถึงแบคทีเรียหลากหลายสายพันธุ์ เราเรียกรวมจุลินทรีย์เหล่านี้ว่าโพรไบโอติก โดยจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นนิคมขนาดใหญ่เรียกว่า “ไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหาร” แบคทีเรียชนิดดีเหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยดูดซึมสารอาหารจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และยังช่วยผลิตวิตามินบางตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังทำหน้าที่ปกป้องทางเดินอาหารด้วยการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรค ไม่เพียงเท่านี้ ระบบนิเวศขนาดเล็กที่อยู่ในร่างกายเรานี้อาจมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด โดยมีหลักฐานบ่งชี้ว่า ไมโครไบโอมในระบบทางเดินอาหารอาจส่งผลโดยตรงต่อน้ำหนักตัว ความจำ และอารมณ์ด้วย แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังเร็วเกินไปที่จะด่วนสรุปจากการศึกษาวิจัยที่มีเผยแพร่ออกมายังไม่มาก

โพรไบโอติกที่อยู่ในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ช่วยรักษาความสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (โดยใยอาหารบางประเภทที่เรียกว่า พรีไบโอติกเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของแบคทีเรียชนิดดี) ซึ่งแบคทีเรียโพรไบโอติกที่พบได้มากที่สุดในลำไส้ของเราคือ แลคโตบาซิลลัส แอซิโดฟิลลัส ซึ่งพบได้ในโยเกิร์ต นอกจากนี้แบคทีเรียชนิด“ดี”ยังพบได้ในอาหารหมัก เช่น อาหารหมักจากถั่วเหลือง (เต้าเจี้ยวมิโซะ ถั่วเหลืองหมักเทมเป) หรืออาหารดอง อย่างแตงกวาดอง ผักกาดดอง ซาวเคราท์ หรือ กิมจิ รวมถึงพบได้ในอาหารเสริมพรีไบโอติกต่างๆ

การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีต่อระบบทางเดินอาหารของเราหลายประการ เวลาที่เราออกกำลังกาย กล้ามเนื้อมีการบีบตัว การหายใจลึกขึ้น ส่งผลให้การบีบรัดตัวตามธรรมชาติของกล้ามเนื้อลำไส้ได้รับการกระตุ้นไปด้วย ซึ่งช่วยในการส่งผ่านลำเลียงอาหารไปตามระบบ การออกกำลังกายยังเป็นที่ยอมรับแพร่หลายว่าเป็นตัวช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่งผลไปถึงการช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อันเนื่องมาจากสภาวะอารมณ์ด้านลบ ความสัมพันธ์ระหว่างอวัยวะภายในกับสมองบอกเราว่า การรักษาความสมดุลของระบบทางเดินอาหารให้อยู่ในระดับดีเยี่ยมเป็นปัจจัยหลักสำคัญต่อการมีชีวิตที่ดี

การผสมผสานเข้าด้วยกัน

อาหารที่เรารับประทานและวิถีชีวิตที่เราใช้ในการรักษาสุขภาพให้ดี เป็นสิ่งเดียวกันกับที่ใช้ในการส่งเสริมสุขภาวะของระบบทางเดินอาหารให้ดีด้วยเช่นกัน การบริโภคอาหารที่มีกากใยอาหารสูง จำพวกผักผลไม้หลากสีสัน เมล็ดธัญพืช การรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้น และอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ รวมถึงการเพิ่มแหล่งอาหารโพรไบโอติกเข้าไปในมื้ออาหารประจำวันด้วย หากเกิดความรู้สึกว่าเราได้รับใยอาหารหรือโพรไอโอติกไม่เพียงพอ การทานอาหารเสริมนับเป็นตัวช่วยที่ดี สุดท้ายนี้ แนะนำให้ใช้เวลาอิ่มอร่อยไปกับมื้ออาหาร ค่อยๆรับประทานอาหารอย่างช้าๆ ซึ่งจะไม่ส่งผลให้ระบบร่างกายของเรารวน แต่ตรงกันข้าม มันจะทำให้เราไม่ทรมานไปกับอาการอาหารไม่ย่อยที่เกิดจากการรับประทานที่เร่งรีบและมากเกินไป

หยุดพฤติกรรมทำร้ายดวงตา ลดปัญหาตาอ่อนล้า ดูแลดวงตาอย่างตรงจุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/660178

วันที่ 10 ส.ค. 2564 เวลา 10:15 น.

หยุดพฤติกรรมทำร้ายดวงตา ลดปัญหาตาอ่อนล้า ดูแลดวงตาอย่างตรงจุดดวงตา ไม่ใช่แค่หน้าต่างของหัวใจ แต่ยังเป็นโลกกว้างให้กับเราด้วย การถนอมดวงตาและใช้งานอย่างเหมาะสม รวมทั้งปกป้องดวงตาไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่สมาร์ทโฟนเป็นเหมือนเงาตามตัว รวมถึงการ Work From Home

ในช่วง COVID-19 อาจทำให้หลายคนใช้สายตามากจนดวงตาแห้งและอ่อนล้า ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายดวงตา ดังนี้

1. พักผ่อนน้อย การนอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน นั่นหมายความว่าเราต้องใช้สายตามากกว่าวันละ 18 ชั่วโมง ส่งผลให้ดวงตาอ่อนล้า มีอนุมูลอิสระสะสม อาจนำไปสู่โรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมได้

2. จ้องจอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ มักจะมีแสงสีฟ้าหรือ Blue Light คลื่นแสงพลังงานสูงที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ยิ่งจ้องจอนานดวงตาก็ยิ่งได้รับแสงสีฟ้ามากขึ้น อาจทำให้ตาแห้งและเสี่ยงต่อการเกิดโรคจุดรับภาพเสื่อม ต้อกระจกรวมถึงทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง 

3. ตากแดดตากลม การเผชิญกับแสงแดดหรือรังสี UV ฝุ่นละอองและลมเป็นประจำ อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ดวงตา รวมถึงเสี่ยงต่อการเกิดต้อชนิดต่าง ๆ

4. ใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองและอักเสบได้ง่าย รวมทั้งยังทำให้เกิดภาวะตาแห้ง หากปล่อยไว้นานจะทำให้กระจกตาเป็นแผลอักเสบ ติดเชื้อและอาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียดวงตาได้

5.  รับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ ทำให้ขาดสารอาหารบำรุงดวงตา เสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือติดเชื้อที่ดวงตาได้ง่าย

นอกจากพฤติกรรมที่ทำร้ายดวงตาแล้ว ความเสื่อมตามวัยและโรคประจำตัวบางอย่างก็ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตาได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานที่เสี่ยงเกิดต้อกระจกได้มากกว่าคนทั่วไป 2 – 4 เท่า และต้อกระจกมีโอกาสทำให้ตาบอดได้ถึงร้อยละ 52 ส่วนในผู้สูงอายุนั้นมีโอกาสเกิดต้อกระจกมากถึงร้อย 95

ดังนั้น เราควรการหยุดพฤติกรรมเสี่ยงและบำรุงสายตาด้วยสารอาหารที่จำเป็น ซึ่งประกอบด้วย

1. ลูทีนและ ซีแซนทีน (Lutein and Zeaxanthin) สารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างเองได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร และเป็นแคโรทีนอยด์ 2 ชนิดเท่านั้นที่พบอยู่ที่จุดรับภาพของลูกตาและที่เลนส์ตา ทำหน้าที่ปกป้องเซลล์จอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย ลดอนุมูลอิสระและกรองแสงสีฟ้า ช่วยลดโอกาสเกิดต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อมและช่วยให้การมองภาพเห็นชัดขึ้น

2. วิตามินเอ ช่วยให้การมองเห็นเป็นปกติ เพิ่มคุณภาพน้ำตาในกลุ่มคนที่ตาแห้งและช่วยคงสภาพปกติของเยื่อบุต่าง ๆ หากขาดวิตามินเอจะทำให้มองเห็นได้ยากในเวลากลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย

3. แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารแคโรทีนอยด์อีกชนิดที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ ต้องได้จากการรับประทานสาหร่ายสีแดงสายพันธุ์ Haematococcus Pluvialis มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ลดความเมื่อยล้าและเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังดวงตา ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดขึ้น

4. สารสกัดจากบิลเบอร์รี่ มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ต้านอนุมูลอิสระช่วยให้จอตาเป็นปกติ ชะลอการขุ่นมัวของเลนส์ตา เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงดวงตา เพิ่มการปรับตัวในการมองเห็นในที่มืดและลดอาการล้าของดวงตา

5. วิตามินอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

เลือกกินอาหารแบบไหน ช่วยให้คลายความเครียด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/660023

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 10:11 น.

เลือกกินอาหารแบบไหน ช่วยให้คลายความเครียดความเครียดนอกจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตแล้ว ยังส่งผลทำให้สุขกายแย่ตามไปด้วยเช่นกัน เราจึงมักหาวิธีต่างๆ เพื่อจัดการกับความเครียด เช่น หางานอดิเรกทำ ใช้ยาหรือจิตบำบัด แต่อีกวิธีที่สามารถจัดการความเครียดได้อย่างง่ายและส่งผลดีต่อสุขภาพกาย คือการเลือกกินอาหารที่เหมาะสม เพราะสารอาหารบางชนิดช่วยทำให้ความเครียดลดลงได้

7 อาหารกินคลายเครียด ได้แก่

1. ข้าว แป้ง หรือธัญพืชที่ไม่ขัดสี

อาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตจะช่วยเพิ่มระดับของฮอร์โมนเชโรโทนิน (Serotonin) โดยฮอร์โมนนี้จะช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้ง่ายขึ้น ชื่งข้าว แป้งที่ไม่ได้ขัดสีใช้เวลาย่อยนาน จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเราค่อย ๆ สูงขึ้นอย่างช้า ๆ ทำให้รักษาระดับของฮอร์โมนนี้ไว้ ส่งผลให้ร่างกายผ่อนคลายความตึงเครียด

2. กล้วย ถั่วเปลือกแข็ง เนื้อสัตว์ และไข่

อาหารเหล่านี้มีกรดอะมิโน ทริปโตเฟน (Tryptophan) ที่เป็นสารตั้งต้นของการผลิตฮอร์โมนเชโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยทำให้รู้สึกอารมณ์ดี

3. ส้ม หรือฝรั่ง

เป็นผลไม้ที่มีวิตามินชีสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หากมีความเครียดร่างกายมีแนวโน้มที่จะเกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น วิตามินชีจึงช่วยต้านอนุมูลอิสระและซ่อมแชมร่างกาย ลดความดันโลหิตและลดฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียด

4. ชาเชียว

ในชาเขียวนั้นมีสารมีแอล-ธีอะนีน (L-theanine) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้สมองผ่อนคลาย จึงช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล อีกทั้งยังมีสารอิพิแกลโลคาเทชิน แกลเลต (Epigallocatechin gallate) หรือ EGCG ที่ช่วยลดความเหนื่อยล้าของร่างกายและจิตใจทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น

5. ผักโขม

อุดมไปด้วยแร่ธาตุแมกนีเซียม (Magnesium) ช่วยลดระดับความเครียด ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยควบคุมความดันโลหิต นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี จึงช่วยลดความดันโลหิตและคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด

6. บรอกโคลี

มีวิตามินบี 6 และยังมีกรดโฟลิก (Folic acid) ที่เป็นสารสำคัญในการลดภาวะซึมเศร้า

7. ดาร์กช็อกโกแลต

ทำมาจากเมล็ดโกโก้ซึ่งเป็นแหล่งอุดมด้วยทีโอโบรมีน มีลักษณะคล้ายกาเฟอีน และที่โอฟิลลีน ทำให้รู้สึกดีและผ่อนคลาย อีกทั้งยังมีฟีนิลเอทิลเอมีน หรือ PEA ช่วยให้สารสื่อประสาททำงานได้ดีขึ้น และกรดแกมมาแอมิโนบิวทิริก (Gamma-Aminobutyric acid) หรือ GABA ซึ่งช่วยลดความวิตกกังวลได้ แต่ช็อกโกแลตบางชนิดมีส่วนผสมบางอย่าง เช่น น้ำตาลและไขมัน ดังนั้น ควรอ่านฉลากให้ดีก่อนรับประทาน

แม้อาหารข้างต้นจะช่วยลดความเครียด ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อร่างกาย เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มจำพวกกาแฟ โคล่า เครื่องดื่มชูกำลัง และชาในปริมาณมาก เนื่องจากมีกาเฟอีนทำให้เพิ่มความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า และการนอนหลับยากขึ้น นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (Endorphin) ทำให้ร่างกายผ่อนคลายและรู้สึกมีความสุขมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากจะเลือกกินวิตามินเสริมใด ควรได้รับคำแนะนำถึงปริมาณที่หมาะสมจากแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเท่านั้น สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคขมันในเลือดสูง และไตเสื่อม ควรรับประทานอาหารให้เหมาะสมกับโรคตามที่แพทย์และนักกำหนดอาหารแนะนำ