เปิดวิธีเตรียมตัวเมื่อต้องเข้าสู่ Home Isolation #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659780

วันที่ 05 ส.ค. 2564 เวลา 08:30 น.

เปิดวิธีเตรียมตัวเมื่อต้องเข้าสู่ Home IsolationHome Isolation ทางออกวิกฤตผู้ป่วยโควิด-19 ล้นเตียง มีวิธีการอย่างไร เหมาะกับใครบ้าง เรามีคำตอบมาให้

ท่ามกลางภาวะวิกฤตโควิด-19 ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อในประเทศไทยเพิ่มขึ้นจำนวนมากในแต่ละวัน เกิดภาวะผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล โรงพยาบาลหลายแห่งประกาศงดรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อ มีผู้ป่วยที่รอเตียงรักษาอยู่เป็นจำนวนมาก บุคลากรทางการแพทย์และเหล่าจิตอาสาต้องทำงานแข่งกับเวลา ทำหน้าที่รักษาและช่วยเหลือผู้ป่วยทุกคนอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะได้กลับคืนสู่อ้อมอกของครอบครัวอย่างปลอดภัย

สถานการณ์โควิด-19 ครั้งนี้ เราต่างทราบกันดีว่ารุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่จะทำอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การรักษารูปแบบ Home Isolation ถูกกล่าวถึงและเริ่มนำมาใช้อย่างแพร่หลายในขณะนี้

Home Isolation ทางออกวิกฤตผู้ป่วยโควิด-19 ล้นเตียง มีวิธีการอย่างไร เหมาะกับใครบ้าง เรามีคำตอบมาให้ทุกคนได้ศึกษาและทำความเข้าใจ โดย ดร.พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) ได้กล่าวถึงการทำระบบ Home Isolation ที่ทำงานร่วมกับชุมชนในเขตเมืองว่ามีการทำงานร่วมกับชุมชน ทั้งระบบ Home Isolation และ Community Isolation มีจะทีมจิตอาสาในชุมชนซึ่งรู้ปัญหาในแต่ละพื้นที่ชุมชน และเข้าใจครอบครัว รวมถึงสถานการณ์ในชุมชนเป็นอย่างดี จะประสานงานกันกับทีมแพทย์ พยาบาล ซึ่งทีมพยาบาลและจิตอาสาในชุมชนที่จะเข้ามาทำงานร่วมกันในระบบ Home Isolation และ Community Isolation นี้ ต้องผ่านการอบรม เรียนรู้ถึงขั้นตอน วิธีการก่อน จึงจะสามารถปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยในระบบได้ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วย

ดังนั้น การทำ Home Isolation ต้องเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติ ไม่ใช่แค่การแจกปรอทวัดไข้ หรือแจกยา สิ่งของที่จำเป็นไปให้ที่บ้านอย่างเดียว แต่เป็นการดูแลผู้ป่วยอย่างครบองค์รวมเหมือนได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ดร.พญ.นิตยา กล่าวต่ออีกว่า การทำระบบ Home Isolation และ Community Isolation โดยการทำงานร่วมกับชุมชนและภาคประชาสังคมนี้ เราต้องการลดจำนวนผู้เสียชีวิต ลดอาการเจ็บป่วยรุนแรงในผู้ป่วยติดเชื้อ เพราะฉะนั้นเราต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อได้เข้าถึงการรักษาโดยเร็วที่สุดและทำการรักษาให้เขาเป็นผู้ป่วยระดับสีเขียว ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นระดับสีเหลืองหรือสีแดง นอกจากนี้จะมีการขยายระบบไปสู่กลุ่มแรงงานข้ามชาติให้เข้าถึงระบบ Community Isolation มากขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จะลดลง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ เราจะต้องช่วยเหลือผู้ป่วยและชุมชนให้มากที่สุด

ก่อนจะเข้าสู่ระบบ Home Isolation จะมีการประเมินผู้ป่วยติดเชื้อก่อนว่า มีอาการของระดับผู้ป่วยโควิด-19 สีใด ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ ได้กำหนดไว้ ดังนี้

ระดับแรก อาการสีเขียว คือ อาการเบื้องต้นของผู้ป่วยที่เริ่มติดโควิด-19 มีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดปกติ หรือไม่มีอาการ

ระดับสอง อาการสีเหลือง คือ ผู้ป่วยโควิด-19 เริ่มจะมีอาการ มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือโรคร่วมสำคัญข้อใดข้อหนึ่ง แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวกขณะทำกิจกรรม หายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก เวลาไอแล้วเหนื่อยอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ปอดอักเสบ ถ่ายเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน ร่วมกับอาการหน้ามืด วิงเวียน

ระดับสาม อาการสีแดง คือ ผู้ป่วยโควิด-19 อาการหนัก หอบเหนื่อย พูดไม่เป็นประโยคขณะสนทนา แน่นหน้าอกตลอดเวลา หายใจแล้วเจ็บหน้าอก ต้องรีบเข้ารับการเอกซเรย์ปอด

ดร.พญ.นิตยา กล่าวถึง ขึ้นตอนการทำงานของระบบ Home Isolation และ Community Isolation ที่ทาง IHRI ดำเนินการร่วมกับชุมชนนำร่อง มีวิธีการและขั้นตอน ดังนี้

1. เมื่อมีผู้ป่วยติดเชื้อในชุมชน หรือผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จิตอาสาในชุมชนจะทำการคัดกรองเบื้องต้นว่า ผู้ป่วยแต่ละเคสมีความรุนแรงของอาการระดับใด และจะส่งเคส รายละเอียดของผู้ป่วยให้กับทีมแพทย์พยาบาล ซักประวัติ คัดกรองข้อมูล และสอบถามอาการเบื้องต้นของผู้ป่วยผ่านระบบ Telehealth

2. เมื่อส่งข้อมูลของผู้ป่วยและประเมินระดับความรุนแรงของอาการเบื้องต้นจากทีมแพทย์แล้ว หากแพทย์ประเมินอาการของผู้ป่วยว่าอยู่ในระดับสีเขียว ก็จะนำผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาในระบบ Home Isolation ต่อไป และในกรณีที่ผู้ป่วยมีระดับอาการเป็นสีเหลือง (รอเตียง) หรือสีแดง (ต้องเข้ารับการรักษาทันที) ก็จะมีทีมพยาบาลและจิตอาสาประสานงานจัดหาเตียงและส่งต่อผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการรักษาจากหน่วยพยาบาลในเครือข่ายโดยเร็วที่สุด

3. เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระบบ Home Isolation แล้ว จะมีทีมพยาบาลโทรให้คำปรึกษา ให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวและคอยติดตามอาการผู้ป่วยทุกวันผ่านทางไลน์ และการโทรสอบถามอาการในช่วงเช้า และ เย็นทุกวัน เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

4. ชุมชนไหนที่มีผู้ป่วยในระบบ Home Isolation จะมีทีมจิตอาสาของชุมชนบริการส่งอาหาร 3 มื้อ ให้กับผู้ป่วยทุกวัน รวมทั้งถุงยังชีพ ของใช้ที่จำเป็นสำหรับผู้ป่วย จนกว่าจะได้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและหายป่วย

5. หากผู้ป่วยต้องได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ ทีมงานจะทำการส่งต่อข้อมูลและรายชื่อผู้ป่วยที่ต้องรับยาให้กับโรงพยาบาลในเครือข่ายโดยเร็วที่สุด โดยการจ่ายยาให้กับผู้ป่วยต้องผ่านทางแพทย์และโรงพยาบาลเท่านั้น เมื่อได้รับยาแล้ว จะมีทีมพยาบาลไปด้วยเพื่ออธิบายการใช้ยาที่ถูกต้องให้กับผู้ป่วย ในส่วนของยาฟาวิพิราเวียร์นั้น ทาง สปสช. ให้การสนับสนุนและจะคอยเติมยาให้เพียงพอต่อความต้องการในการรักษา สำหรับผู้ป่วยในระบบ Home Isolation

6. มีการติดตามอาการจากทีมแพทย์ พยาบาล อย่างใกล้ชิดผ่านทาง Telehealth ตลอดระยะเวลาการรักษา เพื่อสร้างความมั่นใจในกับผู้ป่วย

7. กรณีที่ผู้ป่วยในระบบ Home Isolation มีอาการรุนแรง เปลี่ยนจากระดับสีเขียว เป็นสีเหลือ หรือสีแดง ทีมงาน IHRI จะประสานงานกับโรงพยาบาลในเครือข่ายในการจัดหาเตียง เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษา ซึ่งปัจจุบันมีสถานพยาบาลในหน่วยบริการกรุงเทพมหานคร ที่ตอบรับเข้าร่วมโครงการกว่า 147 แห่ง

สสส.ให้การสนับสนุนสร้างระบบ Home Isolation และ Community Isolation ร่วมกับ สปสช. เชื่อมต่อการทำงานร่วมกับระบบคลินิกอบอุ่นของมูลนิธิสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี (IHRI) และภาคีที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมด 30 ชุมชน ในเขตกทม. และปริมณฑล โดยการพัฒนาระบบจัดการของชุมชน สนับสนุนอุปกรณ์ที่ใช้ดูแลผู้ป่วย เครื่องอุปโภคบริโภค และการวางระบบดูแลผู้ป่วยที่ต้องแยกกักตัวในบ้าน รวมถึงจัดทำศูนย์ดูแลรักษาผู้ป่วยที่แยกกักตัวในชุมชน สนับสนุนการทำต้นแบบชุมชน ทั้งระบบภายในสำหรับดูแลผู้ป่วยที่แยกกักตัวในชุมชน และระบบภายนอกที่เชื่อมต่อการดูแลรักษาผู้ป่วยกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อช่วยลดวิกฤตโรงพยาบาลเตียงไม่พอ และช่วยแบ่งเบาภาระบุคลากรทางการแพทย์

ไม่เพียงแต่การสนับสนุนการพัฒนาระบบ Home Isolation และ Community Isolation เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิต และเพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาอย่างทั่วถึงเท่านั้น สสส. ยังได้จัดทำคู่มือ ดูแลจิตใจตัวเอง ในสถานการณ์โควิด-19 ร่วมกับภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล สามารถดาวน์โหลด e-book ดูแลจิตใจตัวเอง ในสถานการณ์โควิด-19 ได้ที่ https://bit.ly/2UQESSQ และรณรงค์ให้คนไทยช่วยกันยกระดับป้องกันโควิด-19 ด้วยการ สวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่าง ไม่ปกปิดข้อมูล เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้โดยเร็วที่สุด 

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th และงานเสวนาออนไลน์ “เก็บกระเป๋าเตรียมเข้า Home Isolation กันยังไง?”

อาการปวดหัวกับ COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659693

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 10:34 น.

อาการปวดหัวกับ COVID-19อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท เผยอาการปวดศีรษะเป็นอาการทางระบบประสาทที่เจอได้บ่อยในผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยสามารถพบผู้ป่วยที่มีอาการได้มากถึง 30% ส่วนใหญ่จะไม่เคยมีประวัติโรคปวดศีรษะมาก่อน และอาการปวดมักจะพบภายใน 7 วันแรกหลังจากการติดเชื้อ

อาการปวดศีรษะเป็นอีกหนึ่งอาการทางสมองและระบบประสาทที่สามารถพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ COVID-19 และผู้ที่ได้รับวัคซีน COVID-19 โดยอาจมีสาเหตุและความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไป โดยในผู้ป่วยบางรายอาการปวดศีรษะอาจจะไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ แต่ในขณะเดียวกันผู้ป่วยอีกหลายคนอาจต้องการการตรวจวินิจฉัยและการรักษาเพิ่มเติม

นพ.กีรติกร ว่องไววาณิชย์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท (โรคปวดศีรษะและใบหน้า) ศูนย์สมอง รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า อาการปวดศีรษะเป็นอาการทางระบบประสาทที่เจอได้บ่อยในผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยสามารถพบผู้ป่วยที่มีอาการได้มากถึง 30% ส่วนใหญ่จะไม่เคยมีประวัติโรคปวดศีรษะมาก่อน และอาการปวดมักจะพบภายใน 7 วันแรกหลังจากการติดเชื้อ โดยอาการปวดจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มีความรุนแรงของอาการปวดปานกลางถึงมาก และมักจะไม่ตอบสนองต่อยาแก้ปวด หรือมีอาการปวดซํ้าหลังจากยาแก้ปวดหมดฤทธิ์ ลักษณะการปวดจะเป็นการปวดแบบบีบรัดที่บริเวณขมับ หน้าผาก รอบกระบอกตาทั้ง 2 ข้าง หรือปวดทั่วทั้งศีรษะ ซึ่งอาจจะพบลักษณะการปวดแบบปวดตุ๊บๆ คล้ายกับเส้นเลือดเต้นได้ ซึ่งการโน้มศีรษะไปด้านหน้า การไอ การจามและการออกแรงจะทำให้อาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้น ที่สำคัญอาการปวดสามารถเกิดขึ้นได้นานถึง 2 สัปดาห์ สาเหตุของอาการปวดศีรษะสามารถสันนิษฐานได้ว่าอาจเกิดจากเชื้อไวรัสเข้าสู่สมองโดยตรง โดยผ่านปลายเส้นประสาทคู่ที่ 5 (trigeminal nerve) จากในโพรงจมูก ทำให้เกิดสัญญาณความปวดส่งมาที่ศีรษะ หรืออาจเกิดจากการที่เชื้อไวรัสไปกระตุ้นร่างกายให้สร้างสารการอักเสบ (inflammatory cytokine) ซึ่งมีผลโดยตรงกับระบบนำความปวดในสมอง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมาได้

ทั้งนี้ เราสามารถแยกอาการปวดศีรษะที่เกิดจากการได้รับเชื้อ COVID-19 กับการปวดศีรษะด้วยสาเหตุอื่นได้ด้วยการสังเกตอาการที่เกิดร่วมด้วย เช่น ผู้ที่ติดเชื้อ COVID-19 นอกจากจะมีอาการปวดศีรษะแล้ว จะมีอาการเวียนศีรษะ มีไข้ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ไอ หอบเหนื่อย ปวดเมื่อย ถ่ายเหลว เจ็บขณะกลืน  อาจจะเกิดอาการแพ้แสง แพ้เสียงดัง คล้ายในผู้ที่ปวดศีรษะไมเกรนอีกด้วย และในผู้ที่เป็นโรคปวดศีรษะอยู่แล้ว จะมีลักษณะของอาการปวดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

อาการปวดศีรษะนอกจากจะเกิดขึ้นกับผู้ติดเชื้อ COVID-19 แล้วยังสามารถเกิดขึ้นกับผู้ที่รับวัคซีน COVID-19 ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งวัคซีนแต่ละชนิดจะมีรายงานอาการของผลข้างเคียงที่แตกต่างกันออกไป ในผู้สูงอายุจะพบอาการข้างเคียงได้ตํ่ากว่าในผู้ที่มีอายุน้อย และการได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 จะพบอาการข้างเคียงน้อยกว่าในเข็มแรก จากข้อมูลงานวิจัยในปัจจุบันพบว่า วัคซีนเชื้อตาย (CoronaVac) พบอาการปวดศีรษะหลังได้รับวัคซีน 6%-18.7% ส่วนวัคซีนชนิด viral vector (ChAdOx1 nCoV-19; AstraZeneca) พบอาการปวดศีรษะหลังได้รับวัคซีน 22.8%-29.3% และวัคซีน mRNA (BNT162b2; Pfizer) พบอาการปวดศีรษะหลังได้รับวัคซีน 39%-52%

โดยปกติแล้วถ้าเกิดอาการปวดศีรษะจากการได้รับเชื้อ COVID-19 หรือจากการได้รับวัคซีนอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ สามารถรับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลได้ ในกรณีที่รับประทานยาพาราเซตามอลแล้วยังไม่สามารถควบคุมอาการปวดได้ อาจต้องพิจารณาใช้ยาแก้ปวดบรรเทาอาการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs หรือ NSAIDs) สำหรับผู้ที่เป็นไมเกรนและมีอาการปวดศีรษะไมเกรนกำเริบหลังได้รับวัคซีน แนะนำให้รับประทานยาพาราเซตามอล ในกรณีที่ปวดศีรษะรุนแรงควรพิจารณาใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs หรือ ยากลุ่ม triptans

ทั้งนี้ หลังจากการได้รับวัคซีน COVID-19 ถ้าอาการปวดศีรษะรุนแรงขึ้นหรือไม่บรรเทาลงหลังจากการรับประทานยาแก้ปวด หรือมีอาการผิดปกติอย่างอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อหาสาเหตุของอาการปวดศีรษะที่อาจเป็นอันตราย รวมทั้งรักษาอาการปวดศีรษะอย่างเหมาะสม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รพ.กรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล Contact Center โทร. 1719

ภูมิแพ้ในหน้าฝน โรคของคนอ่อนแอ (ก็แพ้ไป) #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659447

วันที่ 01 ส.ค. 2564 เวลา 12:20 น.

ภูมิแพ้ในหน้าฝน โรคของคนอ่อนแอ (ก็แพ้ไป)กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา แชร์เทคนิคดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กซึ่งเป็นแต่ละทีอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว

ช่วงหน้าฝนแบบนี้ ช่วงนี้ใครที่เป็นโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจอาจจะต้องรับมือหนักหน่อย เพราะโรคเหล่านี้จะมาเยือนเราบ่อยในหน้าฝน สาเหตุก็เพราะช่วงฝนตก อากาศจะมีความชื้นสูง และถ้าเจออากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน และบางทีก็ต้องเข้าไปอยู่ในห้องที่เปิดแอร์เย็น ๆ ก็อาจทำให้มีอาการแพ้ง่ายขึ้น

พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลนวเวช ให้ความรู้ว่าในช่วงหน้าฝนนี้ เราควรดูแลตัวเองอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็กซึ่งเป็นแต่ละทีอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้หลับได้นอนกันเลยทีเดียว

ก่อนอื่นมาดูกันก่อนว่าโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง

1. โรคแพ้อากาศ หรือ จมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis)

เกิดจากเยื่อบุโพรงจมูกมีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ โดยเฉพาะเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสัตว์ ละอองหญ้า เชื้อรา สารก่อระคายเคือง เช่น ฝุ่น PM2.5 ควันไฟ ธูป บุหรี่ และมลภาวะต่าง ๆ โดยเฉพาะท่อไอเสีย ซึ่งเด็ก ๆ มักจะมีอาการคัดจมูก คันจมูก จามบ่อย มีน้ำมูกใส ๆ ไอแบบคันคอ มีน้ำมูกไหลลงคอ กระแอมบ่อยๆ บางรายอาจมีอาการคันตาร่วมด้วย แต่จะไม่มีไข้ โดยอาการมักเป็น ๆ หาย ๆ ตอนเช้าหลังตื่นนอนหรือตอนค่ำก่อนเข้านอน หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เกิดโรคไซนัสอักเสบตามมาได้

2. โรคหอบหืด (Asthma)

เกิดจากหลอดลมตอบสนองต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าปกติ เช่นเดียวกันกับการแพ้อากาศ ทำให้เกิดอาการหลอดลมหดเกร็งและบวมเนื่องจากการอักเสบ หรือเมื่อโดนฝนติดหวัด ก็อาจกระตุ้นให้หอบหืดกำเริบได้เช่นกัน ซึ่งเด็ก ๆ มักมีอาการไอเหนื่อย ไอเวลาวิ่งเล่นออกกำลังกาย โดยเฉพาะไอตอนกลางคืน แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวกหายใจลำบาก หายใจมีเสียงดังวี้ด ๆ อาการหอบเหนื่อยอาจเป็น ๆ หาย ๆ และเรื้อรังได้

3. โรคหลอดลมฝอยอักเสบ หรือหลอดลมไว (Bronchiolitis) มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี

เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากการอักเสบบริเวณหลอดลมฝอย ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะ RSV (Respiratory syncytial virus) และไวรัสอื่น ๆ เช่น Influenza Parainfluenza Adenovirus Enterovirus และ Humanmetapneumovirus นอกจากนี้ยังเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Mycoplasma ได้ด้วย ซึ่งเด็ก ๆ มักจะมีอาการไข้สูง น้ำมูก ไอ คล้ายไข้หวัดนำมาก่อน 2-3 วัน จากนั้นจะมีอาการไอเหนื่อย หายใจเหนื่อยหอบ เสมหะมากขึ้น และหายใจมีเสียงผิดปกติ มีเสียงวี๊ดได้ ซึ่งเด็ก ๆ จำเป็นต้องรักษาด้วยการพ่นยาขยายหลอดลม ล้างจมูก ดูดน้ำมูก เสมหะ จนถึงบางรายอาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล สำหรับในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ที่มีประวัติเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว อาจกระตุ้นให้เกิดอาการภูมิแพ้ จนถึงโรคหอบหืดได้ 

การหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ คือวิธีที่ดีที่สุด

เด็กไทยแพ้ไรฝุ่น แมลงสาบ และขนสัตว์ มากที่สุดตามลำดับ ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงฝุ่นทั้งนอกบ้านและในบ้าน หลีกเลี่ยงการใช้พรม การมีตุ๊กตาหรือผ้าขนสัตว์ในบริเวณที่เลี้ยงเด็ก และรักษาความสะอาดของบริเวณบ้าน เด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ แนะนำให้ล้างจมูกเป็นประจำทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่มีอาการ

การดูแลสุขภาพในหน้าฝน

  1. ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ
  2. ทำร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ พยายามหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นอย่างเฉียบพลัน เมื่ออากาศเย็นลงควรใส่เสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ไม่เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจนเกินไป
  3. หากโดนละอองหรือตากฝน ควรรีบอาบน้ำสระผมด้วยน้ำอุ่น เช็ดตัวเช็ดผมให้แห้งโดยไว
  4. กินอาหารมีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงขึ้น
  5. หากเพิ่งเดินผ่านอากาศร้อนจัด ๆ ควรต้องยืนพักในที่ร่มก่อนจะเปลี่ยนเข้าไปในบริเวณห้องแอร์ที่มีอากาศเย็น เพื่อให้ร่างกายและจมูกปรับสภาพ จะช่วยลดอาการกำเริบของภูมิแพ้ได้

ผู้สูงวัยเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659265

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 19:10 น.

ผู้สูงวัยเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปฉีดวัคซีนผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เผยแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีด้วยอาหารและการออกกำลังกาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ พร้อมแนะวิธีการเตรียมพร้อมร่างกายให้พร้อมก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19

ในขณะที่คนไทยกำลังเตรียมตัวเพื่อเข้ารับวัคซีนโควิด-19 ปัจจัยหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม แต่มีส่วนช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพของวัคซีน โดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ ก็คือการมีโภชนาการที่ดีและการออกกำลังกาย และนี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ในการสร้างลักษณะนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ

1) โภชนาการที่ดีคือหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย การมีโภชนาการที่ดีและเหมาะสม เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ซึ่งสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น วิตามินซี สังกะสี วิตามินดี วิตามินเอ และวิตามินอี จะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อให้รับมือกับความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นไวรัสหรือการได้รับวัคซีนได้ดียิ่งขึ้น และขณะที่เรามีอายุเพิ่มขึ้น ภาวะที่ร่างกายได้รับสารอาหารหรือพลังงานในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ก็ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลให้ภูมิต้านทานลดลง เราจึงควรหันมาใส่ใจด้านโภชนาการอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงวัยของชีวิต

2) การออกกำลังกายช่วยส่งเสริมระบบการทำงานของภูมิคุ้มกันของร่างกาย การเคลื่อนไหวร่างกายทำให้สุขภาพดีขึ้นและส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งการออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้การตอบสนองต่อวัคซีนของผู้สูงอายุดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง อาจมีส่วนในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน ให้ตอบสนองต่อวัคซีนได้ดียิ่งขึ้น

3) ภาวะทุพโภชนาการส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย และอาจมีผลกับการตอบสนองของภูมิคุ้มกันต่อวัคซีน ภาวะทุพโภชนาการ คือภาวะที่ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการ และสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งกับผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่า หรือสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยกลุ่มของผู้สูงอายุมากกว่าครึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะทุพโภชนาการหรือการขาดสารอาหาร ซึ่งอาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของวัคซีนในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันลดลง ภาวะขาดสารอาหารยังสามารถส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำว่า การแก้ไขภาวะขาดสารอาหารอาจช่วยลดความเสื่อมถอยของระบบภูมิคุ้มกัน ที่อาจส่งผลให้ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและความรุนแรงของโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น

แนวทางการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีการรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ และยังไม่สายเกินไปหากเราจะเริ่มปรับพฤติกรรมการบริโภคตั้งแต่วันนี้ เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานและความแข็งแรงของร่างกาย เริ่มต้นได้จากการรับประทานผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ไร้ไขมัน ผลิตภัณฑ์จากนมและไขมันดีเพิ่มเติมจากอาหารมื้อหลัก ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารหลักที่สำคัญ เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ดังนี้

โปรตีน : โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการสร้างแอนติบอดีและเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน กรดอะมิโนบางชนิดที่เป็นส่วนประกอบของโปรตีน คือแหล่งพลังงานที่สำคัญของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผู้สูงอายุควรได้รับโปรตีนประมาณ 25-30 กรัมต่อมื้ออาหาร เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยให้อิ่มท้องได้นานขึ้นในระหว่างมื้ออาหาร

วิตามินและแร่ธาตุ : วิตามินและแร่ธาตุ คือสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อคงความแข็งแรง วิตามินเอและวิตามินดีมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นไปตามปกติ และจากข้อมูลทางการแพทย์พบว่า วิตามินดีอาจมีบทบาทสำคัญในการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อไวรัสที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ วิตามินซีและวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ รวมถึงเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันจากความเสียหาย ในขณะที่สังกะสีมีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน

โพรไบโอติกส์ : แม้ไม่ใช่สารอาหารหลัก ทว่าโพรไบโอติกส์ หรือแบคทีเรียชนิดดีที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโดยรวมของร่างกาย จุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ ช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหารและลำไส้ ซึ่งมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์อยู่ในนั้น

แม้ไม่มีรายงานว่าร่างกายคนเราต้องการโพรไบโอติกส์ในปริมาณเท่าไรในแต่ละวัน ทว่าการรับประทานอาหารหมักดอง เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว กิมจิ หรือผักผลไม้ดองในปริมาณที่เหมาะสมก็เป็นวิธีง่ายๆ ในการเพิ่มปริมาณโพรไบโอติกส์ให้กับร่างกาย

“โภชนาการที่ดีคือพื้นฐานของการมีสุขภาพที่แข็งแรง และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและการคงความแข็งแรงของร่างกาย รวมทั้งมีส่วนช่วยในการปกป้องโรคและการฟื้นตัวของร่างกายจากความเจ็บป่วย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ”

นายแพทย์ไมเคิล หวัง ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ กลุ่มงานธุรกิจโภชนาการของแอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “การรับประทานอาหารที่มีโภชนาการที่สมดุล อาทิ โปรตีน ธาตุเหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ขณะที่ผลิตภัณฑ์เสริมสารอาหาร หรืออาหารสูตรครบถ้วน ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับผู้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้อย่างเพียงพอในแต่ละวัน เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นและรับประทานง่าย จึงมีส่วนช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวันได้”

ด้าน ดร.ภนิตา ศรีชมเชย นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ผู้จัดการศูนย์โภชนาการและการกำหนดอาหาร โรงพยาบาลเทพธารินทร์ วิทยากรจากโครงการ Nutrition Expert ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ แนะนำว่า “โภชนาการที่ดีจะช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพของวัคซีนและช่วยลดความรุนแรงของอาการข้างเคียงจากการรับวัคซีน นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการพักผ่อนที่เพียงพอจะช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้สุขภาพโดยรวมดีขึ้น ซึ่งการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายๆ ได้แก่ การวิ่งเหยาะๆ การว่ายน้ำ การเดินในน้ำ มวยจีน หรือโยคะ เป็นต้น”

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งรวมถึงการออกกำลังกายแบบแรงต้าน สามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรง เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมต่อสภาพร่างกายได้ เช่น

  • การเดินอย่างสม่ำเสมอ
  • การออกกำลังกายที่เน้นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เช่น การกระโดด หรือ การบริหารกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้าโดยการย่อขา
  • การยกเวท หรือการใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มแรงต้าน 

วิธีง่ายๆ อย่างการให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ดีและการออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และอาจช่วยในการตอบสนองของร่างกายต่อวัคซีน ท่านยังสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ณ ร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการได้แล้ววันนี้ โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Nutrition Expert Program เพียงคลิ๊ก Abbott Nutrition Care

ซูมให้ดู รู้ให้ลึก 5 ปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659178

วันที่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 06:45 น.

ซูมให้ดู รู้ให้ลึก 5 ปัญหาเส้นผมและหนังศีรษะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แนะหลักปฏิบัติ 5 ประการในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะช่วง Work From Home พร้อมชวนดูแลเส้นผมและหนังศีรษะด้วยตนเองอย่างถูกวิธี ในกรณีที่ไม่สามารถไปพบแพทย์ได้

ในสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 หลาย ๆ ท่านอาจจะต้องทำงานอยู่ที่บ้านหรือที่เรียกว่า Work From Home (WFH) รศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย จึงอยากจะฝากวิธีที่จะดูแลเส้นผมและหนังศีรษะด้วยตนเองอย่างถูกวิธี ในกรณีที่ไม่สามารถไปพบแพทย์ได้ ดังนี้

1. ในการปฏิบัติตัวเพื่อให้ได้เส้นผมที่มีสุขภาพสวยงามในช่วง WFH ต้องประกอบไปด้วยการทำให้มีสุขภาพที่ดี นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน และไม่ควรนอนดึกเกินประมาณ 5 ทุ่ม ทานอาหารให้ ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ถ้าสระผมตอนเย็นควรเป่าด้วยลมเย็นให้แห้งก่อนเข้านอน

2.หมั่นสังเกตอาการผมร่วงว่ามีจำนวนผมที่ร่วงต่อวันปกติหรือไม่ ตามปกติผมคนเราร่วงได้ โดยปกติจะไม่เกิน 100 เส้นต่อวัน ในวันที่ไม่ได้สระผม ส่วนในวันที่สระผม สามารถร่วงเพิ่มได้ถึงวันละ 200 เส้นต่อวัน ดังนั้นในการนับเส้นผมจะนับทั้งหมด 5 ครั้ง โดยเก็บรวบรวมเส้นผมเวลา ตื่นเช้า สาย บ่าย เย็น และก่อนนอน รวบรวมใส่ถุงพลาสติก โดยทำประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนในวันที่สระผม สามารถรวบรวมได้โดยการสระผมในอ่างหรือภาชนะแล้วรวบรวมนับจำนวนเส้นผม ถ้ามีเส้นผมร่วงเกินค่าปกติ ก็ควรหาสาเหตุหรือปรึกษาแพทย์ทันที

3. โรคเส้นผมแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ โรคผมร่วงแบบไม่มีแผลเป็น และแบบมีแผลเป็น

โรคผมร่วงแบบไม่ มีแผลเป็นพบได้บ่อยกว่าชนิดอื่น ๆ เช่น โรคผมบางจากพันธุกรรมและฮอร์โมน โรคผมร่วงเป็นหย่อม

แต่โรคผมร่วงแบบมีแผลเป็น เป็นภาวะเร่งด่วน ควรได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยมีวิธีสังเกตอย่างง่าย ๆ ว่าเป็นโรคในกลุ่มนี้คือ ลองสังเกตที่บริเวณหนังศีรษะ มักจะมีอาการแดง ร้อน หรือมีลักษณะหนังศีรษะที่เป็นดานแข็ง ๆ กว่าหนังศีรษะปกติ ถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโดยเร็ว

4.ในช่วงสถานการณ์ที่มีการ Work From Home อาจเกิดความเครียดหรือนอนดึก ซึ่งความเครียดสามารถทำให้ผมร่วงได้โดยตรง และนอกจากนี้ยังสามารถทำให้เกิดภาวะหนังศีรษะอักเสบ ( Seborrheic dermatitis ) ซึ่งจะมีอาการคันที่หนังศีรษะ มีรังแค มีผื่นแดง มีขุย ผมร่วง ในเบื้องต้นการรักษาอาจจะใช้แชมพูกำจัดรังแค เช่น ketoconazole shampoo ควรสระผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ถ้าไม่ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับยาต้านการอักเสบในกลุ่มกลุ่มสเตียรอยด์ในระยะสั้น ๆ

5.ในบางท่านที่ไม่สบายติดเชื้อไวรัส COVID-19 ภายหลังจากการรักษา ถ้าหากอาการดีขึ้นแล้ว หลังจากที่หายประมาณ 3 เดือน สามารถเกิดภาวะผมร่วง Telogen effluvium หรือ ที่เราเรียกกันว่า ”จับไข้หัวโกร๋น” ได้ครับ ซึ่งอาการผมร่วงดังกล่าวจะเริ่มดีขึ้นและหายเองได้ประมาณ 3 เดือนหลังจากเส้นผมเริ่มร่วง

ขอให้ทุกท่านลองใช้หลักปฏิบัติ 5 ประการ เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นในการดูแลสุขภาพเส้นผม และหนังศีรษะในช่วง Work From Home นะครับ ด้วยความปรารถนาดีจากสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย

ปลูกต้นไม้ ช่วยลดความเครียดช่วงโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/659037

วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 07:10 น.

ปลูกต้นไม้ ช่วยลดความเครียดช่วงโควิด-19ประโยชน์ของปลูกต้นไม้ : ลดความเครียดช่วงโควิด-19 โดย ดร.ภญ.ชญานิน กีรติไพบูลย์ ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ในช่วงที่สถานการณ์ของโควิด-19 ที่กลับมาแพร่ระบาดอีกระลอกและยังไม่เห็นทีท่าว่าจะจบลงในเร็ววันนี้ได้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และสุขภาพจิตของเรา ทำให้รู้สึกไม่สดชื่น ไม่อยากทำอะไร ไม่มีสมาธิจดจ่อขณะทำงาน และบางครั้งอาจมีอาการเบื่ออาหาร 

ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากความเครียดและความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากคนใกล้ตัว และกลัวการติดเชื้อเวลาที่ต้องออกจากบ้าน รวมถึงหากติดเชื้อแล้วจะได้รับการรักษาทันท่วงทีหรือไม่ หลายคนจึงใช้เวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น

โดยกรมสุขภาพจิตได้ให้คำแนะนำเพื่อรับมือกับความเครียดและวิตกกังวลหลายวิธี ได้แก่ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ตระหนก ทำทุกอย่างตามปกติแม้จะเป็นช่วง work from home และหากิจกรรมทำอย่าปล่อยให้ว่า โดยหนึ่งในกิจกรรมที่หลายคนชอบทำเวลาอยู่ที่บ้านคือการปลูกและดูแลต้นไม้ ซึ่งบางคนอาจเคยสังเกตว่าคนที่ชอบต้นไม้ส่วนใหญ่นั้นมักเป็นคนอารมณ์ดี แต่อาจยังไม่ทราบเหตุผล บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ต่ออารมณ์และสุขภาพจิต ร่วมกับนำเสนอทางเลือกสำหรับกิจกรรมให้กับผู้ที่ต้องการความผ่อนคลายและยังไม่เคยลองปลูกต้นไม้หรือจัดสวนที่บ้าน 

ทำไมคนที่ชอบต้นไม้จึงมีอารมณ์และสุขภาพจิตดี

การทำสวน และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติหรือที่รู้จักในชื่อ การทำสวนบำบัด (gardening therapy) หรือพืชสวนบำบัด (horticultural therapy) ได้นำมาใช้เพื่อบำบัดทางสุขภาพ และจิตใจมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970  เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่าการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติทำให้การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าของคนเราชัดเจนขึ้น รู้สึกกลมกลืนกับธรรมชาติ ทำให้เราตื่นตัว สร้างความสดชื่น ผ่อนคลาย รวมถึงมีพลังงานด้านบวกมากขึ้น มีความเครียดลดลง มีความสงบในจิตใจ และมีความสุขมากขึ้น  ปัจจุบันการทำสวนบำบัดไม่เพียงนำมาใช้เพื่อสร้างความสดชื่นแก่คนทั่วไปเท่านั้น แต่ยังนำมาใช้บำบัดผู้ที่มีความต้องการพิเศษ อาทิ ผู้อยู่ในภาวะเครียด ซึมเศร้า เหนื่อยล้าจากการทำงาน ผู้สูงอายุ เด็กสมาธิสั้นและออทิสติก 

การปลูกต้นไม้ทำให้เราผ่อนคลายได้อย่างไร 

Professor Lightman จาก University of Bristol ประเทศอังกฤษ ได้ค้นพบแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในดินชื่อ Mycobacterium vaccae แบคทีเรียชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์โดยผ่านทางเยื่อบุส่วนต่าง ๆ เช่น เยื่อบุผิวช่องจมูกและปาก เมื่อแบคทีเรียนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เพิ่มการสร้างสารสื่อประสาทชื่อ serotonin ที่บริเวณสมอง และทางเดินอาหาร รวมถึงลดกระบวนการอักเสบภายในร่างกาย  

serotonin เป็นสารสื่อประสาทแห่งความสุข มีฤทธิ์คล้ายกับยาต้านอาการซึมเศร้า ทำให้เราอารมณ์ดี ดังนั้น หากสมองขาด serotonin จะนำไปสู่การเกิดโรคซึมเศร้าได้ ส่วน serotonin ในทางเดินอาหารทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ การสร้างเมือกและกรด ร่วมกับควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อเรียบที่ทางเดินอาหาร  

นอกจาก M. vaccae ที่เพิ่มการสร้าง serotonin แล้ว ความสงบในจิตใจ และความพึงพอใจที่เกิดขึ้นขณะที่ปลูกต้นไม้ หรือการเห็นต้นไม้ที่เราปลูกเจริญเติบโต จะทำให้สมองหลั่ง serotonin ได้เช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยจากหลายสถาบันที่สรุปว่า กิจกรรมที่ทำให้เราสัมผัสกับดิน ได้แก่ การจัดสวน การดูแลและตกแต่งสวน หรือการปลูกต้นไม้ สามารถทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล และลดอาการซึมเศร้าลงได้ หลังจากนั้นการที่ต้นไม้ค่อย ๆ เจริญเติบโต ออกดอกสีสันสวยงาม หรือออกผลผลิตที่กำลังจะเก็บได้ในไม่ช้าย่อมทำให้เรารู้สึกภาคภูมิใจ ชื่นใจ และมีความสุข ซึ่งในขณะที่เรามีความรู้สึกพึงพอใจจะทำให้สมองหลั่งสารสื่อประสาทแห่งความสุขอีกชนิดหนึ่งชื่อว่า dopamine การที่สมองหลั่ง dopamine จะทำให้เรารู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง มีสมาธิมากขึ้น และลดความวิตกกังวล  ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดคนที่ชอบปลูกต้นไม้ส่วนมากจะมีอารมณ์ดี 

เมื่อทราบประโยชน์ที่ได้รับจากการปลูกต้นไม้แล้วอาจทำให้หลายท่านอยากเริ่มปลูกต้นไม้ที่บ้าน แต่อาจคิดว่าบ้านของเราไม่มีพื้นที่กว้างพอ อันที่จริงแล้วกิจกรรมนี้ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก เนื่องจากมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการปลูกต้นไม้แค่ในกระถางก็สามารถทำให้เรามีอารมณ์และสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้เช่นกัน สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุขและผ่อนคลายกับการปลูกต้นไม้ที่บ้าน

เตือนหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19 เสี่ยงทรุดหนัก ย้ำวัคซีนเป็นทางออกช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658989

วันที่ 26 ก.ค. 2564 เวลา 13:33 น.

เตือนหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด-19 เสี่ยงทรุดหนัก ย้ำวัคซีนเป็นทางออกช่วยเสริมภูมิคุ้มกันกรมการแพทย์ โดยโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เตือนหากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อโควิด-19 จะถูกจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงมีอาการรุนแรงกว่าคนปกติ ควรรับการฉีดวัคซีนเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน พร้อมแนะนำให้รักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัด และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเพื่อลดความจำเป็นในการเข้าโรงพยาบาลที่จะนำไปสู่การเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อได้

พญ.อรดา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อ กลุ่มงานสูตินรีเวชศาสตร์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การติดเชื้อโควิด-19 ในหญิงตั้งครรภ์มีความจำเป็นที่จะต้องระวังเป็นพิเศษกว่าคนปกติทั่วไป เนื่องจากจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรงของโรค กล่าวคือมีโอกาสเกิดภาวะปอดอักเสบสูง

นอกจากนี้ ความท้าทายของแพทย์ในการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 คือต้องรักษาทั้งแม่และทารกในครรภ์ไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้นภาวะแทรกซ้อนในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 คือเมื่อมีปอดอักเสบแล้ว สิ่งที่เป็นผลกระทบตามมาคือ ทารกในครรภ์จะได้รับออกซิเจนจากแม่ไม่เพียงพอ ซึ่งเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดสูงถึงร้อยละ 20

ในขณะที่ข้อจำกัดการรักษาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ก็มีอยู่ไม่น้อย เช่นข้อจำกัดในการใช้ยารักษาบางชนิด รวมทั้งไม่สามารถนอนคว่ำเพื่อให้ร่างกายรับออกซิเจนได้อย่างเพียงพอ จึงเพิ่มโอกาสในการใส่เครื่องช่วยหายใจ หากผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยมากขึ้น จะต้องใช้เครื่องให้ออกซิเจนในรูปแบบสายเสียบจมูก แต่หากร่างกายผู้ป่วยยังรับออกซิเจนได้ไม่เพียงพอจะต้องเปลี่ยนมาใช้เครื่องให้ออกซิเจนแบบ High Flow และกรณีสุดท้ายหากเครื่องให้ออกซิเจนในสองแบบแรกไม่สามารถให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ จะต้องเพิ่มระดับการให้ออกซิเจนสูงสุดด้วยเครื่องช่วยหายใจ

ข้อมูลล่าสุดจากกรมอนามัย นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 – 17 กรกฎาคม 2564 พบว่า มีหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วประเทศสูงถึง 856 ราย ในจำนวนดังกล่าวเป็นคนไทย 550 ราย นอกจากนั้น เป็นกลุ่มแรงงานต่างด้าว และมีหญิงตั้งครรภ์ที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว 15 ราย เนื่องจากอาการของโรคในหญิงตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น เมื่อหญิงตั้งครรภ์ได้รับการตรวจและยืนยันว่าตนเองติดเชื้อโควิด-19 สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติคือการปรึกษาแพทย์ และเข้าถึงระบบการรักษาให้เร็วที่สุด และด้วยอัตราการติดเชื้อที่มีอาการรุนแรงเกิดขึ้นในหญิงตั้งครรภ์ดังที่กล่าวมา ภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับหญิงตั้งครรภ์ในฐานะที่เป็นกลุ่มจำเป็นต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เทียบเท่ากับผู้สูงอายุและกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว 7 โรค ได้แก่

  1. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง
  2. โรคหัวใจและหลอดเลือด
  3. โรคไตวายเรื้อรัง
  4. โรคหลอดเลือดสมอง
  5. โรคอ้วน
  6. โรคมะเร็ง
  7. โรคเบาหวาน

โดยหญิงตั้งครรภ์จะถูกบรรจุไว้เป็นกลุ่มที่ 8 ซึ่งองค์การอนามัยโลก และราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ต่างก็มีข้อมูลสนับสนุนว่าหญิงตั้งครรภ์มีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ทั้งนี้ ต้องมีอายุครรภ์มากกว่า 12 สัปดาห์ขึ้นไปจึงจะสามารถรับวัคซีนได้ ในขณะที่คุณแม่หลังคลอดที่กำลังให้นมบุตรก็สามารถรับวัคซีนได้เช่นเดียวกัน

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังไม่มีข้อห้าม หรือคำแนะนำให้ชะลอแผนการตั้งครรภ์ หากมีแผนการตั้งครรภ์หรือตรวจพบว่าตั้งครรภ์แล้ว คนไข้ต้องรักษาสุขภาพอย่างระมัดระวังมากกว่าการตั้งครรภ์ในสถานการณ์ปกติ ควรพบแพทย์เพื่อติดตามอาการระหว่างการฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ และนอกจากการป้องกันตนเองไม่ให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว ยังต้องระวังเรื่องการเกิดอุบัติเหตุเป็นพิเศษ เพราะหากเกิดกรณีฉุกเฉินที่จำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาล เท่ากับว่าคนไข้จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงขึ้น เนื่องจากโรงพยาบาลเป็นสถานที่ซึ่งมีผู้ป่วยเป็นจำนวนมากและมีความแออัด

นอกจากการดูแลสุขภาพกายแล้ว การดูแลสุขภาพจิตใจในหญิงตั้งครรภ์ก็เป็นสิ่งสำคัญ การเปิดรับข้อมูลข่าวสารด้านสาธารณสุข หรือด้านสุขภาพผ่านการส่งต่อจากแหล่งข้อมูลที่ไม่สามารถเชื้อถือได้ก็อาจส่งผลต่อความเครียด ความวิตกกังวล จึงควรเปิดรับเฉพาะข้อมูลจากแหล่งที่เชื้อถือได้จริงและมีผู้ให้ข้อมูลที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น การรับข้อมูลจากแพทย์ หรือโรงพยาบาลโดยตรง ซึ่งปัจจุบันมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดให้บริการข้อมูลข่าวสารทาง LINE Official Account : @thaibf โดยจะมีแพทย์และพยาบาลอาสาปฏิบัติหน้าที่เป็นแอดมินในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และหลังคลอดอย่างแท้จริง

เช็กลิสต์กลุ่มโรคหน้าฝน ไม่ต้องทนป่วย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658948

วันที่ 26 ก.ค. 2564 เวลา 06:40 น.

เช็กลิสต์กลุ่มโรคหน้าฝน ไม่ต้องทนป่วยต้อนรับสายฝนโปรยปราย ท่ามกลางอากาศเย็นสบายและความชื้นสูงขึ้น อาจเป็นปัจจัยให้โรคหลายชนิดแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โดย 5 กลุ่มโรคในหน้าฝนที่พบมาก ได้แก่

กลุ่มโรคที่ 1 โรคติดต่อระบบทางเดินอาหาร

  • เกิดจากการกินอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร อาทิ ท้องเสีย โรคอุจจระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้
  • เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอและบี ติดต่อจากการกินอาหารปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอและบี ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตับอักเสบ มีไข้ อ่อนเพลีย ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือดีซ่าน คลื่นไส้ อาเจียน

กลุ่มโรคที่ 2 โรคติดเชื้อทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง

  • โรคไข้ฉี่หนู หรือเลปโตสไปโรซิส ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง ตาแดง  ร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อกได้
  • ผิวหนังอักเสบ น้ำฝนที่ขังตามพื้นถนนนานๆ จะเน่าเหม็นเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค หากสัมผัสผิวหนังก็มีโอกาสเสี่ยงต่อผิวหนังอักเสบได้ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำสกปรกยังอาจทำให้แผลติดเชื้อ เกิดเชื้อรา คัน เกิดตุ่มหนองและฝีได้ ดังนั้น แนะนำให้ล้างมือล้างเท้าบ่อยๆ

กลุ่มโรคที่ 3 โรคระบบทางเดินหายใจ

  • โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม ปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1 N1 และโรคไข้หวัดนก

กลุ่มโรคที่ 4 โรคติดต่อที่เกิดจากยุง

  • ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะ  ในระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้สูงประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะลดลง อาจมีเลือดออกผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือช็อกได้
  • ไข้สมองอักเสบ มียุงรำคาญเป็นพาหะ  มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชัก อาจเสียชีวิตหรือพิการหากไม่ได้รับการรักษา
  • ไข้มาลาเรีย มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง หนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก หากเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ

กลุ่มโรคที่ 5 เยื่อบุตาอักเสบ หรือโรคตาแดง

เป็นการติดเชื้อไวรัสอย่างเฉียบพลัน ติดต่อด้วยการสัมผัสโดยตรงจากมือสู่ตาหรือทางอ้อมจากสระว่ายน้ำ พบผู้ป่วยจำนวนมากในประเทศไทยช่วงฤดูฝน และพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ อาการที่พบคือเริ่มแดงข้างใดข้างหนึ่งก่อนแล้วจึงลามไปอีกข้างหนึ่ง คันตา รู้สึกระคายเคืองคล้ายผงเข้าตา เจ็บตา อาจมีอาการหนังตาบวมร่วมด้วย มีขี้ตาตอนเช้า ต่อมน้ำเหลืองใกล้หูโตและกดเจ็บ

การป้องกันโรคที่มากับหน้าฝน สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงสวมเสื้อผ้าเพื่อรักษาร่างกายให้อบอุ่น ล้างมือ ล้างเท้าบ่อยๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำสะอาด กินอาหารที่สุกใหม่ สะอาด และใช้ช้อนกลางทุกครั้ง

แพทย์ชวนสังคมสูงวัยปรับพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658666

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 09:55 น.

แพทย์ชวนสังคมสูงวัยปรับพฤติกรรมเสี่ยง ป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมเมื่อตัวเลขผู้สูงวัยในอัตราร้อยละ 50 ต้องพบกับปัญหาสุขภาพอย่าง “โรคกระดูกและข้ออายุ” นายแพทย์นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ ชวนสังคมสูงวัยปรับพฤติกรรมเสี่ยง เลี่ยงโรคข้อเข่าเสื่อม

ในปัจจุบัน ประเทศไทยพบผู้ป่วยมากกว่า 6 ล้านคน ผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป พบได้ถึงร้อยละ 50 ปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุคือโรคกระดูกและข้ออายุที่เพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่สะท้อนความสามารถในการซ่อมแซมของกระดูกอ่อนกำลังลดลงไปทุกที อาการข้อเข่าเสื่อมสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมของเราในชีวิตประจำวันเองเช่นกัน

นายแพทย์นิธิวุฒิ ปิ่นสิรานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน เผยว่าเมื่อร่างกายถูกใช้งานเป็นเวลาก็อาจมีความเสื่อมไปตามกาลเวลา การเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกายมักจะเริ่มเกิดกับบุคคลที่มีอายุ 40 ขึ้นไป ซึ่ง “โรคข้อเข่าเสื่อม”(Knee osteoarthritis)เกิดจากการใช้งานผิวกระดูกอ่อนที่อยู่ในข้อเข่าเริ่มมีการสึกอาการปวดข้อเข่านั้นจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวของข้อเข่า เป็นสิ่งที่รบกวนการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็น การนั่ง การเดิน การยืน เป็นต้น ดังนั้นควรปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยง เพื่อป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมช่วยชะลอกระดูกข้อเข่าให้ใช้งานได้นานมากขึ้น ทั้งนี้ครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ ก็สามารถสังเกตและดูแลพฤติกรรมของผู้สูงอายุในบ้านได้อีกด้วย

วิธีป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อม

· การนั่ง สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ การนั่งยอง ๆ นั่งขัดสมาธินั่งพับเพียบการนั่งในอิริยาบถเหล่านี้จะทำให้ข้อเข่ารับน้ำหนักมากขึ้น ท่าที่พับงอกระดูกอ่อนจะเสียดสีกันสูงกว่าปกติ อาจจะต้องปรับด้วยการนั่งบนเก้าอี้ ด้วยอิริยาบถที่เหมาะสมหากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ควรปรับเปลี่ยนอิริยาบถสลับมานั่งเก้าอี้ที่ห้อยขาหรือสลับมานั่งเหยียดขา รวมไปถึงการเข้าห้องน้ำ ควรหลีกเลี่ยงการนั่งสุขภัณฑ์นั่งยองเพื่อลดแรงกดทับในข้อเข่าลงการใช้งานหนักติดต่อกันต่อเนื่องแบบนี้ก็ย่อมเสื่อมสมรรถภาพไปอย่างรวดเร็ว

· การนอน ความสูงของเตียงที่เหมะสมกับหัวเข่า เวลาที่นั่งบนเตียงก่อนจะนอน สามารถตะแคงตัวนอนได้ง่าย เวลาที่ลุกก็จะไม่ลำบากและหลีกเลี่ยงการนอน ห่อตัว หดเข่า เพราะมีโอกาสจะเป็นข้อเข่าเสื่อมมากกว่าปกติ

· การเดิน การขึ้น-ลงบันไดเป็นสิ่งที่ควรระวัง แต่แนะนำว่าห้องนอนผู้สูงอายุควรอยู่ชั้นล่าง สามารถลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการขึ้น-ลงบันได และหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักที่หัวเข่าเดินในพื้นที่ราบ ไม่มีความชันมากจนเกินไป รองเท้าสำหรับผู้สูงอายุควรหลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง ผู้สูงอายุสามารถใส่รองเท้าสำหรับเดินในบ้านเพื่อลดแรงกระแทกต่อข้อเข่า

· การยืน ต้องฝึกการลงน้ำหนักที่บาลานซ์เท่ากัน ให้สม่ำเสมอไม่ยืนทิ้งน้ำหนักไปที่ขาเดียวให้น้ำหนักไปลงข้างใดข้างหนึ่ง เพราะหัวเข่าอาจได้รับน้ำหนักที่มากเกินไป

· การควบคุมน้ำหนัก เป็นวิธีที่ต้องดูแลร่างกายเป็นอย่างมาก อย่าให้น้ำหนักเยอะเกินไป เกณฑ์ดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่ควรเกิน 25 เพราะหากเกินมาตรฐานทำให้หัวเข่าต้องแบกรับน้ำหนักจึงเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น

· การบริหารข้อเข่า การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พอเหมาะ และพอดี เช่น ฝึกงอ ยืดเหยียดข้อเข่า การยกเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาการเดิน การวิ่ง จะสามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อบริเวณหัวเข่าให้แข็งแรงได้

· อุปกรณ์ช่วยพยุง ในกรณีที่ผู้สูงอายุมีอารปวดและไม่สามารถเดินไหว สามารถนำมาใช้เป็นตัวช่วยในครั้งคราวได้ช่วยรองรับน้ำหนักตัวเพื่อให้มีการทรงตัวที่ดีขึ้น เมื่อมีอุปกรณ์ก็จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุกล้าที่จะเดินอย่างมั่นใจช่วยลดการล้มและอุบัติเหตุ มีการเคลื่อนไหวของร่างกายมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพที่ดี

ทั้งนี้ พฤติกรรมในชีวิตประจำวันบางทีอาจมีการละเลยไป พฤติกรรมเสี่ยงจึงค่อย ๆ ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว ดึงนั้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นเรื่องที่ดีและสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อชะลอการเสื่อมของร่างกาย ทำให้ได้ทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ พร้อมกับใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติและมีความสุข

How to ดูแลตับอย่างไรให้สุขภาพดีไม่มีโรค #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/658662

วันที่ 22 ก.ค. 2564 เวลา 08:40 น.

How to ดูแลตับอย่างไรให้สุขภาพดีไม่มีโรคอายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ เผยโรคของตับที่พบได้บ่อย พร้อมแนะนำวิธีดูแลตับให้สุขภาพดีห่างไกลโรค และเทคนิคป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค

รู้หรือไม่ ตับเป็นอวัยวะภายในที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายของเรา มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง ได้แก่ ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกันกำจัดเชื้อโรค ผลิตน้ำดีเพื่อย่อยอาหารประเภทไขมัน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผลิตสารประเภทโปรตีนที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เป็นที่สะสมพลังงานของร่างกายเพื่อดึงมาใช้ยามจำเป็น และยังเป็นที่เก็บวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อีกด้วย ตับสำคัญอย่างนี้ แล้วเราจะดูแลอย่างไร

นายเพทย์ศุภพัชญ ศรีภูษณาพรรณ อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ จาก Addlife Digestive and Liver Center ให้ข้อมูลเรื่องตับว่า ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง และยังเป็นอวัยวะที่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ แต่หากได้รับปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดการทำลายตับเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้ตับได้รับความเสียหายได้อย่างถาวร และกลายเป็นโรคต่างๆ ตามมา

โรคของตับที่พบได้บ่อย คือ มะเร็งตับ ซึ่งเป็นมะเร็งอันดับ 1 ในผู้ชายไทย และโรคตับแข็งซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆของประชากรโลก โดยปัจจัยที่อาจนำไปสู่โรคตับเหล่านี้ ได้แก่

  • การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีและซี
  • ความอ้วนและพฤติกรรมการบริโภค
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • การได้รับยาบางประเภท หรือสารพิษต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • ภาวะไขมันเกาะตับ
  • โรคทางพันธุกรรมและเมตาบอลิก เช่น โรคเบาหวาน

เมื่อทราบปัจจัยเสี่ยงแล้ว การจะดูแลตับให้สุขภาพดี ห่างไกลโรคก็ไม่ใช่เรื่องยากถ้าเรารู้จักดูแลและป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ดังนี้

  1. ปรับพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว ลดหรืองดการดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการซื้อยา อาหารเสริมหรือสมุนไพรรับประทานเองโดยไม่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  2. ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี กรณียังไม่มีภูมิคุ้มกัน
  3. หมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี โดยปัจจุบันสามารถตรวจคัดกรองโรคตับได้หลายวิธีด้วยกัน เช่น การตรวจเอนไซม์ตับ ตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี การอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน การตรวจสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) และการตรวจ Fibro Scan 

สำหรับ Fibro Scan เป็นเทคโนโลยีล่าสุดที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยที่สามารถตรวจภาวะพังผืดในตับ และตรวจวัดปริมาณไขมันสะสมในตับ โดยสามารถตรวจประเมินสภาวะพังผืดในเนื้อตับได้ในผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งระยะแรกๆ รวมถึงติดตามผลประเมินระดับความรุนแรงเพื่อวางแผนการรักษาและวินิจฉัยภาวะแทรกซ้อนของผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งแทนการเจาะเนื้อตับได้ นอกจากนี้ยังสามารถประเมินและแสดงปริมาณไขมันสะสมในตับสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อภาวะไขมันพอกตับ (Fatty Liver) ได้พร้อมกันภายในครั้งเดียวอย่างรวดเร็วและตรงจุดชัดเจน ซึ่งการตรวจหาความผิดปกติของตับก่อนแสดงอาการ สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับได้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรละเลยการตรวจสุขภาพประจำปี